Home Blog Page 281

คำถามคาใจและเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีคำตอบ!

0

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเทรนด์การใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ผู้คนมองหารถที่ใช้พลังงานไฟฟ้ากันมากขึ้นจากหลากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนด้านนโยบายจากทางภาครัฐและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ให้กับผู้ผลิตและผู้บริโภค ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นและมีการผันผวนแบบรายวัน เทรนด์ของการใส่ใจในสภาวะโลกร้อนและความนิยมต่อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ๆ ที่มาพร้อมนวัตกรรมล้ำสมัย ตลอดจนดีไซน์ที่ตอบโจทย์การใช้งาน แม้ปัจจุบันโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในประเทศไทยกำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ แต่รถยนต์ไฟฟ้าก็ยังเป็นสิ่งใหม่สำหรับคนไทย หลายคนเกิดข้อกังวลในการขับขี่และมีข้อสงสัยว่าหากขับรถยนต์ไฟฟ้าแล้วเจอปัญหา จะมีวิธีแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไร วันนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ผู้นำด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก มีแนวทางง่ายๆ ในการรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นขณะขับรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้งานในทุกครั้งที่กดสตาร์ทรถอีวีคู่ใจ

แบตเตอรี่คงเหลือมีไม่มาก ต้องเร่งค้นหาสถานีชาร์จเป็นการด่วน ต้องทำอย่างไร

ระหว่างเดินทางถ้าเพิ่งสังเกตว่าแบตเตอรี่เหลืออยู่ไม่มาก และรถอาจจะดับในอีกไม่นาน ก็สามารถค้นหาจุดชาร์จใกล้ตัวได้อย่างง่ายดายกว่าในอดีต เพราะปัจจุบันทั้งภาครัฐและเอกชนต่างก็ช่วยกันผลักดันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้เข้าถึงง่ายยิ่งขึ้นด้วยการเพิ่มจำนวนสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุมหลายพื้นที่ ผู้ใช้งานจึงสามารถใช้ Google Maps ค้นหาคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น EV charging, EV charging stations หรือ EV Charger หรือจะดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่ช่วยค้นหาสถานีชาร์จ ซึ่งบางแอปฯ สามารถเช็กความพร้อมในการให้บริการของแต่ละสถานี เช็กสถานะขณะชาร์จได้แบบเรียลไทม์ และเลือกจองคิวการชาร์จล่วงหน้าได้อีกด้วย อาทิ EVolt, EA Anywhere, PlugShare, MEA EV, EV Station PluZ, PEA VOLTA, GO TO-U รวมถึง G-Charge ที่สร้างความอุ่นใจให้ผู้ขับขี่ด้วยการรวบรวมพิกัดสถานีชาร์จทั่วประเทศไทยให้มาอยู่ในแอปเดียว โดยในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ GWM App จะครอบคลุมเครือข่ายสถานีชาร์จกว่า 65% และจะเพิ่มขึ้นเป็น 85% ภายในปีนี้ สำหรับสถานีชาร์จทั้งหมดของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้าแบบ DC Fast Charge กำลังสูง เริ่มต้นที่ 120 kW ให้บริการรถทุกยี่ห้อ เปิดทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง และสะดวกสบายด้วยการใช้งานผ่าน GWM Application ซึ่งผู้ใช้งานสามารถค้นหาสถานีชาร์จ จองเวลาในการชาร์จ และชำระค่าใช้จ่ายในการชาร์จได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม วิธีที่ดีที่สุดที่จะป้องกันปัญหาแบตเตอรี่หมดกลางทางก็คือการวางแผนเส้นทางและการชาร์จล่วงหน้า เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสี่ยงลุ้นจนใจหายระหว่างการเดินทาง

ในกรณีที่รถเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดขัดข้องกลางถนน ทำเอารถติดยาวเป็นหางว่าว ต้องทำอย่างไร

สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน ไม่ว่าจะเป็นรถดับหรือรถเสียกลางถนนคือ การเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉิน เพื่อแจ้งให้บรรดาผู้ขับขี่ที่ตามมาเข้าใจว่ารถของคุณกำลังประสบปัญหาอยู่ หลังจากนั้นแนะนำให้ดับเครื่องยนต์ไว้ประมาณ 20 นาที แล้วลองสตาร์ทเครื่องใหม่ หรือทำการรีเซ็ตระบบของตัวรถ และลองสตาร์ทรถอีกครั้ง หากอาการยังไม่ดีขึ้น ให้รีบโทรติดต่อขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น 191 ตำรวจ, 1193 ตำรวจทางหลวง สายด่วน 1669 เจ็บป่วยฉุกเฉิน หรือโทรแจ้งบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน เป็นต้น ส่วนใครที่ทำประกันรถยนต์ไว้ สามารถโทรติดต่อบริษัทที่ทำประกันภัยรถยนต์อยู่ได้เลย

ด้าน เกรท วอลล์ มอเตอร์ เองก็มีเทคโนโลยีที่ติดตั้งภายในรถ GWM ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานได้ง่ายในกรณีเกิดเหตุไม่คาดคิด โดยจะมีปุ่ม SOS ให้กดโทรออกเพื่อขอความช่วยเหลือฉุกเฉินในกรณีเกิดเหตุร้ายแรงที่มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บ ส่วนอีกปุ่มจะเป็นปุ่มบริการลูกค้าที่ขอความช่วยเหลือไปยัง Roadside Assistance หรือ บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 24 ชั่วโมง* ซึ่งมีทีมงานมืออาชีพที่พร้อมประสานงานและสามารถไปถึงจุดเกิดเหตุได้ภายใน 30 นาทีสำหรับเหตุฉุกเฉิน และภายใน 45 นาที สำหรับบริการรถยก** นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งช่องทางที่สามารถติดต่อเมื่อเกิดเหตุ นั่นก็คือติดต่อ GWM Contact Centre ผ่านทาง GWM Application หรือโทรโดยตรงที่เบอร์ 02-668-8888 กด 1 บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน โดยแจ้งชื่อ-นามสกุล เบอร์ติดต่อ และหมายเลขตัวถัง (VIN no.) ซึ่งเป็นรหัสประจำตัวของรถแต่ละคันที่ไม่ซ้ำกันจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานในการสืบค้นข้อมูลได้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น แต่ถ้าหากรถของท่านประสบอุบัติเหตุ กรุณาติดต่อบริษัทประกันเพื่อประสานงานให้ความช่วยเหลือต่อไป

ด้วยความที่รถยนต์พลังงานทางเลือกใช้พลังงานจากไฟฟ้า และมีกลไกการทำงาน รวมถึงนวัตกรรมเทคโนโลยี ไม่เหมือนกับรถยนต์สันดาปทั่วไป หลายคนจึงกังวลว่าหากรถมีปัญหาหรือระบบต่างๆ ทำงานผิดปกติ ต้องหันหน้าไปพึ่งใครดี ซึ่งก็ขอบอกให้วางใจได้ว่าอู่รถยนต์หลายแห่งในปัจจุบันได้เตรียมความพร้อมด้วยการส่งช่างเทคนิคไปเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบของรถอีวี หรือหากอยากได้ความมั่นใจยิ่งขึ้น ผู้ใช้ก็สามารถรายงานความเสียหายไปยังศูนย์บริการของค่ายรถยนต์ไฟฟ้าที่ซื้อมาได้เลย อย่าง เกรท วอลล์ มอเตอร์ ก็มี ศูนย์บริการมาตรฐาน GWM Partner Store ครอบคลุมในหลายพื้นที่ และพร้อมดูแลลูกค้าด้วยทีมงานที่เชี่ยวชาญ ผ่านการอบรมตามมาตรฐาน GWM นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังมอบคู่มือการใช้งานมาพร้อมกับตัวรถ ซึ่งเผยเทคนิคการใช้รถยนต์ไฟฟ้า พร้อมอธิบายการใช้งานครบทุกฟังก์ชันในรถอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ขับขี่ทำความเข้าใจกับฟีเจอร์ต่างๆ ก่อนหรือขณะใช้งานจริง

ขับรถไฟฟ้าลุยน้ำได้หรือไม่ จะเกิดอันตรายอะไรมั้ย

ขับรถมามีเหตุที่รถต้องมาดับกลางถนนให้กับน้ำท่วม! ปัญหาที่พบเจอกันเป็นประจำช่วงหน้าฝนสำหรับรถยนต์สันดาปภายใน เนื่องจากรถยนต์สันดาปโดยทั่วไปจะมีระบบระบายอากาศหรือความร้อนที่เชื่อมต่อภายนอก ซึ่งเป็นช่องทางเสี่ยงทำให้น้ำสามารถเข้าสู่เครื่องยนต์ได้ในกรณีน้ำท่วมสูง ซึ่งแตกต่างจากระบบของรถยนต์ไฟฟ้า ที่ได้รับการออกแบบตัวรถให้มีระบบปิด สามารถป้องกันความเสี่ยงเมื่อเกิดน้ำท่วมได้ดีกว่า ทั้งตัวมอเตอร์ แบตเตอรี่ และระบบชาร์จไฟ ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามีความเสี่ยงจากเหตุการณ์น้ำท่วมได้ลดลง

ข้อควรพิจารณาก่อนขับรถลุยน้ำ คือการประเมินระดับน้ำให้สูงไม่เกิน 30 เซ็นติเมตร หรือประมาณฟุตบาทริมทาง หรือถ้าประมาณครึ่งล้อก็ยังพอลุยไหว แต่ถ้าน้ำท่วมสูงเลยขอบประตูรถเมื่อไหร่ไม่แนะนำให้ทำการขับขี่ต่อไป เพราะน้ำอาจเข้ามาในตัวรถจนทำให้ระบบต่างๆ ของตัวรถเสียหายหรือหยุดการทำงานได้ เนื่องจากทุกระบบของรถยนต์ไฟฟ้า จะใช้ไฟฟ้าเป็นพลังงานหลักในการทำงานและขับขี่ จึงควรระมัดระวังไม่ให้น้ำเข้าในตัวรถที่จะสามารถสร้างความเสียหายให้กับสายไฟและระบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ระบบแบตเตอรี่ ระบบมอเตอร์เกียร์ ระบบกล่องควบคุมเครื่องยนต์ ซึ่งถึงแม้ว่าระบบเหล่านี้จะมีการซีลกันน้ำไว้เป็นอย่างดีแล้วก็ตาม

ด้านแบตเตอรี่ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้านั้น จะมีการทดสอบ IP Rating (Ingress Protection) ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานในการป้องกันของแข็งและของเหลวเล็ดลอดเข้าภายใน เพื่อไม่ให้เกิดการรั่วไหลของไฟฟ้าแรงสูงในกรณีที่รถจมอยู่ใต้น้ำ โดยค่ามาตรฐานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโดยทั่วไปอยู่ที่ IP67 การันตีว่าสามารถป้องกันความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วมไม่เกิน 1 เมตรได้ ภายในเวลาไม่เกิน 30 นาที สำหรับ ORA Good Cat นั้นได้รับมาตรฐาน IP67 เช่นกัน โดยแบตเตอรี่สามารถกันน้ำจากการแช่น้ำความลึกไม่เกิน 1 เมตรได้สูงสุด 30 นาที และยังสามารถกันฝุ่นได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งยังสามารถขับลุยน้ำได้ลึกถึง 40 เซ็นติเมตรอีกด้วย ดังนั้นผู้ขับขี่สามารถมั่นใจได้ว่าน้ำท่วมจะไม่สามารถก่อความเสียหายให้กับแบตเตอรี่ของตัวรถได้ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความเสี่ยงจากการรั่วซึมของน้ำเข้าไปในส่วนประกอบของแบตเตอรี่ได้ โดยเฉพาะในน้ำเค็มซึ่งมีความสามารถกัดกร่อนตามธรรมชาติ อาจทำให้เป็นอันตรายต่อแบตเตอรี่ลิเธียม ดังนั้นการหลีกเลี่ยงการนำรถไปลุยน้ำในระดับสูงในระยะเวลายาวนานน่าจะเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด

สำหรับการดูแลรถภายหลังจากลุยน้ำท่วมมา ควรแตะเบรกซ้ำๆ เพื่อไล่น้ำออกจากผ้าเบรกซัก 5-10 นาทีหรือในกรณีที่น้ำเข้าในตัวรถ ให้นำรถไปตากแดด เปิดกระโปรงรถ และเปิดประตูไว้เพื่อไล่ความชื้นออกจากรถให้เร็วขึ้น หากไม่มั่นใจ แนะนำให้นำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจเช็คทุกระบบดูอีกครั้งเพื่อความอุ่นใจในการขับขี่

 

ชาร์จรถไฟฟ้าที่สถานีชาร์จแล้วไฟไม่เข้า หรือดึงสายชาร์จไม่ออก ต้องทำอย่างไร

ในช่วงแรกๆ ของผู้ที่หันมาใช้งานรถไฟฟ้าจะมีความสับสนอยู่พอสมควรกับวิธีการชาร์จไฟ และตำแหน่งของพอร์ตชาร์จ ซึ่งผู้ขับขี่จะเริ่มคุ้นชินไปเองหลังจากใช้งานรถไปสักพัก แต่หากอยู่ดีๆ แล้วกลับชาร์จไฟไม่เข้านั้นอาจเป็นเพราะการเสียบหัวชาร์จที่ไม่สนิท ซึ่งแก้ไขง่ายๆ เพียงปลดล็อครถแล้วเสียบหัวชาร์จกลับเข้าไปใหม่ให้แน่นและสนิท จากนั้นกดล็อครถ ต่อด้วยกด Recharge ในแอปพลิเคชันถือเป็นการจบขั้นตอน

ส่วนการถอดสายชาร์จออกจากพอร์ตชาร์จนั้น ในรถหลายรุ่นจำเป็นต้องปลดล็อคประตูรถก่อน ขณะที่บางรุ่นต้องกดปลคล็อคพอร์ตชาร์จด้วย เช่น ORA Good Cat จะไม่มีปุ่มกดปลคล็อคพอร์ตชาร์จ เราต้องปลดล็อครถยนต์ก่อนจากนั้นค่อยดึงออก ส่วนสาเหตุที่ไม่สามารถถอดหัวชาร์จออกจากตัวรถได้ อาจเกิดจากกระบวนการสื่อสารระหว่างตัวรถกับเครื่องชาร์จไม่ถูกต้องตามมาตรฐานของตัวรถ เช่น หยุดชาร์จเองก่อนหมดเวลา ดังนั้นแนะนำให้ล็อค – ปลดล็อค 3 รอบ เป็นการตัดระบบไฟฟ้าของรถ ก็จะสามารถถอดหัวชาร์จออกได้ แต่ถ้าหากยังไม่สามารถถอดได้ ให้ทำการตัดไฟฝั่งเครื่องชาร์จโดยการกดปุ่ม Emergency หรือ Off Breaker main ก็จะสามารถถอดหัวชาร์จออกได้ ทั้งนี้หากทำตามขั้นต้นแล้วยังไม่สามารถถอดหัวชาร์จออกจากตัวรถได้ ให้โทรติดต่อ Call Center ของผู้ให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อดำเนินการแก้ไขในทางเทคนิคต่อไป

ข้อควรรู้ระหว่างการชาร์จ หากผู้ขับขี่ต้องการหยุดชาร์จ สำหรับการชาร์จที่ตู้สาธารณะนั้นจำเป็นต้องสั่งการหยุดชาร์จที่ตัวแอปพลิเคชันก่อนเพื่อให้ระบบของรถและตู้ชาร์จเชื่อมต่อเข้าขั้นตอนการสั่งหยุดจ่ายไฟ ขณะที่การชาร์จที่บ้านนั้นสามารถหยุดชาร์จได้ทันที

รถไฟฟ้าต้องดูแลรักษาอะไรบ้าง ต้องเช็กระยะเหมือนรถยนต์ทั่วไปหรือไม่

แม้รถยนต์ไฟฟ้าอาจจะไม่ต้องการการดูแลที่ยิบย่อยเท่ากับรถยนต์เครื่องสันดาป และมีชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่น้อยกว่ารถยนต์แบบทั่วไปหลายเท่า การเช็กระยะถือเป็นสิ่งที่ผู้ใช้งานทุกท่านยังต้องให้ความสำคัญ การเช็กระยะให้ตรงตามรอบจะช่วยยืดอายุการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าได้นานขึ้นและเพื่อการขับขี่ที่ไร้กังวล ซึ่งศูนย์บริการจะทำตรวจสอบการใช้งานและความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้กับมอเตอร์ แบตเตอรี่ ระบบชาร์จไฟ ระบบระบายความร้อน หม้อน้ำ เกียร์ ระบบส่องสว่าง และยางรถยนต์ ซึ่งโดยส่วนใหญ่รถยนต์ไฟฟ้ามีกำหนดเข้ารับบริการเช็กระยะกับศูนย์บริการทุกๆ 12 เดือน หรือ 15,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) อย่างไรก็ตาม สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ORA Good Cat ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีแพ็คเกจบำรุงรักษาตามระยะทางฟรี 5 ปี หรือ 75,000 กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมทั้งค่าแรงและอะไหล่สิ้นเปลือง (สำหรับลูกค้า Premiere Deal จะไม่ครอบคลุมแบตเตอรี่ 12 โวลต์ ใบปัดน้ำฝน ผ้าเบรก) โดยลูกค้าสามารถใช้รถได้อย่างอุ่นใจและไร้กังวลในทุกการขับขี่

นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังมีบริการ Mobile Service* บริการเช็กระยะตามตารางบำรุงรักษานอกสถานที่ ด้วยรถยนต์เคลื่อนที่มาพร้อมอุปกรณ์ครบครันและทีมผู้เชี่ยวชาญเพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับลูกค้า รวมถึง Pick Up And Delivery On Demand บริการรับรถเพื่อเข้าบำรุงรักษาตามระยะทางที่ศูนย์บริการมาตรฐาน GWM และส่งมอบรถยนต์คืน ณ สถานที่นัดหมาย หลังบริการเสร็จสิ้น เพียงแค่ทำการนัดหมาย 2 วันล่วงหน้าได้ที่แอปพลิเคชัน GWM หรือ Partner Store ที่ครอบคลุมในหลายพื้นที่ หรือผ่านช่องทาง GWM Contact Centre โทร 02-668-8888

 

*บริการหลังการขายตลอด 5 ปี เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

**ระยะเวลาสำหรับเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

***เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ฟอร์ด มัสแตง – ฟอร์ด เรนเจอร์ กวาด 9 ถ้วยรางวัล ในสนามที่ 3-4 ของ ‘ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ 2022’

0

ทีมแข่งฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง (FTR) กลับมาสร้างความตื่นเต้นและประทับใจในการแข่งขันสนามที่ 3 และ 4 ของรายการไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ 2022 อีกครั้ง โดยคว้า 9 ถ้วยรางวัลจากการแข่งขันด้วยรถฟอร์ด มัสแตง และรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 26-28 สิงหาคม พ.ศ. 2565 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์

ในการแข่งขันรุ่นไทยแลนด์ ซูเปอร์คาร์ จีทีซี ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ปิดศึกสนามที่ 3 และ 4 ได้อย่างร้อนแรง โดยแจ็ค เลมวาร์ดจากทีมฟอร์ด ซีอาร์อี ลาโนเทค เฮล เรซซิ่ง นำฟอร์ด มัสแตง เครื่องยนต์โคโยตี้ อลูมิเนเตอร์ 5.2 ลิตร หมายเลข 44 คว้าชัยชนะอันดับ 1 ในการแข่งขันทั้งสองสนาม ด้านนักแข่งชาวออสซี่ สตีฟ โอเว่น ที่ร่วมแข่งในทีมฟอร์ด ซีอาร์อี ลาโนเทค เฮล เรซซิ่ง ขับฟอร์ด มัสแตง เครื่องยนต์โคโยตี้ อลูมิเนเตอร์ 5.2 ลิตร หมายเลข 7 เข้าเส้นชัยในอันดับ 2 ของสนามที่ 3 นำความปลาบปลื้มมาสู่กองเชียร์จากฟอร์ด ประเทศไทย

สำหรับการแข่งขันรถกระบะในรายการ ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ปิกอัพ นักแข่งมืออาชีพไฟแรง แซนดี้ เคราแก้ว สตูวิค ที่ลงแข่งในทีม ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง และชานนท์ รจนา จากทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง บาย ออโรร่า มอเตอร์สปอร์ต แสดงฝีมือการขับขี่ได้อย่างเร้าใจ โดยชานนท์ รจนา พาฟอร์ด เรนเจอร์ เครื่องยนต์ 3.2 ลิตร หมายเลข 36 คว้าอันดับที่ 1 ใน Class B และอยู่ในอันดับที่ 5 Overall บนโพเดียมได้ในทั้งสนามที่ 3 และ 4 ด้านแซนดี้ขับรถฟอร์ด เรนเจอร์ 3.2 ลิตร หมายเลข 3 เข้าเส้นชัยอันดับ 3 คว้าถ้วยรางวัลทั้งใน Class A และ Overall ได้ในสนามที่ 3 เรียกเสียงเชียร์และสร้างความประทับใจให้กับแฟนๆ อย่างล้นหลาม

“การแข่งขันในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องนับจากวันแรกที่ก่อตั้งทีม ฟอร์ดรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นทีมมีส่วนร่วมในการแข่งขันอย่างเต็มตัวมากยิ่งขึ้นเป็นปีที่ 3 และมีความภูมิใจที่ได้เห็นพนักงานฟอร์ดมีโอกาสพัฒนาความรู้ความสามารถผ่านการพัฒนารถแข่ง และร่วมมือร่วมใจกันทำให้ฟอร์ดมีบทบาทโดดเด่นยิ่งขึ้นในวงการมอเตอร์สปอร์ต รวมถึงให้แฟนๆ ได้เห็นถึงดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ ในสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต อีกครั้ง นับเป็นอีกความสำเร็จก้าวสำคัญของฟอร์ด ประเทศไทย” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

เอ็มจี สนับสนุนรถยนต์พลังงานทางเลือก ร่วมอำนวยความสะดวกในการเดินทางตลอดงานประชุมเอเปค 2022

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์ เอ็มจี ในประเทศไทย ร่วมเป็นพันธมิตรด้านโมบิลิตี้และโลจิสติกส์ เนื่องในโอกาสทีประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation: APEC) หรือ เอเปค 2022 สนับสนุนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและรถยนต์พลังงานทางเลือกรวมกว่า 25 คัน เพื่ออำนวยความสะดวก ด้านการเดินทางให้กับผู้เข้าร่วมประชุมสัปดาห์ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Week: AELW) ย้ำภาพแบรนด์รถยนต์ชั้นนำที่มียนตกรรมครอบคลุมในทุกระบบการขับเคลื่อนประเภทต่างๆ อีกทั้งยังเป็นแบรนด์ผู้บุกเบิกและผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าในไทย สอดรับโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG ที่ภาครัฐใช้เป็นยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศ

เอ็มจี ได้รับความไว้วางใจจากกระทรวงต่างประเทศ ให้เป็นหนึ่งในแบรนด์รถยนต์ชั้นนำที่เป็นพันธมิตรด้าน โมบิลิตี้และโลจิสติกส์ (Mobility and Logistic Partner) เพื่อร่วมอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางตลอดระยะเวลาการจัดการประชุมสัปดาห์ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Week: AELW) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-19 พฤศจิกายน 2565  ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวคาดว่าจะมีจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมสูงถึง 10,000 คน การประชุมเอเปคในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน สู่สมดุล” (Open Connect Balance) ที่ประเทศไทยจะคงเน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่อย่าง BCG (Bio-Circular-Green Economy) ซึ่งรถยนต์พลังงานไฟฟ้าถือเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญในมิติของ Green Economy และจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะยานพาหนะหลักสำหรับการเดินทาง ของผู้เข้าร่วมกิจกรรมตลอดระยะเวลาการจัดการประชุม

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เอ็มจีรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในช่วงเวลาครั้งสำคัญที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation: APEC) หรือ เอเปค 2022  โดยบริษัทฯได้มีโอกาสเป็นพันธมิตรสนับสนุนยนตกรรมในทุกระบบการขับเคลื่อน จำนวนทั้งสิ้น 25 คัน ประกอบด้วย NEW MG ZS EV  MG EP PLUS  NEW MG HS PHEV NEW MG VS HEV และ NEW MG HS สำหรับอำนวยความสะดวกให้กับผู้เข้าร่วมประชุม รวมถึงคณะผู้ปฏิบัติงาน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ การได้รับคัดเลือกเป็นพันธมิตรในครั้งนี้ ตอกย้ำให้เห็นถึงการยอมรับที่มากขึ้นของแบรนด์ ที่ไม่ได้มี    เพียงแค่นำเสนอยนตกรรมที่รองรับทุกรูปแบบการใช้งานเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมเทคโนโลยียานยนต์ที่ล้ำสมัย และระบบความปลอดภัยที่ครบครัน พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น รวมถึงความมั่นใจของศูนย์บริการ เอ็มจี กว่า 158 แห่ง ทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงจุดร่วมของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ร่วมกับแบรนด์ ตอกย้ำความตั้งใจในการเสริมสร้างและผลักดันความยั่งยืนของสังคมให้น่าอยู่ โดยเอ็มจีหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมยานยนต์ที่ตอบโจทย์ทั้งความต้องการของลูกค้าและสามารถผลักดันประเทศไทยให้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น”

(มีคลิปวีดีโอ) ทดลองขับ All New Toyota Yaris Ativ โฉมใหม่ ปรับสมรรถนะ พร้อมฟีเจอร์แบบจัดเต็ม

0
All New Toyota Yaris Ativ Pic Open

All New Toyota Yaris Ativ อีโค่คาร์ขวัญใจมหาชนกลับมาใหม่ด้วยรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยวในสไตล์ฟาสต์แบค รุ่นท๊อพตกแต่งเพิ่มความหรูหราให้กับห้องโดยสาร พร้อมยกระดับด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย Toyota Safety Sense พร้อมสะดวกสบายไปกับเทคโนโลยี T-Connect ขุมพลังและระบบส่งกำลังปรับใหม่ มาดูกันว่าความคุ้มค่ากับราคาค่าตัว 638,000 บาท จะน่าสนใจเพียงใด

กระแสแรงมากๆสำหรับ All New Toyota Yaris Ativ ซึ่งหลังจาก โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศ ไทย จำกัด เปิดตัวออนไลน์เพียงวันเดียว กวาดยอดผู้เข้าชมไปได้กว่า 10 ล้านวิว นอกจทกนี้ยังได้ทีมวิศวกรชาวไทยมาช่วยพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้รถชาวไทยได้อย่างตรงจุด ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความคุ้มค่า และสะดวกสบาย

All New Toyota Yaris Ativ1

มิติตัวรถถูกพัฒนาให้มีขนาดที่ กว้างและยาวขึ้น เช่นเดียวกับฐานล้อ เมื่อเทียบกับรถในเซกเมนต์เดียวกันจะมีตัวถังยาวที่สุดในรุ่น การออกแบบตามสไตล์รถ Fast Back ที่ผสมผสานความโฉบเฉี่ยวและสปอร์ตไว้ได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ รถทุกรุ่นยังมากับล้อขนาด 16 นิ้ว

All New Toyota Yaris Ativ 2

ภายนอกหากมองเผินๆจะมีความคล้ายกับ Camry รุ่นท๊อพ Premium Luxury ไฟหน้าเป็นแบบ Full LED พร้อมไฟกลางวันและมีระบบเปิด/ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ มาพร้อมกระจังหน้าสีดำ Pieno Black

All New Toyota Yaris Ativ 3

มุมมองท้ายรถให้อารมณ์สปอร์ต ด้านใต้มีพลาสติกขึ้นรูปแบบดิฟฟิวเซอร์ ไฟท้ายยังคงใช้แบบแอลอีดีเช่นเดียวกัน และด้านบนมีเสาอากาศแบบครีบฉลาม พื้นที่ฝากระโปรงท้ายใหญ่ ใส่ถุงกอล์ฟได้ 3 ใบแบบหลวมๆ มีแผ่นกั้นแยกสัดส่วนเพื่อความเป็นระเบียบ

All New Toyota Yaris Ativ 4

ห้องโดยสารรุ่นท๊อพแต่งด้วยหนังสีน้ำตาลแดงแบบ Dakota อารมณ์เดียวกับรถยุโรป ชุดคอนโซลแทบจะแกะแบบมาจาก Camry มาตรวัด Full Digital ปรับการแสดงข้อมูลได้หลายรูปแบบ

All New Toyota Yaris Ativ 5

พวงมาลัยแปรผันตามรอบความเร็ว และมีระบบมัลติฟังค์ชั่นเป็นปุ่มควบคุมและสั่งการระบบความบันเทิง และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ

All New Toyota Yaris Ativ  6

คอนโซลกลางมีจอทัชสกรีนขนาด 9 นิ้ว แสงดภาพจากกล้องมองหลัง รองรับ Apple Car Play และ Endroid Auto แต่ไม่มี Wiress Charger ด้านใต้มีระบบปรับอากาศแบบดิจิตอล พร้อมกรองอากาศ PM 2.5 ลำโพงทั้ง 6 ตัวเป็นของไพโอเนียร์

All New Toyota Yaris Ativ  8

 

แอบเก๋ด้วยกระจกแต่งหน้าด้านบนศรีษะ แต่ก็มีเฉพาะคนขับเพียงด้านเดียว ในส่วนของเหนือศรีษะฝั่งผู้โดยสาร จะมีกล้องบันทึกภาพหน้ารถติดตั้งมาให้เสร็จสรรพ ใกล้กับคอนโซลเกียร์มีเบรคมือไฟฟ้าพร้อม Auto Hold

All New Toyota Yaris Ativ  9

ขุมพลังเดิม 1.2ลิตร ปรับกำลังเพิ่มจาก 92 เป็น 94 แรงม้า และแรงบิดจาก 109 เป็น 110 นิวตันเมตร ระบบเกียร์เปลี่ยนมาเป็น Super CVT นำมาจาก Veloz แต่ก็มีการปรับในส่วนของสมองกลใหม่อีกเช่นกัน เพื่อการตอบสนองที่ดี ทั้งยังมีตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองที่ 23.3 กม./ลิตร

All New Toyota Yaris Ativ 10

ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นอิสระแบบแมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังใช้แบบทอร์ชั่นบีม และคอยล์สปริงพร้อมเหล็กกันโคลง การเข้าโค้งด้วยความเร็วสัมผัสได้ถึงการยึดเกาะและไม่นุ่มนวลจนเสียอาการ นอกจากนี้ยังมีตัวช่วยการขับขี่อย่างระบบควบคุมการทรงตัว VSC ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC ระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC (Hill Start Assist Control) ทำให้ใช้งานได้หลากรูปแบบตามไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่

ระบบควาทปลอดภัยจากกล้อง 2 ตัวด้านหน้า จะทำงานสอดคล้องกับเบรคและพวงมาลัย ซึ่งการทำงานระยะหวังผล ปรับจาก 90 ม.เป็น 250 ม. ในกรณีปกป้องก่อนเกิดเหตุ

All New Toyota Yaris Ativ  11
การทดสอบสมรรถนะในครั้งนี้ใช้เส้นทางกรุงเทพ -พัทยา ระยะทางกว่า 150 กม.ทั้งจราจรพลุกพล่านและทางหลวงโล่งๆ มาเริ่มกันที่ห้องโดยสาร ถือว่าเก็บเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดี เงียบ และกว้างขวาง ใหญ่ โต ในส่วนของเบาะนั่งถ้าปรับในส่วนของเบาะรองนั่งให้ยาวขึ้น จะนั่งสบายกว่านี้ เพราพื้นที่ในส่วนที่รับกับน่องขาน้อยเกินไป สำหรับเบาะหลังนั่งสบาย แต่ไม่สามารถพับเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้

All New Toyota Yaris Ativ  12
การบังคับควบคุมทำได้แม่นยำ พวงมาลัยมีนน.เบา แต่ก็แปรผันตามรอบความเร็ว การควบคุมระบบความบันเมิงทำได้ง่าย แต่ในส่วนของเทคโนโลยีความปลอดภัย Toyota Safety Sense นั้นมีการแยกสวิตช์ควบคุมหลายระบบไปไว้ที่บริเวณใต้ช่องแอร์ฝั่งขวา จึงต้องทำความเข้าใจกับการใช้งานสักนิด

All New Toyota Yaris Ativ  13

มาตรวัดดิจิตอลแสดงภาพสวยงาม เช่นเดียวกับจอทัชสกรีน 9 นิ้ว บริเวณคอนโซลกลางซึ่งทำหน้าที่แสดงภาพจากกล้องมองหลังได้คมชัด รวมถึงยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทุกระบบ

ขุมพลังจี๊ดจ๊าดขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ทำได้ 14 วินาที ในขณะที่รุ่นก่อนทำได้เกือบ 15 วินาที เรื่องที่โดเด่นจะเน้นไปในเรื่องของความประหยัด ซึ่งในครั้งนี้เราได้มีการวัดอีตราสิ้นเปลืองจากจุดเริ่มต้นจนถึงปลายทาง ในส่วนของอีโค่สติ๊กเกอร์เคลมไว้ที่ 23.3 กม./ลิตร

All New Toyota Yaris Ativ  15

การใช้งานในเมืองถือว่าทำได้ดี ทั้งเรื่องการตอบสนองของเครื่องยนต์และในส่วนของระบบรองรับ แต่ความเร็วสูงจะมีอาการร่อนให้สัมผัสได้ รวมถึงเสียงคำรามของเครื่องยนต์ที่ดังเข้ามาให้ได้ยินค่อนข้างชัดเจน

สำหรับปลายอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในครั้งนี้เราทำได้ที่ 14.9 กม./ลิตร ซึ่งต่างไปจากอีโค่สติ๊กเกอร์ที่เคลมไว้พอสมควร แต่ด้วยการใช้วามเร็วเพื่อทดสอบสมรรถนะก็ถือเป็นตัวแปรสำหรับค่าเฉลี่ยที่ทำได้ในครั้งนี้

All New Toyota Yaris Ativ  11

บทสรุปของการทดสอบ All New Toyota Yaris Ativ สำหรับรุ่นที่ทดสอบ ราคาค่าตัวอยู่ที่ 563,000 บาท แลกกับรูปลักษณ์ที่ใหม่ สด ทันสมัย ออฟชั่นที่ให้มาเหนือระดับกว่ารถในคลาสเดียวกัน ส่วนขุมพลังและระบการยึดเกาะ หากใช้งานในเมือง ต้องบอกว่าเหลือเฟือ แต่หากใช้ความเร็ว อาจจะไม่ปรู๊ดปร๊าดเหมือนคู่แข่งที่มีเทอร์โบ แต่เสียงเครื่องยนต์ในรอบสูงที่เสียงดังฟังชัด น่าจะมีการติดตั้งวัสดุซับเสียงให้เงียบกว่านี้อีกสัดนิด แต่เพียงเท่านี้ ตำแหน่งขวัญใจมหาชนที่วัดจากยอดขาย คงไม่หลุดรอดไปไหนแน่นอน

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ส่งมอบรถยนต์ “Mercedes-Benz S 350 d Exclusive” เสริมทัพบริการระดับ 6 ดาวให้กับโรงแรม เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ

0

มร. บีเยิร์น กุซเทรา (ที่ 2 จากซ้าย) รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ส่งมอบรถยนต์ “Mercedes-Benz S 350 d Exclusive” จำนวน 6 คัน ให้กับ มร.เคลาส์ คริสตันเดิล (ที่ 2 จากขวา) ผู้จัดการทั่วไป โรงแรม เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ โดยมี มร.แซม เฉีย (ขวาสุด) รองผู้จัดการใหญ่ โรงแรม เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ นางปัญจวิไล สงค์อิ่ม (กลาง) กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอเรียนเต็ลทรานซ์ แอนด์ คาร์ เซอร์วิซ จำกัด ผู้ให้บริการรถลิมูซีนสำหรับโรงแรมชั้นนำของเมืองไทย และนายกรกฎ  วารวิจิตร (ซ้ายสุด) ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายรถยนต์ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยานในการรับมอบรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส คลาสรุ่นใหม่ ซึ่งโรงแรม เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ เลือกใช้เป็นรถยนต์นั่งสำหรับแขกผู้เข้าพักในโรงแรม เพื่อยกระดับการบริการที่พร้อมมอบทั้งความหรูหราและความสะดวกสบายยิ่งขึ้นให้กับทุกคน

 

Mercedes-Benz S 350 d Exclusive เป็นรถยนต์รุ่นใหม่เจเนอเรชันล่าสุดในครอบครัวเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอสคลาส ที่พร้อมนำเสนอประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดภายใต้ความหรูหรา ความสะดวกสบาย และความปลอดภัยขั้นสูงสุด ด้วยนวัตกรรมสุดล้ำหน้าที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้ กับเครื่องยนต์ดีเซลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น การออกแบบทั้งภายในและภายนอกใหม่หมดจด ภายใต้คอนเซ็ปต์ Sensual Purity ในภาษาดีไซน์ที่ได้รับการยกระดับขึ้นในทุก ๆ ส่วน พร้อมตอบรับความต้องการของผู้โดยสารในทุกที่นั่งด้วยประสบการณ์ดิจิทัลที่เป็นที่สุด โดยเฉพาะระบบมัลติมีเดีย MBUX7 เจเนอเรชันใหม่ และระบบความปลอดภัยสุดล้ำหน้า ที่พร้อมยกระดับประสบการณ์การขับขี่ขึ้นอีกขั้นในทุกรายละเอียด

“ฮอนด้า ซิตี้ วันเมคเรซ” ประเดิมไนท์เรซ “สิตาวีร์-กิตติพล” แบ่งแชมป์ บุรีรัมย์

0

ศึก ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก วันเมคเรซ ประเดิมดวลความเร็วแบบไนท์เรซกระหึ่มสนามช้างฯ จ.บุรีรัมย์ โดย “มินนี่” สิตาวีร์ ลิ้มนันทรักษ์ นักขับสาวรุ่งจาก Nexzter rest Club Singha Sittipol คว้าชัยเรซ 5 ขณะ “ตรี” กิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา จอมเก๋าจาก Singha Cosmo พร้อมขยับขึ้นรั้งจ่าฝูงโอเวอร์ออลล์ แต่การลุ้นแชมป์ประจำปียังต้องชิงดำถึงสนามสุดท้าย

ศึกรถยนต์ทางเรียบรายการ Honda City Hatchback One Make Race 2022 สนามที่ 3 ของฤดูกาล ดวลความเร็วระหว่างวันที่ 19-21 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่ ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ กำหนดชิงชัยทั้งสิ้น 2 เรซ โดยเกมในเรซแรก (เรซ 5) ลงทำการแข่งขันในรูปแบบ “ไนท์เรซ” ออกสตาร์ทในเวลา 18.40 น. ของวันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม

โพลในเรซดังกล่าวตกเป็นของ “ฟิล์ม” รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ อดีตดาวบิดสังกัด Idemitsu Racing Team Thailand ขนาบด้วย “มินนี่” สิตาวีร์ ลิ้มนันทรักษ์ ดาวขับสาว จาก Nexzter rest Club Singha Sittipol ในกริดที่ 2 ด้าน โชคชัย จารุนงคราญ สังกัด PT Maxnitron Motorsport และ นันทวัฒน์ ชำนาญ จาก Nexzter Hyb TKSMOTORSPORT ประจำการในกริดที่ 3 และ 4 ออกสตาร์ทเรซด้วยจังหวะที่ยอดเยี่ยมของ สิตาวีร์ ทะยานขึ้นไปรั้งหัวขบวนหลังได้สัญญาณเริ่มเกม ตามด้วยเจ้าของโพลอย่าง รัฐภาคย์ หลังจากนั้น ดาวขับสาวที่อยู่ในฟอร์มอันร้อนแรงเร่งความเร็วเพิ่มช่องว่างระหว่างคู่แข่งออกไปเรื่อยๆ ก่อนจะจัดการคว้าแชมป์เกมไนท์เรซไปครอง ขณะที่ รัฐภาคย์ ตามเข้าเส้นชัยอันดับ 2 ส่วนอันดับ 3 ตกเป็นของ กิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา นักขับมากประสบการณ์จาก Singha Cosmo รวมถึง โชคชัย และ ฐิติพงศ์ อาจิณภัทรา ดูโอ้สังกัด PT Maxnitron Motorsport ที่คว้าอันดับ 4 และ 5 ไปครอง หลังจากที่ นันทวัฒน์ ซึ่งเข้าเส้นชัยอันดับ 3 ถูกปรับดิสควอลิฟาย เนื่องจากไม่ผ่านการตรวจสภาพหลังจบเรซ

เข้าสู่เรซที่ 6 ในช่วงสายของวันอาทิตย์ ที่ 21 สิงหาคม ที่ผ่านมา โพลในเรซนี้เป็นของ “มินนี่” สิตาวีร์ ขนาบด้วย “ฟิล์ม” รัฐภาคย์ ในกริดที่ 2 ถัดไปเป็น กิตติพล และ โชคชัย ในกริดที่ 3 และ 4 ตามลำดับ จากข้อผิดพลาดในการเตรียมรถ ส่งผลให้ “มินนี่” สิตาวีร์ ต้องออกสตาร์ทจากปากทางพิต โดยจังหวะออกตัวเป็น ฐิติพงศ์  ที่ขยับขึ้นเป็นผู้นำหลังผ่านรอบแรก ตามด้วย กิตติพล, โชคชัย และ มงคล เสถียรถิระกุล นักขับระดับตำนานจาก Renliz Racing ในอันดับ 2, 3 และ 4  ก่อนที่ กิตติพล จะได้จังหวะแซงขึ้นเป็นผู้นำหลังผ่านครึ่งทางของเกม และเร่งเครื่องหนีคู่แข่งผงาดคว้าแชมป์ในเรซส่งท้ายสนามช้างฯ ไปครอง ตามด้วย มงคล ที่ขับได้อย่างดุดันตลอดทั้งเกม และสร้างจังหวะแซง ฐิติพงศ์ ได้ในโค้งสุดท้าย ขณะที่ โชคชัย และ กันตเมศฐ์ จิรโชคชัยวงษ์ จาก AAS Motorsport Pakelo Racing Team ตามรับธงตาหมากรุกในอันดับ 4 และ 5

ด้าน “มินนี่” สิตาวีร์ ไล่แซงคู่แข่งไต่ขึ้นมาจบการแข่งขันในอันดับ 7 รวมถึง นันทวัฒน์ ที่ขยับอันดับจากท้ายขบวนขึ้นมาจบการแข่งขันด้วยอันดับ 9 คว้าแชมป์คลาสบีไปครอง หลังผ่าน 6 เรซแรกของฤดูกาล การลุ้นแชมป์ประจำปีดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดย กิตติพล ขยับขึ้นรั้งจ่าฝูงในคลาสโอเวอร์ออลล์ (เอ-บี) มีทั้งสิ้น 50 คะแนน เหนือ อดิศักดิ์ ตั้งพูลเจริญ จาก B-Quik Racing Team อยู่ 7 คะแนน ขณะที่ อดิศักดิ์ ยังคงรั้งหัวแถวในคลาสบี มีทั้งสิ้น 58 คะแนน เหนือ นันทวัฒน์ อันดับ 2 อยู่ 16 แต้ม ด้านการลุ้นแชมป์ในคลาสซีเข้มข้นอย่างมาก โดย ฐิติพงศ์ รั้งจ่าฝูงมีทั้งสิ้น 49 คะแนน เหนือทีมเมทอย่าง โชคชัย อันดับ 2 อยู่ 10 คะแนน ส่วน “มินนี่” สิตาวีร์ ขยับขึ้นมารั้งอันดับ 3 ตามหลัง 12 แต้ม

ทั้งนี้ ศึก Honda City Hatchback One Make Race 2022 สนามถัดไปซึ่งเป็นสนามสุดท้ายของฤดูกาล จะยกพลไปดวลความเร็ว ที่ พีที ประจวบฯ สตรีท เซอร์กิต จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างวันที่ 19-23 ตุลาคม นี้ โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ ศึก PT Maxnitron Racing Series ที่เตรียมระเบิดเกมความเร็วบนแทร็กเฉพาะกิจเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

B AUTOHAUS บุกงาน BIG MOTOR SALE 2022

0

บริษัท บี ออโต้ ฮาวส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายยนตรกรรมชั้นนำจากทั่วทุกมุมโลกพร้อมด้วยศูนย์บริการลูกค้าครบวงจรภายใต้แนวคิด The 360 Degrees of Auto Services หรือการให้บริการด้านรถยนต์แบบครบวงจร 360 องศา นำกองทัพรถยนต์นำเข้าระดับโลก พร้อมด้วยสต็อกพร้อมส่งมอบหลากหลายยี่ห้อ,หลายรุ่น, หลายออฟชั่นและหลายสี ร่วมจัดแสดง ในงาน “Big Motor Sale 2022 มหกรรมเปิดโลกยานยนต์” ระหว่างวันที่ 19-28 สิงหาคม 2565 ณ ฮอลล์ 101 บูธ A13 ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา

อัครวัชร คงสิริกาญจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี ออโต้ฮาวส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายยนตรกรรมนำเข้าจากทั่วโลก นำกองทัพรถยนต์นำเข้าสุดหรูเข้าร่วมงาน Big Motor Sale 2022 โดยในปีนี้ B Autohaus ได้นำรถยนต์ร่วมจัดแสดงหลากหลายรวม 13 คัน มากที่สุดเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ เพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำในวงการรถยนต์นำเข้าที่มีสต็อกพร้อมส่งมอบมากที่สุด ภายในงานทุกท่านจะได้พบกับรถยนต์หรูสัญชาติอังกฤษ Bentley Bentayga และ Bentley Flying Spur, Porsche 911 Turbo S ที่เรียกได้ว่าเป็นที่สุดของรุ่น มีเพียงไม่กี่คันในประเทศไทย, 911 Carrera 4 GTS ที่ถ่ายทอด DNA จากสนามแข่งสู่การใช้งานในชีวิตประจำวัน, The New

Macan 2022 คอมแพค SUV สุดฮิตรุ่นใหม่ล่าสุด และ Porsche Taycan ที่สุดแห่งรถไฟฟ้าหนึ่งเดียวของปอร์เช่ อีกทั้ง ทุกท่านจะได้พบกับ 911 Carrera S Coupe ติดตั้งชุดแต่งจัดเต็ม TECHART (เทคอาร์ต) ที่ทาง B Autohaus เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ร่วมจัดแสดงในงานนี้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีรถยนต์นำเข้ารุ่นอื่นๆที่น่าสนใจอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Chevrolet Corvette, Ford Mustang, Toyota Land Cruiser และ Tesla เป็นต้น ภายในงานนี้ทุกท่านจะได้พบกับข้อเสนอสุดพิเศษ สำหรับลูกค้า B Autohaus ที่จองรถภายในงาน รับฟรี! ชุดแต่ง TECHART มูลค่า 2,000,000 บาท สำหรับรถยนต์ที่กำหนด, แพ็กเกจชุดแต่ง TECHART และ ROWEN ราคาพิเศษ, ดอกเบี้ย 0% นาน 3 ปี สำหรับรถยนต์ที่กำหนด และดอกเบี้ยพิเศษเฉพาะภายในงาน, บริการ Fast-track Service นาน 2 ปี, Seasonal Premium Gift และอื่นๆอีกมากมาย

บี ออโต้ฮาวส์ (B Autohaus) ผู้จำหน่ายรถยนต์นำเข้าที่มีสต๊อกมากที่สุด พร้อมส่งมอบให้ลูกค้า หลายสี หลายออฟชั่น พร้อมบริการหลังการขายครบวงจร ด้วยประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ที่เชื่อถือได้ ทั้งศูนย์บริการแบบ One-Stop-Service พร้อมเครื่องมือมาตรฐานระดับสากล, ศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง พร้อมด้วยบริการใหม่ล่าสุด SKINZ ฟิล์มเปลี่ยนสีป้องกันรอยชนิดพ่นจากประเทศอังกฤษ และสปารถยนต์เต็มรูปแบบ Auto Essence พบกับ B Autohaus ได้ที่งาน “Big Motor Sale 2022 มหกรรมเปิดโลกยานยนต์” ระหว่างวันที่ 19-28 สิงหาคม 2565 ณ ฮอลล์ 101 บูธ A13 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ร่วมแสดงวิสัยทัศน์พร้อมจัดทัพ HAVAL H6 สนับสนุนการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 3

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ด้านการส่งเสริมการค้าและการลงทุนที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งส่งทัพยานยนต์พลังงานไฟฟ้า All New HAVAL H6 Hybrid SUV จำนวน 10 คันเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับคณะผู้แทนที่เข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 3 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง (Third APEC Senior Officials’ Meeting and Related Meetings: SOM3)  ณ จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 16 – 31 สิงหาคม 2565 สานต่อภารกิจในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) ที่มุ่งมั่นยกระดับภาพลักษณ์ของไทยบนเวทีระดับโลกควบคู่ไปกับการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพซึ่งอัดแน่นด้วยนวัตกรรมล้ำสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศรถยนต์​ไฟฟ้าในไทยให้สมบูรณ์และยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอย่างแท้จริง

ภายในการประชุม APEC Customs Business Dialogue (ACBD) 2022 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ Customs and Green Economy: Enhancing Economic Development and Environmental Sustainability (ศุลกากรและเศรษฐกิจสีเขียว: การส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม) เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ในฐานะพันธมิตรด้านโมบิลิตี้และโลจิสติกส์ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคของไทยในปี 2565 (APEC 2022) นำโดย มร. ไมเคิล ฉง ผู้จัดการทั่วไป ได้รับเชิญให้เข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์และมุมมองเกี่ยวกับการเพิ่มการลงทุนในธุรกิจสีเขียวเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านโมบิลิตี้ร่วมกับกรมศุลกากร และได้ชี้ให้เห็นว่าหลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยี ตลอดจนส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านและยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ พลังงาน และอุตสาหกรรม เพื่อนำไปสู่การการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

มร. ไมเคิล ฉง ผู้จัดการทั่วไป เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ในฐานะบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ดำเนินงานด้านการวิจัย พัฒนา ผลิต และจำหน่ายเทคโนโลยีและองค์ประกอบทางพลังงานมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี มียอดขายผลิตภัณฑ์ยานยนต์รวมมากกว่า 11 ล้านคันใน 60 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก มีฐานการผลิตเต็มรูปแบบ 13 แห่งรวมไปถึงศูนย์วิจัยและพัฒนา 10 แห่งใน 7 ประเทศ โดยบริษัทฯ มุ่งพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์โดยคำนึงถึงระบบนิเวศอยู่เสมอ นำแนวคิดความยั่งยืนและการลดคาร์บอนมาประยุกต์ใช้ในทุกวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ สร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์คาร์บอนต่ำระดับโลก ส่งเสริมการลงทุนทั้งในด้านยานยนต์พลังงานใหม่ เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมสีเขียวอื่นๆ ตลอดจนช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ยานยนต์พลังงานสะอาดในท้ายที่สุด ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง การันตีด้วยยอดขายทั่วโลกในปี 2564 ที่มีสัดส่วนของรถยนต์พลังงานใหม่ราว 11% ของยอดขายรวมทั้งหมด เพิ่มขึ้นถึง 137% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่ง เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตั้งเป้าหมายว่าจะมียอดขายของรถยนต์พลังงานใหม่คิดเป็นสัดส่วน 80% ของยอดขายทั้งหมดภายในปี 2568”

“เกรท วอลล์ มอเตอร์ กำลังเดินหน้าเพิ่มการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด โดยในปี 2564 ที่ผ่านมา เราได้ลงทุนไปแล้วกว่า 10,000 ล้านหยวน ซึ่งงบประมาณการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนาจะรวมเป็น 100,000 ล้านหยวนในปี 2568 เมื่อรวมกับการปรับปรุงเทคโนโลยีไฮบริด DHT เครื่องยนต์และระบบส่งกำลังประสิทธิภาพสูง เครื่องยนต์เซลล์เชื้อเพลิงและเทคโนโลยีอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถลดการใช้พลังงานในยานยนต์ได้สำเร็จ พร้อมทั้งสามารถวางรากฐานทางเทคโนโลยีเพื่อปฏิรูปการเดินทางอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในอนาคต โดยในประเทศไทย เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำด้านรถยนต์พลังงานใหม่ และมีแผนที่จะดำเนินกิจการและลงทุนในธุรกิจผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนภายในประเทศ 100% สร้างห่วงโซ่ของระบบนิเวศยานยนต์ โรงงาน และธุรกิจโมบิลิตี้ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการด้านสิ่งแวดล้อมสาธารณะ ตลอดจนร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนของเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมทางสังคมในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่การเข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยอย่างเป็นทางการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ลงทุนในประเทศไปแล้วกว่า 12,000 ล้านบาท ทำให้เกิดการจ้างงานกว่า 3,000 ตำแหน่ง และมีแผนที่จะลงทุนในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 22,600 ล้านบาทอีกด้วย” มร. ไมเคิล กล่าวเสริม

ทั้งนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ส่งมอบรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ไปแล้วทั้งสิ้น 10 คัน เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับผู้แทนเขตเศรษฐกิจเอเปคด้วยนวัตกรรมความสะดวกสบาย ความบันเทิง และความปลอดภัยเหนือระดับ มอบประสบการณ์การโดยสารอันน่าประทับใจให้ตัวแทนผู้ทรงคุณวุฒิได้สัมผัสตลอดระยะเวลาจัดการประชุมเอเปคของไทยในปี 2565 (APEC 2022) ระหว่างวันที่ 20 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2565 โดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ 2 การประชุมสำคัญ ได้แก่ 1. การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 3 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง (Third APEC Senior Officials’ Meeting and Related Meetings: SOM3)  ณ จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 16 – 31 สิงหาคม 2565 และ 2. สัปดาห์การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Week: AELW) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 14 – 19 พฤศจิกายน 2565 ซึ่งคาดว่าจะมีผู้แทนกว่า 10,000 คนจาก 21 เขตเศรษฐกิจเอเปคเข้าร่วม ซึ่งการเป็นเจ้าภาพ APEC 2022 ของไทยภายหลังจากวิกฤติด้านเศรษฐกิจและสาธารณสุขจะช่วยส่งเสริมการเติบโตในระยะยาวที่ยืดหยุ่น ครอบคลุม สมดุล และยั่งยืน ยกระดับความแข็งแกร่ง สร้างเสริมความร่วมมือที่ยั่งยืน เพื่อรับมือต่อความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม ความผันผวนทางเศรษฐกิจซึ่งทวีความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความเปราะบางทางเศรษฐกิจ

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะ “ผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก”​ (Global Intelligent Technology) มุ่งมั่นที่จะเติบโตเคียงข้างผู้บริโภค พันธมิตรทางธุรกิจ และสังคม เพื่อรวมขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์และเศรษฐกิจไทยให้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยยังคงให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของผู้บริโภคเพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ครบครันอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ทั้งปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการดำเนินกิจการที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางเพื่อส่งมอบประสบการณ์เหนือชั้นที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคพร้อมทั้งยังยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยและอาเซียน

เอเอเอสฯ เอาใจลูกค้า Taycan รังสรรค์กิจกรรม AAS – Porsche Taycan Experience and Exclusive Lunch with Chef Tam (Baan Tepa)

0

บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย รังสรรค์กิจกรรม AAS-Porsche Taycan Experience and Exclusive Lunch with Chef Tam (Baan Tepa) ภายใต้แนวคิด “A Sustainable Future” ที่ให้ความรู้เรื่อง Product Hi-light, Taycan Trick & Tips รวมถึงการใช้งานของ Porsche Charging Trend และวิธีการใช้งาน Charging Application จากผู้เชี่ยวชาญจากทาง Sharge พร้อมปิดท้ายด้วย Exclusive Lunch สุดพิเศษ ณ บ้านเทพา (Baan Tepa Culinary Space) โดยเชฟตาม-คุณชุดารี เทพาคำ Top Chef Thailand คนแรกของประเทศไทย (Season 1) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม 2565 ที่ Porsche Centre Pattanakarn และ Baan Tepa ที่ผ่านมา

คุณปุณฑริก นิมิตรกุล ผู้จัดการทั่วไป โชว์รูม Porsche Centre Bangkok ในนามของบริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัดตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย กล่าวว่า “กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเป็นพิเศษให้แด่ของท่านเจ้าของรถยนต์ Porsche Taycan แทนคำขอบคุณที่ไว้วางใจเลือกซื้อรถยนต์ปอร์เช่กับทางเอเอเอสฯ เพราะลูกค้าคือคนสำคัญ และต้องการได้รับการดูแลจากเราเป็นอย่างดี ซึ่งมีเพียงเอเอเอส ฯ เท่านั้น ที่จะมอบกิจกรรมอันน่าประทับใจนี้ให้ทุกท่านได้”

เริ่มต้นกิจกรรมช่วงเช้าด้วยการให้สาระความรู้ พร้อมคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้รถยนต์ Porsche Taycan  จากผู้เชี่ยวชาญของแต่ละส่วนงานด้วย 3 หัวข้อที่น่าสนใจคือ Porsche Product Highlights ที่เน้นให้ลูกค้าทราบถึงการทำงานเบื้องต้นและลักษณะเฉพาะของแบตเตอรี่ High – Voltage แบบ Lithium-ion และมอเตอร์ไฟฟ้าที่ได้รับการออกแบบขึ้นมาเป็นพิเศษ เพื่อให้มีน้ำหนักเบา แรงบิดสูง ส่งกำลังได้อย่างต่อเนื่องระบายความร้อนได้ดี พร้อมการแก้ปัญหาเบื้องต้นในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน และให้คำแนะนำวิธีการใช้งานรถยนต์ Taycan ให้ได้เต็มประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด อีกหนึ่งหัวข้อจากทาง Porsche Pro คือ Instruction & Recommendation ที่มาช่วยไขคำตอบเรื่องวิธีการใช้งานของเครื่องชาร์จ, การสังเกตสัญลักษณ์ต่างๆ ขณะชาร์จรถ รวมถึงข้อควรระวังคำแนะนำต่างๆ เช่น การตั้งค่า Charging Profile และการตั้งเวลาชาร์จ    และหัวข้อสุดท้ายที่สำคัญอย่างยิ่งกับลูกค้า Porsche Taycan นั่นคือ Porsche Charging Trend จากทาง E-Performance Specialist และผู้เชี่ยวชาญจากทาง SHARGE พันธมิตรผู้ให้บริการสถานี EV Charging ที่มาร่วมอธิบายวิธีการใช้งาน Charging Application, ระบบชาร์จไฟฟ้าของรถ EV, สถานที่ที่สามารถใช้บริการได้ และอัตราการเติบโตของสถานีชาร์จ Porsche Destination ของปี 2022 รวมถึงวิธีการลงทะเบียน, การใช้งานสิทธิประโยชน์ Charging credit ที่ทางเอเอเอส ฯ ได้มอบเป็นพิเศษให้ลูกค้า Porsche Taycan ทุกท่านที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้  ปิดท้ายด้วยคลาส Q&A ตอบคำถามจากลูกค้ากับทีมผู้เชี่ยวชาญของเอเอเอสฯ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในการบริการหลังการขายจากเอเอเอสฯ ได้อย่างครบทุกข้อสงสัย   ก่อนที่จะเคลื่อนขบวนสู่ร้านอาหารบ้านเทพา โดยมีทีมงานเอเอเอสฯ คอยอำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง

เมื่อขบวนรถยนต์ Porsche Taycan กว่า 20 คัน เดินทางมาถึงที่ร้านอาหารบ้านเทพา (Baan Tepa Culinary Space) โดย ‘เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ’ ผู้ครองตำแหน่งแชมป์จากรายการ Top Chef Thailand ซีซั่นแรก ภายใต้แนวคิด “A Sustainable Future” เฉกเช่นเดียวกับ Porsche Taycan  นำเสนออาหารสไตล์ Fine Dining ที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาลของประเทศไทยเข้ากับกรรมวิธีการปรุงอาหารแนวสมัยใหม่อย่างสร้างสรรค์ในรูปแบบ Farm to Table ในบรรยากาศบ้านทรงไทยหลังเก่าที่เป็นบ้านประจำตระกูลของครอบครัว ส่วนพื้นที่ด้านหลังของบ้านดัดแปลงให้เป็นสวนครัวขนาดย่อม เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการปรุงเมนูต่างๆ และยังเป็นร้านอาหารที่ได้รับแนะนำจากมิชลิน ไกด์ 2566 อีกด้วย

ต้อนรับมื้ออาหารสุดหรูด้วย Welcome Drink สูตรลับสุดพิเศษจากทางร้าน  เริ่มเสิร์ฟจานแรกด้วยเมนู Nam Prik Kai Kem’ ซึ่งเป็นเมนูซิกเนเจอร์ของเชฟ เมนูต่อมาที่น่าสนใจไม่แพ้กันกับ Crab Crab Crab’ เมนูที่นำเสนอความพิเศษของปูไทยหลายชนิด ตามมาด้วยเมนูหลัก Pan fried Patthalung River prawn, roasted southern curry, prawn fat sauce and rice roti’ กุ้งเนื้อหวานเด้งจากแม่น้ำพัทลุงเสิร์ฟคู่แป้งโรตีข้าว  ก่อนจบมื้อด้วยขนมหวานอย่าง Toddy palm crumble cake, coconut yoghurt sorbet’  ที่ทำมาจากลูกตาล เป็นเมนูของหวานที่อร่อยครบทุกมิติ ทั้งหวานเปรี้ยว และกรุบกรอบหอมมันเนย  และนี่คือที่สุดของความประทับใจที่ทางเอเอเอส รังสรรค์ให้กับลูกค้าคนพิเศษของเราภายใต้บรรยากาศที่อบอวลด้วยรอยยิ้ม และความอบอุ่น

เนต้า พร้อมลุยตลาดอีวีเมืองไทย เปิดราคา NETA V 549,000 บาท

0

บริษัท โฮซอน นิว เอนเนอร์ยี่ ออโต้โมบิล จำกัด ผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบรนด์ NETA จากประเทศจีน สะท้อนจุดยืน “Popularizer of Smart EV: สรรสร้างนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อทุกคน” เปิดตัวแบรนด์ NETA อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ตั้งบริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นศูนย์กลางธุรกิจรถไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน พร้อมผนึกพันธมิตรใหญ่ ปตท. สร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในไทย เตรียมแนะนำรถยนต์ไฟฟ้าเข้าสู่ตลาดอย่างน้อยปีละ 1 รุ่น ประเดิมเปิดตัว “NETA V” (เนต้า วี) รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ภายใต้แนวคิด “Touchable Smart EV” เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าเพื่อคนไทยทุกคน

มร. หวัง เฉิงเจี่ย (Mr. Wang ChengJie) รองประธาน บริษัท โฮซอน นิว เอนเนอร์ยี่ ออโต้โมบิล จำกัด กล่าวว่า ด้วยเป้าหมายที่จะให้ผู้คนทั่วทุกมุมโลกมีโอกาสได้ใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% พร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้อย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น บริษัทฯ จึงทุ่มเทให้กับ “การสร้างรถยนต์เพื่อการใช้งานสำหรับทุกคน” ให้มี “สิทธิในการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียมกัน” โดยทำหน้าที่เป็น “ผู้สรรสร้างนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้”   ทำให้ NETA เริ่มแผนการขยายธุรกิจไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา โดยประเทศไทยคือเป้าหมายแรกภายใต้กลยุทธ์ดังกล่าวซึ่งเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคอาเซียนที่มีศักยภาพสูง ภาครัฐมีนโยบายและมาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม ขณะที่ผู้บริโภคก็เปิดรับยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นเช่นกัน”

NETA รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เติบโตสูงอย่างต่อเนื่องในจีน

บริษัท โฮซอน นิว เอนเนอร์ยี่ ออโต้โมบิล จำกัด  หรือ Hozon Auto เป็นผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์ NETA ซึ่งเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% จากประเทศจีน ก่อตั้งขึ้นในปี 2557 มีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในระยะเวลาเพียง 4 ปี ของการดำเนินธุรกิจโดยสามารถเปิดตัวรถยนต์รุ่นแรกได้ภายในปี 2561 และจัดอยู่ในกลุ่มบริษัทรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มียอดขายที่เติบโตสูงอย่างต่อเนื่องในตลาดรถยนต์ประเทศจีน ด้วยอัตราการเติบโตสูงกว่า 362% ในปี 2564 ที่ผ่านมา มียอดจำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารวมแล้วกว่า 170,000 คัน ช่วยลดการปล่อยมลพิษได้กว่า 279,000 ตัน ปัจจุบันบริษัทฯ มีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ทำตลาด 3 รุ่นได้แก่ NETA U รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสไตล์ SUV; NETA V รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสไตล์ City Car รวมไปถึง NETA S รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสไตล์สปอร์ต

ทุ่มเทให้กับการสร้างนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อทุกคน ตั้งเป้าแนะนำรถรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง

ด้วยความมุ่งมั่นที่ต้องการให้ทุกคนมี “สิทธิในการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียม” บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม และเทคโนโลยีอัจฉริยะในทุกมิติเพื่อพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีนวัตกรรม ล้ำสมัยด้วยเทคโนโลยีที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้อย่างแท้จริง ปัจจุบันบริษัทฯ มีศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวม 6 แห่ง โดย 3 แห่งอยู่นอกประเทศจีน ครอบคลุมทั้งในเยอรมนี อิตาลี รวมทั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะใน Silicon Valley สหรัฐอเมริกา พร้อมโรงงานผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้มาตรฐานระดับโลกรวม 3 โรงงานตั้งอยู่ในมณฑลเจ้อเจียง มณฑลเจียงซี และหนานหนิงเขตกวางสี ที่มีกำลังการผลิตรวม 250,000 คันต่อปี โดยโรงงานที่เมืองหนานหนิงจะเป็นโรงงานหลักสำหรับผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าพวงมาลัยขวาเพื่อส่งออกมายังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก โดยมีตลาดที่สำคัญอยู่ที่ประเทศไทย พร้อมกำลังการผลิตอยู่ที่ 100,000 คัน

ยิ่งไปกว่านั้น NETA ยังร่วมมือกับผู้นำด้านนวัตกรรมระดับโลกในหลายธุรกิจ อาทิ Sense Time ผู้พัฒนาอัลกอริทึม AI รายใหญ่ของโลก; Horizon Robotics  ผู้นำด้านแพลตฟอร์มการประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ (AI); Huawei ผู้ให้บริการโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT); CATL  หนึ่งในผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมไปถึงกลุ่มปตท. ในประเทศไทย

NETA มีแพลตฟอร์มรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะ 2 แพลตฟอร์ม ได้แก่ HPC และ HPA ครอบคลุมตลาดตั้งแต่กลุ่ม A00 ถึงระดับ B โดยตั้งเป้าแนะนำรถยนต์รุ่นต่างๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

จับมือกลุ่มปตท. ร่วมสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศให้แข็งแกร่ง

NETA ได้ขยายธุรกิจสู่ตลาดประเทศไทยในปี 2565 ในนาม บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ บริษัท อรุณ พลัส จำกัด (Arun Plus) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ ปตท. ถือหุ้น 100% เพื่อศึกษาความเป็นไปได้สำหรับโอกาสทางธุรกิจและการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว Arun Plus จะเข้ามาร่วมสร้างนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าร่วมกันกับ NETA ในหลากหลายมิติ โดยบทบาทหลักคือการเป็นผู้ผลิตรถยนต์ให้กับ NETA ผ่านบริษัท Horizon Plus ซึ่งจะสามารถเปิดสายพานการผลิตได้ภายในปี 2024  อีกทั้งยังเป็นฐานการผลิตสำหรับการส่งออกไปจำหน่ายในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย

มร. เป่า จ้วงเฟย  (Mr. Bao Zhuangfei) ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า “การดำเนินงานในประเทศไทย  บริษัทฯ มุ่งเน้นความสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ช่องทางการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุม และมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดี เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในรูปแบบใหม่ เพื่อคนไทยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ NETA “Popularizer of Smart EV: สรรสร้างนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้”

  • ด้านผลิตภัณฑ์ : บริษัทฯ มีแผนแนะนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ครอบคลุมทั้งในกลุ่มรถยนต์นั่ง และรถยนต์ในกลุ่ม SUV เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าคนไทย ประเดิมด้วย NETA V สำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบรถยนต์นั่งในกลุ่ม B ที่ให้ความคล่องตัวในการขับขี่ ก่อนจะเปิดตัวรถรุ่นอื่นๆ อีกอย่างต่อเนื่องทุกปี
  • ด้านช่องทางจำหน่าย : ปัจจุบัน NETA มีผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยแล้ว 24 แห่ง ครอบคลุมในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล รวมถึงหัวเมืองใหญ่ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าวางเป้าหมายขยายเพิ่มเป็น 30 แห่ง ภายในปีนี้ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและรองรับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ยังเปิดให้บริการ NETA SPACE (เนต้า สเปช) ภายในพื้นที่ศูนย์การค้าเพื่อรองรับกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า
  • ด้านประสบการณ์ลูกค้า : บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริการหลังการขาย โดยมีการเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้าน ทั้งการฝึกอบรมความพร้อมเจ้าหน้าที่สำหรับดูแลลูกค้าอย่างมืออาชีพ การจัดเตรียมอะไหล่สำรองให้สามารถรองรับกับความต้องการของลูกค้าอย่างทันท่วงที บริการช่วยเหลือลูกค้ากรณีฉุกเฉินผ่าน NETA Call Center ที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

NETA V : A Touchable Smart EV รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ทุกคนเข้าถึงได้

NETA V รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% สไตล์ City Car มาพร้อมแนวคิด “Touchable Smart EV” รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้  ได้รับการออกแบบภายนอกที่ลงตัวตามหลักอากาศพลศาสตร์ และการออกแบบภายในที่เรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย โดดเด่นด้วยหน้าจอ Infotainment ระบบสัมผัส ขนาดใหญ่ 14.6 นิ้ว พร้อมระบบการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ กุญแจแบบสมาร์ทคีย์พร้อมระบบ Ride & Go ให้รถพร้อมสำหรับการขับขี่ทันทีที่เปิดประตูรถ

NETA V มีสมรรถนะเพียงพอต่อการใช้งานด้วยมอเตอร์ขนาด 95 แรงม้า แรงบิด 150 นิวตัน-เมตร พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-Ion Battery) ความจุ 38.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางในการวิ่งสูงสุด 384 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟเต็มตามมาตรฐาน NEDC ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานการป้องกันน้ำและฝุ่น IP67 พร้อมด้วยระบบจัดการอุณหภูมิแบตเตอรี่ HEPT 3.0 และระบบระบายความร้อนแบบ LIQUID COOLING SYSTEM รองรับการชาร์จกระแสสลับ AC Normal Charge จาก 0-100% ในระยะเวลาประมาณ 8 ชั่วโมง และการชาร์จกระแสตรง DC Quick Charge จาก 30-80% ในระยะเวลาประมาณ 30 นาที

ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ด้วยฟังก์ชัน V2L (Vehicle to Load) จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า ด้วยกำลังสูงสุดถึง 3,300 วัตต์ พร้อมการติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัยอย่างครบครัน

NETA V มีให้เลือก 5 สี ประกอบด้วยสีเขียว Cyan สีขาว White Storm สีชมพู Sakura Pink สีเทา Midnight Grey และสีฟ้า Sky Blue

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ NETA Call Center โทร. 02-039-5751 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ ของ NETA ได้ที่

  • Facebook : Neta Auto Thailand
  • Neta Line Official : @netaautothailand
  • Website : www.neta.co.th