Home Blog Page 226

“มาสด้า” ผุดโปรแกรม MAZDA ULTIMATE SERVICE ดูแลฟรีตลอด 5 ปี เปิดตัว CPO MARKETPLACE ซื้อขายรถมาสด้ามือสองคุณภาพดีบนออนไลน์ 24 ชั่วโมง

0
มาสด้า ภาพเปิด

มาสด้าอัดยาแรงกระตุ้นตลาดโค้งสุดท้ายของปี ลูกค้าได้เฮลั่นเมื่อออกรถใหม่ รับทันที Mazda Ultimate Service (MUS) หรือ โปรแกรมบริการหลังการขายที่คุ้มครองและดูแลรถตลอด 5 ปี ครอบคลุมทั้งค่าแรง ค่าอะไหล่ และผลิตภัณฑ์ของเหลว การขยายการรับประกันคุณภาพ 5 ปี 150,000 กิโลเมตร รวมถึงมอบความอุ่นใจตลอดการเดินทางด้วยบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง และฟรีประกันชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี รวมสูงสุดกว่า 100,861 บาท* พร้อมเปิดตัวช่องทางจำหน่ายรถมาสด้ามือสองคุณภาพดี Mazda CPO Marketplace บนแพลตฟอร์มออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าเลือกซื้อรถมือสองที่มีมาตรฐานและคุณภาพสูงที่ได้รับการรับรองจากมาสด้า โดยไม่จำกัดทั้งเวลาและสถานที่ หลังประสบความสำเร็จจากโครงการ Mazda CPO ที่เปิดตัวไปเมื่อก่อนหน้านี้ ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมหรือเลือกซื้อได้ทาง https://certified.mazda.co.th ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมรถยนต์จะมีความคึกคักและแข่งขันรุนแรงมากขึ้น ล้วนเกิดจากปัจจัยสนับสนุนเชิงบวก ไม่ว่าจะเป็น การฟื้นตัวของธุรกิจท่องเที่ยว ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าประเทศมากขึ้น ผลักดันให้เกิดความต้องการรถยนต์มากขึ้น รวมถึงการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องจากผู้ผลิตทั้งเครื่องยนต์สันดาปหรือรถไฟฟ้า ล้วนมีส่วนช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและความต้องการในการเปลี่ยนรถของลูกค้าเร็วขึ้น โดยเฉพาะช่วงปลายปีที่การบริโภคจะเป็นไปอย่างคึกคัก ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับมาสด้า เราเตรียมเปิดตัวแนะนำรถยนต์นั่งรุ่นใหม่เข้ามาเพิ่มเติมเพื่อเสริมไลน์อัพในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีเช่นกัน เชื่อว่าการเปิดตัวครั้งนี้จะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ และกลายเป็นรถอีกหนึ่งรุ่นที่จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าและแฟนๆ มาสด้าในประเทศไทย

มาสด้า 1

ไม่เพียงแค่การสร้างความแข็งแกร่งให้กับผลิตภัณฑ์เท่านั้น มาสด้ายังให้ความสำคัญสูงสุดกับกับการสร้างคุณค่าแบรนด์ และความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าในระยะยาว โดยเฉพาะประสบการณ์และคุณค่าที่ลูกค้าจะได้รับ ด้วยการรับฟังความต้องการของลูกค้าเพื่อนำมาปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการนำเอาโปรแกรมบริการหลังการขายที่มอบความคุ้มครองและดูแลรถให้กับลูกค้าตลอด 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS) ที่ครอบคลุมทั้งค่าแรง ค่าอะไหล่ และผลิตภัณฑ์ของเหลว ฟรีขยายการรับประกันคุณภาพ รวมถึงบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง เป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม. กลับมามอบให้ลูกค้าอีกครั้ง เพื่อให้ลูกค้านำรถกลับเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาตามระยะทาง ช่วยยืดอายุการใช้งานของรถ และช่วยเพิ่มมูลค่าของรถเมื่อต้องการขายต่อ โดยมอบให้กับลูกค้าที่ออกรถมาสด้าคันใหม่ รุ่น Mazda3, Mazda CX-30, Mazda CX-5, Mazda CX-8 และ Mazda MX-5 และมอบโปรแกรม Mazda Care ที่ฟรีค่าแรง ค่าอะไหล่ และค่าผลิตภัณฑ์ของเหลว จากการบำรุงรักษารถตามระยะนาน 5 ปี หรือระยะทาง 100,000 กิโลเมตร สำหรับลูกค้าที่ออกรถรุ่น New Mazda2 และ New Mazda CX-3 เพื่อมอบความอุ่นใจให้กับลูกค้ามาสด้าในทุกกลุ่ม

ไม่เพียงเท่านั้น มาสด้ายังมอบความสะดวกให้กับลูกค้าที่ต้องการซื้อรถมาสด้ามือสองคุณภาพดี โดยเปิดตัว Mazda CPO Marketplace ช่องทางใหม่ในการซื้อขายรถยนต์มาสด้ามือสองคุณภาพดีแบบออนไลน์ 24 ชั่วโมง เพิ่มเติมจากเดิมที่การจำหน่ายจะมีแค่ที่โชว์รูมอย่างเป็นทางการของมาสด้าเพียงอย่างเดียว โดยรถที่ทำการซื้อขายผ่านช่องทางนี้ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดคุณภาพและตรวจรับรองโดย มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย เลขไมล์น้อย รวมถึงได้รับการตรวจเช็กคุณภาพขั้นสูงแบบรอบด้านโดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากมาสด้า จึงสร้างความมั่นใจได้ว่ารถที่ลูกค้าเลือกซื้อเป็นรถที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน สร้างความอุ่นใจให้กับลูกค้าไปตลอดการเดินทาง ลูกค้าที่สนใจสามารถเข้าไปทำการซื้อขายได้โดยตรงผ่าน https://certified.mazda.co.th ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยมีรถมาสด้าคุณภาพดีให้เลือกกว่า 100 คัน

นอกจากนั้น ตั้งแต่วันที่ 1-31 ตุลาคม 2566 มาสด้ายังมอบแคมเปญสุดคุ้มที่ช่วยดูแลรถคันใหม่ให้กับลูกค้าทุกราย และขอมอบความพิเศษอีกหนึ่งต่อให้กับเจ้าของรถยนต์มาสด้าและครอบครัวที่ซื้อรถมาสด้าคันใหม่เพิ่มเติม ทั้งรถยนต์นั่งรุ่น New Mazda2 และ Mazda3 และครอสโอเวอร์เอสยูวี New Mazda CX-3, Mazda CX-30, Mazda CX-5 และ Mazda CX-8 กับบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 10,000 บาท** เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่เชื่อมั่น และกลับมาเลือกซื้อรถยนต์มาสด้าอีกครั้ง สำหรับรายละเอียดแคมเปญออกรถใหม่ในเดือนตุลาคม มีดังต่อไปนี้

มาสด้า 2

New Mazda2: ดอกเบี้ย 2.39%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance ปี2, ฟรีแพ็กเกจบำรุงรักษารถตามระยะ Mazda Care 5 ปี (รวมค่าแรง ค่าอะไหล่ และของเหลว)³ หรือ ดอกเบี้ย 0.99%, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2

Mazda3 และ Mazda3 CARBON EDITION: ดอกเบี้ย 2.39%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2, ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS)4 หรือ ดอกเบี้ย 1.39%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2

มาสด้า 3

New Mazda CX-3: ดอกเบี้ย 2.39%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2, ฟรีแพ็กเกจบำรุงรักษารถตามระยะ Mazda Care 5 ปี (รวมค่าแรง ค่าอะไหล่ และของเหลว)³ หรือ ดอกเบี้ย 1.19%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2

มาสด้า 5

Mazda CX-30 และ Mazda CX-30 CARBON EDITION: ดอกเบี้ย 1.59%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2, ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS)4 หรือ ดอกเบี้ย 0.49%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2

มาสด้า 6

Mazda CX-5: ดอกเบี้ย 2.39%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2, ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS)4 หรือ ดอกเบี้ย 1.39%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2

มาสด้า 7

Mazda CX-8: ดอกเบี้ย 2.39%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2, ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS)4 หรือ ดอกเบี้ย 1.49%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2

มาสด้า 8

New Mazda MX-5: ดอกเบี้ย 2.39%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2, ฟรี โปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS)4

“ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย” เปิดตัว “H-SPACE” ศูนย์บริการแฟล็กชิปแห่งใหม่ พร้อมส่ง “สตาร์เกเซอร์ เอ็กซ์” ตัวท็อปรุกตลาดรถเอ็มพีวี

0
ฮุนได โมบิลิตี้ ภาพเปิด

ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย (HMT) ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ของฮุนไดในประเทศไทย ประกาศเปิดตัว “H-SPACE” ศูนย์บริการแฟล็กชิปแห่งใหม่อย่างเป็นทางการ นำเสนอธีมการตกแต่งใหม่ระดับโลกของฮุนได พร้อมด้วยพื้นที่ฝึกอบรมบุคลากรทันสมัย และคลังอะไหล่ที่ใหญ่ระดับแนวหน้าในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมสร้างปรากฏการณ์ใหม่สู่วงการยานยนต์ไทย ด้วยสุดยอดโซลูชันบริการ และนวัตกรรมล้ำสมัยแบบครบวงจร

ฮุนได โมบิลิตี้ 1

H-SPACE ตั้งอยู่บนถนนวิภาวดี พัฒนาขึ้นเพื่อเสริมศักยภาพของแบรนด์ฮุนไดในประเทศไทย และเป็นอีกหนึ่งเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นทุ่มเทในการมอบประสบการณ์ลูกค้าอันดีเยี่ยม ผ่านการยกระดับขีดความสามารถด้านบริการ และความเชี่ยวชาญของบุคลากรมืออาชีพ ด้วยเนื้อที่ถึง 7.45 ไร่ ศูนย์แห่งนี้จึงเป็นหนึ่งในศูนย์ฝึกอบรมด้านเทคนิคที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค แสดงถึงวิสัยทัศน์แห่งอนาคตอันโดดเด่นของฮุนได

H-SPACE กำหนดเปิดให้บริการในเร็วๆนี้ พร้อมมอบความเป็นเลิศ ทั้งการเป็นศูนย์บริการและศูนย์การฝึกอบรมด้านเทคนิค ตอกย้ำความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของฮุนได ในการยกระดับประสบการณ์ยานยนต์ให้กับลูกค้าในเมืองไทย พื้นที่ภายในศูนย์ประกอบด้วยโซนโชว์รูมที่หรูหราทันสมัย ตามมาตรฐานการออกแบบตกแต่งโชว์รูมใหม่ของฮุนไดทั่วโลก (Global Dealership Space Identity หรือ GDSI 2.0) รวมถึงศูนย์บริการหลังการขายที่ล้ำสมัยสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า คลังสินค้าอะไหล่แบบครบวงจร ศูนย์แห่งนี้จึงขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในคลังสินค้าชั้นนำของฮุนได รวมถึงเป็นศูนย์ฝึกอบรมทรัพยากรบุคคลที่โดดเด่นอีกแห่งหนึ่ง

ฮุนได โมบิลิตี้  1

นายเจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของฮุนได ต่อตลาดประเทศไทยนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง เพราะที่นี่ถือเป็นเสาหลักที่สำคัญในกลยุทธ์อาเซียนของเรา โดยเรามุ่งมั่นดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ ‘ความก้าวหน้าเพื่อมนุษยชาติ (Progress for Humanity)’ ซึ่งผลักดันให้เรานำเสนอผลิตภัณฑ์เพื่อสรรค์สร้างอนาคตที่ยั่งยืน สำหรับกลยุทธ์ปี 2568 เราตั้งเป้าหมายสู่การเป็นผู้นำด้านการใช้พลังงานไฟฟ้าและเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันการเดินทางอัจฉริยะระดับพรีเมียม (Smart Mobility Solution Provider) การเปิดตัว H-SPACE ถือเป็นหนึ่งในการยืนยันถึงคำมั่นสัญญาของเราในการมอบประสบการณ์ ที่ไม่เพียงแค่ความยอดเยี่ยม แต่ยังยกระดับทุกความคาดหวังของลูกค้าให้สูงขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งเราเชื่อมั่นว่า H-SPACE จะทำให้เราก้าวเป็นผู้นำแบรนด์นวัตกรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างแน่นอน”

ฮุนได โมบิลิตี้  3

นายวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวแสดงความคิดเห็นต่อ H-SPACE ว่า “ศูนย์แห่งนี้เป็นมากกว่าศูนย์บริการ เพราะได้หลอมรวมความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ที่มีต่อลูกค้าของเรา โดยในทุกรายละเอียดของศูนย์ นับตั้งแต่ส่วนจัดแสดงโชว์รูมไปจนถึงแผนกบริการครบวงจร ล้วนได้รับการออกแบบมาเพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น เรายังขยายความมุ่งมั่นไปสู่การลงทุนอย่างมหาศาล เพื่อสร้างแผนกการฝึกอบรมและการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบ ผู้ที่มาใช้บริการ H-SPACE ไม่ใช่เป็นเพียงลูกค้าทั่วไปเท่านั้น หากเป็นแขกคนสำคัญ ที่จะได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยม ตลอดการเยี่ยมชมและสัมผัสรถยนต์ฮุนไดรุ่นใหม่ล่าสุด ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ล้ำสมัย และการรับประกันการบริการจากมาตรฐานที่เหนือชั้น โดยช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตอบสนองทุกความคาดหวังของลูกค้าอย่างสมบูรณ์แบบมากที่สุด”

ฮุนได โมบิลิตี้  4

ส่วนสำคัญของ H-SPACE คือโชว์รูมขนาดใหญ่ซึ่งได้รับการออกแบบ ภายใต้ธีมระดับโลกใหม่ล่าสุดของฮุนได Global Dealership Space Identity (GDSI 2.0) ซึ่งผู้ที่มาใช้บริการจะได้ดื่มด่ำกับการตกแต่งที่หรูหราสวยงาม ผสานสิ่งอำนวยความสะดวกล้ำสมัย เข้ากับบรรยากาศที่สะดวกสบายและผ่อนคลายอย่างลงตัว เพื่อให้สามารถสัมผัสรถยนต์ฮุนไดด้วยประสบการณ์แปลกใหม่ ชนิดที่ไม่เคยสัมผัสจากที่ใดมาก่อน

แน่นอนว่าการมอบประสบการณ์ชั้นเลิศไม่ได้มีเพียงแค่ส่วนโชว์รูม หากยังรวมถึงแผนกบริการหลังการขายสุดไฮเทค พร้อมศูนย์บริการซ่อมแซมตัวถังและทำสีที่ครอบคลุม รวมถึงศูนย์ซ่อมรถยนต์ไฟฟ้า (EV Repair Center) และศูนย์ซ่อมขุมพลังไฟฟ้าแรงสูง (High-Voltage Repair Center) ด้วยนวัตกรรมใหม่ล่าสุดซึ่งควบคุมการทำงาน โดยช่างเทคนิคที่เชี่ยวชาญระดับสูงในอุตสาหกรรม ฮุนได โมบิลิตี้ ต้องการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นทุ่มเท เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ลูกค้าว่ารถยนต์ฮุนไดทุกคันจะอยู่ในสภาพสมบูรณ์ พร้อมมอบสมรรถนะสูงสุดให้เสมอ โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยและอายุการใช้งาน

ฮุนได โมบิลิตี้  5

H-SPACE ยังเสริมความเชื่อมั่นในด้านบริการที่เปี่ยมประสิทธิภาพ และทันเวลาด้วยศูนย์อะไหล่ทดแทน (Parts Delivery Center) ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในคลังสินค้าที่โดดเด่นที่สุดของฮุนได ครอบคลุมพื้นที่ถึง 2,000 ตร.ม. พร้อมด้วยไหล่แท้ฮุนไดมากกว่า 10,000 รายการ โดยปัจจุบันมีชิ้นส่วนอะไหล่คงคลังมากกว่า 90% รองรับรถยนต์ฮุนไดทุกรุ่นที่ออกจำหน่ายในประเทศไทยในปัจจุบัน พร้อมตั้งเป้าขยายอัตราชิ้นส่วนอะไหล่คงคลังเป็น 95% ภายในปีนี้ จึงรับประกันได้ถึงการให้บริการที่รวดเร็ว ลดระยะเวลาหยุดใช้งานรถ และการันตีว่าในทุกการซ่อม จะเป็นไปตามมาตรฐานขั้นสูงของฮุนไดในทุกขั้นตอน

ฮุนได โมบิลิตี้  8

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการขานรับต่อวิสัยทัศน์และอนาคตที่ยั่งยืนของเรา ศูนย์แห่งนี้จะให้บริการเครื่องชาร์จไฟความเร็วสูงในอนาคตอันใกล้ ภายใต้ชื่อ E-pit ซึ่งจะให้กำลังไฟสูงสุด 540 กิโลวัตต์ จึงเป็นสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่เร็วที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งจะไม่สงวนสิทธิ์เฉพาะลูกค้าฮุนไดเท่านั้น แต่ยังเปิดให้บริการแก่บุคคลทั่วไปด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องพิสูจน์ความมุ่งมั่นของฮุนได ในการสรรสร้างอนาคตสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยหัวใจสำคัญของ H-SPACE คือความเชื่อที่ว่าความเป็นเลิศที่แท้จริงเริ่มต้นจากบุคลากร การสร้างศูนย์ฝึกอบรมทรัพยากรบุคคลจึงเป็นข้อพิสูจน์ถึงปรัชญาข้อนี้ของเรา ศูนย์ฝึกอบรมแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อยกระดับ และพัฒนาทักษะของบุคลากรฮุนได ตลอดจนส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น H-SPACE ยังมีกำลังรองรับงานซ่อมบำรุงหลังการขายสูงสุด 800 งานต่อเดือนด้วยช่องบริการมากถึง 14 ช่อง ฮุนไดจึงขอรับประกันว่า ทุกครั้งที่ลูกค้าเข้ามา จะต้องได้สัมผัสคุณภาพและบริการที่เหนือระดับ

สตาร์เกเซอร์ เอ็กซ์ (Hyundai STARGAZER X)

ในโอกาสการเปิดตัว H-SPACE ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย ยังเปิดตัว ฮุนได สตาร์เกเซอร์ เอ็กซ์ (Hyundai STARGAZER X) ผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มรถยนต์ตระกูลมินิเอ็มพีวี ชูจุดเด่นที่เป็นมากกว่ารถยนต์ เพราะมาพร้อมความโดดเด่นที่แตกต่างจากรุ่นอื่น ด้วยองค์ประกอบจากงานออกแบบ Cross Dedicated Design อันเป็นเอกลักษณ์ ทั้งในส่วนฝากระโปรง กันชนหน้า – หลัง ซุ้มล้อ แร็กหลังคา และอุปกรณ์พิเศษเฉพาะรุ่นหลายรายการ

สตาร์เกเซอร์ เอ็กซ์ เสริมความโดดเด่น ด้วยล้ออัลลอยด์อัพเกรดขนาด 17 นิ้ว พร้อมดีไซน์ diamond-cut สวยสะดุดตา ภายในห้องโดยสารมาพร้อมการตกแต่งพิเศษเฉพาะตัว ด้วยดีไซน์เบาะนั่งแบบ Cross Dedicated Seat และผ้าบุหลังคาแบบใหม่ เพื่อมอบบรรยากาศที่แตกต่าง และประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นอย่างแท้จริง

ฮุนได โมบิลิตี้  8

ฮุนได สตาร์เกเซอร์ เอ็กซ์ ยังติดตั้งอุปกรณ์พิเศษ อย่างเบรกมือไฟฟ้า (EPB) พร้อมระบบหน่วงเบรกอัตโนมัติ (Auto Hold) เซ็นเซอร์ช่วยจอดทั้งด้านหน้า – ด้านหลัง และดิสก์เบรกหลังเป็นครั้งแรก ด้วยคุณสมบัติด้านความปลอดภัยที่ครอบคลุม ทำงานร่วมกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูงหลายรายการ (Advanced Driver Assistance System) พร้อมด้วยเครื่องยนต์เบนซิน Smartstream 1.5 ลิตร MPI อันทรงพลัง สตาร์เกเซอร์ เอ็กซ์ จึงมอบทั้งประสิทธิภาพความปลอดภัย และสมรรถนะการขับขี่เป็นเลิศบนทุกเส้นทาง

สตาร์เกเซอร์ เอ็กซ์ มาพร้อมกับข้อเสนอ ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี1 และ ฟรีค่าแรง 2 ปี หรือ ภายในระยะ 40,000 กม.2 นอกจากนี้ ยังจัดแคมเปญพิเศษด้วยข้อเสนอ เงินดาวน์เริ่มต้นเพียง 46,999 บาท1 หรือ เลือกผ่อนชำระรายเดือนเริ่มต้น 7,900 บาท1 และอีกหนึ่งความพิเศษคือ รุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน ฮุนได เอช-วัน อีลิท เอฟอี โดยที่ตัวอักษร FE หมายถึง “Final Edition” มาพร้อมออพชันเฉพาะสุดพิเศษกับ หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 9 นิ้ว พร้อมวิทยุ FM/AM รวมถึงระบบอินโฟเทนเมนต์ล้ำสมัย รองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลายทั้ง USB, AUX, Bluetooth และเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบแฮนด์ฟรีผ่าน Bluetooth โดย เอช-วัน อีลิท เอฟอี มีจำหน่ายในประเทศไทยเพียง 1,200 คันสุดท้ายเท่านั้น

ฮุนได โมบิลิตี้  10

การเปิดตัว H-SPACE รวมถึง สตาร์เกเซอร์ เอ็กซ์ และ ฮุนได เอช-วัน อีลิท เอฟอี ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการขับเคลื่อนอันแน่วแน่ของฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย เพื่อก้าวข้ามทุกความคาดหวัง และสร้างนิยามใหม่ของประสบการณ์ยานยนต์อันเหนือชั้น โดยฮุนไดจะยังคงยึดมั่นสร้างสรรค์ “ความก้าวหน้าเพื่อมนุษยชาติ” ด้วยการเสริมสร้างแรงบันดาลใจผ่านผลิตภัณฑ์ล้ำสมัย และเคียงคู่ลูกค้าฮุนไดบนทุกเส้นทาง ทั้งในปัจจุบันและรุ่นต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

ขอเชิญท่านร่วมสัมผัสวิวัฒนาการด้านการขับเคลื่อน บนเส้นทางแห่งอนาคตของเราได้ที่ H-SPACE ตลอดจนค้นพบข้อเสนอ และอีกระดับของบริการเพื่อยานยนต์ขั้นสูงอีกมากมายจากฮุนได

“โรลส์-รอยซ์ สเปกเตอร์” ยนตรกรรมอัลตราไฟฟ้าซูเปอร์คูเป้ รุ่นแรกของโลก เปิดตัวพร้อมจำหน่ายในไทย เริ่มต้น 31.8 ล้านบาท

0
โรลส์-รอยซ์ สเปกเตอร์ ภาพเปิด

โรลส์-รอยซ์ สเปกเตอร์ ยนตรกรรมไฟฟ้ารุ่นแรกในประวัติศาสตร์ของ โรลส์-รอยซ์ ที่มาพร้อมความพรีเมี่ยมลักซูรี่ในทุกมิติ ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้ขุมพลังสูงถึง 584 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 4.5 วินาที ชาร์จไฟเต็มทำระยะทางได้ 530 กม.

โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส แบงคอก ผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์ โรลส์-รอยซ์ อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ภายใต้บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจไลฟ์สไตล์โมบิลิตี้ครบวงจร เปิดตัว โรลส์-รอยซ์ ‘สเปกเตอร์’ (SPECTRE) ยนตรกรรม อัลตรา-ลักชัวรี อิเล็กทริค ซูเปอร์คูเป้ รุ่นแรก
ของโลก ครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งนับเป็น โรลส์-รอยซ์ ที่จะมาเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง

 

เดือนกันยายน ปี 2564, โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส ได้ออกมายืนยันว่า ทางบริษัทฯได้เริ่มดำเนินการทดสอบยนตรกรรมรุ่นแรกในประวัติศาสตร์ ที่ผ่านการออกแบบและกำเนิดมาเพื่อเป็นรถยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง โดยการทดสอบเป็นไปอย่างเข้มข้น รวมระยะทางกว่า 2.5 ล้านกิโลเมตร ในหลากหลายสภาพเส้นทางและอุณหภูมิสุดขั้ว นับเป็นการจำลองสถานการณ์การใช้งานปกตินานกว่า 400 ปี จากนั้นอีกหนึ่งปีให้หลัง ช่วงเดือน ตุลาคม ปี 2565 โรลส์-รอยซ์ สเปกเตอร์ ก็ได้รับการเปิดตัวสู่สาธารณะ โดยเป็นรถที่ยังรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ได้อย่างครบถ้วน ผสานความล้ำสมัยของเทคโนโลยีในแบบฉบับยนตรกรรมแห่งอนาคต

โรลส์-รอยซ์  สเปกเตอร์ 2

สเปกเตอร์ เป็นเสมือนสิ่งที่ยืนยันว่า ยนตรกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าจากเทคโลยีของแบตเตอรี่อันล้ำสมัย เป็นทิศทางไปสู่อนาคต โรลส์-รอยซ์ ตั้งเป้าไว้ว่า จะยุติการผลิตเครื่องยนต์สันดาป และทำให้ยนตรกรรมที่จำหน่ายขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าทั้งหมดภายในปีพ.ศ. 2573 โดยมี สเปกเตอร์ เป็นยนตรกรรมอัลตรา-ลักชัวรี อิเล็กทริค ซูเปอร์คูเป้ รุ่นแรกของโลก

สเปกเตอร์ คงคอนเซปต์ของการเป็น โรลส์-รอยซ์ พันธุ์แท้ ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ภายใต้หลักปรัชญา ‘A Rolls-Royce first, and an electric car second.’ พร้อมรักษาจุดเด่นด้านความสะดวกสบาย พื้นที่ห้องโดยสาร ความนุ่มนวลและสมรรถนะไว้อย่างครบถ้วน พร้อมปรับแต่งทุกรายละเอียดให้สมบูรณ์แบบผ่านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมอันเป็นเลิศ

สะดุดตากับสัดส่วนที่ลงตัวในสไตล์รถยนต์ฟาสแบคสองประตู สเปกเตอร์จึงเปรียบเสมือนผู้สืบทอดของยนตรกรรมระดับไอคอน ‘แฟนธอม คูเป้’ (Phantom Coupé) ขณะที่ห้องโดยสารนั้นเป็นดั่งผืนผ้าใบที่พร้อมสำหรับการรังสรรค์รูปแบบตามสไตล์ของผู้ครอบครอง (Bespoke) ควบคู่ไปกับแดชบอร์ดเรืองแสง (Illuminated fascia) และครั้งแรกของ โรลส์-รอยซ์ ในสายการผลิต กับประตูดาวส่องแสงระยิบระยับ (Starlight Doors) ส่งผลให้ได้รับความสนใจจากลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ที่ชื่นชอบการขับรถด้วยตนเอง

โรลส์-รอยซ์  สเปกเตอร์ 3

ยนตรกรรมรุ่นที่ 4 ที่ใช้แพลตฟอร์มสถาปัตยกรรมแห่งความหรูหรา (Architecture of Luxury) ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของ โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส และผ่านการออกแบบมาเพื่อรองรับกับขุมพลังไฟฟ้าอย่างลงตัว อีกทั้งเพิ่มความแข็งแกร่งของสเปซเฟรมอีก 30% เมื่อเทียบกับ โรลส์-รอยซ์ รุ่นอื่นๆ ส่วนแบตเตอรี่ได้รับการติดตั้งบริเวณพื้นรถ ที่นอกจากช่วยให้ห้องโดยสารมีพื้นเรียบ และเบาะนั่งอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำ ช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงและมีการทรงตัวดีขึ้น ก็ยังทำหน้าที่เป็นแผ่นกันเสียงรบกวนที่มีน้ำหนัก 700 กิโลกรัมอีกด้วย

การเปิดตัวถึงความเชื่อมั่นของ โรลส์-รอยซ์ ว่ารถยนต์ไฟฟ้า คือ หนทางสู่อนาคต เหนือกว่าเทคโนโลยีไฮบริด ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าจาก 2 มอเตอร์ SSM (Separately Excited Synchronous Motors) ด้านหน้า 190 กิโลวัตต์ / 365 นิวตันเมตร ด้านหลัง 360 กิโลวัตต์ / 710 นิวตันเมตร หรือมีสมรรถนะใกล้เคียงกับรถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป พละกำลัง 430 กิโลวัตต์ (584 hp) แรงบิด 900 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร
ต่อชั่วโมง ภายใน 4.5 วินาที

สำหรับระยะทางในการขับ ทางแบรนด์ได้มีการพูดคุยกับกลุ่มลูกค้า เพื่อให้ทราบถึงความต้องการในการใช้งานที่แท้จริง ซึ่งระยะทางสูงสุดที่สามารถขับได้ไกลถึง 530 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน WLTP) นับว่าสูงกว่าที่ลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการ ทำให้ สเปกเตอร์ เป็นยนตรกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้า โรลส์-รอยซ์ ได้เป็นอย่างดี

จากการที่ลูกค้า โรลส์-รอยซ์ ส่วนใหญ่มักมีรถยนต์ใช้งานประมาณ 7 คัน และขับรถยนต์ โรลส์-รอยซ์ ของตนเอง เป็นระยะทางประมาณ 5,100 กิโลเมตรต่อปี นอกจากนั้น ทางผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการก็พร้อมให้ความช่วยเหลือลูกค้า ในการติดตั้งระบบชาร์จไฟที่บ้านอีกด้วย ซึ่ง สเปกเตอร์ สามารถชาร์จไฟจาก 10-80% ได้ใน 34 นาที ผ่านระบบชาร์จไฟกระแสตรง (195 กิโลวัตต์-DC) และสามารถวิ่งได้ไกล 100 กิโลเมตร เมื่อผ่านการชาร์จไฟเพียง 9 นาทีเท่านั้น

นอกจากนั้นยังมาพร้อมระบบช่วยขับ คือ ระบบควบคุมรถให้อยู่ในเลน (Active Lane Centring) และอะแด๊ปทีฟครูสคอนโทรล เพื่อการขับที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

 

แบตเตอรี่ลิเธียม-ไออน 102 กิโลวัตต์ชั่วโมง ผลิตจากแร่โคบอลต์และลิเธียมจากแหล่งผลิตที่มีการควบคุมเข้มงวดในออสเตรเลีย,โมรอคโค และ อาร์เจนตินา ซึ่งเซลล์ภายในแบตเตอรี่ผลิตขึ้นด้วยพลังไฟฟ้าที่มาจากธรรมชาติ 100% พร้อมทำการทดสอบภายใต้อุณหภูมิสุดขั้ว ตั้งแต่ -40 องศาเซลเซียส ไปจนถึงร้อนจัดกว่า 50 องศาเซลเซียส ควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในระดับเหมาะสมสำหรับการใช้งานทุกสภาวะ ผ่านระบบคอมพิวเตอร์
อันชาญฉลาด

มีระบบกักเก็บพลังงานจากการเบรก โดยระบบจะทำงานเมื่อผู้ขับกดปุ่มที่มีสัญลักษณ์ ‘B’ บริเวณก้านควบคุม ซึ่งการใช้งานใน ‘Brake Mode’ รถยนต์จะมีการหน่วงอัตโนมัติเมื่อผู้ขับยกคันเร่ง จากการกักเก็บพลังงานที่มากขึ้น ส่งผลให้สามารถขับได้โดยแทบไม่ต้องแตะเบรก (Single-pedal driving) แต่หากผู้ขับเลือกใช้โหมด ‘low recuperation’ อาการหน่วงเมื่อยกคันเร่งจะมีไม่มากนัก ให้ความรู้สึกคล้ายการขับ
โรลส์-รอยซ์ ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปมากกว่า

วิศวกรของ โรลส์-รอยซ์ ให้คำนิยามของ สเปกเตอร์ ไว้ว่าเป็น ‘โรลส์-รอยซ์ ในแบบอัลตรา-ไฮ เดฟินิชั่น’ ซึ่งมาจากการประมวลผลอันรวดเร็วของระบบ ‘Decentralised Intelligence’ โดยข้อมูลต่างๆ จะถูกนำมาประมวลผลแบบอิสระจากกัน ช่วยลดโอกาสผิดเพี้ยน ต่างจากรถยนต์ที่ใช้การประมวลผลโดยคอมพิวเตอร์ส่วนกลางเพียงจุดเดียว

โรลส์-รอยซ์ สเปกเตอร์ ใช้ระบบช่วงล่างพลานาร์ ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อเนื่องจากที่ติดตั้งในรุ่น โกสต์ เป็นครั้งแรก โดยเป็นการทำงานร่วมกันหลายชิ้นส่วนที่ผ่านการพัฒนามาอย่างพิถีพิถัน เสมือนเป็น ‘ออเคสตร้า’ ที่ช่วยสร้างประสบการณ์เดินทาง ‘magic carpet ride’ ที่ให้ความรู้สึกราวกับล่องลอยอยู่บนพรมวิเศษ

การขับบนทางตรง ระบบช่วงล่างสามารถตัดการเชื่อมต่อของเหล็กกันโคลง ช่วยให้แต่ละล้อสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระขณะที่เมื่อเข้าโค้ง ระบบจะเพิ่มความหนืดโช้กอัพและเตรียมพร้อมสำหรับการเลี้ยว 4 ล้อ เพื่อให้สามารถเข้าและออกโค้งได้อย่างราบรื่นโดยมีเซ็นเซอร์อิสระ วัดค่าต่างๆ ที่เกิดขึ้นขณะเลี้ยวโค้ง อาทิ องศาพวงมาลัย, การเบรก,
การส่งกำลัง และการทำงานของระบบช่วงล่าง พร้อมปรับระดับการทำงานอย่างเหมาะสม เพื่อความสมบูรณ์แบบของประสิทธิภาพการทรงตัวและเกาะถนน

สปิริต (SPIRIT) เป็นสถาปัตยกรรมดิจิทัล ที่ช่วยให้ผู้ครอบครองได้เชื่อมต่อกับรถยนต์ของตนอย่างใกล้ชิดกว่าที่เคย นอกเหนือจากการควบคุมฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ ขณะใช้รถ สปิริต ก็เป็นส่วนหนึ่งของแอพพลิเคชั่น ‘วิสเปอร์ส’ (Whispers) ของ โรลส์-รอยซ์ ทำให้เจ้าของรถสามารถสั่งการได้จากระยะไกล

โรลส์-รอยซ์  สเปกเตอร์ 7
สเปกเตอร์ มีประตูยาว 1.5 เมตร แบบไร้เสากลาง เชื่อมด้วยเลเซอร์ ซึ่งนับว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ โรลส์-รอยซ์ ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์เพื่ออำนวยความสะดวกในการเปิด-ปิด พร้อมฟังก์ชั่นพิเศษที่มีเฉพาะ สเปกเตอร์ เมื่อผู้ขับเหยียบเบรก ประตูจะปิดโดยอัตโนมัติ

แรงบันดาลใจในการออกแบบไปไกลกว่าสิ่งที่มีอยู่ในโลกยนตรกรรม โดยได้นำรูปลักษณ์อันโดดเด่นและประณีตในทุกรายละเอียด ของ เรือยอชท์ทรงสปอร์ต มาปรับใช้อย่างชาญฉลาด ขณะที่กระจังหน้าที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเสาของวิหารแพนธีออน (Pantheon grille) ก็มีขนาดใหญ่ที่สุด เท่าที่เคยติดตั้งกับรถยนต์ โรลส์-รอยซ์ ซี่กระจังผลิตจากสเตนเลสปัดเงา พร้อมผิวสัมผัสนุ่มเรียบ เพิ่มความอลังการด้วยแอลอีดี 22 ดวง ที่ส่องแสงกระทบกับพื้นหลังเสาที่ผ่านการพ่นทราย เกิดเป็นมุมมองที่งดงามแบบ 3 มิติยามค่ำคืน

สัญลักษณ์นางฟ้าบริเวณหน้ารถ (Spirit of Ecstacy) ถูกรังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษ โดยปรับให้มีลักษณะต่ำลงเล็กน้อย และดูลู่ลมยิ่งขึ้น ใช้เวลาในการออกแบบและทดสอบในอุโมงค์ลม รวมกว่า 830 ชั่วโมง หรือกว่า 1 เดือน ซึ่งมีส่วนช่วยให้ สเปกเตอร์ มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานต่ำมาก (drag coefifficient) เพียง 0.25cd ส่งผลให้ สเปกเตอร์ เป็นรถที่มีอากาศพลศาสตร์ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของ โรลส์-รอยซ์

ไฟหน้าแบบแยกส่วนนับเป็นเอกลักษณ์ของยนตรกรรม โรลส์-รอยซ์ มาช้านาน และเป็นการรำลึกถึงดีไซน์ของรุ่นพี่อย่าง แฟนธอม คูเป้ ลงตัวกับเส้นสายตัวถังอันเฉียบคม นำสายตาไปสู่ด้านหลังในสไตล์รถฟาสต์แบค ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยนตรกรรมคลาสสิกและเรือยอชท์ที่ใช้ในการแข่งขัน ขณะที่เส้นตัวถังบริเวณข้างประตู (waft line) ให้ความรู้สึกเหมือนเรือที่ลอยเหนือผิวน้ำ สะท้อนถึงความนุ่มสบายของการขับเคลื่อนแบบ ‘magic carpet ride’อันเลื่องชื่อ

อีกจุดเด่นคือ ไฟท้ายแบบใหม่ ออกแบบให้ปราศจากสีสันโดยสิ้นเชิง เพื่อให้สามารถเข้ากับสีของตัวถังที่มีให้เลือกไม่จำกัด ปิดท้ายด้วยล้อขนาดอลังการ 23 นิ้ว ซึ่งติดตั้งเป็นครั้งแรกในรถยนต์ โรลส์-รอยซ์ คูเป้ ในสายการผลิตในรอบเกือบ 100 ปี เติมเต็มสัดส่วนอันสง่างามของ สเปกเตอร์ อย่างลงตัว

ภายในของพรั่งพร้อมด้วยเทคโนโลยีและหลากหลายฟีเจอร์พิเศษแบบ Bespoke อาทิ ประตูดาว (Starlight Doors) ซึ่งติดตั้งเป็นครั้งแรกกับ โรลส์-รอยซ์ ในการการผลิตส่องแสงอ่อนๆ เป็นประกายระยิบระยับ ผ่าน 4,796 ดวงดาว หรือหากลูกค้าต้องการ ก็สามาเลือกติดตั้งแผงไม้ คานาเดล (Canadel panelling) ที่ผลิตขึ้นด้วยมือจากไม้ชั้นเลิศ

งดงามกับแดชบอร์ดเรืองแสง (Illuminated Fascia) บริเวณฝั่งผู้โดยสาร ผ่านการฉลุเป็นชื่อ ‘SPECTRE’ ล้อมรอบด้วยประกายดาวมากกว่า 5,000 ดวง ส่วนเบาะคู่หน้าก็สามารถเลือกสีบริเวณปีกเบาะ ให้เข้ากันกับบริเวณรองนั่ง หรือเลือกสีตัดกันได้ตามชอบในสไตล์เทเลอร์เมดตามแบบชาวอังกฤษ รวมไปถึงส่วนอื่นๆ ที่ โรลส์-รอยซ์ เปิดโอกาสให้ลูกค้ากำหนดรายละเอียดแบบ Bespoke ได้ตามจินตนาการไร้ขีดจำกัด

โรลส์-รอยซ์  สเปกเตอร์ 9
โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส แบงคอก ตั้งราคาจำหน่าย โรลส์-รอยซ์ สเปกเตอร์ ราคาเริ่มต้น 31.8 ล้านบาท (รวมภาษี) ไม่รวมออปชั่น

มาพร้อมแพ็กเกจ SPECTRE Ownership ดังนี้:
•รับประกันคุณภาพจากผู้ผลิตนาน 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง (ไม่ครอบคลุมรถยนต์
ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์)*
•รับประกันคุณภาพแบตเตอรี่นาน 10 ปี*
•โปรแกรมบำรุงรักษา (service inclusive) ครอบคลุมค่าแรงทั้งหมด*
•บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง*
•ทีมบุคลากรของ โรลส์-รอยซ์ ในประเทศไทย ผ่านการอบรมพร้อมประกาศนียบัตรด้านการบำรุงรักษา สเปกเตอร์ อย่างเต็มรูปแบบ*

“สมาคมรถโบราณฯ” เยี่ยมชม “อาร์วี คอนเน็กซ์”

0

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย นำกรรมการบริหารสมาคมฯ และคณะ เข้าเยี่ยมชม บริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด บริษัทคนไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง และเป็นผู้พัฒนาโซลูชั่นต่างๆ ในอุตสาหกรรมความมั่นคงของประเทศ โดยมี พีรพล ตระกูลช่าง กรรมการผู้จัดการ บริษัทฯ ให้การต้อนรับ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2566

วิริยะประกันภัย รุกต่อยอดองค์ความรู้งานรับประกันภัย EV จัดอบรมรถยนต์ไฟฟ้า ภาคกลางและภาคตะวันตก

0

นายณัฐพงศ์ บุญเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นประธานเปิดการอบรมหลักสูตร “ภาคปฏิบัติเบื้องต้นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและความปลอดภัย” ซึ่งบริษัทฯ จัดขึ้นเพื่อเพิ่มองค์ความรู้ด้านการให้บริการงานซ่อมบำรุงยานยนต์ไฟฟ้าให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยแก่สมาชิกศูนย์ซ่อมมาตรฐาน และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการบริการสินไหมทดแทน ในพื้นที่ฝ่ายปฏิบัติการภาค 4 (ภาคกลางและภาคตะวันตก) โดยได้รับเกียรติจาก ดร. นภดล กลิ่นทอง ข้าราชการบำนาญ สาขาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ ทั้งนี้ การจัดอบรมในพื้นที่ฝ่ายปฏิบัติการภาค 4 แบ่งออกเป็น 2 รุ่น คือ รุ่นที่ 1 ณ โรงแรม ไมด้า แกรนด์ ทวารวดี จังหวัดนครปฐม และรุ่นที่ 2 ณ โรงแรมพาร์คอินน์ จังหวัดสระบุรี

สำหรับการอบรมดังกล่าว ที่ผ่านมาวิริยะประกันภัยได้ดำเนินการขยายผลจัดอบรมมาแล้วในหลายภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของบริษัทฯ ที่มีความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการให้บริการงานซ่อมบำรุงยานยนต์ไฟฟ้าให้ทันต่อเทคโนโลยีปัจจุบันและอยู่บนมาตรฐานเดียวกันทุกศูนย์ซ่อมมาตรฐาน ด้วยการเพิ่มองค์ความรู้ เพิ่มศักยภาพ และเตรียมความพร้อมให้แก่บุคลากรของบริษัทฯ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ลูกค้าผู้เอาประกันภัยได้รับการบริการที่ดีและการจัดซ่อมที่มีคุณภาพแบบครบวงจรจากทุกสาขา/ศูนย์ซ่อมฯ ทั่วประเทศ

“ฟอร์ด” ส่งแคมเปญกระตุ้นตลาด แรง ดุดัน ไม่เกรงใจใคร ดันยอดไตรมาส 4

0
ฟอร์ด ภาพเปิด

ฟอร์ด ประเทศไทย อัดแคมเปญเร่งกระตุ้นตลาดรถยนต์ให้ คึกคักส่งท้ายไตรมาสที่ 4 มอบข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับรถทุกรุ่น จัดเต็มกับแคมเปญ ‘Ford Expo โปรโมชันแรง ดุดัน ไม่เกรงใจใคร’ สำหรับลูกค้าที่มาทดลองขับฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ทุกรุ่นที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ ลุ้นรับทองคำ มูลค่ารวม 1,294,000 บาท ตั้งแต่ 1 ตุลาคม ถึง 30 พฤศจิกายน 2566 พิเศษ! ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ รับสิทธิ์ดาวน์ 0% ขับฟรี 3 เดือน เมื่อจัดไฟแนนซ์ผ่านฟอร์ด ลีสซิ่ง โดยธนาคารทหารไทยธนชาต ตามเงื่อนไขที่กำหนด นอกจากนี้ ฟอร์ดยังเอาใจแฟนฟอร์ด มัสแตง ด้วยโปรสุดเร้าใจ ดอกเบี้ย 0% นาน 48 เดือน ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 ธันวาคม 2566

“ยอดขายของฟอร์ดช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งเป็นผลมาจากการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจในแบรนด์ฟอร์ด โดยฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ เติบโตแข็งแกร่งที่สุดในตลาดและครองตำแหน่งรถขายดีที่สุดอันดับ 3 ในเซ็กเมนต์ได้อย่างเหนียวแน่น ทั้งในเซ็กเมนต์รถกระบะและ PPV สำหรับในช่วงไตรมาส 4 นี้ ฟอร์ดพร้อมสร้างความคึกคักให้ตลาดด้วยการปลุกกระแส ‘ดุดันไม่เกรงใจใคร’ มาสร้างกระแสการรับรู้และผลักดันยอดขาย ฟอร์ดมั่นใจในสมรรถนะของฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์และมั่นใจว่าลูกค้าที่ได้มาทดลองขับจะประทับใจกับสมรรถนะอันเหนือชั้นและเทคโนโลยีล้ำสมัยของรถฟอร์ด” นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

ฟอร์ด 1

แคมเปญ ‘Ford Expo’ โปรโมชันแรง ดุดัน ไม่เกรงใจใคร

ลูกค้าทั่วประเทศสามารถร่วมลุ้นรับทองคำหนัก 1 บาท จำนวน 40 รางวัล มูลค่ารวม 1,294,000 บาท ได้ง่ายๆ เพียงแค่ลงทะเบียนทดลองขับรถฟอร์ด เรนเจอร์และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึง 30 พฤศจิกายน 2566 ที่ผู้จำหน่ายฟอร์ด โดยการทดลองขับ 1 ครั้ง จะได้รับสิทธิ์ลุ้นรับทองคำ 1 สิทธิ์ และลูกค้าสามารถร่วมกิจกรรมได้จำกัด 1 ท่านต่อ 1 สิทธิ์ ตลอดระยะเวลาการจัดกิจกรรม พร้อมรับเงื่อนไขสุดพิเศษ ดาวน์ 25% ดอกเบี้ย 0% นาน 48 เดือน สำหรับฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่น XLS, Sport 4X2 AT และ Wildtrak 4X4
ฟอร์ดจะทำการพิมพ์ชื่อ-นามสกุล และหมายเลขโทรศัพท์ของลูกค้าที่ทดลองขับรถภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยแบ่งรอบจับรางวัลเป็น 2 รอบ รอบละ 20 รางวัล ดังนี้

•รอบที่ 1 – ลูกค้าทดลองขับรถฟอร์ด ตั้งแต่ 1 ตุลาคม ถึง 31 ตุลาคม 2566 โดยจะจับรางวัลในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2566 เวลา 14.00 น. และประกาศผลวันที่ 10 พฤศจิกายน 2566 เวลา 18.00 น. ผ่านทาง www.facebook.com/FordThailand

ฟอร์ด 3

•รอบที่ 2 – ลูกค้าที่ทดลองขับรถฟอร์ด ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2566 – 30 พฤศจิกายน 2566 จับรางวัลในวันที่ 7 ธันวาคม 2566 เวลา 14.00 น. และประกาศผลวันที่ 13 ธันวาคม 2566 เวลา 18.0 น. ผ่านทาง www.facebook.com/FordThailand

 

ผู้จำหน่ายฟอร์ดจะติดต่อผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลเพื่อแจ้งรายละเอียดและเงื่อนไข ในลำดับถัดไป นอกจากนี้ ฟอร์ดยังมีแคมเปญพิเศษสำหรับข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจที่ซื้อรถฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ทุกรุ่น ดาวน์ 0% + ขับฟรี 3 เดือน เมื่อจัดไฟแนนซ์ผ่านฟอร์ด ลีสซิ่ง โดยธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด ฟรีประกันภัยชั้น 1 และ โปรแกรม Ford Care รับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่จากโรงงาน นาน 5 ปี /150,000 กิโลเมตร สำหรับลูกค้าที่จองรถตั้งแต่วันนี้และออกรถภายใน 31 ธันวาคม 2566 โดยสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ https://www.ford.co.th/buying/fleet/fleetpromotion/

ฟอร์ด ยังเอาใจแฟนฟอร์ด มัสแตง รถสปอร์ตระดับตำนาน เพียงจองรถวันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2566 รับเงื่อนไขดอกเบี้ย 0% นาน 48 เดือน โดยมาพร้อมแพ็คเกจฟอร์ด พรีเมี่ยม แคร์ นาน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร และฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง เพื่อมอบความมั่นใจตลอดการขับขี่ ดีลพิเศษนี้ครอบคลุมตัวเลือกฟอร์ด มัสแตง ทั้ง 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น 5L V8 GT Coupe Performance Pack ราคา 4,999,000 บาท และรุ่น 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack ราคา 3,799,000 บาท ทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีส้ม ไซเบอร์ ออเรนจ์ สีแดง เรดเรซ สีน้ำเงิน แอทลาส บลู และสีเทา คาร์บอนไนซ์เกรย์ ลูกค้าที่สนใจสามารถจับจองเป็นเจ้าของ ฟอร์ด มัสแตง ได้ที่ ผู้จำหน่ายฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ 8 แห่ง

ผู้ที่สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมและเงื่อนไขข้อเสนอพิเศษของแคมเปญส่งเสริมการขายจากฟอร์ดได้ที่เว็บไซต์ http://www.ford.co.th และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Call Center โทร 1383

  ‘ซูซูกิ’ จัดแคมเปญ “SUZUKI TRIPPLE BONUS DEAL” ช่วยผ่อน นาน 2 ปี เดือนละ 1,500 บาท หรือเลือกดอกเบี้ย 0% ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ บุคลากรทางการแพทย์ และเกษตรกรลดเพิ่ม 15,000 บาท

0
แคมเปญซูซูกิ ภาพเปิด

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ซูซูกิเป็นหนึ่งในแบรนด์รถยนต์ที่ลูกค้าให้การยอมรับเป็นอย่างดี ด้วยแนวทางการดำเนินธุรกิจที่มีความชัดเจนและเป็นเอกลักษณ์ ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะรถยนต์ในกลุ่มประหยัดพลังงานซึ่งนับว่ามีความโดดเด่นทั้งเรื่องของดีไซน์ สมรรถนะ และความคุ้มค่า คุ้มราคา และด้วยสิ่งที่เรามุ่งมั่นนำเสนอให้แก่ลูกค้า จึงมีส่วนกระตุ้นความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของลูกค้าให้เลือกเข้ามาเป็นหนึ่งในครอบครัวของซูซูกิ ทำให้เราได้รับความสำเร็จทางด้านยอดจำหน่ายสินค้ามาอย่างต่อเนื่อง

แคมเปญซูซูกิ 1

โดยในช่วง 9 เดือน ที่ผ่านมา (เดือนมกราคม-กันยายน 2566) มียอดจำหน่ายรถยนต์รวมอยู่ที่ 9,675 คัน ซึ่งต้องขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ยอมรับ และให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ของเราเป็นอย่างดี ซึ่งมียอดจำหน่ายในแต่ละรุ่น แบ่งออกได้ดังนี้

  • SUZUKI SWIFT มียอดจำหน่ายอยู่ที่ 4,423 คัน
  • SUZUKI CELERIO มียอดจำหน่ายอยู่ที่ 1,970 คัน
  • SUZUKI CARRY มียอดจำหน่าย 1,953 คัน
  • SUZUKI XL7 มียอดจำหน่ายอยู่ที่ 641 คัน
  • SUZUKI CIAZ มียอดจำหน่ายอยู่ที่ 375 คัน
  • SUZUKI ERTIGA มียอดจำหน่ายอยู่ที่ 285 คัน

อีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เราสามารถสร้างยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง คือการนำเสนอแคมเปญพิเศษที่มีวัตถุประสงค์ให้ลูกค้าเข้าถึงการเป็นเจ้าของรถยนต์ได้ง่าย อีกทั้งเพื่อนำไปเป็นพาหนะคู่ใจ หรือนำไปต่อยอดในการดำเนินธุรกิจของตนเอง และเพื่อเป็นการต่อยอดความสำเร็จและรักษาระดับยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ จึงนำเสนอแคมเปญซูซูกิ พิเศษ “SUZUKI TRIPPLE BONUS DEAL” ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 ซึ่งไม่ใช่มุ่งหวังที่จะตอบแทนความไว้วางของของผู้บริโภคเพียงเท่านั้น แต่ต้องการยกระดับการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าของซูซูกิทุกท่าน

แคมเปญพิเศษ “SUZUKI TRIPPLE BONUS DEAL” ดีลโดนใจ โบนัสใหญ่ 3 ต่อ ส่งท้ายปี มอบให้สำหรับลูกค้าที่จอง และรับรถยนต์ซูซูกิเฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม-31 ธันวาคม 2566 ซูซูกิช่วยผ่อน เดือนละ 1,500 บาท นาน 2 ปี หรือ เลือกรับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งสูงสุด 50,000 บาท (เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ) หรือเลือกรับดอกเบี้ยพิเศษ 0% พิเศษ! ส่วนลดเพิ่มเติมอีก 15,000 บาท สำหรับข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ บุคลากรทางการแพทย์ หรือ เกษตรกรผู้ขึ้นทะเบียนเกษตรกร พร้อม ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งในปีแรกสำหรับรถยนต์ซูซูกิทุกรุ่น

แคมเปญ “SUZUKI TRIPPLE BONUS DEAL” ดีลโดนใจ โบนัสใหญ่ 3 ต่อ ส่งท้ายปี มีรายละเอียดดังนี้

SUZUKI SWIFT

แคมเปญซูซูกิ  2

  • เลือกรับข้อเสนอพิเศษ ซูซูกิช่วยผ่อนงวดละ 1,500 บาท สุงสุด 2 ปี พร้อมดอกเบี้ย 1.99%
  • หรือ เลือกรับดอกเบี้ยพิเศษ 0%
  • หรือ เลือกรับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 50,000 บาท สำหรับรุ่น GL และ GLX หรือ รับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 45,000 บาท สำหรับรุ่น GL NEXT พร้อมรับข้อเสนอ ผ่อนนานสูงสุด 99 เดือน
  • พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 3 ปี
  • พิเศษส่วนลดเพิ่ม 15,000 บาท สำหรับลูกค้าข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือ บุคลากรทางการแพทย์ หรือ เกษตรกรผู้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร

SUZUKI CIAZ

แคมเปญซูซูกิ  3

  • เลือกรับข้อเสนอ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 50,000 บาท
  • หรือ เลือกรับดอกเบี้ยพิเศษ 0%
  • พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 3 ปี
  • พิเศษส่วนลดเพิ่ม 15,000 บาท สำหรับลูกค้าข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือ บุคลากรทางการแพทย์ หรือ เกษตรกรผู้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร

SUZUKI ERTIGA SMART HYBRID

แคมเปญซูซูกิ 6

  • ราคาเริ่มต้น 699,000 บาท พร้อมรับข้อเสนอผ่อนนานสูงสุด 99 เดือน
  • พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 3 ปี
  • พิเศษส่วนลดเพิ่ม 15,000 บาท สำหรับลูกค้าข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือ บุคลากรทางการแพทย์ หรือ เกษตรกรผู้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร

SUZUKI XL7

แคมเปญซูซูกิ 8

 

  • เลือกรับข้อเสนอพิเศษ ซูซูกิช่วยผ่อนงวดละ 1,500 บาท สุงสุด 2 ปี พร้อมดอกเบี้ย 1.99%
  • เลือกรับข้อเสนอดอกเบี้ยพิเศษ 0%
  • หรือ เลือกรับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 50,000 บาท พร้อมรับข้อเสนอผ่อนนานสูงสุด 99 เดือน
  • พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 3 ปี

SUZUKI CELERIO

แคมเปญซูซูกิ 7

  • เลือกรับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 10,000 บาท สำหรับรุ่น GA, GL และ GX หรือ รับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 5,000 บาท สำหรับรุ่น GL UP พร้อมรับ ข้อเสนอผ่อนนานสูงสุด 99 เดือน
  • พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 3 ปี
  • พิเศษส่วนลดเพิ่ม 15,000 บาท สำหรับลูกค้าข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือ บุคลากรทางการแพทย์ หรือ เกษตรกรผู้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร

SUZUKI CARRY

แคมเปญซูซูกิ 10

  • รับข้อเสนอส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 10,000 บาท
  • หรือ เลือกรับข้อเสนอดอกเบี้ยพิเศษ 1.99%
  • หรือ รับข้อเสนอผ่อนเริ่มต้นวันละ 222 บาท
  • พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก

ทั้งนี้ เงื่อนไขสำหรับข้อเสนอพิเศษต่างๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ลูกค้าสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิใกล้บ้านตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

นายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า ซูซูกิยังคงยึดมั่นในปรัชญาของซูซูกิคือผลิตสินค้าที่มีคุณค่าเหมือนว่าเราคือผู้ใช้ ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพคุ้มค่าในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายเหมาะสมกับลูกค้าชาวไทย ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพงานบริการของโชว์รูมผู้จำหน่ายและศูนย์บริการรถยนต์ซูซูกิครอบคลุมทั่วประเทศ สอดคล้องกับความตั้งใจของซูซูกิในการจัดทำโครงการ “SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” ซึ่งนอกเหนือจากความต้องการที่จะสื่อสารกับลูกค้าทั้งด้านสินค้าและงานบริการได้อย่างทันท่วงทีและมอบบริการที่ดีเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าทุกท่านแล้วซูซูกิยังมีความตั้งใจจริง ที่จะสร้างให้ซูซูกิเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความเชื่อถือและไว้วางใจเดินคู่เคียงข้างคนไทยต่อไปในอนาคต

 

 

สมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว และบริษัท คาร์ เคโดะ (ไทยแลนด์) จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยการประสานความร่วมมือในการจัดตั้งสถาบัน The Association of Used Car Academy (AUCA)

0
สมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว ภาพเปิด

สมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้วร่วมกับ บริษัท คาร์ เคโดะ (ไทยแลนด์) จำกัด โดยคุณนพดล นิลธรรมชาติ ประธานสมาคมฯ คุณวิชัย สุวรรณศิลา นายกสมาคมฯ คุณวิสุทธิ์ เหมพรรณไพเราะ ประธานกิตติมศักดิ์ และผู้ร่วมก่อตั้งสมาคม คุณคุซามะ ยาซุฮิโตะ ผู้บริหารบริษัท คาร์ เคโดะ (ไทยแลนด์) จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยการประสานความร่วมมือในการให้การสนับสนุนจัดตั้งสถาบันศึกษาการเรียนรู้และพัฒนาวิชาชีพเพื่ออุตสาหกรรมรถยนต์ใช้แล้ว โดยหลักสูตรมาตรฐานการตรวจสอบสภาพรถยนต์ใช้แล้ว จาก สมาคมตรวจสอบสภาพรถยนต์ (JAAA) ประเทศญี่ปุ่น และหลักสูตรการพัฒนาคุณภาพการบริหารและการจัดการตั้งแต่ระดับพื้นฐานและสูงขึ้นไปสำหรับผู้แทนจำหน่าย ณ ห้องบอลรูม โรงแรมสวิสโซเทล กรุงเทพรัชดา เพื่อเป็นการสร้างมาตรฐานในการสร้างบุคลากรสำหรับการรับรองคุณภาพรถยนต์ใช้แล้ว รวมถึงการพัฒนาการให้บริการอย่างมืออาชีพ และเป็นการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมรถยนต์ใช้แล้วถังระบบอย่างมีแบบแผน

คุณจาตุรนต์ โกมลมิศร์ กรรมการบริหาร/ประธานเจ้าหน้าที่ปฎิบัติการ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ประธานจัดงาน บางกอก ยูสคาร์โชว์ และในฐานะที่ปรึกษา สมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว กล่าวว่า “ ในฐานะของผู้จัดงาน บางกอก ยูสคาร์โชว์ ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ทางสมาคมรถยนต์ใช้แล้ว ได้เรียนเชิญร่วมในพิธี ลงนามความร่วมมือในการก่อตั้งสถาบัน The Association of Used Car Academy (AUCA) เพื่อสร้างมาตรฐาน ยกระดับอุตสาหกรรมรถยนต์ใช้แล้ว โดยได้รับการรับรองจาก GOO INSPECTION หรือ บริษัท คาร์ เคโดะ (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ที่มี ประสบการณ์การตรวจรถยนต์ใช้แล้ว มามากกว่า 20 ปี จากประเทศญี่ปุ่น ภายใต้มาตรฐานและการกำกับดูแลของ JAAA (Japan Automobile Appraisal Association) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและมั่นใจให้กับผู้ซื้อและผู้ขาย พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลของรถยนต์ที่ได้รับการตรวจสอบสภาพจาก GOO INSPECTION ด้วยใบประเมินคุณภาพรถยนต์ ช่วยให้ผู้ซื้อมั่นใจการเลือกซื้อรถยนต์ใช้แล้วที่มีคุณภาพตามต้องการ โดยตั้งแต่ปี 2018 ถึงปัจจุบัน ทำการตรวจสอบรถยนต์ ในประเทศไทยแล้วมากกว่า 70,000 คัน ปัจจุบันมีการตรวจสอบรถยนต์เฉลี่ยมากกว่าเดือนละ 3,000 คัน โดยการให้บริการของ Goo Inspection ครอบคลุมไปถึง ลานประมูลรถยนต์ บริษัทรถเช่า สถาบันการเงิน ดีลเลอร์รถยนต์มือสอง และบุคคลทั่วไป จะเห็นได้ว่าการจัดงาน บางกอก ยูสคาร์โชว์ ทั้ง 14 ครั้งที่ผ่านมา จะมีการลงนาม MOU กับผู้ประกอบการทุกรายที่เข้าร่วมงาน บางกอก ยูสคาร์โชว์ เพื่อเป็นการการันตีคุณภาพของรถยนต์ สร้างความมั่นใจระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ”

สมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว 2

สมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว และ บริษัท คาร์ เคโดะ (ไทยแลนด์) จำกัด ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมรถยนต์ใช้แล้วโดยได้ริเริ่มโครงการจัดตั้งสถาบัน The Association of Used Car Academy (AUCA) เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมให้มีความน่าเชื่อถือด้วยมาตรฐาน จากสถาบันชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้รถยนต์ใช้แล้วมีความน่าเชื่อถือทั้งในด้านคุณภาพและการบริการ สมาคมและบริษัท จึงได้ตกลงร่วมมือกันภายใต้กรอบ “ บันทึกความตกลงว่าด้วยการประสานความร่วมมือจัดตั้งสถาบันการเรียนรู้ด้านการตรวจสอบคุณภาพรถยนต์ใช้แล้ว ในชื่อ The Association of Used Car Academy หรือ AUCA “ เปิดสอนหลักสูตรมาตรฐานที่เกี่ยวกับการตรวจสอบคุณภาพรถยนต์ใช้แล้ว และหลักสูตรอื่นๆที่เกี่ยวข้องเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและบุคลากรอย่างยั่งยืน

โดยในระยะเริ่มต้นสถาบันจะเริ่มต้นพัฒนาหลักสูตรจากหลักสูตรพื้นฐาน เนื้อหาในหลักสูตรแบ่งเป็นการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์หรือ E-Learning และการเรียนรู้ภาคสนาม สำหรับหลักสูตรผ่านระบบออนไลน์แบ่งเป็น 3 ส่วน ประกอบไปด้วย 1.ทักษะความรู้ความเข้าใจในด้านการตรวจสอบสภาพรถยนต์ใช้แล้วเบื้องต้น 2.ทักษะด้านการให้ความรู้ด้านคุณธรรมจริยธรรมการให้บริการอย่างมืออาชีพจากบริษัทผู้ให้บริการด้านการพัฒนาบุคคนชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น 3.การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในบทบาทของสมาคมผู้ประกอบการและการให้ความรู้ด้านสิทธิและการคุ้มครองผู้บริโภค

สมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว 4

การจัดตั้งให้มีสถาบันการศึกษาสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ใช้แล้วจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมอย่างมีนัยยะสำคัญ 3 ประการ

ประการที่ 1. จะทำให้การซื้อขายรถยนต์ใช้แล้วเป็นไปได้อย่างสบายใจ ผู้บริโภคสามารถเชื่อมั่นและไว้วางใจในคุณภาพรถยนต์ทุกคันที่มีการตรวจสอบคุณภาพ ใช้เวลาในการจัดสินเชื่อได้อย่างรวดเร็ว

ประการที่ 2. ก่อให้เกิดการจ้างงานใหม่ในตลาด คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบสภาพรถยนต์ใช้แล้ว

ประการที่ 3. คือ การเสริมสร้างบุคลากรของผู้ประกอบการให้มีทักษะความชำนาญการให้บริการในส่วนการขาย การให้บริการลูกค้าด้วยความจริงใจ การบริหารจัดการทีมงานอย่างมีประสิทธิภาพ และคุณภาพด้านอื่นๆ สร้างอุตสาหกรรมให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล สอดคล้องกับการเติบโตและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

สมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว 5

สถาบันจะเริ่มเปิดให้บริการได้ตัังแต่เดือน ธันวาคม เป็นต้นไป สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสถาบันผ่านทาง

 

New MG5 10th Anniversary Special Edition ปรับลุค เพิ่มความคุ้มค่ากับราคา 589,900 บาท

0
New MG5 Pic Open

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย สร้างความคึกคักให้กับตลาดรถยนต์นั่งในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 จับสปอร์ตคูเป้ซีดาน MG5 ตกแต่งเป็นรุ่นพิเศษ New MG5 10th Anniversary Special Edition โดยมาพร้อมตัวถังสีใหม่ “Crayon Grey” คุมโทนการตกแต่งทั้งภายนอกและภายในด้วยสไตล์ “โมโนโครม” ใส่ออปชั่นเพื่อการขับขี่ไว้อย่างครบครัน ตั้งธงเพิ่มความคุ้มค่าให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ด้วยราคาจำหน่ายเพียง 589,900 บาท ดาวน์เริ่มต้นเพียง 10% พร้อมให้สัมผัสคันจริงแล้วที่โชว์รูมเอ็มจีทั่วประเทศ

New MG5 1

สำหรับ MG5 ถือเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก หลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2564 จนถึงปัจจุบันมียอดขายสะสมแล้วกว่า 21,000 คัน ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่นจนคว้ารางวัลการออกแบบระดับโลกอย่าง “Good Design Award 2021” สาขา “Compact Sport Cars” จากประเทศญี่ปุ่น ลูกค้าคนไทยต่างให้การยอมรับด้านการออกแบบดีไซน์ และเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพ รวมถึงการบริหารพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่ดีเยี่ยม ส่งผลให้ MG5 ยังคงคอนเซ็ปต์การเป็นรถเก๋งซีดานที่มีห้องโดยสารใหญ่ที่สุดในคลาส มีมิติตัวถังขนาดใหญ่เทียบเท่า C-Segment ผู้โดยสบายจึงได้รับความสะดวกสบายในทุกตำแหน่งที่นั่ง

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงสถานการณ์ตลาด B-Segment ว่า “การแข่งขันในตลาดรถเก๋งค่อนข้างดุเดือด ในขณะที่ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจากหลากหลายปัจจัย อีกทั้งวิวัฒนาการของเทคโนโลยียานยนต์ที่พัฒนาก้าวล้ำอย่างรวดเร็ว รวมถึงการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ และแคมเปญส่งเสริมการขายเชิงรุกจากค่ายรถต่าง ๆ
ในช่วงครึ่งปีหลัง ไตรมาสสุดท้ายจึงเป็นโอกาสดีที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ได้ง่ายขึ้น

New MG5 2

การมาของ New MG5 10th Anniversary Special Edition จะนำพาแบรนด์ไปสู่กลุ่มลูกค้าวัยรุ่นเจนใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยใช้สีเทา – ดำ ในการตกแต่งเพื่อบ่งบอกถึงความเป็นรุ่นพิเศษ ตั้งแต่ตัวถังสีเทาเฉดใหม่ Crayon Grey ที่สอดรับกับการตกแต่งด้วยสีดำในหลากหลายตำแหน่งรอบคัน จัดวางโลโก้ 10th Anniversary ที่ประตูท้าย และล้ออัลลอยสีดำดีไซน์ใหม่ขนาด 17 นิ้ว

New MG5 3

New MG5 5

ภายในห้องโดยสารยังคงใส่ความสปอร์ตในทุกอณู มาพร้อมหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะแบบดิจิตอลขนาด 7 นิ้ว และหน้าจอ Infotainment แบบ Touchscreen ขนาด 10 นิ้ว พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน ครบครันด้วยเทคโนโนโลยีความปลอดภัย พร้อมรองรับการเชื่อมต่อมัลติมีเดีย ตอบโจทย์การขับขี่ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี

New MG5 6

New MG5 6

ด้วยความมุ่งหวังที่จะให้คนไทยได้เป็นเจ้าของยนตรกรรมที่คุ้มค่า จึงส่ง New MG5 10th Anniversary Special Edition จำหน่ายในราคา 589,900 บาท และเพื่อเพิ่มโอกาสในการจองซื้อรถให้กับลูกค้ามากขึ้น เอ็มจี ร่วมกับสถาบันการเงินชั้นนำเพื่อให้ลูกค้าชำระเงินดาวน์เริ่มต้นเพียง 58,990 บาท (10% จากราคาจำหน่าย) และมอบประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี สำหรับลูกค้าที่จองซื้อภายในวันที่ 1 – 31 ตุลาคม 2566 และรับรถยนต์ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2566 เท่านั้น พร้อมเปิดให้จองรถได้ตั้งแต่วันนี้ผ่านช่องทางออนไลน์ที่ bit.ly/BookMG510AnniversarySpecialEdition หรือแอพพลิเคชัน MG THAILAND และสามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมที่ bit.ly/NewMG5-10thAnniversarySpecialEdition รวมทั้งสัมผัสคันจริงได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการคุณภาพ 150 แห่ง ทั่วประเทศ”

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ทุ่มงบลงทุนเปิดสายการผลิตใหม่! ควบคุมการผลิต ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ด้วยหุ่นยนต์สุดไฮเทคและแม่นยำ

0
มิตซูบิชิ ภาพเปิด

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งด้านการลงทุนและการเติบโตในประเทศไทย โดยเพิ่มการลงทุนในสายการผลิตใหม่สำหรับออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน หรือ แอล 200 (L200) ที่โรงงานแหลมฉบังเพื่อรองรับการส่งออกไปทั่วโลก สายการผลิตใหม่ของออล-นิว ไทรทัน ประกอบด้วยสายการผลิตเชื่อมประกอบตัวถังรถยนต์ที่ควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติ “สุดไฮเทค” เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย โดยมีสัดส่วนกระบวนการอัตโนมัติถึงร้อยละ 95 จากการใช้หุ่นยนต์อัจฉริยะมากกว่า 250 ตัว เพื่อทำงานในจุดที่มีความเสี่ยงสูงหรือต้องการความแม่นยำสูงเกินความสามารถของมนุษย์

มิตซูบิชิ 1

มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ในฐานะผู้นำด้านการผลิตและส่งออกรถยนต์ของประเทศไทย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมสนับสนุนให้ประเทศไทยเติบโตขึ้นเป็นศูนย์กลางการส่งออกรถยนต์แห่งภูมิภาคมาอย่างยาวนาน เรามองว่าประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่มีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์ จึงดำเนินการผลิตรถยนต์รุ่นสำคัญๆ ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่นี่ เพื่อจำหน่ายส่งออกไปยังนานาประเทศทั่วโลก ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ทุ่มงบลงทุนในหลากหลายภาคส่วนเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยี โดยหนึ่งในการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดนั่นก็คือการทุ่มงบประมาณ 3,000 ล้านบาท ในการก่อสร้างโรงงานพ่นสีแห่งใหม่ในปี 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเป็นโรงงานพ่นสีที่มีคุณภาพสูง โดยผสานการทำงานที่แม่นยำของเครื่องจักรหรือหุ่นยนต์อัตโนมัติเข้ากับความพิถีพิถันของบุคลากรที่บรรจงสร้างสรรค์ชิ้นงานด้วยความปราณีต ทั้งยังมีระบบการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังได้ส่งเสริมการผลิตรถยนต์ด้วยพลังงานสะอาดด้วยระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์หรือพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังผลิตไฟฟ้าที่ 7 เมกะวัตต์ และมีแผนที่จะลงทุนในโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง”

มิตซูบิชิ 2

การเปิดตัว “ออล-นิว ไทรทัน” ช่วยขับเคลื่อนให้เกิดความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีสายการผลิตรถกระบะอย่างเป็นรูปธรรมไปอีกขั้น โดย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ยกระดับสายการผลิตใหม่ โดยใช้หุ่นยนต์อันทันสมัยมากกว่า 250 ตัว ทำหน้าที่ในการเชื่อมประกอบตัวถังรถยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพดีเยี่ยมและมีความแม่นยำสูง โดยมีกำลังผลิตราว 200,000 คันต่อปี

มิตซูบิชิ 3

“สายการผลิตอัตโนมัติที่ใช้หุ่นยนต์นี้ มีมาตรฐานสูงเทียบเท่าโรงงานของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ของบริษัทฯ ที่มุ่งมั่นส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นหัวใจแห่งยุทธศาสตร์สู่การเติบโต ด้วยการลงทุนที่ล้ำสมัย โดยในวันข้างหน้า เราจะยังคงมุ่งมั่นสร้างความเติบโตในระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ผ่านการลงทุน การผลิต การส่งออก และส่งต่อความรู้และเทคโนโลยี โดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำคัญ” มร. โคอิโตะ กล่าวเสริม

มิตซูบิชิ 5

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยกระดับสายการผลิตแบบอัตโนมัติสำหรับออล-นิว ไทรทัน ด้วยมุ่งหวังที่จะส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้ดียิ่งขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีและหุ่นยนต์ที่มีความแม่นยำสูงเข้ามาทำหน้าที่ที่หลากหลาย อาทิ หุ่นยนต์ขนาดใหญ่ที่สามารถยกวัตถุที่มีน้ำหนักมากได้ถึง 900 กิโลกรัม หุ่นยนต์เคลื่อนย้ายชิ้นงาน แขนกลที่มีความยืดหยุ่นซึ่งสามารถหยิบจับชิ้นงานได้อย่างรวดเร็วและคล่องแคล่ว หุ่นยนต์พร้อมระบบตรวจสอบหัวเชื่อมอัตโนมัติ กล้องตรวจคุณภาพแนวซีลตะเข็บรถยนต์แบบอัตโนมัติ อุปกรณ์ขันยึดแบบไฟฟ้าที่มีความแม่นยำสูง และระบบบันทึกข้อมูลการตรวจสอบแบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดการใช้กระดาษ

มิตซูบิชิ 6

มร. เออิจิ โอกาวะ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานผลิต บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ระบบควบคุมอัตโนมัติรุ่นใหม่ทั้งหมดถูกนำมาใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการทำงานและความปลอดภัยให้กับพนักงานของเรา พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ในด้านการควบคุมคุณภาพ เพิ่มประสิทธิภาพในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพการผลิตออล-นิว ไทรทัน เรารู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่รถระดับโลกอย่างออล-นิว ไทรทัน มีต้นกำเนิดจากโรงงานแหลมฉบังของเราแห่งนี้ และตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งกับเสียงตอบรับจากลูกค้า เราหวังว่าเทคโนโลยีการผลิตใหม่ล่าสุดของเรานี้จะเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าของเรามากยิ่งขึ้น”

มิตซูบิชิ 9

ออล-นิว ไทรทัน ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งภายใต้ดีเอ็นเอของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส (Mitsubishi Motors-ness) เพื่อเติมเต็มและตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนไปข้างหน้า ด้วยจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย พร้อมมอบความปลอดภัยและอุ่นใจได้ในทุกเส้นทาง ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้นจากเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยที่ล้ำสมัย ความสงบเงียบและสะดวกสบายตลอดการเดินทาง

มิตซูบิชิ 10

“ด้วยเครื่องยนต์ไฮเปอร์พาวเวอร์ (Hyper Power) รุ่นใหม่ เมกาเฟรมหรือโครงรถใหม่ ช่วงล่างใหม่ ที่มาพร้อมความสะดวกสบายสูงสุดของห้องโดยสารทั้งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ทำให้ ออล-นิว ไทรทัน กลายเป็นสัญลักษณ์ระดับโลกที่สะท้อนถึงความทุ่มเทของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในการสร้างสรรค์รถกระบะที่ดีที่สุดในคลาส เพื่อให้ ออล-นิว ไทรทัน เติมเต็มความสนุกในการใช้ชีวิตและมอบอรรถประโยชน์ให้กับลูกค้าทั่วโลก ตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการใช้รถกระบะในการประกอบอาชีพและใช้งานส่วนตัว เราภูมิใจที่จะได้นำเสนอประสบการณ์การขับขี่ที่น่าพึงพอใจให้กับลูกค้าที่ต้องการใช้งานรถกระบะในรูปแบบที่หลากหลาย ในวันข้างหน้า เราจะยังคงมุ่งมั่นสร้างความเติบโตโดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งต่อความสำเร็จและคุณค่าให้กับลูกค้าทั่วโลก” มร. โคอิโตะ กล่าวปิดท้าย