Home Blog Page 2

ฮุนได เปิดตัว The new STARGAZER รถ 6 ที่นั่ง อเนกประสงค์ ความปลอดภัยครบสุดในคลาส ชูสโลแกน Life Upgrader – อัปชีวิตให้เหนือกว่า

0

บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว “The new STARGAZER” รุ่นปรับโฉมใหม่ล่าสุด ภายใต้สโลแกน “Life Upgrader” อัปชีวิตให้เหนือกว่า  สะท้อนภาพรถ 6 ที่นั่ง 3 แถว อเนกประสงค์ที่มีระบบช่วยขับขี่ และออปชันความปลอดภัยครบที่สุดในคลาส ออกแบบมาเพื่อคนรุ่นใหม่ที่กำลังเดินหน้าอัปเกรดชีวิตของตัวเอง ทั้งในด้านธุรกิจ ไลฟ์สไตล์ และการเริ่มสร้างครอบครัว ตอบโจทย์การใช้ชีวิตหลากหลายบทบาทของคนยุคใหม่ โดยตัวรถได้รับ การออกแบบภายนอกใหม่รอบคัน ให้ภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่ง สไตล์ SUV พร้อมยกระดับเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Hyundai SmartSense (ADAS) มากถึง 13 ระบบ ตอกย้ำภาพลักษณ์รถยนต์อเนกประสงค์ที่ครบเครื่องทั้งดีไซน์ สมรรถนะ และความปลอดภัยในระดับมาตรฐานใหม่ของตลาด

นายเจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “The new STARGAZER จะเข้ามายกระดับมาตรฐานรถยนต์ในระดับราคาต่ำกว่า 900,000 บาทในไทย ด้วยเราเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันทำให้ผู้บริโภคต้องมีความรอบคอบในการใช้เงินมากขึ้น ดังนั้น พวกเขาจึงต้องการรถเพียงคันเดียวสำหรับการใช้งานทุกวัตถุประสงค์ มีความยืดหยุ่น และพร้อมรองรับทุกบทบาท ฮุนไดจึงพัฒนา The new STARGAZER ให้เป็นรถ 6 ที่นั่ง 3 แถว อเนกประสงค์ที่ออปชันความปลอดภัยครบสุดในคลาส Hyundai SmartSense ถึง 13 ระบบ ด้วยสโลแกน ‘Life Upgrader’ เพื่อผู้ใช้งานที่กำลังขยับขยาย เริ่มธุรกิจใหม่ หรือสร้างครอบครัวใหม่ ซึ่งเชื่อว่ารถคันนี้จะเข้าไปช่วย ยกระดับการใช้ชีวิตของเจ้าของรถในทุกมิติ ตอบโจทย์การใช้งานจริงทุกวัน ไม่จำกัดแค่กลุ่มเป้าหมายครอบครัวยุคใหม่ หรือครอบครัวขยายที่มีสมาชิกในครอบครัวหลายคน แต่ยังครอบคลุมไปถึงสตาร์ตอัป และSME มือใหม่”

The new STARGAZER ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ใช้ชีวิตคนเดียว หรือสร้างครอบครัวใหม่ และต้องการรถที่ขับง่าย คล่องตัว แต่มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่ารถยนต์นั่งทั่วไป ไปจนถึงเจ้าของธุรกิจ SME หรือสตาร์ตอัปยุคใหม่ที่ต้องการรถคู่ใจที่ทำได้ครบ ทั้งใช้ขนสินค้า อุปกรณ์ทำงาน และในขณะเดียวกันก็สามารถพาครอบครัวเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย ด้วยพื้นที่โดยสารแบบ 3 แถว 6 ที่นั่ง พร้อมความยืดหยุ่นในการพับเบาะเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บทำให้รถคันนี้ตอบโจทย์การใช้งานแบบ Multi-Purpose อย่างแท้จริง ขณะเดียวกันยังเหมาะกับครอบครัวรุ่นใหม่และครอบครัวขยายที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น นั่งสบายครบทุกแถว

การออกแบบภายนอกของ The new STARGAZER ได้รับการปรับดีไซน์ใหม่ทั้งหมด ฝากระโปรงหน้าถูกออกแบบให้สูงและยาวขึ้น กระจังหน้าและกันชนดีไซน์ใหม่ เพิ่มมิติความดุดัน แข็งแรงสไตล์เอสยูวี ไฟหน้า LED พร้อม Daytime Running Lamp แบบ Integrated ช่วยเสริมความโดดเด่นบนท้องถนน ด้านท้ายปรับดีไซน์กันชนและไฟท้าย LED ใหม่ ให้เส้นสายคมชัดและชัดเจนยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันตัวรถมีความยาวเพิ่มขึ้น 115 มิลลิเมตร ช่วยเสริมสัดส่วนโดยรวมให้ดูสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น พร้อมคงจุดเด่นด้านพื้นที่ภายในที่กว้างขวาง

ภายในห้องโดยสารของ The new STARGAZER รุ่นนี้ วางจำหน่ายในแบบ 6 ที่นั่ง เบาะแถวสองแบบ Captain seat เบาะที่นั่งแยกอิสระ มอบความยืดหยุ่นในการปรับพับเบาะเพื่อขนสัมภาระ และยังคงความสะดวกสบายของผู้โดยสาร ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวในเซกเมนต์ พร้อมทางเดิน Walk Through จากเบาะที่นั่งแถวที่สอง เข้าสู่เบาะที่นั่งแถวสามได้อย่างสะดวก เบาะแถวที่สามออกแบบให้ผู้ใหญ่นั่งได้จริง กว้างที่สุดในคลาส รองรับการโดยสารเต็ม 6 ที่นั่งได้อย่างสบาย พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังมีความจุ 185 ลิตร และสามารถขยายได้สูงสุดถึง 1,892 ลิตรเมื่อพับเบาะแถวที่สองและสาม รองรับทั้งการขนอุปกรณ์ของผู้ประกอบการและการเดินทางของครอบครัวได้อย่างครบครัน

นายวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฮุนไดให้ความสำคัญกับการพัฒนา The new STARGAZER ให้ตอบโจทย์การใช้งานในบทบาทที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสตาร์ตอัปเจนใหม่ ครอบครัวยุคใหม่ และคนรุ่นใหม่ที่ต้องรับผิดชอบหลายบทบาทในเวลาเดียวกัน รถรุ่นนี้จึงถูกออกแบบให้รองรับทุกบทบาทได้อย่างสมดุล ทั้งด้านพื้นที่ใช้สอย ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีความปลอดภัย โดยเฉพาะการติดตั้งระบบ Hyundai SmartSense เทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ มากถึง 13 ระบบ ซึ่งนับว่า มีออปชันความปลอดภัยครบครันที่สุดในรถเซกเมนต์นี้ พร้อมเพิ่มฟังก์ชัน Junction Turning ในระบบ FCA เพื่อเสริมความปลอดภัยในสถานการณ์เสี่ยง เช่น การเลี้ยวผ่านทางแยก และ Smart Cruise Control พร้อมฟังก์ชัน Stop & Go ช่วยยกระดับความมั่นใจในการขับขี่ในทุกเส้นทาง”

ด้านเทคโนโลยีความปลอดภัย The new STARGAZER มาพร้อม Hyundai SmartSense (ADAS) เทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ มากถึง 13 ระบบ ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ Smart Cruise Control พร้อม Stop & Go ที่ช่วยควบคุมความเร็วและรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าโดยอัตโนมัติ ลดความเหนื่อยล้าในการขับขี่ ระบบ Forward Collision-Avoidance Assist (FCA) พร้อม Junction Turning ช่วยเตือนและเบรกอัตโนมัติเมื่อมีความเสี่ยงชนด้านหน้า รวมถึงขณะเลี้ยวผ่านทางแยก เสริมด้วย Lane Keeping Assist (LKA) และ Lane Following Assist (LFA) ที่ช่วยรักษารถให้อยู่ในเลน Blind-Spot Collision-Avoidance Assist (BCA) ลดความเสี่ยงจากมุมอับสายตา Rear Cross-Traffic Collision-Avoidance Assist (RCCA) ช่วยเบรกเมื่อมีรถตัดผ่านด้านหลังขณะถอย และระบบเสริมอื่น ๆ เช่น Safe Exit Warning (SEW), Driver Attention Warning (DAW), Rear Occupant Alert (ROA) และ High Beam Assist (HBA) ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในทุกการเดินทาง เพิ่มให้มากถึง 13 ระบบ

 

ในด้านสมรรถนะ The new STARGAZER ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 1.5 MPi ให้กำลังสูงสุด 113 แรงม้า และแรงบิด 144 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์ IVT (Intelligent Variable Transmission) มอบการขับขี่ที่นุ่มนวล ต่อเนื่อง และประหยัด รองรับทั้งการใช้งานในเมืองและการเดินทางไกล ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีม ช่วยให้การควบคุมรถมั่นคงและนั่งสบาย พร้อมการพัฒนาเพื่อลดเสียงรบกวนและแรงสั่นสะเทือน สร้างบรรยากาศห้องโดยสารที่เงียบและผ่อนคลาย

The new STARGAZER เปิดตัวในประเทศไทย 2 รุ่นย่อย ได้แก่ TREND 6 และ SMART 6 พร้อมส่งมอบมาตรฐานรถ 6 ที่นั่งใหม่ที่ยกระดับทั้งดีไซน์ เทคโนโลยี และพื้นที่ใช้สอย ผสานความล้ำสมัยเข้ากับความอเนกประสงค์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน การเดินทางท่องเที่ยว และบทบาททางธุรกิจได้ในคันเดียว โดยเตรียมประกาศราคาอย่างเป็นทางการภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจได้สัมผัสรถคันจริงอย่างใกล้ชิด และรับข้อมูลเพิ่มเติมจากทีมผู้เชี่ยวชาญของฮุนไดภายในบูธ อีกทั้งยังมีข้อเสนอพิเศษและแคมเปญส่งเสริมการขายสำหรับรถยนต์ฮุนไดทุกรุ่นภายในงาน เพื่อมอบความคุ้มค่าและโอกาสในการเป็นเจ้าของรถยนต์ฮุนไดได้ง่ายยิ่งขึ้นในช่วงเวลาพิเศษนี้

“มินิ ประเทศไทย” ผสมผสานสองตำนานแห่งดีไซน์สัญชาติอังกฤษ ในรุ่นพิเศษ มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition

0
มินิ ประเทศไทย 1

มินิ ประเทศไทย ภูมิใจนำเสนอการโคจรมาพบกันของสองตำนานสัญชาติอังกฤษ กับการเปิดตัว มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition ใหม่ ที่ผสานรูปโฉมสุดไอคอนิกของมินิเข้ากับปรัชญาการดีไซน์แบบ “Classic with a Twist”อันเป็นเอกลักษณ์ของพอล สมิธ อย่างลงตัว เกิดเป็นยนตรกรรมรุ่นพิเศษที่สะท้อนคาแรคเตอร์อันโดดเด่นของทั้งสอง แบรนด์ออกมาได้อย่างมีสไตล์ พร้อมเปิดฉากปี 2569 อย่างเต็มตัวสำหรับแฟนๆ มินิชาวไทย

มินิ ประเทศไทย  2

คุณประภัสรา อร่ามวงศ์สมุทร ผู้อำนวยการ มินิ ประเทศไทย กล่าวว่า “มินิและพอล สมิธ คือเพื่อนคู่คิดในด้านความคิดสร้างสรรค์ ทั้งสองแบรนด์เชื่อมโยงถึงกันด้วยความหลงใหลในสิ่งที่ไม่คาดคิดและการปฏิเสธที่จะเดินตามใคร เหมือนกับที่พอล สมิธซ่อนเซอร์ไพรส์สีสันสดใสไว้ในชุดสูทคลาสสิก มินิก็มอบบุคลิกสุดเต็มที่และความตื่นเต้นในการขับขี่บนสี่ล้อ รุ่นพิเศษล่าสุดของเราอย่าง มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition ยกระดับปรัชญาการออกแบบ ‘Charismatic Simplicity’ ที่เป็นเอกลักษณ์ของมินิทุกรุ่น และเพิ่มความสนุกสนานในการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของพอล สมิธ ผลลัพธ์ที่ได้คือรถยนต์ที่ไม่เพียงแค่สวยงามในการออกแบบ แต่ยังให้พลังแห่งความสุขจากการขับขี่อย่างแท้จริงในสไตล์ของตัวเอง”

“มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition คันใหม่นี้ สานต่อความร่วมมืออันน่าประทับใจของเรากับพอล สมิธ ที่เริ่มต้นขึ้นในปี 1998 และยังเป็นข้อพิสูจน์ว่าความยั่งยืนและสไตล์สุดโฉบเฉี่ยว ประวัติศาสตร์และนวัตกรรม หรืองานออกแบบสุดคลาสสิกกับสมรรถนะจากพลังงานไฟฟ้า ล้วนเป็นองค์ประกอบที่มาบรรจบกันได้อย่างลงตัว เพราะที่มินิ เราเชื่อว่าอนาคตของการขับขี่ต้องเปี่ยมด้วยความตื่นตาตื่นใจและเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบคุณ”

มินิ ประเทศไทย 3

มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition ใหม่ นับเป็นการสานต่อความร่วมมือที่น่าประทับใจของทั้งสองแบรนด์ เริ่มจาก
ปี 1998 กับการเปิดตัวมินิคลาสสิกรุ่นพิเศษในสีน้ำเงิน ตามมาด้วยรถต้นแบบอีกสองรุ่นในปี 1999 และ 2021 ก่อนจะย้อนกลับไปนำมินิรุ่นพิเศษตัวแรกจากปี 1998 มาชุบชีวิตใหม่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้ชื่อ MINI Recharged by Paul Smith

มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition ใหม่

ราคา: 1,899,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ BSI Standard)

มินิ ประเทศไทย 4

มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition เป็นรุ่นพิเศษรุ่นแรกทีมินิเตรียมยกขบวนมาเปิดตัวในไทยตลอดปีนี้ โดยโดดเด่นด้วยการผสานดีไซน์เฉพาะตัวของมินิ เข้ากับสไตล์ที่โดดเด่นของพอล สมิธ ได้อย่างลงตัว ผ่านตัวถังสีพิเศษ การตกแต่งด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว และรายละเอียดรอบคันที่โดดเด่นมีชีวิตชีวา พร้อมดึงเอกลักษณ์และประวัติศาสตร์ของทั้งสองแบรนด์ให้ออกมาโลดแล่นเคียงข้างกันได้อย่างลงตัว

มินิ ประเทศไทย 5

รุ่นพิเศษ Paul Smith Edition พร้อมให้เลือกเป็นเจ้าของใน 3 สี โดยมี 2 สีพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น ได้แก่ สีเทา Statement Grey ซึ่งมีที่มาจากสีเทาสุดคลาสสิกของมินิ ออสติน เซเว่น รุ่นปี 1959 และสีขาว Inspired White ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสีเบจยอดนิยมที่พบได้ในมินิคลาสสิกหลายรุ่น ก่อนจะปิดท้ายด้วยสีดำ Midnight Black Metallic ที่โฉบเฉี่ยวตามเจเนอเรชันปัจจุบัน

มินิ ประเทศไทย 7

ไม่ว่าจะเลือกจับจองรุ่นพิเศษนี้ในสีไหน มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition จะมาพร้อมกับอีกหนึ่งเอกลักษณ์เฉพาะรุ่นอย่างหลังคาสีเขียว Nottingham Green พร้อมแต่งแถบสี Signature Stripe อันโด่งดังของพอล สมิธ ที่ขอบหลังคาฝั่งคนขับ โดยสีเขียว Nottingham Green นี้ เป็นสีพิเศษที่สื่อถึงบ้านเกิดของเซอร์พอล สมิธ โดยยังปรากฏอยู่บนกระจกมองข้าง กระจังหน้าทรงแปดเหลี่ยม และฝาครอบดุมล้อที่แต่งตัวอักษร Paul Smith อีกด้วย

มินิ ประเทศไทย  8

มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition โดดเด่นด้วยล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ลาย Night Flash Spoke สีดำ ตัดกับสี Dark Steel โลโก้มินิที่ด้านหน้าและด้านหลังมาในสีใหม่ Black Blue เข้ากับโทนสีของพอล สมิธ และมินิ ส่วนมือจับประตูหลังสีดำด้านท้ายรถก็ตกแต่งด้วยลายเซ็นของพอล สมิธ สะท้อนถึงพลังแห่งการสร้างสรรค์ที่อยู่เบื้องหลังงานออกแบบของรถคันนี้

มินิ ประเทศไทย 9

ภายในห้องโดยสารตกแต่งอย่างทันสมัย ด้วยพื้นผิวถักสีดำบนแผงคอนโซลและแผงประตู โดยพื้นผิวคอนโซลหน้ามีลวดลายแถบสีโทนดำตัดเทาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเนื้อผ้าในงานออกแบบของพอล สมิธ เบาะนั่งสปอร์ตสีน้ำเงิน Nightshade Blue ใช้วัสดุ Vescin และตกแต่งด้วยผ้าถักบริเวณไหล่และพนักพิงศีรษะ พวงมาลัยตกแต่งด้วยแถบผ้าที่มีแถบสีสดใส ซึ่งถอดแบบมาจากองค์ประกอบดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของพอล สมิธ

มินิ ประเทศไทย 10

หน้าจอแสดงผลทรงกลมบริเวณกลางคอนโซล มาพร้อมภาพแบ็คกราวด์ลายพอล สมิธ ให้เลือกใช้ได้ 3 ภาพในโหมด Personal และเมื่อเปิดประตูรถ ผู้ขับขี่และผู้โดยสารเบาะหน้าจะได้รับการต้อนรับด้วยไฟโปรเจกเตอร์ที่ฉายคำว่า ‘Hello’ ในรูปแบบลายมือลงที่พื้น ส่วนกรอบประตูรถด้านล่างก็ยังตกแต่งด้วยข้อความ ‘Every day is a new beginning’ ซึ่งเป็นคติประจำใจของพอล สมิธ ขณะที่พรมปูพื้นในห้องโดยสารมาพร้อมกับกราฟิกรูปกระต่าย จากฝีมือการวาดของเซอร์ พอล สมิธ อีกด้วย

มินิ ประเทศไทย  12

ในด้านสมรรถนะ มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition มอบความสนุกด้วยการขับขี่ “Go-Kart Feeling” เต็มพิกัดเช่นเดียวกับรุ่นมาตรฐาน ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ส่งกำลังได้สูงสุด 218 แรงม้า / 160 กิโลวัตต์ ลงสู่ล้อหน้า สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีระยะทางขับขี่สูงสุดประมาณ 402 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน WLTP)

 

 

“ฮอนด้า” ประกาศผลกระทบทางการเงิน ยกเลิกทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมทบทวนกลยุทธ์ใหม่

0
ฮอนด้า 1

บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ประกาศการตัดสินใจยกเลิกแผนการพัฒนาและการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จำนวน 3 รุ่น ซึ่งเดิมมีแผนการผลิตในทวีปอเมริกาเหนือ หลังจากทบทวนแผนกลยุทธ์ด้านรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบัน สืบเนื่องจากการตัดสินใจครั้งนี้ ฮอนด้า คาดว่าจะรับรู้ถึงผลกระทบทางการเงินในงบการเงินรวมสำหรับปีงบประมาณที่จะสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2569 นี้ รวมถึงปรับการประมาณการผลประกอบการรวมจากที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้า โดยมีรายละเอียดดังนี้

การทบทวนกลยุทธ์ยานยนต์ไฟฟ้า และการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

ฮอนด้า ตั้งเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) สำหรับผลิตภัณฑ์และกิจกรรมทางธุรกิจทั้งหมดภายในปี 2593 (Honda Target 2050) ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายครั้งสำคัญของสหรัฐอเมริกาที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ส่งผลให้บริษัทปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ โดยเชื่อว่ายานยนต์ไฟฟ้าเป็นแนวทางสำคัญในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ขนาดเล็กและรถยนต์นั่งส่วนบุคคล

โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฮอนด้า ได้เดินหน้าผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยฐานรายได้
ที่มั่นคงจากธุรกิจรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและรถยนต์ไฮบริด ซึ่งพัฒนามาจากองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่สั่งสมมายาวนาน รวมถึงธุรกิจรถจักรยานยนต์และบริการทางการเงินที่มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจรถยนต์ฮอนด้าเริ่มลดลง โดยมีสาเหตุหลักมาจาก

  • ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีนำเข้าในสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลต่อธุรกิจรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและไฮบริด
  • การจัดสรรทรัพยากรไปสู่การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ในตลาดเอเชียลดลง

นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจของอุตสาหกรรมยานยนต์ กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ และเผชิญกับความไม่แน่นอน โดยก่อนหน้านี้ ภายใต้กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศ ฮอนด้า ได้เดินหน้าผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง โดยมองว่าการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนเป็นความรับผิดชอบที่ผู้ผลิตรถยนต์ในอนาคตต้องมี แต่ในปัจจุบันตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา
มีอัตราการเติบโตชะลอลง จากการผ่อนคลายกฎระเบียบด้านพลังงานฟอสซิล รวมถึงการปรับเปลี่ยนนโยบายสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า

ขณะที่ตลาดจีน ความต้องการและคุณค่าที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญเริ่มเปลี่ยนจากคุณสมบัติด้านกายภาพของรถยนต์ เช่น อัตราการประหยัดน้ำมันและพื้นที่ภายในห้องโดยสาร ไปสู่คุณสมบัติด้านซอฟต์แวร์ที่สามารถพัฒนาและอัปเดตได้อย่างต่อเนื่องตามความต้องการของผู้ใช้งาน ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะจากการเข้ามาของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหม่ ที่มีวงจรการพัฒนาผลิตภัณฑ์สั้นและมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยียานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ (Software‑Defined Vehicle: SDV) รวมถึงระบบช่วยเหลือ
การขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ภายใต้สภาพการแข่งขันดังกล่าวนี้ ฮอนด้า จึงไม่สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีความคุ้มค่าเหนือกว่าผู้ผลิตรายใหม่ได้ ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันในตลาดลดลง

ธุรกิจยานยนต์ของฮอนด้า กำลังเผชิญความท้าทายอย่างมากในด้านผลประกอบการจากหลายปัจจัย ทั้งการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ รวมถึงกำไรของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและรถยนต์ไฮบริดที่ลดลง ซึ่งเกิด
จากผลกระทบของนโยบายภาษีนำเข้าใหม่

ผลกระทบที่เกี่ยวข้องจากการทบทวนแผนกลยุทธ์ยานยนต์ไฟฟ้า

ฮอนด้า ได้พิจารณาถึงทางเลือกต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อปรับปรุงสถานการณ์ด้านผลประกอบการโดยเร็วที่สุด โดยได้ตัดสินใจยกเลิกการพัฒนาและการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จำนวน 3 รุ่น ซึ่งเดิมมีแผนการผลิตในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ Honda 0 SUV, Honda 0 Saloon และ Acura RSX โดยบริษัทฯ คาดว่า การเริ่มผลิตและจำหน่ายรถยนต์ทั้ง 3 รุ่นในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจปัจจุบัน ที่ความต้องการของรถยนต์ไฟฟ้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อาจก่อให้เกิดผลกระทบที่มากขึ้นในระยะยาว

จากการตัดสินใจดังกล่าว ฮอนด้า ได้ประเมินผลสืบเนื่อง ดังนี้

  • ค่าใช้จ่ายจากการตัดจำหน่ายทรัพย์สิน ทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน ซึ่งเตรียมไว้สำหรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทั้ง 3 รุ่น
  • ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกิดจากการยุติการพัฒนาและการทำตลาดรถยนต์รุ่นดังกล่าว

นอกจากนี้ จากการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในตลาดจีน ฮอนด้า ได้ทบทวนความสามารถในการก่อให้เกิดผลตอบแทนของเงินลงทุนในประเทศจีน ซึ่งบันทึกตามวิธีส่วนได้เสีย และคาดว่าจะรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของเงินลงทุน (Impairment loss on the investments) ดังกล่าว

จากปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น ในส่วนของงบการเงินรวมสำหรับปีงบประมาณปัจจุบัน ฮอนด้า คาดว่าจะรับรู้

  1. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในช่วง 820,000 ล้านเยน ถึง 12 ล้านล้านเยน
  2. ส่วนแบ่งผลขาดทุนจากเงินลงทุนที่บันทึกตามวิธีส่วนได้เสียในช่วง 110,000 ล้านเยน ถึง 150,000 ล้านเยน

นอกจากนี้ บริษัทคาดว่าจะรับรู้ผลขาดทุนพิเศษในงบการเงินเฉพาะกิจการสำหรับปีงบประมาณเดียวกัน ในช่วง 340,000 ล้านเยน ถึง 570,000 ล้านเยน

ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประมาณการเบื้องต้น ณ วันที่ 12 มีนาคม 2569 และจะมีการสรุปตัวเลขสุดท้าย
ในงบการเงินรวม และงบการเงินเฉพาะกิจการสำหรับปีงบประมาณที่สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569

นอกจากนี้ ในปีงบประมาณถัดไปรวมถึงหลังจากนี้ ฮอนด้า อาจมีค่าใช้จ่ายหรือผลกระทบเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับการทบทวนแผนกลยุทธ์ด้านรถยนต์ไฟฟ้าดังกล่าว เมื่อรวมกับผลกระทบที่คาดว่าจะรับรู้ในปีงบประมาณปัจจุบัน คาดว่ามูลค่าผลกระทบรวมอาจสูงสุดไม่เกิน 2.5 ล้านล้านเยน ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประมาณการจากข้อมูลที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน และยังมีความไม่แน่นอน ซึ่งอาจส่งผลให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงแตกต่างจากการประมาณการดังกล่าว

อีกทั้งเพื่อรักษาเสถียรภาพและความต่อเนื่องในการจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น ฮอนด้า ได้นำอัตรา DOE (Dividend on Equity) มาใช้เป็นตัวชี้วัดหลักในการจัดสรรผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น ดังนั้น แม้จะมีการปรับประมาณการ
ผลประกอบการรวมสำหรับปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทฯ ได้ตัดสินใจไม่ปรับเปลี่ยน
ประมาณการเงินปันผลต่อหุ้นสำหรับปีงบประมาณนี้

ทิศทางในอนาคตของการปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์

ฮอนด้า อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างกรอบกลยุทธ์ใหม่ พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อรองรับกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

สืบเนื่องจากการชะลอตัวของการเติบโตในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในสหรัฐอเมริกา ฮอนด้า จะทบทวนการจัดสรรทรัพยากร และให้ความสำคัญกับการเสริมความแข็งแกร่งของรถยนต์ไฮบริดมากยิ่งขึ้น สำหรับกลยุทธ์ในระดับภูมิภาค นอกเหนือจากตลาดหลักอย่างญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ฮอนด้า จะเสริมความแข็งแกร่งของไลน์อัปผลิตภัณฑ์ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดที่คาดว่าจะมีการขยายตัว รวมถึงประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชีย โดยมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่านการนำเสนอรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ (Honda Next-generation hybrid) รวมทั้งทบทวนการจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสม

นอกจากนี้ ฮอนด้า จะปรับโครงสร้างต้นทุนคงที่ให้เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจ พร้อมเดินหน้าแผนการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาวอย่างยืดหยุ่น โดยพิจารณาควบคู่ไปกับการสร้างสมดุลระหว่างความสามารถในการทำกำไรและแนวโน้มของตลาด

ทั้งนี้ แม้มีความเป็นไปได้ว่าอาจเกิดค่าใช้จ่ายหรือผลขาดทุนเพิ่มเติมในปีงบประมาณถัดไป ฮอนด้า ยังคงมุ่งรักษาผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยมุ่งยกระดับความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจยานยนต์ ผ่านการเสริมความแข็งแกร่งของไลน์อัปผลิตภัณฑ์ รวมถึงรถยนต์ไฮบริดรุ่นใหม่ ควบคู่กับการใช้ศักยภาพด้านรายได้และการสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งจากธุรกิจรถจักรยานยนต์และธุรกิจบริการทางการเงิน

 

โดยฮอนด้า เตรียมเปิดเผยรายละเอียดการปรับทบทวนแผนกลยุทธ์ธุรกิจยานยนต์ระยะกลางถึงระยะยาว ในงานแถลงข่าวช่วงเดือนพฤษภาคมนี้

  • การปรับแผนประมาณการผลประกอบการรวม สำหรับปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569

(1 เมษายน 2568 – 31 มีนาคม 2569)

รายการรายได้

จากการขาย

(พันล้านเยน)

กำไรจาก

การดำเนินงาน

(พันล้านเยน)

กำไร

ก่อนภาษีเงินได้

(พันล้านเยน)

กำไรสำหรับปี

ที่เป็นส่วนของ

ผู้ถือหุ้น

บริษัทแม่

(พันล้านเยน)

ส่วนแบ่งกำไร (ขาดทุน)

จากเงินลงทุน

ที่บันทึกตามวิธีส่วนได้เสีย

(พันล้านเยน)

กำไรต่อหุ้น

ที่เป็นส่วนของ

ผู้ถือหุ้น

บริษัทแม่

(เยน)

ประมาณการเดิม (A)21,100.0550.0620.0360.0300.075.05
ประมาณการใหม่ (B)21,100.0-570.0

ถึง

-270.0

-650.0

ถึง

-310.0

-630.0

ถึง

360.0

-690.0

ถึง

-420.0

-172.62

ถึง

-105.07

เปลี่ยนแปลง (B-A)0-1,120.0

ถึง

-820.0

-1,270

ถึง

-930.0

-990.0

ถึง

-720.0

-990.0

ถึง

-720.0

 
% เปลี่ยนแปลง
(อ้างอิง)

ผลประกอบการ

ปีก่อน

(ปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2568)

21,688.7671,213.4861,317.640903.034835.837178.93

หมายเหตุ: ประมาณการผลประกอบการสำหรับรอบปีงบประมาณ 12 เดือนนี้ เป็นการประเมินโดยผู้บริหารระดับสูงของฮอนด้า โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน และเปิดเผยในรูปแบบช่วงตัวเลข เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่อาจส่งผลต่อผลลัพธ์จริง

การคืนและปรับลดค่าตอบแทนผู้บริหารโดยสมัครใจ

จากการปรับประมาณการผลประกอบการสำหรับปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 และผลขาดทุนที่เกิดจากการทบทวนแผนกลยุทธ์ด้านยานยนต์ไฟฟ้า ผู้บริหารบางส่วนของฮอนด้า ได้ตัดสินใจคืนค่าตอบแทนรายเดือนโดยสมัครใจ สำหรับปีงบประมาณที่สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2570 โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

 

กลุ่มผู้บริหารมาตรการคืนค่าตอบแทน
ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

(President and Representative Executive Officer)

และรองประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

(Vice President and Representative Executive Officer)

คืนค่าตอบแทนรายเดือน 30%

เป็นระยะเวลา 3 เดือน

สมาชิกคณะกรรมการบริหาร (Executive Council)

และผู้บริหารระดับสูงที่รับผิดชอบธุรกิจยานยนต์

(Managing Executive Officers involved in automobile operations*)

คืนค่าตอบแทนรายเดือน 20%

เป็นระยะเวลา 3 เดือน

*เฉพาะผู้บริหารที่มีความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องในปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 โดยไม่รวมผู้บริหารที่มีกำหนดเกษียณอายุในวันที่ 31 มีนาคม 2569

นอกจากนี้ ฮอนด้า ยังตัดสินใจให้ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รวมถึงรองประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร งดรับค่าตอบแทนตามผลงานระยะสั้น (Short‑Term Incentive: STI) สำหรับปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 จากมาตรการดังกล่าว ส่งผลให้ ค่าตอบแทนรวมรายปีของผู้บริหารระดับสูงลดลงประมาณ 25 – 30% จากระดับปกติ

 

(มีคลิปวีดีโอ) “Mazda 6e” โชว์เหนือ รถไฟฟ้า Mazda ขับดีเรียบหรู DNA Mazda ชัดๆ

0
Mazda 6e 1

ปลายปี 2568 มาสด้าสร้างปรากฎการณ์ใหม่ด้วยการเปิดตัว Mazda6e รถไฟฟ้าคันแรกของ มาสด้าที่มีแผนนำเมาจำหน่ายในประเทศไทย พร้อมกันนั้นได้เปิดรับจองสิทธิ์เป็นเจ้าของโดยที่ยังไม่ได้เปิดราคาค่าตัว และรถที่นำมาโชวฺก็ยังเป็นรถพวงมาลัยซ้ายสำหรับตลาดในจีน แต่ปรากฏว่ามีผู้สนใจขอจองสิทธิ์กันมากถึง 4,200 ราย เกินความคาดหมายของผู้บบริหารมาสด้าไปไกลทีเดียว

วันนี้ Mazda6e พวงมาลัยขวา เดินทางจากจีน ต้นทางของ Mazda6e มาถึงไทยแล้วจำนวนหนึ่ง และเราจะได้ทำความรู้จักกันมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในด้านการขับขี่ Mazda6e นั้นจะมีความเป็น DNA มาสด้าหรือไม่
Mazda6e เป็นรถไฟฟ้าที่ผลิตขึ้นในโรงงานมาสด้า ที่เมืองนานจิง ประเทศจีน ซึ่งเป็นโรงงานร่วมทุนระหว่างมาสด้าและพันธมิตรท้องถิ่นในประเทศจีนที่ร่วมมือกันมายาวนานมากกว่า 20 ปี โดยโรงงานแห่งนี้ทำการผลิตเฉพาะรถยนต์มาสด้าเท่านั้น โดยเน้นไปที่ความเป็นฐานการผลิตรถไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายภายในประเทศจีน และส่งออกรถไฟฟ้าไปยังตลาดต่างประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย

Mazda 6e 2

ไม่เพียงเท่านั้น มาสด้ายังมีหน่วยงาน R&D ที่โรงงานนี้เพื่อพัฒนาให้รถไฟฟ้าจากที่นี่มีความเป็น DNA ของมาสด้ามากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นด้านการออกแบบที่ยังคงสง่างามตามแนวคิด Kodo: Soul of Motion ในรูปแบบ NeoFastBack การันตีด้วยการติด Top 3 รางวัลรถยนต์ออกแบบยอดเยี่ยมของโลกในปีนี้ ภายในที่หรูหรา ห้องโดยสารแบบ Smart Cockpit ให้ความประณีตในทุกจุดสัมผัส ด้านการมอบความสนุกสนานในการขับขี่และความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถ ตามปรัชญา จินบะ-อิตไตโดยการปรับเซตระบบช่วงล่างใหม่เช่นการเปลี่ยน ช๊อกอัพทั้ง 4 ตัว ปรับตั้งสมดุลองมุมแนกันสะเทือนต่างๆ จุดเชื่อมต่อโครงสร้างตัวถังกับชุดระบบกันสะเทือน รวมถึงการเลือกใช้ยาง Michelin Primacy กับล้ออัลลอยด์ ขนาด19 นิ้ว

Mazda 6e 3

รวมถึงการมอบเทคโนโลยีเชื่อมต่ออัจฉริยะ Mazda Connectivity เชื่อมต่อโลกการสื่อสารในยุคดิจิทัล เทคโนโลยี Smart Drive ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ให้มีความสะดวกสบายและความปลอดภัยรอบทิศทาง นั่นทำให้พื้นฐานของ Mazda6e เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์มาสด้าที่เหมือนกันเป็นหนึ่งเดียวกับบมาสด้าที่ออกจากโรงงานมาสด้าในทุกภูมิภาคทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นในญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เมกซิโก มาเลเซีย เวียดนาม รวมทั้งในไทย

นั่นคือข้อมูลพื้นฐานที่มาของ Mazda6e ทีนี้มาดูผลจากการทดลองขับรถจริง ในสนามทดสอบซึ่งถูกจัดไว้หลากหลายสเตชั่น ทั้งในเรื่องของอัตราเร่ง 0-100 กม/ชม ระบบเบรกและการรีเจนเนอเรทีฟ เบรกกิ้ง, ระบบบังคับเลี้ยว, การควบคุมพวงมาลัย การเปลี่ยนเลนกระทันหัน, การเข้าโค้งต่อเนื่อง, รัศมีวงเลี้ยวในที่แคบ, สัมผัสถึงความเงียบของห้องโดยสารจากประสบการณ์การขับขี่จริง ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง หรือ ADAS ที่มาสด้าใส่ให้มามากมายหลายระบบ รวมถึงระบบและเทคโนโลยีความปลอดภัยต่างๆ ที่มาพร้อมกับตัวรถ

Mazda 6e 5
สัมผัสแรกคือความหรูหราเรียบง่ายภายในห้องโดยสารมีความเป็นมาสด้าระดับ พรีเมี่ยมอยู่ในตัวชัดเจนมาก เบาะนั่งดีไซน์สวยตำแหน่งการวางเบาะจะต่ำสักนิดเกือบๆจะนึกถึงตอนนั่งใน MX 5 ก็ปรับระดับวางขา วางมือได้พอดี อย่างแรกที่อยากรับรู้คืออาการเมื่อเบรคหรือถอนคันเร่ง จะมีการหน่วงมากน้อยขนาดไหนตามแบบที่รถไฟฟ้าทั่วไปจะเป็น ปรากฏว่า Mazda6e ตอบสนองได้ดี จนนึกว่าขับ มาสด้า CX 30 ส่วนตัวอยู่อย่างนั้นทีเดียว แม้แต่ในช่วงโค้งแล้วลองเบรกเพื่อไปต่อก็แทบจะไม่มีอาการหน่วงหนักมาให้รู้สึกกันเลย

Mazda 6e 6

เพียงแค่นี้ ผมก็ไม่อยากจะทดลองอะไรอีกแล้วเพราะจุดดับของรถไฟฟ้าถูกลบออกไปโดยสิ้นเชิงแล้ว แต่เมื่อได้ลองอัตราเร่งซึ่งเชื่ออยู่แล้วว่าความรถไฟฟ้าที่มีแรงม้าสูงสุด 258 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 290 นิวตันเมตรจะทำได้ดีแน่นอน อาการหลังติดเบาะมาทันทีที่กดคันเร่ง และข้อมูลรถที่ระบุ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ต่ำกว่า 8 วินาที นั้นมีอยู่จริงครับ การทรงตัว การบังคับเลี้ยว การถ่ายทอดน้ำหนักในขณะเข้าโค้งทุกอย่างเนียน เป็นรถขับล้อหลังมีความเป็น DNA ขับสนุกและมั่นใจได้แบบมาสด้าทุกประการ

Mazda 6e 7
ผมเชื่อว่า Mazda6e เป็นรถไฟฟ้าที่ขับดีที่สุดเมื่อเทียบกับรถไฟฟ้าจากจีนทุกคันที่เข้ามาขายในเมืองไทย แม้กระทั่งรถไฟฟ้าที่ใช้แพลทฟอร์มเดียวกันอย่าง Deepal 07 ก็ยิ่งแตกต่างกันอย่างชัดเจน วันนี้ Mazda6e เทียบชั้นได้กับรถไฟฟ้าชั้นนำค่ายยุโรปอย่างไม่น้อยหน้าแล้ว

Mazda 6e 8
รถสวย ภายในสวย ประณีต อุปกรณ์ดี ขับดี ระบบความปลอดภัยดี รอราคาดีอีกอย่าง ยอดจองสิทธิ์ 4200 รายคงมีคนที่จะปฏิเสธไม่มากแน่นอน

Mazda 6e 9

ข้อมูลประชาสัมพันธ์

The All-Electric Mazda6e เป็นรถยนต์ไฟฟ้าจากมาสด้ารุ่นแรกในประเทศไทย มาพร้อมแนวคิด “Electrified Perfection in Oneness” จุดประกายความสมบูรณ์แบบให้เป็นหนึ่งเดียว โดยมาพร้อม 2 รุ่น ที่โดดเด่น ได้แก่ รุ่น Premium มาพร้อมกับภาพลักษณ์สปอร์ต ตกแต่งภายในห้องโดยสารอย่างพิถีพิถัน ด้วยหนังสีดำแบบสปอร์ต บ่งบอกถึงความประณีตในทุกจุดสัมผัส และรุ่น Exclusive ถ่ายทอดความสง่างามหรูหราประดุจยนตรกรรมชิ้นเอก ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุหนัง Nappa Suede สีแทน พร้อมดีไซน์พิเศษในทุกองค์ประกอบ เพื่อความสมบูรณ์แบบของห้องโดยสารในอีกระดับ

Mazda 6e 13

The All-Electric Mazda6e ยังเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ความโดดเด่นตามแบบฉบับรถยนต์มาสด้า โดยมีรายละเอียดต่อไปนี้

Mazda 6e 14

ถ่ายทอดแนวคิดการพัฒนาและการออกแบบของมาสด้า KODO: Soul of Motion
– The All-Electric Mazda6e สืบทอดแก่นแท้ของดีไซน์ จิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหวอันงดงาม (Soul of Motion) และผสานรวมความงามและความมีเสน่ห์ของรถสปอร์ตคูเป้สุดคลาสสิกของมาสด้าเข้าไว้ด้วยกัน
– ด้านหน้า โดดเด่นด้วย “Flying Signature” เมื่อเปิดไฟจะดูเหมือนปีกนกโบยบินบนท้องฟ้าที่สวยงาม และการสะท้อนแสง บ่งบอกความมีชีวิตชีวาอันเป็นเอกลักษณ์ของมาสด้า ไฟท้ายดีไซน์ทอดยาวแบบต่อเนื่อง ผสานกับไฟทรงกลมสี่ดวงและสปอยเลอร์หลังไฟฟ้า นำเสนอดีไซน์ด้านท้ายที่เรียบง่ายและสวยงามอย่างลงตัว

Mazda 6e 15
– ภายนอกถ่ายทอดผ่านนิยามใหม่ของยนตรกรรม 5 ประตู ในรูปแบบ “NeoFastBack” แสดงถึงความมุ่งมั่นของมาสด้าในการนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ที่มาพร้อมการขับเคลื่อนอันทรงพลัง และเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจในรูปแบบ BEV ยุคใหม่

Mazda 6e 4
– ภายในห้องโดยสารถ่ายทอดแนวคิดการออกแบบ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะสไตล์มาสด้า มาพร้อมหน้าจอ Center Display แบบสัมผัสความละเอียดสูง ขนาด 14.6 นิ้ว วัสดุตกแต่งภายในด้วยฝีมืออันประณีต เสริมด้วยโครเมียมแบบด้าน ตอกย้ำความหรูหราพรีเมี่ยม
– ห้องโดยสารกว้างขวาง โปร่ง โล่งสบายด้วยหลังคากระจก Panoramic Glass Roof พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า เบาะนั่งออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ รองรับท่านั่งตามธรรมชาติของมนุษย์ มอบความสบายเหนือระดับ
– มอบสุนทรียภาพในการขับขี่ ด้วยระบบเสียงพรีเมี่ยม จาก SONY พร้อมลำโพง 14 ตำแหน่ง รวมถึงลำโพงที่พนักพิงศีรษะผู้ขับขี่ 2 ตำแหน่ง ซึ่งปรับแต่งโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงของ SONY ด้วยเทคโนโลยี Clear Phase และ Live Acoustics เอกสิทธิ์เฉพาะของ SONY เพื่อให้คุณภาพเสียงที่ใส ชัดเจน คมชัด และละเอียดนุ่มนวล
– เทคโนโลยีห้องโดยสารอัจฉริยะ (Smart Cockpit) ที่สามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการควบคุมด้วยเสียง การสัมผัส และการควบคุมด้วยท่าทาง

Mazda 6e 17

สมรรถนะการขับขี่อันมีเอกลักษณ์ของมาสด้า
– ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของรถยนต์มาสด้าไว้อย่างเต็มเปี่ยม โดยเน้นหลักมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ที่สร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมาสด้า ตามแนวทางการขับขี่แบบ จินบะ-อิตไต และความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถ พร้อมมอบสมรรถนะการขับขี่ที่แม่นยำและสมดุล โดยเฉพาะการเข้าโค้งและในสถานการณ์ฉุกเฉิน
– อัตราเร่ง มอบแรงม้าสูงสุด 258 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 290 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ต่ำกว่า 8 วินาที
– การชะลอความเร็วแบบนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ ช่วยให้ผู้โดยสารรู้สึกสบายและไม่เวียนหัวระหว่างเดินทาง
– การบังคับเลี้ยวและการทรงตัว สมดุลน้ำหนักหน้า-หลัง ใกล้เคียง 50:50 การปรับจูนระบบกันสะเทือนและความแข็งแกร่งของโครงสร้างตัวถัง เพื่อให้การขับขี่เป็นไปอย่างนุ่มนวล ทรงตัวดี และมีเสถียรภาพในทุกการขับขี่
– ระบบเบรกตอบสนองในทุกจังหวะการชะลอความเร็วหรือหยุดรถได้อย่างแม่นยำ และเข้าใจง่ายตรงตามแรงกดแป้นเบรก มอบความนุ่มนวลระหว่างการเร่ง การเลี้ยว และการหยุดรถ เพื่อความสบายในการขับขี่ของทั้งผู้ขับและผู้โดยสารที่เหนือกว่ารถไฟฟ้าทั่วไป
– ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบมัลติลิงค์ พร้อมติดตั้งเหล็กกันโคลงที่ด้านหน้าและด้านหลัง ช่วยควบคุมพลวัตและการทรงตัวของรถได้ดีขึ้น พร้อมให้การตอบสนองที่แม่นยำยิ่งขึ้น
– มาพร้อมสปอยเลอร์หลังไฟฟ้าปรับอัตโนมัติ ช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการควบคุมการขับขี่ในช่วงความเร็วสูง
– มาพร้อมโหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Comfort: มอบความสบายในการขับขี่ แต่ยังให้การควบคุมที่ดีและการตอบสนองที่แม่นยำในแบบฉบับมาสด้า โหมด Sport: เพิ่มความสนุกสนานในการควบคุมรถมากยิ่งขึ้น และ โหมด Individual: เลือกตั้งค่าการขับขี่ได้ตามความต้องการ
– มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว และยางมิชลินคุณภาพสูงเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อให้ได้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีที่สุด
– แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ชนิด LFP ขนาด 77.9 kWh รองรับการชาร์จไวแบบ DC Fast Charging สามารถชาร์จจาก 30% -80% ได้รวดเร็วในเวลาเพียง 15 นาที* และมอบระยะทางขับขี่สูงสุด 654 กม. (มาตรฐาน NEDC)
*อ้างอิงจากการใช้เครื่องชาร์จเร็ว DC 200 kW ขึ้นไป ระยะเวลาการชาร์จจริงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ณ ขณะชาร์จ เช่น สภาพแบตเตอรี่ อุณหภูมิของแบตเตอรี่และอุณหภูมิแวดล้อม

Mazda 6e 19

เทคโนโลยีด้านความปลอดภัย Smart Drive
– กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา พร้อมระบบ See-through view และ Side view monitor (360° Camera with See-through view and Side view monitor)
– ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Front Collision Warning – FCW)
– ระบบเตือนการชนด้านหลัง (Rear Collision Warning – RCW)
– ระบบช่วยควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติแบบ Stop & Go (Adaptive Cruise Control with Stop & Go – ACC with Stop & Go)
– ระบบป้องกันการชนครั้งที่สอง (Second Collision Monitoring – SCM)
– ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Blind Spot Monitoring – BSM)
– ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (Rear Cross Traffic Alert – RCTA)
– ระบบเตือนการเปิดประตู (Door Opening Warning – DOW)
– ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ (Smart Brake Support – SBS)
– ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติด้านหลัง (Smart Brake Support Rear Crossing – SBS-RC)
– ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (Lane Keep System – LAS)
– ระบบช่วยป้องกันรถเบี่ยงออกนอกเลน (Lane Departure Prevention – LDP)
– ระบบควบคุมรถกลับเข้าสู่เลน (Emergency Lane Keeping – ELK)
– ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ (High Beam Control – HBC)
– ระบบช่วยเตือนเมื่อผู้ขับเหนื่อยล้าขับขี่ (Driver Monitoring System – DMS)

Mazda 6e 21

 

เทคโนโลยีห้องโดยสารอัจฉริยะ Smart Cockpit
– AR Head-up Display ขนาด 50 นิ้ว บนกระจกหน้าที่ระยะ 7.5 เมตร จากตำแหน่งผู้ขับขี่
– หน้าจอ Digital Meter ขนาด 10.1 นิ้ว
– หน้าจอ Center Display แบบสัมผัสความละเอียดสูง ขนาด 14.6 นิ้ว รองรับระบบสั่งการด้วยเสียง และท่าทาง

Mazda 6e 20

ภายนอกมีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ประกอบด้วย
– สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal)
– สีน้ำตาล เมลทิง คอปเปอร์ (Melting Copper)
– สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray)
– สีขาว คริสตัล ไวท์ เพิร์ล (Crystal White Pearl)
– สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black)
– สีเทา แอโร เกรย์ (Aero Gray)

 

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ฉลองความสำเร็จผู้นำตลาด HEV “ขยายระยะเวลาการรับประกันผลิตภัณฑ์ รวมถึงระบบไฮบริด นานสูงสุด 7 ปี” สำหรับลูกค้า ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี

0
มิตซูบิชิ 1

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับ ตลาดรถยนต์ไฮบริด ด้วยการเปิดตัว “โปรแกรมขยายระยะเวลาการรับประกัน (Extended Warranty Program) รูปแบบใหม่” ที่ให้ความคุ้มครองทั้งคุณภาพผลิตภัณฑ์ และระบบไฮบริด นานสูงสุด 7 ปี สะท้อนความเชื่อมั่นในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ “เรามั่นใจในคุณภาพ ถึงกล้ารับประกันที่ยาวนานกว่า” และตอกย้ำการเป็นผู้นำ ที่แข็งแกร่งในตลาดรถยนต์ไฮบริด ด้วยการมอบสิทธิประโยชน์ให้แก่ลูกค้าที่ตัดสินใจเป็นเจ้าของ ออล-นิวมิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไป รวมถึง ขยายความคุ้มครองไปยังลูกค้าปัจจุบันที่เป็นเจ้าของรถยนต์ทั้งสามรุ่น นับตั้งแต่วันแรกของการเปิดตัว อันเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในระยะยาว ตามมาตรฐานการบริการหลังการขาย ภายใต้แนวคิด “เราดูแล คุณแค่ขับ”

โปรแกรมขยายระยะเวลาการรับประกัน (Extended Warranty Program) รูปแบบใหม่ เป็นการขยายระยะเวลาการรับประกันคุณภาพรถยนต์ สูงสุดถึง 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) (จากเดิม 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร) และรับประกันระบบไฮบริด 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง (จากเดิม 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง) ผ่านเครือข่ายศูนย์บริการ มิตซูบิชิกว่า 180 แห่งทั่วประเทศ การขยายระยะเวลาการรับประกันครอบคลุมถึงลูกค้าปัจจุบัน ภายใต้เงื่อนไขการรับสิทธิ์ขยายเวลา โดยลูกค้าจะต้องเข้ารับบริการเช็กระยะอย่างต่อเนื่องทุก ๆ 10,000 กิโลเมตร หรือทุก 6 เดือน ครบ 10 ครั้ง โดยไม่ขาดระยะ และมีสถานะสมาชิก M-Care (โปรแกรมเพื่อมอบความคุ้มค่าและแบ่งเบาค่าใช้จ่าย สำหรับลูกค้ารถยนต์มิตซูบิชิ ที่เข้ารับบริการเช็กระยะที่ศูนย์บริการอย่างสม่ำเสมอ)ระดับ GOLD ขึ้นไป รวมถึงลงทะเบียนและเพิ่มข้อมูลรถผ่านแอปพลิเคชัน M-Drive เพื่อใช้ตรวจสอบระดับสมาชิก ทั้งนี้ การรับประกันแบตเตอรี่ขับเคลื่อนไฮบริดยังคงครอบคลุมระยะเวลา 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง ตามเงื่อนไขการรับประกันเดิม

ด้วยความสำเร็จของรถยนต์ไฮบริดมิตซูบิชิที่ได้รับการยอมรับทั้งด้านคุณภาพและสมรรถนะ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์
คอมแพกต์เอสยูวีฟูลไฮบริดรุ่นล่าสุด ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ที่ได้รับรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2568 (Thailand Car of The Year 2025) จากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) และรถยนต์ครอบครัวอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ที่คว้ารางวัล อันดับ 1

“รถใหม่คุณภาพสูง” จากผลการศึกษาคุณภาพรถยนต์ใหม่ในประเทศไทย ประจําปี 2568 (J.D. Power 2025 Thailand Initial Quality StudySM (IQS)) และยังครองยอดขายอันดับ 1 ในเซกเมนต์อีกด้วย ความสำเร็จเหล่านี้สะท้อนถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และความเชื่อมั่นจากผู้ใช้งานจริงได้เป็นอย่างดี มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จึงต่อยอดความไว้วางใจนี้ ตามความมุ่งมั่นใน การสร้างความประทับใจในทุกด้านของผลิตภัณฑ์และงานบริการ หรือ “KANDO” (感動) ด้วยการยกระดับความสบายใจผ่าน โปรแกรมขยายระยะเวลาการรับประกัน (Extended Warranty Program) รูปแบบใหม่ ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มความมั่นใจในการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฮบริด แต่ยังช่วยให้ลูกค้าสามารถคาดการณ์และวางแผนค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมลดความเสี่ยงหลังสิ้นสุดระยะเวลาการรับประกันมาตรฐาน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร และเสริมคุณค่าการถือครอง ตลอดจนเพิ่มมูลค่าการขายต่อในอนาคต

ผู้ที่สนใจสามารถมาร่วมสัมผัสยนตรกรรมไฮบริด ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี รวมถึงทัพยานยนต์ล้ำสมัยหลากหลายรุ่น พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษอีกมากมาย
ได้ที่บูธมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย (A11) ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47
ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 หรือที่โชว์รูมมิตซูบิชิทั่วประเทศ

 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และนัดหมายทดลองขับรถยนต์มิตซูบิชิได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th หรือมิตซูบิชิคอลเซ็นเตอร์ โทร. 02-079-9500 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ที่ www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH

 

“นิสสัน” ยกระดับประสบการณ์ e-POWER สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ในค่ำคืนแห่งคำขอบคุณลูกค้าคนสำคัญ พร้อมสะท้อนความประทับใจที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของ “ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก”

0
นิสสัน 1
{"ARInfo":{"IsUseAR":false},"Version":"1.0.0","MakeupInfo":{"IsUseMakeup":false},"FaceliftInfo":{"IsChangeEyeLift":false,"IsChangeFacelift":false,"IsChangePostureLift":false,"IsChangeNose":false,"IsChangeFaceChin":false,"IsChangeMouth":false,"IsChangeThinFace":false},"BeautyInfo":{"SwitchMedicatedAcne":false,"IsAIBeauty":false,"IsBrightEyes":false,"IsSharpen":false,"IsOldBeauty":false,"IsReduceBlackEyes":false},"HandlerInfo":{"AppName":2},"FilterInfo":{"IsUseFilter":false}}

นิสสัน ประเทศไทย จัดงาน “Nissan Exclusive Immersive Dining Experience” ถ่ายทอดแนวคิดการขับขี่แห่งอนาคตผ่านเทคโนโลยี e-POWER ในรูปแบบค่ำคืนแห่งประสบการณ์ที่ผสานแสง สี เสียง และรสชาติอย่างลงตัว สะท้อนปรัชญาของนิสสันที่เชื่อว่า “การเดินทางที่ดี คือความรู้สึกที่ดีตลอดเส้นทาง” ซึ่งงานครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อแทนคำขอบคุณลูกค้าคนสำคัญที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “ครอบครัวนิสสัน” พร้อมสร้างช่วงเวลาพิเศษที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว

นิสสัน 3

ทาคาอากิ ยานางิ รองประธานอาวุโส นิสสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “นิสสันเชื่อว่า การเดินทางที่ดีไม่ใช่เพียงการไปถึงจุดหมาย แต่คือความรู้สึกที่ดีที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทาง และความเชื่อนี้คือแรงบันดาลใจสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี e-POWER ของเรา ค่ำคืนนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงงานเลี้ยงขอบคุณ แต่เป็นการถ่ายทอดแนวคิดเดียวกันผ่านประสบการณ์ Immersive Dining ที่สะท้อนความใส่ใจในทุกรายละเอียด พร้อมตอกย้ำคำมั่นสัญญาของนิสสันในการพัฒนาเทคโนโลยีและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

นิสสัน 3

ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ แบรนด์แอมบาสเดอร์ของนิสสัน ที่มาร่วมแบ่งปันความประทับใจจากประสบการณ์การใช้รถนิสสัน ซึ่งสะท้อนถึงความลงตัวระหว่างเทคโนโลยี e-POWER กับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ โดยเธอเล่าว่าในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนิสสันมาอย่างยาวนาน รถแต่ละรุ่นสามารถตอบโจทย์การใช้งานในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็น Nissan Kicks e-POWER ที่คล่องตัวเหมาะสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวันหรือการไปกองถ่าย หรือ Nissan Serena e-POWER ที่มอบความกว้างขวางและความสะดวกสบายสำหรับการเดินทางร่วมกับครอบครัวและน้องหมา และที่สำคัญที่สุดคือ เทคโนโลยี e-POWER ที่สร้างความประทับใจด้วยประสบการณ์การขับขี่ที่สนุก ตอบสนองทันใจ และให้ความสะดวกสบายโดยไม่ต้องเสียบชาร์จ จึงเข้ากับไลฟ์สไตล์ที่ค่อนข้างแน่นของเธอได้อย่างลงตัว ทำให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างง่ายดายและมั่นใจ พร้อมเชิญชวนทุกคนมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ e-POWER ด้วยตนเอง

นิสสัน 4

อีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญของค่ำคืนนี้ คือพิธีส่งมอบ All-New NISSAN X-TRAIL e-POWER x e-4ORCE ให้แก่ใบเฟิร์นอย่างเป็นทางการ สะท้อนความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีของนิสสัน และตอกย้ำภาพลักษณ์ของ X-TRAIL ในฐานะ SUV ที่ผสานสมรรถนะ ความมั่นใจ และไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว

นิสสัน 5

สำหรับเทคโนโลยี e-POWER เป็นนวัตกรรมที่มอบประสบการณ์ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% ให้ความเงียบ นุ่มนวล และการตอบสนองที่ทันใจโดยไม่ต้องเสียบชาร์จ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่ต้องการทั้งความสะดวก ความมั่นใจ และความสนุกในทุกเส้นทาง ซึ่งในปัจจุบัน เทคโนโลยี e-POWER มีอยู่ในหลากหลายรุ่นของนิสสัน ไม่ว่าจะเป็น Nissan KICKS e-POWER คอมแพคเอสยูวีที่คล่องตัวและขับสนุก เหมาะกับการใช้งานในเมือง, Nissan X-TRAIL e-POWER x e-4ORCE พรีเมียมเอสยูวีที่ผสานมอเตอร์ไฟฟ้าคู่หน้า-หลัง และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ e-4ORCE เพื่อความมั่นคงและการควบคุมที่แม่นยำในทุกสภาพถนน และ Nissan SERENA e-POWER รถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่งที่มอบความกว้างขวางและความสะดวกสบายสำหรับครอบครัวยุคใหม่ โดยแต่ละรุ่นสะท้อนความตั้งใจของนิสสันในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในทุกบทบาทของชีวิต

นิสสัน 6

นวัตกรรมเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสมรรถนะทางเทคนิค หากแต่เป็น ประสบการณ์ที่ลูกค้าสัมผัสได้จริงในทุกวันของการใช้งาน ทั้งความมั่นใจในทุกการออกเดินทาง ความเงียบที่ช่วยให้บรรยากาศภายในรถผ่อนคลาย และการตอบสนองที่เป็นธรรมชาติซึ่งทำให้ทุกการขับเคลื่อนเป็นไปอย่างราบรื่น รายละเอียดเหล่านี้อาจดูเล็กน้อย แต่เมื่อรวมกันแล้วกลับกลายเป็น ความประทับใจที่ทำให้ลูกค้าหลายท่านเลือกนิสสันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และรู้สึกอุ่นใจในทุกเส้นทาง และความรู้สึกเหล่านี้เอง คือสิ่งที่นิสสันมุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดกว่า 70 ปีในประเทศไทย เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เพียงตอบโจทย์การเดินทาง แต่สร้างความผูกพันที่เติบโตไปพร้อมกันในฐานะ “ครอบครัวนิสสัน”

 

“MOTOR EXPO” เผยโฉมผู้โชคดี มอบรถยนต์ 3 คัน จักรยานยนต์ 1 คัน

0
MOTOR EXPO 1

“IMC สื่อสากล” ผู้จัดงาน “มหกรรมยานยนต์” มอบรางวัลรถยนต์ 3 คัน จักรยานยนต์ 1 คัน แก่ผู้โชคดีที่ร่วมกิจกรรมชิงรางวัลจากงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42” เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ดังนี้

MOTOR EXPO 2

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน มอบรางวัลรายการ “ซื้อรถ…ชิงรถ” AVATR 11 รุ่น STANDARD RANGE มูลค่า 2,099,000  บาท ผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ ว่าที่ ร.ต.เอนก อิสระมงคลพันธุ์ จังหวัดเชียงใหม่

MOTOR EXPO 2

ชลัทชัย ปภัสร์พงษ์ รองประธานจัดงาน ควบคุมงานด้านการบริหารงานทั่วไป มอบรางวัลรายการ “ซื้อบัตร…ชิงรถ” MITSUBISHI XFORCE รุ่น ULTIMATE มูลค่า 1,059,000 บาท ผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ ภูมิพร ไชยเดช กรุงเทพฯ

MOTOR EXPO 4

ชไมพร ปภัสร์พงษ์ รองประธานจัดงาน ควบคุมงานด้านการตลาดสัมพันธ์ มอบรางวัลรายการ “ชมงานผ่าน MOTOR EXPO APP ชิงรถ” WULING BINGUO รุ่น DC ICON มูลค่า 429,000 บาท ผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ กมลพร ชลไชยะ จังหวัดร้อยเอ็ด

MOTOR EXPO 5

วราทิพย์ คำนึงคุณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มอเตอร์ไซเคิล เอ็กซ์โป จำกัด มอบรางวัลรายการ “ซื้อมอเตอร์ไซค์…ชิงบิกไบค์” SUZUKI รุ่น GSX-8R มูลค่า 419,000 บาท ผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ รัชพล แช่มจันทร์ จังหวัดตาก

พบกับงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 43” ณ อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 2-13 ธันวาคม 2569 ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ motorexpo.co.th และทุกสื่อในเครือ “IMC สื่อสากล”

 

“ซูซูกิ”อัดแคมเปญ “BIG DEAL” ALL NEW SUZUKI FRONX ดอกเบี้ย 0% หรือ ฟรี! บัตรเติมน้ำมันสูงสุด 50,000 บาท ตอกย้ำรางวัล “THE YOUNG ICONIC SUV AWARD” กระตุ้นตลาดก่อนมอเตอร์โชว์

0
ซูซูกิ 1

บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้ากระตุ้นตลาดเตรียมรับงานมอเตอร์โชว์ ด้วยการจัดแคมเปญพิเศษ “BIG DEAL” สำหรับลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของ ALL NEW SUZUKI FRONX สปอร์ตเอสยูวีดีไซน์เอกลักษณ์เฉพาะตัว มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยและระบบความปลอดภัยครบครัน โดยมอบข้อเสนอพิเศษ อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 0% หรือเลือกรับฟรีบัตรเติมน้ำมันมูลค่าสูงสุด 50,000 บาท

พร้อมกันนี้  ALL NEW SUZUKI FRONX ยังตอกย้ำความโดดเด่นด้านดีไซน์และภาพลักษณ์รถเอสยูวีสำหรับคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว ด้วยการคว้ารางวัล “THE YOUNG ICONIC SUV AWARD” จากเวที Thailand Car of the Year ซึ่งจัดขึ้นโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

ซูซูกิ 2

นายทาดาโอะมิ ซูซูกิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เข้าร่วมในพิธีประกาศผลรางวัล Car of the Year 2026 หรือ รางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2569 ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของซูซูกิในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างเป็นอย่างดี

ซูซูกิ 3

โดยในงานพิธีมอบรางวัลได้รับเกียรติจาก ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีมอบ พร้อมด้วยนายอโณทัย เอี่ยมลำเนา ประธานจัดงาน Car & Bike of the Year 2026 และนายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ รองประธานจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ โดยพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้ จัดขึ้นที่ ห้องรอยัล จูบิลี่ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ รางวัล Car of the Year 2026 จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนภาพลักษณ์ที่ดีทางด้านธุรกิจยานยนต์และส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย โดยทำการคัดเลือกรถยนต์ที่มีความโดดเด่นในแต่ละด้าน พร้อมให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบข้อมูลที่แท้จริง เพื่อศึกษาเป็นแนวทางในการพิจารณาเลือกซื้อรถยนต์ให้เหมาะสมตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน

ซูซูกิ 7

สำหรับ ALL NEW SUZUKI FRONX มาพร้อมแนวคิด “THE ICONIC DRIVE นิยามใหม่ของการขับขี่…ในแบบที่เป็นคุณ” ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอกย้ำความสำเร็จในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจผู้บริโภค ด้วยจุดเด่นของสมรรถนะ ความคล่องตัวทุกการขับขี่  ทั้งยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยครบครัน

ซูซูกิ 9

ดีไซน์ภายนอก สะดุดตาด้วยไฟหน้าพร้อม Daytime Running Light กระจังหน้าทรงพลังเสริมความพรีเมียมด้วยลายเส้นโครเมียม และไฟท้าย LED เชื่อมต่อเต็มแนวโดดเด่นในทุกมุมมอง ภายในห้องโดยสารออกแบบให้มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์มอบความสบายในทุกตำแหน่งที่นั่งพวงมาลัย Multifunction ดีไซน์สปอร์ต Paddle Shift ขับสนุกตลอดทาง จอระบบสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay แบบไร้สาย ระบบ Keyless Push Start แท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB และช่องปรับอากาศสำหรับที่นั่งด้านหลัง พร้อม USB Charger

ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร มีให้เลือกทั้งในรูปแบบเครื่องยนต์ K15B ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้น พร้อมยกระดับประสบการณ์การขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ K15C ที่มาพร้อมเทคโนโลยีหัวฉีดคู่ (DUALJET) ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Smart Hybrid Vehicle (SHVS) เอกสิทธิ์เฉพาะของซูซูกิ ที่มีความทนทานและบำรุงรักษาง่าย ทำให้มีความมั่นใจในการขับขี่ พร้อมรัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 4.8 เมตร โครงสร้างตัวถัง TECT เหล็กกล้าน้ำหนักเบา มีความแข็งแรง ทนทานต่อการสึกหรอเป็นพิเศษ  แพลตฟอร์ม HEARTECT เอกสิทธิ์เฉพาะของซูซูกิ

ซูซูกิ 10

ระบบความปลอดภัยครบครันด้วยเทคโนโลยี SUZUKI SAFETY SUPPORT

  • ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ Dual Sensor Brake Support II (DSBSII)
  • จอแสดงข้อมูล Head-up display (HUD)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Adaptive Cruise Control (ACC)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน Lane Keep Assist (LKA)
  • ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน Lane Departure Warning (LDW)
  • ระบบช่วยป้องกันรถออกนอกเลน Lane Departure Prevention (LDP)
  • ระบบเตือนเมื่อรถส่าย Vehicle Sway Warning
  • ระบบเตือนสิ่งกีดขวางในจุดอับสายตา Blind Spot Monitor (BSM)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอยหลัง Rear Cross Traffic Alert (RCTA)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ High Beam Assist (HBA)
  • กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา Surround View Monitor
  • เซนเซอร์ถอยหลังพร้อมสัญญาณเตือน Parking Sensor

ราคาจำหน่าย ALL NEW SUZUKI FRONX ทั้ง 3 รุ่นย่อย ดังนี้

  • รุ่น GL ราคา 689,000 บาท
  • รุ่น GLX ราคา 749,000 บาท
  • รุ่น GLX PLUS ราคา 799,000 บาท

ALL NEW SUZUKI FRONX ในรุ่น GL, GLX และ GLX PLUS มาพร้อมหลากหลายเฉดสี ได้แก่

  • Pearl Snow White
  • Silky Silver Metallic
  • Metallic Magma Gray
  • Cool Black Metallic
  • Savanna Ivory Metallic

สีพิเศษในรุ่น GLX PLUS แบบ Two-tone อีก 3 สี ได้แก่

  • Pearl Snow White / Cool Black Metallic
  • Savanna Ivory Metallic / Cool Black Metallic
  • Ice Grayish Blue Metallic / Cool Black Metallic

* สี Pearl Snow White เพิ่ม 5,000 บาท / สี Two-tone เพิ่ม 10,000 บาท

โดยซูซูกิ มีจัดแคมเปญพิเศษ “BIG DEAL” เพื่อต้อนรับงาน Motor Show 2026 สำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของ ALL NEW SUZUKI FRONX ที่จองตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 5 เมษายน 2569 และรับรถภายในวันที่ 10 เมษายน 2569 รับข้อเสนอพิเศษ ดังนี้

  • อัตราดอกเบี้ย 0% สําหรับลูกค้าดาวน์เริ่มต้น 25% ผ่อนสูงสุด 48 งวด
  • หรือ เลือกรับ บัตรเงินสดเติมน้ำมัน มูลค่าสูงสุด 50,000 บาท ฟรี !
  • หรือ เลือกรับ ฟรี SUZUKI FRONX MAINTENANCE PACKAGE 7 ปี พร้อม ดอกเบี้ยพิเศษเริ่ม 29%
  • ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 3 ปี

ซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศไทย ยังคงมีแนวคิดอันมุ่งมั่นต่อการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีและมีคุ้มค่าในทุกๆ ด้านแก่ลูกค้า  รวมถึงการเอาใจใส่ในการพัฒนาและปรับปรุงยกระดับงานบริการหลังการขายของโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานทั่วประเทศ โดยปัจจุบัน มีโชว์รูมรถยนต์ซูซูกิครอบคลุม 80 แห่งทั่วประเทศ พร้อมด้วยศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐาน 44 แห่ง พร้อมบริการ “Mobile Service” ที่พร้อมดูแลรถยนต์นอกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ตรวจสอบระบบเบรก แบตเตอรี่ หรือการบำรุงรักษาพื้นฐานต่างๆ พร้อมด้วยการขยายเครือข่ายศูนย์บริการมาตรฐาน 2S (Service & Spare Parts) เพื่อให้บริการควบคู่ไปกับศูนย์บริการหลักประเภท 3S (Sales, Service & Spare Parts) เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

 

(มีคลิปวีดีโอ) ทดลองขับ “Chery Tiggo 8” คุ้มดี มีครบ แต่จบไม่ลงเพราะ..?!?

0
Chery Tiggo 8 1

มารู้จักกับ Chery Tiggo 8 CSH (PHEV) รถ SUV ขนาดใหญ่ 7 ที่นั่ง จากค่ายใหญ่ Chery Group ที่วันนี้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ประกาศไปเมื่อไตรมาสสามปีที่แล้ว 2568นี่เอง และปีนี้เมื่อต้นปีจะเปิดโรงงานในไทยอย่างเป็นทางการ แต่ก็เกิดมีโรคเลื่อน เนื่องจากผู้บริหารจากจีนไม่พร้อมที่จะมาทำพิธี กลายเป็นประเด็น “เทแห่งปี” จนถึงกับมีคำถามว่า  Chery Group เอาจริงกับตลาดเมืองไทยหรือไม่ และเป็นคำถามส่งต่อไปถึงผู้ที่จะซื้อรถจากค่ายนี้ด้วยว่ามั่นใจหรือไม่ ที่จะไม่โดนเทเหมือน NETA ที่กลับบ้านเมืองจีนแนบ ลอยแพผู้ซื้อกว่า หมื่นรายเป็นที่เรียบร้อย

มาดูกันที่ Chery Tiggo 8 CSH (PHEV) คันนี้จัดเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจแบบไม่ธรรมดาทีเดียว  ความเป็น รถ SUV ขนาดใหญ่ 7 ที่นั่งนำเข้าจากฐานการผลิตของ  Chery Group ในอินโดนิเซีย ใช้ระบบเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ PHEV เทคโนโลยี Chery Super Hybrid พละกำลังสูงสุดทั้งสองระบบ 501 แรงม้าแรงได้ประหยัดดี เติมน้ำมันเต็มถัง 60 ลิตรวิ่งได้ 1,200 กม.ตามข้อมูลโรงงานวิ่งจริงหักลบปัจจัยในการขับขี่และสภาพจราจรให้เหลือ 1,000 กม.ก็ถือว่าดีมากอยู่ มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ครบ ด้วยราคา รุ่น ขับเคลื่อนสองล้อ 2WD Esteem 899,000 บาท รุ่นขับ เคลื่อนสี่ล้อ 4WD Elite 999,000 บาท ถือว่าคุ้มที่สุดในรถแบบเดียวกันที่มีอยู่ในตลาดอย่างแน่นอน ดูข้อมูลด้านล่างประกอบได้

Chery Tiggo 8 1

มาทำความรู้จักกับการขับขี่ในช่วงเวลาหนึ่ง ถึงแม้จะพอใจกับรูปทรงอุปกรณ์ ระบบต่างๆที่มีมาให้แต่ในเรื่องของการขับขี่ บอกเลยมีมุมที่ไม่พอใจบ้าง อย่างเช่นพวงมาลัยขาดความแม่นยำและให้ความรู้สึกที่เบาเกินไป ช่วงล่างถูกเซ็ตมาให้นุ่มนวลเพื่อความสบาย แต่เมื่อขับด้วยความเร็วสูงหรือเข้าโค้งจะมีอาการโยนๆ ลอยๆ จนขาดความมั่นใจในการขับการควบคุมไปบ้าง แย่หนักที่สุดคืออาการหน่วงหนักของกำลังเครื่องเมื่อผ่อนคันเร่ง ทำให้ตัวโยนกันที่เดียว โดยเฉพาะในช่วงขับในเมืองที่ต้องเร่งและผ่อนคันเร่งตลอดเวลาอาการจะเหมือนขี่ม้ากันเลยทีเดียว ถึงแม้รถที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าช่วยัส่วนใหญ่จะมีอาการแบบนี้แต่ Chery Tiggo 8 CSH (PHEV) บอกเลยว่าหนักกว่าชัดเจน ถ้าทำใจได้กับอาการเหล่านี้ Chery Tiggo 8 CSH (PHEV) จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดครับ ดูข้อมูลรถที่มีมาให้จากด้านล่างนี้ได้เลยครับ

 

ข้อมูลจากการค้นด้วยAI แจ้งว่า Chery Tiggo 8 CSH (PHEV) แบ่งออกเป็น 2 รุ่นย่อยตามระบบขับเคลื่อน โดยใช้เครื่องยนต์สันดาปขนาดเดียวกันแต่ต่างกันที่จำนวนมอเตอร์ไฟฟ้า

  1. ขนาดเครื่องยนต์ (เหมือนกันทั้ง 2 รุ่น)

ประเภท: เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว

ความจุ: 1.5 ลิตร (1,498 ซีซี) พร้อมระบบอัดอากาศ Turbocharged

พละกำลังเครื่องยนต์: 143 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 215 นิวตันเมตร

  1. มอเตอร์ไฟฟ้าและกำลังรวม

ความแตกต่างหลักจะอยู่ที่ระบบขับเคลื่อนและจำนวนมอเตอร์ดังนี้

รายละเอียด                           รุ่น 2WD Esteem (ขับหน้า)                รุ่น 4WD Elite (ขับสี่)

จำนวนมอเตอร์                      1 ตัว                                                       2 ตัว

กำลังมอเตอร์                         204 แรงม้า / 310 นิวตันเมตร             358 แรงม้า / 520 นิวตันเมตร

กำลังรวมทั้งระบบ                 347 แรงม้า / 525 นิวตันเมตร             501 แรงม้า / 735 นิวตันเมตร

แบตเตอรี่ (LFP)                     18.3 – 18.4 kWh                                18.3 kWh

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.      8.5 วินาที                                               6.8 วินาที

ทั้งสองรุ่นใช้ระบบส่งกำลังแบบ Dedicated Hybrid Transmission (DHT) ซึ่งออกแบบมาเพื่อจัดการการทำงานระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

Chery Tiggo 8 CSH (PHEV) โดดเด่นเรื่องระยะทางที่วิ่งได้ไกลทั้งระบบไฟฟ้าและน้ำมัน โดยมีรายละเอียดตามมาตรฐาน NEDC ดังนี้

  1. ระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วน (EV Mode)

เมื่อชาร์จแบตเตอรี่เต็ม (ขนาด 18.4 kWh) สามารถขับขี่โดยไม่ใช้น้ำมันเลยได้ระยะทาง:

รุ่น 2WD Esteem: วิ่งได้ไกลสูงสุด 95 กม.

รุ่น 4WD Elite: วิ่งได้ไกลสูงสุด 78 – 80 กม.

หมายเหตุ: ความเร็วสูงสุดในโหมดไฟฟ้าล้วนอยู่ที่ 120 กม./ชม.

  1. ระยะทางวิ่งรวมสูงสุด (Combined Range)

เมื่อมีน้ำมันเต็มถัง (ความจุ 60 ลิตร) และแบตเตอรี่เต็มระบบ:

ระยะทางรวม: สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุดถึง 1,200 กม.

อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย: ตามสเปคระบุไว้ที่ 1.3 ลิตร/100 กม. (หรือประมาณ 76.9 กม./ลิตร) หากใช้ระบบ Hybrid ร่วมกับการชาร์จไฟอย่างสม่ำเสมอ

  1. การชาร์จไฟ

DC Fast Charge: รองรับการชาร์จเร็ว (ซึ่งเป็นข้อดีที่ PHEV หลายรุ่นไม่มี)

V2L (Vehicle-to-Load): สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าจากตัวรถให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอกได้

การทำงานของโหมดต่างๆ ใน Chery Tiggo 8 (เน้นรุ่น PHEV ที่จำหน่ายในปัจจุบัน) จะเป็นการปรับจูนระบบอิเล็กทรอนิกส์ในตัวรถเพื่อให้ตอบสนองต่อผู้ขับขี่และสภาพถนนที่แตกต่างกัน ดังนี้

  1. การทำงานของโหมดการขับขี่ (Drive Modes)

โหมดเหล่านี้จะปรับแต่งการตอบสนองของ คันเร่ง (Throttle), เกียร์ (Transmission), พวงมาลัย (Steering) และบางรุ่นอาจรวมถึง ช่วงล่าง (Suspension):

Eco Mode:

การทำงาน: ลดความไวของคันเร่ง (Throttle Response) เพื่อป้องกันการเร่งที่รุนแรงเกินจำเป็น และปรับเกียร์ให้เปลี่ยนเร็วขึ้นเพื่อรักษาช่วงรอบเครื่องยนต์ต่ำ.

ผลลัพธ์: ขับขี่นุ่มนวล ประหยัดน้ำมันและพลังงานไฟฟ้าสูงสุด เหมาะกับการใช้งานในเมืองที่จราจรติดขัด.

Normal / Comfort Mode:

การทำงาน: ปรับค่าเริ่มต้นจากโรงงานให้มีความสมดุล (Linear Response) ทั้งแรงบิดและการเปลี่ยนเกียร์.

ผลลัพธ์: ให้ความรู้สึกการขับขี่ที่เป็นธรรมชาติที่สุดสำหรับการเดินทางทั่วไป.

Sport Mode:

การทำงาน: เพิ่มความไวของคันเร่งให้ตอบสนองฉับไวขึ้น พวงมาลัยจะหนักขึ้น (Tightened Steering) เพื่อการควบคุมที่แม่นยำในความเร็วสูง และเกียร์จะลากรอบนานขึ้น (Hold Gears) เพื่อเรียกพละกำลังสูงสุด.

ผลลัพธ์: รถพุ่งตัวได้เร็วขึ้น เหมาะสำหรับการเร่งแซงหรือขับขึ้นเขา.

  1. การจัดการพลังงานไฮบริด (Hybrid Management)

สำหรับรุ่น Tiggo 8 CSH (PHEV) ระบบจะจัดการแหล่งพลังงานดังนี้:

EV Mode (Initial Mode):

การทำงาน: ใช้เฉพาะมอเตอร์ไฟฟ้าและพลังงานจากแบตเตอรี่ 18.4 kWh ในการขับเคลื่อนเท่านั้น เครื่องยนต์จะไม่ทำงานยกเว้นกรณีที่แบตเตอรี่ต่ำกว่าระดับที่กำหนด (ประมาณ 15-30%) หรือต้องการกำลังเร่งด่วน.

HEV Mode (Smart Mode):

การทำงาน: ระบบอัจฉริยะจะคำนวณการทำงานระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ โดยเน้นประสิทธิภาพสูงสุดตามสถานการณ์ เช่น ใช้ไฟฟ้าตอนออกตัว และใช้เครื่องยนต์ตอนความเร็วคงที่.

Force Mode (Battery Save):

การทำงาน: เครื่องยนต์จะทำงานเป็นหลักเพื่อขับเคลื่อนรถและปั่นไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ เพื่อรักษาระดับไฟฟ้าไว้ใช้ในภายหลัง (เช่น เก็บไว้ใช้ในเขตเมืองที่ต้องการความเงียบ).

  1. โหมดสภาพถนน (Terrain Modes – เฉพาะรุ่น AWD)

หากเป็นรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ระบบจะปรับ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (Traction Control) และการกระจายแรงบิดระหว่างล้อคู่หน้า-หลัง:

Snow: ลดความไวคันเร่งและปรับแรงเบรกให้นุ่มนวลเพื่อป้องกันการลื่นไถล.

Mud / Sand: ยอมให้ล้อหมุนฟรีได้บ้าง (Wheel Slip) เพื่อรักษาแรงเหวี่ยงและช่วยให้รถไม่จมในดินอ่อนหรือทราย.

Off-Road: ล็อกการกระจายกำลังไปยังทุกล้ออย่างสมดุลเพื่อประสิทธิภาพการยึดเกาะสูงสุด

Chery Tiggo 8 CSH (PHEV) มีระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (ADAS) มากถึง 16 ฟังก์ชัน รวมถึงระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC) พร้อม Stop & Goระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB)ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA/ICA)กล้องมองภาพรอบคัน 540 องศา และระบบเตือนมุมอับสายตา

Adaptive Cruise Control (ACC) with Stop & Go: ควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันตามรถคันหน้า ปรับความเร็วหยุดและไปต่อได้เอง

Traffic Jam Assist (TJA): ช่วยขับขี่ในสภาพจราจรติดขัดความเร็วต่ำ

Integrated Cruise Assistant (ICA): ระบบช่วยรักษารถให้อยู่กลางเลน

ระบบเบรกและความปลอดภัย (Braking & Safety):

Automatic Emergency Braking (AEB): เบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ตรวจจับคนเดินถนนและจักรยาน

Forward Collision Warning (FCW): เตือนการชนด้านหน้า

Lane Departure Warning (LDW) & Prevention (LDP): เตือนและช่วยป้องกันรถออกนอกเลน

Lane Emergency Keeping (ELK): ช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ระบบช่วยจอดและมุมมอง (Parking & View):

540° HD Panoramic View: กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา พร้อมภาพใต้ท้องรถ (Transparent Chassis)

Rear Cross Traffic Alert (RCTA) & Braking (RCTB): เตือนและช่วยเบรกเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง

ระบบอื่นๆ:

Door Opening Warning (DOW): เตือนก่อนเปิดประตูหากมีรถมาด้านข้าง

Driver Monitoring System (DMS): ตรวจจับความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่

W-HUD (Head-up Display): จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้า

Tiggo 8 ยังมาพร้อมหน้าจอคู่ 24.6 นิ้ว ประมวลผลผ่านชิป Qualcomm Snapdragon 8155 และรองรับการสั่งงานผ่านแอปพลิเคชันมือถือ เชื่อมต่อได้ทั้งระบบ iOS และ Andriod auto พร้อม wireless charger

GWM ORA 5 เปิดตัวครั้งแรกสู่ตลาดโลก กับ 2 ขุมพลังแห่งอนาคต ทั้ง HEV และ EV พร้อมสเป็กจัดเต็ม เขย่าตลาด SUV-B

0

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM (Thailand) สร้างปรากฏการณ์สะเทือนวงการยานยนต์ระดับโลกด้วยการจัดงาน “ORA 5 Global Debut” เปิดตัว GWM ORA 5 – Redefine Your New Era กับรถยนต์อเนกประสงค์เจเนอเรชันใหม่ที่มายกระดับมาตรฐานรถ SUV-B ไปอีกขั้น โดยเปิดตัวพร้อมกันทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ GWM ORA 5 HEV ที่เผยโฉมครั้งแรกของโลก และ GWM ORA 5 EV ที่เปิดตัวต่อจากประเทศจีน สะท้อนกลยุทธ์ “Multi-Powertrain” ของ GWM ที่มุ่งมอบทางเลือกด้านพลังงานที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกรูปแบบการขับขี่ที่เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว โดย GWM ORA 5 ถูกนิยามให้เป็น Next Generation SUV ที่ผสานสมรรถนะเข้ากับระบบการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่อันล้ำสมัย และระบบความปลอดภัยขั้นสูง เพื่อทลายทุกขีดจำกัดของการเดินทาง ตอบทุกความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยและทั่วโลกไปสู่ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับอย่างแท้จริง

GWM ORA 5 ทั้งรุ่น HEV และ EV มาพร้อมมิติตัวรถที่ออกแบบมาอย่างลงตัวเพื่อรองรับการใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมีความยาว 4,471 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,833 มิลลิเมตร ความสูง 1,641 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,720 มิลลิเมตร ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่ห้องโดยสารให้กว้างขวางและนั่งสบายมากยิ่งขึ้น พร้อมระยะความสูงใต้ท้องรถ 175 มิลลิเมตร ที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่บนหลากหลายสภาพถนน มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ทั้งสะดวกสบาย มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ต้องการความคุ้มค่าในการเดินทางในทุกเส้นทาง

GWM ORA 5 HEV เทคโนโลยีไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ สมรรถนะสูง ประหยัด มอบประสบการณ์ที่เหนือกว่า รถ SUV-B แบบเดิมๆ

GWM ORA 5 HEV  ผสานการทำงานของเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 240 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้า ที่ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 236 นิวตันเมตร ส่งผลให้กำลังรวมทั้งระบบสูงสุดอยู่ที่ 223 แรงม้า พร้อมแรงบิดรวม 476 นิวตันเมตร ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับแนวหน้าของรถในเซกเมนต์เดียวกัน มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ตอบสนองได้อย่างฉับไว สามารถทำอัตราเร่งจาก 0–100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 7.7 วินาที ขณะเดียวกันยังโดดเด่นด้านความประหยัดพลังงาน โดยมีอัตราสิ้นเปลืองตามมาตรฐาน ECO Sticker อยู่ที่ 4.3 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร และสามารถเดินทางได้ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตรต่อการเติมน้ำมันหนึ่งถัง (ถังน้ำมันเชื้อเพลิงความจุ 55 ลิตร) ช่วยเพิ่มระยะทางการเดินทางต่อการเติมหนึ่งครั้งได้มากยิ่งขึ้น

GWM ORA 5 HEV โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ล่าสุดที่พัฒนามาเพื่อยกระดับมาตรฐาน Hybrid ให้เหนือไปอีกขั้น พร้อมระบบ DHT-HEV 2-Speed Direct Drive ที่มี 4 จุดเด่นหลัก ได้แก่

  1. ประสิทธิภาพด้านการจัดการพลังงานอัจฉริยะขั้นสูง โมดูลขับเคลื่อนล้อหน้า ทำงานร่วมกับเกียร์ DHT แบบ 2 จังหวะ (2-Gear DHT) ช่วยให้สามารถกระจายพลังงานจากเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างเหมาะสมในทุกสภาวะการขับขี่ พร้อมระบบ Intelligent Energy Management ที่ควบคุมสมดุลการทำงานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปและพลังงานไฟฟ้าอย่างแม่นยำ เพื่อลดการสูญเสียพลังงานและเพิ่มความประหยัดในการใช้งานจริง อีกทั้งยังเสริมประสิทธิภาพด้วยระบบ Regenerative Energy Recovery ที่สามารถนำพลังงานจากช่วงชะลอความเร็วกลับมาเก็บและนำมาใช้ใหม่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยรวมของระบบไฮบริดให้ดียิ่งขึ้น
  2. มอบสมรรถนะการเร่งที่ทรงพลังและตอบสนองได้อย่างฉับไว ด้วยการทำงานร่วมกันของเครื่องยนต์ 1.5T และแบตเตอรี่ไฮบริดกำลังสูง พร้อมโครงสร้างระบบขับเคลื่อนแบบ Dual-Motor + 2-Gear Series-Parallel ที่ช่วยประสานแรงบิดระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องการพละกำลังสูง ส่งผลให้การเร่งแซงทำได้อย่างมั่นใจ นุ่มนวล และต่อเนื่อง สะท้อนสมรรถนะการขับขี่ที่ทั้งทรงพลังและตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน
  3. ระบบแบตเตอรี่ของ GWM ORA 5 HEV ได้รับการออกแบบโดยให้ความสำคัญกับความทนทานและความน่าเชื่อถือในระยะยาว ผ่านโครงสร้างป้องกันด้านล่างที่ช่วยปกป้องแบตเตอรี่จากแรงกระแทกใต้ท้องรถ และการป้องกันน้ำในสภาพแวดล้อมการใช้งานที่หลากหลายและท้าทาย รวมถึงมีระบบระบายความร้อนด้วยระบบน้ำยาแอร์ หรือ Liquid Cooling System นอกจากนี้ แบตเตอรี่ยังได้รับการพัฒนาให้มีความทนทานสูง เสื่อมสภาพช้า สามารถรองรับการใช้งานตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์ เพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้งานระยะยาว พร้อมรองรับไลฟ์สไตล์การเดินทางของผู้ใช้งานได้อย่างไร้กังวล ทั้งในด้านความปลอดภัย ความแข็งแกร่ง และความเชื่อถือได้ของระบบพลังงานไฮบริด
  4. ระบบขับเคลื่อนของ GWM ORA 5 HEV ได้รับการพัฒนาเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลและสะดวกสบายใกล้เคียงรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ด้วยการทำงานประสานกันของมอเตอร์คู่ที่ช่วยควบคุมและส่งแรงบิดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงออกตัว การเร่งความเร็ว ไปจนถึงระหว่างการเปลี่ยนเกียร์ พร้อมแรงบิดเสริมแบบเรียลไทม์ที่ช่วยให้การตอบสนองเป็นไปอย่างลื่นไหลและมั่นใจยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ระบบส่งกำลังยังได้รับการติดตั้งฉนวนและวัสดุป้องกันเสียงรบกวน (NVH) ช่วยลดระดับเสียงรบกวนได้ประมาณ 3–5 เดซิเบล ส่งผลให้ห้องโดยสารมีความเงียบสงบมากยิ่งขึ้น และยกระดับความสบายในการเดินทางสู่มาตรฐานระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรมยานยนต์

GWM ORA 5 EV นิยามใหม่ของ SUV ไฟฟ้าอัจฉริยะ ดีไซน์ไอคอนิกสะกดทุกสายตาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำ ตอบโจทย์การเดินทางของคนยุคใหม่ วิ่งไกลสูงสุดถึง 520 กม.*

GWM ORA 5 EV มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้าที่ให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 260 นิวตันเมตร มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ตอบสนองได้อย่างฉับไว สามารถทำอัตราเร่งจาก 0–100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 7.5 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ความจุ 58.3 kWh รองรับระยะทางวิ่งสูงสุด 520 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (NEDC) พร้อมระบบ Vehicle to Load (V2L) กำลังไฟ 6 กิโลวัตต์ ที่สามารถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอกได้ อีกทั้งยังรองรับการชาร์จไฟแบบ DC สูงสุด 120 กิโลวัตต์ และแบบ AC สูงสุด 6.6 กิโลวัตต์ โดยสามารถชาร์จแบบ DC จาก 30–80% ได้ภายในเวลาเพียง 20 นาที ช่วยเพิ่มความสะดวกและความคล่องตัวในการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน

 

ห้องโดยสารอัจฉริยะ ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย และความปลอดภัยรอบด้าน

GWM ORA 5 ผสานความทันสมัยเข้ากับฟังก์ชันความสะดวกสบายอย่างครบครัน พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกและมั่นใจยิ่งขึ้น โดยติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่ Coffee OS 3.0 ที่จะอยู่ในรถยนต์ระดับพรีเมียมของ GWM เท่านั้น โดยจะทำงานร่วมกับชิปประมวลผลรุ่นใหม่ที่ช่วยให้การใช้งานรวดเร็ว ลื่นไหล และตอบสนองได้อย่างฉับไว อุปกรณ์ภายนอกผสานความทันสมัยเข้ากับฟังก์ชันการใช้งานอย่างลงตัว เริ่มจากระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ ที่มาพร้อมฟังก์ชันเปิด–ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ระบบปรับไฟสูง–ต่ำอัตโนมัติ และระบบหน่วงเวลาไฟส่องทางหลังดับเครื่องยนต์ Follow Me Home เสริมด้วยไฟส่องสว่างเวลากลางวัน LED DRL และไฟท้าย LED แบบซ่อน เพิ่มความโดดเด่นให้กับดีไซน์ตัวรถ ขณะที่ล้ออัลลอยสีดำขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง 225/60 R18 ช่วยเสริมภาพลักษณ์สปอร์ตมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติด้านหน้าและที่ปัดน้ำฝนด้านหลังเพื่อเพิ่มความสะดวกในการขับขี่ท่ามกลางสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง พร้อมหลังคากระจกพาโนรามิกซันรูฟ (เฉพาะรุ่น Ultra) ที่ช่วยเพิ่มความโปร่งโล่งให้กับห้องโดยสาร รวมถึง สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกดวงที่สาม ประตูท้ายไฟฟ้าพร้อมระบบกันหนีบ และกระจกมองข้างปรับ–พับไฟฟ้า (เฉพาะรุ่น Ultra) ที่ช่วยยกระดับทั้งความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการใช้งาน

ขณะที่ภายในห้องโดยสารของ GWM ORA 5 ได้รับการออกแบบเพื่อมอบความสะดวกสบายและความพรีเมียมในทุกการเดินทาง โดยติดตั้งพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันพร้อมสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงและหน้าจอข้อมูลการขับขี่ และสามารถปรับระดับได้ 4 ทิศทาง เบาะนั่งหุ้มหนังสังเคราะห์คุณภาพสูง โดยเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง และเบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง (เฉพาะรุ่น Ultra) ขณะที่เบาะหลังสามารถพับได้แบบ 60:40 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน นอกจากนี้ยังมาพร้อม กระจกมองหลังปรับแสงอัตโนมัติ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ช่องเก็บความเย็นขนาด 3.2 ลิตร และแท่นชาร์จไร้สายกำลังไฟ 50 วัตต์ (เฉพาะรุ่น Ultra) รวมถึง กุญแจ Smart Key พร้อมระบบ Push Start หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัลขนาด 10.25 นิ้ว ช่องต่อ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหน้าและหลัง และกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศาพร้อมระบบแสดงภาพใต้ท้องรถ ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในทุกสถานการณ์การขับขี่

ด้านระบบความบันเทิง GWM ORA 5 มาพร้อมหน้าจอมัลติมีเดียแบบสัมผัสขนาด 14.6 นิ้ว ที่รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย รวมถึงระบบ Bluetooth เพื่อการใช้งานที่สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียงที่รองรับทั้ง ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และระบบนำทางอัจฉริยะออนไลน์ Petal Maps ขณะที่ระบบเสียงมีให้เลือกทั้ง ลำโพง 6 ตำแหน่งในรุ่น Pro และลำโพง Amor 9 ตำแหน่ง ในรุ่น Ultra เพื่อยกระดับความสุนทรีย์ในการเดินทาง อีกทั้งยังมีไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร (เฉพาะรุ่น Ultra) ที่ช่วยเติมเต็มบรรยากาศการขับขี่ให้พรีเมียมและผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นในทุกเส้นทาง

 

เชื่อมต่อชีวิตอย่างไร้รอยต่อด้วยการควบคุมระยะไกลผ่านโทรศัพท์มือถือ เพื่อชีวิต Urbanista ยุคใหม่

GWM ORA 5 มาพร้อมการเชื่อมต่ออัจฉริยะผ่านแอปพลิเคชัน GWM ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมและตรวจสอบสถานะรถผ่านโทรศัพท์มือถือ เพิ่มความสะดวกสบายในทุกมิติของการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นระบบสั่งการ สตาร์ท–ดับเครื่องยนต์ (เฉพาะรุ่น HEV) ระบบล็อก–ปลดล็อกรถจากระยะไกล ระบบค้นหาตำแหน่งรถพร้อมไฟกระพริบและเสียงแตร รวมถึงการสั่งการ เปิด–ปิดระบบปรับอากาศและระบบกรองอากาศภายในห้องโดยสาร นอกจากนี้ยังรองรับการ เปิดโหมดไล่ฝ้า (ทั้ง EV และ HEV) รวมถึงฟังก์ชันจองการชาร์จไฟล่วงหน้า (เฉพาะรุ่น EV) และการสั่งงานอื่น ๆ เช่น เปิด–ปิดประตูท้าย ปิดกระจกข้าง (เฉพาะรุ่น Ultra) พร้อมระบบตรวจสอบสถานะรถแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ผู้ใช้งานควบคุมรถได้สะดวกและมั่นใจยิ่งขึ้น

มั่นใจปลอดภัยทุกเส้นทาง ด้วยเทคโนโลยีช่วยขับอัจฉริยะ ADAS สูงถึง 18 ระบบ

ด้านความปลอดภัย GWM ORA 5 ได้รับการพัฒนาเพื่อมอบความมั่นใจสูงสุดให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ด้วยระบบความปลอดภัยพื้นฐานครบครัน อาทิ ระบบติดต่อฉุกเฉิน E-Call ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลม เข็มขัดนิรภัยพร้อมระบบเตือนการคาดเข็มขัดนิรภัย ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ระบบกระจายแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) ระบบควบคุมการลื่นไถล (TCS) รวมถึงระบบช่วยควบคุมรถบนทางลาดชัน HSA/HDC และจุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็กแบบ ISOFIX นอกจากนี้ยังติดตั้งฟังก์ชันความปลอดภัยที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน เช่น ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ สัญญาณเตือนกะระยะ 4 จุด ระบบตรวจจับแรงดันลมยาง (TPMS) และชุดปะยางฉุกเฉิน เพื่อเสริมความอุ่นใจในทุกการเดินทาง เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้ก้าวล้ำยิ่งขึ้น GWM ORA 5 ยังติดตั้งเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะ ADAS มากถึง 18 ระบบ ที่ทำงานร่วมกับกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา พร้อมระบบแสดงภาพใต้ท้องรถแบบโปร่งใส (Body Transparent) ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นสภาพแวดล้อมรอบตัวรถได้อย่างชัดเจน ลดความเสี่ยงจากจุดอับสายตา และเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการจอดรถ การขับผ่านพื้นที่แคบ หรือการเดินทางในสภาพการจราจรที่ซับซ้อน

GWM ORA 5 ทั้งรุ่น HEV และ EV แต่ละรุ่นมาพร้อม 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น HEV Pro, HEV Ultra และรุ่น EV Pro, EV Ultra พร้อมตัวเลือกสีสันที่สะท้อนบุคลิกและสไตล์ของผู้ขับขี่อย่างหลากหลาย โดยรุ่น HEV มีสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ Onyx Black (สีดำ), Ivory White (สีขาว) และ Mountain Grey (สีเทา) จับคู่กับสีภายใน Dark Grey (ดำ-เทา) ที่ให้ความเรียบหรูและทันสมัย ขณะที่รุ่น EV เพิ่มความโดดเด่นด้วยสีภายนอก 4 สี ได้แก่ Ivory White (สีขาว), Mountain Grey (สีเทา), Emerald Green (สีเขียว) และ So Blue (สีฟ้า) พร้อมดีไซน์หลังคาสีดำเสริมลุคสปอร์ตและพรีเมียม ภายในมีให้เลือก 2 โทนสี ได้แก่ Brown Beige (น้ำตาล-เบจ) และ Dark Grey (ดำ-เทา) เพื่อมอบบรรยากาศห้องโดยสารที่ทั้งหรูหราและสะท้อนตัวตนของผู้ใช้งานได้อย่างลงตัว

เตรียมสัมผัส GWM ORA 5 รถยนต์เอสยูวีเจเนอเรชันใหม่ที่มาพร้อม 2 ทางเลือกพลังงานทั้ง HEV และ EV พร้อมประกาศราคาอย่างเป็นทางการในประเทศไทยภายในงาน Motor Show 2026 วันที่ 23 มีนาคม 2569 เพื่อตอบโจทย์ผู้ขับขี่ยุคใหม่ที่ต้องการทั้งสมรรถนะ เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์การเดินทางที่ก้าวล้ำ GWM ORA 5 ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่สู่ Next Generation SUV ที่พร้อมพาผู้ใช้งานก้าวข้ามทุกขีดจำกัดของการเดินทางในยุคใหม่ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ผ่าน GWM Application, www.gwm.co.th หรือ GWM Contact Center โทร.     02-668-8888