Home Blog Page 13

“ฮอนด้า” ตอกย้ำ DNA ความสปอร์ต! เชิญลูกค้าร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ กับ “Honda One Make Race 2026 Exclusive Trip” เชียร์ติดขอบสนาม พร้อมติวเข้มทักษะการขับขี่และทดสอบการขับขี่ในสนามแข่งระดับโลก  

0
ฮอนด้า 1

 

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด สานต่อประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ พากลุ่มลูกค้าฮอนด้า 30 คัน รวม 60 คน ร่วมสัมผัสความมันส์ในศึกการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบแถวหน้าของไทย “Honda One Make Race 2026” ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ในวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม – 16 สิงหาคม 2569 ผ่านกิจกรรม “Honda One Make Race 2026 Exclusive Trip” ร่วมส่งแรงเชียร์การประลองความเร็วใน Race 5 และ Race 6 แบบชิดติดขอบสนาม พร้อมกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะการขับขี่จากผู้เชี่ยวชาญ (Driving Clinic) และสัมผัสประสบการณ์ขับขี่รถยนต์ฮอนด้าคู่ใจบนสนามแข่งมาตรฐานระดับโลก (Honda Track Experience) เพื่อปลดล็อกศักยภาพการขับขี่ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยในทุกเส้นทาง

ฮอนด้า  2

ตลอดกิจกรรม Honda One Make Race 2026 Exclusive Trip ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสบรรยากาศมอเตอร์สปอร์ตอย่างเต็มอิ่ม ประเดิมด้วยกิจกรรม “Grid Walk” เปิดโอกาสให้เดินเข้าสู่บริเวณสนามก่อนการแข่งขัน สัมผัสความตื่นเต้นและการเตรียมความพร้อมของทีมรถแข่งอย่างใกล้ชิด ก่อนร่วมเชียร์การแข่งขันใน Race 5 และ Race 6 อย่างเร้าใจ

ต่อเนื่องด้วยไฮไลต์กิจกรรม “Driving Clinic” เวิร์กช็อปฝึกทักษะการขับขี่เชิงเทคนิค ถ่ายทอดโดยทีมผู้ฝึกสอนมืออาชีพ จัดเต็มให้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ครอบคลุมเทคนิคการควบคุมรถ จังหวะการเบรก การเข้าโค้ง และความปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ก่อนได้สัมผัสสมรรถนะของรถยนต์ฮอนด้าในสภาพแวดล้อมที่ออกแบบมาเพื่อการขับขี่อย่างเต็มประสิทธิภาพ มอบประสบการณ์ความประทับใจที่หาไม่ได้จากการขับขี่บนท้องถนนทั่วไป ควบคู่กับการนำเทคนิคต่าง ๆ ไปต่อยอดประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญที่ ฮอนด้าตอกย้ำความสนุกในการขับขี่ (oy of Driving) ควบคู่กับการคำนึงถึงความปลอดภัย ปิดท้ายด้วยกิจกรรม “Track Experience” ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้นำรถยนต์ฮอนด้าคู่ใจลงสัมผัสประสบการณ์การขับขี่จริงบนสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

คุณพัชรพล ฉันท์ทอง เจ้าของรถยนต์ Honda CR-V e:HEV ใหม่ กล่าวถึงความประทับใจในกิจกรรมครั้งนี้ว่า “รู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมพิเศษในครั้งนี้ ได้นำรถยนต์คู่ใจร่วมสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ในสนามระดับโลก รวมถึงได้เรียนรู้เทคนิคการขับขี่ และได้มาเชียร์การแข่งขัน Honda One Make Race แบบติดขอบสนาม เป็นประสบการณ์ที่หาได้ยาก ทำให้รู้สึกถึงความใส่ใจและความตั้งใจของฮอนด้าที่อยากมอบประสบการณ์พิเศษให้ลูกค้า รู้สึกประทับใจมากและคิดไม่ผิดเลยที่เลือกใช้รถยนต์ฮอนด้า”

ฮอนด้า  3

คุณปฏิมากร ศรีจันทร์ เจ้าของรถยนต์ Honda Civic e:HEV ใหม่ กล่าวว่า “เป็นครั้งแรกที่ได้ร่วมกิจกรรมกับฮอนด้า ประทับใจ Driving Clinic มาก เพราะได้เรียนรู้เทคนิคการขับขี่จากผู้ฝึกสอนมืออาชีพ ทั้งการเข้าโค้ง การเบรก และการควบคุมรถอย่างถูกวิธี สามารถนำเทคนิคหลายอย่างไปปรับใช้ในการขับขี่จริงในชีวิตประจำวันได้ ทำให้รู้สึกมั่นใจและปลอดภัยมากขึ้น ทำให้เห็นว่ารถในชีวิตจริง สามารถเข้าไปอยู่ในสนามแข่งจริงได้ ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามาก อยากเชิญชวนมาเป็นครอบครัวฮอนด้าเพื่อรับสิทธิเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษแบบนี้

ฮอนด้า  4

นอกจากนี้ที่บ้านยังเป็นครอบครัวฮอนด้า โดยมีทั้ง Honda HR-V และ Honda e:N1 ซึ่งเหตุผลที่ทำให้ทั้งครอบครัวเราใช้รถยนต์ฮอนด้าเนื่องจากความมั่นใจในศูนย์บริการที่ครอบคลุมสะดวกสบายในการเข้ารับบริการ และมั่นใจในการบริการหลังการขายของฮอนด้า”

กิจกรรม Honda One Make Race 2026 Exclusive Trip ปิดฉากลงอย่างสวยงาม พร้อมเสียงความประทับใจที่สะท้อนถึงความตั้งใจของฮอนด้าในการส่งมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ให้สัมผัสความเร้าใจของการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตแบบชิดติดขอบสนาม พร้อมเติมเต็มทั้งความสนุก ความตื่นเต้น และทักษะการขับขี่ปลอดภัย เพื่อถ่ายทอด DNA ความสปอร์ตของฮอนด้าอย่างแท้จริง ทั้งในด้านสมรรถนะที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน และปลดล็อกศักยภาพการขับขี่ของรถยนต์ฮอนด้าให้พร้อมลุยบนแทร็กระดับโลก

การแข่งขัน Honda One Make Race 2026 Race 5 – 6 ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความเข้มข้นและเร้าใจตลอดการแข่งขัน เหล่านักแข่งต่างงัดทั้งทักษะ และสมรรถนะของรถแข่งฮอนด้าออกมาขับเคี่ยวกันอย่างสูสีในทุกโค้ง ท่ามกลางเสียงเชียร์และบรรยากาศแห่งมอเตอร์สปอร์ตที่สร้างความตื่นเต้นแบบเต็มพิกัด โดยแฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ตเตรียมส่งแรงเชียร์กันต่อในศึกโค้งสุดท้ายของการแข่งขัน Honda One Make Race 2026 กับ Race 7 – 8 วันที่ 14 – 18 ตุลาคม 2569 แข่งขันในรายการ PT Maxnitron Racing Series ณ สนามแข่งเฉพาะกิจ พีที สงขลา กรังด์ปรีซ์ จังหวัดสงขลา สามารถติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook: Honda One Make Race https://www.facebook.com/HondaOneMakeRaceOfficial

อัปเดตทุกข่าวสาร ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมล่าสุด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวได้ที่

  • เว็บไซต์: honda.co.th
  • Facebook Official Account: Honda Thailand
  • LINE Official Account: @honda-thailand

 

พารู้จัก “iCAUR” แบรนด์ยานยนต์พลังงานใหม่จาก CHERY ที่เตรียมเขย่าตลาดไทย

0
iCAUR 1

ปัจจัยที่ทำให้เราเลือกรถสักคัน นอกเหนือจากเรื่องเทคโนโลยีแล้ว ยังรวมถึง “งานดีไซน์” ที่ต้องตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และสะท้อนตัวตนของผู้ขับขี่ได้ทั้งภายในและภายนอก เพราะรถยนต์ไม่ได้เป็นเพียงพาหนะสำหรับการเดินทาง แต่ยังเป็นหนึ่งในเครื่องสะท้อนภาพลักษณ์ไลฟ์สไตล์ และตัวตนของผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี

iCAUR V27 2

ชื่อ iCAUR สะท้อนแนวคิดสำคัญของแบรนด์ผ่านตัวอักษร “i” ซึ่งมาจาก 3 แนวคิดหลัก ได้แก่ Intellect ความอัจฉริยะ, Imagine จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ และ Interactive การตอบสนองและปฏิสัมพันธ์กับผู้ขับขี่ ทั้งสามแนวคิดนี้ล้วนเป็นรากฐานสำคัญในการออกแบบและพัฒนารถยนต์ของ iCAUR โดยมีผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ตอบโจทย์ทั้งความต้องการไลฟ์สไตล์ และตัวตนของผู้ขับขี่ในทุกมิติ

iCAUR เป็นแบรนด์ในเครือบริษัท Chery Automobile ซึ่งกำลังเตรียมก้าวเข้าสู่ตลาดไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งพร้อมที่จะสร้างนิยามใหม่ให้กับรถเอสยูวีทรงกล่อง (Boxy SUV) ในความ“เป็นที่สุด” ทั้งด้านเทคโนโลยีและงานดีไซน์ พร้อมสร้างความคึกคักให้กับตลาดรถยนต์ทั่วโลกด้วยแนวคิดการออกแบบที่โดดเด่นและแตกต่าง แบรนด์ iCAUR เปิดตัวครั้งแรกในเดือนเมษายน 2566 ในฐานะแบรนด์รถยนต์พลังงานไฟฟ้าดีไซน์ทรงกล่อง (Boxy) อันเป็นเอกลักษณ์ โดยมีรถรุ่น V23 หนึ่งในโมเดลที่สร้างชื่อให้แบรนด์ในตลาดโลก ด้วยการนำเสนองานออกแบบที่มีกลิ่นอายคลาสสิกในรูปแบบร่วมสมัย

มร. จิม ลี ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์เชอรี ประเทศไทย และไอคาร์ ประเทศไทย กล่าวว่า “การเตรียมเปิดตัว iCAUR ในประเทศไทยครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของแบรนด์ในการขยายธุรกิจสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราพร้อมนำเสนอประสบการณ์ยานยนต์ที่ผสานดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์เข้ากับเทคโนโลยีพลังงานยุคใหม่ บนพื้นฐานขององค์ความรู้และเทคโนโลยีระดับโลก สู่ผู้บริโภคชาวไทย

iCAUR V27 3

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ที่ iCAUR ให้ความสำคัญ และเรามุ่งมั่นที่จะพัฒนาแบรนด์ในระยะยาว ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ เครือข่ายผู้จำหน่าย และบริการหลังการขาย พร้อมทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรและทีมงานในประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นใจว่าลูกค้าชาวไทยจะได้รับประสบการณ์ที่ดีและน่าประทับใจกับแบรนด์ iCAUR ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำตลาด”

สโลแกน “Classic Never Fades” สะท้อนดีเอ็นเอของแบรนด์

“Classic Never Fades” คือสโลแกนและจุดยืนที่ iCAUR พัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยคำว่า “คลาสสิก” ไม่ได้หมายถึงการย้อนกลับไปสู่อดีต แต่คือการรักษาคุณค่าของสิ่งที่ดีและปรับให้เข้ากับอนาคต เพื่อตอกย้ำว่างานออกแบบที่ดีสามารถพิสูจน์คุณค่าผ่านกาลเวลาได้

iCAUR V27 4

การออกแบบเส้นสายที่สวยงาม โดดเด่น และเฉียบคม ยังคงความมีสไตล์เหนือกาลเวลาได้เสมอ แนวคิดนี้จึงถูกหลอมรวมออกมาเป็น 3 แกนหลักของแบรนด์ ได้แก่ Design-first ที่ให้ความสำคัญกับงานออกแบบที่โดดเด่นและสะดุดตา, Technology-driven ที่นำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือในการสร้างความมั่นใจและยกระดับประสบการณ์การขับขี่ และ Life-centered ที่เชื่อว่าทุกการเดินทางควรสะท้อนเรื่องราวและมีความหมายในแบบของตัวเอง

ผสานดีไซน์ระดับไอคอนิกกับเทคโนโลยีที่พร้อมสำหรับทุกเส้นทาง

ยานยนต์ที่ตอบโจทย์คนยุคใหม่ ไม่ได้มีเพียงดีไซน์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของผู้ขับขี่ แต่ยังต้องมาพร้อมเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การเดินทางในทุกมิติ iCAUR จึงผสานงานดีไซน์ที่โดดเด่นเข้ากับเทคโนโลยี Golden REEV (Range-Extended Electric Vehicle) ที่พัฒนาโดย Chery Group เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความมั่นใจสำหรับการเดินทางระยะไกล

iCAUR V27 5

ระบบ Golden REEV ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นระบบขับเคลื่อนหลัก มอบประสบการณ์การขับขี่ในแบบรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่เครื่องยนต์ทำหน้าที่เป็นแหล่งผลิตพลังงานเพื่อสนับสนุนระบบขับเคลื่อนและช่วยเพิ่มระยะทางในการเดินทาง ทำให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสความเงียบ การตอบสนอง และความต่อเนื่องของกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า พร้อมความมั่นใจสำหรับการเดินทางในระยะทางที่ไกลขึ้น โดยGolden REEV System มีประสิทธิภาพเชิงความร้อนสูงสุด 45.79% และรองรับการขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากทั้งน้ำมันและไฟฟ้า

เทคโนโลยี REEV ใน iCAUR V27 ยังต่อยอดจากองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านวิศวกรรมระบบส่งกำลังของ Chery Group ซึ่งมีประสบการณ์ในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์และระบบขับเคลื่อนมาอย่างยาวนาน โดยนับตั้งแต่ปี 2006 มีเครื่องยนต์ของ Chery รวม 9 เครื่องยนต์ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน “China Heart” Top Ten Engines ซึ่งเป็นรางวัลด้านเทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่ได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมยานยนต์จีน

iCAUR V27 5

iCAUR V27 ยังมาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ i-AWD ที่กระจายแรงบิดระหว่างล้อหน้าและล้อหลังได้แม่นยำในระดับมิลลิวินาที ครอบคลุมทั้งการใช้งานในเมืองและเส้นทางออฟโรด ด้านความปลอดภัย iCAUR วางโครงสร้างตัวถังนิรภัยระดับ 5 ดาวตามมาตรฐานสากล พร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะ
ที่ครอบคลุมทุกรูปแบบการขับขี่

ตลาดยานยนต์ไทย หมุดหมายสำคัญของ iCAUR

สำหรับประเทศไทย V Series เริ่มต้นจากรุ่น V23 ซึ่งเปิดตัวและจำหน่ายภายใต้แบรนด์ CHERY ในชื่อ “Chery V23” และได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคชาวไทยเป็นอย่างดี ก่อนที่ก้าวต่อไปจะเป็น V27 ซึ่งจะเข้าสู่ตลาดไทยในชื่อ “iCAUR V27” อย่างเต็มตัว นับเป็นครั้งแรกที่แบรนด์ iCAUR จะได้เข้าสู่ตลาดไทยอย่างเป็นทางการ

iCAUR V27 6

การเข้าสู่ประเทศไทยของ iCAUR เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาด SUV และรถยนต์พลังงานใหม่กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหารถยนต์ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การเดินทางในชีวิตประจำวัน การใช้ชีวิตในวันหยุด ไปจนถึงการออกเดินทาง
ในระยะไกล

iCAUR มองเห็นโอกาสการเติบโตของตลาด Boxy SUV ทั่วโลก โดยคาดว่าตลาดรถยนต์ในกลุ่มดังกล่าวจะมีขนาดแตะ 7.5 ล้านคันภายในปี 2030 สะท้อนถึงความต้องการของผู้บริโภคที่มองหารถยนต์ซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์เพียงด้านการใช้งาน แต่ยังสามารถสะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ได้อย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยที่เป็นหนึ่งในตลาดสำคัญที่ iCAUR มองเห็นศักยภาพ และเตรียมนำเสนอทางเลือกใหม่ในตลาด SUV พลังงานใหม่ ผ่าน 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ สมรรถนะที่รองรับการใช้งานและการเดินทางที่หลากหลาย และเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนพลังงานใหม่ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่
ตอบโจทย์ทั้งการใช้ชีวิตในเมืองและการออกไปค้นหาประสบการณ์ใหม่ในทุกเส้นทาง

iCAUR V27 7

iCAUR เตรียมนำเสนอมุมมองใหม่ของการเดินทาง ผ่านการผสานดีไซน์คลาสสิกที่ได้รับการตีความใหม่เข้ากับเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้บริโภคชาวไทย

ร่วมสัมผัสการเผยโฉม iCAUR ครั้งแรกในประเทศไทยได้ที่บูท iCAUR หมายเลข A17/1 ภายในงาน Big Motor Sale 2026 ระหว่างวันที่ 21–30 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา พร้อมติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของแบรนด์ได้ทาง Facebook: iCAUR Thailand

 

 

“นิสสัน” ย้ำเตือนลูกค้านำรถเข้าตรวจสอบ พร้อมเปลี่ยนชุด ถุงลมนิรภัยทาคาตะ

0
Nissan 1

นิสสัน ประเทศไทย มุ่งมั่นยกระดับความปลอดภัยในการขับขี่ และความพึงพอใจของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยขอเชิญชวนผู้ใช้รถยนต์นิสสันที่เข้าข่ายปัญหาชุดถุงลมนิรภัยทาคาตะ นำรถเข้ารับการตรวจสอบ และเปลี่ยนชุดถุงลมนิรภัยโดยเร็ว เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกค้า และคนในครอบครัว

จากเหตุการณ์ที่ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการทำงานผิดปกติของชุดถุงลมนิรภัยทาคาตะ นิสสัน ประเทศไทย ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของลูกค้า จึงได้ดำเนินโครงการเปลี่ยนชุดถุงลมนิรภัยทาคาตะมาตั้งแต่ปี 2556 เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้งานรถยนต์นิสสันทุกท่านจะได้รับการปกป้องจากอุปกรณ์ที่มีมาตรฐานและพร้อมใช้งานอย่างสมบูรณ์

บริษัทฯ ขอความร่วมมือลูกค้าที่ครอบครองรถยนต์รุ่นที่เข้าข่าย เข้ารับการตรวจสอบ และเปลี่ยนชุดถุงลมนิรภัยทาคาตะโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ณ ศูนย์บริการนิสสันทั่วประเทศโดยเร็วที่สุด

สำหรับรถยนต์รุ่นที่เข้าข่ายต้องตรวจสอบและเปลี่ยนถุงลมนิรภัย

  1. นิสสัน ลิวิน่า รุ่นปี 2015
  2. นิสสัน อัลเมร่า รุ่นปี 2011
  3. นิสสัน มาร์ช รุ่นปี 2010–2011
  4. นิสสัน นาวารา รุ่นปี 2006–2014
  5. นิสสัน ทีด้า รุ่นปี 2006–2012
  6. นิสสัน เทียน่า รุ่นปี 2004–2009
  7. นิสสัน เอ็กซ์เทรล รุ่นปี 2002–2005
  8. นิสสัน เพโทร รุ่นปี 2003
  9. นิสสัน ซันนี่ นีโอ รุ่นปี 2000–2006
  10. นิสสัน เซฟิโร่ รุ่นปี 2000–2002

ทั้งนี้ ลูกค้าผู้ครอบครองรถยนต์รุ่นดังกล่าว สามารถตรวจสอบสถานะ “การเปลี่ยนถุงลมนิรภัย ทาคาตะ” ได้ที่ เว็บไซต์นิสสัน โดยการกรอกหมายเลขตัวถังรถ (VIN NO.) ของท่านเพื่อทำการตรวจสอบ

สำหรับลูกค้าที่เข้าข่าย กรุณาติดต่อผู้จำหน่าย หรือนิสสัน คอลเซ็นเตอร์ เพื่อนัดหมายเข้ารับบริการโดยเร็ว เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ โดยลูกค้าที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ติดต่อที่หมายหมายเลข     02-401-9600 และสำหรับพื้นที่ต่างจังหวัด ติดต่อที่หมายเลข 1-800-900-500 ตลอด 24 ชั่วโมง

นิสสัน ประเทศไทย ขอเน้นย้ำให้ลูกค้าดำเนินการโดยเร็ว เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทุกการเดินทาง

* ข้อมูลจะแสดงเฉพาะหมายเลขตัวถังของลูกค้าที่ยังไม่ได้เข้ารับบริการเปลี่ยนถุงลมเสริมความปลอดภัยเท่านั้น ผู้ที่เคยเข้ารับบริการไม่สามารถรับบริการซ้ำและไม่ได้รับสิทธิพิเศษตามโครงการนี้

 

“เอ็มจี” เดินหน้ารุกตลาดพรีเมียมอีวี ดันแบรนด์ MG IM ขยายฐานลูกค้าในไทย จ่อเตรียมเผยโฉมรุ่น EXCLUSIVE EDITION ในงาน BIG MOTOR SALE 2026

0
เอ็มจี 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เผยความสำเร็จของแบรนด์รถยนต์ IM หนึ่งในเครือ SAIC MOTOR CORPORATION ยอดจอง 7 เดือนแรกของปี 2569 เติบโตถึง 82.45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตอกย้ำเทคโนโลยี และนวัตกรรมยานยนต์ระดับสูงตอบโจทย์ผู้บริโภคทั่วโลก ขณะที่ เอ็มจี เซลส์ ประเทศไทย ประสบความสำเร็จในการขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มพรีเมียมด้วย 2 โมเดลอย่าง MG IM6 และ MG IM5 และจ่อเตรียมสร้างสีสันให้กับตลาดอีวีต่อเนื่องด้วยการเผยโฉม MG IM5 รุ่น “EXCLUSIVE EDITION” ในงาน BIG MOTOR SALE 2026

เอ็มจี 3

แบรนด์รถยนต์ IM เป็นหนึ่งในแบรนด์ยานยนต์ภายใต้ SAIC MOTOR CORPORATION ที่โดดเด่นด้านเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะ และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในตลาดพรีเมียมได้เป็นอย่างดี และปีนี้ยังคงเดินหน้าขยายตลาดในตลาดโลกต่อเนื่อง โดยมีผลิตภัณฑ์ทั้งกลุ่ม SUV และ SEDAN ในการทำตลาด ซึ่งข้อมูลจากฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ของ SAIC MOTOR CORPORATION ระบุว่าแบรนด์ IM มียอดขายสะสมในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้นถึง 82.45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของ IM ในตลาดโลก

เอ็มจี 3

ขณะที่ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของกลุ่มผลิตภัณฑ์ IM โดยก่อนหน้านี้ เอ็มจี มีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดพรีเมียมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น MG CYBERSTER และรถยนต์ในกลุ่ม MAXUS ก่อนนำแบรนด์ IM เข้ามาเสริมทัพเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอในตลาดพรีเมียมอีวี โดย เอ็มจี ได้เปิดตัว MG IM6 ในฐานะ  “The 1st  Ever Premium Intelligent e-SUV” ในเดือนมีนาคม 2568 และตามด้วย MG IM5 ด้วยบทบาทการเป็น “The 1st  Premium Intelligent e-SEDAN” ในเดือนมีนาคม 2569

เอ็มจี 4

มร.ต๋า เซินเซิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด เผยว่า “การมาของ MG IM5 รุ่น PREMIUM LONG RANGE เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้แบรนด์ เอ็มจี เข้าถึงกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้นอย่างชัดเจน ด้วยดีไซน์ สมรรถนะการขับขี่ และเทคโนโลยีอัจฉริยะ อาทิ ระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้ออัจฉริยะและ CRAB MODE รวมถึงระบบช่วยจอดอัจฉริยะ One Touch iAD Auto Parking Assist ที่ช่วยเพิ่มความสะดวก และความมั่นใจในการขับขี่ เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน 800V รองรับการชาร์จ DC สูงสุด 396 kW สามารถชาร์จจาก 10-80% ได้ภายใน 18 นาที ให้ระยะทางขับขี่สูงสุดถึง 860 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน NEDC ซึ่งเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับตลาดอีวีกลุ่ม D SEGMENT ที่มีแนวโน้มเติบโต และยังเป็น BLUE OCEAN ของตลาดยานยนต์ไทย หลังจากนี้ เอ็มจี เตรียมสร้างสีสันให้กับตลาดพรีเมียมอีวี อีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว MG IM5 รุ่น “EXCLUSIVE EDITION” ในงาน BIG MOTOR SALE 2026 เพื่อเติมเต็มความต้องการของลูกค้าที่มองหารถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมที่โดดเด่นทั้งด้านดีไซน์ เทคโนโลยี และความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว” สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารได้ทุกช่องทางออนไลน์ของ MG THAILAND

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจี ได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

Application: MG Thailand

 

 

 

 

มินิ ประเทศไทย เปิดตัว มินิ เอซแมน คอลเลกชันพิเศษ 3 รุ่น สะท้อน 3 มุมของชีวิตในเมือง

0
มินิ เอซแมน 1

มินิ ประเทศไทย เผยโฉมรุ่นพิเศษของรถยนต์ครอสโอเวอร์ไฟฟ้า มินิ เอซแมน เอสอี พร้อมกัน 3 รุ่น เป็นครั้งแรก ทั้ง มินิ เอซแมน เอสอี Multitone Collection, มินิ เอซแมน เอสอี Shadow Collection และ มินิ เอซแมน เอสอี JCW Collection โดยแต่ละคอลเลกชันสะท้อนถึงมุมมองที่แตกต่างกันของชีวิตคนเมือง และเปิดตัวในจำนวนจำกัด รวมทั้งสิ้นเพียง 130 คันในประเทศไทย

MINI 2

มินิ เอซแมน เอสอี ทั้ง 3 คอลเลกชัน เปิดตัวภายใต้แนวคิด ‘MINI Aceman Collections: Shade of Urban Living’ ซึ่งเป็นการตีความพื้นที่ตัวเมืองให้เป็นมากกว่าแค่พิกัดบนแผนที่ แต่เป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจและไลฟ์สไตล์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง โดยงานเปิดตัวที่จัดขึ้นในย่านทรงวาด ที่มีการพลิกโฉมและสร้างเอกลักษณ์ขึ้นด้วยแนวทางของตัวเอง เช่นเดียวกับมินิ เอซแมน ที่ถ่ายทอดความหลากหลายของชีวิตเมืองผ่าน 3 คอลเลคชันพิเศษ ที่พร้อมเปลี่ยนทุกมุมเมืองให้กลายเป็น District ในแบบของตนเอง

MINI  3

คุณประภัสรา อร่ามวงศ์สมุทร ผู้อำนวยการ มินิ ประเทศไทย กล่าวว่า “มินิ เอซแมน ได้ดึงดูดลูกค้ารุ่นใหม่เข้าสู่
แบรนด์ของเราอย่างชัดเจน กลุ่มคนที่ต้องการทั้งความคล่องตัวและเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งมีเพียงมินิเท่านั้นที่มอบได้ พร้อมด้วยพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์ที่ตอบโจย์การใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างลงตัว แน่นอนว่าลูกค้าของเราแต่ละคนมีนิยามการใช้ชีวิตในแบบของตนเอง เราจึงขอเสนอมินิ เอซแมน คอลเลกชันใหม่ทั้ง 3 รุ่นแบบ ที่สะท้อนมุมมองการใช้ชีวิตในเมืองที่แตกต่างกัน ให้แฟนๆ มินิ สามารถเลือก เอซแมน รุ่นพิเศษที่สะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้อย่างแท้จริง”

มินิ เอซแมน เอสอี ทั้งสามคอลเลกชัน นับเป็นรุ่นพิเศษล่าสุดจากมินิหลังจากที่ได้เปิดตัวในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยทั้งสามรุ่นจะผลิตและจำหน่ายในจำนวนจำกัด และพร้อมให้เป็นเจ้าของได้ครั้งแรกในงาน MINI Expo 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 21-31 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเมกาบางนา

มินิ เอซแมน เอสอี Multitone Collection ใหม่

ราคา: 1,799,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ MSI Standard)

จำนวนจำกัด 50 คัน

MINI  4Multitone Collection เป็นรุ่นที่โดดเด่นด้วยงานออกแบบที่สะท้อนตัวตนของผู้หลงใหลในงานดีไซน์ ที่ไม่เคยหยุดค้นหาสิ่งใหม่ๆ ในชีวิต

เอซแมนรุ่นพิเศษนี้มาพร้อมสีตัวถังแบบเฉพาะรุ่น Indigo Sunset Blue จับคู่กับหลังคา Multitone Roof สีน้ำเงิน ที่
เข้าคู่กันอย่างลงตัว โดยหลังคา Multitone Roof เป็นเสมือนผืนผ้าใบที่แต่งแต้มด้วยสีสันจากกระบวนการพ่นสีแบบ wet-on-wet ที่สร้างระดับสีอย่างสะดุดตา จากสีขาวที่บริเวณเหนือกระจกหน้า เข้มขึ้นเป็นสีน้ำเงินที่ช่วงท้ายรถ โดยหลังคา Multitone Roof ของแต่ละคันจะมีโทนสีที่ไล่ระดับแตกต่างกันเล็กน้อยตามสภาพแวดล้อมในขณะทำสี สร้างเอกลักษณ์ประจำตัวให้กับมินิ เอซแมน เอสอี Multitone Collection ทั้ง 50 คัน ส่วนกระจกมองข้างสีขาวและราวหลังคาเติมโทนสีที่ตัดกับตัวรถได้อย่างมีลูกเล่น เข้าคู่กับไฟหน้าและไฟท้ายแบบ LED ที่ปรับเปลี่ยนดีไซน์ได้ 3 รูปแบบ ส่วนระบบไฟสูงอัตโนมัติ ไฟส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง และกระจกมองข้างพร้อมไฟโปรเจคชั่น เสริมทั้งความสะดวกสบายและความปลอดภัยในทุกการเดินทาง

 

มินิ เอซแมน เอสอี Multitone Collection มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ลาย Slide Spoke แบบทูโทน พร้อมยางขนาด 225/45 R18 ภายในห้องโดยสาร ตกแต่งเบาะนั่งด้วยวัสดุ Vescin และผ้าในโทนสีดำ/น้ำเงิน จับคู่กับชุดแต่งแบบ Classic และพวงมาลัยสปอร์ต ก่อนเสริมความสะดวกสบายด้วยเบาะหน้าที่ปรับด้วยระบบไฟฟ้า ระบบนวด Active Seat สำหรับผู้ขับขี่ ฟังก์ชัน Parking Assistant และ Driving Assistant พร้อมแพ็คเกจ Comfort ที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน เช่นเดียวกับหน้าจอ OLED ทรงกลม MINI Interaction Unit บริการมากมายจาก MINI Connected Services ระบบนำทาง MINI Navigation AR และแท่นชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย

 

มินิ เอซแมน เอสอี Shadow Collection ใหม่

ราคา: 1,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ MSI Standard) จำนวนจำกัด 50 คัน

Shadow Collection ถ่ายทอดความสง่างามที่เรียบง่าย ด้วยการตกแต่งที่มุ่งเน้นโทนสีเข้มแบบเคร่งขรึม พร้อมสะกดสายตา

MINI 6

 

มินิ เอซแมน เอสอี Shadow Collection มาในโฉมสีดำล้วน Midnight Black โดยใช้สีเดียวกันนี้บนหลังคา ราวหลังคา และฝาครอบกระจกมองข้าง เพื่อสร้างบุคลิกที่เปี่ยมด้วยพลัง ทั้งยังโดดเด่นด้วยหลังคา Panorama Roof และล้อ
อัลลอยขนาด 18 นิ้ว ลาย JCW Slide Spoke สีดำ และยางขนาด 225/45 R18 ส่วนไฟหน้าและไฟท้ายแบบ LED พร้อมปรับเปลี่ยนดีไซน์ได้ 3 รูปแบบ ทำงานร่วมกับระบบไฟสูงอัตโนมัติ และไฟส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง เพื่อเสริม
ทั้งบุคลิกของตัวรถและความมั่นใจในการขับขี่ยามค่ำคืน

MINI 7

ห้องโดยสารของ Shadow Collection ยังคงบุคลิกที่เข้มแบบเรียบหรู เริ่มจากเบาะหุ้มวัสดุ Vescin สีดำ จับคู่กับชุดแต่ง John Cooper Works เบาะนั่งสปอร์ต JCW และพวงมาลัยดีไซน์ JCW และเพดานห้องโดยสารสี Anthracite ในด้านของความสะดวกสบาย รุ่นพิเศษ Shadow Collection มาพร้อมอุปกรณ์และสมรรถนะเทียบเท่ามินิ เอซแมน เอสอี Hightrim จึงมีพร้อมทั้งระบบช่วยจอดอัตโนมัติ Parking Assistant Plus ระบบช่วยการขับขี่ Driving Assistant Plus และแพ็คเกจ Comfort Plus พร้อมด้วยระบบเสียง Harman Kardon ระบบ MINI Navigation AR ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชัน Stop&Go กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา ฟีเจอร์ Remote 3D View และ Drive Recorder

มินิ เอซแมน เอสอี JCW Collection ใหม่

ราคา: 2,099,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ MSI Standard) จำนวนจำกัด 30 คัน

MINI  8

JCW Collection พร้อมตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการผสานกลิ่นอายของความเร้าใจจากโลกมอเตอร์สปอร์ตเข้ากับความลื่นไหลของการเดินทางในเมือง

คอลเลกชันพิเศษนี้ มีให้เลือกเป็นเจ้าของในสามสี ได้แก่ เทา Legend Grey, ขาว Nanuq White และเงิน Melting Silver โดยทั้งสามสีมาพร้อมกับหลังคาและฝาครอบกระจกมองข้างสีดำ ราวหลังคา และหลังคา Panorama Roof ส่วนล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว ขับเน้นความสปอร์ตด้วยลาย JCW Lap Spoke สองสี พร้อมยางขนาด 225/40 R19

MINI 9

ภายในห้องโดยสาร เบาะนั่งตกแต่งด้วยวัสดุ Vescin/Cord JCW สีดำ ผสานกับชุดตกแต่งภายใน JCW เบาะนั่งสปอร์ต JCW พวงมาลัยดีไซน์ JCW และเพดานในสี Anthracite นอกจากนี้ มินิ เอซแมน เอสอี JCW Collection ยังมาพร้อมชุดตกภายในและระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ครบครันที่สุดในทั้งสามคอลเลกชันพิเศษ เทียบเท่ากับมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ เอซแมน อาทิ Head-up Display Parking Assistant Plus, Driving Assistant Plus แพ็คเกจ Comfort Plus ระบบเสียงเซอร์ราวด์ Harman Kardon ระบบ MINI Navigation AR ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชัน Stop&Go กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา ฟีเจอร์ Remote 3D View และ Drive Recorder

มินิ เอซแมน ทั้งสามคอลเลกชันถ่ายทอดปรัชญาการออกแบบ ‘Charismatic Simplicity’ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมินิ และยังขับสนุกในสไตล์มินิด้วยพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ส่งกำลังได้สูงสุด 218 แรงม้า / 160 กิโลวัตต์ ลงสู่ล้อหน้า สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 7.1 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนความจุ 54.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางขับขี่สูงสุด 405 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน WLTP) รองรับการชาร์จด้วยกระแสตรง (DC) ที่กำลังไฟสูงสุด 95 กิโลวัตต์ จึงใช้เวลาเพียง 31 นาที ในการชาร์จจาก 10 – 80% ขณะที่การชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ที่กำลังไฟสูงสุด 11 กิโลวัตต์ ใช้เวลาชาร์จให้เต็ม 100% ราว 5 ชั่วโมงครึ่ง

Early Bird 400 คันแรก 1.399 ล้านบาท ใกล้เต็ม! “The new 2026 IONIQ 5 N Line” โอกาสสุดท้าย! ก่อนปรับราคาใหม่ 1.449 ล้านบาท

0
The new 2026 IONIQ 5 N Line 1

บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าตอกย้ำกระแสตอบรับของ The new 2026 IONIQ 5 N Line รุ่นประกอบไทย หลังราคาพิเศษ Early Bird 1.399 ล้านบาท(1) สำหรับ 400 คันแรกใกล้ครบจำนวน พร้อมส่งต่อโอกาสพิเศษให้ลูกค้าที่จองไม่ทัน ด้วยราคา 1.449 ล้านบาท(1) จากราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 1.699 ล้านบาท จำกัดเพียง 200 คันเท่านั้น พร้อมมอบความคุ้มค่าและความอุ่นใจตลอดการใช้งาน ทั้งการรับประกันคุณภาพรถยนต์ การรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง และโฮมชาร์จเจอร์ฟรี นอกจากนี้ ลูกค้าที่ลงทะเบียนแสดงความสนใจล่วงหน้าไว้ก่อนวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ยังได้รับส่วนลดเพิ่มเติมอีก 20,000 บาท ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

The new 2026 IONIQ 5 N Line 2

เทคโนโลยีแบตเตอรี่ 800V ขนาด 84 kWh วิ่งไกล 591 กม. ชาร์จ 10–80% ใน 18 นาที

The new 2026 IONIQ 5 N Line พัฒนาบนแพลตฟอร์ม E-GMP ที่ออกแบบขึ้นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า 100% โดยเฉพาะ มาพร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ion แบบ Liquid Cooled ความจุ 84 kWh ให้ระยะทางขับขี่สูงสุด 591 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC หรือ 530 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP พร้อมเทคโนโลยีไฟฟ้าแรงดันสูง 800V รองรับ DC Ultra-Fast Charge สูงสุด 350 kW สามารถชาร์จจาก 10–80% ได้ในเวลาประมาณ 18 นาที รวมถึงฟังก์ชัน V2L ที่สามารถจ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอกได้สูงสุด 3.6 kW

The new 2026 IONIQ 5 N Line 3

ด้านสมรรถนะ ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor แบบขับเคลื่อนล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 225 แรงม้า (168 kW) แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0–100 กม./ชม. ใน 7.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 185 กม./ชม. พร้อมโหมดการขับขี่ 5 รูปแบบ ได้แก่ Eco, Normal, Sport, My Drive และ Snow

N Line สปอร์ตชัด ออปชันครบ เทคโนโลยีแน่น

The new 2026 IONIQ 5 N Line ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจาก IONIQ 5 N มาในลุคที่สปอร์ตและโดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยกันชนหน้า–หลังและสเกิร์ตข้างดีไซน์เฉพาะรุ่น ล้ออัลลอย N Line ขนาด 20 นิ้ว ไฟหน้าและไฟท้าย Parametric Pixel LED และหลังคา Vision Roof ขณะที่ภายในจัดเต็มทั้งความสปอร์ตและความพรีเมียมด้วยพวงมาลัยโลโก้ N เบาะหนังแท้พร้อมโลโก้ N เบาะผู้ขับขี่แบบ Zero Gravity และระบบเสียง BOSE Premium Sound System พร้อมลำโพง 8 ตำแหน่ง ให้ทั้งดีไซน์ ความสบาย และบรรยากาศที่แตกต่างในทุกการเดินทาง

The new 2026 IONIQ 5 N Line 4

ด้านเทคโนโลยี มาพร้อม Hyundai Bluelink Connected Car Services เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เชื่อมต่อรถผ่านสมาร์ตโฟนได้ทั้งตรวจสอบสถานะรถ ล็อก–ปลดล็อก เปิดระบบปรับอากาศล่วงหน้า และค้นหาตำแหน่งรถ พร้อมจัดเต็ม Hyundai SmartSense ระบบช่วยขับขี่และความปลอดภัยอัจฉริยะ 17 ระบบ ครอบคลุมทั้งการขับในเมือง การเดินทางไกล การเปลี่ยนเลน การถอยรถ และการจอด เพิ่มทั้งความสะดวกและความมั่นใจให้ IONIQ 5 N Line พร้อมใช้งานได้ครบทุกวัน

The new 2026 IONIQ 5 N Line 5

ลูกค้า The new 2026 IONIQ 5 N Line ยังได้รับสิทธิประโยชน์หลังการขายครบครัน เพื่อเพิ่มความอุ่นใจตลอดการใช้งาน ทั้งการรับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร(2) การรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร(2) บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปี ไม่จำกัดเลขไมล์ พร้อมบริการยกรถฟรีไปยังศูนย์บริการฮุนไดที่ใกล้ที่สุดภายในระยะทาง 30 กิโลเมตร(2) รวมถึง โฮมชาร์จเจอร์ฟรี รับประกัน 3 ปี พร้อมค่าแรงติดตั้งและการรับประกันงานติดตั้ง 1 ปี(2) เพื่อให้การเริ่มต้นใช้รถพลังงานไฟฟ้าเป็นเรื่องง่าย สะดวก และมั่นใจยิ่งขึ้น

The new 2026 IONIQ 5 N Line 6

สัมผัสคาแรกเตอร์ “Never Ordinary” ของ The new 2026 IONIQ 5 N Line รุ่นประกอบไทย พร้อมทดลองขับและสัมผัสสมรรถนะ เทคโนโลยี 800V และความสะดวกสบายของห้องโดยสารได้แล้ววันนี้ โดยมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีดำ Midnight Black Pearl, สีขาว Optic White และสีเทา Titan Gray Metallic ลูกค้าที่สนใจสามารถสัมผัสรถจริงและทดลองขับได้ที่ IONIQ Lab และโชว์รูมฮุนไดทั่วประเทศ พร้อมสอบถามรายละเอียดราคา สิทธิพิเศษ และเงื่อนไขเพิ่มเติมได้จากผู้จำหน่ายฮุนไดอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

 

BYD HYROX Bangkok สร้างประวัติศาสตร์ ขึ้นแท่นการแข่งขันที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ตอกย้ำจุดยืนไทยสู่การเป็นศูนย์กลางคอมมูนิตี้ฟิตเนสเรสซิ่งระดับโลก

0
HYROX 1

HYROX การแข่งขันกีฬาฟิตเนสระดับโลก ปิดฉากการแข่งขัน BYD HYROX Bangkok อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในฐานะการแข่งขัน HYROX ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดขึ้นในเอเชีย ภายใต้การสนับสนุนของ BYD ที่ขึ้นแท่น Title Partner ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยการแข่งขันตลอด 4 วัน ระหว่างวันที่ 13-16 สิงหาคม 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) มีนักกีฬาเข้าร่วมกว่า 20,000 คน จากกว่า 60 ประเทศ ขณะที่ 29% ของผู้เข้าร่วมเดินทางมาจากต่างประเทศ ตอกย้ำสถานะของกรุงเทพฯ ในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางของการแข่งขัน HYROX ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก

HYROX 2

นอกเหนือจากการสร้างสถิติด้านจำนวนผู้เข้าร่วมจากนานาชาติแล้ว ตลอดระยะเวลา 4 วันของการแข่งขัน ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ยังอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองของชุมชนคนรักฟิตเนสเรซซิ่ง โดยมีนักกีฬา กองเชียร์ และผู้ชม ร่วมสร้างสีสันและส่งเสียงเชียร์กระหึ่มทั่วทั้งฮอลล์ ขณะเดียวกันยังสะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันอันแน่นแฟ้นของคอมมูนิตี้ HYROX โดยประมาณ 2 ใน 3 ของผู้เข้าแข่งขันคือนักกีฬาที่ตัดสินใจกลับมาลงสนามอีกครั้ง ขณะที่ผู้เข้าร่วมอีกจำนวนมากได้ลงแข่งเป็นครั้งแรก ตอกย้ำศักยภาพของ HYROX ในการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เล่นหน้าใหม่ ควบคู่กับการขับเคลื่อนคอมมูนิตี้ระดับโลกที่เข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน

HYROX 3

ความยิ่งใหญ่ของการแข่งขันตลอดสุดสัปดาห์เกิดขึ้นจากรูปแบบการแข่งขันที่หลากหลาย ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับนักกีฬาในทุกระดับความสามารถ โดยเปิดให้ลงแข่งขันทั้งประเภทเดี่ยว (Singles) ประเภทคู่ (Doubles) ประเภททีมผลัด (Relay) และประเภท Adaptive ตอกย้ำ HYROX ในฐานะกีฬาที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้าร่วมแข่งขันอย่างแท้จริง ขณะที่ผู้เข้าแข่งขันประเภทเดี่ยวต่างมุ่งทำลายสถิติของตนเอง การแข่งขันประเภททีมก็เปิดโอกาสให้เพื่อนและคู่ซ้อมได้ร่วมแบ่งปันความท้าทายไปด้วยกัน ความหลากหลายของรูปแบบการแข่งขันไม่เพียงดึงดูดผู้เข้าร่วมแข่งขันกว่า 20,000 คน แต่ยังหล่อหลอมบรรยากาศแห่งมิตรภาพ ความร่วมแรงร่วมใจ และการสนับสนุนซึ่งกันและกันที่แผ่ขยายไปตลอดทั้งงาน

HYROX 4

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของวงการการแข่งขันฟิตเนสในประเทศไทย

ความสำเร็จของ BYD HYROX Bangkok เป็นภาพสะท้อนของการเติบโตอย่างก้าวกระโดดสำหรับระบบนิเวศ HYROX ในประเทศไทย โดยกีฬาชนิดนี้ได้ก้าวข้ามการเป็นเพียงกิจกรรมในวันแข่งขัน สู่กระแสไลฟ์สไตล์และการฝึกซ้อมตลอดทั้งปี ปัจจุบันประเทศไทยมี HYROX Training Club มากกว่า 180 แห่ง ขณะที่ยิมและฟิตเนสพันธมิตรต่างทยอยเปิดตัวโปรแกรมฝึกซ้อมเฉพาะสำหรับ HYROX เพื่อตอบรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

HYROX 5

ภายใต้แนวคิด “Fitness Racing for Everybody” หรือ “กีฬาฟิตเนสสำหรับทุกคน” HYROX เปิดโอกาสให้นักกีฬาทุกกลุ่มได้ร่วมพิสูจน์ศักยภาพของตนเอง ตั้งแต่ผู้เข้าร่วมแข่งขันครั้งแรก ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ไปจนถึงนักกีฬาระดับแนวหน้า ผ่านรูปแบบการแข่งขันที่ใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าแข่งขันสามารถวัดและเปรียบเทียบผลงานของตนเองได้ ไม่ว่าจะลงสนามในประเทศใดก็ตาม ขณะเดียวกัน การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของ HYROX Training Club ยังมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้กีฬาชนิดนี้เข้าถึงผู้คนได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น พร้อมส่งเสริมให้ผู้คนได้ฝึกซ้อม ลงแข่งขัน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ HYROX ระดับโลก

William Petty ผู้จัดการฝ่ายอีเวนท์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ HYROX กล่าวว่า “การจัดการแข่งขัน HYROX ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดขึ้นในเอเชียนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ ไม่เพียงสำหรับ HYROX แต่ยังรวมถึงวงการฟิตเนสของประเทศไทยด้วย สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือการได้เห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ HYROX โดยประมาณ 2 ใน 3 ของผู้เข้าแข่งขันเลือกกลับมาลงสนามอีกครั้ง ขณะที่อีกหลายพันคนได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ HYROX เป็นครั้งแรก สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า HYROX ไม่ใช่แค่การแข่งขันอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อม การท้าทายตัวเอง และการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน ขณะที่เครือข่าย HYROX Training Club ในประเทศไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ร่วมสร้างการเติบโตของคอมมูนิตี้แห่งนี้ไปพร้อมกับพันธมิตรและนักกีฬาทุกคน”

การประชันความแข็งแกร่งระดับโลก บนสนาม HYROX ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

นอกเหนือจากการเป็นพื้นที่แห่งการเฉลิมฉลองของคอมมูนิตี้ฟิตเนสแล้ว BYD HYROX Bangkok ยังเป็นเวทีของการแข่งขันระดับสูง โดยนักกีฬาในประเภทที่กำหนดต่างลงสนามประชันความแข็งแกร่งเพื่อคว้าสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันชิงแชมป์โลก 2027 PUMA HYROX World Championships ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นที่ ฮ่องกง ระหว่างวันที่ 10-13 มิถุนายน 2027

สรุปรายชื่อผู้คว้าชัยชนะที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น:

  • HYROX Pro Men: Dexter Buchanan จาก New Zealand ทำเวลาสุทธิไป 55:49 นาที
  • HYROX Pro Women: Gabriel Nikora-Baker จาก New Zealand ทำเวลาสุทธิไป 1:01:31 ชั่วโมง
  • HYROX Pro Doubles Men: Hong Beomseok และ Noh Seunghun จาก South Korea ทำเวลาสุทธิไป 52:18 นาที
  • HYROX Pro Doubles Women: Aki Yoshia และ Megumi Hirayama จาก Japan ทำเวลาสุทธิไป 58:20 นาที

การแข่งขันตลอดสุดสัปดาห์ปิดฉากลงด้วยอาฟเตอร์ปาร์ตี้อย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ ‘Station 9’ ณ Tribe Sky Beach Club ซึ่งรวบรวมนักกีฬา กองเชียร์ อาสาสมัคร และพันธมิตร มาร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จของการแข่งขันตลอด 4 วัน พร้อมต่อยอดประสบการณ์ HYROX ให้ก้าวพ้นจากการแข่งขันในสนาม สู่มิตรภาพ ความผูกพัน และจิตวิญญาณของคอมมูนิตี้ที่ยังคงเชื่อมโยงผู้คนไว้ด้วยกัน แม้การแข่งขันจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม

ภายหลังความสำเร็จของการแข่งขัน HYROX ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดขึ้นในเอเชีย ฤดูกาลแข่งขัน HYROX Asia-Pacific 2026/27 จะเดินหน้าจัดการแข่งขันในเมืองต่าง ๆ ทั่วภูมิภาค ก่อนที่ BYD HYROX Bangkok จะกลับมาอีกครั้ง ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) ระหว่างวันที่ 11-14 กุมภาพันธ์ 2027 ด้วยการเติบโตอย่างต่อเนื่องของผู้เข้าร่วมการแข่งขันทั่วภูมิภาคเอเชีย ควบคู่กับการขยายตัวของคอมมูนิตี้การแข่งขันฟิตเนสในประเทศไทย การแข่งขันครั้งถัดไปจึงพร้อมสานต่อความสำเร็จ และเปิดอีกหนึ่งบทสำคัญของการเติบโตของ HYROX ในเอเชีย

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นและการลงทะเบียนซื้อบัตรโปรดเยี่ยมชม https://hyroxthailand.com/

 

 

“CHERY” เดินหน้าส่งมอบ “Chery Q“ ให้ลูกค้าชาวไทย จัดส่งล็อตแรกกว่า 2,000 คันจากประเทศจีน หลังยอดจองทะลุ 4,000 คัน

0
Chery 1

เชอรี ประเทศไทย (CHERY Thailand) เดินหน้าส่งมอบประสบการณ์การขับขี่รถไฟฟ้าให้แก่ผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่อง หลังจาก Chery Q ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีนับตั้งแต่เปิดตัว ด้วยยอดจองสะสมกว่า 4,000 คัน ล่าสุด CHERY ได้เริ่มจัดส่งรถ Chery Q ล็อตแรกจากประเทศจีนมายังประเทศไทย จำนวนกว่า 2,000 คันพร้อมเริ่มส่งมอบให้แก่ลูกค้าทั่วประเทศภายในเดือนสิงหาคมนี้

เชอรี่ 2

มร. จิม ลี ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ เชอรี ประเทศไทย กล่าวว่า “การจัดส่ง Chery Q ล็อตแรกมายังประเทศไทยถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ CHERY หลังจากรถรุ่นนี้ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากลูกค้าชาวไทย ด้วยยอดจองสะสมมากกว่า 4,000 คันตั้งแต่เปิดตัว และเรามีความยินดีที่จะเริ่มทยอยส่งมอบรถให้แก่ลูกค้าในเดือนสิงหาคมนี้ ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจในแบรนด์ CHERY เราได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านเครือข่ายผู้จำหน่าย ศูนย์บริการ และทีมงานบริการหลังการขายเพื่อมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถไฟฟ้าที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าชาวไทย

เชอรี่ 3

สำหรับรถ Chery Q ล็อตแรกที่เดินทางถึงประเทศไทยจะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณภาพก่อนการส่งมอบ (Pre-Delivery Inspection: PDI) ก่อนทยอยส่งมอบให้แก่ลูกค้าที่จองรถไว้ตามลำดับ เพื่อสร้างความมั่นใจว่ารถทุกคันผ่านมาตรฐานคุณภาพก่อนถึงมือลูกค้าทุกท่าน”

เชอรี่ 4

Chery Q ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “So Qute So You” โดดเด่นด้วยความครบครันและความคุ้มค่าที่สุดในเซกเมนต์ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ พร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะและระบบความปลอดภัยที่ครบครัน ขณะนี้ CHERY Thailand มอบข้อเสนอพิเศษ ส่วนลด 20,000 บาทพร้อม Lifetime Warranty* ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 สิงหาคม 2569 ให้ลูกค้าเป็นเจ้าของ Chery Q ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือทดลองขับรถได้ที่ผู้จำหน่าย CHERY อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

 

 

“ZEEKR” ตอกย้ำแนวคิด “IMAGINE BEYOND” ผ่าน “ZEEKR ON ICE” พิสูจน์ศักยภาพเทคโนโลยีและวิศวกรรมยานยนต์ไฟฟ้า จากถนนจริงสู่ลานน้ำแข็ง ณ ควีนส์ทาวน์ นิวซีแลนด์

0
ZEEKR ON ICE 1

จากความสำเร็จในการคว้าสถิติ Guinness World Records™ อย่างเป็นทางการ  ในฐานะ “รถยนต์ไฟฟ้าที่ดริฟต์ลอดช่องแคบได้แคบที่สุดในโลก” ที่สนามยาส มารีนา เซอร์กิต ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งถือเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในระดับสากล ล่าสุด ZEEKR เดินหน้าพิสูจน์ศักยภาพทางเทคโนโลยีอีกครั้ง ผ่านกิจกรรมระดับโลก “ZEEKR ON ICE” ที่พาแนวคิด “IMAGINE BEYOND” ออกจากสนามแข่งความเร็ว สู่การท้าทายธรรมชาติบนลานน้ำแข็ง ณ ควีนส์ทาวน์ ประเทศนิวซีแลนด์ ตอกย้ำให้เห็นว่าสำหรับ ZEEKR ทุกความสำเร็จ คือจุดเริ่มต้นของความท้าทายครั้งใหม่ ไม่ใช่จุดสิ้นสุด

ZEEKR ON ICE 2

ด้วยแนวคิด “IMAGINE BEYOND” สะท้อนวัฒนธรรมของ ZEEKR ที่ไม่หยุดตั้งคำถามกับขีดจำกัดเดิม และไม่มองว่าผลิตภัณฑ์ที่ดีในวันนี้คือจุดสิ้นสุดของการพัฒนา ตั้งแต่การออกแบบ สถาปัตยกรรมยานยนต์ ระบบขับเคลื่อน ซอฟต์แวร์ ระบบควบคุมตัวรถ ไปจนถึงเทคโนโลยีความปลอดภัย ทุกองค์ประกอบถูกพัฒนาเพื่อให้สามารถใช้งานและพิสูจน์ประสิทธิภาพได้จริงในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย

 จากถนนจริง สู่หนึ่งในสภาพแวดล้อมการขับขี่ที่ท้าทาย

ZEEKR ON ICE 3

ZEEKR ON ICE จัดขึ้นที่ Southern Hemisphere Proving Grounds (SHPG) บริเวณเทือกเขาแอลป์บนเกาะใต้ ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งมีพื้นผิวหิมะและน้ำแข็งตามธรรมชาติ เหมาะสำหรับการทดสอบการควบคุมรถในสภาวะแรงยึดเกาะต่ำ ซึ่งหัวใจของกิจกรรมไม่ได้อยู่เพียงการนำรถไปขับบนลานน้ำแข็ง แต่คือการนำรถยนต์ที่ถูกพัฒนาให้ใช้งานจริงบนถนนในชีวิตประจำวัน ไปพิสูจน์ศักยภาพในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรม จะได้เรียนรู้การควบคุมรถผ่านหลักสูตรที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ ครอบคลุมทั้งการเข้าโค้ง การเร่งและเบรก การถ่ายเทน้ำหนัก การควบคุมอาการของรถ และการดริฟต์บนพื้นน้ำแข็ง เพื่อให้สัมผัสการทำงานร่วมกันของระบบขับเคลื่อน ช่วงล่าง ระบบเบรก ระบบควบคุมเสถียรภาพ และเทคโนโลยีความปลอดภัยอย่างเต็มประสิทธิภาพ

สิ่งที่ทำให้ ZEEKR ON ICE มีความหมายมากกว่ากิจกรรมทดสอบทั่วไป คือรถทุกคันที่นำมาขับบนลานน้ำแข็งครั้งนี้ ไม่ใช่รถต้นแบบหรือรถทดลองพิเศษ แต่เป็น ZEEKR 7GT, ZEEKR 8X และรุ่นเรือธงอย่าง ZEEKR 001FR  และ ZEEKR 9X ซึ่งมีผู้คนทั่วโลกใช้งานอยู่บนถนนจริงทุกวัน ตลอดจน ZEEKR 7X  ZEEKR X รุ่นยอดนิยมที่กำลังขับเคลื่อนอยู่บนถนนในไทยไม่ว่าจะเป็นถนนในกรุงเทพฯ หรือเส้นทางต่างจังหวัด นั่นหมายความว่า รถยนต์ไฟฟ้าที่พาลูกไปโรงเรียน หรือพาครอบครัวเดินทางไกลในวันหยุด คือรถคันเดียวกันที่มีศักยภาพเพียงพอจะถูกนำไปควบคุมความเร็ว เข้าโค้ง และดริฟต์บนพื้นผิวที่ท้าทายที่สุดแห่งหนึ่งของโลกได้  นี่คือบทพิสูจน์ที่จับต้องได้อย่างแท้จริง ไม่ใช้แค่คำโฆษณา

Tech Luxury ที่ต้องพิสูจน์ได้จริง

ZEEKR ON ICE 4

สำหรับ ZEEKR ความหมายของ Luxury ในโลกยานยนต์ยุคใหม่ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงวัสดุระดับพรีเมียม
งานออกแบบ หรือความสะดวกสบาย แต่รวมถึงเทคโนโลยีที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง และสามารถสร้างความมั่นใจ ความแม่นยำ และประสบการณ์การขับขี่ที่ผู้ใช้สัมผัสได้จริง ซึ่งเบื้องหลังความมั่นใจในการนำรถลงสนามน้ำแข็ง ครั้งนี้ คือการลงทุนด้านวิศวกรรมที่ ZEEKR ให้ความสำคัญมาตั้งแต่ต้น ผ่านสถาปัตยกรรมยานยนต์ไฟฟ้า SEA (Sustainable Experience Architecture) ที่ออกแบบให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำ กระจายน้ำหนักแบตเตอรี่อย่างสมดุล ผสานกับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าอัจฉริยะที่ตอบสนองแรงบิดได้อย่างแม่นยำในทุกเสี้ยววินาที ทำให้ตัวรถสามารถควบคุมอาการลื่นไถลบนพื้นผิวที่มีแรงยึดเกาะต่ำได้อย่างมั่นใจ ซึ่งเทคโนโลยีชุดเดียวกันนี้เองที่ทำให้ ZEEKR สามารถทำลายสถิติโลกกินเนสส์ด้วยการดริฟต์ผ่านช่องแคบเพียง 25 เซนติเมตรได้สำเร็จ และเป็นเทคโนโลยีเดียวกันที่ถูกส่งต่อมาสู่รถทุกคันที่ลูกค้าใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

ZEEKR ON ICE จึงไม่ได้มุ่งนำเสนอเพียงตัวเลขด้านพละกำลัง อัตราเร่ง หรือฟังก์ชันบนเอกสารเท่านั้น แต่เปิดโอกาสให้เทคโนโลยีเหล่านั้นถูกนำไปใช้งานในสถานการณ์จริง นำโดย ZEEKR 001FR ยนตรกรรมชูตติ้งเบรกไฟฟ้ารุ่นแรกของโลกที่ผสานความหรูหรา ความสะดวกสบาย และสมรรถนะขั้นสุดไว้อย่างลงตัว ZEEKR 9X ถ่ายทอดความสามารถของยนตรกรรมระดับเรือธง ผ่านสมรรถนะ เทคโนโลยี และความสะดวกสบายอย่างเหนือความคาดหมาย ZEEKR 7GT ถ่ายทอดบุคลิกแกรนด์ทัวเรอร์ที่ผสานความสปอร์ตกับความพรีเมียม ขณะที่ ZEEKR 8X แสดงศักยภาพของ SUV ที่ผสานความคล่องตัวกับเทคโนโลยีอัจฉริยะ ส่วน ZEEKR 7X สุนทรียะแห่งยานยนต์ไฟฟ้าเอสยูวี ที่ผสานความหรูหราและสุดยอดเทคโนโลยีเป็นหนึ่งเดียว ZEEKR X พรีเมียม คอมแพค
เอสยูวี สำหรับ Urban Lifestyle

ไม่หยุดอยู่กับคำว่า “ดีเยี่ยม”

ZEEKR ON ICE 5

สำหรับ ZEEKR  คำว่า “ดีที่สุด” ในวันนี้ ไม่เคยเป็นคำตอบสุดท้าย ทุกครั้งที่ทีมวิศวกรพัฒนาเทคโนโลยีจนถึงจุดที่หลายแบรนด์อาจพอใจแล้ว ZEEKR เลือกที่จะตั้งคำถามต่อไปว่า “ไปได้อีกไกลกว่านี้หรือไม่” เพราะเราเชื่อว่านวัตกรรมไม่มีเส้นชัย และความมุ่งมั่นนี้ไม่ใช่แค่คำพูด แต่ต้องพิสูจน์ให้เห็นจริงในทุกสภาพแวดล้อม ตั้งแต่ถนนในเมือง ไปจนถึงสนามแข่งความเร็ว และล่าสุดคือลานน้ำแข็งกลางเทือกเขาแอลป์ เกาะใต้ นิวซีแลนด์

ZEEKR ON ICE 6

ตัวแทนประเทศไทย กล่าวถึงประสบการณ์ที่ได้ร่วมกิจกรรมว่า “การได้ทดลองขับรถ ZEEKR หลากหลายรุ่น
บนสนามน้ำแข็งในกิจกรรมครั้งนี้ ทำให้เห็นศักยภาพของรถในมุมที่แตกต่างจากการขับบนถนนทั่วไปอย่างชัดเจน ทุกจังหวะของการเข้าโค้ง การเร่ง และการเบรก ทำให้สัมผัสได้ถึงการทำงานของระบบต่าง ๆ ที่ช่วยให้ควบคุมรถได้อย่างมั่นใจ แม้อยู่บนพื้นผิวที่มีแรงยึดเกาะต่ำ สิ่งที่ประทับใจจึงไม่ใช่เพียงการได้ขับรถบนหิมะ แต่คือการได้เห็นว่าเทคโนโลยีของ ZEEKR สามารถทำอะไรได้จริงเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย และที่สำคัญกว่านั้น รถคันที่ผมขับอยู่บนลานน้ำแข็งวันนี้ ก็คือรุ่นเดียวกันกับที่ผมใช้งานอยู่ที่บ้าน ทำให้ผมมั่นใจมากขึ้นไปอีกว่าแบรนด์นี้ลงทุนกับเทคโนโลยีจริงจังแค่ไหน”

ZEEKR ON ICE 7

นอกเหนือจากการขับขี่ในสนามสุดท้าทายแล้ว ผู้ร่วมกิจกรรมยังได้สัมผัสประสบการณ์การเดินทางและการพักผ่อนท่ามกลางภูมิประเทศของควีนส์ทาวน์ ซึ่งสะท้อนแนวคิดของ ZEEKR ที่มองยานยนต์มากกว่าการเป็นเพียงพาหนะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การใช้ชีวิต ZEEKR ON ICE จึงเป็นมากกว่ากิจกรรมทดสอบสมรรถนะ แต่คือบทพิสูจน์ของความมุ่งมั่นในการลงทุน พัฒนา และยกระดับเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์สุดพิเศษไปพร้อมความเชื่อมั่นว่า เบื้องหลังรถยนต์ ZEEKR ทุกคัน คือแบรนด์ที่ไม่หยุดท้าทายตัวเองและไม่หยุดก้าวไปข้างหน้านั่นเอง

 

 

 

“GWM TANK 300 DIESEL” ผ่านทุกบททดสอบของสนามแข่งสุดทรหด AXCR 2026 ตอกย้ำความแข็งแกร่งและความทนทานของขุมพลังดีเซล

0
TANK 300 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” และมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM (Thailand) สร้างอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ พิสูจน์สมรรถนะขั้นสุดของ GWM TANK 300 DIESEL ด้วยการลุยผ่านเส้นทางทรหดกว่า 2,000 กิโลเมตร และเข้าเส้นชัยในการแข่งขัน Asia Cross Country Rally 2026 (AXCR 2026) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ  ตอกย้ำสมรรถนะ ความแข็งแกร่ง ความทนทานและศักยภาพของขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซลจาก GWM ได้อย่างเด่นชัดในเวทีระดับสากล

TANK 300 2

สำหรับผลการแข่งขันของทีม GWM Ek Group Racing Team  ในรายการ AXCR 2026 ครั้งนี้ นับเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ โดย GWM TANK 300 DIESEL ทั้ง 2 คันสามารถฝ่าฟันการแข่งขันครบทั้ง 6 LEG และเข้าเส้นชัยได้สำเร็จ ท่ามกลางบททดสอบอันทรหดตลอดเส้นทาง โดยรถหมายเลข 114 ซึ่งขับโดย โอฬาร สรสิริรัตน์ (นักแข่ง) และสมเกียรติ น้อยจาด (ผู้นำทาง) คว้าอันดับ 12 ในประเภท Overall และอันดับ 4 ในรุ่น T2A-D ขณะที่รถหมายเลข 128 ขับโดย โทวัล ธรวรรณเสน (นักแข่ง)  และ ชัพวิชญ์ จุลสันติรัตน์ (ผู้นำทาง) จบการแข่งขันในอันดับ 15 Overall และอันดับ 6 ในรุ่น T2A-D

TANK 300 3 เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (ประเทศไทย) ได้กล่าวว่า “สำหรับ GWM การเข้าร่วมการแข่งขัน Asia Cross Country Rally 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในฐานะแบรนด์ยานยนต์จีนที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และเป็นการเปิดบทใหม่ของ GWM บนเวทีมอเตอร์สปอร์ตระดับนานาชาติ เรามองว่าการแข่งขันที่ท้าทายที่สุดคือสนามทดสอบที่ดีที่สุด เพราะนี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของการแข่งขันหรืออันดับ แต่คือโอกาสในการนำเทคโนโลยี วิศวกรรม และความทนทานของผลิตภัณฑ์มาพิสูจน์ภายใต้สภาพแวดล้อมจริงที่โหดร้าย คาดเดาไม่ได้ และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การได้เห็น GWM TANK 300 DIESEL เข้าถึงเส้นชัยได้อย่างสวัสดิภาพ ถือเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ และบทพิสูจน์ที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อ GWM”

TANK 300 4

เวทีพิสูจน์เทคโนโลยีดีเซลเจเนอเรชันใหม่ของ GWM

ทั้งนี้ GWM TANK 300 DIESEL ที่เข้าร่วมการแข่งขันดังกล่าวมีพื้นฐานจากรถยนต์ที่จัดจำหน่ายทั่วไป ก่อนนำมาปรับแต่งให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยของ FIA และกติกาประเภท T2 ซึ่งเป็นประเภทที่กำหนดให้รถแข่งยังคงใกล้เคียงกับรถผลิตจริงมากที่สุด เพื่อพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพื้นฐานวิศวกรรม โครงสร้างแชสซี ระบบส่งกำลัง และความทนทานของรถที่ลูกค้าใช้งานจริง สามารถรับมือกับหนึ่งในสนามแข่งที่โหดที่สุดของเอเชียได้อย่างมั่นใจ การนำรถเข้าถึงเส้นชัยจึงเปรียบเสมือนการผ่านสนามสอบที่ท้าทายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของตัวรถและขุมพลังในสถานการณ์จริง โดยทุกข้อมูลและประสบการณ์จากการแข่งขันจะถูกนำไปใช้พัฒนาคุณภาพ ความทนทาน และความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ GWM อย่างต่อเนื่อง

TANK 300 5

ยิ่งไปกว่านั้น การเข้าร่วมแข่งขัน Asia Cross Country Rally 2026 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ GWM ในการยกระดับจากการสร้างความมั่นใจบนท้องถนน สู่การพิสูจน์สมรรถนะที่แท้จริงในสนามแข่งระดับสากล  อีกทั้งยังเป็นการตอกย้ำความเชี่ยวชาญด้านระบบส่งกำลังและเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลประสิทธิภาพสูงที่ GWM สั่งสมมายาวนานกว่า 20 ปี เพื่อสร้างขุมพลังที่ไม่ใช่แค่ ‘แรง’ แต่ต้อง ‘ล้ำหน้า’ และ ‘ยั่งยืน’  โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับสมรรถนะ ความทนทาน และความเชื่อมั่นในการใช้งานจริง ผ่านการทดสอบความทนทานมาอย่างต่อเนื่อง

TANK 300 สำหรับประเทศไทย GWM แนะนำเครื่องยนต์ดีเซลอย่างเป็นทางการในปี 2568 ที่ผ่านมา ประเดิมด้วยรุ่น GWM TANK 300 โดยปัจจุบัน GWM นำเสนอผลิตภัณฑ์ยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลสำหรับลูกค้าคนไทย รวม 3 รุ่นหลัก เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค ประกอบด้วย  GWM TANK 300 DIESEL รถยนต์สไตล์ Premium Boxy สำหรับสายลุย ; GWM TANK 500 DIESEL รถ SUV ระดับพรีเมียมตอบโจทย์นักธุรกิจและครอบครัว และ GWM POER SAHAR DIESEL รถกระบะสมรรถนะสูงสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์และไลฟ์สไตล์

Tank 300 10

โดยทั้ง 3 รุ่นหลักมาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2,370 ซีซี จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ที่ผสานเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นระบบคอมมอนเรลแรงดันสูง 2,000 บาร์ เทอร์โบแปรผันอัจฉริยะที่ตอบสนองได้รวดเร็วตั้งแต่รอบต่ำ รวมถึงการออกแบบระบบเผาไหม้และการหล่อลื่นใหม่ ช่วยให้เครื่องยนต์ส่งกำลังได้ต่อเนื่อง ขับขี่คล่องตัว เร่งแซงมั่นใจ และรองรับทั้งการใช้งานในเมือง หรือเส้นทางท้าทาย ยิ่งไปกว่านั้นยังผ่านการทดสอบความทนทาน ครอบคลุมการใช้งานในสภาพอากาศและสภาพถนนที่หลากหลายทั่วโลก  เพื่อยืนยันถึงความทนทาน และความพร้อมสำหรับการใช้งานหนักในระยะยาว โดย GWM ยังมอบการรับประกันเครื่องยนต์ GWM TANK 300 DIESEL นานถึง 1,000,000 กิโลเมตร หรือ 8 ปี (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในประเทศไทย

ผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสสมรรถนะของ GWM TANK 300 DIESEL และ GWM TANK 500 DIESEL รวมทั้ง GWM POER SAHAR DIESEL ได้แล้ววันนี้ที่ GWM Partner Store ทั่วประเทศ หรือติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ผ่าน GWM Application www.gwm.co.th  หรือ GWM Contact Center โทร. 02-668-8888 เพื่อร่วมพิสูจน์ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ดีเซลที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การใช้งานของผู้บริโภคชาวไทย พร้อมสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่แตกต่างด้วยตนเอง