Home Blog Page 2

“Suzuki Flood Hunter” เดินหน้าเชิงรุกลงพื้นที่พบผู้ประสบอุทกภัย ตอกย้ำเจตนารมณ์ดูแลลูกค้าไม่ทิ้งกันหลังน้ำลด พร้อมจัดงาน SUZUKI “V” CARE DAY ยกขบวน SUZUKI CARRY Food Truck, Barber Truck และ Pet Spa Truck ลงพื้นที่ให้บริการ

0
Suzuki 1

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากสถานการณ์อุทกภัยในเขตกรุงเทพมหานครเริ่มคลี่คลาย ซูซูกิเร่งเดินหน้าเชิงรุกให้ความช่วยเหลือลูกค้ารถยนต์ซูซูกิที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “SUZUKI FLOOD CARE CENTER” ส่งทีมล่า Flood Hunter โดยช่างรถยนต์ซูซูกิผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ส่งมอบความช่วยเหลือเบื้องต้นตามพื้นที่ต่างๆ เมื่อวันที่ 2-7 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา อาทิเช่น  เคหะชุมชนคลองจั่น, เคหะชุมชนร่มเกล้า, ถนนรามคำแหง บริเวณด้านหน้า-ด้านหลังมหาวิทยาลัยรามคำแหง, ซอยรามคำแหง แยก 10-1, ซอยสัมมากร 1 และหมู่บ้านนักกีฬาแหลมทอง ถนนกรุงเทพกรีฑา เป็นต้น อีกทั้งเตรียมจัดกิจกรรม SUZUKI “V” CARE DAY ณ เคหะชุมชนร่มเกล้า ในวันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม 2569 เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประสบปัญหาจากอุทกภัย

Suzuki 2

สำหรับการลงพื้นที่ของทีมช่างผู้เชี่ยวชาญจากซูซูกิในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำเจตนารมณ์ในการดูแลลูกค้าอย่างไม่ทิ้งกัน โดยซูซูกิได้จัดทีมผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ให้คำปรึกษาและแนะนำวิธีตรวจสอบสภาพรถยนต์เบื้องต้น รวมถึงขั้นตอนการดูแลรักษารถยนต์ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างถูกต้องก่อนนำรถเข้ารับการซ่อมแซม เพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม พร้อมจัดวางแผ่นพับประชาสัมพันธ์ข้อมูลการติดต่อ “SUZUKI FLOOD CARE CENTER” ไว้บริเวณหน้ารถยนต์ซูซูกิที่ได้รับผลกระทบและยังไม่มีเจ้าของเข้ามาตรวจสอบสภาพรถ เพื่อให้ลูกค้าสามารถติดต่อขอรับคำปรึกษาและความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที

Suzuki 3

จากการดำเนินงานช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม พบรถยนต์ซูซูกิที่ได้รับความเสียหายรวม 206 คัน แบ่งเป็นรถยนต์ที่ลูกค้านำเข้ารับบริการ ณ ศูนย์บริการรถยนต์ซูซูกิ จำนวน 161 คัน และรถยนต์ที่ทีม Flood Hunter ลงพื้นที่สำรวจและตรวจพบความเสียหายจำนวน 45 คัน

Suzuki 4

นอกจากนี้ ในระหว่างที่ทีมงานให้คำปรึกษากับลูกค้ารถยนต์ซูซูกิ หากพบลูกค้าที่ใช้รถยนต์ต่างแบรนด์ที่กำลังประสบปัญหารถยนต์ถูกน้ำท่วมและยังหาวิธีแก้ไขเบื้องต้นไม่ได้ ทีมช่างผู้ชำนาญการของซูซูกิก็ได้เข้าไปให้คำแนะนำและช่วยเหลือเบื้องต้นด้วยความเต็มใจเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยถอดขั้วแบตเตอรี่เพื่อตัดระบบไฟฟ้า ป้องกันการลัดวงจร การเตือนห้ามสตาร์ทเครื่องยนต์โดยเด็ดขาด ตลอดจนแนะนำการถ่ายรูปบันทึกสภาพความเสียหายอย่างถูกวิธีเพื่อให้ลูกค้าใช้ประสานงานประกันภัยก่อนนำรถเข้าส่งซ่อมโดยช่างผู้เชี่ยวชาญ

นายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ซูซูกิตระหนักดีว่าช่วงเวลาหลังน้ำลดคือช่วงเวลาสำคัญที่ผู้ประสบภัยต้องเร่งฟื้นฟูยานพาหนะ ซูซูกิมีความมั่นใจในสมรรถนะของรถยนต์ซูซูกิทุกรุ่น ที่โดดเด่นทั้งด้านความทนทาน ดูแลรักษาง่าย และมีการออกแบบระยะต่ำสุดถึงพื้นอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ซูซูกิขอแนะนำและไม่สนับสนุนอย่างยิ่งที่จะให้ลูกค้านำรถไปขับลุยน้ำโดยไม่ระมัดระวัง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและป้องกันความเสียหายอันอาจจะเกิดขึ้นต่อตัวรถ”

Suzuki 5

“ทั้งนี้ ซูซูกิไม่ได้ออกมาตรการช่วยเหลือผ่านศูนย์บริการเพียงเท่านั้น เราตั้งใจให้ความช่วยเหลือถึงในพื้นที่อย่างจริงจัง เพื่อยืนยันว่าซูซูกิพร้อมอยู่เคียงข้างและดูแลลูกค้าจนกว่าสถานการณ์จะกลับคืนสู่ภาวะปกติ ซูซูกิจึงได้ร่วมมือกับผู้นำชุมชนของเคหะร่มเกล้า ในการจัดกิจกรรม SUZUKI “V” CARE วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม 2569 เวลา 09:30-16:00 น. ณ เคหะชุมชนร่มเกล้า 24 โซนหลังคาแดง 201 เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร โดยจะมีการจัดตั้งบูท Suzuki Floor Care Center เพื่อบริการให้คำปรึกษาและคำแนะนำเบื้องต้นกับลูกค้ารถยนต์ซูซูกิที่ได้รับผลกระทบเสียหายจากน้ำท่วม รวมถึงมีให้บริการอื่นเพื่อเป็นกำลังใจและส่งมอบความสุขกับผู้ประสบภัย ประกอบด้วย Suzuki Carry Food Truck, Suzuki Carry Barber Truck และ Suzuki Carry Pet Spa Truck” นายวัลลภ กล่าวเสริม

 

นอกจากนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนภาระค่าใช้จ่ายและส่งเสริมการดูแลยานพาหนะอย่างครอบคลุม ซูซูกิได้มอบมาตรการช่วยเหลือพิเศษด้วยส่วนลด 30% สำหรับค่าอะไหล่แท้และเคมีภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง สำหรับลูกค้ารถยนต์ซูซูกิที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย อีกทั้งแคมเปญ SUZUKI “V” CARE มอบสิทธิประโยชน์และข้อเสนอสุดพิเศษ รับส่วนลดสูงสุดถึง 110,000 บาท เพื่อเปิดโอกาสและช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่เจ้าของรถยนต์ทุกยี่ห้อที่ได้รับความเสียหายหนักจากน้ำท่วม สามารถเปลี่ยนเป็นรถยนต์ซูซูกิคันใหม่ไปใช้งานได้อย่างสะดวกและคุ้มค่าทั้งในเรื่องของคุณภาพดีและมีราคาที่เหมาะสม

ซูซูกิ 6

พร้อมกันนี้ ซูซูกิยังเดินหน้าชูความเป็นมาตรฐานและยกระดับงานบริการที่เหนือความคาดหมายด้วยระบบ S-Solution แนวทางการให้บริการที่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มความสะดวกและความมั่นใจในทุกขั้นตอนของการเข้ารับบริการ โดยระบบ            S-Solution นี้ จะช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลงานบริการและงานซ่อมบำรุงที่มาพร้อมภาพถ่ายประกอบงานซ่อม สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้อย่างชัดเจน เข้าใจง่าย และติดตามความคืบหน้าได้อย่างสะดวกผ่านช่องทาง Suzuki Application และ LINE Official Account ส่งผลให้กระบวนการบริการมีความรวดเร็ว โปร่งใส และเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้น

ซูซูกิ 8

รวมถึงระบบการจัดการชิ้นส่วนอะไหล่สำรองเพื่อความรวดเร็วในการให้บริการ โดยซูซูกิได้บริหารจัดการคลังสำรองอะไหล่ไว้ในระบบครอบคลุมรถยนต์ทุกรุ่นนาน 10 ปี เพื่อรองรับความต้องการของศูนย์บริการทั่วประเทศได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ยังได้พัฒนารูปแบบช่องทางการจำหน่ายชิ้นส่วนอะไหล่เพิ่มเติม เพื่อให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้ออะไหล่แท้ผ่านระบบช่องทางออนไลน์ เพิ่มความสะดวกสบายในการเข้าถึงอะไหล่แท้ของซูซูกิได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยระบบดังกล่าวถูกออกแบบให้ลูกค้าสามารถค้นหาและสั่งซื้ออะไหล่แท้ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว มั่นใจในคุณภาพ และเชื่อมโยงกับผู้จำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ เพื่อให้การจัดส่งและบริการหลังการขายเป็นไปตามมาตรฐานสูงสุดของซูซูกิ ซึ่งจะสามารถเปิดให้ลูกค้าใช้บริการได้ในช่วงปลายปี 2569

นับตั้งแต่เปิดให้บริการสายด่วน Hotline ศูนย์ SUZUKI FLOOD CARE CENTER ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน มีลูกค้าติดต่อเข้ามาขอรับคำปรึกษาและประสานงานความช่วยเหลือผ่านทาง Hotline และ LINE Official Account แล้วทั้งสิ้น 50 ราย

ซูซูกิ 8

สำหรับลูกค้ารถยนต์ซูซูกิที่ประสบอุทกภัยและต้องการขอรับคำปรึกษาการดูแลรถยนต์เบื้องต้นจากทีมช่างผู้ชำนาญการ สามารถติดต่อ SUZUKI FLOOD CARE CENTER ผ่านหมายเลขโทรศัพท์สายตรง 08-9813-9903, 09-2269-4983, 06-1386-0838 และ 08-1936-7655 เปิดให้บริการทุกวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08:00-19:00 น. หากติดต่อหลังช่วงเวลาดังกล่าว สามารถติดต่อ SUZUKI Cause We Care Call Center โทร. 1800-600-900 (โทรฟรีจากโทรศัพท์บ้าน) หรือ 1401-600-900 (จากโทรศัพท์มือถือ) ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือสอบถามข้อมูล ณ โชว์รูมและศูนย์บริการซูซูกิ และทางเว็บไซต์ www.suzuki.co.th

ทั้งนี้ ซูซูกิมุ่งมั่นที่จะอยู่เคียงข้างและตอบแทนลูกค้าในทุกช่วงเวลาวิกฤต ภายใต้แนวคิด “SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ผ่านการปลูกฝังจิตสำนึกแห่งการบริการแก่พนักงาน เพื่อให้องค์กรและสังคมไทยเติบโตร่วมกันได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน อีกทั้ง ไม่ว่าสถานการณ์หรือวิกฤตใดจะเปลี่ยนแปลงไป ซูซูกิจะยังคงยึดมั่นในมาตรฐานการบริการขั้นสูงอย่างไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมส่งมอบความอุ่นใจและการดูแลรักษารถยนต์อย่างมืออาชีพ ควบคู่กับการร่วมฟื้นฟูและขับเคลื่อนสังคมไทยให้ผ่านพ้นทุกอุปสรรคไปด้วยกันอย่างเข้มแข็ง

ยนตรกรรมตระกูล TANK รถ SUV ทรงกล่อง (Boxy SUV) พันธุ์แท้ พร้อมลุยจริงทุกสภาพเส้นทาง ทดลองขับและเป็นเจ้าของ TANK 300 และ TANK 500 ได้แล้ววันนี้ ที่ GWM พาร์ทเนอร์สโตร์ทั่วประเทศ

0
Tank 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุดและอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM (Thailand) เผยกระแสความนิยมของรถยนต์ Boxy SUV หรือ SUV ทรงกล่องสไตล์ Off-Road กำลังได้รับความสนใจอย่างสูงจากลูกค้าทั่วโลก ด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ที่สะท้อนความแข็งแกร่ง ผสานกับการออกแบบพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวางและโปร่งสบาย พร้อมทุกการเดินทางในทุกสภาพถนน รวมทั้งรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน หรือการท่องเที่ยวในสไตล์ออฟโรดได้อย่างลงตัว

GWM Tank 2

ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” ทำให้ GWM สามารถส่งมอบรถยนต์ให้ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าในแต่ละภูมิภาคได้อย่างลงตัว สำหรับประเทศไทยแม้ตลาดรถยนต์พลังงานใหม่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่เครื่องยนต์ดีเซลยังคงเป็นขุมพลังที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุด ด้วยจุดเด่นด้านความทนทาน แรงบิดสูงในรอบต่ำ ตอบโจทย์ทั้งการบรรทุก การเดินทางไกล และศักยภาพในการรองรับทุกรูปแบบการใช้งานทุกสภาพเส้นทาง การแนะนำรถยนต์ในตระกูล TANK รถ SUV ทรงกล่อง (Boxy SUV) ทั้ง TANK 300 และ TANK 500 ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล จึงไม่เพียงเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับผลิตภัณฑ์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่ยังเป็นหลักฐานสะท้อนความตั้งใจในการนำเสนอยนตรกรรมและระบบขับเคลื่อนที่ “ใช่” สำหรับสภาพภูมิประเทศและตอบโจทย์การใช้งานจริงของผู้บริโภคชาวไทย

Boxy SUV พันธุ์แท้ ปลุก DNA ออฟโรด พร้อมลุยจริงทุกสภาพเส้นทาง

GWM Tank 3

TANK ถ่ายทอดเอกลักษณ์ Boxy SUV ที่ผสานโครงสร้างตัวถังแบบ Body-on-Frame อันแข็งแกร่ง เสริมด้วยสมรรถนะการขับขี่บนเส้นทางออฟโรดจริงได้อย่างมั่นใจด้วยเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัจฉริยะ พร้อมเติมเต็มความหรูหรา ความสะดวกสบาย ตอบโจทย์การใช้งานทั้งในเมืองและนอกเมืองอย่างสมบูรณ์แบบด้วย 2 ขุมพลังดีเซล ประกอบด้วย:

  • เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแปรผัน 4 ลิตร ที่ขับเคลื่อน TANK 300 DIESEL และ TANK 500 2.4L DIESEL ให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 480 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500–2,500 รอบต่อนาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ
  • เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแปรผัน 0 ลิตร ที่ขับเคลื่อน TANK 500 3.0T DIESEL ให้กำลังสูงสุด 231 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 620 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400–2,400 รอบต่อนาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ

ก้าวข้ามทุกความท้าทายด้วยเทคโนโลยี Off-Road อัจฉริยะ

GWM Tank 4

นอกเหนือจากสมรรถนะเครื่องยนต์ดีเซลแล้ว TANK ยังเติมเต็มความมั่นใจในทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีออฟโรดล้ำสมัย อาทิ ระบบช่วยกลับรถในพื้นที่แคบ (TANK Turn) ที่ล็อกล้อหลังด้านในเพื่อลดรัศมีวงเลี้ยวในพื้นที่แคบ,  ระบบแสดงภาพใต้ท้องรถ (Body Transparent) ทำงานควบคู่กับกล้อง 360 องศาจำลองภาพใต้ท้องรถเพื่อหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้อย่างแม่นยำ, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบออฟโรด (Off-Road Cruise Control) ช่วยรักษาความเร็วต่ำคงที่อัตโนมัติบนเส้นทางท้าทาย ช่วยให้ควบคุมพวงมาลัยผ่านทางชัน โคลน หรือหินได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย,  ระบบตรวจจับความลึกของน้ำ (Water depth detection) ประเมินและแสดงระดับความลึกของน้ำแบบ Real-time บนหน้าจอ ช่วยให้การลุยน้ำขังหรือข้ามลำธารเป็นไปอย่างมั่นใจและปลอดภัย ตลอดจนความสามารถในการลุยน้ำลึกสูงสุด 700–800 มิลลิเมตร  นอกจากนี้ยังมีการออกแบบตำแหน่งท่อไอดีและกล่องควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ให้อยู่ในตำแหน่งสูงและได้รับการปกป้องอย่างรอบคอบ ป้องกันความเสียหายของเครื่องยนต์และระบบไฟฟ้าเมื่อขับขี่ผ่านเส้นทางน้ำท่วมขังหรืออุปสรรคออฟโรด ได้อย่างไร้กังวล

TANK 300 DIESEL ผสานความคล่องตัวกับห้องโดยสารที่สะดวกสบาย ในขณะที่ TANK 500 3.0T DIESEL รองรับ 7 ที่นั่ง พร้อมเบาะแถว 3 ปรับและพับไฟฟ้า บันไดข้างอัตโนมัติ พวงมาลัยไฟฟ้า หน้าจอมัลติมีเดีย 14.6 นิ้ว ระบบ Coffee OS 3.0, Apple CarPlay และ Android Auto ทั้งสองรุ่นติดตั้งระบบช่วยขับขี่สำคัญ ได้แก่ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน และกล้องรอบคัน 360 องศา เพื่อมอบทั้งความสะดวกสบายและความมั่นใจในทุกการเดินทาง ตั้งแต่การใช้งานในชีวิตประจำวันไปจนถึงทริปพักผ่อนของทุกคนในครอบครัว

*ข้อมูลจำเพาะและอุปกรณ์อาจแตกต่างกันตามรุ่น

 ยกระดับความคุ้มค่า การันตีเครื่องยนต์ดีเซล 1 ล้านกิโลเมตร

GWM Tank 5

GWM เผยโฉมยนตรกรรมตระกูล TANK สู่สายตาโลกเป็นครั้งแรกในปี 2563 ก่อนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยในปี 2566 พร้อมเดินสายการผลิต ณ ฐานการผลิตในประเทศเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทยอย่างตรงจุด โดยนับตั้งแต่วันเปิดตัว TANK ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม จนเกิดเป็นสังคม TANKER ที่แข็งแกร่งด้วยจำนวนสมาชิกครอบคลุมทั้งรุ่นขุมพลังไฮบริด (HEV) และดีเซล รวมเกือบ 1,000,000 คันทั่วโลก (ตัวเลขสะสม ณ เดือนกันยายน 2569 กว่า 977,500 คัน)

ยิ่งไปกว่านั้น GWM ยังยกระดับความเชื่อมั่นจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน สู่การพิสูจน์สมรรถนะและความทนทานอันแท้จริงบนสมรภูมิการแข่งขันระดับสากลสุดท้าทาย ทั้งรายการ Taklimakan Rally 2026 และ Asia Cross Country Rally (AXCR) 2026 ตอกย้ำศักยภาพของยนตรกรรมออฟโรดระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม

GWM Tank 6

พร้อมกันนี้ เพื่อตอกย้ำความยึดมั่นในคุณภาพและการดูแลระยะยาว GWM ได้ยกระดับมาตรฐานบริการหลังการขายด้วยการมอบการรับประกันคุณภาพรถใหม่ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร ร่วมด้วยการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในฐานะแบรนด์รถยนต์จีนรายแรกในประเทศไทยที่มอบการรับประกันคุณภาพเครื่องยนต์ดีเซลสำหรับ TANK 300 และ TANK 500 ยาวนานสูงสุดถึง 8 ปี หรือ 1,000,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน ตามเงื่อนไขของบริษัทฯ) ตอกย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพและความทนทานของรถยนต์ พร้อมมอบความอุ่นใจให้ลูกค้าทุกคนตลอดการใช้งานในระยะยาว

พร้อมให้สัมผัสและทดลองขับแล้ววันนี้ ที่ GWM พาร์ทเนอร์สโตร์ทั่วประเทศ

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถร่วมชม ทดลองขับ และเป็นเจ้าของ TANK 300 และ TANK 500 ได้แล้ววันนี้ที่ GWM พาร์ทเนอร์สโตร์ทั่วประเทศ พิเศษสำหรับที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทดลองขับ TANK 500 3.0T ระหว่างวันที่ 7 ตุลาคม 2569 – 31 ตุลาคม 2569 จะได้รับบัตร Starbuck Card มูลค่า 200 บาท (เฉพาะสาขาที่ร่วมรายการ เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)

ติดตามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง GWM Application, เว็บไซต์ www.gwm.co.th หรือสอบถามผ่าน GWM Contact Center โทร. 02-668-8888

 

 

“ฟอร์ด” ฉลองตำนานชัยชนะบทใหม่ของ ‘เรด บูล ฟอร์ด พาวเวอร์เทรนส์’

0
Ford 1
KUALA LUMPUR, MALAYSIA - OCTOBER 04: Race winner Max Verstappen of the Netherlands and Oracle Red Bull Racing celebrates on arrival in parc ferme during the F1 Grand Prix of Bahrain in Malaysia at Sepang Circuit on October 04, 2026 in Kuala Lumpur, Malaysia. (Photo by Peter Fox/Getty Images) // Getty Images / Red Bull Content Pool // SI202610040323 // Usage for editorial use only //

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมานับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ เรด บูล ฟอร์ด พาวเวอร์เทรนส์ เมื่อแม็กซ์ เวอร์สแตปเพน นักแข่งรถฟอร์มูล่าวัน (F1) สัญชาติเนเธอร์แลนด์ คว้าชัยชนะในศึกบาห์เรน กรังด์ปรีซ์ ซึ่งจัดขึ้นที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นชัยชนะครั้งแรกนับตั้งแต่ชื่อของฟอร์ดหวนคืนสู่การแข่งขัน F1 ในปี 2569 ผ่านความร่วมมือกับ ออราเคิล เรด บูล เรซซิ่ง และ เรด บูล ฟอร์ด พาวเวอร์เทรนส์ หลังลงแข่งขัน 16 สนาม นับเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของทีมที่ได้พัฒนาขุมพลังเครื่องยนต์สำหรับรถแข่ง F1 ที่คว้าชัยชนะได้สำเร็จตั้งแต่เริ่มต้นภายในระยะเวลาอันสั้น 

Ford 2

เบื้องหลังชัยชนะครั้งนี้คือขุมพลังเครื่องยนต์รุ่น DM01 ที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาโดยทีมงาน เรด บูล ฟอร์ด พาวเวอร์เทรนส์ ณ สำนักงานใหญ่ในเมืองมิลตัน คีนส์ ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นด้านนวัตกรรมของเรด บูล และการสนับสนุนของฟอร์ด เรซซิ่ง นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2546 ที่ชื่อของฟอร์ดได้กลับขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุดของโพเดียม F1 อีกครั้ง และเป็นชัยชนะครั้งที่ 177 ในประวัติศาสตร์อันยาวนานและยิ่งใหญ่ของฟอร์ดในศึก F1

ฟอร์ดได้ร่วมมือกับ เรด บูล ฟอร์ด พาวเวอร์เทรนส์ ในการพัฒนาขุมพลังเครื่องยนต์ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาระบบไฟฟ้าแรงสูง และการผลิตชิ้นส่วนสำหรับเครื่องยนต์สันดาป ระบบกู้คืนพลังงาน และเทอร์โบ อีกทั้งยังทำงานอย่างใกล้ชิดกับ เรด บูล ฟอร์ด พาวเวอร์เทรนส์ ในส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ และระบบควบคุมอีกด้วย

Ford 3

มาร์ค รัชบรูค ผู้อำนวยการระดับโลก ฟอร์ด เรซซิ่ง กล่าวว่า “ฟอร์ด เรซซิ่ง ได้ทำงานร่วมกับ เบน ฮอดจ์กินสัน และทีมวิศวกรของเขาที่ เรด บูล ฟอร์ด พาวเวอร์เทรนส์ อย่างใกล้ชิดตั้งแต่ช่วงแรกของการทดสอบ จนออกมาเป็นขุมพลังเครื่องยนต์ที่เราเห็นบนสนามแข่งในวันนี้ และในขณะที่ เรด บูล ฟอร์ด พาวเวอร์เทรนส์ กำลังเฉลิมฉลองกับชัยชนะของทีมออราเคิล เรด บูล เรซซิ่ง ทางฟอร์ดเองก็จะร่วมฉลองด้วยการจารึกว่านี่คือชัยชนะครั้งแรกของขุมพลังเครื่องยนต์ที่พัฒนาโดย เรด บูล ฟอร์ด พาวเวอร์เทรนส์ และเป็นชัยชนะครั้งที่ 177 สำหรับเครื่องยนต์ที่เกี่ยวข้องกับฟอร์ด”

ชัยชนะครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของความร่วมมือและยังไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด อีกทั้งยังได้ต่อยอดประวัติศาสตร์ที่โดดเด่นของ ฟอร์ด เรซซิ่ง ในการแข่งขัน F1 โดยฟอร์ดยังคงเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเครื่องยนต์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในวงการมอเตอร์สปอร์ตรายการนี้ แม้ว่าจะห่างหายไปนานกว่า 20 ปี

Ford 4

ความร่วมมือด้านการพัฒนาเครื่องยนต์เชิงเทคนิคกับ เรด บูล ฟอร์ด พาวเวอร์เทรนส์ ในการแข่งขัน F1 ยังเปิดโอกาสให้ ฟอร์ด เรซซิ่ง ได้เรียนรู้และทดสอบในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายและมีการแข่งขันสูงที่สุดในโลก เพื่อนำบทเรียนที่ได้ไปประยุกต์ใช้กับรถยนต์ที่ลูกค้าจะได้ขับขี่ในอนาคต ฟอร์ดใช้การแข่งขันเป็นสนามทดสอบรถที่เปี่ยมนวัตกรรมที่สุดเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่จะส่งตรงถึงมือลูกค้า ทั้งจากสนามแข่ง F1 ในครั้งนี้ และการแข่งขันความเร็วในทะเลทรายของรายการดาการ์ แรลลี่

แนวทางการพัฒนารถที่จะส่งมอบให้ลูกค้าด้วยข้อมูลและประสบการณ์ตรงจากสนามแข่ง ยังได้รับการต่อยอดในประเทศไทย โดยทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง หรือ FTR (Ford Thailand Racing) ได้นำแนวปฏิบัติเดียวกันนี้มาใช้ในการพัฒนารถแข่งของทีมทั้งทางเรียบและออฟโรด ขณะเดียวกันองค์ความรู้ที่ทีมฟอร์ด เรซซิ่งได้รับก็เป็นประโยชน์กับทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ผ่านการถ่ายทอดประสบการณ์ในสนามแข่ง และแลกเปลี่ยนข้อมูลทางเทคนิคกันในรายการสำคัญ เพื่อนำมาวิเคราะห์และยกระดับสมรรถนะของรถยนต์ให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

นอกจากความสำเร็จของทีมออราเคิล เรด บูล เรซซิ่ง แล้ว ฟอร์ดยังเป็นพันธมิตรด้านเทคโนโลยีให้กับทีม วีซ่า แคช แอป เรซซิ่ง บูลส์ (Visa Cash App Racing Bulls) โดยรถแข่งทั้งสี่คันที่ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังจาก เรด บูล ฟอร์ด พาวเวอร์เทรนส์ สามารถเข้าเส้นชัยใน 10 อันดับแรกของการแข่งขัน ตอกย้ำถึงความสำเร็จครั้งสำคัญและเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งของความร่วมมือระหว่างพันธมิตร

LEAPMOTOR Thailand ปรับรูปแบบการบริหารในไทย เพิ่มบทบาทดูแลการตลาดโดยตรง พร้อมยกระดับงานขาย สต๊อกอะไหล่และบริการหลังการขาย

0

LEAPMOTOR เดินหน้าสู่ก้าวถัดไปของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดย LEAPMOTOR Thailand จะเข้ามามีบทบาทในการบริหารงานในประเทศไทยโดยตรงมากขึ้น ครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การขายและการดูแลเครือข่ายผู้จำหน่าย การตลาด การบริหารอะไหล่และโลจิสติกส์ รวมไปถึงบริการหลังการขาย

การปรับรูปแบบการบริหารครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ทีมงานในประเทศไทยสามารถทำงานใกล้ชิดกับตลาด เครือข่ายผู้จำหน่ายและลูกค้าได้มากขึ้น ช่วยให้การตัดสินใจ การสนับสนุนเครือข่าย และการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าทำได้รวดเร็วและคล่องตัวยิ่งขึ้น

ทิศทางดังกล่าวได้รับการสื่อสารภายในงาน LEAPMOTOR Thailand Media Salon เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 และถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ LEAPMOTOR ในการวางรากฐานธุรกิจสำหรับการเติบโตระยะยาวในประเทศไทย

การเดินหน้าครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากช่วงเริ่มต้นของ LEAPMOTOR ในประเทศไทย โดยเป็นการรับไม้ต่อจาก บริษัท พระนครยนตรการ จำกัด มีบทบาทสำคัญในการนำแบรนด์ LEAPMOTOR เข้าสู่ตลาดไทย รวมไปถึงร่วมวางรากฐานด้านการขาย เครือข่ายผู้จำหน่าย และการทำตลาดในช่วงที่ผ่านมา

LEAPMOTOR จึงขอขอบคุณ คุณธวัชชัย จึงสงวนพรสุข กรรมการบริหาร บริษัท พระนครยนตรการ จำกัด รวมถึงทีมงานทุกฝ่าย สำหรับความร่วมมือและการสนับสนุน LEAPMOTOR มาอย่างต่อเนื่อง

EXECUTIVE QUOTE

“บริษัท พระนครยนตรการ จำกัด มีส่วนสำคัญในการนำ LEAPMOTOR เข้ามาแนะนำให้ลูกค้าชาวไทยได้รู้จัก และร่วมวางรากฐานของแบรนด์ในช่วงเริ่มต้น ความร่วมมือที่ผ่านมาเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ LEAPMOTOR สามารถเดินหน้ามาถึงอีกช่วงหนึ่งของการเติบโตในวันนี้”

“จากนี้ LEAPMOTOR Thailand จะเข้ามาดูแลการดำเนินธุรกิจในประเทศโดยตรงมากขึ้น ทั้งด้านการลงทุน การบริหารทรัพยากร และการสนับสนุนเครือข่าย เพื่อให้เราสามารถทำงานใกล้ชิดกับตลาดและลูกค้าชาวไทยมากกว่าเดิม”

“การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่ แต่เป็นการเดินหน้าต่อของ LEAPMOTOR ในประเทศไทย”

  1. LIAM LIU

General Manager, Leapmotor Thailand

จากทิศทางดังกล่าว บทบาทของ LEAPMOTOR Thailand ต่อจากนี้จะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะด้านการขายเท่านั้น แต่จะครอบคลุมการดำเนินงานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับทั้งเครือข่ายผู้จำหน่ายและลูกค้าโดยตรงมากขึ้น ตั้งแต่การบริหารงานขายและการตลาด ไปจนถึงระบบอะไหล่ โลจิสติกส์ และบริการหลังการขาย

การเพิ่มบทบาทของทีมงานในประเทศไทยจะช่วยให้แต่ละส่วนสามารถทำงานเชื่อมโยงกันได้มากขึ้น ตั้งแต่การรับฟังเสียงจากตลาดในประเทศและลูกค้า การสนับสนุนเครือข่ายผู้จำหน่าย ไปจนถึงการดูแลลูกค้าหลังส่งมอบรถ โดย LEAPMOTOR Thailand วางแนวทางการดำเนินงานหลักไว้ดังนี้

ด้านการขาย LEAPMOTOR Thailand จะเข้ามาทำงานร่วมกับเครือข่ายผู้จำหน่ายในประเทศไทยอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ตั้งแต่การวางแผนและจัดสรรร การสนับสนุนการขาย ไปจนถึงการรับฟังข้อมูลและข้อเสนอแนะจากตลาด การเชื่อมโยงระหว่างบริษัทและเครือข่ายผู้จำหน่ายโดยตรงมากขึ้น จะช่วยให้การตอบสนองต่อสถานการณ์ของตลาดและความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ทำได้

รวดเร็วขึ้น

 

การตลาดในไทยที่คล่องตัวและเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น

ด้านการตลาด LEAPMOTOR Thailand จะเข้ามาดูแลการสื่อสารและกิจกรรมทางการตลาดในประเทศมากขึ้น ครอบคลุมทั้งการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ แคมเปญผลิตภัณฑ์ โปรโมชั่น สื่อดิจิทัลและโซเชียลมีเดีย ตลอดจนกิจกรรมสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น Motor Expo, Motor Show และกิจกรรมอื่นๆ

แนวทางนี้จะช่วยให้การสื่อสารของ LEAPMOTOR สามารถปรับให้เข้ากับตลาด พฤติกรรม และความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้รวดเร็วและเหมาะสมยิ่งขึ้น

 

เสริมความพร้อมด้านอะไหล่และโลจิสติกส์

อีกหนึ่งส่วนสำคัญคือการเตรียมยกระดับระบบอะไหล่และโลจิสติกส์สำหรับประเทศไทย ตั้งแต่การนำเข้าอะไหล่ การจัดเก็บและบริหารคลังสินค้า ไปจนถึงการกระจายอะไหล่ให้กับเครือข่ายผู้จำหน่าย

LEAPMOTOR Thailand ต้องการเพิ่มความคล่องตัวของระบบจัดส่งอะไหล่ เพื่อช่วยสนับสนุนการทำงานของศูนย์บริการ และรองรับจำนวนรถ LEAPMOTOR ในประเทศไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต

 

ยกระดับบริการหลังการขายและการดูแลลูกค้า

ในส่วนของบริการหลังการขาย LEAPMOTOR Thailand จะเข้ามาดูแลเครือข่ายอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ทั้งด้านมาตรฐานการบริการ การสนับสนุนผู้จำหน่าย ความพร้อมของอะไหล่ และการดูแลลูกค้าหลังส่งมอบรถ

เป้าหมายสำคัญคือทำให้ลูกค้าได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่รับรถไปจนตลอดระยะเวลาการใช้งาน

 

เตรียมยกระดับการรับประกัน

LEAPMOTOR Thailand อยู่ระหว่างเตรียมรายละเอียดนโยบายบริการหลังการขายเพิ่มเติม โดยมีแนวทางครอบคลุมการรับประกันคุณภาพตัวรถนาน 8 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน พร้อมการรับประกันระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าหลัก 3 ส่วน ได้แก่ แบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และระบบควบคุมไฟฟ้า ตลอดอายุการใช้งานสำหรับเจ้าของรถคนแรก ทั้งนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับรุ่นรถที่เข้าร่วม เงื่อนไข และหลักเกณฑ์การรับประกันต่าง ๆ จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในงานเปิดตัว B03X ในประเทศไทย

 

จากการเปิดตลาด สู่การวางรากฐานธุรกิจระยะยาวในไทย

เมื่อมองภาพรวม การปรับรูปแบบการบริหารครั้งนี้เป็นอีกก้าวของ LEAPMOTOR ในประเทศไทย จากช่วงเริ่มต้นของการสร้างตลาด มาสู่การเพิ่มบทบาทของทีมงานในประเทศ เพื่อดูแลทั้งการขาย การตลาด อะไหล่และโลจิสติกส์ รวมถึงบริการหลังการขายได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

เป้าหมายคือการสร้างระบบการทำงานที่คล่องตัวขึ้น เชื่อมโยง LEAPMOTOR กับเครือข่ายผู้จำหน่ายและลูกค้าชาวไทยได้โดยตรงมากขึ้น และรองรับการเติบโตของแบรนด์ในประเทศไทยในระยะยาว

 

NEXT MILESTONE

ก้าวต่อไป เปิดตัว LEAPMOTOR B03X วันที่ 31 ตุลาคม 2569

จากการปรับรูปแบบการบริหารในครั้งนี้ LEAPMOTOR Thailand จะเดินหน้ากิจกรรมด้านผลิตภัณฑ์และตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยหมุดหมายสำคัญถัดไปคือการเปิดตัว LEAPMOTOR B03X อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ตุลาคม 2569

ภายในงานจะมีการเปิดเผยรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ พร้อมสื่อสารรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายบริการหลังการขายของ LEAPMOTOR Thailand

MORE DIRECT. MORE LOCAL. MORE COMMITTED.

HERE FOR THAILAND. HERE TO STAY.

มาสด้าเปิดตัว THE ALL-ELECTRIC MAZDA CX-6e รถไฟฟ้าอเนกประสงค์อัจฉริยะสำหรับครอบครัว ถ่ายทอดเอกลักษณ์มาสด้าในยุคอีวีได้อย่างลงตัว

0

บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศเดินหน้าเต็มรูปแบบ เผยโฉมยนตรกรรมไฟฟ้าอเนกประสงค์รุ่นใหม่ล่าสุด The All-Electric Mazda CX-6e พร้อมแนวคิด “Crafted to Move You” ทุกรายละเอียด เพื่อชีวิตในแบบคุณ ด้วยการเป็นรถเอสยูวีที่จะมาเติมเต็มทุกช่วงเวลาของครอบครัวสู่ประสบการณ์ใหม่ในทุกเส้นทาง มาในรูปแบบ Intelligent Family e-SUV หรือเอสยูวีที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าสำหรับครอบครัว ที่ผสานเอกลักษณ์ของมาสด้าทั้งด้านการออกแบบและสมรรถนะการขับขี่แบบ “Jinba-Ittai” เข้ากับเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า และเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้าไว้ด้วยกันเป็นหนี่งเดียว มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ขนาด 77.9 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ขับขี่ได้ระยะทางสูงสุด 555 กม.* รองรับชาร์จเร็ว DC Fast Charging ชาร์จพลังงานจาก 30%-80% ในเวลาเพียง 15 นาที** มอบความปลอดภัยและล้ำสมัยด้วยกระจกมองข้างและมองหลังแบบดิจิทัล มาพร้อม 2 ทางเลือก 2 สไตล์ ในรุ่น Premium และ Premium Sports วางราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 1,259,000 บาท ลูกค้าที่สนใจสามารถสัมผัสรถรุ่นนี้ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ หรือผ่าน Mazda Virtual Showroom และจองออนไลน์ได้ทันที

มร. โทรุ นากาจิม่า, Senior Executive Officer มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า “มาสด้าตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องเร่งพัฒนานวัตกรรม เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกภูมิภาค ซึ่งมาสด้าได้เดินหน้าเพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายอย่างชัดเจน ตามแนวทาง Multi-solution เพื่อมอบทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้า แต่ไม่ว่ารูปแบบพลังงานจะเป็นแบบใดก็ตาม สิ่งที่มาสด้ายังคงยึดมั่นไม่เปลี่ยนแปลงก็คือ  “ความสุขในการขับขี่” และ DNA ของแบรนด์มาสด้า ที่จะยังคงเป็นคุณค่าหลักของเราเช่นเดิม นี่คือรากฐานสำคัญที่นำพาให้เราก้าวเดินมาจนถึงทุกวันนี้ และเป็นสิ่งที่ทำให้เรามั่นใจที่จะเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคงในยุคแห่งการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า เพื่อมอบความเป็นกลางทางคาร์บอน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อสร้างสรรค์โลกที่ยั่งยืน”

The All-Electric Mazda CX-6e คือรถยนต์อเนกประสงค์ระดับพรีเมี่ยม ที่พัฒนาขึ้นจากแพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง โดยผลิตขึ้นที่โรงงานของมาสด้าในประเทศจีน ภายใต้ชื่อ ฉางอัน มาสด้า ออโตโมบิล (CMA) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และ ฉางอัน ออโตโมบิล โดยทั้งสองบริษัทเป็นพันธมิตรที่ทำงานร่วมกันมายาวนานกว่า 20 ปี โดยมาสด้าได้อาศัยความร่วมมือในการผสานเทคโนโลยีด้านระบบไฟฟ้าและระบบอัจฉริยะของพันธมิตร เข้ากับจุดแข็งของมาสด้า ทั้งในด้านการออกแบบ และเอกลักษณ์ในการขับขี่ จินบะ-อิตไต พร้อมทั้งสะท้อนถึงแนวทางการผลิตรถยนต์ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความประณีตในทุกรายละเอียด และมาตรฐานการผลิต ที่มาสด้ายึดถือมาโดยตลอด นี่คือจุดเริ่มต้นของอนาคตยานยนต์ไฟฟ้าของมาสด้าในประเทศไทย ที่จะมาตอบโจทย์ความคาดหวังของลูกค้าและแฟนมาสด้า ด้วยเอกลักษณ์ความเป็นมาสด้าอย่างครบถ้วน

“การเปิดตัว The All-Electric Mazda CX-6e คือก้าวสำคัญของมาสด้า ในการเดินหน้าสู่เส้นทางของยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ถ่ายทอดให้เห็นถึงความมุ่งมั่นเพื่อนำเสนอรูปแบบพลังงานที่หลากหลายให้กับลูกค้า ควบคู่กับการยึดมั่นในคุณค่าและจิตวิญญาณในการขับขี่ที่ถ่ายทอดในรถยนต์มาสด้าทุกคัน และการเดินทางบนเส้นทางนี้ มาสด้าจะยังคงยึดมั่นในพันธกิจที่มีต่อประเทศไทย ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนด้านการผลิตในประเทศอย่างต่อเนื่อง และตอกย้ำถึงความสำคัญของประเทศไทยในการเป็นตลาดหลักและเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของมาสด้าในอนาคต พร้อมส่งมอบทั้ง “ความสุขในการขับขี่” และ “ความสุขในการใช้ชีวิต” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ขับขี่ในวันนี้และส่งต่อไปยังผู้คนในเจเนอเรชั่นถัดไป” มร. โทรุ นากาจิม่า กล่าว

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “The All-Electric Mazda CX-6e เป็นยนตรกรรมไฟฟ้าอเนกประสงค์รุ่นใหม่ที่เข้ามาเติมเต็มไลน์อัปกลุ่มผลิตภัณฑ์ CX ซีรีย์ ของมาสด้า ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด The Art of Human e-SUV เป็นยนตรกรรมที่ถูกสร้างขึ้นจากความเข้าใจมนุษย์อย่างลึกซึ้ง ที่จะเข้ามาสร้างนิยามใหม่ของรถครอบครัวอเนกประสงค์ เพื่อให้ทุกเส้นทางเป็นไปได้มากกว่าการเดินทาง มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “Crafted to Move You” ทุกรายละเอียด…เพื่อชีวิตในแบบคุณ ที่พร้อมเติมเต็มทุกช่วงเวลาของครอบครัว สู่ประสบการณ์ใหม่ในทุกเส้นทาง ด้วยพลังแห่งการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ที่เก็บทุกรายละเอียดในการขับขี่ เติมเต็มความรู้สึก และยกระดับประสบการณ์ชีวิตของครอบครัวยุคใหม่ ที่มองหารถยนต์ที่มีนวัตกรรมระดับพรีเมี่ยม แต่ยังคงคุณค่ากับความสุนทรีย์ในการขับขี่ มีดีไซน์ที่สะท้อนตัวตนและมีเอกลักษณ์เฉพาะ”

การสื่อสารการตลาดของ The All-Electric Mazda CX-6e ในครั้งนี้ ยังได้ถูกถ่ายทอดผ่าน 3 กลุ่มครอบครัวของคนรุ่นใหม่ที่เรียกว่า Friends of Mazda ทั้ง Art of Choice: กลุ่มคนที่มี Thoughtful Choice เลือกในทุกรายละเอียด บ่งบอกรสนิยม มองรถว่าเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์, Art of Motion: กลุ่มคนที่ใช้ชีวิต Active Life in Motion เพื่อขับเคลื่อนชีวิต ให้พร้อมออกไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ กับรถยนต์ให้ทั้งสมรรถนะ ความสนุก และความมั่นใจ และ Art of Caring: กลุ่ม Human Protection ที่ใส่ใจคนรอบตัว ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย  ความสะดวกสบาย และความอุ่นใจ ในทุกการเดินทาง สะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของรถยนต์รุ่นนี้ได้อย่างชัดเจน

ในด้านผลิตภัณฑ์ The All-Electric Mazda CX-6e ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างประณีต โดยคงเอกลักษณ์และ DNA ของมาสด้าไว้อย่างครบถ้วนไม่แตกต่างจากรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน เพื่อแสดงให้เห็นว่ามาสด้าได้นำเอาเทคโนโลยีขั้นสูง การออกแบบอันล้ำสมัย และความประณีตประดุจงานฝีมือ มาหลอมรวมเป็นรถรุ่นนี้ โดยถ่ายทอดบนคุณค่า 4 แกนหลัก ประกอบด้วย

  • คุณค่าที่ 1: FUTURE + SOUL × MODERN KODO DESIGN​
  • พัฒนาภายใต้แนวคิด “Soulful Futuristic Modern” โดยผสานเทคโนโลยีแห่งอนาคตเข้ากับ Kodo Design และเอกลักษณ์การขับขี่ที่เป็นหนึ่งเดียวของมาสด้า ทำให้ยังคง DNA ความเป็นมาสด้าไว้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ ยังได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับแนวคิด “Jinba-Ittai” ขึ้นไปอีกระดับ ผ่านการปรับจูนการควบคุมและความนุ่มนวลในการขับขี่ ให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดประเทศไทย
  • คุณค่าที่ 2: HIGH-TECH SMART COMFORTABLE SPACE​
  • มาพร้อม Smart Cabin หรือห้องโดยสารอัจฉริยะ ที่ต่อยอดแนวคิด Human-centric ของ Mazda สู่ HMI รูปแบบใหม่ ให้คนและรถเชื่อมต่อกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ ใช้งานง่าย และสะดวกยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น AR Head-Up Display ขนาดใหญ่ พร้อมหน้าจอ Ultra-Wide Center Display ขนาด 45 นิ้ว ความละเอียด 5K ที่รองรับการแบ่งหน้าจอแบบ Dual-split ให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารเข้าถึงข้อมูลหรือฟังก์ชันที่ต้องการได้อย่างเป็นอิสระ หน้าจอสัมผัสสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง REAR TOUCHSCREEN รวมถึงระบบเชื่อมต่อด้วยสมาร์ทโฟน ผ่าน Mazda connectivity app เป็นต้น
  • นอกจากนี้ ยังรองรับระบบสั่งงานด้วยเสียงและการควบคุมการทำงานด้วยท่าทาง (Voice & Gesture Control) และมาพร้อมกระจกมองข้างและมองหลังแบบดิจิทัล ที่ช่วยลดจุดอับสายตาและช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นรอบตัวรถได้ดียิ่งขึ้น พร้อมมอบสุนทรียภาพตลอดการเดินทาง ด้วย Ambient Lighting 256 สี รวมถึงระบบเสียงคุณภาพสูงพร้อมลำโพง 23 ตัว เพื่อยกระดับความเพลิดเพลินให้กับผู้โดยสารไปตลอดการเดินทาง
  • คุณค่าที่ 3: NEAR FUTURE DRIVING EXPERIENCE​
  • มอบประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคต ด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยให้การขับขี่ง่ายและเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น ในขณะที่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของมาสด้าไว้อย่างชัดเจนบนพื้นฐาน Jinba-Ittai โดยทีมวิศวกรของมาสด้าได้พัฒนาระบบช่วงล่างและการควบคุม เพื่อให้รถตอบสนองต่อการควบคุมของผู้ขับขี่ได้อย่างแม่นยำ เป็นธรรมชาติ และสอดคล้องกับสัญชาตญาณของผู้ขับขี่ มีการปรับจูนอย่างละเอียดในทุกด้าน เพื่อให้ได้เอกลักษณ์ในการขับขี่ตามแบบฉบับมาสด้า ไม่ว่าจะเป็นระบบพวงมาลัย การควบคุมการทรงตัว ความนุ่มนวลในการขับขี่ อัตราเร่ง การตอบสนองของช่วงล่างและระบบเบรก มีการกระจายน้ำหนักหน้า-หลัง ในสัดส่วนใกล้เคียง 50:50 เพื่อสร้างความสมดุล เสถียรภาพในการขับขี่ และมอบความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถอย่างชัดเจน รถรุ่นนี้ยังได้มีการนำ Aerodynamic Technology มาใช้ในการออกแบบตัวถัง ทำให้ช่วยควบคุมกระแสอากาศรอบตัวรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ความจุ 77.9 kWh ขับเคลื่อนล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 190 kW หรือ 258 PS และแรงบิด 290 Nm สามารถขับขี่ได้ไกลถึง 555 กิโลเมตร* ตามมาตรฐาน NEDC รองรับทั้งการเดินทางในชีวิตประจำวันและการเดินทางระยะไกล และ รองรับ DC Fast Charge ชาร์จพลังงานจาก 30%-80% ภายในเวลาเพียง 15 นาที**
  • มาพร้อมระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (State-of-the-Art ADAS) มากถึง 17 ระบบ พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัยที่ครบครัน และติดตั้งถุงลมนิรภัย 9 ตำแหน่ง พร้อมสำหรับการปกป้องผู้โดยสาร ทุกสถานการณ์ในการขับขี่
  • คุณค่าที่ 4: SIGNATURE OWNERSHIP EXPERIENCE ​
  • มอบความอุ่นใจตลอดการเป็นเจ้าของด้วย Mazda Signature Experience ซึ่งเป็นการบริการที่เปี่ยมด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียดแบบญี่ปุ่น ที่ครอบคลุมตั้งแต่ เครือข่ายศูนย์บริการ ไปจนถึงศูนย์ซ่อมตัวถังและสีที่ครอบคลุม บุคลากรและช่างเทคนิคที่ได้มาตรฐานมาสด้า โปรแกรมการบำรุงรักษาอย่างครบวงจร และการบริหารจัดการอะไหล่อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้ลูกค้าไว้วางใจได้ว่า จะได้รับการดูแลจากมาสด้าไปตลอดการเป็นเจ้าของ

The All-Electric Mazda CX-6e มีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่น ใน 2 สไตล์ ที่แตกต่าง

  • รุ่น Premium มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว ตกแต่งภายในห้องโดยสารอย่างพิถีพิถัน ด้วยผ้าและหนังสีดำ สะท้อนความประณีตในทุกจุดสัมผัส ขับขี่ได้ระยะทางสูงสุด 555 กิโลเมตร* วางราคาจำหน่าย 1,259,000 บาท
  • รุ่น Premium Sports ยกระดับความสปอร์ต ด้วยล้ออัลลอย Black Diamond Cut Double 5-Spoke Design ขนาด 21 นิ้ว ถ่ายทอดความสง่างามและความหรูหราในระดับ Masterpiece ด้วยห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุหนังสีทูโทน สีม่วง-ขาว กระจกมองข้างแบบดิจิทัลที่สามารถปรับและพับด้วยไฟฟ้า และกระจกมองหลังแบบดิจิทัล พร้อมดีไซน์พิเศษในทุกองค์ประกอบ เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางสู่ความสมบูรณ์แบบอีกขั้น ขับขี่ได้ระยะทางสูงสุด 524 กิโลเมตร* วางราคาจำหน่าย 1,299,000 บาท

ภายนอกมีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ประกอบด้วย

  • สีม่วง ไนท์ฟอล ไวโอเลต / สีดำ เจ็ท แบล็ก (Nightfall Violet / Jet Black)
  • สีเทา แมชชีน เกรย์ / สีดำ เจ็ท แบล็ก (Machine Gray / Jet Black)
  • สีแดง โซล เรด คริสตัล / สีดำ เจ็ท แบล็ก (Soul Red Crystal / Jet Black)
  • สีขาว คริสตัล ไวท์ เพิร์ล / สีดำ เจ็ท แบล็ก (Crystal White Pearl / Jet Black)
  • สีเทา แอโร เกรย์ / สีดำ เจ็ท แบล็ก (Aero Gray / Jet Black)
  • สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black)

สำหรับลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของยนตรกรรม The All-Electric Mazda CX-6e ในเดือนตุลาคมนี้ มาสด้ายินดีมอบแคมเปญสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ประกอบด้วย

  • ดอกเบี้ยพิเศษ 88%1
  • ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2
  • ฟรี โปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถไฟฟ้า 8 ปี
  • รับประกันคุณภาพรถยนต์ นาน 8 ปี3
  • คุ้มครองแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน นาน 8 ปี4
  •   บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี5
  • ฟรี Home Charger แบรนด์ ABB ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมติดตั้งฟรีทุกพื้นที่ทั่วประเทศ มูลค่า 39,990 บาท6
  • ฟรี ระบบ Mazda Connectivity 5 ปี สำหรับใช้งานแอปพลิเคชั่น MAZDA 6e, ระบบสั่งการด้วยเสียง และระบบนำทาง7

ทั้งนี้ มาสด้าจะยังคงพัฒนายนตรกรรมของเราให้ดียิ่งขึ้นต่อไป เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ควบคู่กับ การมุ่งมั่นสานต่อแนวคิด “Joy Drives Lives” เพื่อส่งมอบประสบการณ์ความสุขให้กับลูกค้าทุกคน เพราะมาสด้าเชื่อเสมอว่า ความสุข คือส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนชีวิต เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์การเดินทางที่มอบความประทับใจในชีวิตประจำวันของลูกค้าอย่างไม่รู้จบ ทั้งในวันนี้ และต่อไปจนถึงอนาคต เพื่อผู้คนในเจเนอเรชั่นถัดไป

หมายเหตุ:

*อ้างอิงจากผลการทดสอบมาตรฐาน NEDC ระยะทางจริงอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับอุปกรณ์และปัจจัยเฉพาะบุคคล

**อ้างอิงจากการใช้เครื่องชาร์จเร็ว DC 200kW ขึ้นไป ระยะเวลาการชาร์จจริงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ณ ขณะชาร์จ เช่น สภาพแบตเตอรี่ อุณหภูมิของแบตเตอรี่ และอุณหภูมิแวดล้อม

1 ดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน เงื่อนไขดังกล่าวสำหรับผู้เช่าซื้อที่ผ่านการอนุมัติตามเงื่อนไขของ บมจ. ธนาคารทิสโก้ และ ทีเอ็มบีธนชาต เท่านั้น ธนาคารฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเงื่อนไขทางการเงินโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

2 ประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. ธนชาตประกันภัย (2) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์ (3) บมจ. แอกซ่าประกันภัย และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ โดยเพิ่มความคุ้มครองความเสียหายต่อเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลที่เกิดจากอุบัติเหตุในขณะกำลังใช้งาน ทั้งนี้ความคุ้มครองดังกล่าวจะครอบคลุมเฉพาะเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลที่ได้รับมาตรฐาน มอก. และได้รับการติดตั้งอย่างถูกต้องตามคู่มือของผู้ผลิตรถยนต์ หรือผู้ผลิตเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น

เงื่อนไขดังกล่าวสำหรับผู้ซื้อที่ชำระเป็นเงินสดเต็มจำนวน หรือผู้เช่าซื้อที่ผ่านการอนุมัติตามเงื่อนไขของ บมจ.ธนาคารทิสโก้  และทีเอ็มบีธนชาตเท่านั้น

³ ตามเงื่อนไขโปรแกรมการขยายรับประกันคุณภาพรถ นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

4 เงื่อนไขคุ้มครองแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแรงดันสูง (High Voltage Battery) เท่านั้น นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

5 เงื่อนไขบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

6 รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว สำหรับงานติดตั้งวงจรที่ 1 (สายไฟ 1 เฟส กำลังไฟ 7.4 kW) โดยมีรายละเอียดอุปกรณ์การติดตั้ง Home Charger ตามด้านล่างนี้
– เซอร์กิตเบรกเกอร์ 40A 1 pole (ABB) 1 หน่วย
– เบรกเกอร์กันดูด typeA 40A 2 pole (ABB) 1หน่วย
– สายไฟฟ้า IEC01 เบอร์ 10 (THW) (L, N, G) 15 เมตร
– ท่อร้อยสายไฟขนาด 20 mm.15 เมตร
– กล่องใส่เบรกเกอร์และ RCCB (ABB) 1 หน่วย
– อุปกรณ์ประกอบท่อและเข้าสายไฟ 1 หน่วย
พร้อมรับประกันตัวเครื่อง 2 ปี และรับประกันงานติดตั้ง 1 ปี โดยสามารถโอนสิทธิ์การติดตั้งได้ 1 ครั้ง และสิทธิ์การติดตั้งมีอายุไม่เกิน 6 เดือนนับจากวันออกรถ และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้
ทางบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ในการหา Home Charger ทดแทนที่มีคุณภาพและมูลค่าเทียบเท่า กรณีที่เกิดเหตุขัดข้องในการจัดหา

กรณีมีการเข้าสำรวจก่อนติดตั้ง มีค่าสำรวจเพิ่มเติม 1,500 บาท/ครั้ง (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
กรณีติดตั้งบริเวณพื้นที่เกาะ มีค่าบริการเพิ่มเติม 3,000 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
เงื่อนไขและรายละเอียดการติดตั้งเป็นไปตามที่บริษัทฯและบริษัทฯที่ให้บริการการติดตั้งกำหนด

7  ไม่รวมการอัพเดทซอฟแวร์ผ่านอินเตอร์เน็ตดาต้า (รองรับการอัพเดทซอฟแวร์ผ่าน Wi-Fi)

  • สิทธิพิเศษดังกล่าวสำหรับลูกค้า ที่จองรถภายใน วันที่ 7 ตุลาคม 2569 – 31 ตุลาคม 2569 และออกรถภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2569 เท่านั้น
  • เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมของแต่ละผลิตภัณฑ์จากที่ปรึกษาการขาย หรือmazda.co.th

เงื่อนไขเพิ่มเติม ;

  • เงื่อนไขการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามข้อกำหนดของ บมจ. ธนาคารทิสโก้ และ ทีเอ็มบีธนชาต เท่านั้น
  • ข้อเสนอดังกล่าวสำหรับผู้เช่าซื้อที่ผ่านการอนุมัติตามเงื่อนไขของ บมจ. ธนาคารทิสโก้ และ ทีเอ็มบีธนชาต ที่จองและออกรถ ภายในวันที่ 7 – 31 ตุลาคม 2569 เท่านั้น

“GEELY RIDDARA” ส่งต่อความช่วยเหลือสู่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่คลองจั่น ส่งรถกระบะพลังงานใหม่ ECON L ลำเลียงสิ่งของจำเป็นช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

0
GEELY RIDDARA1

ท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายพื้นที่ การลำเลียงเครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งของจำเป็นถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงมือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างทันท่วงที GEELY RIDDARA จึงร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยบริเวณการเคหะคลองจั่น โดยประสานงานร่วมกับ หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรสำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต   (วปอ.บอ. รุ่นที่ 1) ในการส่งมอบเครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งของจำเป็นให้กับศูนย์ปฏิบัติการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ โดยมี พลตรี รณวรรณ พจน์สถิตย์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ เป็นผู้รับมอบ เพื่อส่งต่อสิ่งของจำเป็นไปยังประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมสนับสนุนรถกระบะพลังงานใหม่ ALL- NEW GEELY RIDDARA ECON L จำนวน 2 คัน สำหรับใช้ขนส่งและลำเลียงสิ่งของในภารกิจครั้งนี้ 

GEELY RIDDARA 2

สำหรับการให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้ วปอ.บอ. รุ่นที่ 1 ได้มอบเครื่องอุปโภคบริโภคและของใช้จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต อาทิ นม ขนม น้ำดื่ม ยารักษาโรค ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ผ้าอ้อมเด็ก ผ้าอนามัย กระดาษทิชชู่ และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม เพราะในช่วงเวลาที่การใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนได้รับผลกระทบ สิ่งของพื้นฐานเหล่านี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับครอบครัวที่มีเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ การขนส่งสิ่งของไปยังพื้นที่ที่ได้รับความเดือนร้อนได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์เร่งด่วน

GEELY RIDDARA 3

เพื่อสนับสนุนการขนส่งสิ่งของไปยังพื้นที่ GEELY RIDDARA ได้จัดรถกระบะพลังงานใหม่จำนวน 2 คัน ประกอบด้วย

ALL-NEW GEELY RIDDARA ECON L 73 kWh 2WD (ขับเคลื่อน 2 ล้อ) จำนวน 1 คัน

ALL-NEW GEELY RIDDARA ECON L 73 kWh 4WD (ขับเคลื่อน 4 ล้อ) จำนวน 1 คัน

GEELY RIDDARA 4

ซึ่งรถทั้ง 2 คันถูกนำมาใช้สนับสนุนการขนส่งเครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งของจำเป็น เพื่อส่งต่อไปยังพื้นที่ประสบภัยบริเวณการเคหะคลองจั่น กรุงเทพมหานคร โดยมีเป้าหมายสำคัญคือช่วยนำสิ่งของที่รวบรวมมาจากความตั้งใจของทุกฝ่ายส่งต่อไปถึงประชาชนที่กำลังรอรับความช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที

ALL- NEW GEELY RIDDARA ECON L เป็นรถกระบะพลังงานใหม่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยให้ความสำคัญกับความสามารถในการบรรทุกและการใช้งานจริง รองรับการทำงานเชิงพาณิชย์อย่างมืออาชีพ ซึ่งในภารกิจครั้งนี้ ศักยภาพด้านการใช้งานและพื้นที่บรรทุกได้ถูกนำมาใช้ในอีกหนึ่งบทบาทหนึ่ง คือการเป็นพาหนะในการลำเลียงสิ่งของเพื่อช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ที่ได้รับความเดือดร้อน

GEELY RIDDARA 5

จากรถกระบะที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานและการดำเนินธุรกิจ ในวันที่เกิดสถานการณ์ที่ผู้คนต้องการความช่วยเหลือ ความสามารถเดียวกันนั้นสามารถถูกนำมาใช้เพื่อรองรับภารกิจที่มีประโยชน์ต่อสังคมได้เช่นกัน เพราะในสถานการณ์เร่งด่วน การมีพาหนะที่พร้อมใช้งานและสามารถขนส่งสิ่งของได้อย่างทันทีคืออีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยทำให้ความช่วยเหลือสามารถเดินหน้าต่อไปได้

สำหรับ GEELY RIDDARA THAILAND ภารกิจในครั้งนี้สะท้อนแนวคิดที่ว่า พลังของรถกระบะพลังงานใหม่ ไม่ได้มีไว้เพียงพาเราไปถึงจุดหมาย แต่สามารถเป็นอีกหนึ่งกำลังในการส่งต่อความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเร็วที่สุด

GEELY RIDDARA 9

การประสานงานร่วมกันระหว่าง วปอ.บอ. รุ่นที่ 1 ศูนย์ปฏิบัติการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ และ GEELY RIDDARA จึงเป็นการนำศักยภาพและทรัพยากรที่แต่ละฝ่ายมีมาร่วมกัน เพื่อให้การช่วยเหลือสามารถเดินทางไปถึงพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การรวบรวมสิ่งของจำเป็น การประสานงานในพื้นที่ ไปจนถึงการสนับสนุนด้านการขนส่ง เพราะเบื้องหลังสิ่งของทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำดื่ม  อาหาร ยารักษาโรค หรือของใช้สำหรับเด็กและผู้สูงอายุ คือความตั้งใจที่จะช่วยให้ผู้ที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ยากลำบากสามารถก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ และเมื่อทุกภาคส่วนร่วมกันทำหน้าที่ของตนเอง ความช่วยเหลือจากจุดเล็ก ๆ ก็สามารถส่งต่อไปยังอีกหลายครอบครัวที่กำลังต้องการความช่วยเหลือได้ ภายใต้แนวคิด “ส่งต่อความช่วยเหลือให้ไปถึงทุกพื้นที่ ด้วยศักยภาพที่พร้อมใช้งานในสถานการณ์จริง”

GEELY RIDDARA 10GEELY RIDDARA ขอส่งกำลังใจและความห่วงใยไปยังประชาชนทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย รวมถึงเจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และทุกหน่วยงานที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ พร้อมหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว เพราะสำหรับการเดินทางในบางครั้ง จุดหมายที่สำคัญอาจไม่ใช่สถานที่ แต่คือการทำให้ความช่วยเหลือเดินทางไปถึงมือของผู้ที่กำลังต้องการได้ทันเวลา

 

 

 

 

 

 

 

iCAUR ตอกย้ำผู้นำเทคโนโลยี REEV ผสานดีไซน์ Classic Boxy ใน V27 REEV

0
ไอคาร์ 1

iCAUR (ไอคาร์) แบรนด์ยานยนต์พลังงานใหม่ระดับโลก เดินหน้าสานต่อวิสัยทัศน์ในการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด ร่วมให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี REEV (Range Extended Electric Vehicle) เสริมความเข้าใจและเตรียมความพร้อมให้ผู้ใช้เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างคุ้มค่า พร้อมนำรถยนต์รุ่นเรือธง iCAUR V27 REEV มาให้ลูกค้าได้ทดลองขับเพื่อทดสอบสมรรถนะและสัมผัสการทำงานของระบบ REEV จากประสบการณ์ขับขี่จริง

ไอคาร์ 2

นายดุลยพล ลือวราพงษ์ หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ ไอคาร์ ประเทศไทย กล่าวว่า “สำหรับ iCAUR เราเชื่อว่าการสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดี เริ่มต้นจากการที่ผู้ขับขี่เข้าใจเทคโนโลยีและรู้จักรถของตนเอง การให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการพลังงานและการเลือกใช้โหมดต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญ เพื่อให้ลูกค้าใช้ประโยชน์จาก iCAUR V27 REEV ได้อย่างเต็มที่ โดยเทคโนโลยี REEV เป็นทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์กิจกรรมที่หลากหลายในทุกระยะการเดินทาง พร้อมรองรับทั้งการขับขี่บนถนนและการเดินทางในเส้นทางออฟโรด ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกรูปแบบการใช้งานได้อย่างเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตนเองในชีวิตประจำวันหรือการเดินทางในเมือง ลูกค้าสามารถเลือกใช้ระบบ EV เพื่อเพิ่มความประหยัดและความคล่องตัวในการเดินทาง ขณะที่การเดินทางระยะไกลสามารถเลือกใช้ระบบ HEV เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความประหยัดในการเดินทาง พร้อมค่าบำรุงรักษาที่คุ้มค่า เรามั่นใจว่าลูกค้าจะสัมผัสได้ถึงความลงตัวของรถคันนี้ในทุกวันที่ใช้งาน”

ไอคาร์ 3

iCAUR V27 REEV เป็นรถเอสยูวีทรงกล่องที่นำความคลาสสิกมาตีความผ่านสโลแกน “Timeless in Motion” มาพร้อมเทคโนโลยี Golden Range Extender ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตรผลิตกระแสไฟฟ้า ส่งให้มอเตอร์ไฟฟ้าซึ่งเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อน และเก็บสำรองไว้ในแบตเตอรี่ ทำให้สามารถขับขี่ในโหมดไฟฟ้าล้วนได้สูงสุด 165 กิโลเมตร (มาตรฐาน NEDC) ทำงานร่วมกับระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ รองรับระยะทางขับขี่รวมสูงสุดกว่า 1,000 กิโลเมตร เมื่อชาร์จแบตเตอรี่และเติมน้ำมันเต็มถัง

ไอคาร์ 4

หลังจากเริ่มส่งมอบรถยนต์ล็อตแรกให้แก่ผู้บริโภคชาวไทย iCAUR ได้เดินหน้าสร้างความพร้อมด้านการบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งบริหารค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาให้ต่ำกว่ารถยนต์ไฮบริดทั่วไปสูงสุด 34%* พร้อมกันนี้ แบรนด์ยังได้ตั้งเป้าขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการรวมกว่า 25 แห่งภายในสิ้นปี 2569 ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมด้านอะไหล่มากกว่า 95% ภายในเดือนตุลาคม 2569 และขยายเวลาเปิดให้บริการโชว์รูมทั่วประเทศถึง 19.00 น.

ไอคาร์ 5

สำหรับผู้ที่สนใจ iCAUR V27 REEV เปิดราคาเริ่มต้นที่ 999,900 บาท พิเศษเมื่อจองและออกรถภายใน 31 ตุลาคม 2569 รับส่วนลด 30,000 บาท* พร้อม Lifetime Battery Warranty Package และแพ็กเกจสิทธิพิเศษมูลค่ารวม 100,000 บาท สามารถติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook: iCAUR Thailand

“เชอรี ประเทศไทย” ฉลองครบรอบ 1 ปี จัดเต็มข้อเสนอพิเศษตลอดเดือนตุลาคม มอบสิทธิประโยชน์หลากหลายรุ่น พร้อมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

0
เชอรี่ 1

เชอรี ประเทศไทย (Chery Thailand) ฉลองครบรอบ 1 ปีแห่งการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย พร้อมเดินหน้าส่งต่อความสุขแทนคำขอบคุณลูกค้าชาวไทยสำหรับทุกความไว้วางใจ ด้วยแคมเปญ “CHERY 1st ANNIVERSARY CELEBRATION” มอบข้อเสนอและสิทธิประโยชน์สำหรับรถยนต์ CHERY หลากหลายรุ่นตลอดเดือนตุลาคม 2569 พร้อมกิจกรรมสุดพิเศษที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์การขับขี่และกิจกรรมไลฟ์สไตล์หลากหลายรูปแบบ

 

Chery Q มอบข้อเสนอพิเศษ พร้อมสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ

Chery Q รถไฟฟ้าในคอนเซปต์ So Qute, So You ที่ออกแบบให้ลงตัวกับทุกไลฟ์สไตล์ มาพร้อมข้อเสนอพิเศษ* รับส่วนลด 20,000 บาท พร้อมสิทธิ์รับการรับประกัน Lifetime Warranty ผ่อนเริ่มต้นเพียง 4,744 บาทต่อเดือน และเลือกผ่อนได้นานสูงสุด 84 เดือน พร้อมสิทธิประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย

เชอรี่ 3

Chery V23 พบกับราคาพิเศษฉลองครบรอบ 1 ปี

อีกไฮไลต์สำคัญของการเฉลิมฉลองครบรอบ 1 ปี คือโปรโมชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับ Chery V23 รถไฟฟ้าทรงกล่องที่โดดเด่นด้วยดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนาน โดย CHERY มอบราคาพิเศษเฉพาะเดือนตุลาคม 2569 ได้แก่

  • Chery V23 2WD PLUS ราคาพิเศษ 699,900 บาท* จากราคาปกติ 759,900 บาท
  • Chery V23 4WD PEAK ราคาพิเศษ 839,900 บาท* จากราคาปกติ 889,900 บาท

เชอรี่ 2

พิเศษยิ่งขึ้นกับข้อเสนอฟรีแพ็กเกจ Lifetime Warranty* ครอบคลุมแบตเตอรี่แรงดันสูง มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อน โดยสิทธิพิเศษสำหรับ Chery V23 มีระยะเวลาตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569

Chery TIGGO 8 CSH สัมผัสรถ Premium Plug-in Hybrid SUV 7 ที่นั่ง ตอบโจทย์ทุกการเดินทางของครอบครัว

สำหรับผู้ที่มองหา SUV ระดับพรีเมียมแบบ Plug-in Hybrid ที่พร้อมรองรับการเดินทางของครอบครัว Chery TIGGO 8 CSH มาพร้อมข้อเสนอพิเศษให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่ผสานความสะดวกสบาย เทคโนโลยี และความอเนกประสงค์ไว้อย่างลงตัว ด้วยอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.98% พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 และ พ.ร.บ. นาน 1 ปี, ฟรีสายชาร์จพกพา, ฟรี V2L (Vehicle-to-Load) และฟรีชุดพรมปูพื้น พร้อมสร้างความมั่นใจตลอดการใช้งานด้วยการรับประกันคุณภาพตัวรถนาน 8 ปี หรือ 200,000 กิโลเมตร และรับประกันระบบมอเตอร์ขับเคลื่อนและแบตเตอรี่แรงดันสูงนาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร รวมถึงฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี และฟรี Application T-Box (CarLinkO) Data นาน 5 ปี สำหรับการจองและรับรถระหว่างวันที่ 1–31 ตุลาคม 2569*

เชอรี่ 7

ลูกค้าที่สนใจโปรโมชันฉลองครบ 1 ปีสำหรับรถ Chery แต่ละรุ่น สามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่าย CHERY อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

CHERY เดินหน้ากิจกรรมไลฟ์สไตล์ พร้อมชวนลูกค้าเปิดประสบการณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟที่เมืองจีน

ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา CHERY ได้จัดกิจกรรม 2 พิเศษทางช่องทางโซเชียลมีเดียเพื่อชิงทริปสุดพิเศษ 5 วัน 4 คืน ในฐานะ Chery Global Representative สู่เมืองอู๋หู มลฑลอานฮุย โดยให้ลูกค้าร่วมสนุกง่ายๆ ชวนเจ้าของ Chery Q แชร์คลิปความประทับใจจากการใช้งาน Chery Q ผ่านกิจกรรม “My Life With Q” และชวนเจ้าของ Chery V23 บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางกับ V23 ผ่านกิจกรรม “Chery V23 Your Mileage, Your Story” โดยทั้งสองกิจกรรมได้ประกาศผู้ชนะ 3 รางวัล รวม 6 รางวัล (รางวัลละ 2 ท่าน) มูลค่ารวม 600,000 บาท โดยทั้ง 6 ท่านจะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์สุดพิเศษอย่าง CHERY BRAND NIGHT อีกด้วย

นอกจากนี้ CHERY เตรียมมอบประสบการณ์ความสนุกให้ลูกค้าผ่านกิจกรรม Chery Q “I CHERY YOU 3000” ฉลองการส่งมอบรถครบ 3,000 คัน ในวันที่ 17 ตุลาคม 2569 เปิดโอกาสให้ลูกค้า CHERY ได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ เทคนิคใหม่ ๆ เพื่อการเดินทางที่สนุกและสะดวกสบายยิ่งขึ้น

เปิดแคมเปญ CHERY LIVE ANNIVERSARY  ฉลองครบ 1 ปี ลุ้นเที่ยวปักกิ่ง พร้อมของรางวัลมูลค่ารวมกว่า 700,000 บาท

CHERY จัดกิจกรรมใหญ่สำหรับลูกค้า CHERY ทุกรุ่น ภายใต้แคมเปญ “CHERY LIVE ANNIVERSARY ครบปีจัดหนัก แจกทริปปักกิ่ง” เปิดโอกาสให้ลูกค้าที่จองซื้อรถ CHERY กับผู้จำหน่าย CHERY อย่างเป็นทางการ และลงทะเบียนรับสิทธิ์ผ่านช่องทาง Live Streaming ของผู้จำหน่ายฯ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2569 โดยต้องรับมอบรถภายใน 30 วันนับจากวันที่จองซื้อ และไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม 2569 (แล้วแต่กำหนดใดถึงก่อน) มีสิทธิ์ลุ้นรับแพ็กเกจท่องเที่ยวกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน 5 วัน 4 คืน พร้อมลุ้นรับของรางวัลอีกมากมายมูลค่ารวมกว่า 700,000 บาท

CHERY เดินหน้าสานต่อ CSR และ ESG เคียงข้างสังคมในทุกภารกิจ

นอกเหนือจากการส่งมอบผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ให้แก่ลูกค้า เชอรี ประเทศไทย ยังคงเดินหน้าสานต่อแนวทางด้าน CSR และ ESG ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจ เพื่อร่วมสร้างคุณค่าให้แก่สังคมและชุมชน ผ่านโครงการ “BEHIND EVERY LIFE THEY SAVE – CHERY V23 ใส่ใจทุกชีวิต พร้อมเคียงข้างทุกภารกิจ” โครงการดังกล่าวเป็นการส่งมอบ Chery V23 เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของทีม K9 USAR สะท้อนความมุ่งมั่นของ CHERY ในการนำยนตรกรรมเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนภารกิจเพื่อสังคม และเคียงข้างผู้ปฏิบัติงานในทุกภารกิจสำคัญ

โอกาสพิเศษที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ CHERY พร้อมสิทธิประโยชน์และประสบการณ์สุดพิเศษที่จัดขึ้นเพื่อร่วมฉลอง 1 ปีไปพร้อมกับลูกค้าชาวไทยตลอดเดือนตุลาคม 2569 สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมและการลงทะเบียนรับสิทธิ์ สามารถติดต่อผู้จำหน่าย CHERY อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

“ฮอนด้า” ตอกย้ำวิสัยทัศน์ Future Mobility พร้อมขับเคลื่อนอนาคตภายใต้แนวคิด “Smart with Trust” ยืนยันความเชื่อมั่นศักยภาพประเทศไทยในระยะยาว

0
HONDA 1

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย นายโคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ เผยมุมมองต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ฮอนด้ามองว่ารถยนต์กำลังก้าวสู่ยุคใหม่ที่ไม่ได้เป็นเพียงพาหนะสำหรับการเดินทาง แต่กำลังพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มการขับเคลื่อนอัจฉริยะที่เชื่อมต่อและขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

HONDA 2

ฮอนด้าเชื่อว่าในอนาคต เทคโนโลยีด้านพลังงานไฟฟ้า การเชื่อมต่อข้อมูล และระบบอัจฉริยะ จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับประสบการณ์การเดินทางให้ปลอดภัย สะดวก และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ภายใต้เป้าหมายในการสร้างสังคมปลอดอุบัติเหตุและการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในระยะยาว

HONDA 3

สำหรับประเทศไทย ฮอนด้ายังคงเชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยมองว่าประเทศไทยมีจุดแข็งจากระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ครบวงจร บุคลากรที่มีทักษะสูง เครือข่ายซัพพลายเออร์ที่แข็งแกร่ง และนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยยังคงมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ทั้งในฐานะตลาดสำคัญ ฐานการผลิต และศูนย์กลางการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคตของภูมิภาค

 

เครือเจริญโภคภัณฑ์มอบ NEW MG MAXUS 9 V PLUS เป็นรถคู่ใจ “เนเน่ รอยัล” เพื่อให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยความสะดวกสบาย

0
MG Thailand 1
เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด พร้อมด้วย บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ร่วมแสดงความยินดีกับ “เนเน่ รอยัล” เยาวชนผู้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประเทศไทย ด้วยการคว้าแชมป์รายการ America’s Got Talent ซีซั่น 21 พร้อมมอบ NEW MG MAXUS 9 V PLUS ยนตรกรรมพรีเมียมอีวี ในกลุ่ม e-MPV จาก เอ็มจี มูลค่า 1,849,900 บาท
MG Thailand 2
โดยมีนายธนากร เสรีบุรี รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และนายนพดล เจียรวนนท์ ประธานกลุ่มธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรมจีน เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นผู้มอบ อีกทั้งยังมี มร.ต๋า เซินเซิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด พร้อมด้วยนายฉัตวิทัย ตันตราภรณ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมส่งมอบ NEW MG MAXUS 9 V PLUS ให้แก่ครอบครัว อำลอย เพื่อให้ทุกการเดินทาง และทุกภารกิจของ “เนเน่ รอยัล” ให้เต็มไปด้วยความสะดวกสบาย
MG Thailand 3
การเดินทางของ “เนเน่ รอยัล” จากเด็กสาววัย 16 ปี จากจังหวัดภูเก็ต สู่การเป็นคนไทยที่คว้าแชมป์บนเวทีระดับโลกอย่าง America’s Got Talent จึงไม่เพียงเป็นความสำเร็จของคนหนึ่งคนเท่านั้น แต่ยังเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่ง เอ็มจี เชื่อว่าการสนับสนุนในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้เยาวชนไทยกล้าที่จะค้นหาตัวตน มุ่งมั่นฝึกฝนและพัฒนาตนเอง พร้อมก้าวออกไปตามหาความฝันบนเวทีระดับโลก เช่นเดียวกับ “เนเน่ รอยัล” สาวน้อยสายร็อคผู้พิสูจน์ให้เห็นว่า “ศักยภาพของเยาวชนไทยไปได้ไกลถึงเวทีโลก”
MG Thailand 4
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจี ได้ที่
Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand