Sunday, January 29, 2023
HomeAuto TestTest DriveAll New Mitsubishi Pajero Sport GT-Premium พีพีวีที่มากับความคุ้มค่าพร้อมตัวช่วยความปลอดภัยเหนือระดับ

All New Mitsubishi Pajero Sport GT-Premium พีพีวีที่มากับความคุ้มค่าพร้อมตัวช่วยความปลอดภัยเหนือระดับ

ถึงเวลาลองของจริงกับ All New Mitsubishi Pajero Sport หลังจากที่เปิดตัวและได้ทดสอบแบบกระมิดกระเมี้ยนกับระบบความปลอดภัยบางส่วนเมื่อครั้งที่จัดขึ้นในสนามทดสอบ ณ อ.ศรีราชา การทดลองขับในครั้งนี้ถือว่าเป็นการสัมผัสกับรถอเนกประสงค์ที่ใช้แพลทฟอร์มเดียวกันกับ Triton แบบเจาะลึกถึงสมรรถนะและตัวช่วยต่างๆอย่างเต็มรูปแบบ  จนทำให้พอจะนิยามสั้นๆว่า…”ดีเกินความคาดหวัง” หลายคนคงอยากรู้ว่านิยามนี้ได้มาจากอะไรบ้าง ผมพร้อมที่จะเล่าให้ฟังครับ

เริ่มเรื่องกันที่เส้นทางในการทดสอบ ครั้งนี้ ทาง มิตซูบิชิ มอเตอร์ ประเทศไทย ได้จัดกิจกรรมการขับขี่ทั้งในรูปแบบของ Onroad และ Offroad บนเส้นทางกรุงเทพฯ-เขาค้อ ลองจินตนาการถึงสภาพเส้นทางก็แล้วกันครับว่าตัวแปรเรื่องเส้นทางจะเป็นโจทย์ที่ All New Pajero Sport ตอบคำถามนี้ได้โดนใจขนาดไหน ทางหลวงหมายเลข 21 ที่หลายคนคงเคยได้สัมผัสในการไปเยือน”เขาค้อ”หรือ สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ หลุม บ่อ และ ผิวทางที่เสียไปกับการหลั่งไหลของคลื่นมหาชนในช่วงเทศกาล จนทำให้เสน่ห์ของเมืองในหุบเขาแห่งนี้หายไป แต่แล้วทางการก็ได้ซ่อมบำรุงเส้นทางให้มีสภาพที่พร้อมใช้งาน ซึ่งถือเป็นเรื่องดีเพราะการขับขี่ระยะทางไกลขนาดนี้คงได้เห็นทีเด็ดต่างๆที่ผู้ผลิตได้อัดแน่นไว้ในรถคันนี้แน่นอน

รูปโฉมคงไม่ต้องสาธยายอะไรให้มากมายเพราะเชื่อว่าหลายๆท่านที่ติดตามข่าวสารของรถรุ่นนี้คงจะหลับตานึกถึง All New Pajero Sport ว่ามีรูปพรรณสัณฐานสะดุดตาขนาดไหน เอาเป็นว่าความคิดเห็นต่างๆที่กล่าวถึง ผมจะโฟกัสไปที่ ห้องโดยสาร เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง รวมถึงตัวช่วยขับขี่ และระบบความปลอดภัย ซึ่งถือว่าเป็นที่สุดแห่งเทคโนโลยีของค่ายมิตซูบิชิ

ห้องโดยสารของรถพีพีวีคันนี้เป็นแบบ 7 ที่นั่ง เน้นดีไซน์ไปทางด้านของความหรูหราและสะดวกสบายเป็นหลัก อีกหนึ่งประเด็นที่ค่ายผู้ผลิตให้ความสำคัญคือความเงียบของห้องโดยสาร โดยใช้วัสดุซับเสียงคุณภาพดีมาติดตั้ง ประเด็นเรื่องเสียงที่เกิดขึ้นในขณะขับขี่จะเล็ดรอดเข้ามาในห้องโดยสารบอกได้เลยว่าหายห่วง ต่อมาเป็นเรื่องของที่นั่งทั้ง 7 ตำแหน่ง เบาะนั่งทุกพื้นที่นั่งสบายและหุ้มด้วยหนังแท้ เบาะคู่หน้าปรับได้ด้วยไฟฟ้า แถวที่สองมีปุ่มพับเบาะที่ด้านบนพนักพิงหลังใช้ดึงง่ายๆเพียงครั้งเดียว เบาะส่วนนี้ก็จะพับทั้งส่วนรองนั่งและพนักพิงเพื่อให้ผุ้โดยสารเข้าไปนั่งในเบาะแถวที่ 3 เข้า-ออก ได้สะดวก จะให้ติคงเป็นเรื่องของเบาะนั่งแถวที่ 3 ซึ่งผู้โดยสารร่างใหญ่จะให้นั่งสบายตลอดการเดินทางคงจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องนัก แต่ถ้าเป็นเด็กๆหรือผู้ที่มีส่วนสูงต่ำกว่า 170 ซม. คอนเฟริ์มไว้ว่าสามารถนั่งได้โดยที่เข่าไม่ติดกับพนักพิงของเบาะนั่งแถว 2

ความสะดวกสบายต่อมาคือช่องแอร์ที่เดินทางลมไว้บนเพดานโดยมีช่องแอร์ส่งความเย็นไปถึงยังที่นั่งทั้ง 7 ตัว พวงมาลัยติดตั้งระบบ Multi-Function Steering Wheel โดยรวมสวิตช์ควบคุมการทำงานระบบต่างๆไว้เพียบนอกจาก ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ และ ระบบควบคุมความบันเทิง ยังมีสวิตช์ควบคุมกล้องมองภาพรอบคันซึ่งสามารถเลือกใช้งานโดยแสดงภาพผ่านจอของระบบ Entertainment and Navigation System ซึ่งอยู่บริเวณคอนโซลกลาง ใกล้กันจะเป็นระบบ Paddle Shift สำหรับปรับเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ในเวลาที่มีอารมณ์อยากสนุกกับการขับขี่

คอนโซลกลางออกแบบในสไตล์ T-Shape High Console ออกแบบให้ปุ่มควบคุมต่างๆอยู่ใกล้ตัวซึ่งจะไม่ทำให้เสียสมาธิการขับขี่และยังใช้งานง่าย ระบบปรับอากาศเป็นแบบแยกส่วนการทำงานของผู้โดยสารตอนหน้าและตอนหลังอย่างชัดเจน โดยในส่วนของผู้โดยสารแถวที่ 2 และ 3 จะมีแผงควบคุมระบบปรับอากาศแบบแยกอิสระ Rear Climate Control with Air Ventilation Outlet นอกจากนี้ยังแยกส่วนภาคบันเทิงไว้กับ Roof Monitor พร้อมเครื่องเล่น DVD และ หูฟังอินฟราเรด เพื่อไว้ใช้ดูหนังฟังเพลงสำหรับผู้โดยสาร

ใกล้กับคอนโซลกลางจะเป็นที่อยู่ของชุดคอนโซลเกียร์และสวิทช์ควบคุมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Super Select 4WD II มีให้เลือกระบบขับเคลื่อนถึง 4 แบบ  รวมถึงสวิทช์ควบคุมเบรกมือที่ใช้ไฟฟ้า Eletric Parking Brake สั่งการด้วยการใช้นิ้วดึงขึ้นเบาๆ เบรกมือก็จะทำงานทันที

ถึงเวลาที่ได้ลองสมรรถนะของเครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล รหัส 4N15 ขนาด 2.4 ลิตร 181 แรงม้า ผสานเทคโนโลยี Mivec Clean Diesel และ ระบบส่งกำลังเป็นแบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ มากับระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยไฟฟ้า ยังมี Super Selection 4WD Generation 2 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ทางมิตซูบิชิได้ทำการพัฒนาขึ้นมาใหม่ ต้องบอกว่าการทดสอบครั้งนี้เป็นแบบล้วงลึกกันเลยทีเดียว ด้วยความสมบูรณ์ของเส้นทางที่ได้รับการซ่อมบำรุง บางช่วงเป็นทางตรงยาวๆที่สามารถเรียกพละกำลังจากเครื่องยนต์แบบเต็มสมรรถนะ เมื่อใช้ความเร็วสูง การควบคุมรถทำได้อย่างแม่นยำในทิศทางที่ต้องการ เผลอมองไปที่ค่าเฉลี่ยอัตราสิ้นเปลืองป้วนเปี้ยนอยู่ที่ประมาณ 12 กม./ลิตร ก็ถือว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างประหยัด แต่เรื่องของความประหยัดไม่ใช่ประเด็นหลักในการทดสอบครั้งนี้ จุดเด่นอีกเรื่องอยู่ที่การถ่ายทอดสมรรถนะผ่านระบบเกียร์ลูกใหม่ซึ่งเน้นไปทางเรื่องของความนุ่มนวลเป็นหลัก ประเด็นนี้สัมผัสได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมี Ultrasonic Misacceleration Mitigation System ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว โดยส่งเสียงเตือนเข้าไปยังห้องโดยสาร และที่ขาดไม่ได้คือระบบช่วยขับขี่ในชื่อ Hill Descent Control System ตัวช่วยนี้ทำงานก็ต่อเมื่อแตะเบรคเบา ระบบจะสั่งการไปยังสมองกลเพื่อประมวลความเร็วและองศาความลาดชันของเส้นทาง ส่งไปยังสมองกลของระบบเกียร์ ส่งผลให้เกียร์ปรับลดตำแหน่งเพื่อให้ความเร็วเหมาะสมกับสภาพความลาดชัน แน่นอนว่าการขับขี่ทำได้อย่างสบายและปลอดภัยขึ้น ซึ่งจะทำงานชัดเจนก็ต่อเมื่อเจอสภาพเส้นทางในรูปแบบของทางหลวงหมายเลข 21 ที่มีทั้งความลาดชัน ทางโค้งคดเคี้ยวขึ้น/ลงภูเขา เมื่อทำงานร่วมกับ Hill Start Assisst System ซึ่งเป็นระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน ลองคิดดูแล้วกันว่าการเดินทางระยะไกลกว่า 400 กม.จะสะดวกสบายขนาดไหน

ผ่านช่วงทดสอบบนถนนหลวง ก็ถึงเวลาของการลองระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Super Select 4WD II ในรูปแบบของการขับขี่สไตล์ออฟโรด บอกไว้ก่อนเลยว่าระบบขับเคลื่อนนี้เป็นแบบเดียวกับที่ติดตั้งอยู่ใน Pajero รุ่นใหญ่ที่ขายต่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นความโชคดีของผู้บริโภคที่ได้ความคุ้มค่ากับระบบขับเคลื่อนที่ใช้เทคโนโลยีสูงสุดในรูปแบบของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบพาร์ทไทม์ ซึ่งสามารถเลือกรูปแบบการขับเคลื่อนได้ด้วยการปรับสวิตซ์ที่อยู่ใต้คันเกียร์ โดยมีความพิเศษกว่าคู่แข่งเพราะสามารถเลือกได้ใช้ถึง 4 รูปแบบ

สาธยายถึงระบบนี้กันก่อนว่าระบบขับเคลื่อนทั้ง 4 รูปแบบ เหมาะสมกับสภาพเส้นทางแบบไหน หากขับขี่บนถนนหลวงปกติ ทุกคนคงเลือกใช้แบบ 2H: 2WDHigh-Range ซึ่งกำลังเครื่องยนต์จะส่งไปที่ล้อหลัง 100% เติมความพิเศษไปอีกนิดสำหรับการขับขี่บนถนนหลวงในกรณีที่เกิดฝนฟ้าคะนองด้วย 4H: 4WD High-Range  ระบบจะส่งกำลังไปที่ล้อหน้า 40% ล้อหลัง 60% บนถนนแห้ง และ ล้อหน้า 50% ล้อหลัง 50% เมื่อถนนเปียกลื่น ถ้าเลือกใช้ระบบขับเคลื่อนในตำแหน่งนี้ระบบจะทำงานในรูปแบบการขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full-Time All Wheel Control ซึ่งทั้ง 2 รูปแบบของระบบขับเคลื่อนสามารถปรับตำแหน่งได้ทันทีโดยไม่ต้องจอดรถให้เกิดความยุ่งยากและเสียเวลา แต่ถ้าขับขี่บนสภาพพื้นผิวที่เป็นดินลูกรัง ที่เปียก ลื่น ให้ปรับไปที่ 4HLc: 4WD High-Range With Locked Transfer ระบบนี้จะปรับการส่งกำลังไปที่ล้อทั้ง 4 โดยมี Center Differential Locked คอยถ่ายกำลังไปที่ล้อหน้า 50% ล้อหลัง 50% แบบเท่ากันตลอดเวลา

และระบบที่ขาลุยพลาดไม่ได้ 4LLc :4WDLow-Range with Locked Transfer ใช้การส่งกำลังเช่นเดียวกับใน 4HLc แต่เพิ่มอัตราทดเกียร์ให้สูงขึ้น ทำให้มีพละกำลังในการบุกตะลุยเส้นทางทุรกันดาร รวมถึงเส้นทางที่เป็นเนินชัน ออกตัวไว้อีกนิดว่าใช้ความเร็วไม่ได้ 60 กม./ชม.เท่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถเลือกการส่งกำลังเครื่องยนต์ให้เหมาะกับสภาพเส้นทางได้ถึง 4 รูปแบบ คือ Gravel (ทางลูกรัง ทางกรวดลอย), Mud/Snow (โคลน/หิมะหนา), Sand (ทราย) และ Rock (ทางหินขรุขระ) คิดดูง่ายๆว่าระบบนี้จะมีอยู่ในระดับล้านต้นๆได้อย่างไร มันควรอยู่ในรถหรูจากค่ายผู้ผลิตฝั่งยุโรปด้วยซ้ำ แต่มิตซูบิชิ มอเตอร์ได้ชิงความได้เปรียบคู่แข่งด้วยการนำระบบขับเคลื่อน Super Select 4WD II มาใส่ไว้ใน  All New Mitsubishi Pajero Sport เป็นที่เรียบร้อย

ระบบความปลอดภัยจัดเต็มในแบบที่ไม่ธรรมดา เริ่มจาก Forward Collision Mitigation System ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว การทำงานของระบบนี้จะส่งสัญญาณจากเรดาห์ที่อยู่หลังกระจังหน้าโดยทำการประเมินระยะห่างจากรถคันหน้า เมื่อเรดาห์ตรวจพบและประเมินผลความเสี่ยงที่อาจเกิดอุบัติเหตุ ระบบจะเตือนด้วยสัญญาณไฟกะพริบที่มอนิเตอร์ขนาดเล็กบริเวณมาตรวัดความเร็วและจะส่งเสียงเตือนรวมถึงช่วยชะลอความเร็วพร้อมเพิ่มแรงดันน้ำมันเบรกเพื่อให้ประสิทธิในการหยุดรถทำได้ทันท่วงที

ในกรณีจุดอับสายตาขณะขับขี่ All New Pajero Sport มีตัวช่วยชื่อว่า Blind Spot Warning แสดงผลการทำงานในรูปแบบของไฟเตือนบนกระจกมองข้าง ทำให้ผู้ขับรับรู้ได้ว่ามีรถอยู่ในจุดอับสายตา ที่ไม่สามารถมองเห็นได้จากกระจกมองข้าง และเมื่อเปิดสัญญาณไฟเลี้ยว ระบบจะส่งเสียงเตือนพร้อมส่งสัญญาณไฟกะพริบที่กระจกมองข้าง ระบบนี้จะทำงานตั้งแต่ความเร็ว 20-140 กม./ชม.

ตัวช่วยการขับขี่ทั้งหมดที่กล่าวมาจะขาดไม้ได้กับไม้ตายที่เป็นระบบกล้องมองภาพรอบคัน Multi Around Monitor ระบบจะทำงานผ่านกล้องทั้ง 4 ตำแหน่งที่ติดตั้งอยู่รอบตัวรถ ต่อจากนั้นจะประมวลผลและแสดงภาพในรูปแบบ Bird’s Eye View ผ่านหน้าจอมอนิเตอร์บริเวณคอนโซลกลางรวมถึงส่งภาพจากมุมสูง เพื่อความสะดวกสบายในการเข้าจอดรถ

การทดสอบในครั้งนี้เป็นไปในแบบจัดเต็มทุกระบบทั้งเครื่องยนต์ ชุดส่งกำลัง และตัวช่วยการขับขี่ที่อัดแน่นไว้ใน All New Mitsubishi Pajero Sport GT-Premium ซึ่งเป็นตัวทอพและถือเป็นรุ่นเรือธงของค่ายมิตซูบิชิ แถมยังมีข่าวมาว่าแคมเปญเปิดตัวกับราคาที่ยั่วตาล่อใจเพียง 1,399,000 บาท ซึ่งทางผู้บริหารได้ฟันธงให้ยืดระยะเวลาของโปรโมชั่นนี้ต่อไป ส่งผลให้ ณ เวลานี้ All New Mitsubishi Pajero Sport มียอดจองทะลุ 6,000 คันเป็นที่เรียบร้อย สำหรับผู้ที่มองหารถพีพีวีซึ่งตอบโจทย์การเดินทางด้วยความสะดวกสบายและปลอดภัยในทุกเส้นทางคงไม่ลังเลที่จะจับจองเป็นเจ้าของ เตือนไว้สักนิดว่า”อย่าช้า” เพราะถ้าพลาด รถดีราคาถูกอาจจะปรับราคาขึ้นไปอีกเกือบๆ 50,000 บาทเลยทีเดียว

RELATED ARTICLES

Most Popular