Home Blog Page 3

“สรยท.” ประกาศรายชื่อยานยนต์ผ่านเกณฑ์รอบแรก THAILAND CAR, EV & MOTORCYCLE OF THE YEAR 2026

0

“สรยท.” ประกาศรายชื่อยานยนต์ผ่านเกณฑ์รอบแรก THAILAND CAR, EV & MOTORCYCLE OF THE YEAR 2026 ชูมาตรฐานสากลในการคัดสรรรผ่านเกณฑ์ ประกอบด้วย THAILAND CAR OF THE YEAR จำนวน 6 คันTHAILAND EV OF THE YEAR จำนวน 21 คัน และ THAILAND MOTORCYCLE OF THE YEAR จำนวน 6 คัน ก่อนจะส่งรายชื่อให้สมาชิกร่วมลงคะแนนเพื่อหารถเข้าสู่รอบสุดท้าย และร่วมทดสอบที่สนาม ATTRIC พร้อมดีเดย์มอบรางวัลใหญ่ 11 พฤศจิกายน 2569 นี้ 

สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) ประกาศรายชื่อรถยนต์, รถยนต์ไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ ที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกรอบแรก เพื่อเข้าชิงชัย 3 รางวัลใหญ่ระดับประเทศประจำปี 2569 อย่างเป็นทางการ ได้แก่ รางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2569 (THAILAND CAR OF THE YEAR 2026) จำนวน 6 คัน, รางวัลรถยนต์ไฟฟ้ายอดเยี่ยมประจำปี 2569 (THAILAND EV OF THE YEAR 2026) จำนวน 21 คัน และรางวัลรถจักรยานยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2569 (THAILAND MOTORCYCLE OF THE YEAR 2026) จำนวน 6 คัน

สำหรับการคัดเลือกยานยนต์ในรอบแรกนี้ได้ดำเนินการอย่างรัดกุมภายใต้มาตรฐานสากล โดยคณะอนุกรรมการคัดเลือกรถประจำปี 2569 ประกอบด้วยสื่อมวลชนผู้มีประสบการณ์ในสายยานยนต์ ร่วมกันตรวจรับรองคุณสมบัติของยานยนต์แต่ละรุ่นอย่างถี่ถ้วนตามกรอบระเบียบที่กำหนด

 

นายลิขิต น้าประเสริฐ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) เปิดเผยว่า “นอกจากเกณฑ์ในการเปิดตัวที่กำหนดไว้ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 30 กันยายน 2569 แล้ว ในปีนี้สมาคมฯ และคณะอนุกรรมการฯ ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ในการปรับปรุงกฎระเบียบ และข้อบังคับสำหรับการพิจารณารถเข้ารอบแรก โดยเปิดโอกาสให้รถยนต์ปรับโฉม (MINOR CHANGE) สามารถเข้าร่วมชิงชัยได้ร่วมกับรถโฉมใหม่ (MODEL CHANGE) พร้อมทั้งเพิ่มความเคร่งครัดในการพิจารณาอย่างเข้มงวด โดยกำหนดเกณฑ์สัดส่วนการปรับเปลี่ยนของรถยนต์สันดาป และรถยนต์ไฟฟ้าไว้ที่ 65% และรถจักรยานยนต์ที่ 55% จึงมั่นใจได้ว่า ยานยนต์รุ่นปรับโฉมที่ผ่านเข้ารอบ ได้รับการอัพเกรดทั้งระบบความปลอดภัย และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอย่างมีนัยสำคัญ และตรงตามเกณฑ์ใหม่ทุกประการ”

ขณะเดียวกันสำหรับการส่งรายชื่อให้กับสมาชิกสามัญของสมาคมฯ ในการร่วมลงคะแนน เพื่อคัดเลือกรถเข้าสู่รอบสุดท้ายนั้น ในครั้งนี้จะเป็นปีแรกที่สมาคมฯ และคณะอนุกรรมการฯ ได้มีการพิจารณาจัดส่งให้เฉพาะสมาชิกที่เป็นผู้สื่อข่าวเท่านั้น ส่วนฝ่ายภาพและ/หรือทีมงานฝ่ายอื่นๆ จะไม่ได้ร่วมลงคะแนน ทั้งนี้เพื่อให้ผลการพิจารณามีความเป็นมาตรฐานยิ่งขึ้น

สำหรับรายชื่อรถยนต์ที่ผ่านเกณฑ์รับรางวัล THAILAND CAR OF THE YEAR 2026 จำนวน 6 คัน ประกอบด้วย CHERY TIGGO8 CSH PHEV, FORD RANGER SUPER DUTY, NISSAN KICKS E-POWER, GWM ORA5 HEV, TOYOTA LAND CRUISER FJ และ TOYOTA TRAVO OVERLAND PLUS 4×4 โดยจะพิจารณารถยนต์เข้ารอบจำนวน 5 คันตามกติกา

รายชื่อรถยนต์ที่ผ่านเกณฑ์รับรางวัล THAILAND EV OF THE YEAR 2026 จำนวน 21 คัน ประกอบด้วย AVATR 07, BMW i5 eDrive40 M Sport, BMW iX3, BYD ATTO 1, BYD ATTO 2, CHANGAN NEVO Q05, CHERY Q, DENZA Z9 GT, HONDA e:N2, HONDA Super-ONE, ISUZU D-MAX EV, JAECOO 6T EV, LEPAS L6 EV, LEXUS ES 350e Premium, THE ALL-ELECTRIC MAZDA 6e, MERCEDES-BENZ CLA250+, MG IM5, MG URBAN, GWM ORA 5 EV, TOYOTA HILUX TRAVO-E และ VOLVO ES90 โดยจะพิจารณารถยนต์เข้ารอบจำนวน 11 คันตามกติกา

รายชื่อรถจักรยานยนต์ที่ผ่านเกณฑ์รับรางวัล THAILAND MOTORCYCLE OF THE YEAR 2026 จำนวน 6 คันประกอบด้วย BMW R 12 G/S, HONDA CBR500R E-CLUTCH, HONDA NX500 E-CLUTCH, KAWASAKI Z900, YAMAHA AEROX SP และ YAMAHA FINN 2026 โดยจะพิจารณารถจักรยานยนต์เข้ารอบจำนวน 5 คันตามกติกา

 

สำหรับกำหนดการพิจารณาตัดสินและมอบรางวัล มีดังนี้ :

2-11 ตุลาคม 2569      :         สมาชิกสมาคมฯ ร่วมลงคะแนนโหวตรอบแรก

12 ตุลาคม 2569         :         คณะอนุกรรมการฯ ดำเนินการนับคะแนน

14 ตุลาคม 2569         :         ประกาศรายชื่อยานยนต์ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย (FINALISTS)

4 พฤศจิกายน 2569     :         คณะกรรมการตัดสินร่วมลงสนามทดสอบขับขี่และให้คะแนน

ณ ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (ATTRIC) จังหวัดฉะเชิงเทรา

11 พฤศจิกายน 2569    :         พิธีมอบรางวัล ณ ห้องจูปิเตอร์ 4-7 อาคารชาลเลนเจอร์ อิมแพ็ค

เมืองทองธานี

เชอรี ประเทศไทย เดินหน้าภารกิจ “CHERY V23 x K9 USAR” ส่งมอบรถไฟฟ้า Chery V23 สนับสนุนทีมสุนัขกู้ภัยแห่งชาติ “K9 USAR”

0

เชอรี ประเทศไทย เดินหน้าแนวคิดการนำนวัตกรรมยานยนต์มาสร้างคุณค่าให้สังคมผ่านโครงการ “BEHIND EVERY LIFE THEY SAVE” – Chery V23 ใส่ใจทุกชีวิต พร้อมเคียงข้างทุกภารกิจ” ส่งมอบรถไฟฟ้า Chery V23 เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของ K9 USAR Thailand หรือองค์การสุนัขกู้ภัยแห่งชาติ ทั้งการเดินทาง การฝึกซ้อม การขนอุปกรณ์ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่และสุนัข K9 ก่อนออกปฏิบัติภารกิจจริง

มร. จิม ลี ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ เชอรี และไอคาร์ ประเทศไทย กล่าวว่า “โครงการ BEHIND EVERY LIFE THEY SAVE” – Chery V23 ใส่ใจทุกชีวิต พร้อมเคียงข้างทุกภารกิจ เกิดขึ้นจากการที่เราได้ติดตามและพูดคุยกับทีม K9 USAR Thailand เพื่อทำความเข้าใจเบื้องหลังการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือในพื้นที่ต่าง ๆ และพบว่าทีมสุนัข K9 ต้องเผชิญกับความท้าทายจากสภาพอากาศและอุณหภูมิที่สูง ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพและประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจ ขณะเดียวกัน ทั้งเจ้าหน้าที่และสุนัข K9 จำเป็นต้องมีความพร้อมอยู่เสมอ เพราะในสถานการณ์ฉุกเฉินทุกนาทีมีความหมาย”

“ด้วยเหตุนี้ เราจึงตั้งใจส่งมอบ Chery V23 เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของทีม K9 USAR โดยรถรุ่นนี้มาพร้อมระบบระบายอากาศอัตโนมัติซึ่งเป็นฟังก์ชันที่ช่วยดูแลสัตว์เลี้ยงภายในรถ เปรียบเสมือน ‘ห้องแอร์เคลื่อนที่’ ที่ช่วยสร้างความเย็นสบายและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับสุนัข K9 ระหว่างการเดินทางและการปฏิบัติภารกิจ

เราเชื่อว่าการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการทำงานของผู้ปฏิบัติภารกิจ ไม่เพียงช่วยให้การเดินทางมีความคล่องตัวและปลอดภัยยิ่งขึ้น แต่ยังสามารถสร้างคุณค่าและประโยชน์ให้แก่สังคมได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางด้าน CSR และ ESG ของเชอรี ประเทศไทย ที่มุ่งดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้แก่สังคมและชุมชน” มร. จิม ลี กล่าวเสริม

นายสุทธิเกียรติ โสภณิก ผู้อำนวยการองค์การสุนัขกู้ภัยแห่งชาติ (K9 USAR Thailand) และประธานมูลนิธิเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (ESF) กล่าวว่า “ปัจจุบัน K9 USAR Thailand เป็นส่วนหนึ่งของทีมประเทศไทย THA-01 ทีมค้นหาและกู้ภัยในเขตเมือง (Urban Search and Rescue: USAR) ซึ่งผ่านการรับรองตามมาตรฐาน United Nations INSARAG เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับภารกิจค้นหาและกู้ภัยทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ โดยที่ผ่านมาได้เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจในหลากหลายสถานการณ์ ทั้งอาคารพังถล่ม ดินและโคลนถล่ม รวมถึงพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงและความปลอดภัย

ในโอกาสนี้ แบรนด์เชอรี ประเทศไทย มอบรถ Chery V23 เพื่อสนับสนุนภารกิจของทีม K9 USAR Thailand นับเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญในการเสริมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติงานภาคสนาม ด้วยสมรรถนะของตัวรถ ตลอดจนฟังก์ชันการใช้งานทั้งภายในและภายนอกที่ตอบโจทย์การเดินทางและการขนส่งอุปกรณ์สำหรับภารกิจในพื้นที่จริง

โดยเฉพาะในช่วงที่หลายพื้นที่กำลังเผชิญสถานการณ์อุทกภัย การได้รับรถ Chery V23 ในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันเหมาะสมในการนำรถเข้ามาสนับสนุนภารกิจภาคสนามเป็นครั้งแรก เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการเข้าถึงพื้นที่และสนับสนุนการปฏิบัติงานของทีม K9 USAR Thailand ในการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน”

เพื่อเสริมแกร่งความพร้อมของ Chery V23 รถที่ส่งมอบให้ทีม K9 USAR ยังได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์อัปเกรดจาก IRONMAN 4x4 ประกอบด้วย Roof Rack และชุด Suspension เพื่อเสริมความพร้อมในการเดินทางและช่วยรองรับการขนอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการฝึกซ้อมและการปฏิบัติภารกิจของทีม K9 USAR

ติดตามรายละเอียดของภารกิจ “CHERY V23 X K9 USAR” และข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ Chery Thailand และ Facebook: CHERY Thailand

RANGE ROVER SPORT ELECTRIC: พลังไฟฟ้าที่ปลุกทุกสัมผัสแห่งการขับขี่

0

Range Rover Sport Electric เปิดบทใหม่ของรถเอสยูวีหรูสไตล์สปอร์ต ด้วยระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก พร้อมการตอบสนองและสมรรถนะที่พัฒนาขึ้น

Range Rover Sport Electric ได้รับการปรับแต่งเพื่อมอบประสบการณ์ที่ตอบสนองผู้ขับขี่ ผสานเทคโนโลยีแชสซีขั้นสูงเพื่อเพิ่มความแม่นยำและความเร้าใจ โดยยังคงรูปทรงอันแข็งแกร่ง ความประณีต และความสามารถบนทุกสภาพเส้นทาง

มาร์ติน ลิมเพิร์ต กรรมการผู้จัดการ Range Rover กล่าวว่า “Range Rover Sport คือรถยนต์ที่ถ่ายทอดบุคลิกการขับขี่อันปราดเปรียวที่สุดของ Range Rover และ Range Rover Sport Electric นำเอกลักษณ์นั้นเข้าสู่ยุคพลังงานไฟฟ้า รถยนต์คันนี้ยังคงเป็น Range Rover Sport อย่างแท้จริง ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าที่ผสานเข้ากับตัวรถช่วยยกระดับการตอบสนองและความแม่นยำ ทั้งจากแชสซีที่ปรับแต่งเฉพาะ การส่งแรงบิดที่เน้นสมรรถนะ และรูปแบบเสียงเฉพาะตัว เพื่อมอบการมีส่วนร่วมในการขับขี่อย่างเต็มที่แก่ลูกค้า”

เพื่อบันทึกก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์กว่า 20 ปี Range Rover Sport Electric พิสูจน์สมรรถนะในการทดสอบครั้งสุดท้าย ณ เหมืองหินอ่อนคาร์ราราแบบเปิดในอิตาลี ท่ามกลางยอดเขาความสูงประมาณ 3,000 ฟุต สานต่อบทพิสูจน์ของ Range Rover Sport ซึ่งเคยสร้างสถิติบนเส้นทางไต่เขาไพกส์พีกสูง 14,110 ฟุต พิชิตบันได 999 ขั้นสู่ประตูสวรรค์ในจีน และไต่ทางระบายน้ำของเขื่อนในไอซ์แลนด์

ในการขึ้นสู่ยอดเขาจอยอาเหนือแหล่งหินอ่อนที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก รถต้องเผชิญอุณหภูมิรุนแรง ทางลาดชันสูงสุด 45 องศา และสภาพพื้นผิวที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นับเป็นบททดสอบความสามารถบนทุกสภาพเส้นทางของ Range Rover Sport

Range Rover Sport Electric ติดตั้งระบบ Intelligent Traction Management ที่ปรับแต่งเฉพาะ ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบเสมือน ช่วงล่างถุงลม Dynamic Air Suspension และระบบควบคุมการโคลงตัวถังแบบอิเล็กทรอนิกส์ eARC¹ ซึ่งสร้างแรงควบคุมได้สูงสุด 1,400 นิวตันเมตรในแต่ละเพลา รวมถึงโช้คอัพ Twin Valve และระบบ Adaptive Dynamics ที่ตรวจวัดพารามิเตอร์ 100 รายการ 500 ครั้งต่อวินาที เพื่อควบคุมการโคลงและการก้มเงยของรถขณะเข้าโค้งและเบรก

เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้ควบคุมรถบนพื้นผิวที่คาดเดาได้ยากของเหมืองคาร์รารา ตั้งแต่หินอ่อนขัดเรียบไปจนถึงฝุ่นหินอ่อนละเอียด ขณะที่ระบบบังคับเลี้ยวสี่ล้อ¹ ช่วยให้รถผ่านโค้งหักศอกแคบภายในเหมืองได้โดยไม่ต้องถอยหลัง

แรงบิด 850 นิวตันเมตร ซึ่งสูงที่สุดในบรรดา Range Rover Sport ช่วยให้รถพิชิตทางลาดชัน โดยแรงบิดเพิ่มขึ้นเร็วกว่า Range Rover Electric 50% ระบบขับเคลื่อน 550 แรงม้า (PS) มีสมรรถนะเทียบเท่า Range Rover Sport P540 เครื่องยนต์ V8 อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 4.5 วินาทีในโหมด Dynamic Launch ก่อนพารถขึ้นสู่จุดสูงสุดของเส้นทางทดสอบ

เหมืองคาร์ราราเป็นจุดหมายสุดท้ายของโครงการทดสอบและพัฒนาทั่วโลก ซึ่งรวมถึงการทดสอบที่สนามส่วนตัว Magarigawa Club ใกล้กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เป็นครั้งแรก วิศวกร Range Rover ยังพัฒนาเสียงเฉพาะรุ่นเพื่อขับเน้นบุคลิกการขับขี่ โดยผสานโทนเสียงเรียบง่ายที่เชื่อมโยงดนตรีกับวิศวกรรม และกระตุ้นให้ผู้ขับขี่สัมผัสความแตกต่างของแต่ละโหมด

แมตต์ เบกเกอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมยานยนต์ Range Rover กล่าวว่า “Range Rover Sport Electric คือพัฒนาการของบุคลิกการขับขี่ Range Rover Sport โดยให้ความสำคัญกับการตอบสนองและการมีส่วนร่วมของผู้ขับขี่มากขึ้น โครงสร้างที่แข็งแกร่งกว่าและจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำลง เมื่อทำงานร่วมกับการควบคุมแรงบิดที่แม่นยำและเทคโนโลยีแชสซีขั้นสูง ทำให้รถตอบสนองฉับไว คล่องตัว และสร้างความมั่นใจมากขึ้น ผู้ขับขี่จะรู้สึกว่ารถกะทัดรัด เกาะถนน และตอบสนองได้ดีกว่าที่คาด โดยยังคงความประณีต ความสะดวกสบาย และความสามารถรอบด้าน”

Range Rover Sport รุ่นไฟฟ้าเต็มรูปแบบคันแรกมีโครงสร้างตัวถังแข็งแกร่งกว่ารุ่นปลั๊กอินไฮบริด 61% และจุดศูนย์ถ่วงต่ำกว่า 73 มิลลิเมตร ผลิตที่โซลิฮัลล์ สหราชอาณาจักร บนสายการผลิตเดียวกับรุ่นปลั๊กอินไฮบริด เบนซิน และดีเซล แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนความจุ 118.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง มีความหนาแน่นกำลังสูงและบรรจุในโครงหุ้มอะลูมิเนียมความแข็งแรงสูง มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวกำลังตัวละ 260 กิโลวัตต์ผสานเข้ากับสถาปัตยกรรม MLA-Flex พร้อมระบบไฟฟ้า 800 โวลต์ที่รองรับการชาร์จเร็วแบบแยกส่วน

Range Rover Sport Electric ออกแบบให้ทนต่อแรงกระแทกรุนแรง พร้อมระบบความปลอดภัยขั้นสูงที่เหนือกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรม ห้องปฏิบัติการทดสอบแบตเตอรี่แห่งใหม่ของ JLR ทดสอบแบตเตอรี่ที่ใช้งานจริงด้วยการสั่นสะเทือนและแรงกระแทกหลายแกนภายใต้อุณหภูมิ -40 ถึง +90 องศาเซลเซียส เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและคุณภาพ

Range Rover Sport Electric พัฒนาควบคู่กับ Range Rover Electric และใช้เทคโนโลยีใหม่หลายรายการ รวมถึงระบบจัดการความร้อน ThermAssist™ รถมีระยะทางสูงสุด 609 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP³ และระยะทางในการใช้งานจริงสูงสุด 536 กิโลเมตร5 เพียงพอสำหรับการเดินทางประจำวันของผู้ขับขี่จำนวนมากโดยไม่ต้องชาร์จระหว่างวัน²

เมื่อใช้เครื่องชาร์จเร็ว DC สาธารณะ รถเพิ่มระยะทางได้สูงสุด 220 กิโลเมตร ภายใน 10 นาที หรือชาร์จแบตเตอรี่จาก 10–80% ภายในประมาณ 22 นาที²

กระจังหน้าและล้ออัลลอยที่ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์เป็นจุดสังเกตของรุ่นไฟฟ้า และช่วยเพิ่มระยะทางได้สูงสุด 16 กิโลเมตร เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วระดับทางหลวง³

Range Rover Sport Electric เปิดรับคำสั่งซื้อแล้วในรุ่น Dynamic SE, Dynamic HSE, Autobiography และ First Edition พร้อมตัวเลือก Black Pack และ Satin Wrap รุ่น First Edition มาในสี Zadar Grey พร้อม Satin Wrap หลังคาสีดำตัดกัน และล้ออัลลอย 22 นิ้ว

ลูกค้า Range Rover Sport Electric รุ่น Autobiography สามารถใช้บริการ Range Rover Bespoke โดยเลือกสีตัวถัง การจัดองค์ประกอบ วัสดุตกแต่งระดับพิเศษ และรายละเอียดเฉพาะบุคคลที่หลากหลาย รวมถึงงานปักเฉพาะ เพื่อรังสรรค์รถยนต์ที่สะท้อนตัวตน

รถทุกคันมาพร้อม Battery Digital Twin ซึ่งช่วยให้ Range Rover ดูแลรักษารถเชิงรุกผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านเครือข่าย หรือ Software Over the Air ของ JLR6 แบตเตอรี่ของ Range Rover Sport Electric รับประกัน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน7

สำหรับประเทศไทย บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและผู้แทนจำหน่ายรถยนต์เรนจ์โรเวอร์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย พร้อมนำเสนอ Range Rover Sport Electric รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบรุ่นแรกของ Range Rover Sport ที่ผสานสมรรถนะการขับขี่แบบสปอร์ตเข้ากับความประณีตและความสามารถในการขับขี่ทุกสภาพภูมิประเทศอันเป็นเอกลักษณ์ โดยเปิดรับคำสั่งซื้อแล้ววันนี้ รายละเอียดรุ่นย่อยและราคาจะประกาศให้ทราบในภายหลัง และคาดว่าจะเริ่มส่งมอบรถได้ในช่วงต้นปี 2570 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.landrover.co.th หรือสอบถามข้อมูล โทร. 02-666-7500

GWM ก้าวสู่เวทีประชุมและการวิจัยระดับสากล CoRL 2026 ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีขับขี่อัจฉริยะเพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

0

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุดและอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM ร่วมสนับสนุนเวิร์กช็อปภายใต้การประชุมวิชาการระดับโลก Conference on Robot Learning (CoRL) 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2569 ณ JW Marriott เมืองออสติน รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ภายใต้หัวข้อ “Grounded 4D Multimodal World Models for Autonomous Driving Decision Making” หรือ “แบบจำลองเสมือนจริงแบบ 4 มิติเพื่อยกระดับการตัดสินใจของระบบขับขี่อัตโนมัติ” โดย GWM จะร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับนักวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ และระบบขับขี่อัตโนมัติชั้นนำจากทั่วโลก เพื่อยกระดับให้ระบบขับขี่อัตโนมัติไม่ได้เป็นเพียงแค่ “การจำลองภาพ” สภาพแวดล้อมที่สมจริง แต่สามารถ “ตัดสินใจ” เพื่อรับมือกับสถานการณ์บนถนนจริงได้แม่นยำและปลอดภัยยิ่งขึ้น

ร่วมขับเคลื่อนเวทีวิจัยระดับโลก ด้วยประสบการณ์จากการพัฒนารถยนต์จริง

งานประชุม CoRL (Conference on Robot Learning) เป็นหนึ่งในเวทีวิชาการระดับสากลด้านการเรียนรู้ของหุ่นยนต์ (Robot Learning) และปัญญาประดิษฐ์ที่ได้รับการยอมรับและมีอิทธิพลอย่างมาก โดยเป็นแหล่งรวมตัวของนักวิจัยชั้นนำจากทั้งมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก อาทิ MIT, Stanford, Carnegie Mellon University, Google DeepMind และ Meta เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และผลักดันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสู่การประยุกต์ใช้งานจริง การร่วมสนับสนุนเวิร์กช็อปภายใต้หัวข้อ “Grounded 4D Multimodal World Models for Autonomous Driving Decision Making” ในการประชุม CoRL 2026 ในครั้งนี้ จึงเป็นเวทีสำคัญสำหรับงานวิจัยยุคใหม่ที่เชื่อมโยงระหว่างการเรียนรู้ของหุ่นยนต์ (Robot Learning) ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Embodied Intelligence) และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (Advanced Driver Assistance Systems – ADAS) เข้าไว้ด้วยกัน และสะท้อนบทบาทที่มากกว่าแค่การสนับสนุน แต่เป็นการมีส่วนร่วมกำหนดโจทย์วิจัยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า โดย GWM จะนำประสบการณ์และความท้าทายจริงที่เผชิญจากการพัฒนาและใช้งานระบบขับขี่อัจฉริยะ (ADAS) ในรถยนต์รุ่นที่ผลิตเพื่อจำหน่ายจริงเข้าสู่เวทีวิชาการเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนกับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าจากทั่วโลก ตั้งแต่การรับรู้สภาพแวดล้อมแบบ 4 มิติ การพัฒนาโมเดล Vision-Language-Action (VLA) การวางแผนและตัดสินใจในสถานการณ์การขับขี่ที่ซับซ้อน ไปจนถึงการประเมินความปลอดภัยของระบบโดยรวม ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนแนวทางของ GWM ที่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง พร้อมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาควิชาการ เพื่อร่วมผลักดันอนาคตของระบบขับขี่อัจฉริยะให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

จาก “ภาพที่สมจริง” สู่ “การตัดสินใจที่แม่นยำและปลอดภัยยิ่งขึ้น”

หัวใจของเวิร์กช็อปครั้งนี้มุ่งตอบโจทย์สำคัญของการพัฒนาแบบจำลองโลกเสมือนว่า คุณค่าที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ภาพจำลองจะคมชัดหรือสมจริงเพียงใด แต่อยู่ที่ความสามารถในการช่วยให้ระบบของรถยนต์ประเมินสถานการณ์และตอบสนองได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น แบบจำลองโลกเสมือนนี้เปรียบเสมือนสนามฝึกขับขี่เสมือนขนาดใหญ่ที่จำลองทั้งถนน รถยนต์ คนเดินเท้า และการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ตามเวลา โดยผสานข้อมูลหลากหลายรูปแบบเพื่อให้ระบบขับขี่อัจฉริยะได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ที่ท้าทายก่อนเผชิญบนถนนจริง ตั้งแต่ฝนตก การขับขี่ในเวลากลางคืน ไปจนถึงรถตัดหน้าหรือคนเดินเท้าข้ามถนนกะทันหัน ดังนั้น เกณฑ์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงคุณภาพของภาพที่สร้างขึ้น แต่คือผลลัพธ์ด้านการวางแผนและควบคุมรถ ซึ่งต้องช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุ และการฝ่าฝืนกฎจราจร พร้อมทั้งช่วยให้ยานพาหนะตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากแต่เสี่ยงต่ออันตรายได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจยิ่งขึ้น

จากงานวิจัยระดับโลก สู่ประโยชน์ที่ผู้ขับขี่สัมผัสได้

แม้เทคโนโลยี AI และแบบจำลองโลกเสมือนจะเป็นกระบวนการที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง แต่ผลลัพธ์ที่ผู้ขับขี่สามารถสัมผัสได้คือระบบช่วยขับขี่ที่มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น รองรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย และช่วยเสริมความปลอดภัยในการเดินทางได้ดียิ่งขึ้น การเข้าร่วม CoRL 2026 จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ GWM ในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากเวทีวิจัยระดับโลกสู่การพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต เพื่อยกระดับความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์การขับขี่สำหรับผู้ใช้งานทั่วโลก ผ่านระบบขับขี่อัจฉริยะที่สามารถเรียนรู้ วิเคราะห์ และสนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ฟอร์ดส่ง ‘โปรห่วงใย ฟอร์ดพร้อมเคียงข้างคุณ’ มอบส่วนลด 60,000 บาท พร้อมเลื่อนชำระค่างวดแรก 90 วัน

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ส่งต่อความห่วงใยและมอบกำลังใจแก่ลูกค้า รวมถึงผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ด้วยแคมเปญพิเศษ ‘โปรห่วงใย ฟอร์ดพร้อมเคียงข้างคุณ’ มอบส่วนลดสูงสุด 60,000 บาท เมื่อนำรถยนต์คันเก่ามาแลกซื้อรถยนต์ฟอร์ดรุ่นที่ร่วมรายการ ได้แก่ ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS รุ่นสี่ประตู ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค เอ็กซ์ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต และฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม 2.0 ลิตร พร้อมสิทธิ์เลื่อนชำระค่างวดออกไป 90 วัน และรับฟรีประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 สำหรับลูกค้าที่จองและออกรถระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 ผ่านฟอร์ด ลิสซิ่ง*

พร้อมกันนี้ ฟอร์ดยังมีแคมเปญ ‘ฟอร์ดห่วงใย ดูแลรถคู่ใจหลังน้ำท่วม’ เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับลูกค้าในพื้นที่ต่างๆ ที่เสี่ยงน้ำท่วมที่ต้องการตรวจเช็กและดูแลรถยนต์ โดยสามารถเข้ารับบริการตรวจสภาพทั่วไปฟรี 30 รายการ พร้อมรับส่วนลดค่าอะไหล่และน้ำมันหล่อลื่นสูงสุด 40% ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569**

นอกจากนี้ พันธมิตรทางการเงินของฟอร์ดยังมีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถฟอร์ดและผ่อนชำระผ่านฟอร์ด ลีสซิ่ง ธนาคารทิสโก้ หรือธนาคารทีทีบีธนชาติ สามารถติดต่อสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเพื่อขอพักชำระค่างวดได้นานสูงสุด 3 เดือน

ทั้งสองแคมเปญนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว พร้อมอยู่เคียงข้างโดยเฉพาะในช่วงที่หลายครอบครัวและผู้ประกอบการอาจมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากผลกระทบของน้ำท่วม ฟอร์ดจึงมอบข้อเสนอเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการออกรถ พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นในการวางแผนค่าใช้จ่าย เพื่อให้ลูกค้ามีเวลาเตรียมความพร้อมและฟื้นตัวจากสถานการณ์ดังกล่าว

“ฟอร์ดขอส่งความห่วงใยและกำลังใจไปยังลูกค้าและประชาชนทุกคนที่กำลังเผชิญหรืออาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม เราเข้าใจดีว่าในช่วงเวลาเช่นนี้ หลายครอบครัวและผู้ประกอบการต้องจัดลำดับความสำคัญของค่าใช้จ่ายอย่างรอบคอบ แคมเปญ ‘โปรห่วงใย ฟอร์ดพร้อมเคียงข้างคุณ’ จึงเกิดขึ้นจากความตั้งใจของเราเพื่อให้ทุกคนสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาท้าทายและเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นใจ ฟอร์ดพร้อมอยู่เคียงข้างลูกค้า ไม่เพียงแค่ในทุกการเดินทาง แต่รวมถึงในทุกช่วงเวลาสำคัญของชีวิต” นายเมธัส ลิขิตสัจจากุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ฟอร์ด Ford Call Center โทร. 1383 และ LINE OA @fordthailand

หมายเหตุ

  • *รายละเอียดส่วนลดขึ้นอยู่กับรถรุ่นที่ร่วมรายการและเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด
  • *ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS รุ่นสี่ประตู รับส่วนลด 60,000 บาท ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อมสิทธิ์เลื่อนชำระค่างวดออกไป 90 วัน เมื่อจัดเช่าซื้อผ่านฟอร์ดลีสซิ่ง
  • *ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค 0 ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อ และฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค 2.0 ลิตร ขับเคลื่อน 4 ล้อ รับส่วนลด 30,000 บาท ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อมสิทธิ์เลื่อนชำระค่างวดออกไป 90 วัน เมื่อจัดเช่าซื้อผ่านฟอร์ดลีสซิ่ง
  • *ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค เอ็กซ์ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต และฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม 2.0 ลิตร รับส่วนลด 20,000 บาท ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อมสิทธิ์เลื่อนชำระค่างวดออกไป 90 วัน เมื่อจัดเช่าซื้อผ่านฟอร์ดลีสซิ่ง
  • *เลื่อนชำระค่างวดแรก 90 วัน หมายถึง การเลื่อนระยะเวลาการผ่อนชำระค่างวดแรกออกไป 90 วัน นับจากวันที่สัญญาเช่าซื้อเริ่มต้น มิได้หมายถึงการยกเว้นค่างวดหรือการใช้รถโดยไม่มีภาระชำระ เงื่อนไขการอนุมัติสินเชื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของธนาคารและบริษัท

**ส่วนลดค่าอะไหล่ ไม่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ยาง เบรก แบตเตอรี่ทุกรุ่นทุกยี่ห้อ รวมถึงความเสียหายที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของบริษัทประกันภัย

ไอคาร์ ประเทศไทย เดินหน้าส่งมอบ iCAUR V27 REEV ล็อตแรก 2,000 คัน เริ่มส่ง 1 ตุลาคม 2569 พร้อมยกระดับมาตรฐานการดูแลลูกค้า

0

ไอคาร์ ประเทศไทย เดินหน้าส่งมอบ iCAUR V27 REEV รถยนต์รุ่นเรือธงของแบรนด์ที่มาพร้อมเทคโนโลยี REEV (Range-Extended Electric Vehicle) โดยรถล็อตแรกจำนวนรวม 1,500 คัน ได้เดินทางถึงประเทศไทยแล้ว และอีก 500 คันมีกำหนดนำเข้าภายในเดือนตุลาคม 2569 ขณะที่ปัจจุบันมียอดลงทะเบียนจากลูกค้าสะสมแล้วมากกว่า 1,500 คัน สะท้อนถึงกระแสตอบรับและความสนใจจากผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อเทคโนโลยี REEV

ล่าสุด ไอคาร์ ประเทศไทย ได้เริ่มส่งมอบ iCAUR V27 REEV อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 และได้ส่งมอบรถให้แก่ลูกค้ากลุ่มแรกแล้วจำนวน 100 ครอบครัว เพียง 3 วันหลังจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ นับเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญของแบรนด์ในการส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์รุ่นเรือธงสู่ลูกค้าชาวไทย พร้อมสะท้อนถึงความพร้อมของไอคาร์ ประเทศไทย ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ การส่งมอบ และการดูแลลูกค้า เพื่อสร้างความมั่นใจตั้งแต่วันแรกของการเป็นเจ้าของ

มร. จิม ลี ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ เชอรี และไอคาร์ ประเทศไทย กล่าวว่า “การส่งมอบ iCAUR V27 REEV ถือเป็นก้าวสำคัญของไอคาร์ ประเทศไทย และเป็นจุดเริ่มต้นของประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์สำหรับลูกค้าชาวไทย การได้ส่งมอบรถให้แก่ลูกค้ากลุ่มแรกจำนวน 100 ครอบครัว เพียง 3 วันหลังจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าภาคภูมิใจ และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์และเทคโนโลยี REEV เราให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมในทุกมิติ ทั้งผลิตภัณฑ์ กระบวนการส่งมอบ และบริการหลังการขาย เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่เหนือระดับและการดูแลอย่างต่อเนื่องตลอดเส้นทางการเป็นเจ้าของรถ”

การส่งมอบ iCAUR V27 REEV ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของไอคาร์ ประเทศไทย ในการนำเสนอทางเลือกใหม่ของการเดินทางด้วยเทคโนโลยี REEV สู่ตลาดรถยนต์ไทย พร้อมเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายและการบริการ เพื่อรองรับการเติบโตของแบรนด์ในประเทศไทย โดย iCAUR ตั้งเป้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการรวม 25 แห่ง ครอบคลุมกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองหลักในทุกภูมิภาคภายในสิ้นปี 2569 พร้อมกันนี้ ไอคาร์ ประเทศไทย ยังเดินหน้าเตรียมความพร้อมด้านอะไหล่ โดยตั้งเป้ารองรับอะไหล่มากกว่า 95% ภายในเดือนตุลาคม 2569 ควบคู่กับการยกระดับผู้จำหน่ายทั่วประเทศภายใต้มาตรฐานเดียวกัน และเตรียมทีมงานบริการหลังการขายให้พร้อมให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างความมั่นใจและมอบประสบการณ์การดูแลลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพในทุกพื้นที่

 

iCAUR V27 REEV ผสานดีไซน์ “Classic Boxy” กับเทคโนโลยี REEV

iCAUR V27 REEV มาพร้อมขุมพลัง REEV ภายใต้แนวคิด “Timeless in Motion” ขณะที่ห้องโดยสารนำเสนอคอนเซปต์ “Interstellar Cockpit” ที่เน้นความกว้างขวางและความอเนกประสงค์ เพื่อรองรับรูปแบบการใช้ชีวิตที่หลากหลาย พร้อมพื้นที่เหนือศีรษะในดีไซน์ “Star Island” และหลังคากระจก Dual Skyview Roof

ภายในห้องโดยสารยังโดดเด่นด้วยหน้าจอกลางขนาด 15.4 นิ้ว และระบบเสียง Pioneer พร้อมลำโพงสูงสุด 15 ตำแหน่ง รวมซับวูฟเฟอร์ โดยล่าสุด iCAUR V27 REEV ได้รับรางวัล Best Interior Design Award สาขา Premium Car จากเวที Torino Automotive Design Award 2026 (TADA 2026) สะท้อนถึงแนวทางการออกแบบที่ผสานความโดดเด่นด้านดีไซน์เข้ากับฟังก์ชันการใช้งาน รองรับทั้งการเดินทางในชีวิตประจำวันและการเดินทางระยะไกลได้อย่างยืดหยุ่น

iCAUR V27 REEV มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย ได้แก่ 2WD PRIDE รุ่นเริ่มต้นที่มาพร้อมอุปกรณ์ครบครัน 2WD PRIME ที่เพิ่มความจุแบตเตอรี่และระยะทางการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า และ 4WD PRESTIGE รุ่นสูงสุดที่มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ i-AWD และเทคโนโลยีสำหรับการขับขี่แบบออฟโรด

สำหรับสีภายนอก มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ Deep Black, Classic Sand, Moonlight White และ Highland Green โดยรุ่น 2WD PRIDE มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ Deep Black และ Moonlight White ขณะที่ห้องโดยสารมาในโทน Shadow Black และสำหรับรุ่น 4WD PRESTIGE ที่มาพร้อมตัวถังสี Classic Sand สามารถเลือกห้องโดยสารสี Oak Brown เพิ่มความหรูหราและเอกลักษณ์เฉพาะตัว

สำหรับผู้ที่สนใจ iCAUR V27 REEV โชว์รูมไอคาร์ทั่วประเทศขยายเวลาเปิดให้บริการถึง 19.00 น. เพื่อเพิ่มความสะดวกและรองรับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ให้สามารถเข้าชมรถ ทดลองขับ และรับคำแนะนำจากทีมงานได้อย่างเต็มที่ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของไอคาร์ ประเทศไทย ในการยกระดับประสบการณ์และการดูแลลูกค้าอย่างครบวงจร

ราคาจำหน่าย iCAUR V27 REEV

เปิดราคาจำหน่าย iCAUR V27 REEV อย่างเป็นทางการ 3 รุ่นย่อย
พร้อมข้อเสนอพิเศษช่วงเปิดตัว
 

รุ่น                                                       ราคาสุทธิ (บาท)               ราคาพิเศษหลังหักส่วนลด (บาท)

2WD PRIDE                                      1,029,900 บาท                                999,900  บาท

2WD PRIME                                     1,189,900  บาท                                1,159,900  บาท

4WD PRESTIGE                              1,289,900 บาท                               1,259,900  บาท

ข้อเสนอพิเศษเพิ่มเติมสำหรับลูกค้า iCAUR V27 REEV ช่วงเปิดตัว*

เมื่อจองและออกรถภายใน 31 ตุลาคม 2569

  • ส่วนลดพิเศษมูลค่า 30,000 บาท*
  • Lifetime Battery Warranty Package รับประกันแบตเตอรี่ตลอดอายุการใช้งาน
  • แพ็กเกจมูลค่า 100,000 บาท ประกอบด้วย
  • ประกันภัยชั้นหนึ่งนานหนึ่งปี
  • เครื่องชาร์จแบบพกพา พร้อมอุปกรณ์จ่ายไฟภายนอก V2L
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี
  • บริการแอปพลิเคชัน iCAUR พร้อมกล่องสัญญาณอัจฉริยะ T-Box Internet Data นาน 5 ปี
  • รับประกันคุณภาพตัวรถ 8 ปี หรือ 200,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน
  • รับประกันเครื่องยนต์ 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
  • ชุดพรมปูพื้น

*สิทธิประโยชน์และเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

 

สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของแบรนด์ iCAUR ได้ทาง Facebook: iCAUR Thailand

เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) แนะนำด้านความปลอดภัยสำหรับรถยนต์ เอ็มจี ในสถานการณ์อุทกภัย

0
MG 3

เนื่องด้วยสถานการณ์ฝนตกหนัก และน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ขอแนะนำข้อมูลด้านความปลอดภัย สำหรับลูกค้าผู้ใช้รถยนต์ เอ็มจี  ทุกท่านที่ใช้รถในพื้นที่น้ำท่วม หรือจอดรถแช่น้ำเป็นระยะเวลานาน เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

บริษัทฯ ขอแนะนำให้ผู้ใช้รถ ห้ามกระทำการดังต่อไปนี้

  • ห้ามสตาร์ทรถ หรือเปิดระบบไฟฟ้าซ้ำหลังรถประสบเหตุน้ำท่วม
  • ห้ามเคลื่อนย้ายหรือลากจูงรถด้วยตนเองก่อนได้รับการตรวจสอบ

ทั้งนี้ แม้รถยนต์จะดูเหมือนอยู่ในสภาพปกติ แต่ระบบไฟฟ้า ระบบแบตเตอรี่ และชิ้นส่วนภายในอาจได้รับความเสียหายจากความชื้นโดยที่ไม่สามารถตรวจสอบได้จากภายนอก การดำเนินการโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอาจก่อให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม และอาจส่งผลต่อการพิจารณาสินไหมทดแทนของบริษัทประกันภัย

แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง

  1. หลีกเลี่ยงการใช้งานรถ และคงสภาพรถไว้ตามเดิม
  2. บันทึกภาพสภาพรถ ระดับน้ำ และสภาพแวดล้อม (ในกรณีใช้ประกอบการแจ้งประกันภัย)
  3. ติดต่อ เอ็มจี เพื่อรับบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน และการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ

ช่องทางบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน

  • MG Call Centre โทร 1267 กด 4 (บริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง)
  • LINE Official Account: @mg1267 (ทุกวัน เวลา 00 – 22.00 น.)
  • โชว์รูม และศูนย์บริการ เอ็มจี ทั่วประเทศ (ตามเวลาทำการ)

บริษัทฯ พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ในช่วงเวลาที่ลูกค้าต้องการความช่วยเหลือ เรามีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน และตรวจสอบความปลอดภัย ขอแนะนำอย่างยิ่งให้คุณสแกน QR CODE ที่แสดงอยู่นี้ เพื่อเข้ารับการประเมินความปลอดภัยหลังรถลุยน้ำ และจอดแช่น้ำมา หลังจากประเมินแล้วพบว่ามีความเสี่ยงที่จะทำให้รถของคุณเกิดความเสียหาย เราจะติดต่อคุณโดยเร็วที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่ารถของคุณมีประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในการใช้งานหลังจากประสบเหตุการณ์น้ำท่วม

นิสสันชวนมาลอง แล้วเอาเวลา 45 นาที กลับไปให้ชีวิต! กับกิจกรรม “NISSAN e-POWER DRIVE DAYS”

0

ถ้ามีเวลาเพิ่มขึ้นอีก 45 นาที คุณอยากเอาเวลานั้นไปทำอะไร?

นิสสัน ประเทศไทย ชวนทุกคนมาค้นหาคำตอบ พร้อมสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ด้วยพลังไฟฟ้าในกิจกรรม “NISSAN e-POWER DRIVE DAYS” ระหว่างวันที่ 16 – 18 ตุลาคม 2569 ณ โชว์รูมนิสสันทั่วประเทศ ต่อยอดแคมเปญ “ชีวิตไปต่อ ไม่ต้องรอชาร์จ” เพราะทุกช่วงเวลาของชีวิตมีคุณค่า และไม่ควรถูกใช้ไปกับการรอคอย

ลองขับ e-POWER แล้วสัมผัสด้วยตัวเองว่า “ไม่ต้องรอชาร์จ” ต่างอย่างไร

ภายในงาน ลูกค้าจะได้ทดลองขับและสัมผัสเทคโนโลยี Nissan e-POWER ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อ 100% ให้การตอบสนองทันใจ เงียบ และนุ่มนวลในแบบรถยนต์ไฟฟ้า โดยไม่ต้องเสียบปลั๊กชาร์จจากภายนอก ให้ทุกการเดินทางเดินหน้าต่อได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้เวลาที่มีค่าไปกับสิ่งที่สำคัญกว่า

ผู้เข้าร่วมงานสามารถทดลองขับยนตรกรรม e-POWER รุ่นไฮไลท์ของนิสสัน ได้แก่

  • นิสสัน คิกส์ e-POWER ใหม่ ครอสโอเวอร์ที่คล่องตัวและพร้อมตอบโจทย์ทุกจังหวะของชีวิตประจำวัน
  • นิสสัน เอ็กซ์เทรล e-POWER พร้อม e-4ORCE ใหม่ กับสมรรถนะและการควบคุมที่ให้ความมั่นใจในทุกเส้นทาง
  • นิสสัน เซเรน่า e-POWER รถเอ็มพีวีสำหรับครอบครัวยุคใหม่ ที่ให้ทั้งความกว้างขวาง ความสะดวกสบาย และความเงียบตลอดการเดินทาง

ไม่ว่าจะเลือกรุ่นไหน ผู้ร่วมงานจะได้สัมผัสเสน่ห์ของการขับขี่ด้วยพลังมอเตอร์ไฟฟ้า ทั้งการตอบสนองที่ทันใจ ความสนุก และความนุ่มนวลในแบบ Nissan e-POWER

 

ถ้ามีเวลาเพิ่มขึ้นอีก 45 นาที คุณจะใช้มันกับอะไร?

นอกจากประสบการณ์ทดลองขับแล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมสนุกๆ ที่ต่อยอดจากแนวคิด “ทุกนาทีมีค่า (Every Minute Matters)” ชวนผู้ร่วมงานตอบคำถามว่า

“หากคุณมีเวลาเพิ่มขึ้นอีก 45 นาที คุณจะใช้เวลานั้นไปกับอะไร?”

พร้อมร่วมกิจกรรมรับของที่ระลึก และพบกับข้อเสนอพิเศษจากผู้จำหน่ายนิสสันที่ร่วมรายการ

อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปกับการรอ มาเปลี่ยนเวลารอให้เป็นเวลาใช้ชีวิต

สัมผัสประสบการณ์ NISSAN e-POWER DRIVE DAYS ระหว่างวันที่ 16-18 ตุลาคม 2569 ณ โชว์รูม นิสสันทั่วประเทศ พร้อมทดลองขับ Nissan e-POWER และรับข้อเสนอพิเศษภายในงานสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายนิสสันทั่วประเทศ หรือศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์นิสสัน หมายเลขโทรศัพท์ 0-2401-9600

กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทยเดินหน้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยใน 11 จังหวัด

0

กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ภายใต้มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย ร่วมกับกลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทย และเครือข่ายผู้จำหน่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าทั่วประเทศ เดินหน้าส่งมอบความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศ พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการอยู่เคียงข้างสังคมไทยในทุกช่วงเวลาวิกฤต

จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องจนส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัด กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทยได้อนุมัติงบประมาณช่วยเหลือผู้ประสบภัยใน 11 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครนายก ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ระยอง สระแก้ว พระนครศรีอยุธยา ปราจีนบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี และนครปฐม รวมมูลค่าความช่วยเหลือทั้งสิ้น 3.5 ล้านบาท โดยจัดเตรียม ถุงยังชีพจำนวน 7,000 ถุง เพื่อส่งมอบให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ต่าง ๆ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายผู้จำหน่ายฮอนด้าในแต่ละจังหวัด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและส่งต่อกำลังใจให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง

นอกจากการสนับสนุนด้านสิ่งของจำเป็นแล้ว กลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทยยังได้จัดเตรียมมาตรการช่วยเหลือลูกค้าฮอนด้าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและอำนวยความสะดวกในการฟื้นฟูสภาพยานพาหนะให้กลับมาพร้อมใช้งานได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

สำหรับลูกค้ารถยนต์ฮอนด้า ฮอนด้ามอบส่วนลดค่าอะไหล่ 30% สำหรับรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม โดยสามารถนำรถเข้ารับบริการตรวจเช็กและซ่อมแซมได้ที่ศูนย์บริการฮอนด้าที่เข้าร่วมโครงการในพื้นที่ประสบภัย ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทกำหนด

ขณะเดียวกัน ลูกค้ารถจักรยานยนต์ฮอนด้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม สามารถเข้ารับบริการตรวจเช็กสภาพรถฟรี พร้อมรับบริการเปลี่ยนอะไหล่และบำรุงรักษาเบื้องต้นตามรายการที่กำหนด ณ จุดบริการช่วยเหลือพิเศษที่ฮอนด้าจัดเตรียมไว้ เพื่อช่วยให้รถจักรยานยนต์กลับมาอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้อย่างปลอดภัย

กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทยยังคงมุ่งมั่นในการส่งมอบความช่วยเหลือและกำลังใจให้แก่ประชาชนในทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน เพื่อให้สามารถก้าวผ่านวิกฤตและกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติอีกครั้งอย่างยั่งยืน

กระแสตอบรับล้นหลาม! เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ประกาศราคา ‘THE NEW XPENG L03’ ครบ 3 รุ่นย่อย เริ่มต้น 899,000 บาท

0

เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียม-ไฮเทคอย่างเป็นทางการ ภายใต้บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA ประกาศราคา ‘THE NEW XPENG L03’ Next-Gen AI SUV Coupe ยานยนต์ไฟฟ้าเอสยูวีทรงสปอร์ตคูเป้ ที่รังสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด ‘Born Intelligent’ ครบทุกรุ่นย่อย ได้แก่ Standard Range Plus, Long Range Plus และ Long Range Ultra อย่างเป็นทางการ สัมผัสและทดลองขับ พร้อมรับโปรโมชั่น
เกินห้ามใจ เมื่อรับรถภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2569 ที่โชว์รูม เอ็กซ์เผิง ทั่วประเทศ

อภิวันท์ สิงห์ทวีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย กล่าวว่า “นับตั้งแต่ THE NEW XPENG L03 ยานยนต์ไฟฟ้าเอสยูวีทรงสปอร์ตคูเป้ เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ก็ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม ด้วยยอดจองสิทธิ์ที่หลั่งไหลเข้ามาต่อเนื่อง พร้อมเริ่มส่งมอบรถ ประมาณการ ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป วันนี้เราสร้างความมั่นใจอีกครั้ง ด้วยการประกาศราคาอย่างเป็นทางการ ครบทั้ง 3 รุ่นย่อย และเพื่อแทนคำขอบคุณในความไว้วางใจเสมอมา เอ็กซ์เผิง ขอมอบข้อเสนอสุดพิเศษมากมาย พร้อมเชิญชวนลูกค้าทุกท่าน สัมผัสและทดลองขับ THE NEW XPENG L03 ได้แล้ววันนี้ ที่โชว์รูม เอ็กซ์เผิง ทั่วประเทศ”

ราคาของรถยนต์ ‘THE NEW XPENG L03’ ทุกรุ่นย่อย

Standard Range Plus ราคา 899,000 บาท*

Long Range Plus ราคา 989,000 บาท*

Long Range Ultra ราคา 1,189,000 บาท*

++ ‘THE NEW XPENG L03’ Next-Gen AI SUV Coupe ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่อย่างลงตัว

THE NEW XPENG L03 คอมแพ็กต์เอสยูวีไฟฟ้าระดับพรีเมียม โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกสไตล์สปอร์ตฟาสต์แบ็ก สะกดทุกสายตาด้วยชุดไฟหน้า Starship, ไฟท้าย Full-Width Star-Ring พาดยาวเต็มพื้นที่ ประตูและกระจกมองข้างแบบไร้ขอบ ห้องโดยสารเน้นความหรูหราด้วยวัสดุ Soft-Touch กว่า 70% พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับ 8.88 นิ้ว หน้าจอควบคุมหลัก 15.6 นิ้ว และเฮด-อัพดิสเพลย์ ขนาดเทียบเท่าจอ 26.8 นิ้ว ตอบโจทย์ความอเนกประสงค์ ด้วยจุดยึดอุปกรณ์เสริมแบบเกลียว 5 จุด และแบบแม่เหล็ก 8 จุด พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระใต้ฝากระโปรงหน้าความจุ 102 ลิตร ลิ้นชักใต้เบาะหลัง ท้ายรถความจุ 539 ลิตร เบาะหลังพับได้ 40:20:40 และเพิ่มเป็น 1,640 ลิตร เมื่อพับเบาะทั้งหมด

ขับเคลื่อนล้อหลังด้วยมอเตอร์เดี่ยว ชาร์จจาก 10-80% ในเวลา 20 นาที รุ่น Standard Range Plus 222 แรงม้า แรงบิด 280 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่ 58.2 กิโลวัตต์-ชั่วโมง วิ่งได้ไกลสุด 530 กิโลเมตร (NEDC) รองรับกำลังในการชาร์จแบบกระแสตรง (DC) สูงสุด 193 กิโลวัตต์ ขณะที่ Long Range Plus 249 แรงม้า แรงบิด 280 นิวตัน-เมตร มาพร้อมแบตเตอรี่ 71.1 กิโลวัตต์-ชั่วโมง วิ่งได้ไกลสุด 600 กิโลเมตร (NEDC) รองรับกำลังในการชาร์จแบบกระแสตรง (DC) สูงสุด 236 กิโลวัตต์ และ Long Range Ultra 249 แรงม้า แรงบิด 280 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่ 71.1 กิโลวัตต์-ชั่วโมง วิ่งได้ไกลสุด 560 กิโลเมตร (NEDC) รองรับกำลังในการชาร์จแบบกระแสตรง (DC) สูงสุด 236 กิโลวัตต์ มาพร้อมความอัจฉริยะเหนือระดับ ด้วยการติดตั้ง TURING AI Chip 3 ตัว พลังประมวลผล AI สูงสุด 2,250 TOPS พร้อมฟังก์ชันระบบช่วยจอดแบบกำหนดตำแหน่งจอดเอง นอกจากนั้น ทุกรุ่นยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีชาญฉลาด ด้วยซอฟต์แวร์ XOS เวอร์ชัน 6 ระบบนำทางใช้ข้อมูลจาก Google Maps เสริมด้วยระบบช่วยขับ XPILOT Driving และระบบช่วยจอดอัจฉริยะ XPILOT Parking (APA / RPA / RVS) ถุงลม 7 ตำแหน่ง โครงสร้างตัวถังและระบบความปลอดภัยตามมาตรฐานยุโรป ห้องโดยสารสีเทาเข้ม (Dark Gray) จับคู่กับสีภายนอกที่มีให้เลือก 4 เฉดสไตล์สปอร์ต คือ ม่วง (Phantom Purple) (เฉพาะรุ่น Long Range Plus และ Long Range Ultra), เทา (Rock Gray), ขาว (Arctic White) และ ดำ (Midnight Black)

++สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่รับรถภายใน 31 ตุลาคม 2569

  • ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี*
  • ฟรี ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม TUNAP Human Technology มูลค่า 1,240 บาท*
  • ฟรี สายชาร์จแบบพกพา (Portable Charger)*
  • ฟรี ชุดพรมปูพื้นภายในรถ*
  • รับประกันคุณภาพรถยนต์ นาน 5 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร*
  • รับประกันแบตเตอรี่ และมอเตอร์ขับเคลื่อน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร*
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Premium Roadside Assistance 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี*
  • พิเศษ รับคะแนนสะสม MOBILIFE 3,000 คะแนน*

++เดินหน้าขยายเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อส่งมอบบริการที่ดีที่สุด

ปัจจุบัน เอ็กซ์เผิง มีเครือข่ายทั้งหมด 23 สาขา  แบ่งเป็นกรุงเทพฯ และปริมณฑล คือ รามคำแหง, สุขุมวิท, วิภาวดี-หลักสี่, เกษตร-นวมินทร์, ราชพฤกษ์, แจ้งวัฒนะ, ตลิ่งชัน, เพชรเกษม, ประดิษฐ์มนูธรรม, ศรีนครินทร์ และพระราม 2 ภาคเหนือ เชียงใหม่และนครสวรรค์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขอนแก่นและอุบลราชธานี ภาคตะวันออก พัทยาและชลบุรี ภาคใต้ ภูเก็ต,หาดใหญ่ และสุราษฎร์ธานี รวมถึงสาขานครปฐม, เชียงราย และลพบุรี ที่จะเปิดให้บริการในช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้ พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่าย และบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง สู่ 32 แห่งครอบคลุมทั่วประเทศ

เชิญสัมผัสและทดลองขับ ‘THE NEW XPENG L03’ ได้ที่โชว์รูม เอ็กซ์เผิง ทุกสาขาทั่วประเทศ

 

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ: เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย
โทร. 1526
Facebook: xpeng thailand
www.xpeng.co.th

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด