
“ตรีเพชรอีซูซุเซลส์” เปลี่ยนกรรมการผู้จัดการใหม่

“Isuzu V-Cross by New Gen 2026” ชวนกลุ่มนิสิต นักศึกษา โชว์ไอเดียสุดปัง “ถ้า ISUZU V-CROSS เป็นคน จะเป็นคนแบบไหน”
อีซูซุชวนน้อง ๆ นิสิต นักศึกษา นำเสนอไอเดียสุดครีเอทีฟผ่านการแข่งขันการทำคลิปวิดีโอแนวตั้ง ความยาวไม่เกิน 2 นาที ผ่านโครงการ Isuzu V-Cross by New Gen 2026 ภายใต้หัวข้อรอบคัดเลือก “ถ้า ISUZU V-CROSS เป็นคน จะเป็นคนแบบไหน” ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน ได้ทั้งในรูปแบบรายบุคคล หรือแบบทีม ทีมละไม่เกิน 5 คน โดยไม่จำกัดสถาบัน คณะ หรือชั้นปีการศึกษา พิเศษสำหรับผู้เข้ารอบ 10 ทีมสุดท้าย จะได้ร่วมสัมผัสสมรรถนะปิกอัพสปอร์ตออฟโรด ISUZU V-CROSS 4×4 “THE ONE & ONLY” พร้อมเรียนรู้เทคนิคการทำคอนเทนต์แบบมืออาชีพกับคุณฤกษ์อรุณ เจียมสวัสดิ์ เจ้าของเพจ “Kayab” เพื่อเพิ่มประสบการณ์ด้านการสร้างสรรค์คอนเทนต์ให้แก่ ทีมที่ผ่านเข้ารอบ ก่อนเข้าสู่การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ณ สนามทดสอบรถ Isuzu 4×4 Experience จังหวัดปทุมธานี ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 140,000 บาท
สำหรับน้อง ๆ นิสิต นักศึกษาที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมและศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Openlink : Isuzu V-Cross by New Gen 2026 Facebook: Tri Petch Isuzu Sales Career และ TikTok: Tri Petch Group Official
รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.openlink.co/tisnewgen
“Benz Primus” ครองยอดขายอันดับ 1 ตอกย้ำ Primus Group ผู้นำตลาดรถพรีเมี่ยม
Primus Group ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในธุรกิจยานยนต์ระดับพรีเมี่ยม หลัง Benz Primus ได้รับรางวัลอันดับ 1 ยอดจำหน่ายรถยนต์ Mercedes–Benz ในประเทศไทย จากเวที ARPC 2026 สะท้อนความเป็นผู้นำด้านคุณภาพ การบริการและความเชื่อมั่นจากลูกค้า

ในโอกาสนี้ “ณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ” ประธาน กลุ่มบริษัทในเครือ Primus Group และ TOAVH ขึ้นรับมอบรางวัลผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ Mercedes–Benz ยอดเยี่ยม อันดับ 1 ในระดับองค์กร เขตพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูง “มาร์ติน ชเวงค์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ในงานประชุมผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ Mercedes–Benz ประจำปี 2026 ภายใต้ชื่องาน Annual Retail Partner Conference 2026 (ARPC 2026) จัดขึ้นโดย บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ณ โรงแรมลาบาริส เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา
สำหรับรางวัลทรงเกียรติสูงสุด ที่ได้รับมีทั้งหมด 4 รางวัล แบ่งเป็นระดับองค์กร 2 รางวัล และระดับบุคคล 2 รางวัล ได้แก่
1.PrimusAutohaus: รางวัลอันดับ 1 Star Pilot Showroom Performance 2025 (Bangkok)
2.PrimusPattaya: รางวัลอันดับ1 Star Pilot Showroom Performance 2025 (Up Country)

3.ชนม์สิตา สร้อยสิงห์คำ (ปุ้ย)จาก Primus Autohaus : รางวัล Best of C–Class (ยอดจำหน่าย C–Class สูงสุด) จากงาน Motor Expo 2025

4.สาวิตรี พุ่มเกื้อ (อุ๊)จาก Primus Autohaus : รางวัล The Winner of Smile Award – Excellence in Sales Customer Satisfaction 2025
“ความสำเร็จในครั้งนี้ สะท้อนความแข็งแกร่งการเป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ในเครือ Primus Group ทุกมิติ ทั้งด้านการบริหารเครือข่าย การให้บริการลูกค้า และการพัฒนาศักยภาพของทีมงานที่มีระบบและประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Primus Group ก้าวเป็นผู้นำในธุรกิจผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ในระดับพรีเมี่ยม ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ในระยะเวลาอันรวดเร็ว” นายณัฏฐวุฒิ กล่าว

จิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทในเครือ Primus Group เปิดเผยว่า ด้วยนโยบายหลักของ Primus Group ที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) ในการพัฒนาศักยภาพการดำเนินงานของเครือข่ายธุรกิจผู้แทนจำหน่ายรถยนต์อย่างรอบด้าน ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การขาย การส่งมอบรถยนต์ จวบจนการบริการหลังการขาย ส่งผลทำให้ Benz Primus ได้รับความไว้วางใจและเชื่อมั่นจากลูกค้าด้านการขายและบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน บริษัทแม่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ได้ให้การสนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินงานด้านต่างๆ เป็นอย่างดี ทำให้ Benz Primus สร้างผลงานได้อย่างโดดเด่นและก้าวขึ้นครองตำแหน่งผู้แทนจำหน่าย Mercedes–Benz ที่มียอดจำหน่ายสูงสุด ในระดับองค์กร และระดับบุคคล ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึงรางวัลการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าอีกด้วย

“Primus Group พร้อมเดินหน้าพัฒนาและยกระดับการบริหารงาน ในการดูแลลูกค้าให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ที่เหนือระดับ และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าอย่างครบถ้วนในทุกมิติ” จิระพล กล่าวทิ้งท้าย
*
“เกีย เซลส์ (ประเทศไทย)” สานต่อแคมเปญระดับโลก “Inspiration Connects Us All” ตอกย้ำพลังความเป็นหนึ่งเดียวของผู้คนทั่วโลกผ่านมหกรรมกีฬาระดับโลกในงาน FIFA World Cup™ Trophy Tour by Coca-Cola ในฐานะ Mobility Partner กับ FIFA
“เกีย” เป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (Fédération Internationale de Football Association: FIFA) โดยได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Official Mobility Partner ผู้สนับสนุนด้านการเดินทาง เทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ และโซลูชันการเดินทางแห่งอนาคตสำหรับกิจกรรมและการแข่งขันระดับโลกของ FIFA อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2007 จนถึงปี 2030 ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว Kia Corporation ได้เปิดตัวแคมเปญระดับโลกสำหรับ FIFA World Cup 2026™ ภายใต้แนวคิด ‘Inspiration Connects Us All’ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ แบรนด์ในการส่งเสริมความเป็นหนึ่งเดียว ไม่เพียงระหว่างเกียและลูกค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้คนทั่วโลก โดยล่าสุด เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เข้าร่วมเป็น Mobility Partner ในงาน ‘FIFA World Cup™ Trophy Tour by Coca-Cola’ เพื่อร่วมส่งต่อแรงบันดาลใจสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของผู้คนทั่วโลกผ่านมหกรรมกีฬาระดับโลก ณ ไอคอนสยาม เมื่อเร็วๆ นี้

นายฌ็อง–ดาวิด คริสติญอง อาเรล รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์และการตลาด บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวว่า บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของเกีย คอร์ปอเรชัน ดำเนินธุรกิจภายใต้ปรัชญาเดียวกันทั่วโลก คือ “Movement that inspires” ที่เราเชื่อว่าพลังของการเดินทางจะสร้างแรงบันดาลใจและสามารถเปลี่ยนแปลงมุมมองและชีวิตผู้คน เพื่อสานต่อปรัชญาของแบรนด์ และแคมเปญระดับโลกของเกีย คอร์ปอเรชัน บริษัทฯ จึงได้ร่วมสนับสนุนกิจกรรม “FIFA World Cup™ Trophy Tour by Coca-Cola” ในฐานะ Mobility Partner ในโอกาสที่ถ้วย FIFA World Cup™ Original Trophy เดินทางถึงประเทศไทย โดยมี The Kia EV9 รถเอสยูวี 6 ที่นั่ง ไฟฟ้า 100% , The Kia Sorento PHEV AWD เอสยูวีพลังงานไฟฟ้าระดับพรีเมียมแบบ 3 แถว 6 ที่นั่ง และ รถเอ็มพีวีรุ่นเรือธง The new Kia Carnival HEV 7-seater เป็นพาหนะสำหรับกิจกรรมดังกล่าวตลอดระยะเวลาที่จัดกิจกรรมในประเทศไทยเพื่อสื่อถึงการเดินทางของแรงบันดาลใจและความเป็นหนึ่งเดียวที่ฟุตบอลมอบให้กับแฟนบอลทั่วโลกพร้อมจัดแสดงรถยนต์ The Kia EV9 เพื่อให้แฟนบอลได้สัมผัสและใกล้ชิดกับรถยนต์เกียภายในงาน “FIFA World Cup™ Trophy Tour by Coca-Cola” ที่จัดขึ้น ณ ไอคอนสยาม

“ฟุตบอลคือกีฬาที่อยู่ในหัวใจของแฟนบอลชาวไทย และเป็นพลังที่เชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรม สอดคล้องกับแนวคิด ‘Inspiration Connects Us All’ ของเกีย การมีส่วนร่วมในกิจกรรมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการสร้างการรับรู้ของแบรนด์ แต่เป็นการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาที่มีความหมายต่อผู้บริโภค สะท้อนความมุ่งมั่นของเกียในการสนับสนุนกีฬาฟุตบอล และเชื่อมโยงแบรนด์กับแฟนบอลชาวไทยอย่างเป็นรูปธรรม” นายฌ็อง–ดาวิด คริสติญอง อาเรล กล่าวทิ้งท้าย

“ฮอนด้า”ประกาศไม่ปรับขึ้นราคารถยนต์ทุกรุ่น! ยังคงราคาเดิมถึงวันที่ 6 เม.ย. 2569 พร้อมรับภาษีสรรพสามิตใหม่สำหรับรถยนต์ปี 2569
การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่สำหรับรถยนต์ปี 2569 ส่งผลให้ต้นทุนทางภาษีขยับตัวสูงขึ้นในหลายเซกเมนต์ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศ ไม่ปรับขึ้นราคาจำหน่ายรถยนต์ทุกรุ่นถึงวันที่ 6 เมษายน 2569 พร้อมมอบแคมเปญพิเศษ “Honda โปรตะลึง ตรึงราคา! พลัสเพิ่มความคุ้มแบบจึ้งใจ” จัดเต็มสิทธิพิเศษเพิ่มเติมสูงสุด 85,000 บาท* ดอกเบี้ย 0% หรือผ่อนสบายเริ่มต้นเพียง 2,500 บาท นานสูงสุด 84 เดือน* เมื่อจองตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่ 6 เมษายน 2569 และรับรถภายใน 10 เมษายน 2569 เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจเป็นเจ้าของรถยนต์ฮอนด้าได้ง่ายขึ้น

เจาะลึกการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่สำหรับรถยนต์ปี 2569
การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่สำหรับรถยนต์มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป เป็นการจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่ที่จะพิจารณาสัดส่วนการจัดเก็บภาษี โดยพิจารณาจากปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) การส่งเสริมการผลิตและการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ รวมถึงการส่งเสริมความปลอดภัยของตัวรถยนต์ การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ในครั้งนี้ ส่งผลต่อต้นทุนทางภาษีที่เพิ่มขึ้นของรถยนต์ในหลายเซกเมนต์
- สำหรับรถยนต์รุ่นที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ไม่เกิน 100 กรัม/กม.
จากเดิมในปี 2568 จัดเก็บภาษีที่ 4% ในปี 2569 จัดเก็บภาษีที่ 6% (เพิ่มขึ้น 2%) สำหรับรถไฮบริด (HEV)
- สำหรับรถยนต์รุ่นที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) 100 กรัม/กม.
จากเดิมในปี 2568 จัดเก็บภาษีที่ 12% ในปี 2569 จัดเก็บภาษีที่ 13% (เพิ่มขึ้น 1%) สำหรับรถยนต์สันดาปภายใน (ICE)
- สำหรับรถยนต์รุ่นที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ตั้งแต่ 101 กรัม/กม. ถึง 120 กรัม/กม.
จากเดิมในปี 2568 จัดเก็บภาษีที่ 8% ในปี 2569 จัดเก็บภาษีที่ 9% (เพิ่มขึ้น 1%) สำหรับรถไฮบริด (HEV)
- สำหรับรถยนต์รุ่นที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ตั้งแต่ 121 กรัม/กม. ถึง 150 กรัม/กม.
จากเดิมในปี 2568 จัดเก็บภาษีที่ 8% ในปี 2569 จัดเก็บภาษีที่ 14% (เพิ่มขึ้น 6%) สำหรับรถไฮบริด (HEV)
โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่สำหรับรถยนต์ปี 2569 และราคาขายรถยนต์ฮอนด้าถึงวันที่ 6 เม.ย. 2569
ฮอนด้านำเสนอไลน์อัป Honda e:HEV – The EXCITING Hybrid พร้อมมอบประสบการณ์ความแรงเร้าใจควบคู่ไปกับความนุ่มนวลอย่างเหนือความคาดหมาย และประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม รวมถึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยฮอนด้ายืนยันคงราคาขายเดิมถึงวันที่ 6 เมษายน 2569
เพิ่มความคุ้มค่ายิ่งขึ้น ด้วยข้อเสนอสุดพิเศษ “Honda โปรตะลึง ตรึงราคา! พลัสเพิ่มความคุ้มแบบจึ้งใจ” จัดเต็มสิทธิพิเศษเพิ่มเติมสูงสุด 85,000 บาท* ดอกเบี้ย 0% หรือผ่อนสบายเริ่มต้นเพียง 2,500 บาท นานสูงสุด 84 เดือน*
ไฮไลต์ข้อเสนอสำหรับ Honda City และ Honda City Hatchback รุ่น TURBO ราคาเริ่มต้นเพียง
599,000 บาท
- ใหม่! สำหรับรุ่น TURBO มาพร้อมทางเลือก
- รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมมูลค่า 85,000 บาท* ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมฮอนด้า อัลติเมท แคร์
- หรือเลือกรับดอกเบี้ยพิเศษ 0%* พร้อมรับ Honda Exclusive Care 5 ปีมูลค่าสูงสุด
69,000 บาท**
- โปรแกรม ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส (Double Smile Plus) ผ่อนเบา ดาวน์สบาย เลือกผ่อนได้ ตามสไตล์ที่คุณชอบ
- สำหรับ Honda City Hatchback (เกรด S+) ฮอนด้าช่วยผ่อน 7 ปี รวมมูลค่าสูงสุด 105,204 บาท*
- ผ่อนเบาเริ่มต้นเพียงเดือนละ 2,500 บาท* หรือเลือก ดาวน์ต่ำเพียง 10%*
- ฟรีประกันภัย 1 ปี* และฮอนด้า อัลติเมทแคร์
- รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมรวมมูลค่า 30,000 บาท
- สำหรับนิสิต นักศึกษา ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษา หรือวิทยาลัยอาชีวศึกษาต่าง ๆ รวมถึง นักเรียนนักศึกษาจบใหม่ ฯลฯ ที่มีอายุไม่เกิน 27 ปี รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมมูลค่า 10,000 บาท*
- Happy Trade-in รับสิทธิพิเศษมูลค่า 15,000 บาท เมื่อนำรถยนต์คันเดิมมาขายและออกรถยนต์ฮอนด้ารถยนต์ Honda City หรือ Honda City Hatchback คันใหม่*
- สำหรับเจ้าของรถจักรยานยนต์ฮอนด้า รับสิทธิพิเศษเพิ่มมูลค่า 5,000 บาท*
ไฮไลต์ข้อเสนอสำหรับ Honda City e:HEV และ City Hatchback e:HEV ราคาเริ่มต้น 729,000 บาท
- ใหม่! สำหรับรุ่น e:HEV มาพร้อมทางเลือก
- รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมมูลค่า 65,000 บาท* ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมฮอนด้า อัลติเมท แคร์
- หรือเลือกรับดอกเบี้ยพิเศษ 0%* พร้อมรับ Honda Exclusive Care 5 ปีมูลค่าสูงสุด
145,000 บาท**
- โปรแกรม ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส (Double Smile Plus) ผ่อนเบา ดาวน์สบาย เลือกผ่อนได้ ตามสไตล์ที่คุณชอบ
- สำหรับ Honda City e:HEV (เกรด e:HEV SV) ฮอนด้าช่วยผ่อน 7 ปี รวมมูลค่าสูงสุด
67,716 บาท* - ผ่อนเบาเริ่มต้นเพียงเดือนละ 4,800 บาท* หรือเลือก ดาวน์ต่ำเพียง 10%*
- ฟรีประกันภัย 1 ปี* และฮอนด้า อัลติเมทแคร์
- รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง*
- สำหรับ Honda City e:HEV (เกรด e:HEV SV) ฮอนด้าช่วยผ่อน 7 ปี รวมมูลค่าสูงสุด
- รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมรวมมูลค่า 30,000 บาท
- สำหรับนิสิต นักศึกษา ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษา หรือวิทยาลัยอาชีวศึกษาต่าง ๆ รับสิทธิรวมถึง นักเรียนนักศึกษาจบใหม่ ฯลฯ ที่มีอายุไม่เกิน 27 ปี พิเศษเพิ่มเติมมูลค่า 10,000 บาท*
- Happy Trade-in รับสิทธิพิเศษมูลค่า 15,000 บาท เมื่อนำรถยนต์คันเดิมมาขายและออกรถยนต์ฮอนด้ารถยนต์ Honda City e:HEV และ City Hatchback e:HEV คันใหม่*
- สำหรับเจ้าของรถจักรยานยนต์ฮอนด้า รับสิทธิพิเศษเพิ่มมูลค่า 5,000 บาท*
ไฮไลต์ข้อเสนอสำหรับ Honda Civic e:HEV ราคาเริ่มต้นเพียง 1,099,000 บาท
สปอร์ตซีดานขวัญใจวัยรุ่น ดีไซน์สปอร์ตเท่ ขับมันส์เหลือล้น เร่งแรงเร้าใจ ประหยัดน้ำมันเหลือ ๆ พร้อมฟังก์ชันการใช้งานและเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกอันล้ำสมัยครบครัน ซึ่งมาพร้อมข้อเสนอพิเศษ ดังนี้
- สำหรับ Honda Civic e:HEV มาพร้อมทางเลือก
- รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมมูลค่า 60,000 บาท* ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมรับดอกเบี้ยพิเศษ 0.99%
- หรือเลือกรับ ดอกเบี้ย 0% พร้อมรับ Honda Exclusive Care 5 ปี มูลค่าสูงสุด 173,000 บาท**
- โปรแกรม ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส (Double Smile Plus) ผ่อนเบา ดาวน์สบาย เลือกผ่อนได้ ตามสไตล์ที่คุณชอบ
- ฮอนด้าช่วยผ่อน 7 ปี รวมมูลค่าสูงสุด 84,000 บาท*
- ผ่อนเบาเริ่มต้นเพียงเดือนละ 9,527 บาท* หรือเลือก ดาวน์ต่ำเพียง 10%*
- ฟรีประกันภัย 1 ปี* และฮอนด้า อัลติเมทแคร์
- รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง*
- เพิ่มเติม! Happy Trade-in สำหรับ Honda Civic e:HEV เมื่อนำรถยนต์คันเดิมมาขายและออกรถยนต์ Honda Civic e:HEV คันใหม่ที่โชว์รูมฮอนด้า รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมมูลค่า 20,000 บาท*
ไฮไลต์ข้อเสนอสำหรับ New Honda HR-V e:HEV ราคาเริ่มต้นเพียง 949,000 บาท
ไฮบริด SUV ยอดนิยม สปอร์ตพรีเมียมลงตัว สะดวกสบาย ขับง่าย ลุยได้ทุกเส้นทาง รองรับทุกการใช้งานสไตล์อเนกประสงค์ อีกทั้งประหยัดน้ำมันเกินคาด ซึ่งมาพร้อมข้อเสนอพิเศษ ดังนี้
- สำหรับ New Honda HR-V e:HEV มาพร้อมทางเลือก
- รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมมูลค่า 60,000 บาท* ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมรับดอกเบี้ยพิเศษ 0.99%
- หรือเลือกรับ ดอกเบี้ย 0% พร้อมรับ Honda Exclusive Care 5 ปี มูลค่าสูงสุด 154,000 บาท**
- โปรแกรม ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส (Double Smile Plus) ผ่อนเบา ดาวน์สบาย เลือกผ่อนได้ ตามสไตล์ที่คุณชอบ
- ฮอนด้าช่วยผ่อน 7 ปี รวมมูลค่าสูงสุด 84,000 บาท*
- ผ่อนเบาเริ่มต้นเพียงเดือนละ 8,090 บาท* หรือเลือก ดาวน์ต่ำเพียง 10%*
- ฟรีประกันภัย 1 ปี* และฮอนด้า อัลติเมทแคร์
- รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง*
- เพิ่มเติม! Happy Trade-in สำหรับ New Honda HR-V e:HEV เมื่อนำรถยนต์คันเดิมมาขายและออกรถยนต์ New Honda HR-V e:HEV คันใหม่ที่โชว์รูมฮอนด้า รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมมูลค่า 20,000 บาท*
ไฮไลต์ข้อเสนอสำหรับ New Honda Accord e:HEV ราคาเริ่มต้น 1,479,000 บาท
รถซีดานครอบครัว พรีเมียม ห้องโดยสารกว้างขวาง มอบประสบการณ์ความสะดวกสบายเหนือระดับ พร้อมหลากหลายเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกอันล้ำสมัยและเทคโนโลยีการขับขี่อื่น ๆ ที่ครบครัน ซึ่งมาพร้อมข้อเสนอพิเศษ ดังนี้
- สำหรับเจ้าของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าและครอบครัว (Honda Loyalty) เลือกรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติม ดังนี้
- ดอกเบี้ยพิเศษ 0.84%* ฟรีประกันภัย 1 ปี เมื่อออกรถยนต์ New Honda Accord e:HEV
- หรือเลือกรับดอกเบี้ย 1.84%* พร้อมแพ็กเกจ Honda Exclusive Care 5 ปี**
- สำหรับลูกค้าทั่วไป เลือกรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติม ดังนี้
- ดอกเบี้ย 0.99%* พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี*
- หรือเลือกรับดอกเบี้ย 1.99% พร้อมแพ็กเกจ Honda Exclusive Care 5 ปี มูลค่าสูงสุด 204,000 บาท**
- โปรแกรม ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส (Double Smile Plus) ผ่อนเบา ดาวน์สบาย เลือกผ่อนได้ ตามสไตล์ที่คุณชอบ
- ค่างวดเริ่มต้นเพียง 15,346 บาท* หรือ เลือกดาวน์ต่ำเพียง 10%*
- ฟรีประกันภัย 1 ปี*
- รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง*
- เพิ่มเติม! Happy Trade-in สำหรับ New Honda Accord e:HEV เมื่อนำรถยนต์คันเดิมมาขายและออกรถยนต์ New Honda Accord e:HEV ที่โชว์รูมฮอนด้า รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมมูลค่า 40,000 บาท*
ไฮไลต์ข้อเสนอสำหรับ New Honda CR-V e:HEV ราคาเริ่มต้น 1,399,000 บาท
New Honda CR-V e:HEV ที่มาพร้อมการปรับไลน์อัปเป็นฟูลไฮบริด e:HEV ในทุกรุ่นย่อย ให้ลูกค้าได้สัมผัสกับ SUV ไฮบริดสำหรับครอบครัวที่ครบและคุ้มค่าในราคาที่เข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น
- สำหรับเจ้าของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าและครอบครัว (Honda Loyalty) เลือกรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติม ดังนี้
- ดอกเบี้ยพิเศษ 0.69%* ฟรีประกันภัย 1 ปี เมื่อออกรถยนต์ New Honda CR-V e:HEV
- หรือเลือกรับดอกเบี้ย 1.69%* พร้อมแพ็กเกจ Honda Exclusive Care 5 ปี** มูลค่าสูงสุด 204,000 บาท**
- สำหรับลูกค้าทั่วไป เลือกรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติม ดังนี้
- ดอกเบี้ย 0.99%* พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี*
- หรือเลือกรับดอกเบี้ย 1.99% พร้อมแพ็กเกจ Honda Exclusive Care 5 ปี มูลค่าสูงสุด 204,000 บาท**
- โปรแกรม ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส (Double Smile Plus) ผ่อนเบา ดาวน์สบาย เลือกผ่อนได้ ตามสไตล์ที่คุณชอบ
- ค่างวดเริ่มต้นเพียง 14,516 บาท* หรือ เลือกดาวน์ต่ำเพียง 10%*
- พร้อม ฮอนด้า อัลติเมท แคร์
- รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง*
ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือ
www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777
อัปเดตทุกข่าวสาร ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมล่าสุด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวได้ที่
- เว็บไซต์: honda.co.th
- Facebook Official Account: Honda Thailand
- LINE Official Account: @honda-thailand
“ซูซูกิ” รุกตลาดปี 2569 ยกระดับรถยนต์อเนกประสงค์ รุ่น XL7 BLACK EDITION โดดเด่นด้วยชุดแต่งสีดำรอบคัน มั่นใจทุกการขับขี่ ราคาเริ่มต้น 835,000 บาท
บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าพัฒนาคุณภาพสินค้าเพื่อผู้บริโภคชาวไทย แนะนำ SUZUKI XL7 BLACK EDITION ในแนวคิด EXPRESS YOUR OTHER SIDE เผยอีกด้านของตัวตนให้พร้อมลุยในทุกเส้นทางด้วยดีไซน์โทนสีดำ สไตล์ Multi-Dynamic Crossover ชูรูปลักษณ์ใหม่ที่มาพร้อมกับความสปอร์ตดุดันด้วยชุดตกแต่งรอบคันแบบ BLACK EDITION ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย และความคุ้มค่า ในราคาเริ่มต้นเพียง 835,000 บาท

นายทาดาโอะมิ ซูซูกิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวแนะนำ SUZUKI XL7 BLACK EDITION รถยนต์ Multi-Dynamic Crossover รุ่นล่าสุด ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ปรับโฉมให้มีความโดดเด่นและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและสไตล์ชีวิตที่หลากหลายของผู้บริโภคชาวไทยในปัจจุบัน ซึ่งตัวรถจะมาพร้อมกับดีไซน์รูปลักษณ์ที่ได้รับการออกแบบให้มีความสปอร์ตและดุดันมากยิ่งขึ้น สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและคล่องตัว เหมาะสำหรับการใช้งานในทุกกิจกรรมและหลากหลายเส้นทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับโฉมในรูปแบบ “BLACK EDITION” ที่เน้นการใช้โทนสีดำ ซึ่งจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ของผู้ขับขี่ให้มีความ โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

SUZUKI XL7 BLACK EDITION ยนตรกรรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อสะท้อนความสปอร์ตและความเร้าใจ โดยเน้นบุคลิกที่ดุดันและแตกต่างจากรุ่นมาตรฐานอย่างชัดเจน หัวใจหลักคือการสร้างสรรค์รูปลักษณ์ใหม่ผ่านการดีไซน์เน้นโทนสีดำสู่ความเข้มขรึมที่ลงตัว ซึ่งช่วยเสริมให้ตัวรถยนต์ดูทรงพลัง แข็งแกร่ง และมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ประกอบด้วย
ไฟหน้า LED และ Day Time Running Light ตกแต่งสีดำ มอบความรู้สึกสปอร์ตและดุดัน มีความโฉบเฉี่ยวเข้ากับแนวคิดอย่างลงตัว

กระจังหน้าสีดำ มอบความรู้สึกสปอร์ตและดุดัน มีความโฉบเฉี่ยวเข้ากับแนวคิดอย่างลงตัว

ชุดตกแต่งกันชนด้านหน้าและด้านหลังสีดำ เพิ่มมิติความเข้มดุดันและทำให้ไฟหน้าของรถดูคมชัดเฉียบคมยิ่งขึ้นในทุกมุมมอง

ชุดตกแต่งสเกิร์ตด้านข้างสีดำ ดีไซน์ที่เสริมความสปอร์ตทำให้ตัวรถดูโดดเด่นและมีมิติมากยิ่งขึ้น

ล้ออะลูมิเนียมอัลลอยสีดำ ยกระดับความโดดเด่นให้ตัวรถดูภูมิฐานและทรงพลัง สะท้อนเอกลักษณ์ของรถยนต์อเนกประสงค์ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

มือจับประตูด้านนอกสีดำ เข้ากับโทนสีดำเงาของตัวรถอย่างลงตัว ช่วยสร้างความกลมกลืนในทุกรายละเอียด

ไฟท้าย LED แบบ Light Guides ตกแต่งสีดำ เพิ่มความเข้มและสร้างความโดดเด่นสะดุดตาในยามค่ำคืน

วัสดุตกแต่งประตูท้ายสีดำ เชื่อมต่อไฟท้ายทั้งสองข้างให้ดูเป็นมิติเดียวกันและเพิ่มความน่าค้นหาให้กับส่วนท้ายของรถ

ราวหลังคาสีดำ ฟังก์ชันการใช้งานในสไตล์ Multi-Dynamic Crossover ให้พร้อมสำหรับในทุกการเดินทาง

SUZUKI XL7 BLACK EDITION: นิยามของความคุ้มค่าและดีไซน์ที่โดดเด่น
ดีไซน์ภายในกว้างขวาง ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ SUZUKI XL7 BLACK EDITION ตอกย้ำความเป็นรถ Multi-Dynamic Crossover ด้วยห้องโดยสารที่ออกแบบมาเพื่อความสะดวกสบายรองรับผู้โดยสารด้วยเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง โดยเบาะนั่งแถวที่ 2 สามารถแยกพับอิสระแบบ 60:40 และปรับเลื่อนเพื่อเพิ่มพื้นที่ได้อย่างคล่องตัว ส่วนเบาะนั่งแถวที่ 3 พับอิสระแบบ 50:50 ซึ่งเมื่อพับเบาะทั้งสองแถวราบกับพื้น จะสามารถเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้สูงสุดถึง 803 ลิตร พร้อมรองรับทุกกิจกรรมของสมาชิกทุกคนในครอบครัว
ภายในห้องโดยสารสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยคอนโซลดีไซน์ที่โดดเด่น ให้ความรู้สึกสุขุมนุ่มลึก ผสานอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ด้วยมาตรวัดพร้อมจอ LCD แสดงข้อมูลการขับขี่อย่างครบครัน ทั้ง Driving G-Force และอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง มอบความบันเทิงผ่านหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 10 นิ้ว รองรับทุกการเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัด สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยแท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันทรง D-Shape พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียงและสั่งการโทรศัพท์ รวมถึงระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเพื่อให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย
เทคโนโลยี Smart Hybrid Vehicle จากซูซูกิ (SHVS) ประสิทธิภาพสูงและประหยัดพลังงาน ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร ผสานการทำงานกับเทคโนโลยี Smart Hybrid Vehicle โดยมีระบบ ISG (Integrated Starter Generator) เข้ามาช่วยเสริมแรงบิดในช่วงออกตัวและเร่งแซง ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ซึ่งถูกติดตั้งในตำแหน่งสูงเพื่อความปลอดภัยเมื่อขับขี่ในสภาพถนนที่มีน้ำท่วมขัง เทคโนโลยีนี้ช่วยเพิ่มกำลังการทำงานของเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้ประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
มั่นใจในทุกเส้นทางด้วยแพลตฟอร์ม HEARTECT เอกสิทธิ์เฉพาะของซูซูกิที่ช่วยเพิ่มทั้งสมรรถนะและความปลอดภัย ตัวถังใช้เหล็กกล้า High-Tensile และโครงสร้าง TECT เหล็กกล้าน้ำหนักเบามีความแข็งแรงทนทาน พร้อมระบบ NVH ช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอกและแรงสั่นสะเทือนขณะขับขี่ เสริมด้วยเหล็กกันโคลงด้านหน้า ให้การทรงตัวที่ดีเยี่ยม เข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ ผสานกับระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบแม็คเฟอร์สัน สตรัท และด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีม เพื่อรองรับสภาพถนนทั้งในเมือง และนอกเมืองก็สามารถทำได้อย่างมั่นใจ
ความปลอดภัยและการบำรุงรักษาที่คุ้มค่า SUZUKI XL7 BLACK EDITION มาพร้อมระบบความปลอดภัยครบครัน อาทิ ระบบเบรก ABS/EBD/BA, ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน, และกล้องมองภาพขณะถอยจอดพร้อมเซนเซอร์กะระยะ นอกจากความปลอดภัยที่วางใจได้แล้ว ซูซูกิยังให้ความสำคัญกับการบำรุงรักษาที่ง่ายและค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผล ตอกย้ำภาพลักษณ์ของรถยนต์ที่สร้างความคุ้มค่าสูงสุดในระยะยาวให้กับผู้บริโภค
SUZUKI XL7 BLACK EDITION พร้อมวางจำหน่าย โดยมีสีและราคาจำหน่ายดังนี้
| สีรถ | ราคาจำหน่าย (บาท) |
| Cool Black Metallic | 835,000 |
| Savana Ivory Metallic/Cool Black Metallic | 845,000 |
| Pearl Snow White/Cool Black Metallic | 850,000 |
โดยมีแคมเปญพิเศษรับข้อเสนอผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 8,304 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรกและบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงระยะเวลา 3 ปี โดยผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ
นายทาดาโอะมิ ซูซูกิ กล่าวเพิ่มเติมว่า SUZUKI XL7 คือหนึ่งในรถยนต์อเนกประสงค์ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค ด้วยความครบครัน ทั้งด้านความกว้างขวางภายในห้องโดยสาร อุปกรณ์อำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัยครบครัน รวมถึงสมรรถนะการขับขี่อันโดดเด่นที่พร้อมพาคุณไปพบกับประสบการณ์ใหม่ๆ ในทุกเส้นทาง ซึ่งการแนะนำ SUZUKI XL7 BLACK EDITION ในครั้งนี้ คาดว่าจะเข้ามาเพิ่มตัวเลขยอดขายให้เติบโตขึ้นมากกว่าเดิมอย่างแน่นอน”
“GWM” ยุติการจำหน่าย “ORA Good Cat” เตรียมเปิดบทใหม่สู่ “GWM ORA 5 SUV”
GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุก ประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุดและอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการ หลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM (Thailand) ประกาศหยุดจำหน่าย GWM ORA Good Cat และขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยทุกคนที่ให้การสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าคันนี้ที่สร้างเรื่องราวอันน่าจดจำมากมายตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ด้วยยอดขายสะสมกว่า 20,827 คัน และเตรียมนำ GWM ORA 5 SUV และรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างน้อย 5 รุ่นในปี 2569 รวมถึงตั้งเป้าเดินหน้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายเป็นกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ

ตลอดเส้นทางความสำเร็จในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา GWM ORA Good Cat ได้สร้างปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ให้กับวงการยานยนต์ไทยในหลากหลายมิติอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น
- เป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่จุดกระแสรถยนต์ไฟฟ้า หรือ “BEV Phenomenon” ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยและได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2564 จนเกิดเป็น “Good Cat Fever” จากดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย
- สร้างความสำเร็จจากกระแสความนิยม ด้วยการครองตำแหน่งรถยนต์ไฟฟ้ายอดขายอันดับ 1 ของไทยในปี 2565 สะท้อนความเป็นผู้นำที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย
- เป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่ผลิตจากโรงงานในประเทศไทยเพื่อส่งมอบให้กับลูกค้าชาวไทย
- เป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่ส่งออกจากประเทศไทยไปยังตลาดสำคัญ ๆ ระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งออสเตรเลียและบราซิล

นอกจากการสร้างคุณค่าให้กับอุตสาหกรรมยายนต์ไทยในภาพใหญ่ GWM ORA Good Cat ยังสร้างเรื่องราวอันน่าจดจำมากมายในใจผู้บริโภคชาวไทย ด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าระยะเวลาจะผ่านไปนานกี่ปี รถคันนี้ก็ยังคงโดดเด่นท่ามกลางรถยนต์คันอื่น ๆ และดึงดูสายตาของผู้คนเสมือนได้ขับรถใหม่ในทุกวัน ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา GWM ORA Good Cat ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงคุณภาพ ความแช็งแกร่ง และความปลอดภัย ผ่านเหตุการณ์จริงที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เหตุรถตกน้ำ เหตุไฟไหม้ อุบัติเหตุการชนหนัก เจ้าเหมียวไฟฟ้าก็สามารถปกป้องชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากโครงสร้างตัวถังที่ทำจากเหล็กกล้าความแข็งแรงสูง ระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ทันสมัย พร้อมความปลอดภัยขั้นสูงของแบตเตอรี่แรงดันสูง ยืนยันด้วยรางวัลมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวจากเวทีระดับโลก ทั้ง EURO NCAP (2022) และ ANCAP (2022)

ถึงแม้ในช่วงปลายปี 2568 GWM ได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าได้ทำการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าตามมาตรการ EV 3.0 อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว แต่ GWM ORA Good Cat ยังคงครองใจแฟน ๆ ชาวไทยและได้รับการเรียกร้องอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม GWM ได้เตรียมยุติการทำตลาดรถยนต์รุ่นนี้ เพื่อเปิดทางสู่บทใหม่ของตระกูล GWM ORA ในประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ โดยเตรียมนำ GWM ORA 5 SUV เข้ามายกระดับประสบการณ์ผู้ใช้ในทุกมิติ พร้อมเดินหน้ารุกตลาดด้วยรถยนต์รุ่นใหม่รวมอย่างน้อย 5 รุ่นภายในปีนี้ และมีแผนเดินหน้าขยายเครืองข่ายพาร์ทเนอร์ สโตร์ให้ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศรวมกว่า 100 แห่ง เพื่อขยายการมอบการบริการให้กับลูกค้าชาวไทยอย่างเต็มรูปแบบ ตอกย้ำพันธกิจของ GWM ในการขึ้นสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขาย
เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “ผมขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยทุกคนที่ได้ให้การสนับสนุน GWM ORA Good Cat มาตลอดระยะเวลา 4 ปี รถยนต์รุ่นนี้คือไอคอนของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยและเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจสูงสุดของเรา ความสำเร็จตลอด 4 ปีที่ผ่านมาไม่ได้วัดแค่ยอดขาย แต่คือความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีให้กับแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของเรา GWM ORA Good Cat ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย และผลักดันให้ GWM เดินหน้ายกระดับนวัตกรรมและประสบการณ์การใช้งานให้ก้าวไกลยิ่งกว่าเดิม เรายืนยันว่าจะยังคงดูแลลูกค้า GWM ORA Good Cat ทุกท่านด้วยบริการหลังการขายที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความมั่นใจตลอดอายุการใช้งาน ล่าสุด GWM ได้เปิดตัวแคมเปญ “GWM รับประกันความพร้อมของอะไหล่ภายใน 7 วัน” เพื่อยกระดับความมั่นใจให้กับลูกค้า โดยรับประกันการจัดหาอะไหล่ภายในระยะเวลา 7 วันนับจากวันที่มีการยืนยันคำสั่งซ่อมของลูกค้า หากไม่สามารถจัดหาอะไหล่ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ลูกค้าจะได้รับ GWM Points จำนวน 4,500 คะแนน เป็นการชดเชย เพื่อสร้างความอุ่นใจและความมั่นใจสูงสุดตลอดการใช้งานรถยนต์ของลูกค้า นอกจากนี้ เราจะมีการนำ GWM ORA 5 SUV รถยนต์รุ่นเรือธงของเราอีกรุ่นหนึ่งที่ได้รับการพัฒนามาอย่างเต็มรูปแบบมาเซอร์ไพรส์ชาวไทยเร็ว ๆ นี้”
“YSS” เปิดตัวโช้คอัพรุ่นใหม่ “DTG7” และ “GRIP” สำหรับรถ PPV และรถยนต์นั่ง มุ่งยกระดับสมรรถนะและความสบายในการขับขี่
บริษัท วาย.เอส.เอส. (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายโช้คอัพสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญยาวนานกว่า 40 ปี จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด “YSS DTG7” และ “YSS GRIP” อย่างเป็นทางการ นำโดยคุณภิญโญ พานิชเกษม ประธานกรรมการบริหาร พร้อมด้วยตัวแทนจำหน่ายร่วมเข้าร่วมกิจกรรมทดสอบสมรรถนะ ณ สนามมอเตอร์สปอร์ตพาร์คสุวรรณภูมิ เพื่อสัมผัสเทคโนโลยีและการพัฒนาใหม่ล่าสุดของ YSS ภายใต้สถานีทดสอบที่ครอบคลุมทุกสถานการณ์ขับขี่ไม่ว่าจะเป็น ทดสอบความนุ่มนวล ทดสอบการยึดเกาะ ทดสอบการคควบคุม และทดสอบทางขรุขระที่เป็นทางลูกรัง ด้วยรถทดสอบมากถึง 15 คัน

สำหรับ YSS DTG7 เป็นโช้คอัพซีรีส์ใหม่ล่าสุดที่พัฒนาต่อยอดจากตระกูล DTG (Double Tube Gas Shock) โดยมุ่งเน้นความนุ่มนวลและความสบายในการใช้งานประจำวัน พร้อมยกระดับประสิทธิภาพให้โดดเด่นในกลุ่มโช้คอัพกระบอกสองชั้น (Double Tube Gas Shock) ด้วยการออกแบบระบบวาล์วและการเซ็ตติ้งใหม่ ช่วยเพิ่มความนุ่มนวลมากขึ้นถึง 30% รองรับสภาพถนนหลากหลายรูปแบบ อาทิ หลุมบ่อ และระนาดชะลอความเร็ว นอกจากนี้ การปรับเซ็ตติ้งใหม่ยังช่วยให้ช่วงการใช้งานเมื่อเทียบกับรุ่น DTG PLUS ดีขึ้นอย่างมากอีกด้วย
จุดเด่นของ YSS DTG7

- ลดแรงต้าน และแรงเสียดทาน มุ่งเน้นความนุ่มนวลสูงสุด โดยการออกแบบที่เหมาะสมช่วยให้การทำงานของโช้คอัพมีความนุ่มนวลเป็นพิเศษ
- ชุดวาล์วและการเซ็ตติ้งใหม่ เพิ่มการตอบสนองการขับขี่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขอโช้คอัพได้อย่างยอดเยี่ยม ช่วยดูดซับแรงกระแทกและลดแรงสั่นสะเทือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผู้ขับขี่เมื่อยล้าน้อยลง และเพิ่มความสบายตลอดการเดินทาง
- การเซ็ตตัวนิ่งขึ้น 15% พร้อมระบบวาล์วแปรผันอัจฉริยะ จัดการแรงสั่นสะเทือนจากหลุม รอยต่อถนน รอยต่อสะพาน ฯลฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้โช้คอัพทำงานสม่ำเสมอ เพิ่มเสถียรภาพในการควบคุม ส่งผลให้ขับขี่มั่นใจ และเข้าโค้งแม่นยำมากขึ้น
4.ช่วงการปรับเซ็ตกว้างขึ้น พร้อมตัวเลขบอกระดับ
รองรับการปรับ Compression มากขึ้นเป็น 8 ระดับ สามารถปรับละเอียดตามสไตล์การขับขี่ ปุ่มปรับอลูมิเนียมดีไซน์ใหม่ หมุนง่าย พร้อมตัวเลขกำกับเพื่อความสะดวกในการใช้งาน

สำหรับ YSS DTG7 เปิดราคาจำหน่าย เฉพาะโช้ค 1 Set (4 ต้น) 15,800 บาท สำหรับ PPV / PICKUP
ราคาพร้อมสปริง 29,600 บาท สำหรับ PPV และ 22,700 บาท สำหรับ PICKUP
สำหรับโช้คอัพ DTG7 ในเบื้องต้นรองรับรุ่นรถดังต่อไปนี้.
| TOYOTA | FORTUNER | 15> |
| FORTUNER | 08-15 | |
| REVO PRERUNNER | 15> | |
| REVO | 08> | |
| VIGO PRERUNNER | 06-15 | |
| VIGO 4×4 | 06-15 | |
| VIGO | 08> | |
| INNOVA | 08> | |
| NNOVA-CRYSTA | 15-22 | |
| INNOVA ZENIX | 23> | |
| COMMUTER | 08-19 | |
| COMMUTER | 20> | |
| MAJESTY | 19> | |
| VENTURY | 08-19 | |
| HIACE | 08-19 | |
| MITSUBISHI | PAJERO SPORT | 11> |
| TRITON | 19> | |
| TRITON PLUS 4×4 | 05-19 | |
| NISSAN | NAVARA NP300 4X4 2.5L | 19-21 |
| ISUZU | D-MAX | 02-19 |
| D-MAX | 20> | |
| D-MAX HI-LANDER 4×2 (TORSION BAR) | 05-11 | |
| MU-7 (TORSION BAR) | 05-11 | |
| MU-X | 12> | |
| V-CROSS | 12-19 | |
| V-CROSS | 20> | |
| V-CROSS HI-LANDER | 12-19 | |
| V-CROSS HI-LANDER | 20> | |
| CHEVROLET | COLORADO | 02> |
| COLORADO Z71 | 12> | |
| TRAILBLAZER | 12> | |
| HYUNDAI | H 1 | 08> |
และในส่วนของ YSS GRIP-R Real Performance Shock Absorber โช้คอัพสำหรับรถเก๋ง เปิดตัวครั้งแรกในกลุ่มรถเก๋งของ YSS

เป็นโช้คอัพสำหรับรถยนต์นั่งที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขข้อจำกัดของการขับขี่ได้อย่างลงตัว โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างความมั่นใจในการควบคุมและความนุ่มนวลในการใช้งานเป็นพิเศษ โดยเปลี่ยนแค่โช้คอัพก็เหมือนได้เปลี่ยนรถของคุณเป็นรถแข่งที่ให้ความมั่นใจสูงสุด

จุดเด่นของ YSS GRIP-R Real Performance Shock Absorber
- การยึดเกาะที่ยอดเยี่ยม – เทคโนโลยีการออกแบบเฉพาะของ YSS ให้การยึดเกาะที่ยอดเยี่ยม สำหรับโช้คอัพแบบไม่มีซับแท็งก์แยก ช่วยให้การทำงานของโช้คอัพมีความนุ่มนวล โดยเฉพาะจังหวะการยุบตัวเมื่อเกิดแรงกระแทก ซึ่งทำได้ดีเป็นพิเศษ ส่งผลต่อความสบายในการขับขี่โดยตรง
- รองรับการปรับ Rebound ได้ถึง 18 ระดับ มีช่วงการใช้งานกว้าง รองรับทุกย่านความเร็ว สามารถปรับตั้งให้เหมาะสมกับสไตล์การขับขี่ของผู้ใช้งาน เพิ่มการยึดเกาะที่ยอดเยี่ยม
3.สามารถโหลดความสูงของตัวรถได้ 0.5 นิ้ว – 2 นิ้ว ตามสไตล์ของผู้ขับขี่

สำหรับ GRIP-R จำหน่ายแบบ Full Set ราคาอยู่ที่ 29,900 บาท
เริ่มวางจำหน่ายในเบื้องต้นรองรับรถรุ่นรถดังต่อไปนี้
| HONDA | CIVIC | 16> | LOWER 0.5-2 INCH |
| TOYOTA | Collora Cross | 2021 | STD-LOWER 1.5 INCH |
| HONDA | CITY | 22> | LOWER 0.5-2 INCH |
| TOYOTA | YARIS ATIV | Gen 4 | LOWER 0.5-2 INCH |
| HONDA | JAZZ | 15> | LOWER 0.5-2 INCH |
| HONDA | HR-V | 22> | STD-LOWER 1.5 INCH |
| TOYOTA | VIOS | ta | LOWER 0.5-2 INCH |
| TOYOTA | Alphard | 2025-now | STD-LOWER 1.5 INCH |
| TOYOTA | AVANZA VELOZ | 2021-now | STD-UP 1 INCH |
| TOYOTA | Innova Zenix | 2023-now | STD-LOWER 50 MM. |
| HONDA | BRIO | 2018-NOW | STD-LOWER 2.5 INCH |
| Denza | D9 | 2024-now | STD-LOWER 1.5 INCH |
โช้คอัพทั้ง 2 รุ่นได้รับการออกแบบแบบ Model by Model เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานของรถแต่ละรุ่นโดยเฉพาะ ผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการและการทดสอบความทนทานแบบ Endurance Test เพื่อยืนยันประสิทธิภาพที่สม่ำเสมอและความทนทานในการใช้งานจริง อีกทั้งสามารถติดตั้งได้โดยไม่ต้องดัดแปลงชิ้นส่วนใดของตัวรถ ตามแนวคิด Plug-and-Play Fitment ช่วยให้ติดตั้งสะดวก และลดความเสี่ยงต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการติดตั้ง นอกจากนี้ ยังรองรับการบำรุงรักษาในราคาประหยัดด้วยชุด Repair Kit ที่รองรับตลอดอายุการใช้งาน
ทั้งนี้ รุ่นอื่นๆ จะทยอยเพิ่มเติมในลำดับต่อไป ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: YSS-THAILAND หรือ Line: @YSSTHAILAND
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เผยกลยุทธ์ในปี 2569 เฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ พร้อมสะท้อนอนาคตของรถยนต์พลังงานไฟฟ้ายุคใหม่ด้วย The all-new electric CLA
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย แถลงข่าวผลการดำเนินงานปี 2568 ที่ผ่านมา โดยมียอดจดทะเบียนรถยนต์ทั้งหมด 8,378 คัน ซึ่งในจำนวนดังกล่าวมีรถแวนรวมกว่า 299 คัน ชูความสำเร็จของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่มียอดขายเติบโตขึ้นถึง 110% ในขณะที่รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่นำโดย The new E-Class มีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 ด้วยสัดส่วนกว่า 37% และรถยนต์ในกลุ่ม Top-End Luxury มียอดขายเติบโตขึ้น 15% มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ในเซกเมนต์เดียวกัน ด้วยสัดส่วนกว่า 40% พร้อมเผยทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 โดยประเดิมการเฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ (140 Years of Innovation) ตั้งแต่การสร้างรถยนต์คันแรกเมื่อปี 2429 และเดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% กับโมเดลสำคัญของปีอย่าง “The all-new electric CLA” ที่เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Motor Show 2026 ช่วงเดือนมีนาคมนี้ และยังมีรถยนต์รุ่นใหม่อีกกว่า 7 รุ่น เตรียมเปิดตัวตลอดทั้งปี 2569

ในโอกาสเดียวกัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้จัดพิธีส่งมอบตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (CEO Handover Ceremony) เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนผ่านผู้นำขององค์กร โดยประกาศแต่งตั้ง มร. คริสเตียน เชลล์ (Christian Schell) เข้ารับตำแหน่งต่อจาก มร. มาร์ทิน ชเวงค์ โดยมีผลตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป

มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส–เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในช่วงที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้มีการปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินธุรกิจในหลายมิติ ทั้งการปรับใช้โมเดลธุรกิจ Retail of the Future รวมถึงการสร้างกลยุทธ์และกิจกรรมทางการตลาดเพื่อยกระดับประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับผู้บริโภคชาวไทย
โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างชัดเจน อ้างอิงจากการเติบโตของยอดขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดของแบรนด์ โดยในส่วนของรถยนต์ระดับ Top-End Luxury (TEV+) มีการเปิดตัวเพิ่มเติมถึง 4 รุ่น ได้แก่ Mercedes-AMG SL 55, Mercedes-AMG GT 63, Mercedes-AMG G 63 และ G 450 d Edition STRONGER THAN THE 1980s ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์การเติบโตในระดับโลกของแบรนด์ Mercedes-AMG และโมเดลระดับตำนานอย่าง G-Class

และสำหรับโมเดลธุรกิจ Retail of the Future ที่เริ่มปรับใช้เป็นปีที่ 2 หลังจากการประกาศอย่างเป็นทางการในปี 2567 สะท้อนให้เห็นถึงผลดีต่อลูกค้าชาวไทยในด้านความโปร่งใสของราคาจำหน่ายที่เท่าเทียมกัน และสามารถเข้าถึงคลังสินค้าส่วนกลางที่เชื่อมต่อกันทั่วประเทศ ในด้านของตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ก็จะไม่ต้องแบกรับต้นทุนของรถยนต์และการจัดการคลังสินค้า ทำให้สามารถยกระดับการบริการและประสบการณ์ของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น โดยในปี 2568 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ขึ้นแท่นแบรนด์ที่ได้รับความพึงพอใจจากลูกค้ามากที่สุดในแบรนด์รถยนต์ระดับลักชัวรี จากการสำรวจของ NielsenIQ ด้วยคะแนนถึง 89.1% โดยโมเดลธุรกิจ Retail of the Future ถือเป็นส่วนสำคัญของแผนการดำเนินงานระยะยาวที่จะเข้ามายกระดับอุตสาหกรรมค้าปลีกระดับลักชัวรีในประเทศไทย”

ในปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย มีการเปิดตัวและจำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รวมกว่า 8 รุ่น ประกอบไปด้วย EQB 250, EQE Sedan, EQE 350 4MATIC SUV, Mercedes-AMG EQE 53, EQS Sedan, EQS 450 4MATIC SUV, Mercedes-Maybach EQS 680 SUV, G 580 with EQ Technology และกำลังจะเปิดตัวรุ่นที่ 9 อย่าง The all-new electric CLA ซึ่งเป็นโมเดลที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากการเผยโฉมครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการและประกาศราคาจำหน่ายในงาน Motor Show 2026 ในช่วงเดือนมีนาคม

มร. คริสเตียน เชลล์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส–เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำคนใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสานต่อวิสัยทัศน์ของคุณมาร์ทิน ชเวงค์ ที่เป็นผู้บุกเบิกโมเดลธุรกิจ Retail of the Future ในประเทศไทย และแนะนำรถยนต์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้กับลูกค้าชาวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย จะเดินหน้าตอกย้ำประวัติศาสตร์อันยาวนานของแบรนด์ ผ่านการเฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ และต่อยอดเทคโนโลยยานยนต์แห่งอนาคตด้วย The all-new electric CLA ที่มาพร้อมเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัยที่สุดในปัจจุบัน การันตีด้วยรางวัล Car of the Year 2026 โดยการเปิดตัวในประเทศไทยที่จะถึงนี้จะมาพร้อมแคมเปญการตลาดที่ผสานทุกมิติของไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้าง CLA Community ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย และทำให้แบรนด์สามารถสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าในกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะคนเจเนอเรชันใหม่ ที่มีความต้องการและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้ สำหรับกลุ่มลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่เป็นนักสะสมและชื่นชอบรถยนต์คลาสสิกของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เรามีแผนที่จะสร้างพื้นที่ศูนย์กลางที่จะให้ผู้คนมารวมตัวกัน และตอกย้ำให้เห็นถึงคุณค่าที่เหนือกาลเวลาและประวัติศาสตร์ของรถยนต์รุ่นต่างๆ ผ่านการเปิดตัว Mercedes-Benz Classic Car Center แห่งแรกในทวีปเอเชีย ซึ่งจะมาเป็นแพลตฟอร์มที่จะให้ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์คลาสสิกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ มาช่วยตรวจสอบรถยนต์คลาสสิกทุกรุ่น และออกใบรับรองอย่างเป็นทางการให้กับรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐานรถยนต์คลาสสิกระดับโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์”

นายพุทธิ ตุลยธัญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท
เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวถึงความสำเร็จและวิสัยทัศน์ด้านบริการลูกค้าว่า
“ในปี 2568 ที่ผ่านมา ฝ่ายบริการลูกค้าประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น โดยคว้าอันดับที่ 2 ในการรักษาลูกค้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในระดับภูมิภาค และได้รับคะแนนความพึงพอใจของลูกค้า (5 Star Rater) สูงถึง 4.90 คะแนน โดยมีการเปิดตัวบริการใหม่ อาทิ Mercedes-Benz In-Car Store ในเดือนธันวาคม เพื่อให้ลูกค้าสามารถอัปเกรดหรือต่ออายุแพ็กเกจ Digital Extras ได้อย่างง่ายดายผ่านหน้าจอรถยนต์รุ่นที่รองรับ* รวมถึงการนำเสนอโปรแกรม Service Select ทางเลือกใหม่สำหรับการบำรุงรักษารถยนต์ที่มีอายุ 7 ปีขึ้นไป* พร้อมเสริมพอร์ตโฟลิโออะไหล่แท้เมอร์เซเดส-เบนซ์ ด้วย StarParts ซึ่งเป็นอะไหล่กลุ่มบำรุงรักษาที่คุ้มค่าสำหรับรถยนต์อายุ 5 ปีขึ้นไปโดยเฉพาะ และการแนะนำระบบ XENTRY Workshop เพื่อยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

สำหรับปี 2569 นี้ ฝ่ายบริการลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ มีแผนที่จะเดินหน้าพัฒนาบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ อาทิ โปรแกรมบำรุงรักษา MBSP Extra Guarantee Lite ที่ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ครอบคลุมอะไหล่เครื่องยนต์และเกียร์ ในช่วงอายุรถยนต์ปีที่ 6-10 แบบไม่จำกัดระยะทาง การทำแคมเปญสำหรับโปรแกรม Service Select อย่างต่อเนื่อง และยกระดับบริการ Mobile Service ในรูปแบบใหม่ ที่ไม่เพียงแค่รับ-ส่งรถ แต่ยังสามารถให้บริการพื้นฐานอย่าง Service A/B ได้ถึงบ้านลูกค้าหรือนอกสถานที่ นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอพิเศษสำหรับยางรถยนต์ MB Tires และสินค้าจาก MB Collection เช่น Mercedes-Benz Wallbox 3.0 และกล้อง Mercedes-Benz Drive Recorder 360 รวมถึงเตรียมเปิดตัวโปรแกรมการดูแลที่ครอบคลุมเมื่อรถยนต์เกิดความเสียหายจากอุบัติเหตุหรืออุทกภัย และการบริการด้านดิจิทัลผ่านระบบ XENTRY และ XENTRY Vehicle Detector ที่จะผสานเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรวจสอบรถยนต์ของลูกค้า ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยเสริมสร้างมิติการบริการลูกค้าให้ครอบคลุมและเหนือระดับยิ่งขึ้น ด้วยมาตรฐานการบริการของเมอร์เซเดส-เบนซ์”

ลูกค้าที่สนใจรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั้ง 31 แห่ง ทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือโทร 1250 และติดตามข่าวสารอัพเดทผ่านทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth
“บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย” และ “แอนดาซ วัน แบงค็อก” ยกระดับการเดินทางสุดหรูในเมืองด้วยบีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport
บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย และแอนดาซ วัน แบงค็อก ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญที่ผสานรวมนวัตกรรมยานยนต์อันล้ำสมัยของบีเอ็มดับเบิลยู เข้ากับพันธกิจของแอนดาซ วัน แบงค็อก มอบประสบการณ์เฉพาะตัวได้อย่าง ไร้รอยต่อและเหนือระดับให้กับแขกผู้เข้าพัก ด้วยรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport เพื่อการเดินทางที่สะดวกสบายและมีสไตล์ นับตั้งแต่ช่วงเวลาแรกที่เดินทางมาถึงและเดินทางกลับ

มร. เรเน่ แกร์ฮาร์ด ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “เราตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ แอนดาซ วัน แบงค็อก ซึ่งมีความโดดเด่นด้านการผสมผสานแรงบันดาลใจจากศิลปะกับวัฒนธรรมท้องถิ่นอันแสนประณีต เข้ากับการออกแบบอันล้ำสมัย เพื่อมอบประสบการณ์การบริการที่ไม่เหมือนใครและเหนือกว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นการผสานกันอย่างแข็งแกร่งระหว่างแนวคิดของแอนดาซ วัน แบงค็อก ในการนำเสนอไลฟ์สไตล์ที่หรูหรา และความทุ่มเท ของบีเอ็มดับเบิลยูในการมอบประสบการณ์การเดินทางระดับพรีเมียม ทุกช่วงเวลาของแขกที่เข้าพักในโรงแรมแห่งนี้”
แอนดาซ วัน แบงค็อก ถือเป็นโรงแรมไลฟ์สไตล์ใหม่ที่โดดเด่นในหมู่นักเดินทางที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ภายในโครงการวัน แบงค็อก อันเป็นแลนด์มาร์คสำคัญและอยู่ไม่ไกลจากสวนลุมพินี ด้วยทำเลที่ตั้งอันสมบูรณ์แบบนี้ แขกผู้เข้าพักจึงสามารถเชื่อมโยงสู่สถานที่สำคัญและแหล่งท่องเที่ยวของกรุงเทพฯ ได้อย่างสะดวก สบาย โรงแรมแห่งนี้ยังสะท้อนเอกลักษณ์ของย่านถนนวิทยุ ด้วยการออกแบบที่ผสานสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากสถาปัตยกรรมยุคกลางศตวรรษของไทยและกลิ่นอายของชีวิตคนเมือง ด้วยแนวคิด ‘Vertical Neighborhood’ ที่สะท้อนแง่มุมอันหลากหลายของกรุงเทพฯ ด้วยห้องพัก 244 ห้อง รวมถึงห้องสวีท 22 ห้อง พร้อมมอบประสบการณ์อาหารอันเป็นเลิศ เช่น แอนดาซ เทอร์เรซ แบบอัลเฟรสโก ห้องอาหารจีนจิง ที่เต็มเปี่ยมด้วยรสชาติต้นตำรับ และห้องอาหารเมดิเตอร์เรเนียน พีสคารี บนชั้น 23 มอบประสบการณ์อันหรูหราแบบร่วมสมัยอย่างแท้จริง การนำเสนอบริการรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport ที่หรูหราเหนือระดับไปอีกขั้น จะช่วยเติมเต็มประสบการณ์การเดินทางให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport โดดเด่นในฐานะรถยนต์ที่ผสมผสานสมรรถนะอันทรงพลังเข้ากับความหรูหราและดีไซน์ที่ประณีตได้อย่างลงตัว และประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิงที่น่าประทับใจ มอบการเดินทางที่เหนือระดับด้วยความสะดวกสบายและมีสไตล์ พร้อมกับเทคโนโลยีอันล้ำสมัยและการตกแต่งภายในอันหรูหรา ให้บรรยากาศที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัว สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของบีเอ็มดับเบิลยูต่อนวัตกรรมยานยนต์และการเดินทางระดับพรีเมียม แขกผู้เข้าพักจะได้สัมผัสทั้งความมีชีวิตชีวาของเมืองและการเดินทางเพื่อผ่อนคลายอย่างแท้จริง
มร. รอส คูเปอร์ ผู้จัดการทั่วไป แอนดาซ วัน แบงค็อก กล่าวว่า “ที่แอนดาซ วัน แบงค็อก เรามุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่น ซึ่งมีรากฐานมาจากแรงบันดาลใจในศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่นอันประณีต และแนวคิด ‘Vertical Neighborhood’ ของเรา ความร่วมมือกับบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ในการให้บริการรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport ช่วยให้เราส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับแก่ผู้เข้าพักได้อย่างต่อเนื่องตลอดเส้นทางการเดินทาง ตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึงไปจนถึงการออกสำรวจย่านถนนวิทยุอันมีชีวิตชีวาของกรุงเทพฯ และพื้นที่โดยรอบ ความร่วมมือครั้งนี้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของเราในการให้บริการแบบเฉพาะตัว และมั่นใจได้ว่าทุกช่วงเวลารวมถึงการเดินทางของแขกผู้เข้าพักจะได้รับการรังสรรค์ขึ้นเพื่อสะท้อนการออกแบบที่เป็นนวัตกรรมและการบริการระดับโลกของแอนดาซ”
แอนดาซ วัน แบงค็อก พร้อมที่จะเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับการบริการไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยในเมือง การให้บริการด้วยรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport ไม่เพียงแต่เพิ่มทางเลือกด้านบริการรถลีมูซีนระดับพรีเมียมเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำถึงเอกลักษณ์และมาตรฐานของโรงแรมอีกด้วย ความร่วมมือระหว่างบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย และ แอนดาซ วัน แบงค็อก ย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันสู่ความเป็นเลิศและความใส่ใจในรายละเอียด ซึ่งถือเป็นการกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับการเดินทางในเมืองระดับไฮเอนด์ใจกลางกรุงเทพฯ













