Home Blog Page 406

Mazda CX-30 คว้ารางวัล Product of the Year Awards 2020

0

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เข้ารับมอบรางวัลสินค้าและบริการแห่งปี 2563 หรือ“Product of the Year Awards 2020” โดย All New Mazda CX-30 ได้รับรางวัลประเภทสินค้าและบริการกลุ่มยานยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี ในกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์อเนกประสงค์ครอสโอเวอร์เอสยูวี ตอกย้ำคุณภาพมาตรฐานความน่าเชื่อถือและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในประเทศไทยอย่างแท้จริง โดยมี ฯพณฯ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฏร เป็นประธานในพิธีผู้มอบรางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้ พร้อมด้วย นายมนู เลียวไพโรจน์ ประธานกรรมการ บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) และ ดร. บุญยิ่ง คงอาชาภัทร ผู้ช่วยคณบดีและหัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรมเรดิสัน บลู พลาซ่า บางกอก

สำหรับรางวัล Product of the Year Awards 2020 หรือรางวัลสินค้าและบริการแห่งปี 2563 จัดขึ้นโดยนิตยสาร Business+ ในเครือ บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งผ่านการสำรวจ คัดเลือก และวิจัยตลาด ตามหลักวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญ และลงคะแนนโดยผู้บริโภคเพื่อมอบรางวัลให้แก่องค์กรใน 14 ประเภทกลุ่มสินค้าต่อการเป็นแบบอย่างความสำเร็จของการสร้างแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาสินค้าหรือบริการ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในโลกยุคใหม่

สรยท. จัดสัมมนาชี้เทรนด์ตลาดรถไฟฟ้าไทย-โลก รัฐ-เอกชน-ผู้บริโภค ผสานพลังปลดล็อก ผลักดัน EV สู่รถยนต์แห่งอนาคต

0

สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) จัดงานเสวนาทางวิชาการ เปิดมุมมองเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า จากผู้เชี่ยวชาญที่คร่ำหวอดอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย ในหัวข้อ “โลกาภิวัตน์สู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า สังคมไทยพร้อมเปลี่ยนแปลงหรือยัง” โดยมีนายวชิระ เรืองมาลัย นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดสัมมนาในครั้งนี้ การสัมมนาในครั้งนี้มีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาให้ความกระจ่างชี้เทรนด์ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั้งในประเทศไทย และทั่วโลก ประกอบด้วย นายกฤษฎา อุตตโมทย์ นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย, นายธนพัชร์ สุขสุธรรมวงศ์ ที่ปรึกษาโครงการผู้เชี่ยวชาญ บริษัท พลังงานมหานคร จำกัด, นายองอาจ พงศ์กิจวรสิน นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และนายพงศ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยได้รับเกียรติจากนายขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่่ 37 มากล่าวปาฐกถาพิเศษกล่าวเปิดการสัมมนาในครั้งนี้อีกด้วย

นายกฯ สรยท. ชี้รถไฟฟ้าเริ่มมีบทบาทต่ออุตฯ ยานยนต์โลก

นายวชิระ เรืองมาลัย นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) กล่าวว่า สมาคมฯ ได้เล็งเห็นความสำคัญในการให้ความรู้ แก่ผู้ใช้รถยนต์และยานพาหนะ ในสังคมยานยนต์ ในยุคที่กำลังมุ่งหน้า สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ในด้านการใช้พลังงานสะอาด โดยมีรถยนต์ไฟฟ้าเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก ประเทศไทยในฐานการผลิตยานยนต์สำคัญแห่งหนึ่งของโลก โดยรถยนต์พลังงานไฟฟ้า กำลังถูกพัฒนาเข้ามา ใช้งานแทนที่พลังงานน้ำมัน และเครื่องยนต์สันดาปภายใน กำลังจะถูกแทนที่ ด้วยเครื่องยนต์พลังงานไฟฟ้า ในอนาคตอันใกล้นี้

ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของโลกยานยนต์ ที่มีผลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่เปลี่ยนแปลงไป มีการศึกษาข้อมูลของรถยนต์ไฟฟ้า มากขึ้นกว่าเดิมนั้น เป็นหน้าที่ทางตรง ของสื่อสารมวลชนด้านยานยนต์ ที่จะเผยแผ่ความรู้ความเข้าใจ ข้อเท็จจริงทางด้านต่างๆ สู่สังคมไทยและผู้บริโภค

“ในวันนี้เป็นโอกาสอันดี สมาคมฯได้มีแนวคิดจัดงานเสวนาทางวิชาการให้ความรู้ด้านต่างๆ เกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า ในหัวข้อ “โลกาภิวัตน์สู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า สังคมไทยพร้อมเปลี่ยนแปลงหรือยัง” โดยได้รับเกียรติ จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านต่างๆ ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย มาเป็นผู้บรรยายให้ความกระจ่าง แก่สังคม เพื่อเตรียมพร้อมที่จะปรับตัว นำไปใช้งานยานยนต์ ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ในโอกาสข้างหน้าต่อไป” นายวชิระ กล่าว

รัฐควรปลดล็อก เตรียมรับมือสังคมรถไฟฟ้า

นายขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่่ 37 กล่าวเปิดการสัมมนาว่า เรื่องยานยนต์ไฟฟ้า แบ่งได้เป็น 3 ส่วน ได้แก่ ประชาชนผู้ใช้รถยนต์, ผู้ผลิตรถยนต์-ผู้ติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้า และภาครัฐ ซึ่งภาคผู้ใช้ประชาชนและผู้ผลิตรถยนต์และติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้ามีความพร้อมที่อยากจะใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปภายในมาเป็นเครื่องยนต์ไฟฟ้า ซึ่งได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมตามแผนธุรกิจขององค์กร แต่ที่น่าเป็นห่วงคือภาครัฐที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน ซึ่งขณะยังรวมกันไม่ได้ยังมีความคิดเห็นที่ต่างกัน

“ถ้าจะมีการผลิตไฟฟ้าอย่างการผลิตไฟฟ้าในชุมชน คือการทำให้ชุมชนมีการผลิตไฟฟ้าใช้ชุมชน ซึ่งกรณีนี้จะเอื้ออำนวยทำให้สังคมเปลี่ยนมาเป็นสังคมไฟฟ้าแล้วทำให้การนำเครื่องชาร์จไฟฟ้าไปตั้งในที่ต่างๆ ทำได้ง่ายขึ้นและไม่ต้องพึ่งระบบไฟฟ้าส่วนกลาง เพราะถ้าทุกคนใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันหมดไฟฟ้าในประเทศมีไม่เพียงพอ เราต้องมีการส่งเสริมให้มีการผลิตไฟฟ้าเองในชุมชน ซึ่งไฟฟ้านั้นอาจจะมาจากพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ หรือ พลังงานน้ำ นอกจากนี้ยังข้อกฎหมายที่ไม่สามารถให้ภาคเอกชนหรือประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองและเหลือใช้สามารถจำหน่ายในชุมชนได้ ภาคเอกชนหรือภาคธุรกิจที่จะเข้ามาสู่วงการยานยนต์ไฟฟ้าต้องมีเสียงสะท้อนกลับไปบ้างกับภาครัฐให้มีความรู้สึกเห็นด้วยกับพวกเราและเอาหน่วยงานต่างๆ มาพูดคุยกันและเปลี่ยนสังคมเราเป็นสังคมไฟฟ้าได้” นายขวัญชัย กล่าว

เกาะเทรนด์รถฟฟ้า ชี้แนวโน้มผู้บริโภคตอบรับดี

ทางด้านนายกฤษฎา อุตตโมทย์  นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า สมาคมฯมีจุประสงค์หลักตั้งเป้าหมายเดียว คือ ลดมลพิษให้ได้มากที่สุด ทำให้การทำงานของสมาคมฯ ไม่ได้มองเพียงแค่อุตสาหกรรมยานยนต์อย่างเดียว สมาคมยังได้ตั้งเป้าหมายว่าจะลดมลภาวะกับภาคขนส่งอย่างไร รวมทั้งยังตั้งเป้าหมายต่อไปที่จะลดฝุ่นละออง PM2.5 อีกด้วย ทำให้สมาคมฯ มีส่วนร่วมในการลดมลภาวะทุกรูปแบบโดยให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นและการให้ข้อมูลรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น โดยปัจจุบันสมาคมมีสมาชิกทั้งสิ้น 233 ราย แบ่งเป็นสมาชิกองค์กรจำนวน 152 ราย และสมาชิกบุคคลทั่วไปจำนวน 81 ราย การทำงานในช่วงที่ผ่านมามีหลายบริษัทแสดงความจำนงขอเข้ามาร่วมประชุมกับสมาคมฯ มากขึ้น เพราะทุกฝ่ายเริ่มกังวลว่าการมาของรถยนต์ไฟฟ้าจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอย่างไร

“การเข้ามาร่วมประชุมกับสมาคมฯ ก็เพื่อมาสอบถามข้อมูลว่า สิ่งที่เขาคิดตรงกับแนวทางที่เปลี่ยนไปหรือไม่ ยกตัวอย่าง ความปลอดภัยของไซเบอร์เรื่องการโอนถ่ายข้อมูลสถานีชาร์จไฟหรือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นที่ปรึกษาของขสมก.ที่จะจัดจ้างรถเมล์ไฟฟ้า 100 คัน เข้ามา นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยถึงเรื่องการรถเมล์ไฟฟ้าประกอบในประเทศโดยใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ภายในประเทศเกินกว่า 40% จะเป็นไปได้ไหมก็มาคุยกับเรา อย่างธนาคารไทยพาณิชย์หรือธนาคารกสิกรไทยก็มาคุยกับเราเรื่องการปล่อยสินเชื่อถ้าลูกค้ามีการใช้พลังงานทางเลือกหรือเปลี่ยนจากการขนส่งมาเป็นการใช้รถไฟฟ้าก็จะพิจารณาคิดดอกเบี้ยพิเศษให้ รวมถึงองค์กรนานาชาติต่างๆอย่างสถานทูตนอร์เวย์หรือสิงคโปร์ที่จะหานักลงทุนแบบ Joint Venture หรือผู้ร่วมทุนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย อีกกลุ่ม คือ ซัพพลายเออร์ในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นเทียร์ 1 หรือ เทียร์ 2 ที่ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์หรือเครื่องยนต์ต่างๆ เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เริ่มคิดแล้วว่าในการเปลี่ยนแปลงประมาณ 5 ปีข้างหน้าจะส่งผลต่อการลงทุนธุรกิจของเขาอย่างไรบ้าง ตรงนี้คิดว่ามีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากจึงมีการระดมความคิดเห็นเพื่อให้เดินไปในทางเดียวกันได้” นายกฤษฎา กล่าว

ปัจจุบัน ยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (xEV) ที่รวมไปถึงปลั๊กอินไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้า แนวโน้มของโลกถ้าดูจากอัตราการเติบโตกลุ่มรถยนต์ไฮบริด ปลั๊กอินไฮบริด มีอัตราการเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนของ BEV ในปี 2019 มีถึง 2.5% ของรถยนต์ทั่วโลก ซึ่งในยุโรปมีอัตราการเติบโตถึง 93% จีน 17% ประเทศอื่นๆ 23% เหตุที่ยุโรปเติบโตเพราะมีการตั้งเป้าหมายลด Co2 โดยวิธีการลดจึงต้องตั้งเป้ามีรถยนต์ไฟฟ้าเข้าไปนับว่าเรายังเพิ่งตั้งไข่ของการใช้รถยนต์ไฟฟ้า

ในปีนี้ตลาดยายนต์โลกมีการตั้งเป้าหมายการใช้รถยนต์ไฟฟ้าไปจนถึงปี 2030 ที่คาดว่าจะมียอดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า 2.5 ล้านคัน และจะขยายเป็น 11.2 ล้านคันในปี 2025 และจะเป็นจำนวน 31 ล้านคันในปี 2030 ด้วยอัตราการเติบโตแบบนี้คาดว่าจะมีสีดส่วน 32% จากยอดจำหน่ายรถยนต์ทั่วโลก จากเป้าหมายของตลาดรถยนต์โลกข้างต้นนี้มีนัยสำคัญเพราะประเทศไทยมองแบบนี้ไม่ต่างกันที่มีนโยบายตั้งเป้าให้มีถึง 30% ของการขาย xEV ภายในปี 2030 ก็มีการคาดการณ์ว่าตลาดจีนจะเป็นผู้นำตลาด xEV ที่มีสัดส่วนถึง 49% ของ xEV ทั้งโลก ส่วนยุโรปมีประมาณ 27% มองว่าประเทศจีนเป็นประเทศหลักที่จะเป็นผู้นำ xEV

สำหรับประเทศไทยได้มีการเติบโตขึ้นมาในปี 2012 ที่มีการผลิตขายในประเทศและส่งออกถึง 2.4 ล้านคัน การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศมีจำนวนครึ่งหนึ่งส่วนอีกครึ่งผลิตเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ยุโรป อาเซียน เอเชีย ตะวันออกกลาง และ โอเชียเนีย คำถามว่าประเทศพวกนี้พร้อมไปแนวทาง xEV แล้วหรือไม่ ตัวนี้จะเป็นนัยยะสำคัญกับเราเพราะจะเดินต่ออย่างไร เพื่อรักษาฐานการผลิตของเราได้ต่อหรือไม่ ซึ่งคิดว่าภาครัฐก็มองไม่ต่างกัน

“เรามีรถยนต์ไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริดสะสมมากว่า 160,000 คัน รถยนต์ไฟฟ้ากว่า 1,800 คัน รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ากว่า 2,500 คัน จะเห็นว่าเทรนด์เริ่มเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งในปี 2019 ที่ผ่านมา รถยนต์ไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริดมียอดจดทะเบียนสะสมกว่า 3,000 คัน รถยนต์ไฟฟ้า 2,500 คัน โดยตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามีความคึกคักมากอย่าง MG ZS EV ที่มีราคาประมาณกว่า 1 ล้านบาท ที่มียอดจดทะเบียนจากปี 2561 ประมาณ 300 คัน เพิ่มขึ้นมากว่า 1,500 คันในปี 2562 และในปี 2563 นี้ 8 เดือนแรกมียอดการจดทะเบียนถึง 1,572 คัน หรือมียอดจำหน่ายเทียบเท่าทั้งปีของปี 2562 ที่ผ่านมา แม้ว่ากลุ่มรถยนต์แมสมาร์เก็ตอาจจะมีผู้เล่นไม่มากซึ่งหลักๆมี เอ็มจี นิสสัน และต่อไปจะมีเกรท วอลล์ มอเตอร์ ก็จะเป็นเทรนด์เติบโตก้าวกระโดดขึ้นมากโดยเฉพาะราคาจำหน่ายไม่ถึง 1 ล้านบาท แสดงว่าดีมานด์ของรถยนต์ไฟฟ้าในปีนี้ถือว่าไม่ได้แย่ แต่จะเติบโตต่อได้หรือไม่ต้องผ่านเรื่องของสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเพราะต้องใช้เวลาการชาร์จค่อนข้างนาน ซึ่ง 2 อย่างนี้ต้องมาด้วยกันระหว่างตัวรถยนต์ไฟฟ้าและโครงสร้างงพื้นฐานของสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ามารองรับ”  นายกฤษฎา กล่าวสรุป

EA Annywhere พร้อมเดินหน้าขยายสถานีชาร์จไฟฟ้า

ขณะที่นายธนพัชร์ สุขสุธรรมวงศ์ ที่ปรึกษาโครงการผู้เชี่ยวชาญ บริษัท พลังงานมหานคร จำกัด ผู้ให้บริการสถานีชาร์จไฟฟ่า กล่าวว่า ในส่วนของผู้ให้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้า ให้กับรถยนต์ไฟฟ้า และปลั๊กอินไฮบริด ภายใต้แบรนด์ EA Annywhere ตลอด 3 ปีที่เริ่มดำเนินการติดตั้งระบบชาร์จไฟฟ้า ทั้งระบบ AC (กระแสไฟฟ้าสลับ) และ DC (กระแสไฟฟ้าตรง) จนถึงปัจจุบัน มีสถานีชาร์จไฟฟ้า 405 แห่ง 1,611 หัวจ่าย

ขณะที่ตัวเลขการใช้บริการของคนใช้รถทั้งปลั๊กอินไฮบริด มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และโตกว่า 100% ทุกปี  โดยเฉพาะการให้บริการของ EA Annywhere ใช้ระบบสมาชิกผ่านแอพพลิเคชั่น ซึ่งในแรกของการเปิดให้บริการในปี 2561 มีสมาชิกประมาณ 500 – 600 ราย แต่ในปัจจุบัน มีสมาชิกแล้วกว่า 8,000 ราย ซึ่งในอนาคตทาง EA Annywhere มีแผนจะขยายสถานีชาร์จไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแหล่งชุมชน และแหล่งช้อปปี้งต่างๆ ซึ่งต้องดูที่พฤติกรรมการใช้รถพลังงานไฟฟ้า หรือ ปลั๊กอินไฮบริด ของผู้บริโภคเป็นตัวกำหนด ส่วนอัตราค่าบริการที่ใช้ในปัจจุบันอยู่ที่ละ 6.50 บาท/1Kv แต่หากเป็นสถานที่ของเอกชน เช่น ห้างสรรพสินค้า จะมีค่าบริการที่เพิ่มขึ้น หากใช้บริการเกินเวลาที่กำหนด

ชี้ 3 ประเด็นจับตาแจ้งเกิดรถไฟฟ้าไทย

นายองอาจ พงศ์กิจวรสิน นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กล่าวว่า ใน 3 ประเด็นหลัก ทั้งผู้บริโภค, ผู้ผลิตรถยวนต์-ผู้ให้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้า และภาครัฐ คือ เรื่องความกังวลเกี่ยวกับทิศทางภาคอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ยังไม่ชัดเจน ภาครัฐควรมีแผนว่า จะส่งเสริมรถพลังงานทางเลือก อย่างไฮบริด หรือปลั๊กอินไฮบริด ถึงเมื่อไหร่ และใช้เวลาอีกกี่ปีถึงจะก้าวเข้าสู่ยุคของการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

ประเด็นต่อมาคือ ความชัดเจนของแผนการสนับสนุนการผลิตรถพลังงานไฟฟ้า ต้องครอบคลุมทั้งภาคการผลิต เทคโนโลยี ระบบขับเคลื่อน แบตเตอรี่ ควรกำหนดถึงการใช้เทคโนโลยี ที่ต้องใช้ควรผลิตในประเทศ ซึ่งจุดยืนของสภาอุตสาหกรรมยานยนต์ สนับสนุนเทคโนโลยีเกี่ยวกับรถพลังงานไฟฟ้าทุกรูปที่มีการพัฒนาขึ้นในประเทศ เพื่อให้เป็นผลประโยชน์ ของไทยเราเอง

ส่วนในเรื่องความต้องการของตลาดหรือผู้บริโภคนั้น สภาอุตฯมองว่า ปัจจุบันในหลายประเทศ ดีมานด์ที่เกิดขึ้นเป็นดีมานเทียม เพราะมีการอุดหนุนจากภาครัฐ แต่เรื่องความต้องการรถพลังงานไฟฟ้า คิดว่าไม่น่ากังวล เพราะผู้บริโภคในปัจจุบัน มองที่ความคุ้มค่าของตัวผลิตภัณฑ์ มากกว่าที่จะสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม

“การขยายตัวของตลาดรถพลังงานไฟฟ้า ขึ้นอยู่กับการที่สามารถพัฒนา และผลิตรถ EV ให้ใช้งานได้เท่าๆ กับรถยนต์ และมีความคุ้มค่า สิ่งนี้เป็นปัจจัยที่สร้างความต้องการ และถึงเวลานั้น บริษัทฯผู้ผลิตก็จะผลิตรถ EV มาแข่งขันกันเพื่อตอนสนองความต้องการ” นายองอาจ กล่าว

ประเด็นสุดท้ายคือ ต้องมีแผนที่ชัดเจนในการรักษาสถานภาพของฐานการผลิตรถยนต์ไทย เพราะหากจะพูดกันจริงๆ ไทยเป็นฐานการประกอบรถยนต์ และยังไม่มีเทคโนโลยีรถยนต์ของคัวเอง ซึ่งหากก้าวเข้าสู่ ยุคของอุตสาหกรรมรถ EV และสามารใช้เทคโนโลยีที่ไทยสามรถผลิตเองได้ เช่น มอเตอร์ไฟฟ้า หรือแบตเตอรี่ จะเป็นการส่งเสริมและพัฒนาภาคการผลิตของไทยอีกด้วย

รถไฟฟ้าเหมาะที่สุดกับรถแห่งอนาคต

นายพงศ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับเอ็มจีเรื่องโลกาภิวัตน์ได้มองเห็นมานานแล้ว ซึ่งทิศทางยายนต์โลกจึงถูกกำหนดไว้ 4 ทิศทางด้วยกัน คือ การเชื่อมต่อ (Connectivity), เทคโลโลยียานยนต์ไร้คนขับ (Autonomous), พลังงานทางเลือกใหม่ (New Energy) และโลกาภิวัตน์ (Globalization) ซึ่งล้วนเป็นทิศทางตลาดยานยนต์โลก

หลังจากแซคมอเตอร์ได้เป็นเจ้าแบรนด์เอ็มจีได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์มาอย่างต่อเนื่องและได้มีการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ลงสู่ตลาดทั้งใช้เครื่องยนต์แบบสันดาปภายใน จนปัจจุได้ก้าวสู่การแนะนำรถยนต์พลังงานทางเลือกใหม่ๆ สู่ตลาดมากขึ้น ตามนโยบายรัฐที่เปิดกว้างมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ถือเป็นโอกาสของเอ็มจี โดยรถยนต์รุ่นแรกตัว คือ เอ็มจี ZS EV นับเป็นรถพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรก ที่มียอดขายตั้งแต่เปิดตัวมากว่า 2,500 คัน โดยครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย 90% และในเดือนตุลาคม 2563 เอ็มจีได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่มาเสริมตลาด คือ เอ็มจี HS PHEV และในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2020 ได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 100% อีกรุ่น คือ เอ็มจี EP ซึ่งคาดว่าจะมาสร้างสีสันให้กับตลาดรถไฟฟ้าได้อย่างมาก เหนือสิ่งอื่นใดจะเป็นการเข้ามาตอกย้ำผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าให้กับเอ็มจีได้อีกด้วย ด้วยแนวโน้มตลาดรถยนต์ของโลกรถยนต์ไฟฟ้าที่มีเทคโนโลยีสูง แต่มีจุดเด่นที่สามารถซ่อมบำรุงดูแลรักษาง่าย ใช้งานง่ายรักษาสิ่งแวดล้อม ดังนั้นรถยนต์ไฟฟ้าจึงมีความเหมาะสมที่จะเป็นรถยนต์แห่งอนาคตของโลก

“การเปิดตัว เอ็มจี EP นอกจากจะมาสร้างสีสันให้กับตลาดรถไฟฟ้าแล้ว ด้วยราคาจะเป็นการเปิดทางให้ลูกค้าหันมาใช้รถไฟฟ้าง่ายขึ้น นอกจากนี่รถไฟฟ้า แม้จะเป็นรถที่ใช้เทคโนโลยีสูง แต่เป็นรถที่ดูแลรักษา ใช้งานง่าย และซ่อมบำรุงง่าย จึงมีความสมที่จะเป็นรถยนต์แห่งอนาคต มีเพียงสถานีชาร์จไฟฟ้าเท่านั้นที่ยังไม่เพียงพอทุกพื้นที่การใช้งานของผู้บริโภค แต่สำหรับเอ็มจีในปี 2564 จะเปิดโชว์รูมเพิ่มเป็น 150 แห่ง ซึ่งสามารถรองรับการให้บริการรถไฟฟ้าได้ทุกสาขา และมีสถานีชาร์จไฟฟ้าที่ดีลเลอร์ 100 แห่ง และขยายสถานีชาร์จไฟฟ้าอีก 500 แห่งในปี 2564 อีกด้วย” นายพงศ์ศักดิ์ กล่าวในที่สุด

ยามาฮ่าฉลองยอดขาย ผู้นำอันดับ 1 ตัวจริง 1,033 คัน ในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2020 New MT-03 สุดร้อนแรง ยอดจองทะลุ 300 คัน

0

นายภาณุพล กิตติคำรณ รองผู้จัดการใหญ่ด้านการขายและการตลาด พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ให้เกียรติถ่ายภาพร่วมกับ พนักงานไทยยามาฮ่า ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อมด้วยตัวแทนสถาบันการเงิน ในพิธีฉลองยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า ณ บูธ YAMAHA FULFILLING LIFE ภายในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 37 หรืองาน มอเตอร์เอ็กซ์โป 2020

โดยครั้งนี้ยามาฮ่าสามารถสร้างยอดจำหน่ายส่งท้ายปีภายในงานนี้มากถึง 1,033 คัน โดยมี New MT-03 เป็นพระเอกสุดฮอตสามารถทำยอดจำหน่ายทะลุ 300 คัน ในส่วนของบิ๊กไบค์นั้น SR400 และ New TMAX 560 ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากผู้ชื่นชอบในรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่กว่า 400 ซีซี ของยามาฮ่าที่มียอดจองภายในงานทะลุเป้าไม่แพ้กัน

สำหรับพิธีฉลองยอดจำหน่ายในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2020 ในครั้งนี้มีขึ้น ณ บูธ YAMAHA FULFILLING LIFE ภายในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป เมื่อเร็วๆ นี้

สมศักดิ์ศรีผู้นำวงการมอเตอร์ไซค์ไทย ฮอนด้าคว้ายอดจองจริงจากงานมอเตอร์เอ็กซ์โปถึง 911 คัน

0

รถจักรยานยนต์ฮอนด้าคว้ายอดจองจริงในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2020 มากที่สุดถึง 911 คัน โดยไม่นับรวมกับยอดจองหน้าร้านผู้จำหน่ายฯ โดยรุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ Forza350 บิ๊กสกู๊ตเตอร์รุ่นใหม่ที่กำลังเป็นกระแสในเมืองไทย โดยฮอนด้าเปิดให้จองทั้งรุ่น Standard และรุ่นพิเศษ Roadsync Edition ที่มาพร้อมฟังก์ชัน HSVCs (Honda Smartphone Voice Control system) สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับตัวรถ โดยมียอดจองทั้งสองรุ่นรวมกันถึง 366 คัน ตามด้วยมอเตอร์ไซค์ SUV รุ่นแรกของเมืองไทยอย่าง ADV150

สรุปยอดจองรถจักรยานยนต์ฮอนด้า 5 อันดับแรก เฉพาะในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2020 (ไม่นับรวมจากหน้าร้านผู้จำหน่ายฯ) มีดังนี้

1. Forza350 มียอดจองสูงสุด 366 คัน แบ่งเป็นรุ่น Standard 197 คัน และ รุ่น Roadsync Edition อีก 169 คัน
2. ADV150 มียอดจอง 169 คัน
3. CBR500R มียอดจอง 53 คัน
4. CRF300 Series มียอดจอง 52 คัน
5. CBR650R มียอดจอง 48 คัน

 

ปิดฉาก “MOTOR EXPO 2020” ยอดขายรถรวมกว่า 38,699 คัน !

0

“มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 37” สรุปยอดจองรถยนต์ 33,753 คัน จักรยานยนต์ 4,946 คัน เก๋งเล็กยืนหนึ่ง เอสยูวีมาแรง ผู้ชมงาน 1.2 ล้านคน อัดฉีดเม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 4.9 หมื่นล้าน ส่วน MOTOR EXPO ONLINE PLATFORM กระแสดีเกินคาด

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 37” เปิดเผยว่า “งานปีนี้ถือว่าประสบความสำเร็จ ด้วยการสนับสนุนของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้ง บริษัทรถยนต์ รถจักรยานยนต์ อุปกรณ์เกี่ยวเนื่อง และผู้ชมงาน รวมถึงต้องขอบคุณภาครัฐ ที่ควบคุมการระบาดของ COVID-19 ได้เป็นอย่างดี”

“แม้จะเกิดวิกฤตโรคระบาด ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก แต่การจำหน่ายรถภายในงานยังเป็นไปอย่างน่าพอใจ เนื่องจากมีการเปิดตัวรถใหม่หลายรุ่น พร้อมโปรโมชันพิเศษ โดยยอดจองรถยนต์ทั้ง 31 แบรนด์ ลดลงจากปีก่อนเพียง 9.9% ส่วนจักรยานยนต์ ลดลง 31.7%

จากข้อมูลผู้ร่วมกิจกรรม “ซื้อรถ…ชิงรถ” พบว่า รถยนต์ที่ผู้ซื้อเข้าร่วมกิจกรรมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ HONDA, TOYOTA, MG, MAZDA และ BMW ปีนี้รถเก๋งยังคงได้รับความสนใจสูงสุด มีสัดส่วนยอดขาย 40.9% ลดลงจากปีก่อน (45.5%) แบ่งเป็นเก๋งซีดาน 23.9% แฮทช์แบค 15.6% และเก๋งประเภทอื่น 1.4%

รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) มีสัดส่วน 40.4% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน (33.4%) 5 อันดับแรก ได้แก่ MG ZS, ISUZU MU-X, TOYOTA COROLLA CROSS, MAZDA CX-30 และ MITSUBISHI PAJERO SPORT

รถกระบะมีสัดส่วน 12.2% ลดลงจากปีก่อนเล็กน้อย (14.5%) 5 อันดับแรก ได้แก่ ISUZU D-MAX, FORD RANGER, TOYOTA REVO, MITSUBISHI TRITON และ NISSAN NAVARA

ส่วนรถหรู มียอดขายรวม 3,783 คัน โดย 5 แบรนด์ ที่ได้รับความสนใจมาก ได้แก่ BMW, MERCEDES-BENZ, VOLVO, PORSCHE และ AUDI

รถจักรยานยนต์ 21 แบรนด์ มียอดจองรวม 4,946 คัน ลดลงจากปีก่อน 31.7 % จากข้อมูลของผู้ร่วมกิจกรรม “ซื้อมอเตอร์ไซค์…ชิงบิกไบค์” พบว่า รถจักรยานยนต์ที่ผู้ซื้อเข้าร่วมกิจกรรมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ HONDA, GPX, YAMAHA, KAWASAKI และ TRIUMPH

ราคาเฉลี่ยของรถที่ขายได้ในงาน 1,424,811 บาท และราคาเฉลี่ยของรถจักรยานยนต์ 230,140 บาท เงินหมุนเวียนภายในงานราว 4.9 หมื่นล้านบาท ผู้เข้าชมงานจำนวน 1,186,387 คน

สำหรับ MOTOR EXPO ONLINE PLATFORM งานคู่ขนานในสื่อดิจิทอล ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีแรก มีผู้เข้าชมจำนวน 165,078 คน มีการเรียกดู 314,515 คลิป และเป็นครั้งแรกที่มีบริการ MOTOR EXPO EXCLUSIVE VISITOR เพื่อชมงานแบบวีไอพี พร้อมรับบริการพิเศษ อีกด้วย

ส่วนบูธ JOIN BOAT PLATFORM มีผู้ให้ความสนใจจำนวนมาก เพราะกิจกรรมท่องเที่ยวทางน้ำ กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนรักรถ เนื่องจากมีความเป็นส่วนตัว และเพิ่มประสบการณ์ใหม่ในการเดินทาง

มาสด้า สุดปลื้มลูกค้าแห่จองทะลุ 4 พันคัน ปิดฉากมอเตอร์ เอ็กซ์โป อย่างงดงาม

0

มาสด้ายิ้มแก้มปริหลังลูกค้าหลั่งไหลเข้าชมงานฯ พร้อมจองซื้อรถยนต์มาสด้าทุกรุ่นอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะมาสด้า2 มียอดจองสูงสุดเกิน 1,500 คัน ตามมาด้วยรถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์เอสยูวีมาสด้า CX-30 มียอดจองเกือบ 1 พันคัน ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าครบทุกฟังก์ชั่น ทำให้มาสด้าสามารถกวาดยอดจองภายในงานได้ทะลุ 4 พันคัน ขึ้นแท่นแบรนด์รถยนต์ยอดนิยมของเมืองไทย เตรียมเร่งมือส่งมอบรถยนต์ใหม่ให้กับลูกค้าให้เร็วที่สุด และเพื่อแทนคำขอบคุณ มาสด้าได้ขยายแคมเปญด้วยข้อเสนอเดียวกับงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การจัดงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2020 ปีนี้ เต็มไปด้วยความคึกคัก เนื่องจากตรงกับวันหยุดหลายวันและค่ายรถต่างๆ ก็ได้นำรถรุ่นใหม่มาจัดแสดงหลากหลายรุ่น จึงทำให้ลูกค้าเดินทางเข้ามาชมรถยนต์และนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างไม่ขาดสาย เช่นเดียวกับบรรยากาศภายในบูธมาสด้าที่มีลูกค้าจำนวนมากให้ความสนใจและแวะเวียนเข้ามาชมยนตรกรรมภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟ โดยเฉพาะรถอเนกประสงค์ตระกูล CX-Series ที่เก็บยอดจองรวมกันทั้งสิ้น 2,019 คัน โดยมาสด้า CX-30 ครอสโอเวอร์เจ้าของรางวัล Thailand Car of the Year 2020 ที่มาแรงสุด จำนวน 967 คัน ตามติดมาด้วย New Mazda CX-3 2021 Collection ครอสโอเวอร์รุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวภายในงาน ทำการปรับลุค และราคาเพื่อให้ลูกค้าเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น จำนวน 587 คัน ตามมาด้วย CX-8 จำนวน 269 คัน และ CX-5 จำนวน 196 คัน ส่วนรถยนต์นั่งน้องเล็ก Mazda2 ก็ยังฮิตติดลมบนส่งผลให้ปิดยอดจองสูงถึง 1,526 คัน ส่วนมาสด้า3 ก็มาแรงเช่นกัน จำนวน 471 คัน และรถสปอร์ต MX-5 จำนวน 2 คัน รวมถึงรุ่นพิเศษ 100th Anniversary Edition ที่มีลูกค้าเข้ามาจองซื้ออย่างล้นหลาม ส่งผลให้มาสด้าปิดยอดจองสูงถึง 4,018 คัน ขึ้นแท่นแบรนด์ยอดนิยมในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2020

นายชาญชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “แม้ว่าปีนี้จะเจอวิกฤตโควิด-19 แต่ลูกค้าก็เดินทางเข้าชมงานอย่างล้นหลาม ส่งผลให้ยอดจองรวมภายในงานใกล้เคียงกับงานฯ ในปีที่ผ่านมา ถือว่าน่าพอใจอย่างยิ่ง เนื่องจากเราได้เห็นว่าลูกค้าเริ่มมั่นใจที่จะจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ซึ่งมาสด้าก็ได้มอบแคมเปญสุดพิเศษในรอบปี และค่อนข้างดึงดูดใจ ประกอบกับการนำยนตรกรรมรุ่นใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้นมาเปิดตัว จึงทำให้ยอดจองเติบโตขึ้น ทั้งนี้ มาสด้าพร้อมเดินหน้าส่งมอบรถใหม่ให้ลูกค้าอย่างเร็วที่สุด และพร้อมให้การดูแลลูกค้าอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่ามาสด้าจะให้การดูแลลูกค้าตั้งแต่วันแรกไปจนตลอดอายุการใช้งานรถยนต์”

ทั้งนี้แม้ว่างานมอเตอร์ เอ็กซ์โป จะสิ้นสุดลงไปแล้ว แต่มาสด้าก็ยินดีขยายข้อเสนอสุดพิเศษนี้เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีมาตลอดทั้งปี ด้วยดอกเบี้ยต่ำสุด 0% ฟรีประกันภัยชั้น 1 Mazda Premium Insurance, ขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม., ฟรีค่าแรงเช็กระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กม. จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 63 ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมมาสด้าทั้ง 138 แห่งทั่วประเทศ

*ข้อเสนอและแคมเปญส่งเสริมการขายต่างๆ นี้ จะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละรุ่น ซึ่งเงื่อนไขจะเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

บีเอ็มดับเบิลยู ร่วมมือ เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส รุกขยายบริการยนตรกรรมระดับโลกสู่โซนทิศเหนือของกรุงเทพฯ

0

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ผนึกกำลัง เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู ภายใต้กลุ่มบริษัท ไซม์ ดาร์บี้ มอเตอร์ ประเทศไทย ต่อยอดประสบการณ์ยนตรกรรมเหนือระดับให้แก่ลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูในย่านทิศเหนือของกรุงเทพฯ เปิดตัวศูนย์บริการหลังการขาย BMW Service Outlet และโชว์รูม BMW Premium Selection รถยนต์มือสองที่ผ่านการรับรองคุณภาพ มุ่งยกระดับศักยภาพบริการหลังการขายเพื่อรองรับการขยายตัวของฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้น พร้อมเสริมความไว้วางใจด้วยมาตรฐานระดับโลก ทั้งในด้านคุณภาพ ความเป็นมืออาชีพ และความเชี่ยวชาญด้วยศูนย์บริการซ่อมตัวถังและสีที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากบีเอ็มดับเบิลยู (BMW Certified Body and Paint Center)

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส ภายใต้กลุ่มบริษัท ไซม์ ดาร์บี้ มอเตอร์ ประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญที่ร่วมขยายศักยภาพทางธุรกิจของบีเอ็มดับเบิลยูในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 19 ปี ในฐานะผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู ด้วยความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจ ความไว้วางใจจากลูกค้า รวมถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาบริการอย่างต่อเนื่อง การเปิดศูนย์บริการ BMW Service Outlet และโชว์รูม BMW Premium Selection นี้จึงเป็นการสานต่อวิสัยทัศน์ร่วมของเราเพื่อมอบประสบการณ์ยนตรกรรมที่เหนือระดับให้แก่ลูกค้าอย่างทั่วถึงและครอบคลุมยิ่งขึ้น”

ศูนย์บริการหลังการขาย BMW Service Outlet และโชว์รูม BMW Premium Selection โดยเพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส ตั้งอยู่บนถนนวิภาวดีรังสิต ครอบคลุมพื้นที่ขนาด 2 ไร่ ด้วยงบลงทุนกว่า 260 ล้านบาท พร้อมให้บริการหลังการขายครบวงจรด้วยศูนย์บริการหลังการขาย BMW Service Outlet ที่สามารถรองรับรถยนต์ได้กว่า 24 คันต่อวัน ประกอบด้วย 5 ช่องซ่อม และศูนย์บริการซ่อมตัวถังและสีที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากบีเอ็มดับเบิลยู (BMW Certified Body and Paint Centre) ที่รองรับรถยนต์ได้ถึง 60 คันต่อเดือน พร้อมมอบทางเลือกในการเป็นเจ้าของรถยนต์หรูระดับพรีเมียมที่ง่ายดายยิ่งขึ้นด้วยโชว์รูม BMW Premium Selection รถยนต์มือสองที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองจากผู้เชี่ยวชาญของบีเอ็มดับเบิลยู บนพื้นที่โชว์รูมขนาด 1,013 ตารางเมตร ครอบคลุมพื้นที่จัดแสดง 2 ชั้น โดยในชั้นหนึ่งจัดแสดงรถยนต์ได้ 4 คัน และ
ชั้นสองอีก 7 คัน

มร. พอล ชาง อิน เชง กรรมการผู้จัดการ เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส กล่าวว่า “การเปิดตัวศูนย์บริการหลังการขาย BMW Service Outlet และโชว์รูม BMW Premium Selection แห่งใหม่ของเพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์สนับเป็นการขยายเครือข่ายธุรกิจครั้งสำคัญของ ไซม์ ดาร์บี้ มอเตอร์ ประเทศไทย ที่ทำให้เราตอบสนองความต้องการของฐานลูกค้าในอีกหนึ่งจุดยุทธศาสตร์สำคัญของกรุงเทพมหานครได้อย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น ซึ่งศูนย์บริการใหม่ที่ดอนเมืองนี้ นับเป็นแห่งที่สามของเราในกรุงเทพมหานคร สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของเราต่อบีเอ็มดับเบิลยู รวมทั้งความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการเติบโตด้านบริการหลังการขายของยนตรกรรมหรูในประเทศไทย และยังมาเสริมประสิทธิภาพของโชว์รูมและศูนย์บริการอีกสองแห่งบนถนนรามอินทราและถนนจรัญสนิทวงศ์ ในขณะที่โชว์รูมรถยนต์ BMW Premium Selection จะช่วยให้เราพัฒนาศักยภาพการเติบโตในตลาดรถยนต์มือสองในประเทศไทย ด้วยการมอบอีกหนึ่งทางเลือกในการเป็นเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูได้ง่ายดายขึ้น ในราคาที่คุ้มค่า เปี่ยมคุณภาพและบริการครบวงจร”

เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์สเป็นบริษัทในเครือไซม์ ดาร์บี้ มอเตอร์ หนึ่งในผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลรายใหญ่ที่สุดในโลก มีเครือข่ายอยู่ใน 9 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จึงเป็นกลุ่มบริษัทยานยนต์ชั้นนำในภูมิภาค ประกอบธุรกิจทั้งด้านค้าปลีก การจัดจำหน่าย และการประกอบชิ้นส่วนยานยนต์ให้แก่แบรนด์รถยนต์หรูและรถสำหรับองค์กร

เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส ดอนเมือง เปิดให้บริการแล้ววันนี้ที่ 9/99 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210 โดยลูกค้าสามารถจองเวลาเพื่อเข้ารับบริการได้ที่ www.bmw.co.th หรือติดต่อ เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส ดอนเมือง โทร 02 516-0999

โตโยต้าถนนสีขาว รณรงค์เดินทางปลอดภัยช่วงปีใหม่ ภายใต้แนวคิด “เว้นระยะอีกนิด ชีวิตปลอดภัย”

0

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เดินหน้ารณรงค์ขับขี่ปลอดภัยช่วงปีใหม่ ภายใต้โครงการโตโยต้าถนนสีขาว พร้อมส่งมอบความสุขในทุกการเดินทาง ภายใต้แนวคิดการเว้นระยะห่างทั้งคน ทั้งรถ ผ่านข้อความสื่อสาร “เว้นระยะอีกนิด ชีวิตปลอดภัย” เพื่อลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุในการเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ พร้อมส่งมอบความมั่นใจทั้งก่อนและหลังการเดินทางให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนทุกท่าน ด้วยการให้บริการตรวจเช็กสภาพรถยนต์ฟรี 24 รายการ ที่ศูนย์บริการ ผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ และเพื่อส่งมอบความสุข และความปลอดภัยในระหว่างการเดินทาง โตโยต้า ยังมีการให้บริการจุดพักรถ ณ บริเวณทางหลวงขาออกไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ นอกจากนี้ โตโยต้ายังได้ร่วมกับ แอปพลิเคชัน “วงใน” (Wongnai) มอบส่วนลดสุดพิเศษจากร้านอาหารชื่อดังกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ ให้ผู้เดินทางท่องเที่ยวมีความสุขตลอดการเดินทาง

ในปีนี้ ภายหลังจากมาตรการผ่อนปรนในสถานการณ์โควิด 19 ที่ผ่านมา ทางบริษัทฯ มีความตั้งใจ รณรงค์ให้มีการนำวิถีชีวิตแบบใหม่ (New Normal) มาปรับใช้ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยการมุ่งเน้นให้มีการเตรียมตัวก่อนการเดินทางท่องเที่ยว เพื่อความปลอดภัยทั้งคนทั้งรถ รวมไปถึงการรณรงค์การขับขี่แบบเว้นระยะจากรถคันหน้า ไม่ขับกระชั้นชิด เพื่อลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วงการเดินทางท่องเที่ยว

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้การเดินทางท่องเที่ยวเป็นไปอย่างปลอดภัยตลอดเส้นทาง บริษัทฯ พร้อมด้วยผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ จึงได้มีการให้บริการตรวจเช็กสภาพรถยนต์ฟรี 24 รายการ ในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวปีใหม่ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรถยนต์ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ และป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถนำรถยนต์ไปตรวจเช็กได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2563 โดยมีรายการตรวจเช็ก 24 รายการ ดังนี้

  1. ตรวจเสียงเครื่องยนต์ขณะสตาร์ท
  2. ที่ปัดน้ำฝน/น้ำล้างกระจก
  3. ยางกันฝุ่นเพลาขับ
  4. ลูกปืนล้อ
  5. ลูกหมากปีกนก
  6. สภาพยางรถยนต์
  7. สายพานต่างๆ
  8. ไส้กรองอากาศเครื่องยนต์
  9. รอยรั่วและความผิดปกติของท่อทางน้ำ
  10. รอยรั่วและความผิตปกติของพวงมาลัยพาวเวอร์
  11. รอยรั่วและความผิดปกติของหม้อน้ำ
  12. รอยรั่วและความผิดปกติของเกียร์
  13. รอยรั่วและความผิดปกติของเครื่องยนต์
  14. ระบบฟรีแป้นเหยียบ/คลัตช์/เบรกมือ
  15. ระบบไฟส่องสว่าง/แตร
  16. ระบบเครื่องปรับอากาศ พัดลม และน้ำยา
  17. ระดับน้ำมันพาวเวอร์
  18. ระดับน้ำมันเกียร์
  19. ระดับน้ำมันเครื่อง
  20. ระดับน้ำมันเบรก
  21. ระดับน้ำในถังสำรอง/ระดับน้ำยาหล่อเย็น
  22. เข็มขัดนิรภัย
  23. แบตเตอรี่/ระดับน้ำกลั่น
  24. โช้คอัพหน้าหลัง

> ระดับน้ำมันเฟืองท้าย (เพิ่มเติม เฉพาะรถที่มีอุปกรณ์ดังกล่าว)
> ระดับน้ำมันทรานเฟอร์ (เพิ่มเติม เฉพาะรถที่มีอุปกรณ์ดังกล่าว)

นอกจากนี้ โตโยต้า ยังได้ร่วมมือกับแขวงทางหลวงนครราชสีมาที่ 2 และผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า จ.นครราชสีมา จัดจุดพักรถ ณ ศูนย์บริการทางหลวงลำตะคอง จ.นครราชสีมา และร่วมกับผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า จ.ชุมพร จัดจุดพักรถบริเวณห้องอาหารคุณสาหร่าย จ.ชุมพร โดยจัดทีมช่างผู้เชี่ยวชาญมาดูแลตรวจเช็กความพร้อมของรถยนต์ ตลอดจนให้ความช่วยเหลือในกรณีที่เกิดปัญหากับรถขณะเดินทาง พร้อมทั้งให้บริการน้ำดื่ม ผ้าเย็น และหน้ากากอนามัย ระหว่างวันที่ 28 – 30 ธันวาคม 2563

ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อเป็นการเติมเต็มความสุขในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว โตโยต้า ยังได้ร่วมกับ แอปพลิเคชัน “วงใน” (Wongnai) มอบส่วนลดร้านอาหาร 10% เมื่อทานอาหารหรือเครื่องดื่มในร้านค้าที่ร่วมรายการ โดยมีร้านอาหารชื่อดังที่เข้าร่วมแคมเปญมากกว่า 40 แห่งทั่วประเทศไทย

โตโยต้าขอเชิญชวนทุกท่านมามีส่วนร่วมในการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ การเว้นระยะห่างในการขับขี่ “เว้นระยะอีกนิด ชีวิตปลอดภัย” ให้ทุกคนเดินทางอย่างปลอดภัยในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อขับเคลื่อนความสุข และส่งมอบรอยยิ้มให้แก่คนไทยทุกคน

AAS Auto Detailing Centre เปิดตัว Fenix (ฟีนิกซ์) นวัตกรรมใหม่ของฟิล์มปกป้องสีรถ ระดับพรีเมี่ยม

0

AAS Auto Detailing Centre ศูนย์ดูแลรักษารถยนต์ครบวงจรระดับพรีเมี่ยม โดยบริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด เปิดตัวผลิตภัณฑ์ Fenix (ฟีนิกซ์) สุดยอดนวัตกรรมแห่งเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ของการพ่นสีปกป้องการขีดข่วนที่ไร้ขีดจำกัด ระดับพรีเมี่ยม ภายใต้การดูแลของ บริษัท AAS Auto Service จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ Porsche และ Bentley อย่างเป็นทางการ แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย

คุณวินธร บุนนาค กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท เอเอเอส ออโต้เซอร์วิส จำกัด กล่าวว่า “จากประสบการณ์ที่สะสมมายาวนานมากกว่า 30 ปี ทำให้เอเอเอสฯ ได้รับความไว้วางใจจากโรงงานผู้ผลิต และกลายมาเป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชั้นนำระดับโลกอย่างมากมาย และในปี 2561 เอเอเอสฯ จึงได้ทุ่มงบประมาณกว่า 30 ล้านบาท เพื่อปรับโฉมศูนย์บริการดูแลรักษารถยนต์ครบวงจร ภายใต้ชื่อใหม่ AAS Auto Detailing Centre (ADC) ให้มีความทันสมัย และรองรับการให้บริการกับลูกค้าทั่วไป และด้วยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการให้บริการดูแลรักษารถยนต์อย่างไม่หยุดยั้ง รวมถึงเล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องการขัดเคลือบสี เพื่อตอบสนองทุกความต้องการ และรองรับทุกปัญหาของลูกค้าทุกท่านที่รักรถจากอดีตจนถึงปัจจุบัน และจากประสบการณ์ที่สั่งสมมามากมาย เพื่อค้นหาผลิตภัณฑ์เคลือบสีที่ดีที่สุด ที่สามารถตอบสนองความพีงพอใจสูงสุดด้วยผลิตภัณฑ์และการบริการที่คุ้มค่าที่สุด”

AAS Auto Detailing Centre (เอเอเอส ออโต้ ดีเทลลิ่ง เซ็นเตอร์) ศูนย์ดูแลรักษารถยนต์ครบวงจร ระดับพรีเมี่ยม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ The Perfection is in the details ” สัมผัสความสมบูรณ์แบบในทุกรายละเอียด โดยช่างผู้ชำนาญการ ที่มีประสบการณ์ดูแลรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม โดยผ่านการฝึกอบรม มุ่งเน้นการบริการด้วย “คุณภาพ” เป็นหลักโดยมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีในการดูแลรักษารถยนต์ ไม่ว่าจะเป็น Autoglym ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์แบบครบวงจรจากประเทศอังกฤษ, ULGO ผลิตภัณฑ์เคลือบแก้วระดับพรีเมี่ยม จากประเทศญี่ปุ่น และนวัตกรรมใหม่ล่าสุดของวงการพ่นฟิล์มป้องกันรอยขีดข่วนที่ไร้ขีดจำกัด Fenix Scratch Guard เพื่อตอบสนองทุกความต้องการ ด้วยการบริการคุณภาพ และผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด

ผลิตภัณฑ์ Fenix (ฟินิกซ์)

Fenix (ฟีนิกซ์) นวัตกรรมการพ่นฟิล์มป้องกันรอยใหม่ล่าสุด ที่คิดค้นโดยบริษัทจากประเทศญี่ปุ่น Fenix Japan Co., Ltd. โดยเกิดจากการรวมตัวของ 3 บริษัท ได้แก่ B-RIGHT Co.Ltd.”,  “CARMAKE ARTPRO Co.Ltd.”, และ “GRAGE HOUSE Co.Ltd.”. ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำที่มีชื่อเสียงด้านการดูแลรักษารถยนต์ของประเทศญี่ปุ่น โดยมีกระบวนการและขั้นตอนในการดูแลรักษารถยนต์ให้สวยงามด้วยเทคนิคการปกป้องสี และใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นสุดยอดนวัตกรรมที่ทันสมัย โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้ลูกค้าพึงพอใจ กระจายทุกกลุ่มลูกค้าทั่วโลก

การพ่น

Fenix (ฟีนิกซ์) เป็นฟิล์มป้องกันผิวรถจากรอยขีดข่วน ใช้เทคนิคการติดตั้งโดยการพ่น หรือที่เรียกว่า PPS (Paint Protection Spray) ซึ่งสามารถพ่นฟิล์มปกป้องได้ทุกจุดทุกมุม ไม่เห็นขอบและรอยต่อ สามารถพ่นได้ ทั้ง ล้อรถ ไฟหน้ารถ กระจังหน้ารถยนต์ รวมทั้งจุดที่ยากจะเข้าถึง ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของฟิล์มป้องกันรอย Fenix (ฟีนิกซ์) ได้อย่างเด่นชัด

การเปลี่ยนสี

อีกทั้งยังสามารถ เปลี่ยนสีรถได้ตามความต้องการของลูกค้า เพียงแค่แจ้งสีที่ชอบ หรือเบอร์ของสีที่อยากเปลี่ยน ก็สามารถเปลี่ยนโฉมรถของคุณได้อย่างง่ายดาย ด้วยนวัตกรรมที่ล้ำสมัยนี้ ทำให้ฟิล์มพ่นป้องกันรอย Fenix สามารถขัดเคลือบสีรถได้ ซึ่งแตกต่างจากฟิล์มกันรอยทั่วไป

การลอก

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยนวัตกรรมที่ล้ำสมัย ทำให้ไม่ทิ้งคราบกาวที่พื้นผิวรถ เมื่อต้องการลอกฟิล์มออก สามารถขัดเคลือบรถได้ตามปกติ ปรับโฉมรถคันเดิมให้โฉบเฉี่ยว สวยงาม ในทุกมุมมอง ช่วยถนอมพิ้นผิวรถยนต์ให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน

นอกจากนั้นยังจัดได้ว่า Fenix (ฟีนิกซ์) ดีกว่าฟิล์มป้องกันรอยแบบปัจจุบัน สามารถเก็บรายละเอียดตามซอกเล็กๆ ที่เข้าไม่ถึง ไม่เห็นขอบและรอยต่อ เรียบเนียน จึงทำให้เป็นการปกป้องที่ดีที่สุดในขณะนี้ และเพื่อตอบสนองความลูกค้าได้สูงสุด สามารถเปลี่ยนสีรถได้ตามที่ลูกค้าต้องการ มีทั้งแบบใส และแบบด้าน เนื้อฟิล์มมีความหนาขั้นต่ำ 250 ไมครอนหรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับจำนวนการพ่น รวมถึงมีความยืดหยุ่นสูงมาก เมื่อเทียบกับฟิล์มติดรถยนต์ทั่วไป พร้อมทั้ง ยังสามารถฟื้นฟูรอยขีดข่วนต่างๆให้กลับมาคืนสภาพเดิม หากโดนความร้อนที่เหมาะสม ปรับโฉมรถคันเดิมให้โฉบเฉี่ยว สวยงาม ในทุกมุมมอง ช่วยถนอมผิวรถให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน รับประกันทุกชิ้นงาน โดยทีมช่างมืออาชีพที่ผ่านการฝึกอบรมจากทีมงานประเทศญี่ปุ่น และได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยพร้อมที่มีใบ Certificate รับรอง

ให้ Fenix (ฟีนิกซ์) ได้ดูแลป้องกันสีรถของคุณ เริ่มต้นที่ 77,000 บาท เท่านั้น

พร้อมการรับประกันถึง 5 ปีเต็ม ในการติดตั้งฟิล์มป้องกันรอย Fenix (ฟีนิกซ์) จากทาง ศูนย์ฯ ที่สามารถทำการซ่อมและฟื้นฟูให้ฟิล์มกลับมาเหมือนใหม่ โดยช่างมืออาชีพ

นอกจากนี้ ยังได้มีการให้บริการเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การบริการ ล้าง-ขัดเคลือบสีรถยนต์ ทำความสะอาดภายในห้องโดยสาร ด้วย Autoglym (ออโต้กลิม) ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์นำเข้าจากประเทศอังกฤษ ที่ได้รับการรับรองจากพระราชวงศ์อังกฤษมาอย่างยาวนาน ปลอดภัย ไม่ทำลายสีผิวรถ รวมถึงสร้างความเงางามต่อสีรถที่สามารถใช้งานได้อย่างง่ายดาย สามารถทำเองได้ที่บ้าน พร้อมกับการเป็น Home Detailing อย่างมืออาชีพ

รวมถึง ในกลุ่มของการเคลือบแก้ว ทาง AAS Auto Detailing Centre ยังมีการให้บริการ ULGO (อูโก้) ผลิตภัณฑ์เคลือบแก้วแท้ จากประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับความไว้วางใจจากโรงงานผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เคลือบแก้วระดับพรีเมี่ยม ซึ่งมีคุณสมบัติที่โดดเด่นแตกต่างจากเคลือบแก้วทั่วไป โดยมีไซเลนโมเลกุลขนาดเล็กของผลิตภัณฑ์เคลือบแก้วรถยนต์ Hybrid Coating ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเอกสิทธิ์เฉพาะที่ได้รับรองสิทธิบัตรจากประเทศญี่ปุ่น 100 % ซึ่งมีราคาเริ่มต้นเพียง 25,000 บาท เท่านั้น

อีกทั้ง ศูนย์บริการ AAS Auto Detailing Centre ยังดูแลลูกค้า ในส่วนของ การติดตั้งฟิล์มกรองแสงรถยนต์ จาก 5 แบรนด์ ชั้นนำของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น 3M, Lamina, V-Kool, Smarttec และ Blaupunkt ซึ่งพร้อมให้คำปรึกษา และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบถ้วน เกี่ยวกับการป้องกันความร้อนจากแสงแดดภายในตัวรถที่คุณรัก โดยติดตั้งจากทีมงานมืออาชีพของแบรนด์ชั้นนำโดยตรง

นิสสันประเทศไทยส่งมอบ นิสสัน ลีฟ 24 คันให้กับการไฟฟ้านครหลวง

0

นิสสัน ผู้นำด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้าระดับโลกส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า นิสสัน ลีฟ 24 คันให้กับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เดินหน้าสู่สังคมแห่งการขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้า และส่งเสริมวิสัยทัศน์ของอนาคตที่ปราศจากมลพิษ

คุณเอกรัฐ โบษกรนัฎ รองประธานฝ่ายขาย นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทยกล่าวในพิธีส่งมอบว่า “นิสสันภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ทางกฟน. เลือก นิสสัน ลีฟ เพื่อส่งเสริมพันธกิจที่เดินหน้าสู่การเป็นองค์กรที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทด้านความยั่งยืนของการไฟฟ้านครหลวง”

พิธีส่งมอบจัดขึ้นที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) สำนักงานใหญ่ ถนนพระราม 4 จังหวัดกรุงเทพมหานคร โดยทางกฟน. จะใช้ นิสสัน ลีฟ ทั้ง 24 คันสำหรับการดำเนินงานของกฟน. เพราะคุณสมบัติของรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% และไร้มลพิษ นับเป็นความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่นและ กฟน. ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากการทำข้อตกลงร่วมมือระหว่างองค์กรในการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการสร้างสถานีประจุไฟฟ้าในปี 2561

“เรามั่นใจว่า นิสสัน ลีฟ ในฐานะรถยนต์ไฟฟ้าที่มีสมรรถนะสูง จะช่วยสร้างความตระหนักรู้ถึงความจำเป็นในการลดมลพิษทางอากาศ ซึ่งเป็นความตั้งใจหลักของการไฟฟ้านครหลวง ในฐานะองค์กรชั้นนำระหว่างประเทศ ที่ต้องการเป็นผู้นำด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม” นายไพฑูรย์ กุหลาบแก้ว ผู้ช่วยผู้ว่าการ ฝ่ายธุรกิจและบริการ การไฟฟ้านครหลวง

การส่งมอบครั้งนี้ ย้ำความเป็นผู้นำของ นิสสัน ในด้านความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งนอกจาก นิสสัน ลีฟ แล้ว นิสสันยังมี นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% เพื่อเป็นทางเลือกระหว่างการขยายสถานีประจุไฟฟ้าให้แพร่หลายในประเทศ เพราะเทคโนโลยีอี-พาวเวอร์ สามารถให้ประสบการณ์การขับขี่ของรถยนต์ 100% โดยไม่ต้องชาร์จไฟฟ้าจากภายนอก เทคโนโลยียานยนต์พลังงานไฟฟ้าจะช่วยลดมลพิษให้กับประเทศไทย

นิสสันเป็นผู้นำในระดับโลกด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และนวัตกรรมเทคโนโลยีล้ำสมัย พิสูจน์ได้จากยอดขาย นิสสัน ลีฟ ทั่วโลกนับแต่เปิดตัวรวมกว่า 500,000 คัน ลีฟถือเป็นสัญลักษณ์ของรถยนต์ ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ และ รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่จำหน่ายในเชิงพาณิชย์รุ่นแรกของโลก