Home Blog

“เมโทร กรุ๊ป” รุกตลาดรถไฟฟ้าระดับพรีเมียม เปิดตัว “HONGQI E-HS9” ครั้งแรกในประเทศไทย

0
เมโทร กรุ๊ป 1

เมโทร กรุ๊ป ประเดิมการเป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ HONGQI (หงษ์ฉี) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ส่ง HONGQI E-HS9 เอสยูวีสุดหรู อวดโฉมลูกค้าชาวไทย ประเดิมโชว์รถพร้อมจองทดสอบได้ที่ HONGQI SHOWROOM ใจกลางเมือง ณ One Bangkok และ HONGQI MANSION ถนนพระราม 2 ตั้งเป้าขยายดีลเลอร์รวม 10 แห่งภายใน 3 ปี เปิดราคาพิเศษ 2,990,000 บาท เฉพาะ 400 คันแรกเท่านั้น

เมโทร กรุ๊ป 2

นายบดินทร์ บุญวิสุทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เมโทร กรุ๊ป เปิดเผยว่า “กุญแจสำคัญที่ทำให้ เมโทร กรุ๊ป ได้รับความไว้วางใจจาก China FAW Group Corporation ให้เป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ HONGQI (หงษ์ฉี) อย่างเป็นทางการในประเทศไทยนั้น คือ ประสบการณ์ในธุรกิจยานยนต์กว่า 70 ปี ทำให้วันนี้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มแรกๆ ของโลกที่เปิดตัว “HONGQI E-HS9″ รุ่นพวงมาลัยขวา”

เมโทร กรุ๊ป 3

“HONGQI E-HS9” (หงษ์ฉี อี-เอชเอส 9) รถสปอร์ตอเนกประสงค์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม ที่รวมเทคโนโลยีล้ำสมัย และความภูมิฐานเข้าด้วยกัน ด้วยเอกลักษณ์กระจังหน้าเป็นโครเมี่ยมแนวตั้งทรงน้ำตกและสัญลักษณ์ธงแดง เส้นแถบไฟสีแดงที่ลากยาวผ่านกึ่งกลางฝากระโปรงหน้า ห้องโดยสารแบบ 6 ที่นั่ง ระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมียมจาก BOSE พร้อมลำโพง 16 ตำแหน่ง หรูหราเหมาะสำหรับนักธุรกิจ ผู้บริหาร และครอบครัวยุคใหม่

เมโทร กรุ๊ป 4

“HONGQI E-HS9” เป็นผลงานการออกแบบของ ไจล์ส เทย์เลอร์ (Giles Taylor) นักออกแบบรถยนต์ชาวอังกฤษ ผู้เคยออกแบบให้โรลส์-รอยซ์ที่หลอมรวมความคลาสสิกเข้ากับความล้ำสมัยได้อย่างลงตัว ด้วยขุมพลังการขับเคลื่อน AWD (All-Wheel Drive) กำลังมอเตอร์คู่สูงสุด 362 กิโลวัตต์ 493 แรงม้า    ให้แรงบิดสูงสุด 606 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 5.5 วินาที แบตเตอรี่ Ternary Lithium ความจุสูง 120 kWh วิ่งได้ไกลสูงสุดถึง 760 กิโลเมตร (CLTC) รองรับการชาร์จเร็ว DC สูงสุด 140 กิโลวัตต์ พร้อม 7 โหมดการขับขี่ และระบบช่วยเหลือการขับขี่อัตโนมัติ ที่มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะรอบคัน

เมโทร กรุ๊ป 6

 

รถรุ่นนี้ได้ผ่านบทพิสูจน์ขั้นสุดของการทดสอบยานยนต์ไฟฟ้าด้วยการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ “หนึ่งเส้นทาง หนึ่งการเชื่อมโยง One Belt One Road” ผ่านความท้าทายกว่า 6,000 กิโลเมตร จากกำแพงเมืองจีน ผ่าน สปป.ลาว เข้าสู่กรุงเทพมหานคร ด้วยความราบรื่น ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

เมโทร กรุ๊ป 7

ทั้งนี้ เมโทร กรุ๊ป มีแผนเดินหน้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายรวม 10 แห่ง ภายในระยะเวลา 3 ปี โดยปักธงในพื้นที่กรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ทั่วทุกภูมิภาค ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นรอบด้าน ทั้งกิจกรรมการตลาดเชิงรุก และการยกระดับบริการหลังการขายที่ครบวงจร พร้อมการันตีความพร้อมในการจัดสรรอะไหล่สำรองอย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ยังมอบความอุ่นใจสูงสุด ภายใต้กลยุทธ์ “ใกล้ไกล…เราใกล้คุณ” เพื่อทลายทุกข้อจำกัดเรื่องระยะทาง ผ่านบริการระดับเอ็กซ์คลูซีฟที่จะส่งตรงความสะดวกสบายให้ถึงหน้าบ้านลูกค้า

เมโทร กรุ๊ป 8

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเปิดตัว เมโทร กรุ๊ป มอบข้อเสนอสุดพิเศษช่วงแนะนำสำหรับ HONGQI E-HS9 เฉพาะ 400 คันแรก รับสิทธิ์ซื้อรถในราคาพิเศษ พร้อมรับแพ็กเกจของแถมและความคุ้มครองเหนือระดับ ประกอบด้วย ประกันภัยชั้น 1 ฟรี! 1 ปี ฟรี! เครื่องชาร์จติดตั้งบนผนัง (Wall Charger) ฟรี! บริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง (Roadside Assistance) นานถึง 5 ปี รับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร และรับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร

เมโทร กรุ๊ป 9

HONGQI E-HS9 มาพร้อมตัวเลือกสีสันที่สะท้อนความหรูหราอย่างลงตัว โดยมีสีภายนอกให้เลือก 3 เฉดสี ได้แก่ สีน้ำเงิน Pacific Blue สีขาว White Jade และสีดำ Imperial Black จับคู่กับห้องโดยสารภายในที่เลือกสรรได้ 3 สไตล์ ได้แก่ สีน้ำตาล Saddle Brown สีดำ Graphite Black และสีทูโทน Mysterious Gray / Crystal White

“ด้วยความมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนของ HONGQI E-HS9 ผนวกกับศักยภาพของเมโทร กรุ๊ป และผู้จำหน่ายในแต่ละภาค ผมมั่นใจว่า “HONGQI E-HS9″ จะเปิดประสบการณ์รถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมให้กับลูกค้าชาวไทยได้อย่างแน่นอน” นายบดินทร์ กล่าวทิ้งท้าย

ร่วมสัมผัสและเปิดประสบการณ์ความหรูหราที่มาพร้อมสมรรถนะของ HONGQI E-HS9 คันจริงได้ที่ HONGQI SHOWROOM ณ One Bangkok ชั้น G โซน The Storeys และ HONGQI MANSION ถนนพระราม 2 ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน เป็นต้นไป หรือติดตามรายละเอียดและจองสิทธิ์ทดลองขับได้ที่ www.hongqithailand.com

 

“เอ็มจี” เปิดตัว NEW MG URBAN มาพร้อมเทคโนโลยี Auto Parking รุ่นแรกในเซกเมนต์ ราคา เริ่มต้น 529,900 บาท

0
MG 4 Urban 1

 บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เปิดตัว NEW MG URBAN รถยนต์ไฟฟ้าแฮทช์แบ็ครุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ภายใต้นิยาม “LIFE EASY” สะท้อนแนวคิดการใช้ชีวิตเมืองยุคใหม่ ให้ทุกการเดินทางเป็นเรื่องง่าย ผ่าน 4 หัวใจหลัก ได้แก่ PARK EASY – จอดง่าย DRIVE EASY – ขับง่าย LIVE EASY – ใช้ชีวิตง่าย และ GO FAR EASY – ไปได้ไกลกว่า NEW MG URBAN ได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองยุคใหม่ ด้วยการผสานดีไซน์ที่โดดเด่น เทคโนโลยีอัจฉริยะ และฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบรับไลฟ์สไตล์ของทุกคนอย่างลงตัว พร้อมประกาศราคาจำหน่ายเริ่มต้นเพียง 529,900 บาท

MG 4 Urban 11

 

NEW MG URBAN หรือ “น้องม่วง” รถแฮทช์แบ็คพลังงานไฟฟ้ารุ่นล่าสุดของ เอ็มจี ที่ผลิตในประเทศไทย (CKD) โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีและฟังก์ชันอัจฉริยะ ยกระดับประสบการณ์การใช้งานในชีวิตประจำวัน ชูคอนเซ็ปต์ “LIFE EASY” ผ่าน 4 มิติสำคัญ ได้แก่

  1. PARK EASY จอดง่าย ใช้ชีวิตง่ายกว่าเดิม

MG 4 Urban 3

เติมเต็มการใช้ชีวิตของคนเมืองให้คล่องตัวในทุกวัน ด้วยเทคโนโลยีช่วยจอดอัจฉริยะที่ช่วยลดความกังวลในการขับขี่และการหาที่จอดในพื้นที่จำกัด ไม่ว่าจะเป็น การเข้าจอดในอาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียม หรือสถานที่ที่มีสภาพการจราจรหนาแน่น พร้อมระบบช่วยจอดอัตโนมัติ Smart Parking Assist ระบบสั่งจอดอัตโนมัติระยะไกล Remote Auto Parking ที่สามารถควบคุมผ่านสมาร์ทโฟนได้อย่างสะดวก รวมถึงระบบแสดงภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ พร้อมมุมมองหลายเลน (Multi-Lane View) ช่วยให้มองเห็นสภาพแวดล้อมรอบคันได้อย่างชัดเจน เพื่อให้ทุกการจอดเป็นเรื่องง่ายและมั่นใจยิ่งขึ้น

  1. DRIVE EASY ขับง่าย คล่องตัวทุกเส้นทางในเมือง

MG 4 Urban 4

ดีไซน์ตอบโจทย์การเดินทางในชีวิตประจำวันของคนเมือง ด้วยสัดส่วนตัวรถที่ออกแบบอย่างลงตัว มอบความคล่องตัวสูงในการขับขี่ พร้อมวงเลี้ยวแคบเพียง 5.2 เมตร ช่วยให้การกลับรถ เข้าซอย หรือเปลี่ยนทิศทางในพื้นที่จำกัดเป็นเรื่องที่ทำได้อย่างง่ายดาย เสริมด้วยระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ ADAS ระดับ L2 ให้ความเหนือระดับในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าแฮทช์แบ็ค และระบบเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ Auto Lane Change with Alert ช่วยดูแลผู้ขับขี่ในทุกสถานการณ์ พร้อมอุปกรณ์ตรวจจับรอบคัน ทั้งเซ็นเซอร์ 12 ตำแหน่ง เรดาร์ 3 จุด และกล้อง  6 ตัว ช่วยประเมินสภาพแวดล้อมได้อย่างแม่นยำ เพื่อมอบความมั่นใจและความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง โดยผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวจาก Euro NCAP และ ANCAP สะท้อนถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัยในระดับสากล

  1. LIVE EASY ใช้ชีวิตได้เต็มที่ในทุกวัน

MG 4 Urban 5

ยกระดับห้องโดยสารให้เป็นมากกว่าพื้นที่สำหรับการเดินทาง ด้วยการออกแบบที่กว้างขวาง โปร่งสบาย และรองรับทุกไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น การเดินทางไปทำงาน การพักผ่อนในวันหยุด หรือการใช้เวลาร่วมกับคนสำคัญ พร้อมหน้าจอ Infotainment ขนาด 15.6 นิ้ว ทำงานร่วมกับชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 8155 มอบประสบการณ์การใช้งานที่รวดเร็วและลื่นไหล รองรับการเชื่อมต่อกับโลกดิจิทัลเต็มรูปแบบ พร้อมระบบ i-SMART PRO และ AI Voice Command ช่วยให้การสั่งงานภายในรถเป็นธรรมชาติ สะดวก และตอบโจทย์การใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลได้อย่างลงตัว

  1. GO FAR EASY ไปได้ไกลกว่า ใช้ชีวิตได้มากกว่า

MG 4 Urban 6

มอบอิสระให้ไปได้ไกลกว่าที่เคย ด้วยแบตเตอรี่ขนาด 53.9 kWh และมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง สามารถขับขี่ได้ไกลที่สุดในคลาสถึง 530 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC) รองรับทั้งการใช้งานในเมืองตลอดสัปดาห์และการออกทริปในวันหยุด พร้อมฟังก์ชัน V2L สามารถจ่ายพลังงานให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอกได้สูงสุด 3.3 กิโลวัตต์ (kW) เปลี่ยนรถให้เป็นแหล่งพลังงานเคลื่อนที่สำหรับทุกกิจกรรมไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งแคมป์ การทำงานนอกสถานที่ หรือการใช้เวลาท่ามกลางธรรมชาติ เพื่อให้ทุกจุดหมายเป็นไปได้ง่ายกว่าที่เคย พร้อมมอบความมั่นใจในการใช้งานระยะยาวด้วย EV LIFETIME WARRANTY การรับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน โดยไม่จำกัดระยะทางและผู้ครอบครองรถ สะท้อนความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานการผลิตของ เอ็มจี

ความโดดเด่นทั้งหมดนี้สะท้อนถึงปรัชญา “IN THAILAND FOR THAILAND” ที่ เอ็มจี ยึดถือมาโดยตลอด โดย NEW MG URBAN ไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์รุ่นใหม่ แต่เป็นโกลบอลโมเดลที่ผลิตในประเทศไทย (CKD) ด้วยฝีมือคนไทยและซัพพลายเชนในประเทศ เพื่อตอบสนองพฤติกรรมการใช้งานของคนไทยอย่างแท้จริง และยังเป็นก้าวสำคัญที่ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของภูมิภาคภายใต้แนวคิด “Made in Thailand, For the World”

MG 4 Urban 14

 

มร. ต๋า เซินเซิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัว NEW MG URBAN คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงเสมอไป โดย เอ็มจี ตั้งใจนำเทคโนโลยีระดับพรีเมียมอย่างระบบ Advanced Driver Assistance System (ADAS) ระดับ L2 และ Smart Auto Parking Solution มาใส่ไว้ในรถที่คนไทยเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพื่อเปลี่ยนภาพจำเดิม ๆ ว่าความสะดวกสบายระดับสูงต้องจ่ายในราคาหลักล้านเท่านั้น นอกจากตัวรถที่สมบูรณ์แบบ เอ็มจี ยังพร้อมส่งมอบประสบการณ์ LIFE EASY ผ่านบริการ MG SMILE มาตรฐานการบริการรูปแบบใหม่ที่เน้นความสะดวกและอุ่นใจในทุกช่วงเวลาของการใช้งาน เพราะเราเชื่อว่ารถยนต์ควรเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มชีวิตให้ง่ายและสนุกมากขึ้น NEW MG URBAN จึงเป็นตัวแทนของคนยุคใหม่ที่เลือกใช้ชีวิตอย่างฉลาด ตอบโจทย์ทั้งในแง่ของเทคโนโลยี ความคุ้มค่า และไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่นอย่างลงตัว”

MG 4 Urban 15

ทั้งนี้ NEW MG URBAN พร้อมส่งมอบให้แก่ลูกค้าชาวไทยตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และเปิดให้ผู้ที่สนใจได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ผ่านการทดลองขับแล้วที่ผู้จำหน่ายรถยนต์ เอ็มจี ทั่วประเทศ นอกจากนี้ เอ็มจี ยังเตรียมจัดกิจกรรมโรดโชว์เพื่อให้ผู้บริโภคในหลากหลายจังหวัดทั่วประเทศได้สัมผัส NEW MG URBAN อย่างใกล้ชิด พร้อมร่วมกิจกรรมพิเศษและรับข้อเสนอสุดคุ้ม โดยสามารถติดตามรายละเอียดวัน เวลา และสถานที่จัดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/MGcarsThailand

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจี ได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

Application: MG Thailand

 

 

 

 

“PT MAXNITRON RACING SERIES 2026” เสิร์ฟไฮไลต์ “Twilight Mode” ท้าทายความมันส์นัดเปิดฤดูกาล

0
PT MAXNITRON RACING SERIES 2026 1

บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เดินหน้าสนับสนุนและผลักดันวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านการแข่งขัน “PT MAXNITRON RACING SERIES 2026” สนามที่ 1 (เรซ 1–3) ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดศึกนัดแรกอย่างยิ่งใหญ่ด้วยทัพรถแข่งเข้าร่วมชิงชัยกว่า 190 คัน รวมทุกรายการ และได้รับกระแสตอบรับอย่างท่วมท้นด้วยยอดรับชมการถ่ายทอดสดผ่านทุกแพลตฟอร์มรวมกว่า 3,038,246 วิว

PT MAXNITRON RACING SERIES 2026 2

การแข่งขันในสนามแรกประกอบด้วยรายการหลักในตระกูล Siam Series ควบคู่กับการแข่งขัน Support Race อย่าง Isuzu Challenge Thailand 2026 และ Honda One Make Race ที่ร่วมเติมสีสันและความเข้มข้นให้กับการแข่งขัน ขณะเดียวกันยังมีการรวมตัวของกลุ่ม Car Club จากหลากหลายพื้นที่ สะท้อนพลังของคอมมูนิตี้คนรักมอเตอร์สปอร์ตที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

PT MAXNITRON RACING SERIES 2026 3

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของการแข่งขันสนามเปิดฤดูกาล คือการจัดการแข่งขันในช่วงเวลาพลบค่ำ หรือ “Twilight Mode” ซึ่งสร้างความตื่นเต้นและเพิ่มมิติใหม่ให้กับการแข่งขัน ท่ามกลางบรรยากาศช่วงพระอาทิตย์ตก เพื่อให้นักแข่งได้แสดงศักยภาพและทักษะการขับขี่ภายใต้สภาพการแข่งขันที่ท้าทายยิ่งขึ้น

PT MAXNITRON RACING SERIES 2026 4

คุณฉลอง ติรไตรภูษิต ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า PTG สนับสนุนวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยอย่างยั่งยืน โดยเชื่อว่ากีฬามอเตอร์สปอร์ตเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงนักแข่ง ทีมงาน ผู้สนับสนุน และแฟนกีฬาจากหลากหลายกลุ่มเข้าด้วยกัน การแข่งขัน PT MAXNITRON RACING SERIES จึงมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยในระยะยาว ขณะเดียวกัน การจัดการแข่งขันในรูปแบบ Twilight Mode ยังช่วยเพิ่มสีสันและความตื่นเต้นให้กับการแข่งขัน พร้อมสะท้อนความตั้งใจในการพัฒนารูปแบบการแข่งขันให้มีความหลากหลายและน่าสนใจยิ่งขึ้นสำหรับทั้งนักแข่งและผู้ชม”

PT MAXNITRON RACING SERIES 2026 5

สำหรับการแข่งขัน “PT MAXNITRON RACING SERIES 2026” สนามที่ 2 (เรซ 4-5) จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-16 สิงหาคม 2569 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ โดยผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสาร ไฮไลต์การแข่งขัน และรับชมการถ่ายทอดสดผ่านช่องทาง PT Maxnitron Motorsport ได้ทาง:

Facebook: www.facebook.com/ptmaxnitronmotorsport

Instagram: www.instagram.com/pt.maxnitron.motorsport

YouTube: www.youtube.com/@ptmaxnitronmotorsport87

PT MAXNITRON RACING SERIES 2026 7

 

 

“ฟอร์ด” ยกระดับศักยภาพเยาวชนไทยกว่า 2.5 ล้านบาท ในโครงการ ‘เปลี่ยนความรู้ สู่อาชีพ’ ปีที่ 9 มอบทุนแก่ 40 นักศึกษา

0
ฟอร์ด ประเทศไทย 1

ฟอร์ด ประเทศไทย สานต่อโครงการ ‘เปลี่ยนความรู้ สู่อาชีพ’ เพื่อยกระดับทักษะและความสามารถแก่เยาวชนไทยให้มีความพร้อมสู่ตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์ ผ่านกิจกรรมมอบทุนการศึกษา ส่งมอบเครื่องยนต์ และการฝึกอบรมที่จัดขึ้นต่อเนื่องปีที่ 9 โดยในปีนี้ได้ขยายโครงการไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 40 ทุนการศึกษา รวมมูลค่า 2,579,700 บาท พร้อมจัดพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ที่สำเร็จการศึกษาภายใต้โครงการฯ จากวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ และวิทยาลัยเทคโนโลยียานยนต์ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการส่งเสริมการเรียนรู้ของเยาวชนไทยให้มีทักษะที่พร้อมสำหรับการทำงานในอนาคต

ฟอร์ด ประเทศไทย 2

สำหรับปี 2569 โครงการ ‘เปลี่ยนความรู้ สู่อาชีพ’ ได้รับการจัดสรรทุนทรัพย์จาก ฟอร์ด ฟิแลนโธรพี และโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) สานต่อการดำเนินการร่วมกับ ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ (Teach for Thailand) ในการกระจายความช่วยเหลือแก่นักศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ให้ครอบคลุมภูมิภาคต่าง ๆ ในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์สามารถเข้าถึงการเรียนรู้และการฝึกฝนทักษะภาคปฏิบัติ ซึ่งทุนการศึกษาจะครอบคลุมค่าเล่าเรียน ค่าเดินทาง และค่าครองชีพเริ่มต้น จำนวนรวมทั้งสิ้น 40 ทุน ได้แก่

  • วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จำนวน 23 ทุน ได้แก่ นักศึกษาสาขาช่างเมคคาทรอนิกส์ 18 ทุน และ 5 ทุน แก่นักศึกษาสาขาช่างยนต์
  • วิทยาลัยเทคโนโลยียานยนต์ จังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 9 ทุน สำหรับหลักสูตรทวิภาคี 2 ปี และโอกาสฝึกภาคปฏิบัติที่ศูนย์บริการฟอร์ด
  • วิทยาลัยเทคโนโลยีโปลิเทคนิคลานนา จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 4 ทุน
  • วิทยาลัยเทคนิคหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 4 ทุน สำหรับหลักสูตร 2 ปี ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่ฟอร์ดขยายโครงการไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยนักศึกษาจะมีโอกาสในการฝึกภาคปฏิบัติในปีที่ 2 ที่ศูนย์บริการฟอร์ด
  • ฟอร์ดยังสนับสนุนแผนกช่างยนต์ วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย จังหวัดระยอง ด้วยการส่งมอบเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 0 ลิตร พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ที่ใช้ในรถฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ เพื่อใช้เป็นสื่อการสอนให้นักศึกษาได้เรียนรู้เทคโนโลยีในรถยนต์ของฟอร์ด

ฟอร์ด ประเทศไทย 3

นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า “การดำเนินโครงการ เปลี่ยนความรู้ สู่อาชีพ ต่อเนื่องปีที่ 9 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการพัฒนาบุคลากรคุณภาพ ให้มีทั้งความรู้และทักษะปฏิบัติที่เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ในรถยนต์ฟอร์ด รวมถึงการเรียนรู้นวัตกรรมที่ใช้ในงานบำรุงรักษา เพื่อส่งมอบบริการที่มีคุณภาพแก่ลูกค้าฟอร์ด ในปีนี้ เรามุ่งขยายการสนับสนุนไปยังนักศึกษาในภูมิภาคต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยลดอุปสรรคด้านทุนทรัพย์ และส่งเสริม ‘สมดุลระหว่างการเรียนและการทำงาน’ ตลอดจนสนับสนุนสุขภาวะทางจิตของนักศึกษาที่อาจต้องเดินทางไกลจากบ้าน ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตเป็นบุคลากรที่มีศักยภาพรอบด้านและพร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต่อไป”

ฟอร์ด ประเทศไทย 4

นอกจากการแบ่งเบาภาระทางการเงินแก่นักศึกษา โครงการ ‘เปลี่ยนความรู้ สู่อาชีพ’ ยังส่งมอบการฝึกอบรมที่จำเป็นโดยผู้เชี่ยวชาญจากฟอร์ด ได้แก่

  • โครงการพี่เลี้ยง: เชื่อมโยงนักเรียนกับช่างเทคนิคที่มีประสบการณ์จากศูนย์บริการฟอร์ด เพื่อให้คำแนะนำในการปฏิบัติงานจริงและแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกในอุตสาหกรรมยานยนต์
  • การจัดเวิร์กชอปและสัมมนา: มุ่งเน้นไปที่การบริหารจัดการเวลา และการยกระดับทักษะ เพื่อให้มั่นใจว่านักเรียนมีความพร้อมอย่างเต็มที่ก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต
  • การติดตามและประเมินผลความก้าวหน้าของนักเรียน: พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมตามความจำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่านักเรียนจะบรรลุเป้าหมายทางการศึกษาและเป้าหมายทางวิชาชีพของตนเอง
  • การเสริมสมดุลระหว่างการเรียนและการทำงาน: โดยร่วมมือกับทางวิทยาลัยและนายจ้างเพื่อจัดตารางเวลาที่เหมาะสมและเอื้อต่อการเรียนรู้

ฟอร์ด ประเทศไทย 5

มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย มอบคอมพิวเตอร์ 864 เครื่อง สนับสนุนการศึกษา 3 จังหวัดชายแดนใต้ สานต่อความช่วยเหลือต่อเนื่อง มูลค่ารวมกว่า 5.3 ล้านบาท

0
มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย 1

มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย ร่วมกับผู้จำหน่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในพื้นที่ จัดพิธีส่งมอบคอมพิวเตอร์ 864 เครื่อง เพื่อสนับสนุนการศึกษา ให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา ณ ศาลากลางจังหวัดนราธิวาส โดยมีนายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ คณะผู้บริหารสถานศึกษา และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมในพิธี

การดำเนินในครั้งนี้เป็นการสานต่อความช่วยเหลือจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อปี 2567 ซึ่งส่งผลให้โรงเรียนจำนวนมากได้รับความเสียหายและขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนการสอน โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ของเยาวชน โดยในปี 2567มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณเพื่อฟื้นฟูโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ มูลค่า 1.8 ล้านบาท ควบคู่กับการมอบคอมพิวเตอร์รวม 326 เครื่อง เพื่อช่วยให้โรงเรียนสามารถกลับมาเปิดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในปีนี้ ได้ดำเนินการจัดหาคอมพิวเตอร์เพิ่มเติมเพื่อมอบให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ รวม 864 เครื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา และลดช่องว่างทางการเรียนรู้และการเข้าถึงเทคโนโลยีของเยาวชนในพื้นที่

นายอิสรภาพ อู่โชตนานันท์ กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย กล่าวว่า “มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทยมุ่งมั่นสนับสนุนสังคมไทย โดยเฉพาะการยกระดับโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนในพื้นที่ขาดแคลน ทั้งในยามวิกฤตและการฟื้นฟูระยะยาว เพื่อให้เด็ก ๆ เข้าถึงการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม”

ทั้งนี้ หากนับรวมการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบัน มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทยได้ให้การสนับสนุนโรงเรียนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 5.3 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง

มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทยจัดตั้งขึ้นช่วยเหลือสังคมไทยเมื่อเกิดสาธารณภัย รวมถึงสนับสนุนด้านการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิต ภายใต้เจตนารมณ์ของฮอนด้าในการสร้างสรรค์คุณค่าและเป็นองค์กรที่สังคมไทยต้องการให้ดำรงอยู่ตลอดไป

 

“GWM” ตอกย้ำผู้นำด้านบริการหลังการขายของแบรนด์รถยนต์จีนในไทย ด้วยมาตรฐาน ความโปร่งใส และความอุ่นใจที่ผู้ใช้จริงพิสูจน์แล้ว

0
GWM Thailand 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” และมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด ตอกย้ำความแข็งแกร่งด้านบริการหลังการขายในประเทศไทยด้วยมาตรฐานการดูแลที่โดดเด่นรอบด้าน ทั้งความสะดวกในการเข้าถึงการบริการ ความโปร่งใสของข้อมูลและค่าใช้จ่าย ความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิค กระบวนการให้บริการที่มีประสิทธิภาพและการสื่อสารที่ชัดเจน การันตีด้วยผลการสำรวจโดย บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) จำกัด ปี 2569 ที่ยกให้ GWM เป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่ได้รับความพึงพอใจด้านบริการหลังการขายสูงเป็นอันดับ 1 ในไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน (2568 และ 2569)

GWM Thailand 2

GWM ยังคงเดินหน้าลงทุนและพัฒนาศักยภาพด้านการบริการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้พร้อมดูแลลูกค้าในทุกช่วงเวลาของการใช้งาน เน้นการสร้าง ‘ความเชื่อมั่นที่จับต้องได้จริงด้วยบริการที่โปร่งใส ชัดเจน พร้อมเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวก และทีมงานที่พร้อมสนับสนุนอย่างมืออาชีพ เพื่อยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ GWM และรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยในยุคยานยนต์พลังงานใหม่

GWM Thailand 3

  • ความสะดวกในการเข้าถึงการบริการ: หนึ่งในปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้าในทุก ๆ ขั้นตอนการบริการ คือ ความสะดวกในการเข้าถึงบริการ โดยมี GWM แอปพลิเคชันเป็นหัวใจหลักของการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าที่เข้าถึงได้ง่าย รวมไปถึงมีศูนย์บริการมาตรฐานและเครือข่าย GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ จำนวน 71 แห่งทั่วประเทศ ที่ทำให้ GWM พร้อมดูแลลูกค้าอย่างครอบคลุมในทุกมิติของการใช้งานรถยนต์ ตั้งแต่การเข้ารับบริการตามระยะ การดูแลหลังการขาย ไปจนถึงการให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการอบรมตามมาตรฐานของ GWM รวมไปถึง บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง คลอบคลุมถึงบริการยกรถฉุกเฉิน บริการเติมน้ำมันฉุกเฉิน รวมไปถึงบริการรับกุญแจสำรอง ณ ที่พักของลูกค้า ภายในระยะทาง 20 กิโลเมตร ซึ่งลูกค้าสามารถขอความช่วยเหลือผ่านแอปพลิเคชัน GWM หรือโทรติดต่อศูนย์บริการลูกค้า GWM ที่หมายเลข 02-668-8888  ได้ตลอด 24 ชั่วโมง; GWM Mobile Service ที่ให้บริการบำรุงรักษาตามระยะทางถึงที่ทั่วประเทศ เพียงทำการนัดหมายล่วงหน้า
  • ความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิคและกระบวนการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ: GWM ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจได้ว่าช่างเทคนิค ที่ปรึกษาการบริการและเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์ทุกคน จะมีความรู้ความสามารถในการให้บริการลูกค้า และซ่อมบำรุงรถยนต์ทุกประเภทพลังงานของ GWM ได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล ยิ่งไปกว่านั้น GWM ยังมุ่งมั่นในการสร้างมาตรฐานใหม่ของงานบริการ ด้วยเป้าหมายในการส่งมอบบริการหลังการขายที่รวดเร็ว ครอบคลุม และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการบริหารจัดการอะไหล่ที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการรับประกันความพร้อมส่งอะไหล่ภายใน 7 วัน พร้อมการชดเชยด้วย GWM Point หากไม่สามารถส่งอะไหล่ได้ภายใน 7 วัน นอกจากนั้นยังมีศูนย์มาตรฐานซ่อมตัวถังและสีที่ครอบคลุม โดยทุกขั้นตอนผ่านการดูแลโดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ พร้อมการรับประกันคุณภาพงานซ่อม เพื่อสร้างความมั่นใจในทุกครั้งของการเข้ารับบริการ
  • การบริหารจัดการปัญหาและการวิเคราะห์เชิงลึกแบบบูรณาการ: GWM ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยไม่เพียงมุ่งเน้นการซ่อมให้แล้วเสร็จ แต่ยังให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์สาเหตุเชิงลึก (Root Cause Analysis) เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาซ้ำในระยะยาว โดยทีมงานในประเทศไทยทำงานอย่างใกล้ชิดเป็นหนึ่งเดียวกับทีม Quality Management (QM), Research & Development (R&D) และสำนักงานใหญ่ (HQ) เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา กำหนดแนวทางการซ่อม และพัฒนาวิธีการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง แนวทางดังกล่าวช่วยให้ GWM สามารถยกระดับคุณภาพการซ่อมบำรุงให้มีความแม่นยำ รวดเร็ว และได้มาตรฐานเดียวกันในระดับสากล สะท้อนถึงความแตกต่างด้านกระบวนการทำงานที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ และเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าได้อย่างแท้จริง
  • ความโปร่งใส และการให้คำปรึกษาอย่างเป็นระบบ: GWM มุ่งเน้นการกำหนดราคาค่าบริการที่โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ผู้ใช้งานทุกรายมั่นใจและได้รับประสบการณ์ที่ดีในการใช้บริการทุกครั้ง โดยผู้ใช้งานจะได้รับข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตั้งแต่ก่อนเข้ารับบริการจนถึงหลังการบริการเสร็จสิ้น ซึ่งช่วยให้สามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและไม่รู้สึกว่ามีการซ่อนเร้นค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น
  • ความพร้อมด้านอะไหล่และการสนับสนุนที่เหนือกว่า: GWM เสริมความแข็งแกร่งด้านการบริหารจัดการอะไหล่ด้วยการมีฐานการผลิตภายในประเทศ ซึ่งช่วยให้สามารถจัดหาและกระจายอะไหล่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สะท้อนถึงศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนที่แตกต่างจากแนวทางการจัดหาอะไหล่ทั่วไปในอุตสาหกรรม พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังคงยืนยันมาตรฐานการให้บริการด้วยการรับประกันความพร้อมของอะไหล่ภายใน 7 วัน ซึ่งช่วยรองรับการใช้งานของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง ลดระยะเวลารอคอย และตอกย้ำความได้เปรียบเชิงโครงสร้างของ GWM เมื่อเทียบกับภาพรวมทั้งอุตสาหกรรม
  • การรับประกันที่ครอบคลุมและโดดเด่นของ GWM: สะท้อนความตั้งใจในการดูแลผู้บริโภคในไทยอย่างจริงจังในระยะยาว เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งานรถยนต์ GWM ได้อย่างมั่นใจและอุ่นใจในทุกเส้นทาง ครอบคลุมทั้งการรับประกันคุณภาพรถใหม่สูงสุด 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน; การรับประกันแบตเตอรี่เพื่อความมั่นใจในยุคพลังงานใหม่ อาทิ การรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด ORA 5 HEV นาน 10 ปี แบบไม่จำกัดระยะทาง และการรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ORA 5 EV นาน 8 ปี หรือ 180,000 แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน ; รวมไปถึงการรับประกันเครื่องยนต์ดีเซลสำหรับ TANK 300 DIESEL และ TANK 500 DIESEL สูงสุดถึง 1,000,000 กิโลเมตร หรือ 8 ปี แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ gwm.co.th
  • การสื่อสารที่มีความชัดเจนและเข้าถึงได้ง่าย: GWM เน้นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ การให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับกระบวนการต่าง ๆ ผ่าน GWM Smart Service ซึ่งเป็นระบบจัดการอัจฉริยะที่เชื่อมต่อแพลตฟอร์มการทำงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการเข้ารับบริการที่ลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนหรือยืนยันนัดหมายได้ตามความสะดวก ช่วยให้ลูกค้าสามารถจัดการเวลาได้ดีขึ้นและเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนการใช้บริการ รวมถึงระยะเวลาในการซ่อม ค่าบริการ และสถานะการดำเนินการ และการให้รายละเอียดต่าง ๆ ให้ลูกค้าเข้าใจอย่างถูกต้องและครบถ้วน

GWM Thailand 4

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ท่ามกลางการแข่งขันที่แบรนด์ต่างมุ่งยกระดับบริการหลังการขายในหลากหลายมิติ GWM ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการผสานจุดแข็งทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการรับประกันระดับสูง เครือข่ายบริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ระบบบริหารจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ และความพร้อมด้านอะไหล่จากฐานการผลิตในประเทศที่ช่วยให้สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ GWM สามารถส่งมอบประสบการณ์การให้บริการที่ครบวงจร ชัดเจน และเชื่อถือได้ในทุกมิติ ซึ่งเป็นหนึ่งในความแตกต่างสำคัญที่ทำให้เราโดดเด่นกว่าใครในอุตสาหกรรม พิสูจน์ได้จากผลการสำรวจด้านความพึงพอใจที่จัดทำโดย Differential ซึ่งสะท้อนว่า GWM สามารถทำผลงานโดดเด่นเหนือกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม และก้าวขึ้นเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่ได้รับความพึงพอใจด้านบริการหลังการขายสูงเป็นอันดับ 1 ในไทยต่อเนื่อง ทั้งนี้  GWM ยังคงให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของลูกค้าอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด พร้อมนำทุกความคิดเห็นไปวิเคราะห์ ปรับปรุง และพัฒนาการบริการให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าทุกคนได้รับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ที่อุ่นใจและดียิ่งขึ้นในทุกมิติ และสะท้อนความมุ่งมั่นของ GWM ในการเติบโตไปพร้อมกับผู้บริโภคชาวไทยอย่างยั่งยืน”

GWM Thailand 5

*แหล่งที่มา: บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) จำกัด

 

 

 

 

“อีซูซุ” สนับสนุนทีมเบสบอลยุวชนทีมชาติไทย เดินหน้าสู้ศึกใหญ่ ชิงชัยในการแข่งขันระดับนานาชาติที่เกาหลีใต้

0
อีซูซุ 1

กลุ่มอีซูซุในประเทศไทย โดย มร. ฮิโรยาสุ ซาโต้ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด และ มร. ฮิเดฮิโกะ ชิโมมูระ กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท อีซูซุมอเตอร์  (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสนับสนุนนักกีฬาเบสบอลยุวชนทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี อย่างต่อเนื่อง โดยมอบเงิน 500,000 บาท พร้อมชุดเครื่องแบบประจำทีม ในโอกาสเข้าร่วมชิงชัยในการแข่งขันเบสบอลระดับนานาชาติ รายการ “2026 Little League Baseball Asia-Pacific & Middle East Regional Tournament” ณ ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน – 4 กรกฎาคม 2569 โดยมี คุณชัยวัฒน์ ชัยวรรณจินดา เลขาธิการสมาคมกีฬาเบสบอลแห่งประเทศไทย เป็นผู้แทนรับมอบ ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ 60 พรรษา จังหวัดปทุมธานี

อีซูซุ 2

มร. ฮิโรยาสุ ซาโต้ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวถึงการสนับสนุนในครั้งนี้ว่า “เบสบอลเป็นกีฬาประเภททีมที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศญี่ปุ่น และเป็นกีฬาที่ช่วยพัฒนาเยาวชนได้อย่างรอบด้าน ไม่เพียงทักษะด้านร่างกาย แต่ยังรวมถึงทักษะด้านความคิด ได้แก่ ความมีวินัย ความสามัคคี การทำงานเป็นทีม ตลอดจนการคิดวิเคราะห์และวางแผนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปีนี้เป็นการสนับสนุนครั้งที่ 19 ของกลุ่มอีซูซุ พร้อมมอบเงิน 500,000 บาท และชุดเครื่องแบบประจำทีมเบสบอลยุวชนทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี  ในการเข้าร่วมการแข่งขันรายการ “2026 Little League Baseball Asia-Pacific & Middle East Regional Tournament” ณ ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน – 4 กรกฎาคม 2569 ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่เยาวชนไทยจะได้แสดงศักยภาพในฐานะตัวแทนประเทศไทยบนเวทีนานาชาติ เราเชื่อมั่นว่าความตั้งใจและความทุ่มเทของเด็ก ๆ ทุกคน จะสามารถทำผลงานได้อย่างเต็มที่ พร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์อันมีค่า และสร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทยบนเวทีนานาชาติ”

อีซูซุ

สำหรับนักกีฬาเบสบอลยุวชนทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี ภายใต้การดูแลของ มร.อิซาโอะ อาโอยามะ หัวหน้าผู้ฝึกสอน กล่าวว่า “ความท้าทายในการแข่งขันนี้คือบรรยากาศการแข่งขันระดับโลกครับ เด็กๆ ของเราอาจจะยังไม่ค่อยมีประสบการณ์แต่เราก็จะพยายามสู้อย่างเต็มที่ และเราหวังว่าจะนำรางวัลกลับมาฝากประเทศไทยด้วยครับ ปีที่แล้วเราได้ที่ 3 ปีนี้ก็หวังว่าจะทำให้ดีกว่าเดิม เราอยากพัฒนาให้น้อง ๆ ไปสู่ระดับที่สูงขึ้น และที่สำคัญคืออยากให้น้องๆ ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ทุกคนต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานเป็นทีมร่วมกันเพื่อที่จะเติบโตไปเป็นผู้นำในอนาคตครับ” 

อีซูซุ 4

เบสบอลเป็นกีฬายอดนิยมในหลายประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ขณะที่ในประเทศไทยยังมีผู้เล่นไม่มากนัก จึงเป็นโอกาสสำหรับเยาวชนผู้ที่ต้องการก้าวสู่การเป็นนักกีฬาทีมชาติ ซึ่งสมาคมกีฬาเบสบอลแห่งประเทศไทยยังคงเดินหน้าพัฒนาศักยภาพนักกีฬา พร้อมส่งเสริมให้กีฬาเบสบอลเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

อีซูซุ 5

“ผมชอบกีฬาเบสบอลเพราะเป็นกีฬาที่สนุกครับ และพวกเราดีใจและภูมิใจมากที่ได้เป็นยุวชนทีมชาติไทยในปีนี้ เพราะกว่าที่พวกเราทั้งทีมจะมายืนถึงจุดนี้ได้ มันต้องใช้ความลำบากและความอดทนสูงมากครับ โดยเฉพาะการขว้าง การรับลูก และการเรียนรู้เกี่ยวกับการทำเกมครับ เพราะมันต้องใช้สมาธิและความเร็วในการคิดมาก ๆ ครับ พวกเราจึงต้องซ้อมอย่างหนักโดยแบ่งเวลาในช่วงเช้าและช่วงเย็น เน้นฝึกซ้อมควบคู่ไปกับการเรียน เพราะพวกเราอยากทำหน้าที่ให้ดีที่สุดครับ แล้วก็อยากพาทีมไปเล่นที่อเมริกา อยากทำให้ประเทศไทยมีชื่อเสียงด้านเบสบอลครับ”

น้องอัครวิชญ์ ปายะฤทธิ โรงเรียนสาธิตนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และน้องวุฒิศักดิ สีมะเริง จากโรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี เผยที่มาของการเข้าร่วมทีม

อีซูซุ 6

ร่วมติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai  หรือ #IsuzuLittleLeagueBaseball2026 #Isuzu #อีซูซุ

 

 

 

 

“เอ็มจี” ยืนยันความพร้อมการผลิต NEW MG URBAN รองรับการส่งมอบลูกค้าชาวไทยทันทีหลังเปิดตัว

0
MG 4 Urban

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เดินหน้าเตรียมความพร้อมรอบด้านก่อนเปิดตัว NEW MG URBAN อย่างเป็นทางการในวันที่ 17 มิถุนายนนี้ ทั้งด้านการผลิต การบริหารจัดการชิ้นส่วน และอะไหล่ ตลอดจนกระบวนการควบคุมคุณภาพอย่างครบวงจร เพื่อรองรับการส่งมอบรถให้แก่ลูกค้าชาวไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพทันทีหลังการเปิดตัว สะท้อนความมุ่งมั่นของ เอ็มจี ในการนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคในระยะยาว

MG 4 Urban 2NEW MG URBAN ได้ผ่านกระบวนการเตรียมความพร้อมด้านการผลิตและการตรวจสอบคุณภาพตามมาตรฐานที่ เอ็มจี กำหนด เพื่อให้มั่นใจว่ารถทุกคันมีความพร้อมรองรับการส่งมอบแก่ลูกค้าทั่วประเทศทันทีภายหลังการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

MG 4 Urban 3นอกจากนี้ เอ็มจี ยังได้วางแผนการบริหารจัดการด้านชิ้นส่วน อะไหล่ และโลจิสติกส์อย่างเป็นระบบ ควบคู่กับ ระบบสนับสนุนหลังการขายแบบครบวงจร เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย พร้อมยกระดับการดูแลลูกค้าให้มีความรวดเร็วและต่อเนื่องตลอดอายุการใช้งาน

MG 4 Urban 5

การมาของ NEW MG URBAN ถือเป็นอีกหนึ่งโมเดลสำคัญที่จะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับไลน์อัพรถยนต์ไฟฟ้าของ เอ็มจี ในประเทศไทย พร้อมตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหารถยนต์ไฟฟ้าที่ทำให้ชีวิต  “ง่ายยิ่งขึ้น” ด้วยขนาดที่ใหญ่โต พร้อมความอเนกประสงค์ และเทคโนโลยีของตัวรถที่ล้ำสมัย พร้อมเดินทางไปได้ทุกที่

MG 4 Urban 6

ทั้งนี้ เอ็มจี มีกำหนดเปิดตัวและประกาศราคา NEW MG URBAN หรือ “น้องม่วง” อย่างเป็นทางการในประเทศไทยในวันที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ ซีซี ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว
หรือติดตามรับชมสดผ่านช่องทาง https://www.facebook.com/MGcarsThailand

MG 4 Urban 7

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

Application: MG Thailand

 

 

 

 

 

จาก “IONIQ 5 N” สู่ “IONIQ 5 N Line” จากสนามแข่ง สู่สไตล์ที่เป็นคุณ “Hyundai” ขยายความหมายของตัวอักษร N ให้กว้างกว่าสมรรถนะ

0
็ัีHyundai IONIQ 5 N Line 1

ก่อนการเปิดตัว The new 2026 IONIQ 5 N Line รุ่นประกอบประเทศไทย อย่างเป็นทางการ ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย สะท้อนการมาถึงของรถยนต์ไฟฟ้า IONIQ 5 N Line รุ่นประกอบไทย ที่ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนผ่าน จากรถนำเข้าสู่รถประกอบในประเทศเท่านั้น เผยถึงการตีความ จิตวิญญาณจากสนามมอเตอร์สปอร์ตสู่ถนนจริง ในความหมายของแบรนด์ N จากฮุนได ที่เติบโตจากการเป็นสัญลักษณ์ของรถยนต์สมรรถนะสูง ดีกรีความสปอร์ตเต็มขั้น สู่การสะท้อนสไตล์ที่โดดเด่น ถ่ายทอดตัวตนของผู้ใช้งานในวงกว้างของประเทศไทยมากขึ้น

็ัีHyundai IONIQ 5 N Line  2
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชื่อของ N ถูกจดจำผ่านรถยนต์สมรรถนะสูงอย่าง IONIQ 5 N และ ELANTRA N ซึ่งได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด Never Just Drive โดยมีจุดเริ่มต้นจาก Namyang R&D Center ศูนย์วิจัยและพัฒนาของฮุนได ประเทศเกาหลีใต้ และผ่านการทดสอบบนสนาม Nürburgring ประเทศเยอรมนี จนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์สมรรถนะสูงที่ได้รับความสนใจจากผู้ใช้รถทั่วโลก อย่างไรก็ตาม การเติบโตของตลาดรถพลังงานไฟฟ้า 100% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้มองหาสมรรถนะเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับการออกแบบ บุคลิก และเอกลักษณ์ของรถยนต์ที่สามารถสะท้อนตัวตนของเจ้าของ บ่งบอกรสนิยมของเจ้าของได้ในทุกครั้งที่ปรากฏตัวบนท้องถนนได้เช่นกัน นั่นคือจุดกำเนิดของ N Line ซึ่ง Hyundai พัฒนาขึ้นเพื่อทำหน้าที่แตกต่างจาก N อย่างชัดเจน

็ัีHyundai IONIQ 5 N Line 3

หาก IONIQ 5 N ถูกสร้างขึ้นเพื่อผลักขีดจำกัดของรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง Hyundai IONIQ 5 N Line 2026 รุ่นประกอบไทย คือการนำแรงบันดาลใจและ DNA จากโลกของ N มาถ่ายทอดผ่านงานออกแบบ และรายละเอียดที่จับต้องได้ใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยยังคงรักษาความสะดวกสบายและการใช้งานจริงเอาไว้อย่างครบถ้วน

็ัีHyundai IONIQ 5 N Line 4

ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนผ่านแนวทางการพัฒนารถทั้งสองรุ่นอย่างชัดเจน โดยรถยนต์ไฟฟ้า IONIQ 5 N มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ ผ่านระบบขับเคลื่อนสมรรถนะสูงและเทคโนโลยีเฉพาะทางสำหรับการขับขี่เชิง Performance ขณะที่ IONIQ 5 N Line เลือกถ่ายทอดจิตวิญญาณเดียวกันผ่านภาษาการออกแบบที่สปอร์ตและเฉียบคมมากขึ้น

็ัีHyundai IONIQ 5 N Line 5

สำหรับ The new 2026 IONIQ 5 N Line รุ่นประกอบประเทศไทย Hyundai ยังคงรักษาเอกลักษณ์ดังกล่าวไว้อย่างครบถ้วน ผ่านกันชนหน้าและหลังดีไซน์เฉพาะรุ่น รายละเอียดภายนอกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถตระกูล N รวมถึงล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้ตัวรถมีความโดดเด่นยิ่งขึ้น

็ัีHyundai IONIQ 5 N Line 6
ขณะเดียวกัน The new 2026 IONIQ 5 N Line ยังคงรักษาจุดแข็งด้านเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าของฮุนไดเอาไว้อย่างครบถ้วน ทั้งแพลตฟอร์ม E-GMP แพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ระบบไฟฟ้าแรงดันสูง 800 โวลต์ ที่รองรับการชาร์จไฟความเร็วสูง และระบบ Hyundai SmartSense ที่รวมเทคโนโลยีความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ไว้อย่างครบครัน

็ัีHyundai IONIQ 5 N Line 8การมาถึงของ The new 2026 IONIQ 5 N Line จึงไม่ได้เป็นเพียงการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นการนำเสนออีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่ผสานเทคโนโลยีระดับโลกเข้ากับสไตล์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว

็ัีHyundai IONIQ 5 N Line 9

เพราะในวันที่รถยนต์ไฟฟ้า หรือรถยนต์ EV หลายรุ่นมีสมรรถนะที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น สิ่งที่ทำให้ผู้คนเลือกครอบครองรถคันหนึ่ง อาจไม่ใช่เพียงตัวเลขบนสเปก แต่คือบุคลิกและตัวตนที่รถคันนั้นสามารถสะท้อนออกมาได้ในทุกการเดินทาง สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถลงทะเบียนแสดงความสนใจล่วงหน้า เพื่อรับสิทธิพิเศษส่วนลด 20,000 บาท* ก่อนใคร ก่อนเปิดตัว The new 2026 IONIQ 5 N Line อย่างเป็นทางการ ได้ที่ https://bit.ly/4sy6973
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hyundai.com/th/th

 

 

พร้อมเต็มร้อย! ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต เตรียมส่งรถแข่งไทรทัน แรลลี่คาร์ ตั้งเป้าคว้าแชมป์สมัยที่ 2 ติดต่อกัน ในศึกเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2026

0
ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต 1

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) ประกาศความพร้อมของทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ภายใต้การสนับสนุนด้านเทคนิคจาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศญี่ปุ่น)หลังเสร็จสิ้นภารกิจทดสอบสมรรถนะและความทนทานของรถแข่งมิตซูบิชิ ไทรทัน แรลลี่คาร์ ต่อเนื่องนานถึง 7 วัน เมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บนเส้นทางออฟโรดใกล้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยการทดสอบดังกล่าวดำเนินการขึ้นภายใต้การจำลองสภาวะที่ใกล้เคียงกับสนามจริงของการแข่งขันรายการเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ หรือ เอเอ็กซ์ซีอาร์ (AXCR) ซึ่งผลการทดสอบ ได้ยืนยันว่า การพัฒนาสมรรถนะและความแข็งแกร่งของ ไทรทัน แรลลี่คาร์ นั้นเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทั้งนี้ สำหรับศึกการแข่งขัน เอเอ็กซ์ซีอาร์ 2026 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทยช่วงเดือนสิงหาคมนี้ ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต เตรียมส่งรถแข่งไทรทัน แรลลี่คาร์ ลงสนามจำนวน 3 คัน พร้อมตั้งเป้าคว้าแชมป์ติดต่อกันเป็นสมัยที่ 2

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต 2

การแข่งขัน เอเอ็กซ์ซีอาร์ 2026 จะใช้เส้นทางรวมประมาณ 2,000 กิโลเมตร ตลอดระยะเวลา 6 วัน ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนชื้น และภูมิประเทศอันสมบุกสมบันตามแบบฉบับของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเส้นทางการแข่งขันจะทวีความท้าทายขึ้นด้วยอุปสรรคหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ภูเขาสูงชัน เส้นทางในป่าทึบที่ทั้งแคบและขรุขระ รวมถึงทางวิบากที่ต้องอาศัยความเร็วต่ำถึงปานกลาง ในการฝ่าหล่มโคลนและจุดข้ามลำน้ำที่เกิดจากฝนตกฉับพลัน ไปจนถึงทางดินแนวราบที่สามารถใช้ความเร็วสูงได้ อาทิ ทุ่งหญ้ากว้าง และเส้นทางในพื้นที่เกษตรกรรม

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต 3

เพื่อสานต่อความสำเร็จและคว้าชัยชนะติดต่อกันเป็นสมัยที่ 2 ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ได้ดึงศักยภาพของรถแข่งไทรทัน แรลลี่คาร์ ออกมาอย่างเต็มพิกัด พร้อมเสริมสมรรถนะการขับขี่ให้สามารถรับมือและควบคุมรถได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น ตลอดสภาพเส้นทางอันหลากหลายและยากลำบากของการแข่งขันเอเอ็กซ์ซีอาร์ โดยมีการปรับการจัดวางองค์ประกอบของตัวรถ รวมถึงตำแหน่งของระบบส่งกำลัง ให้กระจายน้ำหนักระหว่างด้านหน้าและด้านหลังได้อย่างสมดุลมากขึ้น อีกทั้งยังได้ปรับจูนช่วงล่างและระบบกันสะเทือน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเกาะถนนของล้อทั้งสี่ ช่วยให้เสถียรภาพในการควบคุมพวงมาลัยและการเข้าโค้งดีกว่าเดิม นอกจากนี้ ยังได้มีการ
อัปเกรดการตอบสนองของเครื่องยนต์ในย่านความเร็วต่ำถึงปานกลาง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการควบคุมและ
ขีดความสามารถในการลุยเส้นทางออฟโรดให้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต 4

“ในการแข่งขัน เอเอ็กซ์ซีอาร์ รถแข่งไทรทัน แรลลี่คาร์ ต้องขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูงบนเส้นทางที่หลากหลายและท้าทายอย่างหนัก ส่งผลให้ตัวรถต้องรองรับแรงกระแทกจากสภาพถนน ซึ่งในบางกรณีอาจสูงกว่าการใช้งานโดยปกติของลูกค้าทั่วไปกว่า 30 เท่า” มร. ฮิโรชิ มาซูโอกะ ผู้อำนวยการ ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต กล่าว “ข้อมูลทางเทคนิคที่ได้รับจากการเข้าร่วมการแข่งขัน เอเอ็กซ์ซีอาร์ ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงช่วยเพิ่มความได้เปรียบในการชิงชัยให้กับรถแข่งไทรทัน แรลลี่คาร์ ของเราเท่านั้น แต่ยังมอบข้อมูลเชิงลึกอันทรงคุณค่าในการเสริมสร้างความโดดเด่นให้กับรถยนต์ที่ผลิตเพื่อจำหน่ายจริงอีกด้วย องค์ความรู้ที่ได้รับเหล่านี้ ไม่เพียงถูกนำไปประยุกต์ใช้กับรถยนต์มิตซูบิชิ ไทรทันเท่านั้น แต่ยังถ่ายทอดไปยัง ออล-นิว ปาเจโร ที่มีกำหนดเปิดตัวครั้งแรกของโลกช่วงไตรมาสที่ 3 นี้เช่นกัน และด้วยแนวทางการพัฒนารถยนต์ที่ผ่านการเคี่ยวกรำอย่างเข้มข้นจากสมรภูมิแรลลี่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส จะยังคงเดินหน้านำเสนอยนตรกรรมที่เปี่ยมไปด้วยความโดดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ เพื่อสะท้อนถึงตัวตนที่แท้จริงของแบรนด์ต่อไป”

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต 5

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต

ผู้อำนวยการทีม: ฮิโรชิ มาซูโอกะ (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส)

เจ้าของทีม: ชยุส ยังพิชิต (ทันท์ สปอร์ต)

ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค: ก่อพงษ์ อมาตยกุล (ทันท์ สปอร์ต)

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต 6

นักแข่งและผู้นำทาง

ชยพล โยธา
ตัวแทนจาก: จังหวัดอุดรธานี ประเทศไทย
เกิด: 16 สิงหาคม 2530 (อายุ 38 ปี)
ประวัติการแข่งขัน: ชยพล คร่ำหวอดในการแข่งขันแรลลี่
และมอเตอร์สปอร์ตหลายรายการในประเทศไทย และเป็นผู้นำทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต คว้าแชมป์ประเภทโอเวอร์ออล 2 ครั้ง จากการแข่งขัน เอเอ็กซ์ซีอาร์ 2022 และ 2025 ด้วยสไตล์การขับที่แม่นยำ ระมัดระวัง และสามารถทำความเร็วสูงได้โดย
ไม่สร้างความเสียหายให้กับตัวรถ

ผู้นำทาง: พีรพงษ์ สมบัติวงศ์ (ประเทศไทย)

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต 7

คัตสึฮิโกะ ทากูชิ
ตัวแทนจาก: จังหวัดโอคายาม่า ประเทศญี่ปุ่น
เกิด: 7 กุมภาพันธ์ 2515 (อายุ 54 ปี)
ประวัติการแข่งขัน: คัตสึฮิโกะ ทากูชิ เป็นนักแข่งแรลลี่ระดับนานาชาติ เจ้าของแชมป์รายการ FIA Asia-Pacific Rally Championship 2 สมัย และเป็นคู่นักแข่งชาวญี่ปุ่นที่ทำอันดับสูงสุดในการแข่งขัน เอเอ็กซ์ซีอาร์ 2025 ด้วยการคว้าอันดับที่ 5 ประเภทโอเวอร์ออล (Overall)

ผู้นำทาง: ทาคาฮิโระ ยาสุอิ (ประเทศญี่ปุ่น)

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต 8

คาสุโตะ โคอิเดะ (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส)
ตัวแทนจาก: จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น
เกิด: 19 มิถุนายน 2522 (อายุ 46 ปี)
ประวัติการแข่งขัน: คาสุโตะ โคอิเดะ เป็นผู้ทดสอบรถยนต์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส จึงมีประสบการณ์และเชี่ยวชาญการขับรถยนต์มากมาย อาทิ มิตซูบิชิ ปาเจโร และ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชั่น ปัจจุบันทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนทักษะการขับขี่ให้แก่
ผู้ทดสอบรถยนต์ รวมถึงยังเป็นผู้สาธิตการขับขี่ในงานกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งในและนอกประเทศญี่ปุ่น

ผู้นำทาง: เออิจิ ชิบะ (ประเทศญี่ปุ่น)

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต 9