Home Blog Page 399

มาสด้า BT-50 ปิกอัพกำลังมาแรง 1 สัปดาห์ ลูกค้าแห่จองทะลุ 1 พันคัน

0

หลังจากที่มาสด้าออกมาสวนกระแสเศรษฐกิจ ด้วยการจัดกิจกรรมเพื่อเปิดตัวแนะนำรถปิกอัพใหม่ล่าสุด ALL-NEW MAZDA BT-50 ไปเมื่อวันที่ 21 มกราคม ที่ผ่านมา ท่ามกลางวิกฤตโคโรน่าไวรัส และหลายพื้นที่อยู่ระหว่างควบคุมการแพร่ระบาดอย่างเคร่งครัด แต่สำหรับมาสด้าไม่เคยเดินตามใครมีแนวคิดกล้าที่แตกต่าง สามารถเรียกกระแสปิกอัพเมืองไทยกลับมาได้สำเร็จ ด้วยแรงสนับสนุนจากดีลเลอร์ทั่วประเทศ ต่างร่วมแรงร่วมใจจัดกิจกรรมเปิดตัวเรียกกระแสสร้างแรงกระตุ้นในกลุ่มลูกค้าท้องถิ่น เพียงแค่สัปดาห์กวาดยอดจองทะลุ 1,000 คัน ไปแล้ว หลังเปิดให้ลูกค้าจับจองเป็นเจ้าของ โดยได้เริ่มส่งมอบให้กับลูกค้ารายแรกที่จังหวัดชลบุรี

ปิกอัพมาสด้า บีที-50 ใหม่ รุ่น Hi-Racer ขับเคลื่อน 2 ล้อแบบยกสูง เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.9 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 16.1 กิโลเมตร/ ลิตร* ได้รับความสนใจจากลูกค้ามากที่สุด ราคาเริ่มต้นเพียง 679,000 บาท แต่อัดแน่นด้วยอุปกรณ์มาตรฐานที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยการขับขี่ ส่วนรุ่นขับเคลื่อ 4 ล้อ เครื่องยนต์ 3.0 ลิตร ก็ได้รับความนิยมเช่นเดียวกัน โดยเริ่มส่งมอบให้กับลูกค้าไปแล้วกว่า 300 คัน และกำลังเร่งดำเนินการส่งมอบรถใหม่ให้ถึงมือลูกค้าโดยเร็วที่สุด

ด้าน นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย กล่าวว่า แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง แต่ในขณะเดียวกันรถยนต์ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบอาชีพ ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมามีลูกค้าเดินทางเข้าโชว์รูมอย่างเนื่องแน่นเพื่อไปสัมผัสรถปิกอัพใหม่ ทั้งนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า มาสด้าเตรียมผนึกกำลังกับผู้จำหน่ายทั่วประเทศจัดกิจกรรม MAZDA SEASON OF LUCK ระหว่างวันที่ 8 – 14 กุมภาพันธ์นี้ ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของรถมาสด้าได้คุ้มค่ายิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อจอง 5,000 บาท และออกรถภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ รับ Mazda Premium Luggage มูลค่า 1,900 บาท ดอกเบี้ยต่ำสุด 1.99%1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 ฟรีค่าแรงเช็กระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร3

ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาตามระยะทางตลอดระยะเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร เริ่มต้นเพียง 20,110 บาท เท่านั้น เพื่อตัดความกังวลและช่วยแบ่งเบาภาระการดูแลรักษาตามระยะทาง อีกทั้งยังเลือกใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ 100% ที่ดีที่สุดในปัจจุบัน เพื่อปกป้องเครื่องยนต์และยืดอายุการใช้งานของรถให้ยาวนานมากขึ้น แถมช่วยประหยัดค่าน้ำมันได้อีกด้วย

หมายเหตุ :

1ดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน
2บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์
3ฟรีค่าแรงการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 10 ครั้ง ทุก 6 เดือน หรือ ทุก 10,000 กิโลเมตร ตั้งแต่ 10,000 – 100,000 กิโลเมตร

‘ซูซูกิ’ เปิดตัว NEW SUZUKI SWIFT อีโคคาร์สปอร์ตพรีเมี่ยมล่าสุด ภายใต้แนวคิด “Power You Up” แรงสุดขีด สปีดเร้าใจ

0

บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้ารุกตลาดรถยนต์เต็มสูบรับต้นปี แนะนำ NEW SUZUKI SWIFT สปอร์ตอีโคคาร์รุ่นล่าสุดอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ชูแนวคิด “Power You Up แรงสุดขีด สปีดเร้าใจ” ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ด้วยสมรรถนะเหนือระดับ สัมผัสได้ถึงความสปอร์ตสุดร้อนแรง แต่ยังคงไว้ซึ่งความประหยัดกับเครื่องยนต์ K12M พร้อมเทคโนโลยี DUALJET และแพลตฟอร์ม HEARTECT ดีไซน์สปอร์ตรอบคัน อัพทุกความสนุกตลอดการเดินทางด้วยห้องโดยสารสไตล์สปอร์ตพรีเมี่ยม ระบบเอ็นเตอร์เทนเมนท์ครบครัน พร้อมนำเสนอเพลงเปิดตัวใหม่ล่าสุด “Power You Up” จากโอ๊ต ปราโมทย์ ปาทาน ที่จะสื่อถึง NEW SUZUKI SWIFT ในราคาเริ่มต้น 557,000 บาท ตั้งเป้ายอดขาย 12,000 คัน สู่การเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดอีโคคาร์เมืองไทย

มร. มิโนรุ อามาโนะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะกำลังเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่ จนส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมรถยนต์รวมถึงภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยรวมของทั้งประเทศชะลอตัวลงอีกครั้งหลังจากที่เพิ่งฟื้นตัวจากโควิด-19 รอบแรกได้ไม่นาน แต่ซูซูกิยังคงมองเห็นโอกาสท่ามกลางวิกฤติดังกล่าว และยังมุ่งหวังจะเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้เกิดการฟื้นตัวโดยไว จึงได้ทำการปรับกลยุทธ์ในการทำงานท่ามกลางสถานการณ์อันยากลำบากนี้ ให้สามารถตอบรับต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างทันท่วงที ทั้งด้านงานบริการไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุด

โดยจะเห็นได้จากความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจตลอดปี 2563 ที่ผ่านมา ซูซูกิเติบโตสวนกระแสตลาดที่ 7% มียอดจำหน่ายตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคม 2563 จำนวนรวมทั้งสิ้น  25,528 คัน เป็นไปตามเป้าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งมาจากกลยุทธ์การทำตลาดและการจัดจำหน่ายรถยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าในทุกๆ เซกเมนต์ ไม่ว่าจะเป็น SUZUKI SWIFT, SUZUKI CELERIO, SUZUKI CIAZ, SUZUKI ERTIGA, SUZUKI CARRY และล่าสุดกับ SUZUKI XL7 รวมถึงการเอาใจใส่ในการพัฒนาและปรับปรุง ยกระดับงานบริการหลังการขายของโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานทั่วประเทศในทุกด้าน อีกทั้งยังเตรียมขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายทั้งหมดเป็น 140 แห่งทั่วประเทศภายในเดือนมีนาคม 2565

มร. อามาโนะ กล่าวเสริมว่า “ด้วยเหตุนี้ การเปิดตัว NEW SUZUKI SWIFT จึงเป็นการสานต่อทุกความสำเร็จ พร้อมกับเป็นการเติมเต็มความต้องการของลูกค้าที่กำลังมองหาสปอร์ตอีโคคาร์ที่มีสไตล์โดดเด่น ด้วยสมรรถนะอันดีเยี่ยมจากเทคโนโลยีอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของซูซูกิ จึงเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า NEW SUZUKI SWIFT จะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า รวมทั้งสร้างความคึกคักให้กับตลาดรถยนต์รับไตรมาสแรกของปี 2564 นี้

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ซูซูกิได้ปรับกลยุทธ์การทำงานอย่างเข้มข้นเพราะมีความต้องการอย่างจริงใจที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า จึงพร้อมที่จะสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดอีโคคาร์เมืองไทยอีกครั้ง ด้วยการแนะนำ NEW SUZUKI SWIFT เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านอีโคคาร์โดยตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 12,000 คัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในยอดขายรวมปีนี้ที่ 30,000 คัน 

กลุ่มเป้าหมายสำคัญของ NEW SUZUKI SWIFT คือกลุ่มที่ชื่นชอบรถยนต์ที่มีดีไซน์โดดเด่นสามารถบ่งบอกถึงตัวตนได้อย่างชัดเจน มาพร้อมสมรรถนะอันร้อนแรง ฟังก์ชันการใช้งานคุ้มค่า ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยพลังในการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่บนเส้นทางของตัวเอง จึงเป็นที่มาของแนวคิด ‘NEW SUZUKI SWIFT, Power You Up แรงสุดขีด สปีดเร้าใจ

โดยได้งัดกลยุทธ์ Music Marketing เพื่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายด้วยการดึง “โอ๊ต ปราโมทย์ ปาทาน มาเป็นผู้ถ่ายทอดไลฟ์สไตล์ที่แรงสุดขีด สปีดเร้าใจ ให้คนรุ่นใหม่กล้าออกไปใช้ชีวิตที่อยากเป็น ภายใต้เพลงใหม่ล่าสุด ‘Power You Up’ ที่มาในคอนเซ็ปต์เดียวกันกับชื่อเพลง ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์เพลงใหม่ที่ฉีกแนวของ “โอ๊ต ปราโมทย์ ปาทาน ในสไตล์ Electronic Synth-Pop อัดความสนุกเร้าใจแบบไร้ขีดจำกัด รวมถึง MV ที่ถ่ายทอดความเร็ว แรง และอัพพาวเวอร์ของ NEW SUZUKI SWIFT ผ่านช่องทางการสื่อสารที่ครอบคลุมโดยเน้นสื่อออนไลน์มากขึ้นเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง”

NEW SUZUKI SWIFT, Power You Up แรงสุดขีด สปีดเร้าใจ ได้รับการพัฒนาใหม่ นำเสนอผ่านดีไซน์อันโดดเด่นและสมรรถนะในการขับขี่ที่ดีเยี่ยม อัพพาวเวอร์ให้กับทุกการขับขี่ด้วย 3 ไฮไลท์ คือ อัพความสนุกทุกในทุกความเคลื่อนไหวไปกับความแรงของเครื่องยนต์ K12M พร้อมเทคโนโลยี DUALJET และ แพลตฟอร์ม HEARTECT แรงสุดขีด สปีดเร้าใจด้วยเครื่องยนต์เบนซิน รหัส K12M 4 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร กำลังสูงสุด 83 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดที่ 108 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที มาพร้อมเทคโนโลยีหัวฉีดคู่หรือ DUALJET เพิ่มประสิทธิภาพด้วยระบบหัวฉีดคู่ที่จัดวางไว้ใกล้กับห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ และทำงานโดยฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปที่กระบอกสูบพร้อมกันทั้ง 2 หัวฉีด ทำให้น้ำมันมีละอองที่ละเอียดขึ้น อัดฉีดน้ำมันได้อย่างแม่นยำและเป็นการลดอุณหภูมิในกระบอกสูบพร้อมกับเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาไหม้ นอกจากนี้การมีขนาดห้องเผาไหม้ที่เหมาะสมและมีอัตราส่วนกำลังอัดของกระบอกสูบที่ 11.5 ซึ่งเป็นกำลังอัดที่มากกว่าเครื่องยนต์ทั่วไป ทำให้น้ำมันเชื้อเพลิงเกิดการเผาไหม้อย่างรวดเร็วเมื่อมีการจุดระเบิด ได้กำลังและแรงบิดที่ดียิ่งขึ้น จึงช่วยให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น นอกจากนี้เครื่องยนต์ DUALJET ยังมีระบบ EGR ที่ลดอุณหภูมิในห้องเผาไหม้ ระบายความร้อนแก๊สไอเสียด้วยน้ำและหมุนวนเข้าท่อร่วมไอดี เป็นการลดการเผาไหม้ที่ผิดปกติ ทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ประหยัดน้ำมันมากกว่า 23 กม./ลิตร รองรับน้ำมันสูงสุด E20

ด้านความปลอดภัยยังคงโดดเด่นด้วยแพลตฟอร์ม HEARTECT ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของซูซูกิ ยกระดับการขับขี่ด้วยโครงสร้างน้ำหนักเบาที่สร้างจากปรัชญา 3 ข้อ คือ

  1. รูปทรงที่ง่ายแต่มีความแข็งแรง ลดส่วนโค้งงอ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของโครงสร้าง ปรับปรุงตำแหน่งการวางเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง ระบบรองรับน้ำหนัก และถังน้ำมันเชื้อเพลิง
  2. จุดเชื่อมต่อมีความแข็งแรง โครงสร้างตัวถังให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัย โดยออกแบบให้เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์แบบ ช่วยลดน้ำหนักได้มากขึ้นเพื่อสมรรถนะที่สูงสุด
  3. การลดน้ำหนัก โดยมุ่งไปที่ทุกส่วนของรถยนต์มากกว่าเพียงแค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง แพลตฟอร์ม HEARTECT ช่วยให้โครงสร้างรถมีน้ำหนักน้อยลงแต่คงความแข็งแกร่ง ทนทาน มีประสิทธิภาพในการทรงตัวที่ดี ขับขี่ได้คล่องตัว

รวมถึงโครงสร้างตัวถังแบบ TECT ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของตัวรถ พร้อมระบบ NVH ช่วยกันการสั่นสะเทือน และลดเสียงรบกวนจากภายนอก อีกทั้งยังอัดแน่นไปด้วย ระบบ ESP ช่วยควบคุมสเถียรภาพการทรงตัว ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS และระบบ IDLING STOP ที่ลดมลพิษและลดการสิ้นเปลืองน้ำมันขณะรถหยุดนิ่งเหมาะกับการขับขี่ในเมือง เสริมด้วยระบบ Cruise Control ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ให้ขับสบายตลอดทาง พร้อมมั่นใจในทุกเส้นทางด้วยระบบ Hill Hold Control ช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน พร้อมทั้งถุงลมนิรภัยถึง 6 ตำแหน่ง   

อัพดีไซน์ใหม่ สปอร์ตสุดเร้าใจด้วยกระจังหน้าตกแต่งโครเมี่ยมและล้ออัลลอยปัดเงา

อัพดีไซน์สไตล์สปอร์ตสุดเร้าใจสะท้อนภาพลักษณ์และตัวตนของผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี NEW SUZUKI SWIFT ได้ปรับโฉมเพิ่มลุคสปอร์ตปราดเปรียวที่กระจังหน้าตกแต่งโครเมี่ยมแบบใหม่ และล้ออะลูมิเนียมอัลลอยปัดเงาใหม่ขนาด 16 นิ้วดูโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ พร้อมไฟหน้า LED Projector และไฟท้าย LED โดยมิติของตัวรถมีความยาว 3,845 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,735 มิลลิเมตร ความสูง 1,495 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,450 มิลลิเมตร

อัพความสบายในห้องโดยสารดีไซน์สปอร์ต หน้าจอระบบสัมผัส 8 นิ้ว

NEW SUZUKI SWIFT จัดเต็มระบบเอ็นเตอร์เทนเมนท์ครบครันและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมายเพื่อให้สามารถขับขี่ตลอดเส้นทางได้อย่างสบายและสนุก ด้วยหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับทุกการเชื่อมต่อทั้ง Apple CarPlay, Android Auto และ Bluetooth

ภายในห้องโดยสารสีดำ ตกแต่งด้วยวัสดุสีเงินสไตล์สปอร์ต กว้างสบายรองรับการใช้งานได้หลากหลาย มาตรวัดตกแต่งลายเส้นสีแดง พร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันทรง D-Shape เพิ่มพื้นที่วางขาและปรับระดับได้ 4 ทิศทาง เบาะนั่งทรงสปอร์ตโอบกระชับสรีระ

รองรับทุกไลฟ์สไตล์ในการเดินทาง ด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระขนาด 265 ลิตร ปรับพับเบาะหลังแบบ 60:40 พร้อมด้วย Keyless Entry เปิด-ปิดล็อกประตูได้โดยไม่ต้องกดกุญแจรีโมท สะดวก ทันสมัย ด้วย Keyless Push Start สตาร์ทหรือดับเครื่องยนต์ได้ในปุ่มเดียว และเสริมความปลอดภัยในการถอยจอดทุกพื้นที่ด้วยกล้องมองหลังสุดคมชัด

ฟีเจอร์ใหม่ในเกรด GL

GL

Suzuki Swift รุ่นก่อนหน้าNEW SUZUKI SWIFT
กระจังหน้าสไตล์สปอร์ตตกแต่งลายเส้นโครเมียมO
กระจกมองข้างพับไฟฟ้าO
ระบบเปิดประตูอัจฉริยะ/ Keyless entryO
Keyless Push StartO
สัญญาณเตือนเมื่อลืมกุญแจO
ระบบปรับอากาศอัตโนมัติO

 

ฟีเจอร์ใหม่ในเกรด GLX

GLX

Suzuki Swift รุ่นก่อนหน้าNEW SUZUKI SWIFT
กระจังหน้าสไตล์สปอร์ตตกแต่งลายเส้นโครเมียมO
ล้ออะลูมิเนียมอัลลอยปัดเงาขนาด 16 นิ้วO
วัสดุตกแต่งคอนโซลและแผงประตูหน้าสีเงินO
จอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว เครื่องเล่นวิทยุ MP3 และ WMA พร้อมระบบเชื่อมต่อ Bluetooth และระบบเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน รองรับ Apple CarPlay และ Android AutoO
กล้องมองหลังO

NEW SUZUKI SWIFT มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน Speedy Blue Metallic (ZYH), สีแดง Ablaze Red Pearl (ZTW), สีขาว Pure White Pearl (ZYG), สีเทา Star Silver Metallic (ZTS), สีเทา Mineral Gray Metallic (ZTU) และสีดำ Super Black Pearl (ZTT) มาใน 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น GL ราคาเริ่มต้น 557,000 บาท และ รุ่น GLX ราคาเริ่มต้น 629,000 บาท ซูซูกิพร้อมจะมอบสุดยอดความคุ้มค่าให้ผู้ที่สนใจได้เป็นเจ้าของ NEW SUZUKI SWIFT ได้ง่ายยิ่งขึ้นกับโปรโมชั่นพิเศษอัตราดอกเบี้ยพิเศษสุดเพียง 1.99% และสามารถผ่อนเริ่มต้นที่ 3,333 บาท

อีกทั้ง ซูซูกิจัดให้มีกิจกรรมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ NEW SUZUKI SWIFT ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2564 เชิญทุกท่านร่วมสัมผัสและทดลองขับ NEW SUZUKI SWIFT ที่โชว์รูมผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิใกล้บ้านครอบคลุมทั่วประเทศกว่า 130 แห่ง

ฟอร์ด จัดแคมเปญ ‘ข้อเสนอคุ้มเกินคุ้ม’ ลุ้นรับทองคำมูลค่า 100,000 บาท เมื่อซื้อรถยนต์ฟอร์ดทุกรุ่น

0

ฟอร์ด ประเทศไทย จัดแคมเปญ ‘ข้อเสนอคุ้มเกินคุ้ม’ มอบข้อเสนอพิเศษ พร้อมลุ้นรับทองคำมูลค่า 100,000 บาท จำนวน 50 รางวัล มูลค่ารวม 5,000,000 บาท เมื่อจองรถฟอร์ดรุ่นใดก็ได้ ตั้งแต่วันที่ 1–14 กุมภาพันธ์ 2564 และออกรถภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 ที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ

ฟอร์ดมอบข้อเสนอพิเศษสำหรับฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ รุ่น ไวลด์แทรค อัตราดอกเบี้ย 0% ผ่อนนาน 48 เดือน พร้อมรับประกันเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง นาน 10 ปี หรือ 150,000 กม. แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน และข้อเสนอพิเศษสำหรับฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ รุ่น ไทเทเนี่ยม พลัส อัตราดอกเบี้ย 0.49% ผ่อนนาน 48 เดือน พร้อมรับประกันเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง นาน 10 ปี หรือ 150,000 กม. แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน

สำหรับเงื่อนไขการลุ้นรับรางวัลภายใต้แคมเปญ ‘ข้อเสนอคุ้มเกินคุ้ม’ ลูกค้าสามารถลุ้นรับทองคำมูลค่า 100,000 บาท จำนวน 50 รางวัล มูลค่ารวม 5,000,000 บาท เมื่อจองรถฟอร์ดรุ่นใดก็ได้ที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1–14 กุมภาพันธ์ 2564 โดยการจอง 1 คัน จะได้รับสิทธิในการลุ้นรางวัล 1 สิทธิ และต้องออกรถดังกล่าว ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการจองและออกรถที่ซื้อขายภายใต้เงื่อนไขพิเศษอื่น รถที่จัดแสดงในโชว์รูมและรถขายกลุ่มลูกค้าองค์กร และไม่สามารถใช้ร่วมกับกิจกรรมส่งเสริมการขายอื่น โดยจะมีการประกาศผลผู้โชคดีจากแคมเปญนี้ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564 ผ่านทาง Facebook ฟอร์ด www.facebook.com/FordThailand  

ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ฟอร์ด Ford Call Center โทร. 1383 หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ www.ford.co.th/luckydraw2021

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป สร้างความสำเร็จในปี 2563 ครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์พรีเมียมไทย

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ปิดศักราช 2563 คว้าตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์พรีเมียมประเทศไทย ด้วยยอดส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิรวมทั้งหมด 12,426 คัน ระหว่างเดือนมกราคมถึงธันวาคม 2563 ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มรถยนต์พรีเมียมของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยทะยานขึ้นสู่ 51.2% แม้จะต้องเผชิญหน้ากับปีที่ท้าทายที่สุดในประวัติศาสตร์

ท่ามกลางความท้าทายที่เกิดขึ้นในปี 2563 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยได้ส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูรวม 11,242 คัน ลดลง 4.3% จากปีก่อนหน้า ขณะที่มินิมียอดการส่งมอบ 1,184 คัน ลดลงจากปีก่อนหน้าเล็กน้อยที่ 1.7% ด้านบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ยังคงรักษาผลงานที่แข็งแกร่งไว้ได้ด้วยยอดส่งมอบ 1,224 คัน แม้จะต้องประสบกับสถานการณ์โรคระบาดในปีที่ผ่านมา

การสร้างสถิติความสำเร็จในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยในปีที่ผ่านมาจากกลยุทธ์ที่ยึดความต้องการของผู้บริโภคเป็นหัวใจหลัก ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวด้านดิจิทัล การนำเสนอยนตรกรรมรุ่นใหม่ออกสู่ตลาด ไปจนถึงการมอบพลังแห่งทางเลือกที่ยืดหยุ่นและหลากหลายให้แก่ลูกค้า ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพด้านการผลิต รวมทั้งความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเจตนารมณ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและความยั่งยืนในสังคมไทย พร้อมเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในปี 2564

ในระดับโลก บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำระดับโลกในตลาดรถยนต์พรีเมี่ยมอย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดการส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และโรลส์-รอยซ์ รวมทั้งหมด 2,324,809 คันทั่วโลก ขณะที่ยอดขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 31.8% จากปีก่อนหน้า ด้วยยอดส่งมอบรวม 192,646 คันจากบีเอ็มดับเบิลยูและมินิ สะท้อนถึงความต้องการด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างมากทั่วโลก ด้านบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ก็สร้างสถิติการเติบโตด้วยยอดส่งมอบรถมอเตอร์ไซค์และสกูตเตอร์ทั้งหมด 169,272 คันในปี 2563 ที่ผ่านมา สร้างตัวเลขผลงานยอดขายสูงสุดเป็นอันดับที่สองในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ท่ามกลางความท้าทายมากมายจากสถานการณ์โรคระบาด

มร.อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2563 นับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่เหนือความคาดหมายของทุกคน แต่ในปีที่เราต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งประวัติศาสตร์นี้ เราก็ได้สร้างความสำเร็จครั้งสำคัญที่สุดและก้าวสู่การเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์
พรีเมียมประเทศไทย แม้ตลาดรถยนต์โดยรวมของประเทศไทยหดตัวมากถึง 31% แต่เราก็สร้างผลงานที่เหนือกว่าตลาดในเซกเมนต์พรีเมียม และครองส่วนแบ่งตลาดมากถึง 51.2% ซึ่งเป็นผลจากการนำเสนอทางเลือกระบบขับเคลื่อนที่หลากหลาย การบริการหลังการขายที่ยืดหยุ่น และการปรับตัวด้านดิจิทัลอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2563 เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของผู้บริโภค”

“ความสำเร็จของปีที่ผ่านมานั้นชัดเจน เราได้ปฏิรูปทั้งวิธีคิดและการทำงาน อีกทั้งยังพลิกโฉมช่องทางการเข้าถึงลูกค้าต่าง ๆ ไปสู่ช่องทางดิจิทัล เราได้ค้นพบหนทางที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์แม้จะต้องต่อสู้กับความท้าทายมากมาย วันนี้ผมจึงอยากขอขอบคุณลูกค้าทุกคนที่ยังคงเชื่อมั่นในแบรนด์ต่าง ๆ ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เรามีความหลงใหลในสิ่งที่เราทำ ซึ่งแรงผลักดันที่สำคัญที่สุดของเราก็คือลูกค้าทุกคน เรามุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีใหม่ๆที่น่าตื่นเต้นมาเพื่อลูกค้าของเราในปีนี้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้แล้วผมยังอยากขอขอบคุณผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของเราทุกราย ที่ไม่ลดละความมุ่งมั่นในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด ความกดดันที่เกิดจากโรคระบาดโควิด-19 ครั้งนี้เป็นความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ของตลาดยานยนต์ แต่เราก็ได้ร่วมฝ่าฟันอุปสรรค และร่วมกันสร้างความสำเร็จอันน่าประทับใจครั้งนี้ไปพร้อม ๆ กัน” มร. บารากา กล่าว

ความสำเร็จแห่งปี 2563: จากการปรับตัวด้านดิจิทัลและพลังแห่งทางเลือก สู่ตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์พรีเมียม

จากการยึดมั่นในความต้องการของผู้บริโภค บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยได้พลิกโฉมการนำเสนอประสบการณ์ด้านยนตรกรรมให้แก่ลูกค้าตลอดทั้งปี 2563 การปรับตัวด้านดิจิทัลกลายเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมต่อกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอทางเลือกในการเข้าชมและสั่งจองรถยนต์ในงานมอเตอร์โชว์และงานมอเตอร์เอ็กซ์โปผ่านช่องทางออนไลน์ควบคู่กับการเดินชมงานแบบปกติ ตลอดจนการเปิดตัวรถยนต์ใหม่ผ่านช่องทางออนไลน์พร้อมมอบข้อเสนอทางการเงินสุดพิเศษแบบเรียลไทม์ และยังได้ขยายการตอบโจทย์แฟน ๆ ด้วยการจัดงาน BMW Xpo ในรูปแบบใหม่ ที่คำนึงถึงความต้องการและความสะดวกของลูกค้ายิ่งขึ้น โดยนำประสบการณ์สไตล์บีเอ็มดับเบิลยูมาให้ลูกค้าได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดในศูนย์การค้า 4 แห่งทั่วกรุงเทพมหานคร

ที่สำคัญ การมอบพลังแห่งทางเลือกเป็นหัวใจหลักในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จึงตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของลูกค้าได้อย่างตรงจุด โดยทั้งบีเอ็มดับเบิลยูและมินิได้เปิดตัวรถไปกว่า 20 รุ่น ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์สันดาปภายในทั้งเบนซินและดีเซล รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ไปจนถึงรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ทั้งในรูปแบบรถซีดาน รถอเนกประสงค์ SAV และรถสปอร์ตสมรรถนะสูง ซึ่งเฉพาะสำหรับประเภทรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยได้เปิดตัวรุ่นใหม่ไปถึง 4 รุ่น ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive M Sport บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport และบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M Sport รวมถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100 % รุ่นแรกจากมินิอย่าง มินิ คูเปอร์ เอสอี พร้อมสานต่อความมุ่งมั่นในขับเคลื่อนพลังสะอาดอย่างยั่งยืน ด้วยการเดินหน้าขยายเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ ChargeNow ซึ่งปัจจุบันมีหัวจ่าย ChargeNow ทั้งหมด 111 หัวจ่าย ใน 67 แห่งทั่วประเทศไทย

นอกจากทางเลือกที่ยืดหยุ่นและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายครอบคลุมทั้งความต้องการด้านยนตรกรรมและไลฟ์สไตล์ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยยังร่วมมือกับเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการในการขยายบริการที่รวดเร็ว สะดวกสบาย และได้มาตรฐานในระดับโลกให้แก่ลูกค้าทั่วประเทศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ถึงตำแหน่งผู้นำของบีเอ็มดับเบิลยูในตลาดยนตรกรรมพรีเมียมไทย

ยอดผลิตที่แข็งแกร่งตอกย้ำศักยภาพอันยอดเยี่ยมของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย

แม้ว่าจะมีการหยุดชะงักในห่วงโซ่อุปทานครั้งยิ่งใหญ่ในปี 2563 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ยังคงรักษาความแข็งแกร่งไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยความสำเร็จในการรักษาความต่อเนื่องและความยืดหยุ่นในการผลิตและประกอบยานยนต์ตลอดทั้งปี ร่วมกับความต้องการที่ยังคงเข้มแข็งจากทั้งตลาดเอเชียและในประเทศไทย รวมไปถึงความเชื่อมั่นในแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู ส่งผลให้โรงงานประกอบยานยนต์ จังหวัดระยอง สามารถสร้างผลงานภาพรวมปี 2563 ได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยยอดการประกอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูกว่า 23,177 คัน และยอดประกอบมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดที่ 8,875 คัน

เพื่อตอบโจทย์ความต้องการระบบขับเคลื่อนที่หลากหลายของลูกค้า และสนับสนุนการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าในประเทศ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย นับเป็นผู้ประกอบยานยนต์รายแรกและรายเดียวในประเทศไทยที่สามารถประกอบและส่งมอบยนตรกรรมในระบบขับเคลื่อนต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2558 ไม่ว่าจะเป็นระบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน ระบบปลั๊กอินไฮบริด และระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าล้วน ปัจจุบัน โรงงานประกอบยานยนต์ของบีเอ็มดับเบิลยู ณ จังหวัดระยอง สามารถประกอบรถยนต์และมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยูในประเทศได้กว่า 16 รุ่น โดยในจำนวนนี้เป็นรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด 5 รุ่น และมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด รวมอีก 9 รุ่น

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ยังพร้อมส่งเสริมและยกระดับศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตยนตรกรรมระดับโลก ผ่านโครงการ BMW Dual Excellence Program ที่จัดทำมาตั้งแต่ปี 2558 เพื่อบ่มเพาะทักษะและพัฒนาความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์ในหมู่นักศึกษาอาชีวะขั้นสูงในประเทศไทย โดยมีนักศึกษาคิดเป็น 35% จากโครงการดังกล่าวได้เข้าร่วมงานกับโรงงานบีเอ็มดับเบิลยูในจังหวัดระยอง โดยในจำนวนนี้คิดเป็นนักศึกษาหญิงกว่า 27% ตอกย้ำความมุ่งมั่นระยะยาวของบีเอ็มดับเบิลยูในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย และความพยายามในการขับเคลื่อนความหลากหลายและความเท่าเทียมในที่ทำงานอย่างต่อเนื่องของบริษัท

 

บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย มุ่งหน้าเข้าสู่ปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปี หลังสร้างสถิติยอดสินเชื่อสูงสุดและมูลค่าสินเชื่อรวมในพอร์ตสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2563 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป

บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ประกาศสถิติยอดสินเชื่อสูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วยมูลค่า 16,770 ล้านบาทในปี 2563 ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในประเทศไทย

มร. บียอร์น แอนทอนส์สัน ประธานกรรมการบริหาร บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย กล่าวว่า “ในช่วงสถานการณ์โรคระบาด เราได้ออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนทั้งลูกค้าและผู้จำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นการพักชำระหนี้ การขยายระยะเวลาการให้สินเชื่อ ไปจนถึงการขยายระยะเวลาการผ่อนชำระ ซึ่งเราได้ร่วมมือกับพันธมิตรผู้จำหน่ายของเราในการมอบการบริการระดับพรีเมียมอย่างต่อเนื่องเช่นเดิม”

การมอบประสบการณ์และผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมให้แก่ลูกค้าเป็นหัวใจหลักผ่านการนำเสนอนวัตกรรมทางการเงินดังต่อไปนี้

  • Freedom Choice โปรแกรมทางการเงินมีจำนวนสัญญาเช่าซื้อเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2562
  • สำหรับรถยนต์มือสองและลูกค้าองค์กร บีเอ็มดับเบิลยูได้นำเสนอที่สุดแห่งความคุ้มค่า คุณภาพ และบริการ
  • บีเอ็มดับเบิลยูได้ลงทุนจำนวนมากในการวางระบบการทำงานใหม่เพื่อยกระดับขั้นตอนในการบริการลูกค้าให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  • นำเสนอบริการเพิ่มเติมผ่าน LINE Official Account ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 600,000 คน ซึ่งสามารถให้บริการเพิ่มเติมและให้ความสำคัญกับลูกค้ารายปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น
  • ยกระดับการเข้าถึงผ่านช่องทางดิจิทัลด้วยการค้นหารถยนต์ที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ที่สุด (Preference Finder) การสัมผัสรถบีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 2 และ ซีรี่ส์ 3 แบบเสมือนจริงผ่านระบบ Augmented Reality และการร่วมนำเสนอบริการผ่านช่องทางออนไลน์ในงานมอเตอร์โชว์และมอเตอร์เอ็กซ์โป กับบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย

“จากการนำเสนอนวัตกรรมเหล่านี้ เราจึงได้สร้างสถิติครั้งใหม่ด้วยยอดสินเชื่อรวมในพอร์ตสูงสุดถึง 50,500ล้านบาท ซึ่งแม้จะปี 2563 จะเป็นปีที่ท้าทายมาก แต่ก็ยังเป็นปีที่เราประสบความสำเร็จมากเช่นกัน และในปี 2564 นี้ ยังมีการฉลองครบรอบ 20 ปีของบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ซึ่งเราได้เตรียมข้อเสนอที่พิเศษสุด ๆ เพื่อฉลองการครบรอบครั้งนี้ไว้ให้ลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูได้รอติดตามกัน” มร. แอนทอนส์สัน กล่าว

นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังดำเนินโครงการแคร์ ฟอร์ วอเตอร์มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสานต่อภารกิจในการมอบระบบกรองน้ำพร้อมถ่ายทอดวิธีดูแลรักษาระบบกรองน้ำและความรู้ในการบริหารจัดการน้ำสะอาด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ชาวบ้านในชุมชนอย่างยั่งยืน โดยตั้งแต่ริเริ่มโครงการในปี 2558 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้ส่งมอบระบบกรองน้ำให้แก่ 93 ชุมชนที่ขาดแคลนน้ำสะอาดใน 32 จังหวัดทั่วประเทศไทย ช่วยให้สมาชิกในชุมชนกว่า 691,800 คนสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้ในชีวิตประจำวัน

ยามาฮ่าแถลงนโยบายประจำปี 2564 เน้น 4 กลยุทธ์หลัก ชิงส่วนแบ่งการตลาด พร้อมดันโปรดักส์ใหม่เสริมแกร่งด้วย Y-Connect เทคโนโลยีสุดล้ำครั้งแรกในประเทศไทย

0

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด จัดงานแถลงนโยบายประจำปี 2564 นำโดย มร.เท็ตสึยะ โนซากิ ประธานกรรมการบริหาร นายพงศธร เอื้อมงคลชัย รองประธานกรรมการบริหาร พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ร่วมแถลงนโยบายประจำปี 2564 โดยในปีนี้ ยามาฮ่า ตั้งเป้าขยับส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 16.5% และเดินหน้าสโลแกน Revs Your Heart เร่งชีวิตให้เร้าใจ ด้วย 4 กลยุทธ์หลัก พร้อมรุกตลาดด้วยสินค้าใหม่ 5 รุ่นภายในปีนี้ นำร่องด้วย All New AEROX ที่มาพร้อมเทคโนโลยีการเชื่อมต่อสุดล้ำ Y-Connect อีกทั้งเดินหน้ายกระดับและพัฒนาศูนย์บริการทั่วประเทศ พร้อมเพิ่มความเชื่อมั่นด้วยการรับประกันสินค้า 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร เป็นเจ้าแรกของโลก และรุกการตลาดแบบออนไลน์เพื่อให้สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเพิ่มมากขึ้น
สำหรับการแถลงนโยบายประจำปี 2564 ในครั้งนี้ ยามาฮ่าจัดการแถลงนโยบายผ่านระบบ Live Streaming เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการรักษาความปลอดภัยในสภาวะโควิด-19 เมื่อเร็วๆ นี้

ฟอร์ด นำเสนอนวัตกรรมด้านการบริการสุดสะดวก ช่วยลดการสัมผัส

0

ฟอร์ด ประเทศไทย นำเสนอนวัตกรรมด้านบริการที่หลากหลาย เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการที่ต้องการได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ลดการเดินทาง และการสัมผัส มอบความอุ่นใจและปลอดภัยสูงสุด สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าและมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคมในปัจจุบัน รวมถึงการดำเนินมาตรการด้านสุขอนามัยต่างๆ ที่โชว์รูมและศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศ ให้ลูกค้าครอบครัวฟอร์ดใช้บริการได้อย่างมั่นใจ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการ “การันตีความใส่ใจ” เพื่อยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าครอบครัวฟอร์ด

บริการรับรถเข้าศูนย์บริการและส่งคืนถึงบ้าน

ลูกค้าสามารถติดต่อศูนย์บริการฟอร์ด เพื่อนัดหมายการเข้ารับบริการ โดยพนักงานของผู้จำหน่าย จะเดินทางไปรับรถยนต์ของลูกค้ามาเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการ และส่งมอบรถยนต์คืนถึงบ้าน โดยรถที่เข้ารับบริการทุกคัน จะได้รับบริการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อด้วยผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการแนะนำโดยฟอร์ดว่าไม่มีผลกระทบต่ออายุการใช้งานของวัสดุต่างๆ ในรถยนต์ฟอร์ดก่อนส่งมอบให้กับลูกค้า

หน่วยบริการเคลื่อนที่

หน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Service) ของฟอร์ด จะให้การบริการที่ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษ เช่น การตรวจสภาพเบื้องต้น การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามระยะ การเปลี่ยนแบตเตอรี่ ใบปัดน้ำฝนและหลอดไฟ โดยลูกค้าสามารถติดต่อศูนย์บริการฟอร์ด เพื่อขอใช้บริการจากหน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Service) จากผู้จำหน่ายได้ โดยหน่วยบริการเคลื่อนที่ พร้อมให้บริการลูกค้าถึงบ้านตามเวลานัดหมาย

เลือกซื้อรถยนต์จากผู้จำหน่ายพร้อมบริการจัดส่งรถทดลองขับถึงบ้าน

ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารล่าสุดของฟอร์ด เช่น ข้อมูลสินค้าและบริการต่างๆ ตลอดจนกิจกรรมส่งเสริมการขาย ผ่านช่องออนไลน์และสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็วโดยที่ไม่ต้องออกจากบ้าน และยังสามารถนัดหมายกับผู้จำหน่ายเพื่อทดลองขับรถ และรับรถยนต์ใหม่ได้ที่บ้าน

หมายเลขคอลเซ็นเตอร์ โทร. 1383

ลูกค้าฟอร์ดสามารถทั่วประเทศติดต่อศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ฟอร์ด (Ford Call Center) เพื่อรับบริการจากฟอร์ดตลอด 24 ชั่วโมงได้อย่างสะดวก ง่ายดาย และรวดเร็วทันใจขึ้นกว่าเดิม ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวันไม่เว้นวันหยุด ทำให้ฟอร์ดสามารถดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจได้ทุกช่วงเวลา

สายด่วนผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์บริการ

ลูกค้าฟอร์ดติดต่อเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ได้โดยตรงผ่านสายด่วน Ford Product Service Specialist Hotline โทร. 1383 ต่อหมายเลข 5  เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้บริการ รับฟัง ให้ข้อมูลและคำแนะนำด้านเทคนิค รวมทั้งช่วยประสานงานและดูแลการให้บริการลูกค้าอย่างรวดเร็ว

บริการ Service Price Calculator

เครื่องมือช่วยประเมินค่าบริการบำรุงรักษารถยนต์ฟอร์ด ช่วยให้ลูกค้าสามารถประเมินค่าใช้จ่ายในการเข้ารับบริการดูแลบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะได้ด้วยตัวเองบนเว็บไซต์ฟอร์ด

ช่องทางการชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน

ลูกค้าสามารถชำระค่าสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์ หรือแอปพลิเคชัน โดยการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของผู้จำหน่าย เพื่อลดการสัมผัส มอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยสูงสุดแก่ลูกค้า

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ฟอร์ด โทร.1383 หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ford.co.th

ปอร์เช่เสริมทัพรถสปอร์ตไฟฟ้าในรุ่นไทคานน์ (Taycan)

0

การมาถึงของ ไทคานน์ ใหม่ (The new Taycan) รุ่นใหม่ล่าสุด ปอร์เช่ได้สร้างทางเลือกที่หลากหลายถึง 4 รูปแบบ ให้กับลูกค้าผู้ชื่นชอบยนตรกรรมสปอร์ตซาลูนพลังงานไฟฟ้าสมบูรณ์แบบคันแรก น้องใหม่ที่จะมาเติมเต็มเคียงข้างรุ่นพี่อย่าง ไทคานน์ เทอร์โบ เอส (Taycan Turbo S) ไทคาน เทอร์โบ (Taycan Turbo) และ ไทคานน์ 4เอส (Taycan 4S) ได้ถือกำเนิดขึ้นพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลังและทางเลือกจากแบตเตอรี่ 2 ขนาดความจุ สำหรับขนาดมาตรฐาน Performance Battery รถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้ารุ่นเริ่มต้นคันใหม่ ให้พละกำลังสูงสุดถึง 408 แรงม้า (300 กิโลวัตต์) เมื่อทำงานใน overboost mode และ Launch Control ยกระดับศักยภาพสูงสุดกว่า 476 แรงม้า (350 กิโลวัต์) จากอุปกรณ์พิเศษ Performance Battery Plus สำหรับการทำงานในโหมดปกติให้กำลังที่ 326 แรงม้า (240 กิโลวัตต์) หรือ  380 แรงม้า (280 กิโลวัตต์) ตามลำดับ เช่นเดียวกับในรุ่นอื่น อุปกรณ์พิเศษต่างๆ ยังคงถูกจัดเตรียมไว้เพื่อรองรับไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสี colour head-up display และชุด on-board charger ที่ให้ความจุสูงสุด 22 กิโลวัตต์ มาพร้อมระบบ Functions on Demand (FoD) ผู้ขับขี่ปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan)  

ทางเลือกพละกำลังจากแบตเตอรี่ 2 รูปแบบ

ติดตั้ง single-deck Performance Battery ที่ให้กำลังสูงสุด 79.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และสามารถเลือกอุปกรณ์ พิเศษเพิ่มเติม two-deck Performance Battery Plus เสริมประสิทธิภาพด้วยกำลังสูงสุดขยับเพิ่มขึ้นเป็น 93.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง ในส่วนของพิสัยระยะการเดินทางสูงสุดเมื่อทดสอบตามมาตรฐาน WLTP สามารถทำได้ที่ 431 กิโลเมตร และ 484 กิโลเมตร ตามลำดับ

ปอร์เช่ ไทคานน์ (Porschr Taycan) ให้อัตราเร่งจากจุดหยุดนิ่งไปยังความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 5.4 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้ง 2 ขนาดความจุแบตเตอรี่ขณะที่สามารถรองรับการประจุพลังงานได้สูงสุดที่ 225 กิโลวัตต์ (Performance Battery) หรือ 270 กิโลวัตต์ (Performance Battery Plus) หมายความว่าแบตเตอรี่ทั้ง 2 ขนาด จะใช้ระยะเวลาในการชาร์จพลังงานจาก 5 – 80 % ในสภาวะการชาร์จไฟปกติ เพียง 22.5 นาที และสะสมพลังงานจนวิ่งได้ถึง 100 กิโลเมตร หลังจากการชาร์จเพียง 5 นาทีเท่านั้น

นวัตกรรมมอเตอร์ขับเคลื่อนเต็มเปี่ยมด้วยสมรรถนะ

อัตราเร่งที่เร้าใจ พละกำลังมหาศาลอันเป็นคุณสมบัติประจำตัวของยนตรกรรมสปอร์ตสายพันธุ์แท้ รวมทั้งศักยภาพในการถ่าย ทอด พลังขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องน้องใหม่ในรุ่นเริ่มต้นยังคงรักษาคุณงามความดีอันยอดเยี่ยมทั้งหมดของปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) เอาไว้อย่างครบถ้วน

มอเตอร์สมรรถนะสูง permanently excited synchronous บริเวณเพลาคู่หลังมีความยาวเพียง 130 มิลลิเมตร ซึ่งมีขนาดเท่ากับกลไกขับเคลื่อนที่ติดตั้งใน ไทคานน์ 4เอส (Taycan 4S) ส่วนของอุปกรณ์ pulse-controlled inverter ซึ่งติดตั้งบริเวณเพลาคู่หลัง สามารถสร้างกระแสไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 600 แอมป์

นอกเหนือจากการทำงานอย่างลงตัวของมอเตอร์เเล้ว permanently excited synchronous machines รถคันนี้ยังสามารถถ่ายทอดพละกำลังมหาศาลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ผ่านชุดส่งกำลัง twospeed transmission ของเพลาคู่หลัง อันเป็นสถาปัตยกรรมระบบขับเคลื่อนชั้นเลิศ เฉกเช่นเดียวกันกับพี่น้องร่วมสายพันธุ์ ติดตั้งระบบประจุพลังงานเหนือระดับ และด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน Cd ที่ต่ำเพียง 0.22 รวมทั้งอัจฉริยภาพด้านระบบอากาศพลศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมจากการออกเเบบรูปทรงตัวถังที่เหมาะสม ผลลัพธ์ที่ได้คืออัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ประหยัด และพิสัยระยะเดินทางที่ทำได้ไกลอย่างน่าอัศจรรย์ พร้อมระบบชาร์จพลังย้อนกลับ recuperation power สูงสุดถึง 265 กิโลวัตต์

ดีไซน์ภายนอกสะท้อนภาพ DNA ปอร์เช่

ด้วยงานออกแบบที่เรียบหรู สะอาดตา ปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) ถ่ายทอดแก่ผู้พบเห็นอย่างตรงไปตรงมา ในฐานะสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นยุคใหม่ของปอร์เช่ ในขณะเดียวกันรถสปอร์ตคันนี้ยังคงรักษาไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของในงาน ออกเเบบในรูปเเบบดั้งเดิมของ  DNA ปอร์เช่ โดยไม่มีขาดตกบกพร่องแต่อย่างใด เริ่มต้นตั้งแต่มุมมองด้านหน้าที่กว้างและ แบนราบ ขนาบด้วยโป่งซุ้มล้อที่โค้งมนสง่างาม ยกระดับรูปทรงโดยรวมให้ปราดเปรียว เฉียบคม ด้วยแนวหลังคาสไตล์สปอร์ต ที่เทลาดลงอย่างต่อเนื่องกลมกลืนจรดด้านท้าย แนวตัวถังด้านข้างที่เปี่ยมไปด้วยบุคลิกเฉพาะตัว มุมมองจากห้องโดยสาร ที่ปลอดโปร่ง แนวโค้งของเสา Cpillar ที่วางตัวผสานกับซุ้มล้อหลัง เป็นหนึ่งเดียวกับสปอยเลอร์ท้ายรถที่ตอกย้ำถึงความ กร้าวแกร่งทรงพลัง อันเป็นสมรรถนะติดตัวรถยนต์ปอร์เช่ทุกคัน เสริมความโดดเด่นด้วยนวัตกรรมล้ำสมัยรอบคัน อาทิ ตราสัญลักษณ์ปอร์เช่ที่สะท้อนประกายสวยงาม หรือ glasseffect Porsche logo ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่รวมอยู่กับแผงไฟ light bar บริเวณท้ายรถ

อุปกรณ์ที่สร้างความแตกต่างระหว่าง ปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นอื่นในสายพันธุ์เดียวกัน ได้แก่ ล้ออัลลอย ที่ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ขนาด 19 นิ้ว ลาย Taycan Aero คาลิเปอร์เบรกสีดำ black anodised ทั้ง 4 ล้อ ชิ้นส่วนตัวถังด้านหน้าออกเเบบใหม่ ชายล่างด้านข้าง และดิฟฟิวเซอร์หลังสีดำ เสริมอารมณ์สปอร์ตเต็มพิกัด เช่นเดียวกับ ไทคานน์ 4เอส  (Taycan 4S) ไฟหน้า LED ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

งานตกแต่งภายในห้องโดยสารอันเปี่ยมเอกลักษณ์

ภายในห้องโดยสาร แสดงออกถึงบรรยากาศของการเริ่มต้นเข้าสู่ยุคใหม่ของยนตรสปอร์ตล้ำอนาคตนับตั้งแต่ปี 2019 ปลอดโปร่ง ด้วยโครงสร้างและสถาปัตยกรรมใหม่หมดจดสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดวางอุปกรณ์รายรอบ แผงหน้าปัทม์ทรงโค้งมน ในตำแหน่งบนสุดของแผงคอนโซลหน้า ให้มุมมองที่ชัดเจนที่สุดจากสายตาของผู้ขับขี่ คอนโซลกลางติดตั้งหน้าจอ infotainment ขนาดใหญ่ถึง 10.9 นิ้ว พร้อมหน้าจอสำหรับผู้โดยสารตอนหน้าเป็นอุปกรณ์พิเศษติดตั้งเพิ่มเติม

สร้างบรรยากาศที่กลมกลืนลงตัวกับงานตกแต่งภายในมาตรฐานของปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) ที่เพียบพร้อมไปด้วยวัสดุ กึ่งหนังคุณภาพสูง และได้รับการติดตั้งเบาะนั่งคู่หน้าแบบ comfort seats ปรับระดับด้วยไฟฟ้า 8 ทิศทาง พื้นที่บรรทุกสัมภาระ 2 ตำแหน่งด้านหน้าความจุ 84 ลิตร และด้านหลังรองรับได้ถึง 407 ลิตร

นอกจากนี้ สำหรับปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) ปอร์เช่นำเสนอมิติใหม่ของงานตกแต่งภายในที่ปราศจากการใช้วัสดุหนัง เป็นครั้งแรกชิ้นงานภายในประกอบด้วยนวัตกรรมวัสดุรีไซเคิลซึ่งล้วนแล้วแต่ตอบโจทย์แนวคิดในการพัฒนารถสปอร์ตพลังงาน ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน

เครือข่ายระบบควบคุมช่วงล่างแบบรวมศูนย์ Centrally networked chassis systems

ระบบ Porsche 4DChassis Control รับหน้าที่วิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลที่ได้จาก ระบบควบคุมช่วงล่างทั้งหมดแบบ real time ให้การตอบสนองที่ยอดเยี่ยมไม่ว่าจะเป็นช่วงล่างสปริงที่ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานใน ปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) หรือระบบช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัตโนมัติ adaptive air suspension พร้อมเทคโนโลยี threechamber รวมทั้งระบบ PASM (Porsche Active Suspension Management) electronic damper control system

ยิ่งไปกว่านั้นระบบ adaptive air suspension ยังได้รับการเสริมด้วยฟังก์ชัน Smartlift ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่ยกระดับความสูง ของช่วงล่างไทคานน์ (Taycan) ได้โดยอัตโนมัติ เมื่อขับขี่บนเส้นทางที่สุ่มเสี่ยง อาทิ ถนนขรุขระ หรือการนำรถเข้าศูนย์บริการ ฟังก์ชัน Smartlift สามารถปรับเปลี่ยนระดับความสูงของตัวรถให้สัมพันธ์กับการขับขี่ แม้แต่การเดินทางบนมอเตอร์เวย์รวมทั้ง ปรับแต่งเพื่อให้เกิดความสมดุลที่สุด ระหว่างสมรรถนะกับความนุ่มนวลสะดวกสบาย

ปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) มาพร้อมระบบเบรกมาตรฐาน คู่หน้าคาลิเปอร์อะลูมิเนียมโมโนบลอก 6 ลูกสูบ และ 4 ลูกสูบในเบรกคู่หลัง จานเบรกพร้อมครีบระบายความร้อน เส้นผ่านศูนย์กลาง 360 มิลลิเมตรในด้านหน้า และ 358 มิลลิเมตร สำหรับด้านหลัง เติมเต็มความดุดันโฉบเฉี่ยวด้วยตัวเรือนคาลิเปอร์เบรกสีดำ black anodised

สามารถสั่งติดตั้งอุปกรณ์พิเศษ high-performance Porsche Surface Coated Brake (PSCB) ขยายขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ของจานเบรกคู่หน้าเพิ่มขึ้นเป็น 410 มิลลิเมตร และคู่หลังขนาด 365 มิลลิเมตร

ปีแห่งความสำเร็จของปอร์เช่ ไทคานน์ (Taycan)

ปอร์เช่ ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการก้าวเข้าสู่ยุคสมัยของยานพาหนะพลังไฟฟ้า จากตัวเลขยอดส่งมอบไทคานน์ () ที่มากกว่า 20,000 คัน ไปยังลูกค้าทั่วโลกตลอดปี 2020 ในประเทศนอร์เวย์ ไทคานน์ (Taycan) คือรุ่นที่ทำยอดจำหน่ายได้ถึง 70 % จากจำนวนทั้งหมดของรถยนต์ปอร์เช่ที่ขายได้ นอกจากนี้ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา จำนวนลูกค้าผู้ตัดสินใจเป็นเจ้าของไทคานน์ (Taycan) เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตัว หรือคิดเป็นตัวเลขยอดขายถึง 1000 คันในนอร์เวย์ นี่คือรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าที่กวาดรางวัลเกียรติยศระดับนานาชาติมาแล้วมากกว่า 50 รางวัล ทั้งในตลาดหลักของโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศเยอรมนี สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และประเทศจีน และสำหรับ ไทคานน์ ใหม่ (The new Taycan) รุ่นขับเคลื่อนล้อหลังยังสามารถสร้างสถิติ Guinness World Record™ ในฐานะรถยนต์ไฟฟ้าที่ดริฟท์ได้ยาวที่สุดโดยเป็น การสไลด์ด้านข้างแบบไม่หยุดรวมระยะทางกว่า 42.171 กิโลเมตร

ราคาจำหน่าย

ปอร์เช่ ไทคานน์ ใหม่ (The new Taycan) รุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง ราคาเริ่มต้น 6.19 ล้านบาท พร้อมรับคำสั่งซื้อเเล้ววันนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูม ปอร์เช่ บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ทุกสาขา

กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ร่วมต้านภัยโควิด-19 ผลิตและบริจาคนวัตกรรมหน้ากากแรงดันลบและบวก 1,000 ชิ้น

0

ในช่วงปลายปี 2563 บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนชาวไทยต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของเชื้อไวรัสโควิด-19 อีกครั้ง และเหตุการณ์ยังคงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ภายใต้มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย ผนึกกำลังร่วมกับกลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทย เดินหน้าพัฒนาและผลิต หน้ากากแรงดันลบและบวก ซึ่งเป็นหน้ากากที่ใช้สวมใส่เพื่อช่วยป้องกันการติดเชื้อและแพร่เชื้อโควิด-19 ที่มีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา พกพาได้สะดวก ซึ่งสามารถปรับใช้ได้ 2 รูปแบบ ทั้งสำหรับผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องดูแลผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งได้พัฒนาต่อยอดจากเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแบบแรงดันลบ ที่ทางกองทุนฮอนด้าฯ ได้ผลิตและส่งมอบไปยัง 96 โรงพยาบาลทั่วประเทศไปเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2563 โดยครั้งนี้ กองทุนฮอนด้าฯ จะทำการผลิตและบริจาคหน้ากากแรงดันลบและบวก จำนวน 1,000 ชิ้น พร้อมเครื่องพ่นยาฆ่าเชื้อ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องยนต์อเนกประสงค์ของฮอนด้า จำนวน 100 ตัว รวมมูลค่ากว่า 40 ล้านบาท โดยจะเตรียมส่งมอบให้แก่ 77 จังหวัดทั่วประเทศ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2564

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร กรรมการผู้จัดการกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย กล่าวว่า “หลังจากที่กองทุนฮอนด้าฯ ได้ทำการผลิตและส่งมอบเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแบบแรงดันลบไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา เป็นที่น่าภูมิใจอย่างยิ่งที่ทีมวิศวกรของฮอนด้าทีมเดิมไม่หยุดนิ่ง แต่ได้ริเริ่มคิดต่อยอดและนำเสนอโครงการใหม่กับทางกองทุนฮอนด้าฯ โดยใช้เวลาสร้างสรรค์ต้นแบบและพัฒนารวม 4 เดือน สู่นวัตกรรมหน้ากากแรงดันลบและบวก ซึ่งเป็นอุปกรณ์การแพทย์ที่ป้องกันการติดเชื้อและแพร่เชื้อที่มีประสิทธิภาพ โดยนำเทคโนโลยีฟิลเตอร์ HEPA ระดับ H14 ที่สามารถกรองได้ละเอียดถึง 0.3 ไมครอน และระบบ Microcontroller ในการควบคุมความเร็วของพัดลมมาใช้ เพื่อความสะดวกในการใช้งาน นอกจากนี้ ยังเลือกใช้แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ที่มีน้ำหนักเบา และสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องนานถึง 4 – 6 ชั่วโมง โดยนวัตกรรมนี้ จะถูกผลิตขึ้น ณ โรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้า จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อให้ทันกับการใช้งานจริงในสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่ โดยจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย และคนไทย ผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน”

 

ผศ.นพ.อนุแสง จิตสมเกษม รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เปิดเผยว่า “หน้ากากแรงดันลบและบวก ที่ทางกองทุนฮอนด้าฯ ดำเนินการพัฒนาและผลิตขึ้นมา ผ่านการทดสอบมาตรฐานของอุปกรณ์ทางการแพทย์ จากกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยหน้ากากฯ นี้ สามารถปรับความดันได้ทั้งแบบบวกและลบ ถือว่ามีประโยชน์อย่างมากในช่วงการแพร่ระบาดระลอกใหม่ในครั้งนี้ เนื่องจากมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้บุคลากรทางการแพทย์มีความต้องการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งหน้ากากแรงดันบวก หรือ PAPR (Power Air Purifying Respirator) เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับแพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโควิดหรือผู้ป่วยทางเดินหายใจอื่นๆ  ซึ่งปัจจุบัน ในประเทศไทยมีรวมกันไม่ถึง 5,000 ชิ้น ดังนั้น หน้ากากฯ ที่ทางกองทุนฮอนด้าฯ ได้พัฒนาและผลิตขึ้นมา จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงให้กับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ได้ดีมากยิ่งขึ้น โดยมีความพิเศษตรงที่ยังสามารถปรับความดันให้เป็นลบเพื่อใช้สำหรับขนย้ายผู้ป่วยได้ ซึ่งจะเป็นมิติใหม่ของการรักษา”

 

ทั้งนี้ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ภายใต้มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย ร่วมกับกลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทย รวมทั้งเครือข่ายผู้จำหน่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าทั่วประเทศ ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคมไทย ต้านภัยโควิด-19 โดยได้ดำเนินการผลิตและส่งมอบเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแบบแรงดันลบ (Negative Pressure Mobile Bed) จำนวน 100 เตียง และได้ส่งมอบร่วมกับอุปกรณ์ทางการแพทย์อื่นๆ ให้แก่โรงพยาบาล 96 แห่งทั่วประเทศ รวมมูลค่า 40 ล้านบาท ผ่านเครือข่ายผู้จำหน่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าทั่วประเทศไปแล้วนั้น และเมื่อผนวกรวมกับครั้งนี้ หน้ากากแรงดันลบและบวกป้องกัน โควิด-19 จำนวน 1,000 ชิ้น จะถูกผลิตและนำไปบริจาคพร้อมกับเครื่องพ่นยาฆ่าเชื้อ 100 ตัว รวมมูลค่ากว่า 40 ล้านบาท ที่จะส่งมอบในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เมื่อรวมความช่วยเหลือที่ทางกองทุนฮอนด้าฯ ได้มอบให้แก่สังคมไทยเพื่อร่วมต้านภัยโควิด-19 รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 80 ล้านบาท

โดยลูกค้าผู้ซื้อผลิตภัณฑ์ของฮอนด้า ทั้งรถจักรยานยนต์ รถยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ ล้วนเป็นผู้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมในครั้งนี้ ผ่านการสมทบทุนจากการซื้อผลิตภัณฑ์ ทางกองทุนฮอนด้าฯ พร้อมอยู่เคียงข้างคนไทยและให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ เพื่อให้สังคมไทยผ่านพ้นวิกฤติโควิด-19 ไปได้ด้วยดีอีกครั้ง และจะไม่หยุดการพัฒนาที่มอบประโยชน์สุขให้กับคนไทย ดังเจตนารมณ์ของฮอนด้าในการสร้างสรรค์คุณค่าเพื่อเป็นองค์กรที่สังคมไทยต้องการให้ดำรงอยู่ตลอดไป

รายการ Auto Motor Thailand ประจำวันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2564

0

พบกับรายการ Auto Motor Thailand ตั้งแต่เวลา 23.30-24.00 น. ทางททบ.5 กด 1 สำหรับสัปดาห์นี้ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย อาทิ

“รู้เรื่องรถ”

-รีวิวพร้อมทดลองขับ Tesla Model 3 รถยรต์ไฟฟ้าที่จะมาปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์
Auto Motor Thailand 1
“ท่องโลกยานยนต์”

-เปิดตัว All New Mazda BT-50 กระบะหน้าหล่อรุ่นล่าสุดจากค่าย Zoom-Zoom

Auto Motor Thailand 2

“ทางลัดทางประหยัด”

– “โก๋ลัคกี้” ร้านอาหารเช้าสูตรโบราณ ทั้ง ปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ และ ขนมจีบ

Auto Motor Thailand 3

ติดตามรับชม Auto Motor Thailand พร้อมกัน ทุกวันเสาร์ ทางททบ.5กด1 ตั้งแต่เวลา 23.30 น.เป็นต้นไป แล้วพบกันครับ

All New YAMAHA AEROX SPORT AUTOMATIC LEADER สปอร์ต…อัจฉริยะ ที่สุดแห่งสปอร์ตออโตเมติก พร้อม Y-Connect เทคโนโลยีใหม่สุดล้ำครั้งแรกในประเทศไทย!

0

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำรถจักรยานยนต์ออโตเมติกของเมืองไทยอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมรุกตลาดฝ่าวิกฤติการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 และกระตุ้นตลาดรถจักรยานยนต์ให้คึกคักยิ่งขึ้น ด้วยการเปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด All New YAMAHA AEROX…SPORT AUTOMATIC LEADER สปอร์ต…อัจฉริยะ ที่สุดแห่งสปอร์ตออโตเมติก ที่มาพร้อมกับดีไซน์สปอร์ตใหม่รอบคัน ดุดันตามแบบฉบับรถ Super Sport สายพันธุ์ R-Series DNA ด้วย Full Cowling พร้อม Air Management Layer Design และ X Iconic ใหม่! สมรรถนะทรงพลังด้วยความแรงจากเครื่องยนต์บลูคอร์ 155 ซีซี ใหม่! ผสานวาล์วแปรผันอัจฉิรยะ VVA พร้อมเทคโนโลยีใหม่ Y-Connect ครั้งแรกในประเทศไทยของรถคลาส 150 ซีซี! เชื่อมต่อข้อมูลรถเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ทันสมัยทุกการใช้งาน และมั่นใจในการรับประกันมากกว่าถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตรสำหรับ All New YAMAHA AEROX ยังคงให้ความสปอร์ตเร้าใจในทุกจังหวะ  การบิดคันเร่ง ด้วยเครื่องยนต์ใหม่! ที่สามารถให้แรงม้าและแรงบิดเพิ่มขึ้น ด้วยเครื่องยนต์บลูคอร์ ขนาด 155 ซีซี พร้อมระบบวาล์วแปรผัน VVA ทรงพลังด้วยกำลัง 15.4 แรงม้า ที่ 8,000 รอบ/นาที และมีแรงบิดสูงสุด 13.9 นิวตันเมตร ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงตั้งแต่ออกตัว พร้อมตอบสนองดีเยี่ยมทุกอัตราเร่งสไตล์รถสปอร์ต ระบบระบาย    ความร้อนด้วยน้ำแบบเต็มระบบ พร้อมลูกสูบแบบ Forged แข็งแกร่ง ทนทาน
All New YAMAHA AEROX ได้รับการออกแบบด้วยดีไซน์ใหม่หมดให้ความรู้สึกสปอร์ตรอบคัน ดุดันตามแบบฉบับรถ Super Sport สายพันธุ์ R-Series DNA ด้วย Full Cowling พร้อม Air Management Layer Design และ X Iconic ใหม่! โดยมาพร้อมกับ ไฟหน้าใหม่! New! FULL LED HEADLIGHT และ Daytime running lights สปอร์ตโฉบเฉี่ยว สว่างชัดเจนกว่าเดิมเพื่อทัศนวิสัยที่ดีขึ้น สอดรับอารมณ์ซูเปอร์สปอร์ตด้วยช่วงท้ายสั้นและไฟท้ายใหม่! New! LED TAILLIGHT สว่างจัด ชัดเจน พร้อมที่จับกันตกแบบ Build in
All New YAMAHA AEROX ยังโดดเด่นด้วยฟีเจอร์ใหม่สุดล้ำ! ด้วย New! LCD DIGITAL SPORT METER หน้าจอดิจิทัลแบบ LCD ใหม่! สปอร์ตจัดเร้าใจด้วยกราฟิกแสดงผลวัดรอบแบบใหม่ พร้อมแสดงผลครบทุกฟังก์ชั่น รวมทั้งการเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่น Y-Connect และฟังก์ชั่นใหม่สวิตซ์เปลี่ยนโหมดหน้าจอง่ายขึ้นที่แฮนด์ซ้าย พรีเมี่ยมสุด! ด้วย SMART KEY SYSTEM ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (เฉพาะรุ่น ABS) สะดวกสบายในการเปิดหรือปิด สตาร์ทหรือดับเครื่องยนต์ / ปลดล็อคแฮนด์ / ปลดล็อคเบาะ / ปลดล็อคฝาถังน้ำมัน พร้อมสัญญาณ ANSWER BACK ตอบสนองการใช้งานอย่างต่อเนื่องด้วย D/C CHARGING SOCKET ช่องเสียบเพื่อชาร์จแบตเตอรี่มือถือ   ช่วยให้ไม่พลาดทุกการติดต่อ และช่องเก็บของด้านหน้าพร้อมฝาปิด รวมถึง MEGA BOX ที่เก็บของขนาดใหญ่ความจุ 25 ลิตร เก็บของได้จุใจ ใส่หมวกกันน็อคแบบเต็มใบได้ และเติมน้ำมันได้ง่ายด้วยฝาถังน้ำมันด้านหน้า พร้อม New! FUEL TANK 5.5L ถังน้ำมันที่ใหญ่ขึ้นขนาด 5.5 ลิตร เติมน้ำมันได้มากขึ้น ไปได้ไกลกว่า

All New YAMAHA AEROX ยังตอบสนองการขับขี่อย่างเต็มสมรรถนะด้วย ระบบดิสก์เบรกหน้า ที่มาพร้อมระบบเบรก ABS (เฉพาะรุ่น ABS) ป้องกันล้อล็อคขณะเบรกกะทันหัน ช่วยไม่ให้เสียการควบคุม ปลอดภัยอีกขั้นแบบรถสปอร์ตชั้นนำ เท่สุดเร้าใจ! ด้วย REAR SUSPENSIONS SUB-TANK ระบบกันสะเทือนหลังแบบซับแทงค์ (เฉพาะรุ่น ABS) ดูดซับแรงกระแทกดีเยี่ยม ลดแรงสะท้านในการขับขี่ ให้อารมณ์รถสปอร์ตตัวจริง และให้ความมั่นใจในทุกเส้นทางการขับขี่ด้วยยางหลังใหญ่ 140 มม. ล้อแม็กซ์ 14 นิ้ว ใหญ่สุดในคลาสสปอร์ตออโตเมติก เฉียบคมทุกการเข้าโค้ง มั่นใจทุกการคอนโทรลแบบรถสปอร์ต พร้อมตอบโจทย์เรื่องความประหยัดด้วย Stop & Start System ระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ พร้อม SMART MOTOR GENERATOR เครื่องยนต์จะหยุดทำงาน เมื่อรถหยุดในการจราจรติดขัดเกิน 5 วินาที และเครื่องยนต์จะดับทันทีในกรณีที่ขับขี่มาด้วยความเร็วแล้วเบรกจนรถหยุด ช่วยให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้นกว่าเดิม
All New YAMAHA AEROX มาพร้อมกับ NEW TECHNOLOGY เทคโนโลยีใหม่! ไฮเทคเหนือชั้นแอพลิเคชั่น Y-Connect เชื่อมต่อชีวิตสมาร์ทสุดล้ำ โดยเป็นแอพพลิเคชั่นที่เชื่อมต่อข้อมูลรถผ่าน CCU ช่วยให้สามารถรับรู้ข้อมูลต่างๆ ของรถและลักษณะการขับขี่ที่แสดงผลบนสมาร์ทโฟนอย่างง่ายดาย ด้วยโหมดฟังก์ชันต่างๆ ในการใช้งานอย่างครบครัน ช่วยให้หมดกังวลในการใช้งาน สะดวกสบาย สนุกเร้าใจในการขับขี่ ซึ่งมีด้วยกันถึง 8 ฟังก์ชั่น คือ

WORRY-FREE หมดกังวลในการใช้งาน

1. MAINTENANCE RECOMMENDED – แจ้งเตือนการบำรุงรักษา สามารถแจ้งสถานะของน้ำมันเครื่องและแบตเตอรี่ พร้อมทั้งแจ้งเตือนการบำรุงรักษาโดยระบบจะแสดงผลเป็นสีเขียว เหลืองและแดงตามระยะการใช้งาน

2. MALFUNCTION NOTIFICATION – แจ้งเตือนเครื่องยนต์เกิดปัญหา เมื่อเครื่องยนต์มีความผิดปกติจะมีการแจ้งเตือนให้ทราบ โดยสามารถตั้งค่าให้ส่งข้อมูล สถานที่ เวลา และอื่นๆ แจ้งไปยังศูนย์บริการของผู้จำหน่ายยามาฮ่าที่กำหนดเพื่อขอความช่วยเหลือได้โดยอัตโนมัติ

3. PARKING LOCATION – แสดงตำแหน่งจอดรถล่าสุด สามารถแสดงตำแหน่งที่จอดรถล่าสุดด้วย GPS ของมือถือ ช่วยในการหาจุดจอดรถเมื่ออยู่ในลานจอดรถหรือพื้นที่ขนาดใหญ่ได้ดี

CONVENIENCE สะดวกสบาย

4. METER INDICATOR – แจ้งเตือนการติดต่อเข้ามือถือบนจอหน้าปัดรถ เมื่อมีสายเรียกเข้า อีเมล์ หรือการแจ้งเตือนข้อความบนมือถือ จะมีสัญญาณกระพริบแจ้งเตือน พร้อมแสดงระดับแบตเตอรี่มือถือบนจอหน้าปัดเรือนไมล์รถ พร้อมอัพเดทเวลาอัตโนมัติตามมือถือเมื่อเชื่อมต่อ

5. CONTACT FORM – ช่องทางการติดต่อยามาฮ่า สามารถติดต่อส่งข้อมูลแจ้งเรื่อง หรือปัญหาให้ทางยามาฮ่าหรือผู้จำหน่ายทราบเบื้องต้นได้จากแอพพลิเคชั่น เพิ่มช่องทางในการติดต่อให้สะดวกขึ้น

6. FUEL CONSUMPTION – แสดงข้อมูลการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง สามารถแสดงอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยกับระยะทางในการขับขี่ ซึ่งเลือกดูได้ทั้งแบบรายวันหรือรายเดือน

EXCITEMENT สนุกเร้าใจในการขับขี่

7. REVS DASHBOARD – แสดงมาตรวัดสมรรถนะขณะขับขี่ สามารถแสดงข้อมูลการทำงานต่างๆ ของเครื่องยนต์ในการขับขี่แบบ Real Time ได้แก่ ระดับการเปิดของลิ้นเร่ง – จำนวนการหมุนของเครื่องยนต์ต่อนาที – อัตราเร่งวัดการขับขี่ แบบประหยัดพลังงาน – อุณหภูมิหม้อน้ำ – อุณหภูมิอากาศในห้องเครื่องด้วยกราฟิกเคลื่อนไหว 2 สไตล์

8. RANKING – แสดงอันดับในการขับขี่ สามารถแสดงการจัดอันดับในการขับขี่เปรียบเทียบกับผู้ขับขี่ยามาฮ่าทั่วโลกในรุ่นที่มี Y-Connect เช่นกัน โดยเลือกดูได้ทั้งโหมดระยะทางและการขับขี่แบบประหยัดพลังงาน

สำหรับ All New YAMAHA AEROX…SPORT AUTOMATIC LEADER สปอร์ต…อัจฉริยะ ที่สุดแห่งสปอร์ตออโตเมติก มีให้เลือกเป็นเจ้าของด้วยกันถึง 2 เวอร์ชั่น คือ เวอร์ชั่น STANDARD ในราคา 67,500 บาท ซึ่งมีด้วยกัน 3 สี คือ สีดำ-แดง (Power Black), สีเขียว-ดำ (Faster Turquoise) และสีแดง-ดำ (Alpha Red) และเวอร์ชั่น ABS ในราคา 78,500 บาท ที่มีให้เลือก 3 สีเช่นกันคือ สีน้ำเงิน-เทา (Racing Blue) สีดำ (Dark night) และ สีเทา (Silver Light)
โดยสามารถพบกับรถจักรยานยนต์ All New YAMAHA AEROX…SPORT AUTOMATIC LEADER สปอร์ต…อัจฉริยะ ที่สุดแห่งสปอร์ตออโตเมติก ได้ที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Yamaha Call Center โทร. 02-263- 9999 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารทางออนไลน์ได้ที่

Website : www.yamaha-motor.co.th
Facebook : Yamaha Society Thailand
Instagram : @Yamaha Society Thailand
Youtube : Yamaha Society Thailand