Home Blog Page 565

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (23 เมษายน 2560)

0

วันอาทิตย์ที่ 23 เมษายน 2560
เวลา 14.30 – 15.00 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์

Testdrive: “NISSAN NOTE VL” จัดเต็มกับอีโค่คาร์บิ๊กไซด์ ช่วงล่างหนึบ นวัตกรรมขับเคลื่อนอัจฉริยะ

0

หลังจากเปิดประเด็นกับการเป็นค่ายผู้ผลิตรายแรกที่นำรถยนต์กลุ่มอีโค่คาร์มาประเดิมตลาดในประเทศไทยภายใต้ชื่อรุ่น Nissan March ล่าสุดได้มีการเปิดตัวและถือเป็นรุ่นสุดท้ายซึ่งพูดได้ว่าเป็นการปิดฉากอีโค่คาร์เฟสแรกในบ้านเรา Nissan ก็ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการอีกครั้งด้วยการนำ Note มาเปิดตัวให้คนไทยได้จับจองเป็นเจ้าของด้วยราคาค่าตัวที่ประหยัด เริ่มในรุ่น V ราคา 568,000 บาท และในรุ่นท๊อพ VL ราคา 640,000 บาท

ราคาที่ยั่วยวนขนาดนี้แน่นอนว่าเป็นรถกระแสแรงอีกหนึ่งรุ่นที่ผู้บริโภคชาวไทยให้ความสนใจ แต่สมรรถนะและความคุ้มค่า จะสมราคาขนาดไหน www.autoworldthailand.com ได้ทดลองขับแบบจัดเต็มในสนามทดสอบเพื่อให้ทุกท่านได้รับชมครับ

NISSAN NOTE ถือกำเนิดมาในรูปแบบของรถแฮทแบครุ่นสุดท้องในกลุ่มอีโค่คาร์เฟสแรก ซึ่งมีตัวถังใหญ่สุดในกลุ่ม ด้วยขนาดความยาว 4,105 มม. กว้าง 1,695 มม. และสูง 1,535 มม. ในขณะที่มีระยะฐานล้อยาวถึง 2,600 มม. พร้อมน้ำหนักตัวโดยรวม 1,061 กก.

ด้วยรูปลักษณ์ที่ให้ความโฉบเฉี่ยวใน ออกแบบเส้นสายได้โดดเด่นภายใต้เอกลักษณ์เฉพาะของ NSSAN กระจังหน้าเป็นแบบ V-Motion สะดุดตาไปกับโคมไฟแบบ LED โปรเจคเตอร์ พร้อม LED Signature Light ซึ่งสามารถปรับระดับของลำแสงได้ตามความต้องการ

เส้นสายด้านข้างสะท้อนถึงความสปอร์ต พลิ้วไหว และมีหลักอากาศพลศาสตร์ที่ดีเยี่ยม โดยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน (CD) ต่ำสุดเพียง 0.30 ช่วยในเรื่องการทรงตัว ลดเสียงรบกวน และประหยัดเชื้อเพลิง มือจับประตูเพิ่มความหรูหราด้วยสีโครเมียม กระจกข้างทำสีเดียวกับตัวรถซึ่งพับและปรับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมติดตั้งไฟเลี้ยวที่ฝาครอบ

มุมมองด้านท้ายงดงาม ติดตั้งไฟ LED แบบ Signature รูปทรงบูมเมอแรง พร้อมไฟเบรกแบบ LED เสริมลุคสปอร์ตด้วยการติดตั้งสปอยเลอร์บนหลังคา

ด้วยคอนเซ็ปต์การสร้างรถยนต์ที่ทำให้ชีวิตดูง่ายและทันสมัย รวมถึงระยะฐานล้อยาวสุดในกลุ่ม อีกทั้งประตูผู้โดยสารด้านหลังเปิดได้กว้างถึง 85 องศา ส่งผลให้ NOTE เข้า-ออก ห้องโดยสารได้อย่างสะดวก

ภายในกว้างขวาง มากด้วยประโยชน์ใช้สอย ตกแต่งด้วยโทนสีดำ และแตกต่างด้วยวัสดุสีเงิน เช่น หัวเกียร์ ฐานเกียร์ ขณะที่คอนโซลกลางเป็นสีเปียโน แบล็ค

เบาะนั่งกระชับลำตัวหุ้มด้วยผ้าสีดำแต่งขอบด้วยสีเบจ ในส่วนของเบาะด้านผู้ขับขี่สามารถปรับสูง-ต่ำ ให้เหมาะสมกับสรีระ พร้อมช่องเก็บของด้านหลัง สำหรับเบาะหลังปรับแยกแบบ 60 : 40

พวงมาลัยรูปทรงสปอร์ต แบบ D-Shape นอกจากให้อารมณ์สปอร์ตยังได้รับการติดตั้งระบบมัลติฟังก์ชั่นควบคุมการทำงานของเครื่องเสียงและระบบเชื่อมต่ออื่นๆ ได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส

ชุดแดชบอร์ดติดตั้งมาตรวัดเรืองแสงอัจฉริยะมัลติฟังก์ชัน ดิสเพลย์ (MID) แสดงข้อมูลการขับขี่ แสดงระยะการเข้ารับบริการ อุณหภูมิภายนอก นาฬิกาดิจิทัล เสียงสัญญาณเตือนลืมปิดไฟหน้า ระบบเตือนเมื่อลืมกุญแจ

ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ติดตั้ง วิทยุ ซีดี เอ็มพี 3 แบบ 1 แผ่น หน้าจอ LED แบบสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว พร้อมเชื่อมต่อ AUX, USB, Bluetooth และช่อง AV-in , HDMI ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบ Bluetooth

ขุมพลังที่ใช้เป็นบล็อกเดียวกับ March ในรูปแบบของเครื่องยนต์เบนซินรหัส HR12DE แบบ 3 สูบ แถวเรียง DOHC 12 วาล์ว CVTC (Continuously Variable-valve Timing Control) ขนาด 1,198 ซีซี มาพร้อมกับหัวฉีดอีเลคทรอนิคส์ มัลติพอยท์ (ECCS) 32 บิท ให้กำลังสูงสุด 79 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 106 นิวตัน-เมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที พ่วงระบบตัดการทำงานของเครื่องยนต์อัตโนมัติ เมื่อรถหยุดนิ่ง (Idling Stop) ช่วยให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น

ระบบเกียร์เป็นแบบ XTRONIC CVT D-Step Logic ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ทำได้นุ่มนวล แต่ให้อัตราเร่งต่อเนื่องและตอบสนองทันใจ รวมถึงติดตั้งระบบรองรับด้านหน้า อิสระ แม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลัง ทอร์ชัน บีม พร้อมเหล็กกันโคลง

มาถึงในด้านของ Intelligent Mobility Driving Technology หรือเทคโนโลยีอัจฉริยะ ซึ่งระบบดังกล่าวจะถูกติดตั้งใน NISSAN NOTE รุ่น VL ซึ่งประกอบไปด้วย

ระบบ Intelligent Around View Monitor (AVM)

กล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง AVM มองเห็นได้ทุกจุดรอบคัน ตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุ และบุคคลที่เคลื่อนไหว จากกล้องรอบคัน MOD (Moving Object Detection) โดยแสดงผลที่กระจกมองหลัง ให้ความปลอดภัยและก้าวล้ำเทียบเท่ารถยนต์ระดับหรูขนาดใหญ่

ระบบ Intelligent Forward Collision Warning (FCW)

ระบบช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ เซ็นเชอร์จากกล้องด้านหน้ารถจะตรวจจับบุคคล และยานยนต์บริเวณหน้ารถ แล้วส่งสัญญาณเสียงพร้อมสัญลักษณ์เตือนบนหน้าปัด

ระบบ Intelligent Emergency Braking

ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ ทำงานร่วมกับระบบช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ วิเคราะห์ระยะห่าง และความเร็วด้วยกล้องด้านหน้า แล้วจึงช่วยชะลอความเร็วและหยุดรถบรรเทาอุบัติเหตุและความเสียหายที่อาจเกิดจากการชนยานยนต์ และคน

ระบบ Lane Departure Warning

ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเส้นทาง ทำหน้าที่เตือนผู้ขับขี่ ด้วยเสียงและสัญญาณไฟที่บริเวณหน้าปัดเมื่อรถออกนอกช่องทางโดยไม่ได้ตั้งใจ ระบบจะทำงานที่ความเร็วมากกว่า 70 กม./ชม.

นอกจากเทคโนโลยีอัจฉริยะ NISSAN NOTE ทั้งรุ่น V และ VL ยังอัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์มาตรฐานที่เพิ่มความปลอดภัยทั้งในเชิงการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ (Active Safety) และ ระบบลดความรุนแรง ความเสียหายจากอุบัติเหตุ (Passive Safety) อาทิ โครงสร้างตัวถังเป็นแบบ Zone Body Concept, ถุงลมนิรภัยคู่หน้า,เข็มขัดนิรภัยคู่หน้า ปรับสูง-ต่ำ พร้อมระบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ และเพิ่มความปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารที่เป็นเด็กด้วยจุดยึดเบาะนั่งเด็ก ISOFIX และระบบป้องกันเด็กเปิดประตูจากภายในรถ

ในส่วนระบบความปลอดภัยและตัวช่วยการขับขี่ยังคงอัดแน่นเต็มพิกัด เริ่มจาก ระบบเบรก ABS ระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบเสริมแรงเบรก (BA) และไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ แอลอีดี, ระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวอัตโนมัติ (VDC),ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA), ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ (Push Start Button),กุญแจรีโมทอัจฉริยะ Intelligent Key พร้อมระบบ Immobilizer และ ระบบตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุ คน รอบคัน (Moving Object Detection)

สำหรับการทดสอบในรูปแบบจัดเต็มเกิดขึ้นที่สนามทดลองขับในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนลมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา ซึ่งทางผู้จัดงานได้เนรมิตพื้นที่ริมทะเลสาบเมืองทองธานีให้เป็นลานทดสอบรถยนต์ขนาดใหญ่ซึ่งมีความปลอดภัยสูง โดยรวบรวมสถานการณ์ต่างๆทั้งอัตราเร่ง การควบคุมรถ การหักหลบฉุกเฉิน และทดลองสมรรถนะของระบบเบรคเอบีเอส โดยทุกสถานีจะมีการควบคุมความเร็วตามกติกาที่ได้กำหนดไว้ แต่การจัดเต็มในครั้งนี้ ผมถือโอกาสแหวกกฎและผ่าเหล่าสักหน่อย เพื่อเค้นขีดจำกัดของรถคันนี้ดูว่าจะตอบสนองและมั่นใจกับการขับขี่ได้แค่ไหน…มาต่อกันเลยครับ

สถานีทดสอบอัตราเร่ง

เริ่มต้นที่การทดลองอัตราเร่ง สำหรับสถานีนี้มีความยาวร่วม 100 ม. อัตราเร่งที่เค้นกำลังมาจากเครื่องยนต์เบนซินรหัส HR12DE ขนาด 1,198 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 79 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 106 นิวตัน-เมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที ทำความเร็วได้ประมาณ 80 กม./ชม. ในรอบเครื่องยนต์ประมาณ 4,000 รอบต่อนาที ถือว่าพุ่งทะยานในระยะทางสั้นๆได้ดีพอสมควร แม้ตำแหน่งเกียร์ 2 อาจจะอืดไปเล็กน้อยก็ตาม

ในส่วนของระบบเกียร์ CVT ที่ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจล่าสุดของทีมวิศวกรออกแบบจากค่าย NISSAN มีชื่อเรียกว่า XTRONIC CVT D-Step Logic แต่ก็แอบงงเล็กๆว่า ทำไมระบบเกียร์ CVT ที่มีความโดดเด่นในด้านการเปลี่ยนนุ่มนวลและไร้รอยต่อ แต่ค่ายผู้ผลิตกลับทำให้เกียร์ระบบนี้มีรอยต่อชัดเจนแทบทุกเกียร์ หากนึกไม่ออกลองย้อนไปคิดถึงรูปแบบเกียร์อัตโนมัติที่สัมผัสรอยต่อเกียร์ได้ทุกตำแหน่ง ซึ่งมาจากเหตุผลที่ว่า อยากให้ Note เป็นอีโค่คาร์ที่ขับสนุกยิ่งขึ้น

สถานีทดสอบการยึดเกาะในรูปแบบสลาลอม

กติกาของสถานีสลาลอมได้กำหนดให้ควบคุมความเร็วอยู่ที่ 40 กม./ชม. พร้อมหักหลบสิ่งกีดขวาง แต่ถ้าลองตามกติกา ขีดจำกัดที่ถูกซ่อนเร้นก็จะไม่ได้เผยให้ผุ้ขับขี่ได้รับรู้ เอาเป็นว่าสำหรับสถานีนี้ขอลองในย่านความเร็ว 50-60 กม./ชม.

เมื่อนำรถพุ่งทะยานออกจากจุสตาร์ท ระบบรองรับด้านหน้า อิสระ แม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลัง ทอร์ชัน บีม พร้อมเหล็กกันโคลง ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นการเซทช่วงล่างได้ลงตัวกว่า MARCH และ ALMERA อย่างชัดเจน และเมื่อการทำงานร่วมกันกับระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวอัตโนมัติ (VDC) ทำให้ Note ควบคุมได้ง่ายและไปตามทิศทางที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ แม้จะใช้ความเร็วสูงกว่ากติกาที่นายสนามได้จำกัดไว้

สถานีทดสอบการหักหลบฉุกเฉิน

การขับขี่ในรูปแบบของการแหวกกติกายังคงดำเนินต่อไป สำหรับสถานีรองสุดท้ายคือกำหนดความเร็วไว้ที่ 60 กม./ชม.พร้อมกับทำการหักหลบสิ่งกีดขวางโดยไม่ต้องใช้เบรกเป็นตัวช่วย

เอาเป็นว่าผมยังคงรักษากติกาในเรื่องของไม่ใช้เบรกเป็นตัวช่วย แต่ขอใช้ความเร็วเกินกำหนดเป็น 70 กม./ชม. สถานีนี้อาจอันตรายสำหรับผู้ขับขี่และอาจเกิดความเสียหายต่อตัวรถหากไม่มีระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่มีประสิทธิภาพ การทำงานของช่วงล่างกับระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวอัตโนมัติ VDC ยังคงมีบทบาทสำคัญ ทำความเข้าใจง่ายๆคือ ระบบจะลดความเร็วด้วยเบรค ABS ซึ่งสั่งการเพื่อให้ลดอันตรายและควบคุมตัวรถให้เหมาะสมกับความเร็วขณะเลี้ยวพวงมาลัย แทนที่รถจะเสียอาการเพราะความเร็วสูงกว่ากติกาที่กำหนดไว้ กลับกลายเป็นยังบังคับควบคุมได้ง่ายแม้จะมีเพียงเสียงยางที่ลั่นเข้ามาให้ได้ยินเมื่อหักหลบแบบรุนแรงและรวดเร็ว

สถานีทดสอบระบบเบรก ABS

ถือเป็นสถานีสุดท้ายซึ่งจำลองเหตุการณ์เฉพาะหน้าเพื่อทดสอบสมรรถนะของระบบเบรคว่ามีการหยุดรถในระยะประชิดได้สั้นแค่ไหน และเมื่อต้องเบรกกะทันหัน รถจะเสียอาการหรือร่อน โคลง ไปตามแรงเฉื่อยที่เกิดขึ้นหรือไม่

วิธีการที่ทดสอบในครั้งนี้คือกระแทกคันเร่งออกจากจุดสตาร์ทแบบเต็มกำลัง พอมาถึงจุดเบรกใช้กำลังเท้าเหยียบคันเบรคให้เต็มที่ ประคองพวงมาลัยให้อยู่บนเส้นทางที่กำหนดไว้ ความเร็วที่พุ่งออกจากจุดสตาร์ทจนถึงจุดเบรก สังเกตุจากมาตรวัดความเร็วอยู่ที่ประมาณ 60 กม./ชม. เมื่อรถหยุดสนิทก็ได้ทำการวัดระยะ ผลที่ได้คือ รถสามารถหยุดสนิทได้ในระยะประมาณไม่ถึง 5 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นระยะหยุดสนิทที่สั้น และตัวรถก็ไม่มีอาการโคลงหรือร่อนแต่อย่างใด ความดีงามในส่วนนี้ต้องยกให้กับระบบเบรก ABS ระบบกระจายแรงเบรก (EBD) และระบบเสริมแรงเบรก (BA) ที่ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การทดสอบแบบจัดหนักกับ NISSAN NOTE ในครั้งนี้ สรุปโดยรวมได้ว่านอกจากโครงสร้างรถที่ใหญ่ กว้างขวาง นั่งสบาย รวมถึงออฟชั่นที่ให้มาแบบจัดเต็มจนเกินคำว่า “อีโค่คาร์” ถือว่าคุ้มค่าสุดๆ ระบบช่วงล่างและตัวช่วยขับขี่เพื่อความปลอดภัยหลากหลายเทคโนโลยีที่นำมาติดตั้ง เป็นสิ่งที่ประทับใจมากๆ ทำให้ขับขี่รถคันนี้ได้อย่างมั่นใจ ซึ่งเป็นภาคขยายที่ช่วยให้กลุ่มเป้าหมายตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เครื่องยนต์แม้จะเป็นรุ่นเดียวกับ MARCH และ ALMERA แต่เมื่อมาอยู่ในรถคันนี้ ก็ไม่ได้เป็นปัญหาในการนำพาน้ำหนักตัว 1 ตันนิดๆแต่อย่างใด

สิ่งที่ดูแปลกๆเป็นเรื่องของระบบเกียร์ เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นระบบเกียร์ซีวีที แต่มีรอยต่อของเกียร์เฉกเช่นระบบเกียร์อัตโนมัติทั่วๆไป โดยทีมผู้ผลิตให้เหตุผลว่า ต้องการให้ NISSAN NOTE ขับขี่ได้สนุกสนานยิ่งขึ้น แต่พอกลับมาดูในด้านราคา 640,000 บาท คงเป็นอะไรที่ยากจะปฏิเสธ

เรียบเรียงข้อมูลและทดสอบโดย ณัฐเทพ เผ่าจินดา

ข้อมูลเทคนิค   NISSAN NOTE VL

เครื่องยนต์ เบนซิน 3 สูบ DOHC 12 วาล์ว CVTC
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.) 1,198
กำลังสูงสุด(แรงม้า/รอบต่อนาที) 79/6,0000 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด (นิวตันเมตร/รอบต่อนาที) 106/4,400 รอบต่อนาที
ระบบส่งกำลัง       XTRONIC CVT พร้อม D-Step Logic
ระบบขับเคลื่อน ล้อหน้า
ระบบกันสะเทือน หน้า/หลัง อิสระ แม็กเฟอร์สันสตรัต พร้อมเหล็กกันโคลง

/ทอร์ชั่นบีม พร้อมเหล็กกันโคลง

กว้าง/ยาว/สูง 1,695/4,105/1,535
ราคา(บาท) 640,000
ตัวแทนจำหน่าย    บริษัท นิสสัน มอเตอร์ ( ประเทศไทย)  จำกัด

 

 

“ฟอร์ด” ผุดโปรเจค ใช้ “ไม้ไผ่” ผลิตรถยนต์

0

คุณอาจจะเคยนั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่ สร้างสิ่งของจากไม้ไผ่ และอาจเคยกิน แต่รู้หรือไม่ว่า รถยนต์ของคุณอาจจะเป็นสิ่งต่อไปที่ได้รับประโยชน์จาก “ไม้ไผ่” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวัสดุธรรมชาติที่แข็งแกร่งที่สุด

ในขณะที่การลงทุนในการวิจัยช่วยให้เราคิดค้นวัสดุใหม่ๆ เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ที่ทนทานเป็นพิเศษ และอลูมิเนียมน้ำหนักเบา วัสดุธรรมชาติก็เติบโตไปในเวลาเดียวกัน ด้วยความสูงประมาณ 1 เมตรต่อวัน ในสวนหลังบ้านของเรานี่เอง

เจเน็ต ยิน หัวหน้าฝ่ายวิศกรรมวัสดุ ศูนย์วิจัยและวิศวกรรมฟอร์ด หนานจิง กล่าว “ไม้ไผ่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ มันแข็งแกร่งแต่ยืดหยุ่น สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และยังมีอยู่มากทั้งในประเทศจีน และพื้นที่อื่นๆ ในเอเชีย”

ประโยชน์ของไม้ไผ่เป็นที่ยอมรับมานานกว่าศตวรรษ แม้แต่โธมัส เอดิสัน ก็ยังเคยทดลองใช้ไม้ไผ่ระหว่างการประดิษฐ์หลอดไฟหลอดแรกของโลก สำหรับภายในอาคาร ความทนทานจากแรงดึงของไม้ไผ่นั้น เทียบเท่าหรือเหนือกว่าเหล็กบางชนิดเสียอีก และเนื่องจากไม้ไผ่สามารถเติบโตถึงจุดเจริญเติบโตเต็มที่ได้ในระยะเวลาเพียง 2 ถึง 5 ปีเท่านั้น จึงถือว่าเติบโตใหม่ได้อย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับต้นไม้ชนิดอื่นที่ใช้เวลาหลายสิบปี

ในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เจเน็ตและทีมทำงานร่วมกับคู่ค้า เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการใช้ไม้ไผ่ภายในตัวรถยนต์ และเพื่อผลิตชิ้นส่วนที่แข็งแรงเป็นพิเศษด้วยการผสานเข้ากับพลาสติก ซึ่งทางทีมได้ค้นพบว่า ไม้ไผ่มีความทนทานยิ่งกว่าทั้งเส้นใยสังเคราะห์และธรรมชาติที่ใช้ในการทดสอบต่างๆ ทั้งในแง่ของความทนจากแรงดึงไปจนถึงความสามารถในการรับแรงกระแทก นอกจากนี้ ไม้ไผ่ยังผ่านการทดสอบด้วยความร้อนสูงกว่า 100 องศาเซลเซียส เพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถคงคุณสมบัติอยู่ได้แม้ในภาวะความร้อนสูง

ระหว่างที่การทดสอบคุณสมบัติของไม้ไผ่ยังดำเนินต่อไป ฟอร์ดได้ริเริ่มใช้วัสดุที่มีความยั่งยืนและวัสดุรีไซเคิลในรถยนต์สำหรับตลาดเอเชีย แปซิฟิค

ก่อนที่จะถูกนำมาใช้งานจริง วัสดุที่มีความยั่งยืนหรือวัสดุรีไซเคิลเหล่านั้น จะต้องผ่านมาตรฐานระดับโลกของฟอร์ดก่อน สำหรับเอเชีย แปซิฟิค เจเน็ตเป็นผู้นำทีมที่ทำการทดสอบและวิเคราะห์วัสดุแต่ละชนิด เพื่อให้แน่ใจว่าวัสดุเหล่านั้นดีกว่าและทนทานกว่าวัสดุเดิมที่ใช้อยู่

วัสดุชนิดหนึ่งที่ผ่านการทดสอบและถูกนำไปใช้ในรถฟอร์ดทั่วเอเชีย แปซิฟิค คือ เส้นใยไนลอนคุณภาพสูงจากโรงงานพรมและเสื้อผ้า โดยทางทีมได้ใช้เส้นใยไนลอนนี้ ผลิตใบพัดลมทำความเย็นในฟอร์ด โฟกัส และฟอร์ด เอสคอร์ท ด้วยการทำงานร่วมกับคู่ค้า เพื่อนำเส้นใยไนลอน (หรือเส้นด้ายดิบ) ส่วนเกินนี้มาใช้ ซึ่งมีปริมาณประมาณ 1-3 เปอร์เซ็นต์ ของด้ายดิบที่ใช้ในการผลิตทั้งหมดของโรงงานบางแห่ง ฟอร์ดได้ช่วยลดปริมาณเส้นด้ายดิบเหลือทิ้งมากกว่า 700,000 กิโลเมตรต่อปี ในทวีปเอเชีย แปซิฟิค ซึ่งเกือบเท่ากับระยะทางไปกลับระหว่างโลกและดวงจันทร์

สิ่งที่น่าประหลาดใจอีกอย่างหนึ่ง คือ ฟอร์ดใช้ชิ้นส่วนจากเครื่องซักผ้าที่ทนทานและผ่านการคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน เพื่อนำมาผลิตแผ่นเบนทางลมใต้ท้องรถ ที่ช่วยลดแรงต้านลมและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง ซึ่งสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้แก่เจ้าของรถได้

วัสดุรีไซเคิลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงชิ้นส่วนที่มองไม่เห็นจากภายนอกเท่านั้น ฟอร์ดใช้เส้นใยจาก REPREVE ซึ่งทำมาจากวัสดุรีไซเคิล 100 เปอร์เซ็นต์ เช่น ขวดพลาสติก เพื่อผลิตผ้าบุเบาะที่นั่งในฟอร์ด มอนดีโอ ฟอร์ด เอสคอร์ท และฟอร์ด เอดจ์ ในเอเชีย แปซิฟิค จนถึงปัจจุบัน การใช้เส้นใยผลิตเบาะจาก REPREVE ของฟอร์ดนั้น ช่วยลดปริมาณการทิ้งขวดพลาสติกได้มากถึงเกือบ 25 ล้านขวด

ในการผลิตแต่ละชิ้นส่วนที่ยกตัวอย่างมานั้น วัสดุดั้งเดิมจะถูกตีเป็นแผ่นบางๆ เพื่อให้สามารถดัดแปลงรูปทรงเป็นชิ้นส่วนที่ใช้ในรถยนต์ฟอร์ด สำหรับวัสดุรีไซเคิลนั้น ก่อนที่จะกลายเป็นใบพัดลมทำความเย็นและแผ่นเบนทางลม เส้นด้ายและชิ้นส่วนเครื่องซักผ้าจะถูกอัดเป็นเม็ดเรซินทรงกลมขนาดเล็ก ในขณะที่ขวดพลาสติกจะถูกหลอมเป็นเส้นใย PET (พอลิเอทิลีน เทเรฟทาเลต) ก่อนจะกลายเป็นเส้นด้าย และทอเป็นผ้าบุเบาะที่นั่งต่อไป

และเนื่องจากการจินตนาการถึงขวดพลาสติกในเบาะที่นั่งและเส้นด้ายในใบพัดลมเป็นเรื่องยาก บทบาทของเจเน็ตในฐานะผู้สนับสนุนวัสดุเพื่อสิ่งแวดล้อมจึงขยายไปยังนอกห้องวิจัยด้วย

เจเน็ต กล่าวเสริม “เวลาที่อธิบายถึงวิธีการที่เราใช้วัสดุยั่งยืนและรีไซเคิลในรถยนต์ ถ้าคนฟังไม่รู้สึกชื่นชอบในไอเดียทันที ก็จะต้องการความแน่ใจว่าวัสดุที่ใช้มีคุณภาพสูงจริงๆ การทำงานของทีมไม่เพียงแต่ควบคุมวัสดุให้มีคุณภาพยอดเยี่ยมเท่านั้น แต่ยังแข็งแกร่งและยั่งยืนในทุกแง่มุมอีกด้วย เมื่อเข้าใจถึงกระบวนการต่างๆ แล้ว พวกเขาก็สนับสนุนในไอเดียนี้”

ความมุ่งมั่นในการลด การนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิล คือ ส่วนหนึ่งของกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืนในระดับโลกของฟอร์ด เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ประสิทธิภาพเชื้อเพลิงสูงทั่วโลก

ในระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฟอร์ดได้เพิ่มปริมาณการใช้วัสดุรีไซเคิลที่ไม่ใช่โลหะและวัสดุชีวภาพอย่างต่อเนื่อง เมื่อนับรวมความสำเร็จล่าสุดในการผลิตชิ้นส่วนคอนโซลรถจากเส้นใยเซลลูโลสเสริมแรง และแป้นหูช้างกระจังหน้ารถแบบไฟฟ้าที่ทำจากเปลือกข้าวแล้ว ปัจจุบันฟอร์ดใช้วัสดุชีวภาพในการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์มากถึง 8 ชนิดด้วยกัน โดยตัวอย่างอื่นๆ ที่ใช้ในระดับโลก ได้แก่ วัสดุที่ใช้ส่วนประกอบหลักจากมะพร้าว ส่วนประกอบเส้นใยปอสำหรับผลิตยางขอบประตูด้านใน และโฟมถั่วเหลืองสำหรับผลิตเบาะที่นั่งและพนักพิงศรีษะ

“2017 MG Silk Road Driving Tour” การเดินทางครั้งประวัติศาสตร์กับรถสปอร์ตคลาสสิกของเอ็มจีเส้นทาง กรุงเทพฯ-ลอนดอน 37,000 กม. 111 วัน

0

บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้การต้อนรับคาราวานรถสปอร์ตคลาสสิก เอ็มจี จำนวน 8 คันกับการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์จากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่กรุงลอนดอนในทริป “2017 MG Silk Road Driving Tour” ตอกย้ำความโดดเด่นและความยิ่งใหญ่ของแบรนด์ เอ็มจี ที่ถูกถ่ายทอดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันทั้งความสนุกสนานในการขับขี่ ดีเอ็นเอความเป็นรถสปอร์ตที่ทุกคนจับต้องได้ ความทนทานที่รองรับการใช้งานยาวนาน และความหลงใหลในแบรนด์ เอ็มจี ที่เปี่ยมด้วยสุนทรียภาพแบบอังกฤษ รวมระยะทางกว่า 37,000 กิโลเมตรตลอดระยะเวลา 111 วัน

ผู้ร่วมทริปการเดินทาง “2017 MG Silk Road Driving Tour” ในครั้งนี้ประกอบด้วยกลุ่มลูกค้าชาวออสเตรเลียที่เป็นแฟนพันธุ์แท้รถยนต์คลาสสิกของ เอ็มจี รวมทั้งสิ้น 16 คน โดยได้ตัดสินใจเริ่มต้นการเดินทางจากประเทศไทยเนื่องจากเล็งเห็นว่าประเทศไทยคือศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจของ เอ็มจี และถือเป็นตลาดยุทธศาสตร์ของการผลิตยานยนต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว “แบรนด์ เอ็มจี มีชื่อเสียงมายาวนานร่วม 100 ปีจากความมุ่งมั่นสร้างสรรค์ประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมและความหลงใหลในแบรนด์ที่ถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบันอย่างไม่เสื่อมคลาย ขบวนรถสปอร์ตคลาสสิก เอ็มจี ทั้ง 8 คันคือตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมที่แสดงให้เห็นว่า เอ็มจี ส่งต่อดีเอ็นเอการพัฒนารถสไตล์สปอร์ตที่ทุกคนจับต้องได้ ใช้งานได้ยาวนาน และให้ความสนุกสนานในการขับขี่ เอ็มจี คือรถยนต์ที่มีความคุ้มค่าสำหรับทุกคนไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในชีวิตประจำวันหรือการเดินทางท่องเที่ยวทุกรูปแบบ ในฐานะตัวแทนของ เอ็มจี ในประเทศไทย ผมขอให้นักเดินทางทุกท่านขับขี่ถึงจุดหมายในกรุงลอนดอนโดยสวัสดิภาพ”

หลังจากนั้น เอ็มจี เดินหน้าพัฒนารถคุณภาพเยี่ยมมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งสร้างชื่อเสียงโด่งดังอีกครั้งกับรถสปอร์ตคลาสสิกตระกูล MGA ที่ผลิตระหว่างปี ค.ศ. 1955 – 1962 และรุ่น MGB ที่ได้รับการยอมรับจากลูกค้าทั่วทั้งทวีปยุโรปทั้งในด้านคุณภาพและสมรรถนะ MGB นับเป็นหนึ่งในรถสปอร์ตที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดทั้งในด้านยอดขายและเสียงตอบรับของลูกค้าตลอดระยะเวลาการผลิตระหว่างปี ค.ศ. 1962 – 1980 ด้วยรูปลักษณ์ที่สวยงามและความหลากหลายของสไตล์ตัวถังที่มีทั้งรุ่นหลังคาแข็งและหลังคาผ้าใบ พร้อมเครื่องยนต์ที่ทรงพลังและทนทาน โดยรถสปอร์ตคลาสสิกทั้ง 2 รุ่นดังกล่าวจะเดินทางร่วมขบวนไปกับคาราวานครั้งประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ด้วย

มร. จอห์น บาสเทน หนึ่งในผู้ร่วมเดินทางซึ่งเป็นเจ้าของรถสปอร์ตเปิดประทุน MGB Roadster สีทอง เปิดเผยว่า “รถสปอร์ตคันนี้คือรถในฝันตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก ไม่เพียงจะมีเครื่องยนต์ที่แข็งแรงทนทานราวกับหุ่นยนต์ แต่ยังให้ความสนุกสนานทุกครั้งที่ได้ขับขี่ ผมได้ลองขับ MGB คันนี้ขึ้นเขาใหญ่ โดยใช้เส้นทางถนนธนะรัชต์ที่มีทั้งทางโค้งและเนินลาดชัน ผมได้สัมผัสถึงระบบวิศวกรรมที่ยอดเยี่ยมของตัวรถ ถึงแม้จะผลิตมานานหลายสิบปี แต่ผมก็ยังประทับใจในสมรรถนะที่เร้าใจของตัวรถคันนี้มาก”

ปัจจุบัน ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของ เอ็มจี เช่นเดียวกันกับประเทศไทย โดยมีลูกค้าที่หลงใหลในรถยนต์ เอ็มจี ทั้งรุ่นใหม่และรุ่นคลาสสิกรวมตัวกันเป็นสมาชิกกลุ่ม MG Club ที่มีสมาชิกกว่า 4,000 คน สำหรับการเดินทางครั้งนี้ใช้เวลาวางแผนนานกว่า 2 ปี หลังจากออกเดินทางจากประเทศไทย คณะเดินทางจะขับขี่ผ่านประเทศจีนซึ่งเป็นที่ตั้งของ เอสเอไอซี มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ เอ็มจี ในประเทศไทยและทั่วโลก ก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่ประเทศอังกฤษผ่านทางตะวันออกกลางเพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองอาบิงดัน ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงงานแห่งแรกของเอ็มจี เมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้ว

มร. ไมค์ เฮอร์ริฮี หนึ่งในผู้ร่วมเดินทางในทริปประวัติศาสตร์ครั้งนี้ซึ่งเป็นเจ้าของรถสปอร์ตคลาสสิก MGB และรถคลาสสิกของ เอ็มจี อีก 7 คัน กล่าวว่า “ผมมีโอกาสทดสอบขับรถยนต์ เอ็มจี รุ่นใหม่ในประเทศไทยที่ศูนย์สร้างประสบการณ์การขับขี่ หรือ เอ็มจี ไดรฟ์วิ่ง เอ็กซ์พีเรียนซ์ เซ็นเตอร์ โดยมีโอกาสทดสอบขับทั้ง MG3 และ MG GS ซึ่งผมมีความประทับใจเป็นอย่างมาก เพราะรถยนต์ เอ็มจี ยังคงเปี่ยมด้วยบุคลิกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผมได้รับความสนุกสนานเร้าใจในการขับขี่ สมรรถนะที่ให้ความสปอร์ตผสมผสานความปลอดภัยแบบที่ เอ็มจี ในอดีตเคยตั้งสโลแกนว่า ‘MG Safety Fast’ ผมเชื่อว่าเจ้าของรถ เอ็มจี ชาวไทยจะมีความประทับใจในสมรรถนะและคุณภาพของตัวรถเช่นกัน เพราะไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใดในโลก เราทุกคนคือสมาชิกของครอบครัวเดียวกัน”

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (16 เมษายน 2560)

0

วันอาทิตย์ที่ 16 เมษายน 2560
เวลา 14.30 – 15.00 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (9 เมษายน 2560)

0

วันอาทิตย์ที่ 9 เมษายน 2560
เวลา 14.30 – 15.00 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์

“One Ride 2017” กิจกรรมการรวมตัวของสาวก Royal Anfiled เพื่อเดินทางในรูปแบบคาราวานรถจักรยานยนต์พร้อมกันทั่วโลก

0

One Ride 2017 สาวก Royal Anfield ทั่วโลกจาก 23 เมือง ของ 14 ประเทศ รวมตัวเดินทางในรูปแบบคาราวานรถจักรยานยนต์พร้อมกันทั่วโลก

นักขับ Royal Anfield ทั่วโลกแสดงพลังแห่งมิตรภาพด้วยการรวมกลุ่มขับขี่ในกิจกรรม One Ride ครั้งที่ 7 ซึ่งเป็นสังคมการขับขี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีจุดประสงค์เพื่อมุ่งส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งมิตรภาพและสังคมคนรักรถจักรยานยนต์เป็นประจำทุกปี รวมไปถึงให้นักขับได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่แท้จริงร่วมกัน กิจกรรมนี้ถูกจัดขึ้นในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2560 ใน 23 เมืองใหญ่ทั่วโลก อาทิ ลอนดอน ปารีส มาดริด บาร์เซโลน่า ดูไบ จาการ์ตา กรุงเทพฯ เมลเบิร์น มะนิลา นิวเดลี และมุมไบ

ในวันดังกล่าว โชว์รูม Royal Anfield ทั่วโลกต่างก็เต็มไปด้วยนักขับที่มารวมตัวกันก่อนออกเดินทาง โดยเริ่มต้นที่นครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ก่อนจะตามมาด้วยอีกหลายเมืองตามช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งนักขับในกรุงเทพฯ ประเทศไทย และจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ก็ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมนี้

สำหรับประเทศไทย เป็นหนึ่งในประเทศที่มีสังคมคนรักรถจักรยานยนต์ร่วมทริปมากมาย โดยผู้ร่วมทริปได้เริ่มต้นการเดินทางจาก Royal Anfield สาขาทองหล่อ มุงหน้าไปยังบางแสน ก่อนที่นักขับในประเทศอินเดียเริ่มออกเดินทางในเวลาต่อมา ซึ่งมีผู้ร่วมทริปอย่างล้นหลาม และปิดท้ายการเฉลิมฉลองที่เมืองมิลวอกี รัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (2 เมษายน 2560)

0

วันอาทิตย์ที่ 2 เมษายน 2560
เวลา 14.30 – 15.00 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์

เปิดแล้ว“มหกรรมรถยนต์มือสอง ครั้งที่ 9” ระดมรถกว่า 2000 คันการันตีคุณภาพให้เลือก กรุงศรี ออโต้ ร่วมอัด ข้อเสนอพิเศษ เปิดโซนพิเศษ ‘ขายง่าย ได้ราคา’

0

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)แถลงข่าวยืนยันความพร้อมในการจัดงาน “มหกรรมรถยนต์มือสอง ครั้งที่ 9” มุ่งมั่นยกระดับการจัดงานเข้าสู่ระดับสากลมุ่งมั่นสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค การันตีรถยนต์ในงานทุกคัน  พร้อมจับมือร่วมกับ “กรุงศรี ออโต้” เป็นปีที่ 4 เปิดโซนพิเศษ ‘ขายง่าย ได้ราคา’ พร้อมอัดโปรโมชั่นและข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับลูกค้าที่สมัครสินเชื่อ “กรุงศรี ยูสด์ คาร์” ในงานนี้โดยเฉพาะซึ่งงานจัดขึ้นระหว่างวันที่3-9เมษายน2560ณ ศูนย์แสดงสินค้าฯ ฮอลล์ 2-4 อิมแพค เมืองทองธานีโดยมีพีธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ เมื่อเช้าวันที่ 3  มีนาคม 2560 ณ เวทีกลาง บริเวณจัดแสดงงานฯ ท่ามกลางสื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมเป็นสักขีพยานกันอย่างคับคั่ง

 ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนาประธานกรรมการบริหาร/ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า ในการจัดงาน “มหกรรมรถยนต์มือสองครั้งที่ 9”เรายังคงเลือกศูนย์แสดงสินค้า ฮอลล์ 2-4 อิมแพค เมืองทองธานีเป็นสถานที่ในการจัดงาน เพราะสามารถรองรับความต้องการด้วยพื้นที่ 15,000 ตารางเมตรมีความสะดวกสบายทั้งในเรื่องของสถานที่และการเดินทาง

การจัดงานปีที่ผ่านมานับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แม้จะอยู่ในช่วงสถานการณ์ของตลาดที่ไม่ได้เอื้ออำนวยต่อการซื้อรถมากนัก แต่ยังมีผู้เข้าชมงานตลอด 7 วัน สูงถึง 200,568 คน ส่งผลให้มียอดจำหน่ายและสั่งจองภายในงานถึง7,767 คัน และมีเงินสะพัดหลายร้อยล้านบาท ตลอดช่วงระยะเวลาของการจัดงาน

“ยอดขายที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเพราะผู้บริโภคต้องการความคุ้มค่า ในช่วงสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังผันผวนรวมไปถึงการได้เห็นคุณภาพของรถยนต์มือสองที่แต่ละบริษัทได้นำมาจำหน่าย ล้วนเป็นรถคัดเกรดทั้งหมด วิ่งน้อย ไม่ชนหนัก ไม่ตกน้ำ ไม่พลิกคว่ำ มีสภาพใหม่เกิน 90% เกือบทุกคัน แถมมีการการันตีคุณภาพของรถทุกคัน” ดร.ปราจิน กล่าว

นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ กรรมการบริหาร / ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และในฐานะ ประธานจัดงาน“มหกรรมรถยนต์มือสอง ครั้งที่ 9” เปิดเผยว่าภาพรวมของงานในปีนี้ยังคงเป็นงานที่รวบรวมผู้จำหน่ายรถยนต์มือสองไว้อย่างคับคั่งมีรถยนต์กว่า 2,000 คัน ที่ได้รับการการันตีในเรื่องของคุณภาพ ให้ผู้บริโภคได้เลือกชม เลือกซื้อ ครบทุกเซ็กเมนต์ เช่น อีโคคาร์, ซิตี้คาร์, ซีดาน, ลักชัวรี่คาร์ และรถยนต์อเนกประสงค์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครบถ้วน

โดยผู้ประกอบการที่เข้ามาร่วมงานกับเราในปีนี้ประกอบด้วย BMW PREMIUM SELECTION,  MINI NEXT,  MASTER CERTIFIED USED CAR,  TNP Auto Import ,  AUTO MASTER, VOLVO SELEKT, BEST SERVICE, AMORN RATCHADA GROUP, YO RACHADA, รถเศรษฐี ,VM AUTO, ETON USED CAR, BENZ STAR FLAG, CARMANA, SC SUPER CAR,J MOTOR TRADE 

แต่ไฮไลท์สำคัญของการจัดงานในปีนี้ ทางคณะผู้จัดงานได้ทำการเพิ่มพื้นที่ในส่วนของ “บิ๊กไบค์” มือสอง เข้ามาภายในงานเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และตอบรับกับกระแสความนิยมรถในกลุ่มนี้ที่มีขยายตัวเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา

“คณะผู้จัดงานฯ พร้อมด้วยผู้จำหน่ายรถยนต์มือสองทุกบริษัท ยังคงสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าที่เข้ามาซื้อรถภายในงาน โดยยังคงให้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MOU) เพื่อการันตีและรับประกันคุณภาพรถยนต์ ซึ่งนำมาจำหน่ายภายในงาน โดยคัดสรรรถยนต์คุณภาพดี หากพบปัญหายินดีทำตามข้อตกลงซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขที่ผู้ซื้อและผู้ขายมีไว้ต่อกัน ณ วันซื้อรถ อีกทั้งอัดแน่นด้วยโปรโมชั่นพิเศษ สามารถต่อรองราคาได้ พร้อมรับสิทธิพิเศษและของสมนาคุณอีกเป็นจำนวนมากภายในงาน”

นายจาตุรนต์  กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีนี้ เรายังคงจับมือร่วมกับ “กรุงศรี ออโต้” เป็นปีที่ 4 โดยธนาคารกรุงศรีอยุธยา จะยังคงเป็นพันธมิตรและผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของ งานมหกรรมรถยนต์มือสอง ครั้งที่ 9ร่วมออกบูธ พร้อมนำเสนอโปรโมชั่นพิเศษ ในการอนุมัติสินเชื่อให้กับลูกค้าภายในงาน ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์มือสองได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ด้าน นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ กลุ่มงานธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “นับเป็นปีที่ 4 ที่กรุงศรี ออโต้ ได้ร่วมเป็นพันธมิตรหลักในการจัดงานมหกรรมรถยนต์มือสอง ที่ได้รับการสนับสนุนที่ดีจากกรังด์ปรีซ์ และดีลเลอร์มาโดยตลอด

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าตลาดรถยนต์มือสองในปีนี้จะเติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมาราว 5% ซึ่งเป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมถึงปริมาณรถที่เข้ามาในตลาดจากการครบกำหนดโครงการรถคันแรก งานมหกรรมรถยนต์มือสองในปีนี้ จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย

“มหกรรมรถยนต์มือสอง ครั้งที่ 9” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-9 เมษายน2560 ณ ศูนย์แสดงสินค้าฯ ฮอลล์ 2-4 อิมแพค เมืองทองธานี

รีวิว “สาวงาม” ในงานมอเตอร์โชว์ พริตตี้ค่ายไหน ใครเด็ด…เชิญรับชม!!!

0

พักจากเรื่องรถมาชมความน่ารักของสาวสวยรวยความรู้ที่อยู่เคียงข้างรถยนต์หลากรุ่น ในงาน “บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38” กันดีกว่าครับ ภาพต่างๆที่คัดมาให้รับชมล้วนมาอย่างเป็นทางการ พร้อมแต่งองค์ ทรงเครื่องให้เลอค่า สวย สง่างาม แทบครบทุกค่าย

ASTON MARTIN


AUDI


BMW


CHEVROLET


FORD


HONDA


HYUNDAI

JAQUAR


KAWASAKI


LAND ROVER


LEXUS


MASERATI


MG


MINI


MITSUBISHI


ROLLSROYCE


SONY


SUZUKI


TATA


TOYOTA


TRIUMP


YAMAHA

หากอยากพบสาวงามตัวเป็นๆ บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ยังจัดแสดงจนถึงวันที่ 9 เมษายนนี้ ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ เมืองทองธานี พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวงครับ