ปลายปี 2568 มาสด้าสร้างปรากฎการณ์ใหม่ด้วยการเปิดตัว Mazda6e รถไฟฟ้าคันแรกของ มาสด้าที่มีแผนนำเมาจำหน่ายในประเทศไทย พร้อมกันนั้นได้เปิดรับจองสิทธิ์เป็นเจ้าของโดยที่ยังไม่ได้เปิดราคาค่าตัว และรถที่นำมาโชวฺก็ยังเป็นรถพวงมาลัยซ้ายสำหรับตลาดในจีน แต่ปรากฏว่ามีผู้สนใจขอจองสิทธิ์กันมากถึง 4,200 ราย เกินความคาดหมายของผู้บบริหารมาสด้าไปไกลทีเดียว
วันนี้ Mazda6e พวงมาลัยขวา เดินทางจากจีน ต้นทางของ Mazda6e มาถึงไทยแล้วจำนวนหนึ่ง และเราจะได้ทำความรู้จักกันมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในด้านการขับขี่ Mazda6e นั้นจะมีความเป็น DNA มาสด้าหรือไม่
Mazda6e เป็นรถไฟฟ้าที่ผลิตขึ้นในโรงงานมาสด้า ที่เมืองนานจิง ประเทศจีน ซึ่งเป็นโรงงานร่วมทุนระหว่างมาสด้าและพันธมิตรท้องถิ่นในประเทศจีนที่ร่วมมือกันมายาวนานมากกว่า 20 ปี โดยโรงงานแห่งนี้ทำการผลิตเฉพาะรถยนต์มาสด้าเท่านั้น โดยเน้นไปที่ความเป็นฐานการผลิตรถไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายภายในประเทศจีน และส่งออกรถไฟฟ้าไปยังตลาดต่างประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย

ไม่เพียงเท่านั้น มาสด้ายังมีหน่วยงาน R&D ที่โรงงานนี้เพื่อพัฒนาให้รถไฟฟ้าจากที่นี่มีความเป็น DNA ของมาสด้ามากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นด้านการออกแบบที่ยังคงสง่างามตามแนวคิด Kodo: Soul of Motion ในรูปแบบ NeoFastBack การันตีด้วยการติด Top 3 รางวัลรถยนต์ออกแบบยอดเยี่ยมของโลกในปีนี้ ภายในที่หรูหรา ห้องโดยสารแบบ Smart Cockpit ให้ความประณีตในทุกจุดสัมผัส ด้านการมอบความสนุกสนานในการขับขี่และความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถ ตามปรัชญา จินบะ-อิตไตโดยการปรับเซตระบบช่วงล่างใหม่เช่นการเปลี่ยน ช๊อกอัพทั้ง 4 ตัว ปรับตั้งสมดุลองมุมแนกันสะเทือนต่างๆ จุดเชื่อมต่อโครงสร้างตัวถังกับชุดระบบกันสะเทือน รวมถึงการเลือกใช้ยาง Michelin Primacy กับล้ออัลลอยด์ ขนาด19 นิ้ว

รวมถึงการมอบเทคโนโลยีเชื่อมต่ออัจฉริยะ Mazda Connectivity เชื่อมต่อโลกการสื่อสารในยุคดิจิทัล เทคโนโลยี Smart Drive ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ให้มีความสะดวกสบายและความปลอดภัยรอบทิศทาง นั่นทำให้พื้นฐานของ Mazda6e เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์มาสด้าที่เหมือนกันเป็นหนึ่งเดียวกับบมาสด้าที่ออกจากโรงงานมาสด้าในทุกภูมิภาคทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นในญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เมกซิโก มาเลเซีย เวียดนาม รวมทั้งในไทย
นั่นคือข้อมูลพื้นฐานที่มาของ Mazda6e ทีนี้มาดูผลจากการทดลองขับรถจริง ในสนามทดสอบซึ่งถูกจัดไว้หลากหลายสเตชั่น ทั้งในเรื่องของอัตราเร่ง 0-100 กม/ชม ระบบเบรกและการรีเจนเนอเรทีฟ เบรกกิ้ง, ระบบบังคับเลี้ยว, การควบคุมพวงมาลัย การเปลี่ยนเลนกระทันหัน, การเข้าโค้งต่อเนื่อง, รัศมีวงเลี้ยวในที่แคบ, สัมผัสถึงความเงียบของห้องโดยสารจากประสบการณ์การขับขี่จริง ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง หรือ ADAS ที่มาสด้าใส่ให้มามากมายหลายระบบ รวมถึงระบบและเทคโนโลยีความปลอดภัยต่างๆ ที่มาพร้อมกับตัวรถ

สัมผัสแรกคือความหรูหราเรียบง่ายภายในห้องโดยสารมีความเป็นมาสด้าระดับ พรีเมี่ยมอยู่ในตัวชัดเจนมาก เบาะนั่งดีไซน์สวยตำแหน่งการวางเบาะจะต่ำสักนิดเกือบๆจะนึกถึงตอนนั่งใน MX 5 ก็ปรับระดับวางขา วางมือได้พอดี อย่างแรกที่อยากรับรู้คืออาการเมื่อเบรคหรือถอนคันเร่ง จะมีการหน่วงมากน้อยขนาดไหนตามแบบที่รถไฟฟ้าทั่วไปจะเป็น ปรากฏว่า Mazda6e ตอบสนองได้ดี จนนึกว่าขับ มาสด้า CX 30 ส่วนตัวอยู่อย่างนั้นทีเดียว แม้แต่ในช่วงโค้งแล้วลองเบรกเพื่อไปต่อก็แทบจะไม่มีอาการหน่วงหนักมาให้รู้สึกกันเลย

เพียงแค่นี้ ผมก็ไม่อยากจะทดลองอะไรอีกแล้วเพราะจุดดับของรถไฟฟ้าถูกลบออกไปโดยสิ้นเชิงแล้ว แต่เมื่อได้ลองอัตราเร่งซึ่งเชื่ออยู่แล้วว่าความรถไฟฟ้าที่มีแรงม้าสูงสุด 258 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 290 นิวตันเมตรจะทำได้ดีแน่นอน อาการหลังติดเบาะมาทันทีที่กดคันเร่ง และข้อมูลรถที่ระบุ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ต่ำกว่า 8 วินาที นั้นมีอยู่จริงครับ การทรงตัว การบังคับเลี้ยว การถ่ายทอดน้ำหนักในขณะเข้าโค้งทุกอย่างเนียน เป็นรถขับล้อหลังมีความเป็น DNA ขับสนุกและมั่นใจได้แบบมาสด้าทุกประการ

ผมเชื่อว่า Mazda6e เป็นรถไฟฟ้าที่ขับดีที่สุดเมื่อเทียบกับรถไฟฟ้าจากจีนทุกคันที่เข้ามาขายในเมืองไทย แม้กระทั่งรถไฟฟ้าที่ใช้แพลทฟอร์มเดียวกันอย่าง Deepal 07 ก็ยิ่งแตกต่างกันอย่างชัดเจน วันนี้ Mazda6e เทียบชั้นได้กับรถไฟฟ้าชั้นนำค่ายยุโรปอย่างไม่น้อยหน้าแล้ว

รถสวย ภายในสวย ประณีต อุปกรณ์ดี ขับดี ระบบความปลอดภัยดี รอราคาดีอีกอย่าง ยอดจองสิทธิ์ 4200 รายคงมีคนที่จะปฏิเสธไม่มากแน่นอน

ข้อมูลประชาสัมพันธ์
The All-Electric Mazda6e เป็นรถยนต์ไฟฟ้าจากมาสด้ารุ่นแรกในประเทศไทย มาพร้อมแนวคิด “Electrified Perfection in Oneness” จุดประกายความสมบูรณ์แบบให้เป็นหนึ่งเดียว โดยมาพร้อม 2 รุ่น ที่โดดเด่น ได้แก่ รุ่น Premium มาพร้อมกับภาพลักษณ์สปอร์ต ตกแต่งภายในห้องโดยสารอย่างพิถีพิถัน ด้วยหนังสีดำแบบสปอร์ต บ่งบอกถึงความประณีตในทุกจุดสัมผัส และรุ่น Exclusive ถ่ายทอดความสง่างามหรูหราประดุจยนตรกรรมชิ้นเอก ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุหนัง Nappa Suede สีแทน พร้อมดีไซน์พิเศษในทุกองค์ประกอบ เพื่อความสมบูรณ์แบบของห้องโดยสารในอีกระดับ

The All-Electric Mazda6e ยังเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ความโดดเด่นตามแบบฉบับรถยนต์มาสด้า โดยมีรายละเอียดต่อไปนี้

ถ่ายทอดแนวคิดการพัฒนาและการออกแบบของมาสด้า KODO: Soul of Motion
– The All-Electric Mazda6e สืบทอดแก่นแท้ของดีไซน์ จิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหวอันงดงาม (Soul of Motion) และผสานรวมความงามและความมีเสน่ห์ของรถสปอร์ตคูเป้สุดคลาสสิกของมาสด้าเข้าไว้ด้วยกัน
– ด้านหน้า โดดเด่นด้วย “Flying Signature” เมื่อเปิดไฟจะดูเหมือนปีกนกโบยบินบนท้องฟ้าที่สวยงาม และการสะท้อนแสง บ่งบอกความมีชีวิตชีวาอันเป็นเอกลักษณ์ของมาสด้า ไฟท้ายดีไซน์ทอดยาวแบบต่อเนื่อง ผสานกับไฟทรงกลมสี่ดวงและสปอยเลอร์หลังไฟฟ้า นำเสนอดีไซน์ด้านท้ายที่เรียบง่ายและสวยงามอย่างลงตัว

– ภายนอกถ่ายทอดผ่านนิยามใหม่ของยนตรกรรม 5 ประตู ในรูปแบบ “NeoFastBack” แสดงถึงความมุ่งมั่นของมาสด้าในการนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ที่มาพร้อมการขับเคลื่อนอันทรงพลัง และเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจในรูปแบบ BEV ยุคใหม่

– ภายในห้องโดยสารถ่ายทอดแนวคิดการออกแบบ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะสไตล์มาสด้า มาพร้อมหน้าจอ Center Display แบบสัมผัสความละเอียดสูง ขนาด 14.6 นิ้ว วัสดุตกแต่งภายในด้วยฝีมืออันประณีต เสริมด้วยโครเมียมแบบด้าน ตอกย้ำความหรูหราพรีเมี่ยม
– ห้องโดยสารกว้างขวาง โปร่ง โล่งสบายด้วยหลังคากระจก Panoramic Glass Roof พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า เบาะนั่งออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ รองรับท่านั่งตามธรรมชาติของมนุษย์ มอบความสบายเหนือระดับ
– มอบสุนทรียภาพในการขับขี่ ด้วยระบบเสียงพรีเมี่ยม จาก SONY พร้อมลำโพง 14 ตำแหน่ง รวมถึงลำโพงที่พนักพิงศีรษะผู้ขับขี่ 2 ตำแหน่ง ซึ่งปรับแต่งโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงของ SONY ด้วยเทคโนโลยี Clear Phase และ Live Acoustics เอกสิทธิ์เฉพาะของ SONY เพื่อให้คุณภาพเสียงที่ใส ชัดเจน คมชัด และละเอียดนุ่มนวล
– เทคโนโลยีห้องโดยสารอัจฉริยะ (Smart Cockpit) ที่สามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการควบคุมด้วยเสียง การสัมผัส และการควบคุมด้วยท่าทาง

สมรรถนะการขับขี่อันมีเอกลักษณ์ของมาสด้า
– ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของรถยนต์มาสด้าไว้อย่างเต็มเปี่ยม โดยเน้นหลักมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ที่สร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมาสด้า ตามแนวทางการขับขี่แบบ จินบะ-อิตไต และความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถ พร้อมมอบสมรรถนะการขับขี่ที่แม่นยำและสมดุล โดยเฉพาะการเข้าโค้งและในสถานการณ์ฉุกเฉิน
– อัตราเร่ง มอบแรงม้าสูงสุด 258 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 290 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ต่ำกว่า 8 วินาที
– การชะลอความเร็วแบบนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ ช่วยให้ผู้โดยสารรู้สึกสบายและไม่เวียนหัวระหว่างเดินทาง
– การบังคับเลี้ยวและการทรงตัว สมดุลน้ำหนักหน้า-หลัง ใกล้เคียง 50:50 การปรับจูนระบบกันสะเทือนและความแข็งแกร่งของโครงสร้างตัวถัง เพื่อให้การขับขี่เป็นไปอย่างนุ่มนวล ทรงตัวดี และมีเสถียรภาพในทุกการขับขี่
– ระบบเบรกตอบสนองในทุกจังหวะการชะลอความเร็วหรือหยุดรถได้อย่างแม่นยำ และเข้าใจง่ายตรงตามแรงกดแป้นเบรก มอบความนุ่มนวลระหว่างการเร่ง การเลี้ยว และการหยุดรถ เพื่อความสบายในการขับขี่ของทั้งผู้ขับและผู้โดยสารที่เหนือกว่ารถไฟฟ้าทั่วไป
– ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบมัลติลิงค์ พร้อมติดตั้งเหล็กกันโคลงที่ด้านหน้าและด้านหลัง ช่วยควบคุมพลวัตและการทรงตัวของรถได้ดีขึ้น พร้อมให้การตอบสนองที่แม่นยำยิ่งขึ้น
– มาพร้อมสปอยเลอร์หลังไฟฟ้าปรับอัตโนมัติ ช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการควบคุมการขับขี่ในช่วงความเร็วสูง
– มาพร้อมโหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Comfort: มอบความสบายในการขับขี่ แต่ยังให้การควบคุมที่ดีและการตอบสนองที่แม่นยำในแบบฉบับมาสด้า โหมด Sport: เพิ่มความสนุกสนานในการควบคุมรถมากยิ่งขึ้น และ โหมด Individual: เลือกตั้งค่าการขับขี่ได้ตามความต้องการ
– มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว และยางมิชลินคุณภาพสูงเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อให้ได้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีที่สุด
– แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ชนิด LFP ขนาด 77.9 kWh รองรับการชาร์จไวแบบ DC Fast Charging สามารถชาร์จจาก 30% -80% ได้รวดเร็วในเวลาเพียง 15 นาที* และมอบระยะทางขับขี่สูงสุด 654 กม. (มาตรฐาน NEDC)
*อ้างอิงจากการใช้เครื่องชาร์จเร็ว DC 200 kW ขึ้นไป ระยะเวลาการชาร์จจริงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ณ ขณะชาร์จ เช่น สภาพแบตเตอรี่ อุณหภูมิของแบตเตอรี่และอุณหภูมิแวดล้อม

เทคโนโลยีด้านความปลอดภัย Smart Drive
– กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา พร้อมระบบ See-through view และ Side view monitor (360° Camera with See-through view and Side view monitor)
– ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Front Collision Warning – FCW)
– ระบบเตือนการชนด้านหลัง (Rear Collision Warning – RCW)
– ระบบช่วยควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติแบบ Stop & Go (Adaptive Cruise Control with Stop & Go – ACC with Stop & Go)
– ระบบป้องกันการชนครั้งที่สอง (Second Collision Monitoring – SCM)
– ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Blind Spot Monitoring – BSM)
– ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (Rear Cross Traffic Alert – RCTA)
– ระบบเตือนการเปิดประตู (Door Opening Warning – DOW)
– ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ (Smart Brake Support – SBS)
– ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติด้านหลัง (Smart Brake Support Rear Crossing – SBS-RC)
– ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (Lane Keep System – LAS)
– ระบบช่วยป้องกันรถเบี่ยงออกนอกเลน (Lane Departure Prevention – LDP)
– ระบบควบคุมรถกลับเข้าสู่เลน (Emergency Lane Keeping – ELK)
– ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ (High Beam Control – HBC)
– ระบบช่วยเตือนเมื่อผู้ขับเหนื่อยล้าขับขี่ (Driver Monitoring System – DMS)

เทคโนโลยีห้องโดยสารอัจฉริยะ Smart Cockpit
– AR Head-up Display ขนาด 50 นิ้ว บนกระจกหน้าที่ระยะ 7.5 เมตร จากตำแหน่งผู้ขับขี่
– หน้าจอ Digital Meter ขนาด 10.1 นิ้ว
– หน้าจอ Center Display แบบสัมผัสความละเอียดสูง ขนาด 14.6 นิ้ว รองรับระบบสั่งการด้วยเสียง และท่าทาง

ภายนอกมีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ประกอบด้วย
– สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal)
– สีน้ำตาล เมลทิง คอปเปอร์ (Melting Copper)
– สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray)
– สีขาว คริสตัล ไวท์ เพิร์ล (Crystal White Pearl)
– สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black)
– สีเทา แอโร เกรย์ (Aero Gray)






