Home Blog Page 35

(มีคลิปวีดีโอ) ทดลองขับ “PORSCHE MACAN 4” สปอร์ตเอสยูวีพรีเมี่ยมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า ที่มากับเทคโนโลยีการขับขี่และความปลอดภัยแบบไร้ที่ติ

0
PORSCHE MACAN 4 1

Porsche Macan 4 สปอร์ตเอสยูวีพรีเมี่ยมกับครั้งแรกที่ได้ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าให้พละกำลัง 400 แรงม้า พร้อมแบตเตอรี่ขนาด 100 กิโลวัตต์ ทำระยะทางไกลถึง 641 กิโลเมตร ระบบช่วงล่างถุงลมปรับความสูง-ต่ำของตัวรถตามโหมดการขับขี่ซึ่งพ่วงโหมด Off Road สำหรับลุยทางทุรกันดาน ในเรื่องความปลอดภัยเต็มพิกัดกับค่าตัว 6.865 ล้านบาท นำเข้าตรงจากประเทศเยอรมันทั้งคัน โอกาสที่ได้ทดลองรถคันนี้มาถึง คงไม่มีใครจะปฏิเสธเช่นเดียวกับ Auto motor Thailand ส่วนเรื่องราวจะเป็นเช่นไร ติดตามต่อจากรายงาน

เป้นครั้งแรกสำหรับ Porsche Macan ในเวอร์ชั่นรถไฟฟ้า วึ่งก่อนหน้านี้ไม่เครื่องยนตืสันดาปก็จะเป็นระบบไฮบริด รูปทรงยังคงไว้ซึ่งเส้นสายโค้งมน สไตล์สปอร์ต ผสมผสานความเป็นรถเอสยูวีที่พรีเมี่ยมไว้ได้อย่างลงตัวกับการลู่ลมที่ต่ำซึ่งมีค่าหลักอากาศพลศาสตร์เพียง 0.25 ไฟหน้า 2 ส่วน ด้านบนเป็นชุดไฟเดย์ไลท์แบบ 4 จุด ส่วนไฟหลักอยู่ต่ำลง มาพร้อมเทคโนโลยี Matrix LED

Porsche Macan 4

ออกแบบหลังคาสไตล์ Porsche Flyline ใช้กระจกเป็นวัสดุหลักในรูปแบบ Panoramic Glass นท้ายรถโดดเด่นด้วยเส้นสายที่แข็งแรง โลโก้ PORSCHE ถูกวางไว้ตรงกลางแถบไฟท้าย 3 มิติในตอนกลางคืนสว่างไสว ในส่วนของล้ออัลลอยขนาด 22 นิ้ว ใช้ยางขนาดต่างกัน

Porsche Macan 4  3

ความพิเศษของระบบ Porsche Active Aerodynamics (PAA) ประกอบด้วย สปอยเลอร์หลัง และ ช่องดักอากาศด้านหน้าแบบปรับได้ ติดตั้งแผ่นปิดใต้ท้องรถเต็มพื้นที่ ส่วนด้านท้ายรถมีดิฟฟิวเซอร์แบบช่องลมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์

เบาะนั่งหุ้มวัสดุรีไซเคิล เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแถมยังให้ความหร฿หรา เบาะนั่งด้านหลังออกแบบให้ต่ำลง 15 มม. นั่งสบายขึ้น

มีหน้าจอถึง 3 ชุด ประกอบด้วยจอโค้งขนาด 12.6 นิ้ว สำหรับมาตรวัดต่างๆ และหน้าจอกลางระบบอินโฟเทนเมนท์ขนาด 10.9 นิ้ว เป็นครั้งแรกที่ผู้โดยสารสามารถดูข้อมูล หรือการสตรีมเนื้อหาวิดีโอขณะเดินทาง เพลิดเพลินผ่านหน้าจอขนาดเดียวกับจอกลาง และเป็นครั้งแรกที่ นำเสนอการแสดงผลภาพบนกระจกหน้ารถ (Head-up Display) ที่ใช้เทคโนโลยี Augmented Reality (AR) แสดงข้อมูลเสมือนจริง เช่น ลูกศรนำทาง ซ้อนทับกับภาพจริงได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยภาพจะปรากฏขึ้นที่ระยะห่าง 10 เมตรจากผู้ขับขี่

Porsche Macan 4  5

Porsche Macan 4  6

ระบบเสียงขับผ่านลำโพง Bose ชุดใหญ่ที่ซ่อน Sub Woofer ไว้ท้ายรถ ติดตั้งระบบอินโฟเทนเมนต์รุ่นใหม่ระบบปฏิบัติการ Android Automotive OS โดย Porsche Communication Management (PCM) ที่มีประสิทธิภาพการประมวลผลสูง เช่น ระบบสั่งการด้วยเสียง “Hey Porsche” สามารถแนะนำเส้นทาง รวมถึงสถานีชาร์จพลังงานไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว และผู้โดยสารสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจาก Porsche App Center เพื่อใช้งานในรถยนต์ผ่านสมาร์ทโฟน

PORSCHE MACAN 4 ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ PSM (Permanent Magnet Synchronous) เมื่อทำงานร่วมกับระบบ Launch Control ผลิตพละกำลังสูงสุด 300 กิโลวัตต์ (408 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 650 นิวตันเมตร ความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใช้เวลาเพียง 5.2 วินาที และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 220 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Porsche Macan 4  6

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนติดตั้งอยู่ที่ตัวถังด้านล่าง ความจุ 100 KWh รองรับกำลังไฟฟ้าถึง 800 โวลต์ ชาร์จไฟฟ้ากระแสตรงหรือ DC ได้สูงสุด 270 กิโลวัตต์ ชาร์จแบตเตอรี่จาก 10% ถึง 80% ภายในเวลาประมาณ 21 นาที ชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ได้สูงสุด 11 กิโลวัตต์ ผ่าน Wallbox ที่บ้าน ซึ่งสามารถวิ่งได้ระยะไกลสูงสุดถึง 613 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP

ช่วงล่างแบบถุงลมที่มาพร้อมกับระบบ Porsche Active Suspension Management (PASM) ซึ่งเป็นช่วงล่างที่สามารถปรับความนุ่มนวลได้ด้วยไฟฟ้าการออกแบบบนพื้นฐานของระบบช่วงล่างแบบ 2 Valve ที่มอบความยืดหยุ่นในการใช้งาน สามารถมอบความนุ่มนวล รวมถึงการแสดงสมรรถนะในการยึดเกาะกับพื้นผิวถนน ระบบนี้จะทำให้ผู้ขับขี่สัมผัสการตอบสนองของช่วงล่างในแต่ละโหมดการขับขี่ได้อย่างชัดเจนยิ่งกว่าเคย และเป็นครั้งแรกทีมีระบบบังคับเลี้ยวล้อหลัง ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์เสริมให้สามารถเลือกได้ โดยมีมุมบังคับเลี้ยวสูงสุด 5 องศา ช่วยให้รถยนต์สามารถเลี้ยวกลับรถได้ด้วยรัศมีวงเลี้ยวเพียง 11.1 เมตร ขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มความเสถียรในการขับขี่ที่ความเร็วสูง

การทดสอบระยะสั้น แม้ขุมพลังจะไม่ดุดันเท่า Macan 4S ที่มาพร้อมมอเตอร์คู่ แต่เพียงเท่านี้ก็ห้าวหาญได้ทุกขณะ ระบบช่วงล่างปรับตามโหมดขับขุถือเป็นไฮไลท์ที่ช่วยให้ขับสนุก รวมถึง Off Road สำหรับช่วยลุย

Porsche Macan 4  9

ส่วนสูงของตัวรถที่ปรับตามโหมดขับขี่ รวมถึงการซับแรงสั่นสะเทือนจากระบบถุงลมยิ่วถ้าเป้น Sport Plus ทั้งความตึงของระบบช่วงล่าง ความสูงของตัวรถที่ปรับลด น้ำหนักพวงมาลัยที่ตึงมือ รวมถึงสปอยเลอร์หลังที่ซ่อนไว้เรียบกับตัวรถ กางออกเพื่อช่วยในเรื่องการยึดเกาะ ยิ่งไปใช้ในส่วนของ Max Boost พละกำลัง 400 แรงม้า ถุกปลดปล่อยประมาณ 10 วิ จะเรียกว่าโหมดถนนย่นก็ไม่ผิด

Porsche Macan 4  10

น่าเสียดายที่ได้ลองในระยะสั้น เพราะสิ่งที่น่าสนใจอีกเรื่อวคือระยะทางในการใช้งานที่ทำได้กว่า 600 กม. หากได้ลองทางไกลน่าจะดี

Porsche Macan 4  14

อีกเรื่องที่ควรพูดถึงคือ HUD ใหญ่ยักษ์ แบ่งการทำงานไว้ 3 ช่อง แสดงสัญลักษณ์จราจร ระดับความเร็ว รวมถึงแผนที่เส้นทาง อารมณ์ไม่ต่างไปจากการเล่นเกมส์

Porsche Macan 4  15

 

สำหรับแฟนปอร์เช่ พุดได้เลยว่าปฏิเสธยาก จากองค์รวมต่างๆของรถตันนี้ แถมมั่นใจได้เรื่องคุณภาพของเทคโนโลยี การันตีด้วยตัวเองกับแบรนด์ระดับตำนานในชื่อ “PORSCHE” รับรองไม่ผิดหวัง

 

“ฟอร์ด”เดินหน้าจัดแข่งขันทักษะช่างเทคนิค ปีที่ 19 ยกระดับมาตรฐานบริการและการสื่อสาร เพื่อความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า

0
ฟอร์ด ประเทศไทย 1

ฟอร์ด ประเทศไทย สานต่อพันธกิจ ‘สะดวก มั่นใจ ประทับใจ’ จัดการแข่งขันทักษะช่างเทคนิค ปีที่ 19 (19th TECHNICIAN SKILLS COMPETITION AND TECHNICIAN FORUM 2025) ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘การส่งมอบบริการที่มีประสิทธิภาพในครั้งแรก พร้อมสร้างความสบายใจด้วยการสื่อสารที่โปร่งใสและเข้าใจง่าย’ โดยกิจกรรมครั้งนี้ยังเปิดเวทีสัมมนาให้ช่างเทคนิคจากศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ พัฒนาความรู้และทักษะ เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการหลังการขาย พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า 

ฟอร์ด ประเทศไทย 2

การแข่งขันจัดชึ้นเมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา ณ ศูนย์การเรียนรู้และพัฒนาบุคลากรฟอร์ด ซึ่งทีมช่างเทคนิคจากฟอร์ด อยุธยา ได้แก่ นายโสภณ ศรีสวัสดิ์ และนายวรวุฒิ เหลือรักษ์ คว้ารางวัลชนะเลิศไปได้ด้วยการทำคะแนนรวมแบบทีมสูงสุดในเวลาที่กำหนด สะท้อนทั้งความเชี่ยวชาญทางเทคนิคและความสามารถในการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ

ฟอร์ด ประเทศไทย 3

“ฟอร์ดขอแสดงความยินดีกับทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศและทุกทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย ซึ่งทุกคนได้พิสูจน์ให้เห็นถึงทักษะ ประสบการณ์ และความทุ่มเทอย่างเต็มที่” นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “ฟอร์ดจัดการแข่งขันทักษะช่างเทคนิคอย่างต่อเนื่องถึง 19 ปี เพื่อยกระดับศักยภาพของบุคลากรของเรา เพราะช่างเทคนิคคือหัวใจสำคัญในการมอบประสบการณ์การบริการเป็นเลิศและสร้างความอุ่นใจในการใช้รถฟอร์ดให้แก่ลูกค้า การแข่งขันช่างเทคนิคในปีนี้ยังตอกย้ำการให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับลูกค้าอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความมั่นใจและความอุ่นใจทุกครั้งที่นำรถเข้าศูนย์บริการฟอร์ด”

ฟอร์ด ประเทศไทย 4

สำหรับปีนี้ ฟอร์ดออกแบบกระบวนการแข่งขันโดยเน้นการทำงานเป็นทีม (ทีมละ 2 คน) เพื่อสร้างการเรียนรู้และถ่ายทอดความสามารถร่วมกัน โดยมีทีมจากผู้จำหน่ายฟอร์ด 5 ทีม ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ได้แก่ ฟอร์ด ฑีฆเจริญ (บ้านจั่น) จังหวัดอุดรธานี ฟอร์ด แม่สอด จังหวัดตาก ฟอร์ด อยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ฟอร์ด อาร์เอ็มเอ หัวหมาก จังหวัดกรุงเทพฯ และฟอร์ด ดุสิตออโตโมบิล จังหวัดกระบี่

ฟอร์ด ประเทศไทย 7

ในรอบชิงชนะเลิศ ทีมช่างเทคนิคที่เข้าแข่งขันต้องเผชิญโจทย์เสมือนเหตุการณ์จริง ตั้งแต่การรับฟังปัญหา การวางแผนร่วมกันทำงานในระยะเวลาที่กำหนด การตรวจเช็กและวิเคราะห์ระบบรถยนต์ด้วยเครื่องมือเทคนิคของฟอร์ดที่มีความแม่นยำสูงมาตรฐานเดียวกับศูนย์บริการ การเก็บและบันทึกข้อมูล ไปจนถึงการอธิบายขั้นตอนงานซ่อมให้เข้าใจได้อย่างชัดเจนและเกิดความสบายใจ ตามแนวทาง ‘การซ่อมรถยนต์ให้หายในครั้งแรก’ ของฟอร์ด โดยมีคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญควบคุมการแข่งขันอย่างเข้มข้น และมีผู้บริหารและพนักงานของฟอร์ด ประเทศไทย และกลุ่มตลาดนานาชาติ ร่วมให้กำลังใจผู้เข้าแข่งขันตลอดกิจกรรม

ฟอร์ด ประเทศไทย 9

โดยผู้ชนะการแข่งขันทักษะช่างเทคนิคฟอร์ด ประจำปี 2568 ได้แก่
รางวัลชนะเลิศ นายโสภณ ศรีสวัสดิ์ และนายวรวุฒิ เหลือรักษ์ จากฟอร์ด อยุธยา
รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง นายบารมี บุญใสย และนายณัฐวุฒิ โคตะมี จากฟอร์ด ฑีฆเจริญ อุดรธานี (บ้านจั่น)
รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง นายลำภู ไกรเพชร และนายคชพฤษณ์ ปัญญาทา จากฟอร์ด แม่สอด
รางวัลชมเชย 2 รางวัล ได้แก่
นายวัชรพล บุญแสง และนายธีระภัทร์ ชูภิรมย์ จากฟอร์ด กระบี่ ดุสิตออโตโมบิล
นายศราวุธ ละมูล และนายประณต ภู่พะเนียด จากฟอร์ด อาร์เอ็มเอ หัวหมาก

ฟอร์ดจัดการแข่งขันทักษะด้านบริการหลังการขายมาตั้งแต่ ปี 2543 เพื่อยกระดับบุคลากรในเครือข่ายผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ ให้มีมาตรฐานเป็นเลิศทั้งด้านเทคนิคและการบริการ พร้อมทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ๆ ในรถยนต์ฟอร์ด เพื่อส่งมอบการบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทั้งปัจจุบันและอนาคต ภายใต้แนวคิดบริการหลังการขาย ‘สะดวก มั่นใจ ประทับใจ’

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย” มอบเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง ให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี มุ่งยกระดับการศึกษาพร้อมพัฒนาทักษะเชิงช่างยนต์ หนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

0
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย 1

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ บริษัท มิตซู แอลบีเอ็ม จำกัด มอบเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง ให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการศึกษา เพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชนผ่านการเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ การเพิ่มโอกาสในการจ้างงาน และความก้าวหน้าในสายอาชีพ โดยภายในพิธีมี การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างบริษัท มิตซู แอลบีเอ็ม จำกัด และ วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี เพื่อสนับสนุนพันธกิจทางการศึกษาของวิทยาลัยและมอบประสบการณ์การทำงานจริงให้กับนักศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างยั่งยืน

Mitsubishi 2

นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขาย บริการหลังการขาย และประสบการณ์ลูกค้า
บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เดินหน้าจัดทำโครงการ
เพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ โดยเฉพาะด้านการศึกษา เพราะเราเชื่อว่าการศึกษาคือรากฐานสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมและการเสริมสร้างทักษะอย่างยั่งยืน การบริจาคเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาทักษะเชิงช่าง ผ่านการลงมือปฏิบัติด้วยเครื่องยนต์จริง อันนำไปสู่การยกระดับองค์ความรู้ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ในอนาคต”

นายประสงค์ อุบลวัตร ผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี กล่าวว่า “การได้รับมอบเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อนักศึกษาของเรา เพราะจะช่วยเสริมสร้างทักษะเชิงปฏิบัติการและเพิ่มโอกาสการทำงานในอนาคต นอกจากนี้ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับบริษัท มิตซู แอลบีเอ็ม จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิ จะช่วยตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพ ผ่านการสนับสนุนพันธกิจทางการศึกษาของวิทยาลัย อีกทั้ง การได้ใช้ชุดเครื่องยนต์และเทคโนโลยีจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส เป็นสื่อการเรียนการสอน นับเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่นักศึกษาอีกด้วย”

นายอภิวัฒน์ เผ่าไทยเจริญสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซู แอลบีเอ็ม จำกัด กล่าวว่า “เราเชื่อมั่นว่าการสนับสนุนด้านการศึกษาจะช่วยสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการสร้างรากฐานในด้านทักษะความรู้ ให้แก่เยาวชน เราภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนโครงการนี้ การร่วมมือกับ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ไม่เพียงช่วยสนับสนุนภารกิจของวิทยาลัยเท่านั้น แต่ยังมอบประสบการณ์การทำงานจริงให้กับนักศึกษา พร้อมกับแสดงให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมของรถยนต์และเทคโนโลยีของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส อีกด้วย”

การบริจาคเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี ประกอบด้วย เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ รหัส 4N16 รุ่นใหม่ล่าสุด ที่เป็นขุมพลังขับเคลื่อนใน นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน, เครื่องยนต์ 4N15, ชุดเกียร์ธรรมดา รุ่น R6M5A, และ เฟืองท้าย อีกทั้ง ยังมีการฝึกอบรมภาคปฏิบัติโดยผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษาและฝึกอบรม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และช่างเทคนิคจาก บริษัท มิตซู แอลบีเอ็ม จำกัด มาให้ความรู้และการทดลองปฏิบัติจริงภายในงานอีกด้วย

โครงการมอบเครื่องยนต์ให้แก่สถาบันการศึกษา ได้ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2558 สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของบริษัทฯในการส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาบุคลากร ที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างยั่งยืน ตามปณิธานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมภายใต้วิสัยทัศน์ ‘สรรค์สร้าง เคียงข้าง สังคมไทย’ โดยมุ่งเน้นการดำเนินกิจกรรม 3 ด้านหลัก ได้แก่ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ อันเป็นรากฐานสำคัญเพื่อการเติบโตไปพร้อมกับสังคมไทยอย่างยั่งยืน

“ALL NEW SUZUKI FRONX” สปอร์ต เอสยูวี เทคโนโลยีทันสมัย ราคาเริ่มต้น 689,000 บาท

0
ALL NEW SUZUKI FRONX 1

ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวยนตรกรรมสไตล์สปอร์ตแบบ SUV รุ่นใหม่ล่าสุด ALL NEW SUZUKI FRONX มาพร้อมแนวคิด “THE ICONIC DRIVE นิยามใหม่ของการขับขี่…ในแบบที่เป็นคุณ”

ALL NEW SUZUKI FRONX 2

ดีไซน์ที่โดดเด่นเฉพาะตัว แฝงไว้ด้วยความทรงพลังจากเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร ผสานเทคโนโลยี Smart Hybrid Vehicle (SHVS) เอกสิทธิ์เฉพาะของซูซูกิ มอบสมรรถนะความแรงและประหยัดน้ำมัน เติมเต็มความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี SUZUKI SAFETY SUPPORT พร้อมมอบทุกความคุ้มค่า ตอบรับทุกไลฟ์สไตล์ของชีวิต ในราคาเริ่มต้นเพียง 689,000 บาท รับข้อเสนอดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 1.99% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 3 ปี เริ่มตั้งแต่วันนี้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ

ALL NEW SUZUKI FRONX 3

นายทาดาโอะมิ ซูซูกิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวแนะนำ ยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุด ALL NEW SUZUKI FRONX สปอร์ต SUV ที่มาพร้อมดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เทคโนโลยีล้ำสมัย และระบบความปลอดภัยที่ครบครัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่จะถูกนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยภายใต้กลยุทธ์สำคัญอย่าง Global Model ตามที่เราได้เคยประกาศไว้

ALL NEW SUZUKI FRONX  4

ALL NEW SUZUKI FRONX เป็นรถยนต์คุณภาพ ที่ถูกผลิตขึ้นภายใต้มาตรฐานระดับโลก สร้างความสำเร็จและการตอบรับอย่างงดงามมาแล้วในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งในประเทศอินเดีย ประเทศญี่ปุ่น และประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งรถเอสยูวีดีไซน์สปอร์ตคันนี้ ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของทุกคนได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะผู้ที่มองหารถยนต์ที่พร้อมเป็นเพื่อนร่วมทางในทุกกิจกรรมของชีวิตประจำวัน ด้วยความสะดวกสบายในการขับขี่ ความคล่องตัวในการใช้งาน ระบบความปลอดภัยที่ครบครัน มอบทุกความมั่นใจในทุกเส้นทาง

ALL NEW SUZUKI FRONX 5

ALL NEW SUZUKI FRONX จึงเป็นยนตรกรรมที่สะท้อนความตั้งใจของซูซูกิที่จะมอบความคุ้มค่า และดูแลลูกค้าตั้งแต่วันแรกที่เป็นเจ้าของไปจนถึงตลอดระยะเวลาการใช้งาน ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าคุณภาพและความคุ้มค่าของ ALL NEW SUZUKI FRONX รวมถึงบริการหลังการขายที่ได้มาตรฐาน จะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่สามารถทำให้บรรลุเป้าหมายยอดขายรถยนต์ซูซูกิรวม 8,000 คัน ในปีนี้ หรือเติบโตขึ้น 41% ได้อย่างแน่นอน

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ALL NEW SUZUKI FRONX ยนตรกรรมสไตล์สปอร์ตแบบ SUV ถูกนำเสนอภายใต้แนวคิด “THE ICONIC DRIVE นิยามใหม่ของการขับขี่…ในแบบที่เป็นคุณ” ที่จะสะท้อนความเป็นตัวตนและตอบรับทุกไลฟ์สไตล์ในการขับขี่ เพราะถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอกย้ำความสำเร็จในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจผู้บริโภค ด้วยจุดเด่นของสมรรถนะ ความคล่องตัวทุกการขับขี่ ทั้งยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยครบครัน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพและงานบริการหลังการขายที่ได้มาตรฐานส่งต่อถึงมือผู้บริโภคทุกท่าน

ALL NEW SUZUKI FRONX 7

โดยสิ่งที่ตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี นับจากการจัดแคมเปญพิเศษก่อนการแนะนำ ALL NEW SUZUKI FRONX อย่างเป็นทางการ ด้วยการเปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนจองสิทธิเป็นเจ้าของ ALL NEW SUZUKI FRONX ผ่านช่องทางออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม – 24 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา พร้อมรับบัตรเติมน้ำมัน 3,000 บาทฟรี สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนสำเร็จตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจและตอบรับ ด้วยการลงทะเบียนจองสิทธิสูงถึง 5,364 คัน ซึ่งจากตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้า และให้ความเชื่อมั่นว่าเราสามารถมอบความคุ้มค่าให้กับลูกค้าได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เป็นเจ้าของรถอย่างแท้จริง

ALL NEW SUZUKI FRONX มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร มีให้เลือกทั้งในรูปแบบเครื่องยนต์ K15B ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้น พร้อมยกระดับประสบการณ์การขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ K15C ที่มาพร้อมเทคโนโลยีหัวฉีดคู่ (DUALJET) ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Smart Hybrid Vehicle (SHVS) เอกสิทธิ์เฉพาะของซูซูกิ ที่เป็นการผสานพลังเครื่องยนต์ด้วยเทคโนโลยี Integrated Starter Generator (ISG) และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน พร้อมมอบสมรรถนะที่เร้าใจด้วยอัตราเร่งที่เฉียบคม และประหยัดน้ำมัน ทำให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างนุ่มนวลและเงียบสบายอย่างลงตัว

ALL NEW SUZUKI FRONX 8

ALL NEW SUZUKI FRONX โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกที่สะดุดตาด้วยไฟหน้าพร้อม Daytime Running Light กระจังหน้าทรงพลังเสริมความพรีเมียมด้วยลายเส้นโครเมียม และไฟท้าย LED เชื่อมต่อเต็มแนวโดดเด่นในทุกมุมมอง

ALL NEW SUZUKI FRONX 9

ภายในห้องโดยสารออกแบบให้มีสไตล์และความสบายเข้าด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมพวงมาลัย Multifunction ดีไซน์สปอร์ต Paddle Shift ขับสนุกตลอดทาง จอระบบสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay แบบไร้สาย ระบบ Keyless Push Start แท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB และช่องปรับอากาศสำหรับที่นั่งด้านหลัง พร้อม USB Charger

ALL NEW SUZUKI FRONX 9ด้วยขุมพลังของเครื่องยนต์ที่มีความทนทานและบำรุงรักษาง่าย ทำให้มีความมั่นใจในการขับขี่ พร้อมรัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 4.8 เมตร ทำให้การขับขี่และการจอดรถในพื้นที่จำกัดเป็นเรื่องง่ายและมั่นใจ ระบบ Idling Stop ช่วยลดมลพิษและประหยัดน้ำมัน โครงสร้างตัวถัง TECT เหล็กกล้าน้ำหนักเบา มีความแข็งแรง ทนทานต่อการสึกหรอเป็นพิเศษ แพลตฟอร์ม HEARTECT เอกสิทธิ์เฉพาะของซูซูกิ ระบบ NVH ช่วยลดเสียงรบกวนและแรงสั่นสะเทือนจากภายนอก ระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (Hill Hold Control) จุดยึดเบาะที่นั่งสำหรับเด็ก พร้อมจุดรั้งตำแหน่งด้านบนของเบาะที่นั่งเด็ก (ISOFIX) และระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP

ด้านความปลอดภัยของรถยนต์ ALL NEW SUZUKI FRONX ในทุกรุ่น มอบความอุ่นใจด้วยถุงลมนิรภัย SRS มากถึง 6 ตำแหน่ง
และพิเศษเฉพาะสำหรับรุ่นท็อปที่ครบครันด้วยเทคโนโลยี SUZUKI SAFETY SUPPORT เพื่อเสริมความมั่นใจในการขับขี่สูงสุดในทุกเส้นทาง ประกอบไปด้วย
•ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ Dual Sensor Brake Support II (DSBSII)
•จอแสดงข้อมูล Head-up display (HUD)
•ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Adaptive Cruise Control (ACC)
•ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน Lane Keep Assist (LKA)
•ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน Lane Departure Warning (LDW)
•ระบบช่วยป้องกันรถออกนอกเลน Lane Departure Prevention (LDP)
•ระบบเตือนเมื่อรถส่าย Vehicle Sway Warning
•ระบบเตือนสิ่งกีดขวางในจุดอับสายตา Blind Spot Monitor (BSM)
•ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอยหลัง Rear Cross Traffic Alert (RCTA)
•ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ High Beam Assist (HBA)
•กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา Surround View Monitor
•เซนเซอร์ถอยหลังพร้อมสัญญาณเตือน Parking Sensor

ALL NEW SUZUKI FRONX 11

ราคารถยนต์ ALL NEW SUZUKI FRONX
•รุ่น GL ราคา 689,000 บาท
•รุ่น GLX ราคา 749,000 บาท
•รุ่น GLX PLUS ราคา 799,000 บาท

*หมายเหตุ สี Pearl Snow White เพิ่ม 5,000 บาท
สี Two-tone เพิ่ม 10,000 บาท

ALL NEW SUZUKI FRONX ในรุ่น GL, GLX และ GLX PLUS มาพร้อมหลากหลายเฉดสี ได้แก่
•Pearl Snow White
•Silky Silver Metallic
•Metallic Magma Gray
•Cool Black Metallic
•Savanna Ivory Metallic
ALL NEW SUZUKI FRONX ยังมีสีพิเศษในรุ่น GLX PLUS แบบ Two-tone อีก 3 สี ได้แก่
•Pearl Snow White / Cool Black Metallic
•Savanna Ivory Metallic / Cool Black Metallic
•Ice Grayish Blue Metallic / Cool Black Metallic

เพื่อเป็นการฉลองการเปิดตัว ALL NEW SUZUKI FRONX ซูซูกิจัดเต็มข้อเสนอสุดพิเศษที่มอบความคุ้มค่าสูงสุด ให้แก่ลูกค้าที่จองและรับรถตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน – 31 ธันวาคม 2568 เท่านั้น โดยลูกค้าจะได้รับสิทธิประโยชน์ดังนี้:
•ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 1.99%
•ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก
•ฟรี! บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 3 ปี

นอกจากนี้ ซูซูกิยังมอบทางเลือกที่คุ้มค่าตลอดการใช้งาน คลายกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถ และเพื่อมอบความอุ่นใจสูงสุดให้กับลูกค้า ซูซูกิขอนำเสนอโปรแกรมพิเศษ SUZUKI FRONX Worry Free Maintenance Package ในราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 27,999 บาท ซึ่งครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถตามระยะทาง นานถึง 7 ปี ซึ่งเป็นความคุ้มค่าที่ช่วยให้ลูกค้าวางแผนค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น และมีความมั่นใจในการครอบครองรถในระยะยาว

ALL NEW SUZUKI FRONX คือ ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่เราเชื่อมั่นว่า ผู้บริโภคชาวไทยจะให้การตอบรับเป็นอย่างดี เพราะนอกจากความนิยมของผู้บริโภคที่มีให้กับรถในกลุ่มเอสยูวีจะขยายตัวมากขึ้นแล้วนั้น ด้วยดีไซน์การออกแบบที่มีเอกลักษณ์ อุปกรณ์มาตรฐานด้านความปลอดภัยที่ติดตั้งมาให้ครบครันตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่กำลังมองหาความคุ้มค่า คุ้มราคา แต่ยังมาพร้อมคุณภาพของสมรรถนะการขับขี่ที่ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับสภาพถนนของประเทศไทย ซึ่งจะถูกเสริมความมั่นใจด้วยบริการหลังการขายที่เรายกระดับคุณภาพขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำนวัตกรรม S-Solution มาใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้เต็มรูปแบบ ด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความสะดวกและมั่นใจในการใช้บริการผ่านระบบ Dealer Management System (DMS) พร้อมด้วยแอปพลิเคชัน Hello Suzuki ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถนัดหมายศูนย์บริการล่วงหน้า ตรวจสอบข้อมูลการเข้ารับบริการ และขอรับบริการช่วยเหลือฉุกเฉินได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ปัจจุบันมีศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐาน 47 แห่งทั่วประเทศ และยังมีบริการ “Mobile Service” ที่พร้อมดูแลรถยนต์นอกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ตรวจสอบระบบเบรก แบตเตอรี่ หรือการบำรุงรักษาพื้นฐานต่างๆ พร้อมด้วยการขยายเครือข่ายศูนย์บริการมาตรฐาน 2S (Service & Spare Parts) เพื่อให้บริการควบคู่ไปกับศูนย์บริการหลักประเภท 3S (Sales, Service & Spare Parts) เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ซูซูกิได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมของผู้จำหน่ายทุกรายตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้สามารถรองรับการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังคงยึดมั่นในแนวทาง ‘SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ’ ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนาบริการและผลิตภัณฑ์คุณภาพตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน”

ALL NEW SUZUKI FRONX 13

พิเศษ! ในวันที่ 26-28 กันยายน 2568 ซูซูกิขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมกิจกรรมเพื่อสัมผัส ALL NEW SUZUKI FRONX ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิครอบคลุม 86 แห่งทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิใกล้บ้านท่าน

“SKILL DRIVING EXPERIENCE JUNIOR” ชวนเด็กๆ อบรมฟรี! ที่ฟิวเจอร์ พาร์ค และสเปลล์

0
SKILL DRIVING EXPERIENCE JUNIOR 2

กิจกรรม “โตไป…ขับเป็น” SKILL DRIVING EXPERIENCE JUNIOR ส่วนหนึ่งของโครงการ “ขับเป็น…ขับปลอดภัย กับ สื่อสากล” ร่วมสร้างพื้นฐานให้เด็กๆ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ช่วงปิดภาคเรียน เรียนรู้กฎจราจร ฝึกขับขี่บนถนนจำลองที่ปลอดภัย และรับใบขับขี่จำลองเป็นที่ระลึก

โดยกิจกรรม แบ่งเป็นภาคทฤษฎี โดยมีวิทยากรจากกองบังคับการตำรวจจราจรมาให้ความรู้ ส่วนภาคปฏิบัติน้องๆ จะได้ฝึกขับขี่รถบังคับขนาดเล็กในสนามจำลอง เพื่อเรียนรู้เครื่องหมายจราจร ปลูกฝังการขับขี่ปลอดภัยขั้นพื้นฐาน และช่วยลดอุบัติเหตุได้ในอนาคต

SKILL DRIVING EXPERIENCE JUNIOR 3

ผู้ปกครองสามารถพาบุตรหลานของท่านที่มีอายุ 3-8 ปี ความสูงไม่เกิน 120 เซนติเมตร และน้ำหนักไม่เกิน 20 กิโลกรัม ไปเข้าร่วมกิจกรรมได้ฟรี ที่ลาน Zpotlight ฟิวเจอร์ พาร์ค และ สเปลล์ ชั้น G ระหว่างวันที่ 2-5 ตุลาคม 2568 และสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ facebook.com/skilldriving

 

NEW MAZDA ESSENTIAL COLLECTION ใส่เทคโนโลยีสกายแอคทีฟเต็มคัน สวยสง่างามทุกมุมมอง สมรรถนะทั้งแรงและประหยัดน้ำมัน ราคาสุดคุ้มค่า

0

NEW MAZDA ESSENTIAL COLLECTION ประกอบด้วยรถรุ่นยอดนิยม 3 รุ่น ได้แก่ NEW MAZDA2 ESSENTIAL, NEW MAZDA CX-3 ESSENTIAL และ NEW MAZDA CX-30 ESSENTIAL ปรับโฉม เพิ่มรุ่นเริ่มต้นใหม่ คัดสรรฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์การใช้งานทุกไลฟ์สไตล์ วางราคาจำหน่ายใหม่ ให้ลูกค้าเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น

คุ้มค่ายิ่งขึ้น อัดแน่นด้วยเอกลักษณ์แบรนด์มาสด้าเต็มคันในทุกรุ่น ทั้งความสนุกในการขับขี่ การออกแบบที่สง่างาม เทคโนโลยีความปลอดภัยและความสะดวกสบายเต็มคัน

ทุกโมเดลมาพร้อม 3 ทางเลือกที่ตอบโจทย์ ประกอบด้วย รุ่น PRIME มอบความคุ้มสุด, รุ่น ULTRA มอบความสบายสุด และ รุ่น SIGNATURE มอบความพร้อมสุด โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี SKYACTIV ถ่ายทอดดีเอ็นเอแบบฉบับรถยนต์มาสด้า

มาสด้านำสื่อมวลชนร่วมออกเดินทางไปสัมผัสสมรรถนะในการขับขี่ของยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุด บนเส้นทางการทดสอบสามเส้นทางสามสไตล์ จากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าไปยัง ชลบุรี สระบุรี และอยุธยา หลังจากเปิดตัวยนตรกรรมรุ่นใหม่ 3 รุ่นรวด ภายใต้กลุ่ม NEW MAZDA ESSENTIAL COLLECTION ประกอบด้วย NEW MAZDA2 ESSENTIAL, NEW MAZDA CX-3 ESSENATIL และล่าสุด NEW MAZDA CX-30 ESSENTIAL ซึ่งเป็นรถยนต์ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงจากลูกค้าชาวไทย โดยทางมาสด้าได้มีการปรับอุปกรณ์มาตรฐานและชื่อรุ่นย่อยใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบทางเลือกที่ตอบโจทย์มากยิ่งขึ้นให้กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย กับรุ่นเริ่มต้นใหม่ ที่คุ้มค่าคุ้มราคา มีราคาจำหน่ายที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่ยังครบครันด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายที่ช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารเพลิดเพลินตลอดการเดินทาง และระบบความปลอดภัยมาตรฐานตามแบบฉบับของรถยนต์มาสด้า รวมถึงช่วยให้ลูกค้ามีทางเลือกที่เหมาะสมกับความต้องการด้านการใช้งานของตนเองได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ รถยนต์รุ่นใหม่ทั้ง 3 รุ่นนี้ ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ความเป็นรถมาสด้าไว้อย่างครบถ้วนทุกประการ ตามหลักคุณค่า 5 องค์ประกอบ ได้แก่

Artful Design การออกแบบสร้างสรรค์ดุจงานศิลปะชิ้นเอก Car as Art ถ่ายทอดภายใต้คอนเซ็ปต์ KODO: Soul of Motion จิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหว โดดเด่นด้วยความสวยงามต้องตาต้องใจผู้พบเห็น ทั้งดีไซน์ภายนอกและภายใน รวมถึงสีภายนอกอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์มาสด้าที่ผลิตขึ้นด้วยแนวทาง “ทาคุมินูริ” ที่หมายถึง การเพ้นท์สีโดยช่างผู้ชำนาญการ

Japanese Mastery ความเชี่ยวชาญ พิถีพิถันในแบบฉบับของญี่ปุ่น คุณค่าระดับสูง ที่สัมผัสได้จากคุณภาพอันประณีตพิถีพิถันใส่ใจในทุกรายละเอียด และมีเสน่ห์เฉพาะของชาวญี่ปุ่นที่ถ่ายทอดลงในทุกองค์ประกอบของรถมาสด้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการตัดเย็บและการคัดสรรวัสดุภายในที่ประณีตดุจงานทำมือ แบบสุนทรียศาสตร์สไตล์ญี่ปุ่น

Human-Centricity การออกแบบโดยเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง โดยคำนึงถึงการใช้งานตามหลักสรีรศาสตร์ของมนุษย์เป็นหลัก ทั้งในเรื่องตำแหน่งผู้ขับขี่ การจัดวางอุปกรณ์ความสะดวกต่าง ๆ ภายในห้องโดยสาร รวมถึงการจัดวางตำแหน่งเบาะนั่งที่ช่วยรักษากระดูสันหลังให้มีรูปทรงตัว S ทำให้กระดูกเชิงกรานตั้งตรง ช่วยลดความเหนื่อยล้าในการขับขี่

Effortless Joyful Driving ส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกและควบคุมง่ายดั่งใจ กับระบบการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง GVC Plus ควบคุมสมรรถนะในการขับขี่ให้แม่นยำและสมดุล มั่นใจทุกการเข้าโค้ง พร้อมรับมือในสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงระบบความปลอดภัย i-Activsense ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง ระบบความปลอดภัยเชิงปกป้องและโครงสร้างตัวถังสกายแอคทีฟช่วยลดการบาดเจ็บให้น้อยที่สุดเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

Ingenious Solution นวัตกรรมอัจฉริยะขั้นสูง อาทิ เครื่องยนต์สกายแอคทีฟประสิทธิภาพสูงที่มีจุดเด่นทั้งด้านสมรรถนะความแรงและอัตราการประหยัดน้ำมันอันยอดเยี่ยม มีทั้งเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน SKYACTIV-G และเครื่อยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล SKYACTIV-D รวมถึงเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด SKYACTIV-DRIVE ที่โดดเด่นด้วยการรวมทุกข้อดีของเกียร์อัตโนมัติจากทุกระบบเข้ามาไว้ด้วยกัน ตอบสนองได้อย่างแม่นยำ การเปลี่ยนเกียร์ที่ราบรื่น ให้อัตราเร่งต่อเนื่องและประหยัดน้ำมันในทุกรอบความเร็ว NEW MAZDA ESSENTIAL COLLECTION ประกอบด้วย

NEW MAZDA2 ESSENTIAL COLLECTION

รถยนต์นั่งซิตี้คาร์รุ่นยอดนิยมจากแบรนด์มาสด้า มาพร้อมแนวคิด “Nothing Else เลือกแล้วว่าใช่ ก็ไม่ต้องการอะไรอีก” ด้วยดีไซน์ใหม่ล่าสุดบ่งความเป็นตัวตนที่ชัดเจน พร้อมฟังก์ชั่นที่เติมเต็มกับทุกไลฟ์สไตล์ในการขับขี่ คงความโดดเด่นด้วยการออกแบบที่สง่างามทั้งภายนอกและภายใน ภายใต้ปรัชญา Kodo – Soul of Motion ตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มเจเนอเรชั่น Z ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก โดยให้ความคุ้มค่า คุ้มราคา ตอบโจทย์การใช้งานของกลุ่มลูกค้าที่กำลังมองหารถยนต์คันแรกในการใช้ชีวิต มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซินและสกายแอคทีฟคลีนดีเซล ใน 4 ทางเลือกใหม่ กับรุ่น PRIME, ULTRA และ SIGNATURE ทั้งแบบซีดาน 4 ประตู และแฮตช์แบค 5 ประตู เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์ความสะดวกสบายและความปลอดภัยครบครัน มาพร้อมกับทางเลือกของ 4 รุ่นใหม่ ประกอบด้วย

รุ่น 1.3 PRIME มอบความ ”คุ้มสุด” ในราคาจำหน่ายที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพียง 529,000 บาท (รุ่นเริ่มต้นใหม่ที่ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น)

รุ่นเริ่มต้นที่มาพร้อมเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 1.3 ลิตร ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด SKYACTIVE-DRIVE และระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง G-VECTORING CONTROL PLUS ให้การประหยัดน้ำมันสูงสุด 23.3 กม./ลิตร ตอบโจทย์ทุกความต้องการให้ใช้ชีวิตได้แบบคุ้มค่าตั้งแต่เริ่มต้น มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานครบครัน โดดเด่นด้วยไฟหน้าโปรเจกเตอร์แบบ LED พร้อมการตกแต่งเพิ่มความสปอร์ตด้วยกระจังหน้าสีดำ

รุ่น 1.3 ULTRA มอบความ “สบายสุด” วางราคาจำหน่าย 589,000 บาทมาพร้อมเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 1.3 ลิตร ครบครันด้วยเทคโนโลยีความสะดวกสบาย พร้อมฟังก์ชั่นที่รู้ใจและตอบโจทย์กับทุกมิติของการใช้ชีวิต ทั้งระบบ Infotainment และความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร อาทิ Mazda Connect ที่รองรับ Apple CarPlay® และ Android AutoTM พร้อมหน้าจอ Center Display แบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ที่ควบคุมผ่าน Center Commander ตกแต่งภายในอย่างมีเอกลักษณ์ด้วยแผงคอนโซลหน้าไบโอพลาสติกแบบสี ผลิตจากวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัย i-Activsense อาทิ ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติแบบ Advance พร้อมกล้องมองหลังและเซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง

รุ่น 1.3 SIGNATURE มอบความ “พร้อมสุด” วางราคาจำหน่าย 659,000 บาท

โดดเด่นด้วยดีไซน์การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์แบบ Sport Design พร้อมฟังก์ชั่นทั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยและความสะดวกสบายครบครัน ควบคู่กับสมรรถนะการขับขี่ที่สนุก มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 1.3 ลิตร ภายนอกตกแต่งด้วยกระจังหน้าแบบ Sport Design กระจกมองข้างสีดำ ภายในตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนังสีดำ และผ้า Grand Luxe Suede® พร้อมกรอบช่องแอร์สีแดง วางราคาจำหน่าย 659,000 บาท

รุ่น XDL SIGNATURE มอบความ “พร้อมสุด” กับเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล วางราคาจำหน่าย 749,000 บาทให้อัตราเร่งและการตอบสนองที่ดีเยี่ยมด้วยเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 1.5 ลิตร มาพร้อมหลังคาสีดำ ล้ออัลลอย ขนาด 16 นิ้ว สี Black Machining และดิสก์เบรกหลัง ประหยัดน้ำมันสูงสุด 26.3 กม./ลิตร พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัย i-Activsense มากมายหลายระบบ

NEW MAZDA CX-3 ESSENTIAL COLLECTION

รถครอสโอเวอร์เอสยูวีรุ่นเริ่มต้นที่จะมาสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ขับขี่ได้อย่างไม่รู้จบ เปิดตัวพร้อมคอนเซ็ปต์ “The First SUV that Feels Right เอสยูวีคันแรกที่ใช่” ด้วยการเป็นรถครอสโอเวอร์เอสยูวีที่มีความคุ้มค่าเหนือราคา อัดแน่นด้วยคุณภาพระดับพรีเมี่ยมไว้เต็มคัน ให้อุปกรณ์ครบทุกอย่างที่ต้องการ มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานด้านความปลอดภัยที่ครบครันตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น อาทิ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบป้องกันล้อล็อก 4W-ABS ระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ DSC ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HLA รวมไปถึงกล้องมองหลัง พร้อมเส้นกะระยะขณะถอยหลัง (Back Monitor) เป็นต้น โดยมาพร้อม 3 ทางเลือก กับ 4 รุ่นใหม่ ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการในแบบเอสยูวีของลูกค้า โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ต ฟังก์ชั่นครบครัน ในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ประกอบด้วย

รุ่น 2.0 PRIME คุ้มสุด กับทางเลือกที่ใช่ คุ้มค่าเหนือราคากับรุ่นเริ่มต้นใหม่ ในราคาจำหน่าย 699,000 บาท (รุ่นเริ่มต้นใหม่ ที่ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ขับสนุกเร้าใจกับความแรงเหนือชั้น ด้วยเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 156 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 204 นิวตัน-เมตร รองรับน้ำมัน E85 ประหยัดน้ำมันสูงสุด 16.4 กม./ลิตร และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบฮาโลเจน กระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถ กระจังหน้าสีเงิน วัสดุตกแต่งเสาประตูด้านนอกสีดำ ระบบเบรกมือไฟฟ้า พร้อมระบบ Auto Hold ระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ GVC (G-Vectoring Control) ภายในตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มผ้าสีดำ ตกแต่งด้วยด้ายสีเทา เบาะนั่งคนขับปรับได้ 6 ทิศทาง มาพร้อมหน้าจอ Center Display แบบสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว พร้อมปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander รองรับระบบ Apple CarPlay® และ Android AutoTM ลำโพง 6 ตำแหน่ง มอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยด้วยกล้องมองหลัง พร้อมเส้นกะระยะขณะถอยหลัง และถุงลมนิรภัยคู่หน้า SRS พร้อมปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน

รุ่น 2.0 ULTRA สบายสุด มั่นใจไปกับอีกขั้นกับทางเลือกที่ใช่ ราคาจำหน่าย 759,000 บาท

อีกทางเลือกของความสะดวกสบาย ที่มอบความเพลิดเพลินให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารไปตลอดการเดินทางด้วยระบบ Infotainment ครบครัน มอบความสะดวกด้วยระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Keyless Entry) ตกแต่งภายในอย่างมีเอกลักษณ์ด้วยแผงคอนโซลหน้าหุ้มหนังสีเทาเข้ม และเบาะนั่งหุ้มหนังและผ้าสีดำ ตกแต่งด้วยด้ายสีเทา พวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนังสีดำ ตกแต่งด้วยสีเงินซาติน เพิ่มความสบายให้ผู้โดยสารทุกที่นั่งด้วยพนักวางแขนด้านหลัง พร้อมที่วางแก้วน้ำ เพิ่มเติมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยที่มากขึ้นกับระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง 4 จุด มอบความอุ่นใจไปตลอดการเดินทาง

รุ่น 2.0 ULTRA PLUS สบายสุด พร้อมฟังก์ชั่นที่สะดวกไปอีกขั้น ราคาจำหน่าย 829,000 บาท

มอบความสบายด้วยฟังก์ชั่นที่ลงตัวกับทุกมิติของชีวิต มาพร้อมไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ LED พร้อมระบบไฟหน้าปรับระดับอัตโนมัติ ไฟท้ายแบบ LED Signature ซุ้มล้อสีดำเงา คิ้วตกแต่งกันชนหน้าและแผงกันกระแทกด้านข้างสีเงิน ถุงลมนิรภัยคู่หน้าและม่านนิรภัย ระบบควบคุมความเร็วคงที่ Cruise Control ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน (DRL) แบบ LED Signature ภายในสบายไปอีกขั้นด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติ เพิ่มเติมด้วยฟังก์ชั่นเทคโนโลยีความปลอดภัย เช่น ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (ABSM) ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA) ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติแบบ Advance (Advanced SCBS) เป็นต้น ทั้งยังมอบความสะดวกสบายด้วยเทคโนโลยีเชื่อมต่อไร้ขีดจำกัดผ่านระบบ Mazda Connect รองรับ Apple CarPlay® และ Android AutoTM แสดงผลผ่านหน้าจอสีแบบทัชสกรีน Center Display ขนาด 7 นิ้ว พร้อมปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander

รุ่น 2.0 SIGNATURE พร้อมสุด ทุกฟังก์ชั่นและสไตล์ที่ใช่ ราคาจำหน่าย 899,000 บาท

ครบครันทุกฟังก์ชั่นและการดีไซน์สไตล์สปอร์ต ด้วยกระจังหน้า กระจกมองข้าง และหลังคาสีดำ พร้อมหลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้า ไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบ LED ระบบไฟหน้าเปิด-ปิดอัตโนมัติ ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Sports Paddle Shift) ที่ปัดน้ำฝนแบบหน่วงเวลาและฟังก์ชั่นตรวจจับน้ำฝนอัตโนมัติ ภายในสปอร์ตพรีเมี่ยมด้วยแผงคอนโซลหน้าหุ้มด้วยหนังสีฟ้าเทา ตกแต่งด้วยด้ายสีคอปเปอร์ เบาะหนังสีดำและผ้า Grand Luxe Suede® กรอบช่องแอร์สีคอปเปอร์ นอกจากนิ้ ยังครบครันด้วยฟังก์ชั่นที่สะดวกสบายตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง และระบบบันทึกตำแหน่งคนขับ 2 ตำแหน่ง พร้อมระบบปรับเบาะดันหลังไฟฟ้า หน้าจอ Active Driving Display แสดงข้อมูลการขับขี่แบบสี อุปกรณ์ชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย (Wireless Charger) และระบบเสียง Bose® รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 7 ตำแหน่ง ครบครันด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย i-Activsense อาทิ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ MRCC แบบ Stop & Go และระบบปรับไฟหน้าสูงอัตโนมัติ (HBC) เป็นต้น

NEW MAZDA CX-30 ESSENTIAL COLLECTION

ครอสโอเวอร์เอสยูวีระดับพรีเมี่ยมเจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดของมาสด้า เปิดตัวภายใต้แนวคิด “LIVE A LIFE OF VALUE เติมเต็มชีวิตให้คุ้มค่ากับเอสยูวีที่ใช่ ตอบโจทย์ทุกความต้องการ” สง่างามด้วยแนวคิดการออกแบบจาก โคโดะ ดีไซน์ ที่เรียบง่ายแต่งดงาม ได้รับการการันตีความยอดเยี่ยมด้วยรางวัลรถยนต์ความสำเร็จมากมายจากทั่วโลก คงไว้ซึ่งความโฉบเฉี่ยวและทรงพลัง มาพร้อมระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง GVC Plus เหนือระดับด้วยเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 ลิตร ทั้งแรงและประหยัดน้ำมัน ตอบสนองดีที่สุดให้กำลังสูงสุด 165 แรงม้า สัมผัสประสบการณ์ใหม่แห่งการควบคุมการขับขี่ที่แม่นยำและสมดุล ด้วยสกายแอคทีฟแพลตฟอร์มเจเนอเรชั่นใหม่ อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคัน โดยมาพร้อม 3 ทางเลือก รุ่นย่อย ได้แก่

รุ่น 2.0 PRIME คุ้มสุด รุ่นเริ่มต้นใหม่ที่ออกแบบมาให้เป็นเจ้าของได้ง่าย มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานครบครัน กับราคาเริ่มต้นที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิม เพียง 899,000 บาท (รุ่นเริ่มต้นใหม่ ที่ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น)

โดยรวบรวมทุกเอกลักษณ์ของดีเอ็นเอรถยนต์มาสด้าเจเนอเรชั่นใหม่มาไว้อย่างลงตัว กับสมรรถนะเหนือระดับของเครื่องยนต์ SKYACTIV-G 2.0 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 165 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 213 นิวตัน-เมตร รองรับน้ำมัน E85 ประหยัดน้ำมันสูงสุด 15.4 กม./ลิตร* ให้อัตราเร่งและการตอบสนองดีเยี่ยม ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ LED พร้อมระบบเปิด-ปิดและปรับสูง-ต่ำอัตโนมัติ มาพร้อมระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง GVC Plus เบรกมือไฟฟ้า พร้อม Auto Hold และฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ อาทิ หน้าจอสี Center Display แบบ Widescreen ขนาด 8.8 นิ้ว พร้อมปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander รองรับ Apple CarPlay® และ Android AutoTM* และหน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบสีบนกระจกหน้า Windshield Active Driving Display ที่ปัดน้ำฝนกระจกหน้าปรับอัตโนมัติและที่ปัดน้ำฝนกระจกหลัง กุญแจนิรภัย Immobilizer พร้อมสัญญาณกันขโมย Burglar Alarm ระบบล็อกและปลดล็อกประตูอัตโนมัติ เบาะนั่งคนขับปรับได้ 8 ทิศทาง เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับได้ 6 ทิศทาง พนักพิงด้านหลังพร้อมที่วางแก้ว พนักพิงเบาะหลังพับได้แบบ 60:40 กล้องมองหลัง พร้อมถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย และบริเวณหัวเข่าด้านคนขับ รวม 7 ตำแหน่ง ล้ออัลลอย ขนาด 16 นิ้ว

รุ่น 2.0 ULTRA สบายสุด มอบความสบายในราคาคุ้มค่ากว่าเคย ราคาจำหน่าย 999,000 บาท

มาพร้อมฟังก์ชั่นที่ลงตัวกับทุกมิติของชีวิต ทั้งระบบ Infotainment ครบครัน มอบความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร ด้วยเทคโนโลยีเชื่อมต่อไร้ขีดจำกัด ผ่านระบบ Mazda Connect รองรับ Apple CarPlay® และ Android AutoTM* พร้อมปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander ที่ออกแบบตามแนวคิดมนุษย์เป็นศูนย์กลางเอกลักษณ์ของมาสด้า ภายในตกแต่งอย่างประณีตมาพร้อมเบาะนั่งหุ้มหนัง เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่งได้ 2 ตำแหน่ง มอบความสะดวกสบายให้กับการใช้งานกับประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ Smart Keyless Entry ระบบควบคุมความเร็วคงที่ (Cruise Control) ล้ออัลลอย ขนาด 16 นิ้ว  พร้อมกล้องมองหลังและเซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง 4 จุด มอบความอุ่นใจให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารไปตลอดการเดินทาง

*สำหรับ Android เวอร์ชั่น 10 ขึ้นไป สามารถเชื่อมต่อได้ทันที

รุ่น 2.0 SIGNATURE ครบทั้งสไตล์และฟังก์ชั่นที่ใช่ วางราคาจำหน่าย 1,099,000 บาท โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ตพรีเมี่ยมและความครบครันในทุกฟังก์ชั่น มาพร้อมล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว หลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้า ไฟท้ายแบบ LED Signature กระจังหน้าและวัสดุตกแต่งเสาประตูด้านนอกสีดำเปียโน ขับสนุกได้อย่างใจด้วยระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย Sports Paddle Shift และมอบความมั่นใจในทุกการขับขี่กับเทคโนโลยีความปลอดภัย i-Activsense ครบครัน อาทิ ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM, ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ MRCC, ระบบเตือนเมื่อมีรถเบี่ยงออกนอกเลน LDWS, ระบบปรับไฟหน้าสูงอัตโนมัติ HBC รบบปรับองศาไฟหน้าตามการเลี้ยวของรถ AFS และระบบควบคุมความเร็วและพวงมาลัยตามรถคันหน้า CTS เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง และกล้องมองหลังพร้อมเส้นกะระยะขณะถอยลัง ตอบรับความสุนทรีย์ได้ครบทุกจุดสัมผัสกับการออกแบบภายในห้องโดยสารที่พิถีพิถันเสมือนงานทำมือ เรียบหรูด้วยเบาะหนังสีดำ และเพิ่มอรรถรสให้การเดินทางด้วยระบบเสียง Bose® รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง

นอกจากนั้น มาสด้ายังมอบข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่สนใจออกรถมาสด้า ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 ดังต่อไปนี้

New Mazda2 Essential ดอกเบี้ยต่ำสุด 0% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี หรือ ดอกเบี้ย 1.29% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี ฟรีแพ็กเกจบำรุงรักษารถตามระยะ Mazda Care 5 ปี (รวมค่าแรง ค่าอะไหล่ และของเหลว) หรือ ส่วนลดสูงสุด 70,000 บาท

New CX-3 Essential ดอกเบี้ย 0.59% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี หรือ ดอกเบี้ย 2.49% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี ฟรี โปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS) หรือ ส่วนลดสูงสุด 60,000 บาท

New CX-30 Essential ดอกเบี้ย 0.79% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี หรือ ดอกเบี้ย 2.49% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี ฟรี โปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS) หรือ ส่วนลดสูงสุด 70,000 บาท

ยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้ายังได้สิทธิ์ลุ้นโชค 2 ต่อ มูลค่ารวม 1.8 ล้านบาท ภายใต้แคมเปญ MAZDA MID YEAR SURPRISE ข้อเสนอมาสด้าแห่งปี ซื้อรถลุ้นรถ ทั้งรางวัลประจำเดือนจำนวน 260 รางวัล และ รางวัลใหญ่รถยนต์ 1 รางวัล (New Mazda2 Essential รุ่น 1.3 PRIME สีแดง โซล เรด คริสตัล) พร้อมกับรับส่วนลดสูงสุด 150,000 บาท ไม่เพียงเท่านี้ สำหรับลูกค้าเจ้าของรถมาสด้าและครอบครัว ออกรถใหม่ รับฟรีเพิ่มเติมบัตรน้ำมันมูลค่าสูงสุด 30,000 บาท เมื่อออกรถภายในเดือนกันยายน 2568 อีกด้วย

หมายเหตุ: เงื่อนไขต่าง ๆ เป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

“น้อง เอมอมร” ควบ “NEW MG4 ELECTRIC” คว้าชัยในสนามแข่ง “GYMKHANA”

0
MG4 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ผ่าบทพิสูจน์ศักยภาพของอีวีระดับ โกลบอล โมเดล NEW MG4 ELECTRIC หลัง NEW MG4 ELECTRIC รุ่น XPOWER ยืนตำแหน่งโพเดี้ยมในรายการแข่งขัน GC Grid Competition Gymkhana 2025 สะท้อนถึงพละกำลัง และสมรรถนะการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบโดยไม่ต้องปรับจูน อีกทั้งยังเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ขับสนุก เร้าใจ มีความคล่องตัว ตอกย้ำภาพลักษณ์ของ เอ็มจี ในฐานะแบรนด์ที่มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีและสมรรถนะการขับขี่ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ทั่วโลกอย่างแท้จริง   

NEW MG4 ELECTRIC 2

การแข่งขัน GC Grid Competition Gymkhana 2025 นอกเหนือจากความสามารถของนักแข่งแล้ว อีกหนึ่งหัวใจสำคัญ คือ รถยนต์ไฟฟ้าที่มีความคล่องตัว ช่วงล่างแน่นหนึบ ตอบสนองว่องไว ควบคุมขับขี่ง่าย แม่นยำดั่งใจสั่ง ซึ่งล้วนเป็นคุณสมบัติของ NEW MG4 ELECTRIC โดยเฉพาะรุ่น XPOWER ที่มาพร้อม NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ปล่อยพละกำลังได้สูงสุดถึง 435 แรงม้า (320 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 600 นิวตัน-เมตร และเร่งจาก 0–100 กม./ชม. ได้ภายใน 3.8 วินาที เท่านั้น คุณสมบัติเหล่านี้จึงถูกรีดใช้ในการแข่งขันที่เต็มไปด้วยความท้าทาย

MG4 9

นายน้อง เอมอมร นักแข่งผู้ขับ NEW MG4 ELECTRIC รุ่น XPOWER เผยว่า “สิ่งที่ทำให้รถคันนี้แตกต่างคือ ความสมดุลที่ไร้การปรุงแต่งเกินจำเป็น เพราะแทบไม่มีการปรับเปลี่ยนใด ๆ นอกจากล้อ Maxion Wheel 18 x 8.5 นิ้ว และยาง Yokohama AD09 245/45R18 ที่ช่วยเพิ่มการยึดเกาะ แต่สมรรถนะหลักทั้งหมดที่นำไปสู่ความสำเร็จนั้น มาจากมาตรฐานของ อีวี โกลบอล โมเดล โดยไม่ดัดแปลง หรือปรับจูนใด ๆ ทุกครั้งที่อยู่หลังพวงมาลัย จึงสัมผัสได้ถึงการตอบสนองที่แม่นยำ รวดเร็ว และมั่นคง สามารถผ่านโค้งที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อน ช่วงทางตรงที่ต้องการความเร็วสูงก็สามารถเดินเกมได้อย่างไร้ที่ติ ศักยภาพของ NEW MG4 ELECTRIC จึงไม่เพียงแค่ขับขี่บนท้องถนนเท่านั้น แต่ยังแข็งแกร่งจนสามารถคว้าตำแหน่งแชมป์ในสนามแข่งด้วย ด้านความปลอดภัย NEW MG4 ELECTRIC ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกระดับ 5 ดาวจาก Euro NCAP”

MG4 4

ด้านนายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “NEW MG4 ELECTRIC ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าคนไทย โดยมียอดขายสะสมแล้วกว่า 20,000 คัน ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความสำเร็จของ อีวี โกลบอล โมเดล รุ่นแรกที่พัฒนาขึ้นบน NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM ซึ่งออกแบบมาเพื่อรถอีวีโดยเฉพาะ ออกแบบให้มีการกระจายน้ำหนักแบบ 50:50 มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ หนึ่งเดียวในคลาสที่มีระบบขับเคลื่อนล้อหลัง จึงเกิดเป็นมาตรฐานใหม่ของรถอีวีที่ขับสนุก ซึ่ง เอ็มจี มีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกเส้นทางนี้ เรายังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ไม่เพียงตอบโจทย์การใช้งานจริง แต่ยัง เติมเต็มประสบการณ์การควบคุมขับขี่ที่ดี ส่งมอบการบริการที่มีคุณภาพด้วยศูนย์บริการที่ครอบคลุม 125 แห่ง ทั่วประเทศ การจัดสรรอะไหล่ที่ครบครัน รวมถึงการรับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุม ตลอดอายุการใช้งาน (LIFETIME WARRANTY) ให้ลูกค้า เอ็มจี ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างสบายใจ”

MG4 7

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจีได้ที่
Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

 

ฮอนด้า อัปเดตไฮไลต์โมเดลที่ “The M.O.V.E. by Honda” ยกอนาคตมาให้สัมผัส ณ Experience Center นำโดย Honda Prelude (Prototype) สปอร์ตคูเป้ในตำนาน พร้อมด้วย Super EV Concept และ New Honda CUV e:

0
The M.O.V.E. by Honda 1

หลังจากที่บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้ามอเตอร์ จำกัด พร้อมด้วยบริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด และบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดตัว “The M.O.V.E. by Honda” ศูนย์สร้างประสบการณ์เสมือนจริงแห่งแรกของแบรนด์ใจกลางกรุงเทพฯ อย่างยิ่งใหญ่ ล่าสุด ฮอนด้า ได้ยกระดับความน่าสนใจของงานขึ้นอีกขั้น ด้วยการอัปเดตไฮไลต์นวัตกรรมใหม่ นำโดยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด New Honda CUV e: พร้อมด้วยรถยนต์ต้นแบบ Super EV (Concept) และ Honda Prelude (Prototype) ที่นำมาจัดแสดงให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ณ EM GLASS ชั้น G ศูนย์การค้า EMSPHERE

The M.O.V.E. by Honda 2

การอัปเดตโมเดลเพื่อจัดแสดงภายในศูนย์ฯ สะท้อนการต่อยอดนวัตกรรมล้ำสมัย ภายใต้แนวคิดหลัก ‘Sense the Synergy’ ที่มุ่งให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสประสบการณ์การเดินทางแห่งอนาคต ผ่านทั้ง 5 ประสาทสัมผัสในโซนมัลติเซนซอรี ซึ่งผสานกับนวัตกรรมล้ำสมัยเข้ากับอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างกลมกลืน

ไฮไลต์การอัปเดต ได้แก่
‣โซน Future Ride
ชวนสัมผัสเทคโนโลยีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของฮอนด้า กับ New Honda CUV e:

The M.O.V.E. by Honda 3

สำหรับ New Honda CUV e: มาพร้อมแบตเตอรี่แบบสลับได้ Honda Mobile Power Pack e: จำนวน 2 ลูก ที่รองรับการขับขี่ได้ไกลกว่า 70 กิโลเมตรต่อการชาร์จ พร้อมเปลี่ยนแบตได้รวดเร็วใน 1 นาที ขับขี่ได้หลากหลายโหมด ทั้ง ECON, Normal และ Sport เสริมด้วยระบบ Reverse Assist ช่วยถอยหลังในพื้นที่แคบ และระบบเบรก CBS เพิ่มความมั่นใจ มาพร้อมหน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว (รุ่น Standard) หรือ 7 นิ้ว (รุ่น Connectivity) ที่รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Honda RoadSync Duo เพื่อนำทาง รับสาย ฟังเพลง และค้นหาสถานีแบตเตอรี่ใกล้ตัว

The M.O.V.E. by Honda 4

ทั้งยังโดดเด่นด้วยดีไซน์ล้ำสมัย ไฟหน้า-ท้าย LED ครบครันทั้งดีไซน์ สมรรถนะ และเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ตอบโจทย์
การใช้ชีวิตคนเมืองยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

‣ โซน Future Drive
พบกับ 2 โมเดลสุดล้ำที่ยกมาให้สัมผัสครั้งแรกในไทย! นำโดย Honda Prelude (Prototype) สปอร์ตคูเป้
ในตำนานที่หวนกลับมาอีกครั้ง และ Super EV (Concept) รถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบขนาดเล็ก

The M.O.V.E. by Honda 5
•Honda Prelude (Prototype) สปอร์ตคูเป้ระดับตำนานของฮอนด้า ที่เคยสร้างชื่อจากดีไซน์ล้ำยุคและเทคโนโลยีล้ำสมัย กลับมาอีกครั้งในเจเนอเรชันที่ 6 พร้อมบทบาทใหม่ในฐานะ “สัญลักษณ์แห่งอนาคต” ที่หลอมรวมกลิ่นอายแห่งความทรงจำทางอารมณ์ เข้ากับวิสัยทัศน์ของฮอนด้าในการขับเคลื่อนสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว โดยก่อนหน้านี้ Prelude (Prototype) ได้เผยโฉมในอีเวนต์ทั่วโลกมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นงาน Goodwood Festival of Speed 2025 ที่ประเทศอังกฤษ และงาน GIIAS 2025 (Gaikindo Indonesia Auto Show) ที่อินโดนีเซีย ก่อนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อต้นเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา

 

โดย Honda Prelude เจเนอเรชันที่ 6 มาพร้อมระบบฟูลไฮบริด e:HEV ที่ได้รับการพัฒนาให้ล้ำสมัยยิ่งขึ้น เพื่อให้รถรุ่นนี้เปรียบเสมือน ‘บทนำ (prelude)’ ในการปูทางสู่การพัฒนารถสปอร์ตของฮอนด้า ในยุคแห่งการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าในอนาคต

The M.O.V.E. by Honda 7

โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ตคูเป้ 2 ประตู ตัวถังเตี้ยและเฉียบคม เส้นสายเรียบเนียนแต่แฝงความโดดเด่น มาพร้อมมือจับประตูแบบฝังเรียบ และหลังคาที่ดูคลีนด้วยเทคโนโลยี Laser Blazing ที่ช่วยลดรอยต่อระหว่างหลังคาและตัวถัง กระจังหน้ามินิมอลด้วยเส้นสายแนวนอน เสริมด้วยเส้นสายด้านข้างที่ให้ภาพลักษณ์เฉียบคม เปี่ยมพลัง พร้อมด้วยอีกหนึ่งไฮไลต์ คือ เทคโนโลยีใหม่ S+ Shift ในระบบ e:HEV ที่สามารถจำลองการเปลี่ยนเกียร์ได้ถึง 8 สปีดผ่านแป้นแพดเดิลหลังพวงมาลัย มอบการตอบสนองที่ฉับไว และการขับขี่แบบสปอร์ตอย่างแท้จริง พร้อมด้วยระบบ Active Sound Control ที่ช่วยเพิ่มอารมณ์ความเร้าใจในการขับขี่ สะท้อนถึงความตั้งใจของฮอนด้า ในการส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนานให้กับผู้หลงใหลในรถสปอร์ต

The M.O.V.E. by Honda 6
•Honda Super EV (Concept) รถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบขนาดเล็กในกลุ่ม A เซกเมนต์ เผยโฉมครั้งแรกในโลก พร้อมทดสอบวิ่งจริงที่งาน Goodwood Festival of Speed 2025 ณ ประเทศอังกฤษ ตามด้วยการจัดแสดงที่งาน GIIAS 2025 ที่อินโดนีเซีย โดยรถรุ่นนี้ ออกแบบเพื่อสะท้อนความสนุกในการขับขี่ตามแบบฉบับฮอนด้า

ด้วยตัวถังกะทัดรัด น้ำหนักเบา แต่ห้องโดยสารกว้างขวางตามปรัชญา “Man Maximum, Machine Minimum” มอบประสบการณ์การขับขี่ที่คล่องตัว ฉับไว และเปี่ยมด้วยความสนุก
และอีกหนึ่งไฮไลต์คือ โซน Simulator Game ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้เพลิดเพลินไปกับเกมจำลองการขับขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสุดล้ำ สัมผัสประสบการณ์หลังแฮนด์บนต้นแบบ EV ที่ถูกออกแบบภายใต้คอนเซปต์เหนือระดับ อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต พร้อมระบบอินเตอร์แอคทีฟที่ถ่ายทอดความรู้สึกนักบิดได้สมจริงราวกับอยู่บนท้องถนนจริง ที่จำลองประสบการณ์ขับขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต

The M.O.V.E. by Honda 8

พร้อมกันนี้ ยังมีการจัดแสดงโซนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น โซนทางเข้าที่ถ่ายทอดปรัชญามนุษย์เป็นศูนย์กลาง ‘Dream Sphere’ ที่นำเสนอประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณแห่งความท้าทายของฮอนด้า ผ่านการแสดงผล 360 องศา ‘Future Mobility’ ที่พาผู้ชมสัมผัสโลกการเดินทางไร้รอยต่อผ่านระบบนิเวศใหม่ และ ‘Future Drive’ ที่ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ในการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับโลกแห่งการเดินทาง ก่อนจะปิดท้ายด้วย The M.O.V.E Café ที่ผสมผสานการเดินทางเข้ากับประสบการณ์ครบทั้ง 5 ประสาทสัมผัสได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สำหรับท่านใดที่สนใจเข้าชมและร่วมสัมผัสประสบการณ์ล้ำสมัยกับงาน “The M.O.V.E. by Honda” Immersive Experience Center แห่งแรกในไทย สามารถเข้าชมได้ฟรีทุกวัน! ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10:00 – 22:00 น. ณ EM GLASS ชั้น G ศูนย์การค้า EMSPHERE
ชื่อกิจกรรม: The M.O.V.E. by Honda
สถานที่: EM GLASS ชั้น G ศูนย์การค้า EMSPHERE
628 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
วันเปิดให้เข้าชม: ตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2569
เวลาเปิดให้เข้าชม: ทุกวัน เวลา 10:00 – 22:00 น
ค่าเข้าชม: เข้าชมฟรี
LINE Official Account: @TheM.O.V.E.byHonda
Google map: https://bit.ly/41tRKOz
จัดโดย: บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้ามอเตอร์ จำกัด

“มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน” เข้ารับพระราชทานโล่เกียรติยศ ในฐานะองค์กรด้านการพัฒนาสังคม เนื่องในวันเยาวชนแห่งชาติ ประจำปี 2568

0
มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน 1

ชลัทชัย ปภัสร์พงษ์ กรรมการ มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน เข้ารับโล่พระราชทาน ในฐานะองค์กรด้านการพัฒนาสังคม ที่ทำคุณประโยชน์ต่อเด็ก และเยาวชน ในงานวันเยาวชนแห่งชาติประจำปี 2568 ซึ่งจัดโดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568

มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน 2

ผู้สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ¬¬สามารถติดตามได้ที่ www.dcy.go.th หรือ lomhaijai.org และ facebook.com/LomhaijaiFoundation

มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน 4

(มีคลิปวีดีโอ) ทดลองขับ New Honda Accord e-HEV (MY 2025) รุ่นมาตรฐาน(E) เทคโนโลยีไฮบริด ประหยัด ขับดี ต่างกันเรื่องการตกแต่ง ราคาถูกกว่าเดิม

0
New Honda Accord e-HEV (MY 2025) Pic Open

New Honda Accord e-HEV (MY 2025) ปรับโฉมล่าสุดกับลุคใหม่ เสริมความสปอร์ตในทุกรุ่นย่อย พร้อมลดราคา รุ่นเริ่มต้น (E) ค่าตัว 1,479,000 บาท ที่ได้นำมาทดสอบในครั้งนี้ ให้ความคุ้มค่ายิ่งขึ้นกับการเพิ่มฟีเจอร์เพื่อตอบสนองความต้องการ ทั้ง ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Information – BSI) และ ใหม่ ! ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor – CTM) ติดตั้งเป้นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย มาดูกันว่าการเติมเต็มในครั้งนี้ จะมีความน่าสนใจมากน้อยเพียงใด รีวิวพร้อมทดลองขับจาก Auto Motor Thailand พร้อมให้รับชม     

New Honda Accord e-HEV MY 2025 ได้รับการปรับแต่งให้ได้กลิ่นอายของญี่ปุ่นมากยิ่งขึ้น จาก กันชนล่าง ด้านหน้า ด้านข้างและด้านหลัง สีเดียวกับตัวรถ แถบตกแต่งมุมไฟหน้าเดิมสีส้ม เปลี่ยนเป็นสีใสและสีดำ รวมถึง กรอบไฟหน้าสีเดียวกับตัวรถในทุกรุ่นย่อย แต่ในรุ่น e:HEV RS ช่องดักอากาศข้างกันชนเป็นสีดำ

 New Honda Accord e-HEV (MY 2025) 2

รุ่นมาตรฐานหรือรุ่น E ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว เปลี่ยนจาก สีเงิน เป็น Gloss Black ส่วนรุ่น EL และ RS เป็นขนาด 18 นิ้ว

 New Honda Accord e-HEV (MY 2025) 3

ห้องโดยสารกว้างขวาง เบาะนั่งและแผงข้าวแต่วด้วยหนังแท้ ในรุ่น RS เย็บด้ายคู่สีแดง มีปุ่ม Experience Selection Dial ปรับหมุนเพื่อเลือกและบันทึกฟังก์ชันการใช้งานต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย ทั้ง ระบบปรับอากาศ เครื่องเสียง และไฟภายในห่องโดยสาร แสดงผลผ่านเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 12.3 นิ้วแบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย และรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto ตั้งค่าผู้ใช้งานได้จำนวนสูงสุดถึง 8 แบบ

 New Honda Accord e-HEV (MY 2025) 4

มาพร้อมแอปและบริการของ Google ที่ติดตั้งมาในตัว อย่าง Google Assistant, Google Maps และแอปอื่น ๆ จาก Google Play

 New Honda Accord e-HEV (MY 2025) 4

ติดตั้งระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-view Camara System – MVCS) และเครื่องเสียงพร้อมลำโพง BOSE 12 ตำแหน่ง

 New Honda Accord e-HEV (MY 2025) 5

ในรุ่น RS ติดตั้งระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า (Head-up Display: HUD) ขนาด 11.5 นิ้ว

ชุดมาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 10.2 นิ้ว

 New Honda Accord e-HEV (MY 2025) 6

ช่องเชื่อมต่อ USB type C มีให้ 4 ตำแหน่ง และอุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger)

ทุกรุ่นมาพร้อมระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด Honda e:HEV – The exciting Hybrid Drive ดั่งใจ ด้วยการตอบสนองที่ทันใจและทรงพลังด้วยการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง 2 ตัว
ให้แรงบิดมอเตอร์สูงสุด 335 นิวตัน-เมตร และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนที่มีประสิทธิภาพสูง ผสานการทำงานกับเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร Direct Injection Atkinson-Cycle DOHC มอบพลังการขับเคลื่อนที่ไร้กังวลในทุกเส้นทาง โดยระบบสามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้อย่างชาญฉลาด และประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมถึง 23.3 กม./ลิตร (ทดสอบตามมาตรฐาน UN R101

 New Honda Accord e-HEV (MY 2025) 8

ทั้งยังมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ผสานการทำงานของกล้องมุมกว้างด้านหน้าและเรดาร์ ในการตรวจจับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ จักรยาน และคนเดินถนนได้อย่างแม่นยำมีประสิทธิภาพ ครบครันด้วยเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกสบายและเทคโนโลยีเชื่อมต่ออันล้ำสมัย

การทดสอบสมรรถนะผ่านการใช้งานจริงหลากหลายรูปแบบทั้งการจราจรพลุกพล่าน และใช้ความเร็วช่วงถนนโล่ง เพื่อทดสอบการตอบสนองของเครื่องยนต์และระบบช่วงล่าง

 New Honda Accord e-HEV (MY 2025) 9

การที่เป็นพี่ใหญ่สุดของค่ายในรูปแบบพรีเมี่ยมซีดาน ที่มากับระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV – The Exciting Hybrid Drive ดั่งใจ นอกจากการตอบสนองที่ทันใจ และควบคุมรถได้แม่นยำ New Honda Accord e-HEV MY 2025 ยังมีอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดี ซึ่งหากเทียบกับ Eco Sticker ที่เคลมไว้กว่า 23 กม./ลิตร จะทำให้น้ำมัน 1 ถัง ใช้งานได้ไกลกว่า 900 กิโลเมตร เลยทีเดียว

ซึ่งการทำงานอันชาญฉลาดของระบบ จะเปลี่ยนโหมดให้เหมาะสมกับทุกสถานการณ์การขับขี่ ระหว่างโหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) โหมดการขับขี่แบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) และโหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode) หากลดความเร็ว ระบบจะเปลี่ยนพลังงานที่เกิดขึ้นให้เป็นพลังงานไฟฟ้า และชาร์จกลับไปยังแบตเตอรี่ (Regeneration) รวมถึงสามารถเลือกควบคุมโหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Switch) ซึ่งเป็นโหมดที่จะชาร์จแบตเตอรี่ ในขณะที่รถวิ่งด้วยน้ำมัน

 New Honda Accord e-HEV (MY 2025) 10

นอกจากนี้ยังเลือกโหมดการขับขี่ที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ ผ่านการกดสวิตช์ฟังก์ชัน Drive Mode ที่มาพร้อมโหมดการขับขี่แบบ Individual (Individual Mode) สามารถเลือกปรับเปลี่ยนการทำงานของระบบส่งกำลัง พวงมาลัย ระบบ Adaptive Cruise Control และสีของมาตรวัดได้อย่างอิสระดั่งใจ

โดยสรุป การปรับเปลี่ยนสำหรับ New Honda Accord e-HEV MY 2025 จะเน้นไปทางเสริมลุคกับส่วนต่างๆ และเติมเต็มฟังค์ชั่นในส่วนของ Blind Spor มาเป็นที่เรียบร้อย ในขณะที่ราคาลดลงในทุกรุ่น

 New Honda Accord e-HEV (MY 2025) 12

ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ด้วยราคาใหม่ ยกระดับความคุ้มค่าไปอีกขั้น ได้แก่
•รุ่น e:HEV E ราคา 1,479,000 บาท
•รุ่น e:HEV EL ราคา 1,599,000 บาท
•รุ่น e:HEV RS ราคา 1,729,000 บาท
หากต้องการสีขาวแพลทินัม (มุก) เพิ่ม 14,000 บาท และสีดำคริสตัล (มุก) เพิ่ม 10,000 บาท

สำหรับข้อเสนอพิเศษ ดอกเบี้ย 0.99%** พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี หรือ ดอกเบี้ย 1.99%** พร้อมรับ Honda Exclusive Care 5 ปี (มูลค่า 204,000 บาท**)