Home Blog

มาสด้าจับมือพระราม 7 กรุ๊ป เปิดโชว์รูมแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ “มาสด้า สาทร-พระราม 3” พร้อมใส่ใจดูแลลูกค้าในแบบญี่ปุ่น

0
DCIM100MEDIADJI_0044.JPG

บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศเดินหน้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่าย จับมือ กลุ่มบริษัท พระราม 7 กรุ๊ป จำกัด เปิดโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่ล่าสุดย่านเศรษฐกิจใจกลางกรุงเทพฯ “มาสด้า สาทร-พระราม 3” ด้วยงบลงทุนกว่า 200 ล้านบาท บนพื้นที่รวม 12,000 ตารางเมตร บนถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ที่เชื่อมต่อพื้นที่สำคัญๆ อาทิ สาทร สีลม และพระราม 3 เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้ามาสด้าในกรุงเทพมหานครทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี พร้อมยกระดับประสบการณ์การขายและบริการหลังการขายแบบครบวงจร โดยมีห้องรับรองลูกค้าขนาดใหญ่พื้นที่กว้างขวางที่ออกแบบให้มีบรรยากาศผ่อนคลายและสะดวกสบาย สามารถรองรับรถยนต์เข้ารับบริการได้ถึง 1,400 คันต่อเดือน สะท้อนความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการดูแลลูกค้าตามปรัชญา Omotenashi ที่ดูแลใส่ใจในทุกรายละเอียด ควบคู่กับ Human-centric Philosophy ที่ให้ความสำคัญกับผู้คนเป็นหัวใจสำคัญ และ Challenger Spirit จิตวิญญาณแห่งความมุ่งมั่นในการก้าวข้ามขีดจำกัดและพัฒนาประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้น เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าในทุกช่วงเวลาของการเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าในทุกประสบการณ์

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มาสด้ามุ่งมั่นพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการให้ครอบคลุมพื้นที่สำคัญๆ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการได้อย่างสะดวก พร้อมได้รับประสบการณ์การดูแลที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อส่งมอบรถยนต์ใหม่เท่านั้น แต่เป็นความสัมพันธ์ระยะยาวที่ต้องได้รับการดูแลในทุกรายละเอียด ทั้งก่อนการซื้อ ระหว่างการใช้งาน และตลอดระยะเวลาที่ลูกค้าเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้า การเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการมาสด้า สาทร-พระราม 3 จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างมาสด้า เซลส์ ประเทศไทย และพระราม 7 กรุ๊ป ในการขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ลูกค้ามากยิ่งขึ้น พร้อมยืนยันถึงความตั้งใจในการนำเสนอประสบการณ์การบริการที่ผสานความประณีตแบบญี่ปุ่น ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความต้องการของลูกค้า และความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้ลูกค้าสัมผัสได้ถึงความเอาใจใส่ในทุกรายละเอียดทุกครั้งที่เข้ามาใช้บริการ”

“การเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการมาสด้า สาทร-พระราม 3 ในครั้งนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญของมาสด้าในการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายให้ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับปริมาณลูกค้ามาสด้าในพื้นที่ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการทั้งด้านการขายและบริการหลังการขาย สำหรับกลุ่มบริษัท พระราม 7 กรุ๊ป ถือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ดำเนินงานร่วมกับมาสด้ามาอย่างยาวนาน และเป็นหนึ่งในผู้จำหน่ายที่มีผลงานโดดเด่น ด้วยศักยภาพในการให้บริการแบบครบวงจร (One Stop Service) เปิดให้บริการทุกวันตลอด 7 วันต่อสัปดาห์ และมีจำนวนรถยนต์เข้ารับบริการในระดับสูงที่สุดของประเทศ พร้อมทั้งได้รับรางวัลจากมาสด้า เซลส์ มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 นอกจากนี้ ยังมีวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับปรัชญา Omotenashi ซึ่งให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าด้วยความจริงใจ มาสด้าจึงมั่นใจว่าโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่นี้จะช่วยรองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมยกระดับประสบการณ์และสร้างความประทับใจแก่ลูกค้าในทุกครั้งที่เข้ารับบริการ” นายธีร์ กล่าว

นายฉัตรเฉลิม ธรรมจรีย์ ประธานบริหาร บริษัท พระราม 7 กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “วิสัยทัศน์ของพระราม 7 กรุ๊ป คือ ‘คล้องแขนเดินไปด้วยกัน เพื่อเป้าหมายและความสำเร็จหนึ่งเดียว’ เราเชื่อว่าความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจเกิดจากการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างบริษัท ผู้ผลิต และ บุคลากร ภายใต้เป้าหมายเดียวกันเพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า โดยตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจในปี 2553 เราให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเอกลักษณ์ของมาสด้า ทั้งด้านการออกแบบ ความประณีต และความใส่ใจในรายละเอียด เราจึงต้องการให้ทุกโชว์รูมของพระราม 7 กรุ๊ป ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จำหน่ายรถยนต์หรือซ่อมบำรุงรถยนต์เท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ที่ลูกค้ารู้สึกถึงการต้อนรับ ความสะดวกสบาย และความใส่ใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในพื้นที่โชว์รูม เพราะสำหรับเรา Omotenashi คือหัวใจของการดูแลลูกค้า เราจึงให้ความสำคัญ เข้าใจ และใส่ใจในรายละเอียดที่อาจสร้างความแตกต่างของประสบการณ์ให้กับลูกค้าแต่ละคน”

“โชว์รูมและศูนย์บริการมาสด้า สาทร-พระราม 3 ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางการให้บริการมาสด้าขนาดใหญ่ รองรับลูกค้าในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในและย่านธุรกิจสำคัญ ตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพบนถนนนราธิวาสราชนครินทร์อยู่ใกล้เซ็นทรัล พระราม 3 และศูนย์การค้า King Square รายล้อมด้วยย่านธุรกิจและการเงิน ตลอดจนชุมชนที่อยู่อาศัยของกลุ่มลูกค้าระดับบน การเลือกทำเลดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการของลูกค้าที่อาศัยหรือทำงานในย่านสาทร สีลม พระราม 3 พระราม 4 และเจริญนคร รวมถึงพื้นที่ฝั่งธนบุรี ซึ่งครั้งนี้ เป็นการลงทุนกว่า 200 ล้านบาท เพื่อรองรับลูกค้าที่เพิ่มขึ้น เราจึงต้องการสร้างศูนย์บริการที่มีความพร้อมทั้งด้านสถานที่ บุคลากร และกระบวนการทำงาน โดยเฉพาะห้องรับรองที่กว้างขวางและพื้นที่บริการที่รองรับรถยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจและได้รับความสะดวกสบายในทุกครั้งที่เข้ามาใช้บริการ โดยเราไม่ได้มองการเติบโตเพียงในแง่ของจำนวนสาขาหรือขนาดการลงทุน แต่ต้องการเติบโตไปพร้อมกับมาสด้าและลูกค้าอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ที่ดีในระยะยาว” นายฉัตรเฉลิม กล่าว

“หัวใจสำคัญของโชว์รูมและศูนย์บริการมาสด้า สาทร-พระราม 3 คือการออกแบบประสบการณ์ที่คำนึงถึงลูกค้าในทุกขั้นตอนตามแนวคิด Human-centric Philosophy ของมาสด้า โดยมีพื้นที่ต้อนรับและห้องรับรองลูกค้าขนาดกว้างขวาง สะดวกสบาย และเอื้อต่อการพักผ่อนระหว่างรอรับบริการ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ มุมเครื่องดื่มและอาหารว่าง Wi-Fi พื้นที่ทำงาน พื้นที่สำหรับครอบครัว และจุดชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น เพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายและรู้สึกผ่อนคลายตลอดระยะเวลาที่เข้ามาใช้บริการ” นายฉัตรเฉลิม กล่าวเสริม

การเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของมาสด้าในการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าอย่างแท้จริง เพื่อส่งมอบความสุขและความประทับใจในทุกการเดินทางร่วมกับมาสด้า ภายใต้ปรัชญาแบรนด์ “Joy Drives Lives” ที่เชื่อว่าความสุขจากการขับขี่สามารถเติมเต็มชีวิตให้มีความหมายยิ่งขึ้น เพื่อให้ทุกการเดินทางของลูกค้ามาสด้าเต็มไปด้วยความสุข ความมั่นใจ และประสบการณ์ที่น่าจดจำในทุกเส้นทาง

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลุ่มบริษัท พระราม 7 กรุ๊ป จำกัด

กลุ่มบริษัท พระราม 7 กรุ๊ป จำกัด เริ่มดำเนินธุรกิจในปี 2553 จากความตั้งใจของผู้ก่อตั้งที่เล็งเห็นโอกาสในการพัฒนาธุรกิจรถยนต์ในพื้นที่เขตบางซื่อ บนถนนประชาราษฎร์สาย 1 ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญกับจังหวัดนนทบุรี ประกอบกับความหลงใหลในรถยนต์และความชื่นชอบในเอกลักษณ์ของมาสด้า โดยเฉพาะแนวคิดการออกแบบที่สะท้อนความประณีตและความใส่ใจในรายละเอียดตามแบบฉบับญี่ปุ่น จึงนำมาสู่การสร้างโชว์รูมที่ให้ความสำคัญกับบรรยากาศ ความสะดวกสบาย และประสบการณ์ของลูกค้า ควบคู่กับการพัฒนามาตรฐานบริการอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน พระราม 7 กรุ๊ป มีเครือข่ายการให้บริการมาสด้า 3 แห่ง ได้แก่

  • มาสด้า พระราม 7 สำนักงานใหญ่ ตั้งอยู่บนถนนประชาราษฎร์สาย 1 เขตบางซื่อ บนพื้นที่ประมาณ 15 ไร่ เปิดดำเนินการในปี 2553 เป็นโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการและแผนกซ่อมสีและตัวถัง สามารถรองรับรถยนต์เข้ารับบริการได้ประมาณ 2,200 คันต่อเดือน และรองรับงานซ่อมสีและตัวถังได้ประมาณ 300 คันต่อเดือน เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–17.00 น. โทร. 02-119-3999
  • มาสด้า รัชดา-เทียมร่วมมิตร ตั้งอยู่บนถนนเทียมร่วมมิตร เปิดดำเนินการในปี 2557 เป็นศูนย์บริการมาตรฐานขนาด 10 ช่องซ่อม รองรับรถยนต์เข้ารับบริการได้ประมาณ 1,200 คันต่อเดือน เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–17.00 น. โทร.  02-121-1007-8, 091-818-5552 และ 091-818-5553

มาสด้า สาทร-พระราม 3 ตั้งอยู่ที่ 358 ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร 10120 มีช่องซ่อมจำนวน 12 ช่อง และพื้นที่ปฏิบัติงานรวม 24 Bays สามารถรองรับรถยนต์ที่เข้ารับบริการได้ประมาณ 1,400 คันต่อเดือน และมีแผนพัฒนาศูนย์ซ่อมตัวถังและสีเพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–18.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดหมายเข้ารับบริการได้ที่ โทร. 02-287-0655

ส.ผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์ใหม่แห่งประเทศไทย ผนึกกำลังช่วยเหยื่อน้ำท่วม

0

สมาคมผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์ใหม่แห่งประเทศไทย ผนึกกำลังช่วยเหยื่อน้ำท่วม ฟรีตรวจเช็ก 30 รายการ ลดค่าแรง-อะไหล่จุก ๆ ถึงสิ้น พ.ย.นี้
จากวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและหลายพื้นที่ในประเทศไทย สร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินและรถยนต์ของประชาชนเป็นวงกว้าง

นายรัชพล ฐิติพลธำรง นายกสมาคมผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์ใหม่ (ผู้นำเข้าอิสระ) ได้เรียกประชุมเร่งด่วนร่วมกับสมาชิกกว่า 60 ราย มีมติเอกฉันท์จัดตั้งโครงการพิเศษช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกค้าและประชาชนทั่วไปที่ประสบภัยน้ำท่วม นำรถยนต์เข้ารับบริการตรวจสอบสภาพได้ทันที

สิทธิประโยชน์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม
-ฟรีค่าบริการตรวจเช็กสภาพรถยนต์: ครอบคลุมจุดสำคัญถึง 30 รายการ
-ส่วนลดค่าแรง ลดทันที 20-30% สำหรับการซ่อมแซมและฟื้นฟูระบบต่าง ๆ
-ส่วนลดค่าอะไหล่ ลดพิเศษ 10-15% สำหรับชิ้นส่วนและอะไหล่ที่ต้องเปลี่ยนทดแทน
-ระยะเวลาแคมเปญ ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้

ข้อควรปฏิบัติเร่งด่วน! เมื่อรถยนต์จมน้ำสำหรับเจ้าของรถที่ประสบเหตุอุทกภัย
-ห้ามสตาร์ตเครื่องยนต์เด็ดขาด การพยายามติดเครื่องยนต์ขณะน้ำเข้าห้องเครื่องหรือท่อไอเสีย จะทำให้น้ำเข้าสู่ห้องเผาไหม้ ส่งผลให้ก้านสูบงอและเครื่องยนต์พังเสียหายหนักทันที
-ปลดขั้วแบตเตอรี่ หากสามารถทำได้อย่างปลอดภัย ให้ถอดขั้วแบตเตอรี่ออกเพื่อตัดระบบไฟฟ้า ป้องกันการลัดวงจร
-รีบแจ้งประกันภัยทันที ถ่ายรูปสภาพความเสียหายและระดับน้ำเก็บไว้เป็นหลักฐาน แล้วติดต่อบริษัทประกันเพื่อทำเรื่องเคลม
-ประสานงานรถยกเพื่อนำส่งศูนย์บริการ หลีกเลี่ยงการขับลุยน้ำหรือลากจูงเองอย่างไร้ทิศทาง ควรใช้บริการรถสไลด์ยกรถส่งเข้าศูนย์บริการที่ได้มาตรฐานโดยเร็วที่สุด

สามารถนำรถเข้ารับบริการได้ที่ศูนย์บริการของผู้นำเข้าอิสระที่ท่านซื้อรถ หรือตรวจสอบรายชื่อศูนย์บริการสมาชิกและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์สมาคมผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์ใหม่

“มาสด้า” ถ่ายทอดเรื่องราว “THE ALL-ELECTRIC MAZDA CX-6e” ผ่าน “FRIEND OF MAZDA” สะท้อนมิติการใช้ชีวิตในแบบที่เป็นคุณ

0
มาสด้า 1

มาสด้าส่งแคมเปญการสื่อสารการตลาดเพื่อถ่ายทอดเรื่องราว THE ALL-ELECTRIC MAZDA CX-6e ภายใต้ “FRIEND OF MAZDA” ผ่านกลุ่มผู้คน 3 กลุ่มหลัก ที่เป็นตัวแทนที่จะพาทุกคนออกไปแสวงหาประสบการณ์ของชีวิตด้วย THE ALL-ELECTRIC MAZDA CX-6e ยนตรกรรมไฟฟ้าอเนกประสงค์ e-SUV ที่พร้อมพาไปสัมผัสทุกความ Craft หรือความพิถีพิถันของชีวิตในหลากหลายมิติ เพื่อถ่ายทอดความเป็น The Art of Human e-SUV  ยนตรกรรมที่ถูกสร้างขึ้นจากความเข้าใจมนุษย์อย่างลึกซึ้ง ที่ต่อยอดจากแนวคิด “Crafted to Move You ทุกรายละเอียด…เพื่อชีวิตในแบบคุณ” ของรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้ ที่มาพร้อมดีไซน์ที่พิถีพิถัน ฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งาน และประสบการณ์การเดินทางที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของผู้คนในแบบที่แตกต่างกัน โดยมาสด้าร่วมมือกับกลุ่มผู้นำเทรนด์ด้านไลฟ์สไตล์ที่มีตัวตนและเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของการใช้ชีวิตร่วมกับ THE ALL-ELECTRIC MAZDACX-6e ผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ Art of Choice, Art of Motion และ Art of Caring สะท้อนให้เห็นว่าทุกองค์ประกอบของยนตรกรรมไฟฟ้าอเนกประสงค์รุ่นนี้ สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนชีวิต ทั้งในด้านตัวตน ความหลงใหล และการใส่ใจคนสำคัญ พร้อมส่งมอบประสบการณ์ความสุข Joy Drives Lives

นายภพนิพิฐ จิรวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายการตลาดและนวัตกรรมดิจิทัล บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มาสด้าเชื่อว่ารถยนต์เป็นมากกว่ายานพาหนะ และเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตที่สะท้อนตัวตน ความชอบ และคุณค่าที่แต่ละคนให้ความสำคัญ สำหรับ THE ALL-ELECTRIC MAZDA CX-6e เราต้องการให้ผู้คนได้ค้นพบว่า รถยนต์หนึ่งคันสามารถเชื่อมโยงกับชีวิตในหลากหลายมิติได้อย่างไร ตั้งแต่ดีไซน์ที่สะท้อนรสนิยม ฟังก์ชันที่ตอบรับการใช้ชีวิต ไปจนถึงประสบการณ์การเดินทางที่สร้างความมั่นใจและความอุ่นใจ เราจึงนำเสนอผ่านแนวคิด ‘FRIEND OF MAZDA’ โดยถ่ายทอดเนื้อหาผ่านตัวแทนของกลุ่มเป้าหมาย ที่มีไลฟ์สไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ 3 กลุ่มหลัก พร้อมพาผู้คนไปค้นพบรถรุ่นนี้ในแบบของตัวเอง เพื่อสะท้อนแนวคิด ‘Crafted to Move You’ ที่มาสด้าตั้งใจส่งมอบความ Craft หรือความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด ทั้งดีไซน์และฟังก์ชัน เพื่อขับเคลื่อนทุกมิติของชีวิต ซึ่งจะมาเป็นรถอเนกประสงค์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่พร้อมพาทุกคนออกไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่”

การสื่อสารผ่าน “FRIEND OF MAZDA” แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก โดยแต่ละกลุ่มจะพาคุณไปค้นพบความ Craft ของ THE ALL-ELECTRIC MAZDA CX-6e ผ่านมุมมองและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน ประกอบด้วย

มาสด้า 2

Art of Choice – คุณพราว (อรณิชา กรินชัย) และคุณแทน (ธารณ ลิปตพัลลภ) – คู่รักศิลปิน ตัวแทนกลุ่มคนที่มีความ Crafted for Thoughtful Living ซึ่งเป็นกลุ่มที่ เลือกสรร ใส่ใจในทุกรายละเอียด และเลือกสิ่งที่สะท้อนตัวตนได้อย่างมีความหมาย โดยคนกลุ่มนี้มองว่ารถยนต์ไม่ได้เป็นเพียงพาหนะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่บ่งบอกรสนิยมและความเป็นตัวเอง THE ALL-ELECTRIC MAZDA CX-6e จึงเป็นโอกาสให้ค้นพบความลงตัวระหว่างดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ กับการใช้ชีวิตที่เลือกได้ในแบบของตัวเอง เพราะทุกการเลือกคือการ Craft ตัวตนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

Art of Motion – คุณดาว (ณัฐภัสสร สิมะเสถียร) และคุณแกงส้ม (ธนทัต ชัยอรรถ) – คู่รักศิลปิน ตัวแทนกลุ่มคนที่มีความ Crafted for Vibrant Living ชีวิตที่เต็มไปด้วยพลังงานและการเคลื่อนไหว ให้ชีวิตไปได้ไกลกว่าเดิม พร้อมขับเคลื่อนตัวเองออกไปพบเจอประสบการณ์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ โดยมี  THE ALL-ELECTRIC MAZDA CX-6e เป็นเพื่อนร่วมทางที่พร้อมไปกับทุกจังหวะของชีวิต ผ่านการผสานดีไซน์และฟังก์ชันเข้ากับความต้องการของผู้ใช้ เพื่อสนับสนุนการเดินทางที่เต็มไปด้วยความสนุก ความมั่นใจ และความเป็นไปได้ใหม่ ๆ เพราะทุกการเคลื่อนไหวไม่ใช่แค่การเดินทางไปสู่จุดหมาย แต่คือการออกไป Craft ประสบการณ์ชีวิตในแบบที่ต้องการ

มาสด้า 3

Art of Caring – ดีเจพุฒิ (พุฒิชัย เกษตรสิน) และน้องพีเจ (พิชญ์ศราพงศ์ เกษตรสิน) – คู่คุณพ่อและลูกชาย ตัวแทนครอบครัวและกลุ่มคนที่มีความ Crafted for Protection เป็นผู้ที่มีความใส่ใจ ให้ทุกการเดินทางมีความหมาย ให้ความสำคัญกับการดูแลและคำนึงถึงผู้คนรอบตัวหรือครอบครัว และมองว่าการเดินทางที่ดีคือการได้แบ่งปันช่วงเวลาที่มีความหมายไปพร้อมกับความสะดวกสบายและความอุ่นใจ THE ALL-ELECTRIC MAZDA CX-6e จึงถูกนำเสนอผ่านมิติของการใส่ใจในรายละเอียดที่ตอบโจทย์การเดินทาง ทั้งด้านความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และความมั่นใจ เพื่อให้ทุกการเดินทางไม่ได้ตอบโจทย์เพียงผู้ขับขี่ แต่ยังคำนึงถึงความรู้สึกของทุกคนที่ร่วมทางไปด้วยกัน

มาสด้าเชื่อมโยงทั้ง 3 มิติเข้าด้วยกัน เพื่อชวนทุกคนออกไปค้นพบ THE ALL-ELECTRIC MAZDA CX-6e ที่พร้อมไปกับทุกรายละเอียดของชีวิต ยนตรกรรมไฟฟ้าอเนกประสงค์ที่ผสานดีไซน์และฟังก์ชันเข้ากับความต้องการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสิ่งที่สะท้อนตัวตน การออกไปค้นพบประสบการณ์ใหม่ หรือการดูแลคนสำคัญในทุกเส้นทาง เพราะทุกคนต่างมีวิธีเลือกสรรชีวิตในแบบของตัวเอง และรถรุ่นนี้พร้อมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนทุกความหลงใหล ทุกความใส่ใจ และทุกช่วงเวลาที่มีความหมาย ภายใต้แนวคิด “Crafted to Move You ทุกรายละเอียด…เพื่อชีวิตในแบบคุณ” ที่พร้อมเติมเต็มทุกช่วงเวลาของครอบครัว สู่ประสบการณ์ใหม่ในทุกเส้นทาง                                           

“เพราะมาสด้าเชื่อเสมอว่า ความสุข คือส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนชีวิต เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์การเดินทางที่มอบความประทับใจในชีวิตประจำวันของลูกค้าอย่างไม่รู้จบ ทั้งในวันนี้ และต่อไปจนถึงอนาคต ซึ่งมาสด้าจะยังคงพัฒนายนตรกรรมต่อไป เพื่อให้เป็นตัวแทนในการส่งมอบความสุข และขับเคลื่อนรายละเอียดในการใช้ชีวิตของลูกค้า ภายใต้ปรัชญา JOY DRIVES LIVES เพื่อนำมาซึ่งความสุขในการเดินทางและการใช้ชีวิตตลอดไป” นายภพนิพิฐ กล่าวเพิ่มเติม

 

“อีซูซุ” เคียงข้างทุกสถานการณ์ ส่งต่อความห่วงใย ฝ่าวิกฤตอุทกภัยไปด้วยกัน

0
อีซูซุ 1

อีซูซุส่งต่อความห่วงใย ภายใต้แนวคิด “อีซูซุเคียงข้างคุณ เคียงคู่ไทย” ให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสนับสนุนสิ่งของอุปโภคบริโภค และสิ่งของจำเป็น การลงพื้นที่ร่วมกับเครือข่ายผู้จำหน่ายอีซูซุเพื่อส่งต่อความช่วยเหลือสู่ผู้ประสบภัย ตลอดจนมาตรการดูแลลูกค้าอีซูซุที่รถได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระ และ ร่วมส่งต่อกำลังใจให้คนไทยก้าวผ่านสถานการณ์ไปด้วยกัน

อีซูซุ 14

อีซูซุ 3

อีซูซุ 6

 

 

 

 

ล่าสุด อีซูซุได้สานต่อความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ประสบอุทกภัยรุนแรงในจังหวัดปราจีนบุรี นครนายก และฉะเชิงเทรา ด้วยการสนับสนุนสิ่งของจำเป็น ประกอบด้วย น้ำดื่มอีซูซุ เสื้อยืด ข้าวสาร อาหารกระป๋อง ยา และสุขภัณฑ์เคลื่อนที่ รวมมูลค่ากว่า 900,000 บาท โดยส่งมอบความช่วยเหลือผ่านหลากหลายช่องทาง ทั้งการลงพื้นที่โดยตรง การกระจายสิ่งของผ่านเครือข่ายผู้จำหน่ายอีซูซุในพื้นที่ และมูลนิธิ ใจถึงใจ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนในพื้นที่และบรรเทาความเดือดร้อนได้อย่างทั่วถึง

อีซูซุ 7

อีซูซุ 8

 

อีซูซุ 10

นอกจากการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยแล้ว อีซูซุยังเดินหน้ามาตรการดูแลเจ้าของรถที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมรอบด้าน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระและสะท้อนเจตนารมณ์ในการเคียงข้างลูกค้าอีซูซุในทุกสถานการณ์ โดยลูกค้าที่รถได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสามารถเข้ารับบริการตรวจเช็กสภาพรถฟรี พร้อมส่วนลดค่าแรง 30% และส่วนลดค่าอะไหล่ 30%* (ยกเว้นอุปกรณ์ประดับยนต์ แบตเตอรี่รถยนต์ และยางรถยนต์) ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 ที่ศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุทั่วประเทศ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนลูกค้าสัมพันธ์ 0-2118-0777 ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค ‘แกร่งเต็มขั้น ดุดันตัวจริง!’ ตำนานกระบะพรีเมียมเมืองไทย กับยอดขายทะลุหนึ่งแสนคัน

0
Ford Ranger Wildtrak 1

กว่าทศวรรษที่ผ่านมา ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค’ เติบโตเคียงข้างผู้บริโภคชาวไทย ผ่านการเปลี่ยนแปลงของตลาดรถกระบะมาหลายยุคสมัย จากรุ่นบุกเบิกที่กล้าฉีกกฎเกณฑ์เดิม สู่การเป็นหนึ่งในรุ่นสำคัญที่นิยามภาพลักษณ์ความแกร่ง ดีไซน์โฉบเฉี่ยว และเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ผู้ขับขี่ชาวไทยไว้วางใจมาอย่างยาวนาน โดยมียอดขายสะสมในประเทศไทยกว่า 102,411 คัน* แม้จะเป็นเพียงหนึ่งในรุ่นย่อยของฟอร์ด เรนเจอร์ แต่ไวลด์แทรคได้พิสูจน์ตัวเองอย่างต่อเนื่องว่าเป็นหัวหอกสำคัญที่ช่วยนิยามความเป็นผู้นำของเรนเจอร์ทั้งไลน์อัปในตลาดไทย ยืนยันความแกร่งจากการใช้งานจริง ลุยได้ทุกสถานการณ์

Ford Ranger Wildtrak 2

จุดกำเนิดความแกร่งเต็มขั้น ดุดันตัวจริง

ชื่อ WILDTRAK  เปิดตัวครั้งแรกในปี 2005 ในฐานะรุ่นพิเศษสำหรับสหราชอาณาจักรบน ฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่นสี่ประตู โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือผู้ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้งและการผจญภัย ซึ่งต้องการรถที่รองรับการทำงานในวันธรรมดาและการพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์ได้ในคันเดียว

ในปี 2007 Wildtrak เครื่องยนต์ 3.0 ลิตร รุ่นปรับปรุงเปิดตัวในงาน Commercial Vehicle Show ที่เมืองเบอร์    มิงแฮม พร้อมสีภายนอก Chilli Orange และรายละเอียดตะเข็บสีส้มบริเวณเบาะนั่ง ซึ่งวางรากฐานให้สีส้มกลายเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญของรุ่น ต่อมา หลังจากได้รับการยอมรับในยุโรป สตูดิโอฟอร์ด ออสเตรเลีย ได้สร้างรถต้นแบบ ‘Ranger Max’ ภายใน 5 เดือน และเปิดตัวด้วยสีส้ม ‘Mango Hit’ ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 25 (25th Thailand International Motor Expo) ในปี 2008

ฟอร์ด เรนเจอร์ เริ่มทำตลาดในประเทศไทยครั้งแรกในปี 2550 ก่อนที่ฟอร์ดจะเปิดตัวฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรคในประเทศไทยในปี 2555 ด้วยสีส้ม Chilli Orange สีสันที่แตกต่างจากโทนสีขาว เทา และเงินซึ่งพบได้ทั่วไปในตลาดรถกระบะเวลานั้น สร้างภาพจำให้ไวลด์แทรค อันเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘ตำนานสีส้ม’ ตลอดหลายเจเนอเรชันที่ผ่านมา ไวลด์แทรคยังคงรักษาอัตลักษณ์ดีไซน์อันเป็นซิกเนเจอร์ไว้อย่างชัดเจน สะท้อนผ่านการตกแต่งภายในโทนสีดำสนิทตัดกับเส้นสายการเดินด้ายสีส้ม เสริมสัมผัสหรูหราด้วยวัสดุอะลูมิเนียมขัดเงาในจุดสำคัญ พร้อมตราสัญลักษณ์ ‘Wildtrak’ ที่ปักลงบนเบาะนั่งด้วยด้ายสีส้มอย่างประณีต และเติบโตควบคู่ไปกับความสำเร็จของฟอร์ด เรนเจอร์ ในภาพรวมมาโดยตลอด

ความนิยมในประเทศไทย: ดีไซน์โดดเด่น สมรรถนะพร้อมตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

ความนิยมของฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค ในประเทศไทยไม่ได้เกิดจากดีไซน์ที่โดดเด่นสะดุดตาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผสานเอกลักษณ์เข้ากับความแข็งแกร่งและความอเนกประสงค์ของรถกระบะได้อย่างลงตัว ตั้งแต่โครงสร้างแบบ Body-on-Frame ไปจนถึงการพัฒนาสมรรถนะและเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

ความแกร่งที่เป็นเอกลักษณ์ของไวลด์แทรคมีรากฐานมาจากการที่ฟอร์ดไม่เคยหยุดพัฒนาแนวคิดเรื่องรถกระบะที่แกร่งจริง ลุยได้จริง นับตั้งแต่รุ่นแรกที่วางรากฐานความแข็งแกร่งบนโครงสร้างแบบ Body-on-Frame สู่การพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกเจเนอเรชัน จนก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ในปี 2565 เมื่อฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันล่าสุดเปิดตัวในประเทศไทย พร้อมยกระดับให้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อส่งออกไปยังตลาดทั่วโลก สะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพทางวิศวกรรมและมาตรฐานการผลิตของไทยอย่างแท้จริง โดยไวลด์แทรคคือรุ่นที่ได้รับการถ่ายทอดความแข็งแกร่งนี้มาอย่างเต็มเปี่ยม

ความนิยมที่เกิดจากคุณค่ารอบด้าน สู่ตำแหน่งท็อป 3 ของตลาด

นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ตลาดไทย ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค มียอดขายสะสมแล้วกว่า 102,411 คัน* ความสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ไม่ได้มาจากกระแสความนิยมเพียงชั่วคราว แต่เป็นผลจากการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่งในทุกมิติ ทั้งดีไซน์ สมรรถนะ และเทคโนโลยี จนกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดันให้ฟอร์ด เรนเจอร์ ก้าวขึ้นสู่อันดับ 3 ของตลาดรถกระบะในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2566 และยังคงรักษาตำแหน่งท็อป 3 ไว้ได้อย่างแข็งแกร่งจนถึงปัจจุบัน กล่าวได้ว่าความสำเร็จของไวลด์แทรคในวันนี้คือแรงส่งสำคัญที่ทำให้รถกระบะตระกูลฟอร์ด      เรนเจอร์ ยืนหยัดในฐานะหนึ่งในผู้นำตลาดอย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงความนิยมที่ไม่ได้อาศัยกระแสระยะสั้น แต่เป็นผลจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ สมรรถนะที่รองรับการใช้งานหลากหลาย และเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและความมั่นใจในการขับขี่ อีกทั้งการมีรุ่นย่อยและขุมพลังให้เลือกหลากหลาย ยังช่วยให้ไวลด์แทรคเข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้น ตั้งแต่ผู้ที่ต้องการรถสำหรับใช้งาน ไปจนถึงผู้ที่มองหารถที่สะท้อนสไตล์และความชื่นชอบเฉพาะตัว

ปัจจุบัน ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค มีให้เลือกถึง 3 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่นขับเคลื่อนสองล้อและรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ และรุ่นไวลด์แทรค เอ็กซ์ ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร V6 เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายของลูกค้า รายละเอียดเหล่านี้ตอกย้ำบทบาทของไวลด์แทรคในฐานะสัญลักษณ์ของความแกร่งตัวจริงในทุกเจเนอเรชัน เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างขวาง และเป็นอีกหนึ่งแรงขับสำคัญเบื้องหลังยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีและฟังก์ชันแห่งวงการกระบะไทย

ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค ไม่ได้เป็นเพียงหนึ่งในรถกระบะที่ได้รับความนิยมสูงสุดในตลาดไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นรุ่นที่มีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานของวงการกระบะไทยในหลายมิติ ด้วยการนำเสนอนวัตกรรม เทคโนโลยี และฟังก์ชันล้ำสมัยที่ติดตั้งจากโรงงานเป็นครั้งแรกในเซ็กเมนต์ อาทิ

  • ฝาปิดกระบะท้ายควบคุมด้วยไฟฟ้า (Power Roller Shutter) เพิ่มความสะดวกสบายและเสริมความปลอดภัยของสัมภาระด้วยฟังก์ชันเปิด-ปิดอัตโนมัติ
  • หน้าจอสัมผัสแนวตั้งขนาด 12 นิ้ว พร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์ SYNC® 4A รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย ยกระดับประสบการณ์การใช้งานให้ทันสมัยเทียบเท่ารถยนต์นั่งพรีเมียม
  • ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB) พร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนนและระบบเตือนการชนด้านหน้า เสริมมาตรฐานความปลอดภัยเชิงรุกให้กับผู้ขับขี่และผู้ใช้ถนน
  • เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด แบบ Electronic Shifter (E-Shifter) มอบสัมผัสการเปลี่ยนเกียร์ที่นุ่มนวลและหรูหราแบบไฟฟ้า
  • ช่องต่อ USB บริเวณกระจกมองหลัง อำนวยความสะดวกในการติดตั้งกล้องหน้ารถหรืออุปกรณ์เสริม โดยไม่ต้องเดินสายไฟเพิ่มเติม
  • บันไดเหยียบข้างกระบะท้าย ช่วยให้ผู้ใช้งานก้าวขึ้น-ลงเพื่อหยิบจับหรือขนย้ายสัมภาระได้อย่างสะดวกและปลอดภัย โดยไม่ต้องปีนล้อรถหรือเอื้อมตัวขึ้นไป
  • ช่องจ่ายไฟแบบ AC และช่องจ่ายไฟ 12V ที่กระบะท้าย ติดตั้งจากโรงงาน ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายของสายลุยและสายผจญภัย

จากจุดเริ่มต้นในปี 2555 สู่เสียงตอบรับอันแข็งแกร่งจากลูกค้าชาวไทย ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค ได้ก้าวขึ้นเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดันให้ฟอร์ด เรนเจอร์ ขึ้นสู่แถวหน้าของตลาด และรักษาตำแหน่งในกลุ่มท็อป 3 มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ความสำเร็จนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าความเป็นผู้นำไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนผ่านความมุ่งมั่นในการพัฒนาดีไซน์ สมรรถนะ และเทคโนโลยีความปลอดภัยอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนไทยในทุกยุคสมัย

นอกจากสมรรถนะและความอเนกประสงค์ที่พร้อมรองรับการใช้งานในหลากหลายสถานการณ์ ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค ยังนับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่มองหารถกระบะที่พร้อมเคียงข้างทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางบนเส้นทางที่ท้าทาย ในช่วงเวลาที่หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมและความยากลำบาก ฟอร์ดขอส่งต่อความห่วงใยและเป็นกำลังใจให้แก่ลูกค้าและผู้ที่ได้รับผลกระทบ ผ่านแคมเปญพิเศษ “โปรห่วงใย ฟอร์ดพร้อมเคียงข้างคุณ” มอบส่วนลด 30,000 บาท เมื่อนำรถยนต์คันเก่ามาแลกซื้อฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค พร้อมสิทธิ์เลื่อนชำระค่างวดแรกออกไป 90 วัน และรับฟรีประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 สำหรับลูกค้าที่จองและออกรถระหว่างวันที่ 1–31 ตุลาคม 2569 ผ่านฟอร์ด ลิสซิ่ง** เพื่อช่วยให้การเป็นเจ้าของรถกระบะที่พร้อมตอบโจทย์การใช้งานหลากหลายเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น

ผู้ที่สนใจสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ของฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค ด้วยตัวเอง สามารถเยี่ยมชมและทดลองขับได้ที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ หรือติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์ฟอร์ด เรนเจอร์ ได้ที่ www.ford.co.th

หมายเหตุ:

*ข้อมูลยอดขายฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรคในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2569

**เลื่อนชำระค่างวดแรก 90 วัน หมายถึง การเลื่อนระยะเวลาการผ่อนชำระค่างวดแรกออกไป 90 วัน นับจากวันที่สัญญาเช่าซื้อเริ่มต้น มิได้หมายถึงการยกเว้นค่างวดหรือการใช้รถโดยไม่มีภาระชำระ เงื่อนไขการอนุมัติสินเชื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของธนาคารและบริษัท

 

GWM จับมือ THE VOICE THAILAND 2026 ร่วมค้นหา “ตัวจริง เสียงจริง” พร้อมขับเคลื่อนทุกแรงบันดาลใจ ให้ทุกความฝันก้าวไปให้สุด

0
GWMTH 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุดและอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM Thailand ประกาศความร่วมมือกับรายการประกวดร้องเพลงเวทีชั้นนำของประเทศไทย “THE VOICE THAILAND 2026” ในฐานะพันธมิตรหลัก (Main Sponsor) เพื่อร่วมสนับสนุนเวทีที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพและก้าวตามความฝัน ความร่วมมือในครั้งนี้สอดคล้องกับแนวคิด “ตัวจริง เสียงจริง” ที่เชื่อมโยงทั้งสองแบรนด์ผ่านความเป็นตัวตนที่มีเอกลักษณ์ ความเชี่ยวชาญในสิ่งที่ทำ และความมุ่งมั่นขับเคลื่อนสิ่งที่หลงใหลให้ถึงที่สุด

GWMTH 2

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “สำหรับ GWM คำว่า ‘ตัวจริง เสียงจริง’ คือจุดร่วมสำคัญที่เชื่อมโยงเราเข้ากับ THE VOICE THAILAND เพราะเราต่างยืนหยัดบนความสามารถเฉพาะตัว ความเชี่ยวชาญ และความหลงใหลในสิ่งที่ทำ  โดย THE VOICE มุ่งค้นหาเสียงจริงและตัวตนที่โดดเด่น เช่นเดียวกับ GWM ที่มุ่งเป็นแบรนด์รถยนต์ตัวจริงที่ส่งมอบผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และบริการที่มีคุณภาพอย่างจริงใจ การก้าวเข้ามาเป็น Main Sponsor ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการสนับสนุนเวทีแห่งความฝันเท่านั้น แต่เป็นการตอกย้ำจุดยืนของ GWM ในการเคียงข้างและร่วมสนับสนุนผู้ที่กล้าแสดงตัวตน พร้อมมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพ เพื่อก้าวสู่ความเป็นที่สุดในเส้นทางของตนเอง”

GWMTH 3

สำหรับรายการ THE VOICE THAILAND 2026 ซีซันล่าสุด กลับมาพร้อม 4 โค้ชชื่อดัง ได้แก่ ก้อง สหรัถ, เจนนิเฟอร์ คิ้ม, โอ๊ต ปราโมทย์ และ จ๋าย อิชณน์กร ที่จะร่วมค้นหาและผลักดันศิลปินคุณภาพ ถ่ายทอดประสบการณ์ และจุดประกายให้ผู้เข้าแข่งขันพัฒนาศักยภาพสู่เส้นทางอาชีพ

GWMTH 4

ติดตามและร่วมเป็นกำลังใจให้ผู้เข้าแข่งขันใน THE VOICE THAILAND 2026 ได้ทุกวันอาทิตย์ เวลา 18.00 น. ผ่านช่อง True4U ช่อง 24 รวมถึงช่องทางออนไลน์และการรับชมย้อนหลังผ่าน TrueVisions NOW พร้อมร่วมสัมผัสพลังแห่งเสียงดนตรี แรงบันดาลใจ และความมุ่งมั่นที่พร้อมเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นความจริงไปกับ GWM Thailand

GWMTH 5

 

The M.O.V.E. by Honda ยกโลกมอเตอร์สปอร์ตมาไว้ใจกลางเมือง กับธีมใหม่ “The Racing Playground Challenge: Unleash Your Sport DNA”

0
The M.O.V.E. by Honda 1

The M.O.V.E. by Honda ศูนย์ประสบการณ์จากฮอนด้าที่เปิดโอกาสให้ทุกคนค้นหาแรงบันดาลใจผ่านกิจกรรมไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ เทคโนโลยี และประสบการณ์หลากหลายรูปแบบ ชวนทุกคนสัมผัสประสบการณ์ความสนุกครั้งใหม่กับธีมพิเศษ “The Racing Playground Challenge: Unleash Your Sport DNA” ที่พลิกโฉมพื้นที่ทั้งหมดให้กลายเป็นโลกแห่งมอเตอร์สปอร์ต พร้อมการจัดแสดงรถแข่งระดับแชมป์ กิจกรรมสุดสนุก และการถ่ายทอดสดการแข่งขันระดับโลก เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสจิตวิญญาณแห่งความท้าทายและความเร้าใจในแบบฉบับของฮอนด้า ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2569

 

ธีม Racing Playground ครั้งใหม่นี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา กับงาน FIRST M.O.V.E. FIRST RACE ซึ่งได้รับสีสันจาก 9214KIDS เด็กเทรนนีจากค่าย SONRAY Music ที่มาร่วมสร้างความสนุกผ่านกิจกรรมต่าง ๆ พร้อมพบปะแฟน ๆ อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความคึกคักและพลังแห่งมอเตอร์สปอร์ต

The M.O.V.E. by Honda 1

 

ภายใต้ธีม Racing Playground ผู้เข้าชมจะได้พบกับการปรับเปลี่ยนพื้นที่จัดแสดงครั้งใหญ่ พร้อมยกทัพรถแข่ง รถแข่งเยาวชน รถยนต์แข่งขัน และรถรุ่นพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโลกมอเตอร์สปอร์ตรวม 11 คัน
มาจัดแสดงใน 2 โซนหลัก ได้แก่

▸ โซนจัดแสดงรถยนต์ไฮไลต์ พบกับ 2 ซีดานรุ่นยอดนิยม Honda Civic จากศึกดวลความเร็วทางเรียบ Honda One Make Race ที่ส่งตรงจากสนามแข่งมาให้แฟนมอเตอร์สปอร์ตได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด พร้อม Honda City ตกแต่งในคอนเซปต์ HRC ที่ถ่ายทอด DNA Racing Spirit แบบฉบับฮอนด้า สู่ความสปอร์ตที่เข้าถึงได้ในรถยนต์ใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

  • Honda Civic One Make Race ส่งตรงจากสนามแข่งให้แฟนมอเตอร์สปอร์ตได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด กับ Honda Civic One Make Race รถแข่งที่พัฒนาต่อยอดจากสปอร์ตซีดานระดับไอคอนของฮอนด้า สู่สเปกเวอร์ชันสำหรับการแข่งขันในศึกดวลความเร็วทางเรียบ Honda One Make Race โดย GPI Motorsport ผ่านการอัปเกรดสมรรถนะในด้านต่าง ๆ อาทิ เครื่องยนต์ กล่อง ECU เกียร์ธรรมดา 6 สปีด และระบบช่วงล่างสเปกสนามแข่ง พร้อมอุปกรณ์เสริมสมรรถนะรอบคันหลากหลายไอเท็ม เพื่อรีดศักยภาพการขับขี่และความ
    เร้าใจอย่างเต็มพิกัดThe M.O.V.E. by Honda 3
  • Honda City HRC Concept ซิตี้คาร์ที่อัปลุคดุดันสไตล์สปอร์ต ด้วยแรงบันดาลใจจากจิตวิญญาณแห่ง Honda Racing ถ่ายทอด DNA ของ HRC สู่สไตล์ Street Racing ที่โดดเด่นสะดุดทุกสายตาด้วยการแร็ปฟิล์มเปลี่ยนสีรถยนต์และกราฟิกสติกเกอร์ในโทนสีเอกลักษณ์ของ HRC เสริมความสปอร์ตด้วยชุดแอโรพาร์ตรอบคัน พร้อมปรับลุคโหลดเตี้ย สะท้อนลุคสปอร์ตปราดเปรียวพร้อมพุ่งทะยานในทุกเส้นทาง

▸ โซนจัดแสดงรถจักรยานยนต์ไฮไลต์ ถอดรหัสจาก DNA รถสนามแข่งที่สร้างประวัติศาสตร์ ในรายการแข่งขันระดับโลก ตั้งแต่รถแข่งรุ่นเล็กในระดับเอเชีย ต่อยอดไปจนถึงโมเดลที่ใช้ในการแข่งขันในระดับโลกอย่าง “FIM Superbike World Championship” ที่ Honda ส่ง ‘ก้อง สมเกียรติ จันทรา’ อดีตนักบิดโมโตจีพี ชาวไทย ลงแข่งขันแบบเต็มฤดูกาลภายใต้ทีมโรงงาน HRC มาให้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

The M.O.V.E. by Honda 4

  • HRC WSBK – “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา Replica
  • HRC JMX – “นีโม่” จิรัฏฐ์ วรรณลักษณ์ Replica
  • Honda Racing Thailand – ARRC ASB1000 Display Bike
  • Honda Racing Thailand – ARRC SS600 Display Bike
  • Honda Racing Thailand – ARRC AP250 Display Bike
  • Moto3 Junior – เกียรติศักดิ์ สิงห์หะพงษ์ Replica
  • Moto4 Asia Replica
  • Thailand Talent Cup
  • New Honda Monkey FTR Limited Edition

โดยรถจัดแสดงทั้งหมดสะท้อนความหลากหลายของโลกมอเตอร์สปอร์ต ตั้งแต่รถแข่งระดับโลก รถแข่งสำหรับพัฒนานักแข่งเยาวชน ไปจนถึงรถต้นแบบและรถรุ่นพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจิตวิญญาณ Honda Racing ถ่ายทอด DNA ของ HRC จากสนามแข่งสู่การใช้งานบนท้องถนน พร้อมสะท้อนความสนุก ความท้าทาย นวัตกรรมด้านเทคโนโลยี และความมุ่งมั่นของฮอนด้าในการผลักดันวงการมอเตอร์สปอร์ตตั้งแต่ระดับเยาวชนจนถึงเวทีการแข่งขันระดับโลก

The M.O.V.E. by Honda 5

ผู้เข้าชมสามารถร่วมสนุกกับกิจกรรม “Racing Playground Challenge” ที่ให้ทุกคนได้ท้าทายความสามารถและปลดปล่อย DNA นักแข่งในตัวเอง ผ่านภารกิจและเกมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโลกมอเตอร์สปอร์ต ไม่ว่าจะเป็น Race Warm-Up Challenge, Future Ride Simulator Challenge, Racetrack Challenge และ F1 Spirit Challenge รวมถึงกิจกรรมพิเศษอื่น ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างประสบการณ์ความสนุกให้กับผู้เข้าร่วมทุกวัย

The M.O.V.E. by Honda 6

สำหรับแฟนมอเตอร์สปอร์ต The M.O.V.E. by Honda ยังเปิดพื้นที่รับชมการถ่ายทอดสดการแข่งขัน MotoGP™ และ Formula 1® บนจอขนาดใหญ่แบบไม่มีค่าใช้จ่าย ให้ทุกคนได้ร่วมลุ้น ร่วมเชียร์ และสัมผัสบรรยากาศการแข่งขันไปพร้อมกันในคอมมูนิตี้ของคนรักความเร็ว

นอกจากนี้ เตรียมพบกับกิจกรรม Meet & Greet สุดพิเศษกับนักแข่งจาก HRC “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา และ
“นีโม่” จิรัฏฐ์ วรรณลักษณ์ ในวันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2569
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook :The M.O.V.E. by Honda | Bangkok

ร่วมสัมผัสโลกแห่งมอเตอร์สปอร์ต สนุกกับกิจกรรมสุดสนุก ท้าทาย และเชียร์การแข่งขันระดับโลกไปด้วยกันได้ที่ The M.O.V.E. by Honda เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10:00 – 22:00 น. ที่ศูนย์การค้า EMSPHERE ตึก EM GLASS ชั้น G

 

“นิสสัน” ยกระดับสมรรถนะการขับขี่ เพื่อการตอบสนองที่แม่นยำและมั่นใจ สำหรับทุกรูปแบบของการเดินทางด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย

0
Nissan 1

สำหรับนิสสัน สมรรถนะของรถยนต์ไม่ได้หมายถึงความแรง หรืออัตราเร่งเพียงอย่างเดียว แต่คือการตอบสนองที่แม่นยำ และเป็นธรรมชาติในทุกจังหวะการขับขี่ ตั้งแต่การออกตัว การเร่งความเร็ว การเข้าโค้ง ไปจนถึงการชะลอ และหยุดรถ

Nissan 2

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านการทำงานร่วมกันของ 3 เทคโนโลยีหลัก ได้แก่ e-POWER เจเนอเรชันที่ 3
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ e-4ORCE และ ระบบช่วงล่างแปรผันอัจฉริยะ Intelligent Dynamic Suspension ซึ่งเชื่อมโยงตั้งแต่การส่งกำลัง การควบคุมตัวรถ ไปจนถึงการทำงานของช่วงล่าง เพื่อให้แต่ละส่วนทำงานร่วมกัน และมอบประสบการณ์ที่ราบรื่นให้ตลอดการขับขี่

e-POWER เจเนอเรชันที่ 3 ยกระดับการตอบสนองในทุกจังหวะการขับขี่

Nissan 3

ระบบขับเคลื่อน e-POWER เจเนอเรชันที่ 3 ใหม่ล่าสุดที่พัฒนาเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าโดยเฉพาะ ช่วยให้ระบบสามารถจัดการการทำงานของเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันระบบนี้ยังรวมองค์ประกอบสำคัญไว้แบบ 5-in-1 ช่วยลดภาระของระบบ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันและลดระดับเสียง โดยยังคงสมรรถนะในการขับขี่ได้ดีเช่นเดิม

e-POWER เจเนอเรชันที่ 3 ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% ให้การตอบสนองที่ฉับไวแบบรถยนต์ไฟฟ้า โดยไม่ต้องเสียเวลาชาร์จ พร้อมพัฒนาความเงียบและประหยัดเชื้อเพลิงได้ดียิ่งขึ้น ผลลัพธ์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของประสิทธิภาพที่ดีขึ้น แต่คือประสบการณ์การขับขี่ที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว และต่อเนื่อง ทันใจ นุ่มนวล และเงียบขึ้นในสถานการณ์ที่พบได้จริงบนถนน ตั้งแต่การออกตัว ไปจนถึงการเพิ่มความเร็วหรือเร่งแซงเมื่อต้องการ

Nissan 4

e-4ORCE เทคโนโลยีขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ ช่วยให้ขับขี่ได้อย่างเต็มสมรรถนะ และเสริมความมั่นใจยิ่งขึ้น

ขณะที่ระบบ e-POWER มอบพลัง และการตอบสนองจากมอเตอร์ไฟฟ้า e-4ORCE ทำหน้าที่คำนวณกำลังและแรงเบรกของทั้งสี่ล้ออย่างแม่นยำ เพื่อเสถียรภาพการควบคุมอย่างมั่นใจ และความนุ่มนวลที่เหนือกว่า

ด้วยการควบคุมมอเตอร์ด้านหน้าและด้านหลังแยกอิสระจากกัน ระบบจึงสามารถปรับแรงขับให้เหมาะกับแต่ละสถานการณ์ของการขับขี่ ตั้งแต่การออกตัว การเข้าโค้ง ไปจนถึงการชะลอ เพื่อช่วยรักษาสมดุลของตัวรถ และทำให้การเปลี่ยนจังหวะเป็นไปอย่างต่อเนื่องมากขึ้น

Nissan 5

ประโยชน์ของระบบจะยิ่งเห็นได้ชัดเมื่อสภาพถนนเปลี่ยนไป เช่น พื้นผิวเปียกจากฝน หรือถนนที่มีการยึดเกาะลดลง โดย e-4ORCE เทคโนโลยีขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ สามารถบริหารแรงขับให้เหมาะกับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ช่วยเสริมความมั่นคง และความมั่นใจในการควบคุมรถ

ขณะเดียวกัน ระบบยังช่วยลดการเคลื่อนไหวของตัวรถในช่วงเร่ง และชะลอความเร็ว ทำให้สมรรถนะไม่ได้สะท้อนเพียงส่วนของพละกำลัง แต่ยังรวมถึงความราบรื่น และการควบคุมที่ผู้ขับขี่สัมผัสได้บนถนนจริง

Nissan 7

Intelligent Dynamic Suspension ระบบช่วงล่างควบคุมด้วยไฟฟ้า ตอบสนองต่อสภาพถนนอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนและรักษาความสงบภายในห้องโดยสาร ปรับเปลี่ยนตามสภาพถนน และการขับขี่ เพื่อการควบคุมที่มั่นใจพร้อมความนุ่นนวลสะดวกสบายเหนือระดับ

ภายใต้ระบบช่วงล่างแปรผันอัจฉริยะ Intelligent Dynamic Suspension ระบบช่วงล่างควบคุมด้วยไฟฟ้า ทำให้การเดินทางบนถนนจริง ที่มีทั้งรอยต่อถนน พื้นผิวขรุขระ หรือทางโค้ง ถูกควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้รับการพัฒนาให้สามารถปรับการทำงานของโช้กอัพ ให้เหมาะกับการเคลื่อนไหวของรถ และสภาพถนนได้อย่างอัจฉริยะ

Nissan 7

โดยเมื่อเจอพื้นผิวขรุขระ หรือรอยต่อถนน ระบบจะปรับการทำงานของโช้กอัพเพื่อช่วยลดแรงสั่นสะเทือน และอาการโยนของตัวรถ ขณะที่เมื่อเข้าโค้ง ระบบอัจฉริยะนี้จะช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของตัวถัง เพื่อให้รถสามารถทรงตัวได้อย่างมั่นคงขึ้น

ผลลัพธ์จึงไม่ใช่เพียงความนุ่มนวล และความสบาย แต่ยังช่วยรักษาเสถียรภาพของตัวรถให้เหมาะกับสถานการณ์ ให้ผู้ขับขี่รู้สึกมั่นใจยิ่งขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับสภาพถนนที่หลากหลาย

Nissan 8

สุดยอดเทคโนโลยีที่ประสานการทำงานอย่างลงตัวเพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยม และความนุ่มนวลสูงสุด ในทุกที่นั่ง

ประสบการณ์การขับขี่ที่ต่อเนื่องไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีใดเพียงลำพัง แต่เกิดจากการที่แต่ละระบบทำหน้าที่ของตัวเอง พร้อมทำงานสอดประสานกันในทุกจังหวะ ตั้งแต่ e-POWER เจเนอเรชันที่ 3 พื้นฐานของการส่งกำลังและการตอบสนอง e-4ORCE เทคโนโลยีขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ ที่ช่วยควบคุมแรงขับและการเคลื่อนไหวของรถ ไปจนถึง Intelligent Dynamic Suspension ระบบช่วงล่างควบคุมด้วยไฟฟ้า ที่ปรับช่วงล่างให้เหมาะกับสภาพถนนและการควบคุม

เมื่อผสานทั้ง 3 เทคโนโลยีทำงานร่วมกัน รถจึงสามารถตอบสนองได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่วินาทีที่เหยียบคันเร่ง การเปลี่ยนทิศทาง การเข้าโค้ง ไปจนถึงการรับมือกับสภาพถนนที่แตกต่างกัน ขณะที่ ฟังก์ชั่น Smooth Stop เข้ามาช่วยดูแลจังหวะสุดท้ายก่อนรถหยุด เพื่อลดแรงกระตุก และทำให้การชะลอเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น

Nissan 10

เบื้องหลังการทำงานทั้งหมดนี้คือการพัฒนา ทดสอบ และปรับแต่งระบบต่าง ๆ ให้สอดประสานกัน ก่อนถ่ายทอดแนวคิดดังกล่าวสู่ นิสสัน เอลแกรนด์ e-POWER ใหม่ ที่พร้อมมอบประสบการณ์การเดินทางเหนือระดับ นุ่มนวล และผ่อนคลาย เพื่อให้ทุกการเดินทางเป็นช่วงเวลาที่น่าประทับใจสำหรับทุกคน

 

 

 

“เมอร์เซเดส-เบนซ์” ลงพื้นที่มอบทุนการศึกษา 300,000 บาท ให้กับโรงเรียนเยาววิทย์ ต่อเนื่องโครงการสนับสนุนระยะยาวเป็นเวลากว่า 22 ปี

0
เมอร์เซเดส-เบนซ์ 1

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย มร. คริสเตียน เชลล์ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และคุณพุทธิ ตุลยธัญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการฝ่ายบริการลูกค้า ร่วมมอบทุนการศึกษากว่า 300,000 บาท ให้แก่โรงเรียนเยาววิทย์ ในอำเภอกะปง จังหวัดพังงา

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 2

ตอกย้ำบทบาทผู้สนับสนุนระยะยาวนับตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน รวมเป็นระยะเวลากว่า 22 ปี ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนโรงเรียนเยาววิทย์เป็นประจำทุกๆ ปี เพื่อส่งเสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่ผ่านโครงการต่างๆ ครอบคลุมตั้งแต่การมอบทุนการศึกษา มอบอุปกรณ์และของใช้ที่จำเป็น การติดตั้งแผงโซล่าเซลส์ การสร้างสนามฟุตบอลและสนามเด็กเล่น รวมไปถึงการเชิญผู้ที่มีชื่อเสียงมาร่วมมอบความรู้และพัฒนาทักษะให้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียน

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 3

โดยเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้จัดกิจกรรมพิเศษเนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ด้วยการนำรถ Mercedes-Benz Sprinter 419 Business ไปที่โรงเรียนเยาววิทย์ เพื่อให้เด็กนักเรียนได้ร่วมระบายสีลงบนรถคันดังกล่าว พร้อมพาคณะครูและนักเรียนกว่า 35 คน เดินทางไปร่วมงาน Motor Show 2026 ที่มีการจัดแสดงรถแวนรุ่นพิเศษ เพื่อให้เด็กๆ ได้ร่วมชมผลงานของตัวเอง นอกจากนี้ยังพาคณะครูและนักเรียนเข้าชม “พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า” เพื่อปลูกฝังแนวคิด ด้านสิ่งแวดล้อมและนวัตกรรมอย่างครบวงจร

 

 

NEW MG URBAN คว้ารางวัล PRODUCT OF THE YEAR 2026 ยืนหนึ่งยนตรกรรมไฟฟ้าอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองยุคใหม่

0
NEW MG URBAN 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ประกาศความสำเร็จด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์หลังผู้บริโภคคนไทยโหวตให้ “NEW MG URBAN” รับรางวัล PRODUCT OF THE YEAR 2026 กลุ่มยานยนต์-พลังงานและน้ำมัน ประเภทยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ด้วยความเชื่อมั่น และการยอมรับจากผู้บริโภคในฐานะยนตรกรรมที่เพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะ ช่วยให้การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าง่ายและปลอดภัยยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมอบความอุ่นใจในการใช้งานระยะยาวด้วย EV LIFETIME WARRANTY โดยมี นายฉัตวิทัย ตันตราภรณ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ขึ้นรับมอบรางวัลจาก ฯพณฯ นุรักษ์ มาประณีต องคมนตรี ณ โรงแรมจูบิลี่ เพรสทีจ โฮเทล รัชดาภิเษก กรุงเทพ

NEW MG URBAN 2NEW MG URBAN ได้รับการพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดที่มุ่งหมายให้การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องง่าย ตั้งแต่ขนาดตัวรถที่มีความคล่องตัวสำหรับการขับขี่ในเมือง การออกแบบฟังก์ชันและฟีเจอร์ที่จะทำให้การขับขี่ง่าย และสะดวกที่สุด ไปจนถึงการพัฒนาแพลตฟอร์ม SAIC E3 PURE ELECTRIC PLATFORM ซึ่งเป็นนวัตกรรมเฉพาะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ที่ช่วยจัดสรรพื้นที่ห้องโดยสารให้กว้างขวาง สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันก็สามารถขับขี่ได้ไกลสูงสุด 530 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC) รวมถึงรองรับระบบชาร์จเร็วที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้ทุกการเดินทาง และสร้าง “ความเชื่อมั่นระยะยาว” ผ่านการรับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อน ตลอดอายุการใช้งาน โดยไม่จำกัดระยะทางและผู้ครอบครองรถ (EV LIFETIME WARRANTY) เพื่อมอบความมั่นใจสูงสุดตลอดระยะเวลาการเป็นเจ้าของรถ

NEW MG URBAN 3

นายฉัตวิทัย ตันตราภรณ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในนามของ เอ็มจี เรารู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ NEW MG URBAN ได้รับการคัดเลือกให้เป็น PRODUCT OF THE YEAR แห่งปี 2026 โดยรางวัลนี้ถือเป็นเสียงสะท้อนจากผู้บริโภคที่ช่วยยืนยันว่า นวัตกรรมที่เราทุ่มเทคิดค้นและพัฒนานั้น สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและเข้าไปนั่งในใจผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างแท้จริง ที่สำคัญ ความสำเร็จครั้งนี้ยังต่อยอดจากแนวคิด ‘IN THAILAND, FOR THAILAND’ ซึ่ง NEW MG URBAN ที่ผลิตและทำตลาดในประเทศไทยได้รับการพัฒนาให้สอดรับกับการใช้งานและความต้องการของคนไทยโดยเฉพาะ รางวัลนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงความภาคภูมิใจเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ เอ็มจี เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี รวมถึงการบริการ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไป”

NEW MG URBAN 4

สำหรับผู้ที่สนใจในผลิตภัณฑ์ NEW MG URBAN สามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้ที่เว็บไซต์ https://www.mgcars.com/th/cars/mg-urban หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจี ได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

Application: MG Thailand