Home Blog Page 560

Mazda DNA Skyactiv Caravan เชื่อมโยงเศรษฐกิจ เชื่อมมหาสมุทรแปซิฟิกและอินเดีย # 1 : เวียดนาม – ลาว – ไทย

0

Only the sky is the limit ผมชอบประโยคนี้ ที่ Mazda นำออกมาใช้หลายครั้ง รวมถึงเมื่อครั้งการเดินทางสุดขอบฟ้า กับ ฝูง Skyactiv จาก จีนถึงมอสโค รัสเซีย เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการเดินทางที่เติมประสบการณ์การเดินทางของผมกับรถยนต์ Mazda ได้อย่างเต็มเปี่ยม ครบทุกรสชาติของการเดินทาง พิสูจน์ ให้เห็นมาแล้วว่าไปกับ Mazda ได้แบบถึงไหนถึงกัน ไม่มีที่สิ้นสุด กันทีเดียว และครั้งนั้น ทีมงาน Mazda บอกไว้ว่า การเดินทางกับ Mazda  ของเขายังไม่มีที่สิ้นสุดอย่างแน่นอน จนกระทั่งมาปีนี้ โครงการใหม่ก็ได้เริ่มต้นอีกครั้ง  Mazda DNA Skyactiv Caravan East – West Economic Corridor เส้นทางเชื่อมโยงเศรษฐกิจ เชื่อมมหาสมุทรแปซิฟิกและอินเดียเข้าด้วยกัน ตั้งต้นที่ ดานัง เว้ เวียดนาม ผ่าน แขวงสะหวันนะเขตของ สปป ลาว เข้าสู่ไทยทาง มุกดาหารข้ามประเทศไปออกจาก แม่สอด เข้าสู่เมียนมาร์ ไปจรดเมืองท่าอ่าวเมาะตะมะที่เมืองเมาะลำไยหรือมะละแหม่ง จาก East สู่ West สมบูรณ์แบบ ก่อนที่การเดินทางไปไปต่อจนถึงย่างกุ้งแล้วจึงกลับสู่ประเทศไทยเพื่อปักหมุดสิ้นสุดการเดินทางครั้งนี้ รวมเบ็ดเสร็จ 2,860 กม.

ทีมงาน Mazda เลือกเส้นทางนี้เพราะเป็นครั้งแรกของขบวนคาราวานรถยนต์ที่จะได้เดินทางสำรวจเส้นทางและสัมผัสวิถีชีวิตหลากวัฒนธรรมหลายสภาพเศรษฐกิจของทั้ง 4 ประเทศระหว่างทาง และเช่นเคยยังเป็นการพิสูจน์สมรรถนะของรถยนต์ Mazda ที่มี DNA ความเป็น Skyactiv เต็มเนื้อเต็มตัวทั้ง 10 คัน ประกอบไปด้วย Mazda2 ,  Mazda3 , Mazda CX3 และ Mazda CX5

ความสำคัญของเส้นทาง East – West Economic Corridor

ก่อนจะเริ่มเดินทางมีข้อมูลสนับสนุนเส้นทางนี้ที่น่าสนใจ กล่าวคือ  สืบเนื่องจากที่ ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีน ได้ริเริ่มโครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion : GMS) ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวทางการค้า การลงทุนอุตสาหกรรม การเกษตร และบริการ และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยสนับสนุนให้มีการติดต่อและการแข่งขันระหว่างกันนั้นรัฐบาลจากประเทศสมาชิก GMS จึงได้กำหนดแนวพื้นที่เศรษฐกิจในลุ่มแม่น้ำโขงจำนวน 9 เส้นทางหลัก ให้เป็นแนวพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจของอนุภูมิภาค และหนึ่งในเส้นทางที่ขณะนี้กำลังเริ่มปรากฏผลเชิงรูปธรรมได้แก่ เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก – ตะวันตก (East – West Economic Corridor : EWEC) หรือ เส้นทางหมายเลข 9 (R 9) ซึ่งจะมีการขนส่งจากท่าเทียบเรือทางทะเลฝั่งขวาไปยังฝั่งซ้าย

เส้นทางดังกล่าวเริ่มต้นที่ เมืองท่าดานัง ประเทศเวียดนาม ผ่านเมืองเว้และเมืองลาวบาว ผ่านเข้าแขวงสะหวันนะเขตในประเทศ ลาว และมาข้ามสะพานมิตรภาพ 2 (มุกดาหาร – สะหวันนะเขต) ข้ามแม่น้ำโขงสู่ไทยที่ จังหวัดมุกดาหาร ผ่านจังหวัด กาฬสินธุ์ ขอนแก่น เพชรบูรณ์ พิษณุโลกสุดทางที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จากนั้นเข้าไปยังประเทศ พม่าไปเรื่อยๆ ถึงอ่าวเมาะตะมะ ที่เมืองเมาะลำไย หรือมะละแหม่ง เป็นการเชื่อมจากทะเลจีนใต้ไปสู่อินเดีย

การพัฒนาเส้นทางดังกล่าว ส่งผลดีต่อไทย คือ การที่ไทยอยู่ตรงกลางและมีพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเส้นทางนี้ ทำให้สามารถส่งสินค้าไปยังท่าเรือขนาดใหญ่ทั้งทางฝั่งตะวันออกและตะวันตก นอกจากนั้น พม่ายังมี โครงการ “ทวาย” ที่เป็นศูนย์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ รวมทั้งท่าเรือขนาดใหญ่ เป็นทางออกสู่ทะเลจุดใหม่ที่สำคัญมากต่ออาเซียน เพราะในอดีตทางออกสู่มหาสมุทรอินเดียจำเป็นต้องใช้ท่าเรือของสิงคโปร์เท่านั้น

ขณะเดียวกันโครงการทวายนี้ยังเป็นต้นทางรับสินค้าจากฝั่งมหาสมุทรอินเดียหรือสินค้าที่มาจากฝั่งยุโรปและตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มพลังงานไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ก๊าซ ซึ่งจะถูกนำเข้าและแปรรูปในโรงงานปิโตรเคมีภายในพื้นที่โครงการทวาย เพื่อส่งผ่านไทยเข้าไปยังประเทศกลุ่มอินโดจีนเช่น ลาว กัมพูชา และไปสิ้นสุดปลายทางยังท่าเรือดานังประเทศเวียดนาม และจะถูกส่งออกไปยังเอเชียตะวันออกอย่างญี่ปุ่นและจีน

พอจะมองเห็นภาพความสำคัญของเส้นทาง East – West Economic Corridor กันพอสังเขปแล้วเรามาเข้าสู่ขบวนคาราวานกัน   ผมจับได้ไม้หนึ่งไปเริ่มต้นการเดินทางที่ ดานัง  รถยนต์ Mazda ทั้ง 10 คันเตรียมพร้อมไว้แล้วที่สนามบินใหม่เมืองดานังนั่นเอง หลังจากการเดินทางสั้นๆเพียงชั่วโมงเศษ ลงเครื่องมาก็แจกรถให้เดินทางกันเลย ผมจับคู่เดินทางกับ น้าติ่ง องอาจ จรุงศรี โปรในตำนานแห่งนักเลงรถ ความจริงผู้ร่วมคณะเราต้องมีรวม 4 ท่านด้วยกันแต่บังเอิญ2 ท่านไม่สามารถมาร่วมได้ Mazda CX5 ที่เตรียมไว้สำหรับทีมเราจึงหลวมๆไปทันทีเพราะนั่งกันสองคนนั่นเอง

จากดานังเข้าสู่เว้

ภารกิจแรกคณะของเรามีโอกาสได้เข้าเยี่ยมชมโรงงานประกอบรถยนต์ Mazda  ของ Truong Hai Auto Complex ผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ Mazda ในเวียดนาม ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม THACO เป็นโรงงานประกอบที่ใหม่มากเพิ่งเสร็จและเริ่มต้นประกอบรถได้เพียง 2 ปี ที่ผ่านมาประกอบ Mazda เพื่อจำหน่ายในเวียดนามเท่านั้น มีทั้งรุ่น Mazda 2 Mazda3 และ Mazda 6  มีปริมาณการผลิตและจำหน่ายถึง 30,000 คัน คาดว่าจะเพิ่มขึ้นไปถึง 60,000 คันภายในปีสองปีข้างหน้านี้ นับเป็นอีกตลาดหนึ่งที่ Mazda ขยายตัวได้ค่อนข้างมากเห็นได้จากความนิยมบนท้องถนน มีรถ Mazda  จำนวนไม่น้อยทีเดียวในหลายๆเมือง

ดานังในวันนี้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงมาก ทั้งจากภาคอุตสาหกรรมการผลิต และ การท่องเที่ยว ภายในตัวเมืองซึ่งเป็นเมืองตากอากาศขึ้นชื่อ มีชายหาดยาวเหยียดโค้งเป็นวงพระจันทร์กว่า 14 กม. เรียกนักลงทุนด้านการท่องเที่ยวมาสร้างโรงแรมที่พักใหม่ๆมากมาย ร้านอาหารริมทางมากมายก็มีคนนั่งเต็ม เป็นคนท้องถิ่นส่วนมาก แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติก็มีไม่ใช่น้อย

เส้นทางในวันแรกนั้นใช้เส้นทางสายหลัก A1ซึ่งเป็นทางหลักที่ยาวที่สุดจากเหนือจรดใต้เกือบ 2,000 กม.ตามสภาพภูมิประเทศของเวียดนามที่มีลักษณะยาวแคบ เราวิ่งจากดานังลงทางใต้ไปยังนิคมอุตสาหกรรม THACO ซึ่งอยู่ทางใต้ลงไป จากนั้นวิ่งย้อนกลับขึ้นมาผ่านดานังขึ้นไปจบที่เมืองเว้  Mazda CX5 ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกตลอดการเดินทางเป็นอย่างดีมีเพียงบางช่วงที่พอจะทำความเร็วได้บางแต่ก็เพียง 110 กม./ชม.เป็นอย่างมาก สภาพจราจรโดยมากต้องระมัดระวังกับรถมอเตอร์ไซค์เพราะเขาเป็นเจ้าถนนอยู่และขับกันแบบตามอำเภอใจ รถยนต์ต้องระวังกันเอาเอง แต่ถึงกระนั้นก็ไม่เห็นอุบัติเหตุมากนัก น่าจะเป็นเพราะเขาเคยชิน แต่เราต่างถิ่นนั่นเอง กับ Mazda CX5 ผมลงความเห็นมาโดยไม่ลังเลตลอดทุกครั้งที่ขับคือ ยังประทับใจในเรื่องของการควบคุมบังคับและการทรงตัวที่ดี มันช่วยให้เราไม่เครียดและเพลียจากการขับระยะทางไกล โดยเฉพาะต้องระวังเพื่อนร่วมถนนอยู่ตลอดเวลาด้วย

วันเดียว 3 ประเทศ เวียดนาม-ลาว-ไทย

วันที่สองของการเดินทางมาเริ่มต้นที่เมืองเว้ วันนี้ได้รถ Mazda 2 จากใหญ่สุดมาเป็นเล็กสุด ยังนึกอยู่ว่าถ้ามากันครบทีม 4 คนคงอึดอัดบ้าง เพราะวันนี้ต้องเดินทางจากเว้ไปถึงด่านลาวบาว ข้ามแดนสู่ สะหวันนะเขตของ ลาวประมาณ 150 กม. จากนั้นผ่านลาวมาจนถึงข้ามแดนไทยที่มุกดาหารอีกประมาณ 250 กม. แต่เมื่อเหลือ 2 คน ก็ไปกันได้แบบสบายๆ

การเดินทางในเวียดนามจากในเมืองออกไป ยังต้องใช้ความระวังอย่างสูง เพื่อฝ่ามอเตอร์ไซค์ท้องถิ่นจำนวนมากวันนี้เราได้ Mazda 2 มาใช้มีคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งนอกจากตัวรถที่มีความกะทัดรัด ควบคุมง่าย ขับสนุกแล้วคงมาจากความชินกับสภาพถนน สภาพจราจร นั่นเอง  คณะเราทั้งคาราวานก็เช่นกันไม่มีคันใดมีปัญหาหรืออุบัติเหตุแม้แต่น้อย ถนนสาย 1 A ซึ่งเป็นทางหลักนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นคู่ขนานมีเกาะกลางถนนเป็นทางราบมาโดยตลอด จนกระทั้งมาแยกเข้าเส้น  AH16 จึงเริ่มไต่ระดับความสูงขึ้นมาบ้าง เส้นทางช่วงนี้ก่อนจะผ่านไปสู่ด่านข้ามแดนลาวบาว ภูมิประเทศสวยงาม ผ่านเขา ผ่านเนิน ที่โดดเด่นที่สุดจะเป็นช่วงผ่านเขาที่เรียกว่า The Rockpile จุดยุทธศาสตร์สำคัญสมัยสงครามเวียดนามเหนือใต้ ที่มีสหรัฐอเมริกามาร่วมรบกับทางใต้ และเป็นจุดแตกหักที่ เวียดนามเหนือได้รับชัยชนะ สามารถลุกคืบเข้ายึดเมืองดานัง และ ไซง่อนในที่สุด แต่วันนี้ The Rockpile กลายเป็นจุดปักหมุดของนักท่องเที่ยวไปอีกแห่งหนึ่งแล้ว และเส้นทางช่วงนี้ก็ทำให้เราได้สนุกกับ Mazda2  อีกช่วงหนึ่งเรียกว่าทั้งเพลินกับทิวทัศน์และสนุกกับรถไปพร้อมๆกันเลยทีเดียว

ไม่นานจากนั้นก็เข้าสู่ด่านลาวบาว ขั้นตอนการผ่านด่านที่ไม่ได้ยุ่งยากมากนักรวมทั้งการประสานงานอย่างดีของทีมงาน ทรานส์เอเชีย ที่มีประสบการณ์สูงในการนำคาราวานเดินทางในต่างประเทศ ทำให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบลื่น ออกจากด่านเข้าสู่แขวงสะหวันนะเขต ถนนหลักแบบเลนสวน ยังดีที่มีไหล่ทางอยู่บ้าง ไม่มีอะไรเป็นพิเศษตรงๆยาวๆผ่านชุมชนเป็นระยะ ระวัง แพะ ระวังหมู หมาบ้าง ระหว่างเส้นทางในลาวนั้นยังคงมีสภาพไม่ต่างจากเมืองไทยในต่างจังหวัดมีทำเกษตรกรรม สลับพื้นที่รกร้าง เกือบจะตลอดระยะทางประมาณ 260 กม.จนเข้าถึงด่านไทยที่หน้าสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 ช่วงนี้ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นมากนัก จนกระทั้งเข้าพักที่มุกดาหารนั่นเอง

ส่งต่อกลุ่มสองไปเมียนมาร์

วันที่สามของการเดินทางเป็นช่วงที่อยู่ในไทยตลอด วันนี้ได้ Mazda3 มาเติมความสปอร์ตส่งท้ายการเดินทาง ช่วงในไทยของเส้นทาง East-West Economic Corridor เป็นช่วงที่มีระยะทางยาวที่สุดคือประมาณ 950 กม.จากระยะทางรวมประมาณ 1,450 กม. โดยที่ทั้งหมดของเส้นทางนี้ใช้ชื่อเส้นทาง R9 บางช่วงจะทับซ้อนกับชื่อเส้นทางอื่นเช่น ในไทยคือ ทางหลวงหมายเลข  12 ที่ยึดจาก มุกดาหาร ไปถึงแม่สอด จ.ตาก

ประมาณ 70 %ของเส้นนี้ได้รับการปรับปรุงให้เป็นทางคู่ขนาน 4 เลน เพื่อให้สะดวกต่อการเดินทาง และบอกได้ว่าถนนในไทยนั้นเป็นเส้นทางที่ดีที่สุดทั้งสภาพผิวถนน และ การจัดระเบียบจราจร

สำหรับวันสุดท้ายเราจะเดินทางไปส่งให้กลุ่มสองมารับช่วงต่อที่ จ.พิษณุโลก ระยะทางประมาณ 550 กม. Mazda3 ทำให้การเดินทางของเรามีความสุขมาก หลายช่วงที่ต้องทำเวลา ก็ช่วยให้เราทำงานได้อย่างมั่นใจ หลายช่วงที่อยากให้เราสนุก เช่นระหว่างทางขอนแก่น เพชรบูรณ์ผ่านน้ำหนาวนั้นก็ให้สนุกได้แบบเกาะหนึบทุกโค้ง แต่เส้นทางนี้ที่ผมชอบมาที่สุดคือ ช่วงผ่านหล่มสักไปผ่านเขาค้อ เพราะนอกจากวิวข้างทางจะสวยงามแล้วถนนที่เพิ่งปรับปรุงใหม่เป็น 4 เลนนั้นสวยขับรถไปอย่างสบายใจมากๆ

ในที่สุดการเดินทางกับ Mazda  DNA Skyactiv ก็มาถึง พิษณุโลก ซึ่งเป็นจุดที่ถูกกำหนดให้เป็นเส้นทางสายเศรษฐกิจเชื่อมโยงการเดินทางจะทั่วทุกสารทิศ นั่นคือ “4 แยกอินโดจีน” นั่นเอง

ขอบคุณ Mazda ที่เติมประสบการณ์การเดินทางใหม่ๆให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ ขอบคุณ Mazda  DNA Skyactiv ที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้มีความสุขกับการขับรถมากยิ่งขึ้น ขอบคุณ ทรานส์เอซีย ที่ทำให้การเดินทางปลอดภัย และ สะดวก มากๆ

ภูวนาถ เผ่าจินดา

 

“ทีมแข่งบีอาร์จี เอ็มเอ็มเอสฯ” พร้อมระเบิดศึก…บางแสน กรังด์ปรีซ์ 2017

0

ทีมแข่ง “บีอาร์จี เอ็มเอ็มเอสฯ” พร้อมกดคันเร่งร่วมสร้างสีสรรค์เทศกาลความเร็วระดับเวิลด์คลาส “บางแสน กรังด์ปรีซ์ 2017” ริมหาดบางแสน หลังตุนคะแนนสะสมสนามแรก

นายสมศักดิ์ ศรีรัตนประภาส ประธานกรรมการบริหาร บีอาร์จี กรุ๊ป ผู้จำหน่ายรถยนต์นำเข้าระดับชั้นแนวหน้าจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก เปิดเผยว่า “ทีมแข่ง บีอาร์จี เอ็มเอ็มเอส บ็อช คาร์ เซอร์วิส บาย คาร์ซาโนวา (BRG MMS BOSCH CAR SERVICE BY CARZANOVA) พร้อมเต็มร้อยสำหรับลงประลองความเร็วสนามที่ 2 ในรายการ อัลติส วันเมคเรซ ที่จะเข้าร่วมเป็นซัพพอร์ตเรซ ให้กับรายการยักษ์ใหญ่ อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ บางแสน กรังด์ปรีซ์ 2017 เทศกาลความเร็วระดับเวิลด์คลาส ริมชายหาด ในวันที่ 2 กรกฎคมที่จะถึงนี้”

นายสมศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติม “ตอนนี้ทั้งนักแข่งและทีมเซอร์วิสให้น้ำหนักกับการเตรียมรถให้พร้อมกับการแข่งขันที่กำลังจะมีขึ้น เพราะนักแข่งในรุ่นอัลติส วันเมคเรซ ทุกคนมีประสบการณ์สูง เวลาต่อรอบที่ต่างกันเป็นเพียงแค่เศษของเสี้ยววินาที ดังนั้นการเซ็ตรถให้พร้อมกับการแข่งขันจึงมีความสำคัญมาก ซึ่งในส่วนของทีมเราที่เสียเปรียบเรื่องน้ำหนักนักแข่งที่มากกว่าทีมอื่น โดยกติกาการชั่งน้ำหนักรถแยกกับนักแข่งมีผลกับทีมเรามาก แต่เราก็ต้องหาจุดแข็งด้านอื่นๆ มาเสริมปัจจัยลบที่เราควบคุมไม่ได้”


นายสมศักดิ์ กล่าวเสริม “แม้สนามแรกที่ จ. ภูเก็ต เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ผลงานจะอยู่ในระดับกลางๆ ไม่ได้ขึ้นโพเดี้ยม และเก็บคะแนนสะสมได้เพียงแค่ 3 แต้ม แต่ก็เชื่อมั่นว่าด้วยประสบการณ์ของนักแข่งและทีมเซอร์วิสที่ทำงานกันอย่างเป็นระบบ น่าจะทำให้ 4 สนามที่เหลือมีคะแนนสะสมเพียงพอสำหรับการคว้าตำแหน่งตัวแทนประเทศไทยไปร่วมแข่งขัน Toyota Gazoo Racing Netz Cup Vitz Race ที่ประเทศญี่ปุ่นได้”

ด้านนายสุดเขต จันทร์เฉลี่ย ผู้จัดการทั่วไป MMS-Bosch Car Service ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร กล่าวว่า “สำหรับการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบบางแสน กรังด์ปรีซ์ สนามนี้ถือว่าเป็นสนามแข่งในบ้านของ MMS-Bosch Car Service ซึ่งเรามีสาขาตั้งอยู่ที่บางแสนนี่ด้วย โดยสนามนี้เราถือความได้เปรียบตรงที่รถแข่งในทีมของเราได้ถูกนำเข้ามาเซอร์วิสก่อนการแข่งขันแบบเต็มระบบ ทั้งการเช็คเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง ระบบช่วงล่าง ถ่วงล้อ และตั้งศูนย์ เพื่อเตรียมสู้ศึกรายการอะเมซิ่ง บางแสน กรังด์ปรีซ์ 2017 ในรุ่นอัลติส วันเมคเรซ อย่างเต็มที่ ซึ่งเราหวังว่าด้วยความสามารถและประสบการณ์ของนักแข่ง รวมถึงความพร้อมของรถแข่งในสนามนี้ ทีมแข่งฯ จะได้ขึ้นโพเดี้ยม เก็บคะแนนสะสมเพิ่มเพื่อชิงตำแหน่งตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันที่ประเทศญี่ปุ่น”

ขณะที่นักแข่งทีมทีมบีอาร์จี เอ็มเอ็มเอส ฯ ในรถแข่งโตโยต้าอัลติส หมายเลข 54 “แอมป์” ปรม พวงงาม บรรณาธิการบริหาร เว็บไซต์ คาร์ซาโนวา ดอทคอม กล่าวว่า “ตอนนี้พยายามฟิตซ้อมร่างกายให้เฟิร์มขึ้น ทั้งวิ่งและขี่จักรยาน พร้อมทั้งนำบทเรียนการขับในสนามแรกมาปรับปรุง เพื่อผลงานที่ดีขึ้น ส่วนเรื่องน้ำหนักตัวถือเป็นเป็นปัญหาอย่างมาก เพราะต้องแบกน้ำหนักมากกว่าคนอื่นเกือบ 50 กก. แต่ยังไงก็จะสู้ให้เต็มที่ครับ เพราะเป็นกติกาที่กำหนดไว้แล้ว

และสุดท้ายต้องขอขอบคุณพันธมิตรที่สนับสนุนอย่างเหนี่ยวแน่ ทั้ง บีอาร์จี กรุ๊ป, เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส, เรือยอชต์หรูแครนชี่ จากประเทศอิตาลี, ฟิล์มกรองแสงรถยนต์-อาคาร ลามิน่า, ยางรถยนต์คอนติเนนทอล, รายการ Hotline Thailand, รายการ Z TV, รายการ Auto World, รายการขับซ่า 34, www.carzanova.com เว็บไซต์วาไรตี้เรื่องยานยนต์ และน้ำมันหล่อลื่น Moty’s”

สำหรับ โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2017 สนามที่ 2 ริมชายหาดบางแสน ถูกบรรจุเป็นรายการแข่งขันร่วมกับ“บางแสน กรังด์ปรีซ์ 2017” ระหว่าง 27 มิถุนายน – 2 กรกฎาคมนี้ 6 วันเต็มๆ ที่บางแสน สตรีท เซอร์กิต จ.ชลบุรี- 2 กรกฎาคม โดยในรุ่นอัลติส วันเมคเรซกำหนดแข่งช่วงเวลา 10.45 น. ของวันที่ 2 กรกฎาคม 2017


ส่วนสนามต่อไปจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 16-17 กันยายน บริเวณสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษ จังหวัด นครราชสีมา, สนามที่ 4 วันที่ 7-8 ตุลาคม สนามช้างเซอร์กิต จังหวัด บุรีรัมย์ และสนามสุดท้าย วันที่ 9-10 ธันวาคม สนามกีฬาสมโภช 700 ปี จังหวัด เชียงใหม่

ร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของการแข่งขันรายการ “โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2017” และร่วมเชียร์ทีมแข่ง BRG MMS Bosch Service by Carzanava Racing ได้ทาง www.carzanova.com หรือ www.facebook.com/carzanovathai

ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ 2.0i-S ปรับโฉมใหม่เพื่อเติมเต็มลุคสปอร์ต

0

เอสยูวีรุ่นสร้างชื่อ ปรับโฉมเฉี่ยว เติมเต็มความสปอร์ต ดุดัน ทั้งภายนอกและภายใน มาพร้อมขุมพลังสูบนอนขนาด 2.0 ลิตร 150 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติซีวีที และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Full Time Symmetrical AWD มากับฟังค์ชั่น X MODE ตัวช่วยอัจฉริยะใช้ในการลุย

ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ 2.0i-S ยังคงใช้มิติตัวรถเดียวกับรุ่นก่อนด้วยขนาดความยาว 4,595 มม., กว้าง 1,795 มม. และสูง 1,735 มม. มากับน้ำหนัก 1,535 กก. รูปลักษณ์ภายนอกตกแต่งใหม่ให้ทันสมัย และ ดุดัน ติดตั้งชุดกระจัง มาพร้อมสปอยเลอร์หน้าและหลังแบบใหม่

ไฟหน้ามีระบบ SRH หรือ Steering Responsive Headlights โดยจะปรับลำแสงไปตามทิศทางและความเร็วของการหมุนพวงมาลัย มีไฟกลางวันหรือไฟDaytime แบบแอลอีดีบริเวณมุมด้านล่างของกันชน พร้อมสปอตไลต์ทรงกลม และพ่นสีกระจกมองข้างสีเทาดำแบบ Gun Metal

ภายในหุ้มแผงคอลโซลคาร์บอนไฟเบอร์ดีไซน์ใหม่ มาพร้อมเบาะนั่งหนังกลับแท้เย็บด้ายแดง อัดแน่นด้วยอุปกรณ์ครบครัน โดดเด่นด้วยการออกแบบเพดานสูงให้ความรู้สึกโล่งสบาย เปลี่ยนกระจกรอบคันให้หนาขึ้นพร้อมติดตั้งวัสดุซับเสียงทั่วห้องโดยสาร ชุดคอนโซลกลางดีไซน์สวยงามด้วยวัสดุสีดำเงาและสีเงิน รวมถึงแผงข้าง และกรอบช่องแอร์ ในส่วนคอนโซลเกียร์ตกแต่งสีดำเงาขลิบขอบสีโครเมียมพร้อมสวิตช์สั่งการเปิด-ปิดระบบ X Mode

พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่นปรับได้ 4 ทิศทาง ติดตั้งสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียง การรับสายโทรศัพท์ ครูสคอนโทรล และสวิตช์สั่งการระบบข้อมูลการขับขี่ ชุดแดชบอร์ดเป็นมาตรวัดทรงกลม ออกแบบเรียบหรู ระบบปรับอากาศเป็นแบบแยกส่วนสามารถปรับอุณหภูมิได้ทั้งฝั่งซ้าย และ ขวา มีหน้าจอสัมผัสซึ่งปรับแต่งเสียงสำหรับระบบให้ความบันเทิง ทำงานร่วมกับระบบ Siri Eyes Free ซึ่งเชื่อมต่อกับเครือข่ายสมาร์ทโฟนจากแอปเปิ้ล รวมถึงทำหน้าที่ควบคุมระบบนำทางด้วยการแสดงภาพจากกล้องมองหลังแบบมีเส้นกะระยะ

ฟังค์ชั่นที่ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานเริ่มตั้งแต่ระบบ Easy Entry ทำงานร่วมกับรีโมทคอนโทรลเพื่อล็อกและปลดล็อกรถ ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า ฝั่งผู้ขับมีหน่วยความจำ 2 ตำแหน่ง หน้าจอเอนกประสงค์แบบใหม่แสดงข้อมูลของระบบขับเคลื่อน อัตราสิ้นเปลือง ซึ่งสามารถปรับตั้งค่าได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ประตูบานท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ ซึ่งสั่งการจากสวิตช์ในรถและที่รีโมทคอนโทรล

ขุมพลังใช้เป็นแบบเครื่องยนต์เบนซินสูบนอนในชื่อ Subaru Boxer ขนาดความจุ 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้าที่ 6,200 รอบต่อนาที แรงบิด 198 นิวตันเมตร ที่ 4,200 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ LINEARTRONIC CVT พร้อมโหมด Manual +/- 6 จังหวะ และติดตั้งแพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัย

ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเป็นแบบ Full Time Symmetrical AWD เสริมตัวช่วย X MODE และระบบควบคุมการลงทางลาดชันเพื่อใช้ในสถานการณ์คับขัน รองรับด้วยระบบช่วงล่างหน้าแบบอิสระ แม็กเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นอิสระ ปีกนก 2 ชั้น พร้อมเหล็กกันโคลง

ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ 2.0i-S มี 5 สีให้เลือก ประกอบด้วย Pure White, Silver Metallic, Dark Grey Metallic, Sepia Bronze Metallic และ Obsidian Black Metallic จำหน่ายในราคา 1,598,000 บาท

เผยโฉม BMW R nineT Urban G/S พร้อมประกาศการแข่งขัน GS Trophy Southeast Asia Qualifier 2017

0

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เผยโฉมบีเอ็มดับเบิลยู R nineT Urban G/S มอเตอร์ไซค์โรดสเตอร์ที่ผสมผสานดีไซน์ของมอเตอร์ไซค์สุดคลาสสิคเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัยและความเชี่ยวชาญอันซับซ้อน ในงานเปิดตัวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ The House on Sathorn โรงแรม W กรุงเทพฯ พร้อมประกาศการแข่งขันรอบคัดเลือก GS Trophy Southeast Asia Qualifier 2017 ใน การเฟ้นหาสุดยอดนักบิดเอ็นดูโร่จากทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อร่วมชิงชัยในการแข่งขัน International GS Trophy 2018 ที่ประเทศมองโกเลีย

มร. มาร์คุส เกลเซอร์ ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย กล่าวว่า “BMW R nineT Urban G/S เป็นโมเดลที่มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์แต่ยังคงคาแรคเตอร์ที่เราคุ้นเคย นับเป็นส่วนผสมระหว่างเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดและลุคสุดคลาสสิคที่สมบูรณ์แบบ จึงสืบทอดเจตนารมณ์ของมอเตอร์ไซค์ GS รุ่นก่อนหน้า โดยยังสามารถรักษาจิตวิญญาณออฟโรดจากอดีต และให้ความสำคัญอย่างไม่แพ้กันต่อปัจจุบันด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยไว้ในตัว”


BMW R nineT ที่เปิดตัวโดยบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ไปในปี 2013 เป็นมากกว่าโรดสเตอร์ที่ออกแบบตามมอเตอร์ไซค์รุ่นคลาสสิค โดยบีเอ็มดับเบิลยู R nineT ได้ผสมผสานดีไซน์สุดคลาสสิคของมอเตอร์ไซค์เข้าไว้กับเทคโนโลยีอันทันสมัย ที่รังสรรค์ผ่านความเชี่ยวชาญอันซับซ้อนมาตั้งแต่เริ่มแรก

BMW R nineT Urban G/S โดดเด่นด้วยสไตล์ที่แตกต่าง แต่ยังคงเอกลักษณ์สุดคลาสสิคได้อย่างทัดเทียม ด้วยระยะเวลามากกว่า 35 ปี ที่อักษรย่อ GS กับชื่อบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด สื่อความหมายเทียบ เท่ากับความรู้สึกของอิสรภาพ และความหลงใหลในการผจญภัยด้วยรถมอเตอร์ไซค์ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่บน ท้องถนนหรือการขับขี่ออฟโรด ยิ่งไปกว่านั้น บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Urban G/S ยังได้ดึงเอารหัสพันธุกรรมของบีเอ็มดับเบิลยู R 80 G/S รุ่นแรกในตำนานจากยุค 80 พร้อมปรับแต่งให้เข้ากับยุคสมัยด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน ภายใต้รูปลักษณ์เอ็นดูโร่สุดคลาสสิคของมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยูที่มาคู่กับเครื่องยนต์บ๊อกเซอร์

BMW R nineT Urban G/S มาพร้อมกับเครื่องยนต์บ๊อกเซอร์ ระบายความร้อนด้วยอากาศและน้ำมัน ขนาดเครื่องยนต์ความจุ 1,170 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 81 กิโลวัตต์หรือ 110 แรงม้า สั่งงานด้วยเกียร์ 6 สปีด โดยถูกออกแบบให้ลดอัตราการปล่อยมลภาวะตามเกณฑ์ EU4 pollutant class ระบบไอเสียสแตนเลสมาพร้อมกับท่อไอเสียที่วางตำแหน่งไว้ด้านซ้าย สะท้อนสไตล์คลาสสิคอันคุ้นตา

BMW R nineT Urban G/S มาพร้อมกับล้อแบบซี่ลวด ล้อหน้าขนาดใหญ่กว่า 19 นิ้ว และยางออฟโร้ด 120/70 ZR 19 ตอบโจทย์ลุคสไตล์เอ็นดูโร่ที่เป็นที่รู้จักกันดีของมอเตอร์ไซค์รุ่นคลาสสิค เข้าคู่อย่างสมบูรณ์แบบกับล้อหลัง 17 นิ้ว พร้อมยาง 170/60 ZR 17 มอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยูบ๊อกเซอร์รุ่นนี้ ยังมาพร้อมกับออปชั่นยางออฟโรดดอกลึก (รุ่นมาตรฐาน: ยางถนน) รวมไปถึงล้อซี่ลวด (filigree wired-spoke wheels) ที่ช่วยยกระดับสไตล์อันคลาสสิคให้เด่นชัดยิ่งขึ้นด้วยคาลิเปอร์ 4 ลูกสูบ สายเบรกหุ้มโลหะ และดิสเบรกที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 320 มิลลิเมตร จึงทำให้ระบบเบรก ABS ประสิทธิภาพสูงทำการลดความเร็วได้อย่างดีเยี่ยมและมั่นคง

สามเหลี่ยมแห่งสรีรศาสตร์จาก Urban G/S ช่วยให้ผู้ขี่รู้สึกคล่องตัว เสริมความมั่นใจบนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นแฮนด์ที่ยกสูงขึ้นเล็กน้อย พื้นผิวที่นั่งที่ยาวและลึกขึ้น ที่พักเท้าหลังที่มีขนาดกว้างขึ้น ล้วนส่งผลให้เกิด ประสบการณ์การขับขี่ที่ผ่อนคลายและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจยิ่งกว่า ด้านความสูงมาตรฐานของที่นั่งประจำซีรีส์นี้อยู่ที่ 850 มม.

R nineT Urban G/S มีรูปลักษณ์ที่ถอดแบบมาจากมอเตอร์ไซค์รุ่นพี่ ทั้งยังคงคอนเซ็ปต์โทนสีเอาไว้โดยไม่ได้ปรับเปลี่ยนแต่อย่างใด เช่นเดียวกับเมื่อ 35 ปีที่แล้ว ถังน้ำมันและบังโคลนด้านหน้ายังมาใน สีขาว Lightwhite non-metallic อันโดดเด่น เข้าคู่กับหน้ากากไฟหน้า ที่ออกแบบมาตามสไตล์มอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู GS ของยุคนั้น

R nineT Urban G/S ยังมาพร้อมกับการตกแต่งแบบดั้งเดิม ด้วยสองโทนสีน้ำเงินบนถังน้ำมัน และที่นั่งสำหรับสองคนสีแดงสว่าง ซึ่งเป็นการตีความคู่สีที่สื่อถึงบีเอ็มดับเบิลยูมอเตอร์สปอร์ตในปีก่อนๆ นอกจากนั้นเฟรมสีดำยังสะท้อนภาพในอดีตได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

แผงหน้าปัดถูกออกแบบให้เข้ากับหน้ากากไฟหน้าอย่างกลมกลืน ประกอบด้วยมาตรวัดความเร็วทรงกลมแบบอนาล็อก ไฟสัญลักษณ์ และหน้าจอ LCD สองแถว รายละเอียดหรูหรายังเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของ R nineT Urban G/S ที่รวมไปถึงอะไหล่อลูมิเนียมต่างๆ เช่น fork bridge แคลมป์จับแฮนด์อลูมิเนียม และอื่นๆ อีกมากมาย

ไม่ว่าคุณจะต้องการลุคแบบออฟโรดหรือความรู้สึกแบบย้อนยุค R nineT Urban G/S สามารถนำเสนอความเป็นไปได้อย่างแทบไม่มีที่สิ้นสุด โดยสามารถนำอานหลังออกเพื่อปรับแต่งให้เหลือเพียงที่นั่งเดียว ทั้งยังมีชุดแต่งออริจินัลจากบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ที่คัดสรรมาให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นแครชบาร์ กันล้มป้องกันเครื่องยนต์ และกระจังครอบไฟหน้า

BMW R nineT Urban G/S พร้อมจำหน่ายแล้ววันนี้ ในราคา 975,000 บาท ณ ผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดทั่วประเทศ

มร. มาร์คุส เกลเซอร์ กล่าวเสริม “บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ยังมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในการประกาศการแข่งขัน GS Trophy Southeast Asia Qualifier 2017 โดยการแข่งขันรอบคัดเลือกนี้จะค้นหาสุดยอดนักบิดจากไทยเพียงหนึ่งเดียว เพื่อเข้าร่วมทีมตัวแทนจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปแข่งขันในรายการ International GS Trophy 2018 ที่ประเทศมองโกเลีย ซึ่งนอกจากจะเป็นการประชันความเร็วแล้ว การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ระดับสูงนี้ยังเป็นบททดสอบในด้านทักษะการขับขี่ ทีมเวิร์ค และความแข็งแกร่งของร่างกายและจิตใจอีกด้วย”

International GS Trophy เป็นการแข่งขันมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร่ระดับโลกซึงจัดขึ้น 2 ปีครั้ง โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องเอาชนะบททดสอบที่หลากหลายด้วยมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู GS ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในสภาพพื้นผิวอันท้าทายหรือทักษะการทำงานเป็นทีม โดยการแข่งขันรอบคัดเลือกระดับภูมิภาคตลอดทั้งปี 2017 จะนำทางไปสู่การแข่งขันระดับนานาชาติใน International GS Trophy 2018 สำหรับในประเทศไทยนั้น การแข่งขัน GS Trophy Qualifier 2017 รอบคัดเลือก จะจัดขึ้นในวันที่ 1-2 กันยายน พ.ศ. 2560 ณ คีรีมายา รีสอร์ท เขาใหญ่ โดยรับสมัครสิงห์นักบิด GS เพียง 100 คน เพื่อคัดเลือกตัวแทนจากประเทศไทยเพียง 1 คน ไปเข้าร่วมทีมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการแข่งขัน International GS Trophy 2018 ที่ประเทศมองโกเลีย พร้อมเตรียมสัมผัสภูมิประเทศตระการตาและหลากหลายบททดสอบเอ็นดูโร่แสนท้าทาย ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและสมัครผ่านทางออนไลน์ได้ที่ www.bmw-motorrad.co.th/gstrophy2017 หรือผ่านทาง Line ที่ @gstrophysea2017 หรือที่เบอร์โทร 097-202-7239 วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 – 18.00 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์

ขับ “มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่” แวะกินผลไม้ เที่ยวสวนละไม จ.ระยอง

0

ทริพนี้เป็นการเข้าร่วมเดินทางทดสอบสมรรถนะของรถยนต์อีโค่คาร์ จากค่ายมิตซูบิชิ ทั้ง “มิราจ” และ “แอททราจ” ที่ได้รับการตกแต่งใหม่ ทั้งในด้านการเติมเต็มภาพลักษณ์สไตล์สปอร์ต รวมถึงเพิ่มเติมประโยขน์การใช้งานจากออฟชั่นที่นำมาติดตั้งในตัวรถเป็นครั้งแรก แต่มีอะไรที่ได้รับการติดตั้งใหม่ และสมรรถนะการขับขี่จะน่าประทับใจขนาดไหน ติดตามได้เลยครับ

รถที่ใช้เดินทางในครั้งนี้มีด้วยกัน 2 รุ่น ได้แก่ มิตซูบิชิ มิราจ และ แอททราจ รุ่นปี 2017 โดยแบ่งออกเป็นรุ่นละ 3 คัน และให้ผู้เข้าร่วมทดสอบกระจายออกไปนั่งคันละ 3 คน สำหรับรถคันที่ผมได้ใช้เป็นพาหนะ คือ มิราจ รุ่นท๊อฟไลน์ หรือชื่ออย่างเป็นทางการ คือ มิตซูบิชิ มิราจ จีแอลเอส-แอลทีดี ซึ่งได้รับการปรับปรุงภาพลักษณ์ภายนอกให้ต่างไปจากเดิมคือในส่วนของโคมไฟและกันชนหน้าที่ตกแต่งชุดไฟแบบ แอลอีดี

ในส่วนของมุมมองท้ายรถได้รับดีไซน์กันชนหลังและออกแบบไฟท้ายใหม่ มาพร้อมกับสปอยเลอร์หลังคาซึ่งมีไฟเบรคดวงที่สาม นอกจากนี้ยังได้รับการติดตั้งล้ออัลลอยสีทูโทนขนาด 15 นิ้ว หุ้มยาง 175-55

ห้องโดยสารภายในได้รับการตกแต่งให้ดูสปอร์ตด้วยการใช้เบาะหนังสีดำเย็บด้ายแดง พร้อมกับเติมเต็มประโยชน์ใช้สอยในด้านของการติดตั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ครูสคอนโทรล บริเวณพวงมาลัย ที่คอนโซลกลางติดตั้งระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 6.5 นิ้ว ที่มากับฟีเจอร์ Apple Carplay และได้ทำการเปลี่ยนตำแหน่งของช่องต่ออุปกรณ์ USB ใหม่ เพื่อสะดวกต่อการใช้งาน

ขุมกำลังมาจากเครื่องยนต์เบนซินขนาด 3 สูบ ดับเบิลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ฟ ไมเวค 12 วาล์ว ขนาดความจุ 1,193 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 78 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 100 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ INVECS-III CVT

ด้านความปลอดภัยนอกจากถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบเบรกเอบีเอส ระบบเสริมแรงเบรก BA ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว และระบบป้องกันการลื่นไถล ยังมีในส่วนของความปลอดภัยเชิงปกป้องอย่างระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมระบบช่วยชะลอวามเร็วที่ความเร็วต่ำ ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็วและระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน

กิจกรรมนี้เริ่มออกเดินทางจากร้านอาหารเบลคแอนด์พาร์ค ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์ มุ่งหน้าไปยังทางด่วนบูรพาวิถี ก่อนแวะพักรถช่วงเส้นเลี่ยงเมืองชลบุรี แล้วจึงเดินทางต่อไปยัง “สวนละไม” อาณาจักรผลไม้ท่ามกลางขุนเขา ณ จ.ระยอง

การเดินทางช่วงแรกจะใช้ทางด่วนซะส่วนใหญ่ รถ 1 คัน ผู้ร่วมเดินทางคันละ 3-4 ท่าน เนื่องจากรถในสไตล์อีโค่คาร์ เครื่องยนต์มีขนาดควาจุไม่ถึง 1.2 ลิตร เมื่อรวมกับน้ำหนักบรรทุกของผู้โดยสารอาจจะทำให้รถคันนี้ดูแบกรับภาระเยอพอสมควร และระบบช่วงล่างอาจจะนิ่มไปสักนิด และค่อนข้างหวิวเล็กน้อย สาเหตุน่าจะมาจากหน้ายางขนาด 175-55 ที่สัมผัสกับพื้นถนน ได้ค่อนข้างน้อย

เสียงลมที่เข้ามารบกวนในห้องโดยสารจะเริ่มมีมาเมื่อความเร็วสักประมาณ 110 กม./ชม.ส่วนนี้ถือว่าเป็นเสียงเร็ดรอดมาที่ความเร็วที่รับได้ และสำหรับการเดินทางไกล ตัวช่วยอย่าง ครูสคอนโทรล จึงเข้ามามีบทบาท เพื่อช่วยรักษาความเร็วและลดอาการเมื่อยล้าจากการขับขี่ได้พอประมาณ


รถคันนี้มีสิ่งที่โดดเด่นไม่แพ้คู่แข่ง นั่นคือความบันเทิงจากระบบเครื่องเสียงที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ Apple Carplay ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนระบบ IOS สามารถดาว์นโหลดบทเพลงไว้ฟังเพื่อความเพลิดเพลินได้ตลอดการเดินทาง

เราใช้เวลาเดินทางราว 2 ชั่วโมงครึ่ง จากศุนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์ ก็มาถึงยัง สวนละไม อาณาจักรผลไม้ นานาพันธุ์ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 500 ไร่ ท่ามกลางขุนเขา ของ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง โดยมีการจัดวางผังปลูกผลไม้แต่ละชนิดอย่างเป็นระบบ และมีผลไม้ไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยว อาทิ ทุเรียน เงาะ มังคุด ส้มโอ ชมพู่ ลำไย สละแก้วมังกร ลองกอง มะเฟือง มะยงชิด องุ่น ซึ่งผู้มาเยือนจะสนุกกับบรรยากาศ และเพลิดเพลินไปกับการเก็บผลไม้สดๆ จากต้น ซึ่งมีรถบริการเข้าชมสวน พร้อมเจ้าหน้าที่ให้ความรู้และข้อมูลตลอดการรับชม

สำหรับการเดินทางทดสอบสมรรถนะของ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ ในครั้งนี้ อาจมีความแตกต่างจากรูปลักษณ์ภายนอกไม่มากเท่าที่ควร แต่สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามานั่นคือความสปอร์ตจากชุดแต่ง และการทดสอบบนระยะทางไกลอาจไม่ได้ตอบโจทย์การเดินทางสำหรับรถในประเภทอีโค่คาร์ได้เท่าที่ควร แต่ฟีเจอร์ที่ได้รับการติดตั้งมาใหม่อย่าง Apple Carplay รวมถึงห้องโดยสารที่เก็บเสียงได้ค่อนข้างเงียบ ก็ทำให้เกิดสุนทรีย์แห่งการเดินทาง และผ่อนคลายได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (25 มิถุนายน 2560)

0

AUTO WORLD TV

วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน 2560
เวลา 14.30 – 15.00 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์

“Audi R8 Coupé V10” จ่อคิวเข้าไทย ในราคาเริ่มต้น 18.999 ล้านบาท

0

บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด หรือ ออดี้ ประเทศไทย ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการให้เป็นผู้นำเข้าและจำหน่าย พร้อมจัดพิธีเปิดโชว์รูมรถยนต์ ออดี้ อย่างเป็นทางการไปเมื่อช่วงต้นปี และล่าสุด ออดี้ ประเทศไทย ได้สร้างสีสันให้กับวงการรถยนต์ของประเทศไทยอีกครั้งในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ด้วยการจัดกิจกรรมทดสอบขับบนเส้นทางสุดคลาสสิก กรุงเทพฯ-หัวหิน เพื่อเปิดโอกาสให้ทัพสื่อมวลชนได้สัมผัสกับยนตรกรรมจาก ออดี้ แบบใกล้ชิดกันครบทุกรุ่น เริ่มตั้งแต่ Audi Q2, Q3, Q7, A4, A5 Coupé จนถึงสปอร์ตคูเป้อย่าง TT Coupé ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปีที่ได้มีการจัดกิจกรรมลักษณะดังกล่าวนี้ด้วยรถยนต์ ออดี้ ในประเทศไทย

โดยผลการทดสอบในกิจกรรมดังกล่าวฯ เหล่าสื่อมวลชนต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่ารถยนต์ ออดี้ ทุกรุ่นมีรูปลักษณ์ดีไซน์ที่โดดเด่น เพียบพร้อมด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม และยังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง ทว่าอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ตลอดจนเทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยให้การขับขี่และการโดยสารมีความสะดวกสบายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Audi A5 Coupé, Q7 และ TT Coupé ส่วน ออดี้ รุ่นอื่นๆ ก็มีสมรรถนะและเทคโนโลยีที่เหนือกว่าคู่แข่งในตลาดด้วยเช่นเดียวกัน

นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า “จากเสียงตอบรับจากกิจกรรมทดสอบขับของเหล่าสื่อมวลชน ส่งผลให้คณะผู้บริหารและทีมงาน ออดี้ ประเทศไทย ทุกคนต่างมีความเชื่อมั่นและมั่นใจในการทำตลาดรถยนต์ ออดี้ ในประเทศไทย มากยิ่งขึ้น โดยได้มีการเตรียมแผนงานที่จะเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง กอปรกับทางบริษัทฯ ยังได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ในทุกๆ ด้านจากสำนักงานใหญ่อย่าง ออดี้ เอจี ประเทศเยอรมนี ที่พร้อมจะผลักดันให้ ออดี้ ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในอนาคต จึงมีมติและอนุมัติให้มีการเปิดตัวรถเอนกประสงค์ เอสยูวี รุ่นใหม่ พร้อมทั้งยังอนุมัติให้มีการเพิ่มเครื่องยนต์ดีเซลเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพิ่มเติมให้แก่ลูกค้า ในรถยนต์บางรุ่นที่มีการจำหน่ายอยู่แล้วในปัจจุบันอีกอย่างน้อย 2-3 รุ่น”

นายกฤษณะกร กล่าวเสริม “สำหรับการทำตลาดผลิตภัณฑ์ในครึ่งปีหลังนี้ ทางบริษัทฯ มีแผนงานที่จะเปิดตัวรถรุ่นใหม่ และเน้นการทำตลาดสุดยอดซูเปอร์คาร์อย่าง Audi R8 Coupé เพิ่มมากขึ้น โดยที่ลูกค้าสามารถสั่งจองและรับซูเปอร์คาร์คันดังกล่าวฯ ได้ภายในสิ้นปีนี้ เพื่อตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจในการนำเสนอความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ รวมถึงเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ารถยนต์ ออดี้ ในประเทศไทย โดยลูกค้าที่สั่งจองซุปเปอร์คาร์รุ่นดังกล่าวฯ ยังได้รับการประกันคุณภาพนาน 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ROADSIDE ASSISTANCE 24 ชั่วโมง ตลอดระยะเวลา 5 ปี อีกด้วย”

Audi R8 Coupé แรงด้วยเครื่องยนต์ขนาด 5.2 ลิตร แบบ V10 ให้กำลังสูงสุด 540 แรงม้า (hp) แรงบิดสูงสุด 540 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ S tronic 7 สปีด พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro โครงสร้างของตัวรถผลิตมาจาก Carbon-fiber Reinforced Polymer (CFRP) ซึ่งมีน้ำหนักเบา ช่วยรักษาน้ำหนักไว้ที่ 1,640 กิโลกรัม สามารถทำอัตราเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 3.5 วินาที ความเร็วสูงสุดที่ 320 กม./ชม. มีราคาแนะนำเริ่มต้นที่ 18.999 ล้านบาท

ด้วยความมุ่งมั่นในการดำเนินงานของ ออดี้ ประเทศไทย ผู้บริหารและทีมงานต่างทุ่มเทอย่างหนักเพื่อเตรียมความพร้อมทั้งในด้านกลยุทธ์และนโยบายของทุกส่วนงานภายใต้แนวคิด “Trustworthy Innovation” เพื่อให้ลูกค้า ออดี้ ชาวไทยทุกคนได้มั่นใจได้ว่า การบริหารงานและการให้บริการของ ออดี้ ประเทศไทย จะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการสร้างและส่งมอบประสบการณ์ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพสูงสุดให้แก่ลูกค้าทุกท่าน

“รอยัล เอนฟิลด์” ร่วมกับ “ซินโรจา มอเตอร์ไซเคิล” เปิดตัวรถจักรยานยนต์คัสตอม 2 คันที่เทศกาล วีลส์แอนด์เวฟส์ 2017

0

รอยัล เอนฟิลด์ ต่อยอดชื่อเสียงระดับตำนานด้านการตกแต่งและการแสดงออกด้วยการจับมือกับ ซินโรจา มอเตอร์ไซเคิล เปิดตัวหิมาลายัน แบรต และเซิร์ฟ เรเซอร์ ที่ใช้รุ่นคอนติเนนทัล จีที และหิมาลายันเป็นต้นแบบ

รอยัล เอนฟิลด์ แบรนด์รถจักรยานยนต์คลาสสิคสัญชาติอังกฤษที่เก่าแก่ที่สุดที่มีการผลิตต่อเนื่องยาวนานจนถึงปัจจุบัน เปิดตัวรถจักรยานยนต์คัสตอมใหม่ 2 คันที่งานเทศกาล วีลส์แอนด์เวฟส์ (Wheels and Waves) ครั้งที่ 5 ซึ่งเป็นงานแสดงรถจักรยานยนต์และกิจกรรมโต้คลื่นระดับแลนด์มาร์คของยุโรป จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-18 มิถุนายน ที่ผ่านมา ในเมืองบีอาร์ริตซ์ ประเทศฝรั่งเศส

ในปีนี้ ได้จัดแสดงรถจักรยานยนต์รุ่นพิเศษ 2 คัน คือ “เซิร์ฟ เรเซอร์” (Surf Racer) และ “เจนเทิลแมน แบรต” (Gentleman Brat) รวมถึงรถจักรยานยนต์รุ่นอื่นๆ พร้อมอุปกรณ์เสริมอีกมากมาย เทศกาล Wheels and Waves คือแหล่งรวมทุกอย่างสำหรับจักรยานยนต์ การปรับแต่งมอเตอร์ไซค์ ทั้งยังเป็นแหล่งรวมตัวของนักขี่ ฮิปสเตอร์ และไลฟ์สไตล์ริมชายหาด โดยมีผู้ร่วมจัดงานและผู้เยี่ยมชมงานมากกว่า 15,000 คน ใน 4 สถานที่จัดงานตลอดระยะเวลา 5 วันเต็ม เทศกาลนี้กลายเป็นสะพานที่เชื่อมต่อความหลากหลายของโลกแห่งจักรยานยนต์เข้ากับวัฒนธรรมการเล่นสเก็ตและโต้คลื่นผ่านปรัชญา เสียงเพลง และสไตล์ที่โดดเด่น

สำหรับเทศกาล Wheels and Waves ในปีนี้ รอยัล เอนฟิลด์ ได้เผยมอเตอร์ไซค์คัสตอมใหม่ล่าสุดที่ร่วมมือกับสำนักแต่งรถซินโรจา มอเตอร์ไซเคิลส์ (Sinroja Motorcycles) ในเมืองเลสเตอร์ ประเทศอังกฤษ รถจักรยานยนต์ของรอยัล เอนฟิลด์นั้น ได้รับการยกย่องมาอย่างยาวนานว่าเป็นพื้นฐานสำหรับการตกแต่งและการแสดงออกถึงตัวตนของผู้ขี่ เอกลักษณ์การออกแบบที่มีสไตล์เรียบง่าย ไม่หวือหวาจนสร้างชื่อเสียงมาหลายทศวรรษนั้น ได้จุดประกายให้นักออกแบบสร้างสรรค์รถจักรยานยนต์ทั่วโลกให้แสวงหานวัตกรรมการตกแต่งรูปแบบใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาการพัฒนารถจักรยานยนต์ที่รอยัล เอนฟิลด์ยึดถือมาอย่างยาวนานที่จะเป็นพื้นฐานรองรับการต่อยอดให้ผู้ขับขี่แต่ละคนแสดงออกซึ่งตัวตนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

อรุณ โกปาล ประธานฝ่ายธุรกิจต่างประเทศ รอยัล เอนฟิลด์ อธิบายถึงวิถีชีวิตที่ผูกพันธ์กับรถจักรยานยนต์ของรอยัล เอนฟิลด์ว่า “รถจักรยานยนต์รอยัล เอนฟิลด์ได้กลายเป็นสื่อกลางสำหรับการแสดงออกถึงตัวตนของผู้ขับขี่และนักออกแบบตกแต่งทั่วโลก ปัจจุบันระบบนิเวศของการออกแบบและการแสดงออกของผู้ขับขี่มีขอบเขตที่กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งรอยัล เอนฟิลด์มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นศูนย์กลางของระบบนิเวศนี้ รถจักรยานยนต์ของเราไม่เพียงมอบโอกาสให้ผู้ขับขี่ได้แสวงหาหนทางใหม่เพื่อการเดินทางค้นหาตนเองเท่านั้น แต่รถจักรยานยนต์ที่มีความเรียบง่ายของเรายังจุดประกายให้สิงห์นักบิดสามารถเชื่อมโยงกับตัวรถได้อย่างใกล้ชิดผ่านการออกแบบ ตกแต่งตัวรถในเอกลักษณ์เพื่อสื่อความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งในตอนนี้ ชุมชนนักบิดและนักสร้างสรรค์รถคัสตอมสะท้อนวิถีชีวิตดังกล่าวผ่านการสร้างสรรค์ไอเดียที่เกี่ยวกับรถจักรยานยนต์ที่มีความเฉียบแหลมมากขึ้น”

เซิร์ฟ เรเซอร์
เซิร์ฟ เรเซอร์ (Surf Racer) คือการตีความรถจักรยานยนต์คอนติเนนทัล จีที รถสไตล์คาเฟ่เรเซอร์โดยมีหาดทรายและแสงแดดเป็นแรงบันดาลใจ เซิร์ฟ เรเซอร์ได้รับการสร้างสรรค์บนเค้าโครงของ รอยัล เอนฟิลด์ คอนติเนนทัล จีที และถูกปลดเปลื้องสู่แก่นแท้ของรถสไตล์คาเฟ่เรเซอร์ที่เป็นสไตล์การแข่งขันรถที่มีน้ำหนักเบามากแบบย้อนยุค

 

หัวใจของการขับเคลื่อนอยู่ที่เครื่องยนต์ลูกสูบเดี่ยว 535 ซีซี ที่ได้รับการปรับแต่งใหม่และเพิ่มแคมชาฟท์ที่มีระยะยกสูงขึ้น กระบอกสูบถูกกลึงเพื่อกำลังอัดที่สูงกว่าเดิมและใช้ท่อร่วมไอดีใหม่ อากาศจะถูกดูดผ่านชุดคาร์บูเรเตอร์เดลลอร์โต ขณะที่ก๊าซเสียจะถูกระบายออกสู่ท่อไอเสียใต้เบาะแบบ “ไอพ่น” เซิร์ฟ เรเซอร์ มีแฟริ่งครึ่งส่วนที่อยู่เหนือล้อขนาด 17 นิ้ว พร้อมช็อกอัพหัวกลับและช็อกอัพหลังใต้เครื่องยนต์ที่พร้อมจะเปลี่ยนนักบิดให้พุ่งทะยานได้อย่างรวดเร็วราวกระสุน

การออกแบบที่เรียบง่ายผสมผสานกับกราฟฟิกที่โดดเด่นสะดุดตาด้วยสไตล์ที่สวยงามด้วยกรรมวิธีแบบงานศิลปะสู่มรดกที่ถ่ายทอดมาจากการแข่งขัน พร้อมตอกย้ำความโดดเด่นด้วยการใช้วัสดุพรีเมียมและการตกแต่งขั้นสูงที่เป็นเอกลักษณ์ของซินโรจาทำให้รถรุ่นนี้เป็นยิ่งกว่ารสนิยมที่เหนือระดับ เซิร์ฟ เรเซอร์ คือเครื่องจักรที่สมบูรณ์แบบสำหรับการท้าทายกับช่วงเวลาอาทิตย์อัสดง

เจนเทิลแมน แบรต
เจนเทิลแมน แบรต (Gentleman Brat) คือรถจักรยานยนต์คัสตอมที่พัฒนาบนพื้นฐานของรุ่นหิมาลายัน รถจักรยานยนต์เพื่อการผจญภัยรุ่นใหม่ล่าสุดของรอยัล เอนฟิลด์ ด้วยเป้าหมายเพื่อฉีกกรอบไอเดียใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การขับขี่ที่สนุกสนาน รถจักรยานยนต์คัสตอมเหมาะสำหรับทั้งการขับขี่ล้อคลื่นทะเลและการจอดอยู่หน้าร้านอาหารที่มีระดับริมชายหาด หิมาลายันคือยานพาหนะเพื่อการผจญภัย

เจนเทิลแมน แบรต ยังรักษาจิตวิญญาณการลุยไปได้ทุกที่ไว้เช่นเดิมแต่ถอดส่วนที่ไม่จำเป็นออกเพื่อให้เป็นเครื่องจักรที่ดูแน่น กะทัดรัด และมีความดิบ มาพร้อมล้อขนาด 16 นิ้ว และแก้มยางหนาขอบขาวที่เพิ่มภาพลักษณ์ความบึกบึน ตัวถังสีครีมสลับเทาเขม่ารวมความทนทานและความประณีตเข้าไว้ด้วยกัน ช่วงล่างได้รับการอัพเกรดใหม่เพื่อเพิ่มศักยภาพ ขณะที่การเติมแต่งรายละเอียดที่ไร้ที่ติ มาพร้อมหนังพรีเมียมและการตกแต่งด้วยอลูมิเนียมขึ้นรูปช่วยเพิ่มความหรูหราและแต่งเติมอารมณ์ขันได้อย่างลงตัว

“Ford Smart Navi Race” ตัวช่วยขับขี่ ปลอดภัย และ ทันสมัย

0

ฟอร์ด ประเทศไทย จัดกิจกรรม Ford Smart Navi Race ชวนสื่อมวลชนร่วมแข่งขันการค้นหาสถานที่แปลกใหม่ ไปกับ เทคโนโลยีช่วยในการขับขี่ใหม่ล่าสุด “ระบบแผนที่นำทางแบบสามมิติ” (Navigation System) ในฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค และ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ รุ่นปี 2017 เพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายและปลอดภัยอย่างล้ำสมัย

 

ตลอดกิจกรรม Ford Smart Navi Race สื่อมวลชนได้สนุกสนานไปกับการแข่งขันค้นหาสถานแปลกใหม่ๆ จากคำใบ้ที่ได้รับ ด้วยการใช้ระบบแผนที่นำทางแบบสามมิติ (Navigation System) ที่มีกราฟฟิคสวยงาม ใช้งานง่าย ด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว บนระบบซิงค์ 3 และสามารถเลือกใช้คีย์บอร์ดและเสียงนำทางได้หลายภาษารวมทั้งภาษาไทย โดยมาพร้อมเมนูที่ใช้งานง่าย ตัวอักษรใหญ่ มองเห็นชัดเจน และมีการแบ่งหมวดหมู่อย่างเป็นระเบียบ เพื่อช่วยให้การค้นหาสถานที่ต่างๆ เป็นไปได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว

ระบบแผนที่นำทาง จะแสดงผลตึกแบบ 3 มิติ ในเมืองใหญ่ เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่เข้าใจถึงตำแหน่งที่อยู่ได้ง่ายขึ้น อีกทั้ง คำนวณระยะเวลาการเดินทางตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงจุดหมายให้ พร้อมแสดงป้ายนำทาง การเลี้ยวของช่องจราจร และแนะนำช่องทางให้ผู้ขับขี่ได้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ ผู้ใช้งานสามารถเลือกเส้นทางที่ต้องการหลีกเลี่ยงและกำหนดจุดแวะพักได้ เพื่อความประหยัดเวลา ปลอดภัย และสะดวกสบายสูงสุด

นอกจากระบบแผนที่นำทางแล้ว สื่อมวลชนยังได้ทดสอบเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะ (Advanced-Driving Assist Technology) อื่นๆ อีกมากมายในฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค และ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ รุ่นปี 2017

ไม่ว่าจะเป็น ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) ที่คอยควบคุมความเร็วแบบอัตโนมัติ เพื่อให้รถอยู่ห่างจากรถคันหน้าในระยะที่ปลอดภัยตามความเร็วที่ตั้งไว้ ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System) ที่ช่วยลดความเสียหายจากการกระแทกหรือหลีกเลี่ยงโอกาสการชน ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) ที่ทำงานร่วมกับกล้องที่ติดตั้งบริเวณหน้ารถ รวมไปถึง ระบบแจ้งเตือนการขับขี่ (Driver Alert System) ซึ่งจะส่งสัญญาณแจ้งเตือนเมื่อตรวจพบว่าผู้ขับขี่มีอาการเหนื่อยล้า ทำให้มั่นใจได้ว่าทุกการขับขี่จะเป็นไปอย่างปลอดภัยไร้กังวล

ระหว่างการเดินทาง สื่อมวลชนได้มีโอกาสเยี่ยมชม “ช่างชุ่ย” อาณาจักรศิลปะอันกว้างใหญ่ ที่รวบรวมทั้งอาร์ตแกลเลอรี่ โรงละคร โรงฉายหนังขนาดย่อม คาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านหนังสือ และสถานที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ไว้มากมาย พร้อมพูดคุยกับ คุณลิ้ม สมชัย ส่งวัฒนา ผู้ก่อตั้งช่างชุ่ย ถึงความเป็นมาของดินแดนแห่งความสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัดนี้

ต่อมาสื่อมวลชนได้ใช้ระบบแผนที่นำทาง เพื่อค้นหาสถานที่ปริศนาสุดท้ายของกิจกรรม ซึ่งคือ โครงการ Yarden Yenakart ที่รวมทั้งร้านอาหารสไตล์ไทย – อิตาเลียน แสนอร่อยอย่างร้านอากาศ บิสโทร แอนด์ บาร์ (AKART Bistro & Bar) และร้านคาเฟ่สุดเก๋ อย่าง Coffee Craftsman x Yarden เข้าไว้ด้วยกัน โดยที่นี่ตกแต่งด้วยการผสมผสานสถาปัตยกรรมทั้งแบบเก่าและร่วมสมัยไว้ในร้านอาหารสไตล์บ้านไม้เก่าอันแสนเงียบสงบ แถวเย็นอากาศ ย่านสาทร จากนั้นคณะสื่อมวลชนจึงเดินทางกลับโรงแรม W Bangkok Hotel

นางสาวศุภรางศุ์ อนุชปรีดา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “กิจกรรม Ford Smart Navi Race นี้ จัดขึ้น เพื่อแนะนำเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่ใหม่อย่างระบบแผนที่นำทางแบบสามมิติ ที่ติดตั้งในฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค และ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ รุ่นปี 2017 รวมถึงฟีเจอร์ช่วยขับขี่อัจฉริยะอื่นๆ ทั้งนี้ เทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้ ได้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการนำเสนอรถที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยระดับโลก เพื่อให้ผู้บริโภคคนไทยได้สัมผัสในราคาที่จับต้องได้ และฟอร์ดยังมุ่งมั่นสร้างสรรนวัตกรรมใหม่ๆ ในรถกระบะเกิดมาแกร่งอย่างฟอร์ด เรนเจอร์ และรถเอสยูวีที่สร้างมาเพื่อเป็นที่หนึ่งอย่างฟอร์ด เอเวอเรสต์ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรามั่นใจว่าเทคโนโลยีใหม่ที่นำเสนอนี้ จะทำให้ผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสะดวกสบายและปลอดภัยอย่างเหนือระดับ พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ขับขี่คนไทยได้เป็นอย่างดี”

“อีซูซุคาราวานสัญจร 2560” ล่องใต้สัมผัสเสน่ห์ฝั่งทะเลอันดามัน

0

กลุ่มตรีเพชรเดินหน้าจัดกิจกรรม “อีซูซุคาราวานสัญจร” ประจำปี 2560 เส้นทางแรกตรัง-พังงา นำเหล่าสมาชิก “ประชาคมอีซูซุ” ร่วมค้นหาเสน่ห์ของการท่องเที่ยวในรูปแบบคาราวานรถยนต์ท่องไปตามตามเส้นทางฝั่งทะเลอันดามัน

สำหรับงานในปีนี้เน้นแนวคิด “เที่ยวดี ทำดี…ฉลอง 60 ปี อีซูซุ” โดยได้รับเกียรติจาก คุณภาคภูมิ อินทรสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง มร.อาร์. อิมาอิ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายขายดีลเลอร์ บี บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด และ คุณกรุณา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตรัง กล่าวต้อนรับและตีธงปล่อยขบวนคาราวานรถอีซูซุหลากรุ่นจำนวน 31 คัน ที่มาพร้อมสมาชิกรวมกว่า 100 ชีวิต ณ โชว์รูมอีซูซุ บริษัท อีซูซุอันดามันเซลส์ จำกัด สาขาตรัง

จุดแวะพักแรก คือ “สถานีรถไฟกันตัง” สถานีสุดทางของทางรถไฟสายใต้ ฝั่งทะเลอันดามัน ที่เพิ่งฉลองครบรอบ 100 ปีไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของจังหวัดตรังจากกรมศิลปากร ตั้งแต่ พ.ศ. 2539 ปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทยและเทศบาลเมืองกันตังได้ปรับปรุงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

ตัวสถานียังชวนให้รำลึกถึงอดีตอันรุ่งเรืองผ่านอาคารไม้ชั้นเดียวทรงปั้นหยา ทาสีเหลืองมัสตาร์ดสลับน้ำตาล คู่สีหลักที่คุ้นตาของสถานีรถไฟดั้งเดิม พร้อมจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในอดีตที่ยังคงหลงเหลืออยู่ โดยภาพรวมแล้วยังรักษาเอกลักษณ์เดิมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ไว้ได้เป็นอย่างดี

ถัดออกไปอีกเพียง 10 กว่ากิโลเมตรก็เดินทางถึง “วนอุทยานบ่อน้ำร้อนกันตัง” พื้นที่ส่วนพรุน้ำร้อนที่ได้ปรับปรุงเป็นบ่อน้ำร้อนจำนวน 3 บ่อ แต่ละบ่อมีอุณหภูมิของน้ำ 70 องศา 40 องศา และ 20 องศา ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปได้เข้ามาแช่เท้า หรือลงแช่น้ำร้อนเพื่อสุขภาพ ให้ความรู้สึกผ่อนคลายเช่นเดียวกับการแช่ออนเซนของญี่ปุ่น

น้ำแร่ที่นี่มีจุดเด่น คือ มีส่วนผสมของกำมะถันน้อยมากไม่ถึง 1% จึงแทบจะไม่มีกลิ่น แต่มีแคลเซียมมากถึง 75% ซึ่งเป็นเพียงแห่งเดียวของประเทศไทย เหมาะสำหรับการนำไปบำบัดผู้ที่ป่วยเป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต เนื่องจากแคลเซียมช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตได้ดี และมีการนำน้ำแร่ไปทำเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพสำหรับให้บริการแก่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนด้วย

ภาคบ่ายหลังจากอิ่มหนำสำราญกับอาหารใต้รสเด็ดมื้อกลางวัน ณ ร้านปากน้ำกระบี่ซีฟู้ด ชาวคาราวานได้มาเรียนรู้วิชาพืชสวนกันที่ “ศูนย์การเรียนรู้ท่องเที่ยวเชิงเกษตร” จังหวัดกระบี่ โดยแบ่งกลุ่มเข้าชมแปลงสาธิตการปลูกดอกหน้าวัว และร่วม Workshop ปลูกสับปะรดสีที่สวยงามแปลกตา

ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ “ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล” ฐานทัพเรือพังงา โครงการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลด้านฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งจะเข้าดูแลตั้งแต่การสำรวจ เก็บเพาะฟักไข่เต่าบริเวณเกาะหูยง อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน และนำมาอนุบาลต่ออีกประมาณ 6 เดือนก่อนที่จะนำไปปล่อยในทะเล ซึ่งจะทำให้มีอัตราการรอดของเต่า 80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป

แม้การเยือนในครั้งนี้จะเหลือเต่าที่โตพอจะให้ปล่อยคืนสู่ท้องทะเลเพียงจำนวนหนึ่ง แต่ชาวคาราวานยังได้ร่วมกิจกรรมทำความสะอาดคราบแบคทีเรียที่ติดตามกระดอง พร้อมทั้งทายาเพื่อให้เต่าตัวน้อยๆ เติบโตอย่างแข็งแรง และพร้อมกลับสู่ธรรมชาติต่อไป

จากนั้นจึงเคลื่อนทัพคาราวานต่อไปยังที่พัก โรงแรมเซ็นทารา บีช รีสอร์ท เขาหลัก ท่ามกลางบรรยากาศของฟ้าสวย แดดใส หาดทรายและท้องทะเลที่สวยงาม เพื่อร่วมงานเลี้ยงรับรองพิเศษที่แสนอบอุ่นและเป็นกันเองในแบบของอีซูซุ โดยมีนางเอกสาวหน้าหวาน เบลลา ราณี มาเป็นแขกรับเชิญพิเศษ พร้อมการแสดง Juggling Show ที่สนุกสนานและน่าตื่นตาตื่นใจ และลุ้นรับรางวัลกลับบ้านกันไปอย่างถ้วนหน้า

ชัยวัฒน์-วรรณพร จิตตคาม รถหมายเลข 02 หนึ่งในแฟนพันธุ์แท้คาราวานอีซูซุ เผยว่า “ผมได้มาร่วมคาราวานกับอีซูซุครั้งแรกเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว ประทับใจทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นการดูแล อาหาร ที่พัก ยิ่งค่าสมัครกับสิ่งที่ตอบแทนให้กับลูกค้าประเมิณค่าไม่ได้เลย ราคาเท่านี้มาเองก็มาไม่ได้ ทั้งเที่ยว ทั้งมีกิจกรรมดีๆ ขนาดนี้ จากนั้นก็มาร่วมทุกปีเท่าอายุลูกผม เริ่มขับมาตั้งแต่อีซูซุดีแมคซ์รุ่นแรก มิว-7 รุ่นแรก และล่าสุดออกรุ่นใหม่ The New Isuzu MU-X เลยลองชวนกลุ่มเพื่อนมาเที่ยวด้วยกัน นั่งรถคันเดียวกัน ทั้งที่ไม่มั่นใจว่า 7 คนจะนั่งกันพอไหม แต่พอนั่งจริงก็สบายนะ จากตรังมาพังงาไม่รู้สึกอึดอัดเลย ถ้ามาคาราวานแบบนี้ไม่ว่าจะอีกกี่ปีๆ ผมก็จะมา รถรุ่นใหม่ออกมาผมก็ยังยินดีที่จะเลือกใช้อีซูซุตลอดไป”

“อีซูซุคาราวานสัญจร” เป็นกิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง จัดขึ้นเพื่อขอบคุณลูกค้าอีซูซุทั่วประเทศไปพร้อมกับสนับสนุนนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศของรัฐบาล รวมถึงการเดินทางในฐานะประตูสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าไม่อยากพลาด สามารถสมัครและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายสื่อสารการตลาด-บี โทร.02-966-2127-9 โดยอีก 3 เส้นทาง ได้แก่

oเส้นทางที่ 2 ยโสธร – นครพนม วันที่ 15-16 กรกฎาคม 2560
oเส้นทางที่ 3ไทย (จันทบุรี) – กัมพูชา (กำปอด – สีหนุวิลส์) วันที่ 10-13 สิงหาคม 2560
oเส้นทางที่ 4 พิจิตร – พิษณุโลก วันที่ 23-24 กันยายน 2560