Home Blog

มินิ ประเทศไทย เปิดตัว มินิ เอซแมน คอลเลกชันพิเศษ 3 รุ่น สะท้อน 3 มุมของชีวิตในเมือง

0
มินิ เอซแมน 1

มินิ ประเทศไทย เผยโฉมรุ่นพิเศษของรถยนต์ครอสโอเวอร์ไฟฟ้า มินิ เอซแมน เอสอี พร้อมกัน 3 รุ่น เป็นครั้งแรก ทั้ง มินิ เอซแมน เอสอี Multitone Collection, มินิ เอซแมน เอสอี Shadow Collection และ มินิ เอซแมน เอสอี JCW Collection โดยแต่ละคอลเลกชันสะท้อนถึงมุมมองที่แตกต่างกันของชีวิตคนเมือง และเปิดตัวในจำนวนจำกัด รวมทั้งสิ้นเพียง 130 คันในประเทศไทย

MINI 2

มินิ เอซแมน เอสอี ทั้ง 3 คอลเลกชัน เปิดตัวภายใต้แนวคิด ‘MINI Aceman Collections: Shade of Urban Living’ ซึ่งเป็นการตีความพื้นที่ตัวเมืองให้เป็นมากกว่าแค่พิกัดบนแผนที่ แต่เป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจและไลฟ์สไตล์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง โดยงานเปิดตัวที่จัดขึ้นในย่านทรงวาด ที่มีการพลิกโฉมและสร้างเอกลักษณ์ขึ้นด้วยแนวทางของตัวเอง เช่นเดียวกับมินิ เอซแมน ที่ถ่ายทอดความหลากหลายของชีวิตเมืองผ่าน 3 คอลเลคชันพิเศษ ที่พร้อมเปลี่ยนทุกมุมเมืองให้กลายเป็น District ในแบบของตนเอง

MINI  3

คุณประภัสรา อร่ามวงศ์สมุทร ผู้อำนวยการ มินิ ประเทศไทย กล่าวว่า “มินิ เอซแมน ได้ดึงดูดลูกค้ารุ่นใหม่เข้าสู่
แบรนด์ของเราอย่างชัดเจน กลุ่มคนที่ต้องการทั้งความคล่องตัวและเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งมีเพียงมินิเท่านั้นที่มอบได้ พร้อมด้วยพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์ที่ตอบโจย์การใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างลงตัว แน่นอนว่าลูกค้าของเราแต่ละคนมีนิยามการใช้ชีวิตในแบบของตนเอง เราจึงขอเสนอมินิ เอซแมน คอลเลกชันใหม่ทั้ง 3 รุ่นแบบ ที่สะท้อนมุมมองการใช้ชีวิตในเมืองที่แตกต่างกัน ให้แฟนๆ มินิ สามารถเลือก เอซแมน รุ่นพิเศษที่สะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้อย่างแท้จริง”

มินิ เอซแมน เอสอี ทั้งสามคอลเลกชัน นับเป็นรุ่นพิเศษล่าสุดจากมินิหลังจากที่ได้เปิดตัวในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยทั้งสามรุ่นจะผลิตและจำหน่ายในจำนวนจำกัด และพร้อมให้เป็นเจ้าของได้ครั้งแรกในงาน MINI Expo 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 21-31 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเมกาบางนา

มินิ เอซแมน เอสอี Multitone Collection ใหม่

ราคา: 1,799,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ MSI Standard)

จำนวนจำกัด 50 คัน

MINI  4Multitone Collection เป็นรุ่นที่โดดเด่นด้วยงานออกแบบที่สะท้อนตัวตนของผู้หลงใหลในงานดีไซน์ ที่ไม่เคยหยุดค้นหาสิ่งใหม่ๆ ในชีวิต

เอซแมนรุ่นพิเศษนี้มาพร้อมสีตัวถังแบบเฉพาะรุ่น Indigo Sunset Blue จับคู่กับหลังคา Multitone Roof สีน้ำเงิน ที่
เข้าคู่กันอย่างลงตัว โดยหลังคา Multitone Roof เป็นเสมือนผืนผ้าใบที่แต่งแต้มด้วยสีสันจากกระบวนการพ่นสีแบบ wet-on-wet ที่สร้างระดับสีอย่างสะดุดตา จากสีขาวที่บริเวณเหนือกระจกหน้า เข้มขึ้นเป็นสีน้ำเงินที่ช่วงท้ายรถ โดยหลังคา Multitone Roof ของแต่ละคันจะมีโทนสีที่ไล่ระดับแตกต่างกันเล็กน้อยตามสภาพแวดล้อมในขณะทำสี สร้างเอกลักษณ์ประจำตัวให้กับมินิ เอซแมน เอสอี Multitone Collection ทั้ง 50 คัน ส่วนกระจกมองข้างสีขาวและราวหลังคาเติมโทนสีที่ตัดกับตัวรถได้อย่างมีลูกเล่น เข้าคู่กับไฟหน้าและไฟท้ายแบบ LED ที่ปรับเปลี่ยนดีไซน์ได้ 3 รูปแบบ ส่วนระบบไฟสูงอัตโนมัติ ไฟส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง และกระจกมองข้างพร้อมไฟโปรเจคชั่น เสริมทั้งความสะดวกสบายและความปลอดภัยในทุกการเดินทาง

 

มินิ เอซแมน เอสอี Multitone Collection มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ลาย Slide Spoke แบบทูโทน พร้อมยางขนาด 225/45 R18 ภายในห้องโดยสาร ตกแต่งเบาะนั่งด้วยวัสดุ Vescin และผ้าในโทนสีดำ/น้ำเงิน จับคู่กับชุดแต่งแบบ Classic และพวงมาลัยสปอร์ต ก่อนเสริมความสะดวกสบายด้วยเบาะหน้าที่ปรับด้วยระบบไฟฟ้า ระบบนวด Active Seat สำหรับผู้ขับขี่ ฟังก์ชัน Parking Assistant และ Driving Assistant พร้อมแพ็คเกจ Comfort ที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน เช่นเดียวกับหน้าจอ OLED ทรงกลม MINI Interaction Unit บริการมากมายจาก MINI Connected Services ระบบนำทาง MINI Navigation AR และแท่นชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย

 

มินิ เอซแมน เอสอี Shadow Collection ใหม่

ราคา: 1,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ MSI Standard) จำนวนจำกัด 50 คัน

Shadow Collection ถ่ายทอดความสง่างามที่เรียบง่าย ด้วยการตกแต่งที่มุ่งเน้นโทนสีเข้มแบบเคร่งขรึม พร้อมสะกดสายตา

MINI 6

 

มินิ เอซแมน เอสอี Shadow Collection มาในโฉมสีดำล้วน Midnight Black โดยใช้สีเดียวกันนี้บนหลังคา ราวหลังคา และฝาครอบกระจกมองข้าง เพื่อสร้างบุคลิกที่เปี่ยมด้วยพลัง ทั้งยังโดดเด่นด้วยหลังคา Panorama Roof และล้อ
อัลลอยขนาด 18 นิ้ว ลาย JCW Slide Spoke สีดำ และยางขนาด 225/45 R18 ส่วนไฟหน้าและไฟท้ายแบบ LED พร้อมปรับเปลี่ยนดีไซน์ได้ 3 รูปแบบ ทำงานร่วมกับระบบไฟสูงอัตโนมัติ และไฟส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง เพื่อเสริม
ทั้งบุคลิกของตัวรถและความมั่นใจในการขับขี่ยามค่ำคืน

MINI 7

ห้องโดยสารของ Shadow Collection ยังคงบุคลิกที่เข้มแบบเรียบหรู เริ่มจากเบาะหุ้มวัสดุ Vescin สีดำ จับคู่กับชุดแต่ง John Cooper Works เบาะนั่งสปอร์ต JCW และพวงมาลัยดีไซน์ JCW และเพดานห้องโดยสารสี Anthracite ในด้านของความสะดวกสบาย รุ่นพิเศษ Shadow Collection มาพร้อมอุปกรณ์และสมรรถนะเทียบเท่ามินิ เอซแมน เอสอี Hightrim จึงมีพร้อมทั้งระบบช่วยจอดอัตโนมัติ Parking Assistant Plus ระบบช่วยการขับขี่ Driving Assistant Plus และแพ็คเกจ Comfort Plus พร้อมด้วยระบบเสียง Harman Kardon ระบบ MINI Navigation AR ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชัน Stop&Go กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา ฟีเจอร์ Remote 3D View และ Drive Recorder

มินิ เอซแมน เอสอี JCW Collection ใหม่

ราคา: 2,099,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ MSI Standard) จำนวนจำกัด 30 คัน

MINI  8

JCW Collection พร้อมตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการผสานกลิ่นอายของความเร้าใจจากโลกมอเตอร์สปอร์ตเข้ากับความลื่นไหลของการเดินทางในเมือง

คอลเลกชันพิเศษนี้ มีให้เลือกเป็นเจ้าของในสามสี ได้แก่ เทา Legend Grey, ขาว Nanuq White และเงิน Melting Silver โดยทั้งสามสีมาพร้อมกับหลังคาและฝาครอบกระจกมองข้างสีดำ ราวหลังคา และหลังคา Panorama Roof ส่วนล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว ขับเน้นความสปอร์ตด้วยลาย JCW Lap Spoke สองสี พร้อมยางขนาด 225/40 R19

MINI 9

ภายในห้องโดยสาร เบาะนั่งตกแต่งด้วยวัสดุ Vescin/Cord JCW สีดำ ผสานกับชุดตกแต่งภายใน JCW เบาะนั่งสปอร์ต JCW พวงมาลัยดีไซน์ JCW และเพดานในสี Anthracite นอกจากนี้ มินิ เอซแมน เอสอี JCW Collection ยังมาพร้อมชุดตกภายในและระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ครบครันที่สุดในทั้งสามคอลเลกชันพิเศษ เทียบเท่ากับมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ เอซแมน อาทิ Head-up Display Parking Assistant Plus, Driving Assistant Plus แพ็คเกจ Comfort Plus ระบบเสียงเซอร์ราวด์ Harman Kardon ระบบ MINI Navigation AR ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชัน Stop&Go กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา ฟีเจอร์ Remote 3D View และ Drive Recorder

มินิ เอซแมน ทั้งสามคอลเลกชันถ่ายทอดปรัชญาการออกแบบ ‘Charismatic Simplicity’ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมินิ และยังขับสนุกในสไตล์มินิด้วยพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ส่งกำลังได้สูงสุด 218 แรงม้า / 160 กิโลวัตต์ ลงสู่ล้อหน้า สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 7.1 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนความจุ 54.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางขับขี่สูงสุด 405 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน WLTP) รองรับการชาร์จด้วยกระแสตรง (DC) ที่กำลังไฟสูงสุด 95 กิโลวัตต์ จึงใช้เวลาเพียง 31 นาที ในการชาร์จจาก 10 – 80% ขณะที่การชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ที่กำลังไฟสูงสุด 11 กิโลวัตต์ ใช้เวลาชาร์จให้เต็ม 100% ราว 5 ชั่วโมงครึ่ง

Early Bird 400 คันแรก 1.399 ล้านบาท ใกล้เต็ม! “The new 2026 IONIQ 5 N Line” โอกาสสุดท้าย! ก่อนปรับราคาใหม่ 1.449 ล้านบาท

0
The new 2026 IONIQ 5 N Line 1

บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าตอกย้ำกระแสตอบรับของ The new 2026 IONIQ 5 N Line รุ่นประกอบไทย หลังราคาพิเศษ Early Bird 1.399 ล้านบาท(1) สำหรับ 400 คันแรกใกล้ครบจำนวน พร้อมส่งต่อโอกาสพิเศษให้ลูกค้าที่จองไม่ทัน ด้วยราคา 1.449 ล้านบาท(1) จากราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 1.699 ล้านบาท จำกัดเพียง 200 คันเท่านั้น พร้อมมอบความคุ้มค่าและความอุ่นใจตลอดการใช้งาน ทั้งการรับประกันคุณภาพรถยนต์ การรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง และโฮมชาร์จเจอร์ฟรี นอกจากนี้ ลูกค้าที่ลงทะเบียนแสดงความสนใจล่วงหน้าไว้ก่อนวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ยังได้รับส่วนลดเพิ่มเติมอีก 20,000 บาท ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

The new 2026 IONIQ 5 N Line 2

เทคโนโลยีแบตเตอรี่ 800V ขนาด 84 kWh วิ่งไกล 591 กม. ชาร์จ 10–80% ใน 18 นาที

The new 2026 IONIQ 5 N Line พัฒนาบนแพลตฟอร์ม E-GMP ที่ออกแบบขึ้นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า 100% โดยเฉพาะ มาพร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ion แบบ Liquid Cooled ความจุ 84 kWh ให้ระยะทางขับขี่สูงสุด 591 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC หรือ 530 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP พร้อมเทคโนโลยีไฟฟ้าแรงดันสูง 800V รองรับ DC Ultra-Fast Charge สูงสุด 350 kW สามารถชาร์จจาก 10–80% ได้ในเวลาประมาณ 18 นาที รวมถึงฟังก์ชัน V2L ที่สามารถจ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอกได้สูงสุด 3.6 kW

The new 2026 IONIQ 5 N Line 3

ด้านสมรรถนะ ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor แบบขับเคลื่อนล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 225 แรงม้า (168 kW) แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0–100 กม./ชม. ใน 7.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 185 กม./ชม. พร้อมโหมดการขับขี่ 5 รูปแบบ ได้แก่ Eco, Normal, Sport, My Drive และ Snow

N Line สปอร์ตชัด ออปชันครบ เทคโนโลยีแน่น

The new 2026 IONIQ 5 N Line ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจาก IONIQ 5 N มาในลุคที่สปอร์ตและโดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยกันชนหน้า–หลังและสเกิร์ตข้างดีไซน์เฉพาะรุ่น ล้ออัลลอย N Line ขนาด 20 นิ้ว ไฟหน้าและไฟท้าย Parametric Pixel LED และหลังคา Vision Roof ขณะที่ภายในจัดเต็มทั้งความสปอร์ตและความพรีเมียมด้วยพวงมาลัยโลโก้ N เบาะหนังแท้พร้อมโลโก้ N เบาะผู้ขับขี่แบบ Zero Gravity และระบบเสียง BOSE Premium Sound System พร้อมลำโพง 8 ตำแหน่ง ให้ทั้งดีไซน์ ความสบาย และบรรยากาศที่แตกต่างในทุกการเดินทาง

The new 2026 IONIQ 5 N Line 4

ด้านเทคโนโลยี มาพร้อม Hyundai Bluelink Connected Car Services เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เชื่อมต่อรถผ่านสมาร์ตโฟนได้ทั้งตรวจสอบสถานะรถ ล็อก–ปลดล็อก เปิดระบบปรับอากาศล่วงหน้า และค้นหาตำแหน่งรถ พร้อมจัดเต็ม Hyundai SmartSense ระบบช่วยขับขี่และความปลอดภัยอัจฉริยะ 17 ระบบ ครอบคลุมทั้งการขับในเมือง การเดินทางไกล การเปลี่ยนเลน การถอยรถ และการจอด เพิ่มทั้งความสะดวกและความมั่นใจให้ IONIQ 5 N Line พร้อมใช้งานได้ครบทุกวัน

The new 2026 IONIQ 5 N Line 5

ลูกค้า The new 2026 IONIQ 5 N Line ยังได้รับสิทธิประโยชน์หลังการขายครบครัน เพื่อเพิ่มความอุ่นใจตลอดการใช้งาน ทั้งการรับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร(2) การรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร(2) บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปี ไม่จำกัดเลขไมล์ พร้อมบริการยกรถฟรีไปยังศูนย์บริการฮุนไดที่ใกล้ที่สุดภายในระยะทาง 30 กิโลเมตร(2) รวมถึง โฮมชาร์จเจอร์ฟรี รับประกัน 3 ปี พร้อมค่าแรงติดตั้งและการรับประกันงานติดตั้ง 1 ปี(2) เพื่อให้การเริ่มต้นใช้รถพลังงานไฟฟ้าเป็นเรื่องง่าย สะดวก และมั่นใจยิ่งขึ้น

The new 2026 IONIQ 5 N Line 6

สัมผัสคาแรกเตอร์ “Never Ordinary” ของ The new 2026 IONIQ 5 N Line รุ่นประกอบไทย พร้อมทดลองขับและสัมผัสสมรรถนะ เทคโนโลยี 800V และความสะดวกสบายของห้องโดยสารได้แล้ววันนี้ โดยมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีดำ Midnight Black Pearl, สีขาว Optic White และสีเทา Titan Gray Metallic ลูกค้าที่สนใจสามารถสัมผัสรถจริงและทดลองขับได้ที่ IONIQ Lab และโชว์รูมฮุนไดทั่วประเทศ พร้อมสอบถามรายละเอียดราคา สิทธิพิเศษ และเงื่อนไขเพิ่มเติมได้จากผู้จำหน่ายฮุนไดอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

 

BYD HYROX Bangkok สร้างประวัติศาสตร์ ขึ้นแท่นการแข่งขันที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ตอกย้ำจุดยืนไทยสู่การเป็นศูนย์กลางคอมมูนิตี้ฟิตเนสเรสซิ่งระดับโลก

0
HYROX 1

HYROX การแข่งขันกีฬาฟิตเนสระดับโลก ปิดฉากการแข่งขัน BYD HYROX Bangkok อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในฐานะการแข่งขัน HYROX ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดขึ้นในเอเชีย ภายใต้การสนับสนุนของ BYD ที่ขึ้นแท่น Title Partner ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยการแข่งขันตลอด 4 วัน ระหว่างวันที่ 13-16 สิงหาคม 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) มีนักกีฬาเข้าร่วมกว่า 20,000 คน จากกว่า 60 ประเทศ ขณะที่ 29% ของผู้เข้าร่วมเดินทางมาจากต่างประเทศ ตอกย้ำสถานะของกรุงเทพฯ ในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางของการแข่งขัน HYROX ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก

HYROX 2

นอกเหนือจากการสร้างสถิติด้านจำนวนผู้เข้าร่วมจากนานาชาติแล้ว ตลอดระยะเวลา 4 วันของการแข่งขัน ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ยังอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองของชุมชนคนรักฟิตเนสเรซซิ่ง โดยมีนักกีฬา กองเชียร์ และผู้ชม ร่วมสร้างสีสันและส่งเสียงเชียร์กระหึ่มทั่วทั้งฮอลล์ ขณะเดียวกันยังสะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันอันแน่นแฟ้นของคอมมูนิตี้ HYROX โดยประมาณ 2 ใน 3 ของผู้เข้าแข่งขันคือนักกีฬาที่ตัดสินใจกลับมาลงสนามอีกครั้ง ขณะที่ผู้เข้าร่วมอีกจำนวนมากได้ลงแข่งเป็นครั้งแรก ตอกย้ำศักยภาพของ HYROX ในการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เล่นหน้าใหม่ ควบคู่กับการขับเคลื่อนคอมมูนิตี้ระดับโลกที่เข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน

HYROX 3

ความยิ่งใหญ่ของการแข่งขันตลอดสุดสัปดาห์เกิดขึ้นจากรูปแบบการแข่งขันที่หลากหลาย ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับนักกีฬาในทุกระดับความสามารถ โดยเปิดให้ลงแข่งขันทั้งประเภทเดี่ยว (Singles) ประเภทคู่ (Doubles) ประเภททีมผลัด (Relay) และประเภท Adaptive ตอกย้ำ HYROX ในฐานะกีฬาที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้าร่วมแข่งขันอย่างแท้จริง ขณะที่ผู้เข้าแข่งขันประเภทเดี่ยวต่างมุ่งทำลายสถิติของตนเอง การแข่งขันประเภททีมก็เปิดโอกาสให้เพื่อนและคู่ซ้อมได้ร่วมแบ่งปันความท้าทายไปด้วยกัน ความหลากหลายของรูปแบบการแข่งขันไม่เพียงดึงดูดผู้เข้าร่วมแข่งขันกว่า 20,000 คน แต่ยังหล่อหลอมบรรยากาศแห่งมิตรภาพ ความร่วมแรงร่วมใจ และการสนับสนุนซึ่งกันและกันที่แผ่ขยายไปตลอดทั้งงาน

HYROX 4

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของวงการการแข่งขันฟิตเนสในประเทศไทย

ความสำเร็จของ BYD HYROX Bangkok เป็นภาพสะท้อนของการเติบโตอย่างก้าวกระโดดสำหรับระบบนิเวศ HYROX ในประเทศไทย โดยกีฬาชนิดนี้ได้ก้าวข้ามการเป็นเพียงกิจกรรมในวันแข่งขัน สู่กระแสไลฟ์สไตล์และการฝึกซ้อมตลอดทั้งปี ปัจจุบันประเทศไทยมี HYROX Training Club มากกว่า 180 แห่ง ขณะที่ยิมและฟิตเนสพันธมิตรต่างทยอยเปิดตัวโปรแกรมฝึกซ้อมเฉพาะสำหรับ HYROX เพื่อตอบรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

HYROX 5

ภายใต้แนวคิด “Fitness Racing for Everybody” หรือ “กีฬาฟิตเนสสำหรับทุกคน” HYROX เปิดโอกาสให้นักกีฬาทุกกลุ่มได้ร่วมพิสูจน์ศักยภาพของตนเอง ตั้งแต่ผู้เข้าร่วมแข่งขันครั้งแรก ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ไปจนถึงนักกีฬาระดับแนวหน้า ผ่านรูปแบบการแข่งขันที่ใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าแข่งขันสามารถวัดและเปรียบเทียบผลงานของตนเองได้ ไม่ว่าจะลงสนามในประเทศใดก็ตาม ขณะเดียวกัน การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของ HYROX Training Club ยังมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้กีฬาชนิดนี้เข้าถึงผู้คนได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น พร้อมส่งเสริมให้ผู้คนได้ฝึกซ้อม ลงแข่งขัน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ HYROX ระดับโลก

William Petty ผู้จัดการฝ่ายอีเวนท์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ HYROX กล่าวว่า “การจัดการแข่งขัน HYROX ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดขึ้นในเอเชียนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ ไม่เพียงสำหรับ HYROX แต่ยังรวมถึงวงการฟิตเนสของประเทศไทยด้วย สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือการได้เห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ HYROX โดยประมาณ 2 ใน 3 ของผู้เข้าแข่งขันเลือกกลับมาลงสนามอีกครั้ง ขณะที่อีกหลายพันคนได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ HYROX เป็นครั้งแรก สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า HYROX ไม่ใช่แค่การแข่งขันอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อม การท้าทายตัวเอง และการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน ขณะที่เครือข่าย HYROX Training Club ในประเทศไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ร่วมสร้างการเติบโตของคอมมูนิตี้แห่งนี้ไปพร้อมกับพันธมิตรและนักกีฬาทุกคน”

การประชันความแข็งแกร่งระดับโลก บนสนาม HYROX ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

นอกเหนือจากการเป็นพื้นที่แห่งการเฉลิมฉลองของคอมมูนิตี้ฟิตเนสแล้ว BYD HYROX Bangkok ยังเป็นเวทีของการแข่งขันระดับสูง โดยนักกีฬาในประเภทที่กำหนดต่างลงสนามประชันความแข็งแกร่งเพื่อคว้าสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันชิงแชมป์โลก 2027 PUMA HYROX World Championships ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นที่ ฮ่องกง ระหว่างวันที่ 10-13 มิถุนายน 2027

สรุปรายชื่อผู้คว้าชัยชนะที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น:

  • HYROX Pro Men: Dexter Buchanan จาก New Zealand ทำเวลาสุทธิไป 55:49 นาที
  • HYROX Pro Women: Gabriel Nikora-Baker จาก New Zealand ทำเวลาสุทธิไป 1:01:31 ชั่วโมง
  • HYROX Pro Doubles Men: Hong Beomseok และ Noh Seunghun จาก South Korea ทำเวลาสุทธิไป 52:18 นาที
  • HYROX Pro Doubles Women: Aki Yoshia และ Megumi Hirayama จาก Japan ทำเวลาสุทธิไป 58:20 นาที

การแข่งขันตลอดสุดสัปดาห์ปิดฉากลงด้วยอาฟเตอร์ปาร์ตี้อย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ ‘Station 9’ ณ Tribe Sky Beach Club ซึ่งรวบรวมนักกีฬา กองเชียร์ อาสาสมัคร และพันธมิตร มาร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จของการแข่งขันตลอด 4 วัน พร้อมต่อยอดประสบการณ์ HYROX ให้ก้าวพ้นจากการแข่งขันในสนาม สู่มิตรภาพ ความผูกพัน และจิตวิญญาณของคอมมูนิตี้ที่ยังคงเชื่อมโยงผู้คนไว้ด้วยกัน แม้การแข่งขันจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม

ภายหลังความสำเร็จของการแข่งขัน HYROX ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดขึ้นในเอเชีย ฤดูกาลแข่งขัน HYROX Asia-Pacific 2026/27 จะเดินหน้าจัดการแข่งขันในเมืองต่าง ๆ ทั่วภูมิภาค ก่อนที่ BYD HYROX Bangkok จะกลับมาอีกครั้ง ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) ระหว่างวันที่ 11-14 กุมภาพันธ์ 2027 ด้วยการเติบโตอย่างต่อเนื่องของผู้เข้าร่วมการแข่งขันทั่วภูมิภาคเอเชีย ควบคู่กับการขยายตัวของคอมมูนิตี้การแข่งขันฟิตเนสในประเทศไทย การแข่งขันครั้งถัดไปจึงพร้อมสานต่อความสำเร็จ และเปิดอีกหนึ่งบทสำคัญของการเติบโตของ HYROX ในเอเชีย

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นและการลงทะเบียนซื้อบัตรโปรดเยี่ยมชม https://hyroxthailand.com/

 

 

“CHERY” เดินหน้าส่งมอบ “Chery Q“ ให้ลูกค้าชาวไทย จัดส่งล็อตแรกกว่า 2,000 คันจากประเทศจีน หลังยอดจองทะลุ 4,000 คัน

0
Chery 1

เชอรี ประเทศไทย (CHERY Thailand) เดินหน้าส่งมอบประสบการณ์การขับขี่รถไฟฟ้าให้แก่ผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่อง หลังจาก Chery Q ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีนับตั้งแต่เปิดตัว ด้วยยอดจองสะสมกว่า 4,000 คัน ล่าสุด CHERY ได้เริ่มจัดส่งรถ Chery Q ล็อตแรกจากประเทศจีนมายังประเทศไทย จำนวนกว่า 2,000 คันพร้อมเริ่มส่งมอบให้แก่ลูกค้าทั่วประเทศภายในเดือนสิงหาคมนี้

เชอรี่ 2

มร. จิม ลี ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ เชอรี ประเทศไทย กล่าวว่า “การจัดส่ง Chery Q ล็อตแรกมายังประเทศไทยถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ CHERY หลังจากรถรุ่นนี้ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากลูกค้าชาวไทย ด้วยยอดจองสะสมมากกว่า 4,000 คันตั้งแต่เปิดตัว และเรามีความยินดีที่จะเริ่มทยอยส่งมอบรถให้แก่ลูกค้าในเดือนสิงหาคมนี้ ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจในแบรนด์ CHERY เราได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านเครือข่ายผู้จำหน่าย ศูนย์บริการ และทีมงานบริการหลังการขายเพื่อมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถไฟฟ้าที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าชาวไทย

เชอรี่ 3

สำหรับรถ Chery Q ล็อตแรกที่เดินทางถึงประเทศไทยจะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณภาพก่อนการส่งมอบ (Pre-Delivery Inspection: PDI) ก่อนทยอยส่งมอบให้แก่ลูกค้าที่จองรถไว้ตามลำดับ เพื่อสร้างความมั่นใจว่ารถทุกคันผ่านมาตรฐานคุณภาพก่อนถึงมือลูกค้าทุกท่าน”

เชอรี่ 4

Chery Q ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “So Qute So You” โดดเด่นด้วยความครบครันและความคุ้มค่าที่สุดในเซกเมนต์ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ พร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะและระบบความปลอดภัยที่ครบครัน ขณะนี้ CHERY Thailand มอบข้อเสนอพิเศษ ส่วนลด 20,000 บาทพร้อม Lifetime Warranty* ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 สิงหาคม 2569 ให้ลูกค้าเป็นเจ้าของ Chery Q ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือทดลองขับรถได้ที่ผู้จำหน่าย CHERY อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

 

 

“ZEEKR” ตอกย้ำแนวคิด “IMAGINE BEYOND” ผ่าน “ZEEKR ON ICE” พิสูจน์ศักยภาพเทคโนโลยีและวิศวกรรมยานยนต์ไฟฟ้า จากถนนจริงสู่ลานน้ำแข็ง ณ ควีนส์ทาวน์ นิวซีแลนด์

0
ZEEKR ON ICE 1

จากความสำเร็จในการคว้าสถิติ Guinness World Records™ อย่างเป็นทางการ  ในฐานะ “รถยนต์ไฟฟ้าที่ดริฟต์ลอดช่องแคบได้แคบที่สุดในโลก” ที่สนามยาส มารีนา เซอร์กิต ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งถือเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในระดับสากล ล่าสุด ZEEKR เดินหน้าพิสูจน์ศักยภาพทางเทคโนโลยีอีกครั้ง ผ่านกิจกรรมระดับโลก “ZEEKR ON ICE” ที่พาแนวคิด “IMAGINE BEYOND” ออกจากสนามแข่งความเร็ว สู่การท้าทายธรรมชาติบนลานน้ำแข็ง ณ ควีนส์ทาวน์ ประเทศนิวซีแลนด์ ตอกย้ำให้เห็นว่าสำหรับ ZEEKR ทุกความสำเร็จ คือจุดเริ่มต้นของความท้าทายครั้งใหม่ ไม่ใช่จุดสิ้นสุด

ZEEKR ON ICE 2

ด้วยแนวคิด “IMAGINE BEYOND” สะท้อนวัฒนธรรมของ ZEEKR ที่ไม่หยุดตั้งคำถามกับขีดจำกัดเดิม และไม่มองว่าผลิตภัณฑ์ที่ดีในวันนี้คือจุดสิ้นสุดของการพัฒนา ตั้งแต่การออกแบบ สถาปัตยกรรมยานยนต์ ระบบขับเคลื่อน ซอฟต์แวร์ ระบบควบคุมตัวรถ ไปจนถึงเทคโนโลยีความปลอดภัย ทุกองค์ประกอบถูกพัฒนาเพื่อให้สามารถใช้งานและพิสูจน์ประสิทธิภาพได้จริงในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย

 จากถนนจริง สู่หนึ่งในสภาพแวดล้อมการขับขี่ที่ท้าทาย

ZEEKR ON ICE 3

ZEEKR ON ICE จัดขึ้นที่ Southern Hemisphere Proving Grounds (SHPG) บริเวณเทือกเขาแอลป์บนเกาะใต้ ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งมีพื้นผิวหิมะและน้ำแข็งตามธรรมชาติ เหมาะสำหรับการทดสอบการควบคุมรถในสภาวะแรงยึดเกาะต่ำ ซึ่งหัวใจของกิจกรรมไม่ได้อยู่เพียงการนำรถไปขับบนลานน้ำแข็ง แต่คือการนำรถยนต์ที่ถูกพัฒนาให้ใช้งานจริงบนถนนในชีวิตประจำวัน ไปพิสูจน์ศักยภาพในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรม จะได้เรียนรู้การควบคุมรถผ่านหลักสูตรที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ ครอบคลุมทั้งการเข้าโค้ง การเร่งและเบรก การถ่ายเทน้ำหนัก การควบคุมอาการของรถ และการดริฟต์บนพื้นน้ำแข็ง เพื่อให้สัมผัสการทำงานร่วมกันของระบบขับเคลื่อน ช่วงล่าง ระบบเบรก ระบบควบคุมเสถียรภาพ และเทคโนโลยีความปลอดภัยอย่างเต็มประสิทธิภาพ

สิ่งที่ทำให้ ZEEKR ON ICE มีความหมายมากกว่ากิจกรรมทดสอบทั่วไป คือรถทุกคันที่นำมาขับบนลานน้ำแข็งครั้งนี้ ไม่ใช่รถต้นแบบหรือรถทดลองพิเศษ แต่เป็น ZEEKR 7GT, ZEEKR 8X และรุ่นเรือธงอย่าง ZEEKR 001FR  และ ZEEKR 9X ซึ่งมีผู้คนทั่วโลกใช้งานอยู่บนถนนจริงทุกวัน ตลอดจน ZEEKR 7X  ZEEKR X รุ่นยอดนิยมที่กำลังขับเคลื่อนอยู่บนถนนในไทยไม่ว่าจะเป็นถนนในกรุงเทพฯ หรือเส้นทางต่างจังหวัด นั่นหมายความว่า รถยนต์ไฟฟ้าที่พาลูกไปโรงเรียน หรือพาครอบครัวเดินทางไกลในวันหยุด คือรถคันเดียวกันที่มีศักยภาพเพียงพอจะถูกนำไปควบคุมความเร็ว เข้าโค้ง และดริฟต์บนพื้นผิวที่ท้าทายที่สุดแห่งหนึ่งของโลกได้  นี่คือบทพิสูจน์ที่จับต้องได้อย่างแท้จริง ไม่ใช้แค่คำโฆษณา

Tech Luxury ที่ต้องพิสูจน์ได้จริง

ZEEKR ON ICE 4

สำหรับ ZEEKR ความหมายของ Luxury ในโลกยานยนต์ยุคใหม่ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงวัสดุระดับพรีเมียม
งานออกแบบ หรือความสะดวกสบาย แต่รวมถึงเทคโนโลยีที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง และสามารถสร้างความมั่นใจ ความแม่นยำ และประสบการณ์การขับขี่ที่ผู้ใช้สัมผัสได้จริง ซึ่งเบื้องหลังความมั่นใจในการนำรถลงสนามน้ำแข็ง ครั้งนี้ คือการลงทุนด้านวิศวกรรมที่ ZEEKR ให้ความสำคัญมาตั้งแต่ต้น ผ่านสถาปัตยกรรมยานยนต์ไฟฟ้า SEA (Sustainable Experience Architecture) ที่ออกแบบให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำ กระจายน้ำหนักแบตเตอรี่อย่างสมดุล ผสานกับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าอัจฉริยะที่ตอบสนองแรงบิดได้อย่างแม่นยำในทุกเสี้ยววินาที ทำให้ตัวรถสามารถควบคุมอาการลื่นไถลบนพื้นผิวที่มีแรงยึดเกาะต่ำได้อย่างมั่นใจ ซึ่งเทคโนโลยีชุดเดียวกันนี้เองที่ทำให้ ZEEKR สามารถทำลายสถิติโลกกินเนสส์ด้วยการดริฟต์ผ่านช่องแคบเพียง 25 เซนติเมตรได้สำเร็จ และเป็นเทคโนโลยีเดียวกันที่ถูกส่งต่อมาสู่รถทุกคันที่ลูกค้าใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

ZEEKR ON ICE จึงไม่ได้มุ่งนำเสนอเพียงตัวเลขด้านพละกำลัง อัตราเร่ง หรือฟังก์ชันบนเอกสารเท่านั้น แต่เปิดโอกาสให้เทคโนโลยีเหล่านั้นถูกนำไปใช้งานในสถานการณ์จริง นำโดย ZEEKR 001FR ยนตรกรรมชูตติ้งเบรกไฟฟ้ารุ่นแรกของโลกที่ผสานความหรูหรา ความสะดวกสบาย และสมรรถนะขั้นสุดไว้อย่างลงตัว ZEEKR 9X ถ่ายทอดความสามารถของยนตรกรรมระดับเรือธง ผ่านสมรรถนะ เทคโนโลยี และความสะดวกสบายอย่างเหนือความคาดหมาย ZEEKR 7GT ถ่ายทอดบุคลิกแกรนด์ทัวเรอร์ที่ผสานความสปอร์ตกับความพรีเมียม ขณะที่ ZEEKR 8X แสดงศักยภาพของ SUV ที่ผสานความคล่องตัวกับเทคโนโลยีอัจฉริยะ ส่วน ZEEKR 7X สุนทรียะแห่งยานยนต์ไฟฟ้าเอสยูวี ที่ผสานความหรูหราและสุดยอดเทคโนโลยีเป็นหนึ่งเดียว ZEEKR X พรีเมียม คอมแพค
เอสยูวี สำหรับ Urban Lifestyle

ไม่หยุดอยู่กับคำว่า “ดีเยี่ยม”

ZEEKR ON ICE 5

สำหรับ ZEEKR  คำว่า “ดีที่สุด” ในวันนี้ ไม่เคยเป็นคำตอบสุดท้าย ทุกครั้งที่ทีมวิศวกรพัฒนาเทคโนโลยีจนถึงจุดที่หลายแบรนด์อาจพอใจแล้ว ZEEKR เลือกที่จะตั้งคำถามต่อไปว่า “ไปได้อีกไกลกว่านี้หรือไม่” เพราะเราเชื่อว่านวัตกรรมไม่มีเส้นชัย และความมุ่งมั่นนี้ไม่ใช่แค่คำพูด แต่ต้องพิสูจน์ให้เห็นจริงในทุกสภาพแวดล้อม ตั้งแต่ถนนในเมือง ไปจนถึงสนามแข่งความเร็ว และล่าสุดคือลานน้ำแข็งกลางเทือกเขาแอลป์ เกาะใต้ นิวซีแลนด์

ZEEKR ON ICE 6

ตัวแทนประเทศไทย กล่าวถึงประสบการณ์ที่ได้ร่วมกิจกรรมว่า “การได้ทดลองขับรถ ZEEKR หลากหลายรุ่น
บนสนามน้ำแข็งในกิจกรรมครั้งนี้ ทำให้เห็นศักยภาพของรถในมุมที่แตกต่างจากการขับบนถนนทั่วไปอย่างชัดเจน ทุกจังหวะของการเข้าโค้ง การเร่ง และการเบรก ทำให้สัมผัสได้ถึงการทำงานของระบบต่าง ๆ ที่ช่วยให้ควบคุมรถได้อย่างมั่นใจ แม้อยู่บนพื้นผิวที่มีแรงยึดเกาะต่ำ สิ่งที่ประทับใจจึงไม่ใช่เพียงการได้ขับรถบนหิมะ แต่คือการได้เห็นว่าเทคโนโลยีของ ZEEKR สามารถทำอะไรได้จริงเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย และที่สำคัญกว่านั้น รถคันที่ผมขับอยู่บนลานน้ำแข็งวันนี้ ก็คือรุ่นเดียวกันกับที่ผมใช้งานอยู่ที่บ้าน ทำให้ผมมั่นใจมากขึ้นไปอีกว่าแบรนด์นี้ลงทุนกับเทคโนโลยีจริงจังแค่ไหน”

ZEEKR ON ICE 7

นอกเหนือจากการขับขี่ในสนามสุดท้าทายแล้ว ผู้ร่วมกิจกรรมยังได้สัมผัสประสบการณ์การเดินทางและการพักผ่อนท่ามกลางภูมิประเทศของควีนส์ทาวน์ ซึ่งสะท้อนแนวคิดของ ZEEKR ที่มองยานยนต์มากกว่าการเป็นเพียงพาหนะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การใช้ชีวิต ZEEKR ON ICE จึงเป็นมากกว่ากิจกรรมทดสอบสมรรถนะ แต่คือบทพิสูจน์ของความมุ่งมั่นในการลงทุน พัฒนา และยกระดับเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์สุดพิเศษไปพร้อมความเชื่อมั่นว่า เบื้องหลังรถยนต์ ZEEKR ทุกคัน คือแบรนด์ที่ไม่หยุดท้าทายตัวเองและไม่หยุดก้าวไปข้างหน้านั่นเอง

 

 

 

“GWM TANK 300 DIESEL” ผ่านทุกบททดสอบของสนามแข่งสุดทรหด AXCR 2026 ตอกย้ำความแข็งแกร่งและความทนทานของขุมพลังดีเซล

0
TANK 300 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” และมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM (Thailand) สร้างอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ พิสูจน์สมรรถนะขั้นสุดของ GWM TANK 300 DIESEL ด้วยการลุยผ่านเส้นทางทรหดกว่า 2,000 กิโลเมตร และเข้าเส้นชัยในการแข่งขัน Asia Cross Country Rally 2026 (AXCR 2026) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ  ตอกย้ำสมรรถนะ ความแข็งแกร่ง ความทนทานและศักยภาพของขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซลจาก GWM ได้อย่างเด่นชัดในเวทีระดับสากล

TANK 300 2

สำหรับผลการแข่งขันของทีม GWM Ek Group Racing Team  ในรายการ AXCR 2026 ครั้งนี้ นับเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ โดย GWM TANK 300 DIESEL ทั้ง 2 คันสามารถฝ่าฟันการแข่งขันครบทั้ง 6 LEG และเข้าเส้นชัยได้สำเร็จ ท่ามกลางบททดสอบอันทรหดตลอดเส้นทาง โดยรถหมายเลข 114 ซึ่งขับโดย โอฬาร สรสิริรัตน์ (นักแข่ง) และสมเกียรติ น้อยจาด (ผู้นำทาง) คว้าอันดับ 12 ในประเภท Overall และอันดับ 4 ในรุ่น T2A-D ขณะที่รถหมายเลข 128 ขับโดย โทวัล ธรวรรณเสน (นักแข่ง)  และ ชัพวิชญ์ จุลสันติรัตน์ (ผู้นำทาง) จบการแข่งขันในอันดับ 15 Overall และอันดับ 6 ในรุ่น T2A-D

TANK 300 3 เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการGWM (ประเทศไทย)ได้กล่าวว่า สำหรับ GWM การเข้าร่วมการแข่งขัน Asia Cross Country Rally 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในฐานะแบรนด์ยานยนต์จีนที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และเป็นการเปิดบทใหม่ของ GWM บนเวทีมอเตอร์สปอร์ตระดับนานาชาติ เรามองว่าการแข่งขันที่ท้าทายที่สุดคือสนามทดสอบที่ดีที่สุด เพราะนี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของการแข่งขันหรืออันดับ แต่คือโอกาสในการนำเทคโนโลยี วิศวกรรม และความทนทานของผลิตภัณฑ์มาพิสูจน์ภายใต้สภาพแวดล้อมจริงที่โหดร้าย คาดเดาไม่ได้ และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การได้เห็น GWM TANK 300 DIESEL เข้าถึงเส้นชัยได้อย่างสวัสดิภาพ ถือเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ และบทพิสูจน์ที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อ GWM”

TANK 300 4

เวทีพิสูจน์เทคโนโลยีดีเซลเจเนอเรชันใหม่ของ GWM

ทั้งนี้ GWM TANK 300 DIESEL ที่เข้าร่วมการแข่งขันดังกล่าวมีพื้นฐานจากรถยนต์ที่จัดจำหน่ายทั่วไป ก่อนนำมาปรับแต่งให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยของ FIA และกติกาประเภท T2 ซึ่งเป็นประเภทที่กำหนดให้รถแข่งยังคงใกล้เคียงกับรถผลิตจริงมากที่สุด เพื่อพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพื้นฐานวิศวกรรม โครงสร้างแชสซี ระบบส่งกำลัง และความทนทานของรถที่ลูกค้าใช้งานจริง สามารถรับมือกับหนึ่งในสนามแข่งที่โหดที่สุดของเอเชียได้อย่างมั่นใจ การนำรถเข้าถึงเส้นชัยจึงเปรียบเสมือนการผ่านสนามสอบที่ท้าทายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของตัวรถและขุมพลังในสถานการณ์จริง โดยทุกข้อมูลและประสบการณ์จากการแข่งขันจะถูกนำไปใช้พัฒนาคุณภาพ ความทนทาน และความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ GWM อย่างต่อเนื่อง

TANK 300 5

ยิ่งไปกว่านั้น การเข้าร่วมแข่งขัน Asia Cross Country Rally 2026 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ GWM ในการยกระดับจากการสร้างความมั่นใจบนท้องถนน สู่การพิสูจน์สมรรถนะที่แท้จริงในสนามแข่งระดับสากล  อีกทั้งยังเป็นการตอกย้ำความเชี่ยวชาญด้านระบบส่งกำลังและเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลประสิทธิภาพสูงที่ GWM สั่งสมมายาวนานกว่า 20 ปี เพื่อสร้างขุมพลังที่ไม่ใช่แค่ ‘แรง’ แต่ต้อง ‘ล้ำหน้า’ และ ‘ยั่งยืน’  โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับสมรรถนะ ความทนทาน และความเชื่อมั่นในการใช้งานจริง ผ่านการทดสอบความทนทานมาอย่างต่อเนื่อง

TANK 300 สำหรับประเทศไทย GWM แนะนำเครื่องยนต์ดีเซลอย่างเป็นทางการในปี 2568 ที่ผ่านมา ประเดิมด้วยรุ่น GWM TANK 300 โดยปัจจุบัน GWM นำเสนอผลิตภัณฑ์ยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลสำหรับลูกค้าคนไทย รวม 3 รุ่นหลัก เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค ประกอบด้วย  GWM TANK 300 DIESEL รถยนต์สไตล์ Premium Boxy สำหรับสายลุย ; GWM TANK 500 DIESEL รถ SUV ระดับพรีเมียมตอบโจทย์นักธุรกิจและครอบครัว และ GWM POER SAHAR DIESEL รถกระบะสมรรถนะสูงสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์และไลฟ์สไตล์

Tank 300 10

โดยทั้ง 3 รุ่นหลักมาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2,370 ซีซี จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ที่ผสานเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นระบบคอมมอนเรลแรงดันสูง 2,000 บาร์ เทอร์โบแปรผันอัจฉริยะที่ตอบสนองได้รวดเร็วตั้งแต่รอบต่ำ รวมถึงการออกแบบระบบเผาไหม้และการหล่อลื่นใหม่ ช่วยให้เครื่องยนต์ส่งกำลังได้ต่อเนื่อง ขับขี่คล่องตัว เร่งแซงมั่นใจ และรองรับทั้งการใช้งานในเมือง หรือเส้นทางท้าทาย ยิ่งไปกว่านั้นยังผ่านการทดสอบความทนทาน ครอบคลุมการใช้งานในสภาพอากาศและสภาพถนนที่หลากหลายทั่วโลก  เพื่อยืนยันถึงความทนทาน และความพร้อมสำหรับการใช้งานหนักในระยะยาว โดย GWM ยังมอบการรับประกันเครื่องยนต์ GWM TANK 300 DIESEL นานถึง 1,000,000 กิโลเมตร หรือ 8 ปี (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในประเทศไทย

ผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสสมรรถนะของ GWM TANK 300 DIESEL และ GWM TANK 500 DIESEL รวมทั้ง GWM POER SAHAR DIESEL ได้แล้ววันนี้ที่ GWM Partner Store ทั่วประเทศ หรือติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ผ่าน GWM Application www.gwm.co.th  หรือ GWM Contact Center โทร. 02-668-8888 เพื่อร่วมพิสูจน์ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ดีเซลที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การใช้งานของผู้บริโภคชาวไทย พร้อมสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่แตกต่างด้วยตนเอง

 

 

 “ฮอนด้า” จัดเต็มข้อเสนอพิเศษสำหรับ Honda HR-V e:HEV ใหม่ แคมเปญ “Honda THE GRAND QUAKE DEAL โปรสนั่น ดีลสะเทือน” ทางเลือกใหม่! รับสิทธิพิเศษมูลค่า 85,000 บาท ฟรีประกันภัย 1 ปี   พร้อมรับ Honda Ultimate Care และบัตรน้ำมัน 10,000 บาท เมื่อจองตั้งแต่ 1 ส.ค. – 30 ก.ย. 2569 และรับรถภายใน 31 ต.ค. 2569 

0
ฮอนด้า 1

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด มอบข้อเสนอสุดคุ้มภายใต้แคมเปญ “Honda THE GRAND QUAKE DEAL โปรสนั่น ดีลสะเทือน” สำหรับลูกค้าที่ออกรถยนต์ Honda HR-V e:HEV ใหม่ ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2569 – 30 กันยายน 2569 และรับรถภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2569 พร้อมเลือกรับสิทธิพิเศษมากมาย

  • ทางเลือกใหม่! รับสิทธิพิเศษมูลค่า 85,000 บาท* ฟรี ประกันภัย 1 ปี* พร้อมรับ Honda Ultimate Care** และบัตรน้ำมันมูลค่า 10,000 บาท*
  • หรือเลือกรับ ดอกเบี้ยพิเศษ 0%* ฟรี Honda Exclusive Care 5 ปี มูลค่าสูงสุด 154,000 บาท** พร้อมรับเพิ่มบัตรน้ำมันมูลค่า 10,000 บาท*

นอกจากนี้ ฮอนด้ายังส่งต่อความผูกพันจากรุ่นสู่รุ่นผ่านแคมเปญ “GEN to GEN #Honda จากรุ่นสู่รุ่น” สำหรับครอบครัวฮอนด้าที่ต้องการเพิ่มรถยนต์คันใหม่ เมื่อออกรถ Honda HR-V e:HEV ใหม่ รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติม ดังนี้

  • ผู้ถือครองรถยนต์ฮอนด้าเดิม 1 – 4 ปี รับสิทธิพิเศษ 10,000 บาท*
  • ผู้ถือครองรถยนต์ฮอนด้าเดิมตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป รับสิทธิพิเศษ 15,000 บาท*
  • หากถือครองรถยนต์ฮอนด้ามากกว่า 1 คัน รับเพิ่มอีก 5,000 บาท รวมมูลค่าสูงสุด 20,000 บาท*
  • รถยนต์ฮอนด้าคันเดิมรับ Service e-Coupon เพิ่มอีก 3,000 บาท* สำหรับซื้อผลิตภัณฑ์หรือใช้บริการที่ศูนย์บริการฮอนด้าทั่วประเทศ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า
24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777

อัปเดตทุกข่าวสาร ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมล่าสุด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวได้ที่

  • เว็บไซต์: honda.co.th
  • Facebook Official Account: Honda Thailand
  • LINE Official Account: @honda-thailand

 

“XPENG L03” เอสยูวีไฟฟ้าสปอร์ตคูเป้ นวัตกรรม AI รุ่นล่าสุด

0
XPENG L03 1

XPENG L03 ยนตรกรรม AI ในรูปแบบเอสยูวีฟ้าที่โดดเด่นด้านการออกแบบ โดยมีปัญญาประดิษฐ์เป็นต้นทางแห่งกรพัฒนา เส้นสายที่ดูพลิ้วไหว พร้อมการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับเรื่องแอโรไดนามิค ทำให้มค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทางต่ำเพียง 0.228 ซึ่งเป็นที่มาของระยะทางที่เพิ่มขึ้นกว่า 50 กม. เตรียมเคาะราคาและจัดจำหน่ายด้วยกันถึง 3 รุ่นย่อย ได้แก่

XPENG L03 2

– XPENG L03 รุ่น Standard Range Plus

– XPENG L03 รุ่น Long Range Plus

– XPENG L03 รุ่น Long Range Ultra

จากเส้นสายงานดีไซน์ที่ทันสมัย นอกจากได้ค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทางต่ำ ยังมีภาคประกอบอีกหลายส่วนที่ล้วนเป้นไฮไลท์เด่น ได้แก่

XPENG L03 3

– โครงสร้างตัวถังมาตรฐานเดียวกับยุโรป

–  ไฟหน้า Starship

– ไฟท้าย Full-Width Star-Ring พาดยาวเต็มพื้นที่

– ล้อ 18 นิ้ว 225/60R18

– ล้อ 20 นิ้ว 245/45R20 (รุ่น Long Range Ultra)

XPENG L03 4

มิติตัวถัง XPENG L03

– ความยาว 4,650 มม.

– ความกว้าง 1,920 มม.

– ความสูง 1,600 มม.

– ระยะฐานล้อ 2,850 มม.

– ช่องเก็บสัมภาระใต้ฝากระโปรงหน้า 102 ลิตร

– พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลัง 539 ลิตร

– เมื่อพับเบาะทั้งหมด 1,640 ลิตร

ห้องโดยสรกว้างมาก ยิ่งในส่วนของแถว 2 เรียกว่านั่งสบายสุด วัสดุเป็น Soft Touch ไฟ Amblient Light 256 เฉดสี  และระบบอินโฟเทนเมนท์ที่เหนือชั้น อาทิ

XPENG L03 5

– โทนสีเทาเข้ม (Dark Gray)

– Flow Cabin เชื่อมโยงเส้นสายของแดชบอร์ด

– ไฟสร้างบรรยากาศแบบโอบล้อม ปรับได้ 256 เฉดสี

– หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 8.88 นิ้ว

– หน้าจออินโฟเทนเมนท์ขนาด 15.6 นิ้ว

– รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto ไร้สาย

– Head-Up Display ขนาด 26.8 นิ้ว

– ใช้วัสดุ Soft-Touch กว่า 70% ของพื้นผิวห้องโดยสาร

– จุดติดตั้งอุปกรณ์เสริมแบบเกลียว

– จุดติดตั้งอุปกรณ์เสริมแบบแม่เหล็ก

– ล่าโพง XOPERA 20 ด่าแหน่ง (รุ่น Long Range Ultra)

– ฟังก์ขันนวดเบาะนั่งคู่หน้า (รุ่น Long Range Ultra)

– ระบบลดเสียงรบกวนจากพื้นถนน (RNC)

– กล้องส่องผู้โดยสาร (รุ่น Long Range Ultra)

– ลิ้นชักใต้เบาะหลังขนาด 10 ลิตร

– เบาะนั่งแถวสองพับแยกอิสระ 40:20:40

– ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง

XPENG L03 6

สำหรับสานเทคโนโลยีตัวจริงจะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีใหม่ที่เหนือชั้น แถมทำงานได้ราบลื่น และสะดวกสบาย ประกอบไปด้วย ฟีเจอร์เด่นดังนี้

– TURING AI Chip 3 ตัว (เฉพาะรุ่น Long Range Ultra)

– รุ่นแรกที่ใช้ซอฟต์แวร์ XOS เวอร์ชัน 6

– Head-Up Display ขนาดเทียบเท่า 26.8 นิ้ว

– มอเตอร์เดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลัง RWD พละกำลัง 245 แรงม้า แรงบิด 264 นิวตัน-เมตร

– รุ่น Standard Range แบตเตอรี่ 58.3kWh วิ่งได้ 530 กม.

– รุ่น Long Range แบตเตอรี่ 71.2kWh วิ่งได้ 600 กม.

– รุ่น Long Range Ultra แบตเตอรี่ 71.2kWh วิ่งได้ 560 กม.

– ชาร์จ DC 10-80% ภายใน 20 นาที

– รองรับกำลังไฟ 193kW (รุ่น Standard Range Plus)

– รองรับกำลังไฟ 236kW

ด้านความปลอดภัยหายห่วง การพัฒนาซอฟแวร์ทำให้ใช้งานฟีเจอร์ทันสมัยที่พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ ทำได้ง่าย และมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย

– ใช้ซอฟด์แวร์ XOS เวอร์ชัน 6 เป็นรุ่นแรก

– ระบบนำทางใช้ข้อมูลจาก Google Maps

– ระบบช่วยเหลือการขับขี่ XPILOT Driving

– ระบบควบคุมความเร็วอัดโนมัติแบบแปรผัน (ACC)

– ระบบควบคุมรถให้อยู่กลางเลน (LCC)

– ระบบช่วยเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ (ALC)

– ระบบควบคุมการเข้าโค้งแบบแปรผัน (ATC)

– ระบบเดือนและจำกัดความเร็วอัจฉริยะ (SAS)

– ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ XPILOT Parking

ㆍ ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ (APA)

ㆍ ระบบช่วยจอดอัดโนมัติจากระยะไกล (RPA)

– ระบบเดินหน้า-ถอยหลังในแนวดรงจากระยะไกล (RVS)

– ระบบช่วยจอดแบบกำหนดดำแหน่งจอดเอง

– ระบบความปลอดภัย XPILOT Safety

– ระบบเดือนและช่วยเบรกฉุกเฉินอัดโนมัติ (FCW/AEB)

– ระบบเดือนมุมอับสายตา (BSD)

– ระบบแสดงภาพมุมอับสายดา (BSV)

– ระบบเดือนและควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LDW/LKA/ELK)

– ระบบความปลอดภัยด้านข้าง (DOW/RCW/RCTA)

XPENG L03 7

XPENG L03 ยนตรกรรมปัญญาประดิษฐ์รุ่นล่าสุด ขะใควาใมโดดเด่นอะไรบ้าง ไว้ลองขับแล้วจะมาเล่าให้ฟังใหม่ ใครที่สนใจ 18 ส.ค. นี้ เปิดราคาพร้อมจำหน่ายกับ 4 สีที่นำเข้ามาทำตลาด ม่วง Phantom Purple,เทา Rock Grey, ขาว Arctic White และ ดำ Midnight Black

 

 

“ฟอร์ด” ป้องกันแชมป์สำเร็จ ในการแข่งออฟโรดสุดโหด AXCR รุ่น T2A รถกระบะแร็พเตอร์ยืนโพเดียมทั้ง 2 คัน ตอกย้ำความแกร่งตัวจริง

0
Ford 1

ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง (FTR) และฟีลลิค อินโนเวชั่น มอเตอร์สปอร์ต ร่วมประกาศชัยชนะหลังป้องกันแชมป์ปีที่ 2 ได้สำเร็จจากการแข่งขันเอเชีย ครอส คันทรี่ แรลลี่ หรือ AXCR (Asia Cross Country Rally) รุ่น T2A หรือโปรดักชัน เอเชีย หลังรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ หมายเลข 103 ขับและนำทางโดย เบลีย์ โคล และเพื่อน-ศิณพพงศ์ ไตรรัตน์ คว้าถ้วยรางวัลอันดับที่ 1 ในคลาส ขณะที่ ไมเคิล ฟรีแมน และไชยยา ชมมาลี พารถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ หมายเลข 121 เข้าเส้นชัยทำเวลาดีเยี่ยม คว้าถ้วยรางวัลอันดับที่ 2 ในคลาส ยืนโพเดียมคู่ ความสำเร็จครั้งนี้ทำให้ทีมแข่งได้รับรางวัลชนะเลิศประเภททีมไปอีก 1 รางวัล สะท้อนความสำเร็จจากสปิริตการทำงานร่วมกันระหว่างทีมวิศวกรโรงงานฟอร์ด ช่างเทคนิค นักแข่ง-ผู้นำทาง และทีมงาน ที่พร้อมฝ่าฟันทุกอุปสรรคความท้าทายบนเส้นทางสมบุกสมบันกว่า 2,000 กิโลเมตร ระหว่างวันที่ 9 – 15 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ตอกย้ำความ ‘แกร่งตัวจริงต้อง ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์’

Ford 2

รถแข่ง ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ หมายเลข 103 เปิดฉากการแข่งขันใน Leg 1 ได้อย่างเร้าใจ ด้วยการจบในอันดับที่ 2 รุ่น T2A ขณะที่รถแข่ง ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ หมายเลข 121 ตามมาติด ๆ ในอันดับที่ 3 รุ่น T2A   และยังรักษาผลงานอยู่ในกลุ่มผู้นำได้อย่างต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญกับสภาพเส้นทางสุดโหด ความซับซ้อนในการนำทาง และอุปสรรคมากมาย ใน Leg 3-4 รถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ทั้ง 2 คัน ฝ่าความท้าทายและการขับเคี่ยวกับคู่แข่งได้อย่างน่าตื่นเต้น ในช่วงท้ายของการแข่งขัน AXCR ทีมฟอร์ด-ฟีลลิค อินโนเวชั่น มอเตอร์สปอร์ต ได้เดินกลยุทธ์การแข่งที่ดุดันมากขึ้นโดยมีจุดแข็งในเรื่องของการเตรียมความพร้อมของสภาพรถที่สมบูรณ์จากทีมช่างและวิศวกร ทำให้กลับมาโชว์ฟอร์มโดดเด่นใน Leg 5 ที่รถหมายเลข 103 ทำเวลาไต่ขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 1 รุ่น T2A และอันดับ 5 Overall ส่วนรถหมายเลข 121 อยู่ในอันดับ 3 รุ่น T2A ส่งผลให้ตลอดการแข่ง 5 วัน อันดับบนตารางของรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ทั้ง 2 คัน ขยับขึ้น สำหรับการแข่งขันวันสุดท้าย Leg 6 ที่จังหวัดพิษณุโลก รถแข่ง ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ทั้ง 2 คันที่เข้าสู่สนามในสภาพที่พร้อมเต็มที่ ผสานกับทักษะการขับอย่างมีชั้นเชิงของนักแข่ง และความแม่นยำของผู้นำทาง ทำให้เกาะติดคู่แข่งอย่างเหนียวแน่น ก่อนที่รถหมายเลข 103 เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1 คว้าแชมป์รุ่น T2A ได้สำเร็จติดต่อกันเป็นปีที่ 2 และอยู่ในอันดับ 5 Overall ขณะที่รถหมายเลข 121 เข้าเส้นชัยรับรางวัลอันดับ 2 รุ่น T2A และอันดับ 7 Overall ยืนโพเดียมพร้อมกัน 2 คัน ได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

Ford  3

“การแข่งขันในปีนี้มีความท้าทายทุกช่วงการแข่งขัน เราต้องรักษาสมาธิและบริหารทั้งความเร็ว สภาพรถ และควบคุมรถให้เหมาะสมกับสภาพพื้นผิวที่แตกต่างกันในแต่ละจังหวัดตลอดการแข่งขัน ชัยชนะที่ได้รับในครั้งนี้ จะเป็นไปไม่ได้เลยหากขาดทีมวิศวกร และทีมช่างที่ทุ่มเททำงานอย่างไม่หยุดยั้งในการบำรุงรักษารถให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์หลังการแข่งทุกวัน รวมถึงทีมงานทุกคนที่คอยให้การสนับสนุนแม้ต้องเผชิญอุปสรรคระหว่างทางมากมาย นั่นจึงทำให้พวกเราภูมิใจเป็นอย่างมากกับความสำเร็จในครั้งนี้ครับ” เบลีย์ โคล กล่าว

Ford  4

หลังจากการฝ่าฟันการแข่งขันระยะทางรวมกว่า 2,000 กิโลเมตร เริ่มต้นจากพัทยา สู่พื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ขึ้นไปทางทิศเหนือของประเทศไทยซึ่งขึ้นชื่อเรื่องลักษณะทางภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยหินภูเขา ได้แก่ จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดกำแพงเพชร ก่อนสิ้นสุดการแข่งขันที่จังหวัดพิษณุโลก ทีมแข่งฟอร์ด-ฟีลลิค อินโนเวชั่น มอเตอร์สปอร์ต ได้ตอกย้ำสมรรถนะและความทนทานของรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ซึ่งพัฒนาจากรถโปรดักชันมาตรฐานโรงงาน ลุยบททดสอบฝ่าสภาพเส้นทางที่หลากหลาย ทั้งทางลาดยาง ทางกรวด เส้นทางโคลน แอ่งน้ำ ทางหิน และพื้นผิวขรุขระ รวมถึงสภาพอากาศที่ไม่แน่นอนในฤดูฝน โดยอาศัยความคร่ำหวอดบนเส้นทางออฟโรด การประสานงานแบบเรียลไทม์ระหว่างผู้ขับกับผู้นำทาง ตลอดจนประสิทธิภาพในการวางแผนและสนับสนุนการแข่งขันของทีมวิศวกรฟอร์ดเพื่อฝ่าฟันสถานการณ์เฉพาะหน้ามากมาย

“เส้นทางของเอเชีย ครอส คันทรี่ แรลลี่ ต้องอาศัยทั้งความแม่นยำ การตัดสินใจแก้ไขสถานการณ์ที่รวดเร็ว และความไว้วางใจระหว่างนักแข่งกับผู้นำทาง ชัยชนะครั้งนี้เกิดจากการทำงานร่วมกันของคนทั้งทีม เราภูมิใจที่สามารถพาฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ผ่านทุกความท้าทาย พิสูจน์ความแกร่งตัวจริงและคว้าชัยชนะตามเป้าหมาย” ศิณพพงศ์ ไตรรัตน์ กล่าวเสริม

Ford 6

ด้านฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ หมายเลข 121 ที่ขับโดยไมเคิล ฟรีแมน และไชยยา ชมมาลี เข้าแข่งขันรายการนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ เข้าเส้นชัยในอันดับ 2 รุ่น T2A อยู่ในอันดับที่ 7 Overall ส่งผลให้รถแข่งฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์คว้าตำแหน่งบนโพเดียมรุ่น T2A ได้ทั้งสองคัน นอกจากนี้ ทีมฟอร์ด-ฟีลลิค อินโนเวชั่น มอเตอร์สปอร์ต ยังได้รับถ้วยรางวัลชนะเลิศประเภททีมเป็นครั้งแรกของการเข้าร่วมแข่งขันเอเชีย ครอส คันทรี่ แรลลี่ ตั้งแต่ปี 2566 อีกด้วย

Ford 7

“ขอแสดงความยินดีกับทีม ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง และฟีลลิค อินโนเวชั่น มอเตอร์สปอร์ตเป็นอย่างยิ่งที่ป้องกันแชมป์ฝ่าอุปสรรคในสนามได้อย่างสมบุกสมบันเป็นปีที่ 2 ความสำเร็จในครั้งนี้ เป็นข้อพิสูจน์ที่เด่นชัดถึงการทำงานเป็นทีมและการนำประสบการณ์จากสนามจริงตลอด 3 ปีที่ผ่านมา มาปรับใช้ได้อย่างดีเยี่ยม รวมถึงทักษะในสนามของทั้งนักแข่งและผู้นำทางที่ต้องใช้ไหวพริบและการแก้ไขสถานการณ์ที่รวดเร็วตลอดช่วงการแข่งขัน ชัยชนะที่ต่อเนื่องจากสนามออฟโรดระดับนานาชาติ รุ่นโปรดักชัน เอเชียนี้ เน้นย้ำศักยภาพของรถ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ที่พัฒนาจากรถมาตรฐานโรงงานเดียวกับที่ส่งมอบให้ลูกค้า ทั้งในเรื่องของความทนทานที่ต้องแข่งขันเป็นเวลานาน รวมถึงสมรรถนะเครื่องยนต์ที่เอาชนะความท้าทายหลายรูปแบบในสนามแข่งได้ ต้องขอขอบคุณนักแข่ง วิศวกรโรงงานฟอร์ด และทีมงานทุกท่านที่เป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จนี้” นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

รถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ในสนามแข่งเอเชีย ครอส คันทรี่ แรลลี่ พัฒนาต่อยอดจากรถโปรดักชันมาตรฐานเดียวกันกับรถที่จำหน่ายให้แก่ลูกค้า พิเศษ! ลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของรถ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร รับข้อเสนอสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ส่วนลด 240,000 บาท จากราคา 1,814,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ฟอร์ดพร้อมมอบความอุ่นใจในการเป็นเจ้าของรถด้วยโปรแกรม Ford Care รับประกันคุณภาพรถยนต์นาน 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)

 

 

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย” เปิดประสบการณ์พิเศษติดขอบสนาม! พาลูกค้าเชียร์ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ลุยภารกิจคว้าแชมป์สมัยที่ 2 ติดต่อกัน ในพิธีเปิดการแข่งขัน เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2026

0
มิตซูบิชิ 1

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ปลุกจิตวิญญาณแห่งมอเตอร์สปอร์ต! จัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟพาลูกค้าคนสำคัญร่วมเป็นสักขีพยานความยิ่งใหญ่ ส่งแรงเชียร์ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต คว้าแชมป์สมัยที่ 2 ติดต่อกัน ในพิธีเปิดการแข่งขันเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2026 (Asia Cross Country Rally 2026 (AXCR 2026)) อย่างเป็นทางการ ณ Walking Street ใจกลางเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา ตอกย้ำความมุ่งมั่นของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในการนำดีเอ็นเอแห่งมอเตอร์สปอร์ตอันทรงพลังมาถ่ายทอดเป็นประสบการณ์ที่เข้าถึงได้จริง และเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับลูกค้าอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น

มิตซูบิชิ 2

นางสาวริสึโคะ คาเนะโคะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานบริหารประสบการณ์ลูกค้าและนวัตกรรมการบริการ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับมิตซูบิชิ มอเตอร์ส มอเตอร์สปอร์ตไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการไขว่คว้าชัยชนะในการแข่งขัน แต่คือการแบ่งปันความหลงใหลร่วมกับลูกค้าของเรา กิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟในปีนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ด้วยการเปิดประตูให้ลูกค้าได้เข้าใกล้กับโลกของมอเตอร์สปอร์ตมากยิ่งขึ้น และสัมผัสความแข็งแกร่งของรถยนต์มิตซูบิชิ ที่เกิดจากการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง และความไม่ย่อท้อต่อทุกขีดจำกัด พร้อมส่งแรงเชียร์ให้ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต คว้าแชมป์ติดต่อกันเป็นสมัยที่ 2

มิตซูบิชิ 3

นอกจากนี้ การแข่งขันเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ ยังเป็นเวทีให้เราได้ทดลองระบบและเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อนำประสบการณ์และความรู้จากสนามแข่งมาต่อยอดสู่การพัฒนารถยนต์ที่ผลิตเพื่อจำหน่ายจริง โดยเฉพาะ ออล-นิวมิตซูบิชิ ปาเจโร ที่เตรียมเปิดตัวในไตรมาสที่ 3 นี้ เพราะสมรรถนะ ความทนทาน และความพร้อมในการก้าวข้ามทุกความท้าทาย คือคุณค่าที่เราตั้งใจส่งมอบผ่านทุกผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างความมั่นใจและความเร้าใจ ให้ลูกค้าได้ ‘Enjoy The Ride จอยได้ทุกเส้นทาง’

มิตซูบิชิ 4

สำหรับลูกค้าที่เข้าร่วมกิจกรรมทั้ง 15 ครอบครัว 35 ท่าน จะได้รับประสบการณ์ติดขอบสนามอย่างเต็มอิ่ม ตั้งแต่การร่วมเป็นส่วนหนึ่งในพิธีเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของแฟนมอเตอร์สปอร์ต ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ตลอดจนการพบปะกระทบไหล่กับทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต และสัมผัสรถแข่งมิตซูบิชิ ไทรทัน แรลลี่คาร์ อย่างใกล้ชิด ภายใต้การดูแลต้อนรับแบบเอ็กซ์คลูซีฟด้วยที่พักระดับพรีเมียม อาหารเลิศรสและของที่ระลึก เอเอ็กซ์ซีอาร์ ลิมิเต็ดอิดิชัน

นายพณปภัส เชิดชู และ นางสาวขนิษฐา จิตนิยม ลูกค้าที่เข้าร่วมกิจกรรม เจ้าของรถยนต์ มิตซูบิชิ
เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี
กล่าวว่า “การได้มายืนติดขอบสนามเป็นครั้งที่สองกับมิตซูบิชิยังคงรู้สึกประทับใจมากเหมือนเดิม เพราะเป็นแฟนมอเตอร์สปอร์ตอยู่แล้ว การได้มาสัมผัสบรรยากาศเอ็กซ์คลูซีฟแบบนี้ และได้รับการดูแลจากทางแบรนด์เป็นอย่างดี ทำให้รู้สึกว่ามิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับลูกค้า และตั้งใจมอบประสบการณ์ดี ๆ กลับคืนให้กับลูกค้าอย่างแท้จริง และอยากให้มีกิจกรรมดี ๆ แบบนี้ต่อไป ปีหน้ามาอีกแน่นอน!”

 มิตซูบิชิ 3นายฐนานนท์ กฤษสุทธิกุล อีกหนึ่งลูกค้าที่เข้าร่วมกิจกรรม เจ้าของรถยนต์ มิตซูบิชิ ปาเจโร อีโวลูชัน
กล่าวว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาร่วมการแข่งขัน เอเอ็กซ์ซีอาร์ กับทางแบรนด์ และรู้สึกว่าเป็นกิจกรรมที่สนุกมาก การได้เห็นความแข็งแกร่งของไทรทัน แรลลี่คาร์ รวมถึงการได้รู้ว่ามิตซูบิชินำความรู้จากสนามแข่งมาใช้ต่อยอดในการพัฒนารถยนต์ ยิ่งทำให้ผมมั่นใจและไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ของมิตซูบิชิมากขึ้นไปอีก ส่วนตัวแล้ว ผมเป็นแฟนคลับและใช้ ปาเจโรมานานประสบการณ์ในครั้งนี้จึงยิ่งทำให้ผมตื่นเต้นกับปาเจโรรุ่นที่ 5 ที่กำลังมาถึง และตั้งตารอที่จะได้เป็นเจ้าของในเร็ว ๆ นี้ครับ”

มิตซูบิชิ 5

การแข่งขันเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ เป็นการแข่งขันแรลลี่ข้ามประเทศรายการใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-15 สิงหาคม 2569 โดยเริ่มต้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ก่อนมุ่งหน้าขึ้นเหนือผ่านจังหวัดปราจีนบุรี นครสวรรค์ กำแพงเพชร และสิ้นสุดลงที่จังหวัดพิษณุโลก รวมระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตรทั่วประเทศไทย ซึ่งการแข่งขันในปีนี้มีรถเข้าร่วมทั้งหมด 79 คัน แบ่งเป็นรถยนต์ 43 คัน และรถจักรยานยนต์ 36 คัน

มิตซูบิชิ 6

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ขอเชิญชวนแฟน ๆ ร่วมส่งแรงเชียร์ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ในภารกิจรักษาแชมป์ครั้งนี้ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการ

Facebook: https://www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH

YouTube: https://www.youtube.com/@MitsubishiMotorsTh

เว็บไซต์พิเศษของ AXCR 2026: https://www.mitsubishi-motors.co.th/th/axcr2026 

เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ AXCR 2026: https://asiacrosscountryrally.com/index.html