Home Blog Page 13

“งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 48” อวดโฉมมรดกนวัตกรรมยานยนต์

0
งานประกวดรถโบราณ 1

สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ จัด “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 48” ภายใต้แนวคิด “มรดกนวัตกรรม-Legacy of Innovation” ชมรถโบราณหลากยุค หลายสมัย ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ระหว่างวันที่ 15-19 กรกฎาคม 2569

งานประกวดรถโบราณ 2

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “งานประกวดรถโบราณ เป็นงานระดับประเทศที่จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 48 โดยแนวคิดของงานปีนี้คือ “มรดกนวัตกรรม-Legacy of Innovation” เนื่องจากเหล่าบรรดายานยนต์โบราณ คือผู้ส่งมอบนวัตกรรม ซึ่งเป็นรากฐานของเทคโนโลยีล้ำสมัยให้แก่ยานยนต์ยุคปัจจุบัน เช่น ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบกลไก กลายเป็นระบบ AWD อัจฉริยะที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ ระบบช่วงล่างพื้นฐาน กลายเป็นระบบกันสะเทือนไฟฟ้าที่ตอบสนองตามสภาพถนนแบบเรียลไทม์ ขุมพลังดั้งเดิม กลายเป็นระบบไฮบริด พลัก-อิน ไฮบริด และไฟฟ้า ฯลฯ นวัตกรรมจากอดีตจึงเป็นมรดกของยานยนต์โบราณที่ทรงคุณค่ายิ่ง”

งานประกวดรถโบราณ 3

กัลยา กมลรัตน์ ผู้อำนวยการด้านการตลาด ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ กล่าวว่า “ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ได้ร่วมกับสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทยจัดงานประกวดรถโบราณอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 โดยงานนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมคุณภาพที่สะท้อนความหลากหลายของไลฟ์สไตล์ และเปิดโอกาสให้ผู้คนทุกเจเนอเรชันได้ร่วมสัมผัสคุณค่า และเสน่ห์ของยานยนต์คลาสสิค ผู้เข้าชมจะได้พบกับรถโบราณ และรถคลาสสิคกว่า 100 คัน บนพื้นที่จัดแสดงกว่า 4,000 ตารางเมตร บริเวณชั้น G”

งานประกวดรถโบราณ 4

การประกวดรถโบราณแบ่งเป็น 7 ประเภท ตามมาตรฐานของสมาพันธ์รถโบราณสากล (FIVA) ได้แก่ รถรุ่นบรรพบุรุษ (ก่อนปี 1904) รถรุ่นผ่านศึก (ปี 1905-1918) รถโบราณ (ปี 1919-1930) รถรุ่นก่อนสงคราม (ปี 1931-1945) รถรุ่นหลังสงคราม (ปี 1946-1960) รถคลาสสิค (ปี 1961-1970) และรถคลาสสิคร่วมสมัย (ปี 1971-ปัจจุบัน ย้อนหลัง 30 ปี)

สำหรับรถเด่นในงานปีนี้ ได้แก่ รถโบราณอายุเฉียด 100 ปี Rolls-Royce 20hp Saloon ปี 1929 / รถบนโปสเตอร์งานประกวด Austin 7 Saloon ปี 1933 / รถนำเข้ามาจากต่างประเทศอย่างถูกกฎหมายเพื่อการอนุรักษ์ Porsche 911 Carrera Super Sport 3.2 Targa ปี 1986 และ Porsche 911 Carrera Super Sport 3.2 Cabriolet ปี 1989

งานประกวดรถโบราณ 5

นอกจากนั้น ยังมีการประกวดอีกหลายประเภท อาทิ รถจำลอง รถดัดแปลง รถประดิษฐ์พิเศษ รถแจกวาร์ รถมีนี รถโฟล์คสวาเกน รถอเมริกัน และรถเฟียต พร้อมรถที่นำมาแสดงเป็นพิเศษ

ส่วนกิจกรรมอื่นๆ ก็มีมากมาย เช่น เสวนาแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับรถโบราณ หัวข้อ “ไทยเปิดนำเข้ารถโบราณปีแรก ผลลัพธ์เป็นอย่างไร?” พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมสุดพิเศษตลอดงาน ไม่ว่าจะเป็นการออกตามล่ารถไฮไลท์ผ่านกิจกรรม Lucky Rally Scan สะสมภารกิจลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษ หมุนวงล้อแห่งความโชคดีเพื่อลุ้นรับโมเดลรถโบราณสุดน่ารัก รวมถึงเก็บภาพความประทับใจที่ Photo Booth ในบรรยากาศวินเทจสุดคลาสสิค ที่จะช่วยให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าถึง และเรียนรู้เรื่องราวของรถยนต์ระดับตำนานที่สนุกมากยิ่งขึ้น คอนเสิร์ทเพลงฮิทในอดีต จำหน่ายสินค้าวินเทจ หนังสือ นิตยสาร แสตมป์รถโบราณ รถโบราณจำลอง ฯลฯ

ผู้สนใจสามารถส่งรถเข้าประกวดได้ที่ imc.co.th/vintagecarclub/vcct ภายในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 หรือสอบถามรายละเอียดที่ vintagecarclub.or.th และ facebook.com/VintageCarClub และเชิญชมงานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 48 ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ระหว่างวันที่ 15-19 กรกฎาคม 2569

“บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย” มอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาโครงการ BMW Service Apprentice มุ่งยกระดับทักษะอาชีวะไทยสู่มาตรฐานยานยนต์ระดับสากล

0
BMW 1

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านยานยนต์ของไทย จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรมในโครงการ BMW Service Apprentice ประจำปี 2023 (รุ่นที่ 12) และ 2024 (รุ่นที่ 13) ณ ศูนย์ฝึกอบรม บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย โดยโครงการนี้มุ่งยกระดับแรงงานอาชีวะไทยให้มีทักษะความเชี่ยวชาญด้านเมคคาทรอนิกส์และยานยนต์สมัยใหม่ตามมาตรฐานสากล เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีดิจิทัลในอนาคต 

BMW 2

โดย คุณชนินทร์ ฐิติจารุไพศาล ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ประธานในพิธี กล่าวว่า “ความสำเร็จของน้อง ๆ ผู้สำเร็จการอบรมในวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยง่าย ทุกท่านต้องผ่านกระบวนการฝึกอบรมที่เข้มข้นทั้งภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ และการฝึกงานจริงในศูนย์บริการของบีเอ็มดับเบิลยู การมอบประกาศนียบัตรในวันนี้ไม่ใช่เพียงการรับรองความสำเร็จของการเรียน แต่เรากำลังต้อนรับบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญระดับมาตรฐานสากล (DIHK Standard Level A) เข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ ในยุคที่เทคโนโลยียานยนต์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีดิจิทัล บทบาทของช่างเทคนิคจึงมีความสำคัญยิ่งขึ้น น้อง ๆ ผู้สำเร็จการอบรมทุกคนในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงช่างเทคนิคเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนตัวแทนที่พร้อมส่งมอบความเป็นเลิศด้านบริการของบีเอ็มดับเบิลยูสู่อนาคต ซึ่งบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาทักษะบุคลากรเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ และสนับสนุนโอกาสทางอาชีพของเยาวชนไทยอย่างยั่งยืน”

BMW 3

โครงการ BMW Service Apprentice ริเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์รักษ์โลกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเป็นโครงการศึกษาและฝึกอบรมระบบทวิภาคี (Dual System) ภายใต้ความร่วมมืออย่างแข็งแกร่งกับเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ, หอการค้าเยอรมัน-ไทย (GTCC) ผ่านโครงการเยอรมัน-ไทย เพื่อความเป็นเลิศในการศึกษาทวิภาคี (GTDEE) และสถาบันอาชีวศึกษาชั้นนำ หลักสูตรนี้ได้ผสมผสานองค์ความรู้ทั้งด้านเมคคาทรอนิกส์และเทคโนโลยียานยนต์เข้าด้วยกัน นักศึกษาจะได้เรียนรู้ภาคทฤษฎีในสถานศึกษา ควบคู่ไปกับการฝึกปฏิบัติงานจริงกับช่างผู้เชี่ยวชาญ

BMW 4

ตลอดระยะเวลา 2 ปีของหลักสูตร โครงการมุ่งเน้นการดูแลคุณภาพชีวิตของนักศึกษาอย่างรอบด้าน ทั้งการมอบทุนการศึกษา เบี้ยเลี้ยงรายเทอม รวมถึงการปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างรายวันให้เหมาะสม ผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับประกาศนียบัตรรับรองความสามารถระดับ A-Level ซึ่งเทียบเท่ามาตรฐานระดับสากลของสมาคมหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งเยอรมนี (DIHK) พร้อมรับประกันโอกาสในการเข้าทำงานเป็นพนักงานประจำกับศูนย์บริการบีเอ็มดับเบิลยูทั่วประเทศทันทีหลังจบการศึกษา ปัจจุบัน โครงการนี้ได้มอบทุนการศึกษาและสร้างช่างฝีมือไปแล้วรวม 309 คน   ทั้งนี้ ยังมีนักศึกษาที่กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาและฝึกปฏิบัติงานอีกจำนวน 49 คน ได้แก่ นักศึกษารุ่นที่ 14 และนักศึกษารุ่นที่ 15 โดยสถิติที่ผ่านมาพบว่าผู้สำเร็จการศึกษามีอัตราการคงอยู่และเติบโตในระบบเครือข่ายของบีเอ็มดับเบิลยูสูงถึง 76% สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการสร้างสายอาชีพที่มั่นคง

BMW 5

ความสำเร็จของโครงการนี้เกิดจากการผนึกกำลังของทุกภาคส่วน โดยภายในงานได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารระดับสูง ผู้ทรงคุณวุฒิ และพันธมิตรเครือข่ายสถานศึกษา เข้าร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง นำโดย คุณอเล็กซานเดอร์ ลอยท์เกบ ที่ปรึกษาฝ่ายความร่วมมือด้านอาชีวศึกษา ประจำสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนี ประจำประเทศไทย, ดร.กมลศักดิ์ สุระดม ผู้บริหารหอการค้าเยอรมัน-ไทย (GTCC), คุณชนินทร์ ฐิติจารุไพศาล ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า และ คุณมนัสนันท์ อยู่ญาติวงศ์ ผู้จัดการฝ่ายคุณวุฒิและการฝึกอบรม บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากสถาบันการศึกษาอาชีวศึกษาพันธมิตร ได้แก่ ดร.นวลอนงค์ ธรรมเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ, อาจารย์ประเสริฐ กลิ่นชู ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี.เทค), อาจารย์พลภัทร เลาหสูต รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ วิทยาลัยการอาชีพบางแก้วฟ้า (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์), คุณฟรานซิส วิชัย ศรีสุระ ที่ปรึกษาอาวุโสวิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก และ อาจารย์ปุณณภัสสร ศรีแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการวิทยาลัยการอาชีพบ้านไผ่

BMW 6

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะสานต่อการลงทุนในการพัฒนาทักษะวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบไฟฟ้าแรงสูง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเยาวชนไทย และร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคแห่งยานยนต์อัจฉริยะที่ยั่งยืน

 

 

 

“ลามิน่า” สมทบสภากาชาดไทย

0
ลามิน่า 1

นางสาวจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร “ลามิน่า” จากสหรัฐอเมริกา ร่วมมอบเงินสนับสนุนบำรุงสภากาชาดไทยในงานแถลงข่าวกาชาดคอนเสิร์ต ครั้งที่ 52 Still On My Mind ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์ แด่ประธานกรรมการจัดงาน พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ณ หอประชุมกองทัพเรือ

ลามิน่า 2

การแสดงดนตรีกาชาดคอนเสิร์ตจัดขึ้นเพื่อเทอดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย ซึ่งสภากาชาดไทยจะนำเงินรายได้จากการร่วมบริจาคไปช่วยเหลือประชาชนในทุกรูปแบบ เช่น โครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัย โครงการมะเร็งเต้านม กิจการอาสายุวกาชาดเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ศูนย์รับบริจาคอวัยวะต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์ และโครงการมอบชีวิตใหม่แด่เพื่อนมนุษย์ด้วยการบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต เป็นต้น โดยกองทัพเรือทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางในการดำเนินการ และนำรายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายโดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุนสภากาชาดไทย

ลามิน่า 3

ทั้งนี้ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษในฐานะผู้นำธุรกิจฟิล์มกรองแสงอันดับ 1 ของเมืองไทย ลามิน่าได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยขับเคลื่อนสังคมไทยให้น่าอยู่อย่างยั่งยืนภายใต้เจตนารมณ์ “ลามิน่าขอเติบโตเคียงคู่สังคมไทย” ผ่านโครงการเพื่อสังคมต่างๆ อาทิ โครงการลามิน่าสานฝันเด็กไทยได้เล่าเรียน เพื่อให้โอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมแก่เยาวชนของชาติ โครงการลามิน่ามินิสานฝัน โครงการลามิน่าสร้างฝันปันรอยยิ้ม โครงการรักษ์โลกกับลามิน่า

ลามิน่า 4

รวมถึงสนับสนุนโครงการเพื่อสังคมและองค์กรสาธารณกุศลต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย มูลนิธิชัยพัฒนา ทุนมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลในพระบรมราชูปถัมภ์  สนับสนุนทุนวิจัยขั้นสูงด้านเภสัชวิทยา ศิริราชมูลนิธิ และอื่นๆ อีกมาก ซึ่งทุกโครงการล้วนเกิดจากพลังความมุ่งมั่น ทุ่มเท เพื่อส่งมอบความสุขคืนสู่สังคมไทยอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนตลอดไป

ลามิน่า 5

“Chery V23” คว้าอันดับ 1 รถทรงกล่อง (Boxy Style) ยอดจดทะเบียนเดือนพฤษภาคมทะลุ 1,100 คัน 

0
เชอรี่ วี23 1

CHERY (เชอรี) แบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก เดินหน้าปลุกกระแสรถทรงกล่อง (Boxy Style) ให้กับตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญของ Chery V23 รถยนต์ไฟฟ้าดีไซน์โดดเด่น ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และขับสนุกไปได้สุดในทุกโมเมนต์ โดยทำยอดจดทะเบียนในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมากว่า 1,100 คัน

เชอรี่ วี23 2

ความสำเร็จในครั้งนี้ส่งผลให้ Chery V23 ครองแชมป์อันดับ 1 ในกลุ่มรถยนต์สไตล์ทรงกล่อง และขึ้นสู่ Top 5 ในยอดจดทะเบียนตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) ทั้งหมดในประเทศไทยประจำเดือนพฤษภาคม สะท้อนถึงความไว้วางใจและความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคชาวไทยมีต่อสมรรถนะ ดีไซน์ และเทคโนโลยีความปลอดภัยของ Chery V23 ได้อย่างชัดเจน

เชอรี่ วี23 3

มร. จิม ลี ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ เชอรี ประเทศไทย กล่าวว่า “ยอดจดทะเบียน Chery V23 ทั้งหมด 1,132 คัน ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในเดือนพฤษภาคมนี้ เป็นสิ่งยืนยันว่า Chery V23 สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างตรงจุด เพราะเราไม่ได้นำเสนอเพียงแค่ยานพาหนะ แต่เรากำลังส่งมอบไลฟ์สไตล์และประสบการณ์การขับขี่ที่แตกต่าง นอกเหนือจากกระแสตอบรับที่ร้อนแรงด้านยอดขายแล้ว ก่อนหน้านี้ Chery V23 ยังได้ประกาศความสำเร็จบนเวทีระดับสากลด้วยการคว้ามาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดระดับ 5 ดาวจาก ASEAN NCAP รางวัล 2026 Red Dot Design Award และรางวัลรถยนต์แห่งปี CAR OF THE YEAR 2026 ซึ่งรางวัลทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความสำเร็จทั้งในด้านการออกแบบ สมรรถนะ และเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานยุคใหม่อย่างครบถ้วน และถือเป็นแรงผลักดันให้เรามุ่งมั่นพัฒนาการบริการเพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าต่อไป”

ฉลองความสำเร็จกับข้อเสนอสุดพิเศษประจำเดือนมิถุนายน

เชอรี่ วี23 4

เพื่อเป็นการฉลองความสำเร็จและแทนคำขอบคุณในความไว้วางใจจากลูกค้าชาวไทย CHERY พร้อมมอบแคมเปญสุดพิเศษสำหรับผู้ที่จอง Chery V23 ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 มิถุนายน 2569 นี้ด้วยข้อเสนอที่พลาดไม่ได้

  • รับส่วนลดพิเศษทันที 10,000 บาท*
  • อัตราดอกเบี้ยข้อเสนอพิเศษเริ่มต้นเพียง 1.98%*
  • พิเศษสุด! อุ่นใจตลอดอายุการใช้งานด้วยการรับประกัน Lifetime Warranty สำหรับแบตเตอรี่แรงดันสูง, มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อน*

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด / สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถภายในระยะเวลาแคมเปญเท่านั้น

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่าย CHERY อย่างเป็นทางการ

 

 

“เมโทร กรุ๊ป” รุกตลาดรถไฟฟ้าระดับพรีเมียม เปิดตัว “HONGQI E-HS9” ครั้งแรกในประเทศไทย

0
เมโทร กรุ๊ป 1

เมโทร กรุ๊ป ประเดิมการเป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ HONGQI (หงษ์ฉี) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ส่ง HONGQI E-HS9 เอสยูวีสุดหรู อวดโฉมลูกค้าชาวไทย ประเดิมโชว์รถพร้อมจองทดสอบได้ที่ HONGQI SHOWROOM ใจกลางเมือง ณ One Bangkok และ HONGQI MANSION ถนนพระราม 2 ตั้งเป้าขยายดีลเลอร์รวม 10 แห่งภายใน 3 ปี เปิดราคาพิเศษ 2,990,000 บาท เฉพาะ 400 คันแรกเท่านั้น

เมโทร กรุ๊ป 2

นายบดินทร์ บุญวิสุทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เมโทร กรุ๊ป เปิดเผยว่า “กุญแจสำคัญที่ทำให้ เมโทร กรุ๊ป ได้รับความไว้วางใจจาก China FAW Group Corporation ให้เป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ HONGQI (หงษ์ฉี) อย่างเป็นทางการในประเทศไทยนั้น คือ ประสบการณ์ในธุรกิจยานยนต์กว่า 70 ปี ทำให้วันนี้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มแรกๆ ของโลกที่เปิดตัว “HONGQI E-HS9″ รุ่นพวงมาลัยขวา”

เมโทร กรุ๊ป 3

“HONGQI E-HS9” (หงษ์ฉี อี-เอชเอส 9) รถสปอร์ตอเนกประสงค์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม ที่รวมเทคโนโลยีล้ำสมัย และความภูมิฐานเข้าด้วยกัน ด้วยเอกลักษณ์กระจังหน้าเป็นโครเมี่ยมแนวตั้งทรงน้ำตกและสัญลักษณ์ธงแดง เส้นแถบไฟสีแดงที่ลากยาวผ่านกึ่งกลางฝากระโปรงหน้า ห้องโดยสารแบบ 6 ที่นั่ง ระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมียมจาก BOSE พร้อมลำโพง 16 ตำแหน่ง หรูหราเหมาะสำหรับนักธุรกิจ ผู้บริหาร และครอบครัวยุคใหม่

เมโทร กรุ๊ป 4

“HONGQI E-HS9” เป็นผลงานการออกแบบของ ไจล์ส เทย์เลอร์ (Giles Taylor) นักออกแบบรถยนต์ชาวอังกฤษ ผู้เคยออกแบบให้โรลส์-รอยซ์ที่หลอมรวมความคลาสสิกเข้ากับความล้ำสมัยได้อย่างลงตัว ด้วยขุมพลังการขับเคลื่อน AWD (All-Wheel Drive) กำลังมอเตอร์คู่สูงสุด 362 กิโลวัตต์ 493 แรงม้า    ให้แรงบิดสูงสุด 606 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 5.5 วินาที แบตเตอรี่ Ternary Lithium ความจุสูง 120 kWh วิ่งได้ไกลสูงสุดถึง 760 กิโลเมตร (CLTC) รองรับการชาร์จเร็ว DC สูงสุด 140 กิโลวัตต์ พร้อม 7 โหมดการขับขี่ และระบบช่วยเหลือการขับขี่อัตโนมัติ ที่มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะรอบคัน

เมโทร กรุ๊ป 6

 

รถรุ่นนี้ได้ผ่านบทพิสูจน์ขั้นสุดของการทดสอบยานยนต์ไฟฟ้าด้วยการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ “หนึ่งเส้นทาง หนึ่งการเชื่อมโยง One Belt One Road” ผ่านความท้าทายกว่า 6,000 กิโลเมตร จากกำแพงเมืองจีน ผ่าน สปป.ลาว เข้าสู่กรุงเทพมหานคร ด้วยความราบรื่น ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

เมโทร กรุ๊ป 7

ทั้งนี้ เมโทร กรุ๊ป มีแผนเดินหน้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายรวม 10 แห่ง ภายในระยะเวลา 3 ปี โดยปักธงในพื้นที่กรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ทั่วทุกภูมิภาค ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นรอบด้าน ทั้งกิจกรรมการตลาดเชิงรุก และการยกระดับบริการหลังการขายที่ครบวงจร พร้อมการันตีความพร้อมในการจัดสรรอะไหล่สำรองอย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ยังมอบความอุ่นใจสูงสุด ภายใต้กลยุทธ์ “ใกล้ไกล…เราใกล้คุณ” เพื่อทลายทุกข้อจำกัดเรื่องระยะทาง ผ่านบริการระดับเอ็กซ์คลูซีฟที่จะส่งตรงความสะดวกสบายให้ถึงหน้าบ้านลูกค้า

เมโทร กรุ๊ป 8

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเปิดตัว เมโทร กรุ๊ป มอบข้อเสนอสุดพิเศษช่วงแนะนำสำหรับ HONGQI E-HS9 เฉพาะ 400 คันแรก รับสิทธิ์ซื้อรถในราคาพิเศษ พร้อมรับแพ็กเกจของแถมและความคุ้มครองเหนือระดับ ประกอบด้วย ประกันภัยชั้น 1 ฟรี! 1 ปี ฟรี! เครื่องชาร์จติดตั้งบนผนัง (Wall Charger) ฟรี! บริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง (Roadside Assistance) นานถึง 5 ปี รับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร และรับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร

เมโทร กรุ๊ป 9

HONGQI E-HS9 มาพร้อมตัวเลือกสีสันที่สะท้อนความหรูหราอย่างลงตัว โดยมีสีภายนอกให้เลือก 3 เฉดสี ได้แก่ สีน้ำเงิน Pacific Blue สีขาว White Jade และสีดำ Imperial Black จับคู่กับห้องโดยสารภายในที่เลือกสรรได้ 3 สไตล์ ได้แก่ สีน้ำตาล Saddle Brown สีดำ Graphite Black และสีทูโทน Mysterious Gray / Crystal White

“ด้วยความมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนของ HONGQI E-HS9 ผนวกกับศักยภาพของเมโทร กรุ๊ป และผู้จำหน่ายในแต่ละภาค ผมมั่นใจว่า “HONGQI E-HS9″ จะเปิดประสบการณ์รถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมให้กับลูกค้าชาวไทยได้อย่างแน่นอน” นายบดินทร์ กล่าวทิ้งท้าย

ร่วมสัมผัสและเปิดประสบการณ์ความหรูหราที่มาพร้อมสมรรถนะของ HONGQI E-HS9 คันจริงได้ที่ HONGQI SHOWROOM ณ One Bangkok ชั้น G โซน The Storeys และ HONGQI MANSION ถนนพระราม 2 ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน เป็นต้นไป หรือติดตามรายละเอียดและจองสิทธิ์ทดลองขับได้ที่ www.hongqithailand.com

 

“เอ็มจี” เปิดตัว NEW MG URBAN มาพร้อมเทคโนโลยี Auto Parking รุ่นแรกในเซกเมนต์ ราคา เริ่มต้น 529,900 บาท

0
MG 4 Urban 1

 บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เปิดตัว NEW MG URBAN รถยนต์ไฟฟ้าแฮทช์แบ็ครุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ภายใต้นิยาม “LIFE EASY” สะท้อนแนวคิดการใช้ชีวิตเมืองยุคใหม่ ให้ทุกการเดินทางเป็นเรื่องง่าย ผ่าน 4 หัวใจหลัก ได้แก่ PARK EASY – จอดง่าย DRIVE EASY – ขับง่าย LIVE EASY – ใช้ชีวิตง่าย และ GO FAR EASY – ไปได้ไกลกว่า NEW MG URBAN ได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองยุคใหม่ ด้วยการผสานดีไซน์ที่โดดเด่น เทคโนโลยีอัจฉริยะ และฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบรับไลฟ์สไตล์ของทุกคนอย่างลงตัว พร้อมประกาศราคาจำหน่ายเริ่มต้นเพียง 529,900 บาท

MG 4 Urban 11

 

NEW MG URBAN หรือ “น้องม่วง” รถแฮทช์แบ็คพลังงานไฟฟ้ารุ่นล่าสุดของ เอ็มจี ที่ผลิตในประเทศไทย (CKD) โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีและฟังก์ชันอัจฉริยะ ยกระดับประสบการณ์การใช้งานในชีวิตประจำวัน ชูคอนเซ็ปต์ “LIFE EASY” ผ่าน 4 มิติสำคัญ ได้แก่

  1. PARK EASY จอดง่าย ใช้ชีวิตง่ายกว่าเดิม

MG 4 Urban 3

เติมเต็มการใช้ชีวิตของคนเมืองให้คล่องตัวในทุกวัน ด้วยเทคโนโลยีช่วยจอดอัจฉริยะที่ช่วยลดความกังวลในการขับขี่และการหาที่จอดในพื้นที่จำกัด ไม่ว่าจะเป็น การเข้าจอดในอาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียม หรือสถานที่ที่มีสภาพการจราจรหนาแน่น พร้อมระบบช่วยจอดอัตโนมัติ Smart Parking Assist ระบบสั่งจอดอัตโนมัติระยะไกล Remote Auto Parking ที่สามารถควบคุมผ่านสมาร์ทโฟนได้อย่างสะดวก รวมถึงระบบแสดงภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ พร้อมมุมมองหลายเลน (Multi-Lane View) ช่วยให้มองเห็นสภาพแวดล้อมรอบคันได้อย่างชัดเจน เพื่อให้ทุกการจอดเป็นเรื่องง่ายและมั่นใจยิ่งขึ้น

  1. DRIVE EASY ขับง่าย คล่องตัวทุกเส้นทางในเมือง

MG 4 Urban 4

ดีไซน์ตอบโจทย์การเดินทางในชีวิตประจำวันของคนเมือง ด้วยสัดส่วนตัวรถที่ออกแบบอย่างลงตัว มอบความคล่องตัวสูงในการขับขี่ พร้อมวงเลี้ยวแคบเพียง 5.2 เมตร ช่วยให้การกลับรถ เข้าซอย หรือเปลี่ยนทิศทางในพื้นที่จำกัดเป็นเรื่องที่ทำได้อย่างง่ายดาย เสริมด้วยระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ ADAS ระดับ L2 ให้ความเหนือระดับในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าแฮทช์แบ็ค และระบบเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ Auto Lane Change with Alert ช่วยดูแลผู้ขับขี่ในทุกสถานการณ์ พร้อมอุปกรณ์ตรวจจับรอบคัน ทั้งเซ็นเซอร์ 12 ตำแหน่ง เรดาร์ 3 จุด และกล้อง  6 ตัว ช่วยประเมินสภาพแวดล้อมได้อย่างแม่นยำ เพื่อมอบความมั่นใจและความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง โดยผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวจาก Euro NCAP และ ANCAP สะท้อนถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัยในระดับสากล

  1. LIVE EASY ใช้ชีวิตได้เต็มที่ในทุกวัน

MG 4 Urban 5

ยกระดับห้องโดยสารให้เป็นมากกว่าพื้นที่สำหรับการเดินทาง ด้วยการออกแบบที่กว้างขวาง โปร่งสบาย และรองรับทุกไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น การเดินทางไปทำงาน การพักผ่อนในวันหยุด หรือการใช้เวลาร่วมกับคนสำคัญ พร้อมหน้าจอ Infotainment ขนาด 15.6 นิ้ว ทำงานร่วมกับชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 8155 มอบประสบการณ์การใช้งานที่รวดเร็วและลื่นไหล รองรับการเชื่อมต่อกับโลกดิจิทัลเต็มรูปแบบ พร้อมระบบ i-SMART PRO และ AI Voice Command ช่วยให้การสั่งงานภายในรถเป็นธรรมชาติ สะดวก และตอบโจทย์การใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลได้อย่างลงตัว

  1. GO FAR EASY ไปได้ไกลกว่า ใช้ชีวิตได้มากกว่า

MG 4 Urban 6

มอบอิสระให้ไปได้ไกลกว่าที่เคย ด้วยแบตเตอรี่ขนาด 53.9 kWh และมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง สามารถขับขี่ได้ไกลที่สุดในคลาสถึง 530 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC) รองรับทั้งการใช้งานในเมืองตลอดสัปดาห์และการออกทริปในวันหยุด พร้อมฟังก์ชัน V2L สามารถจ่ายพลังงานให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอกได้สูงสุด 3.3 กิโลวัตต์ (kW) เปลี่ยนรถให้เป็นแหล่งพลังงานเคลื่อนที่สำหรับทุกกิจกรรมไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งแคมป์ การทำงานนอกสถานที่ หรือการใช้เวลาท่ามกลางธรรมชาติ เพื่อให้ทุกจุดหมายเป็นไปได้ง่ายกว่าที่เคย พร้อมมอบความมั่นใจในการใช้งานระยะยาวด้วย EV LIFETIME WARRANTY การรับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน โดยไม่จำกัดระยะทางและผู้ครอบครองรถ สะท้อนความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานการผลิตของ เอ็มจี

ความโดดเด่นทั้งหมดนี้สะท้อนถึงปรัชญา “IN THAILAND FOR THAILAND” ที่ เอ็มจี ยึดถือมาโดยตลอด โดย NEW MG URBAN ไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์รุ่นใหม่ แต่เป็นโกลบอลโมเดลที่ผลิตในประเทศไทย (CKD) ด้วยฝีมือคนไทยและซัพพลายเชนในประเทศ เพื่อตอบสนองพฤติกรรมการใช้งานของคนไทยอย่างแท้จริง และยังเป็นก้าวสำคัญที่ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของภูมิภาคภายใต้แนวคิด “Made in Thailand, For the World”

MG 4 Urban 14

 

มร. ต๋า เซินเซิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัว NEW MG URBAN คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงเสมอไป โดย เอ็มจี ตั้งใจนำเทคโนโลยีระดับพรีเมียมอย่างระบบ Advanced Driver Assistance System (ADAS) ระดับ L2 และ Smart Auto Parking Solution มาใส่ไว้ในรถที่คนไทยเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพื่อเปลี่ยนภาพจำเดิม ๆ ว่าความสะดวกสบายระดับสูงต้องจ่ายในราคาหลักล้านเท่านั้น นอกจากตัวรถที่สมบูรณ์แบบ เอ็มจี ยังพร้อมส่งมอบประสบการณ์ LIFE EASY ผ่านบริการ MG SMILE มาตรฐานการบริการรูปแบบใหม่ที่เน้นความสะดวกและอุ่นใจในทุกช่วงเวลาของการใช้งาน เพราะเราเชื่อว่ารถยนต์ควรเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มชีวิตให้ง่ายและสนุกมากขึ้น NEW MG URBAN จึงเป็นตัวแทนของคนยุคใหม่ที่เลือกใช้ชีวิตอย่างฉลาด ตอบโจทย์ทั้งในแง่ของเทคโนโลยี ความคุ้มค่า และไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่นอย่างลงตัว”

MG 4 Urban 15

ทั้งนี้ NEW MG URBAN พร้อมส่งมอบให้แก่ลูกค้าชาวไทยตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และเปิดให้ผู้ที่สนใจได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ผ่านการทดลองขับแล้วที่ผู้จำหน่ายรถยนต์ เอ็มจี ทั่วประเทศ นอกจากนี้ เอ็มจี ยังเตรียมจัดกิจกรรมโรดโชว์เพื่อให้ผู้บริโภคในหลากหลายจังหวัดทั่วประเทศได้สัมผัส NEW MG URBAN อย่างใกล้ชิด พร้อมร่วมกิจกรรมพิเศษและรับข้อเสนอสุดคุ้ม โดยสามารถติดตามรายละเอียดวัน เวลา และสถานที่จัดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/MGcarsThailand

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจี ได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

Application: MG Thailand

 

 

 

 

“PT MAXNITRON RACING SERIES 2026” เสิร์ฟไฮไลต์ “Twilight Mode” ท้าทายความมันส์นัดเปิดฤดูกาล

0
PT MAXNITRON RACING SERIES 2026 1

บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เดินหน้าสนับสนุนและผลักดันวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านการแข่งขัน “PT MAXNITRON RACING SERIES 2026” สนามที่ 1 (เรซ 1–3) ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดศึกนัดแรกอย่างยิ่งใหญ่ด้วยทัพรถแข่งเข้าร่วมชิงชัยกว่า 190 คัน รวมทุกรายการ และได้รับกระแสตอบรับอย่างท่วมท้นด้วยยอดรับชมการถ่ายทอดสดผ่านทุกแพลตฟอร์มรวมกว่า 3,038,246 วิว

PT MAXNITRON RACING SERIES 2026 2

การแข่งขันในสนามแรกประกอบด้วยรายการหลักในตระกูล Siam Series ควบคู่กับการแข่งขัน Support Race อย่าง Isuzu Challenge Thailand 2026 และ Honda One Make Race ที่ร่วมเติมสีสันและความเข้มข้นให้กับการแข่งขัน ขณะเดียวกันยังมีการรวมตัวของกลุ่ม Car Club จากหลากหลายพื้นที่ สะท้อนพลังของคอมมูนิตี้คนรักมอเตอร์สปอร์ตที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

PT MAXNITRON RACING SERIES 2026 3

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของการแข่งขันสนามเปิดฤดูกาล คือการจัดการแข่งขันในช่วงเวลาพลบค่ำ หรือ “Twilight Mode” ซึ่งสร้างความตื่นเต้นและเพิ่มมิติใหม่ให้กับการแข่งขัน ท่ามกลางบรรยากาศช่วงพระอาทิตย์ตก เพื่อให้นักแข่งได้แสดงศักยภาพและทักษะการขับขี่ภายใต้สภาพการแข่งขันที่ท้าทายยิ่งขึ้น

PT MAXNITRON RACING SERIES 2026 4

คุณฉลอง ติรไตรภูษิต ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า PTG สนับสนุนวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยอย่างยั่งยืน โดยเชื่อว่ากีฬามอเตอร์สปอร์ตเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงนักแข่ง ทีมงาน ผู้สนับสนุน และแฟนกีฬาจากหลากหลายกลุ่มเข้าด้วยกัน การแข่งขัน PT MAXNITRON RACING SERIES จึงมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยในระยะยาว ขณะเดียวกัน การจัดการแข่งขันในรูปแบบ Twilight Mode ยังช่วยเพิ่มสีสันและความตื่นเต้นให้กับการแข่งขัน พร้อมสะท้อนความตั้งใจในการพัฒนารูปแบบการแข่งขันให้มีความหลากหลายและน่าสนใจยิ่งขึ้นสำหรับทั้งนักแข่งและผู้ชม”

PT MAXNITRON RACING SERIES 2026 5

สำหรับการแข่งขัน “PT MAXNITRON RACING SERIES 2026” สนามที่ 2 (เรซ 4-5) จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-16 สิงหาคม 2569 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ โดยผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสาร ไฮไลต์การแข่งขัน และรับชมการถ่ายทอดสดผ่านช่องทาง PT Maxnitron Motorsport ได้ทาง:

Facebook: www.facebook.com/ptmaxnitronmotorsport

Instagram: www.instagram.com/pt.maxnitron.motorsport

YouTube: www.youtube.com/@ptmaxnitronmotorsport87

PT MAXNITRON RACING SERIES 2026 7

 

 

“ฟอร์ด” ยกระดับศักยภาพเยาวชนไทยกว่า 2.5 ล้านบาท ในโครงการ ‘เปลี่ยนความรู้ สู่อาชีพ’ ปีที่ 9 มอบทุนแก่ 40 นักศึกษา

0
ฟอร์ด ประเทศไทย 1

ฟอร์ด ประเทศไทย สานต่อโครงการ ‘เปลี่ยนความรู้ สู่อาชีพ’ เพื่อยกระดับทักษะและความสามารถแก่เยาวชนไทยให้มีความพร้อมสู่ตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์ ผ่านกิจกรรมมอบทุนการศึกษา ส่งมอบเครื่องยนต์ และการฝึกอบรมที่จัดขึ้นต่อเนื่องปีที่ 9 โดยในปีนี้ได้ขยายโครงการไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 40 ทุนการศึกษา รวมมูลค่า 2,579,700 บาท พร้อมจัดพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ที่สำเร็จการศึกษาภายใต้โครงการฯ จากวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ และวิทยาลัยเทคโนโลยียานยนต์ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการส่งเสริมการเรียนรู้ของเยาวชนไทยให้มีทักษะที่พร้อมสำหรับการทำงานในอนาคต

ฟอร์ด ประเทศไทย 2

สำหรับปี 2569 โครงการ ‘เปลี่ยนความรู้ สู่อาชีพ’ ได้รับการจัดสรรทุนทรัพย์จาก ฟอร์ด ฟิแลนโธรพี และโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) สานต่อการดำเนินการร่วมกับ ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ (Teach for Thailand) ในการกระจายความช่วยเหลือแก่นักศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ให้ครอบคลุมภูมิภาคต่าง ๆ ในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์สามารถเข้าถึงการเรียนรู้และการฝึกฝนทักษะภาคปฏิบัติ ซึ่งทุนการศึกษาจะครอบคลุมค่าเล่าเรียน ค่าเดินทาง และค่าครองชีพเริ่มต้น จำนวนรวมทั้งสิ้น 40 ทุน ได้แก่

  • วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จำนวน 23 ทุน ได้แก่ นักศึกษาสาขาช่างเมคคาทรอนิกส์ 18 ทุน และ 5 ทุน แก่นักศึกษาสาขาช่างยนต์
  • วิทยาลัยเทคโนโลยียานยนต์ จังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 9 ทุน สำหรับหลักสูตรทวิภาคี 2 ปี และโอกาสฝึกภาคปฏิบัติที่ศูนย์บริการฟอร์ด
  • วิทยาลัยเทคโนโลยีโปลิเทคนิคลานนา จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 4 ทุน
  • วิทยาลัยเทคนิคหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 4 ทุน สำหรับหลักสูตร 2 ปี ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่ฟอร์ดขยายโครงการไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยนักศึกษาจะมีโอกาสในการฝึกภาคปฏิบัติในปีที่ 2 ที่ศูนย์บริการฟอร์ด
  • ฟอร์ดยังสนับสนุนแผนกช่างยนต์ วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย จังหวัดระยอง ด้วยการส่งมอบเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 0 ลิตร พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ที่ใช้ในรถฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ เพื่อใช้เป็นสื่อการสอนให้นักศึกษาได้เรียนรู้เทคโนโลยีในรถยนต์ของฟอร์ด

ฟอร์ด ประเทศไทย 3

นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า “การดำเนินโครงการ เปลี่ยนความรู้ สู่อาชีพ ต่อเนื่องปีที่ 9 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการพัฒนาบุคลากรคุณภาพ ให้มีทั้งความรู้และทักษะปฏิบัติที่เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ในรถยนต์ฟอร์ด รวมถึงการเรียนรู้นวัตกรรมที่ใช้ในงานบำรุงรักษา เพื่อส่งมอบบริการที่มีคุณภาพแก่ลูกค้าฟอร์ด ในปีนี้ เรามุ่งขยายการสนับสนุนไปยังนักศึกษาในภูมิภาคต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยลดอุปสรรคด้านทุนทรัพย์ และส่งเสริม ‘สมดุลระหว่างการเรียนและการทำงาน’ ตลอดจนสนับสนุนสุขภาวะทางจิตของนักศึกษาที่อาจต้องเดินทางไกลจากบ้าน ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตเป็นบุคลากรที่มีศักยภาพรอบด้านและพร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต่อไป”

ฟอร์ด ประเทศไทย 4

นอกจากการแบ่งเบาภาระทางการเงินแก่นักศึกษา โครงการ ‘เปลี่ยนความรู้ สู่อาชีพ’ ยังส่งมอบการฝึกอบรมที่จำเป็นโดยผู้เชี่ยวชาญจากฟอร์ด ได้แก่

  • โครงการพี่เลี้ยง: เชื่อมโยงนักเรียนกับช่างเทคนิคที่มีประสบการณ์จากศูนย์บริการฟอร์ด เพื่อให้คำแนะนำในการปฏิบัติงานจริงและแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกในอุตสาหกรรมยานยนต์
  • การจัดเวิร์กชอปและสัมมนา: มุ่งเน้นไปที่การบริหารจัดการเวลา และการยกระดับทักษะ เพื่อให้มั่นใจว่านักเรียนมีความพร้อมอย่างเต็มที่ก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต
  • การติดตามและประเมินผลความก้าวหน้าของนักเรียน: พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมตามความจำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่านักเรียนจะบรรลุเป้าหมายทางการศึกษาและเป้าหมายทางวิชาชีพของตนเอง
  • การเสริมสมดุลระหว่างการเรียนและการทำงาน: โดยร่วมมือกับทางวิทยาลัยและนายจ้างเพื่อจัดตารางเวลาที่เหมาะสมและเอื้อต่อการเรียนรู้

ฟอร์ด ประเทศไทย 5

มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย มอบคอมพิวเตอร์ 864 เครื่อง สนับสนุนการศึกษา 3 จังหวัดชายแดนใต้ สานต่อความช่วยเหลือต่อเนื่อง มูลค่ารวมกว่า 5.3 ล้านบาท

0
มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย 1

มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย ร่วมกับผู้จำหน่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในพื้นที่ จัดพิธีส่งมอบคอมพิวเตอร์ 864 เครื่อง เพื่อสนับสนุนการศึกษา ให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา ณ ศาลากลางจังหวัดนราธิวาส โดยมีนายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ คณะผู้บริหารสถานศึกษา และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมในพิธี

การดำเนินในครั้งนี้เป็นการสานต่อความช่วยเหลือจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อปี 2567 ซึ่งส่งผลให้โรงเรียนจำนวนมากได้รับความเสียหายและขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนการสอน โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ของเยาวชน โดยในปี 2567มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณเพื่อฟื้นฟูโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ มูลค่า 1.8 ล้านบาท ควบคู่กับการมอบคอมพิวเตอร์รวม 326 เครื่อง เพื่อช่วยให้โรงเรียนสามารถกลับมาเปิดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในปีนี้ ได้ดำเนินการจัดหาคอมพิวเตอร์เพิ่มเติมเพื่อมอบให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ รวม 864 เครื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา และลดช่องว่างทางการเรียนรู้และการเข้าถึงเทคโนโลยีของเยาวชนในพื้นที่

นายอิสรภาพ อู่โชตนานันท์ กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย กล่าวว่า “มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทยมุ่งมั่นสนับสนุนสังคมไทย โดยเฉพาะการยกระดับโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนในพื้นที่ขาดแคลน ทั้งในยามวิกฤตและการฟื้นฟูระยะยาว เพื่อให้เด็ก ๆ เข้าถึงการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม”

ทั้งนี้ หากนับรวมการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบัน มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทยได้ให้การสนับสนุนโรงเรียนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 5.3 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง

มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทยจัดตั้งขึ้นช่วยเหลือสังคมไทยเมื่อเกิดสาธารณภัย รวมถึงสนับสนุนด้านการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิต ภายใต้เจตนารมณ์ของฮอนด้าในการสร้างสรรค์คุณค่าและเป็นองค์กรที่สังคมไทยต้องการให้ดำรงอยู่ตลอดไป

 

“GWM” ตอกย้ำผู้นำด้านบริการหลังการขายของแบรนด์รถยนต์จีนในไทย ด้วยมาตรฐาน ความโปร่งใส และความอุ่นใจที่ผู้ใช้จริงพิสูจน์แล้ว

0
GWM Thailand 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” และมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด ตอกย้ำความแข็งแกร่งด้านบริการหลังการขายในประเทศไทยด้วยมาตรฐานการดูแลที่โดดเด่นรอบด้าน ทั้งความสะดวกในการเข้าถึงการบริการ ความโปร่งใสของข้อมูลและค่าใช้จ่าย ความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิค กระบวนการให้บริการที่มีประสิทธิภาพและการสื่อสารที่ชัดเจน การันตีด้วยผลการสำรวจโดย บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) จำกัด ปี 2569 ที่ยกให้ GWM เป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่ได้รับความพึงพอใจด้านบริการหลังการขายสูงเป็นอันดับ 1 ในไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน (2568 และ 2569)

GWM Thailand 2

GWM ยังคงเดินหน้าลงทุนและพัฒนาศักยภาพด้านการบริการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้พร้อมดูแลลูกค้าในทุกช่วงเวลาของการใช้งาน เน้นการสร้าง ‘ความเชื่อมั่นที่จับต้องได้จริงด้วยบริการที่โปร่งใส ชัดเจน พร้อมเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวก และทีมงานที่พร้อมสนับสนุนอย่างมืออาชีพ เพื่อยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ GWM และรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยในยุคยานยนต์พลังงานใหม่

GWM Thailand 3

  • ความสะดวกในการเข้าถึงการบริการ: หนึ่งในปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้าในทุก ๆ ขั้นตอนการบริการ คือ ความสะดวกในการเข้าถึงบริการ โดยมี GWM แอปพลิเคชันเป็นหัวใจหลักของการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าที่เข้าถึงได้ง่าย รวมไปถึงมีศูนย์บริการมาตรฐานและเครือข่าย GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ จำนวน 71 แห่งทั่วประเทศ ที่ทำให้ GWM พร้อมดูแลลูกค้าอย่างครอบคลุมในทุกมิติของการใช้งานรถยนต์ ตั้งแต่การเข้ารับบริการตามระยะ การดูแลหลังการขาย ไปจนถึงการให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการอบรมตามมาตรฐานของ GWM รวมไปถึง บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง คลอบคลุมถึงบริการยกรถฉุกเฉิน บริการเติมน้ำมันฉุกเฉิน รวมไปถึงบริการรับกุญแจสำรอง ณ ที่พักของลูกค้า ภายในระยะทาง 20 กิโลเมตร ซึ่งลูกค้าสามารถขอความช่วยเหลือผ่านแอปพลิเคชัน GWM หรือโทรติดต่อศูนย์บริการลูกค้า GWM ที่หมายเลข 02-668-8888  ได้ตลอด 24 ชั่วโมง; GWM Mobile Service ที่ให้บริการบำรุงรักษาตามระยะทางถึงที่ทั่วประเทศ เพียงทำการนัดหมายล่วงหน้า
  • ความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิคและกระบวนการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ: GWM ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจได้ว่าช่างเทคนิค ที่ปรึกษาการบริการและเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์ทุกคน จะมีความรู้ความสามารถในการให้บริการลูกค้า และซ่อมบำรุงรถยนต์ทุกประเภทพลังงานของ GWM ได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล ยิ่งไปกว่านั้น GWM ยังมุ่งมั่นในการสร้างมาตรฐานใหม่ของงานบริการ ด้วยเป้าหมายในการส่งมอบบริการหลังการขายที่รวดเร็ว ครอบคลุม และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการบริหารจัดการอะไหล่ที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการรับประกันความพร้อมส่งอะไหล่ภายใน 7 วัน พร้อมการชดเชยด้วย GWM Point หากไม่สามารถส่งอะไหล่ได้ภายใน 7 วัน นอกจากนั้นยังมีศูนย์มาตรฐานซ่อมตัวถังและสีที่ครอบคลุม โดยทุกขั้นตอนผ่านการดูแลโดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ พร้อมการรับประกันคุณภาพงานซ่อม เพื่อสร้างความมั่นใจในทุกครั้งของการเข้ารับบริการ
  • การบริหารจัดการปัญหาและการวิเคราะห์เชิงลึกแบบบูรณาการ: GWM ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยไม่เพียงมุ่งเน้นการซ่อมให้แล้วเสร็จ แต่ยังให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์สาเหตุเชิงลึก (Root Cause Analysis) เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาซ้ำในระยะยาว โดยทีมงานในประเทศไทยทำงานอย่างใกล้ชิดเป็นหนึ่งเดียวกับทีม Quality Management (QM), Research & Development (R&D) และสำนักงานใหญ่ (HQ) เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา กำหนดแนวทางการซ่อม และพัฒนาวิธีการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง แนวทางดังกล่าวช่วยให้ GWM สามารถยกระดับคุณภาพการซ่อมบำรุงให้มีความแม่นยำ รวดเร็ว และได้มาตรฐานเดียวกันในระดับสากล สะท้อนถึงความแตกต่างด้านกระบวนการทำงานที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ และเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าได้อย่างแท้จริง
  • ความโปร่งใส และการให้คำปรึกษาอย่างเป็นระบบ: GWM มุ่งเน้นการกำหนดราคาค่าบริการที่โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ผู้ใช้งานทุกรายมั่นใจและได้รับประสบการณ์ที่ดีในการใช้บริการทุกครั้ง โดยผู้ใช้งานจะได้รับข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตั้งแต่ก่อนเข้ารับบริการจนถึงหลังการบริการเสร็จสิ้น ซึ่งช่วยให้สามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและไม่รู้สึกว่ามีการซ่อนเร้นค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น
  • ความพร้อมด้านอะไหล่และการสนับสนุนที่เหนือกว่า: GWM เสริมความแข็งแกร่งด้านการบริหารจัดการอะไหล่ด้วยการมีฐานการผลิตภายในประเทศ ซึ่งช่วยให้สามารถจัดหาและกระจายอะไหล่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สะท้อนถึงศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนที่แตกต่างจากแนวทางการจัดหาอะไหล่ทั่วไปในอุตสาหกรรม พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังคงยืนยันมาตรฐานการให้บริการด้วยการรับประกันความพร้อมของอะไหล่ภายใน 7 วัน ซึ่งช่วยรองรับการใช้งานของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง ลดระยะเวลารอคอย และตอกย้ำความได้เปรียบเชิงโครงสร้างของ GWM เมื่อเทียบกับภาพรวมทั้งอุตสาหกรรม
  • การรับประกันที่ครอบคลุมและโดดเด่นของ GWM: สะท้อนความตั้งใจในการดูแลผู้บริโภคในไทยอย่างจริงจังในระยะยาว เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งานรถยนต์ GWM ได้อย่างมั่นใจและอุ่นใจในทุกเส้นทาง ครอบคลุมทั้งการรับประกันคุณภาพรถใหม่สูงสุด 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน; การรับประกันแบตเตอรี่เพื่อความมั่นใจในยุคพลังงานใหม่ อาทิ การรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด ORA 5 HEV นาน 10 ปี แบบไม่จำกัดระยะทาง และการรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ORA 5 EV นาน 8 ปี หรือ 180,000 แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน ; รวมไปถึงการรับประกันเครื่องยนต์ดีเซลสำหรับ TANK 300 DIESEL และ TANK 500 DIESEL สูงสุดถึง 1,000,000 กิโลเมตร หรือ 8 ปี แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ gwm.co.th
  • การสื่อสารที่มีความชัดเจนและเข้าถึงได้ง่าย: GWM เน้นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ การให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับกระบวนการต่าง ๆ ผ่าน GWM Smart Service ซึ่งเป็นระบบจัดการอัจฉริยะที่เชื่อมต่อแพลตฟอร์มการทำงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการเข้ารับบริการที่ลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนหรือยืนยันนัดหมายได้ตามความสะดวก ช่วยให้ลูกค้าสามารถจัดการเวลาได้ดีขึ้นและเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนการใช้บริการ รวมถึงระยะเวลาในการซ่อม ค่าบริการ และสถานะการดำเนินการ และการให้รายละเอียดต่าง ๆ ให้ลูกค้าเข้าใจอย่างถูกต้องและครบถ้วน

GWM Thailand 4

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ท่ามกลางการแข่งขันที่แบรนด์ต่างมุ่งยกระดับบริการหลังการขายในหลากหลายมิติ GWM ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการผสานจุดแข็งทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการรับประกันระดับสูง เครือข่ายบริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ระบบบริหารจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ และความพร้อมด้านอะไหล่จากฐานการผลิตในประเทศที่ช่วยให้สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ GWM สามารถส่งมอบประสบการณ์การให้บริการที่ครบวงจร ชัดเจน และเชื่อถือได้ในทุกมิติ ซึ่งเป็นหนึ่งในความแตกต่างสำคัญที่ทำให้เราโดดเด่นกว่าใครในอุตสาหกรรม พิสูจน์ได้จากผลการสำรวจด้านความพึงพอใจที่จัดทำโดย Differential ซึ่งสะท้อนว่า GWM สามารถทำผลงานโดดเด่นเหนือกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม และก้าวขึ้นเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่ได้รับความพึงพอใจด้านบริการหลังการขายสูงเป็นอันดับ 1 ในไทยต่อเนื่อง ทั้งนี้  GWM ยังคงให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของลูกค้าอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด พร้อมนำทุกความคิดเห็นไปวิเคราะห์ ปรับปรุง และพัฒนาการบริการให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าทุกคนได้รับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ที่อุ่นใจและดียิ่งขึ้นในทุกมิติ และสะท้อนความมุ่งมั่นของ GWM ในการเติบโตไปพร้อมกับผู้บริโภคชาวไทยอย่างยั่งยืน”

GWM Thailand 5

*แหล่งที่มา: บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) จำกัด