Home Blog Page 43

“อีซูซุ” เดินหน้าโครงการ “คลินิกรถ ลดฝุ่น PM2.5” อย่างต่อเนื่อง ชวนลูกค้าตรวจเช็กสภาพรถฟรี! พร้อมส่วนลดสูงสุด 50%

0
กลุ่มอีซูซุ 1

กลุ่มอีซูซุ ร่วมกับ กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย คุณสุรินทร์   วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ รณรงค์และเชิญชวนลูกค้าให้นำรถอีซูซุทุกประเภทที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 15 ปี ขึ้นไป เข้าร่วมแคมเพจ์น “ดูแลรถเก่า เพื่ออากาศสดใส” ที่ศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุทั่วประเทศ โดยสามารถรับบริการตรวจเช็กฟรีกว่า 30 รายการสำหรับรถปิกอัพและรถนั่งอเนกประสงค์อีซูซุ และฟรีกว่า 50 รายการสำหรับรถบรรทุกอีซูซุขนาด 2 ตันขึ้นไป พร้อมรับส่วนลดสูงสุดถึง 50% สำหรับค่าแรงและค่าอะไหล่ที่เกี่ยวข้องกับการลดมลพิษทางอากาศ เพื่อบรรเทาการปล่อยมลพิษจากยานพาหนะที่ใช้งานมายาวนานและขาดการบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2569

กลุ่มอีซูซุ 2

คุณสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า “สำหรับโครงการ “คลินิกรถ ลดฝุ่น PM2.5” เราดำเนินการมาแล้วถึง 6 ปี ตั้งแต่เริ่มมีปัญหาฝุ่น โดยได้รับความร่วมมือจากกลุ่มยานยนต์ของสภาอุตสาหกรรมฯ รวมถึงทางอีซูซุ ที่เข้ามาช่วยกันยกระดับการดูแลผ่านแคมเพจ์นสนับสนุนผู้บริโภคในการเปลี่ยนไส้กรองและน้ำมันเครื่อง โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้ใช้รถเครื่องยนต์ดีเซลในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเราตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 500,000 คัน ในปีนี้เราดำเนินการไปแล้วกว่า 100,000 คัน และคาดว่าจะทำได้ตามเป้าหมายรวมที่ตั้งใจไว้อย่างแน่นอน”

กลุ่มอีซูซุ 3

คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “อีซูซุให้ความสำคัญกับปัญหามลพิษทางอากาศมาโดยตลอด จึงสนับสนุนโครงการ “คลินิกรถ ลดฝุ่น PM2.5” ผ่านแคมเพจ์น “ดูแลรถเก่า เพื่ออากาศสดใส” อย่างต่อเนื่อง เพราะเห็นว่ารถเก่าที่ไม่ได้รับการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอเป็นหนึ่งในสาเหตุของการปล่อยมลพิษทางอากาศ และอยากช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของเจ้าของรถ พร้อมส่งเสริมให้บำรุงรักษารถอย่างถูกต้องตามมาตรฐานซึ่งเป็นการช่วยลดการปล่อยมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยผลตอบรับที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มโครงการ มีลูกค้าอีซูซุมารับบริการภายใต้แคมเพจ์น “ดูแลรถเก่า เพื่ออากาศสดใส” ผ่านศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุทั่วประเทศกว่า 120,000 คัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีจากกระแสความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมที่สูงขึ้น อาจช่วยส่งเสริมให้มีผู้สนใจเข้าร่วมแคมเพจ์นเพิ่มขึ้นซึ่งการนำรถเก่าเข้าตรวจเช็กและบำรุงรักษาที่ศูนย์บริการสามารถลดการปล่อยมลพิษและควันดำได้สูงสุดถึง 60% อีกด้วย”

กลุ่มอีซูซุ 5

ท่านเจ้าของรถอีซูซุที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุทั่วประเทศ หรือ     สายด่วนลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 0-2118-0777 และติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

กลุ่มอีซูซุ 5

 

 

 

“นิสสัน อัลเมร่า รุ่นปี 2026” มาพร้อมมาตรฐานยูโร 6  ดีไซน์ที่สปอร์ตยิ่งขึ้น เพิ่มระบบความปลอดภัย ในช่วงราคาเดิม

0
Nissan Almera MY 2026 1

นิสสัน ประเทศไทย เปิดตัว นิสสัน อัลเมร่า รุ่นปี 2026 อย่างเป็นทางการ ยกระดับรถยนต์คอมแพ็ค ซีดาน ยอดนิยมด้วยเครื่องยนต์ที่ผ่านมาตรฐานยูโร 6 ดีไซน์สุดสปอร์ต และเทคโนโลยีความปลอดภัยเหนือระดับ สะท้อนความมุ่งมั่นของนิสสันในการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบกฎหมาย และมาตรฐาน พร้อมยังคงนำเสนออัลเมร่าในช่วงราคาที่เข้าถึงได้เช่นเดิม

ทาคาอากิ ยานางิ  รองประธานอาวุโส นิสสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “นิสสัน อัลเมร่า เป็นหนึ่งในรถยนต์รุ่นยอดนิยมที่ผู้ขับขี่ชาวไทยให้ความไว้วางใจมาตลอด ด้วยเครื่องยนต์ที่ตอบสนองทันใจ ดีไซน์สปอร์ตสุดโดดเด่น ภายในกว้างขวาง ประโยชน์ใช้สอยครบครัน และเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ตอบโจทย์ทุกการขับขี่ในชีวิตประจำวัน โดย นิสสัน อัลเมร่า รุ่นปี 2026 ได้ต่อยอดจุดเด่นเหล่านี้ผ่านการพัฒนาอย่างรอบด้าน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของนิสสันต่อตลาดประเทศไทยในการยกระดับรถยนต์รุ่นหลักอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างความคึกคักให้กับตลาดรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ”

Nissan Almera MY 2026 2

ขับเคลื่อนเพื่อโลกสีเขียว

เครื่องยนต์ของนิสสัน อัลเมร่า รุ่นปี 2026 ได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับมาตรฐานยูโร 6 ซึ่งมีความเข้มงวดมากขึ้นเรื่องการลดปริมาณไอเสียจากเครื่องยนต์  สะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของนิสสันที่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อม และมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้รถยนต์เพื่อโลกที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น

ดีไซน์สปอร์ต โดดเด่นสะดุดตา

นิสสัน อัลเมร่า รุ่นปี 2026 มีรูปลักษณ์ที่ทันสมัย ปราดเปรียวยิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้าแบบใหม่สีดำ กันชนด้านล่างทั้งหน้าและหลังสีดำ สำหรับในรุ่น VL สีทูโทนมีมือจับประตูสีดำเข้ากับหลังคาดำ รวมทั้งเพิ่มความเข้มสไตล์สปอร์ตในรุ่น V และ VL ด้วยชิ้นส่วนตกแต่งไฟหน้าสีดำ

ภายในห้องโดยสาร ยกระดับดีไซน์และความสปอร์ตด้วยเบาะหุ้มผ้าสีดำตกแต่งด้วยผ้าสีน้ำเงินเข้มในรุ่น E  และ EL ส่วนในรุ่น V และ VL เป็นเบาะหนังสีดำเดินตะเข็บสีส้ม เช่นเดียวกับที่คอนโซลหน้า แผงประตู และที่วางแขนด้านหน้า 

Nissan Almera MY 2026 3

อุ่นใจมากขึ้นกับเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่

เพื่อเสริมความอุ่นใจและยกระดับความปลอดภัยในทุกการเดินทาง นิสสัน อัลเมร่า รุ่นปี 2026 มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยเพิ่มเติม ได้แก่ ระบบช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ (Intelligent Forward Collision Warning – IFCW) พร้อมระบบเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking – IEB) ตั้งแต่ในรุ่นเริ่มต้น E โดยระบบ IFCW จะแสดงไฟกะพริบเตือนเมื่อตรวจพบว่ารถคันหน้าเบรกกะทันหัน และระบบ IEB จะช่วยเบรกทันทีเพื่อลดความเสี่ยงหรือป้องกันไม่ให้ชนท้ายรถคันหน้าหากผู้ขับขี่ยังไม่ตอบสนองในทันที

เทคโนโลยีความปลอดภัยเหล่านี้จะช่วยเสริมการทำงานของระบบความปลอดภัยอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้ว เช่น ถุงลมนิรภัย 6 จุด เทคโนโลยีเซนเซอร์ตรวจสอบแรงดันลมยาง (Tire Pressure Monitoring System – TPMS) เทคโนโลยีเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ (High Beam Assist – HBA) และเทคโนโลยีแจ้งเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง (Lane Departure Warning – LDW) รวมถึง Nissan 360˚ Safety Shield ที่ให้ความอุ่นใจกับการขับขี่ที่ปลอดภัยในทุกวัน

Nissan Almera MY 2026 4

เป็นเจ้าของได้ง่ายในราคาเบาๆ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ

นิสสัน อัลเมร่า รุ่นปี 2026 มีทั้งหมด 4 รุ่นย่อย และยังคงเป็นเจ้าของได้ในราคาที่เข้าถึงง่าย เพียง 573,000 บาท สำหรับรุ่น E CVT และคงราคาเดิมในรุ่นอื่น ๆ ได้แก่ รุ่น EL CVT ราคา 589,000 บาท รุ่น V CVT ราคา 669,000 บาท และ รุ่น VL CVT ราคา 699,000 บาท

เพื่อฉลองการเปิดตัว นิสสันจัดข้อเสนอพิเศษให้เป็นเจ้าของได้ง่าย กับแคมเปญ ออกรถเริ่มต้น 5,555 บาท หรือ ผ่อนสบายนานสูงสุด 84 เดือน หรือ เลือกรับดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมประกันภัยชั้นหนึ่ง Nissan Premium Protection 1 ปี

Nissan Almera MY 2026 5

นิสสัน อัลเมร่า …แรงจริง จัดให้

นิสสัน อัลเมร่า เป็นคอมแพคซีดานที่ได้รับความนิยมต่อเนื่องด้วยความแรงและตอบสนองทันใจจากเครื่องยนต์ HRA0 ขนาด 1.0 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุดถึง 100 แรงม้า (Ps) และแรงบิด 152 นิวตันเมตร (Nm) ให้อัตราเร่งที่แรง และรวดเร็วจากแรงบิดแบบต่อเนื่อง (flat torque)

รวมทั้งยังมีห้องโดยสารที่กว้างขวางนั่งสบาย พร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยครบครัน โดยเป็นรุ่นแรกของเซกเมนท์ที่มีการติดตั้งฟังก์ชั่น SOS เพื่อขอความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน NissanConnect Services ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สื่อสารและควบคุมรถได้ด้วยระบบสั่งการระยะไกลต่าง ๆ เช่น ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ระยะไกล และระบบตรวจสอบสถานะการล็อกประตู ตลอดจนเทคโนโลยีที่เพิ่มความสะดวกและปลอดภัยเช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) ในรุ่น EL ขึ้นไป

Nissan Almera MY 2026 7

ผู้ที่สนใจสามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมนิสสันทั่วประเทศหรือโทร 0-2401-9600

 

เอ็มจี แถลงความสำเร็จขึ้นอันดับที่ 5 ในประเทศไทย ด้วยยอดขายกว่า 27,007 คัน พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมาย 30,000 คัน ในปี 2026

0
MG 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย แถลงความสำเร็จด้วยยอดขายรวมในประเทศไทยอยู่ที่ 27,007 คัน คิดเป็นสัดส่วนการเติบโตที่ 57% และก้าวขึ้นสู่อันดับ 5 ของตลาดรวม กำหนดทิศทางแบรนด์
และกลยุทธ์การตลาดในประเทศไทย ภายในงาน “MG DEALER CONFERENCE 2026” พร้อมต่อยอดยกระดับแบรนด์ทุกมิติทั้งการนำเสนอผลิตภัณฑ์ยานยนต์รุ่นใหม่ ทั้งเครื่องยนต์ไฮบริดและไฟฟ้าด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่จะเปิดตัวภายในงาน Bangkok International Motor Show 2026 ดันมาตรฐานการขายและบริการหลังการขายทุกโชว์รูม ตอกย้ำความมั่นใจให้กับลูกค้ารถไฟฟ้าด้วยการรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน (LIFETIME WARRANTY) พร้อมตั้งเป้าครองส่วนแบ่งทางการตลาด 5% และต่อยอดการไปสู่เป้าหมาย 30,000 คันอย่างแข็งแกร่งในปีนี้

สำหรับปี 2025 ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปีที่ผ่านมานับเป็นปีที่มีแบรนด์ใหม่ ๆ เข้ามาเปิดตัวรถรุ่นใหม่ พร้อมกลยุทธ์ด้านราคาที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง สำหรับประเทศไทยมีประมาณการการผลิตรถยนต์กว่า 1.5 ล้านคัน แบ่งเป็นการส่งออก 950,000 คัน และจำหน่ายในประเทศราว 600,000 คัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนให้ความสนใจ
และมีนัยสำคัญต่อการเติบโตของตลาดยานยนต์ นั้นคือ “ปริมาณความต้องการรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมยังคงมีเพิ่มขึ้น” โดยที่ผ่านมามียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าอยู่กว่า 120,000 คัน มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากนโยบายสนับสนุนด้านเงินอุดหนุนการซื้อรถไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม คาดว่าการเติบโตของตลาดยานยนต์ไทยในปีนี้ยังคงเติบโตต่อเนื่อง เหตุเพราะการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของเอเชีย (EV HUB) รวมถึงโมเดลธุรกิจและกระบวนการผลิตที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย และโอกาสการขยายตัวจากความนิยมรถยนต์ไฮบริด (Hybrid) ที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน

MG 2

นาย ต๋า เซินเซิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์– ซีพี จำกัด เผยว่า “ปี 2025 ถือเป็นปีที่ เอ็มจี สามารถพิสูจน์ศักยภาพของแบรนด์และเครือข่ายผู้จำหน่ายได้อย่างชัดเจนด้วยยอดขาย กว่า 27,007 คัน สะท้อนความสำเร็จจากการทำงานอย่างเป็นระบบ การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับผู้จำหน่าย และกลยุทธ์ที่ชัดเจน
ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ ราคา และการบริการ

เอ็มจี กำหนดทิศทางแบรนด์ในประเทศไทยอย่างชัดเจนภายใต้แนวคิด GLOCAL’ (Global + Local) ผสาน
ความแข็งแกร่งของแบรนด์ระดับโลกและเทคโนโลยีล้ำสมัย เข้ากับความเข้าใจเชิงลึกต่อความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย โดยวางตำแหน่งแบรนด์ผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ Global Innovation Thai Passion และ Value Choiceเพื่อสร้างภาพลักษณ์และตัวตนของแบรนด์ที่ชัดเจนและจดจำได้ง่าย ในด้านผลิตภัณฑ์ เอ็มจี ประสบความสำเร็จในการรุกตลาดรถยนต์รุ่นหลัก โดย NEW MG4 ELECTRIC ครองอันดับหนึ่งยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ NEW MG S5 EV ได้รับรางวัล THAILAND EV OF THE YEAR 2025 และได้รับการยอมรับในฐานะ SUV ที่มีความสมดุลสูงสุดในเซกเมนต์ ส่งผลให้ยอดขายเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และสามารถสร้างสถิติยอดขายรายเดือนสูงสุดกว่า 4,503 คัน นับตั้งแต่ก่อตั้ง เอ็มจี ในประเทศไทย

MG 4

แม้ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า เอ็มจี ยังคงให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นคุณค่าในระยะยาว กำหนดทิศทางราคาอย่างสมเหตุผล โดยอาศัยจุดแข็งด้าน LIFETIME WARRANTY มาตรฐาน
ความปลอดภัยระดับ 5 ดาว รางวัลระดับประเทศ และเครือข่ายบริการหลังการขายที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้สามารถรักษาโครงสร้างราคาควบคู่กับการบรรลุเป้าหมายยอดขาย และสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ เอ็มจี ในประเทศไทย รวมถึงความพร้อมของเครือข่ายผู้จำหน่ายในการแข่งขันในตลาดที่ท้าทาย สำหรับปี 2026 เอ็มจี มุ่งยกระดับจาก “การเติบโตเชิงปริมาณ” สู่ “การเติบโตอย่างมีคุณภาพ” (High-quality Growth) โดยเน้นการสร้างคุณค่าแบรนด์ ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในทุกจุด และเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายผู้จำหน่ายให้เป็นศูนย์กลางการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าอย่างแท้จริง พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ “Global Innovation Thai Passion และ Value Choice” ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์สันดาป และรถยนต์พลังงานทางเลือก เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคไทย ทางบริษัทฯ จะไม่เพียงมุ่งขายรถยนต์เพียงอย่างเดียว
แต่จะมุ่งสร้างความเชื่อมั่น ความพึงพอใจ และความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า พร้อมผลักดันมาตรฐานระดับโลก
ในการผลิต การขาย และการบริการ เพื่อก้าวสู่การเป็นหนึ่งในแบรนด์หลักที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน
ในตลาดไทย”

MG 5

สำหรับภายในงาน MG DEALER CONFERENCE 2026” จัดขึ้นเพื่อแถลงนโยบายและสร้างความมั่นใจให้
กับผู้จำหน่ายทั่วประเทศ รวมถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจของ เอ็มจี ในประเทศไทย โดยในงานนี้ เอ็มจี ได้มีการมอบรางวัลอันทรงเกียรติ “MG DEALER AWARD 2025” ที่เป็นเครื่องการันตีในคุณภาพให้กับผู้จำหน่ายที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในด้านต่าง ๆ ประกอบด้วย

MG 8

รางวัล Excellence Award มอบให้แก่กลุ่มผู้จำหน่ายที่ผ่านการประเมินรอบด้านทั้งการขาย การบริการหลังการขายและกิจกรรมทางการตลาด และสิ่งอำนวยความสะดวกในโชว์รูม 3 รางวัล

อันดับที่ 1 : กลุ่มผู้จำหน่ายในเครือ บริษัท เบส ออโต้ เซลส์ จำกัด

อันดับที่ 2 : กลุ่มผู้จำหน่ายในเครือ บริษัท เอ็มจี แสงอารี ออโต้ จำกัด

อันดับที่ 3 : กลุ่มผู้จำหน่ายในเครือ บริษัท เคพีออโต้คลองหลวง จำกัด

ในกลุ่มจังหวัดกรุงเทพฯ และปริมณฑล

บริษัท เอเลแกนซ์ วีฮีเคิล จำกัด

ในกลุ่มหัวเมืองและจังหวัดขนาดใหญ่

บริษัท ท็อปทรี ออโต้ จำกัด 

ในกลุ่มจังหวัดขนาดกลางและขนาดเล็ก

บริษัท เอ็มจี สุโขทัย จำกัด

รางวัล Best Sales Performance มอบให้แก่กลุ่มผู้จำหน่ายที่มียอดขายปลีกสูงสุดในประเทศ

อันดับที่ 1 : กลุ่มผู้จำหน่ายในเครือ บริษัท เบส ออโต้ เซลส์ จำกัด

อันดับที่ 2 : กลุ่มผู้จำหน่ายในเครือ บริษัท เอ็มจี รุ่งเจริญ จำกัด

กลุ่มผู้จำหน่ายในเครือ บริษัท เอ็มจี กรุงเทพ จำกัด

อันดับที่ 3 : กลุ่มผู้จำหน่ายในเครือ บริษัท เอ็มจี แสงอารี ออโต้ จำกัด

กลุ่มผู้จำหน่ายในเครือ บริษัท เคพีออโต้คลองหลวง จำกัด

อันดับที่ 4 : กลุ่มผู้จำหน่ายในเครือ บริษัท เอ็มจี เอเบิล มอเตอร์ส จำกัด

กลุ่มผู้จำหน่ายในเครือ บริษัท เอ็มจีลักซูรี่ หาดใหญ่ จำกัด

รางวัล Best Sales Volume of MG IM6 แบบกลุ่ม  มอบให้แก่กลุ่มผู้จำหน่ายที่มียอดขายปลีก MG IM6 สูงสุดในประเทศ

อันดับที่ 1 : กลุ่มผู้จำหน่ายในเครือ บริษัท เบส ออโต้ เซลส์ จำกัด

อันดับที่ 2 : กลุ่มผู้จำหน่ายในเครือ บริษัท เคพีออโต้คลองหลวง จำกัด

อันดับที่ 3 : กลุ่มผู้จำหน่ายในเครือ บริษัท เอ็มจี เอเบิล มอเตอร์ส จำกัด

รางวัล Best Sales Volume of MG IM6 มอบให้แก่ผู้จำหน่ายที่มียอดขายปลีก MG IM6 สูงสุดในประเทศ

 อันดับที่ 1 : บริษัท 824 จำกัด

 อันดับที่ 2 : บริษัท เคเอเอส มอเตอร์ส จำกัด

 อันดับที่ 3 : บริษัท สกาย ออโต้โมทีฟ จำกัด (สาขาสิรินธร)

รางวัล Best Sales Performance มอบให้แก่ผู้จำหน่ายที่มียอดขายปลีกสูงสุด ในกลุ่มจังหวัดกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 3 รางวัล

อันดับที่ 1 : บริษัท 824 จำกัด

อันดับที่ 2 : บริษัท เอเลแกนซ์ วีฮีเคิล จำกัด

อันดับที่ 3 : บริษัท เมกา ทู ออโต จำกัด

รางวัล Best Sales Performance มอบให้แก่ผู้จำหน่ายที่มียอดขายปลีกสูงสุด ในกลุ่มหัวเมืองและจังหวัดขนาดใหญ่

อันดับที่ 1 : บริษัท ท็อปทรี ออโต้ จำกัด

อันดับที่ 2 : บริษัท อยุธยา แกรนด์ เอ็มจี เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด

อันดับที่ 3 : กลุ่มผู้จำหน่ายในเครือ บริษัท อารีมิตร เอ็มจี จำกัด

รางวัล Best Sales Performance มอบให้แก่ผู้จำหน่ายที่มียอดขายปลีกสูงสุด ในกลุ่มจังหวัดขนาดกลางและ ขนาดเล็ก

อันดับที่ 1 : บริษัท เอ็มจี สุโขทัย จำกัด

อันดับที่ 2 : บริษัท เอ็มจี เอ.เอส.กรุ๊ป จำกัด

อันดับที่ 3 : บริษัท พรนุภาพ เอ็มจี จำกัด

รางวัล Best Sales Volume (EV) มอบให้แก่กลุ่มผู้จำหน่ายที่มียอดขายรถไฟฟ้าสูงสุด 3 อันดับแรกของประเทศ

อันดับที่ 1 : กลุ่มผู้จำหน่ายในเครือ บริษัท เบส ออโต้ เซลส์ จำกัด

อันดับที่ 2 : กลุ่มผู้จำหน่ายในเครือ บริษัท เอ็มจี รุ่งเจริญ จำกัด

อันดับที่ 3 : บริษัท 824 จำกัด

รางวัล Best Sales Volume (ICE) มอบให้แก่กลุ่มผู้จำหน่ายที่มียอดขายรถสันดาปสูงสุด 3 อันดับแรกของประเทศ

อันดับที่ 1 : กลุ่มผู้จำหน่ายในเครือ บริษัท เบส ออโต้ เซลส์ จำกัด

อันดับที่ 2 : กลุ่มผู้จำหน่ายในเครือ บริษัท เอ็มจี รุ่งเจริญ จำกัด

อันดับที่ 3 : กลุ่มผู้จำหน่ายในเครือ บริษัท เอ็มจีลักซูรี่ หาดใหญ่ จำกัด

รางวัล Best Market Share มอบให้แก่ผู้ที่สามารถสร้างส่วนแบ่งการตลาดรายจังหวัดสูงสุด ในประเทศ

อันดับที่ 1 : บริษัท เอ็มจี เอ.เอส.กรุ๊ป จำกัด

อันดับที่ 2 : บริษัท เอ็มจี ลอนดอน แกลเลอรี่ 101 จำกัด

อันดับที่ 2 : บริษัท เพนต้า พี ออโตเซลส์ จำกัด

อันดับที่ 3 : บริษัท เอ็มจี สุโขทัย จำกัด 

รางวัล Best Dealer Star มอบให้แก่ผู้จำหน่ายที่มีคะแนนเฉลี่ยจากมาตรฐานด้านการบริการลูกค้าไม่ต่ำกว่า 90% และการสั่งซื้ออะไหล่และอุปกรณ์ตกแต่งที่ครอบคลุม มี 3 รางวัล

อันดับที่ 1 : บริษัท เบส ออโต้ เซลส์ จำกัด (สาขาพัทยา)

อันดับที่ 2 : บริษัท สกาย ออโต้โมทีฟ จำกัด (สาขาสิรินธร)

อันดับที่ 3 : บริษัท เคพีออโต้คลองหลวง จำกัด

รางวัล Best Part Performance มอบให้แก่ผู้จำหน่ายที่มียอดสั่งซื้ออะไหล่สูงสุด 3 รางวัล

อันดับที่ 1 : บริษัท เคพีออโต้คลองหลวง จำกัด

อันดับที่ 2 : บริษัท ซีเอ็นเอ็กซ์ ออโต้ จำกัด

อันดับที่ 3 : บริษัท เคพีออโต้คลองหลวง จำกัด (สาขาวิภาวดี)

รางวัล Best Accessory Performance มอบให้แก่ผู้จำหน่ายที่มียอดสั่งซื้ออุปกรณ์ตกแต่งรถสูงสุด 3 รางวัล

อันดับที่ 1 : บริษัท ที ออโต้ จำกัด

อันดับที่ 2 : บริษัท เอ็มจี เอ.เอส.กรุ๊ป จำกัด

อันดับที่ 3 : บริษัท เอ็มจี สุโขทัย จำกัด

รางวัล 5 Stars Award มอบให้แก่ผู้จำหน่ายที่ทำผลงานยอดเยี่ยมทั้งในด้านบริการ และสามารถรักษามาตรฐานไว้ตลอดปีที่ผ่านมา โดยมีทั้งหมด 36 รางวัล

รางวัล Key Opinion Salesperson มอบให้แก่ที่ปรึกษาการขายที่สามารถเป็นมาร์เก็ตติ้ง ครีเอเตอร์ของดีลเลอร์ โดยใช้คอนเทนต์และไลฟ์ คู่กับความเชี่ยวชาญในการขายเพื่อปิดการขายได้มากขึ้น มี 3 รางวัล

อันดับที่ 1 : คุณบุญฤทธิ์ บางประเสริฐ บริษัท ออโต้ แกลเลอรี่ บริท จำกัด

อันดับที่ 2 : คุณนุชจรีย์ ขวัญใจ บริษัท ลุย มอเตอร์ จำกัด

อันดับที่ 3 : คุณจุรีพร สุภนาม บริษัท เอ็มจี แสงอารี ออโต้ จำกัด (สาขารังสิต คลอง4)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจี ได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

Application: MG Thailand

 

 

“ลมหายใจไร้มลทิน” มอบรางวัลการประกวดปี 2568

0
ลมหายใจไร้มลทิน 1

มูลนิธิ “ลมหายใจไร้มลทิน” ร่วมกับ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ประกาศผลการประกวด และมอบรางวัลกิจกรรม 4 ประเภท ประจำปี 2568 ได้แก่ เรียงความ ร้องเพลง วาดภาพศิลปะ วีดีโอคลิป รวม 67 รางวัล มูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท

พร้อมกันนี้ ภายในงานยังมีการมอบรางวัลผู้ชนะการประกวด จากโครงการ Kid D Project กิจกรรมจากค่ายเยาวชนลมหายใจไร้มลทิน ที่ปลูกฝังความซื่อสัตย์สุจริตสู่โรงเรียนที่ร่วมโครงการ และให้ โรงเรียนไปต่อยอดสู่ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมอบรางวัลรวม 7 รางวัล ณ ห้องรอยัลจูบิลี อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ในวันพุธที่ 21 มกราคม 2569

สามารถติดตามผลการประกวด และกิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิ “ลมหายใจไร้มลทิน” ได้ที่ lomhaijai.org dcy.go.th และ facebook.com/LomhaijaiFoundation

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ครองแชมป์ตลาดรถยนต์พรีเมียมต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 พร้อมเร่งเครื่องความเป็นผู้นำยานยนต์ไฟฟ้าด้วยการเผยโฉม บีเอ็มดับเบิลยู i5 รุ่นประกอบในประเทศ

0
บีเอ็มดับเบิลยู 1

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำตลาดรถยนต์พรีเมียมของไทย ครองอันดับหนึ่งในเซกเมนต์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 แม้ว่าจะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจ แต่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยส่วนแบ่งการตลาดรวมที่เพิ่มขึ้นเป็น 47% จากยอดจดทะเบียนรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิรวม 12,247 คัน นอกจากนี้ ความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ยังคงสร้างผลลัพธ์ที่โดดเด่นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ยอดส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่ม BEV ของทั้งสองแบรนด์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึง 43% จากปีก่อนหน้า ส่งผลให้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ครองส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมสูงสุดที่ 45%

มร. เรเน่ แกร์ฮาร์ด ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “การรักษาตำแหน่งอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์พรีเมียมได้ถึง 6 ปีติดต่อกัน นับเป็นเกียรติยศและเครื่องพิสูจน์ถึงความไว้วางใจที่ลูกค้าในประเทศไทยมอบให้กับแบรนด์ของเรา รวมถึงความแข็งแกร่งของพันธมิตรทางธุรกิจทั่วประเทศ ถึงแม้ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจะยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่อง แต่เรายังคงยึดมั่นในการส่งมอบยนตรกรรมคุณภาพและประสบการณ์ที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นบนท้องถนนหรือในทุกๆ บริการของเรา นอกจากนี้ ผลงานของเราในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า BEV ยังช่วยยืนยันอีกครั้งถึงความสำเร็จของเราในการร่วมกำหนดทิศทางแห่งอนาคตของวงการยานยนต์ และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้สร้างสรรค์และยกระดับประสบการณ์แห่งอนาคตให้ลูกค้าทุกคนได้สัมผัสไปด้วยกัน”

ผลการดำเนินงานที่มั่นคงและการเติบโตแบบก้าวกระโดดของมินิ

ในปี 2568 บีเอ็มดับเบิลยูยังคงรักษาความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์พรีเมียมด้วยส่วนแบ่งการตลาด 40.5% โดยมี
ยอดส่งมอบอยู่ที่ 10,582 คัน ส่วนในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม บีเอ็มดับเบิลยูทำผลงานได้อย่างสม่ำเสมอด้วยยอดส่งมอบ 1,261 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 24.2%

ทางด้านมินิ สามารถสานต่อแนวโน้มการเติบโตจากปีก่อนหน้าได้อย่างยอดเยี่ยม ปิดฉากปี 2568 ด้วยยอดส่งมอบที่เพิ่มขึ้น 15% มาอยู่ที่ 1,665 คัน ขณะที่ไลน์อัพรุ่นพลังงานไฟฟ้า All-Electric MINI Family ตอบโจทย์การขับขี่ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ยอดส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าของมินิพุ่งสูงขึ้นถึง 372% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คิดเป็นจำนวน 1,104 คัน มินิจึงสามารถครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมได้ถึง 21.2% ตามหลังบีเอ็มดับเบิลยูมาในอันดับที่ 3 เมื่อรวมยอดส่งมอบของทั้งสองแบรนด์เข้าด้วยกันแล้ว บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มีส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมสูงถึง 45.4% ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายแห่งความสำเร็จของบริษัทในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ยังคงรักษาตำแหน่งในตลาดบิ๊กไบค์ระดับพรีเมียมด้วยยอดจดทะเบียนรวม 1,033 คันในปี 2568 เพิ่มขึ้นประมาณ 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ขนาดเกิน 500 ซีซี บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมียอดจดทะเบียน 848 คัน และเติบโต 10% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

สร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจ: ปีแห่งความสำเร็จของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย

นอกจากการมุ่งเน้นการส่งมอบยานยนต์แล้ว บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงทุ่มเทให้กับการสร้างความพึงพอใจและความไว้วางใจ จากการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูในด้านประสบการณ์การขายและบริการตลอดปี 2568 แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าที่มั่นคง โดยมีคะแนน Net Promoter Score (NPS) สำหรับการขายอยู่ที่ 95 (คงที่จากปี 2567) และ 94 สำหรับบริการ (เพิ่มขึ้น 1 จุดจากปี 2567) ความรู้สึกเชิงบวกเหล่านี้ยังสะท้อนในผลการสำรวจของนิตยสาร BrandAge ซึ่งจัดอันดับให้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เป็นอันดับ 1 ของ Thailand’s Most Admired Company ในหมวดยานยนต์เป็นปีที่ 8 ติดต่อกันด้วยคะแนนสูงสุดในด้านนวัตกรรม ประสิทธิภาพ และบริการ

“ด้วยรากฐานที่มั่นคงจากปี 2568 เราพร้อมเดินหน้าต่อไปในปีนี้อย่างเต็มพิกัด เริ่มจากการเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport รุ่นประกอบในประเทศ นอกจากความคุ้มค่าและครบครันที่เหนือกว่าเดิมแล้ว i5 รุ่นใหม่นี้ยังสามารถขับขี่ได้ระยะทางไกลกว่าที่เคย ทั้งยังสดใหม่ด้วยชุดแต่งที่ปรับเปลี่ยนมาในรุ่นประกอบในประเทศ ส่วนแฟนๆ มินิ จะได้สัมผัสสีสันและความตื่นเต้นตลอดปี จากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นพิเศษที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างเต็มเปี่ยม” มร. เรเน่ แกร์ฮาร์ด กล่าวเสริม

บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย มุ่งขับเคลื่อนนวัตกรรมและความเชื่อมั่นท่ามกลางสภาพตลาดที่ท้าทาย

แม้ปี 2568 จะเป็นปีที่เต็มไปด้วยความท้าทายสำหรับตลาดรถยนต์ไทย แต่บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ยังคงดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงด้วยยอดลูกค้าใหม่ที่เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า ทั้งนี้กลยุทธ์ที่มุ่งเน้นนวัตกรรมดิจิทัลและการยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหัวใจหลัก ช่วยขับเคลื่อนให้บริษัทชนะใจฐานลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นผลให้ลูกค้าใหม่ของบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ราวหนึ่งในสองคนเลือกใช้บริการทางการเงินของบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส นอกจากนี้ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องยังมีการเติบโตที่น่าประทับใจ โดยในปี 2568 อัตราการเข้าถึงบริการประกันภัยเพิ่มขึ้นเป็น 60% ในขณะที่สินเชื่อลูกค้าองค์กรขยับขึ้นมาแตะระดับ 50% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าในบริการและข้อเสนอที่ครบวงจรของของบริษัท

คุณจริยา คูนลินทิพย์ ประธานกรรมการบริหาร บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย กล่าวว่า “ด้วยความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ในการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูและมินิ เราทำคะแนนด้าน
ความพึงพอใจของลูกค้า (Net Promoter Score) ได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 79 คะแนน ในปีที่ผ่านมา เรายังคงยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหัวใจหลักในการดำเนินงานของเรา เพื่อช่วยให้การเป็นเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ทั้งราบรื่นและสะดวกสบายยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการมอบบริการที่ยอดเยี่ยม ผ่านทางเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศ สำหรับปี 2569 นี้ เราจะเดินหน้านำนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI เข้ามาช่วยให้กระบวนการเช่าซื้อและบริการทางการเงินต่างๆ ยิ่งรวดเร็ว ชาญฉลาด และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”

ระบบงานด้านดิจิทัลของบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ยังคงได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องใน
ปี 2568 โดยการอนุมัติสินเชื่อของลูกค้าราว 12% สามารถทำได้โดยอัตโนมัติในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ส่วนทคโนโลยีลายเซ็นดิจิทัลที่มีความปลอดภัยสูงก็ยิ่งมีการใช้งานแพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดยสัญญาราว 90% ในปีที่ผ่านมาผ่านการลงนามรับรองในรูปแบบนี้ จึงช่วยเสริมทั้งความรวดเร็วและความน่าเชื่อถือให้ลูกค้ายิ่งมั่นใจ

BMW และ MINI Freedom Choice: เร่งการเติบโตและสร้างความอุ่นใจให้ลูกค้ารถยนต์ไฟฟ้า BEV

บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ยังประสบความสำเร็จอย่างสูงกับโปรแกรม Freedom Choice โดยจำนวนสัญญา Freedom Choice ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้ากว่าเท่าตัว หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตที่สูงถึง 211% ทั้งยังมีสัดส่วนในยอดธุรกิจใหม่โดยรวมเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว อยู่ที่ 14% ทั้งนี้ ลูกค้าที่เลือกเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV เป็นส่วนสำคัญเบื้องหลังการเติบโตของโปรแกรม Freedom Choice สำหรับทั้งบีเอ็มดับเบิลยูและมินิ โดยลูกค้ากลุ่มดังกล่าวนับเป็นอัตราส่วน 57% ของสัญญาเช่าซื้อแบบ Freedom Choice ทั้งหมด

BMW และ MINI Freedom Choice ถือเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย พร้อมมอบความอุ่นใจให้กับลูกค้าที่ต้องการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ BEV ด้วยข้อเสนอที่ยืดหยุ่น และการการันตีมูลค่ารถในอนาคต (Guaranteed Future Value) เพื่อให้สามารถก้าวเข้าสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างไร้กังวล

บีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport ใหม่ รุ่นประกอบในประเทศ
ราคา: 3,499,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู 2

นิยามใหม่แห่งทางเลือก: บีเอ็มดับเบิลยู i5 เติมเต็มไลน์อัพบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 รุ่นประกอบในประเทศ ครอบคลุมทั้งเครื่องยนต์สันดาป ปลั๊กอินไฮบริด และยานยนต์ไฟฟ้า

บีเอ็มดับเบิลยู 2

รถซีดานหรูระดับผู้บริหารที่นำพาบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 เข้าสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว กลับมาอีกครั้งแบบเหนือกว่าเดิมในบีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport ใหม่ ที่เป็นผลงานการประกอบในประเทศ ณ โรงงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย จังหวัดระยอง โดย i5 รุ่นล่าสุดนี้ ยังคงเปี่ยมด้วยความสง่างามที่ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนาน ผสานกับสมรรถนะอันยอดเยี่ยมและการตอบสนองที่ฉับไวจากขุมพลังไฟฟ้าล้วน ซึ่งได้รับการยกระดับให้ใช้พลังงานเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมขับขี่ได้ระยะทางไกล
กว่าที่เคย

บีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport ใหม่ มาพร้อมนวัตกรรมทางเทคนิคด้วยการใช้ชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ที่ผลิตจากซิลิคอนคาร์ไบด์ (SiC) ในระบบอิเล็กทรอนิกส์กำลังเป็นครั้งแรก เทคโนโลยีนี้ช่วยลดการใช้พลังงานของระบบไฟฟ้าต่างๆ และส่งผลให้ระยะทางการขับขี่สูงสุดเพิ่มขึ้นอีก 45 กิโลเมตร ทำให้ i5 ใหม่ สามารถขับขี่ได้ไกลถึง 627 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP นอกจากระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว บีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport ใหม่ ยังมาพร้อมกับแพ็คเกจ AC Charging Professional เป็นมาตรฐาน รองรับการชาร์จแบบกระแสสลับ (AC) ได้สูงสุดถึง 22 กิโลวัตต์ ณ สถานีชาร์จที่รองรับหรือที่บ้าน เพื่อประสบการณ์การชาร์จที่เหมาะสมที่สุด

บีเอ็มดับเบิลยู 3

ส่วนในด้านสมรรถนะ บีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport ใหม่ ยังขับสนุกเช่นเคยด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหลังอันทรงพลัง นำทัพโดยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้พละกำลังสูงสุด 250 กิโลวัตต์ / 340 แรงม้า และแรงบิด 400 นิวตันเมตร เมื่อเปิดใช้งานระบบ Sport Boost หรือ Launch Control มอเตอร์ตัวนี้จะสามารถเพิ่มแรงบิดสูงสุดขึ้นเป็น 430 นิวตันเมตรซึ่งทำให้ i5 รุ่นนี้เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.0 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 193 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยยังคงความแม่นยำและการทรงตัวที่ยอดเยี่ยมด้วยช่วงล่าง Adaptive Suspension Professional ที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน

รูปลักษณ์ภายนอกของบีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport ใหม่ เติมบุคลิกความสปอร์ตมาเต็มขั้นด้วยชุดแต่ง M Sport ซึ่งประกอบด้วยสปอยเลอร์หลังดีไซน์ M สีเดียวกับตัวรถ คาลิเปอร์เบรก M Sport สีน้ำเงิน Dark Blue Metallic และล้ออัลลอย M Aerodynamic ขนาด 20 นิ้ว ส่วนภายในห้องโดยสาร ปรับดีไซน์ให้สดใหม่และโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นด้วยเบาะหนัง Merino ใหม่ พร้อมชุดแต่ง Dark Silver M ที่ผสมผสานวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์และเส้นสายสีเงินไว้ในพื้นผิวต่างๆ ทั่วห้องโดยสาร และระบบเสียงรอบทิศทาง Bowers & Wilkins ที่จะมอบความสุนทรีย์ในทุกการเดินทาง

บีเอ็มดับเบิลยู 4

ในด้านเทคโนโลยี บีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport มาพร้อมกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ Driving Assistant Professional ที่มอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยสูงสุด ผ่านฟังก์ชันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยควบคุมพวงมาลัยและการเปลี่ยนเลน (Steering and Lane Change Assist), ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชัน Stop & Go (Active Cruise Control with Stop & Go function) และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ ระบบช่วยจอดรถ Parking Assistant Plus พร้อมกล้องมองรอบทิศทาง ยังช่วยให้การจอดรถเป็นเรื่องง่าย ข้อมูลและฟังก์ชันต่างๆ ทั้งหมดนี้ แสดงผลและควบคุมได้ผ่านหน้าจอขนาด 12.3 นิ้วที่ติดตั้งอยู่หน้าผู้ขับขี่ และจอแสดงผล Control Display ขนาด 14.9 นิ้ว พร้อมเทคโนโลยี BMW Head-Up Display ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่รับทราบข้อมูลต่างๆ ได้โดยไม่ต้องละสายตาจากท้องถนน

บีเอ็มดับเบิลยู 5

บีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport ใหม่ พร้อมให้เป็นเจ้าของแล้ววันนี้ โดยมีให้เลือก 5 สี

สีดำ Black Sapphire Metallic, สีขาว Mineral White Metallic,เทา Brooklyn Grey Metallic ภายในสีน้ำตาล Copper/Atlas Grey สำหรัย สีน้ำเงิน Phytonic Blue Metallic และ สีเขียว Cape York Green Metallic ภายในสี ดำ/Atlas Grey

“ฮอนด้า” จับมือทีม Aston Martin Aramco Formula One® เปิดตัวความร่วมมืออย่างเป็นทางการ พร้อมลุยศึก Formula 1 ฤดูกาล 2026

0
ฮอนด้า 1

บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด จัดงานแถลงข่าว ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการระหว่างฮอนด้าและทีม Aston Martin Aramco Formula One โดยฮอนด้าจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการแข่งขัน FIA*1 Formula One World Championship (F1) ตั้งแต่ฤดูกาล 2026 เป็นต้นไป ในฐานะผู้ผลิตและสนับสนุนเพาเวอร์ยูนิต (PU) ภายใต้ความร่วมมือแบบพันธมิตรกับทีม Aston Martin Aramco Formula One

ภาพรวมข้อมูลจากงานแถลงข่าวของผู้บริหารทั้ง 3 ท่าน ประกอบด้วย:

– นายโทชิฮิโระ มิเบะ ผู้อำนวยการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด

– นายสเตฟาโน โดเมนิคาลี ประธานและซีอีโอของ Formula 1

– นายลอว์เรนซ์ สโตรลล์ ประธานบริหารของทีม Aston Martin Aramco Formula One

*1 Fédération Internationale de lʼAutomobile

ฮอนด้า 2

<คำกล่าวของนายโทชิฮิโระ มิเบะ ผู้อำนวยการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด>

ความสำคัญและจุดเริ่มต้นของการเข้าร่วมการแข่งขัน F1 ของฮอนด้า

ย้อนกลับไปในปี 1964 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ฮอนด้าเริ่มก้าวเข้าสู่ธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ บริษัทได้ตัดสินใจก้าวสู่ความท้าทายครั้งสำคัญด้วยการเข้าร่วมการแข่งขัน F1 ซึ่งถือเป็นซีรีส์การแข่งขันรถยนต์ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลายรูปแบบ แต่ฮอนด้าก็สามารถคว้าชัยชนะครั้งแรกในประวัติศาสตร์ F1 มาครองได้สำเร็จในปีที่ 2  ณ รายการ Mexican Grand Prix ในปี 1965 นับจากนั้นเป็นต้นมา ตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษที่ 1980 จนถึงต้นทศวรรษที่ 1990 ฮอนด้าได้ก้าวเข้าสู่ยุครุ่งเรืองร่วมกับทีมระดับตำนานอย่าง Williams และ McLaren และ ฮอนด้ายังคงสร้างโมเมนต์ประวัติศาสตร์อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดร่วมคว้าแชมป์โลกประเภทนักขับร่วมกับ Red Bull Racing ซึ่งกลายเป็นอีกบทพิสูจน์ของความมุ่งมั่นในการผลักดันขีดจำกัดของความเร็วและนวัตกรรมยานยนต์

ฮอนด้า 3

การเข้าร่วมแข่งขัน F1 ซึ่งนับเป็นสุดยอดของโลกแห่งยนตรกรรมและวงการมอเตอร์สปอร์ต สะท้อนถึงเจตนารมณ์และจิตวิญญาณของ นายโซอิจิโร ฮอนด้า ผู้ก่อตั้งบริษัท และเป็นผู้จุดประกายให้วิศวกรของฮอนด้า “มุ่งมั่นสู่การเป็นอันดับหนึ่งของโลก” และ “กล้าเผชิญกับความท้าทายที่ยากที่สุด” ซึ่งแนวคิดนี้ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ฮอนด้ายึดถือเสมอมา  โดยไม่หวั่นต่อความยากลำบาก และการเลือกเดินบนเส้นทางที่ท้าทายที่สุดเสมอ

ฮอนด้า 4

ความมุ่งมั่นของฮอนด้าต่อความท้าทายในยุคใหม่ของ F1

ในปี 2026 การแข่งขัน F1 จะมีการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบครั้งสำคัญ ทั้งในส่วนของพื้นฐานโครงสร้างแชสซีส์และเพาเวอร์ยูนิต โดยในส่วนของเพาเวอร์ยูนิตนั้น กำลังไฟฟ้าที่ผลิตจากมอเตอร์และแบตเตอรีจะถูกพัฒนาให้เพิ่มสูงขึ้นถึงเกือบ 3 เท่าจากปัจจุบัน พร้อมกำหนดให้เครื่องยนต์ต้องใช้เชื้อเพลิงยั่งยืน ที่มาพร้อมเทคโนโลยีขั้นสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ เชื้อเพลิงทางเลือกใหม่ขั้นสูง ช่วยลดมลพิษและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ซึ่งหมายความว่า F1 กำลังก้าวสู่การเป็นมอเตอร์สปอร์ตแห่งอนาคต ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งในด้านการใช้พลังงานไฟฟ้าและการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน นอกจากนี้ ภายใต้กฎควบคุมงบประมาณของ F1*2 กำหนดให้ผู้ผลิตเพาเวอร์ยูนิตแต่ละรายจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนา เพื่อสร้างผลลัพธ์สูงสุดด้วยการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ฮอนด้า 5

ภายใต้ยุคใหม่ของ F1 ฮอนด้ามุ่งหวังให้การแข่งขัน F1 เป็นสัญลักษณ์แห่งความท้าทายและนวัตกรรมใหม่ โดย Honda Racing Corporation (HRC) หน่วยงานฝ่ายมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกของฮอนด้า ได้พัฒนา RA626H ซึ่งเป็นเพาเวอร์ยูนิตรุ่นใหม่สำหรับฤดูกาลแข่งขันปี 2026 ด้วยเป้าหมายในการก้าวสู่การเป็นอันดับหนึ่งของโลก ฮอนด้าจะยังคงเดินหน้าเผชิญกับทุกความท้าทายร่วมกับทีม Aston Martin Aramco Formula One ต่อไป

การนำโลโก้ H Mark ดีไซน์ใหม่มาใช้และการต่อยอดองค์ความรู้ของ HRC

รถแข่งที่ติดตั้งเพาเวอร์ยูนิต RA626H จะมีการใช้โลโก้ H Mark ดีไซน์ใหม่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ใหม่สำหรับธุรกิจรถยนต์ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการมุ่งขับเคลื่อนธุรกิจรถยนต์ฮอนด้าสู่อนาคตและจะปรากฏอยู่บนรถแข่ง F1 รวมถึงรถแข่งของฮอนด้าในรายการมอเตอร์สปอร์ตอื่น ๆ (ซึ่งมีแผนจะใช้ในรายการ IndyCar, Super GT, Super Formula Championship และ Super Taikyu Series)

นอกจากนี้ ฮอนด้าจะนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ ที่ HRC สั่งสมจากการแข่งขัน F1 และมอเตอร์
สปอร์ตรายการอื่น ๆ มาต่อยอด สู่การสร้างสรรค์รถยนต์รุ่น HRC-spec ซึ่งจะมอบสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือระดับ โดยจะทำให้กิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตของฮอนด้า มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจรถยนต์มากยิ่งขึ้น โดยการนำยนตรกรรมรุ่น HRC-spec ออกสู่ตลาด ซึ่งรวมถึงรถยนต์รุ่นผลิตจริงที่พัฒนาต่อยอดมาจากรถต้นแบบอย่าง Civic Type R HRC Concept ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสถึง “ความสนุกในการขับขี่” และ จิตวิญญาณแห่งความท้าทายของฮอนด้า

ฮอนด้า 6

ฮอนด้ามองว่า F1 ไม่ได้เป็นเพียงรายการการแข่งขันรถยนต์ระดับโลก แต่ยังเป็นพื้นที่ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร โดยวิศวกรของฮอนด้าที่ได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มข้นในสนามแข่งขันระดับโลก จะนำประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้มาใช้ในการพัฒนารถยนต์รุ่นผลิตจริง เพื่อสร้างสรรค์ยนตรกรรมที่มอบความสุขและแรงบันดาลใจที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้า

การประยุกต์ใช้และการต่อยอดเทคโนโลยีจาก F1 สู่การขับเคลื่อนแห่งอนาคต

ฮอนด้าได้นำเทคโนโลยีล้ำสมัยจาก F1 อาทิ เทคโนโลยีการเผาไหม้ประสิทธิภาพสูง (High-efficiency Combustion) และเทคโนโลยีการจัดการความร้อน (Thermal Management) เทคโนโลยีในด้านระบบเครื่องยนต์รอบสูง (High Rotational Speed) ที่ครอบคลุมถึงมอเตอร์กำลังสูงและระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ขนาดใหญ่ ตลอดจนเทคโนโลยีเชื้อเพลิงที่ยั่งยืน ไม่เพียงแต่จะถูกนำมาประยุกต์ใช้กับรถยนต์ HEV และรถยนต์ EV เจเนอเรชันถัดไปเท่านั้น แต่ยังต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ขับเคลื่อนการเดินทางบนน่านฟ้าของฮอนด้า เช่น eVTOL และ เครื่องยนต์สำหรับอากาศยาน

องค์ความรู้ด้านเชื้อเพลิงที่ยั่งยืนของฮอนด้าได้ถูกนำไปต่อยอดสู่การพัฒนาเชื้อเพลิงสำหรับอากาศยานที่ยั่งยืน (SAFs) รวมถึงเชื้อเพลิงที่ใช้สำหรับขับเคลื่อน eVTOL ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนา ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีสำหรับชิ้นส่วนที่หมุนด้วยความเร็วสูง เช่น เทอร์โบและมอเตอร์ ยังได้รับการถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างวิศวกรเครื่องยนต์อากาศยานและทีมพัฒนาเพาเวอร์ยูนิตของ F1 เพื่อยกระดับนวัตกรรมผ่านการใช้งานจริงทั้งในสนามแข่งและบนฟ้า ก่อให้เกิดการประสานพลังที่พร้อมขับเคลื่อนเทคโนโลยีของฮอนด้าให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

ฮอนด้าจะใช้เทคโนโลยีจาก F1 เป็นจุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางเทคโนโลยีสำหรับยานพาหนะที่ครอบคลุมทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และทางอวกาศ พร้อมมีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีการขับเคลื่อน รวมถึงการสร้างสรรค์สังคมที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริง

ความนิยมที่เพิ่มขึ้นของ F1 และความมุ่งมั่นของฮอนด้า

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ด้วยแรงสนับสนุนจากพันธมิตรสื่อทั้งทางทีวี คอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย บริการสตรีมมิ่งระดับโลก และภาพยนตร์ ทำให้ฐานผู้ติดตามของ F1 เติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก โดยในปี 2025 มีจำนวนแฟน F1 ทั่วโลกสูงถึง 827 ล้านคน และในการแข่งขัน Japanese Grand Prix เมื่อปีที่ผ่านมา ณ สนาม ซูซูกะเซอร์กิต ได้สร้างสถิติผู้ชมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่การปรับปรุงสนามครั้งใหญ่ในปี 2009 สะท้อนให้เห็นถึงกระแสความนิยมและความน่าตื่นเต้นที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ฮอนด้ามุ่งมั่นที่จะแบ่งปันความสุขแห่งชัยชนะร่วมกับแฟน ๆ ที่ให้การสนับสนุนมาอย่างยาวนาน รวมถึงแฟนคลับรุ่นใหม่ของ F1 และฮอนด้าด้วยเช่นกัน

นับตั้งแต่ฤดูกาลแข่งขันปี 2026 เป็นต้นไป ฮอนด้าจะดำเนินกิจกรรมในรายการ F1 ภายใต้โลโก้ใหม่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งพันธมิตรระหว่างฮอนด้าและ F1 โดยฮอนด้าจะร่วมกับทีม Aston Martin Aramco Formula One เพื่อถ่ายทอดความตื่นเต้นและความท้าทายในการก้าวสู่จุดสูงสุดของโลก และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนในเส้นทางแห่งความท้าทายครั้งใหม่นี้ต่อไป

<คำกล่าวของนายสเตฟาโน โดเมนิคาลี ประธานและซีอีโอของ Formula 1>

นี่คือช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่งสำหรับวงการ F1 เมื่อฮอนด้าและทีม Aston Martin Aramco Formula One ได้ร่วมมือกันและก้าวเข้าสู่การแข่งขันเพื่อชิงรางวัลสูงสุดของ F1

การแข่งขัน Formula 1 เริ่มต้นจัดการแข่งขันในประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในปี 1976 ก่อนจะย้ายมาจัดที่สนามซูซูกะในปี 1987 ทำให้การแข่งขัน F1 มีความผูกพันกับประเทศญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน โดยเป็นสังเวียนที่ใช้ตัดสินตำแหน่งแชมป์โลกประเภทนักขับมาแล้วถึง 13 ครั้ง โดยปัจจุบันความนิยมของ F1 กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในญี่ปุ่น โดยมีฐานแฟนที่หลงใหลใน F1 อยู่กว่า 17 ล้านคน โดยการแข่งขัน Japanese Grand Prix ที่สนามซูซูกะเซอร์กิต เมื่อปีที่ผ่านมา มียอดผู้เข้าชมช่วงสุดสัปดาห์สูงถึง 266,000 คน และมียอดผู้ชมผ่านการถ่ายทอดสดในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นถึง 26% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การกลับมาของฮอนด้าสู่ F1 ในปีนี้จะช่วยส่งเสริมศักยภาพของกีฬานี้ในตลาดญี่ปุ่นให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ในระดับสากล กีฬาชนิดนี้เติบโตอย่างต่อเนื่องโดยมีฐานแฟนคลับรวมกว่า 827 ล้านคนทั่วโลก โดยกลยุทธ์สำคัญของ F1 คือการเข้าถึงและสร้างความผูกพันกับผู้ชมผ่านพื้นที่สื่อที่เข้าถึงไลฟ์สไตล์ผู้คนในมิติที่เหนือความคาดหมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านวัฒนธรรม ความบันเทิง ดนตรี รวมถึงสื่อโทรทัศน์และภาพยนตร์ ซึ่งการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของวงการมอเตอร์สปอร์ตนี้ส่งผลดีต่อผู้เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน ปัจจุบันทีมแข่ง F1 กำลังเติบโตและอยู่ในภาวะที่เฟื่องฟูทั้งด้านภาพลักษณ์และการเงินจนสามารถดึงดูดผู้สนับสนุนระดับบริษัทยักษ์ใหญ่ชั้นนำจำนวนมาก สะท้อนถึงเสน่ห์และศักยภาพของ F1 ที่มีความน่าดึงดูดใจอย่างเหนือระดับในสายตาแบรนด์ระดับโลก

การปฏิรูปกฎระเบียบครั้งสำคัญสำหรับฤดูกาล 2026 ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดให้ฮอนด้าตัดสินใจ หวนคืนสู่สังเวียนนี้อีกครั้ง โดยกฎใหม่ดังกล่าวจะมีการปรับปรุงทั้งในส่วนของพื้นฐานโครงสร้างแชสซีส์ และเพาเวอร์ยูนิต ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการ F1 ไฮไลต์สำคัญคือ การนำเครื่องยนต์ไฮบริดที่มีโครงสร้างเรียบง่ายขึ้นแต่ขับเคลื่อนด้วยการใช้พลังงานเชื้อเพลิงยั่งยืนให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะการขับขี่อันทรงพลังและยอดเยี่ยมเช่นเดิม

F1 สะท้อนให้เห็นถึงพันธสัญญาของฮอนด้า และทีม Aston Martin Aramco Formula One ในการขับเคลื่อนความยั่งยืน และกำลังดำเนินงานตามแผนเพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2030 โดยเมื่อปี 2024 ที่ผ่านมา สามารถลดการปล่อยคาร์บอนลงได้ถึง 26% เมื่อเทียบกับปี 2018 โดย F1 พร้อมเปิดรับนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น และยังคงร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรอย่างฮอนด้าเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดและยกระดับมาตรฐานของวงการมอเตอร์สปอร์ตต่อไป

<คำกล่าวของนายลอว์เรนซ์ สโตรลล์ ประธานบริหารของทีม Aston Martin Aramco Formula One>

นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เดินทางมายังประเทศญี่ปุ่นเพื่อเฉลิมฉลองความร่วมมือครั้งใหม่ ทีม Aston Martin Aramco Formula One และฮอนด้า ต่างมีอุดมการณ์ที่สอดคล้องกันในหลายด้าน ซึ่งได้หล่อหลอมเป็นพันธสัญญาที่แข็งแกร่งเพื่อมุ่งสู่ฤดูกาล 2026 และต่อยอดความสำเร็จร่วมกันอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

Aston Martin Technology Centre แห่งใหม่ ณ เมืองซิลเวอร์สโตน สหราชอาณาจักร ได้ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กรในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยมีอุโมงค์ลมแห่งใหม่ เป็นนวัตกรรมสำคัญในการพัฒนารถแข่ง พร้อมด้วย ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างเพื่อยกระดับขีดความสามารถของทีมไปอีกขั้น เรามุ่งมั่นที่จะทลายทุกข้อจำกัดและทำงานอย่างไม่หยุดยั้ง โดยมีเป้าหมายคือความสำเร็จในอนาคตเป็นหัวใจสำคัญ

ทีม Aston Martin Aramco Formula One กำลังก้าวเข้าสู่การเป็นพันธมิตรโรงงานร่วมกับฮอนด้าอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในส่วนของพื้นฐานโครงสร้างแชสซีส์และเพาเวอร์ยูนิต จะถูกออกแบบและรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญต่อความมุ่งมั่นในการคว้าแชมป์โลก นอกจากนี้ ทีมยังภาคภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับ Aramco ในฐานะผู้สนับสนุนเชื้อเพลิงที่ยั่งยืน และ Valvoline สำหรับผลิตภัณฑ์สารหล่อลื่นเป็นครั้งแรก พันธมิตรที่แข็งแกร่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญสู่ความสำเร็จ เราขอขอบคุณฮอนด้า Aramco และ Valvoline ที่ร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์และทุ่มเททำงานเคียงข้างกันอย่างเต็มกำลัง

ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างฐานปฏิบัติการของทีม Aston Martin Aramco Formula One ในสหราชอาณาจักร และ HRC Sakura ในประเทศญี่ปุ่น ได้พัฒนาสู่การเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นและเพียบพร้อมด้วยองค์ประกอบสำคัญสู่ชัยชนะ นอกจากนี้ นักแข่งของทีมยังมีความเชื่อมั่นในเพาเวอร์ยูนิตและทีมวิศวกรของฮอนด้า ขณะเดียวกัน การก้าวเข้ามารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ ของนายแอนดี้ โคเวลล์ ยังเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึงการผสานการทำงานอย่างเป็นเอกภาพของทุกฝ่าย ซึ่งความเชี่ยวชาญระดับโลกของนายแอนดี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้ทีมก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ขอเชิญชวนแฟน ๆ ของทีม Aston Martin Aramco Formula One ทุกท่านในญี่ปุ่น มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางครั้งสำคัญเพื่อมุ่งสู่ชัยชนะ และด้วยความร่วมมือกับฮอนด้า ทีมงานทุกคนพร้อมทุ่มเทอย่างสุดความสามารถเพื่อคว้าชัยชนะและสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ไปด้วยกัน นับเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเดินทางไปกับทุกคน และขอขอบคุณทุกแรงใจและการสนับสนุนที่มีให้เราเสมอมา

 

 

Miss Motor Show 2026 การกลับมาในรอบ 6 ปี ของเวทีแห่งโอกาสที่ปลุกพลังผู้หญิงยุคใหม่ บนเวทีงานยานยนต์ระดับชาติ ชิงรางวัลรวมกว่า 700,000 บาท เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ – 10 กุมภาพันธ์ 2569

0
Miss Motor Show 2026 1

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” ครั้งที่ 47 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1–3 เมืองทองธานี ประกาศการกลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ของการประกวด Miss Motor Show 2026 หลังจากห่างหายไปนานกว่า 6 ปี

มิส มอเตอร์โชว์ 2

การประกวดที่เคยสร้างตำนานและแจ้งเกิดผู้หญิงคุณภาพจำนวนมาก กลับมาอย่างสมศักดิ์ศรี พร้อมยกระดับสู่เวทีที่ไม่ได้วัดกันเพียงความสวยงาม แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงยุคใหม่ได้แสดง ตัวตน ความคิดสร้างสรรค์ บุคลิกภาพ และศักยภาพรอบด้าน อย่างแท้จริง เวทีแห่งเกียรติยศครั้งนี้มาพร้อมความเข้มข้น ทันสมัย และท้าทายยิ่งกว่าเดิม Miss Motor Show 2026 เปิดโอกาสให้ผู้หญิงรุ่นใหม่ที่มีความมั่นใจ กล้าแสดงออก และมีแพสชันด้าน ยานยนต์ เทคโนโลยี หรือแฟชั่น ได้ก้าวขึ้นมาเปล่งประกายในแบบของตัวเอง พร้อมเชื่อมต่อโลกของแฟชั่น สื่อ และอุตสาหกรรมยานยนต์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

ผู้เข้าประกวดจะได้สัมผัสประสบการณ์จริงบนเวทีงานยานยนต์ระดับนานาชาติ พัฒนาทักษะการสื่อสาร บุคลิกภาพ และความมั่นใจแบบมืออาชีพ พร้อมต่อยอดสู่บทบาทในสายงานพรีเซนเตอร์ ครีเอเตอร์ นางแบบ อินฟลูเอนเซอร์ และตัวแทนประชาสัมพันธ์ภายในงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” ครั้งที่ 47 พร้อมรับรางวัลทุนการศึกษารวมมูลค่ากว่า 700,000 บาท

สำหรับคุณสมบัติผู้สมัคร

  • เพศหญิง อายุระหว่าง 18 – 24 ปี
  • บุคลิกภาพดี รูปร่างสมส่วน
  • มั่นใจ กล้าแสดงออก และมีทักษะการสื่อสารที่ดี
  • สนใจหรือมีแพสชันด้านยานยนต์ เทคโนโลยี หรือแฟชั่น
  • สนุกกับการทำคอนเทนต์ (ภาพถ่าย / วิดีโอ)
  • ประวัติดี ไม่มีสัญญาผูกพันที่ขัดแย้ง
  • สามารถปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนประชาสัมพันธ์กิจกรรมภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ได้อย่างเหมาะสม         

เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้–10 กุมภาพันธ์2569 สนใจสมัครได้ที่  https://forms.gle/u1eFU9BejeSrHtsr6  นี่คือโอกาสครั้งสำคัญที่จะได้ ยืนบนเวทีในตำนาน และเริ่มต้นเส้นทางใหม่ที่มากกว่าคำว่า “ผู้หญิงยุคใหม่” ถ้าคุณพร้อมจะเปล่งประกาย และเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง ตำแหน่ง Miss Motor Show 2026 กำลังรอคุณอยู่ 

 

 

 

“บีวายดี ประเทศไทย” คว้าสองรางวัลจากเวที Asia Automotive Award 2025 สาขาขยายเครือข่ายยอดเยี่ยม และ จัดนิทรรศการโดดเด่น

0
BYD Thailand 1

บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ภายใต้ กลุ่มธุรกิจเรเว่ ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานใหม่ บีวายดี และ เดนซ่า อย่างเป็นทางการในประเทศไทย พิสูจน์ความยอดเยี่ยมในการบริหารงาน หลัง บีวายดี ประเทศไทย คว้ารางวัลยอดเยี่ยมจากเวที Asia Automotive Award 2025 (AAA) สองรางวัลในสาขา Automotive Fast Growing Network Excellence Award และ Automotive Event Excellent Award โดยในพิธีมี นายจิรศักดิ์ ชื่นอารมย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด เป็นผู้แทนบริษัทฯ เข้ารับรางวัล

BYD Thailand 2

รางวัลสุดยอดยานยนต์เอเชีย Asia Automotive Award 2025 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 ภายใต้ความร่วมมือของหลายภาคส่วน นับเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นนอกประเทศมาเลเซีย และจัดขึ้นที่ประเทศไทย พิสูจน์ศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำของภูมิภาค ในส่วนของรางวัลนั้นได้รับการยอมรับในฐานะเครื่องหมายแห่งความเป็นเลิศ ของอุตสาหกรรมยานยนต์ในเอเชีย ครอบคลุมกว่า 11 สาขา และมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จากหลากหลายประเทศ ร่วมพิจารณาตัดสินอย่างเข้มงวดและโปร่งใส

  • Automotive Fast Growing Network Excellence Award – รางวัลธุรกิจยานยนต์ที่มีอัตราการเติบโต ของเครือข่ายโดดเด่น

บีวายดี ประเทศไทย และ เรเว่ เดินหน้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการอย่างต่อเนื่อง ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่า สามารถเข้ารับบริการได้ที่สาขาใดก็ได้ ซึ่งล้วนพร้อมให้บริการด้วยมาตรฐานเดียวกัน ในปัจจุบัน บีวายดี ประเทศไทย และ เรเว่ มีเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์ บริการรถยนต์ บีวายดี และ เดนซ่า รวมทั้งหมด 171 สาขา ทั้งยังมีเป้าหมายขยายเครือข่ายต่อให้ครบ 200 สาขา ภายในปี 2569 เพื่อยกระดับประสบการณ์ การครอบครองยานยนต์พลังงานใหม่ ให้ผู้ใช้งานอุ่นใจบนทุกเส้นทาง

BYD Thailand 3

  • Automotive Event Excellent Award – รางวัลธุรกิจยานยนต์ที่มีการจัดงานอีเวนท์โดดเด่น

นอกจากจะเดินหน้าสร้างประสบการณ์ การครอบครองยานยนต์พลังงานใหม่ให้กับเจ้าของรถยนต์ บีวายดี และ เดนซ่า แล้ว บีวายดี ประเทศไทย และ เรเว่ ยังยกระดับประสบการณ์การเข้าชมนิทรรศการยานยนต์ ด้วยเป้าหมายที่จะเชิญชวนให้ผู้บริโภคชาวไทย ได้ทำความรู้จักกับนวัตกรรม และเทคโนโลยีล่าสุดของรถยนต์พลังงานใหม่ได้ดียิ่งขึ้น นำไปสู่การจัดนิทรรศการยานยนต์ที่โดดเด่นอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีรูปแบบที่หลากหลายและแตกต่าง พร้อมมอบความรู้และเพลิดเพลินให้กับผู้เยี่ยมชมงาน

BYD Thailand 4

นอกจากมีการจัดแสดงยานยนต์บนพื้นที่ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของงานมอเตอร์โชว์ ในปี 2025 แล้ว บีวายดี ประเทศไทย และ เรเว่ ยังจัดงาน BYD LAB เป็นครั้งแรกของไทย บนพื้นที่จัดแสดงกว่า 5,000 ตร.ม. ให้ผู้เข้าชมงานได้สัมผัสนวัตกรรมรถยนต์ล่าสุด ผ่านกิจกรรมที่น่าตื่นตา ทั้งการใช้กล้อง Interactive AR เพื่อศึกษาเทคโนโลยีในรถยนต์ผ่านภาพเสมือนจริง พร้อมด้วยไฮไลท์สาธิตรถยนต์ขับเคลื่อนเหนือผิวน้ำของ Yangwang U8 ในสระน้ำลึก 1.5 เมตร นับเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย ทั้งยังมีรถยนต์ บีวายดี ทุกรุ่น ให้ได้ทดลองขับในงานอีกด้วย

รางวัล Automotive Fast Growing Network Excellence Award และ Automotive Event Excellent Award จากเวที Asia Automotive Award 2025 เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า บีวายดี ประเทศไทย และ เรเว่ มุ่งมั่นที่จะยกระดับวงการยานยนต์พลังงานใหม่ ในประเทศไทยอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดเป็นวัฏจักรของยานยนต์พลังงานใหม่ที่สมบูรณ์ ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนทั้งในเรื่องของสิ่งแวดล้อม และ อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต่อไป

 

 

“ฟอร์ด”ขยายลงทุนเชิงกลยุทธ์ในไทย เข้าซื้อโรงงานที่ระยอง เพื่อขยายฐานการผลิต

0
ฟอร์ด 1

ในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 30 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ประเทศไทย ได้ลงนามในสัญญาเข้าซื้อโรงงานประกอบรถยนต์เดิมของซูซูกิในจังหวัดระยอง ซึ่งตั้งอยู่ติดกับโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (FTM) เพื่อยกระดับฐานการผลิตและสนับสนุนกลยุทธ์การเติบโตในระยะยาวของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน โรงงาน FTM และออโต้ อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (AAT) คือหัวใจสำคัญของเครือข่ายการผลิตในระดับภูมิภาคของฟอร์ด โดยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ และรถยนต์อเนกประสงค์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไปทั้งในประเทศไทยและตลาดอื่นๆ ในภูมิภาค ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ฟอร์ดได้ตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยด้วยยอดเงินลงทุนสะสมมากกว่า 1.33 แสนล้านบาท (3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ฟอร์ด 2

พื้นที่โครงการแห่งใหม่นี้ครอบคลุมอาณาบริเวณกว่า 412.5 ไร่ (66 เฮกตาร์) พร้อมพื้นที่อาคารรวม 65,000 ตารางเมตร โดยโรงงานเดิมก่อสร้างขึ้นในปี 2555 จุดเด่นสำคัญ คือทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ติดกับโรงงานเอฟทีเอ็ม (FTM) และอยู่ในเขตปลอดอากร ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความคล่องตัวในการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ การขยายฐานการผลิตครั้งนี้จะเสริมความยืดหยุ่นให้ฟอร์ดพร้อมรองรับความต้องการรถยนต์ในหลากหลายกลุ่มประเภท (segment) ทั่วภูมิภาค และยกระดับศักยภาพการผลิตของไทยในระยะยาว

ฟอร์ด 3

“การลงทุนในครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงบทบาทสำคัญของประเทศไทย ภายในเครือข่ายการผลิตระดับโลกของฟอร์ด” อังเดร คาวาลาโร ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่มตลาดนานาชาติ (International Market Group) กล่าว “เรามีความภาคภูมิใจในศักยภาพของทีมงานและมาตรฐานรถยนต์ระดับโลกที่ผลิตขึ้นจากฐานการผลิตแห่งนี้ ซึ่งการเข้าซื้อโรงงานจะช่วยเสริมขีดความสามารถและสร้างความยืดหยุ่นในการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั้งในประเทศและระดับภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด”

ฟอร์ด 7

นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ในวาระที่ฟอร์ดกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 30 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย การเข้าซื้อโรงงานที่มีศักยภาพและเทคโนโลยีล้ำสมัยแห่งนี้ คือหลักฐานสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของฟอร์ดที่มีต่อประเทศไทย นอกจากนี้ยังเป็นการตอกย้ำเจตนารมณ์ของเราในการเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์และเศรษฐกิจไทยในระยะยาว พร้อมยกระดับบทบาทของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ด้านการผลิตและการส่งออกของฟอร์ดในภูมิภาคอย่างแท้จริง

ฟอร์ดเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ความยั่งยืน ผ่านการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมทั้งในและนอกเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยฟอร์ดพร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐที่เอื้อต่อการลงทุนระยะยาวและการผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีมูลค่า นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะบุคลากรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อสอดรับกับเป้าหมายระดับชาติในการส่งเสริมการผลิตในประเทศ ตอกย้ำฐานะของประเทศไทยในฐานะฐานการส่งออกที่สำคัญ และพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยอย่างยั่งยืน

ฟอร์ด 8

เมื่อการซื้อขายเสร็จสมบูรณ์ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า ฟอร์ดจะทำการประเมินแผนการบูรณาการพื้นที่แห่งนี้ให้เข้ากับโครงสร้างการดำเนินงานเดิมอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งวิเคราะห์ศักยภาพเพื่อรองรับแผนการผลิตในอนาคต

 

“IMC สื่อสากล” เผยแนวคิด MOTOR EXPO 2026 “โน่น นี่ นั่น สารพันยานยนต์”

0
MOTOR EXPO 2026 1

“IMC สื่อสากล” เผยแนวคิด“มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 43” เพื่อมอบความสุขสมหวังให้แก่บรรดาคนรักยานยนต์ ทุกประเภท ทุกรุ่น ทุกแบรนด์ อย่างครบครัน

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธาน บริษัท สื่อสากล จำกัด และประธานจัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 43” เผยว่า แนวคิดของการจัดงานปีนี้ ต้องการสื่อถึงงาน “มหกรรมยานยนต์” ที่รวบรวมรถยนต์ทุกประเภท และทุกระดับราคา เพื่อให้ผู้บริโภคได้ชม และเลือกซื้อตามความต้องการ นอกจากนี้ ยังมียานยนต์ประเภทอื่นที่ได้รับความนิยมสูง ทั้งจักรยานยนต์ และเรือ

MOTOR EXPO 2026  2

พื้นที่งานทุกตารางนิ้ว เต็มไปด้วยรถยนต์ประเภทต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ซีดาน, สปอร์ท, เอสยูวี, ครอสส์โอเวอร์ เอสยูวี, เอมพีวี, พิคอัพ ฯลฯ แต่ละประเภทล้วนเป็นรุ่นล่าสุดในตลาด ยิ่งกว่านั้น รถเหล่านี้ยังมีความหลากหลายในด้านต่างๆ อาทิ ระบบขุมกำลัง แบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน เชื้อเพลิงเบนซิน และดีเซล, แบบไฮบริด, พลัก-อิน ไฮบริด และแบบไฟฟ้า 100 % ระบบขับเคลื่อน แบบ 2 ล้อ และ 4 ล้อ ระบบอำนวยความสะดวก ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ถึงระดับช่วยขับอัตโนมัติ ขณะที่ราคาจำหน่าย เริ่มตั้งแต่หลักแสนต้น จนถึงหลักหลายล้านบาท ส่วนจักรยานยนต์ ก็มีให้เลือกทุกรูปแบบ ทุกขนาดเครื่องยนต์ และทุกระดับราคา เช่นเดียวกัน

นี่คือจุดเด่นของงาน “มหกรรมยานยนต์” และด้วยความมุ่งมั่นที่จะมอบความสุขสมหวังให้แก่บรรดาคนรักยานยนต์ ที่ต้องการสัมผัสรถยนต์ และจักรยานยนต์ ทุกรุ่นทุกแบรนด์อย่างครบครัน เราจึงกำหนดแนวคิดของงานปีนี้ว่า “โน่น นี่ นั่น สารพันยานยนต์ – Here, There and Every Car”

MOTOR EXPO 2026  3

งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 43” จะจัดขึ้น ณ อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 2-13 ธันวาคม 2569 ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ motorexpo.co.th และทุกสื่อในเครือ “IMC สื่อสากล”