Home Blog Page 395

มาสด้าเดินหน้าส่งมอบ ALL-NEW MAZDA BT-50 ให้ลูกค้าทั่วประเทศ

0

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท มาสด้า (เซลส์) ประเทศไทย จำกัด นำโดย นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร (ซ้ายสุด) พร้อมด้วย นายจารุรัฐ ปิงคลาศัย (ที่สองจากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสด้า ชลบุรี จำกัด (มหาชน) และ นายณัฐกุล ปิงคลาศัย (ขวาสุด) ผู้จัดการทั่วไป บริษัท มาสด้า ชลบุรี จำกัด (มหาชน) สาขากาญจนาภิเษก ร่วมส่งมอบ ALL-NEW MAZDA BT-50 รถปิกอัพเจเนอเรชั่นใหม่ที่ผนวกคุณสมบัติของปิกอัพที่ดีที่สุดในโลกรวมเป็นหนึ่งเดียวให้กับลูกค้า ณ โชว์รูมมาสด้า เจพี กาญจนาภิเษก ซึ่งรถรุ่นนี้กำลังประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น และได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าทั่วประเทศท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 ตอกย้ำถึงอีกหนึ่งก้าวแห่งความสำเร็จของมาสด้าในการพัฒนา และส่งมอบยนตรกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้อย่างแท้จริงในทุกสถานการณ์

ALL-NEW MAZDA BT-50 เปิดตัวแนะนำในประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อปลายเดือนมกราคม 2564 โดยเป็นรถปิกอัพที่สามารถตอบโจทย์ทุกด้านของชีวิต มีดีไซน์สง่างามตามแนวคิด โคโดะ ดีไซน์ ที่ผสานความทรงพลังตามแบบฉบับของรถปิกอัพยุคใหม่ โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย สะดวกสบายเสมือนรถเอสยูวี ให้อัตราการประหยัดน้ำมันสูงที่สุดในคลาสถึง 16.1 กิโลเมตร/ลิตร และที่สำคัญรถรุ่นนี้ยังมีราคาดึงดูดใจ พร้อมให้เป็นเจ้าของได้ง่ายด้วยเริ่มต้นเพียง 5.5 แสนบาท ซึ่งภายหลังจากเปิดตัว มาสด้าได้ร่วมมือกับผู้จำหน่ายทั่วประเทศจัดกิจกรรม MAZDA SEASON OF LUCK เพื่อมอบข้อเสนอพิเศษให้ลูกค้าได้รับความคุ้มค่ามากที่สุด ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีลูกค้าเดินทางมาทดลองขับและจองซื้อเป็นจำนวนมาก พร้อมกันนี้มาสด้าได้เริ่มทยอยส่งมอบรถใหม่ให้ถึงมือลูกค้าทั่วประเทศ

เพื่อเป็นการขอบคุณสำหรับความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ของมาสด้าและเพื่อให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของรถปิกอัพรุ่นใหม่นี้ได้ง่ายขึ้น ขอเชิญพบกับข้อเสนอสุดพิเศษ อาทิ ดอกเบี้ยต่ำสุด 1.99%1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 ฟรีค่าแรงเช็กระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร3 ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

หมายเหตุ :
1ดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน
2บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์
3ฟรีค่าแรงการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 10 ครั้ง ทุก 6 เดือน หรือ ทุก 10,000 กิโลเมตร ตั้งแต่ 10,000 – 100,000 กิโลเมตร

ดูคาติ เลือก อาวดี้ ประเทศไทย เป็นพันธมิตรทางธุรกิจในประเทศไทย

0

หลังจากใช้เวลาพักใหญ่ในการคัดเลือกพาร์ทเนอร์ธุรกิจมาร่วมปั้นแบรนด์ดูคาติในประเทศไทย ล่าสุดได้ประกาศแต่งตั้ง อาวดี้ ประเทศไทย โดยบริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด ให้เป็นผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายมอเตอร์ไซค์ ดูคาติ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป ทั้งนี้ บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด ปัจจุบันเป็นผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายรถยนต์อาวดี้ มาเป็นเวลา 4 ปี

มร. มาร์โค บิออนดิ รองประธานฝ่ายขายและการตลาดของดูคาติประจำตลาดเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ยินดีและตื่นเต้นอย่างยิ่งกับการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ อาวดี้ ประเทศไทย ซึ่งมีทีมงานที่มีศักยภาพสูง จากผลงานในการบริหารธุรกิจอาวดี้ในประเทศไทยที่สามารถขยายตลาด สร้างการยอมรับและได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าอย่างรวดเร็ว จึงมั่นใจว่าลูกค้าดูคาติในประเทศไทยจะได้รับประโยชน์  และเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการร่วมมือทางธุรกิจที่ผลักดันให้ดูคาติและอาวดี้เติบโต ก้าวล้ำไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

ในนามของ ดูคาติ มอเตอร์ โฮลดิ้ง ต้องขอขอบคุณ บริษัท ดูคาทิสติ จำกัด (เครือชาริช โฮลดิ้ง)   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณอภิชาติ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดูคาทิสติ จำกัด ที่ช่วยดูแล   แบรนด์ดูคาติมาเป็นระยะเวลากว่า 18 ปี เราบุกเบิกตลาดในประเทศไทยด้วยกันมา ชาริช โฮลดิ้ง จะยังคงดูแลการขายและการบริการหลังการขาย รวมถึงการรับประกัน (Warranty) ตามมาตรฐานดูคาติในประเทศไทย โดยจะมีกำหนดสิ้นสุดการบริหารงานในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2564 หลังจากนี้ทาง ชาริช โฮลดิ้ง จะมุ่งเน้นในการบริหารธุรกิจแบรนด์ลัมโบร์กีนี ซึ่งเป็นแบรนด์ในเครือ โฟล์คสวาเกน กรุ๊ป”   

นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด “ขอขอบคุณ ดูคาติ มอเตอร์ ประเทศไทย ที่ไว้วางใจเลือก อาวดี้ ประเทศไทย ให้เป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ภายใต้เป้าหมายในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้ลูกค้าดูคาติ เชื่อมั่นว่าเราจะสามารถเพิ่มจำนวนลูกค้าดูคาติในประเทศไทยให้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ในส่วนของกลยุทธ์ธุรกิจ แผนการตลาด การขายและการบริการหลังการขาย รวมถึงทีมงาน จะได้มีการทำงานร่วมกันกับ ดูคาติ เอเชียแปซิฟิก อย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าในมาตรฐานและคุณภาพของผลิตภัณฑ์และการบริการหลังการขายที่มุ่งตอบสนองความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้าให้มากที่สุด

 

บริษัท ดูคาทิสติ จำกัด จะยังคงทำหน้าที่ในฐานะผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย ดูคาติอย่างเป็นทางการในประเทศไทยไปจนถึง วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564

บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด  ได้รับการแต่งตั้งจาก AUDI AG ให้เป็นผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายยนตรกรรมพรีเมียมแบรนด์อาวดี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ตลอด 4 ปี ประสบความสำเร็จด้านการขาย การบริการหลังการขาย และการทำการตลาดเชิงรุก ส่งผลทำให้แบรนด์อาวดี้เป็นที่รู้จักและยอมรับจากลูกค้า และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยผลประกอบการปี 63 ด้วยยอดขายทั่วโลกมากกว่า 2 ล้านคันติดต่อกันเป็นปีที่ 5 โดยในไทย “Mercedes-AMG” กวาดยอดขายเติบโต 14.9%

0

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยผลประกอบการประจำปี 2563 ย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ลักชัวรีระดับโลกด้วยยอดขายทั่วโลกเกิน 2 ล้านคันติดต่อกันเป็นปีที่ 5 พร้อมย้ำว่าแม้สถานการณ์โควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์ตลอดปีที่ผ่านมา แต่เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังมองเห็นสัญญาณบวกต่อเนื่องทั้งในตลาดโลกและในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของตลาดจีน ดันยอดขายในจีนเติบโตขึ้น 11.7% และผลักดันให้ยอดขายในเอเชียแปซิฟิกเติบโตขึ้นรวม 4.7% ส่วนในประเทศไทย ยอดขาย “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี” ก็เติบโตขึ้น 14.9% โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ที่เติบโตขึ้นถึง 33.9% แสดงให้เห็นว่าความต้องการขับรถยนต์สมรรถนะสูงจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยอดขายในส่วนของบริการหลังการขายจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ก็เติบโตขึ้นในทุก ๆ แผนกตลอดปีที่ผ่านมา สำหรับปี 64 เมอร์เซเดส-เบนซ์พร้อมสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดปี โดยเปิดปีด้วยการแนะนำ “Mercedes-Benz The new E-Class” ก่อนตามด้วยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องตลอดปีนี้ 

มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เมอร์เซเดส-เบนซ์มีความมั่นใจว่าตลาดรถยนต์ลักชัวรีจะยังคงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยผลักดันและขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจทั้งในระดับประเทศและระดับโลก เพราะแม้ว่าเราทุกคนจะต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปีที่ผ่านมา แต่เรายังมองเห็นสัญญาณบวกจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยในตลาดโลก เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงสามารถรักษายอดขายได้มากกว่า 2 ล้านคันติดต่อกันเป็นปีที่ 5 ด้วยยอดขาย 2,528,349 คัน เพราะเราได้ปรับกลยุทธ์ด้านการขายและการบริการให้เป็นดิจิทัลมากขึ้นทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย เพื่อให้ก้าวทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ความต้องการในรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทำให้เราสามารถทำยอดขายรถยนต์ไฮบริดได้สูงถึง 115,000 คันหรือเพิ่มสูงขึ้นถึง 4 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในหลาย ๆ ตลาด โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง เฉพาะในเอเชียแปซิฟิก เราสามารถทำยอดขายได้ถึง 1,024,315 คันหรือเติบโตขึ้น 4.7% โดยมีตลาดจีนเป็นตลาดสำคัญในการขับเคลื่อน ด้วยยอดขายที่เติบโตขึ้นถึง 11.7% หรือ 774,382 คันซึ่งถือว่าเป็นสถิติใหม่”

“สำหรับในตลาดไทย ด้วยสถานการณ์โควิดที่ส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์หรูในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เมอร์เซเดส-เบนซ์จึงให้ความสำคัญกับสภาพคล่องของผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์และสามารถประคับประคองสถานการณ์ให้ผ่านพ้นปี 2563 มาได้ด้วยดี โดยเรายังมองเห็นสัญญาณบวกอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน ทั้งยอดขายของเมอร์เซเดส-เอเอ็มจีที่เพิ่มสูงขึ้น 14.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเฉพาะในไตรมาสที่ 4 ไตรมาสเดียว ยอดขายเมอร์เซเดส-เอเอ็มจีเพิ่มสูงขึ้นถึง 33.9% เลยทีเดียว นั่นแสดงให้เห็นว่า ความต้องการขับรถยนต์สมรรถนะสูงจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงเพิ่มขึ้น ส่วนยอดขายรถยนต์ V-Class ซึ่งเราเปิดตัวรุ่นใหม่ในปีที่ผ่านมาก็เพิ่มสูงขึ้น 59.2% ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ฝ่ายบริการลูกค้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้วางกลยุทธ์ในการให้บริการที่ครอบคลุมทุกความต้องการและมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ซึ่งนั่นคือหัวใจในการบริการของเรา โดยเราได้ทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้ามากขึ้นในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการยืดระยะเวลาของ “แพ็คเกจเมอร์เซเดส-เบนซ์ เซอร์วิส พลัส” ขยายระยะเวลาเกินกำหนดของการเข้ารับบริการบำรุงรักษา การดูแลเรื่องความสะอาดที่ศูนย์บริการฯ รวมไปถึงการนำเสนอ “Welcome Back Service Campaign” เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าด้วยส่วนลดและข้อเสนอพิเศษสำหรับบริการหลังการขาย ทั้งหมดนี้จึงทำให้ยอดขายในส่วนของบริการหลังการขายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทั้งยอดขายน้ำมันเครื่อง MBOil ที่เติบโตขึ้น 14.4% ยอดขาย MBPaint ที่เติบโตขึ้น 24.4% ยอดขายยางรถยนต์ MBTire ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 260.8% ฯลฯ”

“สำหรับปี 2564 เมอร์เซเดส-เบนซ์พร้อมสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยในครึ่งปีแรก เราเตรียมนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ หลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็นเมอร์เซเดส-เอเอ็มจีรุ่นคอมแพ็คใหม่ รถยนต์ Dream Car รุ่นใหม่ที่หลายคนรอคอย รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ที่จะมาพร้อมเทคโนโลยีที่เรียกได้ว่าเป็นนิวเอจของเทคโนโลยีไฮบริด รวมถึง Mercedes-Benz The new E-Class ใหม่ ยนตรกรรมอัจฉริยะที่พร้อมมอบทุกสิ่งที่คุณต้องการ สะกดทุกสายตาด้วยดีไซน์ใหม่สุดโฉบเฉี่ยวเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ โดยมาพร้อมความเหนือชั้นของขุมพลังเครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี EQ Power  เจเนอเรชันที่ 3 ที่เราพร้อมกระตุ้นตลาดรถยนต์ลักชัวรีอย่างต่อเนื่องในไตรมาสแรกด้วย” มร.โรลันด์ กล่าวเพิ่มเติม

Mทั้งนี้ ในปี 2563 ที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงสานต่อการทำงานเพื่อสังคมอย่างไม่หยุดนิ่งเหมือนเช่นที่ผ่านมา ทั้งการให้การสนับสนุนด้านการศึกษาแก่โรงเรียนเยาววิทย์ จังหวัดพังงา และการให้การสนับสนุนนักเรียนอาชีวะภายใต้โครงการนักเรียนช่างฝึกหัดเมอร์เซเดส-เบนซ์ตามมาตรฐานการศึกษาทวิภาคีเยอรมัน-ไทย ซึ่งปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาเข้าร่วมโครงการกับเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั้งหมด 5 สถาบัน ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก วิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก วิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก บ้านโป่ง และวิทยาลัยเทคนิคลพบุรี นอกจากนี้ ในช่วงเวลาที่คนไทยเผชิญหน้ากับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ร่วมกันในปีที่แล้ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการต้านภัยโควิด-19 ด้วยการเชิญชวนผู้ใช้เมอร์เซเดส-เบนซ์โพสต์ภาพคู่กับรถยนต์ของตนเองแล้วมอบเงินบริจาค 500 บาทต่อภาพ โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์สามารถรวบรวมเงินเป็นจำนวน 2 ล้านบาทเพื่อมอบให้กับ 4 โรงพยาบาลที่เป็นศูนย์กลางการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อ ได้แก่ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และสถาบันบำราศนราดูร

ฮอนด้า ซิตี้ เทอร์โบ และ ฮอนด้า แอคคอร์ด กวาด 4 รางวัล จาก ASEAN NCAP Grand Prix Awards 2020

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความสำเร็จด้วยการคว้า 4 รางวัล มาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก ASEAN NCAP (ASEAN New Car Assessment Program) Grand Prix Awards 2020 ซึ่งเป็นการทดสอบมาตรฐานด้านความปลอดภัยของรถยนต์รุ่นใหม่ที่จำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย ฮอนด้า ซิตี้ เทอร์โบ ได้รับรางวัลอาเซียน เอ็นแคป ยอดเยี่ยม ในฐานะยนตรกรรมที่ผ่านการรับรองและรักษามาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวได้อย่างต่อเนื่องตลอด 3 เจเนอเรชัน (ASEAN NCAP Excellent Award Consistent 5 Star) และ ฮอนด้า แอคคอร์ด เจเนอเรชันที่ 10 ได้รับ 3 รางวัลมาตรฐานความปลอดภัยยอดเยี่ยมระดับ 5 ดาว (Best Safety Performance) ได้แก่ การปกป้องผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ (Adult Occupant Protection: AOP) การปกป้องผู้โดยสารที่เป็นเด็ก (Child Occupant Protection: COP) และคะแนนรวมสูงสุดจากการทดสอบในภาพรวม (Overall)

  • ฮอนด้า ซิตี้ เทอร์โบ เจเนอเรชันที่ 5 ได้รับรางวัลอาเซียน เอ็นแคป ยอดเยี่ยม – การรักษามาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวต่อเนื่อง (ASEAN NCAP Excellent Award – Consistent 5 Star)

โดยสามารถคงมาตรฐานความปลอดภัยได้อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เจเนอเรชันที่ 3 ถึงเจเนอเรชัน
ที่ 5 ในปัจจุบัน
โดยฮอนด้า ซิตี้ เจเนอเรชันที่ 5 ที่นำไปใช้ในการทดสอบ เป็นรถยนต์รุ่นที่ผลิตและจำหน่ายในประเทศไทยซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 และนับตั้งแต่การ
เปิดตัวอย่างเป็นทางการ สามารถครองยอดขายได้กว่า 38,000 คัน (ข้อมูลยอดขายถึงเดือน มกราคม 2564)
อีกทั้งครองตำแหน่งผู้นำด้วยยอดขายอันดับ 1 ในกลุ่มรถยนต์อีโค-ซับคอมแพคท์ และ
ซับคอมแพคท์ของประเทศไทยในปี
2563 ตอกย้ำความสำเร็จในการเป็นซิตี้คาร์ยอดนิยมที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าชาวไทย ด้วยการคว้ารางวัลจากอีกหลากหลายสถาบันยานยนต์ ได้แก่ รางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2563 ประเภทซีดานเครื่องยนต์ไม่เกิน 1,000 ซีซี (Car of the Year 2020)  และรางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยมแห่งปี 2563 ด้านคุณภาพแรกใช้ผลิตภัณฑ์ ประเภทรถยนต์นั่งส่วนบุคคลขนาดเล็ก (TAQA: Thailand Automotive Quality Awards 2020)

ฮอนด้า ซิตี้ เทอร์โบ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเทอร์โบเครื่องยนต์ 1.0 ลิตร DOHC VTEC TURBO 3 สูบ
12 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า ตอบสนองได้ทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 173 นิวตัน-เมตร และอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมถึง 23.8 กิโลเมตร/ลิตร เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 99 กรัม/กิโลเมตร ครบครันด้วยมาตรฐานความปลอดภัย* อาทิ ถุงลม 6 ตำแหน่ง ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (Vehicle Stability Assist – VSA) ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (Hill Start Assist – HSA) สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (Emergency Stop Signal – ESS) และกล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera) อีกทั้งได้รับการออกแบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย G-Force Control หรือ G-CON

  • ฮอนด้า แอคคอร์ด เจเนอเรชันที่ 10 ได้รับ 3 รางวัลมาตรฐานความปลอดภัยยอดเยี่ยมระดับ 5 ดาว (Best Safety Performance) จากการทดสอบการชนในส่วนการปกป้องผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ (Adult Occupant Protection: AOP) การปกป้องผู้โดยสารที่เป็นเด็ก (Child Occupant Protection: COP) และได้รับคะแนนรวมสูงสุดจากการทดสอบในภาพรวม (Overall)

โดย ฮอนด้า แอคคอร์ด เจเนอเรชันที่ 10 รุ่น TURBO EL ที่นำไปใช้ในการทดสอบ เป็นรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทย ซึ่งได้เปิดตัวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคม 2562 ตามมาด้วยอีก 6 ประเทศในภูมิภาค และประสบความสำเร็จในประเทศไทยด้วยการคว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประเภทซีดานขนาดกลาง เครื่องยนต์ไม่เกิน 1,800 ซีซี (Car of the Year 2019) และครองยอดขายอันดับ 1 ในกลุ่มรถยนต์ซีดานขนาดกลางประจำปี 2563 ตอกย้ำการเป็นยนตรกรรมพรีเมียมซีดานที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน

มั่นใจยิ่งขึ้นในทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยอันล้ำสมัยแบบเต็มรูปแบบใน ฮอนด้า แอคคอร์ด รุ่น ไฮบริด กับ เทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING)
ที่ผสานการทำงานของเรดาร์กับกล้องด้านหน้าในการตรวจจับสภาวะแวดล้อมบนท้องถนน ช่วยแจ้งเตือนและช่วยควบคุมรถในสถานการณ์การขับขี่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ประกอบด้วย

  • ระบบเตือนการชนรถและคนเดินถนนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
  • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)

ผสานด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยระดับพรีเมียม* เช่น ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-View Camera System: MVCS) ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor: CTM) ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ พร้อมระบบช่วยเบรก (Honda Smart Parking Assist System) ครบครันด้วยมาตรฐานความปลอดภัยอันล้ำสมัยอื่นๆ* อาทิ ถุงลม 6 ตำแหน่ง ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (Vehicle Stability Assist: VSA) ระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (Hill Start Assist: HSA) กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera) ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ Auto Brake Hold และ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) อีกทั้งได้รับการออกแบบตัวถังนิรภัยด้วยเทคโนโลยี ACE (Advanced Compatibility Engineering) ที่ใช้โครงสร้างตัวถังนิรภัยแบบ G-CON (G-Force Control) เพื่อความปลอดภัยอย่าง
สมบูรณ์แบบ

ฮอนด้า จะยังคงมุ่งมั่นสร้างสรรค์พัฒนาเทคโนโลยีและยนตรกรรมที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ครบครันทั้งเทคโนโลยีด้านการขับขี่และด้านความปลอดภัย เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีเยี่ยม ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นใจและปลอดภัยในทุกการเดินทางสำหรับผู้ขับขี่และผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการสร้างสังคม
ปลอดอุบัติเหตุให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนตามวิสัยทัศน์ของฮอนด้าปี 2030

ทดสอบ All New Mazda BT-50 รุ่นท๊อพ ขุมพลังดีเซล 1.9 ลิตร เกียร์ธรรมดา ประหยัด ช่วงล่างนุ่มแต่ไม่ย้วย

0
All New Mazda BT-50 Pic Open

ทดลองขับทางไกล All New Mazda BT50 กระบะหน้าหล่อน้องใหม่จากค่าย Mazda ในครั้งนี้เราได้สัมผัสกับรุ่น 1.9 SP HI-RACER Double Cab หรือที่เข้าใจง่ายๆนั่นคือรุ่นท๊อพ 4 ประตู ขับเคลื่อน 2 ล้อ ขุมพลังดีเซลเทอร์โบ 1.9 ลิตร เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ที่ออกแบบได้ประณีตทั้งภายนอกและภายใน รวมถึงฟีเจอร์ต่างๆ กับค่าตัวที่สมเหตุสมผล ในราคา 1.012 ล้านบาท แต่สมรรถนะด้านขุมพลัง การขับขี่ และการใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ จะมีรายละเอียดเป็นเช่นไร ติดตามได้จากรายงาน

 

All New Mazda BT-50 มากับมิติตัวถังมากับความยาว 5,280 มม. กว้าง 1,870 มม. สูง 1,790 มม. ซึ่งถ้าเทียบกับต้นทางอย่างจากค่ายอีซูซุจะมีสัดส่วนเดียวกัน ยกเว้นความยาวที่ได้เปรียบกว่า 15 มม.

All New Mazda BT50 1

รูปลักษณ์สง่างามเริ่มจากการออกแบบด้านหน้าโดยนำเอาเอกลักษณ์ของรถ Mazda ที่คุ้นตา และไม่ต่างไปจาก CX3 สักเท่าไหร่นัก หน้ากระจังแบบเดียวกับรถทุกเซกเมนต์ของค่ายนี้ที่มีจำหน่ายอยู่ในตลาด กระจังหน้าขนาดใหญ่พร้อมเส้นสายที่ได้รับการออกแบบให้ดูบึกบึน

All New Mazda BT50 2

ไฟสูงและต่ำใช้หลอดแบบแอลอีดีพร้อมเลนส์แบบโปรเจคเตอร์ในทุกรุ่น ส่วนไฟเลี้ยวและไฟตัดหมอกยังเป็นแบบหลอดฮาโลเจน

All New Mazda BT50 3

ล้อแมกในรุ่นท๊อพเป็นขนาด 18 นิ้ว ส่วนรุ่นรองลดขนาดให้เหลือ 17 นิ้ว และ 16 นิ้ว ตามลำดับ

All New Mazda BT50 4

ดีไซน์ท้ายรถคล้ายคลึงกับต้นทาง แต่ก็ไม่ได้คล้ายมาก โดยไฟหรี่ยังคงใช้หลอดแอลอีดี ส่วนไฟเบรกและไฟท้ายเป็นแบบฮาโลเจน ที่สำคัญคือฝาท้ายไม่ได้ติดตั้งระบบช่วยผ่อนแรง

All New Mazda BT50 5

ห้องโดยสารมีการพัฒนาต่อยอดให้ได้มาซึ่งความเงียบ โดยใช้ฉนวนกันเสียงบริเวณโคนเสา A และ B พร้อมพรมปูพื้นโครงสร้างด้วยการใช้วัสดุคุณภาพสูงเดียวกัน นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการออกแบบยางขอบประตูและยางขอบกระจกเพื่อลดเสียงลมปะทะไม่ให้เร็ดรอดเข้าสู่ห้องโดยสาร

All New Mazda BT50 6

ดีไซน์ภายในออกแบบมาด้วยความประณีต แต่แฝงไว้ด้วยอารมณ์บึกบึน รุ่นท๊อพมีเบาะนั่งไฟฟ้าปรับได้ 8 ทิศทางและหุ้มด้วยหนังแท้ ส่วนรุ่นปกติเป็นเบาะผ้าและไม่มีระบบไฟฟ้าช่วยในการปรับท่านั่ง

All New Mazda BT50 7

ชุดมาตรวัดทรงกลมมีจอมัลติฟังค์ชั่นดิสเพลย์ ขนาด 4.2 นิ้ว แสดงข้อมูลการใช้งานและมีภาพกราฟิคทันสมัยเปิดขึ้นเองอัตโนมัติทุกครั้งที่ทำการสตาร์ทเครื่องยนต์

All New Mazda BT50 8

พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่นปรับขึ้น/ลง ได้ 4 ทิศทาง มีสวิทช์ควบคุมระบบเครื่องเสียงแต่ไม่มีระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ

All New Mazda BT50 9

จอกลางมีขนาด 7 และ 9 นิ้ว ซึ่งเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทั้งระบบ Apple Carplay และ Android Auto รวมถึงแสดงภาพขณะถอยจอดในรุ่นขับสองยกสูงและ 4X4 ส่วนรุ่นหัวเดียวเป็นแบบ 1 DIN และสำหรับลำโพงเซอร์ราวด์บนเพดาน จะป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรรถทุกรุ่น

All New Mazda BT50 10

ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติ ส่วนรุ่นรองลงมาจะเป็นแบบมือหมุน และในรุ่น 4 ประตู จะมีช่องระบายความเย็นบริเวณด้านหลังกล่องเอนกประสงค์

All New Mazda BT50 11

All New Mazda BT-50 มากับเครื่องยนต์ 2 ขนาด ทั้งแบบเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบขนาด 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้าพร้อมแรงบิด 450 นิวตันเมตร อัตราบริโภคเชื้อเพลิงตามอีโค่สติ๊กเกอร์อยู่ที่ 14.1 กม./ลิตร

All New Mazda BT50 13

และเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบขนาด 1.9 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า มากับอัตราสิ้นเปลือง 16.1 กม./ลิตร

All New Mazda BT50 14

ระบบส่งกำลังมีให้เลือกทั้งแบบเกียร์ธรรมดาและอัตโนมัคิ 6 จังหวะ สำหรับรุ่น 4×4 จะมีระบบล๊อคเฟืองท้ายติดตั้งมาให้เสร็จสรรพ

All New Mazda BT50 15

ระบบเบรกใหม่ด้านหน้าแบบจานขนาด 17 นิ้ว ในรุ่น 3.0 และ 15 นิ้ว ในรุ่น 1.9 ส่วนด้านหลังเป็นดรัมเบรค

ระบบความปลอดภัยติดตั้งถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง และมีเทคโนโลยี ADAS แบบเดียวกับอีซูซุ เริ่มจากระบบเตือนจุดอับสายตา,ระบบควบคุมความเร็วลงทางชัน และระบบช่วยออกตัวบนทางชัน รวมถึงระบบช่วยจอดโดยใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับวัตถุและส่งกลับมาเป็นเสียงเตือน

 

การทดลองขับในครั้งนี้มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่แคมป์สน ต.บ้านคา จ.ราชบุรี ระยะทางรวมร่วม 300 กม. และรถที่ได้ขับเป็นรถไฮไลท์แบบ 4 ประตู ขับสองยกสูงในรุ่น 1.9 SP HI-RACER ซึ่งเป็นการต่อยอดจาก ต่ายรถยนต์ที่พัฒนาร่วมกันนั่นคือ ISUZU

All New Mazda BT50 16

จากการที่เป็นกระบะหน้าหล่อ ซึ่งได้ปรับดีไซน์ใหม่ในด้านเรื่องแอโรไดนามิคดีขึ้น จึงทำให้มีความลู่ลมมากยิ่งขึ้น

All New Mazda BT50 18

ส่วนเรื่องเสียงที่เข้ามาในห้องโดยสารนั้นถือว่าแก้เกมส์มาดี เพราะได้มีการติดตั้งยางขอบประตู รวมถึงอุดรูที่ลมสามารถทะลุเข้ามายังห้องโดยสารด้วยวัสดุเกรดดี จึงทำให้ห้องโดยสารเงียบ

All New Mazda BT50 18

นน.พวงมาลัยออกแบบมาให้ขับสนุก ไม่เบาหรือหนักจนเกินไป และให้ความแม่นยำสูง

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติใช้งานไม่ยาก เมื่อพ่วงกับระบบ เตือนจุดอับสายตา จึงได้มาเพื่อความปลอดภัย ซึ่งนอกจาก 2 ระบบนี้ เทคโนโลยี ADAS ที่ติดตั้งมาให้ยังมี Rear Cross Traffic Alert ที่คอยเตือนในกรณีถอยออกจากที่จอดแล้วมีวัตถุเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้

จอกลางมาตรวัดขนาด 4.2 นิ้ว ฟีเจอร์พิเศษที่ให้มาคือ เข็มทิศ ที่ทำงานร่วมกับระบบนำทางอัตโนมัติ แสดงการทำงานผ่านจอกลางขนาด 7 นิ้ว ซึ่งจอนี้ สามารถเชื่อมต่อผ่าน Apple Carplay และ Android Auto แต่หากใช้ Apple Car Play สามารถเชื่อมต่อในรูปแบบไร้สาย และเมื่อเชื่อมต่อก็สามารถแสดงแอพลิเคชั่นจากสมาร์ทโฟนได้ ซึ่งรวมไปถึง Google Map อีกด้วย

All New Mazda BT-50 20

สมรรถนะเครื่องยนต์ แม้จะมีขนาดเพียง 1.9 ลิตร ให้กำลังสุงสุด 150 แรงม้า พร้อมแรงบิด 350 นิวตันเมตร ในทางเรียบ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ได้มาซึ่งความประหยัด ยิ่งขับขี่ทางไกลแบบนี้ ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองที่ได้มาจึงเกิน 16.1 กม./ลิตร

All New Mazda BT-50 22

ในส่วนของเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หากเป็นช่วงขึ้นเนินชัน อาจต้องมีแรงส่งสักนิด เพราะอาจทำให้หมดกำลังกลางเนิน ทั้งนี้หากคุ้นชินกับรถ ก็จะสามารถวางแผนการใช้งานได้เอง

All New Mazda BT-50 24

ระบบช่วงล่าง แม้จะยังเป็นแหนบแผ่นแบบรถกระบะทั่วๆไป แต่ก็มีการปรับเซทให้อาการแน่น ไม่ถึงกับนุ่ม และไม่ย้วยเมื่อใช้ความเร็ว

All New Mazda BT-50 25

ทั้งหมดนี้พอจะได้ข้อสรุปที่ว่า All New Mazda BT50 เป็นรถกระบะที่มากับฟิลลิ่งของรสเอสยูวี รูปลักษณ์โดยรวมมีความประณีตในการออกแบบ ห้องโดยสารเก็บเสียงเงียบ ตกแต่งหรูหรา ด้านขุมพลังได้ความประหยัดเชื้อเพลิงเป็นทุนเดิม การใช้งานเส้นทางปกติไปได้สบายๆ

All New Mazda BT-50 26

แต่สำหรับรถเกียร์ธรรมดา ถ้าขับขึ้นทางชันอาจต้องเผื่อความเร็วกันสักนิด ในส่วนของเทคโนโลยี ADAS ถ้ามีมาครบทั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติตามรถคันหน้า และระบบเตือนออกนอกเลน น่าจะเป็นรถที่เพียบพร้อมอีกหนึ่งคัน แต่ในราคาค่าตัวที่ตลาดมีการแข่งขันกันสูง 1,012,000 บาท ก็ถือว่าสมน้ำสมเนื้อ

All New Mazda BT-50 26

แต่อีกหนึ่งกลยุทธ์หลังการขาย อย่างเช่น ค่าแรงฟรีสำหรับการบำรุงรักษาในระยะเวลา 5 ปีหรือ 100,000 กม. หากเลือกน้ำมันเครื่องเกรดสังเคราะห์แท้ จะมีค่าใช้จ่ายเพียง 20,110 บาท แต่ถ้าเป็นแบบกึ่งสังเคราะห์จะเหลือเพียง 17,210 บาท ซึ่งถือว่าถูกที่สุดในตลาด ประเด็นนี้ก็น่าจะทำให้ช่วยตัดสินใจได้ไม่น้อย…จริงไหมครับ

“ยามาฮ่า” ต่อสัญญา “โมโตจีพี” ยาว 5 ปี “ยาร์วิส” ประกาศทวงบัลลังก์แชมป์

0

ยามาฮ่าขยายสัญญากับ ดอร์น่า สปอร์ต เพื่อไล่ล่าความสำเร็จบนเวทีโมโตจีพีออกไปอีก 5 ปี โดย ลิน ยาร์วิส เชื่อมั่น ทีมมีศักยภาพมากพอที่จะทวงความยิ่งใหญ่ ล็อกเป้าผงาดขึ้นครองบัลลังก์แชมป์โลก ภายใต้ขุนพลนักบิดรุ่นใหม่ในชุดปัจจุบัน

สัญญาฉบับปัจจุบันระหว่าง ยามาฮ่า แฟคทอรี่ เรซซิ่ง ทีมแข่งชั้นนำสัญชาติญี่ปุ่น และ ดอร์น่า สปอร์ต ผู้ถือลิขสิทธิ์จัดการแข่งขันศึกโมโตจีพี จะสิ้นสุดลงหลังจบการชิงชัยในฤดูกาล 2021 ทว่าล่าสุด ยอดทีมแข่งแห่งเวทีโมโตจีพี ได้บรรลุสัญญาฉบับใหม่เป็นที่เรียบร้อย ส่งผลให้ ยามาฮ่า จะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของเกมความเร็ว 2 ล้อหมายเลข 1 ของโลกไปจนถึงการชิงชัยในฤดูกาล 2026

สำหรับ ขุนพลนักบิด ยามาฮ่า แฟคทอรี่ เรซซิ่ง ในฤดูกาลนี้เป็นการจับคู่ระหว่าง มาเวริค บีญาเลส #12 ดาวบิดสแปนิชวัย 26 ปี ที่จะได้ลงบิดให้กับ ทีมโรงงานยามาฮ่า เป็นฤดูกาลที่ 5 ติดต่อกัน และ ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ #20 ดาวรุ่งเฟรนช์แมนวัย 21 ปี ที่ขยับจากทีมแซทเทิลไลท์ ขึ้นมาบิดร่วมกับ มาเวริค บีญาเลส #12 แทนที่ สตาร์นักบิดอย่าง วาเลนติโน่ รอสซี่ #46 ที่สลับไปลงซิ่งร่วมกับ เอสอาร์ที ในซีซั่นนี้

ด้าน ทีมบอสอย่าง ลิน ยาร์วิส หมายมั่นปั้นมือและค่อนข้างมั่นใจในศักยภาพของ คู่หูนักบิดคู่ใหม่ ว่ามีดีพอที่จะพาทีมกลับไปสู่เส้นทางลุ้นแชมป์โลกได้อย่างเต็มตัวอีกครั้งในฤดูกาลนี้ โดยในซีซั่นที่ผ่านมา ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ #20 ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น คว้าแชมป์มาครองได้ถึง 3 สนาม และถูกยกเป็นหนึ่งในตัวเต็งแชมป์โลก ขณะที่ มาเวริค บีญาเลส #12 บิดคว้าชัยได้ 1 สนาม กับอีก 2 โพเดี้ยม

ศึกโมโตจีพี 2021 มีคิวลงทำการทดสอบก่อนเปิดฤดูกาล หรือ พรี-ซีซั่น เทสต์ ในวันที่ 6-7 มีนาคม และ 10-12 มีนาคม ที่ โลแซล อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศกาตาร์ หลังฝ่ายจัดการแข่งขันยกเลิกการทดสอบที่ เซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ก่อนที่เกมนัดเปิดฤดูกาลจะมีขึ้นในวันที่ 28 มีนาคม นี้ ที่ โลแซล อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศกาตาร์

 

(มีคลิปวีดีโอ) ทดลองขับ MG HS PHEV กับการใช้ EV Mode ที่ขับได้เกือบ 70 กม.

0
MG HS PHEV Pic Open

เปิดตัวหวือหวาตลอดสำหรับรถยนต์จากค่าย MG ในครั้งนี้เป็นคิวของรถเอสยูวีพลังขับเคลื่อนแบบลูกผสมที่กับราคาค่าตัวเพียง 1.359 ล้านบาท ซึ่งนอกจากฟังค์ชั่นการใช้งานอัดแน่นเต็มคัน ความเด็ดดวงยังมาจากความประหยัด โดยใช้โหมด EV ตลอดการทดสอบ บนระยะทาง 70 กิโลเมตร รอบกรุงเทพฯ มาดูกันครับว่าเอสยูวีเสียบปลั๊กรุ่นนี้ จะเป็นที่น่าสนใจมากน้อยเพียงใด

 

ตั้งแต่เปิดตัว MG HS ในราคาสนั่นวงการด้วยค่าตัวเริ่มต้นไม่ถึง 1 ล้านบาท จนถึงรุ่นท๊อพที่จำหน่ายในราคาเพียง 1.19 ล้านบาท แน่นอนว่าถูกอกถูกใจกลุ่มลูกค้าที่กำลังมองหารถเอสยูวีไว้ตอบโจทย์การใช้งานที่มากด้วยเทคโนโลยีอันโดดเด่นกว่าคู่แข่งที่อยู่ในเซกเมนต์เดียวกัน ต่อมาด้วยระยะเวลาประมาณ 1 ปี หลังจากรถรุ่นนี้วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ผุ้บริหารของค่าย MG ก็ได้ผุดโปรเจคใหม่โดยการนำระบบปลั๊กอินไฮบริดไปติดตั้งกับรถรุ่นนี้เป็นครั้งแรก

MG HS PHEV 1

รูปลักษณ์โดยรวมยังคงความเป็นสปอร์ตี้เอสยูวี ที่ไม่ต่างไปจาก MG HS สักเท่าไหร่นัก จะมีก็แต่ไฟหน้าเน้นการใช้งานจากแอลอีดีโปรเจคเตอร์ ที่มีไฟเลี้ยววิ่งแบบรถยุโรปและเดย์ไทม์ในโคมเดียวกัน พร้อมระบบเปิด-ปิด ไฟสูงอัตโนมัติ

MG HS PHEV 4

ในขณะที่ล้อแมกยังคงขนาด 18 นิ้วแต่มีลวดลายแตกต่าง รวมถึงสัญลักษณ์ PHEV บริเวณท้ายรถ และหลังคาพาโนรามิคซันรูฟขนาดใหญ่เกือบ 80% ของห้องโดยสารยังคงไว้ซึ่งสไตล์เฉพาะตัว

MG HS PHEV 5

 

เบาะนั่งยังใช้โครงเดิมในรูปแบบกึ่งบักเกทซีท แต่มาในสีใหม่นั่นคือดำด้ายแดง และขาวสลับน้ำเงิน แต่งหนัง Alcantara แบบเดียวกับรถหรูจากฝั่งยุโรป

MG HS PHEV 7

อีกหนึ่งความแตกต่างที่เพิ่มเข้ามานั่นคือปุ่มการทำงานของโหมด EV บริเวณคอนโซลเกียร์

MG HS PHEV 8

ที่เหลือเหมือนรุ่นปกติแบบยกมาทั้งกระบิ ทั้งไฟ Amblient Light ซึ่งปรับเปลี่ยนได้ถึง 64 เฉดสีและยังปรับตามโหมดการขับขี่ ทั้ง Eco Normal และ Super Sport mode

MG HS PHEV 11

 

มาตรวัดสไตล์ล้ำมีจอแสดงผลแบบ Full Visual Dashboard ขนาด 12 นิ้วที่แสดงผลของระบบเอนเตอร์เทนเมนท์ซิสเต็ม และการทำงานของระบบ Advance Driver System ในรูปแบบของภาพกราฟฟิกสีสดใส

MG HS PHEV 10

พวงมาลัยเป็นแบบท้ายตัดติดตั้งระบบมัลติฟังค์ชั่นใช้สั่งการระบบต่างๆ และจะมีปุ่มควบคุมโหมด Super Sport สีแดงสดแยกออกมาอย่างโดดเด่น และมีก้านแพดเดิลชิฟท์ แต่ไม่ได้มีไว้สำหรับปรับเปลี่ยนอัตราทดเกียร์ โดยก้านนี้ใช้เป็นตัวเพิ่มแรงหน่วงหรือที่ผู้ผลิตเรียกว่า Kers ซึ่งสามารถปรับได้ถึง 3 ระดับ

MG HS PHEV 9

จอกลาง 10 นิ้วสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทั้ง Android Auto และ Apple Carplay นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์กล้อง Around View Camera เลือกมุมมองของภาพได้รอบคัน และใช้ในการแสดงผลระบบบันเทิง ส่วนเทคโนโลยี i-Smart ทั้ง Smart Command หรือการสั่งงานด้วยเสียง Smart Check ตรวจสอบสถานะของรถผ่านสมาร์ทโฟน Smart Connect อัพเดทเรื่องราวของความบันเทิงทั้งเพลง ข่าว ร้านอาหารดัง และล่าสุดในด้านการรายงานสภาพอากาศ

MG HS PHEV 12

ถ้ามาว่ากันด้วยเสียง ลำโพงเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ได้รับการปรับปรุงโดยใช้ลำโพงของ BOSE ที่มาพร้อมกับซับวูฟเฟอร์ในตัว

MG HS PHEV 20

 

ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบบล๊อคเดิม ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 162 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่ 1,700 – 4,300 รอบ/นาที ส่วนควบมาจากมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor พละกำลังสูงสุด 122 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 230 นิวตันเมตร

MG HS PHEV 14

เมื่อเครื่องยนต์ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า จะได้พละกำลังรวมสูงสุด 284 แรงม้า 480 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ Lithium-ion จำนวน 6 โมดูล ขนาด 16.6 kW ถูกติดตั้งไว้ใต้พื้นห้องโดยสารพร้อมระบบระบายความร้อนแบบ Coolant สามารถแยกซ่อมแต่ละโมดูลได้

MG HS PHEV 15

สำหรับเรื่องของการชาร์จไฟ สามารถนำปลั๊กที่มากับรถอัดประจุไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ในเวลา 5.5 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็น Wall Charge จะทำได้เร็วขึ้นในเวลาเพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น หรือหากให้กำลังจากแรงหน่วง อัดประจุไฟกลับเข้าไปยังแบตเตอรี่

ระบบเกียร์เป็นแบบ Twin Clutch Sportronic เดิมทีเป็น 7 จังหวะ แต่เมื่อรวมกับที่ต้องใช้งานส่วนของมอเตอร์ฟ้าจะขยับขึ้นเป็น 10 จังหวะ แบ่งเป็นใช้งานกับเครื่องยนต์ 6 จังหวะ และมอเตอร์ไฟฟ้า 4 จังหวะ โดยใช้ชุดคลัชในห้องเกียร์ตัดต่อการทำงานเพื่อให้นุ่มนวลและตอบสนองต่อการใช้งานได้ดีที่สุด

การยึดเกาะตามแบบฉบับของ Euro Tuning Suspension ซึ่งเป็นแบบอิสระทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้าใช้เป็นแมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงค์พร้อมเหล็กกันโคลง นอกจากนี้ระบบเบรกจะเป็นแบบดิสเบรกทั้ง 4 ล้อด้วยเช่นกัน

ส่วนระบบความปลอดภัยที่อัดแน่นเต็มๆคัน ได้แก่
-ระบบป้องกันล้อล็อก ABS
-ระบบกระจายแรงเบรก EBD
-ระบบเสริมแรงเบรก EBA
-ระบบควบคุมการทรงตัว SCS
-ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC
-ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้งด้วยความเร็ว XDS
-ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS
-ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS
-ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC
-ระบบป้องกันการลื่นไถลเมื่อเกียร์ลดต่ำอย่างฉับพลัน MSR
-ระบบลดความเสี่ยงที่จะทำให้พลิกคว่ำ ARP
-ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS
-ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS
-ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC : Adaptive Cruise Control
-ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA
-ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโมัติ IHC
-ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB พร้อมระบบ Auto Vehicle Hold
-ระบบช่วยเตือนเมื่อรถเสี่ยงต่อการชนคันหน้าขณะขับขี่ FCW
-ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA
-ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW
-ระบบช่วยควบคุมรถเมื่อรถออกนอกเลน LDP
-ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA
-ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD
-ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอยหลัง RCTA
-ระบบช่วยเตือนการปิดประตู DOW
-ระบบล็อคประตูอัตโนมัติ Speed Sensing Door Lock
-ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง (คู่หน้า-ด้านข้าง-ม่านนิรภัย)
-กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา
-เซนเซอร์กะระยะช่วยจอดด้านหลัง 4 ตำแหน่ง

MG HS PHEV 16

 

MG HS PHEV 19

เข้าสู่การทดสอบกับกิจกรรม “1 Day 1 Liter with NEW MG HS PHEV” แต่ในครั้งนี้ขอข้ามโจทย์นี้ไป เนื่องจากอยากลองของว่า ถ้าใช้ EV MODE ที่ทางผู้ผลิตเคลมไว้ว่า ถ้าแบตเตอรี่ชาร์จเต็ม จะสามารถทำระยะทางจากการใช้งานมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นพลังงานในการขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียวอยู่ประมาณ 63 กม. แต่เส้นทางที่ใช้ทดสอบนั้นอยู่ที่ประมาณ 70 กม. โดยมีสภาพการจราจรรอบๆกรุงเทพฯ เป็นตัวแปร

MG HS PHEV 20

การออกตัวทำได้ลื่นและเร็วขึ้น เดิมทีถ้าเป็นขุมพลังเทอร์โบ อัตราเร่ง 0-100 จะแตะ 10 วินาที แต่พอมีมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาช่วย อัตราเร่งแรงขึ้นกว่าเดิมชัดเจน รวมถึงได้นน.ที่เพิ่มขึ้นจากชุดปลั๊กอินไฮบริด ทำให้ช่วงล่างนั้นแน่นและขับสบายมากยิ่งขึ้น ส่วนการระบายความร้อนของแบตเตอรี่นั้นจะใช้น้ำหล่อเย็นเป็นตัวช่วยซึ่งถูกเก็บไว้บริเวณตำแหน่งของยางอะไหล่เดิม ซึ่งถูกถอดออกและแทนที่ด้วยชุดซ่อมยาง

MG HS PHEV 13

ช่วงแรกของการทดสอบเป็นการทดลองระบบความปลอดภัยของ Adas ซึ่งประกอบไปด้วย ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC : Adaptive Cruise Control, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA, ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโมัติ IHC, ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB พร้อมระบบ Auto Vehicle Hold,ระบบช่วยเตือนเมื่อรถเสี่ยงต่อการชนคันหน้าขณะขับขี่ FCW,ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA,ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW,ระบบช่วยควบคุมรถเมื่อรถออกนอกเลน LDP,ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA,ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD

MG HS PHEV 21

การทำงานของระบบทำให้การใช้งานรถคันนี้เกือบจะเป็นการขับขึกึ่งอัตโนมัติ เพราะการทำงานของ 4 ฟีเจอร์ซึ่งทำหน้าที่อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ในกรณีที่มีรถตัดหน้า ก็จะทำการเบรคให้อัตโนมัติ และถ้ารถคันหน้าเคลื่อนตัวในเวลาไม่เกิน 3 วินาที ระบบก็จะสั่งการให้เคลื่อนตัวตาม หรือแม้กระทั่งมีรถแซงจากด้านหลังก็จะมีสัญญาณเตือน

MG HS PHEV 22

สำหรับ Kers Mode รถรุ่นนี้ไม่มีสวิตช์การทำงานของระบบแยกออกมาเป็นสัดส่วน แต่สามารถใช้แป้นแพดเดิลชิฟท์ด้านหลังพวงมาลัยปรับระดับการหน่วงได้ถึง 3 ระดับ และจะทำงานร่วมกับโหมด Eco และ Normal ส่วน Sport และ Super Sport นั้นไม่สามารถทำงานร่วมกันได้

MG HS PHEV 23

แม้ว่าระบบส่งกำลังจะมีแค่เดินหน้า และถอยหลัง แต่ก็สัมผัสการตัดต่อของเกียร์ได้ เพราะชุดเกียร์มี 2 ระบบ ไว้สำหรับทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้า

MG HS PHEV 24

หลังจากทดลองขับผ่าน 60 กม. แบตเตอรี่เหลือ 8% แต่ยังมีระยะทางเหลืออยู่ 10 กม. ไม่นานนัก เครื่องยนต์ถูกสั่งให้เปิดการทำงานอัตโนมัติ แบตเตอรี่เหลือ 0% ระยะทางที่ทำได้ 69 กม. โดยไม่ใช้การหน่วงช่วยเพื่อชาร์จ ถึงแม้ขาดระยะทางไม่ถึง 5 กม. สุดท้าย Challenge นี้ก็ไม่สำเร็จ แต่ถึงยังไงตัวเลขระยะทางที่ได้ ก็ทะลุไปจากที่ผู้ผลิตเคลมไว้อยู่ดี

MG HS PHEV 25

บทสรุปการทดสอบในครั้งนี้เกือบจะผ่านฉลุย แต่ก็สามารถทำระยะทางมากกว่าที่อีโค่สติกเกอร์เคลมไว้ ระบบที่มากับรถคันนี้พูดได้ว่า “ล้นคัน” เอาแค่ระบบเพื่อความปลอดภัยก็จัดหนักถึง 25 ระบบ ไหนจะฟีเจอร์เพื่อความบันเทิงและการใช้งานด้วยคำสั่งเสียง ซึ่งถือว่าเป็นต่อคู่แข่งในกลุ่มของรถเอสยูวีอยู่พอสมควร ทั้งนี้ ถ้ามีระบบ Kick Sensor ที่ใช้เท้าเปิดฝาท้าย จะเป็นรถที่เฟอร์เฟคที่สุดคันหนึ่งก็ว่าได้

 

 

ฟอร์ด เปิดตัวแคมเปญ ‘เช็กเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น’ การันตีความสบายใจ รู้ค่าใช้จ่ายก่อนเช็กระยะที่ศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศ

0

ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญ เช็กเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น (Capped Price Guarantee) การันตีความสบายใจให้ลูกค้ารู้ค่าใช้จ่ายก่อนเช็กระยะ กับโปรแกรมการรับประกันค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเช็กระยะที่ศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศ โดยผู้จำหน่ายฟอร์ดจะคิดค่าใช้จ่ายสำหรับการเช็กระยะไม่เกินจากราคาที่ลูกค้าตรวจสอบจากโปรแกรม เครื่องมือช่วยประเมินค่าอะไหล่และค่าแรงสำหรับงานเช็กระยะ (Service Price Calculator) บนเว็บไซต์ฟอร์ด ประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไป

“ฟอร์ดให้ความสำคัญกับการพัฒนาการให้บริการของเราอย่างต่อเนื่อง นวัตกรรมด้านบริการใหม่ที่เรามอบให้กับลูกค้าจะสามารถตอบสนองความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้าได้อย่างตรงจุด” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “แคมเปญ ‘เช็กเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น’ จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบค่าใช้จ่ายในการนำรถเข้าใช้บริการล่วงหน้าได้อย่างสะดวกรวดเร็วบนเว็บไซต์ของฟอร์ด ประเทศไทย และยังมอบความสบายใจกับค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถที่โปร่งใส ด้วยการรับประกันค่าใช้จ่ายในการเช็กระยะให้ตรงตามที่ลูกค้าตรวจสอบจากโปรแกรมบนเว็บไซต์ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าครอบครัวฟอร์ด”

แคมเปญ ‘เช็กเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น’ ครอบคลุมงานบริการตรวจเช็กระยะ (Schedule Service Maintenance) ในทุกๆ รอบของการเช็กระยะ สำหรับรถยนต์ฟอร์ดรุ่นที่ร่วมรายการ โดยครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งในส่วนของค่าอะไหล่ ค่าแรง และชั่วโมงงานซ่อมมาตรฐาน โดยแคมเปญนี้จะไม่ครอบคลุมงานซ่อมบำรุง (Mechanical Part) หรือบริการเพิ่มเติมอื่นๆ ทุกประเภทที่นอกเหนือไปจากงานเช็กระยะปกติ และไม่ครอบคลุมถึงรถยนต์ที่มีการดัดแปลงชิ้นส่วนต่างจากมาตรฐานฟอร์ด

สำหรับวิธีการและขั้นตอนการได้รับสิทธิภายใต้แคมเปญ ‘เช็กเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น’ มีดังนี้

ขั้นตอนที่ 1:  ลูกค้าเช็กค่าใช้จ่ายผ่านโปรแกรม ‘เครื่องมือช่วยประเมินค่าอะไหล่และค่าแรงสำหรับงานเช็กระยะ’ (Service Price Calculator) บนเว็บไซต์ฟอร์ด ประเทศไทย https://www.ford.co.th/owner/service-price-calculator/ โดยการเลือกผู้จำหน่าย รอบเช็กระยะ และรายละเอียดรถยนต์ให้ถูกต้อง

ขั้นตอนที่ 2: ดาวน์โหลดไฟล์ PDF จากนั้นพิมพ์ หรือแคปเจอร์ภาพหน้าจอโทรศัพท์มือถือในหน้าสรุปรายการค่าใช้จ่ายที่มีวันที่อ้างอิง

ขั้นตอนที่ 3: นำรถฟอร์ดเข้ารับบริการเช็กระยะที่ศูนย์บริการฟอร์ดที่ท่านเลือก โดยลูกค้าจะต้องแสดงเอกสารในขั้นตอนที่ 2 ให้แก่ผู้จำหน่ายทุกครั้ง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องก่อนอนุมัติงานซ่อม ลูกค้าจะได้รับบริการเช็กระยะครั้งนั้น โดยชำระค่าใช้จ่ายไม่เกินไปจากราคาที่ลูกค้าตรวจสอบไว้ ทั้งนี้ เอกสารดังกล่าวมีอายุ 7 วัน นับจากวันที่ระบุในเอกสาร และสิทธิภายใต้แคมเปญจะสิ้นสุดลงเมื่อลูกค้าเซ็นเอกสารอนุมติรับรถคืนจากผู้จำหน่าย

ทั้งนี้ ราคาอะไหล่และค่าบริการที่แสดงบนโปรแกรม ‘เครื่องมือช่วยประเมินค่าอะไหล่และค่าแรงสำหรับงานเช็กระยะและงานซ่อมบำรุง’ (Service Price Calculator) เป็นราคาประมาณการแนะนำสำหรับผู้จำหน่ายฟอร์ด สำหรับการใช้งานรถยนต์ในสภาวะปกติเท่านั้น กรณีที่ใช้งานหนักอาจมีรายการตรวจสอบหรือเปลี่ยนอะไหล่เพิ่มเติม ในกรณีที่มีบริการอื่นเพิ่มเติมซึ่งไม่ได้ถูกระบุอยู่ในรายการอะไหล่และบริการดังกล่าว ลูกค้าจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมทั้งค่าอะไหล่และค่าบริการในส่วนนั้นเอง ราคาอะไหล่และค่าบริการดังกล่าวรวมค่าสลับยางและถ่วงล้อ 4 ล้อแล้ว (กรณีนำรถเข้ารับบริการเช็กระยะ)

ในการตรวจสอบค่าใช้จ่ายบนโปรแกรม ‘เครื่องมือช่วยประเมินค่าอะไหล่และค่าแรงสำหรับงานเช็กระยะและงานซ่อมบำรุง’ (Service Price Calculator) ลูกค้าต้องเลือกรุ่นรถของลูกค้าให้ถูกต้อง เนื่องจากราคาอะไหล่และค่าบริการดังกล่าวแสดงตามรุ่นของรถยนต์ที่คุณเลือก ในกรณีที่ไม่พบรุ่นรถของลูกค้า หรือราคาอะไหล่และค่าบริการไม่แสดง หรือมีข้อสงสัยอื่นๆ โปรดติดต่อผู้จำหน่ายฟอร์ดเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หากลูกค้าประสงค์จะใช้คูปองฟรีค่าแรงเช็กระยะ สามารถใช้ได้ในกรณีของการนำรถเข้ามารับบริการตรวจเช็กระยะใน 5 ครั้งแรกเท่านั้น

ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ฟอร์ด Ford Call Center โทร. 1383 หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ หรือดูข้อมูลแคมเปญและรายละเอียดด้านการบริการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย แต่งตั้งกรรมการผู้จัดการคนใหม่

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประกาศแต่งตั้ง มร. เอริค รูเก้ ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการคนใหม่ของ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย เข้ารับตำแหน่งต่อจาก มร. อูเว่ ควาส ซึ่งย้ายไปรับตำแหน่งรองประธานฝ่ายควบคุมการผลิต ระบบการผลิต และโลจิสติกส์ ณ โรงงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ซานลุยส์โปโตซี ประเทศเม็กซิโก โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไป

มร. เอริค รูเก้ เริ่มต้นร่วมงานกับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปในปีพ.ศ. 2557 มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์นานถึง 26 ปีทั้งในด้านการบริหารและด้านปฏิบัติการในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยก่อนเข้ารับตำแหน่งใหม่ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย มร. รูเก้เคยรับผิดชอบดูแลด้านการวางแผนโลจิสติกส์ ณ โรงงานของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปในหลายภูมิภาคทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในประเทศจีน ประเทศเม็กซิโก และล่าสุด ณ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในประเทศเยอรมนี

ในตำแหน่งใหม่นี้ มร. รูเก้ จะดูแลการดำเนินงานโดยรวมของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ซึ่งเป็นโรงงานประกอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและรถมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เพื่อจำหน่ายในประเทศไทย รวมถึงการประกอบรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์เพื่อส่งออกให้แก่สาขาของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้

มร. เอริค รูเก้ กล่าวว่า “ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ตลอดระยะเวลาที่ได้ร่วมงานกับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปในประเทศต่าง ๆ ผมได้สัมผัสถึงความทุ่มเทและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของพนักงานบีเอ็มดับเบิลยูทั่วโลก ผมมั่นใจว่าเราจะสามารถร่วมมือกันเพื่อสานต่อความสำเร็จที่ มร. อูเว่ ควาส ได้สร้างไว้อย่างแข็งแกร่งในประเทศไทยเช่นเดียวกัน และขับเคลื่อนโรงงานของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทยในระยองให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่องไปพร้อม ๆ กัน”

Suzuki Katana “A Cut Above” เปิดวิถีแห่งการขับขี่ที่สนุกสนานกับความเฉียบคมในทุกการขับขี่!!!

0

ปลดปล่อยความอิสระที่ซ่อนเอาไว้ในตัวคุณ Suzuki Katana จึงได้ถูกออกแบบให้เป็นรถจักรยานยนต์ที่ขับขี่ง่ายและมีสมรรถนะของเครื่องยนต์ที่โดดเด่นและมีตำแหน่งการขับขี่ที่สะดวกสบายไม่เมื่อยล้าและยังเป็นอีกรุ่นหนึ่งที่ซูซูกิได้ทำตามพันธะสัญญาที่จะสร้างสรรค์สุดยอดงานฝีมือที่ประณีตในทุกรายละเอียด ความสมบูรณ์แบบ เพื่อตอบโจทย์ในทุกอิสรภาพในการใช้งานของคุณ
เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนสู่โลกที่ทันสมัยและรวดเร็ว Suzuki Katana ได้ถูกดีไซน์ใหม่หมด สู่คลาสสิกที่ทันสมัย และยังคงกลิ่นอายที่เป็นเอกลักษณ์ เส้นสายที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวเอง วิวัฒนาการจากรุ่นสู่รุ่น แถมคงความเป็นตำนานจากยุค 80 ไว้ได้อย่างครบถ้วน เสน่ห์ที่ยังอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน ในแบบฉบับ Japanese DNA ที่มีการออกแบบรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว ทั้งหน้าตาและอุปกรณ์ เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยในโลกการสื่อสารผ่านในยุคดิจิทัล ถ่ายทอด Mood & Tone แบบ “Tokyo Neon” ที่จะสะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ในแบบที่เคยจินตนาการไว้ จากค่ำคืนที่เงียบสงบ กับแสงไฟแห่งความทันสมัย ตื่นเต้น และเร้าใจ ที่จะถูกถ่ายทอดความรู้สึกในการขับขี่ Suzuki Katana ให้สนุกเหมือนอยู่ในโลกในจินตนาการของคุณ สู่นิยามความเร้าใจที่เฉียบคมในทุกการขับขี่จาก Suzuki KATANA
https://www.facebook.com/Suzukisocietythailand/photos/pcb.10159520341831414/10159520332716414
#Suzuki #KATANA #SuzukiBigBIke #SuzukiMotorcycle #SuzukiSociety