Home Blog Page 201

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส” เปิดตัวครั้งแรกของโลก! ในประเทศไทยกับ ใหม่! เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี พร้อมคงราคาจำหน่ายเดิม เพิ่มเติมในแคมเปญ0% 48 เดือน

0
New Mitsubishi Xpander HEV 1

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) เปิดตัวรถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด ใหม่! เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ครั้งแรกของโลก โดยเป็นครั้งแรกของรถยนต์ครอบครัว 7 ที่นั่งขนาดเล็กในประเทศไทยที่มาพร้อมกับระบบฟูลไฮบริด ซึ่งผสานการทำงานอย่างสมบูรณ์แบบระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ไว้อย่างลงตัวที่สุด ชูจุดเด่น 3 สุดยอดเทคโนโลยีจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส เพื่อมอบประสบการณ์ขับขี่ใหม่ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง และมั่นใจในทุกเส้นทาง แบบ Mitsubishi e:MOTION พร้อมเดินหน้ารุกตลาดและเริ่มจำหน่ายในไทยทันที โดยรถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดทั้งสองรุ่นนี้ จะผลิตขึ้นในไทย โดยบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ณ โรงงานผลิตรถยนต์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง

New Mitsubishi Xpander HEV 2

รถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่!

รถยนต์เอ็กซ์แพนเดอร์ ผสานความสะดวกสบายและความอเนกประสงค์ในการใช้งานแบบรถครอบครัวเอนกประสงค์ 7 ที่นั่ง เข้ากับรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยวสะดุดตา พร้อมด้วยสมรรถนะการขับขี่แบบรถเอสยูวี ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ซึ่งยนตรกรรมรุ่นนี้เปิดตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศอินโดนีเซียเมื่อปี 2560 ก่อนที่จะขยายตลาดสู่ภูมิภาคอาเซียน ลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และตลาดอื่นๆ ทั่วโลก ขณะที่ รถยนต์เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ได้รับการเปิดตัวตามมาในปี 2562 ทั้งนี้ ยานยนต์ตระกูลเอ็กซ์แพนเดอร์ นับเป็นยนตรกรรมรุ่นสำคัญในเชิงกลยุทธ์ระดับโลกของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ขับเคลื่อนการเติบโตให้กับบริษัทฯ ด้วยยอดขายรวมกว่า 130,000 คัน1 ทั่วโลก ในปีงบประมาณ 2565 ถือเป็นรุ่นที่มียอดขายสูงสุดเป็นอันดับ 3 ต่อจากมิตซูบิชิ ไทรทัน2 และมิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ โดยมียอดขายสะสมรวมสูงกว่า 650,000 คัน นับตั้งแต่เปิดตัวขึ้นเป็นครั้งแรก และเฉพาะในประเทศไทย ยานยนต์ตระกูลเอ็กซ์แพนเดอร์ มียอดขายสะสมรวมทั้งสิ้นสูงกว่า 64,000 คัน นับตั้งแต่เปิดตัวขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2561

New Mitsubishi Xpander HEV 3

รถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดรุ่นใหม่ทั้งสองรุ่นนี้ ได้ผสานระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าและเทคโนโลยีระบบควบคุมการขับเคลื่อน อันเป็นเอกลักษณ์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างมิติใหม่แห่งประสบการณ์การขับขี่ที่เปี่ยมพลัง โดดเด่นเหนือระดับ โดยระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดใน เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และเอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ด้วยการต่อยอดจากระบบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs) เพื่อมอบสุนทรียภาพแห่งการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งอัดแน่นด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังมีระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) ที่ทำงานสอดผสานอย่างลงตัวกับเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ เพื่อมอบความปลอดภัยและความมั่นใจในการขับขี่ ด้วยสมรรถนะการควบคุมรถที่เหนือชั้น พร้อมด้วยโหมดการขับขี่ที่หลากหลาย ซึ่งช่วยเสริมสมรรถนะการเกาะถนน และช่วยให้ควบคุมรถได้อย่างง่ายดายและคล่องตัวบนทุกสภาพถนนและทุกสภาพอากาศ ทั้งนี้ ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับโหมดการขับขี่เป็น EV Priority ได้ตามต้องการ เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ อาทิ ต้องการเดินทางอย่างเงียบสงบ หรือเคลื่อนตัวได้โดยไม่สร้างเสียงรบกวนในหมู่บ้านยามเช้าตรู่

ไฮไลท์สำคัญ: Mitsubishi e:MOTION
Mitsubishi e:MOTION ประสบการณ์ขับขี่ใหม่เหนือระดับ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง และมั่นใจในทุกเส้นทาง โดยผสานการทำงานอย่างสมบูรณ์ของ 3 สุดยอดเทคโนโลยีจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้แก่

•ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด (HEV System) มอบการขับขี่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และน่าตื่นเต้นเร้าใจ ให้ความคล่องตัว ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจากระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด ซึ่งได้รับการถ่ายทอดและพัฒนามาจากความสำเร็จของระบบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs)

•โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7 Drive Mode) ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับโหมดการขับขี่ ได้ตามต้องการ ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ปลอดภัย มั่นใจได้ในทุกเส้นทาง ลุยได้ในทุกสภาพถนน

•ระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) เทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส มอบการขับขี่ที่ปลอดภัยและมั่นใจ ควบคุมรถได้อย่างคล่องตัวโดยเฉพาะขณะเข้าโค้ง

รถยนต์เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่! ยังโดดเด่นเหนือระดับยิ่งกว่าเดิม ด้วยพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวาง สะดวกสบายยิ่งกว่าเดิม ตอบโจทย์การเดินทางกับครอบครัวและกลุ่มเพื่อน พร้อมดีไซน์ภายนอกสุดเท่ อันเป็นเอกลักษณ์

New Mitsubishi Xpander HEV 3

ภาพรวมผลิตภัณฑ์ (สเปกรถยนต์ที่จำหน่ายในประเทศไทย)3
ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด (HEV System)
มอบการขับขี่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และน่าตื่นเต้นเร้าใจ ให้ความคล่องตัว ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจากระบบขับเคลื่อน
ฟูลไฮบริด ซึ่งได้รับการถ่ายทอดและพัฒนามาจากความสำเร็จของระบบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs)

ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด เอชอีวี ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ ประกอบด้วยรูปแบบการขับขี่แบบ EV (พลังงานไฟฟ้า 100%) รูปแบบการขับขี่แบบไฮบริด และระบบชาร์จไฟกลับขณะเบรกหรือ Regenerative Braking จึงโดดเด่นในด้านอัตราประหยัดน้ำมัน พร้อมมอบความสนุกแห่งการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งสามารถปรับเข้าสู่รูปแบบการขับขี่ที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดได้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์การขับขี่ และพลังงานคงเหลือในแบตเตอรี่ ณ ขณะนั้น

เมื่อเริ่มออกตัว และขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ตัวรถจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าโดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว เป็นรูปแบบการขับขี่แบบ EV (พลังงานไฟฟ้า 100%) (แผนภาพที่ 1) ทำให้สามารถขับขี่ด้วยด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ จากนั้น ในขณะที่ขับรถขึ้นเนินที่ลาดชันหรือในขณะที่เร่งความเร็ว ระบบจะทำการปรับเปลี่ยนสู่รูปแบบการขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริด โดยใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ได้รับการปั่นไฟฟ้าให้เกิดพลังงานจากเครื่องยนต์ (แผนภาพที่ 2) และเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง ตัวรถจะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ โดยมีมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยเสริมกำลังขับเคลื่อน (แผนภาพที่ 3) เนื่องจากเครื่องยนต์เริ่มทำงานอย่างนุ่มนวล ไม่กระชาก ผู้ขับขี่จึงสามารถเพลิดเพลินกับสุนทรียภาพแห่งการเดินทางอันรื่นรมย์ สะดวกสบายแม้ในรูปแบบการขับขี่แบบไฮบริด ขณะที่เมื่อชะลอความเร็ว ตัวรถจะเข้าสู่รูปแบบ Regenerative Braking ซึ่งเป็นระบบชาร์จไฟกลับขณะเบรก จึงสามารถสร้างพลังงานไฟฟ้าเพื่อเก็บสำรองพลังงานไว้ในแบตเตอรี่ (แผนภาพที่ 4) ทั้งนี้ ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด ได้รับการถ่ายทอดและพัฒนามาจากความสำเร็จของระบบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs) จึงมอบการขับขี่ที่เงียบสงบและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในแบบของรถยนต์ไฟฟ้าโดยไม่ต้องพึ่งน้ำมันเชื้อเพลิง และปราศจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไปพร้อมๆ กับการมอบการขับขี่ที่สะดวกสบายในแบบของรถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด ที่ผู้ขับขี่สามารถเพลิดเพลินไปกับการขับขี่ทางไกล โดยไม่ต้องกังวลถึงพลังงานคงเหลือในแบตเตอรี่

ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด มอบอัตราเร่งที่ทรงพลัง ไหลลื่นไม่มีสะดุด ตอบสนองได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 85 กิโลวัตต์ พร้อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าผสานการทำงานกับเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร MIVEC โดยมีแบตเตอรี่ขับเคลื่อนที่ได้รับการพัฒนาสำหรับรถยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะ มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงและแบตเตอรี่ตอบสนองต่อแรงบิด 255 นิวตันเมตรได้อย่างรวดเร็วเมื่อออกตัว และให้อัตราเร่งที่ทันใจเมื่อกดคันเร่ง ผู้ขับขี่จึงสามารถเปลี่ยนเลนบนทางด่วนได้อย่างราบรื่นไร้กังวล และกลับรถบนถนนในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่นได้อย่างสะดวกง่ายดาย

เครื่องยนต์เบนซินที่ได้รับการพัฒนาใหม่ขนาด 1.6 ลิตร DOHC MIVEC 16 วาล์ว4 มีอัตราส่วนการขยายตัวสูง (วงจร Atkinson) พร้อมกับมีประสิทธิภาพการเผาไหม้ที่สูงกว่าด้วยการติดตั้งปั๊มน้ำไฟฟ้าเป็นครั้งแรกในเครื่องยนต์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส พร้อมคอมเพรสเซอร์แอร์ไฟฟ้าเพื่อลดการสูญเสียทางกล ช่วยเสริมให้อัตราประหยัดน้ำมันของเครื่องยนต์ดีขึ้น กว่าเดิมราวร้อยละ 34 สำหรับการขับขี่ในเมือง และให้อัตราประหยัดน้ำมันที่ดีขึ้นกว่าเดิมราวร้อยละ 15 สำหรับการขับขี่ในเมืองและนอกเมือง เมื่อดำเนินการทดสอบตามมาตรฐานการวัดระยะทางรถยนต์ไฟฟ้าแบบ NEDC

New Mitsubishi Xpander HEV 4
โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7 Drive Mode) และระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (AYC)
โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับโหมดการขับขี่ได้ตามต้องการ ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ปลอดภัย มั่นใจได้ในทุกเส้นทาง ลุยได้ในทุกสภาพถนน ไปได้ทุกที่ตามต้องการ

โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ประกอบด้วย โหมดการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) 2 โหมดและอีก 5 โหมดสำหรับพื้นผิวถนนที่มีสภาวะแตกต่างกันตามภูมิประเทศและภูมิอากาศ เพื่อสมรรถนะสูงสุดในการขับขี่และการควบคุมตัวรถที่ตอบสนองได้อย่างแม่นยำ

New Mitsubishi Xpander HEV 6

ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้โหมดการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) 2 โหมด ได้ทุกเมื่อตามที่ต้องการ ซึ่งประกอบด้วย EV Priority Mode ที่ขับเคลื่อนรถด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ด้วยพลังงานจากแบตเตอรี่ โดยปราศจากการทำงานของเครื่องยนต์ โหมดนี้ทำงานอย่างเงียบสงบ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และยังช่วยให้ผู้ขับขี่หมดกังวลเรื่องเสียงรบกวนเมื่อขับขี่ในหมู่บ้านยามเช้าตรู่ หากพลังงานแบตเตอรี่เหลือน้อย ผู้ขับขี่สามารถปรับเข้าสู่ Charge Mode เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ได้ทุกเวลา ทั้งในขณะที่ตัวรถกำลังเคลื่อนที่หรือขณะหยุดนิ่ง เพื่อให้สามารถกลับมาสนุกกับการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าได้อีกครั้ง

โหมดการขับขี่อีก 5 รูปแบบ ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อมอบสมรรถนะสูงสุดในการขับขี่และการควบคุมตัวรถที่ตอบสนองได้อย่างแม่นยำบนพื้นผิวถนนที่มีสภาวะแตกต่างหลากหลายตามภูมิประเทศและภูมิอากาศ โดยพัฒนาระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหน้าให้ดียิ่งกว่ารุ่นเดิม ผสานกับระบบควบคุมการขับขี่ต่างๆ ทั้งระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) เทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ ซึ่งเป็นการควบคุมแรงเบรกระหว่างล้อหน้าด้านซ้ายและด้านขวาให้เหมาะสมกับสภาวะการขับขี่ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (Traction Control System: TCL) ที่ช่วยตรวจจับอาการลื่นไถลของล้อหน้าและควบคุมพละกำลังการขับเคลื่อน ระบบควบคุมอัตราเร่ง (Acceleration Control) ที่ช่วยปรับกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ให้ทำงานสอดประสานอย่างมีประสิทธิภาพเมื่อมีการกดคันเร่ง และระบบควบคุมน้ำหนักพวงมาลัย (Steering Control) ที่ช่วยปรับน้ำหนักของพวงมาลัยให้ตอบสนองได้ดั่งใจตามความเร็วและสภาพพื้นผิวถนน

โดยมีรายละเอียดดังนี้
•Normal Mode เป็นโหมดที่สมดุลและเหมาะสมที่สุดสำหรับการขับขี่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน
•Wet Mode เหมาะสำหรับการขับขี่บนถนนที่เปียกลื่น โดยช่วยป้องกันการลื่นไถล ให้การควบคุมที่มั่นใจและเกาะถนนเป็นเลิศแม้ขณะฝนตกหนัก
•Gravel Mode เหมาะสำหรับการขับขี่บนทางทางลูกรัง เพิ่มเสถียรภาพการขับขี่บนพื้นผิวถนนที่ลื่นและขรุขระ
•Tarmac Mode เหมาะกับการขับขี่บนถนนลาดยาง ที่ให้พละกำลังและการควบคุมการขับขี่ที่คล่องตัว มั่นใจได้ในทุกสถานการณ์ แม้บนถนนที่คดเคี้ยว
•Mud Mode ทางโคลน เพิ่มการตอบสนองและการควบคุมที่ทรงพลังบนถนนดินโคลนสมบุกสมบัน

โหมดการขับขี่ทุกรูปแบบสร้างขึ้นเพื่อมอบความปลอดภัยและสะดวกสบายบนทุกสภาพถนนและสภาพอากาศ ซึ่งผู้ขับขี่ต้องพบเจอเป็นประจำ

ภายในห้องโดยสาร โดดเด่นสะดุดตาด้วยหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ LCD ขนาด 8 นิ้ว เพื่อการแสดงข้อมูลที่หลากหลายและใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยจะแสดงข้อมูลสำคัญเพื่อรองรับการใช้งานรถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด อาทิ แสดงรูปแบบการขับขี่ที่จะเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์การขับขี่และอัตราเร่ง รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พลังงาน อัตราการประหยัดพลังงานเมื่อขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) ระดับพลังงานคงเหลือในแบตเตอรี่ และข้อมูลอื่น ๆ ทั้งนี้ เมื่อมีการเปลี่ยนโหมดการขับขี่ จะมีการแสดงภาพกราฟฟิกกลางหน้าจอเพื่อแจ้งโหมดการขับขี่ที่กำลังทำงานอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้ง่ายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ผู้ขับขี่ยังสามารถเลือกการแสดงผลหน้าจอได้ตามความต้องการ ระหว่าง แบบ Enhanced Mode ที่ล้ำสมัย หรือแบบ Classic Mode ที่ถอดแบบมาจากมาตรวัดระบบอนาล็อก

New Mitsubishi Xpander HEV 8
รถยนต์เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่ ! โดดเด่นเหนือระดับยิ่งกว่าเดิม ด้วยพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวาง สะดวกสบายยิ่งกว่าเดิม ตอบโจทย์การเดินทางกับครอบครัวและกลุ่มเพื่อน พร้อมดีไซน์ภายนอกสุดเท่ อันเป็นเอกลักษณ์

รถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่! ให้ความสำคัญกับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าในแบบรถยนต์ไฟฟ้า จึงมุ่งเน้นการขับขี่ที่เงียบสงบ ผ่อนคลาย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ด้วยการเพิ่มวัสดุกันเสียงและดูดซับเสียงรบกวนในจุดสำคัญต่างๆ ทั่วตัวรถ เสริมความเงียบสงบภายในห้องโดยสารได้อย่างดีเยี่ยม ไม่เพียงขณะขับขี่ในรูปแบบ EV แต่รวมถึงขณะที่เครื่องยนต์ทำงาน ทั้งในขณะที่เร่งความเร็วหรือขับขี่ด้วยความเร็วสูง ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกผ่อนคลายและสามารถเพลิดเพลินกับการพูดคุย โดยปราศจากเสียงรบกวนได้ตลอดการเดินทาง ทั้งยังโดดเด่นด้วยดีไซน์หัวเกียร์ใหม่แบบ Electric Shift ที่มาพร้อมเทคโนโลยีระบบเกียร์ไฟฟ้า (Shift-by-Wire) อันทันสมัย เพิ่มความสะดวกสบาย ใช้งานได้ง่าย

เพื่อรองรับระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด ชุดแบตเตอรี่ขับเคลื่อนจึงได้รับการติดตั้งไว้ใต้พื้นบริเวณเบาะนั่งคู่หน้า จึงทำให้รถยนต์ตระกูลเอ็กซ์แพนเดอร์ ยังคงมีพื้นที่ห้องโดยสารภายในที่กว้างขวาง ด้วยเบาะนั่ง 3 แถว ซึ่งกว้างขวางที่สุดในบรรดารถยนต์ระดับเดียวกัน พร้อมรองรับผู้โดยสาร 7 ที่นั่ง ด้วยขนาดตัวถังที่เหมาะสมสำหรับการเดินทางในเมือง อีกทั้งห้องเครื่องยนต์และบริเวณรอบชุดแบตเตอรี่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ โดยชุดแบตเตอรี่ยังได้รับการปกป้องด้วยคานรับด้านหน้าและคานขวางด้านหน้า เพื่อเพิ่มความแข็งแรงทนทานของตัวถัง พร้อมด้วยการพัฒนาช่วงล่างและระบบกันสะเทือนใหม่ทั้งหมดเป็นพิเศษ ที่ทำให้รถยนต์ระบบขับเคลื่อนไฮบริดรุ่นนี้มีเสถียรภาพการขับขี่ที่เหนือชั้นและความสะดวกสบายที่เป็นเลิศ ประสิทธิภาพของระบบเบรกยังได้รับการปรับปรุงใหม่ ตอบสนองได้ดียิ่งขึ้นและชะลอความเร็วอย่างมั่นใจ ด้วยดิสก์เบรกครบทั้ง 4 ล้อ

ภายนอกตัวรถ โดดเด่นด้วยโลโก้ “HEV” ที่กระจังหน้าและฝาประตูท้าย พร้อมด้วยโลโก้ “HYBRID EV” ที่ประตูหน้า และการตกแต่งด้วยเส้นสายสีน้ำเงินที่กันชนหน้า กาบข้างประตู กันชนหลัง และล้ออัลลอยแบบทูโทนทั้ง 4 ล้อ สีตัวถังมีให้เลือกหลากหลาย มาพร้อมด้วยสีใหม่ล่าสุดที่เพิ่มจากรุ่นก่อน คือ สีขาว White Diamond ช่วยสะท้อนถึงความพรีเมียม และนิยามความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่ดูสะอาดตาของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ให้ความรู้สึกทั้งแข็งแกร่งและโดดเด่นเป็นประกาย ร่วมด้วยสีที่โดดเด่นสะดุดตา อย่าง สีเงิน Blade Silver Metallic สีเทา Graphite Gray Metallic และสีดำ Jet Black Mica รวมถึงสีเขียว Green Bronze Metallic ที่เป็นสีพิเศษเฉพาะของรุ่น เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี

โดยในโอกาสเฉลิมฉลองการเปิดตัวใหม่นี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส พร้อมมอบราคาพิเศษช่วงแนะนำ ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 7 เมษายน 2567 เพื่อเป็นของขวัญให้กับลูกค้ามิตซูบิชิ ที่รักทุกท่าน โดยมิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี ใหม่! มีราคาจำหน่ายช่วงแนะนำเริ่มต้นที่ 912,000 บาท ขณะที่ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่! มีราคาจำหน่ายช่วงแนะนำเริ่มต้นที่ 946,000 บาท ซึ่งมีราคาจำหน่ายเท่ากับรุ่นเครื่องยนต์สันดาปในปัจจุบัน

หลังจากช่วงเวลาพิเศษ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี ใหม่! จะมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 933,000 บาท และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่! มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 961,000 บาท ซึ่งมีราคาที่ไม่ต่างจากรุ่นเครื่องยนต์สันดาปในปัจจุบัน

นอกจากนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังมอบข้อเสนอสุดพิเศษ มิตซูบิชิ เอ็กซ์ตร้า แคร์ เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านสามารถครอบครองและขับขี่รถทั้งสองรุ่นใหม่นี้โดยไม่ต้องกังวล ได้แก่

-การรับประกันคุณภาพรถใหม่ ตลอด 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร
-แพ็กเกจบำรุงรักษานาน 5 ปี
-ฟรีค่าแรงสำหรับการเช็คระยะตลอด 5 ปี
-บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงนาน 5 ปี
-พร้อมกับประกันภัยชั้น 1 ฟรีหนึ่งปี
-เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นในระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด บริษัทฯ จึงขยายการรับประกันระบบขับเคลื่อนไฮบริด ยาวนานถึง 5 ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง
-และขยายการรับประกันพิเศษสำหรับแบตเตอรี่ขับเคลื่อนไฮบริดในปีที่ 6-10 โดยไม่จำกัดระยะทาง

นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอสุดพิเศษให้ลูกค้าทุกท่านเป็นเจ้าของรถยนต์รุ่นใหม่ทั้งสองรุ่นได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วยดอกเบี้ยพิเศษ 0% สำหรับการดาวน์ 25% และผ่อนนาน 48 เดือน

New Mitsubishi Xpander HEV 10

 

ลูกค้าที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือทดลองขับได้แล้ววันนี้ ที่โชว์รูมผู้จัดจำหน่ายมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ทั่วประเทศ และพบกับกิจกรรมพิเศษที่โชว์รูมทั่วประเทศได้ระหว่างวันที่ 3 – 4 กุมภาพันธ์ 2567 นอกจากนี้ ลูกค้าสามารถร่วมสนุกกับกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นเพื่อต้อนรับการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่นี้ เริ่มจากในกรุงเทพฯ ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว ระหว่างวันที่ 2 – 4 กุมภาพันธ์ 2567 ตามมาด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง และภาคเหนือ โดยจะมีการประกาศแจ้งวัน-เวลา-สถานที่จัดงานในแต่ละภูมิภาคในช่องทางการสื่อสารโซเชียลมีเดีย ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย

ขอเชิญลูกค้าและผู้สนใจ ร่วมสัมผัสมิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่ ! และสนุกกับประสบการณ์การขับขี่ใหม่เหนือระดับ เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง และมั่นใจในทุกเส้นทางไปกับ Mitsubishi e:MOTION

“MOTOR EXPO” จับรางวัลคืนกำไรให้ผู้ชม

0
MOTOR EXPO ภาพเปิด

“IMC สื่อสากล” จับรางวัลผู้โชคดีในงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 40” รับรถยนต์ 3 คัน รถจักรยานยนต์ 2 คัน และรางวัลอื่นๆ มากมาย จากกิจกรรมคืนกำไรให้ผู้ชมหลายรายการ ณ ห้องจูปิเตอร์ 4-5 อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ในวันพุธที่ 24 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา โดยมีรายละเอียดดังนี้

“ซื้อรถ…ชิงรถ” NEW MG HS PHEV D ได้แก่ พรพิมล ภู่ศิริ จังหวัดปทุมธานี

MOTOR EXPO 1

“ซื้อบัตร…ชิงรถ” NETA V ได้แก่ จอมขวัญ ยงยุทธ จังหวัดสมุทรสาคร

MOTOR EXPO 2

“ซื้อสินค้า…ชิงรถ” MITSUBISHI ATTRAGE 1.2 ACTIVE CVT A/T ได้แก่ ว่าที่ ร.ต. กัมพล ดวงรัศมี จังหวัดปทุมธานี

MOTOR EXPO 4

“ซื้อมอเตอร์ไซค์…ชิงบิกไบค์” HONDA รุ่น XL750 TRANSALP ได้แก่ ศุภโชค หรูวานิชย์ จังหวัดกรุงเทพฯ

MOTOR EXPO 5

“ชมงานผ่าน MOTOR EXPO APP ชิงรางวัล” ALPHA VOLANTIS รุ่น HORIZON300 ได้แก่ ธิดารัตน์ คนคล่อง จังหวัดพะเยา

MOTOR EXPO 6

สำหรับรายชื่อผู้โชคดีที่ผ่านการตรวจสอบว่าปฏิบัติตามกฎกติกาของการชิงรางวัลแล้ว จะประกาศ ทางเวบไซท์ motorexpo.co.th, autoinfo.co.th, ทาง LINE @motorexpo ในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 และทางนิตยสาร “ฟอร์มูลา”, 4 WHEELS ฉบับประจำเดือนเมษายน 2567

 

เรเว่ เข้าร่วมนโยบาย EV 3.5 พร้อมคงราคารถยนต์ BYD ทุกรุ่น ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างแข็งแกร่ง

0

บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจําหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BYD อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ เดินหน้าสนองมาตรการภาครัฐ โดยเข้าร่วมการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 ในช่วงระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2567 – 2570) และคงราคารถยนต์ BYD ที่มีจำหน่ายในปัจจุบันทุกรุ่น เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยานยนต์ที่อัดแน่นด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ในราคาที่เหมาะสม พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์สังคมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “กลุ่มธุรกิจเรเว่มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ให้การสนับสนุนนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ และเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคตามนโยบาย 30@30 ที่ตั้งเป้าการผลิตยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle: ZEV) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573 ซึ่งสอดรับกับวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ ‘NEW FUTURE YOUR WAY’ ของกลุ่มธุรกิจเรเว่ที่ต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ NEV Nation ผ่านการนำเสนอยานยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ BYD ที่มีความหลากหลายเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันของผู้บริโภค ยกระดับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ เพื่อรองรับความต้องการเชิงธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยล่าสุด BYD ได้ฉลองยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกทะลุ 3 ล้านคัน ก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง และ ยังเป็นแบรนด์ที่มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า 100% รวมทั้งสิ้น 30,650 คันในปี พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดในไทยอีกด้วย เราเชื่อมั่นว่านโยบายสนับสนุนจากภาครัฐจะช่วยรักษาความคึกคักให้กับตลาด เพิ่มจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าออกสู่ท้องถนนทั่วประเทศมากขึ้น และเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของไทยไปสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืนในท้ายที่สุด”

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “การเข้าร่วมมาตรการ EV 3.5 ของกลุ่มธุรกิจเรเว่ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราในการลดมลพิษให้ประเทศไทยเพื่อสร้างพื้นฐานชีวิตทุกคนให้ดียิ่งขึ้นด้วยพลังงานสะอาด และช่วยให้ทุกคนเป็นเจ้าของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็น BYD ATTO 3 , BYD DOLPHIN, และ BYD SEAL ในราคาที่เข้าถึงได้ ทั้งยังช่วยสานต่อความนิยมของแบรนด์ BYD ที่ครองใจผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้อย่างเหนียวแน่น โดยนอกเหนือจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้าคุณภาพภายใต้แบรนด์ BYD ให้กับผู้บริโภค กลุ่มธุรกิจเรเว่จะยังคงเดินหน้าเสริมสร้างความไว้วางใจและยกระดับประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับจากการบริการหลังการขายอย่างรอบด้าน รวมทั้งสร้างความแตกต่างให้กับวงการด้วย RÊVERLUTION ซึ่งเป็นโครงการที่มีความมุ่งมั่นให้เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและเร่งการเปลี่ยนแปลงสู่อนาคตที่ยั่งยืน โดยกลุ่มธุรกิจเรเว่ถือเป็นบริษัทแรกในโลกที่มอบผลประโยชน์ทาง Carbon Credit กลับคืนสู่ลูกค้าผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้า BYD ทุกรุ่น”

ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่สนใจสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า BYD ทั้ง 3 รุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทยได้ในราคาเดิม ประกอบด้วย

  • BYD DOLPHIN ราคาเริ่มต้น 699,999 บาท
  • BYD ATTO 3 ราคาเริ่มต้น 1,099,900 บาท
  • BYD SEAL ราคาเริ่มต้น 1,325,000

ในโอกาสที่แบรนด์ BYD ได้ฉลองยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกทะลุ 3 ล้านคัน เรเว่ ออโตโมทีฟ มอบข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อและรับรถตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 – 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567[1]

ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า BYD DOLPHIN จะได้รับ Home Charger พร้อมบริการติดตั้งประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. ระยะเวลา 1 ปี บริการบำรุงรักษาฯ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร และบริการ RÊVER Care

ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า BYD ATTO 3 จะได้รับเงินคืน 100,000 บาท Smart Home Charger ยี่ห้อ AUTEL พร้อมบริการติดตั้ง และบริการ RÊVER Care

ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า BYD SEAL จะได้รับเงินคืน 50,000 บาท (เฉพาะรุ่น Dynamic​) Smart Home Charger ยี่ห้อ ABB พร้อมบริการติดตั้ง และบริการ RÊVER Care

สำหรับลูกค้าที่ซื้อและรับรถภายในวันที่กำหนด สามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์เงินคืนผ่านทาง www.reverautomotive.com ภายใน 31 มีนาคม พ.ศ. 2567 นี้เท่านั้น

[1] รถมีจำนวนจำกัด และเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด (ออกใบกำกับภาษีและรับรถภายใน 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 และจดทะเบียนภายใน 31 มีนาคม พ.ศ. 2567) โดยดอกเบี้ย 1.98% มีผลตั้งแต่ 1 – 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

MOTOR EXPO จับรางวัลคืนกำไรให้ผู้ชม

0

“IMC สื่อสากล” จับรางวัลผู้โชคดีในงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 40” รับรถยนต์ 3 คัน รถจักรยานยนต์ 2 คัน และรางวัลอื่นๆ มากมาย จากกิจกรรมคืนกำไรให้ผู้ชมหลายรายการ ณ ห้องจูปิเตอร์ 4-5 อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ในวันพุธที่ 24 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา โดยมีรายละเอียดดังนี้

“ซื้อรถ…ชิงรถ” NEW MG HS PHEV D ได้แก่ พรพิมล ภู่ศิริ จังหวัดปทุมธานี

“ซื้อบัตร…ชิงรถ” NETA V ได้แก่ จอมขวัญ ยงยุทธ จังหวัดสมุทรสาคร

“ซื้อสินค้า…ชิงรถ” MITSUBISHI ATTRAGE 1.2 ACTIVE CVT A/T

ได้แก่ ว่าที่ ร.ต. กัมพล ดวงรัศมี จังหวัดปทุมธานี

“ซื้อมอเตอร์ไซค์…ชิงบิกไบค์” HONDA รุ่น XL750 TRANSALP

ได้แก่ ศุภโชค หรูวานิชย์ จังหวัดกรุงเทพฯ

“ชมงานผ่าน MOTOR EXPO APP ชิงรางวัล” ALPHA VOLANTIS รุ่น HORIZON300

ได้แก่ ธิดารัตน์ คนคล่อง จังหวัดพะเยา

สำหรับรายชื่อผู้โชคดีที่ผ่านการตรวจสอบว่าปฏิบัติตามกฎกติกาของการชิงรางวัลแล้ว จะประกาศ ทางเวบไซท์ motorexpo.co.th, autoinfo.co.th, ทาง LINE @motorexpo ในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 และทางนิตยสาร “ฟอร์มูลา”, 4 WHEELS  ฉบับประจำเดือนเมษายน 2567

“นิสสัน” เชิญชวนลูกค้านำรถเข้ามาตรวจสอบ พร้อมเปลี่ยนชุดถุงลมนิรภัยทาคาตะ พร้อมรับบัตรกำนัลดิจิทัลโลตัส มูลค่า 500 บาท ฟรี!

0
นิสสัน 1

นิสสัน ประเทศไทย เดินหน้าส่งมอบความปลอดภัยในการขับขี่ และความพึงพอใจให้กับลูกค้า เชิญชวนผู้ใช้รถยนต์ นิสสัน ที่เข้าข่ายมีปัญหาเรื่องถุงลมนิรภัย นำรถเข้าตรวจสอบพร้อมเปลี่ยนชุดถุงลมเสริมความปลอดภัยทาคาตะทันที พร้อมรับบัตรกำนัลดิจิทัลโลตัสมูลค่า 500 บาท ฟรี* เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่เข้ารับการตรวจสอบ และเปลี่ยนชุดถุงลมเสริมความปลอดภัย ณ ศูนย์บริการนิสสัน

จากเหตุการณ์ที่ผู้ผลิตรถยนต์หลายค่ายได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุการทำงานของชุดถุงลมเสริมความปลอดภัยทาคาตะ นิสสัน ประเทศไทย ได้มีความกังวลถึงความปลอดภัยของลูกค้าผู้ใช้รถยนต์นิสสัน ที่อยู่ในข่ายต้องได้รับการเปลี่ยนชุดถุงลมเสริมความปลอดภัยทาคาตะทุกท่าน จึงได้ประกาศแคมเปญเปลี่ยนชุดถุงลมเสริมความปลอดภัยทาคาตะขึ้นตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา เพื่อให้มั่นใจว่า ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถยนต์นิสสันทุกคนจะได้รับการปกป้อง และดูแลความปลอดภัยจากอุปกรณ์ที่สมบูรณ์

ดังนั้น เพื่อเพิ่มอัตราการเปลี่ยนให้มีมากยิ่งขึ้น บริษัทจึงขอเชิญชวนลูกค้าเจ้าของรถยนต์นิสสันที่อยู่ในข่ายเข้ารับบริการตรวจสอบและเปลี่ยนชุดถุงลมนิรภัยทาคาตะโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ณ ศูนย์บริการนิสสัน ทุกแห่งทั่วประเทศโดยเร็วที่สุด

สำหรับรถยนต์รุ่นที่เข้าข่ายต้องตรวจสอบ และเปลี่ยนถุงลมนิรภัย
1.นิสสัน ลิวิน่า รุ่นปี 2015
2.นิสสัน อัลเมร่า รุ่นปี 2011
3.นิสสัน มาร์ช รุ่นปี 2010-2011
4.นิสสัน นาวารา รุ่นปี 2006-2014
5.นิสสัน ทีด้า รุ่นปี 2006-2012
6.นิสสัน เทียน่า รุ่นปี 2004-2009
7.นิสสัน เอ็กซ์เทรล รุ่นปี 2002-2005
8.นิสสัน เพโทร รุ่นปี 2003
9.นิสสัน ซันนี่ นีโอ รุ่นปี 2000-2006
10.นิสสัน เซฟิโร่ รุ่นปี 2000- 2002

ทั้งนี้ ลูกค้าผู้ครอบครองรถยนต์รุ่นดังกล่าว สามารถตรวจสอบสถานะ “การเปลี่ยนถุงลมนิรภัย ทาคาตะ” ได้ที่ เว็บไซต์นิสสัน https://www.nissan.co.th/owners/recall-nissan.html โดยการกรอกหมายเลขตัวถังรถ (VIN NO.) ของท่านเพื่อทำการตรวจสอบ**

สำหรับลูกค้าที่เข้าข่าย กรุณาติดต่อผู้จำหน่าย หรือนิสสัน คอลเซ็นเตอร์ เพื่อนัดหมายเข้ารับบริการโดยเร็ว เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ โดยลูกค้าที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ติดต่อที่หมายหมายเลข 02 401 9600 และสำหรับพื้นที่ต่างจังหวัด ติดต่อที่หมายเลข 1-800-900-500 ตลอด 24 ชั่วโมง
ความเชื่อมั่น และอุปการคุณที่ท่านมีต่อแบรนด์นิสสันเป็นแรงผลักดันให้เครือข่ายนิสสันทุกภาคส่วนมุ่งมั่นที่จะส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการที่มีคุณภาพให้กับท่านต่อไป

* บัตรกำนัลดิจิทัลโลตัส มูลค่า 500 บาท เพื่อมอบให้กับลูกค้าที่เข้ารับบริการภายในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 หรือจนกว่าของจะหมด
** ข้อมูลจะแสดงเฉพาะหมายเลขตัวถังของลูกค้าที่ยังไม่ได้เข้ารับบริการเปลี่ยนถุงลมเสริมความปลอดภัยเท่านั้น ผู้ที่เคยเข้ารับบริการไม่สามารถรับบริการซ้ำและไม่ได้รับสิทธิพิเศษตามโครงการนี้

มาสด้าจัดหนักจัดเต็มให้ส่วนลด 120,000 บาท ฟรีบัตรเติมน้ำมัน 30,000 บาท

0

มาสด้า เดินหน้ากระตุ้นตลาดแบบเต็มสูบ โอกาสทองของลูกค้ามาถึงแล้ว ครั้งแรกและครั้งเดียวในรอบปี กับรถยนต์มาสด้าทุกรุ่นในราคาสุดพิเศษ สำหรับลูกค้าที่ต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์นั่งสปอร์ตระดับพรีเมี่ยมที่สง่างามที่สุดในโลก เจ้าของรางวัลรถยนต์ออกแบบยอดเยี่ยมของโลก World Car Design of The Year อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ และระบบความปลอดภัยระดับโลก เมื่อมาสด้าร่วมฉลองฤดูกาลแห่งความรักและความโชคดีกับโปรโมชั่นพิเศษสุดครั้งเดียวในรอบปี SEASON OF LUCK มอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อรถยนต์มาสด้าตลอดเดือนกุมภาพันธ์ รับส่วนลดสูงสุด 120,000 บาท* หรือ โปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี (MUS) พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 รวมมูลค่าสูงสุด 100,861 บาท* และเมื่อจองซื้อรถยนต์มาสด้าทุกรุ่น รับฟรีลำโพง Sony Portable Wireless Speaker มูลค่า 1,990 บาท** พร้อมมอบสิทธิพิเศษให้กับเจ้าของรถยนต์มาสด้าและครอบครัวที่ออกรถใหม่ รับเพิ่มฟรีบัตรน้ำมันมูลค่าสูงสุด 30,000 บาท*** ลูกค้าที่สนใจพบข้อเสนอพิเศษนี้ได้ระหว่างวันที่ 1-29 กุมภาพันธ์ 2567 ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “แคมเปญ MAZDA SEASON OF LUCK ฉลองฤดูกาลแห่งความรักและความโชคดีกับโปรโมชั่นสุดพิเศษ นับเป็นแคมเปญสุดร้อนแรงที่สุดแห่งปีที่มาสด้าตั้งใจจัดขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อมอบความคุ้มค่าคุ้มราคาให้กับลูกค้าใหม่และมอบความภูมิใจสำหรับลูกค้าปัจจุบันที่ต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าคันที่สอง โดยให้ความสำคัญกับลูกค้ามาเป็นอันดับหนึ่งด้วย Customer Experience Management (CXM) หรือการจัดการประสบการณ์ลูกค้า เน้นสร้างความพึงพอใจสูงสุดเพื่อสร้างรากฐานให้มั่นคง รวมถึงมุ่งมั่นสร้างแบรนด์ผ่านกลยุทธ์ Brand Value Management (BVM) หรือ การสร้างมูลค่าของแบรนด์ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว มาสด้าต้องการที่จะมอบความสะดวกสบายและไร้ความกังวลให้กับลูกค้า ตั้งแต่ก่อนเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้า ไปตลอดระยะเวลาที่ลูกค้าครอบครองรถยนต์มาสด้า

แคมเปญ MAZDA SEASON OF LUCK เป็นแคมเปญที่ตั้งใจจัดขึ้นเป็นพิเศษเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งจะมีทั้งเทศกาลแห่งความรักในวันวาเลนไทน์ และเทศกาลตรุษจีน นับว่าเป็นโอกาสดีที่ทางมาสด้าได้มอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าตั้งแต่ต้นปี เพื่อให้ได้ครอบครองรถยนต์มาสด้าแบบสุดคุ้ม และไม่ต้องกังวลในเรื่องค่าใช้จ่ายจากการบำรุงรักษารถในระยะยาว โดยข้อเสนอสุดพิเศษภายใต้แคมเปญฯ มีดังต่อไปนี้

  • เมื่อจองซื้อรถยนต์นั่งสปอร์ตมาสด้า3 รับส่วนลดสูงสุด 120,000 บาท* หรือ ดอกเบี้ย 0%*
  • เมื่อจองซื้อรถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์เอสยูวีมาสด้า CX-30 รับส่วนลดสูงสุด 120,000 บาท หรือ ดอกเบี้ย 0%*
  • เมื่อจองซื้อรถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์เอสยูวีมาสด้า CX-3 รับส่วนลดสูงสุด 100,000 บาท หรือดอกเบี้ย 0%*

  • เมื่อจองซื้อรถอเนกประสงค์เอสยูวีมาสด้า CX-5 รับส่วนลดสูงสุด 110,000 บาท หรือ ดอกเบี้ย 0%*
  • เมื่อจองซื้อรถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์เอสยูวีมาสด้า CX-8 รับส่วนลดสูงสุด 80,000 บาท หรือ ดอกเบี้ย 1.99%*
  • เมื่อจองซื้อรถมาสด้า2 รับส่วนลดสูงสุด 80,000 บาท* หรือ ดอกเบี้ย 0%*
  • แพ็กเกจบำรุงรักษารถตามระยะ Mazda Care 5 ปี (รวมค่าแรง ค่าอะไหล่ และของเหลว)*
  • มอบความอุ่นใจกับโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ (MUS) 5 ปี ที่ครอบคลุมทั้ง รับประกันคุณภาพรถ 5 ปี หรือ 150,000 กม. ค่าบำรุงรักษารถตามระยะ 5 ปี (ฟรีค่าแรง ค่าอะไหล่ และของเหลว) และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. นาน 5 ปี*
  • ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี*
  • ฟรี ลำโพง Sony Portable Wireless Speaker มูลค่า 1,990 บาท** เมื่อจองรถทุกรุ่น
  • สิทธิพิเศษเพิ่มเติมสำหรับเจ้าของรถยนต์มาสด้าและครอบครัว เมื่อออกรถใหม่ รับฟรีบัตรน้ำมันมูลค่าสูงสุด 30,000 บาท***

ลูกค้าที่สนใจรถยนต์มาสด้าทุกรุ่นที่มาพร้อมกับแคมเปญสุดพิเศษ MAZDA SEASON OF LUCK สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th ซึ่งแคมเปญนี้จัดขึ้นเฉพาะในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 เท่านั้น

รายละเอียดเพิ่มเติม

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

**จองรถในงาน 3,000 บาท และออกรถภายในวันที่ 29 ก.พ. 67 รับลำโพง Sony SRS-XB100 มูลค่า 1,990 บาท จำนวนจำกัด 800 ชิ้น เฉพาะโชว์รูมที่ร่วมรายการ โดยไม่สามารถโอนสิทธิ์ หรือแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ และขอสงวนสิทธิ์ในการเลือกสี

***เฉพาะเจ้าของรถยนต์มาสด้าและครอบครัว ที่ออกรถ มาสด้า CX-30, มาสด้า CX-5 และ มาสด้า CX-8

เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย กางแผน ‘Plan S-5’ พร้อมเร่งทำตลาด EV ด้วยแผนเปิดตัว Kia EV9 และยกระดับการรับประกันคุณภาพรถนานถึง 7 ปี

0
เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) ภาพเปิด

เกีย คอร์ปอเรชัน ประกาศตั้งบริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมเผย ทิศทางการดำเนินธุรกิจของเกีย เซลส์ (ประเทศไทย) ในปี 2567 ภายใต้วิสัยทัศน์ที่จะพลิกโฉมแบรนด์ และสร้าง
การเติบโตทางธุรกิจในระยะยาวผ่านกลยุทธ์ระดับองค์กรของเกีย เซลส์ (ประเทศไทย) ในชื่อ ‘Plan S-5’ เพื่อมุ่งหน้าสู่เป้าหมายปี 2567-2571

นายจุน โอ อี ประธาน บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “วันนี้นับเป็นโอกาสอันดีสำหรับก้าวแรกของการดำเนินงานของ เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) ในการเข้าสู่ตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการ แผนกลยุทธ์ Kia Plan S ของเราที่ใช้ในการดำเนินงานทั่วโลก มีรากฐานอยู่บนเสาหลัก 3 ประการ คือ โลก (Planet) ผู้คน (People) และผลกำไร (Profit) เพื่อหล่อเลี้ยงความไว้วางใจ และการมีส่วนร่วมระหว่างพนักงานของเรากับชุมชน เราจึงวางตำแหน่งของตนเองในฐานะ ‘Sustainable Mobility Solutions Provider’ หรือ ‘แบรนด์ที่มุ่งตอบโจทย์การเดินทางอย่างยั่งยืน’ ซึ่งถือเป็นปรัชญาประจำองค์กรของเราเพื่อก้าวสู่ความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต ในส่วนของ เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) เราได้วางแผนการดำเนินงานขององค์กรไว้อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจของเราสำหรับปี 2567-2571 โดยให้ชื่อว่ากลยุทธ์ ‘Plan S-5’ ซึ่งประกอบด้วยเป้าหมายหลัก 4 ประการ ได้แก่ 1) ครองส่วนแบ่ง 5% ของตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคล, 2) เพิ่มการทำตลาดรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวให้มีสัดส่วนคิดเป็น 50% ของยอดจำหน่ายทั้งหมด, 3) ก้าวขึ้นสู่ทำเนียบแบรนด์ที่มีการรับรู้สูงที่สุด 5 อันดับแรก และ 4) ขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศให้เติบโตขึ้น 5 เท่าตัว”

 เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) 2

นายณัฏฐ์ชัย สุรวรรธนกุล รองประธานฝ่ายขาย เครือข่ายผู้จำหน่าย และบริการหลังการขาย เปิดเผยว่า “ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยอยู่ในเทรนด์ขาขึ้นและขาลงสลับสับเปลี่ยนกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยยอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่โดยรวมทั้งตลาดอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 800,000 คัน เนื่องจากเซ็กเมนต์รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ แม้ว่าเซ็กเมนต์รถยนต์นั่งส่วนบุคคลจะมีการเติบโตก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม เรามองว่าตลาดรถยนต์ในไทยจะกลับมาฟื้นตัวได้ดียิ่งขึ้นในปี 2567 นี้ โดยคาดว่ายอดจำหน่ายจะขยับตัวขึ้นเป็น 850,000 – 860,000 คันจากอานิสงส์ของรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ที่มียอดจำหน่ายเพิ่มสูงขึ้น สำหรับ เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) ในปี 2566 เรามีผู้จำหน่าย และศูนย์บริการที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ 19 แห่ง เราจะเร่งสร้างการเติบโตของยอดขายด้วยการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ประเดิมด้วยผู้จำหน่ายใหม่ 10 รายที่จะเข้ามาร่วมงานกับเราในปี 2567 นี้ นอกจากนี้เรายังยกระดับ กลยุทธ์ด้านบริการของเราอย่างเต็มรูปแบบเพื่อให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้บริโภคชาวไทย โดยนโยบายใหม่ของเราจะมอบการรับประกันคุณภาพรถเป็นระยะเวลา 7 ปีให้กับรถยนต์รุ่นใหม่ที่ทำตลาดในประเทศไทยตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 เป็นต้นไป การรับประกันตามมาตรฐานใหม่ของเราจะมาควบคู่กับการรับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 7 ปี”

 เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) 1
นายฌ็อง–ดาวิด คริสติญอง อาเรล รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์และการตลาด ระบุว่า “รถยนต์รุ่น Carnival ของเราที่ใช้งานอยู่บนท้องถนนในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 10,000 คัน ซึ่งผู้บริโภคกลุ่มนี้ให้ความไว้วางใจในตัวรถยนต์ Carnival และผู้จำหน่ายของเราอย่างมาก ฐานลูกค้าในปัจจุบันของเราจะเป็นรากฐานอันแข็งแกร่งในการสร้างการเติบโตให้กับแบรนด์ของเราได้เป็นอย่างดี เราจะขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มผู้บริโภคที่เป็นครอบครัวคนรุ่นใหม่ โดยมีการพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์ของเราให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายใหม่ดังกล่าว เกียเป็นแบรนด์ระดับโลกที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูง มิใช่เฉพาะในด้านคุณภาพ และสมรรถนะของรถยนต์รุ่นต่างๆ ของเราเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการมอบคุณค่าที่เรายึดมั่นอีกด้วย ปรัชญาของแบรนด์ที่ว่า ‘Movement that inspires’ หรือ ‘การเดินทางที่สร้างแรงบันดาลใจ’ สะท้อนถึงทัศนคติใหม่ของเราในการเชื่อมโยงกับชีวิตจิตใจของผู้บริโภคชาวไทย เราต้องการนำเสนอพลังที่แบรนด์ของเรามีอยู่ในระดับโลก รวมถึงมรดกในแบบเกาหลีของเราซึ่งเป็นที่ชื่นชมอย่างกว้างขวางในประเทศไทย สู่สายตาของผู้บริโภคชาวไทย”

 เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) 5

“เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายดังกล่าว เราจึงออกแบบการสื่อสารของเราในประเทศไทย โดยวางตำแหน่งแบรนด์ให้มีภาพลักษณ์ของรถยนต์ ‘Premium Smart’ โดยที่คำว่า ‘Premium’ สื่อถึงการมุ่งส่งมอบประสบการณ์ลูกค้าที่ดีเยี่ยม ตั้งแต่ทัชพอยท์แรกทางอินเทอร์เน็ตไปจนถึงทุกๆ ช่องทางที่ลูกค้าจะได้สัมผัสกับแบรนด์ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องรวมถึงศูนย์บริการและผู้จำหน่ายของเราด้วย เราจะมุ่งเน้นใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการดำเนินงาน (Digital Transformation) และใช้ข้อมูลเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการสร้างปฏิสัมพันธ์แบบเฉพาะบุคคลกับลูกค้า ส่วนคำว่า ‘Smart’ สื่อถึงการที่เรามุ่งหวังให้ลูกค้าชาวไทยได้รับประสบการณ์ใหม่ล่าสุดในการขับขี่ โดยการนำเสนอรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบที่ประสบความสำเร็จรุ่นใหม่ล่าสุดของเรา พร้อมกับเพิ่มรถยนต์ในกลุ่มเอสยูวี และเอ็มพีวี และนำเอาโซลูชันด้านการเชื่อมต่อรูปแบบต่างๆ มาใช้ในอนาคตอันใกล้นี้” นายฌ็อง–ดาวิด คริสติญอง อาเรล กล่าว

“กลยุทธ์ ‘Plan S-5’ ของเราได้วางเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนที่จะขึ้นแท่นเป็นแบรนด์รถยนต์ 1 ใน 5 อันดับแรกในแง่ของการรับรู้ แบรนด์ และเพิ่มสัดส่วนยอดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบให้เป็น 50% เส้นทางของเราในการทำตลาดรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ พร้อมเริ่มต้นขึ้นแล้วในวันนี้ด้วยการประกาศทำตลาด Kia EV9 ของเรา โดย Kia EV9 จะเป็นรถยนต์เอสยูวีขนาดใหญ่รุ่นแรกในประเทศไทยที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติม และพบกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มีนาคม (รอบสื่อมวลชน) และ 2 มีนาคม (รอบคนทั่วไป) ที่จะถึงนี้ สำหรับคนทั่วไปที่สนใจเข้าชม Kia EV9 ในวันที่ 2 มีนาคม สามารถลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อเข้าร่วมงานได้ที่ https://bit.ly/ev9ourallelectricicon โดยงานจะจัดขึ้น ณ ห้องบอลรูม 1-2 ชั้น 1 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์” นายฌ็อง–ดาวิด คริสติญอง อาเรล กล่าวทิ้งท้าย

“เมอร์เซเดส-เบนซ์” ต้อนรับประธานาธิบดีเยอรมนีฯ เยี่ยมชมโรงงานประกอบรถยนต์ พร้อมเฉลิมฉลองรถยนต์คันที่ 200,000 จากสายการผลิตในประเทศไทย

0
“เมอร์เซเดส-เบนซ์ ภาพเปิด

ดร. ฟรังค์-วัลเทอร์ ชไตน์ไมเออร์ ประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี พร้อมคณะ เดินทางเยี่ยมชมโรงงาน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ณ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 25 มกราคม ที่ผ่านมา โดยมีทีมผู้บริหารจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ผู้แทนจากภาครัฐ และพันธมิตรธุรกิจ นำโดย มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด และ มร. มาร์ค เบอร์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายรัฐพล วิริยะพันธุ์ ประธานคณะกรรมการ บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด และ นายศิวัต จรัณยานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ร่วมให้การต้อนรับ โดยมีกำหนดการในการเยี่ยมชมกระบวนการประกอบรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมร่วมเฉลิมฉลองรถยนต์คันที่ 200,000 ที่ออกมาจากสายการผลิตในประเทศไทย “EQS 500 4MATIC AMG Premium” รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกในตลาดรถยนต์ลักชัวรี่ที่มีการผลิตแบตเตอรี่และประกอบในประเทศไทย

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 2

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทในเครือของ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ กรุ๊ป เอจี โดยร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ในการขึ้นไลน์ผลิตและประกอบรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในประเทศไทยมาเป็นเวลากว่า 46 ปี โดยนอกจากการผลิตเพื่อรองรับตลาดรถยนต์ในประเทศ ทางบริษัทฯ ได้ขยายตลาดการส่งออกไปยังประเทศเวียดนาม ภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area) ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทเน้นย้ำแนวคิดการผลิตแบบ CKD (Completely Knocked Down) เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้สามารถปรับตัวเข้ากับความต้องการของตลาด โดยมีรถยนต์กว่า 13 รุ่นที่ถูกผลิตขึ้นในโรงงานเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้แก่ A-Class, C-Class, E-Class, S-Class, GLA, GLC, GLE, GLS, C-Coupe, GLC-Coupe, CLS, Maybach S-Class, และ EQS นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังเป็นผู้บุกเบิกการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ด้วยการเปิดตัว EQS 500 4MATIC AMG Premium เมื่อปี 2565 ตอกย้ำเป้าหมายด้านความยั่งยืนและการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย

“เมอร์เซเดส-เบนซ์ 3

“เมอร์เซเดส-เบนซ์ 5

“NETA ประเทศไทย” แต่งตั้งผู้บริหารคนใหม่คุมตลาดเมืองไทย

0
NETA 1

NETA ประกาศแต่งตั้งผู้บริหารคนใหม่นั่งแท่นคุมตลาดเมืองไทย สานต่อพันธกิจ “สรรสร้างนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อทุกคน” เพื่อให้คนไทยมีโอกาสใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% และเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้อย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น

NETA 2

NETA AUTO ผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบรนด์ NETA จากประเทศจีน ประกาศแต่งตั้ง มร. ชู กังจื้อ (Mr. Shu Gangzhi) ที่เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของจีนเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ของ บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด สานต่อความสำเร็จของแบรนด์ NETA ในประเทศไทย แทน มร. เป่า จ้วงเฟย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 เป็นต้นไป พร้อมเดินหน้าแผนงานแนะนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่คนไทยสามารถเป็นเจ้าของได้จริง

ทั้งนี้ มร. ชู กังจื้อ มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์มากว่า 24 ปี และมีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้ามากว่า 8 ปี อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเติบโตของแบรนด์ NETA ในระดับสากลด้วยการกำกับดูและสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจและสร้างการเติบโตที่รวดเร็วให้กับแบรนด์ NETA ในภูมิภาคยุโรปและตะวันออกกลาง

NETA 4

มร. ชู กังจื้อ กล่าวว่า “ NETA ให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางของการดำเนินธุรกิจของแบรนด์ NETA ในภูมิภาคอาเซียน และขอขอบคุณ มร.เป่า จ้วงเฟย ซึ่งทำให้ NETA ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีและมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในตลาดเมืองไทย โดยในปีที่ผ่านมา NETA V รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสไตล์ City Car มียอดขายสูงถึง 13,836 คัน ครองส่วนแบ่งทางการตลาดกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่ 17% เราเชื่อมั่นว่าตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยปี 2567 จะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและยืนยันแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ ของเราในตลาดเมืองไทยอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของฐานผู้ใช้ที่กว้างขึ้น ทั้งนี้ผมมั่นใจว่าด้วยพันกิจ“สรรสร้างนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อทุกคน” พร้อมการยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ รวมไปถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ การบริการหลังการขายที่ครอบคลุมจากเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศจะทำให้เราเติบโตอย่างมั่นคงในตลาดภูมิภาคนี้”

“ซีพี โฟตอน – พีทีจี เอ็นเนอยี” พร้อมเปิด 4 “ศูนย์บริการซ่อมบำรุงและเปลี่ยนอะไหล่” รองรับงานขนส่งสินค้าภูมิภาคขยายตัว

0
ซีพี โฟตอน ภาพเปิด

บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถบรรทุกและรถบัส แบรนด์ “โฟตอน” แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย จับมือ “พีทีจี เอ็นเนอยี” เดินหน้ารุกงานบริการหลังการขาย พร้อมขยายเครือข่ายศูนย์จำหน่ายอะไหล่แท้ “แบรนด์โฟตอน” ในเขตภาคกลางตอนล่าง – ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง ขานรับอัตราเติบโตของกลุ่มผู้ใช้งานรถบรรทุก

ซีพี โฟตอน 1

นาย กฤษณะ เศรษฐธรางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด กล่าวว่า “เพื่อให้ผู้ใช้รถเพื่อการพาณิชย์แบรนด์โฟตอน ได้รับความสะดวกในการเข้ารับบริการหลังการขายหรือเปลี่ยนถ่ายอะไหล่ด่วน ในเส้นทางขนส่งสายหลัก จึงได้ร่วมกับ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการสถานีเติมน้ำมันรายใหญ่ของประเทศ เปิด “ศูนย์บริการซ่อมบำรุงและเปลี่ยนอะไหล่” เจาะกลุ่มลูกค้าที่วิ่งรับงานระยะยาวในโซนภาคกลางและตะวันออก เน้นกลยุทธ์หลัก คือ อะไหล่แท้เข้าถึงง่าย…พร้อมมั่นใจได้ในมาตรฐานงานบริการ เพราะมีช่างผู้ชำนาญการให้การดูแล ทั้งนี้เตรียมขยายสาขาเพิ่มเติมในเส้นทางขนส่งภาคต่างๆ ทั่วไทย เพื่อให้ผู้ใช้รถบรรทุกโฟตอน ได้รับความสะดวกสบายและคุ้มค่าการลงทุนสูงสุด”

ซีพี โฟตอน 2

นาย รังสรรค์ พวงปราง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า “ศูนย์บริการซ่อมบำรุงและเปลี่ยนอะไหล่แท้ ซีพี โฟตอน ในสถานีบริการน้ำมันพีทีจี (PT Station) มีความพร้อมในการรองรับการให้บริการผู้ใช้รถบรรทุกกว่า 24 คันต่อวัน มีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 4 ช่องซ่อมต่อสาขา อุปกรณ์ซ่อมบำรุงมาตรฐานและ ช่างซ่อมบำรุงรักษารถบรรทุกมืออาชีพ อีกทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกภายในสถานีบริการน้ำมันครบครัน อาทิ PT Max Camp ที่พักรถครบวงจร เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมที่ผู้ใช้บริการจะได้รับจากการสมัครสมาชิกบัตร PT Max Card ฟรี! อีกด้วย”

ซีพี โฟตอน 5

ศูนย์บริการซ่อมบำรุงและเปลี่ยนอะไหล่แท้ ซีพี โฟตอน พร้อมเปิดให้บริการ 4 สาขา ในเส้นทางขนส่งสำคัญ ได้แก่
– PT Station สาขาสมุทรสงคราม ถนนพระราม 2 ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองสมุทรสงคราม
– PT Station สาขาสระบุรี ถนนพหลโยธิน ตำบลหนองไข่น้ำ อำเภอหนองแค
– PT Station สาขานครราชสีมา ถนนพิชัยสงคราม ตำบลลาดบัวขาว อำเภอสีคิ้ว
– PT Station สาขาขอนแก่น ถนนมิตรภาพ ตำบลบ้านไผ่ อำเภอบ้านไผ่
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Hotline CP FOTON โทร. 02-826-9880 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือที่ www.cpfoton.co.th