Home Blog

“PT MAXNITRON RACING SERIES 2026” เสิร์ฟไฮไลต์ “Twilight Mode” ท้าทายความมันส์นัดเปิดฤดูกาล

0
PT MAXNITRON RACING SERIES 2026 1

บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เดินหน้าสนับสนุนและผลักดันวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านการแข่งขัน “PT MAXNITRON RACING SERIES 2026” สนามที่ 1 (เรซ 1–3) ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดศึกนัดแรกอย่างยิ่งใหญ่ด้วยทัพรถแข่งเข้าร่วมชิงชัยกว่า 190 คัน รวมทุกรายการ และได้รับกระแสตอบรับอย่างท่วมท้นด้วยยอดรับชมการถ่ายทอดสดผ่านทุกแพลตฟอร์มรวมกว่า 3,038,246 วิว

PT MAXNITRON RACING SERIES 2026 2

การแข่งขันในสนามแรกประกอบด้วยรายการหลักในตระกูล Siam Series ควบคู่กับการแข่งขัน Support Race อย่าง Isuzu Challenge Thailand 2026 และ Honda One Make Race ที่ร่วมเติมสีสันและความเข้มข้นให้กับการแข่งขัน ขณะเดียวกันยังมีการรวมตัวของกลุ่ม Car Club จากหลากหลายพื้นที่ สะท้อนพลังของคอมมูนิตี้คนรักมอเตอร์สปอร์ตที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

PT MAXNITRON RACING SERIES 2026 3

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของการแข่งขันสนามเปิดฤดูกาล คือการจัดการแข่งขันในช่วงเวลาพลบค่ำ หรือ “Twilight Mode” ซึ่งสร้างความตื่นเต้นและเพิ่มมิติใหม่ให้กับการแข่งขัน ท่ามกลางบรรยากาศช่วงพระอาทิตย์ตก เพื่อให้นักแข่งได้แสดงศักยภาพและทักษะการขับขี่ภายใต้สภาพการแข่งขันที่ท้าทายยิ่งขึ้น

PT MAXNITRON RACING SERIES 2026 4

คุณฉลอง ติรไตรภูษิต ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า PTG สนับสนุนวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยอย่างยั่งยืน โดยเชื่อว่ากีฬามอเตอร์สปอร์ตเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงนักแข่ง ทีมงาน ผู้สนับสนุน และแฟนกีฬาจากหลากหลายกลุ่มเข้าด้วยกัน การแข่งขัน PT MAXNITRON RACING SERIES จึงมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยในระยะยาว ขณะเดียวกัน การจัดการแข่งขันในรูปแบบ Twilight Mode ยังช่วยเพิ่มสีสันและความตื่นเต้นให้กับการแข่งขัน พร้อมสะท้อนความตั้งใจในการพัฒนารูปแบบการแข่งขันให้มีความหลากหลายและน่าสนใจยิ่งขึ้นสำหรับทั้งนักแข่งและผู้ชม”

PT MAXNITRON RACING SERIES 2026 5

สำหรับการแข่งขัน “PT MAXNITRON RACING SERIES 2026” สนามที่ 2 (เรซ 4-5) จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-16 สิงหาคม 2569 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ โดยผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสาร ไฮไลต์การแข่งขัน และรับชมการถ่ายทอดสดผ่านช่องทาง PT Maxnitron Motorsport ได้ทาง:

Facebook: www.facebook.com/ptmaxnitronmotorsport

Instagram: www.instagram.com/pt.maxnitron.motorsport

YouTube: www.youtube.com/@ptmaxnitronmotorsport87

PT MAXNITRON RACING SERIES 2026 7

 

 

“ฟอร์ด” ยกระดับศักยภาพเยาวชนไทยกว่า 2.5 ล้านบาท ในโครงการ ‘เปลี่ยนความรู้ สู่อาชีพ’ ปีที่ 9 มอบทุนแก่ 40 นักศึกษา

0
ฟอร์ด ประเทศไทย 1

ฟอร์ด ประเทศไทย สานต่อโครงการ ‘เปลี่ยนความรู้ สู่อาชีพ’ เพื่อยกระดับทักษะและความสามารถแก่เยาวชนไทยให้มีความพร้อมสู่ตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์ ผ่านกิจกรรมมอบทุนการศึกษา ส่งมอบเครื่องยนต์ และการฝึกอบรมที่จัดขึ้นต่อเนื่องปีที่ 9 โดยในปีนี้ได้ขยายโครงการไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 40 ทุนการศึกษา รวมมูลค่า 2,579,700 บาท พร้อมจัดพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ที่สำเร็จการศึกษาภายใต้โครงการฯ จากวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ และวิทยาลัยเทคโนโลยียานยนต์ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการส่งเสริมการเรียนรู้ของเยาวชนไทยให้มีทักษะที่พร้อมสำหรับการทำงานในอนาคต

ฟอร์ด ประเทศไทย 2

สำหรับปี 2569 โครงการ ‘เปลี่ยนความรู้ สู่อาชีพ’ ได้รับการจัดสรรทุนทรัพย์จาก ฟอร์ด ฟิแลนโธรพี และโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) สานต่อการดำเนินการร่วมกับ ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ (Teach for Thailand) ในการกระจายความช่วยเหลือแก่นักศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ให้ครอบคลุมภูมิภาคต่าง ๆ ในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์สามารถเข้าถึงการเรียนรู้และการฝึกฝนทักษะภาคปฏิบัติ ซึ่งทุนการศึกษาจะครอบคลุมค่าเล่าเรียน ค่าเดินทาง และค่าครองชีพเริ่มต้น จำนวนรวมทั้งสิ้น 40 ทุน ได้แก่

  • วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จำนวน 23 ทุน ได้แก่ นักศึกษาสาขาช่างเมคคาทรอนิกส์ 18 ทุน และ 5 ทุน แก่นักศึกษาสาขาช่างยนต์
  • วิทยาลัยเทคโนโลยียานยนต์ จังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 9 ทุน สำหรับหลักสูตรทวิภาคี 2 ปี และโอกาสฝึกภาคปฏิบัติที่ศูนย์บริการฟอร์ด
  • วิทยาลัยเทคโนโลยีโปลิเทคนิคลานนา จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 4 ทุน
  • วิทยาลัยเทคนิคหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 4 ทุน สำหรับหลักสูตร 2 ปี ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่ฟอร์ดขยายโครงการไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยนักศึกษาจะมีโอกาสในการฝึกภาคปฏิบัติในปีที่ 2 ที่ศูนย์บริการฟอร์ด
  • ฟอร์ดยังสนับสนุนแผนกช่างยนต์ วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย จังหวัดระยอง ด้วยการส่งมอบเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 0 ลิตร พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ที่ใช้ในรถฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ เพื่อใช้เป็นสื่อการสอนให้นักศึกษาได้เรียนรู้เทคโนโลยีในรถยนต์ของฟอร์ด

ฟอร์ด ประเทศไทย 3

นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า “การดำเนินโครงการ เปลี่ยนความรู้ สู่อาชีพ ต่อเนื่องปีที่ 9 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการพัฒนาบุคลากรคุณภาพ ให้มีทั้งความรู้และทักษะปฏิบัติที่เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ในรถยนต์ฟอร์ด รวมถึงการเรียนรู้นวัตกรรมที่ใช้ในงานบำรุงรักษา เพื่อส่งมอบบริการที่มีคุณภาพแก่ลูกค้าฟอร์ด ในปีนี้ เรามุ่งขยายการสนับสนุนไปยังนักศึกษาในภูมิภาคต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยลดอุปสรรคด้านทุนทรัพย์ และส่งเสริม ‘สมดุลระหว่างการเรียนและการทำงาน’ ตลอดจนสนับสนุนสุขภาวะทางจิตของนักศึกษาที่อาจต้องเดินทางไกลจากบ้าน ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตเป็นบุคลากรที่มีศักยภาพรอบด้านและพร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต่อไป”

ฟอร์ด ประเทศไทย 4

นอกจากการแบ่งเบาภาระทางการเงินแก่นักศึกษา โครงการ ‘เปลี่ยนความรู้ สู่อาชีพ’ ยังส่งมอบการฝึกอบรมที่จำเป็นโดยผู้เชี่ยวชาญจากฟอร์ด ได้แก่

  • โครงการพี่เลี้ยง: เชื่อมโยงนักเรียนกับช่างเทคนิคที่มีประสบการณ์จากศูนย์บริการฟอร์ด เพื่อให้คำแนะนำในการปฏิบัติงานจริงและแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกในอุตสาหกรรมยานยนต์
  • การจัดเวิร์กชอปและสัมมนา: มุ่งเน้นไปที่การบริหารจัดการเวลา และการยกระดับทักษะ เพื่อให้มั่นใจว่านักเรียนมีความพร้อมอย่างเต็มที่ก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต
  • การติดตามและประเมินผลความก้าวหน้าของนักเรียน: พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมตามความจำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่านักเรียนจะบรรลุเป้าหมายทางการศึกษาและเป้าหมายทางวิชาชีพของตนเอง
  • การเสริมสมดุลระหว่างการเรียนและการทำงาน: โดยร่วมมือกับทางวิทยาลัยและนายจ้างเพื่อจัดตารางเวลาที่เหมาะสมและเอื้อต่อการเรียนรู้

ฟอร์ด ประเทศไทย 5

มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย มอบคอมพิวเตอร์ 864 เครื่อง สนับสนุนการศึกษา 3 จังหวัดชายแดนใต้ สานต่อความช่วยเหลือต่อเนื่อง มูลค่ารวมกว่า 5.3 ล้านบาท

0
มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย 1

มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย ร่วมกับผู้จำหน่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในพื้นที่ จัดพิธีส่งมอบคอมพิวเตอร์ 864 เครื่อง เพื่อสนับสนุนการศึกษา ให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา ณ ศาลากลางจังหวัดนราธิวาส โดยมีนายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ คณะผู้บริหารสถานศึกษา และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมในพิธี

การดำเนินในครั้งนี้เป็นการสานต่อความช่วยเหลือจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อปี 2567 ซึ่งส่งผลให้โรงเรียนจำนวนมากได้รับความเสียหายและขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนการสอน โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ของเยาวชน โดยในปี 2567มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณเพื่อฟื้นฟูโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ มูลค่า 1.8 ล้านบาท ควบคู่กับการมอบคอมพิวเตอร์รวม 326 เครื่อง เพื่อช่วยให้โรงเรียนสามารถกลับมาเปิดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในปีนี้ ได้ดำเนินการจัดหาคอมพิวเตอร์เพิ่มเติมเพื่อมอบให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ รวม 864 เครื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา และลดช่องว่างทางการเรียนรู้และการเข้าถึงเทคโนโลยีของเยาวชนในพื้นที่

นายอิสรภาพ อู่โชตนานันท์ กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย กล่าวว่า “มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทยมุ่งมั่นสนับสนุนสังคมไทย โดยเฉพาะการยกระดับโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนในพื้นที่ขาดแคลน ทั้งในยามวิกฤตและการฟื้นฟูระยะยาว เพื่อให้เด็ก ๆ เข้าถึงการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม”

ทั้งนี้ หากนับรวมการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบัน มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทยได้ให้การสนับสนุนโรงเรียนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 5.3 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง

มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทยจัดตั้งขึ้นช่วยเหลือสังคมไทยเมื่อเกิดสาธารณภัย รวมถึงสนับสนุนด้านการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิต ภายใต้เจตนารมณ์ของฮอนด้าในการสร้างสรรค์คุณค่าและเป็นองค์กรที่สังคมไทยต้องการให้ดำรงอยู่ตลอดไป

 

“GWM” ตอกย้ำผู้นำด้านบริการหลังการขายของแบรนด์รถยนต์จีนในไทย ด้วยมาตรฐาน ความโปร่งใส และความอุ่นใจที่ผู้ใช้จริงพิสูจน์แล้ว

0
GWM Thailand 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” และมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด ตอกย้ำความแข็งแกร่งด้านบริการหลังการขายในประเทศไทยด้วยมาตรฐานการดูแลที่โดดเด่นรอบด้าน ทั้งความสะดวกในการเข้าถึงการบริการ ความโปร่งใสของข้อมูลและค่าใช้จ่าย ความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิค กระบวนการให้บริการที่มีประสิทธิภาพและการสื่อสารที่ชัดเจน การันตีด้วยผลการสำรวจโดย บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) จำกัด ปี 2569 ที่ยกให้ GWM เป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่ได้รับความพึงพอใจด้านบริการหลังการขายสูงเป็นอันดับ 1 ในไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน (2568 และ 2569)

GWM Thailand 2

GWM ยังคงเดินหน้าลงทุนและพัฒนาศักยภาพด้านการบริการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้พร้อมดูแลลูกค้าในทุกช่วงเวลาของการใช้งาน เน้นการสร้าง ‘ความเชื่อมั่นที่จับต้องได้จริงด้วยบริการที่โปร่งใส ชัดเจน พร้อมเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวก และทีมงานที่พร้อมสนับสนุนอย่างมืออาชีพ เพื่อยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ GWM และรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยในยุคยานยนต์พลังงานใหม่

GWM Thailand 3

  • ความสะดวกในการเข้าถึงการบริการ: หนึ่งในปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้าในทุก ๆ ขั้นตอนการบริการ คือ ความสะดวกในการเข้าถึงบริการ โดยมี GWM แอปพลิเคชันเป็นหัวใจหลักของการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าที่เข้าถึงได้ง่าย รวมไปถึงมีศูนย์บริการมาตรฐานและเครือข่าย GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ จำนวน 71 แห่งทั่วประเทศ ที่ทำให้ GWM พร้อมดูแลลูกค้าอย่างครอบคลุมในทุกมิติของการใช้งานรถยนต์ ตั้งแต่การเข้ารับบริการตามระยะ การดูแลหลังการขาย ไปจนถึงการให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการอบรมตามมาตรฐานของ GWM รวมไปถึง บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง คลอบคลุมถึงบริการยกรถฉุกเฉิน บริการเติมน้ำมันฉุกเฉิน รวมไปถึงบริการรับกุญแจสำรอง ณ ที่พักของลูกค้า ภายในระยะทาง 20 กิโลเมตร ซึ่งลูกค้าสามารถขอความช่วยเหลือผ่านแอปพลิเคชัน GWM หรือโทรติดต่อศูนย์บริการลูกค้า GWM ที่หมายเลข 02-668-8888  ได้ตลอด 24 ชั่วโมง; GWM Mobile Service ที่ให้บริการบำรุงรักษาตามระยะทางถึงที่ทั่วประเทศ เพียงทำการนัดหมายล่วงหน้า
  • ความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิคและกระบวนการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ: GWM ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจได้ว่าช่างเทคนิค ที่ปรึกษาการบริการและเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์ทุกคน จะมีความรู้ความสามารถในการให้บริการลูกค้า และซ่อมบำรุงรถยนต์ทุกประเภทพลังงานของ GWM ได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล ยิ่งไปกว่านั้น GWM ยังมุ่งมั่นในการสร้างมาตรฐานใหม่ของงานบริการ ด้วยเป้าหมายในการส่งมอบบริการหลังการขายที่รวดเร็ว ครอบคลุม และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการบริหารจัดการอะไหล่ที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการรับประกันความพร้อมส่งอะไหล่ภายใน 7 วัน พร้อมการชดเชยด้วย GWM Point หากไม่สามารถส่งอะไหล่ได้ภายใน 7 วัน นอกจากนั้นยังมีศูนย์มาตรฐานซ่อมตัวถังและสีที่ครอบคลุม โดยทุกขั้นตอนผ่านการดูแลโดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ พร้อมการรับประกันคุณภาพงานซ่อม เพื่อสร้างความมั่นใจในทุกครั้งของการเข้ารับบริการ
  • การบริหารจัดการปัญหาและการวิเคราะห์เชิงลึกแบบบูรณาการ: GWM ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยไม่เพียงมุ่งเน้นการซ่อมให้แล้วเสร็จ แต่ยังให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์สาเหตุเชิงลึก (Root Cause Analysis) เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาซ้ำในระยะยาว โดยทีมงานในประเทศไทยทำงานอย่างใกล้ชิดเป็นหนึ่งเดียวกับทีม Quality Management (QM), Research & Development (R&D) และสำนักงานใหญ่ (HQ) เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา กำหนดแนวทางการซ่อม และพัฒนาวิธีการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง แนวทางดังกล่าวช่วยให้ GWM สามารถยกระดับคุณภาพการซ่อมบำรุงให้มีความแม่นยำ รวดเร็ว และได้มาตรฐานเดียวกันในระดับสากล สะท้อนถึงความแตกต่างด้านกระบวนการทำงานที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ และเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าได้อย่างแท้จริง
  • ความโปร่งใส และการให้คำปรึกษาอย่างเป็นระบบ: GWM มุ่งเน้นการกำหนดราคาค่าบริการที่โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ผู้ใช้งานทุกรายมั่นใจและได้รับประสบการณ์ที่ดีในการใช้บริการทุกครั้ง โดยผู้ใช้งานจะได้รับข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตั้งแต่ก่อนเข้ารับบริการจนถึงหลังการบริการเสร็จสิ้น ซึ่งช่วยให้สามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและไม่รู้สึกว่ามีการซ่อนเร้นค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น
  • ความพร้อมด้านอะไหล่และการสนับสนุนที่เหนือกว่า: GWM เสริมความแข็งแกร่งด้านการบริหารจัดการอะไหล่ด้วยการมีฐานการผลิตภายในประเทศ ซึ่งช่วยให้สามารถจัดหาและกระจายอะไหล่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สะท้อนถึงศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนที่แตกต่างจากแนวทางการจัดหาอะไหล่ทั่วไปในอุตสาหกรรม พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังคงยืนยันมาตรฐานการให้บริการด้วยการรับประกันความพร้อมของอะไหล่ภายใน 7 วัน ซึ่งช่วยรองรับการใช้งานของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง ลดระยะเวลารอคอย และตอกย้ำความได้เปรียบเชิงโครงสร้างของ GWM เมื่อเทียบกับภาพรวมทั้งอุตสาหกรรม
  • การรับประกันที่ครอบคลุมและโดดเด่นของ GWM: สะท้อนความตั้งใจในการดูแลผู้บริโภคในไทยอย่างจริงจังในระยะยาว เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งานรถยนต์ GWM ได้อย่างมั่นใจและอุ่นใจในทุกเส้นทาง ครอบคลุมทั้งการรับประกันคุณภาพรถใหม่สูงสุด 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน; การรับประกันแบตเตอรี่เพื่อความมั่นใจในยุคพลังงานใหม่ อาทิ การรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด ORA 5 HEV นาน 10 ปี แบบไม่จำกัดระยะทาง และการรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ORA 5 EV นาน 8 ปี หรือ 180,000 แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน ; รวมไปถึงการรับประกันเครื่องยนต์ดีเซลสำหรับ TANK 300 DIESEL และ TANK 500 DIESEL สูงสุดถึง 1,000,000 กิโลเมตร หรือ 8 ปี แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ gwm.co.th
  • การสื่อสารที่มีความชัดเจนและเข้าถึงได้ง่าย: GWM เน้นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ การให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับกระบวนการต่าง ๆ ผ่าน GWM Smart Service ซึ่งเป็นระบบจัดการอัจฉริยะที่เชื่อมต่อแพลตฟอร์มการทำงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการเข้ารับบริการที่ลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนหรือยืนยันนัดหมายได้ตามความสะดวก ช่วยให้ลูกค้าสามารถจัดการเวลาได้ดีขึ้นและเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนการใช้บริการ รวมถึงระยะเวลาในการซ่อม ค่าบริการ และสถานะการดำเนินการ และการให้รายละเอียดต่าง ๆ ให้ลูกค้าเข้าใจอย่างถูกต้องและครบถ้วน

GWM Thailand 4

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ท่ามกลางการแข่งขันที่แบรนด์ต่างมุ่งยกระดับบริการหลังการขายในหลากหลายมิติ GWM ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการผสานจุดแข็งทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการรับประกันระดับสูง เครือข่ายบริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ระบบบริหารจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ และความพร้อมด้านอะไหล่จากฐานการผลิตในประเทศที่ช่วยให้สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ GWM สามารถส่งมอบประสบการณ์การให้บริการที่ครบวงจร ชัดเจน และเชื่อถือได้ในทุกมิติ ซึ่งเป็นหนึ่งในความแตกต่างสำคัญที่ทำให้เราโดดเด่นกว่าใครในอุตสาหกรรม พิสูจน์ได้จากผลการสำรวจด้านความพึงพอใจที่จัดทำโดย Differential ซึ่งสะท้อนว่า GWM สามารถทำผลงานโดดเด่นเหนือกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม และก้าวขึ้นเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่ได้รับความพึงพอใจด้านบริการหลังการขายสูงเป็นอันดับ 1 ในไทยต่อเนื่อง ทั้งนี้  GWM ยังคงให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของลูกค้าอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด พร้อมนำทุกความคิดเห็นไปวิเคราะห์ ปรับปรุง และพัฒนาการบริการให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าทุกคนได้รับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ที่อุ่นใจและดียิ่งขึ้นในทุกมิติ และสะท้อนความมุ่งมั่นของ GWM ในการเติบโตไปพร้อมกับผู้บริโภคชาวไทยอย่างยั่งยืน”

GWM Thailand 5

*แหล่งที่มา: บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) จำกัด

 

 

 

 

“อีซูซุ” สนับสนุนทีมเบสบอลยุวชนทีมชาติไทย เดินหน้าสู้ศึกใหญ่ ชิงชัยในการแข่งขันระดับนานาชาติที่เกาหลีใต้

0
อีซูซุ 1

กลุ่มอีซูซุในประเทศไทย โดย มร. ฮิโรยาสุ ซาโต้ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด และ มร. ฮิเดฮิโกะ ชิโมมูระ กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท อีซูซุมอเตอร์  (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสนับสนุนนักกีฬาเบสบอลยุวชนทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี อย่างต่อเนื่อง โดยมอบเงิน 500,000 บาท พร้อมชุดเครื่องแบบประจำทีม ในโอกาสเข้าร่วมชิงชัยในการแข่งขันเบสบอลระดับนานาชาติ รายการ “2026 Little League Baseball Asia-Pacific & Middle East Regional Tournament” ณ ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน – 4 กรกฎาคม 2569 โดยมี คุณชัยวัฒน์ ชัยวรรณจินดา เลขาธิการสมาคมกีฬาเบสบอลแห่งประเทศไทย เป็นผู้แทนรับมอบ ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ 60 พรรษา จังหวัดปทุมธานี

อีซูซุ 2

มร. ฮิโรยาสุ ซาโต้ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวถึงการสนับสนุนในครั้งนี้ว่า “เบสบอลเป็นกีฬาประเภททีมที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศญี่ปุ่น และเป็นกีฬาที่ช่วยพัฒนาเยาวชนได้อย่างรอบด้าน ไม่เพียงทักษะด้านร่างกาย แต่ยังรวมถึงทักษะด้านความคิด ได้แก่ ความมีวินัย ความสามัคคี การทำงานเป็นทีม ตลอดจนการคิดวิเคราะห์และวางแผนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปีนี้เป็นการสนับสนุนครั้งที่ 19 ของกลุ่มอีซูซุ พร้อมมอบเงิน 500,000 บาท และชุดเครื่องแบบประจำทีมเบสบอลยุวชนทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี  ในการเข้าร่วมการแข่งขันรายการ “2026 Little League Baseball Asia-Pacific & Middle East Regional Tournament” ณ ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน – 4 กรกฎาคม 2569 ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่เยาวชนไทยจะได้แสดงศักยภาพในฐานะตัวแทนประเทศไทยบนเวทีนานาชาติ เราเชื่อมั่นว่าความตั้งใจและความทุ่มเทของเด็ก ๆ ทุกคน จะสามารถทำผลงานได้อย่างเต็มที่ พร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์อันมีค่า และสร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทยบนเวทีนานาชาติ”

อีซูซุ

สำหรับนักกีฬาเบสบอลยุวชนทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี ภายใต้การดูแลของ มร.อิซาโอะ อาโอยามะ หัวหน้าผู้ฝึกสอน กล่าวว่า “ความท้าทายในการแข่งขันนี้คือบรรยากาศการแข่งขันระดับโลกครับ เด็กๆ ของเราอาจจะยังไม่ค่อยมีประสบการณ์แต่เราก็จะพยายามสู้อย่างเต็มที่ และเราหวังว่าจะนำรางวัลกลับมาฝากประเทศไทยด้วยครับ ปีที่แล้วเราได้ที่ 3 ปีนี้ก็หวังว่าจะทำให้ดีกว่าเดิม เราอยากพัฒนาให้น้อง ๆ ไปสู่ระดับที่สูงขึ้น และที่สำคัญคืออยากให้น้องๆ ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ทุกคนต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานเป็นทีมร่วมกันเพื่อที่จะเติบโตไปเป็นผู้นำในอนาคตครับ” 

อีซูซุ 4

เบสบอลเป็นกีฬายอดนิยมในหลายประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ขณะที่ในประเทศไทยยังมีผู้เล่นไม่มากนัก จึงเป็นโอกาสสำหรับเยาวชนผู้ที่ต้องการก้าวสู่การเป็นนักกีฬาทีมชาติ ซึ่งสมาคมกีฬาเบสบอลแห่งประเทศไทยยังคงเดินหน้าพัฒนาศักยภาพนักกีฬา พร้อมส่งเสริมให้กีฬาเบสบอลเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

อีซูซุ 5

“ผมชอบกีฬาเบสบอลเพราะเป็นกีฬาที่สนุกครับ และพวกเราดีใจและภูมิใจมากที่ได้เป็นยุวชนทีมชาติไทยในปีนี้ เพราะกว่าที่พวกเราทั้งทีมจะมายืนถึงจุดนี้ได้ มันต้องใช้ความลำบากและความอดทนสูงมากครับ โดยเฉพาะการขว้าง การรับลูก และการเรียนรู้เกี่ยวกับการทำเกมครับ เพราะมันต้องใช้สมาธิและความเร็วในการคิดมาก ๆ ครับ พวกเราจึงต้องซ้อมอย่างหนักโดยแบ่งเวลาในช่วงเช้าและช่วงเย็น เน้นฝึกซ้อมควบคู่ไปกับการเรียน เพราะพวกเราอยากทำหน้าที่ให้ดีที่สุดครับ แล้วก็อยากพาทีมไปเล่นที่อเมริกา อยากทำให้ประเทศไทยมีชื่อเสียงด้านเบสบอลครับ”

น้องอัครวิชญ์ ปายะฤทธิ โรงเรียนสาธิตนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และน้องวุฒิศักดิ สีมะเริง จากโรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี เผยที่มาของการเข้าร่วมทีม

อีซูซุ 6

ร่วมติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai  หรือ #IsuzuLittleLeagueBaseball2026 #Isuzu #อีซูซุ

 

 

 

 

“เอ็มจี” ยืนยันความพร้อมการผลิต NEW MG URBAN รองรับการส่งมอบลูกค้าชาวไทยทันทีหลังเปิดตัว

0
MG 4 Urban

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เดินหน้าเตรียมความพร้อมรอบด้านก่อนเปิดตัว NEW MG URBAN อย่างเป็นทางการในวันที่ 17 มิถุนายนนี้ ทั้งด้านการผลิต การบริหารจัดการชิ้นส่วน และอะไหล่ ตลอดจนกระบวนการควบคุมคุณภาพอย่างครบวงจร เพื่อรองรับการส่งมอบรถให้แก่ลูกค้าชาวไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพทันทีหลังการเปิดตัว สะท้อนความมุ่งมั่นของ เอ็มจี ในการนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคในระยะยาว

MG 4 Urban 2NEW MG URBAN ได้ผ่านกระบวนการเตรียมความพร้อมด้านการผลิตและการตรวจสอบคุณภาพตามมาตรฐานที่ เอ็มจี กำหนด เพื่อให้มั่นใจว่ารถทุกคันมีความพร้อมรองรับการส่งมอบแก่ลูกค้าทั่วประเทศทันทีภายหลังการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

MG 4 Urban 3นอกจากนี้ เอ็มจี ยังได้วางแผนการบริหารจัดการด้านชิ้นส่วน อะไหล่ และโลจิสติกส์อย่างเป็นระบบ ควบคู่กับ ระบบสนับสนุนหลังการขายแบบครบวงจร เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย พร้อมยกระดับการดูแลลูกค้าให้มีความรวดเร็วและต่อเนื่องตลอดอายุการใช้งาน

MG 4 Urban 5

การมาของ NEW MG URBAN ถือเป็นอีกหนึ่งโมเดลสำคัญที่จะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับไลน์อัพรถยนต์ไฟฟ้าของ เอ็มจี ในประเทศไทย พร้อมตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหารถยนต์ไฟฟ้าที่ทำให้ชีวิต  “ง่ายยิ่งขึ้น” ด้วยขนาดที่ใหญ่โต พร้อมความอเนกประสงค์ และเทคโนโลยีของตัวรถที่ล้ำสมัย พร้อมเดินทางไปได้ทุกที่

MG 4 Urban 6

ทั้งนี้ เอ็มจี มีกำหนดเปิดตัวและประกาศราคา NEW MG URBAN หรือ “น้องม่วง” อย่างเป็นทางการในประเทศไทยในวันที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ ซีซี ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว
หรือติดตามรับชมสดผ่านช่องทาง https://www.facebook.com/MGcarsThailand

MG 4 Urban 7

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

Application: MG Thailand

 

 

 

 

 

จาก “IONIQ 5 N” สู่ “IONIQ 5 N Line” จากสนามแข่ง สู่สไตล์ที่เป็นคุณ “Hyundai” ขยายความหมายของตัวอักษร N ให้กว้างกว่าสมรรถนะ

0
็ัีHyundai IONIQ 5 N Line 1

ก่อนการเปิดตัว The new 2026 IONIQ 5 N Line รุ่นประกอบประเทศไทย อย่างเป็นทางการ ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย สะท้อนการมาถึงของรถยนต์ไฟฟ้า IONIQ 5 N Line รุ่นประกอบไทย ที่ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนผ่าน จากรถนำเข้าสู่รถประกอบในประเทศเท่านั้น เผยถึงการตีความ จิตวิญญาณจากสนามมอเตอร์สปอร์ตสู่ถนนจริง ในความหมายของแบรนด์ N จากฮุนได ที่เติบโตจากการเป็นสัญลักษณ์ของรถยนต์สมรรถนะสูง ดีกรีความสปอร์ตเต็มขั้น สู่การสะท้อนสไตล์ที่โดดเด่น ถ่ายทอดตัวตนของผู้ใช้งานในวงกว้างของประเทศไทยมากขึ้น

็ัีHyundai IONIQ 5 N Line  2
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชื่อของ N ถูกจดจำผ่านรถยนต์สมรรถนะสูงอย่าง IONIQ 5 N และ ELANTRA N ซึ่งได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด Never Just Drive โดยมีจุดเริ่มต้นจาก Namyang R&D Center ศูนย์วิจัยและพัฒนาของฮุนได ประเทศเกาหลีใต้ และผ่านการทดสอบบนสนาม Nürburgring ประเทศเยอรมนี จนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์สมรรถนะสูงที่ได้รับความสนใจจากผู้ใช้รถทั่วโลก อย่างไรก็ตาม การเติบโตของตลาดรถพลังงานไฟฟ้า 100% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้มองหาสมรรถนะเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับการออกแบบ บุคลิก และเอกลักษณ์ของรถยนต์ที่สามารถสะท้อนตัวตนของเจ้าของ บ่งบอกรสนิยมของเจ้าของได้ในทุกครั้งที่ปรากฏตัวบนท้องถนนได้เช่นกัน นั่นคือจุดกำเนิดของ N Line ซึ่ง Hyundai พัฒนาขึ้นเพื่อทำหน้าที่แตกต่างจาก N อย่างชัดเจน

็ัีHyundai IONIQ 5 N Line 3

หาก IONIQ 5 N ถูกสร้างขึ้นเพื่อผลักขีดจำกัดของรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง Hyundai IONIQ 5 N Line 2026 รุ่นประกอบไทย คือการนำแรงบันดาลใจและ DNA จากโลกของ N มาถ่ายทอดผ่านงานออกแบบ และรายละเอียดที่จับต้องได้ใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยยังคงรักษาความสะดวกสบายและการใช้งานจริงเอาไว้อย่างครบถ้วน

็ัีHyundai IONIQ 5 N Line 4

ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนผ่านแนวทางการพัฒนารถทั้งสองรุ่นอย่างชัดเจน โดยรถยนต์ไฟฟ้า IONIQ 5 N มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ ผ่านระบบขับเคลื่อนสมรรถนะสูงและเทคโนโลยีเฉพาะทางสำหรับการขับขี่เชิง Performance ขณะที่ IONIQ 5 N Line เลือกถ่ายทอดจิตวิญญาณเดียวกันผ่านภาษาการออกแบบที่สปอร์ตและเฉียบคมมากขึ้น

็ัีHyundai IONIQ 5 N Line 5

สำหรับ The new 2026 IONIQ 5 N Line รุ่นประกอบประเทศไทย Hyundai ยังคงรักษาเอกลักษณ์ดังกล่าวไว้อย่างครบถ้วน ผ่านกันชนหน้าและหลังดีไซน์เฉพาะรุ่น รายละเอียดภายนอกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถตระกูล N รวมถึงล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้ตัวรถมีความโดดเด่นยิ่งขึ้น

็ัีHyundai IONIQ 5 N Line 6
ขณะเดียวกัน The new 2026 IONIQ 5 N Line ยังคงรักษาจุดแข็งด้านเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าของฮุนไดเอาไว้อย่างครบถ้วน ทั้งแพลตฟอร์ม E-GMP แพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ระบบไฟฟ้าแรงดันสูง 800 โวลต์ ที่รองรับการชาร์จไฟความเร็วสูง และระบบ Hyundai SmartSense ที่รวมเทคโนโลยีความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ไว้อย่างครบครัน

็ัีHyundai IONIQ 5 N Line 8การมาถึงของ The new 2026 IONIQ 5 N Line จึงไม่ได้เป็นเพียงการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นการนำเสนออีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่ผสานเทคโนโลยีระดับโลกเข้ากับสไตล์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว

็ัีHyundai IONIQ 5 N Line 9

เพราะในวันที่รถยนต์ไฟฟ้า หรือรถยนต์ EV หลายรุ่นมีสมรรถนะที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น สิ่งที่ทำให้ผู้คนเลือกครอบครองรถคันหนึ่ง อาจไม่ใช่เพียงตัวเลขบนสเปก แต่คือบุคลิกและตัวตนที่รถคันนั้นสามารถสะท้อนออกมาได้ในทุกการเดินทาง สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถลงทะเบียนแสดงความสนใจล่วงหน้า เพื่อรับสิทธิพิเศษส่วนลด 20,000 บาท* ก่อนใคร ก่อนเปิดตัว The new 2026 IONIQ 5 N Line อย่างเป็นทางการ ได้ที่ https://bit.ly/4sy6973
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hyundai.com/th/th

 

 

พร้อมเต็มร้อย! ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต เตรียมส่งรถแข่งไทรทัน แรลลี่คาร์ ตั้งเป้าคว้าแชมป์สมัยที่ 2 ติดต่อกัน ในศึกเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2026

0
ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต 1

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) ประกาศความพร้อมของทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ภายใต้การสนับสนุนด้านเทคนิคจาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศญี่ปุ่น)หลังเสร็จสิ้นภารกิจทดสอบสมรรถนะและความทนทานของรถแข่งมิตซูบิชิ ไทรทัน แรลลี่คาร์ ต่อเนื่องนานถึง 7 วัน เมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บนเส้นทางออฟโรดใกล้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยการทดสอบดังกล่าวดำเนินการขึ้นภายใต้การจำลองสภาวะที่ใกล้เคียงกับสนามจริงของการแข่งขันรายการเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ หรือ เอเอ็กซ์ซีอาร์ (AXCR) ซึ่งผลการทดสอบ ได้ยืนยันว่า การพัฒนาสมรรถนะและความแข็งแกร่งของ ไทรทัน แรลลี่คาร์ นั้นเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทั้งนี้ สำหรับศึกการแข่งขัน เอเอ็กซ์ซีอาร์ 2026 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทยช่วงเดือนสิงหาคมนี้ ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต เตรียมส่งรถแข่งไทรทัน แรลลี่คาร์ ลงสนามจำนวน 3 คัน พร้อมตั้งเป้าคว้าแชมป์ติดต่อกันเป็นสมัยที่ 2

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต 2

การแข่งขัน เอเอ็กซ์ซีอาร์ 2026 จะใช้เส้นทางรวมประมาณ 2,000 กิโลเมตร ตลอดระยะเวลา 6 วัน ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนชื้น และภูมิประเทศอันสมบุกสมบันตามแบบฉบับของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเส้นทางการแข่งขันจะทวีความท้าทายขึ้นด้วยอุปสรรคหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ภูเขาสูงชัน เส้นทางในป่าทึบที่ทั้งแคบและขรุขระ รวมถึงทางวิบากที่ต้องอาศัยความเร็วต่ำถึงปานกลาง ในการฝ่าหล่มโคลนและจุดข้ามลำน้ำที่เกิดจากฝนตกฉับพลัน ไปจนถึงทางดินแนวราบที่สามารถใช้ความเร็วสูงได้ อาทิ ทุ่งหญ้ากว้าง และเส้นทางในพื้นที่เกษตรกรรม

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต 3

เพื่อสานต่อความสำเร็จและคว้าชัยชนะติดต่อกันเป็นสมัยที่ 2 ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ได้ดึงศักยภาพของรถแข่งไทรทัน แรลลี่คาร์ ออกมาอย่างเต็มพิกัด พร้อมเสริมสมรรถนะการขับขี่ให้สามารถรับมือและควบคุมรถได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น ตลอดสภาพเส้นทางอันหลากหลายและยากลำบากของการแข่งขันเอเอ็กซ์ซีอาร์ โดยมีการปรับการจัดวางองค์ประกอบของตัวรถ รวมถึงตำแหน่งของระบบส่งกำลัง ให้กระจายน้ำหนักระหว่างด้านหน้าและด้านหลังได้อย่างสมดุลมากขึ้น อีกทั้งยังได้ปรับจูนช่วงล่างและระบบกันสะเทือน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเกาะถนนของล้อทั้งสี่ ช่วยให้เสถียรภาพในการควบคุมพวงมาลัยและการเข้าโค้งดีกว่าเดิม นอกจากนี้ ยังได้มีการ
อัปเกรดการตอบสนองของเครื่องยนต์ในย่านความเร็วต่ำถึงปานกลาง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการควบคุมและ
ขีดความสามารถในการลุยเส้นทางออฟโรดให้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต 4

“ในการแข่งขัน เอเอ็กซ์ซีอาร์ รถแข่งไทรทัน แรลลี่คาร์ ต้องขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูงบนเส้นทางที่หลากหลายและท้าทายอย่างหนัก ส่งผลให้ตัวรถต้องรองรับแรงกระแทกจากสภาพถนน ซึ่งในบางกรณีอาจสูงกว่าการใช้งานโดยปกติของลูกค้าทั่วไปกว่า 30 เท่า” มร. ฮิโรชิ มาซูโอกะ ผู้อำนวยการ ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต กล่าว “ข้อมูลทางเทคนิคที่ได้รับจากการเข้าร่วมการแข่งขัน เอเอ็กซ์ซีอาร์ ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงช่วยเพิ่มความได้เปรียบในการชิงชัยให้กับรถแข่งไทรทัน แรลลี่คาร์ ของเราเท่านั้น แต่ยังมอบข้อมูลเชิงลึกอันทรงคุณค่าในการเสริมสร้างความโดดเด่นให้กับรถยนต์ที่ผลิตเพื่อจำหน่ายจริงอีกด้วย องค์ความรู้ที่ได้รับเหล่านี้ ไม่เพียงถูกนำไปประยุกต์ใช้กับรถยนต์มิตซูบิชิ ไทรทันเท่านั้น แต่ยังถ่ายทอดไปยัง ออล-นิว ปาเจโร ที่มีกำหนดเปิดตัวครั้งแรกของโลกช่วงไตรมาสที่ 3 นี้เช่นกัน และด้วยแนวทางการพัฒนารถยนต์ที่ผ่านการเคี่ยวกรำอย่างเข้มข้นจากสมรภูมิแรลลี่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส จะยังคงเดินหน้านำเสนอยนตรกรรมที่เปี่ยมไปด้วยความโดดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ เพื่อสะท้อนถึงตัวตนที่แท้จริงของแบรนด์ต่อไป”

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต 5

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต

ผู้อำนวยการทีม: ฮิโรชิ มาซูโอกะ (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส)

เจ้าของทีม: ชยุส ยังพิชิต (ทันท์ สปอร์ต)

ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค: ก่อพงษ์ อมาตยกุล (ทันท์ สปอร์ต)

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต 6

นักแข่งและผู้นำทาง

ชยพล โยธา
ตัวแทนจาก: จังหวัดอุดรธานี ประเทศไทย
เกิด: 16 สิงหาคม 2530 (อายุ 38 ปี)
ประวัติการแข่งขัน: ชยพล คร่ำหวอดในการแข่งขันแรลลี่
และมอเตอร์สปอร์ตหลายรายการในประเทศไทย และเป็นผู้นำทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต คว้าแชมป์ประเภทโอเวอร์ออล 2 ครั้ง จากการแข่งขัน เอเอ็กซ์ซีอาร์ 2022 และ 2025 ด้วยสไตล์การขับที่แม่นยำ ระมัดระวัง และสามารถทำความเร็วสูงได้โดย
ไม่สร้างความเสียหายให้กับตัวรถ

ผู้นำทาง: พีรพงษ์ สมบัติวงศ์ (ประเทศไทย)

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต 7

คัตสึฮิโกะ ทากูชิ
ตัวแทนจาก: จังหวัดโอคายาม่า ประเทศญี่ปุ่น
เกิด: 7 กุมภาพันธ์ 2515 (อายุ 54 ปี)
ประวัติการแข่งขัน: คัตสึฮิโกะ ทากูชิ เป็นนักแข่งแรลลี่ระดับนานาชาติ เจ้าของแชมป์รายการ FIA Asia-Pacific Rally Championship 2 สมัย และเป็นคู่นักแข่งชาวญี่ปุ่นที่ทำอันดับสูงสุดในการแข่งขัน เอเอ็กซ์ซีอาร์ 2025 ด้วยการคว้าอันดับที่ 5 ประเภทโอเวอร์ออล (Overall)

ผู้นำทาง: ทาคาฮิโระ ยาสุอิ (ประเทศญี่ปุ่น)

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต 8

คาสุโตะ โคอิเดะ (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส)
ตัวแทนจาก: จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น
เกิด: 19 มิถุนายน 2522 (อายุ 46 ปี)
ประวัติการแข่งขัน: คาสุโตะ โคอิเดะ เป็นผู้ทดสอบรถยนต์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส จึงมีประสบการณ์และเชี่ยวชาญการขับรถยนต์มากมาย อาทิ มิตซูบิชิ ปาเจโร และ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชั่น ปัจจุบันทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนทักษะการขับขี่ให้แก่
ผู้ทดสอบรถยนต์ รวมถึงยังเป็นผู้สาธิตการขับขี่ในงานกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งในและนอกประเทศญี่ปุ่น

ผู้นำทาง: เออิจิ ชิบะ (ประเทศญี่ปุ่น)

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต 9

“ฟอร์ด” ชู ‘Rapid Hub’ เครือข่ายวิศวกรภาคสนาม 10 แห่งทั่วไทย ยกระดับบริการหลังการขาย ส่งมอบรถคืนลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น  

0
ฟอร์ด 1

ความเชื่อมั่นในแบรนด์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในวันที่ลูกค้าซื้อรถ แต่วัดกันที่บริการหลังการขาย ฟอร์ด ประเทศไทย จึงมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมบริการลูกค้ามาโดยตลอด โดยหนึ่งในกลไกสำคัญคือ Rapid Hub เครือข่ายสนับสนุนเชิงรุกที่ช่วยให้ผู้จำหน่ายและทีมวิศวกรสามารถแก้ไขเคสที่ซับซ้อนได้รวดเร็วขึ้น ช่วยลดระยะเวลาที่รถจอดซ่อมหรือ VOR (Vehicle Off Road) เหลือเพียง 4 วัน[1] และส่งมอบรถกลับคืนสู่มือลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น

ฟอร์ด 2

จาก ตั้งรับสู่การทำงาน เชิงรุกอย่างไร้รอยต่อ

Rapid Hub เปิดตัวครั้งแรกในปี 2565 ด้วยเป้าหมายสำคัญในการปรับวิธีทำงานของฟอร์ดจากการรอรับปัญหาไปสู่การเข้าดูแลลูกค้าเชิงรุกทันทีเมื่อมีการเปิดงานซ่อมในระบบ แม้แนวคิดนี้จะดูเรียบง่าย แต่ในทางปฏิบัติ ต้องอาศัยความร่วมมือและการประสานงานระหว่างหลายทีมอย่างแนบแน่น เพื่อให้ทุกขั้นตอนดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุด ปัญหาความล่าช้าในการดูแลรถหลายครั้งไม่ได้เกิดจากความซับซ้อนของอาการรถเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการส่งต่อข้อมูลที่ไม่เชื่อมโยงอย่างทันท่วงที Rapid Hub จึงถูกออกแบบมาเพื่อเชื่อมทุกทีมให้เห็นสถานะของเคสพร้อมกันตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะเคสเร่งด่วนที่ต้องการการสนับสนุนอย่างทันท่วงที

ฟอร์ด 4

โครงการนี้ เชื่อมการทำงานของ 3 ทีมหลัก ได้แก่ ทีมลูกค้าสัมพันธ์ ทีมวิศวกรเทคนิคภาคสนาม และผู้จัดการงานขายของแต่ละเขต เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ทำให้การติดตามเคสมีความต่อเนื่อง ตั้งแต่ศูนย์บริการวิเคราะห์อาการรถ ช่างเทคนิคจะประสานข้อมูลกลับมายังทีมลูกค้าสัมพันธ์ในทันที ก่อนที่ทีมลูกค้าสัมพันธ์จะประเมินระยะเวลาและแจ้งลูกค้าอย่างต่อเนื่องตลอดกระบวนการ เพิ่มความมั่นใจและลดความกังวลระหว่างรอรับรถ สำหรับเคสที่ไม่สามารถส่งมอบได้ภายในหนึ่งวัน ระบบจะยกระดับเป็นเคส ‘VOR 1 วัน’ ทันที และส่งทีมวิศวกรเทคนิคภาคสนามเข้าช่วยสนับสนุนเชิงรุกโดยทันที เช่น เคสที่มีไฟเตือนบนหน้าจอไม่แนะนำให้ขับต่อ การเข้าดูแลอย่างรวดเร็วไม่เพียงช่วยป้องกันปัญหาลุกลาม แต่ยังช่วยดูแลความปลอดภัยของลูกค้าเป็นสำคัญ

ฟอร์ด 6

Rapid Hub ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายวิศวกรภาคสนามที่ผ่านการรับรองความเชี่ยวชาญระดับสูง (Master Certified) จำนวน 10 แห่งทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพและจังหวัดยุทธศาสตร์สำคัญ โดยทีมวิศวกรภาคสนามต้องเดินทางถึงผู้จำหน่ายภายใน 3 ชั่วโมง เพื่อช่วยเร่งการดูแลเคสที่ซับซ้อน จนสามารถมีดัชนี ‘การซ่อมเสร็จตั้งแต่ครั้งแรก’ สูงถึง 96%1 ขณะเดียวกัน ทีมงานยังลงพื้นที่ตรวจประเมินมาตรฐานช่างและความพร้อมของเครื่องมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ศูนย์บริการทุกแห่งพร้อมดูแลลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ฟอร์ด 5

เทคโนโลยีและทีมงานเบื้องหลังความรวดเร็ว

เพราะบางเคสต้องการการวิเคราะห์ขั้นสูง ฟอร์ดจึงนำเทคโนโลยีแว่นตาช่วยเหลืองานซ่อมระยะไกลมาใช้เพื่อให้ช่างเทคนิคที่ศูนย์บริการสามารถสื่อสารกับวิศวกรส่วนกลางแบบเห็นภาพหน้างานได้แบบเรียลไทม์ ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์และลดเวลาการเดินทางในการสนับสนุน ขณะเดียวกัน หากรถยังไม่สามารถส่งมอบให้ลูกค้าได้ภายในหนึ่งวัน ฟอร์ดยังมีบริการรถสำรองเพื่อช่วยให้ลูกค้ายังคงเดินทางได้อย่างไม่สะดุด[2]

ฟอร์ด 6

เบื้องหลัง Rapid Hub คือมาตรฐานการดูแลที่แข็งแกร่งของศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศ ด้วยช่องซ่อมรวมกว่า 1,248 ช่อง และปริมาณใบสั่งซ่อมราว 400,000 ใบต่อปี ฟอร์ดจึงให้ความสำคัญกับการบริหารทรัพยากรช่าง เทคโนโลยี และกระบวนการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการส่งมอบบริการที่รวดเร็วและมีมาตรฐานในทุกพื้นที่

ฟอร์ด 7

ความมุ่งมั่นในการดูแลลูกค้าทุกคนเสมือนคนในครอบครัว

Rapid Hub จึงไม่ใช่เพียงโครงการที่ทำให้งานซ่อมเร็วขึ้น แต่คือการตอกย้ำความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพราะสำหรับฟอร์ดแล้ว การให้บริการหลังการขายไม่ใช่แค่การแก้ปัญหา แต่คือการส่งมอบความมั่นใจ และทำให้ลูกค้าได้รับการดูแลเสมือนคนในครอบครัวเสมอ

ฟอร์ด 9

ค่ายรถแห่จองพื้นที่ MOTOR EXPO 2026 เต็มแล้ว

0
IMC สื่อสากล 1

IMC สื่อสากล” เปิดจองพื้นที่งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 43” ค่ายรถยนต์ จักรยานยนต์ ไม่ยอมพลาด วันเดียวจองเต็มพื้นที่

IMC สื่อสากล 2

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 43” เปิดเผยว่า “จากความสำเร็จของงานปีก่อน ที่มียอดรถยนต์ 75,246 คัน จักรยานยนต์ 5,263 คัน ผู้เข้าชมงานกว่า 1.5 ล้านคน สร้างเม็ดเงินสะพัดรวมกว่า 7 หมื่นล้านบาท ประกอบกับตลาดรถยนต์ปีนี้ยังขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้การเปิดจองพื้นที่ MOTOR EXPO 2026 ภายในอาคารชาลเลนเจอร์ 1-3 รวม 60,000 ตารางเมตร มีผู้ผลิตรถยนต์ จักรยานยนต์ และอุปกรณ์เกี่ยวเนื่อง ให้ความสนใจอย่างคึกคัก ถูกจองเต็มอย่างรวดเร็ว”

IMC สื่อสากล 3

ยิ่งกว่านั้น ในงานยังจัดสรรพื้นที่สำหรับกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจ สำหรับเด็ก เยาวชน และคนรักยานยนต์ ได้แก่ Join Boat Platform จัดแสดงเรือ และกิจกรรมทางน้ำ / Skill Driving Experience Junior จัดกิจกรรมสนุกปลูกฝังวินัยจราจรเด็ก / มูลนิธิ “ลมหายใจไร้มลทิน” / Skill Driving Experience ให้ความรู้การขับรถที่ถูกต้อง / Spirit of the 4×4 Driving School ให้ความรู้การขับรถขับเคลื่อน 4 ล้อ / สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย จัดแสดงรถโบราณทรงคุณค่า ฯลฯ

IMC สื่อสากล 4

“มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 43” จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “โน่น นี่ นั่น สารพันยานยนต์-Here, There and Every Car” โดยมีผู้อุปถัมภ์อย่างเป็นทางการ ได้แก่ บริษัท ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัด บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด และบริษัท ฟินนิกซ์ ฟิล์ม จำกัด

IMC สื่อสากล 5

พบกับ งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 43” ณ อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 2-13 ธันวาคม 2569 ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ motorexpo.co.th และทุกสื่อในเครือ “IMC สื่อสากล”

IMC สื่อสากล 6