Home Blog Page 398

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดตัวแบรนด์ในไทยอย่างเป็นทางการ ประกาศกลยุทธ์รุกตลาดด้วยแบรนด์ HAVAL และ ORA

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ จัดงาน “SAWASDEE THAILAND” เปิดตัวแบรนด์ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมสวัสดีคนไทยด้วยการนำเทคโนโลยีสุดล้ำมาโชว์ในไลฟ์สตรีมมิ่ง แถลงทิศทางการดำเนินธุรกิจ ประกาศบุกตลาดไทยด้วย 3 กลยุทธ์หลัก 1) xEV Leader การเป็นผู้นำด้านรถพลังงานไฟฟ้า 2) Consumer Voice Focus การรับฟังเสียงของผู้บริโภค และ 3) New User Experience การสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า โดยประเดิมบุกตลาดไทยด้วยรถยนต์ยอดนิยม 2 รุ่น ที่ได้รับเสียงตอบรับจากคนไทยเป็นอย่างสูงอย่าง “All New HAVAL H6” และ “ORA Good Cat” พร้อมสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภคในทุกมิติ ตั้งเป้าสนับสนุนไทยขึ้นเป็นผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน

หลังจากทำการสื่อสารกับคนไทยมาตลอดปีที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ ถือฤกษ์งามยามดี สวัสดีคนไทย ผ่านการไลฟ์สตรีมมิ่ง นำโดย มร. เอลเลียต จาง ประธาน และ มร. สตีเฟ่น หวัง รองประธาน ฝ่ายขายและการตลาด เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย ร่วมด้วย นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย ร่วมแถลงทิศทางการดำเนินธุรกิจพร้อมประกาศกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจในเมืองไทย

มร. เอลเลียต จาง ประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในตลาดประเทศจีนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดรถเอสยูวีและรถกระบะ มีการขยายธุรกิจไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกโดยการสร้าง DNA ของผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นจนได้รับการยอมรับจากผู้ใช้เกือบ 10 ล้านคนทั่วโลก เราไม่เพียงแต่มุ่งมั่นที่จะผลิตและส่งมอบรถยนต์ที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค แต่ยังใส่ใจในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านยานยนต์ไฟฟ้าอันล้ำสมัย เพื่อเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมยานยนต์ให้พร้อมขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้คนทั่วโลกผ่านทางนวัตกรรม อาทิ การพัฒนาเทคโนโลยี 5G การขับขี่อัตโนมัติและ V2X การพัฒนาแบรนด์เทคโนโลยีทั้ง GWM LEMON, GWM TANK และ GWM COFFEE INTELLIGENCE ที่จะช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้กับผู้บริโภค”

มร. เอลเลียต จาง ยังเสริมว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ รุกตลาดทั่วโลกด้วยรถยนต์ 4 แบรนด์หลัก ได้แก่ HAVAL ORA WEY และ GWM Pick up เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์และความต้องการที่แตกต่างกัน ซึ่งธุรกิจของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ขยายไปยังกว่า 60 ประเทศทั่วโลกด้วยกลยุทธ์ Globalization รวมไปถึงการจัดตั้งโรงงานแบบ “12+5″ คือ โรงงานผลิตเต็มรูปแบบ 12 แห่งรวมถึงโรงงานล่าสุดของเราที่จังหวัดระยอง ประเทศไทย และมีโรงงานแบบ KD (Knock Down) อีก 5 แห่งนอกประเทศจีน นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังมีเครือข่ายศูนย์วิจัยและพัฒนาใน 10 แห่งใน 7 ประเทศทั่วโลก ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จและความสามารถในการผลิตยานยนต์ที่ผสานนวัตกรรมและเทคโนโลยีคุณภาพสูง การันตีด้วยยอดขาย 1.11 ล้านคันในปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท”

ล่าสุด เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประสบความสำเร็จในการพัฒนาแบตเตอรี่ที่ปราศจากโคบอลต์เป็นรายแรกของโลก จากการริเริ่มคิดค้นพัฒนาการผลิตแบตเตอรี่ปริซึมเคลือบลามิเนตความเร็วสูงอย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จ โดยในปี 2020 ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดตัวแบตเตอรี่ที่ปราศจากโคบอลต์ NMX อย่างเป็นทางการ นับเป็นการตอกย้ำความเป็นเลิศด้านงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ควบคู่ไปกับความยึดมั่นของบริษัทในการคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและการพัฒนาระบบนิเวศของโลกอย่างยั่งยืน

สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เริ่มขยายธุรกิจตั้งแต่ในช่วงปีที่ผ่านมา รวมถึงการจัดตั้งโรงงานที่จังหวัดระยองให้เป็น “โรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory)” ที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 

ด้าน นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย เผยว่า “ปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับทุกธุรกิจ แต่ในความท้าทายนั้นยังมีโอกาสอีกมากมายที่จะเติบโต เกรท วอลล์ มอเตอร์ ให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของประชาชนชาวไทย เรามีการสำรวจความคิดเห็น เก็บข้อมูลความต้องการ
ของผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด เพื่อออกแบบแผนการดำเนินธุรกิจรวมถึงรูปแบบการให้บริการที่ตอบโจทย์และตรงตามความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย ซึ่งเราจะดำเนินธุรกิจผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

1) xEV Leader การเป็นผู้นำด้านรถพลังงานไฟฟ้า กับ Mission “9 in 3” ที่จะนำรถยนต์รุ่นต่างๆ เข้ามาทำการตลาดในประเทศไทยทั้งหมด 9 รุ่น ภายในระยะเวลา 3 ปี โดยรถยนต์แทบทั้งหมดจะเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ที่พร้อมสร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้เมืองไทยด้วยเทคโนโลยีและสมรรถนะ สร้างนิยามใหม่ของความสนุกและคุ้มค่าในการขับขี่เพื่ออนาคต

2) Consumer Voice Focus การรับฟังเสียงของผู้บริโภค เกรท วอลล์ มอเตอร์ให้ความสำคัญเรื่องการรับฟังเสียงของผู้บริโภคชาวไทยมาตั้งแต่การเริ่มเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย อีกทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้ผู้ผลิตสามารถรับฟังเสียงที่แท้จริงจากผู้บริโภคได้โดยตรงและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ใช้กลยุทธ์การรับฟังเสียงของลูกค้าเป็นหลักในการวางแผนธุรกิจ และนำมากำหนดแนวทางการทำการตลาดและการให้บริการ เพื่อนำไปพัฒนา ปรับปรุง และยกระดับการให้บริการในทุกมิติ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยให้ดีที่สุด  

3) New User Experience การสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า โดยนำเสียงของผู้บริโภคและคำแนะนำต่างๆ มาทำ New User Experience Concept ผ่านขบวนการ Design Thinking เพื่อออกแบบประสบการณ์ใหม่ของผู้บริโภคที่จะเริ่มต้นตั้งแต่ การค้นหาข้อมูล การเปรียบเทียบรุ่นรถ การทดสอบรถ การเลือกซื้อรถ การขอสินเชื่อ การส่งมอบรถ การบริการ และการสร้างความสุขตลอดการเป็นเจ้าของรถผ่านกิจกรรมต่างๆ แบบ O2O (Online-To-Offline) และประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกในโลกที่จะนำ New User Experience นี้เข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับผู้บริโภค โดย New User Experience ถูกสร้างบนความเชื่อ 3 ข้อ คือ 1) Best Choice: ลูกค้าต้องเป็น
ผู้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดได้ด้วยตัวเอง 2) Transparency: ลูกค้าต้องการการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่โปร่งใส ตรงไปตรงมา และ 3) Happiness & Loyalty : ลูกค้าจะต้องมีความสุขและประสบการณ์ที่ดีกับแบรนด์ตลอดการเป็นเจ้าของ และพร้อมที่จะส่งมอบความสุขนี้ให้กับผู้อื่นด้วยการบอกต่อ

อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของงานนี้ คือการเปิดตัวรถยนต์ที่เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะนำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย โดยประเดิมด้วยรุ่นยอดนิยมที่ได้รับกระแสตอบรับที่ดีเป็นอย่างมากจากผู้บริโภคชาวไทยอย่าง All New HAVAL H6 จากแบรนด์รถเอสยูวี HAVAL และ ORA Good Cat จากแบรนด์รถไฟฟ้า ORA  และนอกเหนือจาก 2 รุ่นนี้แล้วเกรท วอลล์ มอเตอร์ จะมีการนำรถยนต์อีก 2 รุ่น จากทั้ง 2 แบรนด์ ให้แฟนๆ ชาวไทยได้สัมผัสและยลโฉมกันภายในปีนี้เช่นกัน

All New HAVAL H6 เป็นรถเอสยูวียอดนิยม ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในตลาดจีนและตลาดโลกซึ่ง All New HAVAL H6 นี้ จะเป็นรถยนต์ HAVAL H6 Generation 3 รุ่นใหม่ล่าสุดทั้งนี้แบรนด์รถยนต์ HAVAL นับได้ว่าเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ด้วยยอดขายรวมของรถยนต์ภายใต้แบรนด์นี้มากกว่า 6 ล้านคัน และเพิ่งทำสถิติยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อปีที่ผ่านมา เป็นรถที่เพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ผสานกับดีไซน์อันโดดเด่น

ORA Good Cat เป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรรี่รุ่นแรกที่เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ถือเป็นรถอีกหนึ่งรุ่นที่ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากๆ ทั้งในสื่อต่างๆ และทุกช่องทางออนไลน์ ORA Good Cat จะเข้ามาเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มาสร้างมาตรฐานใหม่ ทั้งในด้านคุณภาพอันเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีที่ครบครันและดีไซน์ที่ล้ำสมัยแนวเรโทร futuristic สำหรับคนไทยทุกคน”

นายณรงค์ สีตลายน ยังได้กล่าวปิดท้ายด้วยการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่น จริงจัง และจริงใจ ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการนำเสนอ การส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีที่สุดให้กับคนไทย รวมไปถึงความพร้อมในการเข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างมีศักยภาพ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีศิลปินชั้นนำขวัญใจชาวไทยอย่างคู่รัก “มาร์กี้ ราศรี บาเล็นซิเอก้า” และ “ป๊อก ภัสสรกรณ์ จิราธิวัฒน์” ร่วมด้วย “โย่ง อาร์มแชร์” และน้องแมว “ส้มหยุด” มาร่วมแสดงความยินดีกับการเปิดตัวแบรนด์ในครั้งนี้อีกด้วย พร้อมเปิดเวที GWM xEV World’s Battle ขับเคี่ยวกันด้วยเพลงซึ่งได้รับการโหวตจากแฟนๆ ชาวไทย บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสนุกสนาน โดยทั้ง 3 ท่านได้เชิญชวนคนไทยให้ติดตามอัพเดทข่าวสารของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย รวมถึงอดใจรอ All New HAVAL H6 และ ORA Good Cat ต่อไปด้วยกันในอนาคต

 

ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก (Global Mobility Technology Company)” เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งมั่นที่จะส่งมอบยานยนต์ และเทคโนโลยีอัจฉริยะ พร้อมประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับให้กับผู้บริโภคชาวไทย  และพร้อมที่จะช่วยผลักดันการสร้างอีโคซิสเต็มของรถยนต์ไฟฟ้าในไทย รวมไปถึงการพัฒนาทักษะ องค์ความรู้ และศักยภาพของบุคลากรไทย ควบคู่ไปกับการยกระดับอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไกลและเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน

เจาะลึกเทคโนโลยีอัจฉริยะ “Honda Roadsync” เพื่อการเชื่อมต่อรถมอเตอร์ไซค์กับผู้ขับขี่

0

การเปิดตัวของ All New Forza350 Roadsync Edition ในประเทศไทยเมื่อเร็วๆ นี้ ได้ก่อให้เกิดอีกหนึ่งกระแสที่คนไทยพูดถึงเป็นอย่างมาก นั่นคือเทคโนโลยี Roadsync ที่ถือกำเนิดขึ้นในต่างประเทศก่อนจะเข้ามาเมืองไทย โดยเทคโนโลยีนี้ถูกสร้างเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้เชื่อมต่อรถจักรยานยนต์อย่างสมบูรณ์แบบ ผ่านระบบสั่งงานด้วยเสียง HSVCs (Honda Smartphone Voice Control system) โดยใช้สมาร์ทโฟนและบลูทูธเฮดเซตเป็นตัวกลาง

ฮอนด้าเริ่มนำเทคโนโลยีล่าสุดดังกล่าว ให้ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ชาวไทยได้สัมผัสในบิ๊กสกู๊ตเตอร์รุ่น Forza350 Roadsync Edition พัฒนาขึ้นเพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงการใช้งานสมาร์ทโฟนในฟังก์ชันต่างๆ ผ่านการสั่งงานด้วยเสียง โดยไม่ต้องละสายตาจากท้องถนนในขณะขับขี่ ช่วยเติมเต็มไลฟ์สไตล์ในยุคดิจิทัล ทำให้ไม่พลาดทุกการติดต่อ อีกทั้งยังมาพร้อมความปลอดภัยที่จะเพิ่มความมั่นใจให้กับการขับขี่ในทุกเส้นทาง โดยเทคโนโลยี Roadsync มีจุดเด่นในหลายข้อ ได้แก่

1.ระบบนำทาง
ผู้ขับขี่สามารถเลือกค้นหาสถานที่หรือจุดหมายปลายทาง ผ่านทางเสียงจากชุดเฮดเซตที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน หลังจากนั้นระบบจะแนะนำเส้นทางและบอกตำแหน่งอย่างละเอียดด้วยเสียง เพื่อให้ผู้ขับขี่ไปถึงจุดหมายได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด นอกจากนี้ยังสามารถบันทึกสถานที่ที่ใช้งานบ่อย ได้แก่ บ้าน ที่พัก หรือสถานที่ทำงาน เพื่อให้การใช้งานทำได้อย่างสะดวกสบายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

2.โทรออก-รับสาย
เพียงกดปุ่มควบคุมแบบมัลติฟังก์ชันที่แฮนด์เดิลบาร์มาที่ฟังก์ชันนี้ พร้อมค้นหารายชื่อติดต่อด้วยเสียง ระบบจะทำการโทรออกตามรายชื่อที่บันทึกไว้ ขณะเดียวกันเมื่อมีสายเรียกเข้า ผู้ขับขี่ก็สามารถเลือกรับสายจากตัวรถได้เช่นเดียวกัน

3.ส่งข้อความ
ขณะขับขี่ หากไม่สะดวกรับสาย เราสามารถเลือกส่งข้อความเพื่อแจ้งให้ผู้ติดต่อเข้ามาได้รับทราบ โดยระบบจะส่งข้อความในรูปแบบ SMS ตามเสียงที่เราพูดออกไป โดยไม่ต้องหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาพิมพ์ อีกทั้งยังสามารถตั้งค่าข้อความด่วนที่ต้องการเลือกใช้ได้ถึง 5 ข้อความ เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยตอบโจทย์การสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว ให้ความสะดวกสบายและปลอดภัยยิ่งกว่า

4.ฟังเพลง
อีกหนึ่งฟังก์ชันที่โดนใจสายทัวริ่งเดินทางไกล สามารถเลือกฟังเพลงโปรดในลิสต์ Music ของสมาร์ทโฟน ซึ่งจะช่วยเติมเต็มบรรยากาศการขับขี่ให้มีความเพลิดเพลินตลอดเส้นทาง

 

มาสด้าเปิดตัว New Mazda2 2021 Collection เพิ่มออพชั่นล้นคัน ขายราคาเดิมเพิ่มเติมความคุ้มค่าในราคาเริ่มต้นเพียง 5 แสนกว่าบาท

0

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ปลุกตลาดซิตี้คาร์ ประกาศกลับมาทวงแชมป์ตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็กอีกครั้ง เปิดตัวแนะนำ New Mazda2 2021 Collection ยกระดับความคุ้มค่ากับออพชั่นที่เกินราคา อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ ขับสนุก และปลอดภัยยิ่งขึ้น ดีไซน์เรียบหรูสง่างามดุจงานศิลปะชิ้นเอก ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ได้อย่างลงตัว วางราคาขายเริ่มต้นเพียง 546,000 บาท อัดโปรโมชั่นสุดพิเศษ ดอกเบี้ย 0%1 พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 Mazda Premium Insurance 1 ปี2 ส่งผลให้มาสด้า2 กลายเป็นรถยนต์ที่คุ้มค่า คุ้มราคามากที่สุดในตลาด พร้อมให้ลูกค้าสัมผัสได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาสด้า2 เป็นรถยนต์รุ่นที่ขายดีที่สุดของมาสด้า ทำตลาดครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2009 มียอดขายสะสมกว่า 95,000 คัน ตามมาด้วยเจเนอเรชั่นที่ 2 มาพร้อมเทคโนโลยีสกายแอคทีฟในปี 2015 ขายสะสมสูงถึง 160,000 คัน และการปรับโฉมครั้งล่าสุดที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2019 ที่ผ่านมา มียอดขายสะสมแล้ว 25,000 คัน ด้วยความเอาใจใส่คัดสรรด้วยวัสดุคุณภาพและสมรรถนะการใช้งานที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างลงตัว จึงทำให้รถมาสด้า2 ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นจนผลักดันให้มาสด้าก้าวขึ้นสู่อันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็กรวมอีโคคาร์ และ B-Segment ติดต่อกันนานถึง 3 ปี ระหว่างปี 2017 – 2019 เป็นรุ่นเรือธงยอดนิยมที่อยู่ในการครอบครองของลูกค้าในประเทศไทยกว่า 280,000 คัน การเปิดตัวแนะนำ New Mazda2 2021 Collection ในวันนี้ นับว่าเป็นเจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดของมาสด้า2 ในประเทศไทย ที่จะกลับมาสร้างประวัติศาสตร์เพื่อก้าวสู่เบอร์หนึ่งในตลาดได้อีกครั้ง

มาสด้าปรารถนาที่จะให้ลูกค้าทุกคนได้เข้าถึงเทคโนโลยี ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละยุคสมัย และทำให้ช่วงเวลาในการขับขี่บนท้องถนนเต็มไปด้วยความสนุกสนานมากยิ่งขึ้น ผ่านการครอบครองยานพาหนะที่คุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้งานอย่างแท้จริง เราจึงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้นอยู่เสมอ รวมถึงรถมาสด้า2 ด้วยเช่นกัน แม้ว่ารถรุ่นนี้จะได้รับการยอมรับในเรื่องการขับขี่ที่สนุกและใช้งานที่ง่ายอยู่แล้ว แต่มาสด้าก็ยังคงต้องการส่งมอบความคุ้มค่าที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้ลูกค้าของเรามีความสุขและเกิดความพึงพอใจมากยิ่งขึ้นไปอีกระดับ และเราหวังว่า New Mazda2 2021 Collection จะเข้ามาเป็นส่วนสำคัญกับเป้าหมายความสำเร็จ ทั้งในด้านการตอบโจทย์วัตถุประสงค์การใช้งานของลูกค้า และช่วยให้ทุกช่วงเวลาบนท้องถนนเต็มไปด้วยความสนุกสนานยิ่งขึ้น ซึ่งมาสด้าได้ตั้งเป้าจำหน่ายไว้ที่ 30,000 คัน

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ กล่าวเกี่ยวกับกลยุทธ์ทางการตลาดว่า กลุ่มเป้าหมายของ New Mazda2 2021 Collection ยังคงเน้นไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ นิสิตนักศึกษา และกลุ่มวัยเริ่มทำงาน ที่มีไลฟ์สไตล์แอคทีฟ ให้ความใส่ใจในเรื่องของเทคโนโลยี และชื่นชอบสไตล์การขับขี่ที่สนุกสนาน โดยเราจะสื่อสารถึงเอกลักษณ์ของรถที่มีความสปอร์ตพรีเมียม ให้ความคุ้มค่าในอีกระดับ มีราคาที่เป็นมิตร ให้การขับขี่ที่สนุกสนานและความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม พร้อมสื่อสารจุดเด่นด้านภาพลักษณ์สปอร์ต ด้านการใช้งานที่ตอบโจทย์อย่างครอบคลุมในทุกมิติ อาทิ ด้านเทคโนโลยีความสะดวกสบายและความปลอดภัยสุดล้ำ ด้านสมรรถนะของเครื่องยนต์ที่ทั้งแรงและประหยัดน้ำมัน ด้านการออกแบบที่ประณีตสง่างาม  โดยเฉพาะการคัดสรรวัสดุเกรดพรีเมียม ซึ่งการเปิดตัวรถรุ่นนี้เสมือนเป็นการสร้างความสดใหม่ให้กับมาสด้า2 รวมถึงกระตุ้นตลาดรถซิตี้คาร์ให้เกิดความคึกคัก

New Mazda2 2021 Collection ยังคงเป็นรถยนต์นั่งขนาดเล็กที่ถ่ายทอดความโดดเด่นในเรื่องการออกแบบตามแนวคิด โคโดะ ดีไซน์ ที่เรียบง่าย แต่งดงาม ทั้งภายนอกและภายในที่แสดงถึงความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด คัดสรรด้วยวัสดุคุณภาพที่ดีที่สุด ให้ความรู้สึกหรูหรา โดดเด่น ไม่เพียงเท่านี้ ทุกองค์ประกอบภายในห้องโดยสาร ยังได้รับการออกแบบและจัดวางอย่างเหมาะสมกับการใช้งานของมนุษย์เป็นหลัก ตามคอนเซ็ปต์ HMI (Human Machine Interface) ช่วยให้ผู้ขับรู้สึกถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันกับรถ ได้แก่ หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ Active Driving Display และ Center Commander ที่ถูกจัดวางอยู่ในตำแหน่งที่ลงตัว รวมถึงการติดต่อสื่อสารอย่างไร้ขีดจำกัดกับ Mazda Connect ที่รองรับทั้ง Apple CarPlay® และ Android Auto™  เชื่อมต่อแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน โดยแสดงข้อมูลผ่านหน้าจอสี Center Display แบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รวมถึงระบบ Infotainment ที่มีให้เลือกมากมายพร้อมให้เพลิดเพลินไปตลอดการเดินทาง

เพื่อให้รถรุ่นนี้มีความคุ้มค่ายิ่งขึ้น New Mazda2 2021 Collection มาพร้อมระบบความปลอดภัยสุดล้ำ i-Activsense ที่เหนือระดับ อาทิ ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (ABSM), ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA) และระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้าหลัง ระบบป้องกันล้อล็อก 4W-ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบช่วยเตือนเมื่อผู้ขับเบรก BA, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไหล TCS, ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวของรถ DSC, ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินเตือนอัตโนมัติ เมื่อเบรกกะทันหัน ESS, ระบบแสดงภาพ 360° รอบทิศทาง, ถุงลมนิรภัยคู่หน้า และระบบควบคุมการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง หรือ GVC Plus ช่วยให้รถมีเสถียรภาพและผู้ขับควบคุมรถได้ง่ายและแม่นยำมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Sport Paddle Shift) และกล้องมองหลัง รวมถึงระบบช่วยประหยัดน้ำมัน i-STOP และประหยัดพลังงาน i-ELOOP เพิ่มการขับขี่ไร้กังวลที่ทั้งประหยัดและปลอดภัย

*อุปกรณ์มาตรฐานเพิ่มเติมขึ้นอยู่กับแต่ละรุ่น

รถรุ่นนี้มาพร้อม 2 พลังขับเคลื่อน กับเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 1.5 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 105 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมแมนนวลโหมด Activematic ให้การตอบสนองที่ดีเยี่ยม ประหยัดน้ำมันสูงสุด 26.3 กม./ลิตร* และเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 1.3 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 93 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 123 นิวตันเมตร ประหยัดน้ำมันสูงสุด 23.3 กม./ลิตร* ซึ่งทั้งสองเครื่องยนต์ได้รับมาตรฐานไอเสียยูโรระดับ 5

*ผลการทดสอบตามมาตรฐานยุโรป UN R101 Combine Mode

สีภายนอกมีให้เลือกทั้งหมด 8 สี ประกอบด้วย สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal), สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray), สีเทา โพลีทัล เกรย์ (Polymetal Gray), สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล (Snowflake White Pearl), สีน้ำตาล ไททาเนียม แฟลช (Titanium Flash), สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black), สีขาว เซรามิก เมทัลลิค (Ceramic Metallic), สีเงิน โซนิค ซิลเวอร์ (Sonic Silver)

ราคาจำหน่าย New Mazda2 2021 Collection ทั้งรุ่นซีดานและแฮตซ์แบค 5 ประตู ราคาจำหน่ายเท่ากัน

• รุ่น 3 E/1.3 E Sports            546,000 บาท 
• รุ่น 3 C/ 1.3 C Sports                        596,000 บาท
• รุ่น 3 S/1.3 S Sports            627,000 บาท
• รุ่น 3 S Leather/1.3 Sports Leather 648,000 บาท
• รุ่น 3 SP/1.3 SP Sports                        690,000 บาท
• รุ่น XD/XD Sports                        782,000 บาท
• รุ่น XDL/XDL Sports            799,000 บาท

ลูกค้าที่สนใจสามารถทดลองขับและจอง New Mazda2 2021 Collection ได้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษดอกเบี้ย 0%1 ฟรีประกันภัยชั้น 1 Mazda Premium Insurance 1 ปี2

ยอดขายสะสมมาสด้า2 ทุกรุ่นในประเทศไทย รวม 280,000 คัน

รุ่นยอดขายสะสม
All-New Mazda2 รุ่นปี 2009

เปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2552

95,000 คัน
All-New Mazda2 รุ่นปี 2015

เปิดตัวเมื่อเดือนมกราคม 2558

160,000 คัน
New Mazda2 รุ่นปี 2019

เปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562

25,000 คัน

หมายเหตุ :

1 ดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน เฉพาะ 1.3 C, 1.3 C Sports ราคา 596,000 บาท
2 บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์

เงื่อนไขเพิ่มเติม :

  • เงื่อนไขการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามข้อกำหนดของ บมจ. ธนาคารทิสโก้ และ บมจ. ธนาคารธนชาต เท่านั้น
  • ข้อเสนอดังกล่าวสำหรับผู้เช่าซื้อที่ผ่านการอนุมัติตามเงื่อนไขของ บมจ.ธนาคารทิสโก้ และ บมจ.ธนาคารธนชาต ที่จองซื้อและออกรถตั้งแต่วันที่ 4 – 28 กุมภาพันธ์ 2564 เท่านั้น

(มีคลิปวีดีโอ) ทดลองขับ Mitsubishi Outlander PHEV ขับดี ประหยัด ตัวช่วยเยอะ…แต่มาขายช้าไปนิด

0
Mitsubishi Outlander PHEV Pic Open

Mitsubishi Outlander PHEV รถเอนกประสงค์ระบบปลั๊กอินไฮบริดแบบไม่ง้อสายชาร์จ ทำระยะทางได้กว่า 50 กม. โดยไม่ใช้เชื้อเพลิง และยังเป็นต้นทางของพลังงานซึ่งกระจายไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน มีระบบขับเคลื่อนแบบ AWD และมีตัวช่วยการขับขี่เต็มรูปแบบ ราคาจำหน่าย 1.64 ล้านบาท ในรุ่น GT และ 1.749 ล้านบาท ในรุ่น GT Premium จะเป็นราคาที่สมเหตุสมผลหรือไม่ และรายละเอียดแบบเจาะลึกจะเป็นอย่างไร ติดตามได้จากรายงาน

Mitsubishi Outlander PHEV ถือว่าเป็นรถเอสยูวีระบบปลั๊กอินไฮบริดรุ่นแรกของ มิตซูบิชิ ที่ได้นำเทคโนโลยีแบบจัดเต็ม ซึ่งให้ความคุ้มค่าจนได้กระแสตอบรับด้วยยอดจำหน่ายกว่า 240,000 คันทั่วโลก สำหรับในประเทศไทย นอกจากเปิดตัวพร้อมจำหน่าย ยังได้มีการลงทุนด้วยเม็ดเงินกว่า 300 ล้านบาท เพื่อเป็นโรงงานผลิตแห่งที่ 2 ของโลก ต่อจากประเทศญี่ปุ่น

Mitsubishi Outlander PHEV 1

รถเอนกประสงค์รุ่นแรกของมิตซูบิชิ มากับขนาดมิติความยาว ยาว 4,695 มิลลิเมตร กว้าง 1,800 มิลลิเมตรและสูง 1,710 มิลลิเมตร ในขณะที่ระยะฐานล้อยาว 2,670 มิลลิเมตร ส่วน Ground Clearance อยู่ที่ 190 มิลลิเมตร

Mitsubishi Outlander PHEV 2

Mitsubishi Outlander PHEV 3

รูปลักษณ์ยังคงสไตล์ Dynamic Sheild ใช้สีดำ Piano Black มาสร้างความสปอร์ตให้กับกระจัง ตัดด้วยเส้นโครเมียมให้อารมณ์ทั้งหรูหรา และดุดันได้อย่างลงตัว ไฟหน้าเป็นแบบโปรเจคเตอร์เลนส์แอลอีดี และยังรวมไฟกลางวันไว้ในโคมเดียวกัน รวมถึงไฟตัดหมอกทรงกลมที่มุมกันชนก็ใช้แบบแอลอีดีด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ได้ติดตั้งระบบเปิด/ปิดไฟหน้าอัตโนมัติมาให้เสร็จสรรพ พร้อมระบบฉีดน้ำล้างไฟหน้า Headlamp Washe

Mitsubishi Outlander PHEV 3

ด้านบนมีแรคหลังคา กระจกมองข้างมีระบบไฟส่องสว่าง Welcome Light ระบบไฟนำทางหลังดับเครื่องยนต์ Coming Home Light ส่วนล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว หุ้มยาง 225/55 R18 จาก Dunlop

Mitsubishi Outlander PHEV 4

Mitsubishi Outlander PHEV 5

ด้านท้ายโดดเด่นด้วยไฟท้ายแบบแอลอีดี ฝาท้ายสามารถเปิดปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้าหลากรูปแบบพร้อมติดตั้งระบบ Jam Protection ป้องกันการหนีบ แต่ยังไม่ได้รับการติดตั้งระบบ Kick Sensor

Mitsubishi Outlander PHEV 6

ภายในกว้างขวาง สำหรับรุ่นที่จำหน่ายในต่างประเทศ มีทั้งแบบ 5 และ 7 ที่นั่ง แต่ในเมืองไทย เลือกจะทำตลาดเป็นรถเอนกประสงค์ในกลุ่ม 5 ที่นั่ง เบาะนั่งและแผงข้างหุ้มด้วยหนังแท้ ห้องโดยสารมีระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวซึ่งจะส่งเสียงเตือนหลังจากที่ล๊อครถ

Mitsubishi Outlander PHEV 7

Mitsubishi Outlander PHEV 8

พวงมาลัยมัลติฟังค์ชั่นใช้สั่งการฟีเจอร์ต่างๆของระบบ Advance Safety ซึ่งประกอบไปด้วยระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว FCM,ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรง UMS,ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา BSM,ระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลนระยะไกล LCA – Lane Change Assist,ระบบเตือนเมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอยหลัง RCTA – Rear Cross Traffic Alert, ระบบล็อกความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control – ACC)

Mitsubishi Outlander PHEV 9

ทั้งนี้ยังมีแป้นแพดเดิลชิฟท์ ที่ไม่ใช้สำหรับการเปลี่ยนอัตราทด แต่เป็นระดับของการหน่วงความเร็ว ในกรณีที่ต้องการนำพลังงานจากแรงเฉื่อย แรกลับไปเป็นพลังงานในแบตเตอรี่ ซึ่งเลือกได้ถึง 5 ระดับ

Mitsubishi Outlander PHEV 10

มาตรวัดเป็นแบบทรงกลม 2 ช่อง ด้านซ้ายจะบอกสถานะการใช้งานระหว่างระบบไฮบริด และ เครื่องยนต์ ส่วนช่องขวาเป็นเข็มวัดความเร็ว และตรงกลางจะมีจอสดงข้อมูลการขับขี่แบบ MID

Mitsubishi Outlander PHEV 11

 

คอนโซลกลางติดตั้งหน้าจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว ที่มีฟังค์ชั่นการใช้งานเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทั้งระบบ Android Auto และ Apple Carplay รวมถึงยังแสดงการทำงานจากกล้องมองภาพรอบคัน Multi Around View Monitor ระบบปรับอากาศเป็นแบบ Dual Zone มาพร้อมช่องระบายความเย็นสำหรับผู้โดยสารแถว 2

Mitsubishi Outlander PHEV 12

ถัดลงมามีปุ่มควบคุมการทำงานของหลายฟีเจอร์ทั้งปุ่มการขับขี่โหมด Eco ,สวิตช์ไฟ AC 1500 Watt,ระบบเตือนการชนรอบคัน และสวิตช์เปิดฝาท้ายจากภายในรถ

Mitsubishi Outlander PHEV 13

คันเกียร์เป็นแบบจอยสติ๊ก แยกเกียร์ P ออกมาเฉพาะ มีโหมด EV และ สวิตช์ชาร์จไฟกลับไปยังแบตเตอรี่ รวมถึงโหมดการขับขี่ในระบบ Super All Whell Control (S-AWC) มีด้วยกัน 3 รูปแบบ ได้แก่

Mitsubishi Outlander PHEV 15

โหมดอีวี (ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ)
โหมดซีรีย์ ไฮบริด (ขับเคลื่อนหลักด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โดยมีเครื่องยนต์ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าให้แก่มอเตอร์ไฟฟ้าคู่)
โหมดพาราเรล ไฮบริด (เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่ขับเคลื่อนตัวรถไปพร้อมกัน)

จุดเด่นของรถคันนี้คือขุมพลังที่มาจากเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ MIVEC ขนาด 2,359 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 128 แรงม้า ที่ 4,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 199 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า AC Synchronous Permanent Magnetic Motor 2 ตัว ด้านหน้า กำลังสูงสุด 82 แรงม้า 137 นิวตันเมตร และ ด้านหลังกำลังสูงสุด 95 แรงม้า 195 นิวตันเมตร

Mitsubishi Outlander PHEV 16

ส่งผลให้มีพละกำลังรวม 305 แรงม้า แบตเตอรี่ Lithium-ion 300 volts ความจุ 13.8 kWh สามารถชาร์จไฟฟ้า AC 3.7 kW 230V 16A 0-100% ใช้เวลา 3 ชั่วโมง 30 นาที และแบบ CHAdeMO Fast Charge 0-80% ใช้เวลา 25 นาที ทำระยะทางไกลสุดด้วยไฟฟ้าล้วน 55 กิโลเมตร ซึ่งเป็นตัวเลขจากอีโค่สติ๊กเกอร์

ระบบรองรับเป็นแบบอิสระทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้าเป็นแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นมัลติลิงค์ นอกจากนี้ยังมีระะบบช่วยเหลือด้านการขับขี่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ระบบควบคุมการขับเคลื่อนและการเบรกระหว่างล้อซ้ายและล้อขวา ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ที่ติดตั้งที่เพลาหน้า-หลัง ควบคุมแบบอิสระทั้ง 4 ล้อ

ก่อนจะเข้าสู่เรื่องราวของการทดลองขับ Mitsubishi Outlander PHEV มีอีกคุณสมบัติเด่นนั่นคือเป็นต้นทางของการส่งกระแสไฟจากรถ ไปยังเครื่องใช้ในครัวเรือน โดยใช้กำลังไฟ 1500 watt ส่งไปยังปลั๊กขนาด 220 Volt เพื่อใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าได้หลากชนิด ซึ่งในครั้งนี้ ได้ลองนำกระทะไฟฟ้ามาประกอบอาหารเช้า ใช้เวลาในการทดลองอยู่ร่วม 30 นาที แต่กระแสไฟที่ถูกปล่อยออกมาจากแบตเตอรี่นั้นหายไปเพียง 10%

Mitsubishi Outlander PHEV 17

อิ่มหนำจากอาหารเช้าที่นำไฟจากแบตเตอรี่ขนาด 13.8 KWh เป็นต้นกำเนิด เข้าสู่ช่วงทดสอบ โดยจุดหมายแรกอยู่ห่างไปประมาณ 50 กม. ในช่วงนี้จะใช้พลังขับเคลื่อนจากมอเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น ซึ่งตัวเลขแสดงระยะทางที่ใช้ได้อยู่ที่ 34 กม. แต่ทั้งนี้ พฤติกรรมการขับขี่เป็นตัวแปรที่สำคัญ และตัวเลขที่ทำออกมาจาก 34 กม. แต่การใช้งานจริงกลับได้ระยะทาง 48 กม. ซึ่งพลังงานจากแบตเตอรี่นั้นมาหมดก่อนถึงจุดเช็คอินที่ 2 เพียง 1 กม. เท่านั้น

Mitsubishi Outlander PHEV 18

ระยะทางที่เหลือในการทดสอบอีกประมาณ 150 กม. โดยใช้เส้นทางรอบกรุงเทพเป็นบนพิสูจน์ สมรรถนะของขุมพลังที่เกิดจากเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า เมื่อรวมกันได้ 305 แรงม้า พร้อมแรงบิดทะลุ 500 นิวตันเมตร นั้นอาจจะไม่รวดเร็วตามตัวเลขสักเท่าไหร่ แต่ก้ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งาน แต่หากอย่างใช้ความเร็ว โหมด Sport เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ต่อการใช้ความเร็วได้พอสมควร แต่เมื่อถอนคันเร่ง ระบบหน่วงที่คอยนำแรงเฉื่อยกลับไปเป้นพลังงานสะสมในแบตเตอรี่นั้นมีอาการดึงแบบชัดเจน ซึ่งระบบหน่วงนี้ควบคุมได้จากแป้นแพดเดิลชิฟท์บริเวณพวงมาลัย ซึ่งสามารถปรับได้ถึง 5 ระดับ

Mitsubishi Outlander PHEV 19

น้ำหนักพวงมาลัยออกแบบมาได้ดี ไม่หนักหรือเบาจนเกินไป และควบคุมทิศทางได้ค่อนข้างแม่นยำ ระบบช่วงล่างออกแบบให้มีความนุ่ม แต่ในเมื่อระบบขับเคลื่อนเป็นแบบ All Whell Drive ทำให้การยึดเกาะถนนมั่นใจได้

Mitsubishi Outlander PHEV 20

ในโหมดการชาร์จไฟ ผู้ขับขี่สามารถใช้งานจากสวิตช์ Save Charge ที่อยู่บริเวณคอนโซลเกียร์ โดยหากแบตเตอรี่หมดกำลัง จะใช้เวลาชาร์จกลับประมาณ 50 นาที และอาจเร็วกว่านั้นในกรณีที่รถติด เนื่องจากเครื่องยนต์ถุกสั่งการให้เป็นเครื่องปั่นไฟเพื่อนำส่งไปยังแบตเตอรี่นั่นเอง

Mitsubishi Outlander PHEV 21

ระบบตัวช่วยความปลอดภัยอย่าง Advance Safety มีมาครบ แต่ในครั้งนี้ไม่ได้ลอง เนื่องจากเคยสัมผัสกับเทคโนโลยีนี้ทั้งใน Triton และ Pajero Sport

สุดท้ายยังมีการทดสอบระบบ Super All Wheel Control (S-AWC) ด้วยสภาพเส้นทางที่เป็นกรวด ซึ่งเป็นพื้นผิวที่ให้การยึดเกาะที่ควบคุมได้ยาก ในโหมดนี้จะมีให้เลือก 3 รูปแบบทั้ง Normal, Snow, และ Rock ซึ่งจะมีตัวช่วยในการถ่ายเทแรงบิดไปยังล้อต่างๆเพื่อให้การยึดเกาะที่มากขึ้น ทำให้ควบคุมรถได้ง่าย และมั่นใจยิ่งขึ้น

Mitsubishi Outlander PHEV 23

บทสรุปของการทดสอบ Mitsubishi Outlander PHEV มีเรื่องดีไม่น้อยสำหรับรถคันนี้ ทั้งเป็นเสมือนรถพลังงานเคลื่อนที่เพื่อให้เป็นต้นกำเนิดพลังไฟฟ้าสำหรับครัวเรือน และยังเป็นเอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดรุ่นแรกที่ไม่ต้องง้อปลั๊กไฟในการชาร์จ ถ้าใช้งานในรูปแบบ EV สามารถทำระยะทางได้เกิน 50 กม. ตามอีโค่สติ๊กเกอร์ ระบบขับเคลื่อนแบบ Super All Wheel Control (S-AWC) จะช่วยให้การยึดเกาะถนนทำได้อย่างปลอดภทำได้อย่างปลอดภัยแม้ช่ววล่างจะนุ่มนวลไปสักนิด รวมถึงสมรรถนะของเครื่องยนต์ที่รวมกันได้ถึง 305 แรงม้า พร้อมแรงบิดทะลุ 500 นิวตันเมตร เมื่อได้ทดลองจริง อาจจะช้าไปสักหน้อย แต่ก็สามารถปรับเป็นโหมด Sport เพื่อสนองต่อการใช้ความเร็วได้ดีขึ้น

Mitsubishi Outlander PHEV 24

ราคาค่าตัวที่ 1,749 ล้านบาทสำหรับรุ่น GT Premium อาจสูงไปสักนิด แต่ต้องดูระยะยาวถึงความคุ้มค่าในด้านอัตราสิ้นเปลือง รวมถึงการบำรุงรักษา และในรุ่น GT ตั้งราคาไว้ที่ 1.64 ล้านบาท ซึ่งต่างจากรุ่นท๊อพประมาณแสนเศษๆ แต่ก็ถูกตัดฟีเจอร์บางส่วนของระบบ Advance Safety ก็ยังถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าจับตา จริงๆแล้ว รถรุ่นนี้ ถ้านำเข้ามาในช่วงที่เป็นกระแสแรง น่าจะเห็นวิ่งกันเกลื่อนถนน แต่พอมาในวันที่คู่แข่งในตลาดมีพอประมาณ อาจจะเหนื่อยไปสักนิดสำหรับเรื่องยอดจำหน่าย

Mitsubishi Outlander PHEV 25

รายการ Auto Motor Thailand ประจำวันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2564

0

พบกับรายการ Auto Motor Thailand ตั้งแต่เวลา 23.30-24.00 น. ทางททบ.5 กด 1 สำหรับสัปดาห์นี้ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย อาทิ

“รู้เรื่องรถ”

-รีวิวพร้อมทดลองขับ Mitsubishi Outlander PHEV เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดไม่ง้อสายชาร์จและยังเผื่อแผ่ลังงานให้เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านได้อีกด้วย

Auto Motor Thailand 1

“ท่องโลกยานยนต์”

– เปิดตัว Suzuki Swift ใหม่
– เปิดตัว Mercedes GLS 350ก
– Lamina สานฝั่นเพื่อเด็กไทยได้เล่าเรียน ปีที่ 20

Auto Motor Thailand 2

Auto Motor Thailand 3

ทางลัดทางประหยัด
-พาไปร้านอาหารไทยย่านนาคนิวาส ที่มีชื่อแปลกๆ ว่า “เขียวไข่กา” นอกจากจะอาหารจะรสชาติดีแล้ว ยังมีบรรยากาศสวยๆ ให้ได้ถ่ายรูปกันอีกด้วย

Auto Motor Thailand 4

ติดตามรับชม Auto Motor Thailand พร้อมกัน ทุกวันเสาร์ ทางททบ.5กด1 ตั้งแต่เวลา 23.30 น.เป็นต้นไป แล้วพบกันครับ

เบนซ์สตาร์แฟลก จัดโปรโมชั่นเดือนแห่งความรัก “รักจัด เลยจัดให้” SUPER VALEANTINE จัดหนักตลอดเดือนนี้เท่านั้น!

0

นายชยุส ยังพิชิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท สตาร์แฟลก จำกัด ในนาม Benz Star Flag ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเอเอ็มจี อย่างเป็นทางการ พร้อมศูนย์บริการครบวงจร กล่าวว่า “ตลอดเวลาที่ผ่านมา เบนซ์สตาร์แฟลก มีความรู้สึกยินดี และภาคภูมิใจที่ได้บริการลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงลูกค้ายังให้การตอบรับทุกๆแคมเปญ และเพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้า เบนซ์สตาร์แฟลกขอมอบโปรโมชั่นสุดพิเศษ ตอนรับเดือนแห่งความรัก ตลอดเดือนกุมภาพันธ์นี้ เบนซ์สตาร์แฟลก “รักจัด เลยจัดให้” SUPER VALEANTINE พร้อมจัดหนักให้ตลอดเดือนนี้เท่านั้น!

ความพิเศษ เบนซ์สตาร์แฟลก จัดให้อย่างเต็มสูบ ไม่ว่าจะเป็น ซื้อรถ ดาวน์ให้* ลูกค้าที่ซื้อ Mercedes-Benz และ Mercedes – AMG ทุกรุ่น* อาทิ Mercedes-AMG C 43 4MATIC / Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+ 4-Door Coupé Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+ และรุ่นอื่นๆ อีกมากมาย พิเศษสุดๆ กับ Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+ 4-Door Coupé ราคาพิเศษ 7.99 ล้านบาท เพียง 1 คันเท่านั้น ช้าไม่ได้แล้วนะ มีแค่ 1 คันเท่านั้นจริงๆ พิเศษต่อ 2 พลาดไม่ได้กับ Mercedes AMG A45 S 4MATIC+ รถ high performance ที่มาพร้อมครบรส ทั้งสี และรุ่น พร้อมส่งมอบให้แก่ลูกค้า ราคาเริ่มต้นพิเศษเพียง 5.7 ล้านบาท สำหรับเดือนนี้ และรับความพิเศษอีกต่อเมื่อจองที่เบนซ์สตาร์แฟลก ฟรีเปลี่ยนถ่ายนำมันเครื่องนาน 5 ที่ เบนซ์สตาร์แฟลกแห่งเดียวเท่านั้นที่ให้ได้ครบจบที่เดียว

รับความพิเศษแบบเต็มๆ เบนซ์สตาร์แฟลก จัดให้เลือกอีกแบบพิเศษ เลือกได้เลยกับ แคมเปญ ผ่อน 0% นาน 48 เดือน* หากเลือกซื้อ Mercedes-Benz C 200 Coupe AMG Dynamic, Mercedes-Benz C 300e Avantgarde, Mercedes-Benz C 300e AMG Dynamic, Mercedes-Benz C 300e AMG Sport, Mercedes-Benz C 220d Avantgarde Mercedes-Benz C 220d AMG Dynamic และสำหรับลูกค้าที่ซื้อ Mercedes-Benz S 560 e AMG Premium สามารถเลือกรับเลยโปรพิเศษ ดาวน์ 0% ผ่อน 99,999 บาท นาน 24 เดือน พร้อมฟรี! ประกันภัยชั้น 1 และโปรแกรมบำรุงรักษา นาน 2 ปี เริ่มวันนี้ ถึง 28 ก.พ. เท่านั้น *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

พร้อมกันนี้ เบนซ์สตาร์แฟลก ยังเพิ่มความสุขให้แก่ลูกค้าเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอเอ็มจี ที่นำรถเข้ามาใช้บริการในส่วนบริการหลังการขาย รับบริการพิเศษ ซ่อมอะไรก็มีรถทดแทนให้ใช้ฟรี โดยเมื่อลูกค้านำรถเข้ามาใช้บริการระหว่างซ่อม มีรถทดแทนให้ใช้ฟรี* ไม่ว่าลูกค้าจะนำรถเข้าซ่อมสี และตัวถัง, เช็คระยะ, เปลี่ยนถ่ายนำมันเครื่อง, ซ่อมรถ, ยางแตก มีรถให้ใช้ระหว่างซ่อมฟรี สบายใจ ไม่ต้องกังวล พร้อมความพิเศษที่เหนือกว่าบริการอื่นใด ซ่อมรถผ่อน 0% นาน 3 เดือน พร้อมบริการส่งรถถึงหน้าบ้าน

อย่างไรก็ตาม ลูกค้าของเบนซ์สตาร์แฟลกมั่นใจได้ถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจในเรื่องการขายและบริการที่ เบนซ์สตาร์แฟลก มุ่งมั่นมาตลอดกว่า 10 ปี ด้วยการลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การบริการที่ดีกว่า Benz Star Flag Mercedes AMG Performance Center Workshop บนพื้นที่กว่า 1,000 ตารางเมตร พร้อมช่างเฉพาะทางของ AMG Certified เพราะด้วยปรัชญาสำคัญในการทำธุรกิจ การดูแลรักษารถยนต์ให้คงประสิทธิภาพอย่างดีที่สุด เป็นหัวใจสำคัญ เพราะรถสมรรถนะสูงอย่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ AMG ที่โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัวของรถยนต์และตัวเครื่องยนต์ ต้องอาศัยความเข้าใจและการดูแลอย่างพิถีพิภันจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่ผ่านการรับรัองมาโดยเฉพาะ ศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถัง สะดวก รวดเร็ว มั่นใจงานคุณภาพ ด้วยเทคโนโลยีที่ทนัสมัยพร้อมช่างที่มากประสบการณ์ รับประกันคุณภาพสีนาน 1 ปี พร้อมประกันในเครือมากกว่า 20 รายชื่อ ศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง มีเครื่องดึงและตัดต่อตัวถังสำหรับงานซ่อมหนักเป็นตัวแรกของศูนย์บริการรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ในประเทศไทย ที่สามารถวัดค่าความเสียหายจากอุบัติเหตุหนักด้วยระบบดิจิตอล เพื่อการซ่อมที่ละเอียดและแม่นยำซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยสายตา รวมถึงห้องอบสีระบบไฟฟ้าอินฟราเรดที่ให้กำลังความร้อนต่อพื้นที่สูงช่วยให้สีสามารถผ่านเข้าไปในเนื้อวัสดุได้ลึก ทำให้สีแห้งเร็วขึ้น จนถึงปัจจุบัน เบนซ์สตาร์แฟลก มีขีดความสามารถในการให้บริการรถยนต์ได้มากกว่า 100 คันต่อวัน เพื่อตอบสนองความเป็นโชว์รูมและศูนย์บริการ ของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ดีที่สุดในประเทศไทย

ในส่วนของโชว์รูมที่มีมูลค่ากว่า 800 ล้านบาท และศูนย์บริการหลังการขาย ไปจนถึงศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง เรามีการพัฒนาให้การบริการมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของศูนย์บริการมีพื้นที่ใช้สอยกว่า 12,000 ตารางเมตร ได้รับการออกแบบโดยทีมวิศวกรจากประเทศเยอรมัน ที่ดูแลเรื่องสถาปัตยกรรมต่างๆของแบรน์เมอร์เซเดส-เบนซ์ทั่วโลก พร้อมอุปกรณ์เครื่องจักรที่ทันสมัยสามารถรองรับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ทุกรุ่น อาทิเช่น ลิฟท์ยกรถสำหรับรถ Mercedes -AMG ซึ่งมีลักษณะพิเศษอยู่ที่ความสูงจากพื้นถึงแป้นยกที่มีเพียง 100 มิลลิเมตร ประกอบกับแขนลิฟท์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ทำให้สามารถลอดผ่านรถที่โหลดเตี้ยได้เพื่อยกรถขึ้นสำหรับปฏิบัติงานซ่อมบำรุง รักษาความเป็นอันดับ 1 ในด้านยอดขายมากกว่า 5 ปีซ้อน ยังคงยืนยันที่จะสร้างสรรค์ การบริการ และความปลอดภัย ที่ห่วงใยลูกค้าในทุกด้าน

เบนซ์สตาร์แฟลก ขอเชิญลูกค้า และผู้ที่สนใจทุกท่านทดลองขับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั้งรถใหม่ และรถผู้บริหาร ไมล์น้อย ป้ายแดง ได้ที่โชว์รูม Benz Star Flag ถนนวิภาวดีรังสิต โดยเปิดบริการวันจันทร์-วันเสาร์ เวลา 08.00-20.00 น. และวันอาทิตย์ เวลา 08.00-17.00 น. หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายขายโทร. 02-248-6699 ตามวัน และเวลาทำการเดียวกันหรือ Line: @benzstarflag, Facebook : Benz Star Flag, Instagram @BenzStarFlag
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ยืนยันจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42

0
มอเตอร์โชว์

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชนในฐานะผู้จัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์แจ้งยืนยันกำหนดการจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42  ตามกำหนดการดังนี้

วันน V.I.P :วันจันทร์ที่ 22 มีนาคม 2564
วัน Press Day :วันอังคารที่ 23 มีนาคม 2564
วันสำหรับประชาชนทั่วไป :วันพุธที่ 24 มีนาคม – วันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน 2564  รวมระยะเวลา 12 วัน

วันเสาร์-วันอาทิตย์ เวลา 11.00 น. – 22.00 น.
วันธรรมดา                 เวลา 12.00-22.00 น.

สถานที่จัดงาน :อาคารชาเลนเจอร์ 1-3อิมแพค เมืองทองธานี

ทั้งนี้  ทางผู้จัดงานฯ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษามาตรฐานด้านสุขอนามัย รวมถึงคำนึงถึงความปลอดภัยและสุขภาพของผู้เข้าร่วมงาน และ ทีมงานเป็นสำคัญ จึงได้มีการเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรการการป้องกัน ที่รัดกุมและเข้มงวดตลอดการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ดังครั้งที่ผ่านมา  จึงขอความร่วมมือผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน ช่วยกันปฎิบัติตามกฎระเบียบในการเข้าชมงานอย่างเคร่งครัด  เพื่อความปลอดภัยในสุขภาพของทุกท่าน

‘มิชลิน’ เชิญชม MICHELIN MOTORCYCLE TYRE VIRTUAL EXHIBITION

0

มิชลิน ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยียางรถยนต์ระดับโลก รุกก้าวเข้าสู่ปี 2564 ด้วยการเปิดตัว MICHELIN MOTORCYCLE TYRE VIRTUAL EXHIBITION นิทรรศการยางรถจักรยานยนต์ในรูปแบบเสมือนจริง 360 องศาบนเครือข่ายออนไลน์ ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสโลกที่น่าตื่นตาของยางรถจักรยานยนต์แบรนด์มิชลิน นอกจากจะเปิดประสบการณ์ดิจิทัลเต็มรูปแบบและให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับยางรถจักรยานยนต์ภายใต้แบรนด์มิชลินแล้ว นิทรรศการเสมือนจริงดังกล่าวยังตอกย้ำความมุ่งมั่นของมิชลินในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและนำเสนอสมรรถนะและความปลอดภัยขั้นสูงสุด นิทรรศการครั้งนี้เปิดให้เข้าชมแล้วทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564

มร.รอสส์ ชีลส์ (Ross Shields) ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ยาง 2 ล้อ ประจำภูมิภาคเอเชียของมิชลิน กล่าวว่า “การจัดนิทรรศการเสมือนจริงครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าชมได้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ยางรถจักรยานยนต์ของมิชลินที่วางจำหน่ายในเอเชียและทั่วโลก, บทบาทของมิชลินในการแข่งรถจักรยานยนต์  โดยเฉพาะ ‘โมโตจีพี’ รายการแข่งรถจักรยานยนต์ทางเรียบระดับโลก ที่เปรียบเสมือนเป็นห้องปฏิบัติการทดสอบยางของมิชลินเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสนามแข่งสู่ท้องถนน ตลอดจนความสัมพันธ์ที่ยาวนานระหว่างมิชลินกับบริษัทผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ชั้นนำซึ่งเลือกใช้ยางมิชลินเป็นยางมาตรฐานติดรถ อาทิ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน (Harley-Davidson), ฮอนด้า (Honda) และ ยามาฮ่า (Yamaha)”

นิทรรศการยางรถจักรยานยนต์ในรูปแบบเสมือนจริง MICHELIN MOTORCYCLE TYRE VIRTUAL EXHIBITION แบ่งออกเป็น 5 ส่วน โดยแต่ละส่วนเน้นเนื้อหาที่แตกต่างกัน ได้แก่ Tyre Technology กล่าวถึงเทคโนโลยีขั้นสูง รวมทั้งกระบวนการวิจัยและพัฒนายางรถจักรยานยนต์ของมิชลิน, Michelin Motorcycle Tyres ที่ให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับยางมิชลินรุ่นต่างๆ สำหรับรถจักรยานยนต์, MotoGP™ Experience ที่แสดงความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างมิชลินและรายการแข่งรถจักรยานยนต์ ‘โมโตจีพี’, ข้อมูลยางรถจักรยานยนต์และนักบิดในการแข่งขัน ‘โมโตจีพี’ ประจำปี 2564 พร้อมทั้งคลิปวิดีโอเกี่ยวกับการแข่งขันและนักบิด ‘โมโตจีพี’, Motorcycle Tyre Original Equipment จัดแสดงเนื้อหาสะท้อนพลังการร่วมพันธมิตรของมิชลินกับผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ชั้นนำระดับโลก พร้อมทั้งแสดงรถจักรยานยนต์หลากรุ่นที่ใช้ยางมิชลินเป็นยางมาตรฐานติดรถ และ Riding Experience นำเสนอความคิดเห็นของนักบิดทั่วโลกที่ได้สัมผัสสมรรถนะของยางรถจักรยานยนต์ภายใต้แบรนด์มิชลิน

เนื้อหาทั้งหมดนำเสนอเป็นภาษาต่างๆ รวม 6 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ, ไทย, บาฮาซา อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, เกาหลี และเวียดนาม ผู้สนใจสามารถคลิกเข้าชมนิทรรศการยางรถจักรยานยนต์ในรูปแบบเสมือนจริง MICHELIN MOTORCYCLE TYRE VIRTUAL EXHIBITION ได้ที่ motorcycletyreexhibithall.michelin.asia

เมอร์เซเดส-เบนซ์ จัดโปรแรงฉลองตรุษจีนด้วยข้อเสนอสุดเร้าใจ ทั้งดอกเบี้ย 0% ผ่อนเริ่มต้นเพียง 1% และอีกเพียบ 1-28 ก.พ.นี้เท่านั้น!

0

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ส่งโปรแรง A Year of Good Fortune ฉลองตรุษจีนรับปีวัวแบบเฮง ๆ กับข้อเสนอสุดเร้าใจของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั้งในกลุ่ม Compact car, Contemporary Luxury, Dream Cars รวมถึงแบรนด์รถสปอร์ตสมรรถนะสูงอย่าง “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี” ที่จัดมาให้ทั้งดอกเบี้ย 0% หรือผ่อนเริ่มต้นเพียง 1% และข้อเสนอสุดพิเศษอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

  • ข้อเสนอจาก mySTAR ที่ให้ผ่อนชำระเพียง 1% ของราคาจำหน่ายรถยนต์แต่ละรุ่น (เมื่อดาวน์เริ่มต้น 25% นาน 60 เดือน) สำหรับรถยนต์รุ่น A-Class, GLA และ GLB
  • ข้อเสนอสุดพิเศษ รับดอกเบี้ย 0% นาน 48 เดือน เมื่อดาวน์ 30% สำหรับรถยนต์รุ่น C-Class อาทิ C 220 d AMG Dynamic, C 300 e Avantgarde และ C 300 e AMG Sport รถยนต์ในกลุ่ม Dream Car อาทิ C 200 Coupé AMG Dynamic และรถยนต์แบรนด์เมอร์เซเดสเอเอ็มจี อาทิ Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé ฯลฯ
  • สุดยอดข้อเสนอพิเศษสำหรับรถยนต์ Mercedes-Benz S 560 e AMG Premium (All options) กับการเลือกผ่อนชำระเพียงเดือนละ 99,999 บาท/เดือน นาน 24 เดือน พร้อมรับฟรีประกันภัยชั้น 1 Mercedes-Benz Protection เป็นเวลา 2 ปี และรับฟรี “เมอร์เซเดส-เบนซ์ เซอร์วิสพลัส” โปรแกรมการบำรุงรักษาและขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ตามข้อกำหนด MBSP Compact เป็นเวลา 2 ปี

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์และผู้จำหน่ายรถยนต์    เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ โดยแคมเปญพิเศษนี้เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้จนถึง 28 กุมภาพันธ์นี้เท่านั้น

ฟอร์ด ผนึกกำลังกูเกิลเร่งสร้างสรรค์นวัตกรรมยานยนต์ ชูเทคโนโลยีการเชื่อมต่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า

0

ฟอร์ด และกูเกิล ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในการเร่งเครื่องปรับโฉมธุรกิจของฟอร์ด พร้อมยกระดับประสบการณ์การเชื่อมต่อรถยนต์กับเทคโนโลยีการสื่อสาร (Connected Vehicle) โดยกูเกิล คลาวด์ (Google Cloud) จะเป็นพันธมิตรสำคัญในการให้บริการคลาวด์ของฟอร์ด เป็นระยะเวลา 6 ปี โดยตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป รถฟอร์ดหลายล้านคันจะสามารถใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญระดับโลกในด้านข้อมูล รวมถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแมชชีนเลิร์นนิงของกูเกิลได้เต็มที่ ขณะที่รถยนต์ฟอร์ด และลินคอร์น ทุกรุ่นไม่จำกัดราคา จะใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ พร้อมติดตั้งแอปพลิเคชันและบริการของกูเกิล

ฟอร์ด และกูเกิล ร่วมกันจัดตั้งคณะทำงานชุดใหม่ในชื่อ Team Upshift เพื่อการขับเคลื่อนนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ด้วยความสามารถของบุคลากร และทรัพยากรที่ทั้งสองบริษัทมีอยู่ Team Upshift นี้จะช่วยผลักดันให้ฟอร์ดพัฒนาปรับโฉมธุรกิจให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งปลดล็อกข้อจำกัดในการมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคลของผู้บริโภคที่หลากหลาย และกระตุ้นให้เกิดโอกาสจากการประยุกต์ใช้ข้อมูลจำนวนมากในหลากหลายมิติ ซึ่งอาจครอบคลุมโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประสบการณ์ขายปลีกรถในรูปแบบใหม่ รวมถึงการเพิ่มข้อเสนอในการเป็นเจ้าของรถโดยอ้างอิงจากข้อมูลเฉพาะบุคคล

“ฟอร์ดกำลังเดินหน้าปรับโฉมธุรกิจครั้งใหญ่ที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ ด้วยการพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้า เทคโนโลยีการเชื่อมต่อ ไปจนถึงการขับเคลื่อนอัตโนมัติ กูเกิลและฟอร์ดจึงร่วมกันจัดตั้งสุดยอดทีมพัฒนานวัตกรรม ที่สามารถมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้กับลูกค้า และยกระดับธุรกิจของเราให้ทันสมัยไปอีกขั้นได้อย่างแท้จริง” จิม ฟาร์ลีย์ ประธาน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี กล่าว

“จากสายพานโรงงานฟอร์ด สู่เทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะ ฟอร์ดสั่งสมความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมในอุตสาหกรรมยานยนต์มากว่า 120 ปี” นายซันดาร์ พิชัย กรรมการผู้จัดการของกูเกิล และอัลฟาเบท กล่าว “เรารู้สึกภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับฟอร์ด เพื่อนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ระบบวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงแพลตฟอร์มประมวลผลและแพลตฟอร์มคลาวด์ที่ดีที่สุดจากกูเกิล มาปรับใช้กับธุรกิจของฟอร์ด และมาเป็นส่วนเสริมให้กับวิทยาการการผลิตรถยนต์เพื่อการขับขี่อย่างปลอดภัย และการเชื่อมต่อกับระบบต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย”

 

ด้วยความเป็นหนึ่งด้านผู้ให้บริการคลาวด์ ตั้งแต่ภายปีนี้เป็นต้นไป กูเกิลจะช่วยให้ฟอร์ดได้ใช้เทคโนโลยีชั้นนำต่างๆ ของกูเกิล คลาวด์ ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ แมชชีนเลิร์นนิง หรือเทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเร่งให้ฟอร์ดได้เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ปรับเปลี่ยนรูปแบบการปฏิบัติการให้ทันสมัยยิ่งขึ้น และพัฒนานวัตกรรมการเชื่อมต่อในรถยนต์ด้วยระบบคลาวด์ระดับโลกที่มีความน่าเชื่อถือ มีความปลอดภัย และไว้วางใจได้ โดยฟอร์ดจะประยุกต์ใช้กูเกิล คลาวด์ ในส่วนต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • ยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถให้แก่ลูกค้า ด้วยเทคโนโลยี และบริการที่ทันสมัย เป็นเอกลักษณ์ และปรับใช้ได้กับลูกค้าแต่ละราย
  • ปรับกระบวนการการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิต และการจัดการห่วงโซ่อุปทานให้มีความล้ำยุคยิ่งขึ้น พร้อมประยุกต์ใช้ทัศนะด้านปัญญาประดิษฐ์กับการฝึกฝนพนักงานของโรงงานฟอร์ด และเพิ่มศักยภาพของอุปกรณ์ต่างๆ ในโรงงานให้มีมาตรฐานที่น่าเชื่อถือยิ่งขึ้นกว่าเดิม
  • เร่งพัฒนารูปแบบธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยระบบประมวลผลด้วยข้อมูลดิจิทัล เพื่อให้ลูกค้าได้รับการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ อาทิเช่น การตรวจเช็คสภาพ หรือการซื้อ-ขายรถมือสอง

ฟอร์ดและกูเกิลมีด้วยวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นร่วมกัน ในการมอบประสบการณ์การใช้รถยนต์ที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และมีความสุนทรีย์ มาช่วยลดสิ่งรบกวนระหว่างการขับขี่ รวมไปถึงช่วยให้ลูกค้ารู้เท่าทันเทคโนโลยีผ่านการอัพเดทแบบไร้สาย โดยตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป ลูกค้าฟอร์ดและลินคอล์นทั่วโลกจะได้รับประโยชน์ และประสบการณ์ดิจิทัลที่ไม่มีใครเหมือนจากระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์บนรถยนต์ โดยมีแอปพลิเคชันและบริการของกูเกิลติดตั้งพร้อมใช้ อาทิ ระบบแผนที่ระดับโลก และเทคโนโลยีสั่งการด้วยเสียง

  • ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องละสายตาจากท้องถนนและปล่อยพวงมาลัย เพราะสามารถสั่งการด้วยเสียงได้ด้วยกูเกิล แอสซิสแทนต์ (Google Assistant)
  • กูเกิล แมปส์ (Google Maps) ถือเป็นอีกหนึ่งระบบนำทางยอดฮิต ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ไปถึงจุดหมายปลายทางได้รวดเร็วยิ่งขึ้นด้วยข้อมูลการจราจรที่อัพเดททันที การปรับเปลี่ยนเส้นทางอัตโนมัติ ข้อแนะนำช่องทางรถในการเดินทาง และฟีเจอร์อื่นๆ อีกมากมาย
  • กูเกิล เพลย์ (Google Play) มาพร้อมระบบเเชื่อมต่อแอปฯ โปรดของผู้ขับขี่ อาทิ แอปพลิเคชันฟังเพลง พอดแคสต์ และหนังสือเสียง (Audiobook) โดยจะมีการนำแอปพลิเคชันเหล่านี้มาผสานรวมตัวและปรับให้เหมาะสมเพื่อการใช้งานในรถ

นอกจากนี้ ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ในรถยนต์ยังช่วยให้ฟอร์ดและผู้พัฒนาแอปพลิเคชันรายอื่นๆ  ยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานแต่ละคนได้อย่างเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น

“เรามีความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการของฟอร์ดอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคในรูปแบบที่แตกต่าง” ฟาร์ลีย์ กล่าว “การร่วมมือกันในครั้งนี้จะช่วยผลักดันการทำงานให้ก้าวข้ามขีดจำกัดทั้งมวล เพื่อการพัฒนานวัตกรรมและส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าฟอร์ดและลินคอล์น ควบคู่กับการมอบการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันและบริการระดับโลกของกูเกิลได้อย่างไร้รอยต่อ”