Home Blog Page 280

ฟอร์ด ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าไปอีกขั้น มอบสิทธิพิเศษด้านบริการให้ลูกค้ารถฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่

0

ฟอร์ด ประเทศไทย มอบความมั่นใจให้ลูกค้ารถยนต์ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ด้วยการนำเสนอนวัตกรรมบริการแบบ ‘พร้อมเสมอ’ หรือ ‘Always-On’ ผ่านแอปพลิเคชัน FordPass พร้อมมอบสิทธิพิเศษต่างๆ มากมายในการเข้ารับบริการ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว

ในการเปิดตัวรถฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ ในประเทศไทย ฟอร์ดได้เดินหน้ายกระดับประสบการณ์ใช้งานของลูกค้า ด้วยการต่อยอดบริการที่มีอยู่เดิมไปสู่นวัตกรรมบริการแบบ Always-On ผ่านแอปพลิเคชัน FordPass โดยลูกค้าสามารถเช็กอายุการใช้งานน้ำมันเครื่องได้อย่างสะดวกและง่ายดาย ผ่านระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำมันเครื่องอัจฉริยะ (Intelligent Oil Life Monitor – IOLM) ที่จะแจ้งเตือนบนหน้าปัดรถยนต์เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรอง ระบบ IOLM ได้รับการออกแบบมาให้สามารถประมวลผลข้อมูลจากเซ็นเซอร์ในเครื่องยนต์และรูปแบบการขับขี่ได้อย่างแม่นยำ โดยแอปพลิเคชัน FordPass และหน้าปัดรถจะแสดงข้อความ ‘Change Engine Oil Soon’ เมื่อคุณภาพน้ำมันเครื่องลดลงเหลือ 5% ซึ่งลูกค้าสามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเมื่อระดับคุณภาพน้ำมันเครื่องแสดงผลตั้งแต่ 30% ลงมา เพิ่มความสะดวกสบายพร้อมปกป้องเครื่องยนต์จากการใช้น้ำมันเครืองที่เสื่อมสภาพ โดยฟอร์ดมีคูปองฟรีค่าแรงบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องให้ 5 ครั้ง ไม่เกิน 72 เดือนหรือ 85,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

นอกจากนี้ ฟอร์ดยังได้เสริมความอุ่นใจให้กับลูกค้าไปอีกขั้น ด้วยการมอบสิทธิพิเศษฟรีบริการ Peace of Mind บริการตรวจเช็กสภาพทั่วไปหลังส่งมอบรถใหม่ในระยะเวลา 2 เดือน หรือ 2,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) ให้กับลูกค้ารถฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ และรถฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ และยังมอบฟรีบริการรับ-ส่งนอกสถานที่ หรือบริการนอกสถานที่ด้วยรถหน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Service Vehicle) 1 ครั้ง

ฟอร์ดยังมอบสิทธิฟรีค่าแรงตรวจเช็กบำรุงรักษาตามระยะที่กำหนด (Scheduled Service Maintenance) ถึง 5 ครั้ง ทุกระยะทาง 15,000 กิโลเมตร หรือภายในระยะเวลา 12 เดือน (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) จนถึงระยะทาง 75,000 กิโลเมตร หรือภายในระยะเวลา 60 เดือน (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานของรถยนต์ และเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากการขาดการบำรุงรักษา

ลูกค้าสามารถทำการนัดหมายออนไลน์เพื่อเข้ารับบริการต่างๆ ของฟอร์ดผ่านทางแอปพลิเคชัน FordPass หรือติดต่อนัดหมายเข้ารับบริการผ่านผู้จำหน่ายฟอร์ด โดยลูกค้าฟอร์ดที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ฟอร์ด Ford Call Center โทร. 1383 หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ หรือดูข้อมูลแคมเปญและรายละเอียดด้านการบริการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เฉลิมฉลองรถยนต์คันที่ 10,000 จากสายการผลิตในไทย

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประกาศความสำเร็จในปีที่สองของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ฉลองการผลิตรถยนต์คันที่ 10,000 จากโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) ที่จังหวัดระยอง โดยรถยนต์คันที่ 10,000 คือ เจ้าสิงโตอารมณ์ดี All New HAVAL JOLION Hybrid SUV รุ่น ULTRA ที่มาพร้อมนวัตกรรมยานยนต์อันล้ำสมัยและสมรรถนะโดดเด่น พร้อมรองรับไลฟ์สไตล์การขับขี่หลากหลายรูปแบบ ตอกย้ำกระแสความร้อนแรงของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและความมุ่งมั่นของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) ที่พร้อมเดินหน้าผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางของการใช้และการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าตามนโยบายภาครัฐและเติบโตเคียงข้างสังคมไทยอย่างยั่งยืน

งานเฉลิมฉลองการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าคันที่ 10,000 จากสายการผลิตในประเทศไทย นำโดย มร. เกร็ก ลี รองประธานบริหาร ฝ่ายการผลิตในโรงงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียน นายอำนาจ แสงจันทร์ รองประธานบริหาร ฝ่ายผลิตรถยนต์ เกรท วอลล์ มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) โดยมี มร. ไมเคิล ฉง ผู้จัดการทั่วไป นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) และคณะผู้บริหาร ร่วมแสดงความยินดี ณ โรงงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จังหวัดระยอง

มร. เกร็ก ลี รองประธานบริหาร ฝ่ายการผลิตในโรงงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียน  กล่าวว่า “เรามีความภาคภูมิใจเป็นอย่างมากกับการส่งรถยนต์คันที่ 10,000 ออกจากสายการผลิตของโรงงานของเรา ด้วยความอุตสาหะ มุ่งมั่นทุ่มเทของพนักงานของเรา ทำให้เราสามารถผลิตรถยนต์ที่มีคุณภาพออกมาให้ผู้บริโภคชาวไทยได้ขับขี่ ความสำเร็จในครั้งนี้จะเป็นแรงผลักดันให้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ พยายามยกระดับคุณภาพการผลิตของเรา เพื่อส่งมอบยานยนต์ไฟฟ้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน การเปิดโรงงานอัจฉริยะ Smart Factory ของเราสำหรับผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่จังหวัดระยองนี้ นอกจากจะเป็นการสร้างปรากฎการณ์ครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยแล้ว ยังเป็นการประกาศความพร้อมสำหรับการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในตลาดอาเซียนอีกด้วย เราได้นำนวัตกรรมของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มาใช้ในการผลิต การขนส่งโลจิสติกส์  และการปฏิบัติการเชิงดิจิทัล พร้อมทั้งเพิ่มอัตราการจ้างงาน พัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าและส่งเสริมความเข้าใจด้านเทคโนโลยีที่เป็นส่วนสำคัญในการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าคุณภาพให้กับชาวไทย ที่สำคัญ นับตั้งแต่การเข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยอย่างเป็นทางการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ลงทุนในประเทศไปแล้วกว่า 12,000 ล้านบาท ทำให้เกิดการจ้างงานกว่า 3,000 ตำแหน่ง และมีแผนที่จะลงทุนในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 22,600 ล้านบาท โดยเราจะยังคงเดินหน้าวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์และปรัชญาการทำธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน สำรวจโอกาสและความเป็นไปได้ในการสร้างโมเดลใหม่เพื่อสิ่งแวดล้อมและลดปริมาณคาร์บอน พร้อมทั้งวางแผนที่จะดำเนินกิจการและลงทุนในธุรกิจผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนภายในประเทศ 100% ตลอดจนสร้างห่วงโซ่ของระบบนิเวศยานยนต์ โรงงาน และการเดินทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการขยายศักยภาพของบุคลากรตลอดจนกำลังการผลิตของโรงงานแห่งนี้อย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นฐานการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียนและกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สำคัญสำหรับนักลงทุนจากทั่วโลกในท้ายที่สุด”

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “การสนับสนุนจากแฟนๆ ที่มอบให้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มาโดยตลอดนับตั้งแต่ก้าวแรกที่เราเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เป็นพลังสำคัญที่หล่อเลี้ยงและช่วยให้เราเดินหน้านำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการคุณภาพตลอดจนประสบการณ์เหนือระดับรูปแบบใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง วันนี้ โรงงานอัจฉริยะของเราที่จังหวัดระยองซึ่งเป็นฐานการผลิตเต็มรูปแบบที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากโรงงานในประเทศจีน ได้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าคันที่ 10,000 ซึ่งพร้อมจะออกไปโลดแล่นบนท้องถนนอย่างเต็มภาคภูมิเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่การเป็นสังคมรถยนต์พลังงานใหม่ในอนาคต ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นนิยมของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในหมู่ผู้บริโภค แต่ยังเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในคุณภาพผลิตภัณฑ์และบริการจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่จะตอบแทนแฟนๆ ชาวไทยด้วยการทำงานอย่างเต็มที่ตลอดกระบวนการผลิตและส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทุกๆ รุ่นและทุกๆ คันทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ตอกย้ำกลยุทธ์ New Energy, New Intelligence และ New Experience ซึ่งเป็นหัวใจหลักของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะผู้นำที่จะสานต่อภารกิจในการเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับระบบนิเวศยานยนต์พลังงานไฟฟ้าควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์และเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไป”

ทั้งนี้ โรงงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) เป็นฐานการผลิตอัจฉริยะเต็มรูปแบบแห่งที่สอง นอกประเทศจีนของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตั้งอยู่ที่ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ครอบคลุมพื้นที่ 412 ไร่ มีศักยภาพการผลิตแบบเต็มกำลังอยู่ที่ 80,000 คันต่อปี และจะเป็นฐานการผลิตหลักสำหรับรถยนต์พวงมาลัยขวาโดยเฉพาะรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV) ของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งบริษัทฯ ได้วางสัดส่วนของการผลิตและส่งออกอยู่ที่ 60:40 กล่าวคือเป็นการจำหน่ายภายในประเทศ 60% และเป็นการส่งออก 40% โดยในปัจจุบันโรงงานแห่งนี้สามารถผลิตรถยนต์ 2 รุ่นจากแบรนด์ HAVAL ได้แก่ All New HAVAL H6 Hybrid SUV และ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV และยังมีแผนที่จะผลิตรุ่นอื่นๆ อีกในอนาคต

สำหรับ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV รถยนต์คันที่ 10,000 ที่ออกจากสายการผลิตนั้น เป็นรถยนต์รุ่นที่สองที่ผลิตที่โรงงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) และเป็นรถยนต์รุ่นที่สามที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ นำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ภายนอกอันโฉบเฉี่ยวสะท้อนถึงสุนทรียภาพแห่งอนาคต มาพร้อมเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ ผสานกับการออกแบบภายในแบบ 360 องศา ด้วยพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวาง และอัดแน่นไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลายและครบครัน All New HAVAL JOLION Hybrid ยังขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ 1.5L ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังรวมสูงสุด 190 แรงม้า ให้แรงบิดรวมสูงสุด 375 นิวตันเมตร มาพร้อมกับระบบเกียร์แบบ DHT และเทคโนโลยีคันเร่งอัจฉริยะ (Intelligent Single Pedal) ให้ผู้ขับขี่สามารถเร่งหรือชะลอความเร็วได้เพียงคันเร่งเดียว อีกทั้งยังสร้างขึ้นบน GWM LEMON PLATFORM แพลตฟอร์มโมดูล่าร์อัจริยะ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การขับขี่ที่สนุกสนาน โดยตั้งแต่เปิดตัวในปลายเดือนพฤศจิกายนในปีที่ผ่านมาจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ส่งมอบเจ้าสิงโตอารมณ์ดีออกไปโลดแล่นอยู่บนท้องถนนของประเทศไทยแล้วกว่า 2,533 คัน

ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก” (Global Intelligent Technology) เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานคุณภาพ ผ่านกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง พร้อมให้ความสำคัญกับการจ้างงานและเตรียมความพร้อมให้กับชาวไทย ควบคู่ไปกันการสร้างความร่วมมือร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจที่หลากหลาย เพื่อเดินหน้าสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน

Lamborghini Urus Performante สัมผัสปรากฏการณ์ใหม่แห่งมาตรฐานซูเปอร์เอสยูวีระดับโลก

0

ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี (Automobili Lamborghini) สุดยอดแบรนด์ซูเปอร์สปอร์ตคาร์หรูระดับโลกสัญชาติอิตาลี ประกาศเปิดตัว Urus Performante” ปรากฏการณ์ใหม่แห่งสุดยอดสมรรถนะและสัมผัสการขับขี่แนวสปอร์ตในแบบฉบับซูเปอร์เอสยูวี ภายใต้รูปลักษณ์ที่สะท้อนถึงความหรูหราเหนือระดับของยานยนต์ Urus พร้อมสะกดทุกสายตาทั้งบนท้องถนน สนามแข่งขัน หรือแม้แต่บนเส้นทางสุดทรหด ซึ่งทำให้ Urus Performante คือมาตรฐานใหม่แห่งสุดยอดงานดีไซน์อันเปี่ยมพลัง ที่ผสานระบบวิศวกรรมยานยนต์ระดับซูเปอร์สปอร์ตไว้อย่างลงตัว

ก่อนการเปิดตัว Urus Performante ยังได้สร้างสถิติใหม่ในหมวดยานยนต์เอสยูวี จากการทดสอบวิ่งบนทางลาดชันสุดหฤโหดของ Pikes Peak International Hill Climb Road ที่มีระดับความสูงกว่า 4,302 เมตร (14,115 ฟุต) โดยสามารถทำเวลาเพียง 10:32.064 นาที ทุบสถิติเดิมที่เคยมีไว้ที่ 10:49.902 นาที เมื่อปี 2018

Urus Performante คือการยกระดับสมรรถนะการขับขี่และรูปลักษณ์ที่หรูหราของยานยนต์เอสยูวีลัมโบร์กินีให้เหนือขึ้นไปอีกขั้น โดยยังคงรักษามาตรฐานการใช้งานแบบอเนกประสงค์ที่หรูหราสะดวกสบาย และผสานประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นหนึ่งเดียวกับยานยนต์ไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งไม่เพียงเฉพาะการใช้งานบนท้องถนนประจำวัน แต่ยังมอบความโดดเด่นบนทุกเส้นทางด้วยดีไซน์อันหรูหราน่าประทับใจ จนถือเป็นเกณฑ์สมรรถนะใหม่ของวงการยานยนต์ระดับโลกเลยทีเดียว” สเตฟาน วิงเคิลมันน์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กล่าว “รถยนต์ Urus รุ่นนี้สร้างมาตรฐานใหม่ทันทีที่เปิดตัว แสดงให้เห็นถึงความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีของลัมโบร์กินี เพื่อการสร้างสรรค์ซูเปอร์เอสยูวีรุ่นแรกของโลกสู่อุตสาหกรรมยานยนต์อย่างเต็มภาคภูมิ เพราะ Urus Performante ยกระดับมาตรฐานของวงการเอสยูวีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน”

สุดยอดงานออกแบบเพื่อสมรรถนะขั้นสูง

Urus Performante สะกดทุกสายตาตั้งแต่แรกเห็นด้วยดีไซน์แนวอากาศยานในทุกมุมมอง โดดเด่นตั้งแต่รูปลักษณ์ด้านหน้า ด้วยงานออกแบบฝากระโปรงและแผงกันชนขนาดใหญ่โดยใช้รูปทรงที่เฉียบคม เพื่อสื่อถึงดีเอ็นเอสายพันธุ์ซูเปอร์สปอร์ตของ Performante อย่างเด่นชัดโดยยังคงแฝงกลิ่นอายแห่งความหรูหราภูมิฐานของรถยนต์ Urus ไว้อย่างกลมกลืน นอกจากนี้ Urus Performante ยังเน้นการใช้วัสดุคอมโพสิตในการผลิต ทำให้เป็นรถยนต์รุ่นที่ใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ในสัดส่วนสูงที่สุดในรถยนต์เซกเมนต์เดียวกัน

“งานดีไซน์ที่ดุดันและโดดเด่นของ Urus Performante ผสานเข้ากับระบบอากาศพลศาสตร์ที่ปรับปรุงใหม่ได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งทั้งสองด้านต่างช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะม่านอากาศบนแผงกันชนหน้ากับงานออกแบบแนวใหม่เพื่อมอบความสวยงามที่แตกต่าง รวมถึงฝากระโปรงคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบารุ่นใหม่ และการใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ในส่วนต่าง ๆ เกือบทั้งหมดซึ่งถือเป็นแบบฉบับการสร้างสรรค์ยานยนต์ Performante ที่ตกทอดกันมาของลัมโบร์กินี ทำให้ Urus Performante คือซูเปอร์เอสยูวีที่ผสานความเป็นหนึ่งเดียวกับนักขับได้อย่างสมบูรณ์แบบ” มิตจา โบร์เคิร์ต ผู้อำนวยการฝ่ายการออกแบบ กล่าว

Urus Performante มีการออกแบบเส้นสายบนฝากระโปรงให้ยาวต่อเนื่องลงมาถึงแผงกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ และมาพร้อมช่องระบายลมวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์สีเดียวกับตัวรถ โดยลูกค้าสามารถเลือกแบบโชว์วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ได้ ทั้งยังสามารถเลือกหลังคาเป็นวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ให้เหมือนกับยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ตของลัมโบร์กินีอย่าง Huracán Performante และ Super Trofeo ได้ตามต้องการ

แผงกันชนหน้าและสปลิตเตอร์วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ถูกออกแบบให้มีเส้นสายใหม่ที่ดูดุดันกว่าเดิม ช่องดักอากาศสีดำด้านหน้าช่วยเสริมประสิทธิภาพการระบายความร้อนเครื่องยนต์พร้อมเพิ่มความดุดันแนวซูเปอร์สปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ม่านดักลมแบบใหม่นั้นทำให้อากาศไหลเข้าทางล้อหน้าได้มากขึ้น และผสานกับการออกแบบตรงช่องระบายลมบนฝากระโปรง ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์พร้อมทำให้เครื่องยนต์เย็นลง ส่วนสปอยเลอร์ด้านหลังดีไซน์ใหม่ยังช่วยเพิ่มแรงกดด้านหลังของ Urus Performante ได้อีก 38%

การออกแบบสปริงใหม่ยังช่วยให้โครงแชสซีของ Performante ต่ำลงอีก 20 มม. และเพิ่มความกว้างฐานล้อขึ้นอีก 16 มม. ซุ้มล้อวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ สามารถจับคู่กับล้อน้ำหนักเบาขนาด 23 นิ้วหรือแบบมาตรฐาน 22 นิ้ว พร้อมน็อตไทเทเนียมและยาง Pirelli ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรุ่นนี้โดยเฉพาะ

Urus Performante โหลดตัวรถให้ต่ำลงเพื่อเสริมภาพลักษณ์ที่บึกบึนด้วยการออกแบบกันชนหน้าและหลังขนาดใหญ่ ซึ่งเพิ่มความยาวตัวรถ 25 มม. การออกแบบด้านหลังมีความสวยงามไม่แพ้ด้านหน้าด้วยสปอยเลอร์ขนาดใหญ่และการออกแบบฟินสปอยเลอร์หลังที่ทำจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์นั้นได้แรงบันดาลใจจากรุ่น Aventador SVJ ซึ่งช่วยเพิ่มแรงกดให้ตัวรถ

กันชนหลังและดิฟฟิวเซอร์ใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ มาพร้อมกับท่อไอเสียแบบ Akrapovic วัสดุไทเทเนียมน้ำหนักเบาเป็นมาตรฐาน ช่วยเพิ่มพลังเสียงที่กระหึ่มทรงพลังอันเป็นเอกลักษณ์ของลัมโบร์กินีซึ่งจะแตกต่างไปตามโหมดการขับขี่ที่เลือก ยิ่งไปกว่านั้นการใช้ธีมสีทูโทนยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ของ Performante ให้โดดเด่นขึ้น จากการทำชิ้นส่วนอื่น ๆ ให้มีสีแตกต่างจากตัวรถ ทั้งมือจับประตูสีดำ ช่องระบายลมคาร์บอนไฟเบอร์เคฟลาร์บนฝากระโปรงและสปอยเลอร์ลิปคาร์บอนไฟเบอร์เคฟลาร์ เป็นต้น

การออกแบบห้องโดยสารภายในตกแต่งด้วย Alcantara สีดำ Nero Cosmus เป็นมาตรฐาน พร้อมงานเย็บเบาะนั่งหกเหลี่ยมในสไตล์ “Performante Trim” นอกจากนี้ยังเลือกออปชันเสริมได้จากธีมการตกแต่งด้วยหนังทั้งคัน และสีสันภายใน โดยสามารถเลือกสไตล์ “Performante Trim” ให้ครอบคลุมทั้งในส่วนประตู เส้นแนวหลังคา พนักพิง และผนังด้านหลังห้องโดยสาร รวมถึงโปรแกรมการตกแต่งเฉพาะแบบ Ad Personam ของลัมโบร์กินีที่มีตัวเลือกวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ผิวด้านเพื่อการตกแต่งภายใน มือจับประตูสีแดง และขอบประตูพร้อมโลโก้ Ad Personam สำหรับพวงมาลัย Alcantara และหนังสีดำตกแต่งในโทนสีดำด้านให้เข้ากับห้องโดยสารธีมอลูมิเนียมชุบดำ สำหรับออปชั่น “Dark Package” จะสามารถเลือกการตกแต่งโทนสีดำด้านให้ครอบคลุมรายละเอียดของห้องโดยสารส่วนอื่น ซึ่งรวมถึงส่วนก้านของแผงควบคุมกลาง TAMBURO ที่ควบคุมฟังก์ชั่นทั้งปุ่มเปิด/ปิดเครื่องและตัวเลือกโหมดการขับขี่ต่าง ๆ ส่วนการแสดงผลกราฟิก HMI เป็นแบบใหม่ที่ออกแบบสำหรับ Urus Performante โดยเฉพาะ

สุดยอดระบบวิศวกรรมเพื่อการขับขี่ที่เหนือระดับ

Urus Performante เปรียบเสมือนนักกีฬาน้ำหนักเบาที่เปี่ยมไปด้วยพละกำลัง มาพร้อมรูปทรงที่แข็งแรงบึกบึน ดีไซน์สวยงามโดดเด่น เครื่องยนต์ V8 Twin Turbo และท่อไอเสียแบบสปอร์ตน้ำหนักเบา ที่ดึงดูดทุกคู่สายตาและมอบประสบการณ์แห่งการพุ่งทะยานสุดเร้าใจทั้งในท้องถนน สนามแข่งขัน หรือแม้แต่บนเส้นทางหฤโหด ทำให้ Urus Performante เป็นสุดยอดเอสยูวีสำหรับนักขับซูเปอร์สปอร์ตคาร์ตัวจริง” รูเว็น โมห์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิค กล่าว

Urus Performante มอบกำลังเครื่องยนต์เพิ่มขึ้น 16CV สูงสุดที่ 666CV และลดน้ำหนักลงถึง 47 กก. ทำให้มีอัตราส่วนน้ำหนักต่อกำลังเครื่องยนต์ดีที่สุดในคลาสที่ 3.2 กิโลกรัม/แรงม้า ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.3 วินาที และเบรกจากความเร็ว 100 กม./ชม. จนรถหยุดนิ่งได้ในระยะทางเพียง 32.9 เมตร โดย Urus Performante มีแรงบิด 850Nm ที่ความเร็วรอบ 2,300 – 2,400 รอบต่อนาที ความสามารถที่เหนือกว่ารุ่นอื่น ๆ ในเซกเมนต์เดียวกันยังรวมถึงความเร็วสูงสุดที่ 306 กม./ชม. พร้อมประสิทธิภาพการตอบสนอง การควบคุม และความเสถียรที่เหนือชั้น นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ โดยสามารถเพิ่มแรงกดรวมได้ 8% มีการเสริมแรงบิดด้วยการใช้เฟืองท้ายแบบใหม่ที่เพิ่มอัตราส่วนจาก 3.16 เป็น 3.4 ในระหว่างการขับขี่ และ 3.02 เป็น 3.33 เมื่อวิ่งลงทางลาดด้วยแรงเฉื่อย

ยาง Pirelli P Zero (ขนาด 258/40 R22 และ 325/35 R22) เป็นรุ่นพัฒนาต่อยอดของยางรุ่น Pirelli P Zero Trofeo R ตระกูล Urus โดยนับเป็นครั้งแรกที่มีการผลิตยาง Pirelli แบบกึ่งสลิคเพื่อให้สอดคล้องกับคาแรกเตอร์ของรถเอสยูวีซึ่งเกิดจากการร่วมมือพัฒนากับลัมโบร์กินี ผลลัพธ์ของความร่วมมือครั้งนี้ทำให้ได้ยางที่ใช้งานได้แบบอเนกประสงค์ดีขึ้น แต่ยังคงมอบประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมทั้งบนพื้นผิวแห้งที่มีอุณหภูมิสูง และบนพื้นผิวเปียกที่มีอุณหภูมิต่ำ

สำหรับระบบบังคับเลี้ยว Urus Performante มอบสัมผัสใหม่แก่ผู้ขับให้รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับยานยนต์และท้องถนนมากขึ้น ด้วยการควบคุมที่ตอบสนองฉับไวและฟีลแบบสปอร์ตอันเร้าใจในทุกจังหวะการควบคุม การคาลิเบรตการเลี้ยวล้อหน้าแบบใหม่ช่วยเพิ่มสัมผัสเชื่อมโยงกับพื้นถนนส่งผลให้การควบคุมแม่นยำและมอบการตอบสนองได้ทันที ระบบเลี้ยวล้อหลังที่ตอบสนองเร็วขึ้นยังช่วยเพิ่มความฉับไวในการเลี้ยว ซึ่งเสริมกำลังจากเวกเตอร์แรงบิดของเฟืองท้าย ไม่ว่าจะใช้โหมดการขับขี่บนถนนหรือออฟโร้ด

โหมดการขับขี่ที่ถูกออกแบบใหม่ทำให้ผู้ขับขี่ Urus Performante สามารถเลือกการตั้งค่าที่เหมาะสมกับสภาพการขับขี่ที่แตกต่างได้ในทุกวัน โดยในโหมด STRADA จะมอบสัมผัสการขับขี่ที่หรูหราและสะดวกสบายด้วยการดูดซับแรงที่นุ่มนวล ส่วนในโหมด SPORT นักขับจะได้เพลิดเพลินกับการตอบสนองที่ดุดันสะใจ โดยระบบเลี้ยวล้อหลังจะเพิ่มความคล่องตัวในความเร็วต่ำและเพิ่มความเสถียรเมื่อใช้ความเร็วสูง และด้วยการปรับช่วงล่างใหม่ยังเพิ่มความสนุกสนานทั้งในระว่างการขับและในทุกการเปลี่ยนเกียร์ การตั้งค่าแชสซีเพื่อเสริมฟีลการขับขี่แบบสปอร์ตยังครอบคลุมถึงการใช้สปริงเหล็กกล้าที่แข็งขึ้นและการปรับแต่งแดมเปอร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองให้นักขับรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับยานยนต์ในทุก ๆ การขับขี่

โหมด CORSA นั้น Urus Performante ตอบโจทย์การแข่งขันอันดุเดือดด้วยประสิทธิภาพการควบคุมขั้นสูงสุด ทั้งเสถียรภาพเมื่อขับความเร็วสูง การเลี้ยวที่เสริมประสิทธิภาพด้วยเหล็กกันโคลงแบบแอ็กทีฟ พร้อมพลังเสียงสุดกระหึ่มของท่อไอเสียแบบสปอร์ตที่ทั้งนักขับและทุกคนในสนามได้รับรู้ถึงความเป็นยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ตของลัมโบร์กินี

นอกจากโหมดการขับขี่มาตรฐานต่าง ๆ Urus Performante ยังมาพร้อมโหมดใหม่อย่าง RALLY เพื่อยกระดับการขับขี่แนวสปอร์ตที่สนุกสนานในแบบฉบับเอสยูวี และนำเสนออีกระดับของความตื่นเต้นเร้าใจในการวิ่งบนทางดิน โดยมีการเสริมสมรรถนะด้วยเหล็กกันโคลงและตัวซับแรง ซึ่งปรับปรุงให้สอดรับกับการทำงานของสปริงแม้วิ่งบนพื้นผิวขรุขระและหฤโหด ให้คุณสัมผัสมิติใหม่แห่งประสิทธิภาพซูเปอร์เอสยูวีสายพันธุ์สปอร์ตที่แท้จริง

สำหรับตลาดจีนจะได้รับการอัปเกรดเชิงเทคนิคใน Urus Performante รุ่นใหม่ โดยจะถูกตั้งค่ากำลังเครื่องยนต์ไว้ที่ 640CV ตามข้อกำหนด

 

Technical Data

CHASSIS AND BODY  
Chassis Integral lightweight body in aluminum composite design
Body shell Outer skin made from aluminum and composite material
Suspension Multi-link front and rear
Springs and dampers Steel springs and dampers, electromechanical active roll stabilization, electronic damper control
Electronic Stability Control (ESC) ESC/ABS characteristics can be adjusted via TAMBURO,
ESC can be deactivated
Steering Electromechanical power steering, steering gear with different servotronic characteristics and Lamborghini Rear-wheel Steering (LRS), managed by the Tamburo drive modes
Steering wheel ratio 13.3:1
Brakes Front and Rear carbon-ceramic brakes discs with front monoblock aluminum 10 piston brake calipers  and rear cast iron floating 1 piston brake calipers with integrated electric parking brake
Brake discs Carbon ceramic discs, ventilated Ø 440 x 40 mm front Ø 370 x 30 mm rear
Tires (standard) PIRELLI PZERO 285/40 ZR22 (front) – 325/35 ZR22 (rear)
Wheels (standard) 10Jx22″ ET20 (front) 11,5Jx22″ ET14 (rear)
Mirrors Electrically controlled exterior mirrors
Airbags Up to 8 Airbags: front driver and passengers airbag, front and rear side airbags, curtain airbag for head protection
ENGINE  
Type Eight -cylinder V, 90°
Displacement 3.996 cm3
Bore / stroke Ø 86 mm x 86 mm
Valve control Intake and exhaust camshafts with continually variable adjustment
Turbocharger Bi-turbo twin-scroll
Compression 9.7: 1
Max. power 490 kW / 666 CV at 6,000 rpm
Max. torque 850 Nm at 2,300-4,500 rpm
Emissions class EURO 6
Exhaust treatment 4 catalyst with lambda regulation
Cooling system Water cross flow cooling
Engine Management Bosch

 

DRIVETRAIN  
Type 4WD with integrated front differential, central differential (Torsen) and active torque vectoring rear differential
Transmission 8-speed automatic gearbox, characteristic depending on TAMBURO drive mode
PERFORMANCE  
Top Speed 306 km/h
0–100 km/h 3.3 s
0–200 km/h 11.5 s
Braking (100-0 km/h) 32.9 m
DIMENSIONS  
Wheelbase 3,006 mm
Length 5,137 mm
Width 2,026 mm
Width

(incl. ext. mirrors)

2,181 mm
Height 1,618 mm
Track front 1,711 mm
Track rear 1,718 mm
Kerb-to-kerb turning circle 11.8 m – average value, variable due to dynamic condition, thanks to Lamborghini Rear-wheel Steering (LRS)
Weight (DIN) 2,150 kg
Weight/power 3.23 kg/CV
Weight Distribution 58% (front) – 42% (rear)
CAPACITIES  
Fuel 85 liters
Trunk 616 liters
CONSUMPTION The vehicle is not yet offered for sale and is therefore not subject to Directive 1999/94/EC. The fuel consumption and emissions data are in the type of approval stage

 

อีซูซุ เปิดตัวรถบรรทุกใหม่! ล่าสุด ISUZU “THE ROCK” ลุยทุกความสำเร็จ เหนือกว่าทุกด้าน ตอกย้ำความเป็นผู้นำอย่างต่อเนื่อง

0

อีซูซุเดินเกมรุก ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถบรรทุกตัวจริง “อีซูซุ คิงออฟทรัคส์” ด้วยการเปิดตัวรถรุ่นใหม่! ล่าสุด ISUZU “THE ROCK” ลุยทุกความสำเร็จ TOUGH AS THE ROCK เสริมไลน์อัพให้แข็งแกร่งและสมบูรณ์ เหนือชั้นกว่าด้วยสมรรถนะและความสะดวกสบายในการขับขี่ ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย ทั้งการบรรทุกหนักและธุรกิจขนส่งได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกใหม่! กระจังหน้าสีเงิน MATTE SILVER เสริมความเท่เต็มพิกัด ในแบบฉบับสุดยอดรถบรรทุกยุคใหม่ พร้อมสุดยอดเครื่องยนต์ซูเปอร์คอมมอลเรลทรงพลังที่ให้แรงบิดสูงถึง 1,324 นิวตัน-เมตร แบบ Flat Torque ให้กำลังต่อเนื่องที่รอบต่ำ ครบครันด้วยฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกที่มากกว่า ห้องโดยสารกว้างขวาง ขับสบายแม้เดินทางในระยะทางไกล ประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม ตอบโจทย์ทุกความสำเร็จให้เจ้าของธุรกิจได้อย่างแท้จริง

กลุ่มตรีเพชร โดย มร.ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “จากสภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2565 ในครึ่งปีแรกที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น ส่งผลให้ตลาดรถบรรทุกขนาดใหญ่ โดยเฉพาะรุ่นสิบล้อหัวลาก และสิบล้อลากพ่วง มีอัตราเติบโตสูงขึ้นถึง 8.69% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา อีซูซุในฐานะเจ้าตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ของเมืองไทย จึงเดินเกมรุกอย่างต่อเนื่อง เปิดตัวรถบรรทุกรุ่นใหม่! ล่าสุด ISUZU “THE ROCK” ลุยทุกความสำเร็จ TOUGH AS THE ROCK ส่ง 2 โมเดลใหม่ ได้แก่ ISUZU THE ROCK รุ่น GXZ ราคาเริ่มต้น 3,250,000 บาท และ ISUZU THE ROCK รุ่น FXZ ราคาเริ่มต้น 3,180,000 บาท ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างผลกำไรสูงสุดแก่ธุรกิจ ชูจุดขายเหนือกว่าทั้งด้านดีไซน์ สมรรถนะ และความสะดวกสบายในการขับขี่ พร้อมลุยทุกเส้นทาง โดยการปรับโฉมใหม่ด้วยกระจังหน้าสีเงิน MATTE SILVER เสริมความเท่เต็มพิกัด ด้วยระบบส่งกำลังด้วยเกียร์อีซูซุ รุ่น MEB9 และเฟืองท้ายขนาดใหญ่ ออกแบบให้รองรับแรงบิดได้สูง มุมปีนไต่ดีเข้าเกียร์ง่าย พร้อมระบบป้องกันการเข้าเกียร์ผิด และระบบรองรับหัวเก๋งแบบลอยตัว (Full Floating) ลดการสั่นสะเทือนให้ความนุ่มนวลเหนือกว่า และระบบยกหัวเก๋งแบบไฟฟ้า พร้อมระบบแจ้งเตือนการ ล็อกหัวเก๋งไม่สนิทเพื่อความปลอดภัยยิ่งขึ้น ช่วงล่างหลังแบบแหนบและแขนรับแรงบิดรูปตัว V (V-Type Torque Rod) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเกาะถนนและการทรงตัวให้ดียิ่งขึ้น ปรับเพิ่มฟังก์ชันอำนวยความสะดวกให้ตอบโจทย์การใช้งานอย่างคุ้มค่า ประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม ใหม่! ปลอดภัยเหนือชั้นด้วยระบบเบรกช่วย Engine Retarder อีซูซุเชื่อมั่นว่ารถบรรทุกรุ่นใหม่! ล่าสุด ISUZU “THE ROCK” ลุยทุกความสำเร็จ นี้จะเป็นขุนพลสำคัญช่วยสร้างรายได้และผลกำไรให้กับผู้ประกอบการได้อย่างสูงสุด”

รถบรรทุกอีซูซุรุ่นใหม่! ล่าสุด ISUZU “THE ROCK” ลุยทุกความสำเร็จ สง่างามอย่างลงตัวด้วยดีไซน์ภายนอกโฉมใหม่ แบบฉบับสุดยอดรถบรรทุกแห่งยุค

  • ใหม่! กระจังหน้าสีเงิน MATTE SILVER เสริมความเท่ เต็มพิกัด ดีไซน์ภายในห้องโดยสาร ออกแบบอย่างเข้าใจผู้ใช้งานจริง เน้นความสะดวกสบาย กว้างขวาง นุ่มนวล พร้อมฟังก์ชั่นที่หลากหลาย
  • ใหม่! ระบบรองรับหัวเก๋งแบบลอยตัว (Full Floating) ลดการสั่นสะเทือนให้ความนุ่มนวลเหนือกว่า ด้วยโช้กอัพและคอยล์สปริงพร้อมเบาะนั่งแบบถุงลมสำหรับที่นั่งผู้ขับขี่ เพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ ขับสบาย พร้อมลุยทุกเส้นทาง และหัวเก๋งระบบไฟฟ้า พร้อมระบบแจ้งเตือนการล็อกหัวเก๋งไม่สนิท เพื่อความปลอดภัยยิ่งขึ้น
  • ใหม่! ไฟในห้องโดยสารขนาดใหญ่ แบบ LED เพิ่มความสว่าง พร้อมความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร
  • ใหม่! USB CHARGER สะดวกสบายยิ่งกว่า

รถบรรทุกอีซูซุรุ่นใหม่! ล่าสุด ISUZU “THE ROCK” ลุยทุกความสำเร็จ ตอบโจทย์เรื่องการบรรทุกและขนส่งด้วยสมรรถนะที่เหนือกว่า ที่สุดแห่งเอกลักษณ์ของผู้นำ

  • เครื่องยนต์ดีเซลทรงพลัง 6NX1-TCS VGS Turbo จากอีซูซุ ให้กำลังสูงสุด 345 แรงม้า ที่ 2,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด แบบ Flat Torque 1,324 นิวตัน-เมตร ที่รอบต่ำ 1,300 – 1,700 รอบ/นาที ให้กำลังต่อเนื่อง พร้อมลุยงานสมบุกสมบัน และการประหยัดน้ำมัน
  • ระบบเบรกแบบลมล้วน Full Air Brake มั่นใจปลอดภัยสุด
  • ใหม่! ระบบเบรกช่วย ISUZU ENGINE RETARDER ช่วยลดความเร็วของรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ขณะลงทางลาดชัน หรือฝนตก ถนนลื่น
  • ระบบส่งกำลังด้วยเกียร์อีซูซุ รุ่น MEB9 และเฟืองท้ายขนาดใหญ่ แบบ 9 เกียร์เดินหน้าพร้อมโอเวอร์ไดร์ฟ ออกแบบให้รองรับแรงบิดได้สูง มุมปีนไต่ดีเข้าเกียร์ง่าย พร้อมระบบป้องกันการเปลี่ยนเกียร์ผิด เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ และประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม
  • เฟืองท้ายขนาดใหญ่ พร้อมอัตราทดสูง ให้มุมปีนไต่สูงถึง 33 องศา ใน ISUZU THE ROCK รุ่น FXZ และ 2 องศา ใน ISUZU THE ROCK รุ่น GXZ
  • ช่วงล่างแบบแหนบและแขนรับแรงบิดรูปตัว V (V-Type Torque Rod) ลดการสั่นสะเทือน ช่วยให้เกาะถนน และทรงตัวได้ดี
  • เพลาหามแหนบขนาดใหญ่ แข็งแกร่งทนทาน พร้อมลุยงานหนัก แบบ maintenance free ไม่ต้องบำรุงรักษาตลอดอายุการใช้งาน

นอกจากนี้ยังเพิ่มฟังก์ชั่น เพื่อเติมเต็มทุกอรรถประโยชน์ให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น ด้วย

  • กระจกไฟฟ้าและเซ็นทรัลล็อก เพิ่มความสะดวกสบาย ความปลอดภัยในการใช้งาน
    • กระทะล้อขนาด 25 ขอบ 22.5 นอตล้อ 10 ตัว พร้อมยางเรเดียล แบบไม่มียางในขนาด 295/80R22.5-18PR ในรุ่น ISUZU FXZ THE ROCK
    • กระทะล้อขนาด 5 ขอบ 22.5 นอตล้อ 10 ตัว พร้อมยางเรเดียล แบบไม่มียางใน ขนาด 11R22.5-16PR ในรุ่น ISUZU GXZ THE ROCK

รถบรรทุกอีซูซุ ใหม่! ล่าสุด ISUZU “THE ROCK” ลุยทุกความสำเร็จ พร้อมจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com และ Facebook: ISUZU TRUCKS THAILAND OFFICIAL

ทดลองขับ All New Honda BRV รุ่นท๊อพ แรงสุดในเซกเมนต์ ทั้งสมรรถนะ…และราคา

0
All New Honda BRV Pic Open

All New Honda BRV พัฒนาสู่เจนเนอเรชั่นที่ 2 เพื่อความเป็น Mini MPV 7 ที่นั่ง ระดับพรีเมี่ยม กว้างขวาง ทันสมัย ขุมพลังแรงจากเตรืาองยนต์ 1.5 ลิตร 121 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติซีวีที พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัย Honda Sensing กับค่าตัวรุ่นท๊อพ 973,000 บาท (เพิ่ม 4,000 บาทสีขาวมุก) จะมีความคุ้มค่าน่าใช้ขนาดไหน ติดตามได้ทั้งรีวิว และผลทดสอบครับ

All New Honda BRV mini MPV พรีเมี่ยม รุ่นล่าสุดที่ ฮอนด้า ออโตโมบิลส์ จำกัด เปิดตัวพร้อมจำหน่ายในไทย ซึ่งเป็นรถรุ่นที่ออกแบบและพัฒนาโดยวิศวกรชาวไทย ก่อนส่งไปยังอินโดเนเซียและกลับมาขายในเมืองไทย

All New Honda BRV  1

รูปลักษณ์ใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยความพรีเมี่ยม กว้างขวาง สะดวกสบายทุกที่นั่ง มิติตัวถังใหญ่ขึ้นทุกสัดส่วน กว้างและยาว 40-45 มม. ฐานล้อเพิ่ม 40 มม.ระยะห่างจากพื้น 220มม.

All New Honda BRV 2

กระจังหน้าสีดำเปียโนแบลค กันชนหน้าหลังสีเงิน ไฟหน้าและหลังดีไซน์ใหม่แบบแอลอีดี ในขณะที่เส้นสานด้านข้างเชื่อมต่อรับกับเส้นไฟท้ายได้อย่างลงตัว

All New Honda BRV  3

ฝาท้ายไม่มีการติดตั้งระบบแฮนด์ฟรี แต่ออกแบบให้มีนน.เบา และในการขยายสัดส่วนของตัวรถ ส่งผลให้ห่องสัมภาระท้ายรถใหญ่ขึ้น 21 มม. ล้อเป็นสีทูโทนขอบ 17 นิ้ว ส่วนระบบเบรกหน้าเป็นดิส ส่วนข้างหลังเป็นดรัมเบรค

All New Honda BRV 4

ห็ฮงโดยสารแบบ 7 ที่นั่ง เข้าออกสะดวก เบาะนั่งหุ้มหนัง ออกแบบมาให้กระขับพร้อมเสริมความนุ่มให้กับเบ่าะรองนั่งและพนักพิง เบาะนั่งแถว 2 องพับได้ในรูปแบ One Touch สำหรับในส่วนของแถว 3 นั่งได้แต่ขอเป็นพื้นที่ของคนตัวเล็ก หรือเด็ก จะเหาะสมกว่า เพราะค่อนข้างแคบ

All New Honda BRV 5

ห้องโดยสารติดตั้งวัสดุซับเสียง และฉีดสเปรย์โฟม เพื่อตวามเงียบ และยังได้ในเรื่องการลดกลิ่นไม่พึงประสงค์จากภายนอกทั้งที่ไม่มี PM2.5

All New Honda BRV 6

คอกพิทแต่งสวย มาตรวัดมรงกลมหุ้มขอบโครเมียม ตรงกลางมีจอดิสเพลย์ขนาด 4.2 นิ้วแสดงค่าการทำงานของระบบต่างๆ มาพร้อมพวงมาลัยมัลติฟังค์ชั่น ติดตั้งการควบคุมระบบความปลอดภัย Honda Sensing ไว้ครบ

All New Honda BRV 7

จอกลางเป็นแบบทัชสกรีน 7 นิ้วทำงานกับสมาร์ทโฟนได้ทุกระบบและแสดงภาพจากกล้องมองหลังรวมถึงระบบ Honda Lanewatch

All New Honda BRV 8

เบรกมือยังเป็นแบบธรรมดาและไม่มี Auto Holdมีกล่องเก็บของใต้ที่เท้าแขน มีที่วางแก้วน้ำ 8 ตำแหน่ง

 

ขุมพลังมาจากเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 121 แรงม้า ที่ 6,600 รอบต่อนาทีและแรงบิดสูงสุดที่ 145 นิวตัน-เมตรที่ 4,300 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ CVT ออกแบบใหม่ ในกรณีเร่งแซงจะซอยอัตราทดได้ ซึ่งในรุ่น EL จะมีระบบเกียร์แพดเดิล ชิฟท์ 7 จังหวะ มีอัตราการประหยัดการประหยัดน้ำมันถึง 16.1 กม./ลิตร รองรับพลังงานทางเลือก E20

All New Honda BRV 10

ช่วงล่างหน้าแมคเฟอร่่สัน หลังทอร์ชั่น ปรับให้มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ทุกรุ่นย่อยมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ทำงานผ่านกล้องมุมมองกว้างด้านหน้า ช่วยตรวจจับรถยนต์และคนเดินถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีฟังก์ชันการทำงานหลัก ๆ ดังนี้
•ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
•ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
•ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
•ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)
•ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control: ACC)
•ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN)

All New Honda BRV 11

พร้อมด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยอื่นๆ* อาทิ
•ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch)
•ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock)
•ระบบล็อกประตูรถอัตโนมัติตามความเร็วรถ (Auto Door Lock By Speed)
•ไฟเตือนเบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Reminder)
•กล้องส่องภาพด้านหลัง
•ถุงลม 6 ตำแหน่ง (รุ่น EL)
•สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS)
•ระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA)
•ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA)
•ระบบป้องกันล้อล็อกและระบบกระจายแรงเบรก (ABS & EBD)
•โครงสร้างตัวถังนิรภัย G-CON และ ACETM ช่วยปกป้องห้องโดยสารจากการชนรอบทิศทาง
•จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก (ISOFIX & Child Anchor)

All New Honda BRV 12
การทดสอบในครั้งนี้เรามุ่งสู่จ.สระบุรี โดยใช้ระยะทางราว 150 กม. สำหรับ All New Honda BRV เจนเนอเรชั่นที่ 2 เป็นการพัฒนาใหม่ในทุกส่วน รูปลักษณ์ที่ดูทันสมัยและพรีเมี่ยม ทั้งให้ความโดดเด่นในด้านความเงียบของห้องโดยสาร

All New Honda BRV  14

แต่สำหรับแถว 3 คงต้องให้พื้นที่สำหรับเด็ก แต่ในส่วนห้องสัมภาระที่เพิ่มขนาดเล็กน้อยก็ส่งผลต่อการใช้งานจริง การพับเบาะทำได้สะดวก และเข้า-ออกห้องโดยสารได้สบาย

การใช้งานระบบ Honda Sensing ทำได้ง่ายดาย แต่น่าเสียดายไปนิดที่ยังไม่ให้ระบบ Stop & Go ที่ทำงานร่วมกับ Adaptive Cruise Control รวมถึงเบรกอัตโนมัติ เพราะระบบจะช่วยชะลอความเร็วไปถึงแค่ 20 กม./ชม.

All New Honda BRV 15

เตรื่องยนต์บลอคใหม่ 1.5 ลิตร 121 แรงท้าที่ 6600 รอบ แรงบิด 145 นิวตันเมตรที่ 4300 รอบ อัตราเร่งที่ทำได้ 0-100 กม./ขม.อยู่ที่ 12 วินาที ซึ่งถือว่าแรงสุดในเซกมนต์ รวมถึงเรื่องการเซ็ทอัพระบบช่วงล่างที่มีความกระฉับกระเฉง ซึ่งอีโค่สติ๊กเกอร์เคลมอัตราประหยัดเชื่อเพลิงอยู่ที่ 16.1 กม./ลิตร แต่ปลายทางจะได้เท่าไหร่ ต้องรอลุ้น

All New Honda BRV 16

การพัฒนาใหม่ในครั้งนี้ เกียร์ CVT มีระบบ Step up Ship Control ทำให้การขับขี่สนุกมากขึ้นเพราะมีการปรับอัตราทดของเกียร์ ทั้งนี้ยังทำงานร่วมกับแพดเดิลชิพท์ที่พวงมาลัยอีกด้วย สำหรับพวงมาลัยมีการปรับตามรอบความเร็ว และไม่หนักมือ ซึ่งการบังคับควบคุมทำได้แม่นยำ

All New Honda BRV  18
สำหรับระยะทางโชว์หน้าจอที่ 170 กิโลเมตร และความเร็วที่ใช้คือการใช้งานปกติ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ความเร็วค่อนข้างสูง และอัตราสิ้นเปลืองที่ทำได้อยู่ที่ 16.1 กม./ลิตร ซึ่งเท่ากันกับอีโค่สติกเกอร์พอดิบพอดี

All New Honda BRV ถือว่ามีการปรับปรุงใหม่ที่ตอบโจทย์ได้หลากรูปแบบ ทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและภายในที่พรีเมียม การขับขี่ที่ควบคุมได้แม่นยำ พร้อมระบบรองรับที่กระฉับกระเฉง ด้านขุมพลังที่เป็นจุดเด่นเรียกว่าแรงสุดในกลุ่ม แถมยังประหยัด

All New Honda BRV 19

นอกจากเครื่องยนต์ที่แรง ราคาจำหน่ายแตะ 1 ล้านบาท ก็ถือว่าแรงสุดในเซกเมนต์เช่นเดียวกัน ถ้าสิ่งที่ขาดหายอย่างเบรตมือไฟฟ้า Auto Hold รวมถึงติดตั้ง Honda Sensing เต็มระบบ พร้อมฝาท้ายแบบไฟฟ้า มีมาให้ครบ ถึงจะสมน้ำสมเนื้อ แต่แฟนๆ Honda ก็คงปฏิเสธลำบาก เพราะสิ่งที่ให้มาก็เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันอยู่แล้วครับ

 

 

 

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ใหม่ ให้คุณปรับความกระหึ่มเสียงท่อได้ตามต้องการ

0

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ไม่ได้พัฒนามาเพื่อตะลุยทะเลทรายและพิชิตเขาสูงชันเท่านั้น แต่เครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร Ecoboost V6 เทอร์โบคู่อันทรงพลัง ยังมอบความเงียบสงบเมื่อขับขี่ในเมืองได้ ด้วยระบบท่อไอเสียควบคุมไฟฟ้า พร้อมโหมดปรับเสียงให้เลือกได้ถึง 4 โหมด รวมถึง ‘โหมดเงียบ’ สำหรับการสตาร์ทรถตอนเช้าตรู่ด้วย

ระบบท่อไอเสียที่ออกแบบใหม่ทั้งหมด ควบคุมเสียงจากเครื่องยนต์ที่ให้พละกำลังสูงถึง 397PS ด้วยการใช้ระบบท่อไอเสียแบบแอคทีฟวาล์วที่เปิด-ปิดได้เหมือนการทำงานของแซกโซโฟนหรือออร์แกนขนาดใหญ่ เพื่อกำหนดความดังของเสียงท่อรถตามความต้องการของผู้ขับขี่

“เราต้องการเน้นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใครของรถคันนี้ในทุกส่วน ไม่เว้นแม้แต่การออกแบบเสียงท่อ ที่ต้องสื่อถึงพละกำลังและสมรรถนะอันเหนือชั้นของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องใช้งานรถหนักๆ ตลอดเวลาโดยไม่จำเป็น เราจึงทุ่มเทเวลาหลายร้อยชั่วโมงปรับแต่งและพัฒนาเสียงท่อให้เหมาะกับการใช้งานที่หลากหลายของรถคันนี้” จัสติน คาปิคชิอาโน ผู้จัดการโครงการวิศวกรรมยานยนต์พิเศษ และรถฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ กล่าว

ผู้ขับขี่เลือกโหมดท่อไอเสียได้ทั้งแบบแมนนวล เพียงกดปุ่มที่แสดงสัญลักษณ์ของท่อไอเสียบนพวงมาลัย หรือให้ระบบเลือกโหมดเสียงแบบอัตโนมัติ ซึ่งปรับตามโหมดการขับขี่ที่เลือกใช้ โดยเสียงท่อมีให้เลือกถึง 4 แบบ ได้แก่ โหมดเงียบ โหมดปกติ โหมดสปอร์ต และโหมดบาฮา

ความเงียบในเวลาที่เหมาะสม

หนึ่งในฟีเจอร์ที่ลูกค้าชื่นชอบมากที่สุดในรถยนต์สมรรถนะสูงอย่างฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ คือเสียงท่อไอเสียอันทรงพลังที่ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกตื่นเต้นเร้าใจ ซึ่งอาจเหมาะกับการวิ่งบนทางหลวงหรือพื้นที่นอกเมือง แต่สำหรับการขับขี่ในละแวกบ้านโดยเฉพาะในเวลาเช้ามืดหรือกลางดึก เสียงที่อวดความแรงของรถอาจไม่เหมาะสมเท่าใดนัก

ฟอร์ดจึงให้เจ้าของรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ควบคุมเสียงของเครื่องยนต์ให้เบาลงได้โดยเลือกโหมดเงียบในเวลาที่ต้องการ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ขับขี่ยังตั้งค่า ‘สตาร์ทรถแบบเงียบ’ เพื่อให้รถสตาร์ทเครื่องในโหมดเงียบเสมอ หรือตั้งเวลาสำหรับโหมดเงียบแบบอัตโนมัติ (ตั้งเวลาเริ่มต้น และสิ้นสุด) เพื่อลดมลพิษทางเสียงให้แก่เพื่อนบ้านนั่นเอง

ควบคุมได้ด้วยตัวเอง

ผู้ขับขี่ควบคุมเสียงท่อไอเสียได้ง่ายๆ เพียงกดปุ่มบนพวงมาลัยที่มีสัญลักษณ์รูปท่อไอเสีย โดยการกดครั้งแรกจะมีข้อความแสดงโหมดที่เลือกบนแผงหน้าปัดดิจิทัล และกดปุ่มอีกครั้ง เพื่อเปลี่ยนโหมดการควบคุมเสียงท่อไอเสียได้ ดังนี้

  • โหมดเงียบ – ให้เสียงท่อไอเสียเงียบที่สุด เหมาะกับการขับขี่ทุกรูปแบบ
  • โหมดปกติ – สำหรับใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน ด้วยเสียงเครื่องยนต์ที่ไม่ดังเกินไปสำหรับการขับบนท้องถนน โดยจะเป็นค่าเริ่มต้นสำหรับการขับขี่โหมดปกติ โหมดถนนลื่น โหมดโคลน/ร่อง และโหมดหิน
  • โหมดสปอร์ต – มอบเสียงดังกระหึ่มขึ้น เมื่อต้องการเพิ่มความตื่นเต้นเร้าใจยิ่งขึ้น
  • โหมดบาฮาi – อวดความแรงสูงสุดทั้งความดังและความทุ้ม สำหรับการขับขี่ออฟโรดเท่านั้น

 

“ศาสตร์แห่งเสียงเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมาก และเราต้องการให้ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ เปล่งเสียงที่สะท้อนรูปลักษณ์และสมรรถนะในการขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร ทีมงานจึงต้องพิจารณาและสร้างแบบจำลองที่หลากหลาย ตั้งแต่เสียงที่เหมือนผิวปากจากเทอร์โบ ไปจนถึงการกรองเสียงที่ลากยาวเมื่อขับด้วยความเร็วคงที่” คาปิคชิอาโน กล่าว

“จากแบบจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงการพัฒนารถต้นแบบ เราตั้งใจพัฒนาเสียงเครื่องยนต์ที่โดดเด่นและน่าตื่นเต้นจนใครได้ยินก็ต้องขนลุก เราอยากให้คุณรู้ว่าฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ กำลังขับมาก่อนที่คุณจะมองเห็นรถเสียอีก”

สำหรับแฟนฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ตัวจริงที่ต้องการเพลิดเพลินไปกับเสียงท่อไอเสียอันเป็นเอกลักษณ์ ฟอร์ดได้สร้างไฟล์เสียงเรียกเข้า* ไว้ให้คุณดาวน์โหลดได้แล้วที่ https://www.ford.co.th/en/showroom/future-vehicle/next-generation-ranger-raptor/science-of-sound

หมายเหตุ

iโหมดบาฮาเหมาะสำหรับการขับขี่แบบออฟโรดเท่านั้น

*ดูวิธีการดาวน์โหลดเสียงเรียกเข้าสำหรับผู้ใช้ iPhone และ Android ได้ที่นี่

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ขยายพันธมิตรธุรกิจฟลีท จับมือ เฮิร์ซ ประเทศไทย ส่งมอบ ORA Good Cat เติมเต็มความพร้อมระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เดินหน้าขยายพันธมิตรในกลุ่มธุรกิจฟลีท ส่งมอบรถยนต์ ORA Good Cat ให้กับ เฮิร์ซ ประเทศไทย โดย บริษัท พารากอน คาร์ เรนทัล จำกัด ผู้ให้บริการเช่ารถยนต์ชั้นนำของไทยที่ได้รับอนุญาตจาก เฮิร์ซ อเมริกา เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงและมีประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ไฟฟ้ายอดนิยมรุ่นดังกล่าวในราคาเริ่มต้นเพียง 999 บาทต่อวัน[1] เท่านั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมการเดินทางที่ไร้มลพิษและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสานต่อภารกิจสำคัญในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าของไทย (xEV Leader) ที่มุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะและเทคโนโลยีล้ำสมัยควบคู่ไปกับการร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรมและเติบโตเคียงข้างสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ พิธีการส่งมอบรถยนต์ได้รับเกียรติจาก นายรัฐวุฒิ พานิชชีวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ นายศิริวัฒน์ ไหลสืบศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท พารากอน คาร์ เรนทัล จำกัด เป็นผู้รับมอบ ORA Good Cat รุ่น 400 TECH จำนวน 20 คัน จาก นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ และ นางสาวศุภรางศุ์ อนุชปรีดา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ณ อาคารสำนักงาน โครนอส สาทร

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีความยินดีอย่างยิ่งที่ บริษัท พารากอน คาร์ เรนทัล จำกัด ในนาม เฮิร์ซ ประเทศไทย ผู้ให้บริการรถเช่าครบวงจรในสนามบิน  ย่านธุรกิจใจกลางเมือง และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญต่างๆ รวม 19 สาขาทั่วประเทศ เล็งเห็นความสำคัญของการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่การเป็นสังคมยานยนต์พลังงานสะอาด และได้ตัดสินใจนำ ORA Good Cat เจ้าเหมียวไฟฟ้า 100% ยอดนิยมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทัพยานยนต์ที่จะถูกนำเสนอให้ผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับซึ่งครบครันด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย โดยมีแผนที่จะต่อยอดความร่วมมือด้านการเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอทั้งระยะสั้นและระยะยาวของ เฮิร์ซ ประเทศไทย ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นด้วยรถยนต์รุ่นอื่นๆ จาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในอนาคต เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่าง เกรท วอลล์ มอเตอร์ และ เฮิร์ซ ประเทศไทย จะเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่ตอกย้ำความมุ่งมั่นของภาคเอกชนซึ่งพร้อมสนับสนุนนโยภายภาครัฐในการส่งเสริมรถยนต์พลังงานสะอาดให้กับภาคประชาชน พร้อมกับผลักดันประเทศไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางของการใช้และการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง”

นายรัฐวุฒิ พานิชชีวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พารากอน คาร์ เรนทัล จำกัด กล่าวว่า “เฮิร์ซ ประเทศไทย โดย บริษัท พารากอน คาร์ เรนทัล จำกัด มีความมุ่งมั่นและมีเป้าหมายที่จะส่งมอบบริการที่ดีที่สุด โดยผสานเอกลักษณ์ความเป็นไทย ความมุ่งมั่นทุ่มเทและใจรักในงานบริการตามแบบฉบับของแบรนด์เฮิร์ซ เพื่อมอบความประทับใจให้กับลูกค้าทุกคนตลอดระเวลาการท่องเที่ยวและพักผ่อนในประเทศไทย โดย ORA Good Cat ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% จาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่ผู้บริโภคมาโดยตลอด แต่ยังสอดรับกับมาตรฐานของเราในการคัดเลือกรถยนต์คุณภาพสูงสำหรับให้บริการลูกค้า เราจึงมีความยินดีที่ได้เจ้าเหมียวไฟฟ้ารุ่นนี้มานำเสนอให้กับผู้ที่สนใจทดลองนำไปขับและใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน พร้อมสัมผัสประสบการณ์ความประทับใจและอิสระในการขับขี่สู่ทุกจุดหมายปลายทาง โดยลูกค้าสามารถเลือกเช่ารถยนต์ได้ทั้งแบบรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี ภายใต้ระบบการบริหารจัดการรถอย่างมืออาชีพด้วยประสบการณ์การทำธุรกิจกว่า 19 ปีในประเทศไทย”

สัมผัสประสบการณ์ใหม่ของการเช่าเจ้าเหมียวไฟฟ้า ORA Good Cat ผ่านแอปพลิเคชัน Hertz Thailand ในราคาเริ่มต้นเพียง 999 บาทต่อวัน[2] โดยเริ่มเดินทางได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2565 เป็นต้นไป ผู้ที่สนใจสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติม จองรถ และติดตามข่าวสารเกี่ยวกับ เฮิร์ซ ประเทศไทย ได้ที่เว็บไซต์ www.hertzhailand.com และสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Hertz Thailand ได้ที่ App Store และ Google Play Store

สำหรับ ORA Good Cat เจ้าเหมียวไฟฟ้า 100% ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากแฟนๆ ชาวไทยมาโดยตลอด มาพร้อมกับรูปลักษณ์ภายนอกอันล้ำสมัยแต่แฝงไปด้วยความคลาสสิกเหนือกาลเวลาภายใต้คอนเซ็ปต์ Retro Futuristic ส่วนภายในได้รับการออกแบบอย่างประณีตภายใต้แนวคิด “Intelligent Cockpit with Exquisite Craftsmanship” ครบครันด้วยอุปกรณ์ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ได้อย่างลงตัว โดยรุ่น 400 TECH สามารถวิ่งได้ระยะทางไกลสูงสุดถึง 400 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC) ใช้เวลาในการชาร์จแบบเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรงแบบ DC จาก 0%-80% ภายในระยะเวลาประมาณ 46 นาที หรือชาร์จด้วยไฟบ้านแบบ AC ใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง และสามารถปรับโหมดการขับขี่ได้ 5 รูปแบบ ได้แก่ โหมดมาตรฐาน โหมดสปอร์ต โหมดอีโค่ โหมดอีโค่พลัส และโหมดอัตโนมัติ ซึ่งผู้ขับขี่สามารถปรับได้เองตามที่ต้องการ โดย เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ส่งมอบ ORA Good Cat ให้กับแฟนๆ ชาวไทยไปถึง 696 คันเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ตั้งแต่เริ่มส่งมอบจนถึงปัจจุบัน มีจำนวนเจ้าเหมียวไฟฟ้าโลดแล่นอยู่บนท้องถนนประเทศไทยแล้วกว่า 2,560 คัน (ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2565)

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก” (Global Intelligent Technology Company) ดำเนินกิจการภายใต้กลยุทธ์ที่มุ่งเป็นผู้นำด้านยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV Leader) ที่พร้อมรับฟังเสียงผู้บริโภค เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์การขับที่ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ และเคียงข้างเติบโตไปด้วยกันกับลูกค้าทุกคน ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ก้าวไกลสู่อนาคต

[1] เดินทาง 1 กันยายน 2565 เป็นต้นไป ราคาไม่รวมประกันภัย ไม่สามารถใช้บริการคืนต่างสขาได้ (ยกเว้นสาขาในกรุงเทพฯ) และให้บริการเฉพาะสาขาสาทร ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และภูเก็ต เท่านั้น

[2] เดินทาง 1 กันยายน 2565 เป็นต้นไป ราคาไม่รวมประกันภัย ไม่สามารถใช้บริการคืนต่างสขาได้ (ยกเว้นสาขาในกรุงเทพฯ) และให้บริการเฉพาะสาขาสาทร ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และภูเก็ต เท่านั้น

ฟอร์ดสานต่อโครงการ ‘ฉลาดขับ ประหยัด ปลอดภัย’ ปีที่ 15 นำรถฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ อบรมขับขี่ปลอดภัยให้ผู้ใช้รถทั่วประเทศ

0

ฟอร์ด ประเทศไทย สานต่อโครงการ ‘ฉลาดขับ ประหยัด ปลอดภัย’ หรือ Ford Driving Skills For Life (DSFL) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 โดยนำรถยนต์ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ที่อัดแน่นด้วยสมรรถนะและเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อช่วยในการขับขี่อย่างปลอดภัย มาใช้ในการอบรมภายใต้แนวคิด Next-Gen Ford Safety Driving โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มทักษะการขับขี่อย่างถูกต้องและปลอดภัยให้แก่ผู้ขับขี่ชาวไทย ผ่านการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติในสถานการณ์เสมือนจริงจากทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ในปีนี้ฟอร์ดเริ่มโครงการอบรมครั้งแรกในกรุงเทพฯ ที่สนามมอเตอร์สปอร์ต พาร์ค สุวรรณภูมิ โดยมีลูกค้าของฟอร์ด ทั้งลูกค้าองค์กร และลูกค้าครอบครัวฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอวเอเรสต์ เข้าร่วมกิจกรรมกันอย่างคึกคัก

โครงการฝึกอบรม Ford Driving Skills For Life (DSFL) หรือ ‘ฉลาดขับ ประหยัด ปลอดภัย’ เป็นโครงการเพื่อสังคมของฟอร์ดทั่วโลกภายใต้กองทุนฟอร์ด ฟันด์ โดยฟอร์ดได้จัดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2546  ผู้เข้าร่วมกิจกรรม Ford Driving Skills For Life ได้เรียนรู้เทคนิคการขับขี่อย่างปลอดภัย รวมถึงเทคนิคการควบคุมรถขณะเกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อช่วยลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน นอกจากนี้ ฟอร์ดยังได้นำชุดจำลองสภาวะมึนเมาและชุดจำลองการตั้งครรภ์มาให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้เรียนรู้ถึงความสำคัญในการเตรียมร่างกายให้พร้อมในการขับขี่ นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมอบรมยังมีโอกาสได้ทดลองใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะที่มีอยู่ในรถยนต์ฟอร์ด เจเนอเรชั่นใหม่ด้วย

ผู้สนใจเข้าร่วมอบรมสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการ Ford Driving Skills For Life (DSFL)  ฉลาดขับ ประหยัด ปลอดภัย ได้ที่ Facebook ฟอร์ด โดยฟอร์ดจะมีการจัดการอบรมในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศตลอดปีนี้

นิสสัน ประเทศไทย ประกาศแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงสองตำแหน่ง

0

นิสสัน ประเทศไทย ประกาศแต่งตั้ง อัจจิมา วรรณพินทุ ขึ้นดำรงตำแหน่งรองประธานสายงานการตลาด มีผลตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 และ กุสุมา นฤปิติ ในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปสายงานกิจการภายนอกและรัฐกิจสัมพันธ์ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2565 อัจจิมาจะรายงานตรงต่อ มาซาโอะ สึสึมิ รองประธานสายงานการตลาด งานขาย บริการหลังการขาย และ พัฒนาเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย ในขณะที่กุสุมา นฤปิติ รายงานตรงต่อ อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย

ในฐานะรองปรธานสายงานการตลาด อัจจิมาจะดูแลรับผิดชอบการพัฒนากลยุทธ์การตลาด ซึ่งครอบคลุม การตลาดผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ การจัดงานอีเว้นท์ รวมถึง โปรโมชั่นและแคมเปญของรถยนต์รุ่นต่างๆ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์นิสสัน

อัจจิมา เป็นนักการตลาดที่มีประสบการณ์การทำงานด้านการตลาดในอุตสาหกรรมยานยนต์รวมถึงบริษัทโฆษณาชั้นนำ ทั้งในประเทศไทย จีน และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กว่า 25 ปี โดยก่อนจะมารับตำแหน่งที่   นิสสัน เธอทำงานในบริษัทยานยนต์ระดับโลกกว่า 18 ปี ในตำแหน่งผู้บริหารระดับภูมิภาค รับผิดชอบทั้งส่วนของการตลาดและการขาย

ด้าน กุสุมา รับหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับการประสานงานกิจการของนิสสัน ประเทศไทย รวมถึงบริษัทในเครือ กับหน่วยงานราชการ และองค์การต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น

ด้วยประสบการณ์การทำงานกว่า 30 ปี และประสบการณ์ทำงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ 15 ปี กุสุมา มีความรู้ด้านกฎหมาย ภาษี การค้าระหว่างประเทศ และการดำเนินงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ เคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการกลุ่มยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และอุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จบการศึกษาปริญญาตรีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี สาขาการบัญชี และปริญญาโทคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี สาขาบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมด้วย ประกาศนียบัตรชั้นสูง สาขาการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะ (ปศส.) จากสถาบันพระปกเกล้า

“ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานในอุตสาหกรรมยานยนต์ นิสสันมั่นใจว่าการเข้ารับตำแหน่งของทั้งสองจะส่งเสริมการดำเนินธุรกิจของเราในประเทศไทยเพื่อเสริมสร้างแบรนด์นิสสัน และสร้างกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับทิศทางและนโยบายของภาครัฐ” อิซาโอะ เซกิกุจิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย กล่าว

“Big Motor Sale 2022” ประกาศความสำเร็จแบบพร้อมพลัส สร้างความเคลื่อนไหวให้เศรษฐกิจไทยได้อีกครั้ง

0

ประกาศความสำเร็จยิ่งใหญ่อีกครั้งกับการจัดงาน “Big Motor Sale 2022 มหกรรมเปิดโลกยานยนต์” ตลอด 10 วันของความร่วมมือกันแบบ “พร้อมพลัส” ของทุกฝ่ายในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวพร้อมตอกย้ำเป้าหมายสร้างผลกำไรและความสุขให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ด้วยการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากผู้ประกอบการยานยนต์ทุกค่ายทุกแบรนด์ที่ตั้งใจร่วมนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ มากับโปรโมชั่นส่งเสริมการขายที่คุ้มค่าเงินสูงสุด ตอบรับทุกความต้องการสำหรับผู้ที่ “อยากได้รถ จบในงานเดียว”

นายจรวย ขันมณี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป จำกัด และประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงาน Big Motor Sale 2022 เผยว่า ผมขอขอบคุณผู้ประกอบการทุกค่าย ทุกแบรนด์ที่มอบความไว้วางใจ และความร่วมมืออันดียิ่งในการจัดโปรโมชั่นพิเศษ ภายใต้นิยาม “พร้อมพลัส” ทำให้การจัดงาน “Big Motor Sale 2022 มหกรรมเปิดโลกยานยนต์” มีความสมบูรณ์แบบ และประสบความสำเร็จ เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้บรรยากาศตลาดรถยนต์ในปีนี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง นอกจากนี้การที่มีรถรุ่นใหม่ ๆ ทั้งเมเจอร์เชนจ์และไมเนอร์เชนจ์ที่มีการเปิดตัวในช่วงกลางปี เพื่อที่จะเข้ามาจำหน่ายในงานมากมายหลายแบรนด์ ยังช่วยตอกย้ำความเชื่อของคณะผู้ทำงาน Big Motor Sale ว่า เราสามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจได้ทุกเวลา หากมีความตั้งใจจริง มีความพร้อม และมีความร่วมมืออย่างดียิ่งจากทุกฝ่าย

ทั้งนี้จากการจัดพื้นที่ซื้อ-ขายรถที่ดีมีคุณภาพ โดยตลอด 10 วัน ทำให้มีผู้เข้าชมงานอย่างต่อเนื่องและคึกคัก รถยนต์ รถอเนกประสงค์ ยานยนต์ไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์ รถยนต์มือสองพรีเมี่ยม และอุปกรณ์ตกแต่งพรีเมี่ยมมียอดขายเป็นที่น่าพึงพอใจ การจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศให้กลับมาขับเคลื่อนอย่างเต็มกำลังอีกครั้ง แต่ยังช่วยสร้างโอกาสแห่งความสุขให้ผู้ซื้อได้พิจารณาเปรียบเทียบ เลือกหา และทดลองขับจนได้ “ตัวเลือก” ที่พึงพอใจ คุ้มค่า คุ้มราคาในการใช้งานได้ครบครัน ซึ่งที่สำคัญและเป็นไปตามเป้าหมายของการจัดงาน Big Motor Sale คือ กำลังซื้อเหล่านี้จะเอื้อประโยชน์ต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในทุกระดับ แม้ว่าจะยังมีปัจจัยลบต่าง ๆ มากระทบ เช่น ราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มปรับพุ่งสูงขึ้น รวมทั้งสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังไม่นิ่ง หรือแม้แต่เรื่องของฟ้าฝนที่มาตามฤดูกาล”

และเนื่องในโอกาสส่งท้าย Big Motor Sale 2022 มหกรรมเปิดโลกยานยนต์ คุณจิตต์จรวย ขันมณี รองประธานบริหารทั่วไป เป็นผู้แทนจากประธานใหญ่การจัดงาน คุณมนต์สวรรค์ ขันมณี มอบเงินสนับสนุนกิจกรรมพัฒนาการ จำนวน 100,000 บาท แก่ ดร.ธมล เสรีวงศ์  ประธานมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็กที่มีความต้องการพิเศษหรือบ้านเรียนชวนชื่น ด้วย

สำหรับการจัดงานเทศกาลยานยนต์ “Big Motor Sale” มหกรรมเปิดโลกยานยนต์ ในครั้งต่อไป จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม – 3 กันยายน 2566 เชื่อมั่นว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ หรือประชาชนทั่วไปที่จะเข้าชมงานและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการอย่างแน่นอน