Home Blog

นิสสัน ประกาศการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงในภูมิภาคอาเซียน

0

นิสสันประกาศการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงในภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทย และประเทศฟิลิปปินส์ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

โทชิฮิโระ ฟูจิคิ  (Toshihiro Fujiki) ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธาน นิสสัน อาเซียน และ นิสสัน ประเทศไทย ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง Corporate Executive, Global Aftersales บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น โดยจะรายงานตรงต่อ กีโยม การ์ติเยร์ (Guillaume Cartier) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารผลการการปฎิบัติงาน (Chief Performance Officer) บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด

มาซาโอะ สึสึมิ (Masao Tsutsumi) ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธาน นิสสัน ฟิลิปปินส์ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ประธาน นิสสัน อาเซียน และ นิสสัน ประเทศไทย จะประจำอยู่ที่ประเทศไทย โดยจะรายงานตรงต่อ โชเฮย์ ยามาซากิ (Shohei Yamazaki) ประธานคณะกรรมการบริหารประจำภูมิภาค ญี่ปุ่น/อาเซียน และ AFL (Chairperson of the Management Committee for Japan/ASEAN & AFL) บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด

ในบทบาท และหน้าที่ใหม่ สึสึมิ จะรับผิดชอบ ดูแลธุรกิจของนิสสันทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียนรวมถึงไต้หวัน พร้อมนำทีมงานจากนานาชาติที่มีความหลากหลายในภูมิภาค รวมถึงฝ่ายผลิต และศูนย์วิจัย และพัฒนา (R&D) ของนิสสันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทย

การแต่งตั้งครั้งนี้นับเป็นการมาปฏิบัติงานในประเทศไทยเป็นครั้งที่สองของสึสึมิ โดยก่อนหน้านี้ สึสึมิเคยใช้เวลา 4 ปี ในประเทศไทย ในตำแหน่งรองประธานอาวุโส นิสสัน ประเทศไทย ดูแลสายงานการตลาด การขาย และงานด้านอื่น ๆ นอกเหนือจากด้านการผลิต (Non‑Monozukuri)

สึสึมิ มีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ในด้านการตลาด การสร้างแบรนด์ การขาย และบริการหลังการขาย ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ สินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงธุรกิจอาหาร และบริการ สึสึมิเข้าร่วมงานกับนิสสัน ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2561 ในสายงานกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ และการสื่อสารการตลาด และเริ่มรับผิดชอบตลาดอาเซียนในปี 2564 โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาสังคมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยฮิโตสึบาชิ ประเทศญี่ปุ่น

โยชิโนริ คานาซาวะ (Yoshinori Kanazawa) ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ หน่วยธุรกิจผู้นำเข้า นิสสัน อาเซียน และกรรมการผู้จัดการ นิสสัน สิงคโปร์ อินเตอร์เนชันแนล โดยประจำอยู่ที่ประเทศไทย จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ประธาน นิสสัน ฟิลิปปินส์ โดยประจำอยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์ และจะรายงานตรงต่อ มาซาโอะ สึสึมิ ประธาน นิสสัน อาเซียน และ นิสสัน ประเทศไทย ทั้งนี้ การเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการของคานาซาวะ จะมีขึ้นภายหลังจากผ่านคุณสมบัติตามกฎหมายของประเทศฟิลิปปินส์ และได้รับการยืนยัน และเลือกตั้งจากคณะกรรมการบริษัท นิสสัน ฟิลิปปินส์

อายาโกะ นากามูระ (Ayako Nakamura) ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้จัดการทั่วไป สายงานการตลาด และการขายในระดับโลก นิสสัน มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ หน่วยธุรกิจผู้นำเข้า นิสสัน อาเซียน และ กรรมการผู้จัดการ นิสสัน สิงคโปร์ อินเตอร์เนชันแนล โดยประจำอยู่ที่ประเทศไทย และจะรายงานตรงต่อมาซาโอะ สึสึมิ ประธานบ นิสสัน อาเซียน และ นิสสัน ประเทศไทย

เชอรี ประเทศไทย ตอบรับความต้องการของลูกค้า เปิดออปชันเปลี่ยนกระจกมองข้าง Chery V23 ฟรี!

0

เชอรี ประเทศไทย (Chery Thailand) เดินหน้ายกระดับประสบการณ์การขับขี่ของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นและประสบการณ์จากลูกค้า เพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ลูกค้าอยู่เสมอ โดย CHERY ได้เปิดออปชันการเปลี่ยนกระจกมองข้างให้ลูกค้าผู้ใช้รถ Chery V23 แบบไม่มีค่าใช้จ่าย โดยลูกค้าที่ต้องการเปลี่ยนสามารถนัดหมายเข้ารับบริการกับผู้จำหน่ายได้แล้วตั้งแต่วันนี้

มร. จิม ลี ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ เชอรี ประเทศไทย กล่าวว่า “หนึ่งในหลักแนวคิดสำหรับการบริหารธุรกิจภายใต้แบรนด์เชอรี คือ ครอบครัว โดยลูกค้าทุกคนคือสมาชิกในครอบครัว เชอรี จึงให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของลูกค้า (Customer Voice Listening) เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด CHERY เตรียมนำเสนอออปชันการเปลี่ยนกระจกมองข้างสำหรับ Chery V23 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทั้งนี้ CHERY ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 46 ล้านบาท ในการพัฒนาและปรับเปลี่ยนกระจกมองข้างครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจของแบรนด์ในการดูแลลูกค้าเสมือนสมาชิกในครอบครัว และมุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์งานบริการหลังการขายให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

จากการรับฟังเสียงของลูกค้าที่ใช้งานจริง กระจกมองข้างของ Chery V23 รุ่นใหม่จึงได้รับการออกแบบให้มีขนาดใหญ่และกว้างขึ้น ช่วยเพิ่มองศาการมองเห็นด้านข้างได้ดียิ่งขึ้นและทัศนวิสัยที่ไกลขึ้น เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้งาน และเพิ่มความสะดวกสบายรวมถึงความมั่นใจในการขับขี่

ทั้งนี้ เจ้าของรถ Chery V23 ที่ประสงค์เปลี่ยนกระจกมองข้างเป็นรุ่นใหม่ สามารถติดต่อผู้จำหน่ายใกล้บ้านเพื่อลงนัดหมายล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อเข้ารับการเปลี่ยนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ได้ตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป 

เชอรี ประเทศไทย (Chery Thailand) ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านสำหรับความไว้วางใจ และพร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ใช้งาน เพื่อพัฒนานวัตกรรมและบริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกมิติต่อไป

อีซูซุ แจ้งความคืบหน้าการดำเนินงานตามแนวคิด “โซลูชั่นส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-pathways to Carbon Neutrality)

0

อีซูซุในฐานะผู้นำรถเพื่อการพาณิชย์ของประเทศไทยเดินหน้าสนับสนุนนโยบายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของรัฐบาลไทย ตลอดจนสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวคิด “โซลูชั่นส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-pathways to Carbon Neutrality) ตั้งแต่อีซูซุได้ประกาศ อย่างเป็นทางการไปเมื่อต้นปี 2567 อีซูซุได้ทุ่มเทกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะกับการใช้งานในรูปแบบที่แตกต่างกัน  ทั้งการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ซับซ้อนและแตกต่างกัน ได้แก่

  • การเริ่มจำหน่ายรถ “อีซูซุ ดีแมคซ์ MHEV” เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2567 โดยมีกลุ่มลูกค้าในหัวเมืองใหญ่ และ ลูกค้าองค์กรเป็นหลัก
  • การเริ่มส่งออกรถปิกอัพไฟฟ้า “อีซูซุ ดีแมคซ์ EV” จากฐานการผลิตจากประเทศไทยเป็นยี่ห้อแรกไปยังยุโรปเมื่อกลางปี 2568 และการเริ่มจำหน่ายในประเทศไทยในเดือนมีนาคม 2569 นี้
  • การทดสอบรถบรรทุกไฟฟ้า “อีซูซุ เอลฟ์ อีวี” (Isuzu Elf EV)
  • การทดลองโซลูชั่นการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ในประเทศไทย เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการขนส่ง
  • และการพัฒนาไบโอดีเซลเจเนอเรชันใหม่โดยร่วมมือกับกลุ่มปตท. ในการทดสอบการใช้งานจริงกับรถเครื่องยนต์ดีเซล เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้รถ

มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “ตลอด 69 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย อีซูซุได้มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการโดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ตามแนวคิด “Isuzu Trusted Buddy” อีซูซุเคียงข้างคุณ…เคียงคู่ไทย เราเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมาโดยตลอด ทั้งการตั้งโรงงานผลิตรถอีซูซุ 2 แห่งในประเทศไทยพร้อมทั้งการลงทุนต่าง ๆ เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย  การใช้ชิ้นส่วนในประเทศในระดับสูง การส่งออกรถปิกอัพจากฐานการผลิตในประเทศไทยไปมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ถือเป็นสินค้าเมดอินไทยแลนด์ที่มีคุณภาพสูง สร้างรายได้ให้กับประเทศมหาศาล จนมีส่วนทำให้รถปิกอัพกลายเป็น “โปรดักแชมเปี้ยน” ของประเทศ สะท้อนจุดยืนในการสร้างคุณค่าทางสังคมของอีซูซุตลอดมา 

นอกจากนโยบายการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยแล้ว อีซูซุยังสนับสนุนนโยบายการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนที่รัฐได้ตั้งเป้าหมายไว้ในปี พ.ศ. 2593 (2050) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2608 (2065) ในฐานะผู้นำรถเพื่อการพาณิชย์ระดับโลก อีซูซุจึงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความเป็นกลางทางคาร์บอนสำหรับรถเพื่อการพาณิชย์โดยเฉพาะ ซึ่งมีความแตกต่างจากรถประเภทอื่น ๆ เนื่องจากวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่ต่างกัน อาทิ ความสามารถในการบรรทุก ความแข็งแกร่งทนทาน ประสิทธิภาพการขนส่ง เป็นต้น

 

จากความสำเร็จในการพัฒนารถปิกอัพยอดนิยมเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 / 3.0 Ddi MAXFORCE Euro 5 ที่ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้ว่า มีสมรรถนะสูง ประหยัดน้ำมันเป็นเยี่ยม แข็งแกร่งทนทาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ในวันนี้ อีซูซุขอแนะนำ“อีซูซุ ดีแมคซ์ EV” รถปิกอัพพลังไฟฟ้า 100% เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับลูกค้าชาวไทย รถรุ่นนี้ถือเป็นรถปิกอัพไฟฟ้ายี่ห้อแรกจากฐานการผลิตไทยไปจำหน่ายยังตลาดยุโรป ตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา การที่อีซูซุใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถปิกอัพไฟฟ้า “อีซูซุ ดีแมคซ์ EV” เป็นการตอกย้ำว่าประเทศไทยจะยังคงเป็นหนึ่งในฐานการผลิตและการลงทุนที่สำคัญที่สุด ไม่เฉพาะเรื่องผลิตภัณฑ์เท่านั้น เรายังให้ความสำคัญกับบริการหลังการขาย โดยได้เตรียมความพร้อมสำหรับ“อีซูซุ ดีแมคซ์ EV”อีกด้วย โดยมีแพคเกจซ่อมบำรุงรักษาให้ลูกค้า ฟรีค่าบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร 

ลูกค้าที่สนใจสามารถไปสัมผัสตัวจริงได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 วันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569

 

เราเชื่อมั่นในแนวคิด “โซลูชั่นส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-pathways to Carbon Neutrality) อีซูซุนำเสนอทางเลือกของระบบขับเคลื่อนอันหลากหลาย ซึ่งออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละประเทศและภูมิภาค รวมถึงสภาพการใช้งานเฉพาะของพื้นที่นั้น ๆ เรายังเชื่อมั่นว่า การใช้งานเพื่อการพาณิชย์นั้น รถปิกอัพเครื่องยนต์ดีเซล ยังคงเป็นรถที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ ในขณะที่รถประเภทอื่น ๆ เช่น รถปิกอัพไฟฟ้า จะเป็นทางเลือกสำหรับลูกค้าเฉพาะกลุ่มเท่านั้น สำหรับโครงการสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนอื่น ๆ ของอีซูซุนั้น กำลังดำเนินการตามแผนที่เคยประกาศไว้ ทั้งรถบรรทุก และน้ำมันทางเลือกใหม่ ซึ่งเราจะมาแจ้งให้ทราบถึงความคืบหน้าเป็นระยะ”

นอกจากในประเทศไทยแล้ว อีซุซุยังมีการลงทุนในศูนย์พัฒนาและทดสอบยานยนต์ไฟฟ้า “The EARTH Lab” ที่เมืองฟูจิซาวะ ประเทศญี่ปุ่น การทดสอบรถบรรทุกไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน การสร้างสนามทดสอบรถขับเคลื่อนอัตโนมัติไร้คนขับที่สนามทดสอบรถอีซูซุ ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น (ISUZU HOKKAIDO PROVING GROUND) รวมถึงการพัฒนายานยนต์ไร้คนขับรุ่นใหม่ในรถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์เพื่อนำมาใช้ในการทดสอบ ซึ่งได้ผ่านการวิ่งระยะทางรวมแล้วกว่า 150,000 กิโลเมตร ในสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น นับตั้งแต่เริ่มการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบในช่วงต้นปีที่ผ่านมา และได้ดำเนินการทดสอบการขับขี่อัตโนมัติเพื่อการใช้งานจริงเชิงธุรกิจบนถนนสาธารณะสำหรับเส้นทางโลจิสติกส์ของอีซูซุในประเทศญี่ปุ่นแล้วในต้นปีนี้ ตามแนวคิด “โซลูชั่นส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-pathways to Carbon Neutrality)…ตลอดระยะเวลา 69 ปี ของการดำเนินธุรกิจอีซูซุในประเทศไทย อีซูซุไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาผ่านนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยเดินหน้ามุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนตามที่ได้ตั้งไว้ ในฐานะนิติบุคคลที่ดีเสมอมาภายใต้ปรัชญาการดำเนินธุรกิจของอีซูซุในประเทศไทย “วิถีอีซูซุ” (Isuzu Spirit) – – ผู้ใช้สุขใจ เพิ่มพูนรายได้ ช่วยให้สังคมพัฒนา”

เปิดค่ายลมหายใจไร้มลทิน ประจำปี 2569 เดินหน้าขยายเครือข่าย สร้างความซื่อสัตย์สุจริต

0
_cuva

ชไมพร ปภัสร์พงษ์ ผู้อำนวยการ มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน ร่วมมือจัดงานค่ายลมหายใจไร้มลทิน ประจำปี 2569 โดยมี อภิญญา ชมภูมาศ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวเปิดงาน โดยมีเครือข่ายเยาวชนลมหายใจไร้มลทินเข้าร่วมกว่า 60 คน สำหรับการอบรมนี้จะเสริมสร้างความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อส่งเสริมการมีคุณธรรม จริยธรรม สร้างความซื่อสัตย์สุจริต และเรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตให้กับเด็ก และเยาวชน ณ โรงแรมตรัง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 12-14 มีนาคม 2569

ผู้สนใจสามารถติดตามกิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิ “ลมหายใจไร้มลทิน” ได้ที่ lomhaijai.org dcy.go.th และ facebook.com/LomhaijaiFoundation

ฮอนด้า พาร์ทเนอร์ที่คุณมั่นใจตลอดการใช้งาน “อะไหล่พร้อม ศูนย์บริการพร้อม ความพร้อมที่คุณเชื่อมั่น”

0

การตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ ไม่ใช่เพียงการมองหาพาหนะสำหรับเคลื่อนที่ แต่คือการเลือกเพื่อนร่วมทางที่มอบความมั่นใจว่าจะอยู่เคียงข้างกันไปตลอดทุกเส้นทาง บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยเบื้องหลังความสบายใจในการใช้งานรถยนต์ฮอนด้า ผ่านรากฐานที่แข็งแรงของ Honda’s Asian Parts Center (APC) ศูนย์กลางอะไหล่ประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียของฮอนด้าซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทย “อะไหล่พร้อม ศูนย์บริการพร้อม ความพร้อมที่คุณเชื่อมั่นครอบคลุมทุกเส้นทาง” เพื่อส่งมอบรอยยิ้มและดูแลทุกการขับขี่อย่างครอบคลุม ด้วยศูนย์บริการฮอนด้ามากกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทีมช่างผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมใส่ใจดูแลครอบครัวฮอนด้าในทุกการเดินทาง

ใส่ใจดูแลด้วยความเชื่อมั่น พร้อมเคียงข้างคุณมากกว่า 20 ปี

Honda’s Asian Parts Center (APC) ศูนย์กลางอะไหล่ประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียของฮอนด้าที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 129,600 ตารางเมตร เทียบเท่าขนาดสนามฟุตบอล 18 สนาม เป็นหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการอะไหล่รถยนต์ฮอนด้า โดยอาศัยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สะสมมานานกว่า 27 ปี โดยฮอนด้าสำรองอะไหล่สำหรับรถยนต์แต่ละรุ่นกว่า 20 ปี เพื่อสร้างความมั่นใจว่ารถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่นจะได้รับการดูแลด้วยอะไหล่ที่ครบครันและครอบคลุมสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นรถรุ่นปัจจุบัน หรือรถในตำนานอย่าง Honda Civic EG และ Honda Civic EK Coupe
สปอร์ตคูเป้ยุค 90 ซึ่งฮอนด้ายังคงมีอะไหล่สำรองบางชิ้นที่เป็นอะไหล่ที่มีความต้องการใช้งานสูงของรถยนต์รุ่นนั้น
เพื่อรองรับตลอดการใช้งาน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การดูแลครอบครัวฮอนด้าไม่ได้จบลงเมื่อรถถูกส่งมอบ
แต่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี     

ดูแลทันใจ เป็นพาร์ทเนอร์ที่พร้อมอยู่เคียงข้าง

หัวใจสำคัญของการบริการหลังการขายสำหรับฮอนด้า คือการมุ่งเน้นให้รถยนต์ของลูกค้ากลับมาพร้อมใช้งานได้เร็วที่สุด ฮอนด้าจึงได้พัฒนาระบบบริหารจัดการคลังสินค้าและโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาปรับใช้เพื่อให้การเบิกจ่ายอะไหล่มีความรวมเร็วและแม่นยำ โดยวางมาตรฐานจัดส่งอะไหล่ถึงมือตัวแทนจำหน่ายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลภายใน 1 วัน และภายใน 2 วันสำหรับพื้นที่ต่างจังหวัด เพื่อให้การบริการและการซ่อมเป็นไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว

นวัตกรรมเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน สร้างสังคมปลอดมลพิษ

นอกจากนี้ ฮอนด้ายังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อสังคมที่ยั่งยืนให้แก่คนรุ่นหลัง ผ่านเป้าหมายการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 โดย Honda’s Asian Parts Center ได้นำเป้าหมายนี้มาปรับใช้ในกระบวนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรด้วยการรีไซเคิลกระดาษเหลือใช้เพื่อผลิตเป็น กระดาษรังผึ้งสำหรับบรรจุภัณฑ์ ทดแทนการใช้พลาสติกและกระดาษใหม่ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งมิติที่ฮอนด้าได้ส่งต่อความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านกระบวนการทำงาน

ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นในแบรนด์ฮอนด้าส่วนหนึ่งถูกสร้างขึ้นจากรากฐานการผลิตที่แข็งแกร่งและสร้างการเติบโตของอุตสาหกรรมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยอะไหล่ของฮอนด้ากว่า 90% ถูกผลิตขึ้นภายในประเทศไทย การใช้ชิ้นส่วนจากผู้ผลิตภายในประเทศ ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนและระบบขนส่งเท่านั้น แต่ยังทำให้ค่าเบี้ยประกันภัยของรถยนต์อยู่ในระดับที่คุ้มค่าและเข้าถึงได้ง่าย อีกทั้ง ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ พร้อมทั้งพัฒนาองค์ความรู้และทักษะให้กับบุคลากรชาวไทย เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน  

ความไว้วางใจที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

คุณวัชรรักษ์ สินทัตตโสภณ เจ้าของรถยนต์ Honda City Hatchback กล่าวด้วยความประทับใจว่า “สำหรับผม การซื้อรถหนึ่งคันเป็นเหมือนการลงทุนในระยะยาว สิ่งที่ทำให้ผมมั่นใจในฮอนด้า เพราะมีศูนย์บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และสัมผัสได้ถึงมาตรฐานการดูแลและความใส่ใจของทีมช่าง ทำให้ผมมั่นใจว่าฮอนด้าพร้อมดูแลรถไปได้ยาว ๆ ครับ”

ทางด้านคุณเขมจิรา วังกะพันธ์ เจ้าของรถยนต์ Honda Civic e:HEV ถ่ายทอดความรู้สึกว่า “ฮอนด้าเป็นเหมือนเพื่อนคู่ใจที่อยู่กับครอบครัวมานาน ตั้งแต่รุ่นคุณปู่ คุณพ่อคุณแม่ จนมาถึงรุ่นปัจจุบันค่ะ ไม่ว่าจะขับรถไปที่ไหน ก็จะเห็นศูนย์บริการในทุกพื้นที่ ทุกครั้งที่นำรถเข้าเช็กระยะ ก็สัมผัสได้ถึงมาตรฐานการดูแลและความใส่ใจของพี่ ๆ ทีมช่างที่ดูแลเราเหมือนคนในครอบครัว เป็นความผูกพันที่ส่งต่อกันมา และที่สำคัญขายต่อก็ได้ราคาดี ทำให้เรามั่นใจในการใช้รถและพร้อมที่จะฝากให้พาร์ทเนอร์อย่างฮอนด้าคอยดูแลไปตลอดการใช้งาน”

จากลูกค้ารถยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย มากกว่า 2.6 ล้านคัน ตลอดเวลากว่า 40 ปี ตอกย้ำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ฮอนด้าพร้อมส่งมอบผลิตภัณฑ์และการดูแลลูกค้าที่ดีเยี่ยมตลอดการใช้งาน ทั้งความพร้อมของอะไหล่ จากศูนย์กลางอะไหล่ระดับภูมิภาค ความเชี่ยวชาญของบุคลากร และการบริการที่เป็นเลิศของเครือข่ายศูนย์บริการและโชว์รูมที่ครอบคลุมกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ สิ่งเหล่านี้คือรากฐานสำคัญที่ทำให้ความเชื่อมั่นในแบรนด์ฮอนด้าถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่เสื่อมคลาย เพราะสำหรับฮอนด้า ลูกค้าทุกคนเปรียบเสมือนคนสำคัญในครอบครัว และฮอนด้าก็พร้อมที่จะเคียงข้างคุณในทุกการขับขี่และตลอดการใช้งาน

เทคโนโลยีอัจฉริยะ “Chery Super Hybrid” ในรถ TIGGO 8 PHEV 7 ที่นั่ง อัจฉริยะ แรง ประหยัด คุ้มค่า โอกาสสุดท้าย รีบจองก่อนปรับราคา

0

เชอรี ประเทศไทย (Chery Thailand) นำเสนอนวัตกรรมยานยนต์ยุคใหม่ผ่าน เทคโนโลยี Chery Super Hybrid (CSH) ที่ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 15 ปี ยกระดับสมรรถนะการขับขี่และการประหยัดพลังงานให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานยุคใหม่ โดยเทคโนโลยีดังกล่าวถูกติดตั้งในรถ TIGGO8 CSH ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ด้านนวัตกรรมของ CHERY อย่างชัดเจน

เทคโนโลยี Chery Super Hybrid คืออะไร

Chery Super Hybrid (CSH) คือเทคโนโลยีไฮบริดอัจฉริยะ​​ที่พัฒนาโดย CHERY ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ผสานการทำงาน 3 ส่วนประกอบหลักคือ เครื่องยนต์ไฮบริด 1.5L TGDI เจนเนอเรชั่นที่ 5 ระบบเกียร์อัจฉริยะที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ และระบบแบตเตอรี่ ให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ระบบนี้สามารถบริหารจัดการพลังงานได้อย่างชาญฉลาด โดยสลับการใช้พลังงานไฟฟ้าและเครื่องยนต์ตามสภาพการขับขี่ เพื่อให้ได้ทั้ง สมรรถนะที่ดี การประหยัดเชื้อเพลิง และความนุ่มนวลในการขับขี่

ทำไม Chery Super Hybrid ตอบโจทย์การใช้งานของผู้ขับขี่

เทคโนโลยี Chery Super Hybrid (CSH) ถูกออกแบบมาเพื่อรวมข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปเข้าด้วยกัน ทำให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าในหลายด้าน ระบบมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยให้การออกตัวและการเร่งแซงมีความรวดเร็ว ขณะที่เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพการเผาไหม้สูงสุดถึงมีประสิทธิภาพการเผาไหม้สูงสุดถึง 44.5% และทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้ายังช่วยเสริมการเดินทางในระยะไกล ระบบยังสามารถแปรผันและนำพลังงานกลับมาจัดเก็บในแบตเตอรี่ได้สูงถึง 98.5% ซึ่งถือเป็นประสิทธิภาพระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม เหมาะกับชีวิตประจำวันนอกเหนือจากช่วยประหยัดค่าเชื้อเพลิง ผู้ใช้งานยังสามารถเดินทางได้ไกลโดยไม่ต้องกังวลเรื่องสถานีชาร์จ

Chery Super Hybrid ใน TIGGO 8 CSH เอกลักษณ์แห่งนวัตกรรมของ CHERY

นอกจากนี้ ระบบ Plug-in Hybrid Electric Vehicle (PHEV) ยังช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน เพราะสามารถขับขี่ได้ทั้งในโหมด EV (ไฟฟ้าล้วน) สำหรับการใช้งานในเมืองที่ต้องการประหยัดพลังงาน และโหมด HEV (ไฮบริด) สำหรับการเดินทางระยะไกล โดยผู้ใช้สามารถเลือก ชาร์จไฟจากภายนอก หรือเติมน้ำมันได้ตามความสะดวก ทำให้มีความยืดหยุ่นสูงในการใช้งานด้วยคุณสมบัตินี้ ระบบ PHEV จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคาน้ำมันมีความผันผวน เพราะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ขณะเดียวกันก็ยังคงความสะดวกในการเดินทางไกลได้อย่างไร้กังวล

โอกาสสุดท้ายของราคาพิเศษ TIGGO 8 CSH รีบจองก่อนปรับราคา

ท่านสามารถสัมผัสนวัตกรรมใหม่จาก CHERY TIGGO 8 CSH ราคาเริ่มต้นเพียง 899,000 บาทพร้อมข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจไม่ควรพลาดโอกาส รีบจองวันนี้ก่อน TIGGO 8 CSH จะปรับขึ้นราคา นอกเหนือจากยนตรกรรมคุณภาพสูง เชอรี ประเทศไทย ยังมุ่งมั่นมอบงานบริการหลังการขาย ทั้งการรับประกันคุณภาพ ศูนย์บริการและอะไหล่ที่พร้อมให้บริการลูกค้า รวมถึงเครือข่ายโชว์รูมและผู้จำหน่ายกว่า 42 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้าอุ่นใจในทุกการขับขี่

เปิดสังเวียน Isuzu Thailand Championship 2026 ระเบิดศึกมวยคาดเชือก 6 ภูมิภาคทั่วไทย ชิงรางวัลรถปิกอัพอีซูซุ 3 คัน มูลค่ากว่า 2.3 ล้านบาท

0

บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด โดย มร. นาโอยะ เซะงูจิ รองกรรมการผู้จัดการ เป็นประธานในพิธีเปิดสังเวียนแห่งเกียรติยศ ในศึก “Isuzu Thailand Championship 2026 ซึ่งเป็นการยกระดับตำนานมวยไทย “ศึกอีซูซุคัพ” ให้มีความทันสมัยและดุดันยิ่งขึ้น โดยยังคงเดินหน้าเฟ้นหานักมวยเลือดใหม่ ผ่านการชิงชัยในรูปแบบทีม 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ รวม 18 ยอดนักชก ผลักดันมวยไทยให้ไประดับสากล พร้อมถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข็มขัดแชมป์ รถปิกอัพ อีซูซุ ดีแมคซ์ 2.2 Ddi MAXFORCE เกียร์อัตโนมัติ ทั้งหมด 3 คัน และเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 2.3 ล้านบาท ผู้ชนะยังได้รับสิทธิ์สำคัญในการเป็นตัวแทนประเทศไทยก้าวสู่สังเวียนระดับโลกอย่าง THAI FIGHT 2026 ซึ่งถือเป็นโอกาสทองในการสร้างชื่อเสียงบนเวทีนานาชาติสู่สายตาชาวโลก

สังเวียน Isuzu Thailand Championship การแข่งขันด้วยรูปแบบ “มวยไทยคาดเชือก” ศิลปะการต่อสู้ที่เข้มข้น โดยมาในระบบ “ยกทีมปะทะกัน” ภายใต้การรับรองมาตรฐานสากลจาก สมาคมกีฬามวยไทยไฟท์นานาชาติ (TFIBA) การชิงชัยในครั้งนี้เป็นการรวมพลังของนักมวยท้องถิ่นชั้นเลิศจาก 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยคัดเลือกยอดนักสู้ภูมิภาคละ 3 คน รวมทั้งสิ้น 18 ขุนพล เพื่อเป็นตัวแทนประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ในนามทีมประจำภาค ดังนี้

  1. ภาคเหนือ

พิกัด 63 กิโลกรัม : รักชัยนาท ศิษย์กำนันเหน่ง

พิกัด 65 กิโลกรัม : ร้อยป่า นายกเรดาร์ภูกระดึง

พิกัด 67 กิโลกรัม : แสนเดช พยัคฆ์ภูดิน

  1. ภาคกลาง

พิกัด 63 กิโลกรัม : เพชรน้ำหนึ่ง สีโอปอล

พิกัด 65 กิโลกรัม : ก้องนภา เกียรติพูนเกิด

พิกัด 67 กิโลกรัม : เด่นเหนือ ส.ทองภูบาล

  1. ภาคอีสานเหนือ

พิกัด 63 กิโลกรัม : วิทยายุทธ วินอุบล

พิกัด 65 กิโลกรัม : โชคนที เอสผู้ชนะสิบทิศ

พิกัด 67 กิโลกรัม : ชูทรัพย์เล็ก วีระศักดิ์เล็กมวยไทยยิม

  1. ภาคอีสานใต้

พิกัด 63 กิโลกรัม : เพชรบ้านใหม่ ส.สุนันท์

พิกัด 65 กิโลกรัม : เพชรพีรพล ผอ.อ้วนคลองหลวง

พิกัด 67 กิโลกรัม : ชาคริต ม.ราชภัฎสุรินทร์

  1. ภาคตะวันออก

พิกัด 63 กิโลกรัม : ประจัญบาน สจ.วิชิตเมืองแปดริ้ว

พิกัด 65 กิโลกรัม : คนองศึก สจ.วิชิตเมืองแปดริ้ว

พิกัด 67 กิโลกรัม : เพชรสิงหา สจ.วิชิตเมืองแปดริ้ว

  1. ภาคใต้

พิกัด 63 กิโลกรัม : ใจสิงห์ ศิษย์นายกพันธ์ศักดิ์

พิกัด 65 กิโลกรัม : ปฏักเอก เทพภาคิน

พิกัด 67 กิโลกรัม : ปฏักเหล็ก ซินบีมวยไทย

โดยในการแข่งขันรอบแรก วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2569 เป็นการพบกันระหว่างทีมภาคตะวันออกกับทีมภาคอีสานเหนือ และทีมภาคใต้กับทีมภาคกลาง โดยมีผลกรแข่งขันดังนี้

ผลการแข่งขันมวย Isuzu Thailand Championship 2026

  • คู่ที่ 1 น้ำหนัก 67 กิโลกรัม รอบแรก

ปฏักเหล็ก ซินบีมวยไทย (ทีมภาคใต้) ชนะน็อคยก 1 ชาคริต ม.ราชภัฏสุรินทร์ (ทีมภาคอีสานใต้)

  • คู่ที่ 2 น้ำหนัก 63 กิโลกรัม รอบแรก

ใจสิงห์ ศิษย์นายกพันธ์ศักดิ์ (ทีมภาคใต้) ชนะน็อคยก 2 เพชรบ้านใหม่ ส.สุนันท์ (ทีมภาคอีสานใต้)

  • คู่ที่ 3 น้ำหนัก 63 กิโลกรัม รอบแรก

ประจัญบาน สจ.วิชิตเมืองแปดริ้ว (ทีมภาคตะวันออก) แพ้น็อคยก 2 วิทยายุทธ วินอุบล (ทีมภาคอีสานเหนือ)

  • คู่ที่ 4 น้ำหนัก 65 กิโลกรัม รอบแรก

คนองศึก สจ.วิชิตเมืองแปดริ้ว (ทีมภาคตะวันออก) ชนะน็อคยก 2 โชคนที เอสผู้ชนะสิบทิศ (ทีมภาคอีสานเหนือ)

สรุปรวมผลคะแนนรอบแรก

ภาคใต้ 6 คะแนน

ภาคอีสานใต้ ยังไม่มีคะแนน

ภาคตะวันออก 3 คะแนน

ภาคอีสานเหนือ 3 คะแนน

 

สำหรับเดิมพันของผู้ชนะในศึกนี้ถือว่ายิ่งใหญ่และเปลี่ยนชีวิตนักชกอย่างแท้จริง เพราะนอกจาก   จะได้ครองถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเข็มขัดแชมป์อันทรงเกียรติแล้ว อีซูซุยัง  จัดหนักด้วยรางวัลรถปิกอัพ อีซูซุ ดีแมคซ์ 2.2 Ddi MAXFORCE เกียร์อัตโนมัติ พลังใหม่ที่กำลังเขย่าวงการยานยนต์ จำนวนถึง 3 คัน และเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 2.3 ล้านบาท พร้อมคว้าโอกาสสำคัญในการเป็นตัวแทนประเทศไทยก้าวสู่สังเวียนระดับโลกในรายการ THAI FIGHT 2026 แฟนมวยสามารถติดตามรายการ “Isuzu Thailand Championship” ทุกวันอาทิตย์ ทางช่อง PPTV HD 36 และ YouTube ช่อง THAI FIGHT OFFICIAL ตั้งแต่เวลา 18.00 – 20.00 น. ถ่ายทอดสดจาก World Siam Stadium ตะวันนา บางกะปิ

 

ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

ธนบุรีนอยสเติน ผนึกเครือข่ายผู้จำหน่าย ต่อยอดความสำเร็จ GEELY EX5 และ GEELY EX2

0

บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด ในเครือกลุ่มธนบุรี ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ จีลี่ (GEELY) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย จัดงานประชุมผู้จำหน่าย “GEELY Dealer Conference 2026” ภายใต้แนวคิด “Winning the Next Era” ตอกย้ำความสำเร็จของ GEELY EX5 และ GEELY EX2 ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้าชาวไทย พร้อมประกาศวิสัยทัศน์การยกระดับมาตรฐานบริการหลังการขาย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ ไปพร้อมกับสร้างความเชื่อมั่นของลูกค้าในระยะยาว และยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า GEELY ให้ครอบคลุมในทุกมิติ

นายณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด กล่าวว่า “ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยกำลังก้าวข้ามการแข่งขันด้านราคา สู่ยุคของการแข่งขันด้านความเชื่อมั่นอย่างแท้จริง ผู้บริโภคมองหาแบรนด์ที่ไว้วางใจได้ ทั้งในด้านคุณภาพ เทคโนโลยี และการดูแลระยะยาว ธนบุรีนอยสเติน ในฐานะผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย GEELY อย่างเป็นทางการ เรานำจุดแข็งของแบรนด์ยานยนต์คุณภาพระดับโลก ผสานกับความเข้าใจตลาดไทยอย่างลึกซึ้งและดีเอ็นเอการบริการที่เหนือระดับของกลุ่มธนบุรี เพื่อส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า GEELY ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าชาวไทย เราเชื่อมั่นว่า ‘ผลิตภัณฑ์ระดับโลก ต้องมาพร้อมการดูแลแบบไทย’ และนี่คือรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและการเติบโตอย่างยั่งยืนของ GEELY ในประเทศไทย”

ภายในงาน ธนบุรีนอยสเติน เน้นย้ำทิศทางการเติบโตของแบรนด์ในปีนี้ ผ่านหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยจะยกระดับความแข็งแกร่งในแต่ละด้านมากขึ้น ได้แก่ การต่อยอดความเชี่ยวชาญของกลุ่มธนบุรี ซึ่งมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยาวนานกว่า 85 ปี เพื่อสนับสนุนเครือข่ายผู้จำหน่ายให้สามารถเข้าถึงและเข้าใจความต้องการของลูกค้าในประเทศไทยได้อย่างลึกซึ้ง ทั้งในด้านพฤติกรรมผู้บริโภค ไลฟ์สไตล์การใช้งาน และแนวโน้มของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการต่อยอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและระบบแบตเตอรียุคใหม่ พร้อมสนับสนุนกลยุทธ์การขายและการตลาดแบบ 360 องศา เพื่อเสริมศักยภาพของดีลเลอร์ทั่วประเทศ

การชูผลิตภัณฑ์คุณภาพและนวัตกรรมระดับโลกของ GEELY ซึ่งโดดเด่นด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ก็เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ โดยในปีนี้ นอกจากการเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จของ GEELY EX5 รถอเนกประสงค์พลังงานไฟฟ้า ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ GEELY EX2 ซิตี้คาร์พลังงานไฟฟ้า ที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามนับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ธนบุรีนอยสเติน ยังมีแผนเปิดตัวยานยนต์รุ่นพิเศษ พร้อมเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดประเทศไทย เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายได้มากขึ้น

นอกจากนี้ การสร้างประสบการณ์ใช้งานที่ยอดเยี่ยมผ่านการบริการหลังการขายระดับพรีเมียม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าอย่างยั่งยืน โดยบริษัทมุ่งพัฒนาเครือข่ายศูนย์บริการให้ได้มาตรฐานระดับสากล พร้อมทีมช่างผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรม และการนำเทคโนโลยีการบำรุงรักษาที่ทันสมัยมาใช้ เพื่อมอบความพึงพอใจสูงสุดในทุกมิติ และสร้างความมั่นใจว่า GEELY จะอยู่เคียงข้างกับลูกค้าในระยะยาว

ปัจจุบัน ธนบุรีนอยสเติน ได้ขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายครอบคลุม 57 แห่งทั่วประเทศ และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 65 แห่งภายในปี 2569 นี้ เพื่อรองรับการเติบโตของฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมเปิดโชว์รูมระดับเรือธงแห่งแรกในประเทศไทยภายในปีนี้

“ความสำเร็จของ GEELY ในประเทศไทย สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างธนบุรีนอยสเตินและเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นพันธมิตรสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนการเติบโตของแบรนด์ โดยหัวใจสำคัญเหล่านี้จะยังคงเป็นแนวทางหลักในการดำเนินงานและจะเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น เพื่อขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จร่วมกันกับเครือข่ายผู้จำหน่าย ผลักดันการเติบโตของ GEELY และก้าวสู่การเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างแข็งแกร่ง” นายณรงค์ กล่าวปิดท้าย

 

สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการ GEELY ใกล้บ้าน หรือศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 02-081-9999 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.thonburineustern.com และ เฟซบุ๊ค Geely Thonburi Thailand

เอ็มจี เผย 5 จุดเด่นของ MG IM5 พร้อมให้คนไทยได้เป็นเจ้าของ

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เผย 5 จุดเด่นของ MG IM5 The First Premium Intelligent e-SEDAN” ที่เตรียมเข้ามายกระดับคุณภาพชีวิตของผู้เป็นเจ้าของด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ มาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง เทคโนโลยีการควบคุมรถอัจฉริยะ ดีไซน์สปอร์ตที่โดดเด่น คุณสมบัติการเป็นรถยนต์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง รวมถึงความมั่นใจในการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว พร้อมชวนสัมผัสและทดลองขับ MG IM5 คันจริงในงานมอเตอร์โชว์ 2026 

สำหรับ MG IM5 “The First Premium Intelligent e-SEDAN” มีเป้าหมายในการพัฒนาเพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้รถยนต์ไฟฟ้าในทุกมิติ โดย เอ็มจี ได้ถ่ายทอดความเหนือระดับของยนตรกรรมคันนี้ผ่าน 5 ไฮไลท์สำคัญของ MG IM5 ที่รวบรวมจุดเด่นทั้งด้านดีไซน์ สมรรถนะ เทคโนโลยี และมาตรฐานความปลอดภัยไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

  1. Safety is IM’s First Priority มั่นใจทุกการเดินทางด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก

หัวใจสำคัญของ เอ็มจี ที่ถ่ายทอดสู่ MG IM5 คือการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้ครอบคลุมในทุกองค์ประกอบของรถ ตั้งแต่โครงสร้างตัวถัง ระบบแบตเตอรี่ ไปจนถึงแชสซีและระบบควบคุมการเคลื่อนไหวของรถ หรือ Motion Control Safety ที่พัฒนาเพื่อเสริมการปกป้องผู้โดยสารในทุกสถานการณ์ พร้อมทำงานร่วมกับเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะ ช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้อย่างมั่นใจ โดยรถยนต์ เอ็มจี ยังได้รับการยอมรับด้านมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล ด้วยการได้รับการรับรองระดับ 5 ดาวจาก Euro NCAP ที่สำคัญ แบตเตอรี่ยังผ่านการทดสอบ Needle Puncture Test จากศูนย์ทดสอบยานยนต์แห่งชาติของจีน และได้รับการรับรอง 5 ดาว จาก China Electric Vehicle Fire Safety Index อย่างครบครันทั้งระบบแจ้งเตือนความปลอดภัย ระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน การป้องกันไฟไหม้ และการเชื่อมโยงข้อมูล พร้อมโครงสร้างป้องกันหลายชั้น ระบบระบายความร้อนประสิทธิภาพสูงลดอุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส ภายใน 30 วินาที และระบบ AI ที่ตรวจสอบการทำงานของแบตเตอรี่ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสร้างความมั่นใจและความอุ่นใจให้ผู้ใช้งานในทุกการเดินทาง

  1. Intelligent 4-Wheel Steering System พร้อมระบบ One Touch iAD พลิกนิยามการควบคุมรถให้เหนือชั้น

MG IM5 มาพร้อมระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้ออัจฉริยะ (Intelligent 4-Wheel Steering) ที่ช่วยให้การควบคุมรถคล่องตัวและแม่นยำยิ่งขึ้น ลดรัศมีวงเลี้ยวเหลือ เพียง 4.99 เมตร ทำให้การกลับรถในที่แคบหรือการขับในพื้นที่จำกัดเป็นเรื่องง่าย พร้อมเพิ่มเสถียรภาพในการเปลี่ยนเลนที่ความเร็วสูง ผสานการทำงานกับ เทคโนโลยี One Touch iAD ที่ช่วยให้การจอดรถและควบคุมการเคลื่อนตัวของรถเป็นเรื่องง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการจอดข้างทาง เข้าช่องจอด หรือถอยออกจากพื้นที่แคบ ระบบสามารถคำนวณและควบคุมการเคลื่อนรถได้อย่างแม่นยำ ช่วยคลี่คลายปัญหาที่จอดยากในชีวิตประจำวัน ให้ทุกสถานการณ์การจอดเป็นเรื่องง่าย สะดวก และมั่นใจยิ่งขึ้นสำหรับผู้ขับขี่

  1. Stunning Design ในรูปแบบ “Premium Intelligent e-SEDAN” ที่สะกดทุกสายตาในทุกมุมมอง

การดีไซน์ของ MG IM5 ถ่ายทอดความหรูหราที่ผสานพลังแห่งความสปอร์ตได้อย่างประณีต ในรูปแบบ Sport Coupe Sedan ที่โดดเด่นด้วยเส้นสายโค้งมนลื่นไหล สร้างภาพลักษณ์ที่พลิ้วไหวแต่แฝงด้วยความทรงพลัง สะท้อนเอกลักษณ์ รสนิยม และความมั่นใจของผู้ขับขี่ได้อย่างชัดเจน โดยมาพร้อมตัวถังที่มีความยาวถึง 4,931 มิลลิเมตร ซึ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์ความสง่างามและความพรีเมียมให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ทุกองค์ประกอบของตัวรถได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อสร้างความโดดเด่นในทุกมุมมอง ตั้งแต่ดีไซน์ไฟหน้าที่เสริมบุคลิกความทันสมัย ไปจนถึงไฟท้ายแบบ Skyline Taillights ที่พาดยาวตลอดแนวท้ายรถ เพิ่มมิติแห่งความล้ำสมัยและเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมเส้นสายตัวถังที่ลงตัวช่วยขับเน้นภาพลักษณ์ความพรีเมียม ทำให้ MG IM5 มีความสง่างาม และพร้อมสะกดทุกสายตาตั้งแต่แรกเห็น

  1. สถาปัตยกรรม 800V มาพร้อมแบตเตอรี่ CATL ประสิทธิภาพสูง สามารถรับกระแสไฟสูงสุด 396 kW พร้อมมอบระยะทางการขับขี่ไกลกว่า 860 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

MG IM5 ถูกพัฒนาขึ้นบนสถาปัตยกรรมไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง 800V SiC Platform ที่ออกแบบโดย SAIC MOTOR CORPORATION เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าให้สะดวกและมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยการรองรับการชาร์จพลังงานความเร็วสูง ช่วยลดระยะเวลาการรอคอย ใช้เวลาการชาร์จเพียง 15 นาที             ก็สามารถเดินทางต่อได้ไกลมากกว่า 600 กิโลเมตร มาพร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุ 100 kWh จาก CATL รองรับแรงดันไฟฟ้าสูงสุด 875 โวลต์ แผ่นปิดแบตเตอรี่ ทนความร้อนได้ถึง 1,000 องศาเซลเซียส และสารเคลือบบนเซลแบตเตอรี่ สามารถทนความร้อนได้ถึง 2,000 องศาเซลเซียส สร้างความอุ่นใจในการขับขี่และเพิ่มอิสระในการเดินทางตลอดระยะทางสูงสุดถึง 860 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC) ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในชีวิตประจำวันหรือการเดินทางระยะไกล ลดความกังวลเรื่องการชาร์จระหว่างทาง ทำให้การใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นเรื่องง่าย และสบายใจยิ่งขึ้นในทุกเส้นทาง

  1. EV LIFETIME WARRANTY ความมั่นใจที่ดูแลตลอดการใช้งาน ของ เอ็มจี

เอ็มจี ในฐานะผู้บุกเบิกและเป็นแบรนด์แรก ที่มอบการรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน หรือ EV LIFETIME WARRANTY แบบไม่ต้องซื้อเพิ่ม สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในคุณภาพ มาตรฐานการพัฒนา และความทนทานของเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมของ MG IM5 พร้อมมุ่งดูแลผู้ใช้งานในระยะยาว เพื่อให้ทุกการเป็นเจ้าของเต็มไปด้วยความมั่นใจในทุกเส้นทาง

ด้วยการผสาน ดีไซน์อันโดดเด่น สมรรถนะไฟฟ้าทรงพลัง และเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับไฮเอนด์ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว MG IM5 “The First Premium Intelligent e-SEDAN” ถ่ายทอดความประทับใจที่สะท้อนจุดเด่นของยนตรกรรมรุ่นนี้ได้อย่างครบถ้วน ไม่เพียงเป็นรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของผู้ขับขี่ยุคใหม่ที่กล้ากำหนดเส้นทางของตนเองที่พร้อมก้าวสู่อนาคตแห่งการเดินทาง เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ “มากกว่า” ในทุกมิติ ทั้งด้านดีไซน์ สมรรถนะ เทคโนโลยี และการใช้งาน ตอกย้ำภาพลักษณ์ของยนตรกรรมไฟฟ้าระดับพรีเมียมเพื่อคนรุ่นใหม่

เตรียมพบกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมข้อเสนอพิเศษได้ที่ บูธ เอ็มจี หมายเลข A08 ภายในงาน บางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 หรือ โชว์รูม เอ็มจี ทั้ง 125 แห่งทั่วประเทศ

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจี ได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

 

GWM ปักหมุดเตรียมประกาศราคา ORA 5 ทั้ง HEV และ EV พร้อมพบกับ “Secret Model” และเทคโนโลยีขุมพลังระดับโลก ในงาน Bangkok International Motor Show 2026

0

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส GWM (Thailand) เตรียมสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟน ๆ ชาวไทย หลังจากได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากการเปิดตัว GWM ORA 5 ครั้งแรกของตลาดโลกที่ประเทศไทยเมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (Bangkok International Motor Show 2026) ด้วยไฮไลต์สำคัญ กับการประกาศราคาอย่างเป็นทางการของ GWM ORA 5 ยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุด จาก GWM ที่นำเสนอทางเลือกด้านพลังงานที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ กับทางเลือกขุมพลังทั้ง EV และ HEV ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองการใช้งานและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มองหารถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ล้ำสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือผู้ที่ต้องการสมรรถนะการขับขี่ที่ผสานความประหยัดและความคล่องตัวในการใช้งานที่ยืดหยุ่นในชีวิตประจำวัน พร้อมกันนี้ GWM ยังเตรียมเผยโฉม Secret Model’ กับเซอร์ไพรส์ครั้งใหม่ที่แฟนๆ GWM คาดไม่ถึงบนเวที Motor Show ปีนี้อีกด้วย

นอกจากนี้ GWM ยังขนทัพ Technology Showcase สุดล้ำ ซึ่งรวบรวมนวัตกรรมขุมพลัง 5 รูปแบบที่ออกแบบและพัฒนาเพื่อรองรับการขับเคลื่อนแห่งอนาคต (Future Mobility) โดยประกอบด้วย กลุ่มเครื่องยนต์สันดาป (ICE) ได้แก่ เครื่องยนต์ V6 เครื่องยนต์ดีเซล 3.0T เทอร์โบเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T ; กลุ่มเครื่องยนต์ไฮบริด (Hybrid) ที่ประกอบด้วย H8 Boxer Engine ระบบ Hi4 เทคโนโลยีไฮบริดขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ เครื่องยนต์ไฮบริด 2.0T / 1.5T เจเนอเรชันใหม่ที่เน้นการประหยัดพลังงานพร้อมสมรรถนะที่มากกว่า; กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ซึ่งจัดแสดงมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทรงพลัง ทนทานสูง พร้อมระบบจัดการพลังงานมีประสิทธิภาพ; กลุ่มพลังงานไฮโดรเจน (Fuel Cell) ที่นำเสนอ Fuel Cell Engine เทคโนโลยีพลังงานสะอาดซึ่งเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นกระแสไฟฟ้าพร้อมไอเสียเป็นเพียงน้ำ และสุดท้ายคือกลุ่มรถจักรยานยนต์ระดับไฮเอนด์ นำโดย SOUO Motorcycle รถจักรยานยนต์ที่สะท้อนศักยภาพด้านวิศวกรรมของ GWM ด้วยดีไซน์พรีเมียมและเครื่องยนต์สมรรถนะสูงเพื่อประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ

สำหรับ GWM ORA 5 ซึ่งเป็นไฮไลต์สำคัญในงานมอเตอร์ โชว์ 2026 ในปีนี้ ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการทั้งความทันสมัย ความประหยัดพลังงาน และความสะดวกสบายในการใช้งานในชีวิตประจำวัน มาพร้อมดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับของ ORA ผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะและระบบความปลอดภัยที่ครบครัน ตอบสนองการใช้งานได้ทั้งในเมืองและการเดินทางระยะไกล โดยรุ่น EV มอบระยะทางการขับขี่ที่ไกลกว่าถึง 520 กิโลเมตร (NEDC) รวมถึงประสบการณ์การขับขี่ที่เงียบ นุ่มนวล และปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ ขณะที่รุ่น HEV มาพร้อมเทคโนโลยีไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านสมรรถนะและการประหยัดพลังงานได้อย่างลงตัว และสามารถเดินทางได้ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร พร้อมเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่มากถึง 18 ระบบ

เตรียมพบกับการประกาศราคา GWM ORA 5 และ Secret Model เซอร์ไพรส์ครั้งใหม่เอาใจแฟนๆ GWM ได้ในงาน Bangkok International Motor Show 2026 รอบสื่อมวลชนในวันที่ 23 มีนาคม 2569 เวลา 10.40-10.55 น. ณ บูธ GWM หมายเลข A10 ณ อาคาร Challenger Hall 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี สำหรับผู้ที่สนใจสามารถรับชมการถ่ายทอดสดบรรยากาศการแถลงข่าว ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของ GWM Thailand ทั้ง Facebook, YouTube และ TikTok ตั้งแต่เวลา 10.20 น. เป็นต้นไป สำหรับบุคคลทั่วไป สามารถสัมผัสเทคโนโลยีอันล้ำสมัยจาก GWM นำโดย GWM ORA 5 ได้ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 เวลา 12.00 – 22.00 น. (วันธรรมดา) และ 11.00 – 22.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ)