Home Blog Page 554

Toyota Camry ESport เติมความมันส์ให้ชีวิต

0

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ค่าย โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย นำเข้ารถ Camry เข้ามาจำหน่ายในบ้านเรา เพราะก่อนที่จะมีการผลิตและประกอบ Camry ในไทยนั้น มันเคยอาละวาดบนท้องถนนเมืองไทยมาแล้ว และเป็นหนึ่งในรถที่ขายดิบขายดีไม่น้อยทีเดียว แม้ว่า Camry จะได้ชื่อว่าเป็นรถซีดานขนาดกลางที่มีความหรูหราและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจนเป็นหนึ่งในรถที่ประสบความสำเร็จ แต่เมื่อทางโตโยต้าเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ใช้ที่ยังชื่นชอบในเรื่องของความแรง ความสปอร์ตแล้ว และนี่คือคำตอบที่ต้องบอกว่า ใช่เลย

หลายๆ คนที่ได้พบเห็นเจ้า Camry ESport คันนี้ ต้องยอมรับว่ามันยังคงภาพลักษณ์ความหรูไว้ในเรื่องของหน้าตาที่ชวนให้คิดถึง Lexus กลายๆ ซึ่งแน่นอนว่ารถในตระกูล ESport นั้นเป็น DNA ใหม่ของโตโยต้าที่เน้นเรื่องภาพลักษณ์ที่โดดเด่นตามคอนเซ็ปต์ Look at me now จึงไม่น่าแปลกใจกับความโดดเด่นในเรื่องของการดีไซน์แบบสปอร์ตทั้งภายนอกและภายใน ที่เน้นเส้นสายให้ดูเฉียบคมแตกต่างไปจากรุ่นอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตามความโดดเด่นที่แท้จริงในความเป็น ESport แล้วนั้น มันต้องคุยกันถึงเรื่องสมรรถนะทั้งความแรง ความสนุกสนานในการขับขี่ ที่สร้างความประทับใจโดยไม่ทิ้งเรื่องของความปลอดภัยอันเป็นจุดเด่นหลักของ Camry ด้วย

หน้าตาไม่ต้องพูดถึงโดดเด่นชวนมอง ด้วยชุดกระจังหน้าโครเมี่ยมรมดำแบบ Sport Type รวมไปถึงไฟหน้าโปรเจคเตอร์รมดำ ไฟท้ายที่มาพร้อมสปอยเลอร์หลังให้ความดุดัน เติมเต็มความเป็นสปอร์ตด้วยท่อไอเสียแบบคู่ ที่ต้องบอกว่ามันไม่ใช่เป็นเพียงแค่แฟชั่นให้ดูสปอร์ตเท่านั้น แต่มันยังสามารถเรียกม้ามาเพิ่มให้ได้อีกถึง 3 ตัวเลยทีเดียว ภายในเน้นสร้างอารมณ์ความสปอร์ตมากกว่าที่จะมาใส่ใจกับความหรูหรา แต่ยังคงความมีระดับได้เป็นอย่างดี แป้นเหยียบคันเร่งและเบรกต้องแบบสปอร์ตเท่านั้น พวงมาลัยต้องเป็นแบบหุ้มหนังและต้อง 3 ก้านที่มาพร้อมกับ Paddle Shift เบาะคู่หน้าทรงสปอร์ตนั่งสบายโอบกระชับ การตกแต่งสีภายในเป็นแบบสีดำทูโทน ตัดกับสีเงินลายสปอร์ต หลังคามูนรูฟ

ทันทีที่กดปุ่ม Push Start เข็มรอบเครื่องไต่ระดับไปตามน้ำหนักของเท้าที่เหยียบลงไปบนคันเร่ง เครื่องยนต์เดินราบเรียบที่ยังไม่สำแดงพิษสงความร้ายกาจออกมา ยังคงมีสภาพความเป็น Camry แต่เมื่อผลักคันเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดพร้อม Sequential Shift  ไปยังตำแหน่ง D เท้าที่เริ่มลงน้ำหนักมากขึ้นไปที่คันเร่ง เราจะพบกับความประทับใจของเจ้าเครื่องยนต์ในตระกูล AR ที่ ESport เลือกใช้รุ่น 2 AR-FE Dual VVT-i ที่พร้อมตอบสนองในทันที กำลังสูงสุดที่มีมาให้นั้นสูงถึง 184 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 235 นิวตัน-เมตรที่ 4,100 รอบ/นาที ต่างทำหน้าที่เต็มกำลัง ต้องบอกว่าความประทับใจในความแรงของ ESport นั้นมาทันที โดยเฉพาะช่วงล่างที่ต้องบอกว่า หนึบแน่น ชวนให้นึกถึงรถหรูจากค่ายยุโรปไม่ใช่น้อย มันทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการยึดเกาะถนน การเปลี่ยนเลน และการเกาะโค้ง ชวนให้กลับมาเป็นคนวัยหนุ่มที่คึกคะนองได้ไม่น้อยทีเดียว

ในความเร้าใจความสนุกสนานต่อการขับขี่กับเครื่องยนต์ที่ตอบสนองพละกำลังได้อย่างทันท่วงทีและความหนึบแน่นมันได้สร้างความประทับใจให้ไม่น้อยทีเดียว และแน่นอนว่าในความแรงที่สั่งได้แบบนี้ย่อมต้องมีเรื่องของระบบความปลอดภัยที่สร้างความมั่นใจต่อการขับขี่ ที่ ESport ไม่พลาดที่จะนำมาติดตั้งไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของโครงสร้างนิรภัย GOA ระบบเบรก ABS ระบบควบคุมการทรงตัว VSC ระบบป้องกันล้อหมนุฟรี TRC และระบบกระจายแรงเบรก EBD  เสริมแรงเบรก BA รวมถึงระบบเตือนวัตถุเคลื่อนไหวด้านหลังรถ Rear Cross Traffic Alert ระบบเตือนมุมอับสายตา  Blind Spot Monitor ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง และเบาะนั่งคู่หน้าแบบ WIL ที่ช่วยลดการบาดเจ็บของกระดูกต้นคอเมื่อเกิดจากการชน

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ทำให้ ESport คันนี้ต้องใช้คำนิยมว่า Life is Thrilling ยนตรกรรมใหม่ที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณให้ตื่นเต้นและเร้าใจยิ่งกว่าเดิม ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วบนเส้นทางสายกรุงเทพฯ – ชะอำ กับราคาน่าสนใจที่ 1,639,000 บาท

Roadtest Nissan NP300 Navara & Mitsubishi Triton ออฟโรดเล็กๆ ในสภาพเส้นทางจริง !!

0
หลังจากที่เคยลองกันบนเส้นทางปกติกันมาแล้ว รวมถึงทางขรุขระบ้างเล็กน้อย เราต่างเห็นพ้องต้องกันว่า สมรรถนะของรถปิกอัพในปัจจุบันนี้ไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย มันมีระบบต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือให้การเดินทางเป็นไปอย่างสมบูรณ์ แต่เมื่อต้องมาลองกันบนเส้นทางวิบากหรือทางออฟโรดกันบ้าง พวกระบบต่างๆ ที่ให้มานั้นจะช่วยให้พ้นผ่านอุปสรรคของเส้นทางวิบากนี้ได้หรือไม่เรามาดูกัน…

สำหรับรถปิกอัพขับเคลื่อน 4 ล้อในปัจจุบันนี้ เราจะไม่เห็นคันเกียร์ด้ามที่สองสำหรับการปรับเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจาก 2 ล้อมาเป็น 4 ล้อ จาก 4H มาเป็น 4L กล่องสมองกลและระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น นั่นรวมไปถึงการปรับเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจาก 2 ล้อมาเป็นสี่ล้อ ที่เป็นระบบไฟฟ้าใช้เพียงแค่การหมุนสวิตช์ไปยังระบบที่ต้องการเพียงแค่นั้นก็เรียบร้อยแล้ว

Nissan NP300 Navara และ Mitsubishi Triton ที่เป็นรถปิกอัพขับเคลื่อน 4 ล้อทั้งสองคัน ถูกพามาตะลุยกันในเส้นทางทุรกันดารที่ต้องผ่านอุปสรรคในสภาพทางออฟโรดที่มีทั้งทางที่ขรุขระ ขึ้น-ลงเนิน ทางแคบ รวมไปถึงทางที่มีสภาพเป็นดินหนังหมู อุปสรรคเหล่านี้รออยู่เบื้องหน้าที่เป็นด่านสำคัญสำหรับการหาความสามารถที่แท้จริงของระบบต่างๆ ที่รถทั้งสองคันจัดมาให้

ทั้งสองคันมาด้วยเครื่องยนต์ที่ไม่ต่างกันมากนัก NP300 Navara ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบแถวเรียง DOHC Commonrail Turbo Intercooler 2,488 ซี.ซี. ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตรที่ 2,000 รอบ/นาที ในขณะที่ Triton มาด้วยเครื่องยนต 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว MIVEC VG Turbo Intercooler 2,442 ซี.ซี. ให้กำลังสูงสุด 181 แรงม้า ที่ 3,500 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 430 นิวตัน-เมตร ที่ 2,500 รอบ/นาที

ในการเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจาก 2 ล้อมาเป็น 4 ล้อนั้น ทั้งสองคันใช้ระบบไฟฟ้าด้วยการหมุนสวิตช์ปรับเปลี่ยนในขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่ได้ในความเร็วไม่เกิน 100 กม./ชม. และแน่นอนว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องลุยกันแบบจริงๆ จังๆ แล้ว โหมดที่ช่วยให้การขับขี่เพื่อผ่านพ้นอุปสรรคให้ง่ายขึ้นนั้น ต่างก็มีมาให้คล้ายๆ กัน โดยที่ในส่วนของ NP300 Navara นั้น มีระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว VDC เฟืองท้ายแบบลิมิเต็ดสลิป LSD ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน HSA และระบบช่วยควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC ส่วน Triton นั้นใช้ชื่อที่เรียกแตกต่างออกไปไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ASTC ที่จะทำงานประสานกับระบบ ASC ที่ควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวในสภาวะที่รถเสียสมดุลเพื่อป้องกันการลื่นไถลออกนอกเส้นทาง ATC ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถลช่วยควบคุมการหมุนของล้อทั้ง 4 ได้อย่างสมดุล ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA ระบบเฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิปแบบ Hybrid LSD ที่ช่วยส่งกำลังงานระหว่างล้หลังซ้ายและขวาให้รถผ่านอุปสรรคต่างๆ บนเส้นทางออฟโรดได้

ทั้งสองคันมีสวิตช์สำหรับการเปิด-ปิดการใช้งานในส่วนของระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว  และเมื่อเข้าสู่เส้นทางอุปสรรคสวิตช์ในส่วนนี้ยังคงเปิดใช้งานอยู่เช่นเดิม บททดสอบแรกเป็นการวิ่งในเส้นทางลูกรังที่เมื่อเราลองใช้ความเร็วสูงในเส้นทางที่คดเคี้ยวโดยที่ยังคงอยู่ในระบบขับเคลื่อน 2 ล้ออยู่ รถทั้งสองคันยังสามารถควบคุมการขับขี่บนเส้นทางได้เป็นอย่างดี ในขณะที่เส้นทางเริ่มมีทางขรุขระทั้งร่อง หลุม และก้อนหินที่วางเรียงรายกัน การขับเคลื่อน 2 ล้อยังคงทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี จนเมื่อถึงเวลาที่ต้องลุยกันอย่างเป็นจริงเป็นจังกับสภาพเส้นทางที่เป็นดินหนังหมู การปรับเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจากสองล้อเป็นสี่ล้อ และเป็น 4L เริ่มจะต้องนำมาใช้ ในสภาพทางแบบนี้จำเป็นที่จะต้องใช้ความเร็วที่ต่ำเพียงแตะคันเร่งเบาๆ แล้วให้ลิมิเต็ดสลิปและระบบป้องกันล้อหมุนฟรีทำงาน

อาการดีดดิ้นและลื่นไถลเริ่มเกิดขึ้น ร่องดอกยางที่เป็นแบบ All Terrain ถูกแทนที่ด้วยดินเหนียวที่อัดเข้ามาจนเต็มร่องดอกยางจนกลายสภาพเป็นยางสลิค การที่จะขับให้ผ่านพ้นอุปสรรคนี้ต้องใช้เวลานานพอสมควร ซึ่งขึ้นอยู่กับทักษะการขับขี่เป็นองค์ประกอบ แน่นอนว่าหากยางที่ใช้เป็นยางประเภท Mud Terrain การขับผ่านอุปสรรคในช่วงนี้นับว่ายังง่ายกว่าและไม่ต้องใช้เวลามากจนเกินไป

สำหรับการปีนป่ายเพื่อตะกายขึ้นไปวางตำแหน่งล้อบนก้อนหินที่ลื่นไถล เป็นไปอย่างง่ายดาย รถทั้งสองคันต่างทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งต้องบอกว่ากับเส้นทางออฟโรดเล็กๆ ในครั้งนี้เป็นเพียงบทพิสูจน์ของระบบช่วยเหลือต่างๆ ที่รถทั้งสองคันจัดมาให้ และแน่นอนว่ามันสามารถสอบผ่านได้เป็นอย่างดี แม้ว่าในบางช่วงอาจต้องใช้เวลากันบ้างนิดหน่อย แต่สุดท้ายแล้ว ทั้งสองคันก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มันสามารถขับให้ได้ผ่านให้ถึง