Home Blog Page 196

“CHANGAN ประเทศไทย” สร้างความตื่นเต้นให้ผู้ใช้ EV ชาวไทย ด้วยภาพการทดสอบรถยนต์ 2 รุ่นใหม่ เตรียมขนทัพร่วมงาน Motor Expo ปีนี้!

0
CHANGAN 3

CHANGAN ประเทศไทย จัดทดสอบสมรรถนะรถยนต์ ซึ่งครอบคลุมระยะทางกว่า 300 กิโลเมตรบนถนนประเทศไทย สำหรับยานยนต์สองรุ่นใหม่ล่าสุดที่จะถูกนำเข้ามาเปิดตัวอย่างเป็นทางการในอีกไม่ช้า โดยการทดสอบดังกล่าวถือเป็นอีกก้าวสำคัญ ภายใต้แผนการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมความพร้อม ในการนำเสนอนวัตกรรมยานยนต์ให้ผู้ใช้งานและผู้ที่ชื่นชอบยนตรกรรมไฟฟ้าชาวไทยได้สัมผัสเป็นครั้งแรกในงาน Motor Expo ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2566 นี้

Changan Automobile เตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยในปี 2566 ท่ามกลางความคาดหวังของผู้ขับขี่ชาวไทยที่ต้องการได้สัมผัสนวัตกรรมจากแบรนด์รถยนต์ชั้นนำ โดยภาพจากการทดสอบสมรรถนะรถยนต์บนถนนเมืองไทยในครั้งนี้ เผยให้เห็นการออกแบบอันโดดเด่นของรถยนต์ทั้งสองรุ่น และเพิ่มความตื่นเต้นของผู้ใช้งานชาวไทยก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

CHANGAN 1

ตอกย้ำจุดแข็งในระดับสากลทั้ง 6 ประการของบริษัทฯ ซึ่งถือเป็นรากฐานของความสำเร็จอันยาวนานนับศตวรรษ ความมุ่งมั่นในด้านนวัตกรรมและความก้าวหน้าถูกแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านความสำเร็จอันโดดเด่นในหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น การวิจัยและพัฒนา (R&D) การออกแบบภายในและภายนอกที่พิถีพิถัน การปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานและกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ กลยุทธ์การขายและการตลาด ตลอดจนการนำเสนอผลิตภัณฑ์อันล้ำสมัยเข้าสู่ตลาดโลก ประวัติศาสตร์อันยาวนานของการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องนี้ เป็นปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนให้ Changan Automobile กลายเป็นผู้บุกเบิกที่สำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ปัจจุบัน

การเปิดตัวถือเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับกลยุทธ์ ‘Vast Ocean’ ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ด้านนวัตกรรมและความเป็นผู้ประกอบการ (Innovation and Entrepreneurship Plan) ริเริ่มขึ้นในปี 2560 ซึ่งแผนกลยุทธ์ดังกล่าว ได้ดำเนินการควบคู่ไปกับอีก 2 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ ‘Shangri-La’ ที่มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาภายในองค์กร ความสามารถในการผลิตแบตเตอรี่ ระบบขับเคลื่อนรถไฟฟ้า และการควบคุมระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งกลยุทธิ์ ‘Dubhe Plan’ มุ่งเน้นไปที่การบูรณาการเทคโนโลยีอัจฉริยะ ความสามารถในการพัฒนาซอฟต์แวร์ และการสร้างพันธมิตร พร้อมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่งในด้านทรัพยากรเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและสมบูรณ์ยิ่งขึ้นในอุตสาหกรรมอัจฉริยะ โดยวัตถุประสงค์หลักของกลยุทธ์ ‘Vast Ocean’ คือการส่งเสริมการขยายธุรกิจระหว่างประเทศ ยกระดับ Changan Automobile ให้เป็นแบรนด์ยานยนต์ระดับโลก การริเริ่มกลยุทธิ์ดังกล่าวยังแสดงถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของบริษัทฯ ในการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะและคาร์บอนต่ำ

CHANGAN 2

ด้วยชื่อเสียงด้านนวัตกรรมและความมุ่งมั่นในการขับขี่อย่างยั่งยืนของบริษัทฯ การเข้ามาของ Changan Automobile พร้อมเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย ตั้งเป้ามุ่งสู่อนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากขึ้น เตรียมสัมผัสประสบการณ์ยานยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่จาก Changan Automobile ที่งาน Motor Expo ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง 11 ธันวาคม 2566 นี้!

วิริยะประกันภัย ร่วมรณรงค์ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน มอบเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ให้ตำรวจภูธรภาค 5

0

พล.ต.ท.เผ่าไทย ทองธิว กรรมการและที่ปรึกษา บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) มอบเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ จำนวน 159 เครื่อง ให้แก่ พล.ต.ต.ดุลเดชา อาชวะสมิตระกูล รักษาราชการแทน รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 5 (ภาคเหนือ) 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดลำปาง และจังหวัดลำพูน ในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอันเนื่องมาจากการขับขี่ยานพาหนะขณะมึนเมา และบริษัทฯ มุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งในการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ช่วยลดอัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตบนท้องถนนให้น้อยลง ณ ตำรวจภูธรภาค 5 ตำบลหนองหอย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

เปิดแล้ว ศูนย์บริการสถานีชาร์จไฟจากปอร์เช่ (Porsche Charging Lounge) แห่งแรก

0

ปอร์เช่ กำลังวางแผนที่จะจัดตั้งสถานีชาร์จไฟกำลังสูงของตนเองตามเส้นทางที่สำคัญในยุโรป พร้อมมอบประสบการณ์การชาร์จไฟระดับพรีเมียมที่แบรนด์ตั้งมาตรฐานไว้ สถานีพื้นที่นำร่อง Porsche Charging Lounge แห่งแรกเปิดให้บริการ ณ Bingen am Rhein ประเทศเยอรมนีแล้ววันนี้ เพียง 2 นาทีจากแยกมอเตอร์เวย์ A60/A61 จะมีศูนย์บริการสถานีชาร์จไฟกำลังสูง DC ขนาด 300 กิโลวัตต์ 6 จุดบริการ และจุดชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับขนาด 22 กิโลวัตต์อีก 4 จุด ในขณะเดียวกันนี้ ยังได้มีการวางแผนเพิ่มศูนย์บริการรับรองการชาร์จไฟของปอร์เช่ในประเทศเยอรมนี ออสเตรีย และสวิตเซอร์แลนด์อีกด้วย 

สถานีชาร์จไฟนี้ตั้งอยู่ใกล้กับเส้นทางที่พลุกพล่านและมีการจราจรที่หนาแน่น พร้อมเปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน เป็นสถานีที่มีประสิทธิภาพสำหรับการชาร์จไฟกำลังสูง แวดล้อมด้วยบรรยากาศที่ผ่อนคลาย และสะดวกในการชำระเงิน Porsche Charging Lounges ใหม่นี้ได้รับการปรับให้เหมาะกับความต้องการของผู้ขับขี่รถยนต์ปอร์เช่ในการเดินทางไกล รถพลังงานไฟฟ้าและปลั๊ก-อิน ไฮบริดทุกรุ่นจากปอร์เช่สามารถใช้บริการเครื่องชาร์จอันทรงพลังที่ผลิตโดย Alpitronic ผู้เชี่ยวชาญด้านอิเล็กทรอนิกส์ของ South Tyrolean ปัจจุบันประสิทธิภาพของสถานีชาร์จไฟกำลังสูงอยู่ที่ 300 กิโลวัตต์ แต่ได้มีการเตรียมวางแผนเพื่ออัปเกรดให้มีความเร็วในการชาร์จที่สูงขึ้นภายในต้นปีหน้าเป็น 400 กิโลวัตต์ต่อจุดชาร์จ กระบวนการชาร์จไฟกำลังสูงนี้ใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่ผ่านการรับรอง

Oliver Blume ประธานกรรมการบริหารของปอร์เช่ เอจี (Porsche AG) กล่าวว่า “ปอร์เช่ได้มุ่งเป้ากำหนดเส้นทางแห่งอนาคตสู่เส้นทางรองรับรถพลังงานไฟฟ้า ภายในปี 2030 เราต้องการให้รถยนต์กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ที่เราส่งมอบเป็นรถพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด ด้วยจำนวนที่เพิ่มมากขึ้น เรามุ่งมั่นตั้งเป้าสำหรับรองรับการเติบโตที่สูงขึ้นด้วยเครือข่ายสถานีชาร์จไฟประสิทธิภาพสูงและ การเริ่มต้นของ Porsche Charging Lounges สุดพิเศษกำลังเป็นส่วนสำคัญในเรื่องนี้ ด้วยความล้ำสมัยของเครือข่าย IONITY เพื่อส่งเสริม สนับสนุนความยั่งยืนอย่างไรข้อจำกัด”

การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของสถานีชาร์จไฟกำลังสูงและเร็วนี้ อยู่ภายใต้เอกสิทธิ์ที่เน้นย้ำถึงลักษณะพิเศษของสถานีดังกล่าว สถานีนำร่องในบิงเงิน (Bingen) นี้แสดงตัวอย่างว่าสถานีจะมีลักษณะอย่างไรในอนาคต หลังคาเพรียวบางที่ดูเหมือนลอยได้เชื่อมต่อจุดชาร์จเข้ากับตัวอาคาร เลานจ์ที่เสริมด้วยกระจกสูงจากพื้นจรดเพดาน ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างภายในและภายนอกรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกัน สีสันที่สดใสและไม้สีอ่อนให้บรรยากาศที่ส่งเสริมความรู้สึกดีและผ่อนคลาย

Porsche Charging Lounge แห่งแรกของโลกนี้ มีระบบทำความร้อนและปรับอากาศด้วยปั๊มความร้อนซึ่งทำงานโดยไม่ใช้เชื้อเพลิง ไฟฟ้าส่วนหนึ่งมาจากระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคา การจัดการอาคารแบบดิจิทัลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เช่น การหรี่แสงอัตโนมัติเมื่อไม่มีผู้มาเยือน

เพื่อให้แน่ใจว่าการใช้บริการเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ  ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยในบริเวณเลานจ์ ตลอดจนเครื่องดื่มและของว่างมากมาย ขั้นตอนการชำระเงินสามารถทำได้หลายช่องทางไม่ว่าจะเป็นบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิต รวมถึง Apple Pay หรือ Google Pay นอกจากนี้ยังมีสื่อต่างๆ และสื่อดิจิตอล พร้อมด้วยเครือข่ายอินเตอร์เน็ต WiFi ประสิทธิภาพสูง มากกว่านั้นยังมีพื้นที่สำหรับออกกำลังกาย พร้อมด้วยอุปกรณ์กระจกอัจฉริยะ (smart mirror) ที่เป็นการแสดงผลแบบอินเตอร์แอคทีฟ เพื่อให้คนขับรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ฟิตพร้อมสำหรับการเดินทางสู่เส้นทางข้างหน้า

Porsche Charging Lounges ห้องรับรองขณะชาร์จไฟของรถปอร์เช่ ได้ถูกใส่รวมอยู่ในหมวดสถานีชาร์จและจะแสดงอยู่ในระบบนำทางของรถปอร์เช่ การชำระเงินค่าบริการส่วนกลางควบคุมดำเนินการโดยปอร์เช่ ต้องขอบคุณ Porsche Charging Service เพราะการชาร์จไฟนี้จึงมีราคาเพียง 33 เซนต์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งเป็นราคาพอๆ กับสถานีชาร์จไฟกำลังสูงอื่นๆ ในเครือข่ายของปอร์เช่ การใช้บริการนี้ต้องใช้รหัสประจำตัวของรถปอร์เช่ (Porsche ID) เพื่อเข้าถึงสถานีชาร์จและบริเวณเลานจ์ ID นี้ต้องเชื่อมโยงกับรถอย่างถูกต้อง หากเลขทะเบียนถูกบันทึกไว้ใน Porsche ID แล้ว ไม้กั้นจะเปิดให้คุณทันที ด้วยระบบจดจำป้ายทะเบียนอัตโนมัติ การบันทึกหมายเลขทะเบียนรถสามารถทำได้อย่างสะดวกในแอป MyPorsche หรืออีกทางหนึ่ง ลูกค้าสามารถใช้ Porsche Charging Card หรือรหัส QR จากแอป MyPorsche เพื่อเข้าถึงทั้งจุดแท่นชาร์จและห้องรับรอง

Alexander Pollich ประธานคณะกรรมการบริหารของ Porsche Deutschland GmbH กล่าวว่า “ด้วย Porsche Charging Lounge เรากำลังสร้างจุดสัมผัสที่สำคัญอีกจุดหนึ่งตลอดการเดินทางของลูกค้า และแสดงให้เห็นว่าลูกค้าของปอร์เช่ (Porsche) สามารถชาร์จไฟได้สะดวกเพียงใด เราหวังว่าจะได้รับข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นครั้งแรกจากลูกค้าเมื่อได้มีประสบการณ์กับการบริการรูปแบบใหม่นี้”

 

ฟอร์ดตอกย้ำคุณภาพ ใช้เครื่องสแกนขั้นสูง ควบคุมมาตรฐานการผลิตรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์

0

ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี เผยเทคโนโลยีการผลิตอันล้ำสมัยที่รับประกันความแม่นยำของการประกอบชิ้นส่วนของรถยนต์ ถึง 99.97% เพื่อให้ได้รถยนต์ที่มีคุณภาพสูง

ชิ้นส่วนต่างๆของรถยนต์ จะถูกสแกนโดยเครื่องสแกนบ็อกซ์ (ScanBox 3D) ซึ่งทำงานรวดเร็วกว่าวิธีการตรวจวัดแบบดั้งเดิมถึง 80% โดยสามารถสแกน ตรวจสอบ และรายงานผลได้ครบวงจรเพียงแค่กดปุ่มเดียว

“แสงสีฟ้าของเครื่อง ScanBox ช่วยให้รถฟอร์ดทุกคัน ไม่ว่าจะประกอบจากโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) หรือจากโรงงานซิลเวอร์ตัน ที่แอฟริกาใต้ เป็นไปตามมาตรฐานด้านคุณภาพการผลิตที่เข้มงวดของเรา” แอนดรูว์ ฟรอมโฮลต์ซ หัวหน้าวิศวกรฝ่ายงานขึ้นรูปและตัวถัง ประจำกลุ่มตลาดนานาชาติของฟอร์ด กล่าว

ยาน โกรนวาลด์ วิศวกรผู้รับหน้าที่ดูแลโรงงานขึ้นรูปที่ผลิตแผงตัวถังสำหรับรถฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ที่โรงงานซิลเวอร์ตัน แอฟริกาใต้ กล่าวว่า “เรากำหนดเป้าหมายความแม่นยำของการประกอบชิ้นส่วนทั้งหมดของฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ที่ 99.97% และเครื่องมืออย่างเครื่องสแกนแสงสีฟ้าช่วยให้เราประกอบชิ้นส่วนรถได้ตามมาตรฐาน”

วิธีการทำงาน 

“ระบบสแกนบ็อกซ์จะสแกนชิ้นส่วนจริงและนำไปเปรียบเทียบกับโมเดลจากคอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบ (CAD) 3 มิติ เพื่อให้มั่นใจว่าชิ้นส่วนจะประกอบกันได้สมบูรณ์” โกรนวาลด์ กล่าว “เครื่องสแกนไม่ได้ทำหน้าที่แค่ตรวจวัดขนาดเส้นรอบวงเท่านั้น แต่ยังวัดขนาดพื้นผิวของชิ้นส่วนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ”

เทคโนโลยีการสแกนแสงสีฟ้ามีประสิทธิภาพและให้ประสิทธิผลที่ดีกว่าการใช้เครื่องมือวัดพิกัด (coordinate measuring machines หรือ CMM) แบบเดิม วัตถุจะถูกสแกนภายในเวลาไม่กี่วินาทีและแสดงผลลัพธ์ในรูปแบบภาพที่ประโยชน์สำหรับช่างเทคนิค

“นักมาตรวิทยาที่มีความเชี่ยวชาญต้องใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมงครึ่งสำหรับการวัดหลังคาด้วยวิธี CMM แบบเดิม แต่ด้วยระบบนี้ เราสามารถวัดชิ้นส่วนได้ภายใน 2 นาที 50 วินาที” โกรนวาลด์ กล่าว

นั่นหมายความว่าชิ้นส่วนสามารถผ่านเข้าสู่กระบวนการผลิตได้เร็วขึ้นมาก และหากพบความผิดปกติของชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ เราจะทราบล่วงหน้าและแก้ไขปัญหาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ   

รถฟอร์ด เรนเจอร์ ที่ผลิตในประเทศแอฟริกาใต้และประเทศไทย ส่งออกไปจำหน่ายยังกว่า 180 ประเทศทั่วโลก

MGC เซ็น MOU กับ ‘กลุ่ม ปตท.’ รุกธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างครบวงจร โชว์รายได้ 9 เดือนแรก 18,449 ล้านบาท เติบโต 11%

0

บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA ประกาศผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรก ทำรายได้รวม 18,449 ล้านบาท เติบโต 11% และมีกำไรสุทธิ 228 ล้านบาท แย้มผลงานไตรมาสสุดท้าย เติบโตโดดเด่นรับไฮซีซัน เตรียมรับรู้รายได้จากการส่งมอบเรือยอทช์ Azimut มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท และจากศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังรถยนต์ไฟฟ้า TESLA เล็งขยายฟลีตรถเช่ารับภาคท่องเที่ยวฟื้น เตรียมรุกธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างครบวงจร หลังเซ็น MOU กับ ‘กลุ่ม ปตท.’ แล้ว มั่นใจรายได้ทั้งปีเติบโตกว่า 10% ตามเป้าหมาย

ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้นำธุรกิจไลฟ์สไตล์โมบิลิตี้ ที่มุ่งตอบสนองไลฟ์สไตล์ในการเดินทางอย่างครบวงจร เปิดเผยผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรก (มกราคม-กันยายน) ของปี 2566 มีรายได้รวม 18,449 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% ส่วนกำไรสุทธิทำได้ 228 ล้านบาท ลดลง 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศ ที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน ส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจ บริษัทฯ จึงจัดโปรโมชั่นพิเศษ เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อในช่วงไตรมาส 3/2566 นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว เนื่องจากการปรับโครงสร้างการเช่าพื้นที่ เพื่อใช้เป็นศูนย์จัดจำหน่ายรถยนต์ของบริษัทฯ รวมถึง ในปี 2565 บริษัทฯ มีกำไรจากการได้รับสิทธิเป็นผู้บริหารจัดการขบวนรถยนต์ในการประชุม APEC ดังนั้นหากไม่รวมค่าใช้จ่ายและกำไรที่เกิดขึ้นในครั้งเดียวดังกล่าวข้างต้น จะส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิสำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2566 อยู่ที่ 255 ล้านบาท ลดลง 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มผลการดำเนินงานช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ คาดว่าจะเติบโตโดดเด่น จากการวางโครงสร้างรายได้ที่หลากหลาย ภายใต้โมเดลธุรกิจ Lifestyle Mobility Ecosystem ของ MGC-ASIA ที่มีระบบนิเวศทางธุรกิจที่สมบูรณ์และแข็งแรง สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าได้อย่างครอบคลุม รวมทั้งสร้างการเติบโต จากการผสานความร่วมมือภายในองค์กรและพันธมิตรทางธุรกิจ (Synergy) โดยคาดว่าการเติบโตในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ จะมาจากธุรกิจหลักทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจค้าปลีกยานยนต์ ที่บริษัทฯ จะเข้าร่วมงาน Motor Expo 2023 ในวันที่ 30 พฤศจิกายน ถึง 11 ธันวาคม 2566 ซึ่งคาดว่าจะมียอดจองรถยนต์ในงานจำนวนมาก จากความต้องการซื้อหรือเปลี่ยนรถใหม่ในช่วงนี้ รวมถึงการรับรู้รายได้จากรถยนต์ที่รอส่งมอบกว่า 900 คัน และส่งมอบเรือยอทช์ Azimut แก่ลูกค้า มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท

ซึ่งบริษัทฯ ได้รับสิทธิ์นำเข้าและจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย 2) ธุรกิจให้บริการหลังการขายและให้บริการซ่อมบำรุงรถยนต์อิสระ จะเริ่มรับรู้รายได้จากศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังรถยนต์ไฟฟ้า Tesla Approved Body Shop (TAB) ซึ่งจะสร้างรายได้ประจำให้บริษัทฯ (Recurring Income) อย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย และมีแผนขยายศูนย์บริการเพิ่มอีกแห่งในปี 2567 3) ธุรกิจบริการเช่ารถยนต์ ทั้งระยะสั้นและระยะยาวพร้อมพนักงานขับ คาดว่าจะธุรกิจให้เช่ารถรถยนต์ระยะสั้นภายใต้ SIXT Rent a Car จะมีรายได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยว และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของรัฐบาล โดยบริษัทฯ เตรียมขยายฟลีตรถเช่าในพื้นที่บริการ เพื่อรองรับการท่องเที่ยวที่ทยอยฟื้นตัว

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีปัจจัยการเติบโตจากธุรกิจร่วมทุนอีก 2 บริษัท คือ บริษัท ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์
โบรกเกอร์ จำกัด ผู้ให้บริการธุรกิจบริการประกันภัยชั้นแนวหน้า ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง โดยคาดว่าจะมีรายได้กว่า 325 ล้านบาทในปี 2566 เติบโตกว่า 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจะเติบโตต่อเนื่องอีกไม่ต่ำกว่า 8% ในปี 2567 พร้อมทั้งการเปิดตัวบริการประกันรูปแบบใหม่ จากการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก รวมถึงมุ่งขับเคลื่อนนโยบายตามหลัก ESG ขณะที่ บริษัท อัลฟา เอกซ์ จำกัด ซึ่ง MGC-ASIA ร่วมทุนกับ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) เพื่อให้บริการทางการเงินอย่างครบวงจร ครอบคลุมสินเชื่อเช่าซื้อ ลีสซิ่ง และสินเชื่อรีไฟแนนซ์ สำหรับยานยนต์ระดับลักชัวรี่และมารีน เจาะกลุ่มลูกค้าพรีเมียม-ลักชัวรี่ มีการขยายพอร์ตสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยผลักดันรายได้ทั้งปีของบริษัทฯ ให้เติบโตทะลุ 10% ตามเป้าหมาย

“MGC-ASIA ในฐานะผู้นำธุรกิจไลฟ์สไตล์โมบิลิตี้ ที่มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างครบวงจร
พร้อมแสวงหาโอกาสใหม่ๆ จากการร่วมมือกับพันธมิตร ในการขยายระบบนิเวศทางธุรกิจภายใต้ MGC-ASIA Ecosystem ให้สมบูรณ์และแข็งแรง ล่าสุดทางบริษัทฯ ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับกลุ่มปตท. เพื่อศึกษาแนวทางการลงทุนธุรกิจรถไฟฟ้า (EV) ครบวงจร เพื่อสร้าง Synergy ร่วมกัน รวมทั้งผลักดันให้ MGC-ASIA เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ตามเป้าหมายที่กำหนด” ดร.สัณหวุฒิ กล่าว

มาสด้า ชวนลูกค้าร่วมแบ่งปันความสุขให้เด็กนักเรียน พร้อมเปิดประสบการณ์การขับขี่รถยนต์มาสด้าแบบเอ็กซ์คลูซีฟ

0

มาสด้า สานต่อปณิธานในการส่งมอบความยั่งยืนให้กับสังคม พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมไทย ประสาน 4 ดีลเลอร์ พาลูกค้าออกไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ด้วยคาราวานรถยนต์มาสด้าออกเดินทางไปมอบอุปกรณ์การเรียนการสอน ทุนการศึกษา และเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กนักเรียน ณ โรงเรียนวัดถั่วทอง จังหวัดปทุมธานี ภายใต้กิจกรรม Mazda ปันสุข Skyactiv Driving Experience พร้อมเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เรียนรู้เทคนิคการขับขี่ขั้นสูง และสัมผัสรถยนต์มาสด้าทุกรุ่นที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ณ สนาม ปทุมธานี สปีดเวย์ โดยกิจกรรมในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “มาสด้า ปันสุข” ที่มาสด้าเริ่มมาตั้งแต่ปี 2563 เพื่อให้การสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดสังคมแห่งการแบ่งปันอย่างยั่งยืนในประเทศไทย ตามวิสัยทัศน์ Sustainable Zoom-Zoom 2030 เพื่อโลก เพื่อสังคม และเพื่อผู้คน ที่ยั่งยืนตลอดไป

มร. ทาดาชิ มิอุระ ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างสรรค์โลกของเราให้คงความสวยงาม ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน และสร้างสังคมที่ยั่งยืน คือสิ่งที่มาสด้าให้ความสำคัญเสมอมา มาสด้าจึงแสวงหาทุกวิถีทางเพื่อช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการส่งมอบเทคโนโลยียานยนต์ที่มีคุณภาพและความปลอดภัยให้กับลูกค้าทุกคน ควบคู่กับสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มาสด้าจึงได้ริเริ่มโครงการ “มาสด้า ปันสุข” ขึ้น และดำเนินงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 นับตั้งแต่การระบาดของโรคโควิด-19 โดยได้รับการสนับสนุนอย่างดีเยี่ยมจากผู้จำหน่าย ลูกค้า และพันธมิตรทุกภาคส่วน ในการส่งมอบความสุขและความยั่งยืนกลับคืนสู่สังคม ด้วยการออกเดินทางไปในทุกพื้นที่ตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย เพื่อให้การช่วยเหลือเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ที่ขาดแคลน รวมถึงมีส่วนร่วมเป็นสะพานในการส่งต่อการแบ่งปันให้กับกลุ่มผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน เพื่อบรรเทาทุกข์และช่วยให้ได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นในการดำเนินชีวิตประจำวัน

ซึ่งในปีนี้ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย จึงได้สานต่อโครงการ “มาสด้า ปันสุข” ภายใต้ชื่อกิจกรรม Mazda ปันสุข Skyactiv Driving Experience โดยได้รับความร่วมมือจากผู้จำหน่ายมาสด้า 4 แห่ง ในกรุงเทพฯ และปทุมธานี คือ กลุ่มบริษัท 14 ออโตโมทีฟ, บริษัท พระราม 7 กรุ๊ป, กลุ่มบริษัท ดำรงทรัพย์มาสด้า และ กลุ่มบริษัท แอลบา ทรอส ออโต้ พร้อมลูกค้าผู้ใช้รถยนต์มาสด้า รวมจำนวนกว่า 90 คน ออกเดินทางในรูปแบบคาราวานรถยนต์มาสด้าภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟ กว่า 40 คัน มุ่งหน้าไปยังโรงเรียนวัดถั่วทอง จังหวัดปทุมธานี เพื่อมอบอุปกรณ์ของใช้ที่จำเป็นสำหรับการเรียนการสอน อุปกรณ์การเกษตร และทุนการศึกษา ให้กับเด็กนักเรียน เพื่อให้เด็กๆ เข้าถึงสื่อการเรียนการสอนได้ครบครันยิ่งขึ้น และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

โรงเรียนวัดถั่วทอง ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านปทุม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่เปิดสอนในระดับชั้น อ.2 – ป. 6 มีจำนวนนักเรียน 76 คน และ ครู 12 คน จากการออกสำรวจพบว่าโรงเรียนแห่งนี้ยังขาดแคลนอุปกรณ์ที่จำเป็นหลายอย่างในการพัฒนาการศึกษา และผู้ปกครองส่วนใหญ่มีรายได้ไม่มากนัก ดังนั้น มาสด้าจึงได้เดินทางไปให้การสนับสนุน เพื่อให้เด็กนักเรียนได้มีโอกาสในการเข้าถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นต่อการเรียน และเพื่อให้สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกษ์ใช้ในการประกอบอาชีพได้ต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ คณะฯ ยังได้จัดเตรียมเมนูอาหารกลางวันที่เด็กๆ ชื่นชอบ และถูกต้องตามหลักโภชนาการไปมอบให้กับเด็กนักเรียนด้วย ซึ่งเรียกรอยยิ้มและสร้างความสุขให้กับทั้งผู้ให้และผู้รับได้ปลื้มปิติไปด้วยกัน

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า นอกจากจะส่งต่อการแบ่งปันให้กับเด็กนักเรียนในช่วงเช้า ณ โรงเรียนวัดถั่วทองแล้ว ในช่วงบ่าย มาสด้ายังได้จัดกิจกรรม Skyactiv Driving Experience เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่รถยนต์มาสด้ารุ่นใหม่แบบเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมเสริมทักษะการขับขี่ตามแนวคิด Jinba-Ittai ความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถ ได้เรียนรู้เทคนิคในการขับขี่อย่างไรให้ปลอดภัยสูงสุด การแก้ไขปัญหาและการบังคับควบคุมรถในสถานการณ์ฉุกเฉิน เรียนรู้การทำงานของระบบต่างๆ และเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในรถยนต์มาสด้า โดยได้ทดลองขับรถยนต์ที่มาพร้อมเทคโนโลยีสกายแอคทีฟครบทุกรุ่น ณ สนาม ปทุมธานี สปีดเวย์ โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการทดสอบรถยนต์ นำโดย อั๋น สิรคุปต์ เมทะนี มาบรรยายให้ความรู้และให้คำแนะนำให้กับลูกค้าที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งมอบประสบการณ์ความสุขและความสนุกสนานในการขับขี่ให้กับลูกค้าผ่านการเป็นเจ้าของรถยนต์ หรือ “Joy of driving” ตามที่มาสด้าตั้งใจถ่ายทอดให้กับลูกค้าทุกคน

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ขอขอบคุณผู้จำหน่ายและลูกค้าเป็นอย่างสูง ที่ให้เกียรติเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ มาสด้าให้คำมั่นสัญญาว่าจะยังคงสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ เช่นนี้ ร่วมกับผู้จำหน่ายและลูกค้าของเราให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย เพื่อยกระดับการใช้ชีวิตของผู้คนและสังคมในทุกด้านด้วยรถยนต์ของเรา ให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น เพื่อความสุข และเติมเต็มรอยยิ้มของคนไทย รวมถึงผลักดันโครงการต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อลูกค้า เพื่อสร้างความรักความผูกพันให้แน่นแฟ้นและยืนยาวมากยิ่งขึ้น แทนคำขอบคุณที่เชื่อมั่นในแบรนด์และเลือกรถยนต์มาสด้าเป็นเพื่อนคู่ใจ เพื่อความสุขของสมาชิกทุกคนในครอบครัว

TTC Motor ตอกย้ำการสนับสนุนโปรกอล์ฟต่อเนื่อง ร่วมชิงชัยการแข่งขันทุกทัวร์นาเม้นท์ พร้อมจัด ‘TTC Motor Relation Golf Invitation 2023’ ณ.สนามกอล์ฟนวธานี

0

นายอัครินทร์ ตั้งทวีสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีซี มอเตอร์ จำกัด ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์,เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี,เมอร์เซเดส-มายบัค กล่าวถึงสปอร์ต มาร์เก็ตติ้ง ที่บริษัททำมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้ยังคงให้การสนับสนุนโปรกอล์ฟต่อเนื่องและเพิ่มจำนวนขึ้นอีก เป็น 6 ท่าน ประกอบด้วย โปรเชอรี่-ธิรนันท์ อยู่ปาน , โปรมินนี-มนัสชยา ซีมากร , โปรแอร์-ศรุตยา งามอุษาวรรณ , โปรแพรว-ภัทราพร ศรีภัทรประสิทธิ์ , โปรเบนซ์-โชติกา ศุภภิญโญ และโปรฟลุ๊ก-รฐนน วรรณศรีจันทร์  ร่วมชิงชัยการแข่งขันทุกทัวร์นาเม้นท์เช่นเคย

“นอกจากนี้เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้บริหารของ ทีทีซี มอเตอร์ และสื่อมวลชนสายยานยนต์  เราได้จัดกอล์ฟ ‘TTC Motor Relation Golf Invitation 2023’ ณ.สนามกอล์ฟ นวธานี”

TTC Motor ครบครันในทุกมิติของผู้จำหน่ายรถยนต์แบรนด์ Mercedes-Benz, Mercedes-AMG และ Mercedes-Maybach

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

📞โทร. 1274, 02-322-2222, 083-545-6456 (TTC Motor พัฒนาการ 45)

📞โทร. 045-475-222 (TTC Motor อุบลราชธานี)

📱Official Line : line.me/R/ti/p/@benzttc

📱IG : instagram.com/benzttc

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เตรีบมเผยโฉมทัพรถยนต์และมอเตอร์ไซค์หลากหลายในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 40

0
BMW 13

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เดินหน้าก้าวสู่อีกระดับของโลกแห่งยนตรกรรมและการขับเคลื่อน
เผยโฉมทัพรถยนต์และมอเตอร์ไซค์หลากหลายรุ่น พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 40 โดยงานในปีนี้จะจัดขึ้น ณ อาคาร IMPACT Challenger 1-3 เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน ถึง 11 ธันวาคม พ.ศ.2566 ภายใต้แนวคิด “ยานยนต์: ความหมายที่มากกว่า” โดยผู้ร่วมงานจะได้ยลโฉมรถยนต์และมอเตอร์ไซค์หลากหลายรุ่นจาก บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด พร้อมตื่นตาไปกับยนตรกรรมรุ่นพิเศษที่เตรียมมาเผยโฉมในงานนี้โดยเฉพาะ

บีเอ็มดับเบิลยู XM Label Red
ราคาจำหน่าย: 17,499,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรม BSI Standard)

BMW 1

นำทัพด้วย บีเอ็มดับเบิลยู XM Label Red รถยนต์เรือธงที่รวบรวมเอาที่สุดแห่งขุมพลัง ความพิเศษ และความหรูหรา เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจและทรงพลังแบบไม่เหมือนใคร ที่ผลิตมาในจำนวนจำกัดทั่วโลกเพียง 500 คันเท่านั้น พร้อมก้าวข้ามขีดจำกัดและสร้างนิยามใหม่ให้กับการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าจากระบบปลั๊กอินไฮบริดสมรรถนะสูง สมกับที่เป็นรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M รุ่นทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา บีเอ็มดับเบิลยู XM Label Red ยังได้รับการรังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันเพื่อมอบสมรรถนะที่โดดเด่น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เหนือขอบเขตเดิม ๆ พิเศษด้วยการระบุเลขรหัส ‘1 of 500’ บนป้ายบริเวณด้านล่างของจอ Control Display บ่งบอกถึงความเป็นรถ ‘ลิมิเต็ด เอดิชัน’ อย่างแท้จริง

BMW 2

สัดส่วนที่ดุดันของรถยนต์สปอร์ตอเนกประสงค์ หรือ Sports Activity Vehicle (SAV) แบบมีพลวัตร ผสมผสานกับการออกแบบภายนอกที่โดดเด่น ลายเส้นที่ชัดเจน รวมถึงรูปลักษณ์ส่วนหน้าที่มีมาเฉพาะในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูใน Luxury Class การผสมผสานที่ลงตัวยิ่งขึ้นไปอีกขั้น คือการออกแบบที่เน้นย้ำคุณลักษณะเฉพาะของบีเอ็มดับเบิลยู XM Label Red ในฐานะรถยนต์ที่มุ่งเน้นการตอบสนองที่สุดแห่งสมรรถนะ ไฮไลท์ที่โดดเด่นคือสีตัวถังภายนอกสีดำ BMW Individual Frozen Carbon Black Metallic กระจังหน้าทรงไตคู่ตามแบบฉบับบีเอ็มดับเบิลยู M พร้อมขอบสองชั้นรูปทรงแปดเหลี่ยมที่ด้านหน้ามาในรูปทรงแนวนอนอันโดดเด่น ซึ่งเป็นจุดเด่นของรถสปอร์ตสมรรถนะสูงจากบีเอ็มดับเบิลยู M ขอบด้านนอกของกระจังหน้าทรงไตคู่แต่ละข้างยังตกแต่งด้วยสีแดง Toronto Red metallic ในขณะที่ขอบด้านในมากับไฟ Iconic Glow รูปทรงโค้งมนเป็นวงแหวนไฟที่ให้แสงอย่างคมชัดและต่อเนื่อง แถบเน้นสีมันวาวตัดกับพื้นผิวสีแบบด้านซึ่งส่องแสงระยิบระยับทำให้ภายนอกของบีเอ็มดับเบิลยู XM Label Red มีลักษณะที่น่าดึงดูดใจเป็นพิเศษ

BMW 3

บีเอ็มดับเบิลยู XM Label Red ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินแบบ V8 พร้อมเทคโนโลยี M TwinPower Turbo อันล้ำสมัย และระบบขับเคลื่อน M HYBRID ซึ่งให้กําลังรวมสูงสุด 550 กิโลวัตต์/748 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 1,000 นิวตันเมตร เครื่องยนต์สันดาปยังให้กำลังเครื่องยนต์สูงสุด 430 กิโลวัตต์/585 แรงม้า ที่ 5,600 – 6,500 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 750 รอบต่อนาที ที่ 1,800 – 5,400 รอบต่อนาที ส่วนระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าให้กำลังมอเตอร์สูงสุดที่ 145 กิโลวัตต์/197 แรงม้า พร้อมแรงบิดมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 280 นิวตันเมตร นอกเหนือจากการจ่ายกำลังไฟฟ้าในระหว่างการเร่งความเร็วแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์สันดาป โดยบีเอ็มดับเบิลยู XM Label Red สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 3.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 290 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีระยะขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าได้ไกลถึง 96 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC

BMW 4

ระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ 4 ล้อ M xDrive ช่วยถ่ายทอดกำลังที่เกิดจากเครื่องยนต์สันดาปและมอเตอร์ไฟฟ้าไปที่ล้อ
ทั้งสี่ได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว และตรงตามความต้องการใช้งานตลอดเวลา ระบบเฟืองท้าย M Sport ยังช่วยเสริมสมรรถนะของรถด้วยการกระจายกำลังขับเคลื่อนระหว่างล้อหลัง ช่วยให้ตัวรถยึดเกาะถนนได้ดียิ่งขึ้น พร้อมเสริมเสถียรภาพการขับขี่ในสถานการณ์ต่าง ๆ ในขณะเดียวกัน ช่วงล่างแบบ Adaptive M Suspension Professional มอบการควบคุมแบบสปอร์ตโดยไม่ลดทอนความสะดวกสบายของผู้ขับขี่ นอกจากนี้ ระบบช่วยการขับขี่รุ่น Professional มอบความปลอดภัยและมั่นใจสูงสุดในทุกการเดินทาง ด้วยระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ พร้อมฟังก์ชั่น Stop&Go ที่ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาความเร็วของรถในระดับที่ต้องการและคงระยะห่างจากรถคันหน้าให้สม่ำเสมอเท่านั้น แต่ยังช่วยให้รถยนต์อยู่ในเส้นทางอย่างคงที่ด้วยระบบบังคับพวงมาลัย ไม่เพียงเท่านี้ เพื่อความสะดวกสบายที่เหนือกว่า ระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ รุ่น Plus ยังช่วยให้การจอดรถและการบังคับรถทำได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

BMW 6

ภายในห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู XM Label Red ตกแต่งอย่างลงตัวด้วยเบาะหนังสีดำ Black ตัดกับสีแดง Fiona Red BMW Individual Merino โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยส่วนประกอบแบบเอ็กซ์คลูซีฟ เช่น ตราสัญลักษณ์ ‘XM’ สีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ตรงใต้หน้าจอ Control Display และแถบตกแต่งภายในคาร์บอนไฟเบอร์แบบซาติน ประดับด้วยด้ายเน้นสีแดงและน้ำเงิน พวงมาลัยหุ้มหนังดีไซน์ M มีส่วนประกอบตกแต่งในสีดำโครเมียม พร้อมด้วยปุ่ม M และแป้นเปลี่ยนเกียร์คาร์บอนซึ่งมีสัญลักษณ์บวกและลบเป็นสีแดง และอีกหนึ่งคุณสมบัติพิเศษเฉพาะของบีเอ็มดับเบิลยู XM Label Red ได้แก่ ตราสัญลักษณ์ที่ระบุโหมดการขับขี่แบบ Boost Mode บนแป้นเปลี่ยนเกียร์ด้านซ้าย ส่วนห้องโดยสารด้านท้ายแบบ M Lounge สุดพิเศษ ยังมอบความรู้สึกที่กว้างขวางให้กับผู้โดยสาร พร้อมการตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูงและการออกแบบที่หรูหรา

BMW 6

บีเอ็มดับเบิลยู XM Label Red ยังยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยในการขับขี่ด้วยการติดตั้งระบบ Teleservices ตัวยึดคาร์ซีทสำหรับเด็ก ISOFIX ระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (DSC) ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) ระบบช่วยเสริมแรงเบรกอัตโนมัติ (Brake Assist) เซ็นเซอร์ควบคุมระบบความปลอดภัยเมื่อเกิดการชน (Crash Sensor) ระบบ Active Protection และระบบสร้างเสียงจำลองเตือนผู้ใช้ถนนรอบข้าง เพื่อมอบความอุ่นใจตลอดการเดินทางและทุกจุดหมายปลายทาง

BMW 7

การรังสรรค์ภายในของบีเอ็มดับเบิลยู XM Label Red ยังพิเศษเหนือใครด้วยผ้าบุหลังคาอันเปรียบเสมือนประติมากรรม 3 มิติ ลวดลายแบบปริซึมมีกรอบล้อม พร้อมด้วยหลอดไฟ LED กว่า 100 ดวงที่ให้แสงสว่างสร้างบรรยากาศที่งดงาม ลงตัวในทุกอารมณ์และเหมาะสมกับทุกเส้นทาง แผงหน้าปัดที่ตกแต่งด้วยเครื่องหนังสร้างความสะดุดตาและเพิ่มความหรูหราให้กับภายใน เพิ่มความสมบูรณ์ด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 4 โซน ระบบเสียงรอบทิศทาง Bowers & Wilkins Diamond surround พร้อมด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่และระบบความปลอดภัยอีกมากมายที่มอบทั้งความสะดวกสบายและความอุ่นใจในทุกการเดินทาง

บีเอ็มดับเบิลยู 740d M Sport
ราคาจำหน่าย: 6,719,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรม BSI Standard)

BMW 8

บีเอ็มดับเบิลยู 740d M Sport สานต่อตำนานความเหนือชั้นของบีเอ็มดับเบิลยูซีรีส์ 7 ที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรมเหนือระดับและความหรูหราล้ำสมัย พร้อมส่งต่อสุนทรียภาพในการขับขี่ และความสะดวกสบายในการขับขี่ทางไกลที่ไม่มีใครเทียบชั้น ความปราดเปรียวอย่างเหนือชั้นของรถยนต์ซีดานรุ่นนี้ สะท้อนผ่านเครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียงของเครื่องยนต์สันดาปแบบใหม่ ที่ผสานเทคโนโลยี 48V mild hybrid รุ่นล่าสุด พร้อมจะมอบความเพลิดเพลินในการขับขี่ในบรรยากาศที่สะดวกสบายควบคู่ไปกับการสัมผัสประสบการณ์ดิจิทัล ที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษในห้องโดยสาร ถือเป็นอีกขั้นของการตีความการเดินทางอย่างมีระดับ

BMW 9

บีเอ็มดับเบิลยู 740d M Sport โดดเด่นด้วยขุมพลังทรงสมรรถนะของเครื่องยนต์ดีเซลแบบ 6 สูบแถวเรียงความจุ 3.0 ลิตร บนเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ทำงานควบคู่เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบ Sport Steptronic โดยเครื่องยนต์ดีเซลประสานพลังเข้ากับเทคโนโลยี 48V mild hybrid ให้กำลังสูงสุด 210 กิโลวัตต์/286 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 650 นิวตันเมตร ที่ 1,500 – 2,500 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ส่งกำลังรวมสูงสุดถึง 220 กิโลวัตต์/299 แรงม้า และแรงบิดรวมสูงสุด 670 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 6 วินาที ที่ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์สันดาปและมอเตอร์ไฟฟ้า ได้ยกระดับประสิทธิภาพและการทำงานของระบบขับเคลื่อนในบีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 7 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

BMW 13

กระจังหน้าไตคู่อันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู พร้อมไฟ Iconic Glow เสริมรูปลักษณ์ด้านหน้าของรถยนต์น้องใหม่คันนี้ให้ดูทรงพลังและโดดเด่นเหนือชั้น ขณะที่แถบไฟรูปตัว ‘L’ ที่ยังคงมาในรูปทรงเรขาคณิตแบบกระจก ส่งให้ไฟท้ายดูเตะตายิ่งขึ้น เพิ่มความเนี้ยบตลอดข้างลำตัวไปจนถึงสปอยเลอร์ด้านท้ายด้วยกรอบดำวาวสะดุดตาจากชุดแต่ง M high-gloss Shadow Line ที่เข้ากันอย่างลงตัวกับคาลิปเปอร์สีน้ำเงินเข้มเมทัลลิคของระบบเบรก M Sport

BMW 10

การตกแต่งภายในและอุปกรณ์ต่างๆ สะท้อนถึงความสมดุลระหว่างการส่งต่อประสบการณ์ขับขี่อันปราดเปรียวให้แก่คนขับและความสะดวกสบายในการเดินทางสำหรับผู้โดยสารด้านหลังในบรรยากาศแห่งความสุข สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ผลิตจากวัสดุคุณภาพสูง หลังคากระจก Panorama ชุดตกแต่งภายใน BMW Individual การตกแต่งดีไซน์ M Sport และ Carbon Fibre ถักด้วยวัสดุสีเงินแบบ M คอนโซลกลางสีดำเงาแบบ Piano Finish Black รวมทั้งระบบความบันเทิงภายในรถสุดล้ำสมัยเพื่อสุทรียภาพที่เหนือชั้น แถบ BMW Interaction Bar ที่พัฒนาให้ผู้ขับและรถยนต์ทำงานอย่างสอดประสานกันได้ดียิ่งขึ้น ผสานฟังก์ชันการควบคุม ชุดไฟส่องสว่างสร้างบรรยากาศในห้องโดยสาร และยังสามารถปรับแต่งได้ตามต้องการ บีเอ็มดับเบิลยู 740d M Sport ยังมาพร้อมกับเบาะนั่งที่กว้างขวางยิ่งขึ้นเพื่อความสะดวกสบายสูงสุด ครบครันด้วยฟังก์ชันนวดผ่อนคลายสำหรับผู้ขับและผู้โดยสารตอนหลัง รวมไปถึงระบบระบายอากาศสำหรับเบาะที่นั่งผู้โดยสารด้านหน้าและตอนท้าย และระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 4 โซน เพื่อเพิ่มการไหลเวียนอากาศในห้องโดยสาร

BMW 11

ระบบจอภาพสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง BMW Theatre Screen มาพร้อม Amazon Fire TV มอบประสบการณ์ความบันเทิงสุดล้ำสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ประกอบด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 31.3 นิ้ว ความคมชัด 8K พร้อมระบบเสียงรอบทิศทาง Bowers & Wilkins รีโมทควบคุมแบบสัมผัสติดตั้งอยู่ที่แผงควบคุมบริเวณแผงประตู (BMW Touch Command) ม่านบังแสงด้านหลังแบบปิดโดยอัตโนมัติเมื่อระบบจอภาพสำหรับผู้โดยสารตอนหลังทำงาน พร้อมเปลี่ยนห้องโดยสารด้านหลังของบีเอ็มดับเบิลยู 740d M Sport ให้เป็นเลานจ์โรงภาพยนตร์ส่วนตัวเคลื่อนที่
บีเอ็มดับเบิลยู 740d M Sport ติดตั้งระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (DSC) ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) ระบบช่วยเสริมแรงเบรกอัตโนมัติ (Brake Assist) เซ็นเซอร์ควบคุมระบบความปลอดภัยเมื่อเกิดการชน (Crash Sensor) ระบบ Teleservices ปุ่มโทรออกฉุกเฉิน และตัวยึดคาร์ซีทสำหรับเด็ก ISOFIX นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ รุ่น Plus และระบบช่วยการขับขี่ รุ่น Plus เพื่อมอบความอุ่นใจตลอดการเดินทางและทุกจุดหมายปลายทาง ขณะที่ระบบ Augmented View ที่ผสานการแสดงภาพจากกล้องหน้าเข้ากับระบบนำทาง เพื่อแสดงภาพบนจอหลังพวงมาลัย เสริมระบบนำทางให้มีความแม่นยำและล้ำสมัยยิ่งขึ้น

BMW 12

บีเอ็มดับเบิลยู 740d M Sport ใหม่ มาให้เลือกใน 4 สี 4 สไตล์ ได้แก่ สีขาว Mineral white Metallic, สีดำ Black Sapphire Metallic (ทั้งสองสีมาพร้อมกับเบาะหนัง BMW Individual Merino สี Mocha) สีเทา Dravit Grey Metallic และสีเทา Oxide Grey Metallic (ทั้งสองสีมาพร้อมเบาะหนัง BMW Individual Merino สีดำ)

บีเอ็มดับเบิลยู 420i Coupé M Sport
ราคาจำหน่าย: 3,699,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรม BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู 420i Coupé M Sport รุ่นใหม่ เสริมความเหนือชั้นยิ่งกว่าให้กับบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 สไตล์คูเป้ ในประเทศไทย ผสานสุนทรียภาพแห่งการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์เข้ากับความสุดพิเศษกว่าใคร ด้วยตัวเลือกและแพ็คเกจที่แฟนบีเอ็มดับเบิลยูสามารถเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น

BMW 14

สร้างสรรค์ขึ้นตามแบบฉบับของบีเอ็มดับเบิลยูซีรีย์ 4 บีเอ็มดับเบิลยู 420i Coupé M Sport ยังคงส่งมอบรูปลักษณ์ภายนอกดีไซน์ทรงสปอร์ต 2 ประตูในแบบที่คุ้นเคย และสไตล์การออกแบบที่สื่อถึงอัตลักษณ์ของแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู โดยด้านหน้าสะกดทุกสายตาด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่ที่ยาวลงมาถึงขอบกันชนหน้า ช่องดักอากาศมาในสไตล์โครงตาข่ายและกระจังหน้าล้อมด้วยกรอบทรง 3 มิติ ฝากระโปรงรูปทรงลูกศรเสริมความโดดเด่นให้กับกระจังหน้าทรงไตคู่ ขณะที่ช่องดักอากาศทรงแนวตั้งสำหรับม่านอากาศตรงขอบนอกของกันชน ช่วยเน้นย้ำรูปทรงตัวรถให้ดูใหญ่ขึ้น

BMW 16

บีเอ็มดับเบิลยู 420i Coupé M Sport รุ่นใหม่ เพิ่มความเหนือชั้นด้วยการดีไซน์ด้านข้างที่เฉียบคมและปราดเปรียว ระยะระหว่างล้อหน้าและส่วนหน้าสุดของรถที่สั้น โครงสร้างเสาที่เพรียวบาง สอดรับกับความยาวของประตูพร้อมหน้าต่างไร้ขอบ และแนวหลังคาทรงคูเป้ยิ่งสะท้อนถึงความหรูหราสง่างาม มอบความรู้สึกโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นด้วยชุดแต่ง M Aerodynamics และภายนอกตกแต่งด้วยวัสดุสีดำเงา ขณะที่ไฟท้ายแบบ LED สุดล้ำ ในรูปทรงตัว L เสริมความทรงพลังให้กับรถได้อย่างลงตัว

BMW 17

บีเอ็มดับเบิลยู 420i Coupé M Sport รุ่นใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินแบบ 4 สูบแถวเรียง บนเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo รุ่นใหม่ล่าสุด ทรงสมรรถนะด้วยพละกำลังสูงสุดที่ 135 กิโลวัตต์/184 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตร ที่ 1,350 – 4,000 รอบต่อนาที สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 7.5 วินาที สมรรถนะความเร็วสูงจาก บีเอ็มดับเบิลยู 420i Coupé M Sport รุ่นใหม่ ติดตั้งชุดเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบ Steptronic ให้การเปลี่ยนเกียร์ฉับไวยิ่งขึ้น ด้วยระบบแป้นเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย ขณะที่ฟังก์ชั่น Sprint ช่วยปรับค่าเครื่องยนต์และอัตราการเปลี่ยนเกียร์ เพื่อเสริมประสิทธิภาพการควบคุมทั้งในระหว่างเร่งความเร็วระดับกลางไปจนถึงความเร็วสูง ทั้งยังมาพร้อมล้ออัลลอย M น้ำหนักเบา ขนาด 18 นิ้ว ลาย Double-spoke แบบสลับสี

BMW 18

การออกแบบภายในที่เรียบหรู ด้วยวัสดุคุณภาพสูง และคำนึงถึงผู้ขับขี่ สื่อถึงงานดีไซน์ที่โดดเด่นเพื่อสร้างบรรยากาศสุดพิเศษพร้อมไปกับการเน้นสมรรถนะการใช้งานของรถรุ่นใหม่นี้ได้อย่างเต็มที่ ทั้งยังมาพร้อมกับเบาะหนังดีไซน์สปอร์ต พวงมาลัยหุ้มหนังแบบ M และการตกแต่งภายในด้วยอลูมิเนียมลาย ‘Mesheffect’ ที่เพิ่มความโฉบเฉี่ยวในสไตล์สปอร์ตยิ่งขึ้น ชุดแต่ง BMW Live Cockpit Plus พร้อมมอบความสะดวกสบายยิ่งขึ้นในการควบคุมความบันเทิงระหว่างการเดินทางและตัวเลือกด้านการสื่อสาร ที่นั่งผู้โดยสารตอนหลังมาพร้อมหมอนรองศีรษะในตัวซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับผู้โดยสารสองที่นั่ง

บีเอ็มดับเบิลยู 420i Coupé M Sport รุ่นใหม่ มอบความปราดเปรียวในการขับขี่ ควบคุมรถได้อย่างเต็มที่ด้วยระบบช่วยการขับขี่ ระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ พร้อมฟังก์ชั่น Stop&Go ยกระดับความปลอดภัยสูงสุดให้แก่คนขับและผู้โดยสารในทุกการเดินทาง

มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Final Edition
ราคาจำหน่าย: 3,299,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรม MSI Standard)

BMW 20

 

มินิ ฉลองการต้อนรับอย่างอบอุ่นของแฟน ๆ ชาวไทยที่มีต่อซีรีส์คลับแมน ด้วยการเปิดตัวมินิรุ่นล่าสุด มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Final Edition ซึ่งเป็นรุ่นลิมิเต็ดรุ่นสุดท้ายของเอดิชันนี้ โดยผลิตออกมาเพียง 1,969 คันทั่วโลก ตามเลขปีที่ มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน รุ่นดั้งเดิมได้เปิดตัวเป็นครั้งแรก สำหรับในประเทศไทย มินิได้ส่งมอบรุ่นพิเศษนี้ให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของในจำนวนจำกัดเพียง 50 คันเท่านั้น

BMW 22

มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Final Edition ยังคงสืบทอดคอนเซ็ปต์ shooting-brake แบบคลาสสิคตามสไตล์ของมินิ พร้อมฝากระโปรงท้ายแบบบานพับสองข้างอันเป็นเอกลักษณ์ ให้พื้นที่เก็บสัมภาระกว้างขวางที่มีความจุสูงสุดถึง 1,250 ลิตร ภายนอกตกแต่งด้วยสีทองแดง Shimmer Copper บริเวณรอบกระจังหน้าที่สะท้อนให้เห็นถึงดีไซน์อันโดดเด่นเสมอมาของมินิ ตราสัญลักษณ์ Final Edition บนฝากระโปรงท้ายและปีก side scuttle ด้านข้าง เสริมด้วยลายกราฟฟิกบนล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 18 นิ้ว ตกแต่งลวดลายแบบสองสีด้วยสารเคลือบเงาแบบใสให้ดูคล้ายทองแดง

BMW 24

ภายในตัวรถยังคงคุมโทนด้วยการใช้สีทองแดงตกแต่งลวดลายตัวอักษรเงางาม ‘Final Edition’ บริเวณขอบประตูและตรงตำแหน่งด้านล่างของพวงมาลัยหุ้มหนังแบบสปอร์ต และเลขรหัส ‘1 of 1969’ บนป้ายซึ่งอยู่ตรงขอบประตูฝั่งผู้โดยสารและแผ่นยางปูพื้น ขณะที่ส่วนอื่น ๆ ภายในห้องผู้โดยสารตกแต่งด้วยสไตล์ที่ผสานกันอย่างลงตัวกับเบาะหนัง MINI Yours Leather Lounge in 60 Years สี Dark Maroon และหลังคากระจกแบบพาโนรามา ในส่วนของความบันเทิง ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถสนุกสนานไปกับระบบเสียงสุดสมจริงของ Harman Kardon พร้อมแพ็คเกจระบบนำทาง Connected Navigation ที่รองรับ Apple CarPlay ส่งมอบการเชื่อมต่อและเพิ่มความสะดวกสบายยิ่งขึ้นในระหว่างการเดินทาง

BMW 25

มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Final Edition ให้พละกำลังที่ 141 กิโลวัตต์ / 192 แรงม้า พร้อมถ่ายทอดอารมณ์ของความสนุก ความปราดเปรียว ความมีสไตล์ และความสะดวกสบายตามแบบฉบับของ Clubman ที่แฟน ๆ ชื่นชอบ ทั้งยังมาพร้อมสีขาว Nanuq White สีดำ Enigmatic Black และสีเงิน Melting Silver ให้แฟนคลับมินิชาวไทยได้จับจองเป็นเจ้าของแล้ววันนี้

มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ Mayfield Edition
ราคาจำหน่าย: 2,969,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรม MSI Standard)

มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ Mayfield Edition รุ่นพิเศษนี้ ได้รับการรังสรรค์ขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติสหราชอาณาจักรอันเป็นประเทศต้นกำเนิดของ MINI ไปพร้อมกับการตอบรับเทรนด์เรื่องการรักโลก ความสงบ และความสมดุล ด้วยแรงบัลดาลใจจากทุ่งดอกลาเวนเดอร์ MINI Mayfield ทางตอนใต้ของกรุงลอนดอน นำมาสู่ดีไซน์อันโดดเด่นด้วยโทนสี Digital Lavender สุดพิเศษ ตั้งแต่ลายเส้นตั้งตรงและทแยงในรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ของมินิ คูเปอร์ ตัวอักษร Mayfield สีม่วงแวววาว ลวดลายภาพดอกลาเวนเดอร์บริเวณประตูท้าย ประกบด้วยไฟท้ายลายธง Union Jack อันเป็นเอกลักษณ์ของ MINI เป็นต้น

BMW 26

มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ Mayfield Edition ยังสะกดทุกสายตาด้วยหลังคาสีฟ้ามัลติโทน สะท้อนถึงเฉดสีอันหรูหราที่ได้จากการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างสี Soul Blue สี Pearly Aqua และสี Jet Black การพ่นสีแต่ละชั้นใช้เทคนิค wet-on-wet ทำให้รถแต่ละคันมีเฉดสีที่แตกต่างไม่ซ้ำใคร สีหลังคาภายนอกตัดกับสี Piano Black ตรงขอบประตูด้านนอกและล้อรถลวดลาย Tentacle Spoke ขนาด 17 นิ้วอย่างลงตัว ขณะที่การออกแบบภายในยังคงความรู้สึกหรูหราด้วยเบาะหนังเทียม Carbon Black พร้อมตัวอักษร ‘Mayfield’ ที่โดดเด่นสะดุดตา ครบครันด้วยความบันเทิงและการเชื่อมต่อจากระบบเสียงของ Harman Kardon และแพ็คเกจระบบนำทาง Connected Navigation ที่รองรับ Apple CarPlay ภายในยังให้กลิ่นอายทุ่งลาเวนเดอร์ด้วยน้ำหอมกลิ่น Relaxing Twilight ที่มาพร้อมกับรุ่น Mayfield Edition

BMW 29

นอกจากนี้ มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ Mayfield Edition ยังสืบทอดเอกลักษณ์ของรถยนต์แฮทช์ 3 ประตูแบบดั้งเดิม พร้อมเติมเต็มความสนุกในการขับขี่และความแม่นยำในการควบคุมด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ให้พละกำลังที่ 141 กิโลวัตต์ / 192 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร ที่ 1,350 – 4,600 รอบต่อนาที ส่งตรงสู่ประเทศไทยในจำนวนจำกัดเพียง 12 คันเท่านั้น ได้แก่ สีดำ Midnight Black และสีขาว Nanuq White พร้อมให้แฟน ๆ มินิชาวไทยได้เฉลิมฉลองไปพร้อมกับความงามของธรรมชาติที่ตัดกันอย่างลงตัวกับพลังบวกของมนุษยชาติ ซึ่งหาได้ที่ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ Mayfield และ MINI Cooper S Hatch Mayfield Edition รุ่นพิเศษนี้เท่านั้น

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure (Racing Blue Metallic)
ราคาจำหน่าย: 1,215,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure มอเตอร์ไซค์ทรงพลังเพื่อการขับขี่ระยะไกล มาในรูปโฉมใหม่แบบสีดำตัดฟ้า Racing Blue Metallic สุดสะดุดตา ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์สองลูกสูบสี่จังหวะที่หล่อเย็นด้วยอากาศ/ของเหลว ขนาด 1,254 ซีซี เติมเต็มด้วยระบบควบคุมแกนลูกเบี้ยวแบบแปรผันด้วยเทคโนโลยี BMW ShiftCam ส่งกำลังสูงสุด 100 กิโลวัตต์ / 136 แรงม้า ที่ 7,750 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 143 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบต่อนาที ปลดล็อคอีกขั้นของขุมพลังแห่งการเดินทาง ส่วนระบบหัวฉีดคู่และระบบไอเสียใหม่ผ่านการรับรองมารฐานยูโร 5 ที่เน้นการประหยัดเชื้อเพลิงและลดการปล่อยมลพิษสู่อากาศ

BMW 30

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure มาพร้อมกับโหมดการขับขี่มาตรฐาน 3 แบบ ได้แก่ ‘Eco’, ‘Rain’ และ ‘Road’ สามารถปรับได้ตามความรสนิยมของผู้ขับขี่ ขณะที่ ‘Riding Modes Pro’ นำเสนอโหมดการขับขี่เพิ่มเติม ได้แก่ ‘Dynamic’, ‘Dynamic Pro’, ’Enduro’ และ ‘Enduro Pro’ รองรับสภาพการขับขี่ที่หลากหลายยิ่งขึ้น พร้อมยกสมรรถนะการขับขี่และความปลอดภัยสู่ขั้นสูงสุดด้วยระบบช่วงล่างที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า (Dynamic ESA) ระบบ Hill Start Control Pro ที่ทำให้ผู้ขับขี่ออกตัวในทางลาดชันได้อย่างมั่นใจ ขณะที่ระบบ Dynamic Traction Control (DTC) และ ABS Pro ให้การเข้าโค้งอย่างราบรื่น ส่วนระบบ Dynamic Brake Control (DBC) ใหม่ล่าสุดช่วยเพิ่มความมั่นใจเมื่อต้องเบรกในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยการตัดกำลังของเครื่องยนต์ ทำให้สามารถควบคุมรถได้อย่างแม่นยำ ผ่อนคลาย และมั่นใจได้ในความปลอดภัยบนทุกเส้นทางผจญภัยที่รออยู่ข้างหน้า

BMW 31

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure ยังมาพร้อมกับระบบการเชื่อมต่อและควบคุมการทำงานของรถผ่านจอแสดงผลสี TFT ขนาด 6.5 นิ้ว และระบบ BMW Motorrad Multi-Controller ให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงทุกฟังก์ชันของรถ ตลอดจนการเชื่อมต่อต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย และยังมีช่องเสียบ USB 2 แบบสำหรับใช้ชาร์จสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย

BMW 35

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure ยังคงสืบทอดเอกลักษณ์ความปราดเปรียวและทรงพลังของ GS ด้วยไฟหน้าแบบ LED ที่ส่องสว่างแม้ในช่วงกลางวัน สร้างความโดดเด่นสะดุดตา และยังปรับเปลี่ยนกลมกลืนไปกับทางโค้งตามตำแหน่งความลาดเอียงของตัวรถ

“อาวดี้” เผยโฉม ซีดานปลั๊กอินไฮบริดพร้อมกัน 2 รุ่น The New Audi A7 Sportback 55 TFSI e ราคา 4.799 ล้านบาท และรุ่น Audi A8 L TFSI e เคาะราคา 7.199 ล้านบาท

0
อาวดี้ ภาพเปิด

นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด หรือ อาวดี้ ประเทศไทย กล่าวถึง “กลยุทธ์ “Electrify Model” ของ Audi “e-tron” คือ รถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ 100% ในขณะที่รุ่นปลั๊กอินไฮบริดจะอยู่ภายใต้หัวข้อ “TFSI e” ซึ่งเป็นการผสมผสานความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีของ Audi ด้วยการนำข้อดีของการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าและเทคโนโลยีการขับเคลื่อนแบบสันดาปมารวมกัน จุดเด่นของอาวดี้ปลั๊กอินไฮบริด คือ Electric Drive การติดตั้งไดรฟ์ไฟฟ้าพร้อมแบตเตอรี่ขนาดกะทัดรัดสำหรับการเดินทางในระยะทางสั้น เสริมด้วยพละกำลังเครื่องยนต์สันดาปสำหรับการเดินทางระยะไกล รถปลั๊กอินไฮบริดผสมผสานเทคโนโลยีการขับเคลื่อนสองเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของอาวดี้เข้าด้วยกัน ทางเลือกที่ลงตัวตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน นอกจากช่วยบริหารจัดการเรื่องการชาร์จไฟฟ้าให้สะดวกสบายแล้ว ที่สำคัญยังคงไว้ซึ่งประสบการณ์ขับขี่อันสมบูรณ์แบบตามแบบฉบับของอาวดี้”

อาวดี้ 1
“อาวดี้ พลิกโฉมสู่การเป็นผู้นำยานยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่ออาวดี้กำลังสร้างโลกใหม่แห่งการเดินทางด้วยพลังงานไฟฟ้า การพัฒนา Ecosystem อย่างเต็มรูปแบบ เข้ากับประสบการณ์มากกว่า 100 ปี ในการสร้างรถยนต์ระดับพรีเมียม ที่มีสมรรถนะยอดเยี่ยมพร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ แผนการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าและข่าวการเปิดตัวรถพลังงานไฟฟ้า 100% เต็มรูปแบบกว่า 10 รุ่น ออกสู่ตลาดภายในปี 2026 รวมไปถึงแผนการขยายตลาดอย่างต่อเนื่องของกลุ่มรถไฟฟ้า 100% และรถปลั๊กอินไฮบริดทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็นเซกเมนต์รถสปอร์ต หรูหรา หรือขนาดกะทัดรัดใช้งานในเมือง สำหรับ อาวดี้ วิสัยทัศน์ของการเป็นผู้นำยานยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม (e-roadmap) นั้นเป็นมากกว่าการผลิตรถยนต์ที่มีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า แต่ถูกสะท้อนผ่านกลยุทธ์องค์กร การวางแผนการลงทุนมูลค่ากว่า 28 พันล้านยูโร (€28 billion) แผนปฏิบัติการ 360 องศา ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ บริการรองรับ ตลอดจนสายการผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ชื่นชอบรถพลังงานไฟฟ้า 100% และรถปลั๊กอินไฮบริดทุกรุ่น” นายกฤษณะกรกล่าวปิดท้าย

สัมผัสประสบการณ์การเดินทางแบบ First Class กับ Audi A8 L TFSI e ซีดานปลั๊กอินไฮบริดสุดหรู ดีไซน์โดดเด่น สปอร์ตพรีเมียม ทรงพลัง สง่างามเหนือระดับ พร้อมเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าขั้นสูง เพียบพร้อมไปด้วยฟังก์ชันนวัตกรรมระดับไฮเอนด์อย่างครบครัน

อาวดี้  3

 

ภายในห้องโดยสารสร้างประสบการณ์อันไร้ที่ติในทุกการเดินทาง ที่เพิ่มความสะดวกสบายผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น สามารถควบคุมการใช้งานภายในรถได้จากด้านหลังด้วยหน้าจอส่วนตัวพร้อมจอ OLED แบบสัมผัสขนาด 5.7 นิ้ว เบาะหลังแยกซ้ายขวาออกจากกันให้ความเป็นส่วนตัว พร้อมที่พักเท้าแบบอุ่นร้อนและฟังก์ชันนวดเท้า หลังคาพาโนรามิคเลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า ม่านบังแดดปรับไฟฟ้าสำหรับกระจกด้านหลังและกระจกข้างด้านหลังเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว ไฟอ่านหนังสือภายในแบบ Matrix LED เพื่อความสะดวกสบายในการมองเห็นภายในรถ

อาวดี้  6

Audi A8 L 60 TFSI e quattro ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ให้ความเร็วสูงสุด 135 กิโลเมตร / ชั่วโมง และระยะการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 52 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน WLTP) รองรับการชาร์จไฟได้สูงสุด 7.4 กิโลวัตต์ ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง สำหรับการชาร์จด้วยไฟ 220 โวลต์ ก็สามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มได้ภายในเวลาไม่เกิน 4 ชั่วโมง

อาวดี้ 2

เครื่อง V6 3.0 TFSI ให้กำลังสูงสุดถึง 340 แรงม้า ทำงานคู่กับระบบขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลังสูงสุดถึง 136 แรงม้า ระบบเกียร์ Tiptronic 8 จังหวะ ส่งกำลังไปยังล้อทั้งสี่ ผ่านระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro ให้กำลังสูงสุด 462 แรงม้า เร่งความเร็วจาก 0 – 100 กิโลเมตร / ชั่วโมง ภายใน 4.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตร / ชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเพียง 2.3 ลิตร / 100 กิโลเมตร

อาวดี้  4
ปลั๊กอินไฮบริดของ Audi นั้นมาพร้อมกับการขับขี่ทั้งหมด 4 โหมด ได้แก่ EV Mode, Battery Hold, Battery Charge, และ Hybrid รถจะทำงานแบบคาดการณ์ล่วงหน้าและถูกเปิดใช้งานโดยอัตโนมัติเมื่อมีการเริ่มการใช้ระบบนำทาง MMI Navigation plus with MMI touch response การชาร์จแบตเตอรี่ทำได้อย่างชาญฉลาดและปรับให้เหมาะสมต่อการขับขี่ตลอดเส้นทาง รถจะใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลักเมื่ออยู่ในตัวเมืองและในการจราจรที่แน่นหนา โดยทั่วไปแล้วระบบจะคำนวณการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าให้ได้มากที่สุด และใช้แบตเตอรี่ที่มีอยู่ให้หมดเมื่อถึงจุดหมายปลายทาง

1.EV Mode รถจะขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ตราบใดที่คนขับไม่เหยียบคันเร่งเกินที่กำหนดไว้
2.Battery Hold ระบบจัดการการขับขี่จะรักษาความจุของแบตเตอรี่ไว้ที่ระดับปัจจุบันที่คงเหลือ เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถครอบคลุมระยะทางที่กำหนดในภายหลังด้วยระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
3.Battery Charge ระบบจะจัดการการขับขี่โดยสร้างพลังงานไฟฟ้ากลับเข้าสู่แบตเตอรี่ เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถวางแผนการใช้งานด้วยระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบในพื้นที่ที่ต้องการได้
4.Hybrid จะถูกเปิดใช้งานโดยอัตโนมัติพร้อมกับระบบนำทาง หรือคนขับสามารถเลือกใช้ปุ่มโหมดการทำงาน โดยในโหมดนี้จะทำงานร่วมกันระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์สันดาปอย่างลงตัว เพื่อลดอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานเชื้อเพลิงให้ได้น้อยที่สุด โดยรถจะเน้นการใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลัก เช่น การจราจรที่ติดขัด ระบบไฟฟ้าจะทำงานเป็นส่วนใหญ่ โดยจะทำงานร่วมกับระบบ Recuperation ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาวะการขับขี่ สถานการณ์ สภาพถนน และการขับขี่

ระบบความปลอดภัยแบบครบครัน
•ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Audi pre sense basic)
•ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุด้านหลัง (Audi pre sense rear)
•ระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตาเมื่อเปลี่ยนเลน (Lane change assist
•ระบบแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมด้านข้างและด้านท้ายรถเมื่อเปิดประตูลงจากรถ (Exit warning)
•ระบบแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมด้านข้างและด้านท้ายรถเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง (Rear cross traffic assist)

เมื่อรถมีการเคลื่อนที่แบบลอยตัว ตัวรถจะทำการชาร์จไฟกลับสู่แบตเตอรี่ด้วยระบบ Coasting Recuperation โดยระบบนี้จะสามารถคืนพลังงานไฟฟ้าให้กับรถได้มากถึง 25 กิโลวัตต์ นอกจากนั้นในขณะที่ผู้ขับขี่ทำการเบรก Audi A8 L 60 TFSI e quattro จะสามารถคืนพลังงานเข้าแบตเตอรี่ได้สูงสุดถึง 80 กิโลวัตต์ ด้วยระบบ Brake recuperation โดยมีหน้าจอ Virtual Cockpit และระบบ MMI หน้าจอระบบสัมผัสที่ทำให้ผู้ขับขี่สามารถดูข้อมูลการขับขี่ได้อย่างหลากหลาย เช่น มาตราวัดกำลัง ระยะทาง หรือพลังงานในปัจจุบันของระบบเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า เป็นต้น เพื่อจะได้เลือกการขับขี่ได้อย่างถูกต้อง

อาวดี้  5

Audi A8 L 60 TFSI e quattro Prestige S line มาพร้อมกับสมรรถนะการขับขี่ที่ดีขึ้น ดีไซน์การตกแต่งของเบาะนั่งภายในดูสปอร์ตมากขึ้นด้วยลาย Diamond cut ทั้งยังเพิ่มระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่มาอย่างครบครันในราคาที่ถูกลงมากกว่า 1 ล้านบาท เปิดให้จองแล้วในราคา 7,199,000 บาท

สีภายนอกมีให้เลือกไม่ว่าจะเป็น Metallic Glacier White, Metallic Mythos Black, Metallic Floret Silver และ 2 สีใหม่ Metallic Firmament Blue, Metallic District Green สีภายในห้องโดยสารมีให้เลือก 2 สี คือ Cognac Brown และ Black

Audi A7 Sportback 55 TFSI e quattro
Gran Turismo 4 ประตู พร้อมระบบขับเคลื่อนปลั๊กอินไฮบริดที่ทรงพลัง หนึ่งเดียวในเซกเมนต์ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro ultra technology พร้อมเทคโนโลยีที่ให้ความไดนามิกในการขับขี่ เกาะถนนได้ดีเยี่ยม กำลังขับรวมได้สูงถึง 367 แรงม้า ความเร็วจาก 0 – 100 กิโลเมตร / ชั่วโมง เพียง 5.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 250 กิโลเมตร / ชั่วโมง (ในโหมดไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูงสุด 135 กิโลเมตร / ชั่วโมง และระยะทางวิ่งไกลสุดอ้างอิงตามผลการทดสอบมาตรฐาน WLTP ถึง 69 กิโลเมตร) พร้อมชุดแต่ง S line

อาวดี้  10

เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบเทอร์โบชาร์จขนาด 2 ลิตร ให้กำลัง 265 แรงม้า และมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 143 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ทำงานร่วมกับระบบเกียร์ S tronic 7 จังหวะ

อาวดี้  11

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสามารถเก็บพลังงานได้ถึง 17.9 กิโลวัตต์ / ชั่วโมง พร้อมระบบ Recuperation ที่สร้างพลังงานไฟฟ้ากลับคืนสู่แบตเตอรี่ขณะขับขี่ ทรงรถ Gran Turismo 4 ประตู หนึ่งเดียวในเซกเมนต์พรีเมียมที่นำเสนอระบบปลั๊กอินไฮบริดพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro

การขับขี่ของ A7 Sportback 55 TFSI e quattro ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ลูกค้าสามารถขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้าได้อย่างเต็มที่ในทุกๆวัน ไม่ว่าจะอยู่ในตัวเมืองหรือการเดินทางระยะทางไกล การผสมผสานระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์สันดาป มอบประสบการณ์การขับขี่ที่คล่องตัวและสปอร์ตในคันเดียว ด้วยโหมดการขับขี่ที่แตกต่างกันทั้ง 4 โหมด รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดนี้จึงใช้งานง่ายและเหมาะกับทุกการใช้งานในชีวิตประจำวัน

อาวดี้  13

ระบบชาร์จที่มาพร้อมกับ Audi A7 Sportback 55 TFSI e quattro เป็นมาตรฐาน หัวชาร์จแบบ Type 2 สำหรับใช้กับเครื่องชาร์จสาธารณะ พร้อมแท่นชาร์จ Compact Charger ที่ใช้สำหรับการชาร์จไฟบ้านและอุตสาหกรรมระบบจะมีการแสดงสถานะ LED เพื่อความปลอดภัย รองรับการชาร์จไฟได้สูงสุด 7.4 กิโลวัตต์ โดยจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง นอกจากนั้น สำหรับการชาร์จด้วยไฟบ้านขนาด 220 โวลต์ ก็สามารถชาร์จแบตเตอรี่เปล่าให้เต็มได้ภายในเวลาไม่เกิน 4 ชั่วโมง

รูปลักษณ์ไดนามิก ลุคสปอร์ตด้วยชุดแต่งภายนอกแบบ S line Black Edition และล้อลายใหม่ Audi Sport 5-double arm style ขนาด 20 นิ้ว พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดง ไฟหน้าแบบ HD Matrix LED พร้อมเอฟเฟกต์ไฟด้านหน้า-หลัง (Light staging) พร้อมไฟ Projector LED สัญลักษณ์ S ที่ประตูหน้า

อาวดี้  13

เบาะนั่งคู่หน้าหนัง Valconaแบบ Sports plus ตกแต่งด้วยลาย Diamond cut พร้อมสัญลักษณ์ S line พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตท้ายตัด ตกแต่งด้วยหนัง Perforated พร้อมสัญลักษณ์ S line ตกแต่งภายในด้วยลาย Dark Matte Brushed Aluminum หลังคาพาโนรามิคเลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า แป้นเบรก แป้นคันเร่ง และที่พักเท้าตกแต่งด้วย Stainless steel

อาวดี้ 14

ภายในรถนั้นไม่ได้มีแต่ความสวยหรู แต่ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ดีเยี่ยม เช่น ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ แยกอิสระ 4 โซน ช่อง USB-C สำหรับผู้โดยสารด้านหน้า 2 ตำแหน่ง และด้านหลัง 2 ตำแหน่ง ระบบเครื่่องเสียงระดับพรีเมียม Bang & Olufsen พร้อมระบบเสียง 3 มิติ และไฟเรืองแสงในห้องโดยสารมากถึง 30 สี (Contour/ambient lighting) ระบบช่วยปรับอุณหภูมิในห้องโดยสารก่อนเริ่มการขับขี่ (Stationary air conditioning)

อาวดี้  16

Audi A7 Sportback 55 TFSI e quattro S line รุ่นใหม่มาพร้อมกับเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด พร้อมสมรรถนะที่ดียิ่งขึ้น ตกแต่งภายนอกด้วยดีไซน์กระจังหน้าใหม่ เสริมความสปอร์ตด้วยชุดแต่ง Black Edition และล้อลายใหม่ ทั้งยังปลอดภัยในการขับขี่มากขึ้นด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ มาให้ราคาที่คุ้มค่า ครอบครองได้ง่ายขึ้น เปิดให้จองแล้วในราคาเริ่มต้น 4,799,000 บาท และ A7 Sportback 55 TFSI e quattro S line Black Edition ราคา 5,099,000 บาท

สีภายนอกมีให้เลือกทั้งหมด 6 สี Metallic Glacier White, Metallic Floret Silver, Metallic Mythos Black, Metallic Chronos Grey, และสีใหม่ Metallic Firmament Blue และ Metallic Grenadine Red

Audi เป็นรถยนต์นำเข้าทั้งคัน คุณภาพมาตรฐานเยอรมันทุกรุ่น ลูกค้าที่ออกรถใหม่จะได้รับการดูแลจาก Audi Protection การรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน รถ Plug-in Hybrid TFSI e ใหม่ ทุกรุ่นรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน

 

ฟอร์ด พร้อมดูแลลูกค้าผู้ประสบภัยน้ำท่วม มอบส่วนลดค่าอะไหล่-น้ำมันหล่อลื่น 40% ค่าแรง 30%

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ห่วงใยลูกค้าฟอร์ดที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม จัดแคมเปญมอบส่วนลดค่าอะไหล่และน้ำมันหล่อลื่นสูงถึง 40% และค่าแรง 30% พร้อมตรวจสภาพรถยนต์ทั่วไปฟรี 30 รายการให้กับลูกค้าผู้ประสบภัยตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ที่ศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศ

“ฟอร์ดให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว เราห่วงใยลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศไทย เราหวังว่าแคมเปญนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับลูกค้าฟอร์ดที่ได้รับผลกระทบ และเสริมความอุ่นใจให้ลูกค้าในการใช้งานรถฟอร์ด” นายสุรวัฒน์ จึงสมประสงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

ลูกค้ารถยนต์ฟอร์ดที่ได้รับผลกระทบและความเสียหายจากน้ำท่วม สามารถเข้ารับบริการตรวจสภาพทั่วไปฟรี 30 รายการ ซึ่งจะครอบคลุมในส่วนของเครื่องยนต์ เบรก ช่วงล่าง ระบบส่งกำลัง ระบบไฟฟ้าและตัวถัง พร้อมรับส่วนลดค่าอะไหล่และน้ำมันหล่อลื่นสูงถึง 40% และส่วนลดค่าแรง 30% ทั้งนี้ ส่วนลดค่าอะไหล่จะไม่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ยาง เบรก และแบตเตอรี่ทุกรุ่นทุกยี่ห้อ และสิทธิประโยชน์ดังกล่าวไม่ครอบคลุมรายการความเสียหายที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของบริษัทประกันภัย ลูกค้าสามารถนำรถเข้ารับบริการได้ที่ศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศหรือดูข้อมูลและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.ford.co.th