Home Blog Page 42

“ซูซูกิ” รุกตลาดปี 2569 ยกระดับรถยนต์อเนกประสงค์ รุ่น XL7 BLACK EDITION โดดเด่นด้วยชุดแต่งสีดำรอบคัน มั่นใจทุกการขับขี่ ราคาเริ่มต้น 835,000 บาท

0
ซูซูกิ 1

บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าพัฒนาคุณภาพสินค้าเพื่อผู้บริโภคชาวไทย แนะนำ SUZUKI XL7 BLACK EDITION ในแนวคิด EXPRESS YOUR OTHER SIDE เผยอีกด้านของตัวตนให้พร้อมลุยในทุกเส้นทางด้วยดีไซน์โทนสีดำ สไตล์ Multi-Dynamic Crossover ชูรูปลักษณ์ใหม่ที่มาพร้อมกับความสปอร์ตดุดันด้วยชุดตกแต่งรอบคันแบบ BLACK EDITION ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย และความคุ้มค่า ในราคาเริ่มต้นเพียง 835,000 บาท

ซูซูกิ 2

นายทาดาโอะมิ ซูซูกิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวแนะนำ SUZUKI XL7 BLACK EDITION รถยนต์ Multi-Dynamic Crossover รุ่นล่าสุด ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ปรับโฉมให้มีความโดดเด่นและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและสไตล์ชีวิตที่หลากหลายของผู้บริโภคชาวไทยในปัจจุบัน  ซึ่งตัวรถจะมาพร้อมกับดีไซน์รูปลักษณ์ที่ได้รับการออกแบบให้มีความสปอร์ตและดุดันมากยิ่งขึ้น สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและคล่องตัว เหมาะสำหรับการใช้งานในทุกกิจกรรมและหลากหลายเส้นทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับโฉมในรูปแบบ “BLACK EDITION” ที่เน้นการใช้โทนสีดำ ซึ่งจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ของผู้ขับขี่ให้มีความ โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ซูซูกิ 4

SUZUKI XL7 BLACK EDITION ยนตรกรรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อสะท้อนความสปอร์ตและความเร้าใจ โดยเน้นบุคลิกที่ดุดันและแตกต่างจากรุ่นมาตรฐานอย่างชัดเจน หัวใจหลักคือการสร้างสรรค์รูปลักษณ์ใหม่ผ่านการดีไซน์เน้นโทนสีดำสู่ความเข้มขรึมที่ลงตัว ซึ่งช่วยเสริมให้ตัวรถยนต์ดูทรงพลัง แข็งแกร่ง และมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ประกอบด้วย

ไฟหน้า LED และ Day Time Running Light ตกแต่งสีดำ มอบความรู้สึกสปอร์ตและดุดัน มีความโฉบเฉี่ยวเข้ากับแนวคิดอย่างลงตัว

ซูซูกิ 5

กระจังหน้าสีดำ มอบความรู้สึกสปอร์ตและดุดัน มีความโฉบเฉี่ยวเข้ากับแนวคิดอย่างลงตัว

ซูซูกิ 6

ชุดตกแต่งกันชนด้านหน้าและด้านหลังสีดำ เพิ่มมิติความเข้มดุดันและทำให้ไฟหน้าของรถดูคมชัดเฉียบคมยิ่งขึ้นในทุกมุมมอง

ซูซูกิ 7

ชุดตกแต่งสเกิร์ตด้านข้างสีดำ ดีไซน์ที่เสริมความสปอร์ตทำให้ตัวรถดูโดดเด่นและมีมิติมากยิ่งขึ้น

ซูซูกิ 8

ล้ออะลูมิเนียมอัลลอยสีดำ ยกระดับความโดดเด่นให้ตัวรถดูภูมิฐานและทรงพลัง สะท้อนเอกลักษณ์ของรถยนต์อเนกประสงค์ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

ซูซูกิ 9

มือจับประตูด้านนอกสีดำ เข้ากับโทนสีดำเงาของตัวรถอย่างลงตัว ช่วยสร้างความกลมกลืนในทุกรายละเอียด

ซูซูกิ 10

ไฟท้าย LED แบบ Light Guides ตกแต่งสีดำ เพิ่มความเข้มและสร้างความโดดเด่นสะดุดตาในยามค่ำคืน

ซูซูกิ 11

วัสดุตกแต่งประตูท้ายสีดำ เชื่อมต่อไฟท้ายทั้งสองข้างให้ดูเป็นมิติเดียวกันและเพิ่มความน่าค้นหาให้กับส่วนท้ายของรถ

ซูซูกิ 12

ราวหลังคาสีดำ ฟังก์ชันการใช้งานในสไตล์ Multi-Dynamic Crossover ให้พร้อมสำหรับในทุกการเดินทาง

ซูซูกิ 13

SUZUKI XL7 BLACK EDITION: นิยามของความคุ้มค่าและดีไซน์ที่โดดเด่น

ดีไซน์ภายในกว้างขวาง ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ SUZUKI XL7 BLACK EDITION ตอกย้ำความเป็นรถ Multi-Dynamic Crossover ด้วยห้องโดยสารที่ออกแบบมาเพื่อความสะดวกสบายรองรับผู้โดยสารด้วยเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง โดยเบาะนั่งแถวที่ 2 สามารถแยกพับอิสระแบบ 60:40 และปรับเลื่อนเพื่อเพิ่มพื้นที่ได้อย่างคล่องตัว ส่วนเบาะนั่งแถวที่ 3 พับอิสระแบบ 50:50 ซึ่งเมื่อพับเบาะทั้งสองแถวราบกับพื้น จะสามารถเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้สูงสุดถึง 803 ลิตร พร้อมรองรับทุกกิจกรรมของสมาชิกทุกคนในครอบครัว

ภายในห้องโดยสารสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยคอนโซลดีไซน์ที่โดดเด่น ให้ความรู้สึกสุขุมนุ่มลึก ผสานอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ด้วยมาตรวัดพร้อมจอ LCD แสดงข้อมูลการขับขี่อย่างครบครัน ทั้ง Driving G-Force และอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง มอบความบันเทิงผ่านหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 10 นิ้ว รองรับทุกการเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัด สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยแท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันทรง D-Shape พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียงและสั่งการโทรศัพท์ รวมถึงระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเพื่อให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

เทคโนโลยี Smart Hybrid Vehicle จากซูซูกิ (SHVS) ประสิทธิภาพสูงและประหยัดพลังงาน ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร ผสานการทำงานกับเทคโนโลยี Smart Hybrid Vehicle โดยมีระบบ ISG (Integrated Starter Generator) เข้ามาช่วยเสริมแรงบิดในช่วงออกตัวและเร่งแซง ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ซึ่งถูกติดตั้งในตำแหน่งสูงเพื่อความปลอดภัยเมื่อขับขี่ในสภาพถนนที่มีน้ำท่วมขัง เทคโนโลยีนี้ช่วยเพิ่มกำลังการทำงานของเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้ประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

มั่นใจในทุกเส้นทางด้วยแพลตฟอร์ม HEARTECT เอกสิทธิ์เฉพาะของซูซูกิที่ช่วยเพิ่มทั้งสมรรถนะและความปลอดภัย ตัวถังใช้เหล็กกล้า High-Tensile และโครงสร้าง TECT เหล็กกล้าน้ำหนักเบามีความแข็งแรงทนทาน พร้อมระบบ NVH ช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอกและแรงสั่นสะเทือนขณะขับขี่ เสริมด้วยเหล็กกันโคลงด้านหน้า ให้การทรงตัวที่ดีเยี่ยม เข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ ผสานกับระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบแม็คเฟอร์สัน สตรัท และด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีม เพื่อรองรับสภาพถนนทั้งในเมือง และนอกเมืองก็สามารถทำได้อย่างมั่นใจ

ความปลอดภัยและการบำรุงรักษาที่คุ้มค่า SUZUKI XL7 BLACK EDITION มาพร้อมระบบความปลอดภัยครบครัน อาทิ ระบบเบรก ABS/EBD/BA, ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน, และกล้องมองภาพขณะถอยจอดพร้อมเซนเซอร์กะระยะ นอกจากความปลอดภัยที่วางใจได้แล้ว ซูซูกิยังให้ความสำคัญกับการบำรุงรักษาที่ง่ายและค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผล ตอกย้ำภาพลักษณ์ของรถยนต์ที่สร้างความคุ้มค่าสูงสุดในระยะยาวให้กับผู้บริโภค

SUZUKI XL7 BLACK EDITION พร้อมวางจำหน่าย โดยมีสีและราคาจำหน่ายดังนี้

สีรถ ราคาจำหน่าย (บาท)
Cool Black Metallic 835,000
Savana Ivory Metallic/Cool Black Metallic 845,000
Pearl Snow White/Cool Black Metallic 850,000

โดยมีแคมเปญพิเศษรับข้อเสนอผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 8,304 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรกและบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงระยะเวลา 3 ปี โดยผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

นายทาดาโอะมิ ซูซูกิ กล่าวเพิ่มเติมว่า SUZUKI XL7 คือหนึ่งในรถยนต์อเนกประสงค์ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค ด้วยความครบครัน ทั้งด้านความกว้างขวางภายในห้องโดยสาร อุปกรณ์อำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัยครบครัน รวมถึงสมรรถนะการขับขี่อันโดดเด่นที่พร้อมพาคุณไปพบกับประสบการณ์ใหม่ๆ ในทุกเส้นทาง ซึ่งการแนะนำ SUZUKI XL7 BLACK EDITION ในครั้งนี้ คาดว่าจะเข้ามาเพิ่มตัวเลขยอดขายให้เติบโตขึ้นมากกว่าเดิมอย่างแน่นอน”

 

 

“GWM” ยุติการจำหน่าย “ORA Good Cat” เตรียมเปิดบทใหม่สู่ “GWM ORA 5 SUV”

0
เกรทวอลล์ มอเตอร ื 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุก ประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุดและอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการ หลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM (Thailand) ประกาศหยุดจำหน่าย GWM ORA Good Cat และขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยทุกคนที่ให้การสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าคันนี้ที่สร้างเรื่องราวอันน่าจดจำมากมายตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ด้วยยอดขายสะสมกว่า 20,827 คัน และเตรียมนำ GWM ORA 5 SUV และรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างน้อย 5 รุ่นในปี 2569 รวมถึงตั้งเป้าเดินหน้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายเป็นกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ

เกรทวอลล์ มอเตอร ื 2

ตลอดเส้นทางความสำเร็จในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา GWM ORA Good Cat ได้สร้างปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ให้กับวงการยานยนต์ไทยในหลากหลายมิติอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น

  • เป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่จุดกระแสรถยนต์ไฟฟ้า หรือ “BEV Phenomenon” ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยและได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2564 จนเกิดเป็น “Good Cat Fever” จากดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย
  • สร้างความสำเร็จจากกระแสความนิยม ด้วยการครองตำแหน่งรถยนต์ไฟฟ้ายอดขายอันดับ 1 ของไทยในปี 2565 สะท้อนความเป็นผู้นำที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย
  • เป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่ผลิตจากโรงงานในประเทศไทยเพื่อส่งมอบให้กับลูกค้าชาวไทย
  • เป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่ส่งออกจากประเทศไทยไปยังตลาดสำคัญ ๆ ระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งออสเตรเลียและบราซิล

เกรทวอลล์ มอเตอร ื 3

นอกจากการสร้างคุณค่าให้กับอุตสาหกรรมยายนต์ไทยในภาพใหญ่ GWM ORA Good Cat ยังสร้างเรื่องราวอันน่าจดจำมากมายในใจผู้บริโภคชาวไทย ด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าระยะเวลาจะผ่านไปนานกี่ปี รถคันนี้ก็ยังคงโดดเด่นท่ามกลางรถยนต์คันอื่น ๆ และดึงดูสายตาของผู้คนเสมือนได้ขับรถใหม่ในทุกวัน ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา GWM ORA Good Cat ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงคุณภาพ ความแช็งแกร่ง และความปลอดภัย ผ่านเหตุการณ์จริงที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เหตุรถตกน้ำ เหตุไฟไหม้ อุบัติเหตุการชนหนัก เจ้าเหมียวไฟฟ้าก็สามารถปกป้องชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากโครงสร้างตัวถังที่ทำจากเหล็กกล้าความแข็งแรงสูง ระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ทันสมัย พร้อมความปลอดภัยขั้นสูงของแบตเตอรี่แรงดันสูง ยืนยันด้วยรางวัลมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวจากเวทีระดับโลก ทั้ง EURO NCAP (2022) และ ANCAP (2022)

เกรทวอลล์ มอเตอร ื 4

ถึงแม้ในช่วงปลายปี 2568 GWM ได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าได้ทำการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าตามมาตรการ EV 3.0 อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว แต่ GWM ORA Good Cat ยังคงครองใจแฟน ๆ ชาวไทยและได้รับการเรียกร้องอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม GWM ได้เตรียมยุติการทำตลาดรถยนต์รุ่นนี้ เพื่อเปิดทางสู่บทใหม่ของตระกูล GWM ORA ในประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ โดยเตรียมนำ GWM ORA 5 SUV เข้ามายกระดับประสบการณ์ผู้ใช้ในทุกมิติ พร้อมเดินหน้ารุกตลาดด้วยรถยนต์รุ่นใหม่รวมอย่างน้อย 5 รุ่นภายในปีนี้ และมีแผนเดินหน้าขยายเครืองข่ายพาร์ทเนอร์ สโตร์ให้ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศรวมกว่า 100 แห่ง เพื่อขยายการมอบการบริการให้กับลูกค้าชาวไทยอย่างเต็มรูปแบบ ตอกย้ำพันธกิจของ GWM ในการขึ้นสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขาย

 

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “ผมขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยทุกคนที่ได้ให้การสนับสนุน GWM ORA Good Cat มาตลอดระยะเวลา 4 ปี รถยนต์รุ่นนี้คือไอคอนของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยและเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจสูงสุดของเรา ความสำเร็จตลอด 4 ปีที่ผ่านมาไม่ได้วัดแค่ยอดขาย แต่คือความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีให้กับแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของเรา GWM ORA Good Cat ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย และผลักดันให้ GWM เดินหน้ายกระดับนวัตกรรมและประสบการณ์การใช้งานให้ก้าวไกลยิ่งกว่าเดิม เรายืนยันว่าจะยังคงดูแลลูกค้า GWM ORA Good Cat ทุกท่านด้วยบริการหลังการขายที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความมั่นใจตลอดอายุการใช้งาน ล่าสุด GWM ได้เปิดตัวแคมเปญ “GWM รับประกันความพร้อมของอะไหล่ภายใน 7 วัน” เพื่อยกระดับความมั่นใจให้กับลูกค้า โดยรับประกันการจัดหาอะไหล่ภายในระยะเวลา 7 วันนับจากวันที่มีการยืนยันคำสั่งซ่อมของลูกค้า หากไม่สามารถจัดหาอะไหล่ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ลูกค้าจะได้รับ GWM Points จำนวน 4,500 คะแนน เป็นการชดเชย เพื่อสร้างความอุ่นใจและความมั่นใจสูงสุดตลอดการใช้งานรถยนต์ของลูกค้า นอกจากนี้ เราจะมีการนำ GWM ORA 5 SUV รถยนต์รุ่นเรือธงของเราอีกรุ่นหนึ่งที่ได้รับการพัฒนามาอย่างเต็มรูปแบบมาเซอร์ไพรส์ชาวไทยเร็ว ๆ นี้”

 

 

“YSS” เปิดตัวโช้คอัพรุ่นใหม่ “DTG7” และ “GRIP” สำหรับรถ PPV และรถยนต์นั่ง มุ่งยกระดับสมรรถนะและความสบายในการขับขี่

0
YSS 1

บริษัท วาย.เอส.เอส. (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายโช้คอัพสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญยาวนานกว่า 40 ปี จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด “YSS DTG7” และ “YSS GRIP” อย่างเป็นทางการ นำโดยคุณภิญโญ พานิชเกษม ประธานกรรมการบริหาร พร้อมด้วยตัวแทนจำหน่ายร่วมเข้าร่วมกิจกรรมทดสอบสมรรถนะ ณ สนามมอเตอร์สปอร์ตพาร์คสุวรรณภูมิ เพื่อสัมผัสเทคโนโลยีและการพัฒนาใหม่ล่าสุดของ YSS ภายใต้สถานีทดสอบที่ครอบคลุมทุกสถานการณ์ขับขี่ไม่ว่าจะเป็น ทดสอบความนุ่มนวล ทดสอบการยึดเกาะ ทดสอบการคควบคุม และทดสอบทางขรุขระที่เป็นทางลูกรัง ด้วยรถทดสอบมากถึง 15 คัน

YSS 2

สำหรับ YSS DTG7 เป็นโช้คอัพซีรีส์ใหม่ล่าสุดที่พัฒนาต่อยอดจากตระกูล DTG (Double Tube Gas Shock) โดยมุ่งเน้นความนุ่มนวลและความสบายในการใช้งานประจำวัน พร้อมยกระดับประสิทธิภาพให้โดดเด่นในกลุ่มโช้คอัพกระบอกสองชั้น (Double Tube Gas Shock) ด้วยการออกแบบระบบวาล์วและการเซ็ตติ้งใหม่ ช่วยเพิ่มความนุ่มนวลมากขึ้นถึง 30% รองรับสภาพถนนหลากหลายรูปแบบ อาทิ หลุมบ่อ และระนาดชะลอความเร็ว นอกจากนี้ การปรับเซ็ตติ้งใหม่ยังช่วยให้ช่วงการใช้งานเมื่อเทียบกับรุ่น DTG PLUS ดีขึ้นอย่างมากอีกด้วยYSS 3

จุดเด่นของ YSS DTG7

YSS 4

  1. ลดแรงต้าน และแรงเสียดทาน มุ่งเน้นความนุ่มนวลสูงสุด โดยการออกแบบที่เหมาะสมช่วยให้การทำงานของโช้คอัพมีความนุ่มนวลเป็นพิเศษ
  2. ชุดวาล์วและการเซ็ตติ้งใหม่ เพิ่มการตอบสนองการขับขี่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขอโช้คอัพได้อย่างยอดเยี่ยม ช่วยดูดซับแรงกระแทกและลดแรงสั่นสะเทือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผู้ขับขี่เมื่อยล้าน้อยลง และเพิ่มความสบายตลอดการเดินทาง
  1. การเซ็ตตัวนิ่งขึ้น 15% พร้อมระบบวาล์วแปรผันอัจฉริยะ จัดการแรงสั่นสะเทือนจากหลุม รอยต่อถนน รอยต่อสะพาน ฯลฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้โช้คอัพทำงานสม่ำเสมอ เพิ่มเสถียรภาพในการควบคุม ส่งผลให้ขับขี่มั่นใจ และเข้าโค้งแม่นยำมากขึ้น

4.ช่วงการปรับเซ็ตกว้างขึ้น พร้อมตัวเลขบอกระดับ

รองรับการปรับ Compression มากขึ้นเป็น 8 ระดับ สามารถปรับละเอียดตามสไตล์การขับขี่ ปุ่มปรับอลูมิเนียมดีไซน์ใหม่ หมุนง่าย พร้อมตัวเลขกำกับเพื่อความสะดวกในการใช้งาน

YSS 4

สำหรับ YSS DTG7 เปิดราคาจำหน่าย เฉพาะโช้ค 1 Set (4 ต้น) 15,800 บาท สำหรับ PPV / PICKUP

ราคาพร้อมสปริง 29,600 บาท สำหรับ PPV และ 22,700  บาท สำหรับ PICKUP

สำหรับโช้คอัพ DTG7 ในเบื้องต้นรองรับรุ่นรถดังต่อไปนี้.

TOYOTA FORTUNER 15>
FORTUNER 08-15
REVO PRERUNNER 15>
REVO 08>
VIGO PRERUNNER 06-15
VIGO 4×4 06-15
VIGO 08>
INNOVA 08>
NNOVA-CRYSTA 15-22
INNOVA ZENIX 23>
COMMUTER 08-19
COMMUTER 20>
MAJESTY 19>
VENTURY 08-19
HIACE 08-19
MITSUBISHI PAJERO SPORT 11>
TRITON 19>
TRITON PLUS 4×4 05-19
NISSAN NAVARA NP300 4X4 2.5L 19-21
ISUZU D-MAX 02-19
D-MAX 20>
D-MAX HI-LANDER 4×2 (TORSION BAR) 05-11
MU-7 (TORSION BAR) 05-11
MU-X 12>
V-CROSS 12-19
V-CROSS 20>
V-CROSS HI-LANDER 12-19
V-CROSS HI-LANDER 20>
CHEVROLET COLORADO 02>
COLORADO Z71 12>
TRAILBLAZER 12>
HYUNDAI H 1 08>

และในส่วนของ YSS GRIP-R Real Performance Shock Absorber โช้คอัพสำหรับรถเก๋ง เปิดตัวครั้งแรกในกลุ่มรถเก๋งของ YSS

YSS 6

เป็นโช้คอัพสำหรับรถยนต์นั่งที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขข้อจำกัดของการขับขี่ได้อย่างลงตัว โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างความมั่นใจในการควบคุมและความนุ่มนวลในการใช้งานเป็นพิเศษ โดยเปลี่ยนแค่โช้คอัพก็เหมือนได้เปลี่ยนรถของคุณเป็นรถแข่งที่ให้ความมั่นใจสูงสุด

YSS 7

จุดเด่นของ YSS GRIP-R Real Performance Shock Absorber

  1. การยึดเกาะที่ยอดเยี่ยม – เทคโนโลยีการออกแบบเฉพาะของ YSS ให้การยึดเกาะที่ยอดเยี่ยม สำหรับโช้คอัพแบบไม่มีซับแท็งก์แยก ช่วยให้การทำงานของโช้คอัพมีความนุ่มนวล โดยเฉพาะจังหวะการยุบตัวเมื่อเกิดแรงกระแทก ซึ่งทำได้ดีเป็นพิเศษ ส่งผลต่อความสบายในการขับขี่โดยตรง
  2. รองรับการปรับ Rebound ได้ถึง 18 ระดับ มีช่วงการใช้งานกว้าง รองรับทุกย่านความเร็ว สามารถปรับตั้งให้เหมาะสมกับสไตล์การขับขี่ของผู้ใช้งาน เพิ่มการยึดเกาะที่ยอดเยี่ยม

3.สามารถโหลดความสูงของตัวรถได้ 0.5 นิ้ว – 2 นิ้ว ตามสไตล์ของผู้ขับขี่

YSS 9

สำหรับ GRIP-R จำหน่ายแบบ Full Set ราคาอยู่ที่ 29,900 บาท

เริ่มวางจำหน่ายในเบื้องต้นรองรับรถรุ่นรถดังต่อไปนี้

HONDA CIVIC 16> LOWER 0.5-2 INCH
TOYOTA Collora Cross  2021 STD-LOWER 1.5 INCH
HONDA CITY 22> LOWER 0.5-2 INCH
TOYOTA YARIS ATIV Gen 4 LOWER 0.5-2 INCH
HONDA JAZZ 15> LOWER 0.5-2 INCH
HONDA HR-V 22> STD-LOWER 1.5 INCH
TOYOTA VIOS ta LOWER 0.5-2 INCH
TOYOTA  Alphard  2025-now STD-LOWER 1.5 INCH
TOYOTA  AVANZA VELOZ  2021-now STD-UP 1 INCH
TOYOTA  Innova Zenix  2023-now STD-LOWER 50 MM.
HONDA BRIO 2018-NOW STD-LOWER 2.5 INCH
 Denza  D9  2024-now STD-LOWER 1.5 INCH

 

โช้คอัพทั้ง 2 รุ่นได้รับการออกแบบแบบ Model by Model เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานของรถแต่ละรุ่นโดยเฉพาะ ผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการและการทดสอบความทนทานแบบ Endurance Test เพื่อยืนยันประสิทธิภาพที่สม่ำเสมอและความทนทานในการใช้งานจริง อีกทั้งสามารถติดตั้งได้โดยไม่ต้องดัดแปลงชิ้นส่วนใดของตัวรถ ตามแนวคิด Plug-and-Play Fitment ช่วยให้ติดตั้งสะดวก และลดความเสี่ยงต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการติดตั้ง นอกจากนี้ ยังรองรับการบำรุงรักษาในราคาประหยัดด้วยชุด Repair Kit ที่รองรับตลอดอายุการใช้งาน

ทั้งนี้ รุ่นอื่นๆ จะทยอยเพิ่มเติมในลำดับต่อไป ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: YSS-THAILAND หรือ Line: @YSSTHAILAND

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เผยกลยุทธ์ในปี 2569 เฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ พร้อมสะท้อนอนาคตของรถยนต์พลังงานไฟฟ้ายุคใหม่ด้วย The all-new electric CLA

0
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย 1

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย แถลงข่าวผลการดำเนินงานปี 2568 ที่ผ่านมา โดยมียอดจดทะเบียนรถยนต์ทั้งหมด 8,378 คัน ซึ่งในจำนวนดังกล่าวมีรถแวนรวมกว่า 299 คัน ชูความสำเร็จของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่มียอดขายเติบโตขึ้นถึง 110% ในขณะที่รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่นำโดย The new E-Class มีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 ด้วยสัดส่วนกว่า 37% และรถยนต์ในกลุ่ม Top-End Luxury มียอดขายเติบโตขึ้น 15% มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ในเซกเมนต์เดียวกัน ด้วยสัดส่วนกว่า 40% พร้อมเผยทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 โดยประเดิมการเฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ (140 Years of Innovation) ตั้งแต่การสร้างรถยนต์คันแรกเมื่อปี 2429 และเดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% กับโมเดลสำคัญของปีอย่าง “The all-new electric CLA” ที่เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Motor Show 2026 ช่วงเดือนมีนาคมนี้ และยังมีรถยนต์รุ่นใหม่อีกกว่า 7 รุ่น เตรียมเปิดตัวตลอดทั้งปี 2569

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย 3
ในโอกาสเดียวกัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้จัดพิธีส่งมอบตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (CEO Handover Ceremony) เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนผ่านผู้นำขององค์กร โดยประกาศแต่งตั้ง มร. คริสเตียน เชลล์ (Christian Schell) เข้ารับตำแหน่งต่อจาก มร. มาร์ทิน ชเวงค์ โดยมีผลตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย 2

มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดสเบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในช่วงที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้มีการปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินธุรกิจในหลายมิติ ทั้งการปรับใช้โมเดลธุรกิจ Retail of the Future รวมถึงการสร้างกลยุทธ์และกิจกรรมทางการตลาดเพื่อยกระดับประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับผู้บริโภคชาวไทย

โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างชัดเจน อ้างอิงจากการเติบโตของยอดขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดของแบรนด์ โดยในส่วนของรถยนต์ระดับ Top-End Luxury (TEV+) มีการเปิดตัวเพิ่มเติมถึง 4 รุ่น ได้แก่ Mercedes-AMG SL 55, Mercedes-AMG GT 63, Mercedes-AMG G 63 และ G 450 d Edition STRONGER THAN THE 1980s ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์การเติบโตในระดับโลกของแบรนด์ Mercedes-AMG และโมเดลระดับตำนานอย่าง G-Class

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย 4

และสำหรับโมเดลธุรกิจ Retail of the Future ที่เริ่มปรับใช้เป็นปีที่ 2 หลังจากการประกาศอย่างเป็นทางการในปี 2567 สะท้อนให้เห็นถึงผลดีต่อลูกค้าชาวไทยในด้านความโปร่งใสของราคาจำหน่ายที่เท่าเทียมกัน และสามารถเข้าถึงคลังสินค้าส่วนกลางที่เชื่อมต่อกันทั่วประเทศ ในด้านของตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ก็จะไม่ต้องแบกรับต้นทุนของรถยนต์และการจัดการคลังสินค้า ทำให้สามารถยกระดับการบริการและประสบการณ์ของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น โดยในปี 2568 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ขึ้นแท่นแบรนด์ที่ได้รับความพึงพอใจจากลูกค้ามากที่สุดในแบรนด์รถยนต์ระดับลักชัวรี จากการสำรวจของ NielsenIQ ด้วยคะแนนถึง 89.1% โดยโมเดลธุรกิจ Retail of the Future ถือเป็นส่วนสำคัญของแผนการดำเนินงานระยะยาวที่จะเข้ามายกระดับอุตสาหกรรมค้าปลีกระดับลักชัวรีในประเทศไทย”

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย 5

ในปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย มีการเปิดตัวและจำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รวมกว่า 8 รุ่น ประกอบไปด้วย EQB 250, EQE Sedan, EQE 350 4MATIC SUV, Mercedes-AMG EQE 53, EQS Sedan, EQS 450 4MATIC SUV, Mercedes-Maybach EQS 680 SUV, G 580 with EQ Technology และกำลังจะเปิดตัวรุ่นที่ 9 อย่าง The all-new electric CLA ซึ่งเป็นโมเดลที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากการเผยโฉมครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการและประกาศราคาจำหน่ายในงาน Motor Show 2026 ในช่วงเดือนมีนาคม

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย 6

มร. คริสเตียน เชลล์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดสเบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำคนใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสานต่อวิสัยทัศน์ของคุณมาร์ทิน ชเวงค์ ที่เป็นผู้บุกเบิกโมเดลธุรกิจ Retail of the Future ในประเทศไทย และแนะนำรถยนต์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้กับลูกค้าชาวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย จะเดินหน้าตอกย้ำประวัติศาสตร์อันยาวนานของแบรนด์ ผ่านการเฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ และต่อยอดเทคโนโลยยานยนต์แห่งอนาคตด้วย The all-new electric CLA ที่มาพร้อมเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัยที่สุดในปัจจุบัน การันตีด้วยรางวัล Car of the Year 2026 โดยการเปิดตัวในประเทศไทยที่จะถึงนี้จะมาพร้อมแคมเปญการตลาดที่ผสานทุกมิติของไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้าง CLA Community ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย และทำให้แบรนด์สามารถสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าในกลุ่มต่างๆ  โดยเฉพาะคนเจเนอเรชันใหม่ ที่มีความต้องการและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย 9

 

 

นอกจากนี้ สำหรับกลุ่มลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่เป็นนักสะสมและชื่นชอบรถยนต์คลาสสิกของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เรามีแผนที่จะสร้างพื้นที่ศูนย์กลางที่จะให้ผู้คนมารวมตัวกัน และตอกย้ำให้เห็นถึงคุณค่าที่เหนือกาลเวลาและประวัติศาสตร์ของรถยนต์รุ่นต่างๆ ผ่านการเปิดตัว Mercedes-Benz Classic Car Center แห่งแรกในทวีปเอเชีย ซึ่งจะมาเป็นแพลตฟอร์มที่จะให้ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์คลาสสิกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ มาช่วยตรวจสอบรถยนต์คลาสสิกทุกรุ่น และออกใบรับรองอย่างเป็นทางการให้กับรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐานรถยนต์คลาสสิกระดับโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์”

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย 10

นายพุทธิ ตุลยธัญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท
เมอร์เซเดส
-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวถึงความสำเร็จและวิสัยทัศน์ด้านบริการลูกค้าว่า
“ในปี 2568 ที่ผ่านมา ฝ่ายบริการลูกค้าประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น โดยคว้าอันดับที่ 2 ในการรักษาลูกค้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในระดับภูมิภาค และได้รับคะแนนความพึงพอใจของลูกค้า (5 Star Rater) สูงถึง 4.90 คะแนน โดยมีการเปิดตัวบริการใหม่ อาทิ Mercedes-Benz In-Car Store ในเดือนธันวาคม เพื่อให้ลูกค้าสามารถอัปเกรดหรือต่ออายุแพ็กเกจ Digital Extras ได้อย่างง่ายดายผ่านหน้าจอรถยนต์รุ่นที่รองรับ* รวมถึงการนำเสนอโปรแกรม Service Select ทางเลือกใหม่สำหรับการบำรุงรักษารถยนต์ที่มีอายุ 7 ปีขึ้นไป* พร้อมเสริมพอร์ตโฟลิโออะไหล่แท้เมอร์เซเดส-เบนซ์ ด้วย StarParts ซึ่งเป็นอะไหล่กลุ่มบำรุงรักษาที่คุ้มค่าสำหรับรถยนต์อายุ 5 ปีขึ้นไปโดยเฉพาะ และการแนะนำระบบ XENTRY Workshop เพื่อยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

M8

สำหรับปี 2569 นี้ ฝ่ายบริการลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ มีแผนที่จะเดินหน้าพัฒนาบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ อาทิ โปรแกรมบำรุงรักษา MBSP Extra Guarantee Lite ที่ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ครอบคลุมอะไหล่เครื่องยนต์และเกียร์ ในช่วงอายุรถยนต์ปีที่ 6-10 แบบไม่จำกัดระยะทาง การทำแคมเปญสำหรับโปรแกรม Service Select อย่างต่อเนื่อง และยกระดับบริการ Mobile Service ในรูปแบบใหม่ ที่ไม่เพียงแค่รับ-ส่งรถ แต่ยังสามารถให้บริการพื้นฐานอย่าง Service A/B ได้ถึงบ้านลูกค้าหรือนอกสถานที่ นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอพิเศษสำหรับยางรถยนต์ MB Tires และสินค้าจาก MB Collection เช่น Mercedes-Benz Wallbox 3.0 และกล้อง Mercedes-Benz Drive Recorder 360 รวมถึงเตรียมเปิดตัวโปรแกรมการดูแลที่ครอบคลุมเมื่อรถยนต์เกิดความเสียหายจากอุบัติเหตุหรืออุทกภัย และการบริการด้านดิจิทัลผ่านระบบ XENTRY และ XENTRY Vehicle Detector ที่จะผสานเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรวจสอบรถยนต์ของลูกค้า ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยเสริมสร้างมิติการบริการลูกค้าให้ครอบคลุมและเหนือระดับยิ่งขึ้น ด้วยมาตรฐานการบริการของเมอร์เซเดส-เบนซ์”

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย 17

ลูกค้าที่สนใจรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั้ง 31 แห่ง ทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือโทร 1250 และติดตามข่าวสารอัพเดทผ่านทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth

 

 

“บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย” และ “แอนดาซ วัน แบงค็อก” ยกระดับการเดินทางสุดหรูในเมืองด้วยบีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport

0
บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย 1

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย และแอนดาซ วัน แบงค็อก ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญที่ผสานรวมนวัตกรรมยานยนต์อันล้ำสมัยของบีเอ็มดับเบิลยู เข้ากับพันธกิจของแอนดาซ วัน แบงค็อก มอบประสบการณ์เฉพาะตัวได้อย่าง ไร้รอยต่อและเหนือระดับให้กับแขกผู้เข้าพัก ด้วยรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport เพื่อการเดินทางที่สะดวกสบายและมีสไตล์ นับตั้งแต่ช่วงเวลาแรกที่เดินทางมาถึงและเดินทางกลับ

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย 2

มร. เรเน่ แกร์ฮาร์ด ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “เราตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ แอนดาซ วัน แบงค็อก ซึ่งมีความโดดเด่นด้านการผสมผสานแรงบันดาลใจจากศิลปะกับวัฒนธรรมท้องถิ่นอันแสนประณีต เข้ากับการออกแบบอันล้ำสมัย เพื่อมอบประสบการณ์การบริการที่ไม่เหมือนใครและเหนือกว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นการผสานกันอย่างแข็งแกร่งระหว่างแนวคิดของแอนดาซ วัน แบงค็อก ในการนำเสนอไลฟ์สไตล์ที่หรูหรา และความทุ่มเท ของบีเอ็มดับเบิลยูในการมอบประสบการณ์การเดินทางระดับพรีเมียม ทุกช่วงเวลาของแขกที่เข้าพักในโรงแรมแห่งนี้”

แอนดาซ วัน แบงค็อก ถือเป็นโรงแรมไลฟ์สไตล์ใหม่ที่โดดเด่นในหมู่นักเดินทางที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ภายในโครงการวัน แบงค็อก อันเป็นแลนด์มาร์คสำคัญและอยู่ไม่ไกลจากสวนลุมพินี ด้วยทำเลที่ตั้งอันสมบูรณ์แบบนี้ แขกผู้เข้าพักจึงสามารถเชื่อมโยงสู่สถานที่สำคัญและแหล่งท่องเที่ยวของกรุงเทพฯ ได้อย่างสะดวก สบาย โรงแรมแห่งนี้ยังสะท้อนเอกลักษณ์ของย่านถนนวิทยุ ด้วยการออกแบบที่ผสานสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากสถาปัตยกรรมยุคกลางศตวรรษของไทยและกลิ่นอายของชีวิตคนเมือง ด้วยแนวคิด ‘Vertical Neighborhood’ ที่สะท้อนแง่มุมอันหลากหลายของกรุงเทพฯ ด้วยห้องพัก 244 ห้อง รวมถึงห้องสวีท 22 ห้อง พร้อมมอบประสบการณ์อาหารอันเป็นเลิศ เช่น แอนดาซ เทอร์เรซ แบบอัลเฟรสโก ห้องอาหารจีนจิง ที่เต็มเปี่ยมด้วยรสชาติต้นตำรับ และห้องอาหารเมดิเตอร์เรเนียน พีสคารี บนชั้น 23 มอบประสบการณ์อันหรูหราแบบร่วมสมัยอย่างแท้จริง การนำเสนอบริการรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport ที่หรูหราเหนือระดับไปอีกขั้น จะช่วยเติมเต็มประสบการณ์การเดินทางให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย 3

รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport โดดเด่นในฐานะรถยนต์ที่ผสมผสานสมรรถนะอันทรงพลังเข้ากับความหรูหราและดีไซน์ที่ประณีตได้อย่างลงตัว และประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิงที่น่าประทับใจ มอบการเดินทางที่เหนือระดับด้วยความสะดวกสบายและมีสไตล์ พร้อมกับเทคโนโลยีอันล้ำสมัยและการตกแต่งภายในอันหรูหรา ให้บรรยากาศที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัว สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของบีเอ็มดับเบิลยูต่อนวัตกรรมยานยนต์และการเดินทางระดับพรีเมียม แขกผู้เข้าพักจะได้สัมผัสทั้งความมีชีวิตชีวาของเมืองและการเดินทางเพื่อผ่อนคลายอย่างแท้จริง

มร. รอส คูเปอร์ ผู้จัดการทั่วไป แอนดาซ วัน แบงค็อก กล่าวว่า “ที่แอนดาซ วัน แบงค็อก เรามุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่น ซึ่งมีรากฐานมาจากแรงบันดาลใจในศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่นอันประณีต และแนวคิด ‘Vertical Neighborhood’ ของเรา ความร่วมมือกับบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ในการให้บริการรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport ช่วยให้เราส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับแก่ผู้เข้าพักได้อย่างต่อเนื่องตลอดเส้นทางการเดินทาง ตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึงไปจนถึงการออกสำรวจย่านถนนวิทยุอันมีชีวิตชีวาของกรุงเทพฯ และพื้นที่โดยรอบ ความร่วมมือครั้งนี้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของเราในการให้บริการแบบเฉพาะตัว และมั่นใจได้ว่าทุกช่วงเวลารวมถึงการเดินทางของแขกผู้เข้าพักจะได้รับการรังสรรค์ขึ้นเพื่อสะท้อนการออกแบบที่เป็นนวัตกรรมและการบริการระดับโลกของแอนดาซ”

แอนดาซ วัน แบงค็อก พร้อมที่จะเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับการบริการไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยในเมือง การให้บริการด้วยรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport ไม่เพียงแต่เพิ่มทางเลือกด้านบริการรถลีมูซีนระดับพรีเมียมเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำถึงเอกลักษณ์และมาตรฐานของโรงแรมอีกด้วย ความร่วมมือระหว่างบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย และ แอนดาซ วัน แบงค็อก ย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันสู่ความเป็นเลิศและความใส่ใจในรายละเอียด ซึ่งถือเป็นการกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับการเดินทางในเมืองระดับไฮเอนด์ใจกลางกรุงเทพฯ

MAZDA CX-5 ครอสโอเวอร์เอสยูวียอดนิยม มียอดการผลิตและยอดจำหน่ายสะสมทั่วโลกครบ 5 ล้านคัน

0
MAZDA CX5 1

มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ได้ประกาศว่า ยอดการผลิตและจำหน่ายสะสมทั่วโลกของ Mazda CX-5 ได้แตะระดับ 5 ล้านคัน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ณ สิ้นสุดปี 2568 ความสำเร็จดังกล่าวส่งผลทำให้ Mazda CX-5 กลายเป็นรถยนต์มาสด้ารุ่นที่สาม ที่มียอดการผลิตและยอดจำหน่ายสะสมทะลุเกิน 5 ล้านคัน ต่อจาก Mazda323 และ Mazda3 ซึ่งจากรถยนต์ทุกรุ่นของมาสด้าที่มาพร้อมเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ และแนวคิดการออกแบบ ภายใต้ “Kodo – Soul of Motion” แล้วนั้น Mazda CX-5 ถือเป็นรุ่นที่สามารถบรรลุเป้าการผลิตดังกล่าวได้ภายในเวลาสั้นที่สุด          

MAZDA CX5 2

นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน Mazda CX-5 ได้วางจำหน่ายในตลาดกว่า 100 ประเทศ ในทุกภูมิภาคทั่วโลก และยังได้รับการคัดเลือกจากลูกค้าทั่วโลกในฐานะรถยนต์ครอสโอเวอร์เอสยูวีของมาสด้า ที่ถ่ายทอดการออกแบบอันมีชีวิตชีวา ให้ภาพลักษณ์สปอร์ต รวมถึงมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ราบรื่นและเป็นธรรมชาติ

นับตั้งแต่ Mazda CX-5 เจเนอเรชั่นแรก ได้เริ่มการผลิต ณ โรงงาน Ujina No.2 ในปี 2554 ต่อมามาสด้าจึงได้ขยายฐานการผลิตไปยังโรงงาน Ujina No.1, โรงงาน Hofu¹ และโรงงานในประเทศจีน นอกจากนี้ ยังมีการประกอบรถยนต์ในท้องถิ่น² ที่ประเทศมาเลเซียและเวียดนาม ส่งผลให้ Mazda CX-5 เติบโตขึ้นและกลายเป็นรถยนต์รุ่นที่มียอดจำหน่ายสูงสุด*³ ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ปัจจุบันของมาสด้า

Mazda CX-5 โฉมใหม่ล่าสุด ได้เปิดตัวครั้งแรกในทวีปยุโรปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา และกำลังจะเปิดตัวในอเมริกาเหนือและญี่ปุ่นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ปี 2569 ที่จะถึงนี้

มร. โคอิจิโร ยามากุจิ ผู้จัดการโครงการ Mazda CX-5 กล่าวว่า “ขอขอบคุณลูกค้าและแฟน ๆ ทั่วโลกที่ให้การสนับสนุน Mazda CX-5 มาโดยตลอด Mazda CX-5 โฉมใหม่ล่าสุด ได้รับการปรับโฉมครั้งใหญ่ในรอบแปดปี โดยได้ยกระดับการออกแบบสไตล์สปอร์ตและสมรรถนะการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น และยังมาพร้อมห้องโดยสารที่กว้างขวาง เพื่อให้ผู้โดยสารทุกคนสามารถเพลิดเพลินกับความสะดวกสบายและผ่อนคลาย นอกจากนั้น Mazda CX-5 รุ่นใหม่ ยังได้รับการออกแบบระบบ Human-Machine Interface*⁴ ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น ทำให้ Mazda CX-5 เป็นเอสยูวีเจเนอเรชั่นใหม่ที่จะช่วยให้การขับขี่สะดวกสบายยิ่งขึ้น และทำให้ชีวิตประจำวันมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น เราจะยังคงดูแลและพัฒนา Mazda CX-5 อย่างใส่ใจ เพื่อให้เป็นรถยนต์ที่เป็นที่รักและได้รับการยอมรับไปอีกยาวนานต่อไปในอนาคต”

MAZDA CX5 3

มาสด้าจะยังคงมุ่งมั่นในการมอบ “ความสุขในการขับขี่ (Joy of Driving)” และสร้างสรรค์รถยนต์อันเป็นที่รักของลูกค้า ภายใต้คุณค่าหลัก “Radically Human” พร้อมตั้งเป้าหมายในการส่งมอบ “ความสุขในการใช้ชีวิต (Joy of Living)” ผ่านการสร้างประสบการณ์ด้านการเดินทางที่สร้างความประทับใจในชีวิตประจำวันของลูกค้าตลอดไป

ความเป็นมาของ MAZDA CX-5

Mazda CX-5 เจเนอเรชั่นแรก

  • กันยายน 2554  เปิดตัวครั้งแรกของโลก ณ งาน “Frankfurt Motor Show 2011” *⁵
  • พฤศจิกายน 2555 ได้รับรางวัล Japan Car of the Year
  • มกราคม 2556 ครองอันดับหนึ่งยอดจำหน่ายรถยนต์เอสยูวีในประเทศญี่ปุ่น ประจำปี 2012 *⁶
  • มกราคม 2557 ครองอันดับหนึ่งยอดจำหน่ายรถยนต์เอสยูวีในประเทศญี่ปุ่น ประจำปี 2013 *⁶
  • เมษายน 2558 มียอดการผลิตสะสมทั่วโลกครบ 1 ล้านคัน

Mazda CX-5 เจเนอเรชั่นที่สอง

  • พฤศจิกายน 2559 เปิดตัวครั้งแรกของโลก ณ งาน “Los Angeles Auto Show”
  • กุมภาพันธ์ 2565 ได้รับการจัดอันดับความปลอดภัยสูงสุด “IIHS TOP SAFETY PICK+” จากสถาบันประกันภัยเพื่อความปลอดภัยบนทางหลวง (IIHS) อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ติดต่อกัน

Mazda CX-5 เจเนอเรชั่นที่สาม

  • กรกฎาคม 2568 เปิดตัวในทวีปยุโรป
  • ตุลาคม 2568 จัดแสดง Mazda CX-5 โฉมใหม่ล่าสุดต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก ภายในงาน

“Japan Mobility Show 2025” (รถยนต์สเปกยุโรป)

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

MAZDA CX-5|Crossover SUV|MAZDA
MAZDA NEWSROOM|All-New MAZDA CX-5 Debuts in Europe|NEWS RELEASES
MAZDA NEWSROOM|Mazda Develops New Body Color, “Navy Blue Mica”|NEWS RELEASES

 

รยสท. จัดงานงานฉลองแชมป์ประเทศไทย พิธีมอบรางวัลเกียรติยศถ้วยพระราชทานฯ ประจำปี 2568

0

ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา (ร.ย.ส.ท.) โดย นายพฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ นายกสมาคมฯ ได้จัดงานพิธีมอบถ้วยพระราชทาน และถ้วยรางวัลเกียรติยศประจำปี RAAT AWARDS 2025 เพื่อเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่นักแข่งที่สร้างผลงานอันโดดเด่น และประสบความสำเร็จในระดับประเทศและนานาชาติตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่สมาคมฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานถ้วยรางวัลเพื่อสนับสนุนกิจกรรมกีฬายานยนต์ ซึ่งสร้างความเป็นสิริมงคลและความภาคภูมิใจสูงสุดแก่เหล่านักแข่ง ทีมแข่ง และบุคลากรในวงการยานยนต์ไทย

ภายในงานจะเป็นการรวมตัวของเหล่านักแข่งฝีมือระดับพระกาฬจากทุกแขนงของกีฬายานยนต์ในเมืองไทย เพื่อเข้ารับรางวัลแห่งเกียรติยศและร่วมแสดงความยินดีในความสำเร็จร่วมกัน ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจเรามาร่วมแสดงความยินดีกับแชมป์ประเทศไทย และส่งพลังใจให้วงการมอเตอร์สปอร์ตไทยก้าวไกลสู่ระดับโลก ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีมอบถ้วยพระราชทานและถ้วยรางวัลเกียรติยศของสมาคมฯ ให้กับเหล่าขุนพลความเร็วที่ทำผลงานยอดเยี่ยมตลอดปีที่ผ่านมา ในงาน “RAAT AWARDS 2025” ในครั้งนี้ ซึ่งมีผู้ได้รับรางวัลต่างๆดังนี้

ถ้วยพระราชทานฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์   จำนวน 8 รางวัล ได้แก่

  • รางวัลการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Super Car GT3
    นายวุฒิกร อินทรภูวศักดิ์ (คุณกันตธีร์ กุศิริ รับแทน)
  • รางวัลการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น ECO CAR
    นาย ชินวิช รมยานนท์
  • รางวัลการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Super Pick up
    นายธณพล ชูเจริญผล
  • รางวัลการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบมาราธอนชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Overall
    ทีม TOYOTA GAZOO RACING THAILAND
  • รางวัลการแข่งขันรถยนต์รถยนต์แรลลี่ชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Overall
    นายมานะ พรศิริเชิด และ นายกิตติศักดิ์ กลิ่นจันทร์
  • รางวัลการแข่งขันรถยนต์แรลลี่ชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Super 1600 CC (Overall 2WD)
    นายจิรพงศ์ สภาคกุล และ นายวุฒิชัย ศรแดง
  • รางวัลการแข่งขันรถคาร์ทชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Junior Open
    นายศิริเขตต์ ศิริมงคลเกษม
  • รางวัลการแข่งขันรถคาร์ทชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Mini Rok
    เด็กชายพอช คงชล

ถ้วยพระราชทานฯ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณพระบรมราชินี  จำนวน 4 รางวัล ได้แก่

  • รางวัลการแข่งขันรถคาร์ทชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Senior Open
    นายสิริ คงสิริ
  • รางวัลการแข่งขันรถยนต์ครอสคันทรี่แรลลี่ชิงแชมป์ประเทศไทย
    นายณัฐพล อังฤทธานนท์ และ นายธันยพัต มีนิล
  • รางวัลการแข่งขันไทยแลนด์ดิจิทัลมอเตอร์สปอร์ตชิงแชมป์ประเทศไทย
    นายพิชญุตม์ สุเมรุรัตน์
  • รางวัลการแข่งขันรถยนต์ประเภทดริฟท์ชิงแชมป์ประเทศไทยรุ่น Overall
    นายเดชะพล โตยิ่งเจริญ

โล่รางวัลขอบคุณผู้สนับสนุน ประจำปี 2568 จำนวน 10 รางวัล ได้แก่

โล่ผู้สนับสนุน (ภาครัฐ)

  • การกีฬาแห่งประเทศไทย
  • กองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ / คุณทนุเกียรติ จันทร์ชุม / ผู้จัดการกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย / คุณทศพล วรรณศุภผล / ผู้อำนวยการกองส่งเสริมกิจกรรม
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา / คุณสันติ ป่าหวาย / หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

โล่ผู้สนับสนุน (ภาคเอกชน)

  • บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จํากัด / คุณอุดมศักดิ์ มีชัย / ผู้จัดการแผนกประสานงานองค์กร สำนักรอง

กรรมการผู้จัดการใหญ่

  • บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) / คุณรชา อุทัยจันทร์

รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจหล่อลื่น

  • TOYOTA GAZOO โดย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด / คุณสุทธิพงศ์ สมิตชาติ / ประธาน

บริษัท อาร์โต จำกัด และ ผู้อำนวยการจัดการแข่งขันรายการ Toyota Gazoo Racing Thailand

  • บริษัท กรังด์ปรีซ์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) / คุณพีระพงศ์ เอี่ยมลำเนา / ประธานเจ้าหน้าที่

บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

  • บริษัท สื่อสากล จํากัด / คุณขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ / ประธาน บริษัท สื่อสากล จํากัด
  • บริษัท 55เค เรซซิ่ง จํากัด / ฮงชิก จอน / Managing Director

PRIDE OF THAI MOTORSPORT AWARD นักแข่งไทยที่ก้าวเข้าสู่การแข่งขันระดับโลก จำนวน 4 รางวัล  ได้แก่

  • นายอเล็กซ์ซานดา อัลบอน อังศุสิงห์ / แข่ง FIA F1 ทีม William Racing
  • นายทัศนพล อินทรภูวศักดิ / FIA F2 ทีม ART Racing
  • นายนันทวุฒิ ภิรมย์ภักดี / FIA F3 ทีม DAMS Racing
  • นายเอ็นโซ่ ธารวณิชกุล สุภาวีระ / F3 ภายใต้โครงการ Redbull Junior สังกัดทีม Campos Racing

โล่รางวัลขอบคุณผู้จัดการแข่งขัน ประจำปี 2568 จำนวน 15 รางวัล  ได้แก่

  • บริษัท เรซซิ่ง สปิริต จำกัด
  • บริษัท 3 มงกุฎ เรซซิ่ง โปรเจ็ค จำกัด
  • บริษัท อาร์โต จำกัด
  • บริษัท เอส 63 โปรเจค จำกัด
  • บริษัท ฟาอีส ยูไนเต็ด มอเตอร์ สปอร์ต จำกัด
  • บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต
  • บริษัท โมเมนท์ มีเดีย จำกัด
  • บริษัท ซีทีจี 2002 จำกัด
  • บริษัท เรซ คอนเนคชั่น จำกัด
  • บริษัท สุขุมวิท 2016 จำกัด
  • ห.จ.ก. ออเทฟ (ประเทศไทย)
  • บริษัท ดีทูดี มอเตอร์สปอร์ต จำกัด
  • บริษัท ที่นี่ ดีไซน์ จำกัด
  • Axle Sport Sdn. Bhd.

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย” มอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง ให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา เสริมแกร่งการพัฒนาทักษะเชิงช่างยนต์ พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการศึกษาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11

0
Mitsubishi Motors 1

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสนับสนุนการศึกษา และส่งเสริมการพัฒนาทักษะเชิงช่างอย่างต่อเนื่อง เป็นปีที่ 11 ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาของประเทศไทย และส่งเสริมการเรียนรู้โดยผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ร่วมกับผู้จำหน่าย บริษัท มิตซูอยุธยา (ไทยธาดา) จำกัด มอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง ให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน มุ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สัมผัสการเรียนรู้เทคโนโลยี และองค์ความรู้ทางเทคนิคที่ทันสมัย อันนำไปสู่การเพิ่มโอกาสสู่ความสำเร็จในสายงานและเป็นรากฐานสำคัญในการเติบโตในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างยั่งยืน

Mitsubishi Motors 2นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขาย บริการหลังการขาย และประสบการณ์ลูกค้าบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะความเชี่ยวชาญของบุคลากร สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของเราในการมีส่วนร่วมส่งเสริมการศึกษาตั้งแต่การสนับสนุนสถาบันการศึกษาเพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ทักษะที่จำเป็น ไปจนถึงการยกระดับศักยภาพมาตรฐานทักษะเชิงช่างยนต์อันนำไปสู่ความเชี่ยวชาญในสายงานและเติบโตอย่างมั่นคง การส่งมอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง รวมถึงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่าการบริจาคสื่อการเรียนการสอน แต่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนระบบนิเวศของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างยั่งยืน” 

Mitsubishi Motors 3

นางสาวมยุรี ศรีระบุตร ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 1 กล่าวว่า “เราขอขอบคุณ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และผู้จำหน่าย บริษัท มิตซูอยุธยา (ไทยธาดา) จำกัด สำหรับการสนับสนุนเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง ซึ่งนับเป็นสื่อการเรียนการสอนที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาทักษะของนักศึกษา พร้อมทั้งการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติจากช่างเทคนิคที่ชำนาญการ และการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด จะช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์การเรียน การสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวทางการผลิตบุคลากรคุณภาพเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในภาคอุตสาหกรรม และเพิ่มโอกาสให้นักศึกษา
ได้พัฒนาตนเองสู่ความเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง”

Mitsubishi Motors 4นางสาวภัทรา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูอยุธยา (ไทยธาดา) จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ตอบแทนสังคมในพื้นที่ที่เราดำเนินธุรกิจ การร่วมมือกับ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทยถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญในการสนับสนุนและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน
ผ่านการส่งเสริมคนรุ่นใหม่ให้มีความรู้ ตลอดจนการประยุกต์ใช้ในการทำงานจริง โครงการนี้ไม่เพียงช่วยสนับสนุนภารกิจของวิทยาลัยเท่านั้น แต่ยังมอบประสบการณ์ให้กับนักศึกษา พร้อมกับแสดงให้เห็นถึงความยอดเยี่ยม
ของเทคโนโลยีของรถยนต์มิตซูบิชิ เราพร้อมเดินหน้าให้ความร่วมมือในโครงการสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการพัฒนาบุคลากร ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาชุมชนและเสริมสร้างความเข้มแข็ง
ของอุตสาหกรรมไทย”

Mitsubishi Motors 5

การบริจาคเครื่องยนต์และชุดส่งกำลังให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ประกอบด้วย เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบรหัส 4N16 รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นขุมพลังขับเคลื่อนของ นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน เครื่องยนต์ 4A91 ชุดเกียร์ธรรมดา รุ่น R6M5A และชุดเฟืองท้าย ควบคู่ไปกับ การฝึกอบรมภาคปฏิบัติ ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษาและฝึกอบรม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และ ช่างเทคนิคจาก บริษัท มิตซูอยุธยา (ไทยธาดา) จำกัด เพื่อให้นักศึกษานำไปประยุกต์ใช้ รวมถึงเตรียมพร้อมต่อยอดสู่การทำงานจริงต่อไป

Mitsubishi Motors 7

นอกจากนี้ ภายในพิธีมอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง บริษัท มิตซูอยุธยา (ไทยธาดา) จำกัด ยังได้นำรถยนต์มิตซูบิชิมาจัดแสดงหลากหลายรุ่น พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้ทดลองขับ เพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ของรถยนต์มิตซูบิชิอย่างใกล้ชิด อาทิ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ไพรม์ และ มิตซูบิชิ แอททราจ สมาร์ท อีโค คาร์

Mitsubishi Motors 9

โครงการมอบเครื่องยนต์ให้แก่สถาบันการศึกษา ได้ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2558 สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของบริษัทฯ
ในการส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาบุคลากร ที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างยั่งยืน ตามปณิธาน
ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมภายใต้วิสัยทัศน์ ‘สรรค์สร้าง เคียงข้าง สังคมไทย’ โดยมุ่งเน้นการดำเนินกิจกรรม 3 ด้านหลัก ได้แก่ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ

 

 

 

 

 

 

 

 

“GWM” เริ่มส่ง WEY G9 ล็อตแรกจากมาเลเซียสู่ประเทศไทย ยกระดับมาตรฐานรถ MPV หรูเพื่อคนไทย

0
GWM 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM (Thailand) เตรียมรับรถยนต์ MPV หรู WEY G9 – The Crafted Masterpiece ล็อตแรกที่ส่งออกมาจากประเทศมาเลเซีย มุ่งหน้าสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อทำการส่งมอบให้กับลูกค้าชาวไทย หลังการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Motor Expo เมื่อปลายปีที่ผ่านมา และได้รับกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้าชาวไทย ด้วยยอดจองสูงถึง  378 คัน ด้วยจุดเด่นทั้งด้านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ความสะดวกสบาย และดีไซน์ที่เรียบหรูทันสมัย ประดุจประติมากรรมชิ้นเอกที่ควรค่าแก่การครอบครอง

GWM 2

การส่งออก WEY G9 จากประเทศมาเลเซียสู่ประเทศไทยในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ชุย อันฉี กรรมการผู้จัดการ และ รอสลัน อับดุลลาห์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ GWM Malaysia เป็นประธานการส่งมอบ ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของ GWM ที่มุ่งเชื่อมโยงศักยภาพการผลิตในภูมิภาคอาเซียนเข้ากับความต้องการของผู้บริโภคในภูมิภาค โดย WEY G9 ได้รับการพัฒนาและผลิตภายใต้มาตรฐานระดับสูงในทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าชาวไทยทั้งในด้านคุณภาพ ความละเอียดปราณีตในการประกอบ เพื่อตอบโจทย์ทุกการเดินทางอย่างมีระดับ

GWM 3

WEY G9 – The Crafted Masterpiece ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์รถยนต์หรูในยุคใหม่ ด้วยแนวคิดที่ผสานความประณีตของงานออกแบบ เทคโนโลยี และประสบการณ์การใช้งานเข้าไว้ด้วยกัน โดยรองรับการขับเคลื่อนด้วย 3 แหล่งพลังงาน และ 9 รูปแบบการขับเคลื่อน ด้วย Hi4 Technology ระบบขับเคลื่อนไฮบริดสี่ล้ออัจฉริยะ ผสานเครื่องยนต์เบนซินและมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ เพื่อความยืดหยุ่นในการใช้งานที่หลากหลาย และสอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้รถยนต์ MPV ลักชัวรี่ในปัจจุบัน โดย WEY G9 ถูกรังสรรค์ขึ้นเพื่อยกระดับประสบการณ์ในหลายมิติ ภายใต้แนวคิด 3C ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์รุ่นนี้ ได้แก่

GWM 4

  • Confidence มั่นใจในทุกการเดินทาง ด้วยระบบการขับเคลื่อนและเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานในหลากหลายสถานการณ์ เช่น Hi4 Hybrid Intelligent 4WD พร้อม iTVC (Intelligent Torque Vectoring Control) ปรับแรงบิดล้อหน้า-หลังภายใน 01 วินาที และโหมดการขับขี่ที่ครอบคลุมทุกสภาพถนน
  • Comfort ความสบายในระดับพรีเมียม ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดของห้องโดยสาร เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่เหนือระดับให้กับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร อาทิ เบาะแถวสองแบบ Zero-Gravity พร้อมระบบนวดไฟฟ้าและระบายอากาศ วัสดุหนัง NAPPA และระบบไฟสร้างบรรยากาศ 64 สี พร้อมจอมัลติมีเดียสำหรับที่นั่งด้านหลัง ตู้เย็นขนาดใหญ่ ที่พร้อมสร้างความเพลิดเพลินตลอดการเดินทาง
  • Convenience ยกระดับประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบจากเทคโนโลยีอัจฉริยะ Coffee OS 3.3 ที่ช่วยให้ทุกการใช้งานเป็นเรื่องง่ายและตอบโจทย์ชีวิตในทุกบทบาท ทั้งด้านการทำงานและชีวิตครอบครัว พร้อมรองรับคำสั่งเสียงมากถึง 21 ภาษา ระบบการนำทาง Petal Maps Global Navigation การควบคุมรถผ่านแอปพลิเคชัน GWM และระบบความปลอดภัยไซเบอร์ที่ทันสมัย

GWM 5

นอกจากนี้ WEY G9 ยังมาพร้อม WEY Exclusive Service บริการพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อลูกค้าคนพิเศษโดยเฉพาะ มอบความอุ่นใจเหนือระดับด้วย Personal Assistant ส่วนตัวตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมดูแลทุกขั้นตอนทั้งด้านการให้คำแนะนำด้านการใช้งานตัวรถ การปรึกษาปัญหา หรือแม้แต่การแจ้งเตือนและนัดหมายเพื่อนำรถเข้ารับบริการอย่างครบวงจร บริการรถทดแทนเป็นรุ่น WEY G9 พร้อมบริการรับ–ส่ง และ ความช่วยเหลือฉุกเฉินแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ทั้งรถลีมูซีน การจัดการค่าเดินทางหรือตัวเลือกด้านที่พัก เพื่อให้ทุกสถานการณ์เป็นเรื่องสะดวกสบายและเป็นระบบยิ่งขึ้น เสริมด้วยบริการ Pick-up & Delivery สำหรับการตรวจเช็กตามระยะ สะท้อนตัวตนของ WEY G9 ที่ไม่ใช่แค่ยานพาหนะ แต่คือเอกสิทธิ์แห่งไลฟ์สไตล์ระดับลักชัวรีที่ตอบโจทย์ผู้นำยุคใหม่อย่างแท้จริง

WEY G9 – The Crafted Masterpiece ลักชัวรี MPV ที่มอบความมั่นใจในทุกเส้นทาง ความสบายระดับเฟิร์สคลาส และความสะดวกสบายที่ทำให้ทุกการเดินทางราบรื่นไร้รอยต่อ ในราคาพิเศษช่วงเปิดตัวเพียง 2.349 ล้านบาท ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GWM application และ https://www.gwm.co.th/ หรือ GWM Contact Center 02-668-8888

 

 

ธนบุรีนอยสเติน ต่อยอดความเชื่อมั่น 85 ปีกลุ่มธนบุรี ชูบริการหลังการขายครบวงจร เสริมแกร่งแบรนด์ GEELY

0
ธนบุรีนอยสเติน 1

บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด ในเครือกลุ่มธนบุรี ผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ จีลี่ (GEELY) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นลูกค้าในระยะยาว ด้วยความพร้อมด้านบริการหลังการขายอย่างครบวงจร จากประสบการณ์ยาวนานถึง 85 ปีของกลุ่มธนบุรี พร้อมตั้งเป้าขยายเครือข่ายศูนย์บริการและโชว์รูมครบ 65 แห่งภายในปี 2569 นี้ เพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดยานยนต์ไฟฟ้า และกระแสตอบรับรถยนต์ไฟฟ้า GEELY ที่ดีเยี่ยมจากลูกค้าชาวไทยในปีที่ผ่านมา ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลลูกค้าเพื่อส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ GEELY ที่ดีที่สุด

ธนบุรีนอยสเติน  2

นายณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด กล่าวว่า “คุณภาพของตัวรถอาจเป็นปัจจัยแรกที่ผู้บริโภคใช้พิจารณาในการตัดสินใจซื้อรถ และเราก็มั่นใจว่า GEELY คือยนตรกรรมอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ความต้องการนั้นได้อย่างแท้จริง ส่วนความเชื่อมั่นในระยะยาวต้องสะท้อนผ่านการบริการหลังการขายที่ลูกค้าสามารถไว้วางใจได้ในทุกขั้นตอนหลังการส่งมอบ ธนบุรีนอยสเติน จึงมุ่งยกระดับมาตรฐานการบริการในทุกมิติ เพื่อสานต่อความน่าเชื่อถือที่กลุ่มธนบุรีสร้างไว้มาโดยตลอด 85 ปี โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา เราสามารถขยายโชว์รูมและศูนย์บริการครบ 40 แห่งตามเป้าหมาย พร้อมตั้งเป้าขยายเครือข่ายเพิ่มขึ้นเป็น 65 แห่งในปีนี้ รวมถึงวางแผนเปิดโชว์รูมเรือธงแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อรองรับการเติบโตของฐานลูกค้าในอนาคตอย่างเต็มประสิทธิภาพ”

ธนบุรีนอยสเติน  3

หัวใจหลักของการบริการหลังการขายของ GEELY ภายใต้การดูแลโดยบริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด คือการสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืน โดยบริษัทได้พัฒนาระบบบริการแบบครบวงจรที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นทางถึงขั้นตอนสุดท้าย ครอบคลุมการนัดหมายเข้ารับบริการผ่านหลากหลายช่องทาง โดยเมื่อลูกค้านัดหมายเข้ารับบริการ จะได้รับการดูแลโดยที่ปรึกษาการบริการและช่างเทคนิคเฉพาะทางตามเวลาที่กำหนด พร้อมแจ้งระยะเวลาในการตรวจสอบ ดำเนินการซ่อม และรับรถอย่างชัดเจน เพื่อให้ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่กระทบกับเวลาอันมีค่าของลูกค้า ขณะเดียวกัน ยังมีระบบบันทึกประวัติและการซ่อมรถแต่ละคันอย่างละเอียด เพื่อใช้วางแผนการบำรุงรักษาเชิงป้องกันในระยะยาว ช่วยยืดอายุการใช้งานและเพิ่มความมั่นใจในการดูแลรถในทุกระยะ

ธนบุรีนอยสเติน 4

พร้อมกันนี้ ยังมีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงแพ็กเกจบริการสำหรับการบำรุงรักษาที่หลากหลาย และอัตราค่าบริการที่โปร่งใส พร้อมคำอธิบายการรับประกันที่ชัดเจน เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในการวางแผนการดูแลรถได้อย่างรอบด้าน ทั้งยังสะท้อนถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียด ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ธนบุรีนอยสเติน 5

ในด้านการบริหารจัดการอะไหล่ บริษัทได้เตรียมพร้อมอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ด้วยการสำรองอะไหล่ที่ครอบคลุมถึง 92% หรือ 1,250 รายการ รวมจำนวนมากกว่า 10,000 ชิ้น พร้อมศักยภาพในการจัดส่งภายในวันเดียวกันสำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล นอกจากนี้ ทุกศูนย์บริการยังมีอะไหล่ตั้งต้นและเครื่องมือพิเศษครบครัน เพื่อให้สามารถให้บริการได้อย่างรวดเร็วและได้มาตรฐาน สะท้อนความพร้อมในการดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และเสริมสร้างความมั่นใจในประสบการณ์การใช้งานระยะยาว

ด้านบุคลากรและระบบควบคุมคุณภาพ บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด นำจุดแข็งของกลุ่มธนบุรีซึ่งเข้าใจลูกค้าชาวไทยเป็นอย่างดี ผสานเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม และทีมช่างเทคนิคที่ผ่านการอบรมมาตรฐานระดับสากลจาก GEELY Global โดยให้บริการภายใต้มาตรฐานเดียวกับศูนย์บริการของ GEELY ทั่วโลก พร้อมนำนวัตกรรมที่ถ่ายทอดจากมาตรฐานของ GEELY ในระดับสากลมาใช้ในการดูแลและซ่อมบำรุง เพื่อให้การทำงานมีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนมีระบบตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวดในทุกขั้นตอนของการให้บริการ รวมถึงติดตามความพึงพอใจของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าทุกคนจะได้รับความพึงพอใจสูงสุดในทุกครั้งที่เข้ารับบริการ

ธนบุรีนอยสเติน 9

ทั้งนี้ ในปี 2568 ที่ผ่านมา GEELY ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากลูกค้าชาวไทย และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย GEELY EX5 รถอเนกประสงค์อัจฉริยะพลังงานไฟฟ้า 100% ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุด รุ่น PRO สามารถจำหน่ายออกจนหมดสต๊อก ทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากหน่วยงานการไฟฟ้านครหลวงเลือกใช้เป็นรถสำหรับปฏิบัติงาน ขณะเดียวกัน GEELY EX2 ถือเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่สร้างกระแสตอบรับที่โดดเด่นตั้งแต่เปิดตัวในระหว่างงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 42 ที่ผ่านมา ด้วยยอดจองสูงถึง 4,016 คัน

ความสำเร็จดังกล่าว สะท้อนถึงศักยภาพของผลิตภัณฑ์ควบคู่กับความมุ่งมั่นของ บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด ในการมอบประสบการณ์การดูแลลูกค้าที่เป็นเลิศในทุกมิติ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดอย่างยั่งยืน และตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการวางรากฐานระยะยาวให้กับแบรนด์ GEELY ในประเทศไทย ทั้งด้านนวัตกรรม บริการหลังการขาย และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าชาวไทยในระยะยาว

สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ของ โทร. 02-081-9999 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.thonburineustern. com และ เฟซบุ๊ก Geely Thonburi Thailand