Home Blog Page 43

“ฮอนด้า” ชวนลูกค้าฟิตร่างกายกับกิจกรรม “ฮอนด้าชวนวิ่งให้สุด…หยุดที่ บุรีรัมย์ มาราธอน 2026” ลุ้นวิ่งฟรี ! พร้อมที่พัก 1 คืนสุดเอ็กซ์คลูซีฟ สมัครด่วนทาง LINE Honda Thailand Official Account วันที่ 19-31 ส.ค. 68 นี้เท่านั้น !

0
ฮอนด้า 1

ปลุกพลังนักวิ่งในตัวคุณให้พร้อม! บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ชวนลูกค้าครอบครัวฮอนด้าที่ชื่นชอบการวิ่ง มาร่วมกิจกรรม “ฮอนด้าชวนวิ่งให้สุด…หยุดที่ บุรีรัมย์ มาราธอน 2026” ให้คุณได้ลุ้นรับสิทธิ์เป็น 1 ใน 15 ผู้โชคดี ที่จะไปสัมผัสประสบการณ์งานวิ่งไนท์รันระดับโลก “บุรีรัมย์มาราธอน 2026” ในวันเสาร์ที่ 24 มกราคม 2569 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

ฟรี ! แพ็กเกจรางวัลรวมมูลค่า 6,900 บาทต่อรางวัล จำนวนจำกัดเพียง 15 สิทธิ์เท่านั้น (1 สิทธิ์ 2 ท่าน)
1 สิทธิ ฟรี Code สำหรับลงทะเบียนร่วมวิ่งในงานบุรีรัมย์ มาราธอน 2026 จำนวน 2 Code
พร้อมฟรีที่พัก 1 คืนและอาหารเช้า ณ โรงแรมโมเดอน่า จ.บุรีรัมย์ สำหรับ 2 ท่าน
(เข้าพักคืนวันที่ 24 มกราคม 2569)
โดยเปิดรับสมัครผ่าน LINE Honda Thailand Official Account ตั้งแต่ 19 – 31 ส.ค. 2568 นี้เท่านั้นประกาศผลผู้โชคดีวันที่ 3 กันยายน 2568 ทาง LINE VOOM และ Facebook Honda Thailand Official Account

Challenge! 5 สเต็ปง่าย ๆ ปลดปล่อยความครีเอทีฟ ร่วมลุ้นกิจกรรมสายวิ่ง:
1.ถ่ายภาพหรือวิดีโอสั้นสุดคูล กับรถยนต์ฮอนด้าคันโปรดของคุณในสไตล์นักวิ่งแบบโดน ๆ
2.เขียนแคปชันสุดครีเอท ที่เปรียบเทียบรถยนต์ฮอนด้าคันโปรดกับสไตล์การวิ่งของคุณ” (ยิ่งสร้างสรรค์ ยิ่งมีลุ้น ! )
oตัวอย่าง: “ฮอนด้า เอชอาร์-วี ของผม พร้อมลุยทุกเส้นทาง เหมือนผมที่พร้อมวิ่งทั้งถนนเรียบและเทรล ! ”
3.โพสต์ภาพหรือวิดีโอสั้นลงบน Facebook, Instagram หรือ TikTok ของคุณ พร้อมตั้งค่าเป็น สาธารณะ
4.ติดแฮชแท็กให้ครบ !
o#HondaRunToBuriram2026
o#HondaWeAreFamily
o#HondaThailand
5.แคปโพสต์ของคุณ นำมาลงทะเบียนร่วมกิจกรรมผ่านทาง LINE Honda Thailand โดยเลือกปุ่ม “Event & Activity” แล้วเลือกหัวข้อ “ฮอนด้าชวนวิ่งให้สุด…หยุดที่บุรีรัมย์ มาราธอน 2026” พร้อมกรอกข้อมูลให้ครบ (จำกัด 1 สิทธิ์ ต่อ 1 Line ID เท่านั้น)

ลูกค้าครอบครัวฮอนด้าเตรียมฟิตร่างกาย แล้วไปสร้างคอนเทนต์สนุกๆ ในกิจกรรม บุรีรัมย์ มาราธอน 2026 ด้วยกัน แล้วพบกันที่เส้นชัย รีบสมัครด่วน! รางวัลมีจำนวนจำกัด
•ระยะเวลาสมัครร่วมกิจกรรม: วันที่ 19 – 31 สิงหาคม 2568
•ประกาศผลผู้โชคดี: วันที่ 3 กันยายน 2568 ทาง LINE VOOM และ Facebook Honda Thailand Official Account
•ผู้โชคดียืนยันสิทธิ์ที่: www.runningconnect.com ภายในวันที่ 10 กันยายน 2568

เงื่อนไขกิจกรรม “ฮอนด้าชวนวิ่งให้สุด…หยุดที่บุรีรัมย์ มาราธอน 2026”
•เป็นเจ้าของรถยนต์ฮอนด้ารุ่นใดก็ได้ และต้องมีเอกสารยืนยันความเป็นเจ้าของรถยนต์ฮอนด้า
•ระยะเวลาสมัครร่วมกิจกรรม : วันที่ 19-31 สิงหาคม 2568
•เกณฑ์การตัดสินของคณะกรรมการ จะพิจารณาจากรูปภาพหรือวิดีโอ และเนื้อหาของข้อความเป็นสำคัญ ทั้งนี้ผลการตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สุด และขอสงวนสิทธิ์ตัดสิทธิ์ผู้ทำผิดกติกา
•คณะกรรมการจะดำเนินการคัดเลือกผู้ได้รับรางวัล และจะประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัล ในวันที่ 3 กันยายน 2568 ทาง LINE VOOM และ Facebook Honda Thailand Official Account
•ฮอนด้าจะทำการติดต่อผู้ได้รับรางวัลตามข้อมูลที่แจ้งไว้ เพื่อยืนยันการรับของรางวัล (Code) ในวันที่ 3 กันยายน 2568
•สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้ารถยนต์ฮอนด้าที่ได้รับรางวัล จำนวนจำกัดเพียง 15 สิทธิ์เท่านั้น โดย 1 สิทธิ์ จะได้รับโค้ดวิ่ง จำนวน 2 โค้ด โดยจะต้องนำไปลงทะเบียนนักวิ่งเพื่อเข้าร่วมงานบุรีรัมย์ มาราธอน 2026 ที่ www.runningconnect.com นอกจากนี้ ฮอนด้ายังมอบที่พักสำหรับผู้ลงทะเบียนนักวิ่ง 2 ท่าน (มูลค่าสูงสุด รางวัลละ 6,900 บาท*) :
1. 1 สิทธิ์ = 2 โค้ด สำหรับลงทะเบียนร่วมวิ่งในงานบุรีรัมย์ มาราธอน 2026
2. 1 สิทธ์ ได้รับที่พักโรงแรมโมเดอน่า จ.บุรีรัมย์ 1 ห้อง พร้อมอาหารเช้า (สำหรับผู้ลงทะเบียนนักวิ่งโดยใช้โค้ดฮอนด้า 2 ท่าน)
– เช็คอิน วันที่ 24 มกราคม 2569
– เช็คเอาท์ วันที่ 25 มกราคม 2569
*มูลค่ารวมของรางวัลขึ้นอยู่กับการเลือกระยะการวิ่ง
•ผู้เข้าร่วมกิจกรรม รับทราบและตกลงยินยอมที่จะปฏิบัติตามข้อกำหนดรวมถึงเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ข้างต้นทุกประการก่อนการสมัคร และบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการสมัคร โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
•พนักงาน บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จำหน่าย และพนักงานของผู้จำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้
•ไม่สามารถโอนสิทธิ์ในการเข้าร่วมกิจกรรมให้กับผู้อื่นหรือเปลี่ยนแปลงกำหนดวันเข้าพักได้ และของรางวัลไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้
•ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ยินยอมให้ทางบริษัทฯ เผยแพร่รูปถ่ายและวิดีโอจากกิจกรรม เพื่อการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ในเชิงธุรกิจทั้งในปัจจุบันและ/หรือในอนาคตตามที่เห็นสมควร

“OMODA & JAECOO” เปิดตัว JAECOO 5 EV รถไฟฟ้าพรีเมียมที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่และน้อง ๆ สี่ขา

0
OMODA & JAECOO 1

OMODA & JAECOO (อ่านว่า โอโมด้า แอนด์ เจคู่) ผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ระดับโลก เปิดตัว “JAECOO 5 EV” ยนตรกรรมไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและรักการใช้ชีวิตอย่างมีสไตล์ พร้อมรองรับสำหรับสัตว์เลี้ยงแสนรัก ในราคาเริ่มต้นที่ 629,000 บาท สำหรับรุ่น JAECOO 5 EV Long Range Dynamic และเริ่มต้นที่ 679,000 บาท สำหรับรุ่น JAECOO 5 EV Long Range Max

OMODA & JAECOO 2

พิเศษสำหรับลูกค้า JAECOO 5 EV 1,000 ท่านแรก ที่จองและรับภายใน 30 กันยายน 2568 รับข้อเสนอสุดพิเศษ ราคาเริ่มต้นที่ 549,000 บาท สำหรับรุ่น JAECOO 5 EV Long Range Dynamic และราคาเริ่มต้นที่ 599,000 บาท สำหรับรุ่น JAECOO 5 EV Long Range Max

คุณบิล จาง ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ โอโมดา แอนด์ เจคู บริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) กล่าวว่า “JAECOO 5 EV ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการผจญภัย ครอบครัวที่รักการท่องเที่ยว หรือคนรักสัตว์เลี้ยงที่ต้องการพาสมาชิกตัวน้อยร่วมเดินทางไปด้วยกัน เราใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อให้ JAECOO 5 EV เป็นมากกว่ายานพาหนะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่ทำให้ทุกการเดินทางมีความหมายมากขึ้น”

OMODA & JAECOO 3

ชีวิตสุดสนุกในทุกวัน JAECOO 5 EV ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในชีวิตประจำวัน หรือการออกทริปสุดสนุกในวันหยุด ด้วยห้องโดยสารที่กว้างขวาง พร้อมระบบความบันเทิงครบครัน รวมถึงโหมดคาราโอเกะในรถที่จะเปลี่ยนการเดินทางให้เป็นปาร์ตี้เคลื่อนที่สุดมันส์กับเพื่อน ๆ

JAECOO 5 EV มีให้เลือก 2 รุ่นย่อยที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ได้แก่ JAECOO 5 EV Long Range Max และ JAECOO 5 EV Long Range Dynamic โดยรุ่น JAECOO 5 EV Long Range Max โดดเด่นด้วยการตกแต่งภายในด้วยเบาะหนังสังเคราะห์พรีเมียม เบาะปรับไฟฟ้า หน้าจอสัมผัสขนาด 13.2 นิ้ว พร้อมไฟเรืองแสงปรับได้ 64 สี ที่ช่วยสร้างบรรยากาศการเดินทางให้สมบูรณ์แบบ มาพร้อมกล้องรอบคัน 540° หลังคาพาโนรามิค (Panoramic Fixed Glass Roof) ที่มีขนาดใหญ่ถึง 1.45 ตร.ม. และประตูท้ายไฟฟ้าเพื่อความสะดวกสบายสูงสุด

OMODA & JAECOO 4

โดยมีให้เลือกสีภายนอกถึง 5 สี และสีภายใน 2 สี (ขึ้นอยู่กับ combination ของแต่ละสีรถภายนอก) ส่วนรุ่น JAECOO 5 EV Long Range Dynamic ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ด้วยเบาะผ้าที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตและทันสมัย ตรงใจกลุ่มผู้ขับขี่รุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการออกแบบที่ทันสมัยและมีสไตล์ หน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว กล้องรอบคัน 360° พร้อมมีมาให้เลือกสีภายนอก 3 สี

OMODA & JAECOO 5

น้อง ๆ สี่ขาก็เที่ยวได้ สำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง JAECOO 5 EV ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษด้วยวัสดุหุ้มเบาะที่ทนทานต่อรอยข่วน ทำความสะอาดง่าย พร้อมจุดยึด ISOFIX สำหรับติดตั้งที่นั่งสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ ให้พาน้องหมา น้องแมวไปเที่ยวได้อย่างปลอดภัยและสบายใจ ไม่ว่าจะเป็นทริปพาน้องไปอาบน้ำ หรือพักผ่อนริมทะเลในวันหยุด

OMODA & JAECOO 6

ห้องเก็บของใหญ่จุใจ พร้อมลุยทุกทริป พื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับการแพ็กอุปกรณ์แคมปิง บอร์ดเล่นเซิร์ฟ หรือจักรยาน สำหรับทริปท่องเที่ยวสุดสัปดาห์ หรือจะใช้ขนของช็อปปิงก็สะดวกสบาย

OMODA & JAECOO 7

JAECOO 5 EV ยังมาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า ให้ระยะวิ่งไกลถึง 461 กิโลเมตร มาพร้อมระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ ADAS 19 ฟังก์ชัน และโครงสร้างตัวถังที่ใช้เหล็กกำลังสูงถึง 77% เพื่อความมั่นใจในความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

OMODA & JAECOO 10

พิเศษสำหรับลูกค้า JAECOO 5 EV 1,000 ท่านแรก ที่จองและรับภายใน 30 กันยายน 2568 รับข้อเสนอสุดพิเศษ ราคาเริ่มต้นที่ 549,000 บาท สำหรับรุ่น JAECOO 5 EV Long Range Dynamic และราคาเริ่มต้นที่ 599,000 บาท สำหรับรุ่น JAECOO 5 EV Long Range Max รับฟรี WALL CHARGE พร้อมติดตั้ง ดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 1.78% รวมถึงการรับประกันตัวรถ 8 ปี หรือ 200,000 กิโลเมตร และรับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร* นอกจากนี้ ลูกค้าจะได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องหลังการขาย ด้วยบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง (โทร 02-0208888 กด 1) ฟรี นาน 5 ปี ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ครอบคลุมทั่วประเทศไทย พร้อมศูนย์บริการมาตรฐานที่พร้อมดูแลลูกค้าอย่างครบวงจร

สัมผัสประสบการณ์ใหม่กับ JAECOO 5 EV ได้แล้ววันนี้ที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ OMODA & JAECOO ทั่วประเทศ เงื่อนไขต่าง ๆ ข้อกำหนดทั้งหมด และรายละเอียดโปรโมชันเพิ่มเติม สามารถดูได้บนเว็บไซต์ www.omodajaecoo.co.th/th

“ลีปมอเตอร์ ประเทศไทย” ประกาศขยายเครือข่าย 15 แห่งทั่วประเทศ พร้อมตั้งเป้ายอดขายกว่า 600 คัน

0
>> ลีปมอเตอร์ ประเทศไทย 1

บริษัท พระนครยนตรการ จำกัด (PNA) ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ Leapmotor อย่างเป็นทางการในประเทศไทย จัดการประชุมผู้จำหน่าย Leapmotor Thailand Dealer Conference 2025 ภายใต้แนวคิด “A Leap Forward – เพราะทุกก้าว คือ โอกาส” ภายในงานได้รับเกียรติจาก คุณธวัชชัย จึงสงวนพรสุข กรรมการบริหาร บริษัท พระนครยนตรการ จำกัด และ คุณธีระพันธุ์ ละอองศรี ผู้จัดการทั่วไป ลีปมอเตอร์ ประเทศไทย พร้อมด้วยผู้จำหน่ายจากโชว์รูมทั้ง 12 แห่ง กว่า 20 ท่าน เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เปิดโอกาสให้ผู้จำหน่ายได้สัมผัสรถยนต์ไฟฟ้า Leapmotor B10 รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเตรียมเปิดตัวทำตลาดในประเทศไทยเร็ว ๆ นี้เป็นครั้งแรก ณ ห้องประชุม ชั้น 5 อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท พระนครยนตรการ จำกัด

ลีปมอเตอร์ ประเทศไทย 7

การประชุมผู้จำหน่าย Leapmotor Thailand Dealer Conference 2025 จัดขึ้นโดย ลีปมอเตอร์ ประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อรายงานผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา พร้อมทั้งประกาศทิศทางและเป้าหมายสำหรับครึ่งปีหลัง ภายใต้ความมุ่งมั่นในการพัฒนาโชว์รูมและศูนย์บริการให้ได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ทั้งด้านการขายและการบริการหลังการขาย ภายใต้แนวคิด “A Leap Forward – เพราะทุกก้าว คือ โอกาส” ซึ่งถือเป็นนโยบายหลักในการสร้างและเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ไปพร้อม ๆ กับผู้จำหน่ายที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงผู้จำหน่ายรายใหม่ที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวลีปมอเตอร์ในอนาคต

คุณธวัชชัย จึงสงวนพรสุข กรรมการบริการ PNA กล่าวว่า “ขอขอบคุณทุกท่านเป็นอย่างยิ่งที่ให้เกียรติเข้าร่วมงาน “การประชุมผู้จำหน่าย Leapmotor ประจำปี 2568 ครั้งที่ 1 การประชุมในวันนี้นับเป็น หมุดหมายสำคัญ ของการเดินหน้าสู่ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นและยั่งยืนระหว่าง Leapmotor และผู้จำหน่ายทั่วประเทศ เราตั้งใจจัดงานครั้งนี้ขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่ในการสื่อสารอย่างใกล้ชิด สร้างความเข้าใจร่วมกันในทิศทางของธุรกิจ แลกเปลี่ยนแนวคิด เสนอข้อคิดเห็น และร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์ที่ทุกฝ่ายสามารถขับเคลื่อนไปพร้อมกันได้อย่างมั่นใจ”

ลีปมอเตอร์ ประเทศไทย 3

นอกจากนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ Leapmotor B10 ซึ่งกำลังจะวางจำหน่ายในประเทศไทยเร็ว ๆ นี้ ผู้จำหน่ายทุกท่านจะได้สัมผัสรถยนต์รุ่นนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมการวิเคราะห์เปรียบเทียบกับคู่แข่งสำคัญ เพื่อให้ทุกท่านมีข้อมูลครบถ้วนและมั่นใจในการนำเสนอผลิตภัณฑ์สู่ตลาด และในอนาคตอันใกล้ เราจะมี Brand อื่นๆ ที่อยู่ในเครือ Stellantis มาทำตลาดในประเทศไทย ซึ่งจะขายในโชว์รูมเดียวกันกับ Leapmotor ด้วย
สิ่งที่มีความหมายอย่างแท้จริงในวันนี้ คือการที่เราได้มารวมตัวกันในฐานะพันธมิตรที่มีเป้าหมายเดียวกัน การสนับสนุน ความร่วมมือ และความคิดเห็นจากผู้จำหน่ายทุกท่าน คือ แรงขับเคลื่อนสำคัญ ที่จะทำให้ Leapmotor ประสบความสำเร็จและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในประเทศไทย

คุณธีระพันธุ์ ละอองศรี ผู้จัดการทั่วไป Leapmotor Thailand กล่าวว่า “ภาพรวมของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันถือเป็นความท้าทายที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราจึงไม่อาจหยุดนิ่ง และต้องมุ่งมั่นคิดค้น พัฒนา และปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ ๆ รวมถึงการแข่งขันในตลาด สิ่งเหล่านี้ทำให้เราต้องร่วมกันวางรากฐานแห่งความสำเร็จไปพร้อมกับผู้แทนจำหน่ายของเรา สำหรับกลยุทธ์หลักที่นำเสนอใน Leapmotor Thailand Dealer Conference 2025 ในครั้งนี้ เราให้ความสำคัญกับปัจจัยที่เป็นหัวใจของธุรกิจและการบริการลูกค้าเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น การสร้างการรับรู้ของแบรนด์ การบริหารจัดการอะไหล่และคลังสินค้า การพัฒนาศักยภาพพนักงานขาย การบริการหลังการขาย และมาตรฐานโชว์รูมที่เป็นหนึ่งเดียวกันทั่วประเทศ กลยุทธ์เหล่านี้จะเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยยกระดับศักยภาพของผู้แทนจำหน่าย และพร้อมรองรับการขยายเครือข่ายโชว์รูมให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย”

ลีปมอเตอร์ ประเทศไทย 1

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีแผนการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด Leapmotor B10 อย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งถือเป็นรุ่นแรกในตระกูล B Series โดยได้วางกลยุทธ์การทำตลาดผ่านแคมเปญ Pre-Booking ก่อนการเปิดตัวจริง เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นความสนใจจากกลุ่มลูกค้าวัยทำงาน Leapmotor B10 โดดเด่นด้วยดีไซน์กะทัดรัดทันสมัย สีสันสะดุดตา และมาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ช่วงอายุ 28–45 ปีได้อย่างลงตัว คาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีและกลายเป็นอีกหนึ่งรุ่นสำคัญในการขยายฐานลูกค้าของลีปมอเตอร์ในประเทศไทย

สำหรับแผนการเปิดตัวในอนาคต ลีปมอเตอร์ เตรียมเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าในตระกูล B SUV ภายใน 3 ปีข้างหน้า โดยจะมีการเผยโฉมคันจริงครั้งแรกที่ประเทศจีน ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของบริษัทแม่ ทั้งนี้ บริษัทฯ จะคัดสรรเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด พัฒนาโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญระดับโลก เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในประเทศไทย “ในส่วนของเป้าหมายครึ่งปีหลัง 2568 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายรวมมากกว่า 600 คัน โดยแบ่งเป็นรุ่น Leapmotor C10 ที่เปิดตัวไปแล้วทั้ง 2 รุ่น ได้แก่ Design และ Style รวมถึงรุ่นใหม่ Leapmotor B10 ที่เตรียมทำตลาดในประเทศไทย โดยคาดว่าจะสามารถสร้างยอดขายได้กว่า 400 คัน”

ในด้านการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ ล่าสุด Leapmotor Thailand ได้ประกาศความร่วมมือกับสโมสรฟุตบอลชลบุรี เอฟซี อย่างเป็นทางการ โดยโลโก้ของ Leapmotor จะปรากฏบนชุดแข่งขันของสโมสร ซึ่งเพิ่งมีการแถลงข่าวเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา และได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากแฟนคลับเป็นจำนวนมาก ความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสร้างการรับรู้แบรนด์และเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้จับมือกับพันธมิตรในธุรกิจบริการเช่ารถ Sub A Car แอปพลิเคชันให้เช่ารถรายบุคคลที่ยืดหยุ่นและคุ้มค่า เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้ทดลองขับและสัมผัสรถยนต์ไฟฟ้าของ Leapmotor หลากหลายรุ่นก่อนตัดสินใจซื้อจริง เพื่อสร้างความมั่นใจและประสบการณ์ที่ดีกับลูกค้า ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่สะท้อนแนวคิด ‘A Leap Forward – เพราะทุกก้าว คือ โอกาส’ ในการก้าวไปพร้อมกับลูกค้าและพันธมิตรทุกคน

ภาพรวมของโชว์รูม Leapmotor ในปัจจุบัน เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้วในหลายพื้นที่ ครอบคลุมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้แก่ รัชโยธิน, ลาดพร้าว, จอมทอง, อ่อนนุช และนนทบุรี ส่วนภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่, พิษณุโลก และเชียงราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา ภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดชลบุรี และภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสงขลา รวมทั้งหมด 11 โชว์รูมที่พร้อมให้บริการลูกค้าอย่างเต็มรูปแบบ ในอีก 3 ปีข้างหน้า บริษัทฯ ตั้งเป้าขยายเครือข่ายโชว์รูมให้ครบ 21 แห่ง พร้อมยกระดับทุกโชว์รูมและศูนย์บริการให้ได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า Leapmotor ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย

‘THE BOLD JOURNEY’ สร้างยอดปฏิสัมพันธ์กว่า 1,000,000 เอนเกจเมนต์ ส่งเสริมครอบครัวยุคใหม่ออกมาผจญภัย ไปกับการเดินทางที่ยั่งยืน ด้วย The Kia EV5 รถยนต์ไฟฟ้า 100%

0
THE BOLD JOURNEY 1

เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) เผยความสำเร็จ “เดอะ โบลด์ เจอร์นีย์” (THE BOLD JOURNEY) แคมเปญที่ร่วมมือกับ “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” (ททท.) สร้างนิยามใหม่ให้กับคำว่า “การเดินทาง” ผ่าน 3 กิจกรรม ไฮไลต์ที่เน้นเจาะกลุ่มครอบครัวยุคใหม่และทันสมัยในหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ 1. The BOLD Destination 2. The BOLD Honeymoon และ 3. The BOLD Friend สะท้อนปรัชญา “Movement that Inspires” ที่เกียเชื่อว่า “ทุกการเดินทาง คือ โอกาสที่จะได้ค้นพบแรงบันดาลใจใหม่ ๆ” โดยเกียได้พาผู้โชคดีออกเดินทางสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และสำรวจสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าค้นหาในประเทศไทยไปกับ The Kia EV5 รถเอสยูวีขนาดกลาง ไฟฟ้า 100% ที่ออกแบบตามปรัชญา Opposites United เพื่อรองรับรูปแบบการใช้ชีวิตที่หลากหลายของครอบครัวทุกรูปแบบ ซึ่งแคมเปญฯ ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างล้นหลาม และยังได้สร้างยอดปฏิสัมพันธ์กว่า 1,000,000 เอนเกจเมนต์ บนโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม สะท้อนความสำเร็จของกลยุทธ์การตลาดที่ช่วยให้เกียขยายการรับรู้ของแบรนด์ไปยังกลุ่มครอบครัวยุคใหม่ได้ในวงกว้าง

THE BOLD JOURNEY 2

นายฌ็อง–ดาวิด คริสติญอง อาเรล รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์และการตลาด บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวว่า “เกีย มุ่งมั่นส่งมอบนวัตกรรมและบริการที่ดีและมีคุณค่า พร้อมยกระดับประสบการณ์การเดินทางของผู้คนให้สะดวกสบายและสร้างแรงบันดาลใจตามปรัชญา Movement that Inspires ที่เราเชื่อว่าพลังของการเดินทางจะสร้างแรงบันดาลใจและสามารถเปลี่ยนแปลงมุมมองและชีวิตผู้คนได้ เพื่อตอกย้ำปรัชญาดังกล่าว ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) ได้ร่วมมือกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สร้างสรรค์แคมเปญที่ผสานเสน่ห์ของการท่องเที่ยวไทยเข้ากับประสบการณ์การเดินทางด้วย The Kia EV5 ยนตรกรรมไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และทุกครอบครัวอย่างลงตัว ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทั้งในด้านการยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์เกียให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และยังสร้างแรงกระเพื่อมทางการตลาด (market impact) ด้วยการเพิ่มการมีปฏิสัมพันธ์ (engagement) กับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นายฌ็อง–ดาวิด คริสติญอง อาเรล กล่าวต่อว่า “ความน่าสนใจของแคมเปญนี้ คือ การออกแบบกิจกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัวที่หลากหลายรูปแบบ ครอบครัวสำหรับบางคนอาจเป็นพ่อแม่ลูก สำหรับบางคนอาจเป็นคนที่เรารักโดย ไม่จำกัดเพศ สำหรับบางคนอาจเป็นสัตว์เลี้ยงที่เป็นพยานรักและเป็นส่วนหนึ่งในทุกช่วงเวลาที่มีความหมายร่วมกัน การเข้าใจนิยามใหม่นี้กลายเป็นจุดแข็งที่เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) เลือกนำมาใช้ในการสื่อสารกับผู้บริโภคยุคใหม่ผ่านแคมเปญ “THE BOLD JOURNEY” ซึ่งสะท้อน DNA ของเกียได้เป็นอย่างดีในการเป็นแบรนด์ที่กล้าคิด กล้าทำ และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นบรรทัดฐาน

กิจกรรมสร้างสรรค์จากแคมเปญ THE BOLD JOURNEY

THE BOLD JOURNEY 3

1. The BOLD Destination เป็นกิจกรรมที่เกีย ร่วมมือกับ ททท. ชวนทุกครอบครัวออกไปท่องเที่ยวสู่จุดหมายปลายทางสุด BOLD พร้อมกิจกรรมซีเอสอาร์รักษ์โลกด้วยการทำปะการังเทียม เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น ณ เกาะมันกลาง จังหวัดระยอง

THE BOLD JOURNEY 5

2. The BOLD Honeymoon กิจกรรมร่วมฉลอง Pride Month ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ เกียที่พร้อมสนับสนุนความสัมพันธ์และความรักในทุกรูปแบบ เพราะความรักคือพลังขับเคลื่อนที่ทรงพลัง พร้อมให้คู่รักสัมผัสบรรยากาศสุดโรแมนติก กับกิจกรรมฮันนีมูนสุดหวาน ณ จังหวัดอยุธยา

THE BOLD JOURNEY 5

3. The BOLD Friend กิจกรรมซีเอสอาร์ที่ เกีย ร่วมกับมูลนิธิเดอะวอยซ์ เชิญชวนผู้ที่พร้อมอุปการะสัตว์เลี้ยงมาร่วมเป็นบ้านหลังใหม่ให้เพื่อนสี่ขาสุด BOLD ซึ่งเป็นการขยายนิยามของคำว่า ‘ครอบครัว’ ที่เกียมองว่าสำหรับบางคน สัตว์เลี้ยง คือ สมาชิกครอบครัวที่สำคัญไม่แพ้คนในครอบครัว ซึ่ง 3 กิจกรรมนี้ไม่เพียงเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ แต่ยังได้ทดลองและสัมผัสสมรรถนะของ The Kia EV5 รถเอสยูวีขนาดกลาง ไฟฟ้า 100% ที่ออกแบบมาเพื่อทำให้การเดินทางของครอบครัวทั้งสะดวกสบาย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตอกย้ำความตั้งใจของเกียในการสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คน

THE BOLD JOURNEY 8

การผสานพลัง KOL/Influencer แพลตฟอร์มออนไลน์ และกิจกรรมออนกราวน์

THE BOLD JOURNEY 6

เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) เลือกใช้กลยุทธ์การสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหลัก ควบคู่กับการใช้ KOL/Influencer ที่สอดคล้องกับแต่ละกลุ่มเป้าหมาย อาทิ Influencer ครอบครัวสายท่องเที่ยวอย่าง “ไอซ์ – ณพัชรินทร์ ปรีดากุล และ “แบงค์ – อธิกิตติ์ ไพบูลย์รัตนกิจ” เพื่อสื่อสารกับครอบครัวนักเดินทาง และ คู่รัก LGBTQ+ อย่าง “พอร์ช-อภิวัฒน์ อภิวัฒน์เสรี” และ “อาม-สัพพัญญู ปนาทกุล” ที่รักกันมานานกว่า 16 ปี รับหน้าที่เป็นคู่รักต้นแบบที่มาชวนคู่รักไปฉลองทริปฮันนีมูน

นอกจากนี้ยังมี Influencer ผู้รักสัตว์เลี้ยงอย่าง “เต๋า – เศรษฐพงศ์ เพียงพอ” ที่เข้าถึงกลุ่มคนรักสัตว์ได้ และยังมีการจัดกิจกรรม On ground รวมถึงทริปกับเจ้าของรถเกียและผู้โชคดีที่สร้างปฏิสัมพันธ์โดยตรง นำไปสู่การสร้างเอนเกจเมนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้เกียเชื่อมโยงกับครอบครัวยุคใหม่ได้อย่างตรงจุด

THE BOLD JOURNEY 9

“แคมเปญนี้ได้รับความคิดเห็นเชิงบวก และกระแสตอบรับที่ล้นหลามจากผู้บริโภคไทยยุคใหม่ ด้วยยอดปฏิสัมพันธ์กว่า 1,000,000 เอนเกจเมนต์บนโซเชียลมีเดียในทุกแพลตฟอร์ม ความสำเร็จเหล่านี้ ไม่เพียงช่วยเพิ่มการรับรู้แบรนด์ แต่ยังเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ก้าวหน้าของเกียในฐานะแบรนด์ที่ยอมรับความเท่าเทียมและเข้าใจไลฟ์สไตล์ของครอบครัวยุคใหม่อย่างแท้จริง ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเกียในการเป็นแบรนด์ยนตรกรรมระดับโลกที่พร้อมยกระดับประสบการณ์การเดินทาง และสร้างคุณค่าให้กับผู้บริโภค พร้อมเดินหน้าสร้างแรงบันดาลใจ และเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงบวกให้กับสังคม” นายฌ็อง–ดาวิด กล่าวสรุป

ติดตามความเคลื่อนไหว และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ช่องทาง Official ของ Kia Thailand ที่ https://www.kia.com/th

 

“ฮุนได” ปล่อยหมัดเด็ด เป็นเจ้าของ IONIQ 5 ง่ายขึ้น ส่วนลดสูงสุด 570,000 บาท รับเพิ่มมูลค่ารถคันเดิมอีก 100,000 บาท

0
ฮุนได 1

ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจในไทย และขับเคลื่อนสู่อนาคตยานยนต์พลังงานสะอาด ประกาศขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการที่จำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าระดับพรีเมียม แบรนด์ IONIQ เพิ่มขึ้นเป็น 35 แห่งทั่วประเทศ เติมเต็มศักยภาพในด้านการขายและบริการหลังการขายครอบคลุม ทั้งรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน รถไฮบริด และรถพลังงานไฟฟ้า ตอบรับแนวโน้มความต้องการรถพลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น และทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงรถพลังงานไฟฟ้าระดับพรีเมียม IONIQ จากฮุนไดได้ง่ายขึ้น มอบข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับ IONIQ 5 รถพลังงานไฟฟ้าเจ้าของรางวัล 2022 World Car of the Year, 2022 World Electric Vehicle of the Year และรางวัลระดับโลกอีกมากมายกว่า 70 รางวัล มอบส่วนลดสูงสุด 570,000 บาท และรับเพิ่มมูลค่ารถคันเดิมอีก 100,000 บาท พร้อมโฮม ชาร์จเจอร์ ฟรีประกันภัย 1 ปี และสิทธิประโยชน์ครบวงจร วันนี้ – 31 สิงหาคม 2568

ฮุนได 2

ปัจจุบัน ฮุนไดมีโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานกว่า 35 แห่งทั่วประเทศ ควบคู่กับ “Outreach Program” ศูนย์บริการหลังการขายเคลื่อนที่ซึ่งเข้าไปดูแลลูกค้าในพื้นที่ห่างไกลถึงถิ่นที่อยู่ โดยในปี 2568 มีแผนจัดกิจกรรมบริการตรวจเช็กและซ่อมบำรุงเบื้องต้นกว่า 50 ครั้ง ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ช่วยลดภาระการเดินทาง และสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าฮุนได แม้ในพื้นที่ซึ่งยังไม่มีศูนย์บริการใกล้บ้าน

IONIQ 5 รถพลังงานไฟฟ้าระดับเรือธงสุดล้ำสมัย ที่พัฒนาขึ้นบนโครงสร้างแบบใหม่ของฮุนได Electric Global Modular Platform (E-GMP) ทำให้ห้องโดยสารกว้างขวาง และให้การควบคุมที่เหนือกว่า ซึ่งนับเป็นการพัฒนาก้าวสำคัญของวงการรถพลังงานไฟฟ้า นำเสนอพร้อมนวัตกรรมแบตเตอรี่ 800 โวลต์ รองรับการชาร์จแบบ Ultra-fast Charging ด้วยระยะเวลาเร็วสูงสุดที่สามารถชาร์จจาก 10% เป็น 80% ของแบตเตอรี่ 350 kWh ภายในเพียงแค่ 18 นาที โดยแบตเตอรี่แรงดันสูงมีโครงสร้างในรูปแบบ Cell to Module to Pack ซึ่งสามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่เป็นโมดูลได้ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบริการในอนาคตได้เป็นอย่างมาก

ฮุนได 6

 

IONIQ 5 เหนือกว่าด้วยระบบ Smart regeneration system ควบคุมระดับการแปลงพลังงานจากการเบรก เป็นพลังงานไฟฟ้า ชาร์จกลับเข้าแบตเตอรี่ ควบคุมผ่าน Paddle Shift ทำให้ช่วยลดอาการเมาขณะขับขี่ และนั่งโดยสาร นอกจากนี้ IONIQ 5 ยังโดดเด่นในด้านงานออกแบบ ซึ่งผสานนวัตกรรมกับดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เส้นสายคมชัด ไฟหน้าและไฟท้าย Parametric Pixel ดีไซน์โดดเด่น กันชนหน้ารูปตัววี ฝากระโปรง Clamshell มือจับประตูแบบพับเก็บอัตโนมัติ

ฮุนได 5

ภายในห้องโดยสาร เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า พร้อมการออกแบบห้องโดยสารในที่สวยงามหรูหราในทุกรายละเอียด ผู้ขับขี่และผู้โดยสารจะสัมผัสกับเทคโนโลยีสุดล้ำ ที่ตอบโจทย์ทั้งความบันเทิงและความปลอดภัย หน้าจอสัมผัส 12.3 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย และระบบช่วยขับขี่ และความปลอดภัยขั้นสูง Hyundai SmartSense มีครบครันถึง 11 ระบบ ซึ่งรวมถึง Smart Cruise Control with Stop & Go, Blind-Spot Collision Warning และ Forward Collision-Avoidance Assist เพื่อเพิ่มความมั่นใจตลอดเส้นทาง

ฮุนได  10

 

 

IONIQ 5 มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่มีให้เลือก 2 ขนาด

oแบตเตอรี่แรงดันไฟฟ้าแรงสูง ความจุ 58 kWh กำลังสูงสุด 170 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร มอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพียง 8.5 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 185 กม./ชม. ระยะการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าสูงสุด 384 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP

ฮุนได 3

oแบตเตอรี่แรงดันไฟฟ้าแรงสูง ความจุ 72.6 kWh กำลังสูงสุด 217 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร มอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพียง 7.4วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 185กม./ชม. ระยะการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าสูงสุด 481 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP

เพื่อมอบเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยให้ผู้บริโภคชาวไทย ฮุนไดประกาศมอบข้อเสนอพิเศษสำหรับ IONIQ 5 ครบทุกรุ่นย่อย
•Premium 1,399,000 บาท (ลด 300,000 บาท จาก 1,699,000 บาท)
•Exclusive 1,499,000 บาท (ลด 330,000 บาท จาก 1,829,000 บาท)
•First Edition 1,829,000 บาท (ลด 570,000 บาท จาก 2,399,000 บาท)

ลูกค้ารับสิทธิพิเศษเพิ่มเติม ได้แก่ เทิร์นรถเก่า (Trade-in) เพิ่มมูลค่าให้อีก 100,000 บาท ฟรีประกันภัยชั้น 1 และ พ.ร.บ. 1 ปี รับประกันรถ 5 ปี / 150,000 กม. รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี / 160,000 กม. บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5ปี ไม่จำกัดระยะทาง เครดิตชาร์จไฟ 10,000 บาท และโฮมชาร์จเจอร์ พร้อมติดตั้งฟรี (รับประกัน 3 ปี) เพื่อให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าจะได้รับทั้งความคุ้มค่าและการดูแลหลังการขายอย่างครบถ้วน

ผู้สนใจสามารถทดลองขับและสัมผัสประสบการณ์ของ IONIQ 5 ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมฮุนไดทั่วประเทศ รวมถึงที่ศูนย์ H-SPACE ถนนวิภาวดี, IONIQ Lab ณ True Digital Park ชั้น 1 และ H-STUDIO บริเวณชั้น 2 เอ็มสเฟียร์ โดยดูรายละเอียดและจองออนไลน์ได้ที่ hyundai.com/th/th และ buyonline.hyundai.com

 

“ZEEKR 7X” เอสยูวีไฟฟ้าเจเนอเรชันล่าสุด เหนือกว่า ด้วยสมรรถนะและความปลอดภัย ระดับเวิลด์คลาส เปิดตัวพร้อมจำหน่ายในราคาเริ่มต้น ราคาเริ่มต้นที่ 1,399,000 บาท

0
ZEEKR 7X 1

ZEEKR Thailand ปลุกพลังวงการยานยนต์ไฟฟ้าด้วยการเปิดตัว ZEEKR 7X อย่างยิ่งใหญ่ในประเทศไทย รถ SUV ไฟฟ้าระดับพรีเมียมลักชูรีที่ก้าวข้าม ทุกข้อจำกัดทั้งเส้นทางบนถนนและเส้นทางออฟโรดอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิด “Indulge Every Journey” ครบทั้งความงามแบบไทม์เลสและแฝงสมรรถนะดุดันแบบเร้าใจพร้อมเปลี่ยนอารมณ์ ทุกการเดินทางให้เต็มไปด้วยอิสรภาพ ความมั่นใจ และความสุขเหนือระดับ ด้วยอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใน 3.8 วินาที บนสถาปัตยกรรมแบบ 800 โวลท์ รองรับการชาร์จเร็วแบบ 4C fast charging เพียง 16 นาที วิ่งไกลถึง 730 กม. (มาตรฐาน NEDC) ในราคาเริ่มต้นที่ 1,399,000 บาท

ZEEKR 7X 8

 

 

ZEEKR 7X ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ณ สนามมวยราชดำเนิน พร้อมฉายภาพยนตรกรรม EV ระดับพรีเมียม-ลักชูรีในเซกเมนต์ SUV ด้วยระบบขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ที่สร้างกำลังสูงสุด 637 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 710 นิวตัน-เมตร มอบอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาเพียง 3.8 วินาที ระบบขับเคลื่อน Intelligent AWD Lightning Switch สามารถปรับกำลังขับอัตโนมัติทันทีตามสภาพถนน ระบบช่วงล่างแบบถุงลมประสิทธิภาพสูงพร้อมระบบกันสะเทือน CCD Electromagnetic Vibration Reduction System ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนสู่ห้องโดยสาร โหมด Off-Road ช่วยยกความสูงตัวรถได้ถึง 230 มิลลิเมตร รองรับทุกสภาพเส้นทาง โดย ZEEKR 7X สร้างขึ้นบนสถาปัตยกรรม 800 โวลท์ ทั้งระบบ ซึ่งรองรับการชาร์จเร็วแบบ 4C fast charging ได้อย่างรวดเร็วเพียง 16 นาทีจาก 10% – 80% (ขึ้นอยู่กับปริมาณไฟคงเหลือ กำลังไฟของตู้ชาร์จ และรูปแบบการใช้งาน เป็นต้น) ทำให้การเดินทางระยะไกล ไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป และด้วยระยะทางวิ่ง 730 กิโลเมตรต่อการชาร์จ (มาตรฐาน NEDC) ทำให้มั่นใจได้ว่าจะไปถึงจุดหมายอย่างไร้กังวล

ZEEKR 7X 4

การเปิดตัวครั้งนี้จัดขึ้น ณ สนามมวยราชดำเนิน เวทีมวยไทยอันทรงเกียรติและเป็นตำนานกว่า 80 ปี พร้อมนำเสนอการแสดงสุดพิเศษจากคุณบัวขาว บัญชาเมฆ ในการถ่ายทอดพลังของ Thai Local Spirit ที่สอดประสานกับตัวตนของ ZEEKR 7X — ความแข็งแกร่ง กล้าท้าทาย และการใส่ใจทุกรายละเอียด สำหรับ ZEEKR ความเป็น “Local Spirit” หมายถึง การทำความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง เพื่อพัฒนารถที่ตอบโจทย์ทั้งสมรรถนะ ความสะดวกสบาย และสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมหลอมรวม Soft Power ของไทยที่เป็นผู้นำความคิด ไปจนถึงการนำเสนอแรงบันดาลใจผ่านศิลปะและวัฒนธรรมระดับโลก

ZEEKR 7X 6

 

นาย อเล็กซ์ เป่า กรรมการผู้จัดการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “งานเปิดตัวพร้อมประกาศราคา ZEEKR 7X อย่างเป็นทางการในวันนี้ ถือเป็นการแนะนำยานยนต์อัจฉริยะรุ่นล่าสุดในเซกเมนต์ SUV ที่เราภูมิใจนำเสนอ เรามองว่ายนตรกรรม EV ในวันนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องของกระแส แต่ได้กลายเป็น “สิ่งจำเป็น” ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของสมรรถนะ สิ่งอำนวยความสะดวกภายในรถ ความสง่างาม และช่วยส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ในภาพรวมของ ZEEKR 7X ถือเป็นการอัพสกิลสมรรถนะของรถให้ตอบสนองความต้องการให้ครอบคลุมในทุกมิติ ที่หมายรวมไปถึง ความพิถีพิถันในการเลือกวัสดุประเภทต่าง ๆ เพื่อประกอบเป็นโครงสร้างของตัวรถที่มีมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูง ผสานนวัตกรรมอัจฉริยะ ช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกคนมั่นใจในทุกครั้งของการเดินทาง และ ZEEKR จะเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อเป็นแบรนด์รถยนต์ EV ที่ส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่มีความสุข และเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีอย่างลงตัว”

ZEEKR 7X 7

ZEEKR 7X โดดเด่นด้วยปรัชญาการออกแบบที่ลึกซึ้ง ภายใต้ Hidden Energy Design Concept ด้วยการนำ Golden Ratio หรืออัตราส่วนทองคำซึ่งเป็นหลักคณิตศาสตร์แห่งความสมบูรณ์แบบมาประยุกต์ใช้ในการกำหนดสัดส่วนทุกองค์ประกอบของรถยนต์ ทำให้ได้รูปลักษณ์ที่สมดุลอย่างที่สุดและสร้างความประทับใจ แรกเห็น โดยจุดเด่นที่สะดุดตาคือ Stargate Front Light Panel แบบ LED พาดยาวจรดซ้ายไปขวาขนาดใหญ่ 93 นิ้ว ที่ประกอบด้วยไฟ LED ถึง 1,831 ดวง ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการแสดงออกทางศิลปะ แต่ยังสื่อสารได้หลากหลายรูปแบบ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถแสดงตัวตนและอารมณ์ได้ในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยนวัตกรรมการแสดงลวดลายพิเศษเลือกได้ตามเอกลักษณ์ของผู้ขับขี่

ZEEKR 7X 5
ความสะดวกสบายระดับลักชูรีเริ่มต้นตั้งแต่การเข้าออกรถยนต์ด้วย ประตูไฟฟ้า (Intelligent Automatic Door Package) ระบบประตูเปิด-ปิดอัตโนมัติทั้ง 4 บาน ที่ไม่เพียงแต่เพิ่มความสะดวก แต่ยังสร้างความประทับใจให้กับทุกคนที่ได้ลอง ทำให้การใช้รถในชีวิตประจำวันกลายเป็นประสบการณ์ที่หรูหราและไม่ธรรมดา

ล้อ Forged Wheel ขนาด 21 นิ้ว ที่ผลิตด้วยการขึ้นรูปด้วยการอัดแรงดันสูงให้ได้น้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่ง ไม่เพียงแต่ช่วยลดน้ำหนักรถเพื่อประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ดีขึ้น แต่ยังช่วยให้การขับขี่นุ่มนวลและควบคุมได้แม่นยำมากขึ้น เมื่อคู่กับเบรก Akebono Caliper สมรรถนะสูง ทำให้มั่นใจได้ในทุกการหยุดรถ แม้ในความเร็วสูงหรือสภาพถนนที่ท้าทาย

ZEEKR 7X 13

ภายในห้องโดยสาร ZEEKR 7X คือพื้นที่แห่งการผ่อนคลายขั้นสูง มอบความสบายด้วยเบาะหนัง Nappa ที่มีชื่อเสียงในด้านความนุ่มและหรูหรา ไม่เพียงแต่ให้ความสบายในการนั่ง แต่ยังสื่อถึงรสนิยมระดับสูงของเจ้าของรถ ระบบนวดและระบบระบายอากาศในเบาะคู่หน้า จะช่วยคลายความเมื่อยล้าหลังจาก วันทำงานที่หนักหน่วง ทำให้การขับรถระยะไกลไม่ใช่ภาระ แต่กลายเป็นช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟูพลังงาน สำหรับเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลังแบบปรับพนักพิงหลังไฟฟ้า ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถปรับองศาการนั่งให้เหมาะกับกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือการพักผ่อน ทำให้ห้องโดยสารด้านหลังเปลี่ยนเป็นห้องนั่งเล่นส่วนตัวที่สมบูรณ์แบบซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดทุกมิติกับการออกแบบภายใน ที่คำนึงทุกอิริยาบถของผู้โดยสาร พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้ากระจกด้านข้างผู้โดยสารด้านหลัง ช่วยให้การผ่อนคลายที่เหนือระดับแม้ต้องเดินทางในวันที่แดดจัด

ZEEKR 7X 14

ในส่วนของระบบสารสนเทศและบันเทิงของ ZEEKR 7X นำเสนอด้วย หน้าจอกลาง Mini LED ขนาด 16 นิ้วที่มีความละเอียด 3.5K ให้ภาพที่คมชัด หน้าจอแสดงผลแบบเออาร์ (AR HUD) ขนาด 36.21 นิ้ว จะฉายข้อมูลสำคัญขึ้นมาบนกระจกหน้ารถ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถติดตามข้อมูลต่าง ๆ โดยไม่ต้องละสายตาจากถนน เพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกในการขับขี่ หน้าจอมาตรวัดแบบ HD ขนาด 13.02 นิ้ว ทำหน้าที่แสดงข้อมูลการขับขี่ทั้งหมดในรูปแบบที่ทันสมัยและเข้าใจง่าย การทำงานของหน้าจอทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 8295 Processor เทคโนโลยี 5nm Process Technology ที่ให้การประมวลผลรวดเร็วและราบรื่น ทำให้การใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ บนหน้าจอทำได้อย่างสะดวกสบายไร้รอยต่อ ตอบสนองคำสั่งการได้ทันทีทันใด และระบบเสียง ZEEKR Sound Pro ที่มาพร้อมลำโพงคุณภาพระดับสตูดิโอจำนวน 21 จุดรอบคัน สร้างมิติเสียงรอบทิศทางเสมือนโฮมเธียเตอร์เคลื่อนที่ ช่วยสร้างประสบการณ์ความรู้สึกดื่มด่ำในสุนทรียภาพของเสียง

ZEEKR 7X 16

ZEEKR 7X สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม SEA (Sustainable Experience Architecture) ที่ออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดและได้รับการรับรองด้วยมาตรฐาน Euro NCAP 5 ดาว โดยได้คะแนน 91% สำหรับการปกป้องผู้โดยสารผู้ใหญ่ และ 90% สำหรับการปกป้องผู้โดยสารเด็ก ซึ่งสะท้อนถึงความใส่ใจในความปลอดภัยของทุกคนในครอบครัว ส่วนโครงสร้างตัวถังแบบ Dome-Shaped Body Structure และโครงสร้างด้านหลังแบบ Single-Piece Die-Cast Aluminum แบบชิ้นเดียวไร้รอยต่อ เพิ่มความปลอดภัยและน้ำหนักเบา ส่งผลให้ประสิทธิภาพการใช้พลังงานดียิ่งขึ้น สำหรับระบบช่วยขับขี่ ZEEKR AD ทำงานร่วมกับ Dual Mobileye Chips เพิ่มความแม่นยำและปลอดภัยตลอดการเดินทาง

ZEEKR 7X 17
ZEEKR 7X

นอกจากนี้ ZEEKR 7X ได้ผ่านการทดสอบระดับคลื่นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า รวมถึงการทำงานของรถภายในพื้นที่ที่มีความเข้มข้นของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสูง และได้รับใบประกาศนียบัตรรับรองจากสถาบันชั้นนำของจีนด้าน All-Round Electromagnetic Protection Verification For Human Body และ China Road EM Environment (CREME) ยืนยันมาตรฐานด้านความปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

ZEEKR 7X นำเสนอรุ่นย่อยทั้งหมด 3 รุ่น ดังนี้
•ZEEKR 7X Standard RWD ราคา 1,399,000 บาท
•ZEEKR 7X Long Range RWD ราคา 1,599,000 บาท
•ZEEKR 7X Performance AWD ราคา 1,799,000 บาท
และมี 4 โทนสีรถภายนอก ได้แก่
•สีขาว Crystal White พร้อมสีภายในสีดำ
•สีดำ Onyx Black พร้อมสีภายในสีดำ
•สีเทา Tech Grey พร้อมสีภายในสีม่วง – ขาว
•สีเขียว Forest Green พร้อมสีภายในสีม่วง – ขาว
*รุ่น ZEEKR 7X Standard RWD มีเฉพาะภายในสีดำ

ZEEKR 7X 18

โดยข้อเสนอพิเศษสำหรับการออกรถ ZEEKR 7X ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2568 – 31 สิงหาคม 2568 มีดังนี้
•ฟรี Wallbox ขนาด 7 kW พร้อมแพ็กเกจติดตั้ง*
•ประกันภัยรถยนต์ชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี พร้อม พ.ร.บ คุ้มครองนาน 1 ปี*
•ฟรี ค่าจดทะเบียนรถยนต์*
•บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี*
•การรับประกันตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*
•การรับประกันมอเตอร์และแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปีหรือ 180,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*
•ฟรี! บัตรกำนัล (ZEEKR Voucher) สำหรับแลกซื้อสินค้าหรือการบริการของ ZEEKR มูลค่ารวม 20,000 บาท*
*เงื่อนไขการให้บริการเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

การเดินเกมรุกของ ZEEKR Thailand ยังคงมุ่งมั่นพัฒนายานยนต์ EV อัจฉริยะ ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบนิเวศการใช้รถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ต้นทางจนถึงบริการหลังการขาย รวมถึงการบริหารจัดการอะไหล่ที่รวดเร็วและ มีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มความอุ่นใจให้กับลูกค้า และมอบประสบการณ์สุดพิเศษในทุกมิติ โดยล่าสุดได้ผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตรผู้ให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร ทั้ง Evolt และ SHARGE เตรียมแผนขยาย ZEEKR Power หรือจุดให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 6 สถานี ภายในปี 2568 ทั้งรูปแบบ AC และ DC ครอบคลุมใจกลางกรุงเทพฯ และชลบุรี โดยหนึ่งในสถานีนั้นรองรับการให้บริการ Fast Charging ที่ให้กำลังไฟสูงถึง 400 กิโลวัตต์ ซึ่งการขยายเครือข่ายในครั้งนี้เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของ ZEEKR ที่จะสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ที่แข็งแกร่งและอำนวยความสะดวกสูงสุดให้กับผู้ใช้งานทุกท่านสู่บทสรุปเพื่อการครอบครอง ZEEKR 7X อย่างเป็นทางการ สามารถจองสิทธิ์เป็นเจ้าของได้ที่ ZEEKR House ทั้ง 16 สาขา ทั่วประเทศได้แล้ววันนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ZEEKR Call Centre โทร 02-086-9999

“มูลนิธิกลุ่มอีซูซุและอีซูซุเคียงคู่คนไทย” มอบเงินสนับสนุน 300,000 บาท พร้อมแคมเพจ์น ช่วยเหลือลูกค้าผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคเหนือ

0
มูลนิธิกลุ่มอีซูซุและอีซูซุเคียงคู่คนไทย 1

คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ รองประธานมูลนิธิกลุ่มอีซูซุ และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชร อีซูซุเซลส์ จำกัด ตอกย้ำพันธกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการเป็นนิติบุคคลที่ดี ยืนเคียงข้างสังคมไทยในทุกสถานการณ์ความยากลำบาก ด้วยการมอบเงินบริจาคในนามมูลนิธิกลุ่มอีซูซุ มูลค่า 300,000 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในจังหวัดน่าน โดยมีคุณบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นผู้รับมอบ ณ ศาลากลางจังหวัดน่าน

มูลนิธิกลุ่มอีซูซุและอีซูซุเคียงคู่คนไทย 2

อีกทั้งอีซูซุยังได้ร่วมบรรเทาความเดือดร้อนให้ท่านผู้ใช้รถอีซูซุที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมในจังหวัดต่าง ๆ โดยการมอบบริการตรวจเช็กสภาพรถฟรี พร้อมมอบส่วนลดค่าแรง 30% และส่วนลดค่าอะไหล่ 30% (ยกเว้น อุปกรณ์ประดับยนต์ แบตเตอรี่รถยนต์ และยางรถยนต์) ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2568 – 30 กันยายน 2568

มูลนิธิกลุ่มอีซูซุและอีซูซุเคียงคู่คนไทย 4

สำหรับท่านผู้ใช้รถอีซูซุ สามารถนัดหมายล่วงหน้าก่อนเข้ารับบริการได้ที่ศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุที่ร่วมรายการ รวมถึงสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนลูกค้าสัมพันธ์ 0-2118-0777 โดยสามารถตรวจสอบศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุที่ร่วมรายการและติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

มูลนิธิกลุ่มอีซูซุและอีซูซุเคียงคู่คนไทย 6

“ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์” พิสูจน์ความแกร่ง ทะยานคว้าแชมป์เอเชีย ครอส คันทรี่ แรลลี่ 2025 รุ่นโปรดักชัน

0
ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ 1

ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ร่วมกับฟีลลิค อินโนเวชัน มอเตอร์สปอร์ต สร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์อันดับ 1 รุ่น T2A หรือโปรดักชัน เอเชีย ในศึกเอเชีย ครอส คันทรี่ แรลลี่ 2025 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-16 สิงหาคม ที่ผ่านมา เส้นทางสุดโหดจากพัทยา-เขาใหญ่-ปราจีนบุรี-พัทยา ชัยชนะครั้งนี้ตอกย้ำสมรรถนะความแกร่งของรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ซึ่งเป็นรถโปรดักชันตามมาตรฐานโรงงานเหมือนที่ลูกค้าได้ขับจริง โดยผลงานอันยอดเยี่ยมนี้รวมถึงทักษะอันเหนือชั้นของนักแข่ง ความแม่นยำผู้นำทาง และการทำงานร่วมกันของทีมแข่งที่สามารถฝ่าฟันเส้นทางสุดทรหดและความท้าทายจากสภาพอากาศ เป็นบทพิสูจน์ความแกร่งจริงทุกคัน ดุดันทุกสถานการณ์ และส่งต่อทั้งความภาคภูมิใจและความมั่นใจให้กับลูกค้าฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ทุกคน

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ 1

เบลีย์ โคล นักแข่งอเมริกันผู้มากประสบการณ์ในสนามออฟโรด พร้อมด้วยศิณพพงศ์ ไตรรัตน์ ผู้นำทาง พารถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ หมายเลข 142 ลงแข่งเป็นครั้งแรก สามารถทำผลงานเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1 รุ่น T2A และอันดับ 3 Overall ไปได้อย่างสวยงาม โดยตั้งแต่ Leg แรก ในจังหวัดปราจีนบุรี โคล และศิณพพงษ์ ร่วมกันโชว์ความสามารถจบการแข่งขันในอันดับที่ 2 และรักษาฟอร์มในสนามแข่งอันดุเดือด แม้ต้องเผชิญทั้งสภาพอากาศร้อนจัดและพายุฝนระหว่างการแข่งขัน ก่อนจะพลิกขึ้นมานำรุ่นโปรดักชันใน Leg ที่ 2 เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากผ่านการชิงตำแหน่งผู้นำอย่างดุเดือด ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ หมายเลข 142 ก็กลับขึ้นมานำอีกครั้งใน Leg ที่ 5 และรักษาอันดับได้อย่างน่าตื่นเต้นในสนามจนคว้าชัยชนะของรุ่น T2A ได้ในที่สุด

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ 3

“ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสแข่งในสนามการแข่งขันระดับเอเชีย ซึ่งลักษณะพื้นที่ของภูมิประเทศมีความท้าทาย และแตกต่างจากที่ผมเคยแข่ง จึงตื่นเต้นมากครับ ที่ได้อันดับ 1 ในรุ่น T2A ต้องขอบคุณฟอร์ด ประเทศไทย ทีมฟีลลิค อินโนเวชัน มอเตอร์สปอร์ต และทีมแข่งทุกคนเป็นอย่างมาก” เบลีย์ โคล กล่าว

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ 4

“ผมรู้สึกดีใจ และเป็นเกียรติมากที่ได้มาเป็นผู้นำทางร่วมกับนักแข่งจากทีมระดับโลกอย่างเบลีย์ และได้ชัยชนะอันดับ 1 ในรุ่นร่วมกัน นอกจากฟอร์ด และทีมแข่งแล้ว ก็ต้องขอขอบคุณคุณไมเคิล ฟรีแมนเช่นกันที่ได้ชวนผมมาร่วมแข่งด้วยกันในครั้งนี้” ศิณพพงศ์ ไตรรัตน์ กล่าวเสริม

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ 4

ด้านไมเคิล ฟรีแมน และไชยยา ชมมาลี ได้สร้างความประทับใจด้วยการจบอันดับ 1 ในรุ่น วันแรกของการแข่งขัน ถึงแม้ต้องพบกับอุปสรรคมากมายระหว่างทาง ก็สามารถพาฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ หมายเลข 120 เข้าเส้นชัยและจบการแข่งขันในอันดับที่ 6 รุ่น T2A และ 25 Overall ได้

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ 8

“ชัยชนะครั้งนี้ไม่เพียงเป็นความสำเร็จของทีมแข่ง แต่คือความภาคภูมิใจที่ส่งต่อถึงลูกค้าฟอร์ดทุกคน เพราะการคว้าแชมป์ในรุ่นโปรดักชันด้วยรถมาตรฐานโรงงานเดียวกับที่ลูกค้าได้ใช้จริง ตอกย้ำจุดยืนของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ในฐานะรถกระบะสมรรถนะสูงที่เกิดจากสนามแข่ง แต่พร้อมตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน” นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว พร้อมเสริมว่า “ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงสปิริตในการทำงานร่วมกันอย่างหนักของทีมแข่ง วิศวกรโรงงานฟอร์ด ช่างเทคนิค นักแข่งและผู้นำทาง ที่ทำงานสอดประสานกันอย่างลงตัว รวมถึงการสนับสนุนจากทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการเสริมทัพด้วยนักแข่งระดับโลกอย่างเบลีย์ โคล จนสามารถคว้าอันดับหนึ่งได้อย่างงดงาม แสดงให้แฟนกีฬามอเตอร์สปอร์ต และสาวกฟอร์ดได้เห็นชัดว่า ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ คือรถที่พิสูจน์ความแกร่งจริงทุกคัน ดุดันทุกสถานการณ์”

“มิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต” คว้าชัยในการแข่งขันเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2025

0
มิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต 1

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) ประกาศความยิ่งใหญ่ในวงการมอเตอร์สปอร์ตเอเชียอีกครั้ง เมื่อทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านเทคนิคจาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศญี่ปุ่น) คว้าแชมป์รายการแข่งขันเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2025 (AXCR 2025) ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 8 – 16 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยใช้รถกระบะไทรทัน1 (สเปก T1 หรือรถครอสคันทรีดัดแปลง) เข้าแข่งขันบนเส้นทางสุดหฤโหด รวมระยะทางกว่า 2,316.32 กิโลเมตร ซึ่งรวมถึงเส้นทาง Special Stage (SS)2 กว่า 1,002.95 กิโลเมตร 

มิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต 2

ในประเภทคะแนนรวม (Overall) ชยพล โยธา คว้าอันดับหนึ่งด้วยเวลา 16 ชั่วโมง 15 นาที 12 วินาที ขณะที่ คัตสึฮิโกะ ทากูชิ จบการแข่งขันที่อันดับ 5 และ คาสุโตะ โคอิเดะ คว้าอันดับที่ 22 นอกจากนี้ ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ยังสามารถคว้ารางวัลประเภททีม (Team Award) ได้เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งถือเป็นการทวงคืนแชมป์ประเภททีมในรอบ 2 ปี ซึ่งรางวัลนี้จะมอบให้กับทีมที่มีผู้เข้าเส้นชัย 3 คันขึ้นไป โดยพิจารณาจากเวลารวมของ 2 คันแรกที่ทำผลงานได้ดีที่สุด

การแข่งขัน AXCR ในปีนี้ เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ด้วยพิธีเปิดที่ถนนคนเดินพัทยา แหล่งท่องเที่ยวริมทะเลชื่อดังของเมืองไทย ก่อนเริ่มการแข่งขันในวันถัดมาด้วยเส้นทาง Leg 1 ซึ่งมีระยะทางกว่า 360 กิโลเมตร จากเมืองพัทยามุ่งหน้าสู่จังหวัดปราจีนบุรีทางภาคตะวันออก ซึ่งรวมถึงเส้นทาง SS ที่ยาวที่สุดในการแข่งขันถึง 199.13 กิโลเมตร

การแข่งขัน Leg 2 พาทุกทีมมุ่งขึ้นเหนือไปอีก 500 กิโลเมตร จากจังหวัดปราจีนบุรี สู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
โดยเส้นทาง SS ครั้งนี้ มีทั้งทางหินที่สมบุกสมบัน สลับกับทางเรียบที่ต้องใช้ความเร็วสูงผ่านพื้นที่การเกษตร สะท้อนถึงความหลากหลายของภูมิประเทศ อันเป็นเอกลักษณ์ของการแข่งขัน AXCR ได้อย่างน่าเร้าใจ ส่วนใน Leg 3 เส้นทางยังคงอยู่ในเขตเขาใหญ่ แต่ต้องเจอกับพายุฝนในช่วงบ่าย ทำให้เส้นทางกลายเป็นดินโคลนสุดอันตราย จนทำให้รถแข่งหลายคันต้องเจอปัญหาใหญ่และฝ่าผ่านไปได้อย่างยากลำบาก

สำหรับการแข่งขัน Leg 4 และ Leg 6 ซึ่งเดิมกำหนดเส้นทางที่มีระยะห่างจากชายแดนกัมพูชาประมาณ 50 กิโลเมตร ได้ถูกยกเลิก เนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัย ส่วน Leg 5 ยังเดินหน้าจัดแข่งขันตามปกติ โดยมีเส้นทางวกกลับไปยังจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งแม้จะเป็นเส้นทางเดียวกับ SS1 แต่สภาพถนนเลวร้ายลงอย่างหนักจากร่องลึกและหลุมบ่อ
ที่ทีมต่าง ๆ ทิ้งไว้ในช่วงการแข่งขัน Leg 1 และยังมีต้นไม้หักโค่นจากพายุฝนที่ตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้แม้แต่กลุ่มทีมผู้นำยังติดหล่ม ส่งผลให้การแข่งขัน Leg นี้ ถูกยกให้เป็นหนึ่งในวันที่โหดหินที่สุดของการแข่งขันปีนี้

ใน Leg 7 ขบวนรถต่างมุ่งหน้ากลับสู่เมืองพัทยา โดยใช้เส้นทางบางส่วนเดียวกับ SS1 และ SS5 ซึ่งมีทั้งถนนแคบผ่านพื้นที่การเกษตร ถนนที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อ และการลุยข้ามลำธาร จนกระทั่งถึง Leg 8 ในวันสุดท้าย ซึ่งปิดฉากการแข่งขันลงอย่างยิ่งใหญ่ ณ ท่าเรือบาลีฮาย ในเมืองพัทยา

ผลงานของนักแข่งทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต

ชยพล โยธา นักขับมือหนึ่งของทีม ออกสตาร์ทอันดับที่ 12 แต่สามารถไต่อันดับขึ้นมาอย่างรวดเร็วตั้งแต่การแข่งขัน Leg แรก และปิดวันด้วยอันดับที่ 2 ก่อนจะขึ้นนำได้สำเร็จใน Leg 3 จากฝีมือการนำทางที่แม่นยำของผู้นำทาง พีรพงษ์ สมบัติวงศ์ และทักษะการขับที่รวดเร็ว โดยเลี่ยงความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายกับตัวรถให้น้อยที่สุด และถึงแม้จะติดหล่มโคลนลึกใน Leg 5 แต่ชยพลยังคงเดินหน้า ทำเกมรุกอย่างต่อเนื่อง พร้อมทำเวลาเส้นทาง SS ได้เร็วสุดเป็นอันดับ 2 ใน Leg 7 และสุดท้ายก็สามารถคว้าแชมป์คะแนนรวมได้สำเร็จ โดยเฉือนชนะไปเพียง 7 นาที คว้าชัยชนะให้กับทีมได้อีกครั้งในรอบสามปี และนับเป็นครั้งที่ 2 ในรายการ AXCR

คัตสึฮิโกะ ทากูชิ ออกสตาร์ทในอันดับ 5 และสามารถเกาะกลุ่มหัวตารางได้ตลอดช่วงแรก แต่ใน Leg 3 ต้องเจอเส้นทางสุดโหด จนทำให้ระบบกันสะเทือนด้านหน้าพัง ส่งผลให้ร่วงไปอยู่ที่อันดับ 10 ก่อนจะกลับมาแสดงพลังการขับที่ดุดันใน Leg 5 ในขณะที่ทีมอื่น ๆ กำลังติดหล่ม จนสามารถแซงหน้าคู่แข่งได้ถึง 18 คัน และทำเวลาเร็วที่สุดบนเส้นทาง SS ของวันได้สำเร็จและทำคะแนนรวมอยู่ในอันดับ 6 และแม้ใน Leg 7 จะเจอปัญหาชิ้นส่วนการ์ดและระบบกันสะเทือนช่วงหลังเสียหาย แต่เขายังสามารถทำคะแนนรวมจบได้ที่อันดับ 5 สร้างผลงานที่ดีที่สุดในหมู่นักแข่งคู่ญี่ปุ่นในปีนี้ ซึ่งนับเป็นการแข่งขันรายการ AXCR ครั้งที่สามของเขา

คาสุโตะ โคอิเดะ ลงแข่งเป็นปีที่สอง ในฐานะนักขับของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ต้องพบกับอุปสรรคตั้งแต่การแข่งขันวันแรกจากฝุ่นที่บดบังทัศนวิสัย จนชนเข้ากับรถอีกคันที่หยุดอย่างกะทันหัน และต้องออกจากการแข่งขันในวันนั้นทันที ต่อมาใน Leg 5 เกิดปัญหาเบรกหลังขัดข้อง แม้จะเกิดปัญหามากมาย แต่เขาก็ยังพยายามทำหน้าที่เป็นรถสนับสนุน ช่วยเหลือเพื่อนร่วมทีมทั้งใน Leg 3 และ Leg 8 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และยังทำผลงานได้ดีขึ้นจากปีก่อน โดยจบการแข่งขันที่อันดับ 22 ประเภทคะแนนรวม

เสียงจากทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต

ฮิโรชิ มาซูโอกะ ผู้อำนวยการทีม
“เป้าหมายสูงสุดในปีนี้ของเราคือการคว้าชัยชนะ และผมดีใจอย่างยิ่งที่ทีมของเราสามารถทำได้ พร้อมกับพิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและห้าวหาญในแบบฉบับ Mitsubishi Motors-ness การคว้ารางวัลของทีมยังสะท้อนถึงพลังแห่งความร่วมแรงร่วมใจและความมุ่งมั่นของทุกคน การยกระดับประสิทธิภาพของไทรทันให้โดดเด่นทั้งในด้านเสถียรภาพเมื่อต้องขับขี่ด้วยความเร็วสูงและความคล่องตัวในเส้นทางคดเคี้ยว ทำให้เราก้าวล้ำเหนือกว่าคู่แข่งที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่กว่าได้ และในปีหน้า เราจะยังคงเดินหน้าพัฒนาเพื่อยกระดับศักยภาพของรถให้สูงยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มความเป็นต่อในการแข่งขันต่อไป”

ชยพล โยธา นักแข่งรถหมายเลข 112
“ผมดีใจมากที่คว้าแชมป์คะแนนรวมกลับมาได้อีกครั้ง ต้องขอขอบคุณทีมงานทุกท่านที่ทำงานกันได้อย่างเพอร์เฟ็กต์ และสร้างรถที่สมบูรณ์แบบให้กับผม การแข่งขันปีนี้โหดสุด ๆ เพราะมีทั้งทางหิน ถนนโคลน และพื้นลื่น แต่ด้วยความทนทานและการควบคุมที่ยอดเยี่ยมของไทรทัน ทำให้ผมสามารถนำรถผ่านโค้งต่าง ๆ ด้วยความเร็วสูงและวิ่งบนทางโคลนแคบ ๆ ได้อย่างมั่นใจ จนสร้างผลงานได้ในระดับท็อปฟอร์ม ปีหน้าผมจะกลับมาเพื่อป้องกันแชมป์อีกครั้ง”

คัตสึฮิโกะ ทากูชิ นักแข่งรถหมายเลข 105
“แม้ผมจะจบอันดับ 5 เหมือนปีที่แล้ว แต่เห็นได้ชัดว่าทีมของเรามีพัฒนาการขึ้นมาก เราสามารถทำเวลาแข่งกับรถเครื่องใหญ่กว่าได้อย่างสูสีทุกรอบ และยังทำสถิติเร็วที่สุดใน Leg 5 อีกด้วย เพราะไทรทันมีการยกระดับประสิทธิภาพขึ้นทุกปี โดยเฉพาะระบบกันสะเทือนและการควบคุมมีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้ทีมผ่านเส้นทางสุดโหดมาได้ และยังช่วยสนับสนุนชัยชนะของชยพลได้ในที่สุด ซึ่งหลังการแข่งขัน เรายังสามารถหาจุดที่นำไปพัฒนาต่อได้ในหลายด้านที่จะช่วยให้เราทำเวลาได้ดีขึ้น และด้วยการทดสอบอย่างละเอียดเพื่อสร้างจุดแข็งในด้านต่าง ๆ ผมมั่นใจว่าปีหน้าเราจะทำผลงานได้ดีกว่านี้แน่นอน”

คาสุโตะ โคอิเดะ นักแข่งรถหมายเลข 118
“แม้การแข่งขันจะสร้างความรู้สึกกดดันมาก โดยเฉพาะการที่ต้องออกจากการแข่งขันในวันแรก แต่มันก็เป็นประสบการณ์ที่มีค่ามาก รถไทรทันที่ผมใช้ติดตั้งเกียร์อัตโนมัติจากรุ่นผลิตจริง แต่สามารถพิสูจน์ถึงความทนทานได้อย่างยอดเยี่ยมท่ามกลางสภาพโหดของการแข่งขัน AXCR ซึ่งประสบการณ์ในการควบคุมและการบังคับพวงมาลัยที่ผมได้รับมานั้น จะกลายเป็นข้อมูลสำคัญต่อการพัฒนารถรุ่นต่อไปของมิตซูบิชิ และผมตั้งตารอที่จะได้นำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ไปใช้กับรถยนต์ของมิตซูบิชิรุ่นต่อไป”

ผลการแข่งขันคะแนนรวม รายการ AXCR 2025
1. ชยพล โยธา (มิตซูบิชิ ไทรทัน) 16 ชั่วโมง 15 นาที 12 วินาที
2. มานะ พรศิริเชิด (โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว) 16 ชั่วโมง 23 นาที 3 วินาที
3. เบลีย์ โคล (ฟอร์ด แร็พเตอร์) 17 ชั่วโมง 8 นาที 29 วินาที
4. ดิษพงศ์ มณีอินทร์ (อีซูซุ ดีแมคซ์) 17 ชั่วโมง 9 นาที 32 วินาที
5. คัตสึฮิโกะ ทากูชิ (มิตซูบิชิ ไทรทัน) 17 ชั่วโมง 37 นาที 56 วินาที
6. ณัฐพล อังฤทธานนท์ ((โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว) 17 ชั่วโมง 46 นาที 52 วินาที

22. คาสุโตะ โคอิเดะ (มิตซูบิชิ ไทรทัน) 29 ชั่วโมง 34 นาที 31 วินาที

ติดตามข่าวสารการแข่งขันของทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ได้ที่ช่องทาง Facebook
อย่างเป็นทางการของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย
www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH
ติดตามข่าวสารการแข่งขันของทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ได้ที่ช่องทางอินสตาแกรมอย่างเป็นทางการ
https://www.instagram.com/ralliart.official/
เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของรายการเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่
https://www.mitsubishi-motors.com/en/brand/ralliart/axcr/axcr2025/

1.เนื่องจากการปิดพรมแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ทางผู้จัดงานจึงจัดการแข่งขันภายในประเทศไทยเท่านั้น
2.จัดจำหน่ายด้วยชื่อรุ่น L200 ในตลาดบางประเทศ
3.

“มาสด้า”ขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายต่อเนื่อง จับมือกลุ่มอารีมิตรเปิดโชว์รูมแห่งใหม่ ครอบคลุม 3 จังหวัด สร้างความแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจในภาคอีสาน

0
Mazda 1

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ประกาศความร่วมมือกับกลุ่มอารีมิตร กลุ่มธุรกิจรถยนต์ที่แข็งแกร่งที่สุดในพื้นที่อีสานเหนือ และเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์มาสด้าอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2560 ประกาศทุ่มงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท เนรมิตพื้นที่ทำเลศักยภาพสูงเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่ในจังหวัดมหาสารคาม รองรับการบริการลูกค้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือครอบคลุมทั้งจังหวัดมหาสารคาม, กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด พร้อมส่งมอบบริการภายใต้ปรัชญา “Enjoy the Moment with Areemit Mazda” เน้นสร้างความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลักในทุกการปฏิบัติงาน พร้อมมอบข้อเสนอพิเศษเนื่องในโอกาสเปิดโชว์รูมใหม่ เมื่อจองรถมาสด้าที่อารีมิตร รับโชค 2 ต่อ รวมมูลค่า 190,000 บาท ต่อที่ 1 ลุ้นรับโชครางวัลมูลค่ารวมกว่า 50,000 บาท ต่อที่ 2 รับบัตรน้ำมันรวมมูลค่า 140,000 บาท และเมื่อนำรถมาสด้าเข้ารับบริการที่อารีมิตร ลุ้นรับโชคคูปองส่วนลดทันที มูลค่าสูงสุด 500 บาท ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 สิงหาคม 2568 นอกจากนี้ มาสด้า อารีมิตร ยังมีแผนในการเปิดโชว์รูมแห่งใหม่ในจังหวัดร้อยเอ็ดที่พร้อมเปิดให้บริการเร็ว ๆ นี้

Mazda 2

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การขยายโชว์รูมและศูนย์บริการเพิ่มขึ้นไม่ได้เป็นเพียงแค่การเพิ่มจำนวนสาขาเท่านั้น แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทุกคน ทั้งในด้านการบริการที่ได้มาตรฐานเดียวกัน ความสะดวกสบายในการเข้ารับการบริการ และการเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ซึ่งความร่วมมือกับกลุ่มอารีมิตรในครั้งนี้ถือเป็นการขยายการลงทุนเพิ่มเติมในจังหวัดมหาสารคาม จึงเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเกี่ยวกับกลยุทธ์การพัฒนาเครือข่ายของมาสด้า ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้ามาเป็นอันดับหนึ่ง เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่เป็นเลิศ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันรวมถึงในอนาคต ซึ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีกลุ่มลูกค้ามาสด้าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น การเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่นี้จะช่วยเพิ่มความสะดวกและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น

Mazda 4

จากความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจรถยนต์มาอย่างยาวนาน ทำให้กลุ่มอารีมิตรมั่นใจกับแบรนด์มาสด้าเป็นอย่างมาก ประกาศเดินหน้าขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ได้ทุ่มเงินลงทุนในจังหวัดกาฬสินธุ์ 120 ล้านบาท และในจังหวัดมหาสารคามอีก 100 ล้านบาท และในเร็ว ๆ นี้ เตรียมขยายไปยังจังหวัดร้อยเอ็ดโดยจะเริ่มดำเนินการภายในเดือนตุลาคมนี้ ด้วยการเพิ่มการลงทุนอีก 100 ล้านบาท เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยยึดหลักการบริหารงาน คือ การมุ่งมั่นสร้างยอดขาย ไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาคุณภาพของการบริการหลังการขายสู่ความเป็นเลิศ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าในทุก ๆ ด้าน ผ่านแนวคิด ”ความพึงพอใจสูงสุด คือมาตรฐานการทำงานของเรา” โดยได้วางกลยุทธ์การสร้างความแตกต่างผ่านการยกระดับมาตรฐานโชว์รูมในพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัด พร้อมมุ่งสร้างแบรนด์ให้ก้าวสู่ระดับพรีเมียม โดยตั้งเป้าส่วนแบ่งการตลาดให้ได้มากกว่า 10%

“ด้วยประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจด้านยานยนต์มากกว่า 30 ปี ของ บริษัท อารีมิตร กรุ๊ป จึงทำให้มีความชำนาญในการดูแลลูกค้า รวมถึงความพร้อมด้านบุคลากร ช่างซ่อม ทีมงานขาย และการให้บริการแบบมืออาชีพ ตั้งแต่เข้ามาดำเนินธุรกิจรถยนต์มาสด้าก็คว้ารางวัลการันตีความสำเร็จมากมาย ทั้งรางวัลผู้จำหน่ายยอดเยี่ยม หรือ Mazda Dealer of Excellence Award ถึง 4 ปี ติดต่อกัน เราจึงมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่ที่ดำเนินงานภายใต้มาสด้าอารีมิตร จะส่งมอบการประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการได้อย่างแน่นอน” นายธีร์ กล่าว

นางพิกุล อุตรนคร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อารีมิตร มาสด้า จำกัด กล่าวว่า โชว์รูม มาสด้า อารีมิตร สาขา มหาสารคาม ตั้งอยู่บนพื้นทั้งหมด 3,600 ตารางเมตร แบ่งออกเป็นพื้นที่โชว์รูมและพื้นที่ส่วนงานบริการ ที่สามารถรองรับงานเช็กระยะและงานซ่อมได้กว่า 500 คันต่อเดือน โดยตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพซึ่งเป็นย่านชุมชนและเขตเศรษฐกิจหลักของจังหวัดมหาสารคาม อยู่บนถนนสายหลักมีความสะดวกสบายในการเดินทาง และอยู่ใกล้กับสถานที่สำคัญของจังหวัด เช่น เทศบาลเมืองมหาสารคาม ถนนนครสวรรค์ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักเชื่อมต่อไปยังจังหวัดร้อยเอ็ด และยังมีระยะห่างจากจังหวัดร้อยเอ็ดเพียง 30 กม. ทำให้ลูกค้าในจังหวัดร้อยเอ็ดสามารถเดินทางมารับบริการที่โชว์รูมได้ใกล้ขึ้น ซึ่งส่งผลให้โชว์รูมและศูนย์บริการแห่งนี้จะเป็นจุดเชื่อมต่อที่สามารถรองรับลูกค้าจากทั้งสองจังหวัดได้

Mazda 7

นายณัฐพล อุตรนคร กรรมการผู้จัดการขาย บริษัท อารีมิตร มาสด้า จำกัด กล่าวว่า ที่มาสด้า อารีมิตร เรายึดหลักแนวคิด “Enjoy the Moment with Areemit Mazda” ที่สะท้อนถึงปรัชญาการทำงานที่เน้นสร้างความพึงพอใจของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เมื่อลูกค้ามารับบริการกับเราจะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุก ๆ ขั้นตอน ตั้งแต่การติดต่อประสานงาน การเข้ารับบริการ รวมถึงมีความพร้อมของห้องรับรองลูกค้า ที่พร้อมให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีและอบอุ่นในระหว่างรอรับรถ และในส่วนของงานบริการก็เช่นกัน เรามีทีมช่างและพนักงานที่ผ่านการอบรมตามมาตรฐาน มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ เราจึงมั่นใจว่าโชว์รูมแห่งใหม่จะสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าในพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัด ได้เป็นอย่างดี

Mazda 5

“มาสด้า อารีมิตร มุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุก ๆ ขั้นตอน ทั้งด้านการขาย การบริการหลังการขาย รวมถึงศูนย์ซ่อมสีและตัวถังมาตรฐานแบบครบวงจร โดยยึดมั่นในคุณภาพและความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงาน ทุกบริการของเราดำเนินการโดยทีมช่างผู้ชำนาญและพนักงานที่ผ่านการฝึกอบรมตามมาตรฐานจาก มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย พร้อมมอบความมั่นใจด้วยการรับประกันงานซ่อมและอะไหล่สูงสุดถึง 20,000 กิโลเมตร หรือ 1 ปีเต็ม ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่าเราจะให้การดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว เพราะลูกค้าทุกคนคือคนพิเศษสุด เพื่อให้ลูกค้าไว้วางใจและกลับมาใช้บริการกับเราตลอดไป” นายณัฐพล กล่าวเพิ่มเติม

Mazda 8

Mazda 10

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย และ มาสด้า อารีมิตร พร้อมแล้วที่จะเดินหน้าสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับลูกค้าทุกคน ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าให้ความไว้วางใจ เพื่อแทนคำขอบคุณที่เลือกใช้มาสด้าเป็นรถยนต์คู่ใจไปตลอดการเดินทาง โดยลูกค้ามาสด้าทั้ง 3 จังหวัด หรือพื้นที่ใกล้เคียงสามารถเข้ารับการบริการได้แล้วทั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

Mazda 12

สำหรับลูกค้ามาสด้าที่จะเข้ารับบริการที่ มาสด้า อารีมิตร สามารถนัดหมายเข้ารับบริการได้ตามที่อยู่และเบอร์ติดต่อ ดังต่อไปนี้

มาสด้า อารีมิตร สาขา กาฬสินธุ์ ตั้งอยู่ที่ 9/1 ถนนสงเปลือย ตำบล กาฬสินธุ์ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ 46000 โทร 043-010-252 หรือ 098-101-0030 Line: @areemitmazda

มาสด้า อารีมิตร สาขา มหาสารคาม ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 927 ถนนนครสวรรค์ ตำบลตลาด อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม 44000 โทร 043-010-252 หรือ 098-101-0040 Line: @areemitmazda2

มาสด้า อารีมิตร สาขาจังหวัดร้อยเอ็ด (พร้อมเปิดให้บริการในเร็ว ๆ นี้)