Home Blog Page 225

นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ เพิ่มความมั่นใจให้ทุกการขับขี่

0

นิสสัน ยกระดับคอมแพคซีดาน เปิดตัว นิสสัน อัลเมร่าโฉมใหม่ เพิ่มความสปอร์ตพร้อมเสริมความทันสมัยที่รับทุกรูปแบบของไลฟ์สไตล์ หลังจากได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน ครั้งนี้นิสสัน อัลเมร่ากลับมาพร้อมกับโฉมใหม่ภายใต้คอนเซปต์ “แรงจริง จัดให้”  ที่ยังคงจุดเด่นของนิสสัน อัลเมร่าไว้ไม่ว่าจะเป็นห้องโดยสารที่กว้างขวางหรือดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว โดยได้ปรับดีไซน์ให้โดดเด่น ทันสมัย อุ่นใจด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคัน พร้อมเพิ่มฟังก์ชันการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนด้วยแอปพลิเคชั่นอัจฉริยะ NissanConnect Services

ภายใต้ดีไซน์คอนเซปต์ Next-generation V-motion หรือเทรนด์การออกแบบรถยนต์ในอนาคตของนิสสันที่สื่อถึงการพุ่งทะยานไปด้านหน้า นิสสันเปลี่ยนดีไซน์ด้านหน้าทั้งหมดให้โดดเด่นขึ้น รายละเอียดตั้งแต่กระจังหน้า โลโก้ใหม่ กระโปรงหน้า ไปจนถึงเสา A-pillar มีความชัดเจน ทรงพลัง ปราดเปรียวสื่อถึงความมีสไตล์และประสบการณ์ในการขับขี่ที่น่าประทับใจ  ส่วนภายในตัวรถยังเพิ่มความทันสมัยด้วยการตกแต่งรูปปีกที่สยายออกที่แผงคอนโซลหน้าทำจากวัสดุสีน้ำเงินเข้ม เพิ่มความเก๋ ทันสมัย และการตกแต่งที่แผงประตูเสริมอารมณ์สปอร์ตให้กับห้องโดยสาร 

นิสสัน อัลเมร่ามาพร้อมกับสีใหม่ สีเทา เกรย์ สกาย เพิร์ล (Gray Sky Pearl) เพิ่มความโดดเด่นเมื่ออยู่บนท้องถนน ถือเป็นเสน่ห์ที่ไม่จำเจเพราะเป็นสีที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษให้ปรับเปลี่ยนตามแสงและเงาในแต่ละช่วงเวลาของวัน สามารถเปลี่ยนจากเฉดสีม่วงขณะอยู่ในที่ ๆ มีแสงน้อยไปจนถึงโทนสีฟ้ามากขึ้นในที่ที่มีแสงแดดจัด  และพิเศษยิ่งขึ้นเมื่อมองจากระยะไกลจะเห็นเป็นสีทึบ แต่เมื่อเข้ามาใกล้จะมองเห็นเงาประกายมุกที่ซ่อนอยู่  นอกจากนี้เงาที่ตกกระทบตัวถังทำให้เฉดสีดูเข้มขึ้นในบางช่วงจะช่วยเน้นรูปลักษณ์ของรถที่ออกแนวสปอร์ต โฉบเฉี่ยวว่องไว ทำให้นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ดูมีความน่าสนใจมากขึ้น

 

นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ คันนี้ถือเป็นรถยนต์สำหรับคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริงด้วยระบบ NissanConnect Services เพื่อให้คุณสามารถเชื่อมต่อได้ตลอดเวลาไม่มีสะดุด NissanConnect Services  ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันอัจฉริยะที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมหรือสั่งการรถได้จากระยะไกลผ่านสมาร์ทโฟนไม่ว่าจะเป็นการปลดล็อกรถยนต์ระยะไกล หรือระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ระยะไกลที่สามารถเปิดเครื่องปรับอากาศในรถเพื่อเตรียมพร้อมก่อนการเดินทาง  และ  My Car Finder หรือระบบค้นหาตำแหน่งรถ ซึ่งฟังก์ชันนี้จะช่วยค้นหาและนำทางไปยังรถได้รวมทั้งขอความช่วยเหลือได้ในทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉินด้วยฟังก์ชัน SOS ซึ่งปกติจะมีเฉพาะในรถระดับพรีเมียมจึงถือเป็นครั้งแรกกับการติดตั้งระบบนี้ในคอมแพคซีดาน นิสสัน อัลเมร่าใหม่ ที่จะช่วยให้ขับขี่ได้อย่างอุ่นใจไม่ว่าจะในเมืองหรือทางไกลก็ไร้กังวล

มากไปกว่านั้นคอมแพคซีดานคันนี้ยังพรีเมียมกว่าที่เคยด้วย  Wireless Charger ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ให้ชาร์จแบตได้สะดวกเพื่อการเชื่อมต่อสื่อสารอย่างไม่มีสะดุด และ NissanConnect ระบบอินโฟเทนเมนต์ล่าสุดจากนิสสัน ที่สามารถรองรับการเชื่อมต่อผ่านสมาร์ทโฟนทั้งระบบ Android Auto และ Apple CarPlay ให้เพลิดเพลินตลอดการเดินทาง

นอกจากดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว นิสสันอัลเมร่าใหม่คันนี้ยังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ HRA0 ขนาด 1.0 ลิตร เทอร์โบ ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องความแรงและความความประหยัด เป็นรถที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ในทุกๆ วันไม่ว่าจะเดินทางไปไหน ถือเป็นคอมแพคซีดานที่ให้มากกว่าความประหยัด ด้วยฟังก์ชั่นที่ครบจบในคันเดียว นิสสัน มั่นใจว่าหากใครได้ลองมาสัมผัสประสบการณ์จากนิสสัน อัลเมร่า ใหม่คันนี้ จะต้องพูดออกมาว่า “YES! Nissan” อย่างแน่นอน ทดลองขับได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมนิสสันทั่วประเทศ

 

“อีซูซุ” ขยายเวลาแคมเปญบริการสุดคุ้ม! ลุ้นรับทองคำหรือส่วนลด สำหรับลูกค้าเข้าศูนย์ทุกรุ่น

0
"อีซูซุ" ขยายเวลาแคมเปญ ภาพเปิด

กลุ่มตรีเพชรโดย คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัดเชิญชวนผู้ใช้รถปิกอัพ รถยนต์นั่งอเนกประสงค์อีซูซุ และรถบรรทุกอีซูซุขนาด 2 ตันขึ้นไปทุกรุ่น เข้ารับบริการที่ศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุกับแคมเพจ์นสุดพิเศษ “เข้าศูนย์สุดคุ้ม! ทั้งลด ทั้งลุ้น ที่อีซูซุ” ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2566 – 31 สิงหาคม 2566 โดยมีรายละเอียดดังนี้

•สิทธิลุ้นรับของรางวัลต่างๆมากมาย อาทิ สร้อยคอทองคำน้ำหนัก 1 บาท สร้อยคอทองคำน้ำหนัก 1 สลึง หรือคูปองส่วนลดค่าบริการ 999 บาท รวมทั้งสิ้น 2,373 รางวัล รวมมูลค่าสูงสุดกว่า 5,011,890 บาท โดยรายชื่อลูกค้าบนใบเสร็จรับเงินจะได้รับสิทธิจับรางวัล ตามเงื่อนไขดังนี้
-ใช้บริการที่ศูนย์บริการฯ รับทันที 1 สิทธิ
-ทุกๆยอดการซื้อสินค้าและบริการอีซูซุ 1,000 บาท หลังหักส่วนลดรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม รับทันที 1 สิทธิ
-พิเศษสำหรับสมาชิก my-ISUZU รับเพิ่ม 1 สิทธิ ต่อการเข้าศูนย์บริการฯ 1 ครั้ง

"อีซูซุ" ขยายเวลาแคมเปญ 1

•ส่วนลดพิเศษอะไหล่แท้ตรีเพชร สูงสุด 20% ในกลุ่มซ่อมบำรุงช่วงล่าง ผ้าเบรก ชุดคลัตช์ ซีลล้อ และลูกปืนล้อ

•ส่วนลดพิเศษอะไหล่บำรุงรักษาเชิงป้องกัน สูงสุด 20%

•ราคาพิเศษสำหรับการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตรีเพชร เกรดกึ่งสังเคราะห์ จำนวน 6 ลิตร ราคาเริ่มต้น 1,299 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม จากปกติ 1,306 บาท

•ตรวจเช็กสภาพรถฟรี 8 ระบบสำคัญ ครอบคลุมกว่า 30 รายการ สำหรับรถปิกอัพอีซูซุทุกรุ่น และรถยนต์นั่งอเนกประสงค์อีซูซุทุกรุ่น และ ตรวจเช็กครอบคลุมกว่า 50 รายการ สำหรับรถบรรทุกอีซูซุขนาด 2 ตัน ขึ้นไปทุกรุ่น

"อีซูซุ" ขยายเวลาแคมเปญ 2

•ส่วนลดอะไหล่กลุ่มใบปัดน้ำฝนและน้ำยาทำความสะอาดกระจก สูงสุด 20%

•ส่วนลดแบตเตอรี่รถยนต์ ยี่ห้อตรีเพชร Power Max หรือ ยี่ห้อ 3K

•ส่วนลดยางรถยนต์ยี่ห้อบริดจสโตน

•แบ่งจ่ายสบายๆ 0% สูงสุด 9 เดือน สำหรับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ

สามารถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2566 – 31 สิงหาคม 2566 สอบถามเพิ่มเติมที่สายด่วนลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 0-2118-0777 หรือศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุทั่วประเทศ ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

 

 

Porsche เผยโฉม Mission X: สุดยอดไฮเปอร์คาร์ พลังไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง

0
Porsche Mission X Pic Open

รถยนต์ต้นแบบ Porsche Mission X เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2566 ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับวันครบรอบ 75 ปี ของยนตรกรรม Porsche ซึ่งได้จัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ Porsche Museum ประเทศเยอรมนี ทั้งนี้ในวันและเดือนเดียวกัน เมื่อ 75 ปีที่แล้ว (8 มิถุนายน 2491 หรือใน ค.ศ.1948) รถสปอร์ตโรดสเตอร์ Porsche 356 ‘No. 1’ คือรถยนต์คันแรกของโลกที่ได้รับอนุมัติให้ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการ และนี่คือจุดกำเนิดของรถสปอร์ตอันเป็นตำนาน

Porsche Mission X 1

Oliver Blume (โอลิเวอร์ บลูม) ประธานกรรมการบริหารของ Porsche AG กล่าว “รถยนต์ต้นแบบ Porsche Mission X เปรียบเสมือนตัวแทนของนวัตกรรมเทคโนโลยีสำหรับรถสปอร์ตในอนาคต รถคันนี้ได้จุดประกายแก่วงการรถสปอร์ต ให้สร้างสรรค์สุดยอดยนตรกรรมตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นปอร์เช่ 959, ปอร์เช่ Carrera GT และปอร์เช่ 918 Spyder โดยรถยนต์ต้นแบบ Porsche Mission X นี้ รับบทบาทเป็นผู้ผลักดันให้เกิดวิวัฒนาการของรถยนต์ต้นแบบคันอื่น ๆ ที่จะตามมา ซึ่งถูกถ่ายทอดมาจากแนวความคิดหลัก ได้แก่ “ความกล้าที่จะฝัน” และ “รถยนต์ในฝัน” 2 สิ่งนี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับเราในการสร้างสรรค์ยนตรกรรมที่สมบูรณ์แบบ ปอร์เช่ยังคงความเป็นปอร์เช่ ไม่ว่าจะผ่านพ้นการเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ตาม”

Michael Mauer (ไมเคิล เมาเออร์) หัวหน้าแผนก Style Porsche แสดงความคิดเห็นว่า “รถยนต์ต้นแบบ Porsche Mission X เป็นตัวแทนความมุ่งมั่นที่ชัดเจนของแบรนด์ปอร์เช่ การคงไว้ซึ่งความเป็นเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์คือสิ่งสำคัญที่เป็นแนวทางในการพัฒนารถยนต์ในสายการผลิตรถทุกรุ่นของเรา รถยนต์ต้นแบบคือภาพสะท้อนอัตลักษณ์ของ DNA มอเตอร์สปอร์ต ที่มาพร้อมความสวยงาม หรูหราที่สร้างความประทับใจ”

มิติตัวรถมีความยาวประมาณ 4.5 เมตร และกว้าง 2 ออกแบบให้มีเป็น Compact Hypercar ด้วยระยะฐานล้อ 2.73 เมตร มีแนวทางการดีไซน์ด้านอากาศพลศาสตร์ใกล้เคียงกับปอร์เช่ Carrera GT และปอร์เช่ 918 Spyder ติดตั้งยางต่างขนาด ล้อคู่หน้ามีขนาด 20 นิ้ว ส่วนคู่หลัง 21 นิ้ว

Porsche Mission X 2

Porsche Mission X คือตัวแทนของความเป็นเลิศทั้งในเรื่องของสมรรถนะ และความหรูหราล้ำสมัย ในขณะที่รูปทรง และเส้นสายของรถแสดงออกถึงความปราดเปรียวในแบบรถ hypercars ที่ไม่เน้นความดุดัน ตัวถังถูกจัดวางในระดับต่ำที่มีความสูงน้อยกว่า 1.2 เมตร มาพร้อมสีพิเศษ บรอนด์ทอง Rocket Metallic ซึ่งเป็นสีที่ออกแบบมาเพื่อรถยนต์ต้นแบบโดยเฉพาะ ชิ้นส่วนบริเวณด้านล่างของตัวถังตกแต่งด้วยพื้นผิว carbon-weave ให้ความมันวาวสลับด้วยสีสัน แต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ในเรื่องความแข็งแกร่งของโครงสร้าง

ล้ออัลลอยด์มีรายละเอียดในเรื่องของการดีไซน์ที่น่าสนใจ: ที่เพลาล้อคู่หลังได้รับการติดตั้ง aeroblades ในแบบกึ่งโปร่งแสง ด้วยงานดีไซน์ที่คล้ายกับกังหันลม ช่วยให้การระบายความร้อนของระบบเบรกดียิ่งขึ้น

โดมกระจกน้ำหนักเบาผลิตจากโครงสร้างพลาสติกเสริมคาร์บอนไฟเบอร์ช่วยปกป้องผู้โดยสารทั้ง 2 ตำแหน่ง ประตูรถได้รับการดีไซน์มาจากรุ่น Le Mans ยึดอย่างแน่นหนากับเสา A-pillar และหลังคารถ เปิดออกไปทางด้านหน้า และยกตัวขึ้นเมื่อใช้งาน เป็นประตูแบบเดียวกับที่เคยติดตั้งในปอร์เช่ 917 รถแข่งตัวแรงระดับตำนาน

Porsche Mission X 4

อีกหนึ่งจุดที่โดดเด่นคือชุดไฟส่องสว่างที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เน้นย้ำถึงไฟหน้าสไตล์ four-point graphic ของรถยนต์ปอร์เช่ยุคใหม่ โคมไฟหน้าที่วางตัวในแนวตั้งได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่งหลายรุ่นในอดีต อาทิ ปอร์เช่ 906 และปอร์เช่ 908 ซึ่งให้ทิศทางการส่องสว่างไปยังพื้นถนนได้อย่างชัดเจน โครงสร้างไฮเทคทำหน้าที่รองรับ LED light modules รวมทั้งชุดไฟส่องสว่างเวลากลางวัน daytime running lights และไฟเลี้ยว เมื่อเปิดใช้งานโคมไฟหน้าจะเปิดขึ้นในลักษณะคล้ายการกระพริบตา ระดับความสว่างและชัดเจนของแสงไฟหน้าช่วยสร้างความมั่นใจได้เต็มพิกัดขณะขับขี่

ไฟท้ายแบบ full-length light ติดตั้งแบบลอยตัว ตัวโคมมีลักษณะโปร่งใส พร้อมตัวอักษรเรืองแสงสวยงาม ประติมากรรมไฟท้ายดังกล่าวให้มุมมองราวกับลอยตัวอยู่กลางอากาศ รองรับด้วยโครงสร้างที่ล้ำสมัย และวางตัวยาวตลอดแนวความกว้างของรถ โดยแบ่งเป็นโคมไฟท้าย 4 ดวง ในระหว่างการชาร์จพลังงาน ตัวอักษร ‘E’ ของคำว่า Porsche จะกระพริบเป็นจังหวะต่อเนื่อง ให้ความรู้สึกที่พิเศษยิ่งขึ้น

Porsche Mission X 7

อีกหนึ่งความพิเศษ คือตราสัญลักษณ์ปอร์เช่ที่ได้รับการออกแบบขึ้นใหม่ เปิดตัวครั้งแรกในรถยนต์ต้นแบบ Porsche Mission X ชิ้นงานโลหะขึ้นเงาที่มันวาวยิ่งขึ้น โครงสร้างรังผึ้ง honeycomb 3 มิติ ปรับพื้นสีทองให้มีความสดใสยิ่งขึ้น สามารถสังเกตได้ถึงความแตกต่างระหว่างตราสัญลักษณ์ปอร์เช่แบบใหม่และแบบเก่าได้อย่างชัดเจน ด้วยพื้นผิวที่สะอาดตา และมีความสวยงามเป็นศิลปะระดับ state-of-the-art มากยิ่งขึ้น ตราสัญลักษณ์แบบใหม่นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสื่อสารถึงบุคลิกของยนตรกรรมปอร์เช่ โดยตราสัญลักษณ์นี้จะได้รับการติดตั้งบนฝากระโปรงหน้า และพวงมาลัย รวมทั้งฝาปิดดุมล้อในรูปแบบสีขาวดำ

อีกหนึ่งไฮไลท์คือ ดีไซน์ภายในฝั่งผู้โดยสาร ซึ่งได้รับการติดตั้ง bayonet system ลงบนแผงหน้าปัด สามารถนำเอานาฬิกาจับเวลา stopwatch module มาประกอบเพิ่มเติมเมื่อต้องการใช้งาน ประกอบด้วยหน้าจอดิจิทัล และอะนาล๊อก ตัวเรือนนาฬิกาดีไซน์เพื่อการใช้งานทั้งการแข่งขันในรูปแบบสนามแข่งความเร็วสูง และสนามแรลลี่ทางฝุ่น แสดงเวลาต่อรอบ หรือข้อมูลที่สำคัญไปยังผู้ขับขี่ รวมทั้งข้อมูลอื่น ๆอีกมากมาย

Porsche Mission X 9

แนวคิดในการพัฒนารถยนต์พลังงานทางเลือก e-performance ยังคงเป็นแนวทางหลักสำหรับการสร้างสรรค์ยานพาหนะแห่งอนาคตอันยั่งยืน รถยนต์ต้นแบบคันล่าสุดบรรลุความสำเร็จโดยสมบูรณ์แบบตาม 2 วัตถุประสงค์ที่ต้องการ วิสัยทัศน์ของเรา หากว่ารถยนต์ต้นแบบ Porsche Mission X สามารถเปลี่ยนเป็นรถยนต์ในสายการผลิตที่ใช้งานได้จริง สิ่งเหล่านี้จะต้องเกิดขึ้น
•เป็นรถยนต์เวอร์ชั่นถนนที่วิ่งได้รวดเร็วที่สุดในสนาม Nürburgring Nordschleife;
•มีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนัก power-to-weight ratio ประมาณ 1 แรงม้าต่อ 1 กิโลกรัม
• สร้างแรงกดตัวถังได้เหนือกว่าปอร์เช่ 911 GT3 RS รุ่นปัจจุบัน
•ส่งมอบสถาปัตยกรรมระบบชาร์จพลังงาน 900-volt ประสิทธิภาพชั้นเลิศ ใช้ระยะเวลาในการชาร์จรวดเร็วกว่า 2เท่าเมื่อเทียบกับระบบที่เร็วที่สุดในปัจจุบันของปอร์เช่ ไทคานน์ เทอร์โบ เอส (Porsche Taycan Turbo S)

แบตเตอรี่ขับเคลื่อนได้รับการติดตั้งบริเวณกึ่งกลางตัวรถบริเวณส่วนหลังของเบาะนั่ง การวางตำแหน่งในลักษณะนี้มีชื่อว่า ‘e-core layout’ เพื่อให้น้ำหนักกดลงตรงกลางของรถ ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับการออกแบบรถยนต์เครื่องวางกลาง mid-engine สไตล์ดั้งเดิม

รถยนต์จากสายการผลิตที่ใช้งานได้จริง ที่วิ่งได้เร็วที่สุดในยุคนั้น; รถยนต์จากสายการผลิตที่ใช้งานได้จริงคันแรกของปอร์เช่ที่ผลิตจากวัสดุ carbon fibre และรถถนนคันแรกที่เอาชนะขีดจำกัด 7 นาที จากรอบสนาม Nürburgring Nordschleife – ปอร์เช่ 959 (ปี 1985 หรือ พ.ศ.2528) ปอร์เช่ Carrera GT (ปี 2003 หรือ พ.ศ. 2546) และปอร์เช่ 918 Spyder (ปี 2013 หรือ พ.ศ. 2556) รถสปอร์ตที่เปรียบได้กับหมุดหมายในโลกของยานยนต์ และหลอมหลวมแนวคิดในการพัฒนาจนกลายเป็นรถยนต์ต้นแบบ Porsche Mission X
เมื่อปี 2528 (ค.ศ. 1985) ปอร์เช่ 959 เปิดตัวในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยี ขุมพลังเครื่องยนต์บ๊อกเซอร์ 6 สูบนอน 450 แรงม้า เทอร์โบคู่ ตัวถังลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ ทำความเร็วสูงสุดที่ 317 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บันทึกสถิติโลก รถยนต์จากสายการผลิตที่ใช้งานได้จริง ที่เร็วที่สุดในขณะนั้น

 

ขุมพลังเครื่องยนต์ V10 พละกำลัง 612 แรงม้า ดีไซน์กร้าวแกร่งดุดัน มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร ปอร์เช่ Carrera GT ยังคงเป็น icon ในบรรดารถซุปเปอร์สปอร์ต จวบจนทุกวันนี้

เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน hybrid ของปอร์เช่ ถ่ายทอดความพิเศษมาสู่ปอร์เช่ 918 Spyder ในเดือนกันยายน ปี 2556 (ค.ศ.2013) รถสปอร์ต 2 ที่นั่ง มาพร้อมพละกำลังที่มากถึง 887 แรงม้า (652 กิโลวัตต์) เป็นรถยนต์เวอร์ชั่นที่สามารถใช้งานได้จริงบนท้องถนนคันแรก สามารถทำเวลาได้ 7 นาทีรอบระยะทาง 20.6 กิโลเมตร จากสนาม Nürburgring’s Nordschleife โดยทำสถิติรวมอยู่ที่ 6:57 นาที ปอร์เช่มุ่งมั่นเดินหน้าตามแนวทางการพัฒนาเพื่อรักษาบรรทัดฐานสูงสุดของแนวคิด e-performanc นี่คือวิสัยทัศน์ของปอร์เช่ หากรถยนต์ต้นแบบ Porsche Mission X ได้เข้าสู่สายการผลิตที่ใช้งานได้จริง รถคันนี้จะได้ชื่อว่าเป็นรถเวอร์ชั่นที่สามารถใช้งานได้จริงบนท้องถนน ที่มีความเร็วที่สุดบนสนาม Nürburgring Nordschleife

 

อีซูซุ ขยายเวลาแคมเพจ์นบริการสุดคุ้ม! ลุ้นรับทองคำหรือส่วนลด สำหรับลูกค้าเข้าศูนย์ทุกรุ่น

0

กลุ่มตรีเพชรโดย คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัดเชิญชวนผู้ใช้รถปิกอัพ รถยนต์นั่งอเนกประสงค์อีซูซุ และรถบรรทุกอีซูซุขนาด 2 ตันขึ้นไปทุกรุ่น เข้ารับบริการที่ศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุกับแคมเพจ์นสุดพิเศษ เข้าศูนย์สุดคุ้ม! ทั้งลด ทั้งลุ้น ที่อีซูซุ” ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2566 – 31 สิงหาคม 2566 โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • สิทธิลุ้นรับของรางวัลต่างๆมากมาย อาทิ สร้อยคอทองคำน้ำหนัก 1 บาท สร้อยคอทองคำน้ำหนัก 1 สลึง หรือคูปองส่วนลดค่าบริการ 999 บาท รวมทั้งสิ้น 2,373 รางวัล รวมมูลค่าสูงสุดกว่า 5,011,890 บาท โดยรายชื่อลูกค้าบนใบเสร็จรับเงินจะได้รับสิทธิจับรางวัล ตามเงื่อนไขดังนี้
  • ใช้บริการที่ศูนย์บริการฯ รับทันที 1 สิทธิ
  • ทุกๆยอดการซื้อสินค้าและบริการอีซูซุ 1,000 บาท หลังหักส่วนลดรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม รับทันที 1 สิทธิ
  • พิเศษสำหรับสมาชิก my-ISUZU รับเพิ่ม 1 สิทธิ ต่อการเข้าศูนย์บริการฯ 1 ครั้ง
  • ส่วนลดพิเศษอะไหล่แท้ตรีเพชร สูงสุด 20% ในกลุ่มซ่อมบำรุงช่วงล่าง ผ้าเบรก ชุดคลัตช์ ซีลล้อ และลูกปืนล้อ
  • ส่วนลดพิเศษอะไหล่บำรุงรักษาเชิงป้องกัน สูงสุด 20%
  • ราคาพิเศษสำหรับการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตรีเพชร เกรดกึ่งสังเคราะห์ จำนวน 6 ลิตร ราคาเริ่มต้น 1,299 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม จากปกติ 1,306 บาท
  • ตรวจเช็กสภาพรถฟรี 8 ระบบสำคัญ ครอบคลุมกว่า 30 รายการ สำหรับรถปิกอัพอีซูซุทุกรุ่น และรถยนต์นั่งอเนกประสงค์อีซูซุทุกรุ่น และ ตรวจเช็กครอบคลุมกว่า 50 รายการ สำหรับรถบรรทุกอีซูซุขนาด 2 ตัน ขึ้นไปทุกรุ่น
  • ส่วนลดอะไหล่กลุ่มใบปัดน้ำฝนและน้ำยาทำความสะอาดกระจก สูงสุด 20%
  • ส่วนลดแบตเตอรี่รถยนต์ ยี่ห้อตรีเพชร Power Max หรือ ยี่ห้อ 3K
  • ส่วนลดยางรถยนต์ยี่ห้อบริดจสโตน
  • แบ่งจ่ายสบายๆ 0% สูงสุด 9 เดือน สำหรับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ

สามารถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2566 – 31 สิงหาคม 2566 สอบถามเพิ่มเติมที่สายด่วนลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 0-2118-0777 หรือศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุทั่วประเทศ ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

 

หลากเรื่องราวพร้อมอัพเดท “แอพพลิเคชั่น” ค้นหาสถานีชาร์จรถไฟฟ้าทั่วไทย

0
แอพพลิเคชั่น (ภาพเปิด)

สถานการณ์ของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยที่มีการขยายตัวเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกระแสตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคชาวไทย รวมถึงผู้ผลิตหลากค่ายที่นำเสนอรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดจดทะเบียนในไตรมาสแรกของปีอยู่ที่ 14,000 คัน และจะพุ่งไปจนแตะ 50,000 คันในช่วงสิ้นปีตามที่หลายภาคส่วนได้คาดการณ์ พอประชากรรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น สิ่งที่ต้องตามมานั่นคือสถานีเติมประจุไฟฟ้า หรือที่เรียกกันจนคุ้นหูว่า “สถานีชาร์จไฟฟ้า” และเพื่อการอำนวยความสะดวกต่อผู้ใช้ ค่ายรถยนต์รวมถึงผู้ประกอบการด้านสถานีเติมประจุไฟฟ้า ได้ใช้ แอพพลิเคชั่น เป็นทางลัดในการเลือกรับบริการ แต่รูปแบบการให้บริการจะเป็นแบบไหน มีกี่แอพพลิเคชั่น สถานีให้บริการทั่วไทยมีกี่แห่ง และค่าบริการต่อหน่วยจะเสียเงินเท่าไหร่

การให้บริการปล่อยกระแสไฟของสถานีชาร์จไฟฟ้า จะมีด้วยกัน 2 แบบ คือ

Normal Charge หรือ AC Charge จ่ายไฟฟ้าแบบกระแสสลับ ปล่อยประจุไฟฟ้าได้น้อย ใช้เวลาชาร์จนานกว่าจะเต็ม โดยทั่วไปจะใช้เวลา 7-10 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสเปคของแบตเตอรี่รถยนต์แต่ละรุ่น และการปล่อยกระแสไฟจากสถานีชาร์จที่ต่างกัน

แอพพลิเคชั่น 11

Quick Charge หรือ DC Charge หรือ จ่ายไฟฟ้ากระแสตรง ใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง แต่ก็ขึ้นอยู่กับขนาดความจุของแบตเตอรี่รถยนต์รุ่นนั้นๆ

หลักการคำนวณค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟแต่ละครั้ง จะคิดเป็นเงินเท่าไหร่

ในการปล่อยกระแสไฟจากสถานีบริการ ให้กำลังไฟสูงสุดที่ 8 Kwh แบตเตอรี่จุได้ 50 kW ทำระยะทางได้ 400 กิโลเมตร ระยะเวลา 1 ชม. เติมพลังงานไฟฟ้าได้ 8 kW เพราะฉะนั้น โดยถ้าต้องจุให้เต็ม 60 kW ต้องใช้เวลาถึง 7-8 ชั่วโมง

ในกรณีของสถานีบริการชาร์จไฟ ส่วนใหญ่จะเหมาจ่ายที่ราคา 50 บาทต่อ 1 ชั่วโมง ระยะเวลาในการชาร์จทั้งสิ้น 8 ชั่วโมง ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ 400 บาท เท่ากับค่าใช้จ่ายในการใช้งานต่อกิโลเมตรจะอยู่ที่ 1 บาท ในขณะที่รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 3-5 บาทต่อกิโลเมตร

MEA EV

เริ่มด้วยบริการของการไฟฟ้านครหลวง กับแอพลิเคชั่น (MEA EV) สามารถใช้ค้นหา และจับจองช่วงเวลาการเข้ารับบริการ รองรับทั้งการชาร์จแบบ AC และ DC ซึ่งมีจุดให้บริการทั้งสิ้น 34 สถานี 138 หัวจ่าย

แอพพลิเคชั่น 1

 

อัตราค่าบริการอยู่ที่ 7.5 บาท/หน่วย ตรวจเช็คสถานีรถไฟฟ้าโปรดคลิ๊ก

PEA VOLTA

จัดทำแอพลิเคชั่นโดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมกับ PEA VOLTA นอกจากช่วยค้นหาสถานีบริการ ยังสามารถคำนวนระยะทางและเวลาด้วยระบบ GPS มีทั้งหมด 118 สถานี และภายในสิ้นปีนี้จะเพิ่มจำนวนเป็น 263 สถานี

แอพพลิเคชั่น 2

อัตราค่าบริการ 6.90 บาท/หน่วย และ 4.50 บาท/หน่วย ตามช่วงเวลาการให้บริการ ตรวจสอบสถานีชาร์จไฟฟ้าโปรดคลิ๊ก 

Elex by EGAT
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ. – EGAT) จัดตั้งแอพลิเคชั่นนี้เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งานสถานีชาร์จ “EleX by EGAT” นอกจากค้นหาค้นหา จองคิว และจ่ายค่าบริการ ยังสามารถสอบถามปัญหาการใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านช่องทาง Line : @ElexaEV ให้บริการในปั๊มน้ำมัน PT เขื่อน โรงไฟฟ้า และศูนย์การเรียนรู้ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ปัจจุบันมีสถานีบริการทั้งสิ้นกว่า 50 แห่ง และจะเพิ่มเป็น 150 แห่ง ภายในสิ้นปี

แอพพลิเคชั่น 8

 

อัตราค่าบริการในปั๊มน้ำมัน PT อยู่ที่ 7.5 บาท/หน่วย สำหรับในพื้นที่ กฟผ. คิดค่าบริการ 5.5 – 6.5 บาท/หน่วย ตามรูปแบบของตู้ชาร์จไฟ ตรวจเช็คพิกัดสถานีชาร์จไฟฟ้าโปรดคลิ๊ก

MG iSMART
เป็นแบรนด์แรกเริ่มที่ได้จำหน่ายรถไฟฟ้าในไทย ด้วยราคาที่ไม่สูงมาก ทำให้มีประชากรรถไฟฟ้าของค่ายนี้เต็มท้องถนน แอพลิเคชั่นนี้นอกจากจะควบคุมและสั่งการฟีเจอร์ต่างๆของรถยนต์ไฟฟ้า MG ยังสามารถตรวจสอบสถานะของแบตเตอรี่ สถานการณ์ชาร์จไฟ และ ค้นหาสถานีบริการชาร์จไฟ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งสิ้น 150 แห่ง และจะขยายตัวต่อเนื่องไปยังโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการ MG ทั่วประเทศ

แอพพลิเคชั่น 4

คิดอัตราค่าบริการเพียง 7.5 บาท/หน่วย เท่านั้น ตรวจเช็คพิกัดสถานีชาร์จโปรดคลิ๊ก 

EV Station PluZ

ในเครือ ปตท. ได้จัดสร้างทั้งสถานีบริการและแอพลิเคชั่นไว้รองรับประชากรรถไฟฟ้าทั่วไทย มีหัวชาร์จ 3 รูปแบบ สามารถเช็กและจองคิวเข้ารับบริการล่วงหน้า และตรวจสอบสถานะขณะชาร์จได้แบบ ปัจจุบันมีสถานีบริการมากกว่า 300 แห่ง (และจะขยายเพิ่มอีก 500 แห่งภายในปีนี้และจะเพิ่มเป็น 7,000 สถานี ในปี 2573

แอพพลิเคชั่น 5

อัตราค่าบริการ 7.5 บาท/หน่วย และ 4.5 บาท/หน่วย และมีค่าจองบริการล่วงหน้า 20 บาท ตรวจเช็คสถานีชาร์จโปรดคลิ๊ก 

on|ion by Arun+
อรุณพลัส (Arun+) หนึ่งในผู้นำด้านธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจรใน กลุ่ม ปตท. ทั้งยังมีบริการเช่ารถไฟฟ้าหลากแบรนด์ รวมถึงให้บริการจำหน่ายและติดตั้ง EV Charger ในที่พักอาศัยโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ โดยเน้นพื้นที่ศูนย์การค้าและย่านที่พักอาศัย ผู้ใช้สามารถควบคุมการใช้งานผ่าน on-ion Mobile Application เช็กสถานะและรายละเอียดต่าง ๆ ของจุดชาร์จนั้น ๆ ทั้งหัวชาร์จ เวลาเปิด-ปิด อัตราค่าบริการ หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ และสามารถกดจ่ายเงินผ่านแอปฯ ได้ทันที ปัจจุบันมีจำนวนสถานีทั้งสิ้น 45 แห่ง

แอพพลิเคชั่น 6

อัตราค่าบริการ คิดแบบเหมาจ่าย ชั่วโมงละ 60 บาท ตรวจเช็คสถานีชาร์จโปรดคลิ๊ก

EA Anywhere
จัดทำโดย บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) สามารถเข้ารับบริการได้ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า และ รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด พื้นที่ให้บริการส่วนใหญ่จะอยู่ในกทม. ปัจจุบันมีจำนวนมีสถานีบริการทั้งสิ้นกว่า 500 สถานี

แอพพลิเคชั่น 7

อัตราค่าบริการ DC Charger 6.50 บาท – 7.50 บาท/หน่วย ส่วนแบบ AC Charger คิดเป็นรายชั่วโมง 1 ชม. 50 บาท 2 ชม. 80 บาท 3 ชม. 110 บาท และ 4 ชม. 150 บาท ตรวจเช็คสถานีชาร์จโปรดคลิ๊ก

Evolt

ภาคเอกชนรายนี้ นอกจากจำหน่ายและติดตั้งอุปกรณ์ชาร์จไฟฟ้ารถยนต์แบบครบวงจร รวมถึงเป็นพันธมิตรกับค่ายรถยนต์หลายแบรนด์ ทั้งยังมีแอพลิเคชั่นที่สร้างเพื่อสำรวจสถานีบริการกว่า 200 แห่ง รวมถึงควบคุมและสั่งการชาร์จไฟฟ้าผ่านแอพลิเคชั่นดังกล่าว รวมถึงศูนย์ช่วยเหลือคอยให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

แอพพลิเคชั่น 3

คิดอัตราค่าบริการ 8-10 บาท/หน่วย ตามช่วงเวลาการเข้ารับบริการ ตรวจเช็คสถานีชาร์จโปรดคลิ๊ก

SHARGE
แอพพลิเคชั่นของบริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด ปัจจุบันมีสถานีให้บริการมากกว่า 600 แห่ง แต่มีแผนเพิ่มสถานีบริการเป็น 300,000 แห่งในปี 2568 และตั้งเป้าไว้ที่ 700,000 แห่งในปี 2573 และยังสามารถเชื่อมต่อกับแอพลิเคชั่นของพันธมิตรอีกมากมาย

แอพพลิเคชั่น 9

อัตราค่าบริการ จะแยกออกเป็นแบบ Quick Charge 8bfmuj 7.5 บาท/หน่วย แต่ถ้าเป็นแบบ AC คิดค่าบริการชั่วโมงละ 50 บาท ตรวจเช็คสถานีชาร์จโปรดคลิ๊ก

แอพพลิเคชั่นที่ได้รับความนิยมซึ่งได้จัดทำเป็นรายงานพิเศษพอจะสรุปได้ว่ามีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของสถานีบริการขาร์จไฟฟ้าเพื่อรองรับประชากรรถยนต์ไฟฟ้าแพร่กระจายทั่วประเทศไทย เพียงแต่ปัจจุบันอาจจะไม่สามารถขับรถเข้ารับบริการได้ทันทีเหมือนรูปแบบของสถานีบริการน้ำมัน และจะสะดวกกว่ามากถ้ามีการจองเพื่อรับบริการตามวันและเวลาที่เจ้าของรถสะดวก เท่ากับว่าการเดินทางไกล ก็ควรวางแผนเพื่อหาสถานีชาร์จไฟฟ้าระหว่างการเดินทาง ส่วนของกรุงเทพ ปริมณฑล และ หัวเมืองใหญ่ๆ ปัจจุบันยังคงพบเห็นสถานีบริก่ารเหล่านี้ได้อย่างหนาตา

แอพพลิเคชั่นต่างๆที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้น รองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนทั้งในรูปแบบของ IOS และ Android Auto

“ทีพีไอ โพลีน” เลือกใช้ รถบรรทุกไฟฟ้าโฟตอน รุ่น TM iBlue 45 เสริมทัพยานยนต์ สานนโยบายลดก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Zero Carbon)

0

บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถบรรทุกและรถบัส แบรนด์ “FOTON” แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โดย นายกฤษณะ เศรษฐธรางกูร กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วย นายปรีชา แก้วขาว รองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ร่วมทำพิธีส่งมอบรถบรรทุกไฟฟ้า รุ่น TM iBlue 45 จำนวน 17 คันในล็อตแรก เพื่อใช้ในกิจการต่าง ๆ ของบริษัทฯ ณ โรงงานปูนซีเมนต์ทีพีไอ โพลีน อ. มวกเหล็ก จ.สระบุรี

นายกฤษณะ เศรษฐธรางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด เผยว่า “ในปีนี้ซีพี โฟตอน ได้เร่งนำเข้ายานยนต์เพื่อการพาณิชย์ทั้งพลังงานดีเซลและไฟฟ้าเข้าสู่ตลาดอุตสาหกรรมเมืองไทยเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากปีก่อน ด้วยความพร้อมของโรงงานผู้ผลิตจากจีนและการเติบโตของฐานลูกค้าแบรนด์  “โฟตอน” ในประเทศไทย ทำให้นโยบายสำคัญในปีนี้ คือ การขยายเครือข่ายศูนย์บริการและตัวแทนผู้จำหน่ายมาตรฐานให้ได้รวม 30 แห่งทั่วประเทศ พร้อมเพิ่มเติมงานบริการต่าง ๆ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า เช่น บริการ Mobile Service ตรวจเช็คหรือซ่อมบำรุงฉุกเฉินนอกสถานที่ หรือ การรับประกันการสั่งอะไหล่สิ้นเปลืองเร่งด่วนให้พร้อมส่งใน 24 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้ใช้รถแบรนด์โฟตอนได้รับการบริการดีที่สุด คุ้มค่ามากที่สุด เพื่อการสร้างผลกำไรสูงสุดในการทำธุรกิจ”

ด้านนายปรีชา แก้วขาว รองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า “ทีพีไอ โพลีน นอกจากจะเป็นบริษัทฯ ที่ผลิตปูนซีเมนต์ดีมีคุณภาพแล้วนั้น ยังให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญอีกด้วย โดยในปีนี้บริษัทฯ ได้ศึกษาและตัดสินใจเลือกใช้รถบรรทุกไฟฟ้าซึ่งเป็นเทรนเทคโนโลยีใหม่ ของแบรนด์ “โฟตอน” ซึ่งมีชื่อเสียงและมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในวงการรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ของประเทศไทย สอดคล้องกับที่ บริษัทฯ มีนโยบายที่จะเปลี่ยนรถเล็กทั้งหมดที่ใช้ในกิจการปูนซีเมนต์และโรงไฟฟ้าให้เป็นรถพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด เพราะเนื่องจากจะช่วยลดต้นทุนค่าพลังงานอย่างเห็นได้ชัดแล้วนั้น ยังตอบโจทย์เรื่องการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ เพื่อฟื้นฟูอากาศให้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลและองค์กรขนาดใหญ่กำลังร่วมมือช่วยกันในขนะนี้  สำหรับรถบรรทุก 4 ล้อไฟฟ้า รุ่น “TM iBlue 45” ที่ ทีพีไอ โพลีน เลือกใช้ สามารถตอบโจทย์การใช้งานด้านประสิทธิภาพการบรรทุก, การมีอัตราเร่งดี, ระยะทางการวิ่งต่อเนื่องได้ 8 ชั่วโมง ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ถือเป็นเรื่องน่าพอใจของบริษัทฯ เราจึงมั่นใจได้เลยว่าจะสามารถจะนำเข้ามาใช้ทดแทนรถน้ำมันได้ 100 % ครับ”

อนึ่ง FOTON “TM iBlue 45” เป็นรถบรรทุกไฟฟ้า ขนาด 4 ล้อ ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟตคุณภาพมาตรฐานระดับโลก แบรนด์ “CATL” สามารถรองรับการบรรทุกได้มากถึง 1.16 ตัน ควบคุมการทำงานด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แบบ PMSM น้ำหนักเบา ตอบสนองฉับไว ให้กำลังสูงสุด 30/60 kw. พร้อมกันนี้ “ซีพี โฟตอน” ยังมอบความอุ่นใจ ด้วยการรับประกันตัวรถ 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และรับประกันระบบไฟฟ้า-แบตเตอรี่ 5 ปี หรือ 200,000 กม.* (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งจะถึงก่อน) และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistant) 3 ปี

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้แทนจำหน่ายยานยนต์เพื่อการพาณิชย์แบรนด์ “โฟตอน” ทั่วประเทศ โดยสามารถศึกษาข้อมูลได้จาก www.cpfoton.co.th หรือโทร Hotline : 02-826-9880 ได้ตลอด   24 ชั่วโมง

ฟอร์ด แนะนำบริการติดตั้งฟิล์มกรองแสงรถยนต์ โดยศูนย์บริการฟอร์ด อุ่นใจกับประกันถึง 7 ปี

0

ฟอร์ด ประเทศไทย แนะนําบริการติดตั้งผลิตภัณฑ์ฟิล์มกรองแสงรถยนต์โดยศูนย์บริการฟอร์ด ซึ่งฟอร์ดได้คัดสรรฟิล์มกรองแสงรถยนต์ชั้นนำ 5 รุ่นจาก 3 แบรนด์ระดับโลก ได้แก่ ลามิน่า เอ็กซ์ตร้าโคล และกลาเซีย เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าฟอร์ดได้ใช้ฟิล์มกรองแสงคุณภาพสูงมาตรฐานสากล ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าท่ามกลางสภาพอากาศร้อนในขณะนี้ พร้อมมอบความสบายใจด้วยประกันคุณภาพฟิล์มกรองแสงระยะเวลานานถึง 7 ปี โดยฟิล์มกรองแสงรถยนต์ทั้ง 3 แบรนด์ พร้อมจำหน่ายและติดตั้งที่ศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศแล้วตั้งแต่วันนี้

“ฟอร์ดตั้งใจส่งมอบการบริการที่ตอบโจทย์การใช้งานให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เราทราบว่าสภาพอากาศร้อนในปัจจุบันส่งผลให้อุณภูมิภายในรถสูงขึ้นหากต้องจอดทิ้งไว้กลางแดดนานๆ รวมถึงความเข้มข้นของรังสียูวีที่สูงขึ้นตามไปด้วย อาจส่งผลถึงความสบายในการขับขี่ทั้งกับผู้ขับขี่และผู้โดยสารเมื่อต้องอยู่ในรถกลางแดดเป็นเวลานาน ฟอร์ดจึงได้คัดสรรฟิล์มกรองแสงรถยนต์ที่มีคุณสมบัติในการป้องกันแสงแดดได้ดีจากแบรนด์ชั้นนำ ได้แก่ ลามิน่า เอ็กซ์ตร้าโคล และกลาเซีย มาเป็นตัวเลือกให้กับลูกค้าฟอร์ด พร้อมเพิ่มความมั่นใจด้วยการติดตั้งโดยช่างผู้ชำนาญจากศูนย์บริการฟอร์ดซึ่งมาพร้อมการรับประกันคุณภาพถึง 7 ปี ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการยกระดับการบริการ และมอบประสบการณ์การบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของเรา” นายสุรวัฒน์ จึงสมประสงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

ฟิล์มกรองแสงรถยนต์ลามิน่าเป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกา การันตีคุณภาพด้วยมาตรฐานระดับสากลจำนวนมาก มี 3 รุ่นให้เลือก ได้แก่ รุ่น POP Series ซึ่งเป็นรุ่นยอดนิยม โดดเด่นในเรื่องความคุ้มค่า และประสิทธิภาพการใช้งานที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการลดความร้อนจากแสงแดดได้สูงขึ้นถึง 70% รุ่น CM One ที่เนื้อฟิล์มมีคุณสมบัติในการมอบทัศนวิสัยที่ชัดขึ้น เหมาะกับรถยนต์ที่มีระบบดิจิทัลช่วยการขับขี่อัจฉริยะภายในรถ และรุ่น Ceramatrix ฟิล์มเซรามิคแท้ 100% ที่กันความร้อนได้สูง

ฟิล์มกรองแสงรถยนต์เอ็กซ์ตร้าโคล แบรนด์ฟิล์มกันความร้อนสูงระดับเอ็กซ์ตร้าพรีเมี่ยมจากสหรัฐอเมริกาที่ผ่านการรับรองจากสถาบันระดับโลกจำนวนมาก มีให้เลือก 1 รุ่น คือ รุ่น Ceramic Air ฟิล์มเซรามิคที่มีคุณสมบัติพิเศษในการระบายอากาศ ไม่อมความร้อน ทำให้รถเย็นเร็วขึ้น แม้จอดตากแดดเป็นเวลานาน พร้อมมอบทัศนวิสัยที่ชัดเจนและรองรับสัญญาณดิจิทัลทุกชนิด

ฟิล์มกรองแสงรถยนต์กลาเซียที่ใช้นวัตกรรมระดับโลกจากอเมริกา มี 1 รุ่นให้เลือก ได้แก่ รุ่น Ceramic Hyper S เป็นฟิล์มกรองแสงชนิดเซรามิค ระบายความร้อนอัตโนมัติ ทนทานใช้งานได้ยาวนาน และให้ทัศนวิสัยที่ชัดเจน ไม่รบกวนทุกสัญญาณดิจิทัล

นอกจากนี้ ลูกค้ารถฟอร์ดที่เลือกซื้อและติดตั้งฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ 5 รุ่นข้างต้น ณ ศูนย์บริการฟอร์ด จะได้รับการรับประกันคุณภาพของฟิล์มกรองแสงภายในระยะเวลา 7 ปี ครอบคลุมในกรณีที่เกิดการหลุดล่อนของเนื้อฟิล์ม การแห้งกรอบ การแตกร้าวหรือเกิดฟองอากาศ หากเกิดกรณีสินค้าชํารุดเสียหายในระยะเวลารับประกัน ลูกค้าสามารถนำรถเข้าแก้ไขโดยไม่มีค่าบริการใน 3 ปีแรก นับตั้งแต่วันที่ติดตั้งฟิล์มได้ที่ศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศ หรือ ศูนย์ตัวแทนฟิล์มกรองแสงลามิน่าที่ได้รับการแต่งตั้งจากบริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) ทั้งนี้ หากระยะเวลาเกิน 3 ปี จะมีค่าบริการติดตั้งฟิล์มใหม่ (ค่าแรง)

ลูกค้ารถฟอร์ดที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ฟอร์ด (Ford Call Center) โทร. 1383 หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมด้านการบริการได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th

BRABUS Thailand by Target Car Center Thailand เติมความมั่นใจ ลงทุน 100 ล้านบาท ขึ้นโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่

0

Brabus Thailand by Target Car Center Thailand ประสบความสำเร็จจากงานมอเตอร์โชว์ 2023 อย่างดี ต่อเนื่องความสำเร็จด้วยการจัดกิจกรรม Brabus Thailand Mini Motorshow 2023   เพื่อสร้างเครือข่ายที่ดีกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษจาก Brabus  ไลฟ์สไตล์แบบเต็มรูปแบบ ทั้งรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ และเรือสุดหรูจาก Brabus Marine ณ บรีซ คาเฟ่ ริมทะเลสาบ เมืองทองธานี ในวันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา เสริมความเชื่อมั่นด้วยการลงทุน 100 ล้านบาท ขึ้นสำนักงานใหญ่พร้อมศูนย์บริการครบวงจร บนถนนพระราม 3 คาดเปิดบริการปลายปีนี้

นายชัชวัฏ สุวรรณโณชิน กรรมการผู้จัดการ Brabus (Thailand) by Target Car Center (Thailand) เปิดเผยถึง บราบัส ไทยแลนด์ว่า “ปีนี้ เราได้รับแรงสนับสนุนจากบราบัส เยอรมันเป็นอย่างดี เปิดโอกาสให้จัดกิจกรรมการตลาดและการขายอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างการรับรู้ของผู้บริโภค และเครือข่ายที่ดีกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง หลังจากประสบความสำเร็จจากการเป็นบูทที่มีผลิตภัณฑ์ในบูทรวมมูลค่าสูงที่สุดในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ที่ผ่านมา ซึ่งเราได้รับการตอบรับจากตลาดดีมาก การจัด Brabus Thailand Mini Motor show 2023 ในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความต้องการของลูกค้าและผู้ที่สนใจได้รับรู้และเข้าใจถึงว่า บราบัส ไทยแลนด์ พร้อมเดินหน้าธุรกิจอย่างมั่นคง และเตรียมคัดสรรโปรดักส์ใหม่ๆเข้ามาให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อในหลากหลายโมเดลมากยิ่งขึ้น ตามที่ทาง Brabus เยอรมันได้มีจำหน่ายทุกผลิตภัณฑ์”

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ นอกจากนำบราบัสในหลายๆโมเดลมาจัดแสดงแล้ว บริษัทฯ ได้เชิญคุณเฉลิมยศ ถาวโรฤทธิ์ ลูกค้าเหนี่ยวแน่นและยาวนานของบราบัส มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงโปรดักซ์บราบัส “ร่วมถึงให้แง่คิดและมุมมองในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่ๆของบราบัส เพื่อเป็น Roadmapให้กับลูกค้าใหม่ๆได้นำมาใช้ในการพิจารณาตัดสินใจในการซื้ออีกด้วย”

ในส่วนของบราบัส ไทยแลนด์ นอกจากความพร้อมในเรื่องของโมเดลใหม่อีกมากมายแล้ว บริษัท ทาร์เกต คาร์ เซ็นเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด กำลังขยายสำนักงานใหญ่และศูนย์บริการใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตที่จะเกิดขึ้นในอนาคต บนพื้นที่ กว่า 2 ไร่บนถนนพระราม 3  คาดว่าจะเสร็จพร้อมให้บริการในปลายปีนี้  ซึ่งจะประกอบไปด้วยส่วนโชว์รูมที่จอดรถซูเปอร์คาร์หายาก  และมีส่วนของ Brabus  จัดแสดงให้ลูกค้าได้ชมทั้งรถและชุดแต่ง พร้อมส่วนรับรองลูกค้าสุดพิเศษ Exclusive Loungeให้ลูกค้าของบริษัทฯอีกด้วย

สำหรับรถยนต์รุ่นพิเศษส่วนหนึ่งที่นำมาจัดแสดงใน Brabus Thailand Mini Motor Show 2023 ครั้งนี้ประกอบด้วย

  • Mercedes-AMG G63 x Brabus Widestar Package

Mercedes-AMG G63 x Brabus Widestar Package ตัวถังอันทรงพลังและพละกำลังเหนือใคร G-Wagon มีดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร รูปทรงที่ดูแข็งแกร่ง น่าเกรงขามและมีเสน่ห์ ที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย G-Wagon ก็ยังคงรูปแบบเดิมไว้ เมื่อติดตั้งชุดแต่ง Widestar จาก Brabus บนตัวถังของรุ่นเรือธงอย่าง Mercedes-AMG G63  เสริมซุ้มล้อแบบขยายเพื่อเพิ่มความกว้างของตัวรถอีก 100 มม. และให้ภาพลักษณ์ที่โดดเด่น นอกจากนี้ยังมีไฟ LED ที่รวมอยู่ในบังโคลนหน้าและหลังเพื่อมอบแสงสว่างตรงบันไดข้าง ชุดแต่ง Brabus Widestar ยังรวมถึงชุดกันชนหน้าและหลังที่ได้รับการออกแบบใหม่ให้มีความดุดันและเข้ากับซุ้มล้อทั้ง 4 ก่อนจะปิดท้ายด้วยล้อ Monoblock ตามแบบฉบับ Brabus

Mercedes-AMG G63 มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ขนาด 4.0 ลิตร ที่ให้กำลัง 585 แรงม้าและแรงบิด 850 นิวตันเมตร เชื่อมต่อกับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ ไปยังทั้ง 4 ล้อ ผ่านระบบขับเคลื่อนแบบ AMG Performance ทำให้เจ้า SUV ทรงกล่องสไตล์คลาสสิคคันนี้ สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ใน 4.5 วินาที พร้อมความเร็วสูงสุดที่ 250 กม./ชม.

Mercedes-AMG G63 เป็นรถยนต์อีกรุ่นหนึ่งของนักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ในสไตล์ที่ไม่เหมือนใครบนท้องถนน ซึ่ง Mercedes-AMG G63 ก็ตอบโจทย์ในทุกมิติ พร้อมสมรรถนะที่เหนือชั้นกว่ารุ่นอื่นๆ ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดยังมาพร้อมกับชุดแต่ง Brabus Widestar จากโรงงานของ Brabus

  • Mercedes- Benz 280 SL Pagoda จากแผนก Brabus Classic

Mercedes-Benz 280 SL Pagoda By Brabus Classic  ที่ Brabus นำรถคลาสิคคาร์ มาปลุกจิตวิญญานใหม่อีกครั้ง ซึ่งมีแฟน   Mercedes-Benz มากมาย ที่ชื่นชอบและสะสม รถประเภทนี้ Brabus นำ Mercedes-Benz 280 SL Pagoda รถสปอร์ตคันแรกที่ใช้นวัตกรรมตัวถังนิรภัย ตั้งแต่ปี 1968 ถึง 1971 มาพัฒนาเพิ่มเติมออกจากสายการผลิต Roadster สองที่นั่งเปิดตัวด้วยความสะดวกสบายที่ไม่เหมือนใคร สมรรถนะยอดเยี่ยม และความปลอดภัยที่ไม่เคยมีมาก่อน สนนราคาค่าตัวที่ 30 ล้านบาท และมีเพียงคันเดียวในประเทศไทยจาก Brabusโดยตรง

  • Brabus 92R

Brabus 92R คือซิตี้คาร์รุ่น Limited Edition ที่มีพื้นฐานมาจาก Smart EQ fortwo cabrio ที่ใช้ขุมพลังไฟฟ้า 100% แต่ได้รับการตกแต่งจาก Brabus ให้ดูดุดันและเหนือกว่าซิตี้คาร์ทั่วไป ด้วยล้อแบบสปอร์ตขนาด 16 นิ้วที่ด้านหน้าเเละ 17 นิ้วที่ด้านหลัง ส่วนการออกแบบด้านหน้าจะมาพร้อมช่องดักอากาศรังผึ้งขนาดใหญ่ 3 ช่อง, ดิฟฟิวเซอร์หน้า, การตกแต่งด้วยคาร์บอนไฟเบอร์รอบคันและระบบช่วงล่างแบบสปอร์ตที่ลดความสูงลง 25 มม.

มากับสีภายนอกพิเศษแบบ Tiffany blue การออกแบบภายในนั้นจะพบกับเบาะหนังสีเขียวอ่อนในคอนเซปท์ “Ultimate Ellipse” ของ Brabus, โลโก้ Brabus ที่พนักพิงศีรษะทั้ง 2 ฝั่ง, การตกแต่งด้วยคาร์บอนไฟเบอร์บนคอนโซลหน้าและช่องแอร์, แป้นเหยียบอะลูมิเนียมเเละพรมปูพื้นสีดำพร้อมโลโก้ Brabus

ขุมพลังของ Brabus 92R มาจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลัง 91 แรงม้าเเละแรงบิด 180 นิวตันเมตร ซึ่งเป็นแรงบิดที่มากกว่ารุ่นมาตราฐานประมาณ 20 นิวตันเมตร โดยในโหมด “Sport +” จะสามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ใน 10.9 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดจะยังคงจำกัดไว้ที่ 130 กม./ชม. เเละมอบระยะการขับขี่สูงสุด 128 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

นอกจากนี้ยังมีโหมดการขับขี่อื่นๆอีก 3 โหมดให้เลือกใช้นอกเหนือจาก “Sport +” ก็คือ “Basic, Eco และ Sport” โดยในโหมด Sport จะให้การตอบสนองของคันเร่งที่เร็วขึ้น ขณะที่ Eco จะช่วยเพิ่มระยะการขับขี่ที่มากขึ้น Brabus 92R จะถูกผลิตเพียง 50 คันเท่านั้น จำหน่ายในราคา 3.99 ล้านบาท และมีเพียงคันเดียวในประเทศไทย

  • Brabus 1300R

Brabus 1300 R บิ๊กไบค์สายหรู 180 แรงม้า เร่ง 0-96 กม./ชม. ใน 3.2 วินาทีพร้อมจะพาท่านพุ่งทะยานไปกับ นวัตกรรมความเร็ว สุดดุดันอย่างเหนือระดับ

ในความร่วมมือครั้งใหม่นี้ Brabus และ KTM ผนึกกำลังกันเพื่อสร้างรถจักรยานยนต์ที่เหนือกว่ารุ่นปกติ โดยรวบรวมจุดแข็งและผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ของทั้ง 2 แบรนด์ ปรัชญาการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ วิศวกรรมทางเทคนิคและความเชี่ยวชาญด้านการผลิต เพื่อสร้างความท้าทายใหม่ ทำให้ได้ผลลัพธ์ชิ้นแรก นั่นคือ Brabus 1300R  ที่เป็นรถจักรยานยนต์สุดหรูที่ไม่เหมือนใคร

Brabus 1300R  มาขุมพลังเป็นเครื่องยนต์ V-Twin ขนาด 1,301 ซีซี ที่ให้กำลัง 180 แรงม้า ที่ 9,500 รอบต่อนาทีและแรงบิด 140 นิวตันเมตร ที่ 8,000 รอบต่อนาที ซึ่งกำลังนั่นจะเท่ากับ KTM 1290 SUPER DUKE R EVO ทุกประการ แต่จะมีการเสริมท่อไอเสียแบบท่อคู่แบบพิเศษของ BRABUS เพื่อมอบอัตราเร่งความเร็วจาก 0-96 กม./ชม. ใน 3.2 วินาที จะผลิตจำนวนจำกัดเพียง 154 คัน และเป็น Brabus  1300 R ที่มาในสีแดง Magma Red ที่มีเพียง 77 คันทั่วโลก คันที่นำมาโชว์ก็มีเพียงคันเดียวในไทยเช่นเดียวกัน ในราคาค่าตัวที่ 1.99 ล้านบาท

  • Brabus Shadow 500าก BRABUS Marine

Brabus Marine เป็นผลมาจากการเป็นพันธมิตรที่ล้ำสมัยระหว่าง 2 บริษัทที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเภทเดียวกัน ที่เป็นการรวมตัวกันของ Axopar Boats ผู้ผลิตเรือสัญชาติฟินแลนด์และ Brabus ผู้ผลิตรถยนต์หรูหราที่ก่อตั้งมายาวนานและมีประสิทธิภาพสูง

Brabus Shadow  500  เรือสุดหรูที่มาพร้อมสมรรถนะความเร็วมากกว่า 50 นอต ที่มีความโดดเด่นทั้งดีไซน์ อัตราเร่งและแรงบิดมหาศาลจากเครื่องยนต์ Mercury V8 ProXs 250 ที่มอบกำลังมากกว่า 500 แรงม้า

Brabus Shadow 500 มีเอกลักษณ์ด้วยการออกแบบที่น่าดึงดูด โดดเด่นและมีสไตล์เป็นพิเศษ เส้นสายเชิงมุมพร้อมตัวเรือที่ยาวและมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ ผสมผสานกับดาดฟ้าเรือที่ใช้งานได้จริงและหลากหลายภายในห้องโดยสารถูกออกแบบให้กลิ่นอายความอบอุ่นและสะดวกสบาย ด้วยห้องโดยสาร “Cabin”แบบ ‘ปิดสนิท’ ที่เหมาะสำหรับการเดินทางในทุกสภาพอากาศ ทั้งยังสามารถเปิดหลังคาและเปิดประตูด้านข้างขนาดใหญ่ได้ เมื่อต้องการเปลี่ยนบรรยากาศ นอกจากนี้ดาดฟ้าด้านหลังยังเรือสามารถเปลี่ยนพื้นที่นั่งเล่นเป็นเตียงอาบแดดได้อย่างง่ายดายเมื่อต้องการใช้พื้นที่สำหรับอาบแดดและพักผ่อน กับราคาค่าตัวที่ 15.9 ล้านบาท

  • Panerai Submesible S Brabus Blue Shadow Edition

นาฬิกาสุดสมาร์ทเรือนนี้ เป็นความร่วมมือของ Brabus และ Panerai ผู้ผลิตนาฬิกาที่มีชื่อดังระดับโลกจากอิตาลีออกแบบนาฬิกาสุดพิเศษในชื่อว่า Panerai Submersible S BRABUS Blue Shadow Edition

การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของ Panerai Submersible S BRABUS Blue Shadow Edition ได้เน้นให้เห็นถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโลกของการผลิตนาฬิการะดับพรีเมียมและการเดินเรือ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากคุณสมบัติการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของเรือสุดหรูในซีรีส์ BRABUS Shadowตัวเรือนขนาด 47 มม. ทำจากไททาเนียมและขึ้นรูปโดยใช้ DMLS (Direct Metal Laser Sintering) ซึ่งเป็นวิธีการของเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ที่สร้างทั้งองค์ประกอบที่แข็งแรงและน้ำหนักเบา โครงสร้างตัวเรือนที่มีรูปทรงกันกระแทกอันเป็นเอกลักษณ์ของ Panerai ผสานกับตัวป้องกันเม็ดมะยม ก่อนจะปิดท้ายด้วย

พื้นผิวด้านที่โดดเด่นขอบหน้าปัดผลิตจาก Carbotech ซึ่งเป็นวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีลวดลายหลากสีสัน ทำให้นาฬิกาแต่ละเรือนมีลักษณะเฉพาะตัวและโดดเด่นด้วยความทนทาน ความเบาและความทนทานต่อการกัดกร่อนสูง นอกจากนี้ยังมี Super-LumiNova™ สีน้ำเงินบนเข็มบอกเวลาเพื่อช่วยให้อ่านง่ายและสะดุดตาที่สำคัญนั้นมีจำนวนจำกัดเพียง 200 เรือนทั่วโลกเท่านั้น สนนราคาที่ 1.99 ล้านบาท

ทั้งนี้บราบัส ไทยแลนด์ยังคงมีแผนจัดกิจกรรมในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง ผู้สนใจสามารถติดตามวันและเวลาในการจัดงานในครั้งต่อไปได้ที่ facebook&IG:target car center , facebook&IG:brabus thailand

Arun Plus – CATL ทุ่มทุนกว่า 3,600 ล้านบาทตั้งโรงงานแบตเตอรี่ Cell-To-Pack ในไทย เริ่มก้าวแรกสู่การเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ครบวงจรของอาเซียน

0

นายเอกชัย ยิ้มสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อรุณ พลัส จำกัด (Arun Plus) พร้อมด้วย Mr. Ni Zheng, Executive president of overseas car business, and CEO of Japan & Korea affiliate, Contemporary Amperex Technology Co., Ltd (CATL) ลงนามสัญญาร่วมจัดตั้งโรงงานแบตเตอรี่ CTP ภายในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จังหวัดชลบุรี ซึ่งจัดขึ้นที่งาน Shanghai International Automobile Industry Exhibition สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ของภูมิภาคอาเซียนในอนาคตภายใต้ความร่วมมือกับ CATL ผู้นำในระดับสากลด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่ EV ที่ยั่งยืน ท่ามกลางความยินดีของทั้งสองฝ่าย

นายเอกชัย ยิ้มสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อรุณ พลัส จำกัด กล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่าง Arun Plus กับ CATL ในครั้งนี้เป็นก้าวแรกที่สำคัญของการดำเนินธุรกิจแบตเตอรี่อย่างครบวงจร ด้วย CATL เป็นบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจแบตเตอรี่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Battery Value chain) ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิตแบตเตอรี่ ไปจนถึงการรีไซเคิลแบตเตอรี่ ตลอดจนธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และความร่วมมือในวันนี้จะนำไปสู่ก้าวต่อไปที่สำคัญในการสร้างให้เกิด Battery Ecosystem ในอนาคตด้วยเช่นกัน”

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เป็นบริษัทที่ถือหุ้นของ Arun Plus 100% และมีความพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ อาทิ สถานีบริการน้ำมันมากกว่า 2,200 แห่งทั่วประเทศ และศูนย์บริการยานยนต์ภายในสถานีบริการน้ำมัน โดยร่วมมือกับ Start Up เพื่อลงทุนในธุรกิจใหม่เพื่อสนับสนุน Mobility และ Lifestyle ในอนาคต เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 Arun Plus ได้ร่วมกับ Honhai Precision Industry Co., Ltd หรือ FOXCONN ก่อตั้งบริษัท ฮอริษอน พลัส จํากัด เพื่อดำเนินการผลิต EV รองรับความต้องการที่สูงขึ้นทั้งภายในประเทศและในภูมิภาคอาเซียน  โดยจะเริ่มเดินสายการผลิตในปี 2567 ด้วยกำลังการผลิตเริ่มต้นที่ 50,000 คันต่อปี และจะเพิ่มเป็น 150,000 คันในปี 2573 ซึ่งการก่อตั้งโรงงานผลิต EV ดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อการก่อตั้งโรงงานแบตเตอรี่ CTP ในครั้งนี้ และในอนาคต Arun Plus ยังศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมมือกับ CATL เพื่อนำเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่ของ CATL มาใช้ในประเทศ อาทิ เทคโนโลยีสลับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (Battery Swapping) เทคโนโลยีการรีไซเคิลแบตเตอรี่ (Battery Recycling) เทคโนโลยีแพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้าของ CATL (CATL Integrated Intelligent Chassis : CIIC) พร้อมทั้งจะศึกษาแนวทางในการเป็นผู้ผลิตเซลล์แบตเตอรี่ในอนาคต นายเอกชัยเสริม

ความร่วมมือในการจัดตั้งโรงงานประกอบแบตเตอรี่ CTP นี้ ถือเป็นก้าวแรกของความร่วมมือระหว่าง Arun Plus กับ CATL ซึ่งนอกจากจะช่วยเสริมศักยภาพด้านการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของกลุ่ม Arun Plus แล้ว Arun Plus ยังจะทำงานกับ CATL อย่างใกล้ชิดเพื่อสนับสนุนนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศไทย และมีส่วนร่วมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศต่อไป

MGC สยายปีกธุรกิจต่อเนื่อง ปักหมุด MMS สาขาใหม่ ‘ธนบุรี-พระราม 5’ รองรับลูกค้ากรุงเทพฯ และปริมณฑลฝั่งตะวันตก

0

บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ภายใต้บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็มจีซี-เอเชีย ศูนย์บริการซ่อมบำรุงรถยนต์แบบครบวงจร เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ สำหรับรถญี่ปุ่นและยุโรปที่หมดระยะการรับประกัน สยายปีกธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เปิดสาขาใหม่ ‘ธนบุรี-พระราม 5’ รองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นทางฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ

ขนิษ วงศ์จินดารักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “MMS ให้บริการภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘หนัก-เบา เราซ่อมได้’ อาทิ การตรวจสภาพพร้อมบำรุงรักษาตามระยะทาง, ทำความสะอาดระบบปรับอากาศ, เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง, แบตเตอรี่, ผ้าเบรก, ยาง ไปจนถึงการซ่อมช่วงล่าง, เกียร์อัตโนมัติ เครื่องยนต์ และระบบไฮบริด โดยบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ที่ผ่านการฝึกอบรมจากสถาบัน มาสเตอร์ ออโตโมทีฟ เทรนนิ่ง พร้อมการรับประกันคุณภาพงานซ่อมสูงสุด 1 ปี หรือ 20,000 กม. ลูกค้าสามารถผ่อนชำระ 0% ได้หลายรายการ หรือแม้แต่โปรแกรมที่ปรึกษา ช่วยดูแลรถยนต์สำหรับลูกค้าองค์กร เพื่อช่วยควบคุมค่าใช้จ่าย ตลอดจนการซ่อมสีและตัวถัง รถไฟฟ้า เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า”

“เรามีแผนในการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยจะมีการขยายอีกไม่ต่ำกว่า 3 สาขาภายในสิ้นปีนี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการ สำหรับสาขาธนบุรี-พระราม 5 เป็นลำดับที่ 22 ตั้งอยู่ติดกับโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการครบวงจร ของ Harley Davidson, Jeep และ Peugeot บริเวณวงเวียนพระราม 5-ราชพฤกษ์ ย่านที่มีการเดินทาง สะดวกสบาย สามารถเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของกรุงเทพฯ ได้ง่าย ทำให้ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีที่อยู่อาศัย ชุมชนแนวราบ ตามการเกิดขึ้นของถนนสายใหม่ที่ตัดผ่าน รองรับ
การขยายตัวของชุมชนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก และฝั่งเหนือ รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง ในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นลูกค้าเป้าหมายในการให้บริการของเรา”

++ ฉลองเปิดสาขาใหม่ อัดโปรโมชั่นแรงไม่มีแผ่ว เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง รถญี่ปุ่น 590 บาท
และยางยี่ห้อดัง ซื้อ
2 แถม 2 จำนวนจำกัด 

เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ จัดโปรโมชั่นฉลองเปิดสาขาใหม่ ธนบุรี-พระราม 5 พิเศษสุด! แคมเปญลดทั้งร้าน 50% เริ่มต้นด้วยโปรโมชั่น ยางแบรนด์ชั้นนำ ซื้อ 2 แถม 2 จำนวนจำกัด เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง สังเคราะห์แท้ รถญี่ปุ่น 590 บาท รวมไปถึงแบตเตอรี่ ใบปัดน้ำฝน Bosch และผลิตภัณท์บำรุงรักษารถยนต์ ทูนแนป ที่ร่วมขบวนลด 50% ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2566

++ ลุ้นรับฟรี! รถยนต์ เปอโยต์ 2008 และอื่นๆ รวมกว่า 5 ล้านบาท โอกาสฉลองครบ 15 ปี MMS

เมื่อเข้ามาใช้บริการที่ เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ ทุกสาขา ครบ 4,500 บาท รับสิทธิ์ลุ้นรางวัลใหญ่ รถยนต์ เปอโยต์ 2008* และรางวัลย่อย สร้อยคอทองคำ* ,iPhone 14*, แบตเตอรี่ BOSCH*, ยาง Continental*, น้ำมันเครื่อง TOTAL*, ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ TUNAP* จากประเทศเยอรมนี รวมถึงบัตรกำนัลจาก ซิกท์ รถเช่า* และอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท ตั้งแต่ 15 มีนาคม ถึง 14 พฤศจิกายน 2566 โดยจะมีการจับรางวัลย่อยทุก 2 เดือน ซึ่งเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมาได้จับรางวัลครั้งที่ 1 ไปแล้ว รวมกว่า 524 รางวัล

ปัจจุบัน เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ มีเครือข่ายพร้อมให้บริการทั้งหมด 22 สาขา ทั่วประเทศ แบ่งเป็น กรุงเทพฯ ได้แก่ พระราม 4, รามคำแหง, ศรีนครินทร์, สุขาภิบาล 3, เกษตร-นวมินทร์, ประดิษฐ์มนูธรรม, รามอินทรา, งามวงศ์วาน, เพชรเกษม, คู้บอน ปริมณฑล ได้แก่ สำโรง, ราชพฤกษ์, ลำลูกกา, รังสิต, พุทธบูชา, กาญจนาภิเษก, ธนบุรี-พระราม 5 และต่างจังหวัด ได้แก่ ระยอง, บางแสน, พัทยา, อุบลราชธานี และภูเก็ต

 

*เฉพาะรุ่น โดยเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
สอบถามข้อมูล โทร. 1396 MMS CAR SERVICES AND TYRES
LINE Official: @mmsbosch
Facebook: MMSBoschcarservice
www.mmsboschcarservice.com