Home Blog Page 2

มาสด้าผนึกกำลังผู้จำหน่ายรวมพลังเป็นหนึ่งเดียวขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จ ONE PASSION, REDEFINE THE FUTURE

0

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย และ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น พร้อมผู้จำหน่ายมาสด้าทั่วประเทศ ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างพลังขับเคลื่อนสู่อนาคต พร้อมลุยตลาดอย่างเต็มประสิทธิภาพ จัดงานประชุมผู้จำหน่ายทั่วประเทศประจำปีงบประมาณ 2569 หรือ Mazda National Dealer Conference 2026 ภายใต้ธีม “One Passion, Redefine the Future” ตั้งเป้าเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งที่ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกระดับด้วยคุณค่าแบรนด์ผ่าน Mazda Signature Experience เพื่อเสริมศักยภาพด้านการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ประกาศปีนี้จะเป็นการก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ มองเป้ายอดจำหน่ายเติบโตเพิ่มขึ้น 20% จากปีที่ผ่านมา ด้วยกลยุทธ์เด็ดและแผนเปิดตัวรถรุ่นใหม่เสริมไลน์อัพอย่างต่อเนื่องอีกหลายรุ่น ตามแนวทาง Multi-solution เพื่อส่งมอบทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้าในประเทศไทย และส่งมอบประสบการณ์ความสุขในการขับขี่ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าอย่างแท้จริง

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สิ่งสำคัญที่สุดในการดำเนินธุรกิจของมาสด้า คือการดูแลความสัมพันธ์อันดี ทั้งกับผู้จำหน่าย ลูกค้า และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน มาสด้าขอขอบคุณผู้จำหน่ายที่ให้การสนับสนุนอย่างดีเยี่ยม และผลักดันให้มาสด้าบรรลุตามแผนการดำเนินธุรกิจในปีที่ผ่านมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับปีนี้ มาสด้าจะยังคงเดินหน้าด้วยกลยุทธ์ Business Transformation เพื่อผลักดันธุรกิจในยุคของยานยนต์ไฟฟ้าแบบเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวทาง Multi-Solution ไม่ว่าวันนี้หรือในอนาคต ถึงแม้รูปแบบพลังงานจะเปลี่ยนไป แต่ดีเอ็นเอของมาสด้าในทุกมิติจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ด้วยการมุ่งเน้นการบริหารงานโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อส่งมอบ “ความสุขในการขับขี่” และส่งต่อไปถึง “ความสุขในการใช้ชีวิต” อันเป็นปรัชญาของแบรนด์ที่เราให้ความสำคัญ”

ยิ่งไปกว่านั้น ในปีนี้ มาสด้ายังได้เตรียมความพร้อมด้านกลยุทธ์ที่ครอบคลุมรอบทิศทาง ทั้งการตลาด การขาย และการบริการลูกค้า เพื่อสร้างความแข็งแกร่งด้านการแข่งขันในตลาด และบรรลุเป้าหมายด้วยการเป็นแบรนด์ที่ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกระดับ ซึ่งมาสด้ามุ่งมั่นที่จะก้าวผ่านความท้าทายนี้ ด้วยนโยบายหลักสำคัญ 3 ประการ ประกอบด้วย

  • การยึดมั่นในวิสัยทัศน์ของแบรนด์ และ Management Philosophy ถ่ายทอดคุณค่าแบรนด์ ด้วย Brand Value Management อันประกอบด้วย “Radically Human” การให้ความสำคัญกับมนุษย์เป็นศูนย์กลาง “Challenger Spirit” สปิริตที่ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรค และ “Omotenashi” การเอาใจใส่ดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว เพื่อให้มั่นใจว่าคุณค่าของแบรนด์จะถูกถ่ายทอดไปยังลูกค้าในทุก ๆ touchpoint ของการบริการ สิ่งเหล่านี้ คือรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน และเป็นจุดแข็งที่สำคัญของแบรนด์ ที่ถ่ายทอดจากฮิโรชิม่ามาสู่ประเทศไทย เพื่อให้มาสด้าเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าชื่นชอบ
  • การพัฒนาความเป็นเลิศด้านการผลิตและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์ของมาสด้าให้กับลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ถึงแม้ว่ามาสด้าจะก้าวเข้าสู่ยุคของพลังงานไฟฟ้า แต่มาสด้าจะยังคงยึดมั่นในเอกลักษณ์ของตนเองไม่เปลี่ยนแปลง ด้วยแนวคิด “Multi-Solution Strategy” และ “Electrification with Mazda-ness” พร้อมกับพัฒนาผลิตภัณฑ์ของมาสด้าให้มีศักยภาพทางการแข่งขันด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้อย่างจริงจัง ควบคู่กับการใช้กลยุทธ์ Model Based Development และ Monozukuri 2.0
  • การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งที่เราทำและใส่ใจอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับลูกค้า และดูแลลูกค้าอย่างดีในทุกประสบการณ์ ด้วยวิสัยทัศน์ของมาสด้า ตามวิถีแห่ง OMOTENASHI หรือการบริการที่มาจากใจ “เพราะความสุขของลูกค้า คือ ความสุขของเรา”

สำหรับกลยุทธ์ในด้านต่าง ๆ ของมาสด้าในปีงบประมาณ 2569 ประกอบด้วย

กลยุทธ์ด้านการตลาดและผลิตภัณฑ์: ตั้งเป้าเป็นแบรนด์ที่ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า (Top Customer Experience Provider) พร้อมต่อยอดความสำเร็จทางการตลาดด้วยแนวทาง Business Transformation เพื่อส่งมอบ “ความสุขในการขับขี่” ที่ส่งต่อไปสู่ “ความสุขในการใช้ชีวิต” อันเป็นปรัชญาของแบรนด์ พร้อมเดินหน้าเข้าสู่ยุคของพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ โดยเตรียมเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า BEVs รุ่นที่สองในประเทศไทยในปี 2569 พร้อมกับเดินหน้าตามกลยุทธ์ Multi-solution เพื่อนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้า ด้วยแผนเปิดตัวรถรุ่นใหม่ (All-New) อย่างต่อเนื่องอีกหลายรุ่น

กลยุทธ์ด้านการขาย: สานต่อแผนการบริหารงานด้วย “MAZDA BASICS” ซึ่งเป็นแนวทางในการทำงานของผู้จำหน่ายให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อผลักดันให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดของลูกค้า พร้อมยกระดับศักยภาพด้านการแข่งขันด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ และตั้งเป้าจำหน่ายเพิ่มขึ้น 20% จากปีงบประมาณ 2568 นอกจากนั้น ในปีนี้ ยังได้วางความพร้อมในการส่งมอบรถ The All-Electric Mazda6e ให้กับลูกค้าแบบครบวงจร ด้วยแผน Mazda6e CX Journey ที่ครอบคลุมตั้งแต่ความพร้อมในการส่งมอบรถ การบริการ การจัดการอะไหล่ และการซ่อมบำรุง รวมถึงกิจกรรม “Premiere Delivery” “Premiere Celebration” ที่มาสด้าตั้งใจสร้างสรรค์ขึ้น เพื่อสร้างประสบการณ์ลูกค้าตั้งแต่ก้าวแรกของการเข้ามาเป็นครอบครัวมาสด้า ไปจนตลอดการครอบครองรถ

กลยุทธ์ด้านการบริการลูกค้าและพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่าย: เตรียมแผนงานเพื่อสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจ ด้วยกลยุทธ์การรักษาลูกค้า และ MAZDA BASICS เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานทั้งกระบวนการในศูนย์บริการให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกศูนย์บริการ ประกอบกับนำหลักการบริหารความคิดเห็นของลูกค้าเชิงรุกมาเป็นตัวตั้งในการพัฒนาการทำงาน พร้อมยกระดับประสบการณ์แก่ลูกค้าด้วยเอกลักษณ์ของแบรนด์มาสด้าแบบครบวงจรด้วย Mazda Signature Experience เพื่อส่งมอบความสุขให้กับลูกค้าตลอดการเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้า และใช้หลักการจัดการดูแลด้านค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถยนต์ของลูกค้าให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ นอกจากนั้นในปีนี้ มาสด้าตั้งเป้าขยายโชว์รูมและศูนย์บริการ รวมถึงศูนย์ซ่อมสีและตัวถังเพิ่มขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกและรองรับการบริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

ทั้งหมดนี้คือแนวทางการดำเนินธุรกิจของมาสด้าในปีงบประมาณ 2569 มาสด้าจะดำเนินการอย่างเต็มศักยภาพเพื่อบรรลุเป้าหมายในการเป็น Top Customer Experience Provider หรือแบรนด์ที่ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกระดับ เพื่อนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดของลูกค้ามาสด้า และในปีนี้ มาสด้าจะยังคงมุ่งมั่นอย่างเต็มกำลังในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์ เพื่อส่งมอบ “ความสุขในการขับขี่” ที่นำไปสู่ “ความสุขในการใช้ชีวิต” และท้ายที่สุดคือการส่งมอบความสุขให้กับชีวิตของลูกค้าทุกคน เพื่อยกระดับทุกช่วงเวลาการใช้ชีวิตให้กับลูกค้าของเรา ทั้งวันนี้ และต่อไปในอนาคต เพื่อแทนคำขอบคุณลูกค้าที่เลือกให้มาสด้าเป็นรถยนต์คู่ใจไปตลอดอายุการใช้งาน

วิริยะประกันภัย นำตัวแทนเรียนรู้วิถีชุมชนท้องถิ่น – อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน จ.สมุทรสงคราม

0

นางสาวรุ่งรัศมิ์ ปัญญาดี ผู้จัดการฝ่ายสนับสนุนการตลาดตัวแทนและนายหน้าประกันวินาศภัย และนายคเณศ มากเจริญ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการภาค 4 (ภาคกลางและภาคตะวันตก) ด้านสาขา บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) นำกลุ่มตัวแทนวิริยะประกันภัย และกลุ่มวิริยะจิตอาสาภายใต้สังกัด ร่วมทำผ้ามัดย้อมจากเปลือกต้นโกงกาง เพื่อเป็นการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน พร้อมกันนี้ ยังได้ร่วมกันปลูกต้นกล้าไม้โกงกาง จำนวน 250 ต้น เพื่อเพิ่มพื้นที่แหล่งกักเก็บบลูคาร์บอน (Blue Carbon) และฟื้นฟูระบบนิเวศบริเวณป่าชายเลน ภายใต้โครงการ “ต้นกล้าจากใจ ตัวแทนวิริยะประกันภัย ร่วมปลูกป่าชายเลน” โดยมี นายปภัสร์พงษ์ รัตนพงศ์ธระ ผู้จัดการศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน ให้เกียรติเป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้ตลอดกิจกรรม ณ ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน จังหวัดสมุทรสงคราม

สำหรับ โครงการ “ต้นกล้าจากใจ ตัวแทนวิริยะประกันภัย ร่วมปลูกป่าชายเลน” จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบริษัทฯ และกลุ่มพันธมิตรทางธุรกิจ ผ่านกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน ควบคู่กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนสืบสานองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น อันนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนของคน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว อีกทั้งยังสามารถนำแนวทางไปประยุกต์ใช้และขยายผลในพื้นที่อื่น ๆ เพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมในวงกว้างได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของวิริยะประกันภัยในการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบ ESG (Environmental, Social, Governance) พร้อมสนับสนุนและขับเคลื่อนเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ข้อที่ 14 ด้านการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

“มาสด้า” ห่วงใยชวนลูกค้าตรวจเช็กรถฟรี 20 รายการ ทุกโชว์รูมทั่วประเทศ พร้อมมอบข้อเสนอผ่อน 0% สำหรับงานซ่อม และเมื่อเปลี่ยนยางใหม่

0
มาสด้า 1

มาสด้าห่วงใยลูกค้า จัดแคมเปญ “MAZDA SPECIAL SEASON อุ่นใจรับหน้าร้อน กับข้อเสนอพิเศษดูแลรถคุณ” มอบข้อเสนอบริการตรวจเช็กรถฟรี 20 รายการ ตามมาตรฐานกรมขนส่งทางบก เพื่อสนับสนุนและสานต่อนโยบายภาครัฐภายใต้โครงการขับขี่ปลอดภัย ที่มุ่งมั่นรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว นอกจากนี้ มาสด้ายังจัดแคมเปญมอบข้อเสนอเพิ่มเติมให้กับลูกค้าที่เข้ามารับบริการที่ศูนย์บริการฯ ด้วยโปรแกรมผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน* สำหรับงานซ่อม และโปรแกรม ผ่อน 0% นานสูงสุด 6 เดือน* สำหรับลูกค้าที่ซื้อยางรถยนต์ TOYO TIRES พร้อมมอบส่วนลดสูงสุด 5,000 บาท** เมื่อซื้อยางครบทุก 4 เพื่อให้ลูกค้านำรถยนต์ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างอุ่นใจ โดยข้อเสนอดังกล่าวจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ

นายศราวุฒิ บรรยงค์กุล ประธานเจ้าหน้าที่สายปฏิบัติการ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สิ่งสำคัญที่สุดในการเป็นผู้ผลิตรถยนต์ คือสวัสดิภาพความปลอดภัยของลูกค้าและผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน มาสด้าจึงได้มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมยานยนต์ที่มาพร้อมมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด เพื่อให้ลูกค้ามาสด้าทุกคนสามารถนำรถไปใช้ได้อย่างอุ่นใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังรวมถึง การมอบบริการหลังการขายที่ครอบคลุม เพื่อช่วยดูแลรถยนต์ของลูกค้า ให้อยู่ในสภาพที่ดีพร้อมสมบูรณ์มากที่สุด เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารในทุกการเดินทาง”

มาสด้า 2

ครั้งนี้ มาสด้าจึงได้จัดแคมเปญ “MAZDA SPECIAL SEASON อุ่นใจรับหน้าร้อน กับข้อเสนอพิเศษดูแลรถคุณ” ชวนลูกค้ามาสด้า นำรถเข้ารับบริการตรวจเช็กฟรี 20 รายการ โดยตรวจสอบด้วยเครื่องมือพิเศษ สำหรับตรวจและวิเคราะห์รถยนต์มาสด้า (M-MDS*) พร้อมมอบข้อเสนอ ผ่อน 0% นานสูงสุด 6 เดือน** (เฉพาะบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ) สำหรับลูกค้าที่ซื้อยางรถยนต์ TOYO TIRES และมอบข้อเสนอส่วนลดสูงสุด 5,000 บาท** เมื่อซื้อยางครบทุก 4 เส้น ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569

ไม่เพียงเท่านี้ มาสด้ายังได้จัดแคมเปญเพิ่มเติมให้กับลูกค้าที่เข้ามารับบริการงานซ่อมที่ศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ ด้วยข้อเสนอ ผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน* ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 30 กันยายน 2569 อีกด้วย เพื่อมอบความอุ่นใจ และเพื่อให้ลูกค้าสามารถนำรถยนต์กลับไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างปลอดภัย

“มาสด้าขอขอบคุณลูกค้าทุกท่าน ที่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับครอบครัวมาสด้า เราขอให้คำมั่นสัญญาว่า จะให้การดูแลรถยนต์ของลูกค้าอย่างดีที่สุด เพื่อให้รถยนต์เป็นดั่งตัวแทนในการส่งมอบประสบการณ์ความสุขในการขับขี่ “Joy of Driving” และต่อยอดไปจนถึงการประสบการณ์ความสุขในการใช้ชีวิต “Joy of Living” ให้กับลูกค้ามาสด้าทุกคน” นายศราวุฒิ กล่าวเพิ่มเติม

หมายเหตุ:

*สินค้าและบริการที่เข้าร่วมรายการครอบคลุมเฉพาะงานซ่อมทั่วไปเท่านั้น ยกเว้น สินค้าประเภท Mazda ACTIV SERVICE ทุกรายการ, งานเช็กระยะ, Mazda Added Protection (MAP), Mazda Care และ งานตัวถังและสี สินค้าและบริการอื่นๆ รวมถึงรายการที่ไม่ใช่อะไหล่แท้และเคมีภัณฑ์จากมาสด้า, Accessory, Merchandise, ขายปลีกอะไหล่, ยางรถยนต์ และเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ และธนาคารที่ร่วมรายการกำหนด

**เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ และธนาคารที่ร่วมรายการกำหนด กรุณาสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ และ บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เจาะลึกเบื้องหลังวิศวกรรม “ฟอร์ด เอเวอเรสต์” ที่ผสานความแกร่งกับความสะดวกสบายสำหรับทุกคนในครอบครัว

0
Ford Everest 1
หลังจากการเปิดตัวฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไลน์อัปใหม่ล่าสุดในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนลมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้รถรุ่นนี้ยังครองใจผู้ใช้งานคือรากฐานอันเข้มข้นของทีมวิศวกรฟอร์ด ที่เริ่มต้นจากคำถามสำคัญว่า จะพัฒนาให้ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เป็นรถนั่งอเนกประสงค์ที่ขับขี่นุ่มนวลเหมือนรถยนต์นั่งทั่วไป หรือจะสร้างให้เป็นรถที่มีความแข็งแกร่งและพร้อมลุยสำหรับทุกการผจญภัย สำหรับทีมวิศวกรฟอร์ด คำตอบคือ ‘ต้องการทั้งสองอย่าง’ แนวคิดนี้จึงกลายเป็นมาตรฐานสำคัญที่ถ่ายทอดสู่ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ทุกคันในปัจจุบัน
Ford Everest 3
พื้นฐานการออกแบบที่เริ่มจากความแข็งแกร่งของรถกระบะ
 
ตั้งแต่เริ่มพัฒนารถรุ่นนี้ คริส โอแชนแนสซีย์ วิศวกรด้านพลศาสตร์ยานยนต์ของฟอร์ด เอเวอเรสต์ กล่าวว่า “คำตอบของเราชัดเจนตั้งแต่แรก เพราะเรารู้ว่ารถคันนี้ต้องรับมือได้กับทุกสถานการณ์ที่ครอบครัวยุคใหม่ต้องเจอ ตั้งแต่การรับส่งลูกที่โรงเรียน การเที่ยวพักผ่อนช่วงวันหยุด ไปจนถึงการลุยเส้นทางออฟโรดที่ท้าทาย” ทีมวิศวกรของฟอร์ดจึงเลือกสร้างรถคันนี้บนโครงสร้างแชสซีแบบขั้นบันได (Ladder-frame) พร้อมปรับแต่งระบบช่วงล่างให้ตอบสนองได้อย่างแม่นยำและสัมพันธ์กับผู้ขับขี่ ช่วยลดการโคลงตัวของตัวถัง ลดอาการหน้าทิ่มขณะเบรก และทำให้พวงมาลัยตอบสนองได้ฉับไว นี่คือ DNA ของฟอร์ด ที่มุ่งมั่นออกแบบและพัฒนารถโดยให้ความสำคัญกับการควบคุมรถของผู้ขับขี่และความสะดวกสบายของผู้โดยสารอย่างแท้จริง
Ford Everest 2
 
การตัดสินใจเลือกพัฒนาฟอร์ด เอเวอเรสต์จากพื้นฐานความแข็งแกร่ง นับเป็นจุดเริ่มต้นที่กำหนดเอกลักษณ์ของฟอร์ด เอเวอเรสต์ ที่เรารู้จักในวันนี้ และยังเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาต่อเนื่องมาจนถึงฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมขุมพลังที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ อัดแน่นด้วยฟีเจอร์ที่ช่วยยกระดับการขับขี่ให้สะดวกสบายมากขึ้นตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น
 
การปรับแต่งช่วงล่างที่ให้ความสำคัญกับ ‘การควบคุม’ ในทุกการขับขี่
 
รถยนต์นั่งอเนกประสงค์ขนาดใหญ่หลายคัน พยายามปรับให้ช่วงล่างนุ่มเกินไปจนสร้างความรู้สึกยวบยาบหรือเกิดอาการส่ายเมื่อผ่านเนิน ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกขาดการเชื่อมต่อกับสิ่งที่เกิดขึ้นใต้ล้อรถ และอาจทำให้ผู้โดยสารด้านหลังรู้สึกเมารถได้อีกด้วย คริส อธิบายว่า “เราเลือกปรับจูนฟอร์ด เอเวอเรสต์ โดยให้ความสำคัญกับ ‘การควบคุม’ เป็นหลัก ผลที่ออกมาคือ การโคลงตัวของตัวถังรถจะน้อยลงมากเวลาเข้าโค้ง อาการหน้าทิ่มของรถจะน้อยลงเมื่อเบรก และรู้สึกถึงการตอบสนองของยางได้ดี สิ่งนี้สร้างความมั่นใจให้ผู้ขับขี่และสามารถบังคับรถไปในทิศทางที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ ทำให้การขับขี่รถที่มีขนาดใหญ่และมีสมรรถนะสูงขนาดนี้เป็นไปอย่างสนุกและมั่นใจ”
 
สร้างห้องโดยสารที่นั่งสบายบนโครงสร้างที่แข็งแกร่ง
 
การใช้แชสซีแบบขั้นบันได (Ladder-Frame) ไม่ได้มีจุดเด่นแค่เรื่องความแข็งแกร่ง แต่ยังเป็นการสร้างห้องโดยสารที่ปลอดภัยให้คุณและครอบครัวอีกด้วย การสร้างรถนั่งอเนกประสงค์ขึ้นจากโครงสร้างแบบนี้มีข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับการใช้โครงรถเก๋งธรรมดาอย่างมาก
 
ลองนึกภาพว่า เวลาขับผ่านถนนลูกรังที่ขรุขระ ด้วยรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ทั่วไปที่ใช้โครงแบบรถเก๋ง รถทั้งคันจะทำหน้าที่ส่งผ่านทุกแรงสั่นสะเทือนจากสภาพพื้นผิวถนนเข้าสู่ห้องโดยสาร แต่ฟอร์ด เอเวอเรสต์ มีโครงสร้างเหล็กกล้าที่มีความแข็งแรงสูง ซึ่งช่วยรับแรงกระแทกจากสภาพพื้นผิวถนนไว้ได้ดี ไม่ให้ส่งถึงห้องโดยสาร โดยห้องโดยสารที่วางอยู่บนโครงสร้างแชสซีนี้ มีจุดยึดตัวถังที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ช่วยกรองการสั่นสะเทือนและเสียงรบกวนจากพื้นถนน ห้องโดยสารจึงเงียบสงบอย่างน่าอัศจรรย์ แม้ขณะขับขี่บนถนนที่สมบุกสมบันแค่ไหนก็ตาม
Ford Everest 9
 
ระบบกันสะเทือนหลังแบบวัตต์ลิงค์ เทคโนโลยีจากสนามแข่งสู่ความสบายสำหรับรถโดยสารในครอบครัว
 
เคยสังเกตไหมว่ารถบางคันดูไม่มั่นคงเมื่อวิ่งผ่านเนินหรือหลุม เหมือนส่วนท้ายควบคุมยาก ในขณะที่รถกระบะส่วนใหญ่ใช้ระบบกันสะเทือนแบบแหนบ ซึ่งเหมาะกับการบรรทุกหนัก แต่แลกมาด้วยความรู้สึกที่ไม่สบายภายในห้องโดยสาร วิศวกรฟอร์ดได้เลือกใช้ระบบกันสะเทือนหลังแบบวัตต์ลิงค์สำหรับฟอร์ด เอเวอเรสต์ โดยใช้ระบบคอยล์สปริงที่ทันสมัยกว่า และมีวัตต์ลิงค์ที่ช่วยทำให้ทุกอย่างนิ่งสงบ
 
ระบบวัตต์ลิงค์ คือกลไกกันสะเทือนหลังที่ถูกคิดมาอย่างชาญฉลาด โดยใช้หลักการยึดเพลาหลังไม่ให้เคลื่อนไปมาในขณะที่ขับขี่ผ่านทางขรุขระ ผลที่ได้คือ ผู้โดยสารแถวหลังไม่รู้สึกเหมือนถูกเหวี่ยงไปมา และคนขับก็ควบคุมรถให้ตรงได้โดยไม่ต้องออกแรงมาก ระบบนี้ช่วยทำงานอยู่เบื้องหลังอย่างเงียบๆ แต่ส่งผลชัดเจน และนี่คือเหตุผลที่ฟอร์ด เอเวอเรสต์ มอบความรู้สึกในการขับขี่ที่มั่นคงมากกว่า
 
เป้าหมายสูงสุดของวิศวกรรม คือความมั่นใจในทุกการเดินทาง
 
ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ออกไปขับขี่ตามท้องถนนเท่านั้น แต่ถูกออกแบบมาเพื่อ ‘ใช้งานจริง’ ไม่ว่าจะขับในเมืองที่การจราจรแน่นหนา หรือพาครอบครัวที่รักการผจญภัยไปสำรวจเส้นทางใหม่ๆ ที่เจ้าของรถไม่คิดว่าตนเองจะไปได้มาก่อน
 
คริส โอแชนแนสซีย์ กล่าวว่า “เป้าหมายของเราคือการสร้างรถที่มอบทั้งความมั่นใจในการขับขี่และความสบายในทุกการเดินทาง เพื่อให้ทั้งคนขับและผู้โดยสารรู้สึกได้ถึงสมรรถนะที่ดีในทุกสถานการณ์ ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงหัวใจของการออกแบบฟอร์ด เอเวอเรสต์ ที่มีพื้นฐานความแข็งแกร่งจากรถกระบะ ผสมผสานเข้ากับความสบายสำหรับครอบครัวได้อย่างลงตัว”
 
ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ เพิ่มทางเลือกให้ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์
 
ด้วยรากฐานทางวิศวกรรมที่แข็งแกร่งนี้ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ จึงสามารถตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของทุกคนในครอบครัว ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ทุกรุ่นติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ที่ได้รับการปรับจูนใหม่มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด และระบบความปลอดภัยที่ครบครันตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น พร้อมปรับโฉมดีไซน์ภายนอกให้ดูเท่และดุดันขึ้นกว่าเดิม โดยฟอร์ด เอเวอร์เรสต์ ใหม่ ประกอบด้วยรุ่นย่อย 4 รุ่น ได้แก่ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม 3.0 ลิตร วี 6, ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม 2.0 ลิตร เทอร์โบ 4×4, ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต 2.0 ลิตร เทอร์โบ และ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แอคทีฟ ในราคาเริ่มต้น 1,299,000 บาท

“เรเว่” จับมือ “เคลิงค์” ผู้ให้บริการชั้นนำของไทยด้านระบบโซลาร์ เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศของรถยนต์ไฟฟ้า ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

0
BYD 1

บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานใหม่ บีวายดี และ เดนซ่า อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ มุ่งดำเนินงานภายใต้พันธกิจของการสร้าง EV Ecosystem หรือ ระบบนิเวศของรถยนต์ไฟฟ้าที่สมบูรณ์ และเป็นรูปธรรมมากขึ้นในประเทศไทย นำไปสู่การร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ บริษัท เคลิงค์ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับชั้นนำในการจัดจำหน่ายอุปกรณ์ ระบบโซลาร์เซลล์แบบครบวงจรในประเทศไทย เพื่อยกระดับโชว์รูม บีวายดี ให้เป็นจุดศูนย์กลางที่ให้คำปรึกษาทั้งยนตรกรรมพลังงานใหม่ และระบบโซลาร์เซลล์ได้ครบจบในที่เดียว โดยในพิธีลงนามมี นายจิรศักดิ์ ชื่นอารมย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด และ นางสาวกรรณิการ์ สีกล่อม ประธานกรรมการบริหารสูงสุด บริษัท เคลิงค์ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด เข้าร่วมลงนาม

BYD 2

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “เรเว่ ยินดีที่ได้ เคลิงค์ มาร่วมดำเนินธุรกิจในฐานะพันธมิตร ด้วยเป้าหมายของการสร้างระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้าที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ที่สำคัญ เราต่างมีพันธกิจหลักร่วมกัน ในการทำให้พลังงานสะอาดเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้สำหรับคนไทย เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับทุกคน พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับความเป็นเลิศ ในด้านการให้บริการครบวงจร และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค”

BYD 8

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “การเปลี่ยนมาใช้รถยนต์พลังงานใหม่ สามารถช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่การนำพลังงานที่ได้จากแสงอาทิตย์มาใช้ในการชาร์จรถยนต์พลังงานใหม่ นับเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ก้าวเข้าสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง ความร่วมมือระหว่าง เรเว่ และ เคลิงค์ จึงมีขึ้น เพื่อนำนวัตกรรมดังกล่าวมาให้ลูกค้าของ เรเว่ ได้สัมผัสพร้อมตระหนักถึงประโยชน์ของระบบโซลาร์เซลล์ ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่ช่วยลดค่าไฟฟ้า แต่ยังเป็นอีกระดับของการสร้างความยั่งยืนด้านพลังงานให้กับสังคมไทย”

การลงนามของ เรเว่ และ เคลิงค์ ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของการสร้างระบบนิเวศของรถยนต์ไฟฟ้า ที่สมบูรณ์ไปอีกขั้น ผ่านการนำระบบโซลาร์เซลล์มาจัดแสดงที่โชว์รูมรถยนต์พลังงานใหม่ บีวายดี ช่วยให้ลูกค้า เรเว่ เป็นเจ้าของระบบโซลาร์เซลล์ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่พร้อมให้คำปรึกษา และไขทุกข้อสงสัยทั้งในเชิงเทคนิคและการเงิน ที่สำคัญ ผู้บริโภคยังมั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย ของระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ที่อยู่ในระบบโซลาร์เซลล์ที่ เคลิงค์ นำมาจำหน่าย เนื่องจากใช้ BYD-Battery-Box LV 5.0 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเอกสิทธิ์ของ BYD

สัมผัสรถยนต์พลังงานใหม่จาก บีวายดี ทุกรุ่น ได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการ บีวายดี ใกล้บ้านท่านทั้ง 176 สาขาทั่วประเทศ และเตรียมพบกับระบบโซลาร์เซลล์ครบวงจรจาก เคลิงค์ ที่มีเทคโนโลยีของ บีวายดี กับ BYD-Battery-Box LV 5.0 ที่โชว์รูม บีวายดี สาขานำร่องในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อมรับข้อเสนอพิเศษในเร็วๆ นี้ ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมของรถยนต์ บีวายดี ทุกรุ่นได้ที่ reverautomotive.com พร้อมติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวได้ที่ Official Facebook Page: BYD RÊVER Thailand และ DENZA RÊVER Thailand

 

 

“มิชลิน” เปิดตัวยางพรีเมียมประหยัดพลังงานพร้อมกัน 2 รุ่น: ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5 เอนเนอจี’ และ ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต 5 เอนเนอจี’  

0
Michelin 2

เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังพลิกโฉมระบบนิเวศ ทางการสัญจรและความคาดหวังของลูกค้าไปอย่างสิ้นเชิง ล่าสุด ‘มิชลิน’ ผู้นำด้านนวัตกรรมและ เทคโนโลยียางล้อระดับโลก ได้เปิดตัวยางพรีเมียมใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5 เอนเนอจี’ (MICHELIN Primacy 5 energy) ยางที่ได้รับมาตรฐานสูงสุดระดับ AAA ทั้งยังครองอันดับหนึ่งในฐานะ ยางที่มีอายุใช้งานดีเยี่ยมยาวนานสูงสุดเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ยางในกลุ่มประเภทเดียวกัน(1)  และ ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต 5 เอนเนอจี’ (MICHELIN Pilot Sport 5 energy) ยางที่ได้รับมาตรฐานระดับ AA  พัฒนาขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีจากกีฬามอเตอร์สปอร์ตและออกแบบให้มีสมรรถนะด้านการประหยัด พลังงานที่ล้ำหน้า  โดยยางทั้งสองรุ่นรองรับการใช้งานกับรถทุกประเภทและทุกระบบพลังงาน ทั้งเครื่องยนต์เชื้อเพลิง ไฮบริด และไฟฟ้า

มิชลิน 1

สรพงษ์ จันทร์นฤกุล ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจ B2C บริษัท สยามมิชลิน จำกัด เปิดเผยว่า “ผลิตภัณฑ์ ยางทั้งสองรุ่นให้ประสิทธิภาพการใช้พลังงานสำหรับการใช้งานทุกรูปแบบและให้สมรรถนะที่ดีเยี่ยมตั้งแต่วันแรกที่ใช้จนถึงวันเปลี่ยนยางรอบถัดไป ตอกย้ำความมุ่งมั่นของมิชลินที่จะผลักดันให้ การสัญจรเป็นไปอย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนยิ่งขึ้น  นวัตกรรมยางทั้งสองรุ่นทำให้ ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างสมรรถนะ ความปลอดภัย อายุใช้งานที่ยาวนาน และ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน  โดยนอกจากจะให้ประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือกว่าพร้อมการประหยัด พลังงานแล้ว ยางทั้งสองรุ่นยังตอบโจทย์รถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด ทั้งเครื่องยนต์สันดาป ไฮบริด และ ไฟฟ้า ขณะเดียวกันยังเป็นตัวกำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับยางพรีเมียมด้วยการผสานคุณสมบัติที่ ดูเหมือนจะขัดแย้งเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว”

มิชลิน ไพรมาซี่ 5 เอนเนอจี: ยางมาตรฐานสูงสุดระดับ AAA ที่มีอายุใช้งานดีเยี่ยมยาวนาน สูงสุดเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ยางในกลุ่มประเภทเดียวกัน(1)

มิชลิน ไพรมาซี่ 4

‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5 เอนเนอจี’ เป็นยางพรีเมียมรุ่นแรกของมิชลินที่ได้รับมาตรฐานสูงสุดจากยุโรป ระดับ AAA(1) โดยได้ A ในด้านการลดเสียงรบกวนจากภายนอก(2) สมรรถนะการยึดเกาะบนถนน เปียก(3) และแรงต้านทานการหมุน(4)  ทั้งยังมีอายุใช้งานยาวนานเหนือกว่า(5) จึงให้ระยะทางวิ่ง มากขึ้น ไม่ว่าจะใช้งานกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เชื้อเพลิงหรือรถยนต์ไฟฟ้า

มิชลิน ไพรมาซี่  5

คุณสมบัติเด่นของยาง ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5 เอนเนอจี’ ได้แก่

  • สุนทรียภาพแห่งการขับขี่ที่เงียบสบายเหนือระดับ ด้วยเทคโนโลยี MICHELIN Silent Rib GEN-3 และ MICHELIN Piano Acoustic ที่ช่วยลดเสียงรบกวนลงได้สูงสุดทั้งเมื่อยางใหม่และใกล้หมดดอก
  • ปลอดภัย ขับขี่อย่างมั่นใจบนถนนเปียก ให้ประสิทธิภาพการเบรกบนถนนเปียกที่ดียิ่งขึ้น ทั้งเมื่อยางใหม่และใกล้หมดดอก ด้วยเทคโนโลยี MICHELIN MaxTouch ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่หน้าสัมผัสระหว่างยางล้อกับผิวถนน และกระจายแรงกดอย่างสม่ำเสมอตลอดหน้ายางขณะเร่งความเร็ว เบรก และเข้าโค้ง ส่งผลให้หน้ายางมีอายุใช้งานนานขึ้นโดยยังคงให้ความปลอดภัยเป็นเยี่ยมดังเดิม
  • ลดความถี่ในการเติมน้ำมันและชาร์จแบตเตอรี่ ด้วยประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่เหนือชั้นจากเทคโนโลยี MICHELIN Slim Belt เข็มขัดรัดหน้ายาง (Top Belts) ที่บางลงแต่ความแข็งแกร่งเท่าเดิม ซึ่งช่วยลดอัตราการใช้เชื้อเพลิงหรือเพิ่มระยะทางต่อรอบการชาร์จแบตเตอรี่ โดยทำงานคู่กับสูตรเนื้อยางใหม่ MICHELIN Energy Passive 2.0 ซึ่งช่วยให้ยางทนทานและมีอายุใช้งานยาวนานเหนือกว่า

มิชลิน ไพลอต สปอร์ต 5 เอนเนอจี: ยางที่ผสานสมรรถนะแบบสปอร์ตเข้ากับประสิทธิภาพใน การประหยัดพลังงาน

มิชลิน ไพรมาซี่  6

‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต 5 เอนเนอจี’ เป็นยางสปอร์ตพรีเมียมรุ่นแรกของมิชลินที่ได้รับมาตรฐานยุโรป ระดับ AA สำหรับสมรรถนะการยึดเกาะบนถนนเปียกและการลดแรงต้านทานการหมุน พัฒนาขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีจากกีฬามอเตอร์สปอร์ตและออกแบบให้มีสมรรถนะด้านการประหยัดพลังงานที่ล้ำหน้า  ยางรุ่นนี้ไม่เพียงตอบสนองต่อการควบคุมได้อย่างแม่นยำฉับไวและให้ประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือชั้น แต่ยังประหยัดพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็น “ยางแห่งยุค” ที่ให้สมรรถนะและความ รับผิดชอบด้านการประหยัดพลังงานอย่างแท้จริง

มิชลิน ไพรมาซี่  6

คุณสมบัติเด่นของยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต 5 เอนเนอจี’ ได้แก่

  • มอบประสบการณ์ขับขี่ที่ควบคุมได้ดั่งใจ ด้วยเทคโนโลยี MICHELIN Dynamic Response ที่ช่วยถ่ายทอดทุกการควบคุมจากพวงมาลัยสู่พื้นถนนได้แม่นยำสูงสุด และ MICHELIN Piano Acoustic ที่ช่วยลดเสียงรบกวนลงได้สูงสุดทั้งเมื่อยางใหม่และใกล้หมดดอก เพื่อการขับขี่ที่นุ่มเงียบยิ่งขึ้น
  • มั่นใจได้ยาวนานเหนือกว่า(6) ด้วยเทคโนโลยี MICHELIN MaxTouch ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่หน้าสัมผัสระหว่างยางล้อกับผิวถนน และกระจายแรงกดอย่างสม่ำเสมอตลอดหน้ายางขณะเร่งความเร็ว เบรก และเข้าโค้ง ส่งผลให้หน้ายางมีอายุใช้งานนานขึ้นโดยยังคงให้ความปลอดภัยเป็นเยี่ยมดังเดิม
  • ไปได้ไกลกว่าบนทุกสภาพถนน(7) พร้อมลดรอบการชาร์จแบตเตอรี่และความถี่ในการเติมน้ำมัน(8) ด้วยประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่เหนือชั้นจากเทคโนโลยี MICHELIN Slim Belt เข็มขัดรัดหน้ายาง (Top Belts) ที่บางลงแต่ความแข็งแกร่งเท่าเดิม ซึ่งช่วยลดอัตราการใช้เชื้อเพลิง หรือเพิ่มระยะทางต่อรอบการชาร์จแบตเตอรี่ โดยทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเนื้อยางคู่ MICHELIN Bi-Compound ซึ่งใช้เนื้อยางสูตร MICHELIN Grip Adaptive บริเวณกลางดอกยางเพื่อการยึดเกาะที่เหนือกว่าทั้งบนถนนเปียกและถนนแห้ง และเนื้อยางสูตร MICHELIN Energy Passive บริเวณไหล่ดอกยางเพื่อช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงและเพิ่มระยะทางต่อรอบการชาร์จแบตเตอรี่

มิชลิน ไพรมาซี่  7

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ยางทั้งสองรุ่นล่าสุดทุกรายการยังมาพร้อมเทคโนโลยี MICHELIN Premium Touch ตลอดแนวแก้มยางรอบเส้นยางเพื่อความหรูหราโดดเด่นสะดุดตา โดยเทคโนโลยีอันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะ ของมิชลินทำให้ได้แก้มยางที่มีลักษณะพื้นผิวคล้ายกำมะหยี่ โดดเด่นด้วยสีดำด้าน (Matte Black) เสริมรูปลักษณ์ให้รถยนต์ที่ติดตั้งยางพรีเมียมสองรุ่นนี้ดูมีสไตล์ยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน ยาง ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5 เอนเนอจี’ และ ยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต 5 เอนเนอจี’ มีวางจำหน่ายแล้ว ณ ร้านตัวแทนจำหน่ายยางอย่างเป็นทางการของมิชลินทั่วประเทศ  คลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ michelin.co.th

“เมโทร กรุ๊ป” สร้างตำนาน “หงษ์ฉี” ส่ง HONGQI E-HS9 ลุยเส้นทาง 6,000 กม. จากจีนสู่ไทย

0
เมโทร กรุ๊ป 1

เมโทร กรุ๊ป ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์สุดหรูระดับผู้นำ “หงษ์ฉี” (HONGQI) ในไทย โชว์บิ๊กไอเดียสร้างตำนาน “หงษ์ฉี” ปูทางก่อนเปิดตัวแบรนด์ในตลาดยานยนต์ไทย จัดกิจกรรมการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ผ่าน สปป.ลาว สู่ประเทศไทย ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า 100% “HONGQI E-HS9” ผ่านกิจกรรม “หนึ่งเส้นทาง…หนึ่งการเชื่อมโยง One Belt One Road” เริ่มต้นจาก “กำแพงเมืองจีน” และจบภารกิจที่ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย รวมระยะทางกว่า 6,000 กม. 

เมโทร กรุ๊ป 2

นายบดินทร์ บุญวิสุทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เมโทร กรุ๊ป เปิดเผยว่า เนื่องจาก “หงษ์ฉี” เป็นแบรนด์รถยนต์นั่งที่เป็นความภาคภูมิใจของประเทศจีนมาตลอดนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1958 จนถึงปัจจุบัน และยังเป็นก้าวสำคัญที่แบรนด์รถยนต์สุดหรู คลาสสิกของประเทศจีนจะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย

เมโทร กรุ๊ป ได้สร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อการรับรู้เชิงประสบการณ์ (Brand Experience) เพื่อส่งต่อสู่การเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ด้วยโครงการ “หนึ่งเส้นทาง…หนึ่งการเชื่อมโยง One Belt One Road” กับ รถยนต์หงษ์ฉี (HONGQI) E-HS9 ที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมผ่านการเดินทางจากประเทศจีนมาประเทศไทย ด้วยระยะทางกว่า 6,000 กม.

“การเดินทางในครั้งนี้ มี ภูริ หิรัญพฤกษ์ จาก Viewfinder Thailand และ น้องหวานหวาน อรุณณภา พาณิชจรูญ อินฟูลฯ สาวสวย มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การขับขี่รถยนต์หงษ์ฉี  ซึ่งตัวผมจะไปร่วมขับในบางช่วงของเส้นทางด้วย โดยจะเริ่มจากกำแพงเมืองจีน ไปเมืองลั่วหยาง มุ่งหน้าเฉิงตู ไปคุนหมิง ผ่านสิบสองปันนา เข้าประเทศลาวที่เมืองหลวงพระบาง และเข้าสู่ประเทศไทยที่จังหวัดน่าน มาสุโขทัย อยุธยา และจบภารกิจที่กรุงเทพมหานคร เริ่มออกเดินทาง 25 เมษายนนี้ ร่วมติดตามการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์…ไปด้วยกัน” นายบดินทร์กล่าวทิ้งท้าย

HONGQI E-HS9 (หงษ์ฉี) นวัตกรรมยานยนต์อัจฉริยะแห่งการขับขี่ กำลังจะเดินทางเข้าสู่ตลาดในประเทศไทย พร้อมกับการพิสูจน์สมรรถนะและความสะดวกสบายในการขับขี่ด้วยกิจกรรม “หนึ่งเส้นทาง…หนึ่งการเชื่อมโยง One Belt One Road”

ผู้สนใจสามารถติดตามการเดินทางของรถยนต์ “หงษ์ฉี” กับกิจกรรม “หนึ่งเส้นทาง…หนึ่งการเชื่อมโยง One Belt One Road” ผ่านทาง ทาง FB HONGQI THAILAND, FB Viewfinder Thailand, YouTube Viewfinder Thailand, FB Sweetvarnvarn, IG Sweetvarnvarn.

 

 

“Chery Group, OMODA & JAECOO Thailand๐”เปิดโรงงาน NEV ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

0
Cherry Group 1

Chery Group ร่วมกับ OMODA & JAECOO ประเทศไทย จัดพิธีเฉลิมฉลองการเปิดโรงงานผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “The Future Starts Here” ตอกย้ำความมุ่งมั่นระยะยาวในการยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเชิงกลยุทธ์ด้านการผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ การนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาประยุกต์ใช้ และการเติบโตอย่างยั่งยืนในภูมิภาค

Cherry Group 2

ภายในงานได้รับเกียรติจากแขกผู้มีเกียรติ ผู้แทนภาครัฐ พันธมิตรทางธุรกิจ สถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีเปิดโรงงานผลิตในประเทศไทยของ Chery Group ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของกลยุทธ์ด้านการผลิตในประเทศ (Localization) และวิสัยทัศน์ระยะยาวในการขับเคลื่อนอนาคตของการเดินทางในประเทศไทย

Cherry Group 3

นายเฉิน ชุนชิง (Mr.Chen Chunqing) รองประธานบริหาร CHERY International กล่าวว่า “ในวันนี้ ผมขอยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัทในการสร้างมาตรฐานการผลิตระดับโลก การเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง และการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายต่อเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในระดับโลก”

Cherry Group 9

 

Chery Group ยังคงเสริมความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ระดับโลก ด้วยเครือข่ายศูนย์วิจัยและพัฒนา 8 แห่ง ฐานการผลิต 19 แห่ง พันธมิตรซัพพลายเออร์ระดับนานาชาติกว่า 300 ราย และเครือข่ายการขายและบริการมากกว่า 3,000 แห่งทั่วโลก โดยในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Chery กลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนรายแรกที่มียอดส่งออกรวมสะสมทะลุ 6 ล้านคัน และมียอดส่งออกเกิน 100,000 คันต่อเดือนต่อเนื่อง 11 เดือน ขณะที่เดือนมีนาคมมียอดส่งออก 148,777 คัน เติบโต 72% เมื่อเทียบกับปีก่อน

Cherry Group 6

การขยายตัวในระดับสากลยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในยุโรป Chery Group ได้ดำเนินธุรกิจมากกว่า 18 ประเทศ และในตลาดพวงมาลัยขวาทั่วโลก ครอบคลุม 14 ประเทศ พร้อมสัดส่วนรถยนต์พลังงานใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันกลุ่มบริษัทมีการดำเนินธุรกิจผ่าน 3 แบรนด์ ได้แก่ OMODA & JAECOO, ตามด้วย CHERY และล่าสุดคือ LEPAS สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพระยะยาวของตลาดไทย

Cherry Group 7

ในงาน Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47 ปี 2569 CHERY, OMODA & JAECOO สามารถคว้าอันดับ 1 ด้านยอดจองในกลุ่มแบรนด์ยานยนต์สัญชาติจีน สะท้อนถึงโมเมนตัมทางการตลาดที่แข็งแกร่ง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นต่อผลิตภัณฑ์และทิศทางของแบรนด์ในประเทศไทย

โรงงาน NEV ในประเทศไทยได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง รวมถึงกระบวนการเชื่อมตัวถังอะลูมิเนียม และได้เริ่มเข้าสู่ระยะการผลิตแล้ว โดยในแผนระยะ 5 ปี (2569–2573) Chery Group ตั้งเป้ากำลังการผลิตที่ 80,000 คันต่อปี ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตเชิงกลยุทธ์สำหรับการเติบโตในภูมิภาค

Cherry Group 8

นายเซดริก ซุย (Mr. Cedric Cui) ประธาน Chery Group (ประเทศไทย) กล่าวว่า “สิ่งที่เราต้องการสื่อสารในประเทศไทยนั้นชัดเจน คือความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจระยะยาว เราไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อผลิตหรือจำหน่ายรถยนต์เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในทุกมิติ ตั้งแต่ความพร้อมของอะไหล่ คุณภาพการบริการ การดูแลลูกค้า ไปจนถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในประเทศไทย”

แผนการดำเนินงานในประเทศไทยจะขับเคลื่อนผ่านพอร์ตโฟลิโอของทั้ง 3 แบรนด์ โดย CHERY จะเน้นกลุ่มครอบครัวผ่านผลิตภัณฑ์ BEV และ PHEV ขณะที่ OMODA และ JAECOO จะสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ที่โดดเด่นในด้านนวัตกรรมครอสโอเวอร์และไลฟ์สไตล์เอาต์ดอร์ ส่วน LEPAS จะนำเสนอแนวคิด “Elegant Mobility Life” เพื่อเติมเต็มระบบนิเวศการเดินทางที่หลากหลายและตอบโจทย์ผู้บริโภคไทยมากยิ่งขึ้น

Cherry Group 10

นอกเหนือจากการผลิต Chery Group ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับบริการหลังการขายภายใต้แนวคิด Here to Care” โดยตั้งเป้าขยายเครือข่ายบริการเป็น 210 โชว์รูมภายในปีนี้ พร้อมพัฒนาศักยภาพช่างเทคนิคให้ผ่านการรับรอง 100% และตั้งเป้าประสิทธิภาพด้านอะไหล่และบริการในระดับสูง

ภายใต้แนวคิด Here to Stay” กลุ่มบริษัทยังลงทุนด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ผ่านโครงการพัฒนาทักษะและยกระดับศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรม xEV ครอบคลุมทั้งนักเรียนอาชีวศึกษา นักศึกษา บุคลากรในสายงาน และคนรุ่นใหม่ในอนาคต

นอกจากนี้ Chery Group ยังได้ร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และ AHRDA เพื่อยกระดับศักยภาพแรงงานด้านเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ โดยมีกำหนดลงนามความร่วมมือด้านทักษะ NEV ในเดือนพฤษภาคม 2569 รวมถึงการลงนามความร่วมมือกับวิทยาลัยเทคนิคระยอง และวิทยาลัยเทคนิคชลบุรี เพื่อเสริมสร้างบุคลากรคุณภาพในอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ของประเทศไทย

ในฐานะสัญลักษณ์แห่งความมุ่งมั่นต่อสังคมไทย รถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยล็อตแรกภายใต้แบรนด์ CHERY และ OMODA & JAECOO จะถูกส่งมอบให้แก่สภากาชาดไทย สะท้อนแนวคิดที่ว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมควรเติบโตควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้สังคม

Cherry Group 11

การเปิดโรงงาน NEV ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งนี้ นับเป็นการเริ่มต้นบทใหม่ของ Chery Group, OMODA & JAECOO ในด้านการผลิตภายในประเทศ นวัตกรรม และความร่วมมือระยะยาวกับประเทศไทย

 

 

มาสด้าจัดกิจกรรม MAZDA6e ONENESS EXPERIENCE ชวนลูกค้าสัมผัสประสบการณ์รถไฟฟ้ามาสด้าแบบจุใจตลอดเดือนเมษายนและพฤษภาคม

0

มาสด้าตอบรับเสียงเรียกร้องจากลูกค้า ภายหลังสร้างปรากฏการณ์กระแสตอบรับอย่างท่วมท้นกับรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ THE ALL-ELECTRIC MAZDA6e ในงานมอเตอร์ โชว์ ที่ผ่านมา ด้วยการจัดกิจกรรม “MAZDA6e ONENESS EXPERIENCE สัมผัสประสบการณ์ที่ใช่ พร้อมสร้างความมั่นใจในเอกลักษณ์แบบมาสด้า” ที่โชว์รูมมาสด้าและห้างสรรพสินค้าชั้นนำตลอดเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม 2569 เพื่อให้ลูกค้าในพื้นที่ต่างๆ ได้สัมผัสรถคันจริงอย่างใกล้ชิด และได้ทดลองสมรรถนะการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์มาสด้า ที่ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนานจากลูกค้าทั่วโลก โดยผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่โชว์รูมมาสด้าใกล้บ้านทั่วประเทศได้แล้วตั้งแต่วันนี้ หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

THE ALL-ELECTRIC MAZDA6e เป็นยนตรกรรมรถไฟฟ้า 5 ประตูในรูปแบบ “NeoFastback” ที่มาพร้อมกับความสง่างามและความอเนกประสงค์ การันตีความสง่างาม ด้วยการคว้ารางวัลชนะเลิศรถยนต์ออกแบบยอดเยี่ยมของโลก ประจำปี 2026 หรือ “2026 World Car Design of the Year” มอบสมรรถนะการขับขี่เป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถ และคงเอกลักษณ์อันโดดเด่นของรถยนต์มาสด้าไว้ครบถ้วนสมบูรณ์แบบทุกมิติ มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ชนิด LFP ขนาด 77.9 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ขับขี่ได้ระยะทางไกล 654 กม.* รองรับการชาร์จด่วน DC Fast Charging ชาร์จไฟจาก 30%-80% เร็วสูงสุดใน 15 นาที** มาพร้อมกับทางเลือก 2 รุ่น 2 สไตล์

  • รุ่น Premium มาพร้อมกับภาพลักษณ์สปอร์ต ตกแต่งภายในห้องโดยสารอย่างพิถีพิถัน ด้วยหนังสีดำ สะท้อนความประณีตในทุกจุดสัมผัส วางราคาจำหน่าย 1,169,000 บาท
  • รุ่น Exclusive ถ่ายทอดความสง่างามและความหรูหราในระดับ Masterpiece ห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุ Nappa Suede สีแทน พร้อมดีไซน์พิเศษในทุกองค์ประกอบ เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางสู่ความสมบูรณ์แบบอีกขั้น วางราคาจำหน่าย 1,199,000 บาท

นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าที่จองรถ THE ALL-ELECTRIC MAZDA6e มาสด้ายินดีมอบข้อเสนอมากมาย ทั้ง ดอกเบี้ยพิเศษ 1.78%1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance2 ฟรี Home Charger จากแบรนด์ ABB ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมติดตั้งฟรีทั่วประเทศ3 ฟรี ระบบ Mazda Connectivity 5 ปี4 นอกจากนั้นยังมอบฟรี โปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถไฟฟ้า 8 ปี Electric Mazda Ultimate Service (e-MUS) ประกอบด้วย

  • รับประกันคุณภาพรถยนต์ นานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร5
  • ฟรี Electric Mazda Care แพ็กเกจบำรุงรักษารถไฟฟ้า นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร6
  • ให้การคุ้มครองแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน นานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร7
  • ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร8

สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนจองสิทธิ์ Mazda6e Premiere Package ยังสามารถรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมตามเงื่อนไขได้จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 นี้*** ทั้งนี้ มาสด้าต้องขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านเป็นอย่างสูง ที่ให้การตอบรับต่อรถยนต์ไฟฟ้าจากมาสด้าเป็นอย่างดี และขอเชิญชวนลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของ THE ALL-ELECTRIC MAZDA6e เข้ามาทดลองขับพร้อมรับข้อเสนอพิเศษที่โชว์รูมมาสด้าและห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ตลอดเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2569 ได้ตามวันและสถานที่ดังต่อไปนี้

21-23 เม.ย. 69·        มาสด้า กฤษฎา รามอินทรา กม.9

·        มาสด้า พระนคร เกษตร–นวมินทร์

1-10 พ.ค. 69·      มหกรรมยานยนต์ล้านนา

ศูนย์การค้า เซ็นทรัล เชียงใหม่ เฟสติวัล ชั้น 1 บริเวณลานกิจกรรม

21-25 เม.ย. 69·        มาสด้า อนุภาษ ภูเก็ต5-7 พ.ค. 69·     มาสด้า เจพี ประดิษฐ์มนูธรรม**

·      มาสด้า เภตรา บางพูน**

23-26 เม.ย. 69·       มินิ มอเตอร์โชว์

ศูนย์การค้า โรบินสันไลฟ์สไตล์ สุรินทร์*

5-11 พ.ค. 69·      มินิ มอเตอร์โชว์

ศูนย์การค้า เซ็นทรัล กระบี่

24-26 เม.ย. 69·       มาสด้า พระราม 77-17 พ.ค. 69·      มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2026

ศูนย์การค้า เทอมินอล 21 โคราช ชั้น G โซน Paris & London Street

24-27 เม.ย. 69·       มาสด้า สุขุมวิท 658-10 พ.ค. 69·     ศูนย์การค้า ฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต

ชั้น B หน้า Amazon*

·     มาสด้า แอลบาทรอส ออโต้ รามอินทรา

28-30 เม.ย. 69·       มาสด้า เคพีออโต้ คลองหลวง
28 เม.ย.69 – 3 พ.ค. 69·       มาสด้า ดุสิต ออโต้ เซลส์ (ตรัง)
30 เม.ย.69 – 4 พ.ค. 69·       บิ๊กเซลส์ มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 11

ศูนย์การค้า เซ็นทรัล อุบลราชธานี ชั้น1*

1-3 พ.ค. 69·       มาสด้า 14 ออโตโมทีฟ เทพารักษ์

*มีรถสำหรับจัดแสดงเท่านั้น **มีรถสำหรับทดลองขับเท่านั้น

หมายเหตุ:

*อ้างอิงจากผลการทดสอบมาตรฐาน NEDC

**อ้างอิงจากการใช้เครื่องชาร์จเร็ว DC 200 kW ขึ้นไป ระยะเวลาการชาร์จจริงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ณ ขณะชาร์จ เช่น สภาพแบตเตอรี่ อุณหภูมิของแบตเตอรี่และอุณหภูมิแวดล้อม

***เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

1ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน

2บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์ (4) บมจ. แอกซ่าประกันภัย และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

3ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว สำหรับงานติดตั้งวงจนที่ 1 (สายไฟ 1 เฟส) พร้อมรับประกันตัวเครื่อง 2 ปี และรับประกันงานติดตั้ง 1 ปี โดยสามารถเปลี่ยนแปลงที่อยู่ในการติดตั้งได้ 1 ครั้ง และ สิทธิ์การติดตั้งมีอายุไม่เกิน 6 เดือน นับจากวันออกรถ และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

4สำหรับใช้งานแอปพลิเคชั่น Mazda6e, ระบบสั่งงานด้วยเสียง และ ระบบนำทาง

5ตามเงื่อนไขโปรแกรมขยายรับประกันคุณภาพรถเป็น 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

6 แพ็กเกจบำรุงรักษารถไฟฟ้าตามระยะ นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน ไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

7เงื่อนไขคุ้มครองแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแรงดันสูง (High Voltage Battery) เท่านั้น นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

8 เงื่อนไขบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

นับถอยหลัง! รอรุ่นประกอบไทย ฮุนได เปิดลงทะเบียนความสนใจ The new 2026 IONIQ 5 N Line รถไฟฟ้าอัปเกรดลุคสปอร์ต พร้อมรับส่วนลด 20,000 บาท ก่อนเปิดตัวเป็นทางการไตรมาส 3

0

ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) เดินหน้าสร้างความเคลื่อนไหวในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยโดยประกาศเปิดลงทะเบียนแสดงความสนใจรถยนต์ไฟฟ้า The new 2026 IONIQ 5 N Line เวอร์ชันประกอบในประเทศไทย พร้อมมอบสิทธิพิเศษ ส่วนลด 20,000 บาท* สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนล่วงหน้า ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงไตรมาส 3 ปี 2569 โดย The new 2026 IONIQ 5 N Line จะมายกระดับไลน์อัปของ IONIQ 5 เจ้าของรางวัลระดับโลกให้ก้าวไปอีกขั้น ด้วยการนำเอา DNA จากสนามแข่งมาอยู่ในรถที่ขับขี่จริงบนท้องถนน โดยนำดีไซน์จากรถไฟฟ้าสมรรถนะสูงอย่าง IONIQ 5 N มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบที่สายพันธุ์สปอร์ตจะต้องถูกใจอย่างแน่นอน

IONIQ 5 N Line พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดที่ต้องการเติมเต็มช่องว่างระหว่างความล้ำสมัยของ IONIQ 5 และสมรรถนะที่ดุดันของ IONIQ 5 N พร้อมถ่ายทอดคาแรกเตอร์สปอร์ตที่ชัดขึ้น ทั้งยังรักษาความสมดุลของการขับขี่จริงบนท้องถนน โดยแนวคิด N Line ยังสะท้อนถึงแรงบันดาลใจในการนำโลกมอเตอร์สปอร์ต มาผสานเข้ากับรถยนต์ไฟฟ้าอย่างกลมกลืน เพื่อมอบทั้งดีไซน์ที่โดดเด่น อารมณ์การขับขี่ที่สนุกยิ่งขึ้น และความอเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์หลากหลายไลฟ์สไตล์ในคันเดียว

ด้านการออกแบบ ดีไซน์ภายนอกของ The new 2026 IONIQ 5 N Line รุ่นประกอบไทย ได้รับการยกระดับให้โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยกันชนหน้า–หลังเฉพาะรุ่น เส้นสายตัวถังที่เฉียบคมและดุดันมากขึ้น รวมถึงล้ออัลลอย ขนาด 20 นิ้ว ที่ช่วยเสริมทั้งภาพลักษณ์และประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ที่ทำให้ขับขี่ได้สนุกเร้าใจยิ่งขึ้น

The new 2026 IONIQ 5 N Line ยังพัฒนาบนแพลตฟอร์ม E-GMP สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างตัวรถ ลดจุดศูนย์ถ่วง และมอบสมดุลการขับขี่ที่มั่นคงยิ่งขึ้น ผสานกับคาแรกเตอร์สปอร์ตของ N Line ได้อย่างลงตัว พร้อมรองรับการใช้งานที่หลากหลายในชีวิตประจำวัน

ด้านเทคโนโลยี IONIQ 5 N Line มาพร้อมระบบไฟฟ้าแรงดันสูง 800 โวลต์ รองรับการชาร์จเร็วสูงสุด 350 kW ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ขนาด 84 kWh ที่เน้นระยะทางการขับขี่แบบ Long Range ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในเมืองและการเดินทางไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังติดตั้งระบบความปลอดภัย Hyundai SmartSense แบบ Full Package ครบทุกฟังก์ชัน เพื่อยกระดับความมั่นใจในทุกเส้นทาง ครบทั้งด้านสมรรถนะ เทคโนโลยี และความปลอดภัยในคันเดียว

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนแสดงความสนใจล่วงหน้า เพื่อรับสิทธิพิเศษส่วนลด 20,000 บาท* ก่อนใครได้ที่ https://bit.ly/4sy6973 โดยสิทธิ์ดังกล่าวจะมอบให้เฉพาะลูกค้าที่ลงทะเบียนล่วงหน้าและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนดเท่านั้น

 

*หมายเหตุ: เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด และอาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า