Home Blog Page 177

“มาสด้า” ปลุกชีพตำนานโรตารี่นำ Mazda MX-30 e-SKYACTIV R-EV จัดแสดงพร้อมรถใหม่หลากรุ่น ในงานมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 45

0
มาสดา ภาพเปิด

มาสด้า เนรมิตบูธจัดแสดงรถยนต์ที่ได้รับการออกแบบใหม่หมด ภายใต้ธีม Love of Cars เพื่อถ่ายทอดความมุ่งมั่นของมาสด้าในการพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์แห่งอนาคตที่กำลังดำเนินไปตามกรอบระยะเวลา ตอบสนองความต้องการของลูกค้าผู้ที่หลงไหลในการขับขี่และรักในรถยนต์ โดยแบ่งโซนจัดแสดงบอกเล่าเรื่องราวที่มีลูกค้าอยู่ในทุกช่วงเวลา และมีรถยนต์มาสด้าเป็นพาร์ทเนอร์ในทุกประสบการณ์ ตอกย้ำการให้ความสำคัญที่มีลูกค้าเป็นหนึ่งในทุกการเติบโต สื่อสารอารมณ์ความรู้สึก ความสนุกสนานในการขับขี่ ความสุขในการใช้ชีวิต และอนาคตที่รถยนต์มีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ได้แบ่งปันความทรงจำที่มีต่อรถยนต์ร่วมกัน เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์อันดีระหว่างลูกค้าและแบรนด์มาสด้าให้แนบแน่นยิ่งขึ้น พร้อมปลุกตำนานโรตารี่ด้วยการจัดแสดงเทคโนโลยีแห่งอนาคต Mazda MX-30 e-SKYACTIV R-EV ที่ผสานการทำงานร่วมกันระหว่างระบบไฟฟ้ากับเครื่องยนต์โรตารี่ กลายเป็น Plug-in Hybrid ที่ให้ทุกการเดินทางสะดวกสบายและไปได้ไกลกว่า มาให้คนไทยได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด

 

มร. ทาดาชิ มิอุระ ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปีนี้มาสด้าออกแบบบูธใหม่ทั้งหมด ภายใต้ธีม Love of Cars ได้แรงบันดาลใจจากการมีลูกค้าเป็นส่วนหนึ่งในทุกประสบการณ์ของการเดินทาง เป็นศูนย์รวมความสุขของผู้ที่รักในรถยนต์ โดยแบ่งโซนการจัดแสดงออกเป็น โซนแกลเลอรี่วอลล์ ที่ลูกค้าส่งภาพความประทับใจกับรถยนต์คันโปรด You and Mazda Moments ถ่ายทอดประสบการณ์ความสุขในทุกช่วงเวลาของลูกค้า ซึ่งเป็นปณิธานที่เรามุ่งหวังและตั้งใจที่จะส่งมอบให้กับลูกค้าทุกคน และยังได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่รักในรถยนต์ “The Memorable Love of Cars” เสียสละรถโมเดลผ่านทางมาสด้า เพื่อส่งต่อให้กับเด็กๆ เยาวชนที่ขาดแคลน ซึ่งมีผู้สละเข้ามามากกว่า 500 คัน และมาสด้าเพิ่มเติมอีก 1,000 คัน โดยจะเร่งส่งต่อรถโมเดลเหล่านี้ให้ถึงมือเด็กๆ โดยเร็วที่สุด

ส่วนไฮไลท์สำคัญ คือ การจัดแสดงเทคโนโลยี Multi-Solution มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ส่งมอบเทคโนโลยีที่มีความหลากหลายและมีความเหมาะสมในแต่ละภูมิภาค เพิ่มทางเลือกให้กับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้า ในยุคที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากพลังงานเชื้อเพลิงไปสู่พลังงานไฟฟ้า หลายคนคงจดจำเครื่องยนต์โรตารี่ สัญลักษณ์แห่งการไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และความคิดสร้างสรรค์ นี่คือหนึ่งใน Multi-Solution เทคโนโลยีแห่งอนาคตจากมาสด้า การนำเทคโนโลยี e-SKYACTIV R-EV มาใช้กับรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ เป็นการปลุกฟื้นคืนชีพตำนานเครื่องยนต์โรตารี่ ต้นกำเนิดรถสปอร์ตมาสด้าหลากหลายรุ่นในอดีต ที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงปัจจุบันกลายเป็นดีเอ็นเอสายพันธุ์สปอร์ตที่ทั่วโลกให้การยอมรับ

มาสดา 3

หัวใจหลักสำคัญของการพัฒนา MAZDA MX-30 e-SKYACTIV R-EV คือเครื่องยนต์โรตารี่ทำหน้าที่ปั่นกระแสไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ เครื่องยนต์ขนาด 830 ซีซี เล็กกว่าเครื่องยนต์ลูกสูบทั่วไปที่ให้กำลังใกล้เคียงกัน ให้พละกำลังสูงสุดถึง 170 แรงม้า ที่ 9,000 รอบต่อนาที ลูกสูบหมุน 1 โรเตอร์ ทำจากวัสดุอลูมิเนียม น้ำหนักเบาเพียง 15 กก. ประกอบกับแบตเตอรี่ลิเที่ยมไอออนขนาด 17.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง เมื่อวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียวได้ระยะไกลถึง 85 กิโลเมตร ที่เกิดจากจากการชาร์จเพียงครั้งเดียว ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานในเมือง และเมื่อได้รับการปั่นเป็นพลังงานไฟฟ้ากลับเข้ามาจากเครื่องยนต์โรตารี่จะทำให้เพิ่มระยะทางในการขับขี่ได้ไกลกว่า 600 กิโลเมตร ทำให้ลูกค้าไม่ต้องกังวลกับการเดินทางไกลเพื่อออกไปหาประสบการณ์ใหม่ในการดำเนินชีวิต ซึ่งเกิดจากประสิทธิภาพของเครื่องยนต์โรตารี่ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงขนาดถัง 50 ลิตร มาผสานการทำงานของระบบมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวขยายระยะทางในการขับขี่ กลายเป็นเทคโนโลยี ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ที่สมบูรณ์แบบที่มีต้นกำเนิดจากการทำงานของเครื่องยนต์โรตารี่ อันเกิดจาก “จิตวิญญาณแห่งความท้าทาย” หรือ “Challenger Spirit” อันมีเอกลักษณ์เฉพาะของมาสด้า

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า รถยนต์มาสด้าทุกรุ่นที่นำมาจัดแสดงภายในงานฯ ล้วนเป็นยนตรกรรมได้รับการถ่ายทอดปรัชญาของมาสด้า เพื่อยกระดับประสบการณ์ความสุขในทุกการขับขี่ และการใช้ชีวิตประจำวันในทุกๆ ด้านให้กับลูกค้าทุกคน ซึ่งรวมถึง การนำ NEW MAZDA MX-5 รถสปอร์ตโรดสเตอร์แบรนด์ไอคอนยอดนิยม ที่ได้รับการพัฒนาปรับปรุงใหม่ด้วยการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ล้ำสมัย กับเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกในด้านการเชื่อมต่อ และเทคโนโลยีในการขับขี่ เพื่อถ่ายทอดปรัชญา จินบะ-อิตไต (Jinba-Ittai) ให้โดดเด่นสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ซึ่งผู้ขับขี่จะสามารถสัมผัสได้ถึงอัตราเร่ง และการควบคุมพวงมาลัยที่ตอบสนองได้อย่างดีเยี่ยม ฉับไว ไม่ว่าจะขับรถในเมือง ทางโค้ง หรือขับในสนามแข่ง

มาสดา 5

โดยเฉพาะในระบบเกียร์แมนนวลที่มาพร้อม DSC-TRACK ซึ่งเป็นระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ (Dynamic Stability Control: DSC) ใหม่ ที่ใส่เพิ่มเติมเข้าในรถรุ่นนี้ เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้เหมือนกับการขับรถแข่งในสนามแข่ง โดยระบบจะยอมให้เกิด Understeer หรือ Oversteer เพียงเล็กน้อย และระบบจะเข้ามาช่วยเหลือในกรณีที่ผู้ขับขี่ไม่สามารถควบคุมรถได้ หรือก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์รถหมุนเท่านั้น เพื่อช่วยควบคุมรถเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน จึงสามารถมอบความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น และขับขี่ได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น ตอกย้ำถึงแนวทางในการพัฒนารถยนต์ของมาสด้าได้เป็นอย่างดี ในด้านการยกระดับคุณค่าประสบการณ์ของลูกค้าให้ครบทุกมิติ วางราคาจำหน่าย 3,029,000 บาท ดอกเบี้ย 2.49%1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 ฟรี โปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS)3 ขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี และฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 5 ปี

นอกจากนี้ มาสด้ายังนำรถปิกอัพที่เปิดตัวเมื่อเร็วๆ นี้ มาจัดแสดงเป็นครั้งแรก New Mazda BT-50 พร้อม…ให้คุณออกนำทุกเส้นทาง ภายใต้แนวคิดการออกแบบ Kodo : Soul of Motion โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่น ที่เน้นความเรียบง่ายแต่งดงาม เช่นเดียวกับรถยนต์นั่งและรถอเนกประสงค์เอสยูวี มาสด้านำเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร เทอร์โบ 190 แรงม้า แรงบิด 450 นิวตันเมตร ลงในรุ่นขับสองยกสูง Hi-Racer ทั้งรุ่นฟรีสไตล์แค็บและดับเบิ้ลแค็บ 4 ประตู มาพร้อมสีใหม่ สีเทา ร็อค เกรย์ กระจังหน้า Signature Wing และชุดกันชนหน้าสีดำเงา ล้ออัลอยด์ 18 นิ้ว ภายในเบาะหนังทูโทนสีน้ำตาล-ดำ ติดตั้ง Sport Paddle Shift พร้อมระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ACC แบบ Stop & Go เปิดราคาจำหน่ายเริ่มต้น 7 แสนกว่าบาท

สำหรับมาสด้า บีที-50 ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 6 รุ่นย่อย รุ่นฟรีสไตล์แคป ขับเคลื่อน 2 ล้อ แบบยกสูง (FSC Hi-Racer) และรุ่นดับเบิ้ลแคป ขับเคลื่อน 2 ล้อ แบบยกสูง (DBL Hi-Racer) มีการติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร เป็นครั้งแรก เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าที่ชื่นชอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนาน เร้าใจ กับอัตราเร่งและการออกตัวที่ดีเยี่ยม ตอบสนองทุกการขับขี่กับระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Sport Paddle Shift) และในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ยังมาพร้อมระบบ Rough Terrain Mode ที่ติดตั้งมาใหม่ และระบบ Electronic Diff-Lock ที่เฟืองท้าย ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในเส้นทางขับขี่แบบออฟโร้ด ในขณะที่ราคาเป็นเจ้าของได้ง่ายมากขึ้นเริ่มต้นเพียง 752,000 บาท ดอกเบี้ยต่ำเพียง 0.99%1 ผ่อนนาน 48 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง2 ที่สำคัญสำหรับครอบครัวมาสด้ารับฟรีบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 30,000 บาท

อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของมาสด้า คือการจัดแสดง New Mazda6 20th Anniversary Edition รถสปอร์ตซีดานระดับไฮเอนด์ ที่เปิดให้ลูกค้าจองแล้ววันนี้ในจำนวนจำกัดเพียง 100 คัน ในประเทศไทยเท่านั้น ด้วยราคาจำหน่าย 2.499 ล้านบาท ดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง2 ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 7 ปี Mazda Ultimate Service (MUS) ขยายการรับประกันคุณภาพนานสูงสุด 7 ปี4 ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 7 ปี สำหรับครอบครัวมาสด้ารับฟรีบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 30,000 บาท รวมถึงสิทธิพิเศษอีกมากมายที่ทางมาสด้าเตรียมไว้ให้กับลูกค้า 100 ท่าน ที่เป็นเจ้าของรถยนต์รุ่นนี้ในประเทศไทย

มาสดา 7

นอกจากนี้ มาสด้ายังได้นำยนตรกรรมทุกรุ่นมาจัดแสดงให้ลูกค้าได้สัมผัสและเป็นเจ้าของด้วยเงื่อนไขสุดพิเศษ ครั้งแรกและครั้งเดียวในรอบปี ทั้งรถยนต์นั่ง Mazda2 ทั้งรุ่นซีดานและแฮตช์แบ็ค รับส่วนลดสูงสุดถึง 100,000 บาท Mazda3 ทั้งซีดานและฟาสแบ็ค รับส่วนลดสูงสุด 120,000 บาท รวมถึงรถยนต์ครอสโอเวอร์เอสยูวีตระกูล CX-Series ประกอบด้วย Mazda CX-3 รับส่วนลดสูงสุด 100,000 บาท Mazda CX-30 รับส่วนลดสูงสุด 120,000 บาท Mazda CX-5 รับส่วนลดสูงสุด 110,000 บาท และ Mazda CX-8 รับส่วนลดสูงสุด 80,000 บาท มาจัดแสดงให้ลูกค้าได้สัมผัสกันครบทุกรุ่น พร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษภายในงานฯ อาทิ ดอกเบี้ยต่ำสุด 0% ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี และฟรีประกันภัยชั้น 1 ฟรีเครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ SHARP รุ่น IG-NX2B มูลค่า 2,890 บาท** และพิเศษสุดขึ้นไปอีกขั้นสำหรับเจ้าของรถยนต์มาสด้าและครอบครัว เมื่อออกรถใหม่ รับฟรีบัตรน้ำมันมูลค่าสูงสุด 30,000 บาท ทั้งภายในงานฯ และที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ หมดเขตถึงวันที่ 7 เมษายน 2567 นี้เท่านั้น โอกาสทองของลูกค้าที่จะได้เป็นเจ้าของรถยนต์สายพันธุ์สปอร์ตจากมาสด้า

ทั้งนี้ มาสด้าจะยังคงเดินหน้าในการส่งมอบ “ความสุขในการขับขี่” Joy of Driving ต่อไป ภายใต้คุณค่าหลักที่ให้ความสำคัญกับการมุ่งเน้น “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” และมุ่งมั่นที่จะส่งมอบ “ความสุขในการดำเนินชีวิต” ด้วยการสร้างสรรค์ประสบการณ์ความสุขให้กับชีวิตประจำวันของลูกค้าทุกคน

 

เปิดฉากงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2024 50 แบรนด์ ร่วมสร้างประสบการณ์แห่งความสนุกทุกการเดินทาง

0

บางกอก อินแตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 งานแสดงรถยนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “The Mobility of Joyful Experiences” : ประสบการณ์แห่งความสนุกของทุกการเดินทาง”  เปิดฉากอย่างเป็นทางการ ที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 และ อิมแพ็ค ฟอรั่ม ฮอลล์ 4  โซนใหม่ ไฮเปอร์คาร์, ซูเปอร์คาร์, มอเตอร์โฮม, แกลมปิ้ง และอุปกรณ์ตบแต่งรถยนต์ เมืองทองธานี

ผู้ผลิตรถยนต์ และรถจักรยานยนต์จากทั้งยุโรป, ญี่ปุ่น, เอเชีย และสหรัฐฯ เข้าร่วมงานมากกว่า 50 แบรนด์ เป็นรถยนต์จำนวน 36 แบรนด์ คือ 1. FORD 2. BMW  3. MINI 4. GWM 5. TOYOTA 6.LEXUS 7. MG 8. ROLLSROYCE 9. MASERATI 10. PEUGEOT 11. JEEP 12. HYUNDAI13. AUDI 14.MITSUBISIHI 15.KIA 16.NISSAN 17.MAZDA 18.VOLVO 19.PORSCHE 20.BENTLEY 21.ISUZU 22.SUZUKI 23. BYD 24. NETA  25. HONDA 26. LOTUS 27.MERCEDES-BENZ 28. CHANGAN 29 VINFAST 30.POCCO 31. FIREBRIGHT 32.AION 33. NEXPOINT 34.BOMA 35. ZEEKR 36. XPENG

แบรนด์รถจักรยานยนต์ 14 แบรนด์ ได้แก่ 1.YAMAHA 2.Triumph 3.Harley-Davidson 4.Rapid 5.Felo 6. Kawasaki 7. Royal Enfield 8.Suzuki 9.Honda 10. Motorrad 11. VINFAST 12. ZEEHO 13. CF MOTO 14. STROM

มีรถยนต์รุ่นใหม่ๆ เข้ามาเปิดตัวไม่น้อยกว่า 20 รุ่น ซึ่งในปีนี้ มีรถ Hyper Concept อย่าง Mercedes-Benz Vision ONE-ELEVEN และ Nissan Hyper Tourer Concept มาร่วมสร้างสีสันภายในงานอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมี รถไฮไลท์ภายในงาน อาทิ Lotus Eletre Blends Electric Hyper SUV รถสปอร์ตอเนกประสงค์ขุมพลังไฟฟ้า 100%, Lotus EMIRA ทั้งรุ่น I4 และ V6 Supercharged,  The NEW JEEP WRANGLER 2024, New Volvo EX30 รถ SUV ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ หรือจะเป็นรถสัญชาติจีน อย่าง CHANGAN ที่เปิดตัว LUMIN MINI EV ครั้งแรกในงาน ขณะที่ค่าย MG เตรียมเปิดราคา MG4 D Facelift อย่างเป็นทางการ ตามมาด้วย HONRI ที่เปิดตัว BOMA รถไฟฟ้าขนาด 4 ที่นั่ง

เช่นเดียวกับรถสัญชาติเวียดนาม อย่าง VINFAST เปิดตัวรถ SUV ไฟฟ้า VF 7 และรถกระบะไฟฟ้าต้นแบบ VF wild ขณะที่ค่ายรถจักรยานยนต์ Honda เปิดตัวสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ MOTOCOMPACTO ดีไซน์กระเป๋าเดินทาง กับ UNI-ONE วีลแชร์ ไฟฟ้าแบบไม่ต้องพึ่งคนเข็น

ส่วนค่ายรถสัญชาติไทย SRA เปิดตัวรถต้นแบบไฟฟ้า “เอสอาร์เอ หนุมาน3” Sport Vintage EV ครั้งแรกในโลก บุตรชายพระองค์เจ้าพีระสานฝันเส้นทางมอเตอร์สปอร์ต จากสนามแข่งสู่ยนตรกรรมไฟฟ้า รับกระแสยานยนต์โลก เผยล่าสุดนักสะสมทั่วโลกเล็งออเดอร์ล่วงหน้ารุ่นลิมิเต็ดครบรอบ 110 พระองค์พีระ

ในปีนี้ ทางผู้จัดงานฯ ยังได้พัฒนา LINE Official Account หรือ Line OA  ในชื่อ GrandPrix.Group ขึ้นมาต่อจากปีที่แล้ว เพื่อเพิ่มความสะดวกในการซื้อบัตร หรือ ใช้ในการลงทะเบียนเข้าชมงาน และที่ยังใช้เป็นช่องทางการสื่อสาร ระหว่างบริษัทฯ กับผู้บริโภคในการส่งข้อมูล ข่าวสาร ทางด้านยานยนต์ รูปแบบการให้บริการใหม่ๆ ทั้งกลุ่ม Auto และ กลุ่ม Lifestyle ที่บริษัทฯ พัฒนาขึ้นมาต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต และเรายังได้จับมือร่วมกับ TikTok Thailand ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สำหรับทำ TikTok Motor Show Official ขึ้นมา และมีกิจกรรม TikTok Hashtah Challenge ให้ได้ร่วมสนุกกันด้วย ซึ่งในปีนี้ได้กำหนดให้ใช้ Hashtag ดังนี้คือ  #MotorShow2024 , #GrandPrixMotorShow , #TikTokรักรถ ให้ได้ร่วมสนุกชิงรางวัลกันด้วย

ราคาบัตรเข้าชมงาน ยังคงราคา 100 บาท และพิเศษสุดสำหรับแฟนพันธุ์แท้ร่วมสัมผัสความเหนือระดับ ในงาน Motor Show ครั้งที่ 45 กับ VIP Diamond Lounge ประสบการณ์ที่จะทำให้การชมงานพิเศษมากขึ้น ตลอดช่วงการจัดงานทั้ง 14 วัน ในราคา 999 บาทสามารถเข้าชมงานได้ทุกวัน พักผ่อนทาน ของว่างและเครื่องดื่ม มีที่จอดรถและรับของที่ระลึก ร่วมรับสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลรถยนต์ ไฟฟ้า LUMIN และรถจักรยานยนต์ 4 คัน จากแบรนด์ HONDA YAMAHA KAWASAKI และ SUZUKI สำหรับผู้ซื้อบัตรเข้าชม

สำหรับผู้จองซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ภายในงาน ฯ ลุ้นรับรางวัลรถยนต์ MG4 Electric D Vesion และรถจักรยานยนต์ ZEEHO AE6+

งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 จัดขึ้นที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 และอิมแพ็ค ฟอร์รั่ม ฮอล 4  เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม 7 เมษายน 2567 โดยเปิดให้เข้าชมงานเวลาตั้งแต่เวลา 12.00 22.00 น. ในวันธรรมดา และจะเปิดให้เข้าชมงานตั้งแต่เวลา  11:00 -22.00 น. ในวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการ

CHANGAN โชว์นวัตกรรมใหม่ล่าสุด พร้อมเปิดตัว LUMIN และ DEEPAL รุ่นใหม่ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2024

0

CHANGAN บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมยานยนต์ จัดแสดงนวัตกรรมใหม่ พร้อมเปิดตัว LUMIN และ 2 รุ่นใหม่จาก DEEPAL ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2024 โดยมีกำหนด จัดงานแถลงข่าววันที่ 25 มีนาคม และเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม ถึง วันที่ 7 เมษายน 2567

โดยภายในบูธ A19 ของ CHANGAN จะมีการจัดแสดงนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงเปิดตัว LUMIN ซึ่งเป็น EV City Car และเปิดตัวรถรุ่นใหม่ล่าสุดจาก DEEPAL นอกจากนี้ ผู้เข้าชมงานจะมีโอกาสพบกับ AVATR 11 และ CD701 ที่นำมาจัดแสดงภายในงาน เพื่อตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ CHANGAN ที่จะตอบโจทย์ทางเลือกการขับขี่ที่หลากหลาย

สำหรับ LUMIN ที่เป็นดาวเด่นของงานนี้ ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ ด้วยขนาดที่กะทัดรัดและเทคโนโลยีล้ำสมัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มอบประสบการณ์การขับขี่ที่คล่องตัว มาพร้อมกับแบตเตอรี่ CATL วิ่งได้สูงสุด 301 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC รองรับการชาร์จแบบกระแสตรง DC เพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้งาน และด้วยรูปทรงที่น่ารักมาพร้อมสีสันสดใส ทำให้ LUMIN เป็น EV City Car ที่โดดเด่นและน่าจับตามอง

นอกจากนี้  ยังมีการเปิดตัวรุ่นย่อยใหม่ของ DEEPAL “Twin Star” สองรุ่นด้วย เพราะที่ผ่านมา DEEPAL ได้รับการยอมรับด้านประสิทธิภาพและนวัตกรรมจากลูกค้าและสื่อมวลชนเป็นอย่างดี สำหรับ DEEPAL L07 S (Standard Range)  รถ Sporty Fastback วิ่งระยะได้สูงสุดถึง 475 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NDEC ในขณะที่ S07 L (Long Range) รถ Smart lifestyle SUV สามารถวิ่งระยะได้ไกลถึง 560 กิโลเมตร ทำให้มั่นใจได้ถึงการเดินทางไกลอย่างไร้กังวล

“เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้นำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2024 การเปิดตัว LUMIN และ DEEPAL รุ่นใหม่ ถือเป็นการยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นของเราที่จะนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายสำหรับยานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เราขอเชิญทุกท่านมาพบกับนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคตที่บูธ CHANGAN”  นาย เซิน ซิงหัว กรรมการผู้จัดการและประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

นาย โจว ชิง รองประธานบริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย)  กล่าวเสริมว่า “ผมมีความยินดี ที่จะแนะนำ LUMIN ซึ่งวิ่งได้ระยะทาง 301 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC โดย LUMIN รุ่น  L DC มีราคาจัดจำหน่ายอยู่ที่ 499,000 บาท ส่วน LUMIN L มาพร้อมราคาจัดจำหน่ายเพียง 479,000 บาท”

CHANGAN ยังมีสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่จอง LUMIN ภายในงานมอร์เตอร์ โชว์ ตั้งแต่ วันที่ 25 มีนาคม 2567 ถึง 7 เมษายน 2567 และส่งมอบรถภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2567 เท่านั้น  โดยรับดอกเบี้ยพิเศษ 0.68% เมื่อดาวน์ 30% ผ่อน 48เดือน หรือดาวน์น้อย เริ่มต้นเพียง 3,950 บาท พร้อมรับแพ็กเกจ Lumin Buddy Care มูลค่า 40,000 บาท เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

นอกจากนี้ นาย โจว ชิง ยังเปิดเผยราคา DEEPAL รุ่นใหม่ โดย DEEPAL L07 S รถยนต์ไฟฟ้า Sporty Fastback วิ่งได้ระยะทาง 475 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC ราคาอยู่ที่ 1,239,000 บาท ขณะที่ DEEPAL S07 L Smart Lifestyle SUV วิ่งได้ระยะทาง 560 กิโลเมตร ราคาอยู่ที่ 1,499,000 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจรถยนต์ไฟฟ้า DEEPAL จะได้รับ Premium Care มูลค่า 250,000 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนขาย หรือศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ เพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ของ CHANGAN

“CHANGAN พร้อมต้อนรับทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นที่บูธหรือที่โชว์รูมของเรา ผู้ที่สนใจสามารถแวะมาพูดคุยสอบถาม หรือทดลองขับได้ ทั้งเดินทางที่เต็มไปด้วยสีสันกับ LUMIN หรือสัมผัสประสบการณ์แห่งโลกอนาคตกับ DEEPAL” นาย โจว ชิง กล่าวปิดท้าย

ร่วมเป็นสักขีพยานแห่งอนาคตของยานยนต์ไฟฟ้ากับ CHANGAN ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2024 บูธหมายเลข A19

NETA เปิดตัว “NETA V-II” รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ในสไตล์ City Car ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Smart & Play’ สมาร์ตให้สุด สนุกให้เหนือใคร

0

บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด ชูกลยุทธ์ All in Thailand, All for Thailand” เปิดตัว “NETA V-II” (เนต้า วีทู) รถยนต์นั่งพลังงานไฟฟ้า 100% ในสไตล์ City Car อย่างเป็นทางการในประเทศไทย มาพร้อมแนวคิด ‘Smart & Play สมาร์ตให้สุด สนุกให้เหนือใครเปิดราคาคาดการณ์ NETA V-II รุ่น LITE ที่ 549,000 บาท และ NETA V-II รุ่น SMART ที่ 569,000 บาท พร้อมเปิดรับจอง NETA X (เนต้า เอ็กซ์) รถยนต์นั่งอเนกประสงค์พลังงานไฟฟ้า ก่อนเปิดขายอย่างเป็นทางการในไตรมาส 2 ของปีนี้ ตั้งเป้าสิ้นปี 2567 สามารถส่งมอบนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ถึงมือคนไทย 30,000 คัน ผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสประสบการณ์นวัตกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่ล้ำหน้าไปอีกขั้น พร้อมพบกับโปรโมชันพิเศษได้ที่บูธ NETA ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึง 7 เมษายน 2567 นี้ 

มร. หวัง เฉิงเจี่ย (Mr. Wang ChengJie) รองประธาน บริษัท โฮซอน นิว เอนเนอร์ยี่ เซลส์ จำกัด และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “NETA Auto ยังคงมุ่งมั่นสานต่อพันธกิจในการเป็นผู้สรรสร้างนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ และสร้างการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียมสําหรับทุกคน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะคุณภาพสูงในราคาที่จับต้องได้ จนถึงปัจจุบัน NETA ได้ส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้กับลูกค้าทั่วโลกรวมแล้วกว่า 400,000 คัน โดยในปี 2566 ที่ผ่านมา NETA ส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้กับลูกค้ากว่า 127,500 คัน ส่งผลให้บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน 20 อันดับแรกของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในประเทศจีน และยังครองอันดับหนึ่งในฐานะบริษัทสตาร์ทอัพ EV ของจีนที่เป็นผู้นำในตลาดโลกจากการมีผลงานอันยอดเยี่ยมในประเทศไทยที่เป็นทั้งตลาดต่างประเทศแห่งแรกและแห่งใหญ่ที่สุดของ NETA 

“สำหรับปี 2567 นี้ NETA ตั้งเป้าหมายในการส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้ากว่า 300,000 คัน ในจำนวนนี้เป็นเป้าหมายสําหรับตลาดต่างประเทศ กว่า 100,000 คัน และตั้งเป้าหมายการขยายเครือข่ายจัดจำหน่ายในทั่วโลกครอบคลุมตลาดกว่า 60 ประเทศ และมีตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการกว่า 300 แห่ง ครอบคลุมตลาดในภูมิภาคอาเซียน ยุโรป ตะวันออกกลาง รวมถึงตลาดใหม่ของเราในแอฟริกา อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ โดยประเทศไทยจะยังเป็นตลาดหลักที่สำคัญของ NETA ด้วยส่วนแบ่งการตลาดถึง 17% ในปี 2566 ที่ผ่านมา ส่งผลให้เรายังคงรั้งตำแหน่งบริษัทรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอันดับสองในตลาด EV ของไทยเป็นปีที่สองติดต่อกัน โดยในช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2567 NETA ได้ทำการส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่น NETA V ให้กับลูกค้าของเราไปแล้วกว่า 15,000 รายในประเทศไทย” มร. หวัง เฉิงเจี่ย กล่าว

 

มร. ชู กังจื้อ (Mr. Shu GangZhi) ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานของ NETA ในประเทศไทยว่า ปีนี้ถือเป็นก้าวใหม่ของการพัฒนา NETA ในตลาดประเทศไทยโดยมีเป้าหมายการส่งมอบยานยนต์พลังงานไฟฟ้าของ NETA ให้ลูกค้าคนไทยกว่า 30,000 คัน ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว บริษัทฯ จะดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ “All in Thailand, All for Thailand” ซึ่งประกอบด้วย 5 กลยุทธ์หลัก ได้แก่  

  • การเริ่มต้นการผลิตภายในประเทศร่วมกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ โดยตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา NETA ได้เริ่มผลิตยานยนต์ไฟฟ้าจากโรงงานในประเทศไทย นับเป็นโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกของ NETA นอกประเทศจีน และเป็นโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมของกรุงเทพฯ โรงงานในประเทศไทยแห่งนี้จะช่วยให้ NETA สามารถยกระดับขีดความสามารถในการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า และตอบสนองความต้องการของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
  • การยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ด้วยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่ทรงพลังและติดตั้งเทคโนโลยีขั้นสูง โดยปีนี้จะมีการแนะนำรถรุ่นใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ NETA V-II และ NETA X นอกจากนี้ ยังมีแผนเปิดตัวรุ่นใหม่ในไตรมาสแรกของปีหน้าเพิ่มเติมอีกหนึ่งรุ่น ทั้งนี้ NETA จะเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ 1 รุ่นทุกปีตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป
  • การเพิ่มสัดส่วนของสมาชิกทีมที่เป็นคนไทยมากกว่า 85% เพราะเราตระหนักดีว่าพนักงานคนไทยคือคนที่จะเข้าใจลูกค้าคนไทยดีที่สุด
  • การพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่ายให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าหมายการขยายเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่องให้ครอบคลุมมากกว่า 65 แห่งทั่วประเทศไทยภายในปี 2567 เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของลูกค้าทั้งในด้านการขายและการบริการลูกค้าที่ครอบคลุม
  • การสร้างแบรนด์ที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นสำคัญ ด้วยการมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมให้กับลูกค้า ผ่านกระบวนการขายและบริการที่ยอดเยี่ยม มาตรฐานการดำเนินงาน กิจกรรมดูแลลูกค้า และการบริหารเสียงของลูกค้า

 

NETA V-II  SMART & PLAY สมาร์ตให้สุด สนุกให้เหนือใคร

NETA V-II” รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% สไตล์ City Car มาพร้อมแนวคิด “SMART & PLAY สมาร์ตให้สุด สนุกให้เหนือใคร” ลงตัวกับทุกไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ด้วยดีไซน์โฉบเฉี่ยว ฟังก์ชันที่ครบครันยิ่งขึ้น พร้อมระบบความปลอดภัยและระบบช่วยในการขับขี่ให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยความสนุกและมั่นใจยิ่งขึ้น โดยมีให้เลือก 2 รุ่น คือ NETA V-II รุ่น LITE และ รุ่น SMART 

NETA V-II รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ โดดเด่นด้วยหน้าจอ Infotainment ระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 14.6 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlayTM พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบดิจิตอล ขนาด 12 นิ้ว ระบบชาร์จมือถือแบบไร้สาย และกุญแจแบบสมาร์ทคีย์พร้อมระบบ Ride & Go ให้รถพร้อมสำหรับการขับขี่ทันทีที่เปิดประตูรถ NETA V-II ให้สมรรถนะที่เพียงพอต่อการใช้งานด้วยมอเตอร์ขนาด 95 แรงม้า แรงบิด 150 นิวตัน-เมตร พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-Ion Battery) ให้ระยะทางในการวิ่งสูงสุด 382 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟเต็มตามมาตรฐาน NEDC สำหรับ NETA V-II รุ่น SMART เพิ่มความมั่นใจในทุกการเดินทางด้วยระบบช่วยในการขับขี่ ADAS รวม 8 ระบบ ได้แก่ ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าขณะขับขี่ ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ระบบช่วยเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ รวมไปถึงระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ด้วยฟังก์ชัน V2L (Vehicle to Load) จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า ด้วยกำลังสูงสุดถึง 3,300 วัตต์ พร้อมการติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัยอย่างครบครัน 

NETA V-II มีสีมาตรฐานให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีขาว White Storm สีเทา Midnight Gray สีชานม Milk Tea* สีฟ้า Baby Blue* และมีสีพิเศษ 2 สี ได้แก่ สีชมพู Sakura Pink และสีเขียว Moonlight Green เฉพาะในช่วงงานมอเตอร์โชว์ เท่านั้น โดยมีราคาคาดการณ์จำหน่ายสำหรับ NETA V-II รุ่น LITE ที่ 549,000 บาท และ NETA V-II รุ่น SMART ที่ 569,000 บาท   

* รถพร้อมส่งมอบตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป

 

NETA X  All-Electric Compact SUV

นอกเหนือจากการเปิดตัว NETA V-II แล้ว ภายในงาน มอเตอร์โชว์ปีนี้  NETA ได้เปิดรับจอง NETA X (เนต้า เอ็กซ์) รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% สไตล์ Crossover SUV ที่มาพร้อมพื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวางและฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ให้ระยะทางในการขับขี่ที่ไกลถึง 500 กิโลเมตร โดย NETA มีแผนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการสู่ตลาดประเทศไทยในไตรมาส 2 ของปีนี้ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถจองได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป 

ข้อเสนอพิเศษในงานมอเตอร์โชว์

ข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่จอง NETA V-II ภายในงาน Bangkok International Motor Show 2024  และที่ผู้จำหน่าย NETA ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึงวันที่ 7 เมษายน 2567 ดังนี้:

  • ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครอง 1 ปี
  • ฟรี! เครื่องชาร์จ NETA WALLBOX พร้อมค่าติดตั้ง จำนวน 1 ชุด
  • ฟรี! รับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 ก.ม.(แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • ฟรี! รับประกันมอเตอร์และแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

* เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนเปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ NETA Call Center โทร. 02-023-9981 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ ของ NETA ได้ที่:

  • Facebook : Neta Auto Thailand
  • NETA Line Official : @netaautothailand
  • Website  : www.neta.co.th

เอ็มจี ฉลองแบรนด์ครบรอบ 100 ปี นำรถรุ่นใหม่หลากหลายรุ่น ลุยงาน Motor Show 2024

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ฉลองครบรอบ 100 ปี พร้อมเดินหน้าสร้างสีสันวงการยานยนต์ไทย ส่งยนตรกรรมใหม่เปิดตัวต่อเนื่อง นำโดย NEW MG CYBERSTER สปอร์ตโรดสเตอร์ไฟฟ้าแบบเปิดประทุน 2 ที่นั่ง รุ่นพวงมาลัยขวา ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในภูมิภาคอาเซียน พร้อมด้วย แฮทช์แบ็คไฟฟ้าที่ขับสนุกและเร้าใจอย่าง NEW MG4 ELECTRIC นำโดยรุ่น XPOWER  และอีก 2 รุ่นที่ผลิตภายในประเทศ กับ รุ่น STANDARD RANGE และ รุ่น LONG RANGE บิ๊กเซอร์ไพรส์ ที่เปิดโอกาสให้คนไทยได้สัมผัสและเป็นเจ้าของก่อนใคร กับ E-MPV ไซส์กลาง อย่าง NEW MG MAXUS 7 และชูความเป็นสปอร์ต คูเป้ซีดานที่แตกต่างกว่าใครกับ NEW MG5 PRO โฉมล่าสุด มาพร้อมห้องโดยสารที่กว้างที่สุดในเซกเมนต์ และการออกแบบโฉมใหม่ที่ดูโฉบเฉี่ยวกว่าเดิม พร้อมให้คนไทยพบกับ 4 สุดยอดไฮไลท์เด่นและยนตรกรรมทุกรูปแบบการขับเคลื่อนจาก เอ็มจี ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 (Motor Show 2024) ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึงวันที่ 7 เมษายนนี้ ณ บูธ เอ็มจี หมายเลข A8 อาคารชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นาย ซู๋ว หยิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งนี้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของแบรนด์ เอ็มจี ในการสร้าง “สีสัน” ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และเป็นการเดินหน้าแบรนด์สู่หมุดหมายใหญ่ในการเป็น Top 3 ของอุตสาหกรรม พร้อมสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางและทิศทางของแบรนด์ที่มุ่งขยายไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยี AI (Artificial Intelligent) เข้ามาใช้ในการทำงาน รวมถึงแนะนำผลิตภัณฑ์ เอ็มจี ให้กับลูกค้า ภายในงาน ด้วยยนตรกรรมที่มีความหลากหลาย เพิ่มทางเลือกให้ครอบคลุมในทุกไลฟ์สไตล์ โดย เอ็มจี นำทัพยนตรกรรมรุ่นใหม่มาเปิดตัวพร้อมกันมากที่สุดถึง 4 รุ่น อีกทั้งยังมีแคมเปญพิเศษสำหรับยนตรกรรม ที่ครบในทุกรูปแบบการขับเคลื่อน”

ครั้งแรกในภูมิภาคอาเซียน กับสปอร์ตโรดสเตอร์อีวี รุ่นสำคัญฉลองครบรอบ 100 ปี อย่าง NEW MG CYBERSTER

เปิดขบวนกับ “การกลับมาอีกครั้งของตำนานสปอร์ตโรดสเตอร์” (THE LEGEND IS BACK) ในรูปแบบพลังงานไฟฟ้าแบบเปิดประทุน 2 ที่นั่งอย่าง NEW MG CYBERSTER ยนตรกรรมที่สร้างตำนานบทใหม่ ให้กับ เอ็มจี ด้วยภารกิจที่ทาง เอ็มจี ฉลองครบรอบ 100 ปี อย่าง “CHARGING INTO THE FUTURE” กับการเดินทางข้ามผ่านเส้นทางมากกว่า 25 ประเทศ รวมระยะทางกว่า 16,000 กิโลเมตร โดยฝาแฝด “THE TURNER TWINS” ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และในวันนี้ NEW MG CYBERSTER พวงมาลัยขวา พร้อมเปิดตัวเป็นประเทศแรกของภูมิภาคอาเซียน โดยถือเป็นยนตรกรรมรุ่นเรือธงของ เอ็มจี ในการบุกตลาดอีวีทั่วโลก ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นจากการออกแบบโดย SAIC’s Advanced Design Studio ลอนดอน สหราชอาณาจักร สะกดทุกสายตาด้วยประตูปีกนกแบบปุ่มสัมผัสเปิด-ปิดและหลังคาซอฟต์ท็อป กระจังหน้าเรียวยาว ไฟหน้าออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ Eye of the Storm ไฟท้ายได้รับแรงบันดาลใจจากธงยูเนียนแจ็ค เส้นด้านข้างของตัวรถมีความโค้งมน พร้อมล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ภายในห้องโดยสารสีทูโทน ตกแต่งด้วยวัสดุ Soft touch เบาะนั่งแบบ Y-Shape ที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ใช้วัสดุพรีเมียมอย่างหนังแบบ Nappa สลับหนัง Alcantara อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ ไม่ว่าจะเป็น จอ Dashboard Triple-Screen ขนาด 7 นิ้ว ขนาด 10.25 นิ้ว และขนาด 7 นิ้ว จำนวน 3 จอเรียงต่อกัน พร้อมระบบอัจฉริยะ i-SMART ระบบเสียงคุณภาพจาก Bose พร้อมลำโพง 8 ตำแหน่ง ในแง่ของสมรรถนะ อัดแน่นด้วยขุมพลังมอเตอร์คู่ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้พละกำลังสูงสุดที่ 544 แรงม้า (400 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 725 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 3.2 วินาที มาพร้อมแบตเตอรี่ Ultra-Thin Rubik’s Cube ความจุ 77 kWh สามารถวิ่งได้ระยะทาง 503 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC ระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อมระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระ Double Wishbone และด้านหลังแบบอิสระ Multi-link จัดเต็มด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐาน ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM 26 ระบบ ซึ่งครอบคลุมระบบความปลอดภัย ADAS ไว้อย่างครบถ้วน

ต่อยอดความสำเร็จของ “โกลบอลอีวีรุ่นยอดฮิต” กับประสบการณ์ครั้งใหม่ของ NEW MG4 ELECTRIC

NEW MG4 ELECTRIC รถแฮทช์แบ็คพลังงานไฟฟ้า 100% มาพร้อมคอนเซ็ปต์ ICON” นิยามของการเป็นต้นแบบและมาตรฐานใหม่ของรถอีวีที่ขับสนุก พัฒนาบนแพลตฟอร์ม NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM ที่ดีไซน์มาเพื่อรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ พร้อมจุดเด่นอันหลากหลาย อาทิ การกระจายน้ำหนัก แบบสมมาตร 50:50 ตัวถังมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ (Low Centre of Gravity) ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระ แมคเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังอิสระแบบ 5-Link Suspension ทำให้ NEW MG4 ELECTRIC มีสมรรถนะและการควบคุมที่ดีเยี่ยม พร้อมระบบความปลอดภัยมาตรฐาน ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM 26 ระบบ โดย เอ็มจี ได้ต่อยอดความสำเร็จของยนตรกรรมรุ่นนี้ ด้วยการเพิ่มรุ่น ที่ถือเป็น ICON ของ NEW MG4 ELECTRIC อย่าง XPOWER ที่มาพร้อมขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าคู่กับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้พละกำลังสูงสุด 435 แรงม้า (320 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 3.8 วินาที แบตเตอรี่ Rubik’s Cube Battery ขนาดความจุ 64 kWh (NMC) สามารถวิ่งได้ระยะทาง 480 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC ภายนอกตัวถังสีใหม่สีเขียว Wild Hunter Green พร้อมด้วยหลังคาแบบทูโทน (Blacktop) ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ภายในให้ความสปอร์ตพรีเมียมด้วยวัสดุที่ใช้หุ้มเบาะที่ผสมผสานระหว่างหนังสังเคราะห์และหนังอัลคันทาร่าพร้อมเพิ่มเติมระบบ One Pedal เข้ามา เฉพาะในรุ่น XPOWER

และรุ่นที่ผลิตจากสายการผลิตในไทยอย่าง รุ่น STANDARD RANGE (49kWh) สามารถวิ่งได้ระยะทาง
423 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้งตามมาตรฐาน NEDC และ รุ่น LONG RANGE (64kWh) สามารถวิ่งได้ระยะทาง 540 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC ที่พร้อมมอบ “ความเป็นที่สุด” ของ “แฮทช์แบ็คอีวีที่ขับสนุก” (THE BEST ENJOYABLE EV) โดยทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า ให้พละกำลังสูงสุดที่ 170 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร พร้อมปรับเปลี่ยนและเพิ่มเติมฟังก์ชันทั้งภายนอกและภายในรถ อาทิ ADAPTIVE GRILLE ช่วยระบายความร้อนของรถแบบอัตโนมัติ รวมถึงติดตั้ง ใบปัดน้ำฝนด้านหลัง หน้าจอสีระบบสัมผัสที่ปรับให้ใหญ่ขึ้นจาก 10.25 นิ้ว เป็นขนาด 12 นิ้ว เพิ่มช่องวางแก้วด้านข้างประตู และเพิ่มราวมือจับสำหรับผู้นั่งโดยสาร (Assist Grip) 3 ตำแหน่ง

สำหรับรุ่น STANDARD RANGE มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว พร้อม AERO WHEEL COVER
และในรุ่น LONG RANGE มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว พร้อมสีตัวถังใหม่สีส้ม (Fizzy Orange) 

 

E-MPV ไซส์กลาง NEW MG MAXUS 7 ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ากลุ่มครอบครัวสมัยใหม่

ในงานครั้งนี้ เอ็มจี ได้นำ NEW MG MAXUS 7 มาจัดแสดงให้คนไทยได้สัมผัสกับคันจริงของ E-MPV ไซส์กลาง ขนาด 7 ที่นั่ง มาพร้อมฟังก์ชันและฟีเจอร์ที่ทันสมัย งานดีไซน์ที่โดดเด่นตามแบบฉบับของ MG MAXUS Series ทั้งงานออกแบบและฟังก์ชันการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น ประตูสไลด์ด้านข้างเปิดปิดด้วยไฟฟ้าพร้อมฝาท้ายไฟฟ้า ที่เปิดประตูแบบเก็บซ่อนในตัวรถ หลังคาพาโนรามิกซันรูฟ ภายในดูเรียบและหรูด้วยโทนสีดำและสีน้ำตาล ดีไซน์คอนโซลหน้าแบบ Dual Layer พร้อมที่วางแก้ว และรองรับการชาร์จแบบไร้สาย  เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง ห้องโดยสารให้ความสบายที่มากกว่า พร้อมที่นั่งแบบ Captain Seat ในแถวที่ 2 ที่โอบรับกระชับทุกสรีระ นอกจากนี้ ยังช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการขับขี่และการใช้งานฟังก์ชันต่างๆ ด้วยหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะแบบดิจิตอลขนาด 12.3 นิ้ว เชื่อมต่อกัน รวมถึงระบบเชื่อมต่อมัลติมีเดีย Apple CarPlay และ Android Auto และยังสามารถเปลี่ยนรถให้เป็นแหล่งพลังงานได้ด้วยระบบ V2L ที่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าระดับ 6.6 kW นอกจากนี้ NEW MG MAXUS 7  ยังเป็นยนตรกรรมที่มีสมรรถนะชั้นเยี่ยม ด้วยขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุดที่ 245 แรงม้า แรงบิดที่ 350 นิวตัวเมตร พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดความจุ 90 kWh ทำให้สามารถวิ่งได้ระยะทางกว่า 480 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP นอกจากนำมาจัดแสดงก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เอ็มจี ยังได้เปิดโอกาสให้คนไทยได้ Pre-booking เป็นเจ้าของ NEW MG MAXUS 7 ก่อนใคร ในงานนี้โดยสามารถจองล่วงหน้าผ่านช่องทางออนไลน์ ของ เอ็มจี ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2567 ด้วยข้อเสนอพิเศษ จอง 10,000 บาท สามารถใช้เป็นส่วนลดได้ 20,000 บาท

 

กล้าเป็นตัวเองในแบบฉบับที่ไม่เหมือนใคร กับ NEW MG5 PRO

NEW MG5 PRO กับจุดเด่นของการเป็นสปอร์ตคูเป้ซีดานโดยโฉมล่าสุดนี้ เอ็มจี ปรับให้โฉบเฉี่ยวสะกด             ทุกสายตายิ่งกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ Black Chrome Gladius Grille Design เสริมความเป็นสปอร์ตพรีเมียมด้วยวัสดุ Smoke Chrome รอบคัน และล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วสีดำ ไฟหน้าและไฟท้ายแบบ LED ดีไซน์ใหม่ คงจุดเด่นด้วยห้องโดยสารที่กว้างสุดในเซกเมนต์ จัดเต็มด้วยฟังก์ชันที่ให้มาครบครัน พร้อมดีไซน์สุดล้ำ โดยเฉพาะการออกแบบคอนโซลกลางแบบ Driver-focus cockpit ที่ให้องศาที่เหมาะกับตำแหน่งคนขับ เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง หลังคาซันรูฟขนาดใหญ่ และคำนึงถึงผู้ใช้รถด้วยช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง หน้าจอทัชสกรีนขนาด 10 นิ้ว และหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะแบบดิจิตอลขนาด 7 นิ้ว รองรับระบบเชื่อมต่อมัลติมีเดีย Apple Car Play และ Android Auto แบบไร้สาย รวมถึงระบบกุญแจ แบบ Digital Key ที่สามารถรับ-ส่งโค้ดผ่านทางแอพพลิเคชั่น i-SMART โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องใช้กุญแจในการสตาร์ท ให้ผู้ใช้งานรถมั่นใจด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรปที่ทำงานประสานกันเป็นหนึ่งเดียว (ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM) สร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นดิสก์เบรก 4 ล้อ มาพร้อมระบบป้องกันล้อล็อก ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบเสริม แรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา Blind Spot Detection System ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง 3 มิติ ระบบควบคุมการทรงตัวในขณะเข้าโค้ง ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและการลื่นไถล ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน ถุงลมนิรภัย 6 จุด มาพร้อมสีตัวถังที่มีให้เลือกมากถึง 6 สี โดยมีสีใหม่อย่างสีเขียว Mineral Green เป็นสีไฮไลท์

พบกับ ทัพยนตรกรรมคุณภาพครบทุกรุ่นทุกรูปแบบการขับเคลื่อนของ เอ็มจี พร้อมสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ครั้งใหม่ และรับข้อเสนอสุดพิเศษมากมายภายในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 (Motor Show 2024) ณ บูธ เอ็มจี หมายเลข A8 อาคารชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายนนี้ และที่โชว์รูมและศูนย์บริการของเอ็มจีกว่า 150 แห่งทั่วประเทศ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

 

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เผยโฉม GWM POER SAHAR HEV รถกระบะไฮบริดคันแรกในไทย พร้อมเปิดลงทะเบียนจองสิทธิ์ซื้อ ณ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ในฐานะบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) เดินหน้าเร่งเครื่องเต็มพิกัด พร้อมตอกย้ำพันธกิจใหม่กับการขึ้นสู่ตำแหน่งหนึ่งในสามผู้นำแบรนด์รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยภายใน 3 ปี หรือ Top 3 in 3 ขนทัพรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV) ทั้งสิ้น 10 รุ่น พร้อมนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคตภายใต้แนวคิด “The Great Movement” ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 เกรท วอลล์ มอเตอร์ มาพร้อมกับไฮไลท์สุดพิเศษ ประเดิมด้วยการแนะนำผลิตภัณฑ์น้องใหม่สะเทือนวงการรถกระบะในประเทศไทย “GWM POER SAHAR HEV – The First-Class Intelligent Pickup” รถกระบะขุมพลังไฮบริดรุ่นแรกในไทย ที่จะทำให้ทุกการเดินทางเสมือนการใช้บริการในที่นั่งระดับเฟิร์สคลาส ยกระดับมาตรฐานรถกระบะไปอีกขั้น ฉีกกฎการใช้รถกระบะแบบเดิม ๆ ให้คอกระบะชาวไทยได้ยลโฉมก่อนใคร เซอร์ไพรส์ยิ่งกว่าด้วยการเปิดตัวพรีเซนเตอร์ HAVAL JOLION อย่าง “Three Man Down” พร้อมเพลงใหม่สุดพิเศษ “ให้เธอนั่งข้าง ๆ” เอาใจคนรุ่นใหม่ ร่วมด้วยทัพรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นยอดนิยมรวมถึงโปรโมชันสุดเร้าใจมากมายที่บูธ เกรท วอลล์ มอเตอร์ A4 อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม 2567 – 7 เมษายน 2567

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “วันนี้เรามีความยินดีที่จะแนะนำแบรนด์และผลิตภัณฑ์ใหม่ ให้คนไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก โดยรถกระบะเป็นผลิตภัณฑ์เรือธงที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีความเชี่ยวชาญมากที่สุดและมีประวัติอันยาวนาน กับการครองตำแหน่งผู้นำตลาดในประเทศจีนมากถึง 26 ปี (พ.ศ. 2541 –  พ.ศ. 2566) มีส่วนแบ่งตลาดในปัจจุบันเกือบ 50% และมียอดขายสะสมมากถึง 2.54 ล้านคันทั่วโลก สำหรับในประเทศไทย รถกระบะจะไม่ใช่พาหนะสำหรับการใช้งานเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะเป็นรถเพื่อการพักผ่อนและท่องเที่ยวในคันเดียวกัน ที่จะพาทุกคนในครอบครัวไปสู่จุดหมายได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย ซึ่งความสะดวกสบายและความปลอดภัยนี้ ถือเป็นจุดที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีความโดดเด่นและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้เป็นอย่างดี ถือเป็น “โอกาส” และ “จุดสร้างความแตกต่าง” ที่ทำให้เราโดดเด่นและแตกต่างจากรถกระบะอื่น ๆ ที่มีอยู่ในตลาดในปัจจุบัน GWM POER SAHAR HEV เป็นรถกระบะไฮบริดรุ่นแรกในประเทศไทย ที่จะเข้ามาเปลี่ยนนิยามของรถกระบะให้ไม่เหมือนเดิม ให้ทุกการเดินทางเปรียบเสมือนการโดยสารในที่นั่งเฟิร์สคลาส ที่มาพร้อมดีไซน์ที่โดดเด่นผสมผสานระหว่างความประณีต หรูหรา และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยได้อย่างลงตัว พร้อมสมรรถนะที่ตอบโจทย์ในทุกการเดินทางสำหรับครอบครัวชาวไทยได้เป็นอย่างดี ในอนาคต เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะยังคงมุ่งมั่นสร้างประสบการณ์ในด้านการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดไทยเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าตามพันธสัญญาที่ให้ไว้ เพื่อผลักดันประเทศไทยให้เข้าสู่สังคมพลังงานใหม่อย่างมั่นคงและยั่งยืน”

GWM POER SAHAR HEV รถกระบะไฮบริดรุ่นแรกในประเทศไทย ยกระดับวงการกระบะให้ล้ำหน้าไปอีกขั้น

GWM POER SAHAR HEV เป็นรถกระบะคันแรกในประเทศไทยที่เป็นพลังงานไฮบริดให้กับผู้ใช้งานรถกระบะทั่วประเทศ ที่จะเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม 2567 นี้ GWM POER SAHAR HEV มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินไฮบริด 2.0 ลิตร มอบความเงียบและความนุ่มทั้งในการขับขี่แบบปกติและเร่งแซง มอบพละกำลัง 244 แรงม้า แรงบิด 380 นิวตันเมตร ผสานขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า 106 แรงม้า แรงบิด 268 นิวตันเมตร และโหมดการขับขี่ 5 รูปแบบ (ในรุ่น 2.0T HEV ULTRA DOUBLE CAB AUTO 4WD) แรง เร้าใจ ตอบสนองทุกการขับขี่ในทุกสภาพถนน ด้านมิติตัวรถ GWM POER SAHAR HEV มีความยาวถึง 5,445 มม. กว้าง 1,991 มม. สูง 1,924 มม. ทำให้ห้องโดยสารของรถยนต์คันนี้มีความกว้างขวาง สะดวกสบายในทุก ๆ ที่นั่ง ให้ความรู้สึกเสมือนการเดินทางในที่นั่งระดับเฟิร์สคลาส มีระยะฐานล้อ 3,350 มม. ช่วยเพิ่มมิติความกว้างของห้องโดยสารด้านหลัง ให้เป็นเหมือนรถ SUV เพื่อให้ทุก ๆ ตำแหน่งของการนั่งในรถคันนี้เป็นเหมือนที่นั่ง VIP สำหรับทุกคน GWM POER SAHAR HEV มีสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีเทา Ayers Gray, สีขาว Hamilton White, และสีดำ Sun Black ด้านการออกแบบภายใน โดดเด่นเหนือใครด้วยการออกแบบอย่างประณีต หรูหรา มีระดับ สะท้อนตัวตนผู้ขับขี่ได้อย่างลงตัว สะดวกสบายในทุก ๆ ที่นั่ง ด้วยเบาะหนังแท้สุดพรีเมียมที่มาพร้อมระบบนวดไฟฟ้าและระบบเบาะปรับอากาศในที่นั่งแถวหน้า และระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารแถวหลัง หน้าจอมัลติมีเดียระบบสัมผัสขนาด 12.3” รองรับความบันเทิงเต็มรูปแบบทำงานร่วมกับ ลำโพง Infinity 10 ตำแหน่ง และอีกหนึ่งไฮไลท์ของรถกระบะคันนี้คือ ฝาท้ายอัจฉริยะที่เปิด-ปิด ได้ 2 รูปแบบ ควบคุมง่ายเพียงปลายนิ้วด้วยระบบสัมผัส สะดวกสบายในทุกการใช้งาน นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีอัจฉริยะที่มีให้ถึง 29 รายการ และฟังก์ชันที่เป็น Best-in-class มากมาย อาทิ ระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะ 3 รูปแบบ, ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในภาวะฉุกเฉิน, ระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่กลางเลน, ระบบช่วยชะลอความรุนแรงของการชนครั้งที่ 2, รวมถึงกล้องรอบคัน 360 องศา และเพิ่มความสะดวกสบายขึ้นไปอีกขั้นด้วยระบบตรวจสอบสถานะและควบคุมรถยนต์ผ่านแอปพลิเคชัน โดย เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะเผยสเป็กอย่างเต็มรูปแบบรวมถึงการเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในเดือนพฤษภาคมนี้

  • พิเศษสุด เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดให้ลงทะเบียนจองสิทธิ์เพื่อซื้อ GWM POER SAHAR HEV ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2567 เวลา 00 น. จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2567 เวลา 23.59 น. ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปลงทะเบียนจองสิทธิ์โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ผ่านทาง GWM Application และเว็บไซต์ของ GWM โดยลูกค้าที่ลงทะเบียนจองสิทธิ์และเป็น 300 ท่านแรกที่ได้ชำระเงินจองหลังการเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการ จะได้รับสิทธิพิเศษ ส่วนลดมูลค่า 50,000 บาท

เปิดตัว “Three Man Down” พรีเซนเตอร์ HAVAL JOLION สุดคูล พร้อมเพลงใหม่ Inspire ในทุกเส้นทาง

HAVAL JOLION ถือเป็นผลิตภัณฑ์เรือธงรุ่นสำคัญของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการสร้างยอดขายทั่วประเทศในกลุ่ม SUV B และเพื่อเป็นการตอกย้ำสมรรถนะ ความโดดเด่น และการสร้างการรับรู้ของรถยนต์รุ่นนี้สู่กลุ่มเป้าหมายให้มากยิ่งขึ้น เกรท วอลล์ มอเตอร์ จึงได้ร่วมมือกับ ค่าย Gene Lab นำกลุ่มศิลปิน “Three Man Down” ที่มากความสามารถและเป็นที่ชื่นชอบของแฟน ๆ ชาวไทย มาเป็นตัวแทนของกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ มีสปิริต ความกล้า และมุ่งมั่นเพื่อเติมเต็มความฝัน และทำสิ่งที่ตนเองรักจนประสบความสำเร็จ ซึ่งสอดคล้องกับสโลแกนของ HAVAL JOLION ที่ว่า “RISE UP YOUR SPIRIT” พิเศษสุด พบกับ Three Man Down และมินิคอนเสิร์ตพร้อมกับเพลงใหม่ที่แต่งขึ้นเป็นพิเศษ “ให้เธอนั่งข้าง ๆ” ณ บูธ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในวันที่ 31 มีนาคม 2567 เวลา 13.45 – 14.15 น.

สาวก GWM TANK 300 เตรียมเฮ เปิดจอง รุ่น PRO พร้อมสิทธิพิเศษที่ไม่ควรพลาด

มาตามคำเรียกร้อง เอาใจแฟน ๆ ขาลุยกับการเปิดรับจองรถยนต์เอสยูวีออฟโรดระดับพรีเมียม GWM TANK 300 รุ่น PRO  พร้อมส่งมอบภายในกลางเดือนเมษายนเป็นต้นไป GWM TANK 300 พรีเมียมเอสยูวี ดีไซน์ BOXY โดดเด่น ไม่ซ้ำใคร แข็งแกร่ง ดุดัน และเร้าใจ เปี่ยมไปด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายสำหรับผู้รักการผจญภัย มอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยในทุกการเดินทางทั้งในเมือง นอกเมือง และการขับขี่ออฟโรด GWM TANK 300 รุ่น PRO คุ้มค่าด้วยราคาเพียง 1,649,000 บาท พร้อมรับข้อเสนอสุดเร้าใจมูลค่ารวมสูงสุดถึง 220,000 บาท

ฉลองครบรอบ 3 ปี ในประเทศไทย มอบสิทธิประโยชน์สุดพิเศษของรถยนต์หลากหลายรุ่น

พิเศษไปอีกขั้นกับข้อเสนอและสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟมากมายของรถยนต์หลากหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น ส่วนลดเงินสด ดอกเบี้ยพิเศษ ข้อเสนอช่วยผ่อน และอื่น ๆ อีกมากมาย ภายใต้แคมเปญเฉลิมฉลองครบรอบ  3 ปี เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในประเทศไทย มูลค่าสูงสุดถึง 510,000 บาท ประเดิมด้วย All New GWM HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV ที่มาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษมูลค่ารวม 510,000 บาท New GWM HAVAL H6 Hybrid SUV 2023 กับข้อเสนอมูลค่ารวม 340,000 บาทสำหรับรุ่น ULTRA และ 180,000 บาท สำหรับรุ่น PRO ในส่วนของ New GWM HAVAL JOLION Hybrid SUV รุ่น Sport มอบข้อเสนอสุดพิเศษมูลค่ารวมสูงสุด 120,000 บาท และรุ่น ULTRA มูลค่าสูงสุด 190,000 บาท ต่อกันที่ GWM New ORA Good Cat รุ่น PRO และ ULTRA กับข้อเสนอมูลค่ารวม 150,000 บาท และ 180,000 บาทตามลำดับ GWM New ORA Good Cat รุ่น GT กับข้อเสนอมูลค่ารวม 200,000 บาท GWM ORA 07 กับข้อเสนอมูลค่ารวม 170,000 บาท และรุ่นสุดท้ายอย่าง ALL NEW GWM TANK 300 มาพร้อมข้อเสนอมูลค่ารวม 220,000 บาทสำหรับรุ่น PRO และ 240,000 บาท สำหรับรุ่น ULTRA และ ALL NEW GWM TANK 500 กับข้อเสนอมูลค่ารวม 180,000 บาทสำหรับรุ่น PRO และ 190,000 บาทสำหรับรุ่น ULTRA โปรโมชันสุดพิเศษนี้สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567  ถึงวันที่ 7 เมษายน 2567 นี้ สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์จำกัดเพียงแค่ 300 คันเท่านั้น (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GWM Application และเว็บไซต์ www.gwm.co.th)

ยิ่งไปกว่านั้น รับโชคสองต่อไปกับ “Great Wall Great Lucky” ลุ้นโชคต่อที่สองเมื่อออกรถ รถยนต์คอมแพคเอสยูวี HAVAL H6 HEV รุ่น PRO หรือ รุ่น ULTRA หรือ รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด HAVAL H6 PHEV ลุ้นรับทองคำแท่งหนัก 2 บาท มูลค่า 72,191 บาท* สองรางวัล เครื่องปรับอากาศ Haier มูลค่า 18,000 บาท 7 รางวัล เครื่องฟอกอากาศ MI มูลค่า 4,990 บาท 17 รางวัล และ บัตรกำนัลเซ็นทรัลมูลค่า 1,000 บาท 25 รางวัล เพียงจองรถภายในวันที่ 15 มีนาคม 2567 ถึง 30 เมษายน 2567 และรับรถภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2567 นี้**

สัมผัสกองทัพรถยนต์ไฟฟ้าสุดล้ำ เทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะ และกิจกรรมสนุก ๆ มากมายจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ที่บูธ เกรท วอลล์ มอเตอร์ A4 ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2567 – 7 เมษายน 2567 เวลา 12.00 – 22.00 น. (วันธรรมดา) และ 11.00 – 22.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ)

*  มูลค่าทองคำแท่ง ณ วันที่ 5 มีนาคม 2567 ของ บริษัท ห้างขายทองฮั่วเซ่งเฮง (ประเทศไทย) จำกัด

** เงื่อนไขการเข้าร่วมกิจกรรมเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ศึกษารายละเอียดได้ที่ GWM HAVAL Thailand กำหนดจับรางวัล วันที่ 17 มิถุนายน 2567 เวลา 15:00 น. และประกาศรายชื่อผู้โชคดีวันที่ 30 มิถุนายน 2567 ผ่านทาง Facebook: GWM HAVAL Thailand

ลูกค้ามาสด้าสุดปลื้มร่วมงานแบบเอ็กคลูซีฟ สัมผัส e-SKYACTIV R-EV เทคโนโลยีที่ดีที่สุดในอนาคต

0

มาสด้าจัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟให้กับลูกค้าได้สัมผัสบูธแสดงรถยนต์ที่ได้รับการออกแบบใหม่หมด ภายใต้ธีม Love of Cars เพื่อถ่ายทอดความมุ่งมั่นของมาสด้าในการพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ในอนาคตที่กำลังดำเนินไปตามกรอบเวลา ตอบสนองความต้องการของลูกค้าผู้หลงไหลในการขับขี่และรักในรถยนต์ โดยแบ่งโซนจัดแสดงบอกเล่าเรื่องราวที่มีลูกค้าอยู่ในทุกช่วงเวลา และมีรถยนต์มาสด้าเป็นพาร์ทเนอร์ในทุกประสบการณ์ ตอกย้ำการให้ความสำคัญที่มีลูกค้าเป็นหนึ่งในทุกการเติบโต สื่อสารอารมณ์ความรู้สึก ความสนุกสนานในการขับขี่ ความสุขในการใช้ชีวิต และอนาคตที่รถยนต์มีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ได้แบ่งปันความทรงจำที่มีต่อรถยนต์ร่วมกัน

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปีนี้มาสด้าออกแบบบูธใหม่ทั้งหมด ภายใต้ธีม Love of Cars ได้แรงบันดาลใจจากการมีลูกค้าเป็นส่วนหนึ่งในทุกประสบการณ์การเดินทาง เป็นศูนย์รวมความสุขของผู้ที่รักในรถยนต์ โดยแบ่งโซนการจัดแสดงออกเป็น โซนแกลเลอรี่วอลล์ ที่ลูกค้าส่งภาพความประทับใจกับรถยนต์คันโปรด You and Mazda Moments ถ่ายทอดประสบการณ์ความสุขในทุกช่วงเวลา และยังได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่รักในรถยนต์ “The Memorable Love of Cars” ส่งรถโมเดลผ่านทางมาสด้า เพื่อส่งต่อให้กับเด็กและเยาวชนที่ขาดแคลน มีผู้สละเข้ามากว่า 500 คัน และมาสด้าเพิ่มเติมอีก 1,000 คัน โดยจะเร่งส่งต่อรถโมเดลเหล่านี้ให้ถึงมือเด็กๆ โดยเร็วที่สุด รวมถึงลูกค้าที่จองสิทธิ์รถยนต์รุ่นพิเศษ Mazda6 20th Anniversary Edition เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้อย่างอบอุ่น

ไฮไลท์สำคัญ คือการจัดแสดงเทคโนโลยี Multi-Solution มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ส่งมอบเทคโนโลยีที่มีความหลากหลายและมีความเหมาะสม เพิ่มทางเลือกให้กับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้า ในยุคที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากพลังงานเชื้อเพลิงไปสู่พลังงานไฟฟ้า Multi-Solution คือหนึ่งในเทคโนโลยีแห่งอนาคตจากมาสด้า การนำเทคโนโลยี e-SKYACTIV R-EV มาใช้กับรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด เป็นการปลุกฟื้นคืนชีพตำนานเครื่องยนต์โรตารี่ ต้นกำเนิดรถสปอร์ตมาสด้าหลากหลายรุ่นในอดีต ที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงปัจจุบันกลายเป็นดีเอ็นเอสายพันธุ์สปอร์ตที่ทั่วโลกให้การยอมรับ

นายธีร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับบูธมาสด้าทั้งนี้ มาสด้าจะยังคงเดินหน้าในการส่งมอบ “ความสุขในการขับขี่” Joy of Driving ต่อไป ภายใต้คุณค่าหลักที่ให้ความสำคัญกับการมุ่งเน้น “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” และมุ่งมั่นที่จะส่งมอบ “ความสุขในการดำเนินชีวิต” ด้วยการสร้างสรรค์ประสบการณ์ความสุขให้กับชีวิตประจำวันของลูกค้าทุกคน และเราจะยังคงแสวงหาทุกวิถีทางเพื่อสร้างความสุขและรอยยิ้มให้กับลูกค้าตลอดไป

เอ็มจี เดินหน้าพาแบรนด์สู่คนรุ่นใหม่ เปิดแคมเปญ #ก็แค่เป็นตัวเองDareToBeYou สนับสนุนให้ “กล้า” เป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ออกแคมเปญ #ก็แค่เป็นตัวเอง DareToBeYou สนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ “กล้าที่จะเป็นตัวเอง” ด้วยการรวมตัวเหล่า KOL ที่โดดเด่นจากตัวตนที่แตกต่าง ร่วมภาพถ่ายแฟชั่นเซ็ตที่เป็นตัวเองขั้นสุด และโชว์ผลงานสุดชิคให้โลกโซเชียลได้สัมผัสตัวตน และวางแผนนำคอนเซ็ปต์ #ก็แค่เป็นตัวเองDareToBeYou ต่อยอดเป็นกลยุทธ์สื่อสารทางการตลาดของรถยนต์รุ่นใหม่ ที่เจาะกลุ่มวัยรุ่นเมืองไทยที่เตรียมเปิดตัวในเร็ว ๆ นี้

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “แนวทางการดำเนินธุรกิจยังคงยึดมั่นในการเป็นแบรนด์ที่นำเสนอความแตกต่าง สร้างสรรค์สิ่งใหม่ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมถึงแนวทางการทำการตลาดที่จะผลักดันให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มลูกค้า อีกทั้งในปีนี้ เอ็มจี วางกลยุทธ์ขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น จึงเกิดเป็นแคมเปญ #ก็แค่เป็นตัวเองDareToBeYou ที่ฉีกจากกรอบเดิม ๆ และเข้าถึงตัวตนของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย”

 

จากแบบสำรวจทั้งความต้องการ พฤติกรรม และไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ พบว่า “ปัจจุบัน คนรุ่นใหม่มีความ           เป็นตัวเองสูง มั่นใจ และกล้าคิดต่างมากขึ้น แต่การแสดงตัวตนของคนรุ่นใหม่ อาจถูกมองว่า แปลก หรือ แหวกแนวจากค่านิยมของสังคมแบบเดิม ๆ แคมเปญนี้ เอ็มจี จะเป็นตัวกลางที่สนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ได้ เป็นตัวเอง โดยไม่เดือดร้อนใคร นำโดย KOL เจนเนอเรชัน Y ไปจนถึง Z (Key Opinion Leader) 5 กลุ่ม 45 สไตล์ รวมตัวกันออกมาแสดงตัวตนที่แตกต่างผ่านภาพถ่ายแฟชั่นเซ็ตบนโลกโซเชียล

  • กลุ่มคนภูมิใจในรูปร่างของตัวเอง
  • กลุ่ม LGBTQ+ ตัวพ่อ ตัวแม่ ที่ครีเอทคอนเทนต์ใหม่ ๆ บนโซเชียลจนเกิดเป็นไวรัลสนุก ๆ มากมาย
  • กลุ่มคนที่มีความมั่นใจในผิวพรรณของตัวเอง
  • กลุ่มคนที่หลงรักการสัก (Tattoo) กับมุมมองที่ว่าการสัก คือ ศิลปะที่เข้าถึงได้ทุกเพศ
  • กลุ่มที่มีลุคการแต่งตัวที่เป็นตัวเอง และมีไลฟ์สไตล์ที่ชัดเจน

“โดยทาง เอ็มจี เตรียมแชร์ผลงานภาพถ่ายของเหล่า KOL ผ่านทาง bit.ly/FBMGcarsThailand เพื่อสร้าง แรงบันดาลใจให้กับวัยรุ่นไทย #ก็แค่เป็นตัวเองDareToBeYou มีความสุข และสนุกไปกับสิ่งที่ตัวเองเป็น อีกทั้งแคมเปญนี้จะถูกนำมาใช้เป็นคอนเซ็ปต์การสื่อสารของรถยนต์รุ่นใหม่ที่จ่อเตรียมเปิดภายในงาน              มอเตอร์โชว์ ครั้งนี้ ” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวสรุป

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

“The new E-Class: Launch Edition” รุ่นผลิตจำนวนจำกัด โผล่เซอร์ไพรส์กลางมอเตอร์โชว์ เคาะราคาเริ่ม 3.99 – 4.25 ล้านบาท พร้อมเปิดจองแล้ววันนี้

0
Mercedes-Benz E-Klasse | 2023 Mercedes-Benz E-Class 2023

เมอร์เซเดสเบนซ์ (ประเทศไทย) เตรียมเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่สำหรับลูกค้าชาวไทย ดึงหนึ่งในยนตรกรรมระดับไอคอนของแบรนด์กับ E-Class เจเนเรชั่นที่ 10 “The new E-Class: Launch Edition” มาในรุ่นพิเศษประเดิมการเปิดตัวในไทย จัดแสดงครั้งแรกในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 (Motor Show 2024) พร้อมจำหน่ายโมเดล Launch Edition ในจำนวนจำกัด ชูความเป็นเลิศของ Business Saloon สุดหรูที่มาพร้อมรูปลักษณ์ที่แตกต่างจากเดิมในทุกองศา ขนาดตัวถังที่ใหญ่ขึ้นในทุกมิติ รวมถึงการติดตั้งเทคโนโลยีและฟังก์ชันอำนวยความสะดวกที่ล้ำสมัยที่สุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ อาทิ หน้าจอ MBUX Superscreen ระบบความปลอดภัย Driving Assistance Package Plus และระบบไฟหน้า DIGITAL LIGHT ระบบปิดประตูแบบ Soft Close ระบบเสียง Burmester® 4D พร้อมเทคโนโลยี Dolby Atmos และตอกย้ำการเป็นรถที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อผู้บริหารและนักธุรกิจด้วยระบบ MBUX เจเนเรชั่นที่ 3 ที่มาพร้อมกล้อง Selfie สำหรับการประชุมงานในรถ ถือเป็นรถยนต์ที่ผสมผสานระหว่างเอกลักษณ์แบบดั้งเดิมและความเป็นยนตรกรรมแห่งอนาคตได้อย่างลงตัว

พบกับ “The new E-Class: Launch Edition” ยนตรกรรมที่พร้อมทะยานไปสู่อีกขั้นของความลักชัวรี่และโลกในยุคดิจิทัลภายใต้คอนเซ็ปต์ “EVOLVES WITH YOU” เปิดให้เป็นเจ้าของก่อนใครทั้งรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล “E 220 d AMG Line” ราคาจำหน่าย 3,990,000 บาท และขุมพลัง Plug-in Hybrid “E 350 e AMG Dynamic” ราคาจำหน่าย 4,250,000 บาท เปิดจองแล้ววันนี้ผ่านตัวแทนจำหน่ายฯ ทั่วประเทศ ช่องทางออนไลน์โชว์รูมของเมอร์เซเดส-เบนซ์ หรือในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2567

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นต่าง ๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือติดตามข่าวสารอัพเดทผ่านทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand   IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth

ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย” เปิด “H-Studio” แห่งแรกใจกลางกรุง ณ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มสเฟียร์

0
H-Studio 1

ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย (HMT) เปิดตัว H-Studio อย่างยิ่งใหญ่ ณ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มสเฟียร์ กรุงเทพฯ ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการนำเสนอประสบการณ์ยานยนต์ชั้นเลิศแก่ผู้บริโภคในเมืองไทย โดย H-Studio เป็นโครงการต่อยอดความสำเร็จของ H-Space ศูนย์บริการแฟล็กชิปของฮุนไดบนถนนวิภาวดีและ ศูนย์นวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้า IONIQ Lab ที่ ทรู ดิจิทัล พาร์ค ซึ่งศูนย์บริการเหล่านี้ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์แห่งความมุ่งมั่นในการขยายธุรกิจอย่างไม่หยุดยั้ง หากยังเป็นการฉลองความสำเร็จของบริษัท ที่เปิดดำเนินงานในประเทศไทยครบรอบ 1 ปี

นายเจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “การเปิดตัว H-Studio เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของฮุนได ในการปฏิวัติวงการยานยนต์ครั้งสำคัญของเมืองไทย ผ่านการนำเสนอพื้นที่เพื่อการแบ่งปันข้อมูล และชักชวนให้ลูกค้าได้มาสัมผัสกับแนวคิดและเทคโนโลยีของฮุนไดอย่างใกล้ชิด เพราะฮุนไดไม่เพียงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจเท่านั้น แต่ยังต้องการเสริมสร้างความสัมพันธ์ และประสบการณ์ที่น่าจดจำกับผู้บริโภคอีกด้วย โดย H-Studio ใจกลางกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ที่ ชั้น 2 ดิ เอ็มสเฟียร์ ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ศูนย์การค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานท่องเที่ยวชั้นนำของกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์รวมร้านค้าที่สวยงามระดับไฮเอนด์ ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ของเรา โดย H-Studio จะจัดแสดงรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดและดีที่สุดจากแบรนด์ฮุนได โดยแต่ละรุ่นจะได้รับการคัดสรรเพื่อสะท้อนถึงนวัตกรรม และจิตวิญญาณของฮุนไดอย่างชัดเจน ตลอดจนความมุ่งมั่นของเราในการมุ่งหน้าสู่นวัตกรรมและความเป็นเลิศ โดยลูกค้าจะสามารถเชื่อมโยงกับคุณค่าของแบรนด์ สำรวจเทคโนโลยีอันล้ำสมัย และสัมผัสประสบการณ์ยานยนต์อันยอดเยี่ยมได้อย่างเต็มที่”

H-Studio 2

คอนเซ็ปต์การออกแบบได้แรงบันดาลใจจากการจัดแสงที่พิถีพิถัน ในลักษณะเดียวกับของพิพิธภัณฑ์ ผสานบรรยากาศการตกแต่งที่สวยงาม พร้อมจอ Transparent LED ขนาด 10.0 x 2.5 เมตร และสไตล์อันทันสมัยของโชว์รูมฮุนไดในกรุงโซล สะท้อนบรรยากาศแบบอุตสาหกรรมและการออกแบบสมัยใหม่ ตลอดจนความลุ่มลึกและความร่วมสมัยของวิสัยทัศน์ฮุนไดได้อย่างสมบูรณ์แบบ

H-Studio 3

ผสานเทคนิคการจัดแสงแบบเดียวกับที่ใช้ในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งมีความละเอียดอ่อน เข้ากับบรรยากาศอันสวยงามทันสมัย ของโชว์รูมฮุนไดในกรุงโซล จนเกิดเป็นโชว์รูมใจกลางกรุงเทพฯ ที่สะท้อนถึงความหรูหราภูมิฐาน ร่วมสมัยได้อย่างลุ่มลึก

ในปี 2566 ที่ผ่านมา ฮุนไดได้สร้างมาตรฐานใหม่สู่วงการยานยนต์ไทยด้วยการเปิดตัวแฟล็กชิพสโตร์ 2 แห่ง ได้แก่ H-Space และ IONIQ Lab โดย H-Space ศูนย์บริการแฟล็กชิปของฮุนไดครอบคลุมพื้นที่กว่า 7.45 ไร่ และเป็นหนึ่งในศูนย์การฝึกอบรมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงความทุ่มเทของฮุนไดในการเดินหน้าสู่ความเป็นเลิศ ด้านการบริการลูกค้าและความเชี่ยวชาญของพนักงาน ในขณะที่ศูนย์นวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้า IONIQ Lab ที่ ทรู ดิจิทัล พาร์ค เป็นตัวแทนของความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมที่ยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้า IONIQ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความมุ่งมั่นของฮุนได ในการร่วมสรรสร้างอนาคตที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ศูนย์ทั้ง 2 แห่งนี้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของการยกระดับมาตรฐานยานยนต์ ไปพร้อมกับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องของฮุนได

H-Studio 7

การเปิดตัวที่ ดิ เอ็มสเฟียร์ ของฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย ถือเป็นการเน้นย้ำถึงคำมั่นสัญญาที่จะส่งมอบบริการที่เหนือระดับ เพราะศูนย์แห่งนี้แตกต่างจากโชว์รูมแบบที่เคยมีมา โดยลูกค้าจะได้สัมผัสถึงวิสัยทัศน์ และผลิตภัณฑ์อันโดดเด่นของฮุนไดอย่างใกล้ชิด H-Studio เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของฮุนได ในการนำเสนอประสบการณ์ยานยนต์ ที่เหนือความคาดหมายของลูกค้าในประเทศไทย

H-Studio 5

ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย พร้อมต้อนรับลูกค้าทุกท่านสู่ H-Studio เพื่อนำทุกท่านสู่เส้นทางแห่งโลกนวัตกรรมยานยนต์ชั้นเลิศ สัมผัสยานยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดก่อนใคร และตื่นตาไปกับสินค้าพิเศษจาก Hyundai Collection โดยมีผู้เชี่ยวชาญคอยมอบคำแนะนำด้วยอัธยาศัยไมตรี พบกันได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ชั้น 2 ศูนย์การค้าดิ เอ็มสเฟียร์ เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น.