Home Blog Page 377

เจาะลึกแบรนด์ DNA ของ HAVAL เอสยูวีอัจฉริยะที่จะเป็นทุกสิ่งที่คุณตามหา จาก เกรท วอลล์ มอเตอร์

0
Haval H6 Hybrid 18

การก้าวสู่ความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดในทุกภูมิภาคทั่วโลกนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว โดยเฉพาะในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่แบรนด์รถเอสยูวีจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ อย่าง HAVAL ได้ทำลายทุกสถิติ จนสามารถก้าวสู่ความเป็นผู้นำได้อย่างเต็มภาคภูมิ นำ HAVAL ไปสร้างความนิยมในหลายประเทศทั่วโลก และในปีนี้ ประเทศไทยจะเป็นประเทศล่าสุดที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประกาศจะนำแบรนด์ HAVAL เข้ามาเป็นธงรบในการรุกตลาดครั้งนี้

ตั้งแต่เริ่มเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้มีการศึกษาตลาด ทำความรู้จักคนไทยอย่างใกล้ชิด พร้อมสื่อสารเกี่ยวแบรนด์และผลิตภัณฑ์มาอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการเผยโฉม All New HAVAL H6 Hybrid SUV เป็นครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทย ในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 ที่ผ่านมา และได้รับความสนใจจากผู้บริโภคชาวไทยอย่างล้นหลาม มาจนถึงการเผยภาพยนตร์โฆษณาได้อย่างน่าสนใจ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้ชื่อแบรนด์ HAVAL เริ่มเป็นที่รู้จักของคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก่อนที่จะมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV อย่างเป็นทางการและเปิดให้คนไทยได้จับจองเป็นเจ้าของในเร็วๆ นี้ ลองมาทำความรู้จักและดูการเติบโตของแบรนด์ HAVAL ซึ่งมีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

ทศวรรษแห่งการเริ่มต้น สู่เป้าหมายการก้าวขึ้นสู่ผู้นำรถเอสยูวีระดับโลก

HAVAL ได้รับการยกย่องให้เป็นแบรนด์รถเอสยูวีระดับโลก นำโดยรุ่นเรือธงอย่าง HAVAL H6 ซึ่งครองสถิติ
“รถเอสยูวีที่มียอดขายสูงสุดในประเทศจีน” ติดต่อกันเป็นระยะเวลายาวนานถึง 8 ปี HAVAL H6 มีจุดเริ่มต้นในปี 2554 ด้วยภาพลักษณ์ของรถสมาร์ทเอสยูวี ที่โดดเด่นด้วยสมรรถนะและการใช้งาน จนสามารถคว้ารางวัล “CCTV Utility Vehicle” [1]ไปครองในปี 2555 หลังจากนั้นจึงเริ่มใช้ชื่อแบรนด์ HAVAL อย่างเป็นทางการในปี 2556 และเปิดตัว HAVAL H6 เวอร์ชั่น Sport ในปีเดียวกัน ตามด้วยการเผยโฉม HAVAL H6 COUPE ในปี 2558

ในระหว่างปี 2560 – 2562 HAVAL เริ่มเข้าสู่ยุคแห่งการขับขี่ปลอดภัยครอบคลุมทุกด้านด้วย All New HAVAL H6 และสามารถครองใจผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2563 HAVAL H6 3rd Generation ก็ยังคงเป็นยานยนต์ที่ตอบโจทย์ทุกการขับขี่และความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี และจากการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งทำให้ HAVAL H6 ครองใจผู้ใช้จนสามารถขึ้นแท่นเป็น ”รถเอสยูวีที่ขายดีอันดับ 1 ของประเทศจีนในแต่ละเดือน” ติดต่อกันถึง 91 เดือน และนับตั้งแต่เปิดตัว มียอดขายรวมกว่า 3 ล้านคัน นอกจากนี้ ยังได้รับรางวัลมากมายในตลาดต่างประเทศหลายแห่ง เช่น รางวัลรถเอสยูวี ที่มีคุณค่ามากที่สุดในออสเตรเลีย และเป็นรถเอสยูวีรุ่นที่ดีที่สุดในชิลี

ซึ่งนอกจาก HAVAL H6 แล้ว ยังมีรุ่นอื่นๆ จากแบรนด์ HAVAL ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น รุ่นยอดนิยมจาก F Series อย่างเช่น HAVAL F7 รถเอสยูวีที่มาพร้อมเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออัจฉริยะรุ่นใหม่ล่าสุด หรือ HAVAL Big Dog รถเอสยูวีรุ่นใหม่ที่แยกไลน์ออกจากรุ่นเดิมอย่างชัดเจน เพื่อให้เป็น “รถที่ใช่” สำหรับผู้มี
ไลฟ์สไตล์กลางแจ้ง HAVAL H9 รถเอสยูวีอัจฉริยะรุ่นใหญ่ ที่มาพร้อมคุณสมบัติและฟีเจอร์การใช้งานครบครัน โดย HAVAL เป็นรถเอสยูวีแบรนด์แรกในจีนที่เข้าสู่กลุ่มยอดขาย 6 ล้านคัน ด้วยยอดขายสะสมมากกว่า 6.5 ล้านคัน ทั้งยังรักษายอดขายรถเอสยูวีอันดับ 1 ในประเทศจีนได้เป็นระยะเวลา 11 ปี ติดต่อกัน[2]

ล่าสุด HAVAL ได้ประกาศ Brand DNA ใหม่ ภายใต้แนวคิด “กล้าคิด กล้าทำ กล้าลองที่จะสร้าง เล่นได้ไม่จำกัด” โดยพัฒนาโมเดลใหม่ๆ ออกมาอีกหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น All New HAVAL H6 Hybrid SUV HAVAL JOLION HAVAL CHITU (HAVAL Red Rabbit) รวมถึง Concept Car อย่าง HAVAL X Dog และ HAVAL – XY เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคครบทุกด้าน เชื่อมต่อความต้องการของคน GEN Z พร้อมประกาศเป้าหมายยอดขาย 1.3 ล้านคันทั่วโลกภายในปี 2023

HAVAL รถเอสยูวีชั้นนำที่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีระดับโลก มาพร้อมกับกลยุทธ์การตลาดที่แตกต่าง

เบื้องหลังความสำเร็จของของ HAVAL คือ เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกในการขับขี่ที่เข้าถึงง่าย ใช้ประโยชน์ได้จริง ซึ่งทีมวิจัยและนักพัฒนาจากศูนย์วิจัยและพัฒนากว่า 10 แห่งใน 7 ประเทศทั่วโลก ที่ได้ทุ่มเทพัฒนาขึ้น โดยจะเห็นได้จากฟีเจอร์ที่โดดเด่นของ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ที่เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะในคอนเซปต์ LIFE+ (LIFE PLUS) ที่จะตอบสนองความต้องการในทุกเส้นทางการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็น

L: L2 ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ Level 2

I: Intelligence V3.5 ระบบอัจฉริยะที่ช่วยสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

F: FOTA ระบบการอัปเกรดโปรแกรมออนไลน์

E: EYE Q4 ชิปอัจฉริยะที่ประมวลผลได้รวดเร็วขึ้นและ + (Plus) ซึ่งให้ได้ “มากกว่า” ด้วยเทคโนโลยี GWM LEMON Hybrid DHT ที่ผสานกับความปลอดภัยและการออกแบบอันล้ำสมัย พร้อมโหมดการขับขี่ 4 แบบ ได้แก่ โหมดมาตรฐาน/ โหมดสปอร์ต/ โหมดประหยัด/ โหมดสภาพถนนลื่น เพื่อตอบสนองการขับขี่ในสภาพถนนที่แตกต่างกัน

ทั้งนี้ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ซึ่งเผยโฉมเป็นครั้งแรกของโลกภายในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จะเป็นรถรุ่นแรกที่เกรท วอลล์ มอเตอร์จะแนะนำสู่ตลาดเมืองไทย โดยมีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้ (ภายในไตรมาสที่ 2) ซึ่งเป็นการตอกย้ำกลยุทธ์ xEV Leader
การเป็นผู้นำด้านรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย และมุ่งมั่นที่จะส่งมอบสิ่งใหม่ๆ ด้านการขับขี่ให้กับคนไทย ทั้งในด้าน “NEW ENERGY” พลังงานใหม่ “NEW EXPERIENCE” ประสบการณ์ใหม่ และ “NEW LUXURY” ความหรูหรารูปแบบใหม่

จากวันแรกจนถึงวันนี้ HAVAL ยังคงพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งในการส่งมอบรถเอสยูวีที่มีความโดดเด่น ทั้งด้านสมรรถนะที่ทรงพลัง เทคโนโลยีอัจฉริยะที่ชาญฉลาด ระบบความปลอดภัยเหนือระดับ ที่มาพร้อมสไตล์และดีไซน์อันหรูหรา รวมถึงฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย HAVAL ทุกๆ รุ่น ที่ทยอยออกมาทำตลาดในตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาและต่อไปในอนาคต ก็จะยังคงเป็นรถเอสยูวีที่ตอบโจทย์ความต้องการอันหลากหลายของผู้บริโภคในตลาดโลกและนานาประเทศต่อไป

ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก (Global Mobility Technology Company)” เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างวิวัฒนาการใหม่ให้กับยานยนต์ไทย พร้อมนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าสายพันธุ์ใหม่เพื่อให้ผู้บริโภคชาวไทยได้มีโอกาสสัมผัสอย่างใกล้ชิด โดยเริ่มนำแบรนด์ที่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมอันล้ำสมัย ที่มาพร้อมกับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคทั่วโลกอย่าง HAVAL เข้ามาเป็นเรือธงหลักในการรุกตลาด และพร้อมก้าวสู่การเป็น Top of Mind แบรนด์รถยนต์ของประเทศไทย ด้วยความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบยานยนต์และเทคโนโลยีอัจฉริยะ พร้อมประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนและยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไกลและเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน

[1] https://www.haval-global.com/about/honors/

[2] ข้อมูลอัพเดท ณ เมษายน 2564

ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2021 ประกาศเลื่อนวันจัดงาน

0

บริษัท คิง ออฟ ออโต้ โปรดักท์  จำกัด ผู้จัดงาน ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2021 ประกาศเลื่อนวันจัดงาน ที่จะมีขึ้นในวันที่ 30 มิถุนายน – 4 กรกฎาคม นี้ เซ่นโควิดระลอกใหม่ พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ประธานการจัดงาน “ลั่น” หลังวิกฤตคลี่คลาย ค่ายรถยนต์ใหม่ป้ายแดงและรถยนต์ใช้แล้ว พร้อมจัดทัพลุยเต็มพิกัด

นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ประธานการจัดงาน ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ ประกาศเลื่อนวันจัดงาน ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2021 ก้าวสู่ปีที่ 10  ซึ่งจะมีขึ้นใน วันที่  30 มิถุนายน – 4 กรกฎาคม นี้ ที่ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการไบเทคบางนา ออกไปก่อน หลังหารือกับกลุ่มบริษัทรถยนต์ใหม่ป้ายแดงและรถยนต์ใช้แล้ว  โดยได้ข้อสรุปร่วมกันว่า สถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ที่มีการแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้นั้นส่งผลกระทบโดยตรงกับการจัดงานแสดงสินค้า  ซึ่งทุกฝ่ายต่างเห็นตรงกันว่า นอกจากการให้ความร่วมมือกับนโยบายเรื่องการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดที่ถูกกำหนดมาจากภาครัฐแล้ว การให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยของชีวิตและสุขภาพของผู้เข้าร่วมงานและทีมงาน มีความสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด แม้การเตรียมตัวของทุกภาคส่วนจะมีความพร้อม100% ที่จะจัดงานตามกำหนดการดังกล่าวแล้วก็ตาม

สำหรับการกำหนดวัน-เวลา ในการจัดงาน ในห้วงเวลาถัดไป บริษัทจะแจ้งอย่างเป็นทางการหลังจากที่สถานการณ์การระบาดของโควิด 19 ได้คลี่คลายลงจนมีความปลอดภัยเพียงพอ และทางคณะผู้จัดงานได้รับการอนุญาตการจัดงานจากทางภาครัฐแล้ว

10 ฟีเจอร์เด่นที่คนอยากทดลองขับรถฟอร์ดห้ามพลาด

0

หากคุณกำลังมองหารถใหม่สักคันที่มีสมรรถนะดีเยี่ยมและฟีเจอร์อำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัยครบครันอย่าง ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ คุณอาจจะต้องนั่งดูวิดีโอรีวิวมากมายเพื่อประกอบการตัดสินใจ

เพราะฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ได้รับการออกแบบมาเพื่อพิชิตเป้าหมายและเส้นทางสุดท้าทาย ยกระดับนิยามความแข็งแกร่งและสมรรถนะของรถกระบะและรถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ด้วยความเป็นคู่หูที่ไว้ใจได้และตอบโจทย์การใช้งานในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในการทำงาน หรือทริปผจญภัยกับครอบครัวและคนที่คุณรัก ด้วยฟีเจอร์อัจฉริยะ ที่ทำให้ประสบการณ์การขับขี่ในทุกๆ วันมีความสะดวกสบายและปลอดภัยยิ่งกว่าเคย หากคุณเป็นอีกคนที่กำลังตัดสินใจซื้อรถฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ การทดลองฟีเจอร์ดังต่อไปนี้ระหว่างการทดลองขับอาจช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

  1. ฝาปิดกระบะท้ายควบคุมด้วยไฟฟ้า (Power Roller Shutter)

เจ้าของรถกระบะอาจหนักใจและมักพบกับอุปสรรคในการบรรทุกและเก็บรักษาสิ่งของท้ายกระบะ แต่ปัญหานี้จะหมดไป เพราะฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทร็ค มาพร้อมตัวเลือกอุปกรณ์เสริมอย่างฝาปิดกระบะท้ายควบคุมด้วยไฟฟ้าจากโรงงาน โดยฝาท้ายสามารถเปิดและปิดแบบอัตโนมัติด้วยการกดปุ่มบนกุญแจรถ แผงหน้าปัด หรือท้ายกระบะ ใช้งานได้สะดวกและตอบโจทย์การบรรทุกสิ่งของบริเวณกระบะท้าย

  1. เบาะแถวที่ 3 พับไฟฟ้า

เบาะแถวที่ 3 ในฟอร์ด เอเวอเรสต์ สามารถปรับพับเบาะให้แบนราบได้ง่ายๆ เพียงกดปุ่ม นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกพับเบาะแค่ฝั่งซ้ายหรือขวาได้ด้วยดีไซน์เบาะนั่งแบบ 60:40 เพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระที่มีขนาดมากถึง 2,010 ลิตร ให้กว้างขึ้นได้ตามต้องการ

  1. ห้องโดยสารที่กว้างขวาง สะดวกสบาย และปลอดภัย

ภายในห้องโดยสาร ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ได้รับการออกแบบมาเพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายด้วยวัสดุคุณภาพ อาทิ เบาะและพวงมาลัยหนัง วัสดุตัดเสียงรบกวนและกันสั่นสะเทือนจากภายนอกในเรนเจอร์ รวมไปถึงพื้นที่อันกว้างขวางสำหรับผู้โดยสาร 7 คน และถุงลมนิรภัย 7 จุดในเอเวอเรสต์

ยิ่งไปกว่านั้น ฟอร์ด เรนเจอร์ ยังมาพร้อมกับจุดเก็บของถึง 20 จุด และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ที่มีพื้นที่จัดเก็บสิ่งของมากมายหลายจุด ทำให้ไม่ว่าคุณจะพยายามจัดระเบียบของแต่งบ้านสำหรับเด็กหรืออุปกรณ์ทำงานของคุณก็เป็นไปอย่างง่ายดาย นอกจากนี้ เรนเจอร์และเอเวอเรสต์ ยังมาพร้อมกับช่องต่อยูเอสบี สำหรับชาร์จโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต หรือจะเป็นช่องต่อไฟ 230 โวลต์ สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ไฟมากขึ้น

  1. หลังคาไฟฟ้า Panoramic Moonroof

หลังคาไฟฟ้า Panoramic Moonroof หรือหลังคากระจกซึ่งมีขนาดครอบคลุมมากถึงเกือบครึ่งของพื้นที่หลังคาของฟอร์ด เอเวอเรสต์ ทำให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถเพลิดเพลินกับอากาศ วิวทิวทัศน์ และประสบการณ์อันน่าประทับใจจากด้านนอกโดยไม่ต้องลงจากรถ เพียงแค่กดปุ่มเปิดที่อยู่บริเวณด้านบนคอนโซลตรงกลางเหนือศีรษะ หลังคา Panoramic Moonroof ก็จะเปิดเองโดยอัตโนมัติ

  1. เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่

เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ขุมพลังเปี่ยมสมรรถนะในฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ทำงานผสานกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ทำให้การพิชิตทุกเส้นทางสุดโหดเป็นเรื่องไม่ยากอีกต่อไป เทอร์โบชาร์จเจอร์ทั้ง 2 เทอร์โบ ทำงานอย่างเป็นอิสระต่อกันเพื่อส่งมอบแรงบิดได้มากขึ้นตามความต้องการของผู้ขับขี่

  1. กุญแจรีโมทอัจฉริยะและปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ

ฟอร์ด เข้าใจถึงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เร่งรีบในปัจจุบันเป็นอย่างดี ทั้งฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ จึงมาพร้อมกับกุญแจรีโมทอัจฉริยะที่คุณสามารถปลดล็อกรถได้เพียงแค่จับมือจับประตูฝั่งคนขับหรือผู้โดยสาร หรือแม้กระทั่งล็อกรถเพียงแตะปุ่มบนมือจับประตู ขณะที่กุญแจยังอยู่ในกระเป๋าของคุณได้โดยไม่ต้องควานหาในกระเป๋าให้ยุ่งยาก นอกจากนี้ การสตาร์ทรถก็ง่ายไม่แพ้กัน เพียงแค่เข้าเกียร์ P เหยียบเบรก และกดปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ

  1. ระบบประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี

คุณเคยคิดไหมว่าจะเปิดฝากระโปรงท้ายยังไงดีในขณะที่มือของคุณกำลังหิ้วถุงอย่างพะรุงพะรังหลังจากที่เพิ่งช้อปปิ้งเสร็จ หรือแม้กระทั่งตอนขนสัมภาระขึ้นรถก่อนออกทริปผจญภัยของคุณ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ มาพร้อมระบบประตูไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรีที่ทำงานร่วมกับกุญแจรีโมทอัจฉริยะในการเปิดฝาท้ายในขณะที่มือของคุณไม่ว่าง เพียงแค่คุณมีกุญแจในกระเป๋าและยื่นเท้าไปที่ใต้กันชนด้านหลัง ประตูท้ายรถก็จะเปิดขึ้นอัตโนมัติ ถึงแม้ว่าอาจจะต้องลองสักครั้งสองครั้งถึงจะคล่อง แต่ก็สามารถเข้าไปลองใช้ระบบที่โชว์รูมฟอร์ดได้

  1. ฝาท้ายแบบผ่อนแรง Easy Lift

ถึงแม้ว่าฝาท้ายกระบะของฟอร์ด เรนเจอร์ จะถูกออกแบบมาเพื่อความแข็งแกร่ง แต่การเปิดปิดฝาท้ายไม่จำเป็นต้องยากอย่างที่คิด ด้วยระบบเหล็กรับแรงดึงด้านล่างของฝาท้าย ทำให้การเปิดปิดฝาท้ายง่ายขึ้นถึง 60 เปอร์เซ็นต์

  1. ระบบสั่งงานด้วยเสียงซิงค์ 3 (SYNC® 3)

เชื่อมต่อกับโลกภายนอกและยกระดับความเพลิดเพลินด้วยระบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ซิงค์ 3 ในรถยนต์ฟอร์ด ด้วยการเชื่อมต่อโทรศัทพ์มือถือของคุณกับรถผ่านระบบบลูทูธ เพื่อฟังเพลงหรือคุยโทรศัพท์ได้อย่างปลอดภัย หรือเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto ด้วยสาย USB หากคุณกลัวหลงระหว่างเดินทางไปนัดสำคัญ ระบบซิงค์ 3 ยังสามารถช่วยคุณได้ด้วยฟีเจอร์ระบบแผนที่นำทาง เพียงแค่พิมที่อยู่บนหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว และระบบจะนำทางจะแนะนำเส้นทางที่ดีที่สุด นอกจากนี้ คุณยังสามารถบันทึกที่อยู่บ้าน ออฟฟิศ หรือสถานที่โปรด และสั่งการระบบแผนที่นำทางด้วยเสียง โดยผู้จำหน่ายฟอร์ดจะแนะนำเกี่ยวกับการตั้งค่าทั้งหมดและฟีเจอร์ต่างๆ ของระบบซิงค์ 3 ก่อนที่คุณจะถอยรถใหม่ออกจากโชว์รูม

  1. พวงมาลัยผ่อนแรงไฟฟ้า

แม้ภายนอกจะดูโฉบเฉี่ยวและดุดัน แต่การควบคุมพวงมาลัยและบังคับทิศทางของฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ก็แสนง่ายด้วยพวงมาลัยผ่อนแรงไฟฟ้า ที่ช่วยให้พวงมาลัยมี น้ำหนักเบา บังคับทิศทางได้ง่ายเมื่อขับด้วยความเร็วต่ำ และพวงมาลัยจะรู้สึกหนักขึ้นเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วที่สูงขึ้น เพื่อมอบความรู้สึกสปอร์ต มั่นใจ และการบังคับที่แม่นยำ

ลูกค้าที่สนใจทดลองขับรถฟอร์ด สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้แทนจำหน่ายฟอร์ด หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.ford.co.th/test-drive/ ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ฟอร์ดยังคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของลูกค้า ด้วยการให้บริการ ข้อมูลสินค้าและบริการต่างๆ ตลอดจนกิจกรรมส่งเสริมการขาย ผ่านเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารล่าสุดของฟอร์ดได้อย่างสะดวกรวดเร็วโดยที่ไม่ต้องออกจากบ้าน และยังสามารถนัดหมายกับผู้จำหน่ายเพื่อทดลองขับรถ และรับรถยนต์ใหม่ได้ที่บ้านอีกด้วย

MOTOR EXPO มั่นใจ คนไทยไม่เคยทิ้งกัน มอบเงิน น้ำดื่ม ให้รพ.จุฬาฯ ฝ่าวิกฤตCOVID-19

0

คณะผู้บริหาร บริษัท สื่อสากล จำกัด ผู้จัดงาน “มหกรรมยานยนต์” หรือ “Thailand International Motor Expo” มอบเงิน 200,000 บาท ให้ “โครงการเพื่อสมทบทุน รักษาพยาบาลผู้ป่วยติดเชื้อ โรคโควิด-19 เครื่องมือแพทย์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย” และน้ำดื่มจำนวน 3,600 ขวด เพื่อนำไปให้ผู้ป่วย และเป็นกำลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา

ยุคใหม่ซูเปอร์คาร์ไฮบริด McLaren Artura เผยโฉมที่ไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียน

0

สิ้นสุดการรอคอย สำหรับ McLaren Artura ซูเปอร์คาร์ไฮบริด สมรรถนะสูง (High-Performance Hybird-HPH) รุ่นแรกของแมคลาเรน ออโตโมทีฟ ประเทศอังกฤษ ด้วยการพัฒนาบนแพลตฟอร์มใหม่ McLaren Carbon Lightweight Architecture (MCLA) ที่แข็งแกร่งและน้ำหนักเบา กับเลย์เอ้าท์เครื่องยนต์ วี6 ขนาด 3.0 ลิตร เทอร์โบคู่ วางกลางลำ ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ภายใน 3.0 วินาที สามารถขับเคลื่อนในโหมด EV ได้ระยะทาง 30 กิโลเมตร

McLaren Artura เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในโลก เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 ล่าสุด McLaren Bangkok ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทแม่ แมคลาเรน ออโตโมทีฟ ด้วยการส่งซูเปอร์คาร์ไฮบริดรุ่นนี้มาอวดโฉมในไทยเป็นประเทศแรกของภูมิภาคอาเซียน

All-new McLaren Artura เป็นซูเปอร์คาร์ซีรี่ส์ไฮบริดรุ่นแรกของแมคลาเรนออโตโมทีฟที่ขึ้นสายการผลิตและทำตลาดต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการด้วยการหลอมรวมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญกว่า 50 ปี จากการพัฒนา Racing Car สู่ Road Car พร้อมนำเทคโนโลยียานยนต์ล้ำสมัย ระบบไฮบริดชั้นสูงเพื่อถ่ายทอดสมรรถนะที่สมบูรณ์แบบให้ถึงมือผู้ขับขี่
แมคลาเรนทั่วโลก

ส่วนการออกแบบ การพัฒนาและการผลิตโครงสร้าง มีขึ้นที่ศูนย์ McLaren Composites Technology Center (MCTC) เมืองเชฟฟิล ประเทศอังกฤษ ที่แมคลาเรนลงทุนไปกว่า 50 ล้านปอนด์ (ประมาณกว่า 2,200 ล้านบาท) ซึ่งจะรองรับการพัฒนาซูเปอร์คาร์รุ่นใหม่ๆ และเทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าในอนาคต

สำหรับ McLaren Artura เป็นยนตรกรรมรุ่นแรกที่ใช่แพลตฟอร์มใหม่ McLaren Carbon Lightweight Architecture (MCLA) พร้อมโครงสร้างตัวถังน้ำหนักเบา ที่ประกอบขึ้นด้วยคาร์บอนไฟเบอร์และอลูมิเนียมขณะที่อัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักอยู่ที่ 488 แรงม้าต่อ 1 ตัวเท่านั้น (คำนวณจากน้ำหนักรถเปล่าที่ 1,395 กิโลกรัม)

ด้านเครื่องยนต์ M630 วี6 ขนาด 3.0 ลิตร เทอร์โบคู่ วางกลางลำตัวรถ ให้กำลังสูงสุด 585 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 585 นิวตัน-เมตร ขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 95 แรงม้า และแรงบิด 225 นิวตัน-เมตร

เมื่อรวมประสิทธิผลของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า จะให้กำลังสูงสุดถึง 680 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 720 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังสู่ล้อหลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ SSG  8 จังหวะรุ่นใหม่ สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ 3.0 วินาที และ 0-200 กม./ชม. ภายใน 8.3 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุด 330 กม./ชม.

สมรรถนะที่ยอดเยี่ยมของ McLaren Artura ยังเลือกโหมดการขับขี่ได้ ทั้ง Comfort, Sport และความเร้าใจขีดสุดแบบ Track modes ขณะเดียวกันในโหมด Electric ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% (EV) สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 130 กม./ชม.

McLaren Artura เป็นซูเปอร์คาร์ที่ประหยัดน้ำมันมากที่สุด ตั้งแต่แมคลาเรนผลิตรถมา ด้วยอัตราบริโภคน้ำมันเฉลี่ย 5.6 ลิตร/100 กม. และการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 129 กรัม/กม. (มาตรฐาน WLTP)

McLaren Artura ซูเปอร์คาร์ไฮบริดรุ่นนี้ มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนความจุ 7.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง (KWH) เมื่อชาร์จไฟเต็มสามารถวิ่งในโหมด EV โดยเครื่องยนต์ไม่ติดขึ้นมาเลยได้ระยะทาง 30 กิโลเมตร

การตกแต่งภายในที่เป็นเอกลักษณ์ ภายใต้ปรัชญาการออกแบบ “form follows function” เน้นประโยชน์ใช้สอยและผู้ขับสามารถควบคุมปุ่มสั่งงานได้ทั้งหมด พร้อมหน้าจอสัมผัสความละเอียดสูงขนาด 8 นิ้ว รองรับระบบอินโฟเทนเมนต์ และระบบช่วยขับขั้นสูง (ADAS) รวมถึงเทคโนโลยีการเชื่อมต่อสื่อสาร ระบบแชร์หน้าจอจากสมาร์ทโฟน (Smartphone Mirroring) และการอัปเดตข้อมูล – ระบบปฎิบัติการผ่านดาวเทียม (Over-The-Air หรือ OTA) ทั้งยังมีระบบติดตามยานพาหนะเมื่อถูกโจรกรรมอีกครั้ง (ออพชั่นนี้ขึ้นอยู่กับตลาดแต่ละประเทศ)

ในส่วนช่วงล่างได้รับการออกแบบใหม่ ด้านหน้าเป็นแบบปีกนกคู่ อลูมิเนียม ส่วนหลังใช้ปีกนกด้านบนและมัลติลิงค์ด้านล่าง พวงมาลัยผ่อนแรงด้วยไฮดรอลิกและระบบไฟฟ้า ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่พร้อมล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้วในคู่หน้า และขนาด 20 นิ้วคู่หลัง ประกบยางสมรรถนะสูง Pirelli P ZERO ด้านหน้า 235/35 ZR19 และหลัง 295/35 R20

สำหรับ McLaren Artura ซูเปอร์คาร์ไฮบริด จะวางตำแหน่งการทำตลาดระหว่าง รุ่น GT และ 720S โดยตั้งราคาขาย 16.7 ล้านบาท พร้อมการรับประกันตัวรถ 5 ปี หรือ 75,000 กม. และรับประกันแบตเตอรี่ 6 ปี หรือ 75,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)

นายวิทวัส ชินบารมี กรรมการผู้จัดการใหญ่ McLaren Bangkok เปิดเผยว่า McLaren Artura ถูกนำเข้ามาให้แฟนๆ ซูเปอร์คาร์ชาวไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ถือเป็นซูเปอร์คาร์ไฮบริดสมรรถนะสูงที่จะเข้ามาเปิดศักราชใหม่ของการผลิตรถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าของแมคลาเรน พร้อมตอกย้ำเป้าหมายของแบรนด์ ในการส่งมอบยนตรกรรมที่มีความพิเศษเฉพาะตัวให้แก่ลูกค้า

สำหรับแมคลาเรน เป็นซูเปอร์คาร์ที่ไม่เน้นเพิ่มจำนวนผลิต และไม่มีรถเครื่องยนต์วางหน้า รถสี่ประตู หรือเอสยูวี ดังนั้น เราจะเป็นซูเปอร์คาร์ยี่ห้อสุดท้ายในโลก สำหรับปีนี้ยังทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเข้าหาลูกค้าโดยตรงที่เป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม

“ปีนี้จะรุกตลาดมากกว่าที่เคย โดยเน้นกิจกรรมทางการตลาดมากขึ้น พร้อมให้ความสำคัญกับการสร้าง McLaren’s Club Thailand เพื่อให้เป็นชุมชนคนรักซูเปอร์คาร์ ที่ดีที่สุดในประเทศ ส่วน McLaren Artura มั่นใจว่าจะได้การตอบรับเป็นอย่างดี ด้วยเทคโนโลยีระดับไฮเปอร์คาร์ สมรรถนะเหนือกว่าคู่แข่งทั้งหมด พร้อมราคาที่น่าสนใจ” นายวิทวัส กล่าวสรุป

ปอร์เช่ ประเทศไทย ชวนคุณหวนรำลึกเอกลักษณ์ไทยด้วยผลงานศิลปะร่วมสมัยสุดประณีตบนไทคานน์ ยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า

0

ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด (AAS) ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ร่วมกับ นารายา (NaRaYa) แบรนด์สัญชาติไทยที่มีอัตลักษณ์อันโดดเด่นเเละได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ รังสรรค์ผลงานศิลปะไทยร่วมสมัยผ่านลวดลายที่ได้รับเเรงบันดาลใจมาจากเสน่ห์เเละเอกลักษณ์อันสื่อถึงวัฒนธรรมไทยบน ไทคานน์ เทอร์โบ เอส (Taycan Turbo S) รถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า 100%  ทุกๆ รายละเอียดและลวดลายล้วนถูกสรรสร้างมาจากหัวใจดังเช่นลายช้างเครื่องทรงเเละผ้าไหมสีทองอร่ามปริวสไหวอันสื่อถึงพละกำลังเเละสมรรถนะของยนตรกรรมสปอร์ตเเห่งอนาคตที่จะไม่หยุดนิ่ง นับเป็นการผสม ผสานระหว่างเทคโนโลยีล้ำยุคเเละศิลปะการออกเเบบของไทยที่เพิ่มความโดดเด่นและคุณค่าให้กับยนตรกรรมสปอร์ตได้อย่างลงตัว

ปอร์เช่ ไทคานน์ ยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า 100% ที่มาตอบโจทย์ในทุกไลฟ์สไตล์ ยานพาหนะแห่งอนาคตคู่ใจคันนี้ พร้อมจะพาคุณท่องเที่ยวทั้งยามทิวาและราตรี ในเมืองและนอกเมือง เริ่มต้นที่การปรากฏโฉม ณ แลนด์มาร์คสำคัญที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์คู่กรุงเทพมหานคร ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (Temple of the Emerald Buddha) ดื่มด่ำกับบรรยากาศหลังพระอาทิตย์อัสดงและแสงไฟสีทองส่องสว่างจากสถาปัตยกรรมไทยในรูปแบบรัตนโกสินทร์กลมกลืนไปกับความล้ำสมัยของรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าและขับเคลื่อนไปยังเสาชิงช้า (Phram Giant Swing) เสาไม้สีแดงสูงเด่นเก่าแก่คู่เมืองกรุงเทพฯ พร้อมชื่นชมเอกลักษณ์ย่านเมืองเก่าบริเวณชุมชนลานคนเมือง เต็มอิ่มกับสุนทรีย์ในยามค่ำคืนที่ สถานีรถไฟกรุงเทพฯ หรือสถานนีรถไฟหัวลำโพง สถานที่สุดคลาสสิคของเหล่านักบันทึกเรื่องราวแห่งการเดินทาง มนต์เสน่ห์เหล่านี้ สรรสร้างภาพถ่ายที่สวยงามได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ไม่เพียงเท่านั้น ปอร์เช่ ไทคานน์ ยังช่วยเติมเต็มการใช้ชีวิตในรูปแบบซิตี้ไลฟ์ของคุณได้อย่างไร้ที่ติ ไม่ว่าคุณจะเดินทางไปใช้เวลาเพลิดเพลิน ณ ศูนย์การค้าใจกลางเมืองอย่าง เซ็นทรัลเวิลด์ (Central World) และ สยามพารากอน (Siam Paragon) หรือดื่มด่ำบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ ไอคอนสยาม (ICONSIAM) ปอร์เช่ ไทคานน์ พร้อมพาคุณไปสรรสร้างเวลาแห่งความสุขได้ทุกรูปแบบ

ปิดท้ายด้วยบรรยากาศนอกเมืองที่ ปอร์เช่ ไทคานน์ พาเราไปเยือน เรือนลดา (Ruanlada) สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้สัมผัสกับวัฒนธรรมและวิถีไทยทั้ง 4 ภาค พร้อมกับสถาปัตยกรรมในอดีตกาลที่ย้อนเวลากลับมาให้ชื่นชมอีกครั้งและนี่คือประสบการณ์ที่มากกว่าการขับขี่ของ ปอร์เช่ ไทคานน์ ยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า 100% พร้อมมอบให้แด่คุณ

“BRIDGESTONE DUELER H/T 684II” ได้รับความไว้วางใจให้เป็นยางล้อมาตรฐานสำหรับปิกอัพดีไซน์หรู ALL-NEW MAZDA BT-50

0

บริษัท ไทยบริดจสโตน จํากัด ผู้นำด้านการผลิตยางรถยนต์เผยว่า ผลิตภัณฑ์ BRIDGESTONE DUELER H/T 684II” สุดยอดยางสมรรถนะสูงระดับพรีเมียม เอกสิทธิ์หนึ่งเดียวของบริดจสโตนมากับ สรรมถนะการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยม พร้อมความนุ่มนวลในการขับขี่กว่าที่เคยมี โดยได้รับเลือกให้เป็นยางล้อมาตรฐานสำหรับปิกอัพดีไซน์หรูสไตล์เอสยูวี “ALL-NEW MAZDA BT-50” เจเนอเรชั่นใหม่ที่มาแรงในตอนนี้  

Mazda เลือกผลิตภัณฑ์ “BRIDGESTONE DUELER H/T 684II” โดยใช้ยางขนาดขอบ 17 และ 18 นิ้ว ให้เป็นยางล้อมาตรฐานสำหรับติดตั้งใน “ALL-NEW MAZDA BT-50” ด้วย “BRIDGETONE DUELER H/T 684II” ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเติมเต็มประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ ช่วยประหยัดน้ำมันได้มากยิ่งขึ้น และมอบความเป็นที่สุดตลอดทุกการเดินทาง

คุณสมบัติเด่นของ “BRIDGESTONE DUELER H/T 684II”

ด้วยเนื้อยางสูตรใหม่ที่มีบล็อกดอกยางโค้งมนช่วยลดการบิดตัวของหน้ายาง เพิ่มพื้นที่สัมผัสกับถนนมากยิ่งขึ้น
บล็อกดอกยางที่มีลักษณะและขนาดที่แตกต่างกันช่วยลดการรบกวนของเสียงขณะขับขี่ ทำให้มีความยึดเกาะถนนดียิ่งขึ้น, เงียบยิ่งขึ้น, นุ่มนวลยิ่งขึ้น และทนทานต่อทุกสภาพถนนที่ใช้ในชีวิตประจำวัน* พร้อมมอบความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่ และได้ผ่านการทดสอบเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายน้ำหนักในขณะรถวิ่งได้อย่างมีมาตรฐาน ด้วยความแข็งแกร่งของหน้ายาง “BRIDGESTONE DUELER H/T 684II” และบริเวณแก้มยางที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ ทำให้ทนทานต่อการฉีกขาดและการขูดขีดจากเศษหินทั้งก้อนเล็กและใหญ่ เศษแก้ว โลหะ ตะปู และอื่นๆ ได้อย่างดีเยี่ยม

ผลิตภัณฑ์ “BRIDGESTONE DUELER H/T 684II” สำหรับรถ “ALL-NEW MAZDA BT-50” 

BRIDGESTONE DUELER H/T 684II

รุ่นรถขนาดยาง
ALL-NEW MAZDA BT-50255/65R17 DUELER H/T 684II
265/60R18 DUELER H/T 684II

 *ข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างเทคโนโลยีในแต่ละรุ่นของผลิตภัณฑ์บริดจสโตน และไฟร์สโตน โดยไม่ได้อ้างอิงข้อมูลจากผลการทดสอบ

TC_BR_ALLNEWMAZDABT-50_P.24-P.25_N3

คุณสมบัติเด่นของ “ALL-NEW MAZDA BT-50”

สำหรับ “ALL-NEW MAZDA BT-50” ถูกวางให้เป็นรถรุ่นใหม่ที่เปิดตัวเป็นรุ่นแรกในปี 2564 ของมาสด้า โดยใส่ความโดดเด่นของ “โคโดะ ดีไซน์” (KODO Design) ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ มุ่งเน้นให้เกิดความเรียบง่ายแต่งดงามภายใต้คอนเซ็ปต์ “Less is More” เฉกเช่นเดียวกับรถยนต์นั่งและรถเอสยูวีเจเนอเรชั่นใหม่ของมาสด้า โดยได้ผนวกรวมจุดเด่นทั้งหมดของมาสด้าและความต้องการของลูกค้าที่อยากจะเห็นจากรถปิกอัพในปัจจุบัน อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย ให้ความสะดวกสบายที่เทียบเท่ากับรถเอสยูวี อีกทั้งยังเป็นปิกอัพที่ตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายรูปแบบมากยิ่งขึ้น “ALL-NEW MAZDA BT-50” มีให้เลือก 2 รุ่นด้วยกันคือ เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 3 ลิตร และเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.9 ลิตร พร้อม 3 รูปแบบตัวถัง ได้แก่ รุ่น Standard Cab (STD) หรือกระบะตอนเดียว, รุ่น Freestyle Cab (FSC) หรือกระบะตอนครึ่งรุ่นแค็ปเปิดได้ และรุ่น Double Cab (DBL) หรือรุ่น 4 ประตู

มร. เคนสุเกะ โยชิดะ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด กล่าวว่า “บริดจสโตนรู้สึกภูมิใจที่ผลิตภัณฑ์ “BRIDGESTONE DUELER H/T 684II” พัฒนาขึ้นด้วยเทคโนโลยีเอกสิทธิ์เฉพาะของบริดจสโตนได้รับเลือกเพื่อตอบโจทย์การขับขี่ของ “ALL-NEW MAZDA BT-50” มอบการขับขี่ที่เหนือกว่าผสานความปลอดภัย เสริมความนุ่มนวลในการขับขี่ พร้อมรับกับทุกสภาพการใช้งาน เพื่อให้ทุกการเดินทางเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ”

‘มิชลิน’ ผนึกกำลัง ‘คาร์ไบโอส์’ มุ่งพัฒนายางล้อที่ยั่งยืน 100%

0

มิชลิน’ ผู้นำด้านการสัญจรอย่างยั่งยืน ร่วมกับ ‘คาร์ไบโอส์’ [จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Euronext Growth Paris โดยใช้ชื่อย่อ ALCRB] บริษัทผู้บุกเบิกโซลูชั่นอุตสาหกรรมชีวภาพใหม่ๆ เพื่อพลิกฟื้นวงจรชีวิตใหม่ให้กับโพลีเมอร์พลาสติกและโพลีเมอร์สิ่งทอ ผนึกกำลังรุกก้าวสู่การพัฒนายางล้อที่ยั่งยืน 100% โดยล่าสุด มิชลินประสบความสำเร็จในการทดสอบและนำกระบวนการรีไซเคิลขยะพลาสติกประเภท PET ด้วยเอนไซม์ของคาร์ไบโอส์ มาใช้ผลิตเส้นใยที่ทนต่อแรงดึงสูงสำหรับเสริมความแข็งแกร่งให้กับยางล้อ (High-Tenacity Tyre Fibres) ตามข้อกำหนดด้านเทคนิคของมิชลิน

การรีไซเคิลด้วยเอนไซม์: กระบวนการใหม่ระดับปฏิวัติวงการ

กระบวนการรีไซเคิลด้วยเอนไซม์ของคาร์ไบโอส์ ใช้เอนไซม์ที่สามารถทำให้โพลิเมอร์ของ PET ซึ่งเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์พลาสติกและสิ่งทอ (อาทิ ขวด ถาด ผ้าใยโพลีเอสเตอร์ ฯลฯ) แตกตัวเป็นโมเลกุลเล็กๆ นวัตกรรมนี้ช่วยให้สามารถนำขยะพลาสติกประเภท PET ทุกประเภทมารีไซเคิลซ้ำได้ไม่สิ้นสุด ทั้งยังช่วยให้สามารถผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกประเภท PET จากการรีไซเคิลได้ 100% ซึ่งสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ 100% โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีคุณภาพเช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจาก PET บริสุทธ์

การรีไซเคิล PET ด้วยเอนไซม์เพื่อนำมาใช้ในยางรถยนต์ครั้งแรกของโลก

การนำพลาสติกที่ซับซ้อน (Complex Plastics) มาผ่านกระบวนการรีไซเคิลด้วยความร้อนเชิงกล (Thermomechanical Recycling) แบบดั้งเดิมไม่ทำให้ได้ PET ประสิทธิภาพสูง ซึ่งจำเป็นต่อการใช้งานในระบบนิวเมติกส์ (Pneumatic) แต่โมโนเมอร์ที่ได้จากกระบวนการรีไซเคิลขยะพลาสติกชนิดสีและทึบแสง อาทิ ขวด ของคาร์ไบโอส์ เมื่อผ่านการแปรสภาพกลับมาเป็น PET สามารถนำมาผลิตเป็นเส้นใยที่ทนต่อแรงดึงสูงตามข้อกำหนดในการผลิตยางล้อของมิชลิน

เมื่อผ่านการแปรรูปเป็นเส้นใยด้วยเครื่องต้นแบบเดียวกัน เส้นใยคุณสมบัติพิเศษซึ่งได้จากกระบวนการรีไซเคิลดังกล่าวมีคุณภาพไม่ต่างจากเส้นใยที่ผลิตจาก PET บริสุทธิ์ โดยเส้นใยโพลีเอสเตอร์ที่ทนต่อแรงดึงสูงนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้ในการผลิตยางล้อ เนื่องจากมีคุณสมบัติต้านทานการปริแตก แข็งแกร่ง และมีเสถียรภาพทางความร้อน

นิโคลัส ซีโบธ (Nicolas Seeboth) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยโพลีเมอร์ของมิชลิน เปิดเผยว่า “เรารู้สึกภูมิใจอย่างยิ่งที่ประสบความสำเร็จในการผลิตและทดสอบเส้นใยคุณสมบัติพิเศษที่ได้จากการรีไซเคิลเพื่อนำมาใช้ในการผลิตยางล้อเป็นรายแรก เส้นใยเสริมความแข็งแกร่งดังกล่าวผลิตจากขวดพลาสติกชนิดสีที่นำมาผ่านกระบวนการรีไซเคิลด้วยเอนไซม์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของ ‘คาร์ไบโอส์’ พันธมิตรของเรา โดยเส้นใยเสริมความแข็งแกร่งไฮเทคเหล่านี้ให้ประสิทธิภาพไม่ต่างจากเส้นใยที่ผลิตจากอุตสาหกรรมน้ำมันเลย

กระบวนการรีไซเคิลด้วยเอนไซม์ของคาร์ไบโอส์ ไม่เพียงช่วยให้มิชลินเข้าใกล้เป้าหมายด้านความยั่งยืนยิ่งขึ้น แต่ยังช่วยส่งเสริมให้ยางล้อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนอย่างแท้จริง ทั้งนี้ มิชลินตั้งเป้าที่จะผลิตยางล้อโดยใช้วัตถุดิบที่ยั่งยืน (จากทรัพยากรหมุนเวียนหรือรีไซเคิล) ให้ได้ในสัดส่วน 40% ภายในปี 2573 และ 100% ภายในปี 2593

กระบวนการรีไซเคิลของ ‘คาร์ไบโอส์’ ได้รับการยืนยันว่ามีศักยภาพที่ดี

ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในฐานะนวัตกรรมครั้งแรกในภาคอุตสาหกรรมยางล้อของโลก ทั้งยังยืนยันให้เห็นว่ากระบวนการรีไซเคิลของคาร์ไบโอส์ มีศักยภาพที่จะนำภาคอุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านอย่างมีความรับผิดชอบไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนอย่างยั่งยืนได้

ยอดจำหน่ายยางรถยนต์ทั่วโลกในแต่ละปีอยู่ที่ 1.6 พันล้านเส้น (ยอดรวมของผู้ผลิตยางล้อทุกค่าย) โดยเส้นใย PET ที่ใช้ในการผลิตยางล้อเหล่านี้คิดเป็นปริมาณ PET 800,000 ตันต่อปี

ในกรณีของมิชลิน ปริมาณเส้นใยคุณสมบัติพิเศษซึ่งได้จากการรีไซเคิลเพื่อนำมาใช้ผลิตยางของมิชลิน เทียบได้กับปริมาณขวดพลาสติกราว 3 พันล้านขวดต่อปี

อแลง มาร์ตี้ (Alain Marty) หัวหน้าเจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์ของคาร์ไบโอส์ กล่าวว่า “เมื่อปี 2562 คาร์ไบโอส์ ได้ประกาศความสำเร็จในการผลิตขวดพลาสติกประเภท PET จากกรดเทเรฟธาลิกบริสุทธ์ (rPTA) 100% เป็นครั้งแรก ซึ่งกรดดังกล่าวได้จากการนำขยะพลาสติกประเภท PET ที่ใช้งานแล้วมาผ่านกระบวนการรีไซเคิลด้วยเอนไซม์  ในวันนี้เราก้าวสู่ความสำเร็จอีกขั้น โดยได้ร่วมกับมิชลินแสดงให้เห็นศักยภาพของกระบวนการรีไซเคิลขยะพลาสติก PET ด้วยวิธีนี้ ซึ่งทำให้ได้ PET ที่เหมาะสำหรับใช้ผลิตเส้นใยที่มีคุณสมบัติพิเศษขั้นสูง อาทิ เส้นใยที่ใช้ในการผลิตยางมิชลิน

ฟอร์ดจัดแคมเปญ ‘นัดหมายชมรถฟอร์ดที่บ้านคุณ’ อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าในช่วงสถานการณ์โควิด-19

0

ฟอร์ด ประเทศไทย จัดแคมเปญ ‘นัดหมายชมรถฟอร์ดที่บ้านคุณ’ นำเสนอบริการพิเศษสำหรับลูกค้าที่ไม่สะดวกเข้ามาชมรถยนต์ฟอร์ดที่โชว์รูมในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เพียงลูกค้าทำการนัดหมายล่วงหน้า เพื่อรับบริการทดลองขับหรือชมรถฟอร์ดที่บ้านผ่านช่องทางออนไลน์บนเว็บไซต์ฟอร์ด www.ford.co.th/showroom-on-demand หรือโทรนัดหมายผ่านผู้จำหน่ายฟอร์ด ลูกค้าจะได้รับโค้ดส่วนลด Lazada 200 บาทฟรี โดยลูกค้า 1 ท่าน สามารถรับ 1 สิทธิ์ โค้ดส่วนลดมีจำนวนจำกัด 10,000 รางวัล มูลค่ารวม 2,000,000 บาท ตลอดระยะเวลาโปรโมชั่น ตั้งแต่วันที่ 10-31 พฤษภาคม 2564

เมื่อลูกค้าลงทะเบียนออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ฟอร์ด www.ford.co.th/showroom-on-demand หรือโทรนัดหมายผ่านผู้จำหน่ายฟอร์ดและใช้บริการชมรถฟอร์ดที่บ้านคุณ จะได้รับรหัสยืนยันการใช้บริการจากผู้จำหน่ายฟอร์ด ลูกค้าจะต้องกรอกรหัสยืนยันการใช้บริการที่ได้รับจากผู้จำหน่ายฟอร์ด เพื่อลงทะเบียนรับโค้ดส่วนลด Lazada มูลค่า 200 บาท โดยฟอร์ดจะส่งโค้ดส่วนลด Lazada มูลค่า 200 บาท ไปยังหมายเลขโทรศัพท์ที่ลงทะเบียนยืนยันการใช้บริการ โค้ดส่วนลด Lazada มูลค่า 200 บาท ที่ได้รับจะไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดหรือของรางวัลอื่นได้ และเงื่อนไขการใช้โค้ดส่วนลด Lazada มูลค่า 200 บาท จะเป็นไปตามที่ Lazada กำหนด

ในการรับบริการ ‘นัดหมายชมรถฟอร์ดที่บ้านคุณ’ พนักงานของผู้จำหน่ายจะนำรถยนต์ฟอร์ดไปให้ลูกค้าชมและทดลองขับถึงที่บ้าน โดยฟอร์ดได้จัดให้มีมาตรการด้านสุขอนามัยเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกค้า รถที่เข้ารับบริการทุกคันจะได้รับบริการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าจะได้รับบริการที่สะดวก อุ่นใจ และปลอดภัย โดยไม่ต้องออกจากบ้าน

ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ฟอร์ด Ford Call Center โทร. 1383 หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ www.ford.co.th/showroom-on-demand ในส่วนของเงื่อนไขและข้อกำหนดสำหรับการใช้โค้ดส่วนลด Lazada มูลค่า 200 บาท สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของ Lazada โทร. 02-018-0000 เวลาทำการ วันจันทร์-วันเสาร์ เวลา 9.00 -18.00น. ปิดทำการวันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

“ซูซูกิ” ร่วมใจต้านภัยโควิด-19 เชิญชวนลูกค้านำรถเข้ารับบริการทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

0

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ได้แพร่อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยให้ความสำคัญในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรค COVID-19  และได้ดำเนินการตามมาตรฐานด้านสุขอนามัยอย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของลูกค้าเป็นสำคัญ และเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ซูซูกิประกาศจับมือผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ เพิ่มมาตรการงานบริการให้กับลูกค้า นำรถเข้ารับการบริการทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรค เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ณ ศูนย์บริการรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม– 30 มิถุนายน 2564

ซึ่งที่ผ่านมา ซูซูกิได้สนับสนุนรถ SUZUKI CARRY Biosafety Mobile Unit (รถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย) ให้แก่ หมอแล็บแพนด้า “ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน” เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการตรวจบุคคลกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคโควิด-19 ในเชิงรุกแบบเคลื่อนที่  อีกทั้ง ซูซูกิมีความตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยด้านสุขอนามัยและห่วงใยลูกค้า เพื่อให้ลูกค้ามีความอุ่นใจ และปลอดภัย จึงมีได้การเพิ่มมาตรการงานบริการภายหลังการซ่อมรถยนต์ ด้วยการพ่นสเปรย์น้ำยาฆ่าเชื้อภายในห้องโดยสารของรถยนต์ซูซูกิทุกจุดสัมผัสที่สำคัญก่อนการส่งมอบรถยนต์ให้กับลูกค้า รวมถึงสร้างความมั่นใจในขณะที่นำรถเข้ารับบริการและระหว่างนั่งรอในศูนย์บริการ ซูซูกิมีขั้นตอนในการปฎิบัตงานและบริการลูกค้า โดยเมื่อลูกค้าเข้ารับบริการจะมีจุดตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย และจุดบริการเจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือก่อนเข้าพื้นที่โชว์รูม รวมไปถึงการรักษาความสะอาด โดยการเช็ดทำความสะอาดพื้นที่ภายในศูนย์บริการด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ และจุดบริการเจลแอลกอฮอล์ตามพื้นที่ต่างๆ  บริเวณเคาน์เตอร์มีการเว้นระยะห่างระหว่างเจ้าหน้าที่ที่กำลังให้การบริการกับลูกค้า รวมไปถึงการทำความสะอาดรถยนต์ที่จัดแสดงบนโชว์รูม รถยนต์สำหรับให้ลูกค้าขับทดสอบ รถใหม่ที่เตรียมการส่งมอบให้กับลูกค้า ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่ได้การรับรองมาตรฐานไม่ส่งผลกระทบกับอุปกรณ์ภายในตัวรถและผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร

ซูซูกิไม่เพียงแต่เล็งถึงความสำคัญของลูกค้าเท่านั้น  ซูซูกิยังส่งความห่วงใยไปถึงบุคลากรและพนักงานในองค์กรซึ่งถือว่าเป็นคนสำคัญในครอบครัวซูซูกิเช่นกัน โดยการเพิ่มมาตรการในการดูแลตัวเอง และปฎิบัติตามคำแนะนำของบริษัทฯ อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

นายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า ซูซูกิจะยังคงเดินหน้าให้ความช่วยเหลือแก่สังคมในยามวิกฤติตามแนวทางของโครงการ “SUZUKI Cause We Care” ซึ่งสิ่งที่เรามุ่งมั่นและต้องการสื่อสารไปยังลูกค้าและพี่น้องชาวไทยทุกท่านว่าเราไม่ใช่แค่เพียงผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ แต่เราต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคม พร้อมกับการพัฒนาธุรกิจควบคู่ไปกับการอยู่คู่เคียงข้างชุมชนและสังคมไทยอย่างยั่งยืนอีกด้วย

ทั้งนี้ลูกค้าสามารถเข้ารับบริการดังกล่าว โดยติดต่อนัดหมายล่วงหน้าได้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิใกล้บ้าน  หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ SUZUKI Cause We Care  โทร 1800-600-900 (ไม่คิดค่าบริการ)