Thursday, February 9, 2023
HomeAuto TestTest DriveNew Honda Accord Hybrid Tech ตอบโจทย์สมรรถนะและประหยัด โดดเด่นไปกับเทคโนโลยี Honda Sensing

New Honda Accord Hybrid Tech ตอบโจทย์สมรรถนะและประหยัด โดดเด่นไปกับเทคโนโลยี Honda Sensing

ซีดานหรูในกลุ่ม D-Segment อีกขั้นของเทคโนโลยีไฮบริดรุ่นล่าสุด Sport Hybrid Intelligent Multi Mode Drive (i-MMD) ให้สมรรถนะสูง 215 แรงม้า สนุกเร้าใจด้วยโหมดการขับขี่แบบสปอร์ต ในส่วนของการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode)ทำความเร็วได้สูงสุดถึง 120 กม./ชม. มาพร้อมอัตราสิ้นเปลือง 23.8 กิโลเมตร/ลิตร พ่วงเทคโนโลยีความปลอดภัย Honda SENSING มั่นใจได้กับทุกการขับขี่

ปล่อยให้ค่ายรถยนต์จากฝั่งยุโรปนำกระแสไปกับยนตรกรรมไฟฟ้าระบบปลั๊กอิน มีหรือที่ค่ายญี่ปุ่นยักษ์ใหญ่ในวงการอย่างฮอนด้าจะอยู่นิ่ง ล่าสุดได้พัฒนาระบบสปอร์ตไฮบริดพร้อมกับเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยมาใส่ในซีดานรุ่นธงอย่าง Honda Accord Hybrid พร้อมจัดกิจกรรมการทดสอบและร่อนหมายเชิญให้สื่อมวลชนได้ร่วมทดลองขับ ยนตรกรรมเทคโนโลยีทันสมัยแบบนี้มีหรือที่ www.autoworldthailand.com จะพลาด รายงานผลการทดสอบพร้อมแล้วที่จะให้ทุกท่านได้รับชมครับ

เมื่อปลายเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ฮอนด้า ออโตโมบิลส์(ประเทศไทย) จำกัด ได้นำ New Honda Accord Hybrid เปิดตัวสู่สาธารณชนในเมืองไทยภายใต้คอนเซ็ปต์ “Change The World” ด้วยกัน 2 รุ่น ได้แก่ New Honda Accord Hybrid ราคา 1,659,000 บาท และ รุ่นท๊อฟไลน์ New Honda Accord Hybrid Tech ในราคา 1,849,000 บาท ซึ่งวันนี้ถึงคิวของกิจกรรมการทดลองขับซึ่งจะเน้นไปที่เรื่องของการใช้งานระบบ Sport Hybrid Intelligent Multi Mode Drive (i-MMD) แบบ Full Hybrid และเรียนรู้ไปกับระบบ Honda Sensing ทั้งยังมีฟังค์ชั่นการใช้งานเพื่อความสะดวกสบายอัดแน่นเต็มพิกัด

พาหนะหลักในการทดสอบมีอยู่เพียงแค่หนึ่งรุ่นนั่นคือ New Honda Accord Hybrid Tech ซึ่งเป็นรุ่นท๊อฟ รูปลักษณ์ภายนอกยังคงความหรูหราสง่างามและเพิ่มความสปอร์ตด้วยไฟหน้าพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน รวมถึงติดตั้งระบบไฟส่องสว่างด้านข้างอัตโนมัติขณะเลี้ยว (Active Cornering Light – ACL) ช่วยเพิ่ม มาพร้อมกระจังหน้าดีไซน์พิเศษแต่งด้วยเส้นสายสีฟ้า มุมมองด้านหลังโดดเด่นไปกับไฟท้ายดีไซน์ใหม่แบบ LED แต่งกรอบด้วยสีฟ้าเช่นกัน

 

นอกจากนี้ New Honda Accord Hybrid Tech สร้างความแตกต่างไปจากรุ่นปกติด้วยสปอยเลอร์หลังและล้ออัลลอยสไตล์สปอร์ตขนาด 18 นิ้ว พร้อมติดตั้งซันรูฟระบบ One Touch

ก่อนที่จะเข้าไปสู่ภายใน สามารถเพิ่มความเย็นสบายให้ห้องโดยสารได้จากระบบ Engine Remote Start ซึ่งเป็นการสั่งงานให้เครื่องยนต์พร้อมระบบปรับอากาศทำงานโดยที่ไม่ต้องเข้าไปด้านในรถ

เมื่อเข้าสู่ห้องโดยสารจะได้สัมผัสกับภายในที่กว้างขวาง เพิ่มความหรูด้วยเบาะหนังสีน้ำตาล พร้อมชุดแต่งภายในลายไม้และสีดำเปียโนแบล๊ค เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ ในส่วนของเบาะผู้ขับขี่ปรับได้ 8 ทิศทาง เบาะผู้โดยสารด้านหน้า 4 ทิศทาง

สะดวกสบายกับฟังก์ชั่นการใช้งานระดับพรีเมียม อาทิ หน้าจอแสดงข้อมูลอัจฉริยะ Multi-Information Display (i-MID) ขนาด 7.7 นิ้ว ซึ่งนอกจากจะแสดงข้อมูลการขับขี่ วิทยุ เพลง และนาฬิกา ยังสามารถแสดงภาพจากระบบ Honda LaneWatch และกล้องหลังซึ่งปรับมุมมองได้ถึง 3 ระดับ

บริเวณคอนโซลกลางยังมีระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมเครื่องเสียง และตั้งค่าการแสดงผลได้ง่ายเพียงนิ้วสัมผัส รวมถึงรองรับ Apple CarPlay หรือเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านระบบ Mirror Link ให้ความเพลิดเพลิน สะดวกสบาย และทันสมัย ไปในขณะเดียวกัน

พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น มีสวิตซ์ควบคุมระบบเครื่องเสียง ปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ ปุ่มควบคุมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบอัจฉริยะ i-MID พร้อมด้วยปุ่มควบคุมระบบ ACC และ ระบบ LKAS (ฟังค์ชั่นพิเศษเฉพาะในรุ่น Hybrid Tech) ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยี Honda SENSING เพื่อให้ความสะดวกในการใช้งานขณะขับขี่

New Honda Accord Hybrid Tech มาพร้อมระบบขับเคลื่อน Sport Hybrid Intelligent Multi Mode Drive (i-MMD) ด้วยการทำงานของเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร Atkinson-Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 145 แรงม้า ที่ 6,200 รอบ แรงบิด 175 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ

นอกจากพละกำลังจากเครื่องยนต์ยังผสานการทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า พร้อมด้วยเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน 1.3 กิโลวัตต์ ให้ประสิทธิภาพสูงในการชาร์จและจ่ายกระแสไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อนำทั้ง 2 ระบบมารวมกันจะสร้างกำลังได้ถึง 215 แรงม้า

โครงสร้างตัวถังเป็นอีกหนึ่งการพัฒนาเพื่อให้เป็นรถยนต์นั่งที่ตอบสนองการใช้งานได้อย่างลงตัว ชิ้นส่วนแชสซีส์ได้รับการออกแบบตามหลักวิศวกรรม เพื่อให้รถมีความเงียบ และตอบสนองการขับขี่ที่นุมนวลบนถนน รวมถึงระบบควบคุมเสียงรบกวน (Active Noise Control-ANC)พร้อมติดตั้งระบบกันสะเทือนหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท โดยใช้ซับเฟรมหน้าผลิตจากอะลูมิเนียม ระบบกันสะเทือนหลังมีแขนยึด A-Arm ผลิตขึ้นรูปจากเหล็กที่มีความทนทานสูง พร้อมกับข้อต่อที่ผลิตจากอะลูมิเนียมเช่นกัน

อีกหนึ่งระบบที่ได้รับการพัฒนาคือ เซอร์โวเบรกไฟฟ้า ช่วยในเรื่องการชาร์จกระแสไฟฟ้า เพื่อความประหยัดน้ำมันสูงสุด ในรูปแบบระบบไฮดรอลิกเต็มระบบ ใช้หม้อลมเบรกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 นิ้ว ผู้ขับขี่สามารถสร้างแรงเบรกได้ตามต้องการ โดยที่แม่ปั๊มเบรกส่งผ่านแรงเบรกไปยังล้อทั้ง 4 ล้อ เหมือนกับระบบทั่วไป แต่สิ่งที่แตกต่าง คือ การทำงานจะควบคุมด้วยไฟฟ้ามากกว่าการทำงานแบบกลไกเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะช่วยให้เกิดการชาร์จไฟจากมอเตอร์ในขณะที่ลดความเร็วหรือเบรก

สำหรับในด้านความปลอดภัยติดตั้งระบบถุงลม 6 ตำแหน่ง ประกอบด้วยถุงลมคู่หน้าอัจฉริยะ (Dual i-SRS) ถุงลมด้านข้างคู่หน้าอัจฉริยะ (i-Side Airbag) และม่านถุงลมด้านข้าง (Side Curtain Airbags) เพื่อความปลอดภัยและช่วยลดอาการบาดเจ็บของทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

ข้อมูลของ New Honda Accord Hybrid Tech ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ อีกหลายระบบจะเป็นการสัมผัสผ่านเส้นทางทดสอบของภาคตะวันออกจากชลบุรีมุ่งหน้าสู่จันทบุรี ระยะทางไป-กลับประมาณ 300 กม. เพื่อให้ทุกอย่างเหมาะสม ผมแบ่งการทดสอบออกเป็น 2 ช่วง เพื่อลองของกับระบบ Sport Hybrid i-MMD และเทคโนโลยี HONDA SENSING ว่าแล้วก็ตามไปด้วยกันเลยครับ

Sport Hybrid i-MMD

ระบบแห่งประสิทธิภาพการขับขี่ที่ให้ทั้งสมรรถนะและความประหยัด

รถคันนี้สามารถเลือกโหมดขับขี่ได้หลายรูปแบบ ซึ่งมีส่วนเชื่อมโยงกันทั้งหมด มาดูกันว่าการทำงานและประสิทธิภาพการใช้งานของเทคโนโลยี Sport Hybrid i-MMD มีอะไรบ้าง

EV Drive Mode

พลังไฟฟ้าเพื่อความประหยัด

โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) ที่สามารถขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ต่อเนื่อง และทำความเร็วได้สูงสุดถึง 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในขณะลดความเร็วจะเปลี่ยนพลังงานที่เกิดขึ้นกลับเป็นพลังงานไฟฟ้า และชาร์จไฟไปยังแบตเตอรี่ ทั้งยังสามารถกดสวิตช์ควบคุมเพื่อเข้าสู่โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โดยจะมีสัญลักษณ์ EV สีเขียวปรากฏขึ้นบนแผงหน้าปัด ซึ่งระบบจะทำงานและตัดเข้าสู่การทำงานในโหมดอื่นตามสภาพการขับขี่ที่เปลี่ยนไปในกรณีแบตเตอรี่เหลือน้อย และพฤติกรรมการขับขี่ที่เปลี่ยนแปลง

Hybrid Drive Mode

การทำงานแบบลูกผสมเพื่อประสิทธิภาพแห่งสมรรถนะ

ระบบขับเคลื่อนนี้ใช้พลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากเครื่องยนต์และพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ทำงานในรูปแบบผสมผสานเพื่อขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อให้ได้มาซึ่งแรงบิดสูงสุดในเวลารวดเร็ว ส่งผลให้มีอัตราเร่งที่ตอบสนองทันใจ และเมื่อถอนคันเร่งเครื่องยนต์จะหยุดทำงานทันทีและนำพลังงานที่เกิดขึ้นชาร์จไฟกลับยังแบตเตอรี่ เหมาะสมกับการขับขี่ในรูปแบบการเร่งความเร็วเพราะให้อัตราเร่งนุ่มนวลและทรงพลัง

Engine Drive Mode

จัดเต็มไปกับขุมพลังจากเครื่องยนต์

โหมดนี้จะใช้กำลังจากเครื่องยนต์โดยเฉพาะ โดยชุดล็อคอัพคลัตช์ที่ภายในเกียร์ E-CVT จะเชื่อมต่อเครื่องยนต์และส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อโดยตรง เพื่อให้การขับขี่มีประสิทธิภาพสูงฬนขณะที่มีแรงเสียดทานต่ำ เหมาะสมกับพฤติกรรมการขับด้วยความเร็วสูงคงที่ ในรูปแบบการเดินทางไกล การทำงานและทิศทางการไหลของพลังงานในระบบไฮบริดแสดงผลผ่านทางหน้าจอMulti-Information Display (MID) ที่อยู่กลางมาตรวัด

Sport Drive Mode

ซิ่งได้ ประหยัดด้วย

ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเร่งทำความเร็วให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อน เข้ามาช่วยเครื่องยนต์ในการสร้างอัตราเร่งให้ดีขึ้น โดยสามารถสัมผัสการตอบสนองของอัตราเร่งในโหมดนี้ได้ชัดเจน มีสวิตช์ควบคุมเป็นปุ่ม Sport บริเวณคันเกียร์ เมื่อสั่งการสัญลักษณ์ SPORT สีเขียวจะปรากฏขึ้นบนแผงหน้าปัดทันที

Eco Assist

ตัวช่วยด้านความประหยัด

ปุ่มสีเขียวรูปใบไม้บริเวณคอนโซลหน้าข้างพวงมาลัย เมื่อใช้งาน ขอบมาตรวัดจะเรืองแสงทั้ง 2 ฝั่งจะสว่างขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นรูปแบบการขับขี่ว่ามีประสิทธิภาพในด้านการประหยัดน้ำมันหรือไม่ ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ช่วยผู้ขับขี่โดยใช้การเรืองแสงทั้ง 2 ฝั่งเป็นตัวบ่งบอกถึงลักษณะในการขับ ถ้าแสงเป็นสีขาว หมายถึง การขับในตอนนั้นไม่เอื้อต่อการประหยัดน้ำมัน ขณะเดียวกันถ้าเมื่อไหร่ที่แสงเริ่มเปลี่ยนมาเป็นโทนสีเขียวซึ่งหมายความว่าเริ่มมีความประหยัดน้ำมันมากขึ้นเรื่อยๆ การเปลี่ยนสีที่เรืองแสงออกมาจะขึ้นอยู่กับรูปแบบและพฤติกรรมการขับขี่เป็นสำคัญ

หากกล่าวโดยรวมของ “Sport Hybrid i-MMD” ถือว่าเป็นระบบ Full Hybrid ซึ่งให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง แต่ยังให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม โดยโรงงานผู้ผลิตเคลมอัตราสิ้นเปลืองไว้ถึง 23.8 กิโลเมตร/ลิตร พูดง่ายๆว่าหากน้ำมันเต็มถัง(ความจุ 60 ลิตร) รวมถึงมีพฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่ผลีผลาม หรือ ฉวัดเฉวียน ระยะทางที่ระบบได้ประมวลผลและแสดงมายังจอด้านบนคอนโซลกลางสามารถทำได้ทะลุ 1,000 กม.เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 99 กรัม/กิโลเมตร

HONDA SENSING

เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยมาตรฐานใหม่

New Honda Accord Hybrid Tech ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยภายใต้ชื่อ “Honda SENSING” ทำงานด้วยเรดาร์และกล้องด้านหน้า ตรวจจับสภาวะแวดล้อมบนท้องถนน มีหน้าที่แจ้งเตือนผู้ขับขี่หรือช่วยควบคุมรถในสถานการณ์เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวมถึงเพื่อนร่วมทางบนท้องถนน ซึ่งประกอบด้วยระบบต่างๆดังนี้

Adaptive Cruise Control (ACC)

ระบบควบคุมและปรับความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน

ใช่ว่าระบบนี้จะไม่เพียงแต่ช่วยควบคุมความเร็วของรถให้คงที่ตามการตั้งค่า ยังสามารถตั้งระยะห่างของรถคันหน้าได้อีกด้วย เมื่อรถคันหน้าลดความเร็ว ระบบจะสั่งการให้ปรับความเร็วลงอัตโนมัติและรักษาระยะห่างระหว่างรถคันหน้าได้อย่างเหมาะสม เมื่อมีรถมาแทรกระหว่างกลาง ระบบจะยกเลิกคำสั่งเดิมและทำการกำหนดเป้าหมายใหม่ โดยตรวจจับจากรถที่อยู่ด้านหน้าเท่านั้น ในส่วนของความเร็วสามารถกำหนดได้ตั้งแต่ 30-180 กม./ชม. และเมื่อใดที่ระบบหยุดทำงาน จะมีข้อความแจ้งเตือนไปที่จอแสดงผล MID ทันที

Collision Mitigation Braking System (CMBS)

ระบบเตือนการชนด้านหน้าและตรวจจับคนเดินถนนพร้อมระบบช่วยเบรก

เมื่อไหร่ที่เปิดการใช้งาน เรดาร์และกล้องจะทำการประมวลผลในทันที หากมีรถอยู่ด้านหน้าในระยะไม่ปลอดภัย ระบบจะแจ้งเตือนผ่านหน้าจอแสดงข้อมูลและสัญญาณเสียง รวมทั้งสั่นเตือนที่พวงมาลัย หากเข้าใกล้ระยะเสี่ยงต่อการชน ระบบจะทำการเสริมแรงเบรกโดยอัตโนมัติ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ฟังค์ชั่นนี้เป็นระบบที่พัฒนาใหม่ล่าสุด ซึ่งสามารถตรวจจับคนเดินถนนได้อีกด้วย

Lane Keeping Assist System (LKAS)

ระบบแจ้งเตือนและช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง

ระบบนี้เป็นการทำงานของกล้องด้านหน้าเพื่อการตรวจจับเส้นแบ่งช่องทางเดินรถ ซึ่งประมวลผลและสั่งการมาโดยวิธีการหน่วงพวงมาลัย ช่วยให้ผู้ขับควบคุมรถในช่องทางเดินรถได้ตลอดเวลา เริ่มทำงานตั้งแต่ความเร็ว 72-180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีสวิตช์ควบคุมอยู่ที่ด้านขวาของพวงมาลัย ระบบนี้ไม่ใช่ระบบอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นเมื่อใดที่ผู้ขับขี่ละมือจากพวงมาลัย ระบบจะหยุดการทำงานทันที

Road Departure Mitigation (RDM) with Lane Departure Warning (LDW)

ระบบแจ้งเตือนและช่วยเหลือเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ

ระบบจะส่งสัญญาณเตือนไปที่หน้าจอแสดงข้อมูลพร้อมสั่นพวงมาลัย ในกรณีที่รถออกนอกช่องทางมากขึ้น ระบบจะทำการหน่วงพวงมาลัย เพื่อช่วยดึงให้รถกลับเข้าสู่ช่องทาง หากรถยังคงเบี่ยงออกนอกช่องทางมากยิ่งขึ้น ระบบจะสั่งให้เบรกทำงานเพื่อชะลอความเร็วอย่างเหมาะสม

นอกจากระบบทั้งหมดที่สรุปคร่าวๆ คงเห็นถึงความมุ่งมั่นที่ทีมวิศวกรของฮอนด้าได้ร่วมพัฒนาเพื่อให้ New Honda Accord Hybrid เป็นรถในกลุ่ม D-Segment ที่ประหยัดและปลอดภัย ในด้านของสมรรถนะความแรงจากเครื่องยนต์ 2 ระบบ ถือว่ามีสมรรถนะที่ค่อนข้างตอบสนองต่อการใช้งานได้เป็นอย่างดี ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อใช้โหมด Sport Drive Mode จะสามารถทำให้ซิ่งได้ต่อเนื่องในระดับหนึ่ง ไม่มีอาการรอบตกให้เห็น ทั้งนี้คงเป็นผลดีของระบบเกียร์ E-CVT ที่แปรผันอัตราทดได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อถนนโล่ง ในช่วงทางตรงยาว ความเร็วปลายที่ 180 กม./ชม.สามารถทำได้สบายๆ แต่อาจมีเสียงจากเครื่องยนต์หวีดร้องรบกวนเข้ามาบ้างเล็กน้อย

การหยุดรถนอกจากระบบป้องกันล้อล๊อค ABS รวมถึงระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบเสริมแรงเบรก BA ยังมีทีเด็ดในชื่อระบบว่า “เซอร์โวเบรกไฟฟ้า” ซึ่งอาจจะหนักเท้าไปสักนิดเมื่อเทียบกับ Accord Hybrid รุ่นที่ผ่านมา แต่ก็สร้างความคุ้นเคยได้ในเวลาไม่นานนัก เมื่อระบบทำงานสัมพันธ์กันแรงต้นที่ส่งไปยังสมองกล จะถูกลดทอนไป 10 % เพื่อการหยุดรถที่ดีในแนวราบ ซึ่งสมองกลยังสั่งให้มีแรงบิดในการเบรกเพิ่มขึ้นถึง 25 % ทำให้ไม่ต้องออกแรงมากและยังได้การเบรกที่มั่นใจยิ่งขึ้น

ช่วงล่างและการยึดเกาะเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ เพราะในส่วนนี้ก็ได้รับการปรับปรุงมาเช่นกัน นอกจากโครงสร้างตัวถังนิรภัย และ ระบบควบคุมเสียงรบกวนที่ได้กล่าวถึงในช่วงแรก การพัฒนาภายในกระบอกโช๊คอัพและขดสปริง ส่งผลให้เกิดการขับขี่ที่มั่นใจ และให้การยึดเกาะถนนที่ดี แม้ว่าจะแข็งไปสักนิด หากมองจากตัวแปรเรื่องของสภาพเส้นทางที่ไม่เรียบสักเท่าไหร่และบางช่วงมีหลุมขรุขระ ซึ่งเป็นอุปสรรคในการทดสอบครั้งนี้  ฟิลลิ่งที่สะท้อนมายังตำแหน่งผู้ขับขี่และผู้โดยสารกลับให้ความรู้สึกที่ หนึบ ไม่กระด้าง ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากน้ำหนักตัวรถที่ต้องแบกภาระทั้งมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่

บทสรุปของ New Honda Accord Hybrid Tech ถือเป็นเรือธงรุ่นท๊อฟที่เน้นไปในด้านความปลอดภัยจากเทคโนโลยี Honda Sensing ซึ่งตรวจจับได้ทั้งวัสดุโลหะรวมถึงสิ่งมีชีวิต โดยมีจุดประสงค์ที่จะช่วยในด้านความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน ในส่วนของความประหยัด หากมีน้ำมันเต็มถัง และพฤติกรรมการขับขี่ที่คงเส้นคงวา ในระดับความเร็ว 90-120 กม. รถคันนี้จะพาคุณไปไกลได้ในระยะทางทะลุ 1,000 กม.แน่นอน แต่หากคุณอยากซิ่งในช่วงถนนโล่ง Sport Drive Mode จะเป็นโหมดทางเลือกเพื่อตอบสนองการใช้งานซึ่งเป็นพลังงานลูกผสมของทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า

ความสะดวกสบายพร้อมหลากฟังค์ชั่นการใช้งานเหล่านี้น่าจะเป็นคำตอบของโจทย์ที่คุณได้ตั้งไว้แน่นอน ทางเลือกใหม่รุ่นล่าสุดจากค่ายฮอนด้าในนามว่า New Honda Accord Hybrid จึงถือเป็นรถที่สนองความต้องการทุกการใช้งานได้เป็นอย่างดีครับ

RELATED ARTICLES

Most Popular