Home Blog Page 287

มาเซราติ เปิดตัว ‘เกรคาเล่’ เอสยูวีรุ่นใหม่ ครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด ‘Everyday Exceptional’

0

มาเซราติ ประเทศไทย เปิดตัวเอสยูวีรุ่นใหม่ ‘เกรคาเล่’ (Grecale) ยนตรกรรมสปอร์ตอเนกประสงค์รุ่นล่าสุด ออกแบบภายใต้แนวคิด ‘Everyday Exceptional’ หรือการทำให้ทุกวันเป็นวันพิเศษสำหรับผู้ครอบครอง ผสมผสานความสง่างาม, สมรรถนะ, นวัตกรรมล้ำสมัย มาพร้อมศักยภาพบนเส้นทางออฟ-โรด และสุนทรียภาพแห่งการขับขี่ ผ่านการพัฒนาจาก Maserati Innovation Lab เมืองโมเดนา ประเทศอิตาลี

ปิยะเทพ ศิวากาศ, ผู้จัดการทั่วไป มาเซราติ ประเทศไทย กล่าวว่า “นับเป็นโอกาสดีของลูกค้าในประเทศไทย ที่จะได้สัมผัสกับ ‘เกรคาเล่’ เอสยูวีรุ่นล่าสุด นับเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในกลุ่มhigh performance luxury สะท้อนคอนเซปต์ ‘Italian Audacity’ หรือความกล้าที่จะแตกต่างในสไตล์อิตาเลียน เช่นเดียวกับกลุ่มลูกค้า มาเซราติ ที่มีตัวตนเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ซึ่งยนตรกรรมรุ่นดังกล่าว มาพร้อมดีไซน์แห่งอนาคต ด้วยแรงบันดาลใจจากซูเปอคาร์รุ่น เอ็มซี20 (MC20) ผสานความแรงจากเครื่องยนต์ เน็ททูโน (Nettuno) ที่ใช้เทคโนโลยีจากสนามแข่งฟอร์มูลาวัน พร้อมเสียงคำรามเร้าใจ ‘Maserati Signature Sound’ และห้องโดยสารล้ำสมัย มีพื้นที่กว้างสุด เมื่อเทียบกับรถยนต์ในเซ็กเมนท์เดียวกัน ตอบโจทย์ความต้องการรถยนต์อเนกประสงค์สุดหรู ควบคู่ความเร้าใจตามแบบฉบับ มาเซราติ”

นับตั้งแต่อดีต มาเซราติ มักนำชื่อของ ‘ลม’ มาใช้เป็นชื่อของรถยนต์หลายรุ่นในสายการผลิต เริ่มจากยนตรกรรมในตำนานรุ่นแรกอย่าง ‘มิสทรัล’ (Mistral) ตามด้วย กิบลี่ (Ghibli), โบร่า (Bora), แคมซีน (Khamsin) และ เลอวานเต้ (Levante) เช่นเดียวกันกับ ‘เกรคาเล่’ ที่มีความหมายว่า ลมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกเฉียงเหนือ

มาเซราติ เกรคาเล่ สะท้อนภาพลักษณ์การออกแบบของ มาเซราติ ยุคใหม่ ตัวถังสไตล์คูเป้ เส้นสายโค้งมน กระจังหน้าโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ตกแต่งด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ พร้อมไฟท้ายบูเมอแรงที่ได้แรงบันดาลใจจาก มาเซราติ Giugiaro 3200 GT โดยมิติตัวถังของรุ่น GT ยาว 4,846 มม., กว้าง 2,163 มม., สูง 1,670 มม., (รวมกระจกข้าง) ระยะฐานล้อ 2,901 มม. และมีระยะห่างระหว่างล้อคู่หลัง 1,948 มม.

มาเซราติ ประเทศไทย นำเข้า ‘เกรคาเล่’ 2 รุ่นย่อย คือ จีที (GT) ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ผสานระบบไมลด์ไฮบริด (Mild Hybrid) 300 แรงม้า และ โทรเฟโอ (Trofeo) ซึ่งเป็นรุ่นสูงสุด มาพร้อม เครื่องยนต์เบนซิน วี6 สูบ 3.0 ลิตร 530 แรงม้า ที่ใช้พื้นฐานจากเครื่องยนต์เน็ททูโน (Nettuno) ของซูเปอร์คาร์รุ่น เอ็มซี20 (MC20) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.8 วินาที ท็อปสปีด 285 กม./ชม.

ห้องโดยสารเต็มเปี่ยมความหรูหราและอเนกประสงค์ ด้วยพื้นที่ใช้สอยมากที่สุดในรถกลุ่มเดียวกัน ตกแต่งอย่างประณีตทุกรายละเอียด ด้วยหนังแท้เกรดพรีเมียม, ไม้แท้ และคาร์บอนไฟเบอร์ อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกที่มีการใช้นาฬิกาดิจิทัล แทนนาฬิกาทรงรีแบบดั้งเดิม สามารถแสดงข้อมูลได้หลากหลาย ติดตั้งจอทีเอฟที (TFT: Thin-Film Transistor) 12.3 นิ้ว ด้านหน้าผู้ขับ พร้อมทัชสกรีนอเนกประสงค์แบบจอคู่บริเวณกลางแดชบอร์ด จอบนมีขนาด 12.3 นิ้ว และจอล่าง 8.8 นิ้ว ใหญ่สุดเท่าที่เคยติดตั้งในรถยนต์ มาเซราติ ผสานความรื่นรมย์ของเสียงดนตรีจากลำโพง Sonus Faber 14 ตำแหน่ง ติดตั้งเป็นมาตรฐาน และมีแบบ 21 ตำแหน่ง เป็นออปชั่น

มั่นใจทุกสภาพเส้นทางด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ มาพร้อม 4 โหมดการขับ คือ Comfort, GT, Sport และ Off-road ขณะที่รุ่น โทรเฟโอ เพิ่มโหมด ‘คอร์ซา’ (Corsa) ที่มาพร้อมความเร้าใจสูงสุด ผสานระบบควบคุมการทรงตัวใหม่ล่าสุด ‘วีดีซีเอ็ม’ (VDCM-Vehicle Dynamic Control Module)

มาเซราติ เกรคาเล่ ยนตรกรรมสปอร์ตอเนกประสงค์รุ่นล่าสุดจากค่ายตรีศูล จะประกอบขึ้นที่โรงงาน Cassino ประเทศอิตาลี พร้อมนำเสนอประสบการณ์ใหม่สุดเร้าใจให้กับผู้ครอบครอง

สัมผัสประสบการณ์ใหม่ในแบบ ‘Everyday Exceptional’ ของยนตรกรรมอเนกประสงค์รุ่นล่าสุด มาเซราติ ‘เกรคาเล่’ ได้แล้ววันนี้ ที่โชว์รูม มาเซราติ ประเทศไทย โครงการเอ-สแควร์ ซอยสุขุมวิท 26

มาสด้า ร่วมกับกลุ่มบริษัท กวงไถ่ ทุ่มงบกว่า 300 ล้านบาท เปิดโชว์รูมและศูนย์บริการแบบครบวงจรแห่งใหม่ ย่านบางนา กม.29

0

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย จับมือ กลุ่มบริษัท กวงไถ่ ทุ่มงบประมาณกว่า 300 ล้านบาท เปิดโชว์รูมและศูนย์บริการแบบครบวงจรแห่งใหม่แบบ 4S เฉพาะโชว์รูมฝ่ายขายรถยนต์ใหม่มีขนาด 3 ชั้น พร้อมทั้งศูนย์บริการและศูนย์ซ่อมตัวถังและสี ภายใต้ชื่อ “มาสด้า กวงไถ่” บนทำเลศักยภาพริมถนนบางนา ตราด กม. 29 บนพื้นที่กว่า 4 ไร่ หรือมีพื้นที่ใช้สอยกว่า 10,000 ตารางเมตร พรั่งพร้อมไปด้วยอุปกรณ์เครื่องมือที่ทันสมัยและได้มาตรฐาน เพื่อรองรับความต้องการและอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในเขตพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง ทั้งนี้มาสด้าพร้อมเดินตามแผนพัฒนาธุรกิจระยะกลางในการเดินหน้าขยายโชว์รูมและศูนย์บริการให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อส่งมอบการบริการที่เป็นเลิศให้กับลูกค้ามาสด้าทั่วประเทศ

มร. ทาดาชิ มิอุระ ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มาสด้ามุ่งมั่นที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการยกระดับการบริการหลังการขายให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับเดินหน้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยครั้งนี้ มาสด้าได้ร่วมมือกับพันธมิตร ซึ่งคือ กลุ่มบริษัท กวงไถ่ ที่บริหารงานโดย คุณประทีป มหากิจศิริ ซึ่งเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจ และอยู่ในอุตสาหกรรมรถยนต์มาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี การเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่บนถนนบางนาตราด กม. 29 เนื่องจากเล็งเห็นว่าทำเลนี้เป็นย่านนิคมอุตสาหกรรม โรงเรียน แหล่งชุมชนที่มีลูกค้าผู้ใช้รถยนต์มาสด้าอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น รวมถึงยังเป็นทำเลศักยภาพที่ในอนาคตจะมีเมกะโปรเจกต์เกิดขึ้นอีกหลายแห่ง จึงได้เล็งเห็นถึงโอกาสในการเติบโตของกลุ่มลูกค้าที่ใช้รถยนต์มาสด้าในย่านนี้ ซึ่งจากองค์ประกอบเหล่านี้แล้ว เราเชื่อว่า โชว์รูมและศูนย์บริการแห่งนี้ จะสร้างโอกาสทางการแข่งขัน และสามารถเติมเต็มความต้องการของลูกค้าในย่านนี้ได้อย่างแน่นอน

นายประทีป มหากิจศิริ ประธาน กลุ่มบริษัท กวงไถ่ กล่าวว่า กลุ่มบริษัท กวงไถ่ มีความพร้อมและได้ดำเนินธุรกิจมาอย่างมั่นคง ทำให้เรามีความพร้อมที่จะส่งมอบการบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ซึ่งครั้งนี้ เราได้เข้าร่วมเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์มาสด้าอย่างเป็นทางการ โดยเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการแบบครบวงจร พร้อมศูนย์ซ่อมตัวถังและสี “มาสด้า กวงไถ่” ขึ้น บนถนนบางนา ตราด กม.29 โดยโชว์รูมแห่งนี้ ได้รับการออกแบบให้มีความทันสมัย หรูหรา พรั่งพร้อมด้วยเครื่องมือและสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน สามารถรองรับรถยนต์ที่มาใช้บริการได้สูงสุด 500 คันต่อเดือน และมีศักยภาพที่จะขยายเพิ่มเติมเพื่อรองรับจำนวนลูกค้าที่มาใช้บริการเพิ่มขึ้นได้ถึง 1,000 คัน นอกจากนี้ ยังมีศูนย์ซ่อมตัวถังและสี ที่สามารถรองรับรถลูกค้าที่มาเข้าซ่อมได้ถึง 300 คันต่อเดือน จึงเชื่อว่าจะสามารถส่งมอบการบริการให้กับลูกค้าได้เพียงพอต่อความต้องการ และมอบความประทับใจให้กับลูกค้าได้อย่างครบวงจรแน่นอน

มาสด้า กวงไถ่ เป็นโชว์รูมแบบ 3 ชั้น ตั้งอยู่บนเนื้อที่ขนาด 4 ไร่ มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 10,000 ตารางเมตร ประกอบไปด้วย ศูนย์บริการ 9 ช่องซ่อม รวมถึงเลนด่วนพิเศษแบบ FAST TRACK ที่ใช้เวลาเพียง 60 นาที ก็สามารถส่งมอบรถที่เสร็จสมบูรณ์กลับคืนให้ลูกค้า จึงสามารถรองรับลูกค้าที่ต้องการมาเข้ารับบริการอย่างเร่งด่วนได้นอกจากนั้น ยังมีศูนย์ซ่อมตัวถังและสี 7 ช่องซ่อม และตู้อบพ่นสี 2 ตู้ ซึ่งเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการซ่อมสีและตัวถัง ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย และมีมาตรฐานเทียบเท่ากับ OEM อีกด้วย จึงทำให้โชว์รูมแห่งนี้ เป็น ONE STOP SERVICE ที่ลูกค้ามาสด้าสามารถนำรถมาเข้ารับการบริการได้อย่างครบวงจร รวมถึงสะดวกสบายและรวดเร็ว

“หลักการทำงานของเราคือคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นที่ตั้ง และพร้อมที่จะตอบสนองความต้องการเหล่านั้นอย่างมืออาชีพ ด้วยประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจรถยนต์มายาวนานกว่า 50 ปี รวมถึงศักยภาพของทีมงานและช่างผู้ชำนาญการของเราแล้ว ผมเชื่อมั่นว่า มาสด้า กวงไถ่ จะสามารถส่งมอบการบริการที่เหนือระดับให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการ ด้วยความสะดวก รวดเร็วได้อย่างแน่นอน” นายประทีป กล่าวเสริม

โชว์รูมและศูนย์บริการ มาสด้า กวงไถ่ ตั้งอยู่ที่ 168/88 หมู่ 4 ถนนบางนา-ตราด กม.29 ตำบลบางบ่อ อำเภอบางบ่อ สมุทรปราการ เทศบาลนครสมุทรปราการ รหัสไปรษณีย์ 10560 โทร 02-707-9559 ซึ่งลูกค้าที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติม หรือนำรถมารับบริการได้แล้ววันนี้

ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ รับมอบรางวัลแบรนด์ยอดนิยมอันดับ1 “No.1 Brand Thailand 2021-2022”

0

กลุ่มตรีเพชร โดยคุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จํากัด รับมอบรางวัลเกียรติยศแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1  หมวดรถปิกอัพ “No.1 Brand Thailand 2021-2022” ซึ่งเป็นผลจากการสํารวจความคิดเห็นของผู้บริโภคทั่วประเทศโดยนิตยสาร Marketeer ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ

เอ็มจี คว้ารางวัล “No.1 Brand Thailand 2021-2022” หมวดธุรกิจรถยนต์พลังงานไฟฟ้า สะท้อนความสำเร็จเบอร์หนึ่งในใจผู้บริโภค

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย รับรางวัล “No.1 Brand Thailand 2021 – 2022” ในหมวดรถยนต์ไฟฟ้า (EV Car) การันตีความมั่นใจในฐานะแบรนด์ผู้นำที่ได้รับการยอมรับในความเป็นตัวจริง ด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย พร้อมเดินหน้ายกระดับยนตรกรรมควบคู่กับการพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้แข็งแกร่งและสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

“จากจุดเริ่มต้นในการเป็นผู้บุกเบิกและจุดกระแสรถยนต์อีวีให้ได้รับความนิยมและเป็นที่แพร่หลายในประเทศไทย ตลอดระยะเวลากว่า 4 ปีที่ผ่านมา เอ็มจีได้รับการการันตีความเป็นผู้นำด้านรถยนต์อีวีด้วยรางวัลคุณภาพจากหลากหลายสถาบันชั้นนำ ล่าสุด เอ็มจีคว้ารางวัล “No.1 Brand Thailand 2021 – 2022” ในหมวดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV car) จัดโดย นิตยสาร MARKETEER ร่วมกับ บริษัท เคเดี้ยน อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท มาร์เก็ตติ้ง มูฟ จำกัด ดำเนินการสำรวจความนิยมในสินค้าและบริการประเภทต่าง ๆ ของผู้บริโภคชาวไทยในปีล่าสุด ด้วยจำนวน 5,500 ตัวอย่างทั่วประเทศไทย

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าความสำเร็จในครั้งนี้ของเอ็มจีสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนำเสนอยนตรกรรมที่ทันสมัย ผสมผสานกับดีไซน์อันโดดเด่น อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ยุคใหม่ โดยเฉพาะการเดินหน้าสังคมไทยสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มขั้น ที่เอ็มจีได้ลงมือทำทั้งการแนะนำผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมกับนวัตกรรม ควบคู่กับการผลักดันระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้าในหลากหลายมิติ อาทิ การติดตั้งสถานีชาร์จไฟ MG SUPER CHARGE แล้วกว่า 150 จุดทั่วประเทศ การให้ความรู้และความเข้าใจ ในยานยนต์ไฟฟ้าแก่คนรุ่นใหม่ รวมถึงแผนการสร้างโรงงานผลิตและรีไซเคิลแบตเตอรี่ ทั้งหมดนี้ จะทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศสามารถขยายการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและคนไทยสามารถเข้าถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เอ็มจีเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถก้าวสู่การเป็นศูนย์รวมรถยนต์ไฟฟ้า ที่ต่างชาติให้ความสนใจในการลงทุน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ตามที่ได้มุ่งหวังไว้”

MG EP

NEW MG ZS EV

“ในปัจจุบัน เอ็มจีมียอดส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแล้วกว่า 4,000 คัน ทั้งในรุ่น MG ZS EV และ MG EP เหล่านี้ ถือเป็นบทพิสูจน์ความเชื่อมั่นและไว้วางใจของการเป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับจากคนไทยมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เอ็มจีจะไม่หยุดที่จะนำเสนอยนตรกรรมที่ไม่เพียงแค่มอบความสะดวกสบายในการขับขี่เท่านั้น แต่ยังสามารถมอบความคุ้มค่าผ่านสมรรถนะอย่างเต็มขั้น ดีไซน์อันโดดเด่น และความปลอดภัยในทุกการเดินทาง

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่
Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand

บริดจสโตนตอกย้ำผู้นำตลาดยางรถยนต์ตัวจริง รับรางวัล “No.1 Brand Thailand 2021-2022 โดยนิตยสาร Marketeer”

0

บริดจสโตน ตอกย้ำความเป็นที่สุดในฐานะผู้นำตลาดยางรถยนต์ตัวจริง สะท้อนภาพลักษณ์ความแข็งแกร่งของแบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภคได้อย่างยาวนาน คว้ารางวัล “แบรนด์ยอดนิยมอันดับหนึ่งของประเทศไทย” ประเภทยางรถยนต์ หรือ “No.1 Brand Thailand 2021-2022” โดยนิตยสาร Marketeer ต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 ซึ่งเป็นผลจากการสํารวจความคิดเห็นของผู้บริโภคทั่วประเทศ*

คุณบัณฑิต จันทรคณา ผู้จัดการส่วนงานการตลาดปฏิบัติการ บริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด รับรางวัลเกียรติยศ “แบรนด์ยอดนิยมอันดับหนึ่งของประเทศไทย” ประเภทยางรถยนต์ หรือ “No.1 Brand Thailand 2021-2022” ซึ่งมาจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ โดยนิตยสาร Marketeer ต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 พร้อมเผยว่า “บริดจสโตนขอขอบคุณทุกความเชื่อมั่น และมอบความไว้วางใจในแบรนด์บริดจสโตนเสมอมา เรายังคงยึดมั่นคำสัญญาว่าจะดำเนินธุรกิจโดยให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลางสำคัญ (Customer-Centric) ในการรับฟังความต้องการ ศึกษาพฤติกรรมและข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค พร้อมนำเสนอโซลูชั่นผ่านนวัตกรรมและกลยุทธ์ที่มีส่วนช่วยในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ตรงกับความต้องการและความพึงพอใจของผู้บริโภคมากที่สุดทั้งในกลุ่มยางรถยนต์นั่งและรถบรรทุกขนาดเล็ก และกลุ่มยางรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพและเทคโนโลยีที่ดีเยี่ยม คุ้มค่าต่อการใช้งาน พร้อมเครือข่ายการให้บริการทั่วประเทศ รวมถึงบริการสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ผ่านทางคอลเซ็นเตอร์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อมอบความอุ่นใจในทุกการเดินทางไปกับบริดจสโตน นอกจากนี้เรายังปรับรูปแบบบริการโดยนำเทคโนโลยีแบบออนไลน์และโซเชียลมีเดียให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในปัจจุบัน และเพื่อตอบโจทย์พันธมิตรทางธุรกิจกลุ่มยางรถยนต์เพื่อการพาณิชย์อย่างครบวงจร เราจึงนำเสนอโซลูชั่นการบริหารจัดการยางแบบมืออาชีพที่สามารถเรียกดูข้อมูลได้ทุกเวลา เพื่อผู้ใช้งานวางแผนบริหารจัดการยางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้น ลดต้นทุนการใช้ยาง รวมถึงเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่อีกด้วย และในปีนี้บริดจสโตนเปิดตัวแคมเปญสื่อสารการตลาดล่าสุด เลือกบริดจสโตนไม่ต้อง WORRY, CRAZY ให้สุด” ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันจะทำอะไรก็ต้องค้นหาข้อมูล เรื่องการเปลี่ยนยางก็เช่นเดียวกัน เพียงแค่เลือกบริดจสโตน เรามียางคุณภาพที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค โดยเราได้จัดทำวิดีโอ 3 เรื่องเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อมอบเรื่องราวให้ผู้บริโภคได้รับแรงบันดาลใจและข้อมูลผลิตภัณฑ์ในรูปแบบที่เร้าใจ ไม่ต้องเสียเวลากังวลใจในการค้นหาข้อมูล แล้วออกไปใช้ชีวิตให้ Crazy แบบสุด ๆ พร้อมร่วมสนุกรับโปรโมชั่นสุดพิเศษ
ให้ติดตามมากมายในทุกคลิป ทั้งนี้ บริดจสโตนยังคงมุ่งพัฒนาสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่องเพื่อมอบความปลอดภัยและสร้างประสบการณ์การใช้งานที่เหนือระดับ และมุ่งหวังเป็นแบรนด์ยางรถยนต์ยอดนิยมในใจของผู้บริโภคชาวไทยตลอดไป

*อ้างอิงจากผลสำรวจของ บริษัท Kadence International (Thailand) หน่วยงานวิจัยการตลาดชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น และ บริษัท มาร์เก็ตติ้ง มูฟ จำกัด ในการสำรวจความนิยมในสินค้าและบริการประเภทต่างๆ ของผู้บริโภคชาวไทยในปีล่าสุด

รถบรรทุกอีซูซุสร้างสถิติ!! น้ำมันถังเดียววิ่งไกล 1,261 กิโลเมตร กับภารกิจ “Isuzu King of Trucks One Tank Challenge”

0

กลุ่มตรีเพชร โดย บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ ตอกย้ำความเป็นเจ้าแห่งรถบรรทุกอีซูซุ กับบทพิสูจน์ครั้งแรก! ในวงการรถบรรทุกเมืองไทยกับ “Isuzu King of Trucks One Tank Challenge น้ำมันถังเดียววิ่งไกล 1,200 กิโลเมตร” สร้างสถิติการขับประหยัดน้ำมันครั้งยิ่งใหญ่กับภารกิจน้ำมัน 1 ถัง วิ่งได้ไกล 1,261 กิโลเมตร ขับโดยพนักงานขับรถบรรทุกตัวจริง ด้วยรถบรรทุกสิบล้อหัวลากอีซูซุ GXZ 360 แรงม้า รุ่นใหม่! มาตรฐานจากโรงงาน น้ำหนักรถรวมน้ำหนักลากจูงกว่า 50 ตัน

นายวิชัย สินอนันต์พัฒน์  กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน อีซูซุจึงขอร่วมรณรงค์การใช้รถอย่างประหยัดน้ำมัน ด้วยการจัดกิจกรรมขับประหยัดน้ำมันครั้งแรกในวงการรถบรรทุกเมืองไทย “Isuzu King of Trucks One Tank Challenge น้ำมันถังเดียววิ่งไกล 1,200 กิโลเมตร” โดยใช้น้ำมันเพียงถังเดียวของรถบรรทุกสิบล้อหัวลากอีซูซุ GXZ 360 แรงม้า รุ่นใหม่! รถมาตรฐานจากโรงงาน พร้อมหางพ่วง 3 เพลา บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ 40 ฟุต น้ำหนักรถรวมน้ำหนักลากจูงกว่า 50 ตัน ระหว่างวันที่ 2-3 สิงหาคม 2565 โดยอีซูซุได้เชิญพนักงานขับรถบรรทุกตัวจริง 2 ทีม (ทีมละ 2 ท่าน) มาทำหน้าที่ผู้ขับตลอดเส้นทาง จากจังหวัดเชียงใหม่มุ่งหน้าสู่ภาคใต้ ในสภาพการจราจรจริง ใช้วิธีการขับขี่ในแบบการใช้งานจริงตามปกติ เปิดแอร์ตลอดเส้นทาง โดยมีตัวแทนสื่อมวลชนร่วมเป็นสักขีพยานไปตลอดเส้นทาง สามารถสร้างสถิติใหม่ให้กับวงการรถบรรทุกเมืองไทย น้ำมันหนึ่งถัง 370 ลิตร ขับไปได้ระยะทางไกลถึง 1,261 กิโลเมตร คิดเป็นอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยตลอดเส้นทาง 3.56 กม. / ลิตร อีซูซุรู้สึกประทับใจและยินดีอย่างยิ่ง เพราะกิจกรรมนี้ไม่เพียงรณรงค์ให้คนไทยใช้น้ำมันอย่างรู้คุณค่าด้วยเทคนิคการขับแบบประหยัด แต่ยังช่วยสะท้อนให้เห็นถึงการประหยัดน้ำมันอันยอดเยี่ยมของรถบรรทุกสิบล้อหัวลากอีซูซุ GXZ 360 แรงม้า รุ่นใหม่!  พร้อมตอกย้ำความเป็นเจ้าแห่งรถบรรทุกมาอย่างยาวนานของอีซูซุด้วย จึงถือเป็นกิจกรรมครั้งสำคัญของเรา”

พร้อมกันนี้พนักงานขับรถบรรทุกตัวจริงทั้ง 2 ทีม ได้เล่าถึงประสบการณ์และความรู้สึกระหว่างร่วมกิจกรรมไว้ดังนี้

  • ทีมที่ 1 : คุณสมหมาย ทองแบน และ คุณอาทิตย์ ปิติพรธนพงศ์ ตัวแทนจาก
    บริษัท อนันตราทรานสปอร์ต จำกัด (ขับจาก เชียงใหม่  – อยุธยา ระยะทาง 602.3 กิโลเมตร)

ต้องยอมรับเลยครับว่ารถบรรทุกอีซูซุ ประหยัดน้ำมันจริงๆ ขับขี่สบายตลอดเส้นทางเกาะถนนมั่นใจได้ในทุกโค้ง จนวันนี้ขับมาได้ 602.3 กิโลเมตรแล้ว ถึงแม้จะผ่านเส้นทางเขา ฝนตกเป็นระยะๆ แต่ใช้น้ำมันไปเพียงครึ่งถัง ประหยัดจริงๆ อยากขอบคุณอีซูซุมากครับที่จัดกิจกรรมรณรงค์เรื่องประหยัดน้ำมันครั้งนี้ เป็นประโยชน์กับผมและเพื่อนๆ ที่ขับรถบรรทุกมากครับ ฝากช่วยกันเชียร์ทีมที่ 2 ต่อด้วยนะครับ ขอให้ทำสำเร็จครับ 

  • ทีมที่ 2 : คุณนพดล คงยืน และ คุณจักรกฤติ ไชยณรงค์ ตัวแทนจากบริษัท แสงศิริ
    เคมีเกษตร จำกัด (ขับจาก อยุธยา  – ชุมพร ระยะทาง 658.7 กิโลเมตร)

ดีใจครับที่ทำได้ ทีมผมเริ่มขับออกมาตั้งแต่กลางคืน เพราะเป็นช่วงเวลาวิ่งปกติของรถบรรทุก แม้ถนนจะค่อนข้างมืด แต่ไฟหน้ารถสว่างเห็นชัดเจนก็ช่วยให้ผ่านมาได้สบาย ผ่านเส้นพระราม 2 ที่มีการทำถนนเป็นระยะ แต่สุดท้ายเราก็มาถึงปลายทางได้เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ ต้องขอบคุณระบบเทเลเทค GPS อัจฉริยะ เพื่อโลจิสติกส์ยุคใหม่ สำหรับข้อมูลคำแนะนำการขับที่ช่วยให้ประหยัดน้ำมัน รวมทั้งได้ใช้เทคนิคการขับแบบประหยัดน้ำมัน เห็นเลยครับว่าประหยัดจริงจนทำสำเร็จครับ 

ทั้งนี้เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา อีซูซุเชิญชวนร่วมสนุกตอบคำถาม ลุ้นว่าน้ำมัน 1 ถัง  รถบรรทุกอีซูซุจะขับไปไกลเกิน 1,200 กิโลเมตรได้หรือไม่ ในกิจกรรม “Isuzu King of Trucks One Tank Challenge” โดยมีผู้ร่วมสนุกตอบคำถามอย่างมากมาย บริษัทฯ จะประกาศรายชื่อผู้โชคดีที่จะได้รับรางวัล บัตรเติมน้ำมันมูลค่า 800 บาท จำนวน 150 ท่าน มูลค่ารวมทั้งสิ้น 120,000 บาท ในวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2565 ผ่านทาง Facebook: Isuzu Trucks Thailand และ Website: www.isuzu-tis.com  ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

ฮอนด้าเพิ่มความอุ่นใจให้ลูกค้าช่วงฤดูฝน กับแคมเปญ “ฝนเท ฮอนด้าพร้อมเปย์ รับโปรฉ่ำ กระหน่ำเช็ก” พร้อมโปรโมชันพิเศษ และลุ้นรับ Shopee e-coupon รวม 400 รางวัล

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ชวนลูกค้าเตรียมความพร้อมของรถยนต์ในช่วงฤดูฝน ไม่ว่าจะเดินทางใกล้-ไกล ก็อุ่นใจและปลอดภัยในทุกเส้นทาง กับแคมเปญ ฝนเท ฮอนด้าพร้อมเปย์ รับโปรฉ่ำ กระหน่ำเช็ก ด้วยบริการตรวจเช็กสภาพรถยนต์ฟรี 25 รายการ พร้อมเพิ่มความปลอดภัยในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 กับบริการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคภายในรถยนต์ฟรี รวมทั้งมอบข้อเสนอพิเศษเฉพาะลูกค้าฮอนด้า เงื่อนไขตามที่บริษัทฯ กำหนด ทั้งโปรโมชันยาง อาทิ ซื้อยางโยโกฮาม่า 3 เส้นแถม 1 เส้น ส่วนลดพิเศษโปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ อีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร ฮอนด้าอัลติเมทแคร์ (Honda Ultimate Care) และส่วนลดเพิ่มเติมแพ็กเกจเช็กระยะฮอนด้าเพย์เซฟ (Honda PaySave) ส่วนลดยางปัดน้ำฝน รวมถึงแบตเตอรี่ทางเลือกคุณภาพสูงยี่ห้อ PUMA โดยสามารถผ่อนชำระค่าใช้จ่ายงานบริการดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 6 เดือน และค่าใช้จ่ายยางรถยนต์นานสูงสุด 10 เดือน และสำหรับลูกค้าที่นัดหมายก่อนเข้ารับบริการประเภทงานเช็กระยะ หรือซ่อมทั่วไป มีโอกาสลุ้นรับรางวัล Shopee e-coupon มูลค่า 500 บาท และ 300 บาท รวม 400 รางวัล เพียงนัดหมายและนำรถยนต์เข้ารับบริการที่ศูนย์บริการฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2565 – 30 กันยายน 2565

สิทธิประโยชน์สำหรับลูกค้าฮอนด้าในแคมเปญ “ฝนเท ฮอนด้าพร้อมเปย์ รับโปรฉ่ำ กระหน่ำเช็ก”*

รายการที่ 1      ฟรี บริการตรวจสภาพรถยนต์ 25 รายการ**

รายการที่ 2      ฟรี บริการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคภายในห้องโดยสารรถยนต์ทุกรุ่น

รายการที่ 3      ส่วนลด 15% สำหรับโปรแกรมอัลติเมทแคร์ 1,2,3

รายการที่ 4      ส่วนลด 20% สำหรับยางปัดน้ำฝน

รายการที่ 5      ส่วนลดเพิ่มเติมสำหรับแพ็กเกจเช็กระยะฮอนด้าเพย์เซฟ ทั้งแบบ 2 และ 4 ระยะ สำหรับลูกค้าฮอนด้าที่มีรถยนต์อายุระหว่าง 7-9 ปี และเกิน 10 ปีขึ้นไป

  • ส่วนลด 300 บาท สำหรับรุ่นรถยนต์ก่อนปี 2012
  • ส่วนลด 200 บาท สำหรับรุ่นรถยนต์ระหว่างปี 2013-2015

รายการที่ 6      ส่วนลด 100 บาท สำหรับแบตเตอรี่ทางเลือกยี่ห้อ PUMA แบตเตอรี่คุณภาพสูง
แบบพร้อมใช้งานไม่ต้องดูแลน้ำกลั่น

รายการที่ 7     โปรโมชันพิเศษสำหรับยางรถยนต์ ตามเงื่อนไขของบริษัทฯ

  • ซื้อยางโยโกฮาม่า (Yokohama) 3 เส้น รับฟรี 1 เส้น สำหรับลูกค้าที่ใช้รถยนต์ฮอนด้า ซิตี้ แจ๊ซ ซีวิค เอชอาร์-วี และแอคคอร์ด
  • ซื้อยางกู๊ดเยียร์ (GoodYear) รับส่วนลด 15-25% พร้อมรับฟรี ร่มกอล์ฟ หรือเก้าอี้ปิกนิกแบบเซตคู่ สำหรับลูกค้าที่ใช้รถยนต์ฮอนด้า ซิตี้ แจ๊ซ ซีวิค และเอชอาร์-วี
  • ซื้อยางกู๊ดเยียร์ (GoodYear) ครบ 4 เส้น สำหรับขอบยาง 16 นิ้ว รับฟรี ร่มกอล์ฟ และสำหรับขอบยาง 17 นิ้วขึ้นไป รับฟรี เก้าอี้ปิกนิกแบบเซตคู่ สำหรับลูกค้าที่ใช้รถยนต์ฮอนด้า ซิตี้ แจ๊ซ ซีวิค แอคคอร์ด บีอาร์-วี เอชอาร์-วี และซีอาร์-วี

รายการที่ 8      ผ่อนชำระค่าใช้จ่ายงานบริการ ดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน สำหรับการเข้ารับบริการในงานตรวจเช็กตามระยะทาง งานซ่อมทั่วไป งานซ่อมตัวถังและสี (ประเภทลูกค้าเป็นผู้ชำระเงิน) งานติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ของฮอนด้า รวมถึงลูกค้าที่ซื้อโปรแกรมอัลติเมทแคร์และแพ็กเกจเช็กระยะฮอนด้าเพย์เซฟ โดยมียอดค่าใช้จ่าย 3,000 บาทขึ้นไป

รายการที่ 9      ผ่อนชำระค่าใช้จ่ายยางรถยนต์ ดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน หรือ 10 เดือน โดยมียอดค่าใช้จ่าย 5,000 บาทขึ้นไป

ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถนัดหมายนำรถยนต์เข้ารับบริการล่วงหน้า ผ่านบริการ Online Service Booking” ที่ https://servicebooking.honda.co.th หรือทาง LINE Honda Thailand Official Account (@Honda Thailand) โดยสามารถเลือกใช้บริการพิเศษเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายยิ่งขึ้นกับบริการ Honda Drop & Go” เพียงนัดหมายเช็กระยะล่วงหน้า นำรถมาฝากกุญแจไว้ แล้วไปทำธุระต่อได้เลย หรือบริการ Honda Quick Service” การนัดหมายเช็กระยะเร่งด่วน แบบรอรับรถได้ภายในเวลาที่กำหนด (ตรวจสอบโชว์รูมฮอนด้าที่ให้บริการพิเศษได้จากหน้าเว็บไซต์) โดยจะได้รับโอกาสในการลุ้นรางวัล Shopee e-coupon สำหรับซื้อสินค้าในแอปพลิเคชัน Shopee รวมทั้งหมด 400 รางวัล แบ่งเป็นมูลค่า 500 บาท 200 รางวัล และมูลค่า 300 บาท 200 รางวัล และจะมีการประกาศผลและแจกรางวัลในเดือนกันยายน และตุลาคม 2565 เดือนละ 200 รางวัล โดยจะประกาศรายชื่อผู้โชคดีครั้งที่ 1 – 2 ผ่านทาง https://www.honda.co.th/rainyluckydraw2022

สำหรับแคมเปญ “ฝนเท ฮอนด้าพร้อมเปย์ รับโปรฉ่ำ กระหน่ำเช็ก”  เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2565 – 30 กันยายน 2565 ลูกค้าสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการฮอนด้าทั่วประเทศ หรือศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง (Honda Call Center) โทร. 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.honda.co.th/service

นอกจากนี้ ระหว่างรอรับบริการ ลูกค้าสามารถทดลองขับรถยนต์ฮอนด้ารุ่นใดก็ได้กับแคมเปญ Happy Day Happy Drive” เพื่อรับฟรี You’re e:HEV Family Bottle ขวดน้ำ LocknLock มูลค่า 249 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2565 – 30 กันยายน 2565 ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ สามารถอ่านข้อมูลทางเว็บไซต์ www.honda.co.th/testdrive

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ สุดยอดสมรรถนะ เพื่อการผจญภัยเหนือระดับในทุกเส้นทาง

0

ไม่ว่าจะลุยเส้นทางวิบากหรือเดินทางข้ามจังหวัดบนถนนหลวง ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ พร้อมพาคุณไปได้ทุกที่ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยมากมาย ทั้งโหมดการขับขี่ที่เลือกให้เหมาะกับทุกการเดินทาง ตลอดจนกล้องมองรอบคัน 360 องศา ไปจนถึงระบบล็อกเฟืองท้ายที่ช่วยให้ทุกการผจญภัยเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น

“ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ขึ้นชื่อว่าเป็นรถที่พร้อมพิชิตเส้นทางสมบุกสมบันได้อย่างน่าประทับใจอยู่แล้ว เราจึงต้องการตอกย้ำความเชื่อมั่นของลูกค้าในรถรุ่นใหม่ ด้วยการพัฒนาการใช้งานให้หลากหลาย เพิ่มความมั่นใจในทุกเส้นทางด้วยการผนวกเทคโนโลยีมากมายเพื่อให้ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ มีสรรถนะเหนือชั้นที่สุดเท่าที่ฟอร์ด เอเวอเรสต์เคยมีมา” เอียน ฟอสตัน หัวหน้าวิศวกรแพลตฟอร์ม T6 กล่าว

ทีมวิศวกรของฟอร์ดได้พัฒนาโหมดการขับขี่ที่เลือกได้มากถึง 6 โหมดสำหรับ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ โดยเฉพาะ เพื่อให้ผู้ขับขี่เข้าถึงความสะดวกสบายและสมรรถนะที่ดีเยี่ยมได้ง่ายๆ เพียงหมุนปุ่มควบคุม   ซึ่งรถแต่ละรุ่นจะมีโหมดการขับขี่แตกต่างกันไป ได้แก่

  • โหมดปกติ – สำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ทั้งบนทางเรียบและออฟโรด ในรูปแบบการขับขี่ปกติ
  • โหมดประหยัด – เพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันสูงสุดด้วยการลดความไวของคันเร่ง ปรับการเปลี่ยนเกียร์ให้ไวขึ้น และปรับจูนระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติให้ประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้น
  • โหมดลากจูงและบรรทุก – ออกแบบมาเพื่อใช้งานขณะลากจูงหรือบรรทุกของหนัก โดยจะปรับเกียร์ให้เหมาะสมเพื่อรักษากำลังและการหน่วงกำลังเครื่องยนต์ขณะขึ้น-ลงเขา รวมถึงการเพิ่มน้ำหนักพวงมาลัยเพื่อการควบคุมที่ดียิ่งขึ้น
  • โหมดทางลื่น – สำหรับการขับขี่บนพื้นแข็งที่มีผิวลื่น เช่น หญ้าเปียก เครื่องยนต์และเกียร์ทำงานร่วมกันเพื่อลดการลื่นไถล พร้อมปรับการทำงานของระบบป้องกันล้อหมุนฟรีเพื่อเพิ่มการยึดเกาะถนนและทรงตัวให้ดียิ่งขึ้น
  • โหมดโคลน/ร่อง – สำหรับการใช้งานออฟโรดบนเส้นทางที่เป็นแอ่งโคลนหรือมีน้ำขัง ออกแบบมาเพื่อช่วยรักษาโมเมนตัมของรถ แต่ยังคงปล่อยให้ล้อปั่นอย่างพอเหมาะเพื่อรีดโคลนออกจากดอกยาง
  • โหมดทราย – สำหรับการขับขี่ออฟโรดเช่นกัน เหมาะใช้งานทั้งบนพื้นทรายและหิมะหนา โดยระบบจะเพิ่มประสิทธิภาพการส่งกำลัง การเปลี่ยนเกียร์ และการควบคุมการทรงตัวเพื่อรักษาโมเมนตัมของรถ

โหมดการขับขี่ดังกล่าวยังผสานการทำงานกับเทคโนโลยีอัจฉริยะอื่นๆ ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ เช่น ระบบล็อคเฟืองท้ายแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเปิดใช้งานได้ง่ายๆ ผ่านหน้าจอ SYNC ในโหมดสำหรับการขับขี่แบบออฟโรดโดยเฉพาะ และระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัด รวมถึงการแสดงภาพจากกล้องหน้าบนหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ตรงกลางคอนโซล

ร็อบ ฮิวโก้ ผู้จัดการฝ่ายประสบการณ์การขับขี่ ฟอร์ด เอเวอเรสตต์ กล่าวว่า “เราพอใจกับมุมมองกล้องหน้าของฟอร์ด เอเวอ์เรสต์ เจเนอเรชันใหม่ เป็นพิเศษ และเราเชื่อว่าผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยบนเส้นทางออฟโรดก็น่าจะชอบเช่นกัน การแสดงเส้นบอกวงเลี้ยวบนหน้าจอจะช่วยให้คุณขับขี่ได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะชนสิ่งกีดขวาง เสมือนมีเพื่อนคอยบอกทางให้เสมอ”

จากการทดสอบในกว่า 10 ประเทศ ตั้งแต่เส้นทางชนบทที่ห่างไกลในออสเตรเลีย พื้นที่ป่าทึบในประเทศไทย เขตภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะในนิวซีแลนด์ ไปจนถึงผืนทะเลทรายที่ร้อนระอุในดูไบ ทำให้เชื่อมั่นได้ว่า เทคโนโลยีที่ติดตั้งมาในฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ จะพร้อมให้คุณเดินทางได้อย่างมั่นใจ

“ลูกค้ามั่นใจได้ในเทคโนโลยีที่เราใส่มาในฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ เพราะเราได้ทดสอบรถแบบสุดหฤโหด ทั้งในโปรแกรมจำลองสถานการณ์และบนสนามทดสอบจริง เพื่อให้แน่ใจว่ารถอัดแน่นด้วยสมรรถนะ ความแข็งแกร่ง ปลอดภัย และทนทานมากพอที่จะสนองความต้องการของนักผจญภัยออฟโรดตัวจริง” จอห์น วิลเลมส์ หัวหน้าวิศวกรโปรแกรม ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เสริม

นอกจากเทคโนโลยีเพื่อสมรรถนะที่ดีเยี่ยมแล้ว ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ยังมาพร้อมแชสซีที่มีความยาวกว่าเดิม 50 มิลมิเมตร และฐานล้อที่กว้างขึ้น 50 มิลมิเมตร ทำให้ส่วนหน้าและท้ายรถสั้นลง รวมถึงมุมจากและมุมเงยที่เพิ่มขึ้น (สูงสุด 30 องศา)  ส่งผลให้การควบคุมรถและสมรรถนะในการขับขี่ดีขึ้นทั้งบนทางเรียบและออฟโรด

การติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบพาร์ทไทม์ในฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมเกียร์ทรานสเฟอร์แบบ 2 จังหวะและการเปลี่ยนโหมดการขับขี่ขณะรถเคลื่อนที่ด้วยระบบไฟฟ้า (Electronic Shift-On-The-Fly) ด้วตัวเลือกการขับขี่แบบ 2H, 4H และ 4L  โดยค่าเริ่มต้นในโหมดปกติอยู่ที่เกียร์ 2H สำหรับการขับขี่ทั่วไปเพื่อการประหยัดน้ำมันสูงสุด แต่เมื่อคุณเข้าสู่เส้นทางออฟโรด เกียร์ 4H จะช่วยเพิ่มการยึดเกาะและเสริมการควบคุมรถให้ดียิ่งขึ้น สำหรับทางลาดชัน พื้นหิน และทราย เกียร์ 4L จะเพิ่มแรงบิดแบบทวีคูนเพื่อการควบคุมรถที่ดียิ่งขึ้นเมื่อขับด้วยความเร็วต่ำ

“เราต้องการพัฒนาต่อยอดสิ่งต่างๆ ที่ผู้คนชื่นชอบอยู่แล้วในฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่นก่อนหน้า และเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่มากขึ้นอีกเป็นพิเศษ เพื่อให้ลูกค้าใช้งานทั้งในเมืองและตะลุยป่าเขาได้อย่างมั่นใจ ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยที่อัดแน่นที่พร้อมช่วยให้นักขับมือใหม่มั่นใจมากขึ้น ขณะที่คอออฟโรดก็ขับสนุกได้มากกว่าเดิม จากการพัฒนาแชสซีที่แข็งแกร่งและช่วงล่างที่มอบทั้งความสะดวกสบายและความปลอดภัยในทุกการเดินทาง” เอียน กล่าว

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ปลูกป่าเพิ่มอีก 40 ไร่ ในจังหวัดนครราชสีมา ภายใต้โครงการ “รากกล้าแห่งความยั่งยืน”

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ มูลนิธิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย นำโดย มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และประธานมูลนิธิ พร้อมด้วย นายเอกอธิ รัตนอารี กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคลและบริหารทั่วไป และรองประธานมูลนิธิ ร่วมปลูกต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์บนพื้นที่ 40 ไร่ ณ ป่าชุมชนบ้านโคกพลวง อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมป้องกันวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ภายใต้โครงการปลูกป่า “Root for Sustainability : รากกล้าแห่งความยั่งยืน”

“ในวันนี้ ต้นกล้ากว่า 8,000 ต้น ซึ่งถูกปลูกในพื้นที่ป่าชุมชนบ้านโคกพลวง จะเติบโตขึ้นเป็นต้นไม้ใหญ่ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับคนในชุมชน อีกทั้งชุมชนและสัตว์ป่ายังสามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำและอาหารที่ถือกำเนิดมาจากต้นไม้ได้ ผมขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมปลูกป่าในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรมป่าไม้ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และสมาชิกชุมชนบ้านโคกพลวง ผลจากความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และช่วยทำให้คนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ คาร์บอนเครดิตเพิ่มเติมที่ได้จากการดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อมของ  บริษัทฯ จะถูกนำไปลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เราปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย พวกเราดีใจที่ได้มีส่วนในการช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับชุมชนผ่านโครงการปลูกป่าในครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ต่อสังคมไทยอย่างยั่งยืน” มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และประธานมูลนิธิ พร้อมด้วยนักเรียนจากโรงเรียนบ้านหินโคน ร่วมปลูกต้นราชพฤกษ์ ระหว่างเข้าร่วมกิจกรรมปลูกป่า “Root for Sustainability : รากกล้าแห่งความยั่งยืน” ณ ป่าชุมชนบ้านโคกพลวง อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา

กิจกรรมปลูกป่า “Root for Sustainability : รากกล้าแห่งความยั่งยืน” เป็นการสานต่อจากโครงการ “ปลูกป่า 60 ปี 60 ไร่” ที่ได้ริเริ่มขึ้นในปี 2564 เพื่อฉลองครบรอบ 60 ปี การดำเนินธุรกิจของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในประเทศไทย โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ปลูกต้นไม้บนพื้นที่ 20 ไร่ ในพื้นที่ชุมชนบ้านอ่างกระพงศ์ อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี และอีก 40 ไร่ ในพื้นที่ชุมชนบ้านนางาม อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว

“นับตั้งแต่ปี 2515 ป่าชุมชนบ้านโคกพลวงถูกบุกรุกอย่างหนักจนสภาพป่าเสื่อมโทรมและพื้นที่ป่าชุมชนลดลงจาก 576 ไร่ เหลือเพียง 260 ไร่ ชาวบ้านใช้เวลานานกว่า 13 ปี ในการต่อสู้ในชั้นศาล เพื่อทวงคืนผืนป่าชุมชนจากผู้บุกรุก หลังจากนั้นเป็นต้นมา ชาวบ้านจึงเพียรพยายามฟื้นฟูสภาพพื้นที่ป่าผ่านการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน กรมป่าไม้ และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ได้ร่วมมือกันภายใต้โครงการภาคีสนับสนุนป่าชุมชนลดโลกร้อน ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการสนับสนุนสมาชิกชุมชนร่วมปกป้องรักษาพื้นที่ป่าชุมชน เรารู้สึกยินดีและขอขอบคุณ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เป็นอย่างยิ่งที่จัดกิจกรรมปลูกป่าและสนับสนุนกล้าไม้กว่า 8,000 ต้น ประกอบด้วย 24 สายพันธุ์ อาทิ ไม้ที่มีค่าทางเศรษฐกิจ ไม้กิน ไม้ดอก ไม้อเนกประสงค์ และไม้ผล เช่น สัก พะยูง กระถินเทพา ยางนา ไผ่ ขี้เหล็ก มะขามป้อม มะม่วง ขนุน หว้า และ แคนา เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชนในพื้นที่ป่าชุมชนบ้านโคกพลวง” นายสมถวิล ลีลมโนธรรม นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ กรมป่าไม้ กล่าว

กิจกรรมนี้ยังได้นำรถกระบะ มิตซูบิชิ ไทรทัน เข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการขนย้ายต้นกล้าไปปลูกยังพื้นที่ป่าชุมชน ตอกย้ำสมรรถนะรถยนต์มิตซูบิชิ สามารถลุยได้ในทุก ๆ สถานการณ์และทุกสภาพเส้นทาง ในขณะที่รถยนต์ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ซึ่งสามารถจ่ายไฟฟ้าไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ด้วยกำลังไฟมากสุด 1,500 วัตต์ ถูกนำมาใช้จ่ายไฟฟ้าให้กับตู้เย็นพกพา สำหรับแจกจ่ายไอศกรีมให้กับ   เด็ก ๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรม ทั้งนี้ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ยังใช้จ่ายไฟฟ้าให้กับพัดลมไอน้ำที่ใช้ภายในงานอีกด้วย

มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และประธานมูลนิธิ แจกไอศกรีมจากตู้เย็นที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากรถมิตซูบิชิ เอาท์แลนด์เดอร์ พีเอชอีวี ให้กับนักเรียนจากโรงเรียนบ้านหินโคนที่มาเข้าร่วมกิจกรรมปลูกป่า

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาแล้วกว่า 61 ปี เราให้ความสำคัญกับการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเสมอมา ตลอดจนการดำเนินกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ โครงการ “Root for Sustainability : รากกล้าแห่งความยั่งยืน” ที่เราจะจัดกิจกรรมขึ้นทุกปี เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าชุมชน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยังเป็นการปูทางสำหรับการมีสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนของประเทศไทยอีกด้วย

“Big Motor Sale 2022” พร้อมพลัสจัดเต็ม ให้โปรโมชั่นเด็ดสุดคุ้ม 19-28 สิงหาคมนี้ ที่ ไบเทค บางนา

0

บริษัท ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป ผู้จัดงาน “Big Motor Sale 2022” มหกรรมเปิดโลกยานยนต์  เดินหน้าสานต่อพันธกิจขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง ประกาศพร้อมพลัสจับมือผู้ประกอบการค่ายรถคุณภาพ และอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์มาตรฐานเยี่ยม สร้างโอกาสผู้ซื้อพบผู้ขายแบบสุดคุ้ม เพื่อสนับสนุนให้ผู้บริโภคมีโอกาสได้เลือกซื้อยานยนต์ที่ถูกใจและคุ้มค่าในราคาจับต้องได้ ระหว่างวันที่ 19-28 สิงหาคม 2565 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

ทั้งนี้ในงาน “Big Motor Sale 2022” มหกรรมเปิดโลกยานยนต์  ได้รับการตอบรับอันดีจากผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ รถอเนกประสงค์ ยานยนต์ไฟฟ้า และ มอเตอร์ไซค์ ได้แก่  BMW, HONDA, JEEP, KIA, MAZDA, MERCEDES-BENZ, MG, MINI, MITSUBISHI, NETA,  NISSAN, PEUGEOT, SUBARU, SUZUKI, TOYOTA, VOLT, VOLVO, BMW Motorrad, HARLEY-DAVIDSON, HONDA, YAMAHA   รวมทั้งยังมีบริษัทผู้จำหน่ายรถยนต์มือสองพรีเมี่ยมและอุปกรณ์ตกแต่งพรีเมี่ยมต่างๆ อาทิ B-AUTO HAUS  ตลอดจนยานยนต์ไฟฟ้าและมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นต่างๆ  ร่วมออกบู๊ธแสดงสินค้าคับคั่งเหมือนเช่นทุกปี รวมทั้งมีไฮไลท์พิเศษเป็นการเปิดตัวของ HONDA BR-V ตัวล่าสุดในงาน Big Motor Sale 2022  ซึ่งทั้งหมดที่เข้าร่วมงานต่างก็เตรียมรถและผลิตภัณฑ์รุ่นล่าสุดมาเปิดจำหน่ายกันอย่างคึกคักพร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมงานสามารถทดลองขับขี่รถยนต์รุ่นที่ชื่นชอบได้ก่อนการตัดสินใจ

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมน่าสนใจต่างๆ มากมาย อาทิ โชว์สกิลการขับขี่รถโดย “รัสส สวิฟ” (Mr. Paul Russell Swift) นักขับรถยนต์ผาดโผนชาวอังกฤษจากทีม SUBARU เจ้าของสถิติ Guinness World Records ร่วมโชว์พิเศษสุดเร้าใจ ในวันศุกร์ที่ 19 – วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคมบริเวณลานทิศตะวันตกด้านหน้าของไบเทค

โดยผู้จัดงานคาดหวังให้การจัดงานปีนี้เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยจากระดับฐานราก ที่ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ ให้แก่ผู้ประกอบการ และธุรกิจร้านค้าโดยรอบพื้นที่ เพื่อคลายความตึงเครียดหลังจากได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอันเนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในหลายปีที่ผ่านมา โดยยังรณรงค์ให้ผู้เข้าร่วมงานและผู้ชมงานทุกท่าน ปฏิบัติตามหลักสาธารณสุขพื้นฐาน “สวมหน้ากาก – รักษาระยะห่าง – หมั่นล้างมือ” เพื่อความปลอดภัยของผู้ร่วมงานทุกท่าน

เรียนเชิญผู้สนใจร่วมชมงาน “Big Motor Sale 2022” มหกรรมเปิดโลกยานยนต์  ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-28 สิงหาคมนี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS ลงสถานีบางนา ใช้ทางออกประตู 1 เพื่อเดินเชื่อมต่อกับ Skywalk มายังฮอลล์101-104 หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : bigmotorsale.yanyont