New Honda City MY 2026 ได้เปิดตัวก่อนหน้ากิจกรรมทดลองขับไปไม่นาน สำหรับการปรับรูปลักษณ์สไตล์ไมเนอร์เชนจ์ และยังคงไว้ในจุดเด่นที่เคยมีมา ทั้งสมรรถนะ จากขุมพลังทั้งแบบเทอร์โบ 122 แรงม้า 175 นิวตันเมตร และ ไฮบริด ในรูปแบบ e:HEV ที่ให้พละกำลัง 109 แรงม้า พร้อมแรงบิด 253 นิวตันเมตร ซึ่งโดดเด่นด้านการประหยัดเชื้อเพลิงถึง 27.3 กม./ลิตร มีฟีเจอร์ใช้งาน ที่คล่่องตัวและสนุกสนานในการขับขี่ แต่ทั้งหมดที่กล่าวไว้นี้มาในราคาจำหน่ายที่ถูกลงรุ่นเกือบ 50.000 บาท ทั้ง ซีดาน และ แฮทแบค จุดปรับที่เปลี่ยนใหม่ ความต่างในแต่ละรุ่น รวมถึงผลทดสอบสมรรถนะของรถรุ่นนี้จะเป็นเช่นไร ติดตามได้จากรายงาน
ยังคงอยู่ในเจนเนอเรชันที่ 5 กับ New Honda City MY 2026 ครั้งนี้ปรับรูปลักษณ์ในสไตล์ Big MoinorChange ทั้งภายนอกและภายใน ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ ในสไตล์ Connecting Light คาดยาว กระจังหน้ากก็ได้รับการออกแบบใหม่ ในรุ่น RS จะมีความเงางาม ในสไตล์ Piano Black รวมถึงมุมกันชนที่ออกแบบพิเศษ พร้อมชุดแต่งสไตล์สปอร์ต และ โฉบเฉี่ยวกว่ารุ่นอื่น

ล้อเป็นอีก 1 จุดที่เห็นถึงความต่าง ในรุ่น V ขุมพลังเทอร์โบ และรุ่น V ขุมพลัง e:HEV เป็นสีบรอนซ์เงิน ส่วนรุ่น SV จะเป็นดำสลับโครเมี่ยม ส่วนในรุ่นท๊อป RS เป็นสีดำเงา ซึ่งทั้งหมดมาในขนาด 16 นิ้ว

ลงลึกในความต่างอีกนิดจากกล้องด้านหน้า บริเวณก้นชน จะมีในรุ่น SV และ RS เท่านั้นซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของฟีเจอร์ Camera 360 ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของภาพที่คมชัด และ มุมมอง Bird Eye View เดิมทีมีแค่ 3 มุมมอง ครั้งนี้มีมากถึง 6 มุมมอง

ท้ายรถปรับปรุงในเรื่องกรอบไฟสีขาวในรุ่น SV และ RS สไตล์รถชิ่ง ลุคสปอร์ต ส่วนรุ่น V ยังเป็นแบบเดิมคือสีแดง

ภายในมีสีให้เลือกด้วยนะ ปกติจะเป็นสีดำ แต่ที่ไม่ปกติจะเป็นภายในสีเทาแพลทตินั่ม และจะออเดอร์ได้เฉพาะสีภายนอกสีเทาใหม่ และ สีดำ เท่านั้น

ไฟห้องโดยสารหรือ Amblient light มี 2 สี ในรุ่น SV สีน้ำเงิน ส่วน RS สีแดง และรุ่น V ไม่มีติดตั้งมาให้

จอ 10 นิ้ว ติดตั้งใหม่แบบยกลอย ในรุ่น SV และ RS มีการติดตั้งฟีเจอร์ใหม่ ติดตั้งในรุ่น ได้แก่ กล้องรอยคันเพิ่มมุมมอง Bird Eye Viewส่วนรุ่น V เป็น 8 นิ้วฝังในคอนโซล


ไวเลทชาร์จ 15 w แบบเดียวที่ใช้ใน CRV และ Accord มีเฉพาะในรุ่น RS แต่หากอยากเพิ่ม ทางฮอนด้ามีจำหน่ายเป็นออฟชั่นเสริม หาซื้อได้ที่โชว์รูม

ขุมพลังเหมือนเดิม ไม่ได้ปรับเปลี่ยน แบบเทอร์โบ ขนาด 1.0 ลิตร 122 แรงม้า 173 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์ซีวีที มีแพดเดิลชิฟท์มากับอัตราสิ้นเปลือง 22.7 กม./ลิตร

ขุมพลังฟูลไฮบริด เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร และมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ให้กำลัง 109 แรงม้า แรงบิด 253 นิวตันเมตร ที่มีอัตราสิ้นเปลืองที่โดดเด่นด้านความประหยัดสุงสุด 27.3 กม./ลิตร

ระบบรองรับหน้าแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท ระบบรองรับหลังเป้นแบบทอร์ชั่น บีม ทุกรุ่นติดตั้ง Honda Sensing เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
สีมีมาให้เลือก 7 สี สีใหม่ 2 สี แดง Brazing Red Pearl และ เทา Urban Gray Pearl ซึ่งอย่างหลัง ยอดจองทะลุ 10,000 คัน และปิดรับจองชั่วคราวเป็นที่เรียบร้อย ส่วนสีอื่นยังรับจองตามปกติ

ราคาเริ่มต้น 569,000-739,000 บาท ในบอดี้ซีดาน 4 ประตู ส่วนแฮทแบคแพงกว่ารุ่นละ 10,000 บาท ราคาพิเศษนี้ถึง 30 ก.ย.เท่านั้น และยังมีเพิ่มการันตี จาก 5 ปี 100000 กม.เป็น 6 ปี 120000







