Home Blog Page 393

มาสด้า คว้า 6 รางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี Thailand Car of the Year 2021

0

คณะผู้บริหารจาก มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย นำโดย นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร เข้ารับรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2564 หรือ Thailand Car of the Year 2021 จากนายทองชัย ชวลิตพิเชฐ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการจัดงาน Thailand Car of the Year 2021 โดยในปีนี้ยนตรกรรมจากมาสด้าสามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรติมาครองได้ถึง 6 รางวัล ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จจากการมุ่งมั่นพัฒนายนตรกรรมที่เปี่ยมด้วยคุณภาพและเป็นที่ยอมรับจากลูกค้าทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย จนสามารถพิชิตรางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้มาครองได้สำเร็จ ทั้งรถยนต์นั่งมาสด้า2 และมาสด้า3 รวมทั้งรถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์เอสยูวีที่กำลังร้อนแรงอย่าง CX-30 และ CX-8

รางวัล Thailand Car of the Year 2021 จัดขึ้นโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เป็นรางวัลที่จัดขึ้นเพื่อเฟ้นหารถยนต์ยอดเยี่ยมในประเทศไทย เพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ให้เกิดการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น และแสดงถึงศักยภาพการผลิตของประเทศไทย โดยปัจจุบันมาสด้าได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีสกายแอคทีฟและการออกแบบอันสง่างามภายใต้ โคโดะ ดีไซน์ การคว้ารางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของชาวมาสด้า และที่สำคัญมาสด้าจะยังคงเดินหน้าพัฒนายนตรกรรมเพื่อผู้คนทั่วโลก เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า เพื่อสร้างโลกที่ยังคงสวยงาม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน และสร้างสังคมให้น่าอยู่ตลอดไป

พิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติในปีนี้ได้รับเกียรติอย่างสูงจาก นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีมอบ พร้อมด้วยคณะกรรมการจัดงาน Thailand Car of the Year 2021 ประกอบด้วย ดร. ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานจัดงานฯ และประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ พร้อมด้วย นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ รองประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ โดยมีนายอโณทัย เอี่ยมลำเนา เป็นผู้มอบรางวัลอันทรงเกียรติ ณ ห้อง รอยัล จูบิลี่ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

รถยนต์มาสด้าที่ได้รับรางวัล Thailand Car of the Year 2021

  1. Mazda2 1.3 SP                  คว้ารางวัล Best Hatchback under 1,300 c.c.
  2. Mazda2 1.5 XDL                คว้ารางวัล Best Diesel Hatchback 1,600 c.c.
  3. Mazda3 2.0 SP                  คว้ารางวัล Best Hatchback under 2,000 c.c.
  4. Mazda CX-30 2.0 SP          คว้ารางวัล Best Petrol SUV under 2,000 c.c.
  5. Mazda CX-8 2.5 SP            คว้ารางวัล Best Petrol SUV under 2,500 c.c.
  6. Mazda CX-8 2.2 XDL          คว้ารางวัล Best Diesel SUV under 2,500 c.c.

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มั่นใจเลือกใช้รถยนต์ฟอร์ด สนับสนุนการปฏิบัติงานของภาครัฐ

0

นายรัฐการ จูตะเสน ผู้อำนวยการฝ่ายขายและพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่าย ฟอร์ด ประเทศไทย  พร้อมด้วยนายสุรพล ชัยตระกูลทอง และนางสาววรินธร ชัยตระกูลทอง ผู้บริหารจากผู้จำหน่ายฟอร์ด กลุ่มบริษัท รุ่งเจริญ พลัส ร่วมพิธีส่งมอบรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่นลิมิเต็ด ฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่น XLT และรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รวม 37 คัน ให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย เพื่อใช้เป็นยานพาหะนสำหรับปฎิบัติงานขององค์กร โดยมีนายบรรชา กิจสังสรรค์กุล ผู้อำนวยการกลุ่มงานพัสดุและยานพาหนะกองคลัง เป็นผู้รับมอบ

รถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ ทั้งสองรุ่น เป็นรถที่โดดเด่นด้วยสมรรถนะอันแข็งแกร่ง การออกแบบที่เหนือระดับ พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย ตอบโจทย์การใช้งานหลากหลายรูปแบบ ฟอร์ด เรนเจอร์ ลิมิเต็ด (Limited) ขับเคลื่อนสี่ล้อ มีการตกแต่งภายนอกแบบโครเมียม พร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบผสานกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตร พร้อมระบบควบคุมความเร็วขณะลงเขา (Hill Descent Control) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่บนเส้นทางสมบุกสมบัน และเพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้นด้วยฝาท้ายแบบผ่อนแรง Easy Lift

ภายในห้องโดยสารของฟอร์ด เรนเจอร์ ลิมิเต็ด อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ทั้งกุญแจรีโมทอัจฉริยะ พร้อมปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ ระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC 3 ที่รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto และระบบสั่งงานเสียงด้วยภาษาไทย เพื่อการใช้งานที่คล่องตัวยิ่งขึ้น

DCIM100MEDIADJI_0017.JPG

ด้านฟอร์ด เรนเจอร์ XLT เป็นรถกระบะที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจากตระกูลเรนเจอร์ กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ทรงสี่เหลี่ยมคางหมูตกแต่งตะแกรงสีดำ สื่อถึงพลังและสมรรถนะ พร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดูราทอร์ค ขนาด 2.2 ลิตร เทอร์โบ และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า แรงบิด 385 นิวตันเมตร พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการใช้งานได้อย่างลงตัว

สำหรับฟอร์ด เอเวอเรสต์ เป็นรถอเนกประสงค์ขนาดกลางที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีขับขี่อัจฉริยะที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย มาพร้อมสมรรถนะในการขับขี่ที่เร้าใจอย่างเหนือชั้นทั้งบนเส้นทางออฟโรดและทางเรียบ สามารถรองรับการขับใช้งานได้อย่างแข็งแกร่งและสมบุกสมบัน

นิสสัน ปล่อยแคมเปญ ‘ซื้อ KICKS e-POWER ชิงล้าน’

0

นิสสัน ประเทศไทย จัดแคมเปญลุ้นชิงรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนิสสัน เพื่อตอบแทนลูกค้าในประเทศไทย กับแคมเปญ “ซื้อ KICKS ชิงล้าน – KICKS e-POWER Lucky Draw” ที่พร้อมมอบรางวัลรวมกว่า 26 รางวัล คิดเป็นมูลค่ากว่า 500,000 บาท1 ให้ลูกค้าผู้โชคดีที่จองและรับรถยนต์ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ (Nissan Kicks e-POWER) กับรางวัลใหญ่ คะแนน The 1 ลอยัลตี้แพลตฟอร์มของกลุ่มเซ็นทรัล จำนวน 1,000,000 คะแนน คิดเป็นมูลค่า 125,000 บาท

สำหรับลูกค้าที่ต้องการร่วมสนุก เพียงจองรถยนต์นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ จากผู้จำหน่ายรถยนต์นิสสันทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 และรับรถภายในวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2564  ซึ่งทุกการซื้อรถ 1 คัน จะได้รับสิทธิ์ร่วมสนุก 1 สิทธิ์* โดยมีรายละเอียดรางวัลต่าง ๆ ดังนี้

  • รางวัลที่ 1: คะแนน The 1 จำนวน 1,000,000 คะแนน คิดเป็นมูลค่า 125,000 บาท จำนวน 1 รางวัล
  • รางวัลที่ 2: คะแนน The 1 จำนวน 200,000 คะแนน คิดเป็นมูลค่า 25,000 บาท จำนวน 5 รางวัล
  • รางวัลที่ 3: คะแนน The 1 จำนวน 100,000 คะแนน คิดเป็นมูลค่า 12,500 บาท จำนวน 20 รางวัล

สำหรับกำหนดการจับรางวัลดังกล่าว จะจัดขึ้นในวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2564 ณ โชว์รูม เมกา ออโตโมบิล ติวานนท์ จ.ปทุมธานี และจะประกาศรางวัลในวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2564 ** ที่เว็บไซต์ นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย (www.nissan.co.th) โดยผู้โชคดีสามารถติดต่อบริษัทฯ เพื่อรับรางวัลได้ตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. 2564 เป็นต้นไป ทางหมายเลขโทรศัพท์ 02 339 3400 ต่อ 4036 ในวันจันทร์ – ศุกร์  เวลา 09.00-16.00 น. เท่านั้น ***

สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ของสมาชิกเดอะวัน (The 1) สามารถดูได้ที่ https://www.the1.co.th/about-us

* บริษัทฯ ถือว่า ผู้ร่วมกิจกรรมได้ตกลงยอมรับข้อกำหนดตามกติกาและเงื่อนไขของการจัดกิจกรรมชิงรางวัลนี้ทุกประการ ทั้งนี้ พนักงานและบุคคลในครอบครัวของพนักงานของบริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทในเครือ ผู้จำหน่ายรถยนต์นิสสัน  บริษัทตัวแทนโฆษณาที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการดำเนินงาน ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมนี้ในทุกกรณี และขอสงวนสิทธิ์สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถทั่วไปเท่านั้น สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถในกลุ่มเงื่อนไขพิเศษ (Fleet) ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมรายการ

** บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการจับรางวัลสำรองตามลำดับ ในกรณีที่ผู้โชคดีมีคุณสมบัติไม่ตรงตามเงื่อนไขการร่วมกิจกรรม และ/หรือไม่สามารถติดต่อรับรางวัลภายในระยะเวลาที่ทางบริษัทกำหนดไว้ โดยคำตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นเด็ดขาดและเป็นที่สุด

*** ผู้โชคดีมีสิทธิ์ได้รับรางวัลที่มีมูลค่าสูงสุดเพียงรางวัลเดียว และไม่สามารถแลกเปลี่ยนของรางวัลนี้เป็นเงินสด หรือของอื่นใด หรือโอนสิทธิ์ในการได้รับของรางวัลให้กับบุคคลอื่นได้ โดยผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลที่มีมูลค่าเทียบเท่า 1,000 บาท ขึ้นไป ต้องชำระภาษี ณ ที่จ่าย 5% ของมูลค่าของรางวัล

อบรม “SPIRIT 4×4” รุ่น 1/2021 ประเดิมสนามใหม่ SPIRIT ADVENTURE GROUND นครนายก

0

โรงเรียนพัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อนสี่ล้อ หรือ Spirit of the 4×4 Driving School โดย สุกานดา ปภัสร์พงษ์ ผู้อำนวยการฯ เปิดอบรมคอร์สแรก Basic Part time รุ่นที่ 1/2021 ณ สนาม SPIRIT ADVENTURE GROUND จ. นครนายก เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

สนาม SPIRIT ADVENTURE GROUND จ. นครนายก ประกอบด้วย สนามฝึก และอาคาร Clubhouse รองรับผู้เข้าอบรมหลักสูตร Basic และ Advance ทั้งแบบ Part time และ SUV (Full time)

สนใจเข้าร่วมการอบรม สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ 0-2055-8444 ต่อ 434, 435 E-Mail: sukanda@imc.co.th หรือ Facebook: Spirit of the 4×4 Driving School และ spirit4x4.imc.co.th

โตโยต้า มอบสิทธิพิเศษ ชุดแต่ง “Pride Package II” สำหรับฟอร์จูนเนอร์ รุ่นมาตรฐานทุกรุ่น

0

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มอบสิทธิพิเศษชุดแต่ง Pride Package II” สำหรับลูกค้าที่ซื้อโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ รุ่นมาตรฐานทุกรุ่น เพื่อขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจด้วยดีมาโดยตลอด พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ประเภท PPV มาอย่างยาวนาน การันตีด้วยคุณภาพการผลิตมาตรฐานระดับโลก และภาพลักษณ์ อันโดดเด่นของผู้ครอบครองเป็นเจ้าของ

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ เปิดเผยว่า “เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้การสนับสนุนและเชื่อมั่นในคุณภาพ พร้อมด้วยภาพลักษณ์ที่ดีของฟอร์จูนเนอร์ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พร้อมตอบรับในความนิยมชุดแต่ง Pride Package I” ที่ได้ทำการแนะนำในช่วงปีที่ผ่านมา”

“โอกาสนี้ บริษัทฯ มีความยินดีมอบสิทธิพิเศษชุดแต่ง “Pride Package II” มูลค่ากว่า 46,000 บาท สำหรับลูกค้าที่ซื้อฟอร์จูนเนอร์ รุ่นมาตรฐานทุกรุ่น เพื่อเสริมความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของรถลูกค้าทุกท่านให้มีความสปอร์ต หรูหรามากยิ่งขึ้น พร้อมด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม”

ชุดแต่ง Pride Package II (สำหรับฟอร์จูนเนอร์ รุ่นมาตรฐาน ทุกรุ่น ทุกสี)

  • ชุดตกแต่งกันชนหน้าสีดำ
  • โลโก้ Fortuner สีดำ
  • คิ้วไฟหน้าพ่นสีดำ

  • หลังคาพ่นสีดำ
  • กระจกข้างพ่นสีดำ

  • บันไดข้างพ่นสีดำ
  • ชุดตกแต่งกันชนหลังสีดำ

สิทธิพิเศษนี้! สำหรับลูกค้าที่ซื้อและออกรถตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2564 เท่านั้น
พร้อมการรับประกันคุณภาพรถใหม่ 5 ปี หรือ 150,000 กม. ฟรีค่าแรงเช็กระยะ 100,000 กม.

สัมผัสและทดลองขับ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ และศูนย์ทดสอบขับรถ Toyota Driving Experience Park (บางนา กม.3)

https://www.toyota.co.th/  

Facebook Toyota Motor Thailand

LINE ID: @ToyotaThailand

รายการ Auto Motor Thailand ประจำวันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2564

0
Auto Motor Thailand Pic Open

พบกับรายการ Auto Motor Thailand ตั้งแต่เวลา 23.30-24.00 น. ทางททบ.5 กด 1 สำหรับสัปดาห์นี้ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย อาทิ

“รู้เรื่องรถ”
-รับชมเรื่องราวของ Dendo Drive House พร้อมลองลุยกับ Mitsubushi Outlander PHEV

Auto Motor Thailand 1

“ท่องโลกยานยนต์”
-เปิดตัว BMW 340i xDrive รุ่นประกอบในประเทศ

Auto Motor Thailand 2

“ทางลัดทางประหยัด”
-พาชม คาเฟ่สีขาวท่ามกลางสวนสไตล์อังกฤษ ในซ.สุคนธสวัสด์ 11

Auto Motor Thailand 3

ติดตามรับชม Auto Motor Thailand พร้อมกัน ทุกวันเสาร์ ทางททบ.5กด1 ตั้งแต่เวลา 23.30 น.เป็นต้นไป แล้วพบกันครับ

มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ผู้นำรถเอสยูวีแบบปลั๊กอินไฮบริดที่ขายดีที่สุดในยุโรปปี 2563

0

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น แถลงอย่างเป็นทางการว่า มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ ปลั๊กอินไฮบริด (พีเอชอีวี) ยังคงตอกย้ำการเป็นผู้นำรถเอสยูวีแบบปลั๊กอินไฮบริดที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในยุโรปด้วยยอดจำหน่ายมากถึง 26,673 คัน ในปี 2563 ที่ผ่านมา

มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ถือเป็นรถยนต์รุ่นแฟล็กชิพที่สำคัญและแสดงถึงความเชี่ยวชาญของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ทั้งในด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมด้านพลังงานไฟฟ้า ยานยนต์อเนกประสงค์ และเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ส่งผลให้ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี มอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวล มีความต่อเนื่องและเงียบ พร้อมอัตราการเร่งแซงที่ยอดเยี่ยมและทรงพลัง ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) และโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี มีจำหน่ายแล้วกว่า 60 ประเทศทั่วโลก และมียอดจำหน่ายสะสมทั่วโลกมากถึง 270,000 คัน เมื่อสิ้นสุดเดือนธันวาคมปี 2563 ที่ผ่านมา

“เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้าจำนวนมากในยุโรป ซึ่งลูกค้าต่างให้ความสำคัญและใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก ควบคู่กับความนิยมของยานยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว” มร. ทาคาโอะ คาโตะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น กล่าว “ทั้งนี้ภารกิจของเรา คือ การคิดค้นยานยนต์ที่น่าตื่นเต้นและมีความปลอดภัยเพื่อส่งมอบให้แก่ลูกค้าทั่วโลก ครบครันด้วยเทคโนโลยีที่ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมมุ่งมั่นและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน โดยเราได้ตั้งเป้าหมายไว้ในปี 2573 ที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนยอดจำหน่ายของยานยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ 50 เปอร์เซ็นต์จากยอดจำหน่ายรวมทั้งหมด ซึ่งรวมทั้งรถยนต์แบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) และ รถยนต์แบบไฮบริด (HEV) อีกด้วย”

โดยเมื่อเร็วๆนี้ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ถูกผลิตขึ้นในต่างประเทศเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย ณ ศูนย์การผลิตรถยนต์ มิตซูบิชิ แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี โดย มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ที่ผลิตขึ้นภายในประเทศไทยนี้ ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่1  ธันวาคม 2563 ที่งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 37 หรือ ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์เอ็กซ์โป 2020 พร้อมทั้งยังได้จัดพิธีฉลองการผลิตรถยนต์ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์   พีเอชอีวี คันแรกในประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 21 ธันวาคม 2563 ณ สนามทดสอบรถยนต์ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี สามารถขับขี่ได้ทั้งในโหมดไฟฟ้า (EV) สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน และยังสามารถเป็นรถยนต์แบบไฮบริด (HEV) สำหรับการเดินทางระยะไกล พร้อมสร้างความเพลิดเพลินให้แก่ผู้ขับขี่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการหาสถานีชาร์จไฟฟ้า มั่นใจยิ่งขึ้นด้วยสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของเทคโนโลยีมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ที่ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซูเปอร์-ออลวิลล์คอนโทรล (S-AWC) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถยนต์ได้อย่างมั่นใจในทุกสภาพอากาศและทุกสภาพถนน

มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าจากตัวรถมาใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่มีขนาดไม่เกิน 1,500 วัตต์ ด้วยการเสียบปลั๊กเข้ากับช่องจ่ายกระแสไฟฟ้าภายในตัวรถที่มีอยู่ 2 จุด เพื่อให้สามารถสัมผัสกับไลฟ์สไตล์กลางแจ้งรูปแบบใหม่ และยังสามารถเป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าฉุกเฉินเพราะ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เอง และยังสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่ที่พักอาศัยด้วยเทคโนโลยีระบบพลังงานแบบ Vehicle-to-Home (V2H) ได้นานถึง 10 วัน(1) สำหรับครัวเรือนทั่วไป โดยแบตเตอรี่ต้องถูกชาร์จไฟเต็มและมีน้ำมันเต็มถัง

หลังประสบความสำเร็จจากการเปิดตัว มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี พร้อมเสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยมทั้งจากลูกค้าและผู้สื่อข่าวสายรถยนต์ ต้องขอขอบคุณเทคโนโลยีอันล้ำสมัยของ มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ที่ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซูเปอร์-ออลวิลล์คอนโทรล (S-AWC) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่ที่มีเสถียรภาพ ประสิทธิภาพ และการควบคุมที่ยอดเยี่ยมในทุกสถานการณ์ โดยปัจจุบัน มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี มียอดจองแล้วมากกว่า 200 คัน โดยบริษัทฯ ได้เริ่มดำเนินการส่งมอบ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ให้แก่ลูกค้าตั้งแต่เดือนมกราคม ที่ผ่านมา

Mitsubishi Outlander PHEV 25

มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี มีทั้งหมด 2 รุ่น และมีสีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีขาว White Diamond(2), สีเงิน Sterling Silver และสีดำ Jet Black Mica โดยรุ่นเริ่มต้น จีที มีราคาจำหน่ายที่ 1,640,000 บาท และรุ่น จีที พรีเมียม มีราคาจำหน่ายที่ 1,749,000 บาท โดยทั้ง 2 รุ่น ลูกค้าสามารถมั่นใจและหมดความกังวลในด้านค่าบำรุงรักษาด้วยแพ็กเกจ วอรี่ ฟรี (worry-free) ประกอบด้วย ฟรี รับประกันแบตเตอรี่ 10 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร(3) ฟรี มิตซูบิชิ เซอร์วิส แพ็กเกจ 5 ปี, ฟรี ช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชม. นาน 5 ปี, ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี, ฟรี รับประกันคุณภาพพร้อมค่าแรงเช็คระยะ 5 ปี 

และพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองรถภายในวันที่ 31 มีนาคม 2564 และรับรถภายในวันที่ 30 เมษายน 2564 บการสนับสนุนพิเศษเมื่อลูกค้าจองรถภายในวันที่  March 31, 2021 and car and control the speed then keep the safety dista รับทันที  ค่าสนับสนุนการติดตั้งเครื่องชาร์จไฟฟ้าที่บ้านรวมมูลค่าสูงสุด 20,000 บาท(4)

 

 

 

บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจ 34 ค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ยกทัพร่วมงาน

0
BIMS2021

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ประกาศความพร้อมการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม-4 เมษายน 2564 ที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีค่ายรถยนต์-รถจักรยานยนต์ชั้นนำเข้าร่วมงานมากกว่า 34 แบรนด์บนพื้นที่กว่า 170,960 ตารางเมตร พร้อมนำเสนอโซนพิเศษ Smart EV City ตอบสนองไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตคนยุคใหม่ และจัดเตรียมมาตรการด้านสุขอนามัยตามข้อกำหนดของหน่วยงานรัฐอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “วิถีชีวิตใหม่ ใจเป็นสุข” หรือ “Shaping the Next Chapter” จากการที่วิกฤตการณ์โรคระบาดที่ส่งผลต่อไลฟ์สไตล์ ความเป็นอยู่ และบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบต่างๆ ต่อสังคมอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อนำมาปรับใช้กับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันรวมถึงแนวคิด วิสัยทัศน์ การจัดการรักษา และฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ พัฒนา ปรับปรุง เรียนรู้ที่จะอยู่อย่างปลอดภัย และใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข

BIMS2021

ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทกรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 เปิดเผยว่า “จากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และทั่วโลกในช่วงระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยที่ถือเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของบริษัทรถยนต์ชั้นนำระดับโลกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของภาครัฐ และเอกชนในการรับมือวิกฤตโรคระบาดครั้งนี้ ทำให้ความเชื่อมั่นทางด้านเศรษฐกิจภายในประเทศไทยเริ่มมีสัญญาณที่ดีในการฟื้นตัวพร้อมการเริ่มต้นฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้”

“ทำให้ปีนี้จะเป็นอีกครั้งที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ จะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยจากการที่มีบริษัทรถยนต์ชั้นนำ และบริษัทจักรยานยนต์ ตอบรับเข้าร่วมงานกว่า 34 บริษัท บนพื้นที่จัดแสดง 170,960 ตารางเมตร เป็นการยืนยันได้อีกครั้งว่างานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เป็นงานแสดงรถยนต์ชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ดร.ปราจิน กล่าว

บริษัทรถยนต์ และจักรยานยนต์ที่เข้าร่วมงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 ได้แก่ Ford, BMW, MINI, Suzuki, Rolls-Royce, Aston Martin, Maserati, Peugeot, Mazda, Hyundai, Mercedes-Benz, Great Wall Motors, Nissan, Toyota, Lexus, Honda, Audi, MG, Isuzu, Mitsubishi, Porsche , Bentley, Volvo, Kia, Subaru, Hyundai Truck& Bus, TAKANO, AP Honda, Suzuki Moto, Yamaha, Harley-Davidson, BAJAJ, KTM และ Husqvarna

นอกจากนี้จะมีการเพิ่มโซน Smart EV City เพื่อนำเสนอความเป็นเมืองแห่งอนาคตตอบสนองไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของยุคปัจจุบันที่ต้องการสินค้าที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้หลากหลาย รวมทั้งเอื้อต่อการใช้ชีวิตที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยผู้เข้าชมงานจะได้พบนวัตกรรมยานยนต์ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า นวัตกรรมสินค้าอุปกรณ์สิ่งประดิษฐ์ทางด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย

รวมถึงโซน GLAMPING ที่เป็นไลฟ์สไตล์สำหรับคนที่ชื่นชอบการท่องเที่ยว สัมผัสชีวิตกับธรรมชาติ แต่ยังคงต้องการความสะดวกสบาย ที่ผู้เข้าชมงานจะได้สัมผัสกับโซนแสดงรถยนต์พร้อมติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสำหรับการตั้งแคมป์ภายในรถยนต์

สำหรับมาตรฐานการคัดกรองผู้เข้าชมเพื่อความปลอดภัยด้านสุขภาพจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คุณจาตุรนต์ โกมลมิศร์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการบริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ และรองประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เปิดเผยว่าจำเป็นต้องขอความร่วมมือผู้เข้าชมงานทุกคนสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ในฮอลล์จัดแสดง และใช้สเปรย์แอลกอฮอล์พ่นมือทำความสะอาดทุกครั้งก่อนเข้าไปทดลองนั่งรถยนต์เหมือนการจัดงานในปีที่ผ่านมา

คุณจาตุรนต์ เปิดเผยว่า “การจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ในปีนี้จะมีการเพิ่มระยะห่างของแต่ละบูธ เพื่อขยายพื้นที่ทางเดินให้กว้างขึ้นจากเดิมเป็นการลดความแออัดขณะเข้าชมงาน โดยมีการกำหนดมาตรการให้เป็นไปตามการจัดงานแบบชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ตรงตามมาตรการทางสาธารณสุข และศบค. กำหนดอย่างเคร่งครัด รวมถึงอยู่บนบรรทัดฐาน Amazing Thailand Safety & Health (SHA) ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และความมั่นใจให้กับผู้ร่วมออกงาน และผู้เข้าชมงานรู้สึกปลอดภัย”

ในขณะที่ความเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมยุคดิจิทัล ทางผู้จัดงานฯ ได้พัฒนารูปแบบการให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้ทั้งผู้เข้าร่วมงาน และผู้เข้าชมงานด้วยการนำเสนอแอปพลิเคชั่น “Car Buddy by GPI” เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าชมงาน และจัดทำฐานข้อมูลผู้เข้าชมงานเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรม และความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงตามเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

คุณพีระพงศ์ เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการบริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ และรองประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ กล่าวว่า “สำหรับแอปพลิเคชั่น Car Buddy by GPI เป็นอีกหนึ่งบริการรูปแบบใหม่ของบริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกกับผู้เข้าชมงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางในการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลรักษารถยนต์ทั้งข้อมูลศูนย์บริการ อู่ซ่อมรถ บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน การค้นหาข้อมูล แนะนำการดูแลรักษารถยนต์ด้วยตัวเอง พร้อมทั้งรวบรวมโปรโมชั่นของบริษัทรถยนต์ไว้อย่างครบถ้วนเพื่อช่วยให้ผู้ที่กำลังมองหารถยนต์รุ่นใหม่สามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องเสียเวลาค้นหาในหลายเว็บไซต์เหมือนในอดีต เพียงเข้ามาใน Car Buddy by GPI แอปพลิเคชั่นเดียวเท่านั้น”

BIMS2021

สำหรับงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 จัดขึ้นที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม-4 เมษายน 2564 โดยเปิดให้เข้าชมงานเวลา 12.00-22.00น. ราคาบัตรเข้าชมงาน 100 บาท รับสิทธิ์ได้รับรางวัลรถยนต์ฟอร์ด เอเวอร์เรส รถปิคอัพฟอร์ด เรนเจอร์ และรถจักรยานยนต์ รวมมูลค่ากว่า 2.7 ล้านบาท เพียงตอบคำถาม จากการสแกนคิวอาร์โคดด้านหลังบัตร

กำหนดการจัดงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42:

  • วันแขกพิเศษ V.I.P Day: วันจันทร์ที่ 22 มีนาคม 2564
  • วันสื่อมวลชน Press Day: วันอังคารที่ 23 มีนาคม 2564
  • วันสำหรับประชาชนทั่วไป: วันพุธที่ 24 มีนาคม–4 เมษายน 2564 (รวมระยะเวลา 12 วัน)

วันธรรมดา เปิดให้เข้าชมงานตั้งแต่เวลา 12.00 – 22.00 น.
วันหยุด เปิดให้เข้าชมงานตั้งแต่เวลา 11.00-22.00 น.
สถานที่จัดงาน: อาคารชาเลนเจอร์ 1-3, อิมแพค เมืองทองธานี

มิชลิน ตั้งเป้าผลิตยางล้อที่ยั่งยืน 100% ภายในปี 2593

0

กลุ่มมิชลินตั้งเป้าที่จะผลิตยางล้อซึ่งมีความยั่งยืนเต็มร้อยภายในปี 2593 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากยางต้นแบบภายใต้แนวคิด VISION ซึ่งเปิดตัวในปี 2560 โดยเป็นโซลูชั่นยางล้อที่ยั่งยืนเต็มรูปแบบ, ดอกยางสามารถพิมพ์ขึ้นใหม่ได้ด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ (Rechargeable), ทำงานบนระบบเครือข่ายเชื่อมต่อ (Connected) และไม่ต้องเติมลมยาง (Airless)  ปัจจุบัน ส่วนประกอบเกือบร้อยละ 30[1] ที่ใช้ในการผลิตยางของกลุ่มมิชลินมาจากวัตถุดิบที่มีความยั่งยืน วัตถุดิบที่ได้จากการรีไซเคิล หรือวัตถุดิบจากธรรมชาติอยู่แล้ว

ยางมิชลินเป็นผลิตภัณฑ์ไฮเทคที่ประกอบขึ้นจากส่วนประกอบมากกว่า 200 ชนิด โดยมียางธรรมชาติเป็นส่วนประกอบหลัก และมีส่วนประกอบอื่น ๆ อาทิ ยางสังเคราะห์, โลหะ, เส้นใย (Fibers) และส่วนประกอบที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างยางล้อ ได้แก่ คาร์บอนแบล็ค (Carbon Black), ซิลิกา (Silica) และสารเพิ่มความยืดหยุ่น (Plasticizers) เช่น เรซิน (Resins) ส่วนประกอบในสัดส่วนที่เหมาะสมเหล่านี้ต่างมีส่วนช่วยให้ยางมีความสมดุลสูงสุด ทั้งในแง่สมรรถนะ ประสิทธิภาพในการขับขี่ และความปลอดภัย ทั้งยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

มิชลินเผยวิธีผลิตยางล้อที่ยั่งยืน 100%

 

บรรลุเป้าหมายด้วยศักยภาพที่เหนือกว่าด้านการวิจัยและพัฒนา
ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเชิงวัสดุของมิชลินมีรากฐานมาจากศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาที่แข็งแกร่ง โดยมีทีมบุคลากรกว่า 6,000 คน ทำงานอยู่ในศูนย์วิจัยและพัฒนาทั่วโลกรวม 7 แห่ง ตามความเชี่ยวชาญเฉพาะทางรวม 350 สาขา ความมุ่งมั่นทุ่มเทของวิศวกร นักวิจัย นักเคมี และนักพัฒนาเหล่านี้ส่งผลให้มีการยื่นจดสิทธิบัตรซึ่งครอบคลุมการออกแบบและผลิตยางล้อรวม 10,000 ฉบับ ในแต่ละวันบุคลากรเหล่านี้ต่างทำงานอย่างหนักเพื่อคิดค้นวิธีที่จะพัฒนายางให้ปลอดภัย ทนทาน รวมทั้งมีสมรรถนะด้านการขับขี่และอื่นๆ ที่ดียิ่งขึ้น ตลอดจนทำให้ยางมีความยั่งยืน 100% ภายในปี 2593

สร้างเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งกับธุรกิจด้านนวัตกรรม
มิชลินตระหนักดีว่าการพัฒนานวัตกรรมให้เกิดขึ้นและเป็นไปได้อย่างรวดเร็วนั้นจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือในรูปแบบใหม่ๆ ดังนั้นจึงได้ผสานพันธมิตรกับธุรกิจสตาร์ทอัพซึ่งนำเสนอนวัตกรรมล้ำหน้าที่สร้างโอกาสความเป็นไปได้ไม่สิ้นสุด เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้ได้ดีกับอุตสาหกรรมอื่นนอกเหนือจากการผลิตยางล้อ โดยช่วยให้อุตสาหกรรมเหล่านั้นได้ประโยชน์จากวัตถุดิบที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ไม่สิ้นสุด นอกจากนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวยังทำให้สามารถรีไซเคิลโพลีสไตรีน (Polystyrene) และนำคาร์บอนแบล็ค (Carbon Black) หรือน้ำมันไพโรไลซิส (Pyrolysis Oil) จากยางใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ได้

แอคเซนส์’ (Axens) และ ‘ไอเอฟพี เอเนอจีส์ นูเวลล์ส’ (IFP Energies Nouvelles) สองบริษัทซึ่งรับหน้าที่เป็นหัวหอกดำเนินโครงการ BioButterfly ได้ทำงานร่วมกับมิชลินในการผลิตบิวทาไดอีนจากชีวมวล (Bio-Sourced Butadiene)[2] เพื่อนำมาใช้แทนบิวทาไดอีนที่ได้จากปิโตรเลียมมาตั้งแต่ปี 2562 การใช้ชีวมวลจากไม้, แกลบ, ใบไม้, ซังข้าวโพด และของเหลือทิ้งจากพืชประเภทอื่น ๆ จะส่งผลให้มีการนำเศษไม้สับ (Wood Chips) ปริมาณสูงถึง 4.2 ล้านตันต่อปี มาใช้เป็นส่วนประกอบของยางมิชลิน

มิชลิน และ ‘ไพโรเวฟ’ (Pyrowave) บริษัทซึ่งมีฐานการดำเนินงานอยู่ในประเทศแคนาดา ได้ลงนามเป็นพันธมิตรกันในเดือนพฤศจิกายน 2563 เพื่อผลิตสไตรีนจากการรีไซเคิลพลาสติกซึ่งใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ เช่น ถ้วยโยเกิร์ต และถาดใส่อาหาร หรือใช้เป็นแผ่นฉนวนกันความร้อน ทั้งนี้ สไตรีน (Styrene) เป็น “โมโนเมอร์” (Monomer) หรือสารตั้งต้นที่สำคัญของโพลิเมอร์ ใช้ในการผลิตโพลีสไตรีนและยางสังเคราะห์สำหรับยางล้อและสินค้าอุปโภคบริโภคมากมาย ในอนาคตจะสามารถนำขยะโพลีสไตรีนหลายหมื่นตันต่อปีมารีไซเคิลเพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เดิมหรือผลิตเป็นยางมิชลินได้

‘คาร์ไบโอส์’ (Carbios) บริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติฝรั่งเศสซึ่งจะมีฐานการดำเนินงานอยู่ภายในเขตพื้นที่ปฏิบัติงานของมิชลินตั้งแต่ปลายปี 2564 เป็นต้นไป ได้พัฒนากระบวนการล้ำหน้าด้วยการนำเอนไซม์มาใช้แยกโครงสร้างขยะพลาสติกประเภท PET[3] ให้คืนสภาพกลับไปอยู่ในรูปโมโนเมอร์บริสุทธิ์แบบดั้งเดิม ซึ่งสามารถนำไปใช้งานใหม่หรือนำไปใช้ผลิตพลาสติก PET ขึ้นใหม่ซ้ำได้ไม่สิ้นสุด หนึ่งในพลาสติกที่ได้จากกระบวนการรีไซเคิลดังกล่าว คือ เส้นด้ายโพลีเอสเตอร์ซึ่งใช้ในการผลิตยางรถยนต์  ในอนาคตขวดพลาสติกราว 4 ล้านขวดต่อปีอาจถูกนำมารีไซเคิลเพื่อผลิตเป็นยางมิชลินได้

ล่าสุดเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา มิชลินได้ประกาศเริ่มดำเนินการก่อสร้างโรงงานรีไซเคิลยางล้อแห่งแรกในโลกของมิชลินขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับ ‘เอ็นไวโร’ (Enviro) บริษัทสัญชาติสวีเดนซึ่งเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่ได้รับสิทธิบัตรในการนำคาร์บอนแบล็ค, น้ำมันไพโรไลซิส, เหล็กกล้า, ก๊าซ และวัสดุใหม่ชนิดนำกลับมาใช้ซ้ำได้คุณภาพสูงอื่น ๆ จากยางที่สิ้นอายุใช้งานแล้วกลับมาใช้ใหม่ โดยเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยให้สามารถแปรรูปทุกส่วนของยางที่สิ้นอายุใช้งานแล้วเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่หรือนำกลับมาใช้ซ้ำในกระบวนการผลิตหลากหลายรูปแบบที่ใช้ยางเป็นวัตถุดิบหลัก

นอกจากนี้ มิชลินยังสนับสนุนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ดังจะเห็นได้จากการเข้าร่วมสมาคมแบล็คไซเคิลประจำยุโรป (European BlackCycle Consortium) โดยโครงการนี้ซึ่งประสานงานโดยกลุ่มมิชลินและได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากสหภาพยุโรป เป็นการนำพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชนรวม 13 รายมาร่วมกันออกแบบกระบวนการผลิตยางล้อรุ่นใหม่จากยางล้อที่สิ้นอายุใช้งานแล้ว

[1] ในปี 2563 กลุ่มมิชลินใช้วัตถุดิบที่ยั่งยืนในการผลิตยางคิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 28

[2] บิวทาไดอีนเป็นหนึ่งในส่วนประกอบของยางสังเคราะห์ที่ใช้ในการผลิตยางล้อ

[3] โพลีเอธิลีน เทเรฟธาเลต (Polyethylene Terephthalate: PET) เป็นพลาสติกซึ่งปัจจุบันผลิตจากน้ำมัน โดยโมโนเมอร์ 2 ชนิด ได้แก่ เอธิลีน ไกลคอล (Ethylene Glycol) และกรดเทเรฟธาลิก (Terephthalic Acid) มาจากปิโตรเลียม  พลาสติกประเภทนี้ถูกนำมาใช้ผลิตเป็นหนึ่งในเส้นใยโพลีเอสเตอร์หลักที่ใช้เสริมความแข็งแกร่งให้กับยางล้อ

โรลส์-รอยซ์ เปิดตัว ‘Ghost’ เจเนอเรชั่นใหม่ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย

0
Ghost

โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส แบงคอก ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ โรลส์-รอยซ์ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เปิดตัวโรลส์-รอยซ์ ‘โกสต์’ เจเนอเรชั่นใหม่ หลังเจเนอเรชั่นแรกทำตลาดมานาน 1 ทศวรรษ ได้รับความสนใจจากลูกค้าที่ชื่นชอบความสมบูรณ์แบบในทุกๆ ด้าน ทั้งการออกแบบและวิศวกรรมอันงดงามดุจงานศิลป์ ผสานบุคลิกที่ดูถ่อมตนและเรียบง่าย กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ 117 ปีของบริษัท ช่วยเพิ่มศักยภาพการลงทุน ขยายการผลิต และขับเคลื่อนแบรนด์ โรลส์-รอยซ์ สู่จุดสูงสุดแห่งความหรูหราของยนตรกรรมระดับโลก

++ สถาปัตยกรรมอะลูมิเนียมสเปซเฟรม
โรลส์-รอยซ์ ‘โกสต์’ ใช้โครงสร้างตัวถังอะลูมิเนียม เรียกว่า ‘สถาปัตยกรรมแห่งความหรูหรา’ (Architecture of Luxury) อันเป็นกรรมสิทธิ์ของ โรลส์-รอยซ์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแพลทฟอร์มให้กับยนตรกรรม โรลส์-รอยซ์ รุ่นใหม่ทุกรุ่น โครงสร้างสเปซเฟรมที่เบา ยืดหยุ่น แต่แข็งแกร่ง ปรับใช้ได้กับรถหลายขนาด ทำให้ ‘โกสต์’ มีอัตราส่วนการกระจายน้ำหนักหน้า-หลังที่สมดุล 50-50 ส่งผลดีต่อประสิทธิภาพ การขับเคลื่อนในทุกสภาพเส้นทาง

ตัวถังอะลูมิเนียมเชื่อมด้วยมือ เป็นเสมือนผ้าใบวาดภาพผืนใหญ่ มองแล้วลื่นไหลต่อเนื่อง ชวนให้นึกถึงรถโค้ชบิลต์เช่น ‘ซิลเวอร์ ดอว์น’ และ ‘ซิลเวอร์ คลาวด์’ ขณะที่สัญลักษณ์นางฟ้า หรือ ‘สปิริต ออฟ เอ็กสตาซี’ ก็เป็นครั้งแรกที่ไม่ได้ถูกล้อมกรอบบริเวณฐาน เพิ่มความโดดเด่นให้นางฟ้าบนฝากระโปรง ดุจกำลังลอยอยู่กลางทะเลสาบ เมื่อมองจากด้านข้าง ก็เห็นลายเส้นเดี่ยว ลากยาวไปตามตัวถัง ขณะที่เส้นโค้ง ‘waft line’ ด้านล่างถูกหยิบยืมมาจากการออกแบบเรือ ผสานเทคนิคเรื่องการตกกระทบของแสง ช่วยให้พื้นผิวดูสว่างขึ้น

รูปทรงของไฟท้ายที่แทบจะเป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ได้กลายเป็นหลักของการออกแบบร่วมสมัยของโรลส์-รอยซ์ ซึ่งรูปทรงนี้ยังคงอยู่ แต่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยด้วยการเอียงมาข้างหน้าเล็กน้อย และเนื่องจากรอยต่อรอบไฟได้หายไป จึงทำให้ไฟท้ายดูเหมือนเป็นเกาะที่ได้รับการแต่งแต้มสีสัน ลอยเด่นอยู่บนผิวรถ

เทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มประสบการณ์การขับขี่ ทั้งในเมืองและชนบท ประกอบด้วยไฟหน้าเลเซอร์ที่มีระยะส่องสว่างไกลกว่า 600 เมตร และการปรับปรุงด้านความปลอดภัยที่สำคัญ อาทิ ระบบเสริมทัศนวิสัยที่มาพร้อมระบบแจ้งเตือนสิ่งกีดขวางทั้งกลางวันและกลางคืน ระบบเตือนผู้ขับหลับใน (alertness assistant) กล้อง 4 ตัว แสดงมุมมองรอบรถและมุมจากด้านบน การแสดงข้อมูลสะท้อนบนกระจกหน้า ด้วยความละเอียดสูงสุดในอุตสาหกรรม ระบบจอดอัตโนมัติ และอื่นๆ ช่วยเพิ่มมั่นใจสูงสุดในทุกสภาวะ

++ เครื่องยนต์ V12 ตอบสนองทันใจแบบ Effortless
ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังจากเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบ วี12 สูบ 6.75 ลิตร ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาให้กับรุ่น ‘โกสต์’ โดยเฉพาะ ให้กำลัง 563 bhp แรงบิด 850 นิวตันเมตร ช่วยให้ยนตรกรรมพิกัดกว่า 2 ตัน มีอัตราเร่งทันใจในทุกสถานการณ์ แรงบิดสูงสุดมีให้ใช้ตั้งแต่ 1,600 รอบ/นาที ซึ่งสูงกว่ารอบเดินเบาประมาณ 600 รอบ/นาที เท่านั้น รวมถึงมีการปรับแต่งท่อไอดีใหม่ เพื่อลดเสียงรบกวนที่อาจเล็ดลอดสู่ห้องโดยสาร

++ ตระการตากับแดชบอร์ดเรืองแสง
ทีมออกแบบ Bespoke Collective ที่ประกอบด้วยนักออกแบบ วิศวกร และช่างศิลป์ได้รังสรรค์แดชบอร์ดเรืองแสง (Illuminated Fascia) สำหรับ ‘โกสต์’ ที่ดูเข้ากันกับเพดานห้องโดยสาร ‘สตาร์ไลท์ เฮดไลเนอร์’ แดชบอร์ดเรืองแสง (Illuminated Fascia) ปรับแต่งให้มีสีสันเข้ากับแสงของนาฬิกาและมาตรวัดในห้องโดยสาร ติดตั้งท่อนำแสงหนา 2 มม. พร้อมเจาะรูขนาดเล็ก

ด้วยเลเซอร์กว่า 90,000 ช่อง บนแดชบอร์ด เพื่อทำให้คำว่า ’Ghost’ มีความสว่างอย่างทั่วถึง ภายใต้แอลอีดี 152 ดวง ล้อมรอบด้วยหมู่ดาว 850 ดวง เปล่งประกายระยิบระยับ ทั้งหมดถูกซ่อนไว้ขณะดับเครื่องยนต์ ภายใต้วัสดุคอมโพสิต 3 ชั้น ชั้นแรกเป็นพื้นสีดำ Piano Black ที่ผ่านการเจาะรูด้วยเลเซอร์ เพื่อให้แสงส่องผ่านคำว่า ‘Ghost’ และกลุ่มดาว จากนั้นพ่นทับด้วยแลคเกอร์ทึบ และแลคเกอร์ขุ่นในชั้นสุดท้าย พร้อมขัดแต่งด้วยมืออย่างประณีต เหลือเพียงชั้นแลคเกอร์บางเฉียบ 0.5 มม. พร้อมความเงางามฉ่ำลึก

++ หรูหรา กว้างขวาง ผสานความเงียบและอากาศบริสุทธิ์
นับเป็นครั้งแรกที่ลูกค้าสามารถเลือกเบาะนั่งด้านหลังแบบ ‘Serenity Seat’ ปรับเอนได้ตามต้องการ นับเป็นมิติใหม่ของความสะดวกสบาย คล้ายห้องโดยสารของเครื่องบินชั้นธุรกิจ

มาพร้อมตู้แช่แชมเปญที่สามารถกำหนดอุณหภูมิได้ 2 โหมด คือ 6 และ 11 องศาเซลเซียส สำหรับแชมเปญยุคใหม่ และแชมเปญวินเทจตามลำดับ สีเคลือบผิวไม้ 2 สีใหม่ พัฒนาสำหรับ ‘โกสต์’ คือ Obsidian Ayous ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความหลากหลายของสีที่พบในหินลาวา และ Dark Amber ที่ผสานอนุภาคอะลูมิเนียมละเอียดแทรกอยู่ในลายไม้ โดยทั้ง 2 สี สามารถเลือกเป็นแบบ (Open Pore) เพื่อเผยให้เห็นถึงผิวสัมผัสอย่างเป็นธรรมชาติ

ความเงียบสงบเป็นผลจากโครงสร้างอะลูมิเนียมที่มีค่าความต้านทานคลื่นเสียง (acoustic impedance) สูงกว่าเหล็ก การทำผนังห้องเครื่องและพื้นรถ 2 ชั้น แทรกกลางด้วยวัสดุซับเสียง ขณะที่ประตู หลังคา และจุดอื่นๆ ติดตั้งวัสดุซับเสียง น้ำหนักรวมกว่า 100 กิโลกรัม ทว่าความเงียบสงัดอาจทำให้รู้สึกอึดอัด วิศวกรจึงสร้างโทนเสียงความถี่ต่ำ เรียกว่า ‘เสียงกระซิบ’ (whisper) พร้อมปรับแต่งอุปกรณ์ตามจุดต่างๆ ให้มีเสียงสะท้อนในความถี่เดียวกัน ช่วยให้ผู้โดยสารรู้สึกผ่อนคลายมากที่สุด

ห้องโดยสารของ ‘โกสต์’ ติดตั้งระบบฟอกอากาศ MEPS (Micro-Environment Purification System) ประกอบด้วยเซนเซอร์ความไวสูง เพื่อตรวจวัดคุณภาพอากาศโดยอัตโนมัติ หากตรวจพบสิ่งปนเปื้อน ก็จะผันอากาศสู่ไส้กรองนาโนฟลีซ ที่สามารถกำจัดสิ่งปนเปื้อนอนุภาคขนาดเล็กจากห้องโดยสาร ภายในเวลาต่ำกว่า 2 นาที

++ ซอฟท์แวร์ Planar นุ่มนวลดุจพรมวิเศษ
ช่วงล่างถุงลม โครงสร้างด้านหน้า-หลัง ดับเบิลวิชโบน และไฟว์-ลิงค์ (five-link) ตามลำดับ ขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมระบบช่วยเลี้ยวล้อหลัง ความนุ่มนวลของช่วงล่างดุจพรมวิเศษ (Magic Carpet Ride) อันเป็นเอกลักษณ์ ได้รับการพัฒนาไปอีกขั้น กับเทคโนโลยี ‘Planar Suspension System’ ที่ใช้ผ่านการทดสอบและพัฒนาร่วม 10 ปี เพื่อสร้างประสบการณ์ขับอันนุ่มนวลเหมือนกำลังลอยอยู่เหนือพื้นดิน ซึ่งไม่เคยมีผู้ผลิตยานยนต์รายใดทำได้

ระบบดังกล่าว เป็นการผสมผสานกันระหว่างการพัฒนาโครงสร้างทางวิศวกรรม เข้ากับซอฟท์แวร์อันทันสมัย นับเป็นครั้งแรกในโลก ที่มีการติดตั้งอุปกรณ์ดูดซับแรงสะเทือนเหนือปีกนกตัวบนของช่วงล่างหน้า (Upper Wishbone Damper) ช่วยเพิ่มความมั่นคงและนุ่มนวลในการขับ ทำงานร่วมกับระบบ Flagbearer เป็นกล้องคู่ สแกนพื้นถนนด้านหน้า และปรับช่วงล่างให้เหมาะกับสภาพถนน ผสานระบบเกียร์เชื่อมต่อกับดาวเทียม (Satellite Aided Transmission) ที่สามารถปรับจังหวะเกียร์ ให้ลงตัวกับเส้นทางมากที่สุด

โรลส์-รอยซ์ ‘โกสต์’ เจเนอเรชั่นใหม่ มาพร้อมการรับประกันคุณภาพนาน 4 ปี ผสานดูแลโดยทีมช่างผู้ชำนาญ ที่ผ่านการรับรองจาก โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส รวมถึงอัพเกรดซอฟท์แวร์ฟรีตลอดอายุการใช้งาน และมั่นใจได้กับราคาขายต่อที่เป็นมาตรฐาน

โรลส์-รอยซ์ ‘โกสต์’                      ราคาเริ่มต้น 32.7 ล้านบาท
โรลส์-รอยซ์ ‘โกสต์’ Extended        ราคาเริ่มต้น 36.8 ล้านบาท