Home Blog Page 12

“นิสสัน โรดโชว์ พร้อมแคมเปญพิเศษ “SAY YES” ทั่วประเทศ ประจำเดือนกรกฎาคม 2569

0
นิสสัน โร็ดโชว์ 1

นิสสันจัดกิจกรรมโรดโชว์ทั่วประเทศ นำทัพนวัตกรรม  ยานยนต์ครบทุกรุ่น เพื่อมอบประสบการณ์ให้ลูกค้าได้สัมผัสรถยนต์คุณภาพสูงจากนิสสันอย่างใกล้ชิด นำโดย นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ที่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ที่ผ่านมา พร้อมแคมเปญพิเศษ “SAY YES” และโปรโมชันมากมาย เพื่อให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของรถยนต์ยอดนิยมจากนิสสันได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ เป็นรถยนต์คอมแพคเอสยูวีรุ่นล่าสุด โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ ที่มอบประสบการณ์ขับขี่เสมือนรถยนต์ไฟฟ้า โดยไม่ต้องชาร์จไฟจากภายนอกหรือเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งาน ผสานสมรรถนะการขับขี่ที่ตอบสนองได้อย่างทันใจ พร้อมดีไซน์ทันสมัย โฉบเฉี่ยว และยกระดับ ความพรีเมียมมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบช่วยขับขี่ขั้นสูง ProPILOT และเทคโนโลยีความปลอดภัย Nissan 360 Safety Shield ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว

ภายในกิจกรรมโรดโชว์ นิสสันยังได้นำเสนอทางเลือกด้านพลังงานไฟฟ้าผ่านเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ ในรถยนต์รุ่นสำคัญอย่าง นิสสัน เอ็กซ์เทรล อี-พาวเวอร์ ที่มาพร้อมเทคโนโลยีขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ              e-4ORCE (อี-ฟอร์ซ) ให้การยึดเกาะถนน และการควบคุมที่มั่นใจในทุกสภาพการขับขี่ และนิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์ รถยนต์อเนกประสงค์ MPV 7 ที่นั่ง ที่โดดเด่นด้านความกว้างขวาง และความยืดหยุ่นในการใช้งาน ด้วยเบาะนั่งที่สามารถปรับได้หลากหลายรูปแบบ กระจกโดยสารขนาดใหญ่ที่ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง พร้อมประตูท้ายแบบ Dual Back Door ที่สามารถเปิดได้ทั้งแบบครึ่งบาน และเต็มบาน เพิ่มความสะดวกแม้ในพื้นที่จำกัด รวมถึงประตูสไลด์ไฟฟ้าที่ช่วยให้การเข้า-ออกเป็นไปอย่างง่ายดาย เหมาะสำหรับการใช้งานของครอบครัว และการเดินทางในทุกโอกาส

ทั้งนี้ กิจกรรมโรดโชว์ดังกล่าว เปิดโอกาสให้ลูกค้า และผู้ที่สนใจได้สัมผัสนวัตกรรมยานยนต์จากนิสสัน อย่างครบครัน พร้อมข้อเสนอพิเศษที่จัดขึ้นเฉพาะแต่ละพื้นที่

โดยนิสสันมีกำหนดการจัดกิจกรรมโรดโชว์ทั่วประเทศ ในเดือนกรกฎาคม 2569 ดังนี้

1-5 กรกฎาคม 2569       FAST AUTO SHOW ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนากรุงเทพมหานคร

1-7 กรกฎาคม 2569       NISSAN MOTOR SHOW ศูนย์การค้าโรบินสัน สระบุรี

1-7 กรกฎาคม 2569       NISSAN BANGKOK MINI MOTOR SHOW ศูนย์การค้าเมกาบางนา                    สมุทรปราการ

8-14 กรกฎาคม 2569     NISSAN UPCOUNTRY MINI MOTOR SHOW ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค            พระนครศรีอยุธยา

14-20 กรกฎาคม 2569   NISSAN AUTO SHOWCASE ศูนย์การค้าเซ็นทรัล นครศรีธรรมราช

15-19 กรกฎาคม 2569   NISSAN e-POWER SHOW ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ปทุมธานี

17-23 กรกฎาคม 2569   NISSAN UPCOUNTRY MINI MOTOR SHOW เทสโก้โลตัส แพร่

สำหรับลูกค้าที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายนิสสัน ในจังหวัดที่จัดกิจกรรม หรือศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์นิสสัน หมายเลขโทรศัพท์ 0-2401-9600 และสามารถติดต่อสอบถามผ่านช่องทางออนไลน์ ได้แก่ Facebook: Nissan Thailand และ LINE: @NissanInnovation

 

นอกจากนี้ ลูกค้าที่สนใจสามารถสตรวจสอบกำหนดการจัดกิจกรรมโรดโชว์ทั่วประเทศได้ที่เว็บไซต์ https://www.nissan.co.th/news/event พร้อมทั้งศึกษารายละเอียด และเงื่อนไขโปรโมชันปัจจุบันได้ที่เว็บไซต์ https://www.nissan.co.th/offers

 

“เอ็มจี” ชูมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสุดในแบตเตอรี่ที่ประกอบในไทย ด้วยนวัตกรรมป้องกันและจัดการความร้อน (Thermal Management) เต็มรูปแบบ

0
เอ็มจี 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ตอกย้ำวิสัยทัศน์ผู้นำยานยนต์พลังงานไฟฟ้า เผยข้อมูลนวัตกรรมความปลอดภัยของแบตเตอรี่รถยนต์เอ็มจีทุกรุ่นที่ผลิตในประเทศไทย ถือเป็นหัวใจสำคัญของการขับขี่ยานยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน ด้วยมาตรฐานการทดสอบสุดโหด ทั้งในยุโรป (UN ECE R100) จีน (GB 38031) อีกทั้ง เอ็มจี ยังเป็นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวในประเทศไทยในปัจจุบันที่ได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 3026-2563 พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ สะท้อนความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยที่ก้าวล้ำเหนือระดับสากล

เอ็มจี 2

มาตรฐานความปลอดภัยและการป้องกันแบตเตอรี่ (Battery Safety & Protection)

เพื่อมอบความมั่นใจสูงสุดให้กับผู้ใช้งาน รถยนต์เอ็มจีทุกรุ่นได้รับการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยี
การป้องกันอย่างรัดกุม โดยเฉพาะการรับมือกับสภาวะการลุกลามทางความร้อน (Thermal Runaway)
และการปกป้องแผงวงจรจากสภาพแวดล้อมภายนอก ผ่านนวัตกรรมและได้รองรับมาตรฐาน ดังนี้

เอ็มจี 3

  • โครงสร้างแบตเตอรี่นิรภัยเสริมแกร่ง: ตัวแบตเตอรี่ได้รับการออกแบบด้วยโครงสร้างเฟรมอลูมิเนียม
    อัดขึ้นรูปหลายชั้น (Multi-layer Extruded Aluminum) ผสานการทำงานร่วมกับโครงเหล็กเสริมแรง
    เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการดูดซับพลังงานจากการกระแทกและเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างโดยรวม

เอ็มจี 4

  • ระบบจัดการความร้อนและป้องกัน Over Temperature ขั้นสูง: นำเทคโนโลยีการจัดการความร้อนระดับแนวหน้ามาใช้งานอย่างครบครัน ทั้งการติดตั้งแอโรเจลฉนวนกันความร้อน (Thermal Insulation Aerogel) และผนังกั้นวัสดุแบบเปลี่ยนสถานะ (Phase Change Material) ที่มีคุณสมบัติพิเศษสามารถทนอุณหภูมิสูงกว่า 1,000 องศาเซลเซียสได้นานถึง 10 นาที ช่วยสกัดกั้นการลุกลามของความร้อนและยกระดับ
    ความปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

เอ็มจี 5

  • มาตรฐานการทดสอบ UN ECE R100 คือหนึ่งในมาตรฐานสูงสุดที่ใช้ทดสอบแบตเตอรี่หลากหลายรูปแบบ อาทิ การทดสอบระบบการป้องกันกระแสเกิน (Over Current Protection) และการลุกลามทางความร้อน (Thermal Runaway) รวมไปถึงการตอกย้ำระบบการป้องกันที่มีอยู่เดิม เช่น Over Charge Protection และ Over Temperature Protection ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ระบบความปลอดภัยการชาร์จไฟฟ้าโดยตรง ทำให้ผู้ขับขี่สามารถมั่นใจได้ในการใช้งาน และการขับขี่ทุกเส้นทาง แม้ต้องเผชิญกับสภาพอากาศเลวร้าย ฝนตกหนัก หรืออากาศร้อนจัด รวมถึงการกระแทกต่างๆ โดยรถไฟฟ้ารุ่นล่าสุดอย่าง NEW MG URBAN ได้ผ่านมาตรฐานล่าสุดอย่าง UN ECE R100 Part2 Revision 4

เอ็มจี 6 

  • มาตรฐาน GB 38031 (ประเทศจีน) มาตรฐานล่าสุดด้านความปลอดภัยของแบตเตอรี่แรงดันสูงสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยตั้งแต่ระดับเซลล์แบตเตอรี่ แพ็กแบตเตอรี่ ไปจนถึงระบบควบคุมแบตเตอรี่โดยรวม ครอบคลุมการป้องกันการลุกไหม้ และการควบคุมการลุกลามทางความร้อน พร้อมกำหนดให้มีระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งาน นอกจากนี้ยังมีรายการทดสอบเพิ่มเติมที่สะท้อนสภาวะการใช้งานจริงและสภาวะรุนแรงมากขึ้น เช่น ความปลอดภัยของเซลล์แบตเตอรี่หลังการชาร์จเร็ว การกระแทกบริเวณใต้แพ็กแบตเตอรี่ การบีบอัดแพ็กแบตเตอรี่ การจุ่มน้ำระดับ IPX7 ละอองเกลือ และการจำลองสภาพการใช้งานบนพื้นที่สูง ซึ่งช่วยยกระดับความปลอดภัยของแบตเตอรี่ในหลายมิติ ทั้งนี้ NEW MG URBAN ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GB 38031-2025 ซึ่งเป็นมาตรฐานฉบับล่าสุดแล้ว
  • มาตรฐาน มอก. 3026-2563 มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสำหรับระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าและโครงสร้างตัวรถยนต์ ซึ่ง เอ็มจี เป็นแบรนด์รถยนต์รายแรกและรายเดียวในปัจจุบันที่ได้รับการรับรองมาตรฐานดังกล่าว สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยอย่างรอบด้าน ไม่เพียงเฉพาะแบตเตอรี่ แต่ครอบคลุมระบบไฟฟ้าแรงดันสูงทั้งคัน ตั้งแต่ระบบกักเก็บพลังงาน ระบบส่งกำลังไฟฟ้า การทดสอบด้านความปลอดภัย ตลอดจนการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้งานจริง โดยมีแนวทางการพัฒนาและการทดสอบที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ECE R100 ทั้งนี้ รถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทย ได้แก่ NEW MG URBAN, NEW MG4 ELECTRIC, NEW MG S5 EV PLUS และ ALL NEW MG3 HYBRID+ ได้รับการรับรองมาตรฐาน มอก. 3026-2563 ครบทุกรุ่น

เอ็มจี 7

มร. ต๋า เซินเซิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด เปิดเผยว่า “เอ็มจี ให้ความสำคัญกับ ‘ความปลอดภัย’ ในฐานะหัวใจสำคัญของการพัฒนารถยนต์ทุกคัน โดยรถยนต์เอ็มจีทุกรุ่นได้รับการออกแบบ
และพัฒนาภายใต้มาตรฐานระดับสากล (Global Innovation) ครอบคลุมทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่โครงสร้างตัวถัง ระบบควบคุมการขับเคลื่อน ไปจนถึงเทคโนโลยีแบตเตอรี่ เพื่อมอบความมั่นใจสูงสุดให้กับผู้ใช้งาน พร้อมสะท้อนวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยการออกแบบรถยนต์ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคชาวไทย
ควบคู่กับการผสานศักยภาพของบุคลากรไทย (Thai Passion) เข้ากับกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ
และได้มาตรฐานระดับโลก
เพื่อให้รถยนต์ทุกคันได้นวัตกรรมที่เต็มเปี่ยม ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยจากการทดสอบ และคุ้มค่าในทุกมิติ (Value Choice) นอกจากนี้ เอ็มจี ยังสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวให้กับลูกค้า ด้วยเครือข่ายศูนย์บริการมาตรฐานครบวงจรกว่า 126 แห่งทั่วประเทศ พร้อมระบบบริหารจัดการอะไหล่
ที่มีประสิทธิภาพ รองรับการจัดส่งได้อย่างรวดเร็ว และการมอบการรับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุม ตลอดอายุการใช้งาน โดยไม่จำกัดระยะทางและผู้ครอบครองรถ (EV LIFETIME WARRANTY) เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ในทุกการเดินทาง และใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าเอ็มจีได้อย่างไร้กังวลตลอดอายุการครอบครอง”

เอ็มจี 8

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจี ได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

Application: MG Thailand

 

 

 

 

เชอรี ประเทศไทย ปลุกตลาดรถกลางปี เปิดราคา “Chery Q” แฮตช์แบ็กไฟฟ้า 100% ราคาเริ่มต้นเพียง 469,900 บาท

0
เชอรี่ ไทยแลนด์ 1

เชอรี ประเทศไทย (Chery Thailand) สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้ตลาดรถไฟฟ้าไทย ด้วยการเปิดตัว “Chery Q” พร้อมประกาศราคาอย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “So Qute, So You คิวท์เกินคาด ครบเกินคลาส” ถ่ายทอดนิยามใหม่ของ City EV ที่เข้าใจทุกไลฟ์สไตล์คนเมือง

เชอรี่ ไทยแลนด์ 2

Chery Q โดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ที่ผสานความน่ารัก ความทันสมัย และฟังก์ชันการใช้งานไว้อย่างลงตัว พร้อมเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ ห้องโดยสารกว้างขวาง และระบบความปลอดภัยรอบด้าน เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่มองหารถยนต์แฮตช์แบ็กพลังงานไฟฟ้า 100% ที่มอบทั้งความสะดวกสบาย ความคล่องตัว และความคุ้มค่าในทุกการเดินทาง พร้อมเป็นเจ้าของได้ในราคาเริ่มต้นเพียง 469,900 บาท

เชอรี่ ไทยแลนด์ 3

มร. จิม ลี ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ เชอรี ประเทศไทย กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย CHERY ได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งจากผู้บริโภคชาวไทย นับตั้งแต่การเปิดตัว Chery V23 และ Chery TIGGO 8 CSH ซึ่งสะท้อนผ่านยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง จนมียอดจำหน่ายสะสมมากกว่า 5,500 คัน ณ เดือนมิถุนายน 2569 และมียอดจองรวมในช่วงครึ่งปีแรกมากกว่า 11,000 คัน ความสำเร็จของรถยนต์ทั้งสองรุ่นสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ CHERY ในการนำเสนอยานยนต์พลังงานใหม่ที่ครอบคลุมทั้ง BEV และ PHEV เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยอย่างรอบด้าน พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ เทคโนโลยี คุณภาพผลิตภัณฑ์ และบริการหลังการขายของ CHERY อย่างชัดเจน”

เชอรี่ ไทยแลนด์ 4

มร. จิม ลี กล่าวเสริม “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นประเทศแรกนอกประเทศจีนในการเปิดตัว ‘Chery Q’ รถไฟฟ้ารุ่นล่าสุดของเรา ซึ่งโดดเด่นด้วยความคุ้มค่า เทคโนโลยีที่ทันสมัย และฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน เราเชื่อมั่นว่ารถรุ่นนี้จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้เป็นอย่างดี พร้อมด้วยข้อเสนอพิเศษที่เตรียมไว้สำหรับลูกค้าในช่วงเปิดตัว”

เชอรี่ ไทยแลนด์ 
4

CHERY ปูทางสู่การเติบโตอย่างแข็งแกร่งในประเทศไทย

ประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของ CHERY ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัทฯ จึงเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการวางรากฐานธุรกิจในระยะยาว เพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยความสำเร็จในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและการยอมรับของแบรนด์จากผู้บริโภคชาวไทยอย่างชัดเจน

เชอรี่ ไทยแลนด์ 6

หนึ่งในก้าวสำคัญคือความคืบหน้าของโครงการก่อสร้างโรงงานประกอบรถยนต์ CHERY ในจังหวัดระยอง ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 5,000 ล้านบาท บนพื้นที่ 104 ไร่ ซึ่งจะเป็นฐานการผลิตสำคัญเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจในประเทศไทยและภูมิภาคในอนาคต

เชอรี่ ไทยแลนด์ 7

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายประเภท 3S อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีผู้จำหน่ายรวม 55 แห่งทั่วประเทศ และตั้งเป้าเพิ่มจำนวนโชว์รูมและศูนย์บริการเป็น 70 แห่งภายในสิ้นปี 2569 เพื่อยกระดับการเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค

เชอรี่ ไทยแลนด์ 9

เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านบริการหลังการขาย ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2569 เป็นต้นไป บริษัทฯ มีแผนเปิดให้บริการศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐาน (Certified Body and Paint) เพื่อรองรับการให้บริการอย่างครบวงจร โดยลูกค้า CHERY จะได้รับความสะดวกผ่านเครือข่ายพันธมิตรบริษัทประกันชั้นนำ พร้อมกระบวนการซ่อมที่รวดเร็วและได้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับประสบการณ์การบริการและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าในระยะยาว

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนขยายพื้นที่คลังอะไหล่จากเดิม 5,000 ตารางเมตร เป็น 10,000 ตารางเมตร ในย่านบางนา–ตราด เพื่อรองรับการเติบโตของจำนวนรถยนต์ CHERY ในประเทศไทย และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการอะไหล่ให้ครอบคลุมและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ควบคู่กันนั้น CHERY ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านบริการหลังการขาย โดยได้จัดสรรงบประมาณกว่า 34 ล้านบาท เพื่อจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรด้านเทคนิคและงานบริการหลังการขาย (Training Center) ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จภายในไตรมาส 4 ปี 2569 เพื่อยกระดับองค์ความรู้ ทักษะ และมาตรฐานการให้บริการให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากลของ CHERY พร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

เชอรี่ ไทยแลนด์ 11

ในด้านการดูแลลูกค้า CHERY ยังคงเดินหน้ารับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ดำเนินการยกระดับคุณภาพการบริการในหลายด้าน อาทิ การลงทุนกว่า 46 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงกระจกมองข้างของ V23 ให้ตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้น การจัดเตรียมรถสำรองสำหรับลูกค้าระหว่างเข้ารับบริการซ่อมบำรุง รวมถึงการเพิ่มจำนวนทีมช่างติดตั้ง Wall Charger เป็น 2 เท่า เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“การดำเนินงานทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ CHERY ในการยกระดับประสบการณ์การใช้งานและการบริการแก่ลูกค้า พร้อมเตรียมความพร้อมรองรับการเติบโตของตลาดยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว” มร. จิม ลี กล่าวเพิ่มเติม

Chery Q นิยามใหม่ คิวท์เกินคาด ครบเกินคลาส” City EV สำหรับคนรุ่นใหม่

Chery Q ถ่ายทอดแนวคิดของรถไฟฟ้าสำหรับการใช้งานในเมืองยุคใหม่ ภายใต้สโลแกน “So Qute, So You คิวท์เกินคาด ครบเกินคลาส” ด้วยการผสานดีไซน์โดดเด่น เทคโนโลยีอัจฉริยะ และฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่เข้าด้วยกันอย่างลงตัว

เชอรี่ ไทยแลนด์ 12

ด้านสมรรถนะ Chery Q มาพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (Rear-Wheel Drive) ที่มอบความคล่องตัวและความสนุกในการขับขี่ ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 122 แรงม้า จับคู่กับแบตเตอรี่ความจุ 41.278 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 400 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC

Q Iconic: ดีไซน์โดดเด่น สะท้อนเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

จุดเด่นแรกของ Chery Q คือแนวคิดการออกแบบ Square-Circle Design ที่สร้างสมดุลระหว่างเส้นสายทรงสี่เหลี่ยมและความโค้งมนได้อย่างลงตัว ผสานความน่ารัก ความทันสมัย และความสปอร์ตไว้ในคันเดียว จนได้รับการยอมรับในระดับสากลด้วยรางวัล 2026 German Red Dot Product Design Award สาขา Product Design

รายละเอียดการออกแบบที่สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัว ได้แก่ ไฟหน้าและไฟท้าย LED ลายเซ็นรูปตัว Q กระจกมองข้างสีทูโทน มือจับประตูแบบกึ่งซ่อน (Semi-hidden Door Handle) ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ดีไซน์ทูโทน และเสาหลังคา C-Pillar แบบ Floating ที่เชื่อมต่อกับแนวกระจกด้านข้างอย่างกลมกลืน

Q Space: พื้นที่กว้างขวางเกินตัว

Chery Q ได้รับการออกแบบให้มีห้องโดยสารที่กว้างขวาง โปร่งสบาย รองรับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้อย่างสะดวกสบาย ภายในมาพร้อม Smart Centre Console ที่ช่วยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บสัมภาระและสิ่งของจำเป็น พร้อม 50W Wireless Charger สำหรับชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สายได้อย่างรวดเร็ว โดยบริเวณแท่นชาร์จได้รับการออกแบบตามแนวคิด Flexible Space ที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตามต้องการ

นอกจากนี้ ยังมีช่องเก็บของใต้เบาะนั่งด้านหลังเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดเก็บสัมภาระ และเมื่อพับเบาะหลังลง สามารถขยายพื้นที่เก็บสัมภาระได้สูงสุดถึง 1,450 ลิตร รองรับทั้งการเดินทาง การช้อปปิ้ง และกิจกรรมไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ได้อย่างครบครัน

Q Smart: เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขับขี่ที่มั่นใจ

Chery Q มาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การใชงานในเมือง ไม่ว่าจะเป็น Automatic Parking Assist (APA) ระบบช่วยจอดอัตโนมัติที่ช่วยให้การจอดรถในพื้นที่จำกัดเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น รวมถึงระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะ (ADAS) มากถึง 21 ฟังก์ชัน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความมั่นใจในทุกเส้นทาง

นอกจากนี้ ยังรองรับการเชื่อมต่อผ่าน CarLinko Remote Application ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบสถานะรถ ควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ จากระยะไกล และติดตามข้อมูลการใช้งานรถแบบ Real-Time ผ่านสมาร์ทโฟนได้อย่างสะดวก

ภายในห้องโดยสารยังอัดแน่นด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก อาทิ ระบบชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย ระบบปรับอากาศดิจิทัล เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า กระจกมองข้างพับไฟฟ้า ระบบล็อก–ปลดล็อกอัจฉริยะ และพวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทาง เพื่อความสะดวกสบายสูงสุดในการใช้งานประจำวัน

Chery Q ถูกออกแบบให้ใช้งานได้อย่างสะดวกในทุกสถานการณ์ ด้วย Electric Tailgate ประตูท้ายไฟฟ้า และ Electric Frunk พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหน้าพร้อมระบบเปิด–ปิดไฟฟ้า

แบตเตอรี่ LFP ความจุ 41.278 กิโลวัตต์ชั่วโมง ได้รับการออกแบบให้มีความปลอดภัยและความทนทานสูง พร้อมรองรับการชาร์จเร็วแบบ DC จาก 30% ถึง 80% ภายในเวลาประมาณ 16.5 นาที ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทาง

นอกจากนี้ ยังรองรับฟังก์ชัน Vehicle-to-Load (V2L) กำลังไฟสูงสุด 6.6 กิโลวัตต์ สามารถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอกได้อย่างสะดวก รองรับกิจกรรมและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย

Q Play: เติมความสนุกในทุกการเดินทาง

Chery Q มาพร้อมหน้าจอสัมผัสกลางขนาดใหญ่ถึง 15.6 นิ้ว และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 8.88 นิ้ว ช่วยให้ผู้ขับขี่เข้าถึงข้อมูลและฟังก์ชันต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่าน Wireless Apple CarPlay และ Android Auto

นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชันที่ช่วยเพิ่มความสนุกและความเป็นส่วนตัวในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น Quick Gestures, Personalized Wallpaper โดยสามารถเลือกคาแรกเตอร์เพื่อนร่วมทางได้มากถึง 8 แบบ และโหมดการแสดงผลที่สามารถปรับแต่งได้ตามสไตล์ผู้ใช้งาน รวมถึงรองรับการติดตั้งกล้องบันทึกภาพผ่านพอร์ต USB สำหรับ DVR เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งานประจำวัน

Q Talk: สื่อสารได้อย่างมีสไตล์

Chery Q มาพร้อม Q Talk ระบบการสื่อสารภายนอกด้วยเสียง ที่ออกแบบชุดข้อความสำเร็จรูปไว้ 5 รูปแบบ เพื่อเพิ่มสีสันและสร้างประสบการณ์ใหม่ในการใช้งานรถไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน

เชอรี่ ไทยแลนด์ 14

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่โดดเด่นคือระบบสื่อสารภายนอกผ่านไมโครโฟนที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถส่งเสียงพูดออกไปนอกตัวรถได้โดยตรงนานสูงสุด 59 วินาที พร้อมเลือกปรับโทนเสียงได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ เสียงปกติ เสียงทุ้มขนาดใหญ่ และเสียงสไตล์การ์ตูน เพื่อเพิ่มความสนุกและสร้างเอกลักษณ์ในการใช้งาน

 

ปิดท้ายด้วยระบบการสื่อสารภายนอกด้วยเสียงแวดล้อมที่ช่วยสร้างบรรยากาศและประสบการณ์ที่แตกต่างในแต่ละโอกาส เพิ่มมิติใหม่ให้กับการใช้งานรถไฟฟ้า และสะท้อนบุคลิกของผู้ใช้งานได้อย่างสร้างสรรค์

ด้วยการผสานดีไซน์อันโดดเด่น เทคโนโลยีอัจฉริยะ และฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง Chery Q จึงพร้อมก้าวขึ้นมาเป็น City EV รุ่นใหม่ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ “คิวท์เกินคาด ครบเกินคลาส” อย่างแท้จริง

สำหรับประเทศไทย Chery Q มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ Qlick, Qool และ Quint พร้อมตัวเลือกสีภายนอก 4 สี ได้แก่ Creamy Beige (ครีมมี่เบจ), Sporty White (สปอร์ตี้ไวท์), Magic Purple (แมจิกเพอเพิล) และ Rose Peach (โรเซ่พีช) มาพร้อมสีภายในสี Cool Black (สีดำ) รวมถึงสีภายในพิเศษ Minty Mix (เขียวตัดดำ) สำหรับรุ่น Quint ที่ช่วยสะท้อนความโดดเด่นและความเป็นตัวตนของผู้ใช้งานได้อย่างลงตัว

ฉลองการเปิดตัวและเปิดราคาอย่างเป็นทางการ CHERY ราคาเริ่มต้นเพียง 469,900 บาท

จากการเปิดตัวรถ Chery Q ในประเทศจีน Chery Q สามารถสร้างความสำเร็จด้วยยอดจองกว่า 21,000 คัน ภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง ขณะที่ในประเทศไทยก็ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามเช่นกัน โดยมีผู้ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษแล้วมากกว่า 3,000 รายตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 จากการที่ Chery Q ได้รับการตอบรับที่อบอุ่นจากคนไทย ดังนั้นเราจึงได้ทำราคาที่ดีที่สุดเพื่อให้การเป็นเจ้าของ Chery Q เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมแคมเปญพิเศษเพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าชาวไทย

CHERY เปิดเวทีประกวดออกแบบคาแรกเตอร์ Chery Q ชิงเงินรางวัลรวม 100,000 บาท พร้อมโอกาสก้าวสู่
คาแรกเตอร์ทางการระดับโลก

หลังจากเปิดตัวแก๊งคาแรกเตอร์ทั้ง 8 ตัวประจำรถ Chery Q ให้ผู้บริโภคชาวไทยได้ทำความรู้จักกันไปแล้ว ล่าสุด CHERY Thailand เตรียมต้อนรับสมาชิกคาแรกเตอร์ตัวใหม่จากฝีมือคนไทย ผ่านกิจกรรม “Chery Q Thai Qute Companion Contest” เวทีประกวดออกแบบคาแรกเตอร์อย่างเป็นทางการของ Chery Q

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้นักออกแบบคนไทยได้ร่วมสร้างสรรค์และถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของ Chery Q ในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “The Best Companionship & Thai Identity” สะท้อนความเป็นเพื่อนคู่ใจที่พร้อมเดินทางไปกับผู้ใช้งาน ควบคู่กับการนำเสนอเอกลักษณ์และเสน่ห์ความเป็นไทยในมุมมองสร้างสรรค์

ผู้ชนะการประกวดจะได้รับเงินรางวัลมูลค่ารวม 100,000 บาท พร้อมโอกาสในการพัฒนาผลงานสู่การเป็นคาแรกเตอร์อย่างเป็นทางการของ Chery Q ซึ่งจะถูกนำไปใช้เป็นหนึ่งในคาแรกเตอร์ประจำรถ Chery Q ในตลาดทั่วโลก

สหรับผู้ที่สนใจ CHERY เปิดรับสมัครและส่งผลงานเข้าประกวดตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน – 31 สิงหาคม 2569 โดยสามารถติดตามรายละเอียด กติกาการประกวด และช่องทางการสมัครเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก Chery Thailand

สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสัมผัสและทดลองขับ Chery Q รวมถึงรถรุ่นอื่น ๆ พร้อมข้อเสนอพิเศษ ได้อย่างต่อเนื่องผ่านเครือข่ายโชว์รูมเชอรีทั้ง 55 แห่งทั่วประเทศ โดย Chery Q คาดว่าสามารถส่งมอบรถล็อตแรกให้ลูกค้าชาวไทยภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.chery-thailand.com และเฟซบุ๊ก Chery Thailand

*สามารถขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายเชอรีอย่างเป็นทางการ

 

“The All-Electric Mazda6e” มาถึงประเทศไทยแล้ว พร้อมส่งมอบให้ลูกค้าเร็ว ๆ นี้

0
The All-Electric Mazda6e 1

บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความพร้อมในการส่งมอบ The All-Electric Mazda6e รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกจากมาสด้าในประเทศไทยให้แก่ ลูกค้าทั่วประเทศ หลังจากรถล็อตแรกจำนวน 500 คัน ได้เดินทางถึงประเทศไทย ณ ท่าเรือแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งภายหลังจากการดำเนินการเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ เสร็จสิ้น มาสด้าจะส่งมอบให้กับลูกค้าอย่างเร็วที่สุด เพื่อให้ลูกค้าได้นำรถยนต์ไปขับเพื่อสัมผัสกับประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกตามแบบฉบับรถยนต์มาสด้า และสร้างประสบการณ์ความสุขในชีวิตประจำวันให้กับลูกค้าและทุกคนในครอบครัวไปตลอดอายุการใช้งาน

The All-Electric Mazda6e 2

The All-Electric Mazda6e ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิดการออกแบบที่ผสานความสง่างามและความสปอร์ตไว้อย่างลงตัว ตามแนวคิด โคโดะ ดีไซน์ ที่เรียบง่าย แต่งดงาม พร้อมห้องโดยสารที่เน้นความเรียบหรู เทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่ทันสมัย และระบบความปลอดภัยครบครัน ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางระยะไกล ที่ขับขี่สูงสุดได้ถึง 654 กม.* ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมาสด้าในการนำเสนอเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ผสานดีไซน์อันโดดเด่น สมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจ และนวัตกรรมล้ำสมัย เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางแห่งอนาคตให้กับผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างลงตัว

The All-Electric Mazda6e 3

การเดินทางมาถึงของ The All-Electric Mazda6e ในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของมาสด้าในการขยายทางเลือกด้านยานยนต์พลังงานไฟฟ้าให้กับลูกค้าชาวไทย โดยบริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมทั้งในด้านเครือข่ายผู้จำหน่าย การบริการหลังการขาย การสต็อกอะไหล่ การซ่อมบำรุง และการสนับสนุนลูกค้าตลอดการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากความมุ่งมั่นในการยกระดับประสบการณ์ความสุขให้กับลูกค้ามาสด้า และตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งที่ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกระดับ เพื่อเสริมศักยภาพด้านการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

The All-Electric Mazda6e 4

สำหรับลูกค้าที่ได้ทำการจอง The All-Electric Mazda6e ไว้ก่อนหน้านี้ มาสด้าจะเริ่มทยอยทำการขนส่งไปยังผู้จำหน่ายมาสด้าทั่วประเทศ เพื่อส่งมอบให้ถึงมือลูกค้าทุกท่านอย่างเร็วที่สุด หรือผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของยนตรกรรมไฟฟ้า The All-Electric Mazda6e ก็สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทาง https://www.mazda.co.th/th/mazda6e มาสด้าพร้อมแล้วที่จะสร้างมาตรฐานใหม่ของการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า และส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่เหนือความคาดหมายให้กับลูกค้าชาวไทยทั่วประเทศแล้ววันนี้

 

กูรูผู้จัด “FAST Auto Show Thailand” กางสูตรซื้อรถปี 2569 บริหารความคุ้มค่าในยุคค่าครองชีพสูง

0
FAST Auto Show Thailand 1

ในยุคที่ภาวะเศรษฐกิจผันผวน ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น  ประกอบกับเทคโนโลยียานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การเลือกซื้อรถยนต์สักคันที่สามารถตอบโจทย์ทั้งการใช้งานและไม่สร้างภาระทางการเงินในอนาคต จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของผู้บริโภคในปี 2569 นี้

FAST Auto Show Thailand 2

นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ประธานจัดงาน “ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2026” (FAST Auto Show Thailand 2026) ได้ให้มุมมองวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อรถยนต์ให้เหมาะกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยเน้นย้ำว่าผู้บริโภคจำเป็นต้องพิจารณาจาก “กระแสเงินสดในมือ” และ “ความคุ้มค่าในระยะยาว” เป็นหลัก พร้อมจำแนกแนวทางการเลือกซื้อรถออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตและงบประมาณที่แตกต่างกัน ดังนี้

  1. กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เหมาะสำหรับคนที่ใช้รถเยอะในแต่ละวัน และต้องการล็อคต้นทุนพลังงาน เพราะต้นทุนต่อกิโลเมตรที่ถูกกว่าการใช้น้ำมันอย่างเห็นได้ชัด (เฉลี่ย 5 – 1 บาทต่อกิโลเมตร) แต่ควรต้องคำนึงถึงเรื่องต่อไปนี้
  • ควรเลือกซื้อเมื่อมีความพร้อมในการติดตั้งเครื่องชาร์จ (Wall Charger) ที่บ้าน เพื่อความสะดวกและความคุ้มค่าสูงสุดในเรื่องค่าไฟฟ้า
  • ควรวางแผนใช้รถคันดังกล่าวในระยะยาว 7-8 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงปลอดภัย เพราะระยะการรับประกันแบตเตอรี่ ระบบขับเคลื่อน และมอเตอร์ของค่ายรถส่วนใหญ่อยู่ที่ 8 ปี หรือ 150,000-160,000 กิโลเมตร หากขายเร็วอาจจะขาดทุนจากค่าเสื่อมราคา และยังขับไม่นานพอที่จะเอาความประหยัดค่าน้ำมันมาคืนทุนค่าตัวรถ
  • ยอมรับได้ว่าราคาขายต่ออาจตกลงเร็วกว่าปกติในช่วงปีแรก ๆ จากกลไกการแข่งขันในตลาดรถไฟฟ้า
  1. กลุ่มรถยนต์สันดาป (ICE) และไฮบริด (Hybrid) ทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ชอบความสะดวกสบาย ต้องการประเภทรถที่หลากหลายกว่า ซ่อมบำรุงง่าย และหาอะไหล่ได้ทั่วไป หรือยังมีความกังวลด้านโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จไฟฟ้า และราคาขายต่อ ซึ่งมีให้เลือกทั้งรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปแบบดั้งเดิม (ICE) ที่ใช้เบนซินหรือดีเซล รถยนต์เครื่องยนต์ลูกผสม (HEV) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) คำแนะนำคือ
  • เลือกแบรนด์ที่มีศูนย์บริการทั่วถึง เพื่อให้มั่นใจว่าในการใช้งานและการซ่อมบำรุงดูแลรักษาภายหน้าจะยังมีอะไหล่ซัพพอร์ตในราคาที่จับต้องได้ โดยไม่ต้องแบกรับค่าซ่อมแซมที่สูงเกินจริง
  1. กลุ่มรถยนต์ใช้แล้ว (Used Car) เหมาะสำหรับคนที่ต้องการ “ประหยัดเงินก้อนใหญ่” และไม่ต้องการแบกภาระหนี้สูง ทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดในเชิง “ค่าเสื่อมราคา” เพราะเจ้าของคนแรกได้จ่ายค่าเสื่อมในการครอบครองครั้งแรกไปให้แล้ว สามารถเลือกได้รถรุ่นใหญ่ในราคารถใหม่รุ่นเล็ก คำแนะนำคือ
    • ซื้อตามงบประมาณที่มี และการใช้งาน
  • สำรองงบซ่อมประมาณ 10% ของราคารถ เผื่อในกรณีต้องใช้
  • เลือกซื้อรถที่อายุไม่เกิน 5 ปี หรือรถที่ยังมีการรับประกันเหลือจะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก
  • ปลดล็อคความกังวลจากการโดนหลอก ด้วยการเลือกซื้อจากผู้ประกอบการรถใช้แล้วที่เชื่อถือได้ หรือมาเลือกซื้อในงาน “ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2026” ซึ่งมีการรับประกันซื้อคืนเต็มราคาหากคันที่ซื้อไปผิดจากเงื่อนไขกฎเหล็ก “ไม่ไฟไหม้ ไม่จมน้ำ ไม่ตัดต่อ ไม่ชนหนัก จดทะเบียนได้ และไมล์แท้”

ไม่ว่าจะเลือก “ล็อคต้นทุน” ไปกับนวัตกรรมรถ EV ยุคใหม่ เลือก “ความชัวร์ที่เข้าถึงง่าย” ของรถยนต์สันดาป/ไฮบริด หรือเลือก “เซฟเงินก้อนใหญ่” ไปกับรถมือสอง เป้าหมายคือความคุ้มค่าในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน มาร่วม “เลือกคันที่ชอบ ถอยคันที่ใช่” ในงาน “ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2026” ที่มาพร้อมคอนเซปต์ “ดีลแรงจัดเต็มทั้งงาน อยากได้รถใหม่หรือมือสอง จัดให้ครบ จบในงานเดียว” วันที่ 1-5 กรกฎาคม ศกนี้  ณ ไบเทค บางนา  เข้าชมฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย แถมลุ้นรับโชคตลอด 5 วันเต็ม ติดตามรายละเอียดของงานได้ที่ Facebook : FAST AUTO SHOW 

                                                        

 

“GWM” จัด “TANK OFF-ROAD ACADEMY” ครั้งที่ 3 ณ จังหวัดภูเก็ต สานต่อประสบการณ์ออฟโรด พร้อมเชื่อมโยงคอมมูนิตี้ TANKER จากทั่วประเทศ

0
GWM Thailand 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส  ล่าสุด GWM ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าไปอีกขั้นด้วยการจัดกิจกรรม TANK OFF-ROAD ACADEMY ครั้งที่ 3 ณ จังหวัดภูเก็ต เพื่อส่งมอบประสบการณ์การเรียนรู้เชิงลึกและเปิดโอกาสให้เจ้าของรถยนต์รวมทั้งผู้ที่สนใจ GWM TANK 300 และ GWM TANK 500 ได้เรียนรู้เทคโนโลยีออฟโรดและทดสอบสมรรถนะของรถในสถานการณ์จริง พร้อมทั้งสร้างความแข็งแกร่งให้กับคอมมูนิตี้กลุ่ม ‘TANKER’ ในภาคใต้ โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจาก GWM อนุภาษ ภูเก็ต พาร์ทเนอร์สโตร์ในพื้นที่ในการร่วมสร้างความประทับใจและดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด

GWM Thailand 2

พิสูจน์แล้วจาก TANKER ปลดล็อกทักษะ ค้นพบสมรรถนะเหนือความคาดหมาย พร้อมเชื่อมพลังคอมมูนิตี้

ความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของการจัดกิจกรรม TANK OFF-ROAD ACADEMY ทั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่ากิจกรรมนี้เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างบริษัทฯ กับลูกค้า ตลอดจนเสริมสร้างทักษะและความมั่นใจในการขับขี่ให้แก่ผู้ใช้งานได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่เพียงแต่ได้เปิดมุมมองใหม่ต่อสมรรถนะของ GWM TANK 300 และ GWM TANK 500 ที่สามารถตอบโจทย์การขับขี่ในสภาพเส้นทางที่หลากหลาย แต่ยังได้เจาะลึกและทดลองใช้งานเทคโนโลยีออฟโรดอัจฉริยะในสถานการณ์จริง ซึ่งช่วยปลดล็อกศักยภาพสูงสุดของตัวรถที่อาจไม่เคยสัมผัสในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวนับเป็นพื้นที่สำคัญในการเชื่อมโยงและสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ใช้งาน GWM TANK หรือสมาชิก TANKER ให้ได้มาร่วมพบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างมิตรภาพผ่านความชื่นชอบในการเดินทางและการผจญภัยร่วมกัน

GWM Thailand 3

เรียนรู้ศักยภาพเทคโนโลยีออฟโรดผ่านประสบการณ์จริง

สำหรับกิจกรรม TANK OFF-ROAD ACADEMY ครั้งที่ 3 ในครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เปิดประสบการณ์การเรียนรู้ เจาะลึกการใช้งานระบบขับเคลื่อนและเทคโนโลยีออฟโรดอัจฉริยะของ GWM TANK อย่างใกล้ชิดจากทีมผู้ฝึกสอนมืออาชีพก่อนลงสนามทดสอบจริง ณ เหมืองเจ้าฟ้า จังหวัดภูเก็ต ซึ่งจำลองสถานการณ์ออฟโรดรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ผู้ขับขี่เข้าใจการทำงานของระบบและเทคโนโลยีผ่านการใช้งานจริงตลอดจนสามารถเลือกใช้ฟีเจอร์ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย โดยสถานีจำลองไฮไลต์ประกอบด้วย

GWM Thailand 3

  • Dirt Road (เส้นทางลูกรัง): เสริมสร้างทักษะการควบคุมและทรงตัวของรถบนพื้นผิวกรวด ลูกรัง และเส้นทางธรรมชาติ พร้อมทดลองเลือกใช้โหมดการขับขี่อัจฉริยะให้เหมาะสมกับสภาพพื้นผิวที่มีแรงยึดเกาะแตกต่างกัน
  • TANK Turn (ฟังก์ชันกลับรถในที่แคบ): พิสูจน์ความคล่องตัวของเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ด้วยการทดลองใช้งานฟังก์ชัน TANK Turn ที่ช่วยลดรัศมีวงเลี้ยวในพื้นที่จำกัด ช่วยให้การหักเลี้ยวบนเส้นทางออฟโรดที่แคบหรือมีอุปสรรคเป็นไปได้อย่างง่ายดาย
  • Alternating Pits (สถานีหลุมสลับ): มุ่งเน้นการฝึกทักษะการขับผ่านเส้นทางหลุมสลับ ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นสภาพพื้นผิวถนนได้อย่างชัดเจน
  • Incline & Decline Slope (ทางลาดชัน): เรียนรู้เทคนิคการควบคุมรถบนทางลาดชันสูง ทั้งในจังหวะขับขึ้นและลงเขาอย่างถูกวิธี พร้อมทดลองใช้งานระบบช่วยควบคุมความเร็วสำหรับการขับขี่ออฟโรดอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยในการขับขี่

 

GWM Thailand 4

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของกิจกรรม TANK OFF-ROAD ACADEMY ครั้งที่ 3 คือ Adventure Track เส้นทางขับขี่ออนโรดและออฟโรดจริงที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้นำองค์ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและทักษะจากสนามฝึกจำลอง มาประยุกต์ใช้ในการขับขี่จริงบนเส้นทางธรรมชาติ พร้อมสัมผัสประสบการณ์การเดินทางร่วมกับสมาชิกคอมมูนิตี้จากหลากหลายพื้นที่

GWM Thailand 5

 

สร้างความเชื่อมั่นผ่านประสบการณ์ของผู้ใช้งานจริง

GWM TANK ได้รับความไว้วางใจและเติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดเมืองไทย โดยปัจจุบันมีผู้ใช้ GWM TANK รวมแล้วกว่า 10,000 ครอบครัว ถือเป็นภาพสะท้อนสำคัญของความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์และผลิตภัณฑ์ได้เป็นอย่างดี  ทั้งนี้ GWM ตระหนักดีว่าในยุคปัจจุบัน ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับประสบการณ์และการบอกต่อจากผู้ใช้งานจริง ดังนั้นกิจกรรม TANK OFF-ROAD ACADEMY จึงไม่เพียงสร้างความเข้าใจในผลิตภัณฑ์และศักยภาพของรถได้ลึกยิ่งขึ้นแต่ยังเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้สมาชิก TANKER ได้แลกเปลี่ยนมุมมอง เรียนรู้เทคโนโลยีร่วมกัน และร่วมกันส่งต่อความมั่นใจจากการใช้งานจริงออกไปในวงกว้าง ซึ่งเสียงจากผู้ใช้งานจริงเหล่านี้คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้แบรนด์ GWM เติบโตอย่างยั่งยืน

GWM Thailand 6

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “ TANK OFF-ROAD ACADEMY สะท้อนถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจของ GWM ที่ให้ความสำคัญกับการส่งมอบประสบการณ์ที่ครอบคลุมมากกว่าตัวผลิตภัณฑ์ เรามุ่งมั่นพัฒนาทั้งนวัตกรรม คุณภาพการบริการและการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้ใช้งานเพื่อให้ลูกค้าได้รับความมั่นใจสูงสุดในทุกมิติของการใช้งาน ภายใต้วิสัยทัศน์ในการเป็นแบรนด์ยานยนต์ที่เติบโตเคียงข้างลูกค้าและสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในตลาดประเทศไทย โดยการเติบโตของคอมมูนิตี้ TANKER ในประเทศไทย ถือเป็นภาพสะท้อนสำคัญของความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ และประสบการณ์ที่ GWM มุ่งมั่นส่งมอบมาอย่างต่อเนื่อง เราขอขอบคุณสมาชิก TANKER ทุกท่านที่เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ และที่ให้การสนับสนุน GWM มาโดยตลอด เสียงสะท้อนจากผู้ใช้งานจริงมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทยได้ดียิ่งขึ้นพร้อมทั้งช่วยผลักดันให้ GWM เดินหน้าสร้างคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่ง และเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคงในระยะยาว GWM จะเดินหน้าจัดกิจกรรม TANK OFF-ROAD ACADEMY อย่างต่อเนื่องในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าและผู้ที่สนใจได้เรียนรู้ พัฒนาทักษะการขับขี่ออฟโรดและสร้างประสบการณ์ร่วมกับคอมมูนิตี้ TANKER โดยกิจกรรมครั้งต่อไปมีกำหนดจัดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเราหวังว่าจะได้พบกับลูกค้าและสมาชิก TANKER อีกครั้งเร็ว ๆ นี้”

GWM Thailand 9

GWM ยังคงมุ่งมั่นในการส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่ครอบคลุมมากกว่าตัวผลิตภัณฑ์ผ่านกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างความรู้ ความมั่นใจและความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้งานเพื่อร่วมสร้างคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่งและส่งต่อประสบการณ์การเดินทางที่สนุก ปลอดภัย และตอบโจทย์การใช้งานในทุกสถานการณ์ให้แก่ลูกค้าชาวไทยทั่วประเทศ โดยสามารถติดตามข่าวสาร กิจกรรม และความเคลื่อนไหวของ GWM TANK รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของ GWM ได้ผ่านช่องทางสื่อสารอย่างเป็นทางการของ GWM Thailand และเว็บไซต์ www.gwm.co.th เพื่อไม่พลาดกิจกรรมพิเศษ สิทธิประโยชน์ และประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ GWM เตรียมมอบให้แก่ลูกค้าชาวไทยอย่างต่อเนื่อง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“เอ็มจี” Takeover กรุงเทพฯ เป็น “สีม่วง”  เปิดตัว NEW MG URBAN สร้างสีสันใหม่ให้กับวงการยานยนต์

0
MG 4 Urban 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย พลิกโมเดลการตลาดครั้งสำคัญในการเปิดตัวยนตรกรรมแฮทช์แบ็คไฟฟ้ารุ่นใหม่ NEW MG URBAN ผ่านกลยุทธ์การสื่อสารที่ฉีกกรอบเดิมสู่การสร้างประสบการณ์ใหม่ภายใต้แนวคิด “NEW MG URBAN City Takeover” ที่เปลี่ยนแลนด์มาร์กสำคัญทั่วกรุงเทพมหานครให้เป็น “สีม่วง” เพื่อถ่ายทอดความโดดเด่นของ NEW MG URBAN ที่สามารถเข้าถึงไลฟ์สไตล์คนเมือง

MG 4 Urban 2

การดำเนินงานในครั้งนี้ เอ็มจี ได้นำรูปแบบการสื่อสารจากช่องทางออนไลน์สู่ออฟไลน์เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ โดยเริ่มต้นจากการสร้างกระแสการรับรู้ในโลกออนไลน์ผ่านตัวตนของ “น้องม่วง” จนเกิดเป็นกระแสไวรัลและได้รับการพูดถึงในวงกว้างบนสื่อสังคมออนไลน์ ก่อนจะยกระดับสู่โลกออฟไลน์ด้วยการเปลี่ยนพื้นที่สื่อและแลนด์มาร์กสำคัญทั่วกรุงเทพมหานคร (Urban Takeover) เพื่อสร้างการรับรู้และจดจำอัตลักษณ์ของ NEW MG URBAN ในเชิงกายภาพ

MG 4 Urban 3

การสร้างการจดจำอัตลักษณ์ เอ็มจี ได้นำสีไฮไลท์ของรุ่นมาพลิกโฉมพื้นที่สำคัญของกรุงเทพฯ ให้กลายเป็น “Media Canvas” ขนาดใหญ่ ครอบคลุมย่านศูนย์กลางธุรกิจและไลฟ์สไตล์ (CBD) ได้แก่ สยาม–ราชประสงค์ อโศก–สุขุมวิท สีลม–สาทร และพระราม 9–รัชดาภิเษก รวมถึงจุดหมายสำคัญของเมือง อาทิ สยามพารากอน สยามสแควร์ อาคารอินเตอร์เชนจ์ โครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค และใบหยกทาวเวอร์ เป็นต้น ส่งผลให้ภาพ “สีม่วง” ของ NEW MG URBAN ปรากฏอยู่ในทุกจังหวะการใช้ชีวิตของคนเมืองตลอดทั้งวันอย่างแท้จริง

MG 4 Urban 4

นายชุมพล คงสกุล ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด และกลยุทธ์การสื่อสาร บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าNEW MG URBAN คือโมเดลสำคัญของเอ็มจี ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างทั้งในเรื่องดีไซน์ เทคโนโลยีที่โดดเด่นในระดับโลก (Global Innovation) มาประยุกต์เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนไทย (Thai Passion) พร้อมมอบความคุ้มค่าที่อยากให้ทุกคนเข้าถึงได้ (Value Choice) เราจึงมุ่งเน้นการสร้างความรู้สึกสนุกและการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ (Brand Engagement) ผ่านการสื่อสารที่ร่วมสมัยและการเปิดพื้นที่ให้เกิดบทสนทนาในสังคม ทั้งในช่องทางดิจิทัลและบริบทของชีวิตประจำวัน เพื่อให้แบรนด์ เอ็มจี มีความใกล้ชิดกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่มากยิ่งขึ้น ซึ่งการสร้างปรากฏการณ์ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ยังได้ปรับรูปแบบการสื่อสารให้เท่าทันพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างสรรค์กลยุทธ์ที่แตกต่างและทรงพลังในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าปัจจุบัน”

MG 4 Urban 5

ทั้งนี้ NEW MG URBAN พร้อมส่งมอบให้แก่ลูกค้าชาวไทยตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และเปิดให้ผู้ที่สนใจได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ผ่านการทดลองขับที่ผู้จำหน่ายรถยนต์ เอ็มจี ทั้ง 126 แห่งทั่วประเทศ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษ โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/MGcarsThailand

MG 4 Urban 6

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจี ได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

Application: MG Thailand

(มีคลิปวีดีโอ) “NEW MG URBAN” ตัวบุก ทันสมัยหนักมาก ราคาเบา เลือกเลยสาวๆ

0
MG 4 Urban 1

MG ยืนหนึ่งในตลาด EV ที่มีความเชื่อมั่นในแบรนด์ และตัวสินค้า เป็นตัวชูโรงจากความสำเร็จแทบจะทุกตัวที่ผ่านมา โดยเฉพาะ MG4 ที่สร้างตัวตนจากความเป็นรถในตลาด B Segment ที่มีจุดเด่นที่รูปทรงสุดสปอร์ตสไตล์เฟี้ยวฟ้าว แถมเป็นรถขับเคลื่อนล้อหลัง ขับสนุก กำลังมากมาย ภายใต้เทคโนโลยี่ที่ทันสมัยในสไตล์ I Smart ของ MG และราคาที่จับต้องได้ง่ายสำหรับมือใหม่ EV ในระดับราคา 600,000 บาท (รุ่น D (Standard Range) : ราคาพิเศษ 599,900 บาท (จากราคาปกติ 669,900 บาท) วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 450 กม./ชาร์จ รุ่น X (Long Range) : ราคาพิเศษ 709,900 บาท (จากราคาปกติ 749,900 บาท) วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 540 กม./ชาร์จ )ดันยอดขายขึ้นยืนหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ตลาดนี้MG จึงชำนาญเป็นพิเศษ และยังมองเห็นการเติบโตให้กับ MG เองได้อีกมาก นั่นจึงเป็นที่มาของ MG Urban คันใหม่

NEW MG 4 URBAN เป็นรถแฮทช์แบ็คพลังงานไฟฟ้ารุ่นล่าสุดที่ผลิตในประเทศไทย (CKD) ที่ MG เลือกมาเติมตลาดที่ MG4 สำเร็จไปแล้วและต้องการขยายเพิ่มมากขึ้นไปอีก ครั้งนี้ MG URBAN มีจำกัดความคือ จะตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองยุคใหม่ ทำให้ทุกไลฟ์สไตล์สะดวก ง่าย และคล่องตัว โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ใช้งานง่าย พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ลงตัว ดีไซน์ที่มีความสดใส ขนาดห้องโดยสารและพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่ สะท้อนนิยามของ “LIFE EASY” ยกระดับประสบการณ์การใช้ชีวิตให้ง่ายขึ้นในทุกวัน

NEW MG 4 URBAN  2

เท่าที่ทำความรู้จักกับ MG URBAN ในเบื้องต้นบอกได้ว่าถ้า MG4 จะเป็นรถไฟฟ้าขับสนุกทันสมัยแบบแมนๆ MG URBANก็จะเป็นรถไฟฟ้าแฮทช์แบ็ค กึ่ง Crossover สวยๆที่สาวๆจะต้องชอบ เพราะใช้งานง่ายทั้งการขับขี่ ประโยชน์ใช้สอย เทคโนโลยี่ช่วยการขับขี่และความปลอดภัยที่มีมาให้แบบที่เรียกว่าแต่เดิมต้องมีในรถระดับราคาล้านอัพเท่านั้น (รายละเอียดดูเอาจากข้อมูลประชาสัมพันธ์ด้านล่างต่อจากนี้ ) แต่ด้วยความเป็นคู่หนุ่มสาวของ MG URBAN กับ MG4 ทำให้ MG เลือกตั้งราคาในระดับเดียวกัน เพื่อให้เดินไปในตลาดด้วยกันแบบไม่ต้องไปดูแบรนด์อื่นอีกแล้ว

NEW MG 4 URBAN  3

ข้อมูลประชาสัมพันธ์

NEW MG URBAN คือยนตรกรรมที่พัฒนาขึ้นบน SAIC E3 PURE ELECTRIC PLATFORM

NEW MG 4 URBAN  4

แพลตฟอร์มยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะที่พัฒนาขึ้นในรูปแบบ “CELL-TO-BODY” (CTB) ซึ่งผสานโครงสร้างตัวถังและแบตเตอรี่เข้าเป็นหนึ่งเดียว มีความยืดหยุ่นสูง รองรับการพัฒนาได้หลากหลายเซกเมนต์ ช่วยให้ตัวรถเบาขึ้นแต่ยังคงความแข็งแกร่ง ช่วยลดจุดศูนย์ถ่วง เพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ และยังเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสารให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

SMART DESIGN

NEW MG 4 URBAN 5

สะท้อนตัวตนของคนเมืองยุคใหม่ ผ่านดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ภายใต้แนวคิด “GENDER NEUTRAL TRENDY” ผสานความทันสมัย เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนทุกเพศทุกวัย พร้อมฟังก์ชันการใช้งานสำหรับชีวิตคนเมืองได้อย่างลงตัว

-มิติตัวถัง 4,395  x1,842 x 1,549 มิลลิเมตร (ยาว x กว้าง x สูง)

-ระยะความยาวฐานล้อ 2,750 มิลลิเมตร

-โลโก้เรืองแสง ILLUMINATED LOGO

NEW MG 4 URBAN 6

-ไฟหน้า LED พร้อมระบบควบคุมการ เปิด-ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ

-ไฟท้าย LED ดีไซน์ Union Jack

-ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน (DAYTIME RUNNING LIGHTS)

-ระบบไล่ฝ้ากระจกหลัง สปอยเลอร์หลัง และระบบเปิด-ปิดประตูท้ายไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ

-กระจกมองข้างพับ และปรับไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยว ในรุ่น MAX และ ULTRA

-กระจกไฟฟ้า ONE-TOUCH UP-DOWN

-กระจกแต่งหน้าพร้อมไฟส่องสว่างด้านผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า

-ระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย (Wireless Charger) 50 วัตต์ ในรุ่น MAX และ ULTRA

-ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธ พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB TYPE C จำนวน 3 จุด

-ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

-ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว พร้อม AERO WHEEL COVER  ในรุ่น STANDARD และล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ในรุ่น MAX และ ULTRA

-รองรับระบบ V2L เปลี่ยนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้สามารถเป็นแหล่งจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าสูงสุด 3.3 kW ในทุกรุ่นย่อย

SMART CABIN

NEW MG 4 URBAN  7

พื้นที่ห้องโดยสารที่ออกแบบอย่างเข้าใจการใช้งานจริง กว้างขวาง โปร่งสบาย มาพร้อมฟังก์ชันอัจฉริยะและเทคโนโลยีที่รองรับทุกไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล

-ระบบอัจฉริยะควบคุมด้วยชิปประมวลผลจาก QUALCOMM SNAPDRAGON 8155 ในรุ่น ULTRA

-หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ (MULTI-INFORMATION CLUSTER) ขนาด 7 นิ้ว

 

-หน้าจอสีระบบความบันเทิงแบบสัมผัส (Infotainment) ขนาด 12.8 นิ้ว ในรุ่น STANDARD และ ขนาด15.6 นิ้ว ในรุ่น MAX และ ULTRA

-INTERACTIVE AMBIENT LIGHTS 256 เฉดสี ในรุ่น MAX และ ULTRA

-ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง 4 จุด ในรุ่น STANDARD และ 6 จุด ในรุ่น MAX และ ULTRA

-พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง ปรับได้ 4 ทิศทาง พร้อมควบคุมเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์

-เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทางทุกรุ่น พร้อมระบบเป่าลม ในรุ่น MAX และ ULTRA

NEW MG 4 URBAN  9

-เบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับ 4 ทิศทาง พร้อมระบบเป่าลม ในรุ่น MAX และ ULTRA

-เบาะหุ้มวัสดุหนังสังเคราะห์ ลาย Diamond Cut โดยเบาะนั่งด้านหลังพนักพิงพับได้แบบ 60:40 พร้อมที่เท้าวางแขน

-เบาะหลัง เพิ่มความมั่นคงและความผ่อนคลายในทุกการเดินทาง และที่วางแก้วน้ำ

-ตกแต่งภายในด้วยวัสดุ SOFT TOUCH เพิ่มสัมผัสที่เหนือระดับ

-หลังคากระจกพาโนรามิกเต็มแผ่น พร้อมม่านบังแดด

-ช่องเก็บเอกสารด้านหลังเบาะด้านหน้า

-ระยะวางขาที่นั่งตอนหลัง 984 มิลลิเมตร

-พื้นที่เก็บสัมภาระสองชั้นด้านท้ายรถ จุได้มากสูงสุดถึง 480 ลิตร และเมื่อพับเบาะสามารถจุได้มากถึง 1,266 ลิตร

-รัศมีวงเลี้ยว 5.2 เมตร

-ระบบ INTELLIGENT SMART ACCESS เพิ่มความสะดวกในการเข้า-ออกและสตาร์ทรถ

 SMART TECHNOLOGY

 ยกระดับทุกการเดินทางและการใช้งานรถด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ รองรับไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล ควบคุมรถได้ทุกที่  ทุกเวลา เพียงปลายนิ้วสัมผัส ผ่านสมาร์ทโฟน

NEW MG 4 URBAN 8

-ระบบ i-SMART PRO ในรุ่น ULTRA

-ฟังก์ชันระบบช่วยจอดอัตโนมัติ (SMART PARKING ASSIST)

-ฟังก์ชันระบบสั่งจอดอัตโนมัติระยะไกล (REMOTE AUTO PARKING)

-ฟังก์ชันปลดล็อครถ และเปิดเครื่องปรับอากาศผ่านโทรศัพท์มือถือ

-ระบบตรวจเช็กอัจฉริยะ (SMART CHECK) ระบบสั่งการอัจฉริยะ (SMART COMMAND) และ ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ (SMART CONNECT)

-ฟังก์ชันเปิดระบบ COOLING SEAT ผ่านมือถือในรุ่น ULTRA

ระบบ i-SMART ในรุ่น MAX

NEW MG 4 URBAN  13

 

-ฟังก์ชันระบบควบคุมการจอดระยะไกล (REMOTE PARKING)

-ฟังก์ชันปลดล็อครถ และเปิดเครื่องปรับอากาศผ่านโทรศัพท์มือถือ

-ระบบตรวจเช็กอัจฉริยะ (SMART CHECK) ระบบสั่งการอัจฉริยะ (SMART COMMAND) และ ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ (SMART CONNECT)

-ระบบ ONE PEDAL

-รองรับระบบการเชื่อมต่อ APPLE CARPLAY และ ANDROID AUTO แบบไร้สาย

-ระบบ AI VOICE COMMAND*

-บริการเสริมพิเศษ อัตราค่าบริการเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด (พร้อมรับสิทธิ์ทดลองใช้ฟรี 1 เดือน)

มอบประสบการณ์การขับขี่ที่คล่องตัว ตอบรับทุกจังหวะชีวิตของคนยุคใหม่ ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะและสมรรถนะ

ที่ออกแบบมาอย่างลงตัว

 

ขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ PERMANENT MAGNET SYNCHRONOUS MOTOR 

NEW MG 4 URBAN  13

-รุ่น STANDARD ให้พละกำลังสูงสุด 150 แรงม้า (110 กิโลวัตต์)

-รุ่น MAX และ ULTRA ให้พละกำลังสูงสุด 160 แรงม้า (118 กิโลวัตต์)

-แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ทั้งสามรุ่น

-แบตเตอรี่แบบ LITHIUM-IRON PHOSPHATE (LFP) จาก CATL

-รุ่น STANDARD ความจุ 42.8 กิโลวัตต์-ชั่วโมง วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 435 กิโลเมตร* ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC)

-รุ่น MAX และ รุ่น ULTRA ความจุ 53.9 กิโลวัตต์-ชั่วโมง วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 530 กิโลเมตร*  ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC)

ชาร์จง่าย สบายทุกเส้นทาง รองรับทั้งแบบ QUICK CHARGE และ NORMAL CHARGE

NEW MG 4 URBAN 12

รุ่น STANDARD ชาร์จแบบเร็ว QUICK CHARGE จาก 10% – 80% ใช้เวลาประมาณ 28 นาที**

ที่ความเร็วสูงสุด 82 kW ชาร์จแบบธรรมดา NORMAL CHARGE ผ่าน MG HOME CHARGER

ที่ 6.6 kW

รุ่น MAX และ รุ่น ULTRA ชาร์จแบบเร็ว QUICK CHARGE ชาร์จไฟฟ้าจาก 10% – 80% ใช้เวลาประมาณ 30 นาที** ที่ความเร็วสูงสุด 88 kW ชาร์จแบบธรรมดา NORMAL CHARGE ผ่าน MG HOME CHARGER ที่ 6.6 kW

-ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบ MACPHERSON STRUT ที่ช่วยควบคุมรถได้มั่นคงและแม่นยำ

-ระบบช่วงล่างด้านหลังแบบ TORSION BEAM ที่ช่วยเพิ่มเสถียรภาพการขับขี่และควบคุมง่าย

-ระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อมระบบเบรกด้านหน้าแบบ VENTILATED DISC และด้านหลังแบบ DISC

-โหมดการขับขี่ 5 รูปแบบ ได้แก่ ECO, NORMAL, SPORT, SNOW, CUSTOM

*ทดสอบตามมาตรฐานความประหยัดพลังงาน NEW EUROPEAN DRIVING CYCLE (NEDC)

**ระยะเวลาในการชาร์จ ขึ้นอยู่กับระดับแบตเตอรี่คงเหลือและกำลังของเครื่องอัดประจุไฟฟ้า

 SMART SAFETY 

มอบความมั่นใจในทุกการเดินทางด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป มาพร้อมระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย และเหนือสุดในคลาสด้วยระบบ ADVANCED DRIVER ASSISTANCE SYSTEM (ADAS) ระดับ L2 และระบบ SMART AUTO PARKING SOLUTION ช่วยอำนวยความสะดวกในการควบคุมรถ และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ พร้อมผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก Euro NCAP และ ANCAP

NEW MG 4 URBAN  15

-ระบบแสดงภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ พร้อมมุมมองหลายเลน (MULTI-LANE VIEW)

-ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ SAPS (SMART AUTO PARKING SOLUTION)

-ระบบเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ ALC (AUTO LANE CHANGE WITH ALERT)

-ระบบระบบควบคุมรถให้อยู่กึ่งกลางเลน LCC (LANE CENTERING CONTROL)

-ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (ELECTRONIC PARKING BRAKE) พร้อมระบบป้องกันการไหล AVH (AUTO VEHICLE HOLD)

-ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (ANTI-LOCK BRAKING SYSTEM) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (ELECTRONIC BRAKE FORCE DISTRIBUTOR)

-ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (ELECTRONIC BRAKE ASSIST)

-ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (STABILITY CONTROL SYSTEM)

-ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (CURVE BRAKE CONTROL)

-ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (TRACTION CONTROL SYSTEM)

-ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (HILL START ASSIST SYSTEM)

-ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (INTELLIGENT HIGH-BEAM CONTROL)

-ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (ADAPTIVE CRUISE CONTROL)

-ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแปรผันอัฉริยะ ICA (INTELLIGENT CRUISE ASSIST)

-ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (TRAFFIC JAM ASSIST)

-ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน พร้อมระบบช่วยควบคุมเมื่อออกนอกเลน ELK (EMERGENCY LANE KEEPING ASSIST) โดยผสานการทำงานของ LKA (LANE KEEPING ASSIST), LDP (LANE DEPARTURE PREVENTION) และ LDW (LANE DEPARTURE WARNING)

-ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนด้านหน้า FCW (FORWARD COLLISION WARNING)

-ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB (AUTONOMOUS EMERGENCY BRAKING)

-ระบบช่วยป้องกันอุบัติเหตุจากมุมอับสายตาที่ทำงานร่วมกัน ได้แก่ LCA (LANE CHANGE ASSIST), BSD (BLIND SPOT DETECTION), RCTA (REAR CROSS TRAFFIC ALERT), RCTB (REAR CROSS TRAFFIC BRAKING), DOW (DOOR OPENING WARNING) และ RCW (REAR COLLISION WARNING)

-ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (TIRE PRESSURE MONITORING SYSTEM)

เพิ่มความอุ่นใจด้วยอุปกรณ์ความปลอดภัย อาทิ เซ็นเซอร์ 12 ตำแหน่ง กล้องรอบคัน 6 ตัว และเรดาร์ 3ตำแหน่ง รวมทั้งหมด 21 ตำแหน่ง

-กล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ ในรุ่น MAX และ ULTRA พร้อมสัญญาณเตือนระยะด้านหน้าและหลัง

NEW MG 4 URBAN  13

-จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX

-เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับพร้อมผ่อนแรงอัตโนมัติ

-ถุงลมนิรภัย รวม 7 ตำแหน่ง คู่หน้า ด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย และถุงลมกลาง

NEW MG URBAN รถแฮทช์แบ็คพลังงานไฟฟ้า ประกอบด้วย 3 รุ่นย่อย โดยมีสีตัวถังให้เลือก 5 สี คือ ม่วง (LAVENDER PURPLE), เบจ (MODERN BEIGE), ขาว (ARCTIC WHITE), เทา (ANDES GREY) และดำ (PEARL BLACK) พร้อมตกแต่งภายในโทนสีทูโทน เทา–ดำ

1 Charge 1 Tank วิ่งเหนือจรดใต้กว่า 1,500 กิโลเมตร จากเชียงใหม่ถึงภูเก็ต ที่สุดแห่งความประหยัดด้วย BYD SEALION 5 DM-i

0
บีวายดี 1

บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานใหม่ บีวายดี และ เดนซ่า อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ ตอกย้ำที่สุดแห่งความประหยัดของเทคโนโลยี DM-i ใน BYD SEALION 5 DM-i อีกครั้ง ด้วยการจัดการทดสอบรถยนต์สำหรับสื่อมวลชนชั้นนำของไทย บนเส้นทางเชียงใหม่ – ภูเก็ต ครอบคลุมระยะทางไกลกว่า 1,500 กิโลเมตร เพื่อพิสูจน์ว่าเมื่อชาร์จไฟเต็มและมีน้ำมันเชื้อเพลิงเต็มถัง BYD SEALION 5 DM-i พร้อมพาคุณเดินทางจากเหนือจรดใต้ โดยที่ไม่ต้องแวะเติมพลังงาน

บีวายดี 2

การเดินทางครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความประหยัดของ BYD SEALION 5 DM-i และความทรหดของขุมพลัง DM-i ให้เป็นที่ประจักษ์ เนื่องจากมีการขับขี่ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงติดต่อกัน พร้อมตอกย้ำว่า BYD SEALION 5 DM-i คือตัวจริงแห่งความประหยัดของการใช้พลังงาน อย่างเต็มประสิทธิภาพถึงขีดสุดในทุกรูปแบบการใช้งานในคันเดียว ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น ซึ่งพิสูจน์แล้วจากการทดสอบก่อนหน้านี้ ที่มีค่าพลังงานต่ำสุดเพียง 39 สตางค์/กิโลเมตร* จากการขับขี่จริงฝ่ารถติดกลางกรุงฯ ในชั่วโมงเร่งด่วน ด้วย EV Mode ทั้งยังขับขี่ทางไกลได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องคอยแวะเติมพลังงาน เพราะสามารถขับขี่ด้วยรูปแบบ HEV Mode

บีวายดี 3

  • อีกบททดสอบทรหดของ BYD SEALION 5 DM-i จากเหนือจรดใต้กว่า 1,500 กิโลเมตร

บททดสอบความประหยัดของ BYD SEALION 5 DM-i ในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้สภาวะการขับขี่จริง โดยการทดสอบแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม และใช้เส้นทางเดียวกัน แต่แตกต่างในเรื่องของเงื่อนไขการทดสอบ โดยกลุ่มแรกขับขี่ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงติดต่อกัน ส่วนอีกกลุ่มแวะพักที่ราชบุรี 1 คืน BYD SEALION 5 DM-i ทุกคันที่ร่วมเดินทางในครั้งนี้ ผ่านการชาร์จไฟ 99% และ เติมน้ำมันเต็มถัง 52 ลิตร ก่อนการออกเดินทางเพียงครั้งเดียว โดยไม่มีการชาร์จไฟรวมถึงเติมเชื้อเพลิงระหว่างทาง เมื่อถึงจุดหมาย รถยนต์ทดสอบทุกคันยังมีพลังงานเหลือ สามารถขับขี่ต่อไปได้อีกและมีคันที่ทำระยะทางรวมสูงสุดได้ 1,847 กิโลเมตร สำหรับค่าพลังงานต่ำสุดจากการทดสอบในครั้งนี้อยู่ที่ 1.13 บาท/กิโลเมตร* สำหรับกลุ่มแวะพักที่ราชบุรี และ 1.33 บาท/กิโลเมตร* สำหรับกลุ่มขับขี่ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงติดต่อกัน

 

รายละเอียดสถิติในการทดสอบ กลุ่มขับขี่ต่อเนื่อง 24 ชม. กลุ่มแวะพัก 1 คืน
คันที่ 1 คันที่ 2 คันที่ 1 คันที่ 2
ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุดด้วย

1 Charge 1 Tank (กม.)

1,524 1,572 1,754 1,847
อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง (กม./ลิตร) 28.40 29.29 32.68 34.41
ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง (บาท/กม.)* 1.37 1.33 1.19 1.13

 

บีวายดี 5

ส่วนเส้นทางที่ใช้ในการทดสอบ เริ่มต้นการเดินทางจากเชียงใหม่ และมุ่งหน้าสู่ภูเก็ต ครอบคลุมระยะทางกว่า 1,555 กิโลเมตร ผ่าน 22 จังหวัดทั่วไทยบนเส้นทาง เชียงใหม่ – ลำพูน -ลำปาง – ตาก – กำแพงเพชร – นครสวรรค์ – อุทัยธานี – ชัยนาท – สิงห์บุรี – อ่างทอง – อยุธยา – ปทุมธานี – นนทบุรี – นครปฐม – ราชบุรี – เพชรบุรี – ประจวบคีรีขันธ์ – ชุมพร – สุราษฎร์ธานี – กระบี่ – พังงา – ภูเก็ต

บีวายดี 5

  • ขุมพลัง BYD DM-i รถยนต์ไฟฟ้าที่เติมน้ำมันได้ ไม่ต้องคอยแวะปั๊ม เมื่อต้องเดินทางไกล

ขุมพลัง BYD DM-i รถยนต์ไฟฟ้าที่เติมน้ำมันได้ สามารถขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนเป็นระยะทางสูงสุด 110 กิโลเมตร** ด้วย BYD Blade Battery ขนาด 18.3 กิโลวัตต์–ชั่วโมง ทั้งยังรองรับการเติมน้ำมันและชาร์จไฟ DC Charging สูงสุด 18 kW ไม่ต้องกังวลเมื่อต้องเดินทางไกล เพราะขับขี่เป็นระยะทางรวมสูงสุดมากกว่า 1,200 กิโลเมตร** เมื่อชาร์จไฟเต็มและน้ำมันเชื้อเพลิงเต็มถัง ทั้งยังมอบประสบการณ์การขับขี่ในแบบฉบับของรถยนต์ไฟฟ้า ที่ให้อัตราเร่งทันใจจากการผสานการทำงานอย่างไร้รอยต่อ ระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าทรงพลังและเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงเต็มประสิทธิภาพ มอบกำลังรวมสูงสุด 155 กิโลวัตต์ แรงบิดรวมสูงสุด 210 นิวตัน-เมตร

บีวายดี 6

  • BYD SEALION 5 DM-i คุ้มค่ากว่า ด้วยข้อเสนอมูลค่าสูงสุดกว่า 109,000 บาท***

BYD SEALION 5 DM-i พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของแล้ววันนี้ ด้วยราคาเริ่มต้น 759,900 บาท ในรุ่น Dynamic และ 799,900 บาท ในรุ่น Premium พร้อมแคมเปญพิเศษมูลค่ารวมสูงสุดกว่า 109,000 บาท*** จำนวนจำกัดสำหรับลูกค้าที่ออกรถภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 โดยสิทธิประโยชน์มากมายมีทั้ง

  • ฟรี แพ็กเกจ BYD CARE for DM-i มูลค่าสูงสุดกว่า 34,000 บาท***
  • ฟรี แพ็กเกจ Lifetime Warranty มูลค่า 50,000 บาท***
  • ฟรี โฮมชาร์จเจอร์ยี่ห้อ ZHIDA พร้อมบริการติดตั้ง มูลค่า 25,000 บาท***
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. 1 ปี***
  • ฟรี ฟิล์มเซรามิก XUV Max III Film พร้อมบริการติดตั้ง***

บีวายดี 8

เทคโนโลยี DM-i รถยนต์ไฟฟ้าที่เติมน้ำมันได้ เอกสิทธิ์ของ บีวายดี ใน BYD SEALION 5 DM-i, BYD SEALION 6 DM-i และ BYD SEAL 5 DM-i พร้อมให้คุณพิสูจน์ที่สุดของความประหยัดแล้ว ที่โชว์รูมและศูนย์บริการ บีวายดี ใกล้บ้านท่านทั้ง 166 สาขาทั่วประเทศ ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมของรถยนต์ บีวายดี ทุกรุ่นได้ที่ reverautomotive.com พร้อมติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวได้ที่ Official Facebook Page: BYD RÊVER Thailand และ DENZA RÊVER Thailand

* คำนวณจากระยะทางที่ใช้ไปในการทดสอบ และค่าพลังงานในวันทดสอบ

** เป็นไปตามมาตรการทดสอบตามมาตรฐาน NEDC ระยะทางจริงอาจปรับเปลี่ยนได้ตามปัจจัยต่างๆ เช่น พฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละบุคคล น้ำหนักบรรทุก สภาพการจราจร และอื่นๆ

 

 

“งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 48” อวดโฉมมรดกนวัตกรรมยานยนต์

0
งานประกวดรถโบราณ 1

สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ จัด “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 48” ภายใต้แนวคิด “มรดกนวัตกรรม-Legacy of Innovation” ชมรถโบราณหลากยุค หลายสมัย ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ระหว่างวันที่ 15-19 กรกฎาคม 2569

งานประกวดรถโบราณ 2

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “งานประกวดรถโบราณ เป็นงานระดับประเทศที่จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 48 โดยแนวคิดของงานปีนี้คือ “มรดกนวัตกรรม-Legacy of Innovation” เนื่องจากเหล่าบรรดายานยนต์โบราณ คือผู้ส่งมอบนวัตกรรม ซึ่งเป็นรากฐานของเทคโนโลยีล้ำสมัยให้แก่ยานยนต์ยุคปัจจุบัน เช่น ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบกลไก กลายเป็นระบบ AWD อัจฉริยะที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ ระบบช่วงล่างพื้นฐาน กลายเป็นระบบกันสะเทือนไฟฟ้าที่ตอบสนองตามสภาพถนนแบบเรียลไทม์ ขุมพลังดั้งเดิม กลายเป็นระบบไฮบริด พลัก-อิน ไฮบริด และไฟฟ้า ฯลฯ นวัตกรรมจากอดีตจึงเป็นมรดกของยานยนต์โบราณที่ทรงคุณค่ายิ่ง”

งานประกวดรถโบราณ 3

กัลยา กมลรัตน์ ผู้อำนวยการด้านการตลาด ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ กล่าวว่า “ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ได้ร่วมกับสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทยจัดงานประกวดรถโบราณอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 โดยงานนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมคุณภาพที่สะท้อนความหลากหลายของไลฟ์สไตล์ และเปิดโอกาสให้ผู้คนทุกเจเนอเรชันได้ร่วมสัมผัสคุณค่า และเสน่ห์ของยานยนต์คลาสสิค ผู้เข้าชมจะได้พบกับรถโบราณ และรถคลาสสิคกว่า 100 คัน บนพื้นที่จัดแสดงกว่า 4,000 ตารางเมตร บริเวณชั้น G”

งานประกวดรถโบราณ 4

การประกวดรถโบราณแบ่งเป็น 7 ประเภท ตามมาตรฐานของสมาพันธ์รถโบราณสากล (FIVA) ได้แก่ รถรุ่นบรรพบุรุษ (ก่อนปี 1904) รถรุ่นผ่านศึก (ปี 1905-1918) รถโบราณ (ปี 1919-1930) รถรุ่นก่อนสงคราม (ปี 1931-1945) รถรุ่นหลังสงคราม (ปี 1946-1960) รถคลาสสิค (ปี 1961-1970) และรถคลาสสิคร่วมสมัย (ปี 1971-ปัจจุบัน ย้อนหลัง 30 ปี)

สำหรับรถเด่นในงานปีนี้ ได้แก่ รถโบราณอายุเฉียด 100 ปี Rolls-Royce 20hp Saloon ปี 1929 / รถบนโปสเตอร์งานประกวด Austin 7 Saloon ปี 1933 / รถนำเข้ามาจากต่างประเทศอย่างถูกกฎหมายเพื่อการอนุรักษ์ Porsche 911 Carrera Super Sport 3.2 Targa ปี 1986 และ Porsche 911 Carrera Super Sport 3.2 Cabriolet ปี 1989

งานประกวดรถโบราณ 5

นอกจากนั้น ยังมีการประกวดอีกหลายประเภท อาทิ รถจำลอง รถดัดแปลง รถประดิษฐ์พิเศษ รถแจกวาร์ รถมีนี รถโฟล์คสวาเกน รถอเมริกัน และรถเฟียต พร้อมรถที่นำมาแสดงเป็นพิเศษ

ส่วนกิจกรรมอื่นๆ ก็มีมากมาย เช่น เสวนาแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับรถโบราณ หัวข้อ “ไทยเปิดนำเข้ารถโบราณปีแรก ผลลัพธ์เป็นอย่างไร?” พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมสุดพิเศษตลอดงาน ไม่ว่าจะเป็นการออกตามล่ารถไฮไลท์ผ่านกิจกรรม Lucky Rally Scan สะสมภารกิจลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษ หมุนวงล้อแห่งความโชคดีเพื่อลุ้นรับโมเดลรถโบราณสุดน่ารัก รวมถึงเก็บภาพความประทับใจที่ Photo Booth ในบรรยากาศวินเทจสุดคลาสสิค ที่จะช่วยให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าถึง และเรียนรู้เรื่องราวของรถยนต์ระดับตำนานที่สนุกมากยิ่งขึ้น คอนเสิร์ทเพลงฮิทในอดีต จำหน่ายสินค้าวินเทจ หนังสือ นิตยสาร แสตมป์รถโบราณ รถโบราณจำลอง ฯลฯ

ผู้สนใจสามารถส่งรถเข้าประกวดได้ที่ imc.co.th/vintagecarclub/vcct ภายในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 หรือสอบถามรายละเอียดที่ vintagecarclub.or.th และ facebook.com/VintageCarClub และเชิญชมงานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 48 ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ระหว่างวันที่ 15-19 กรกฎาคม 2569