Home Blog Page 442

ส.อ.ท. เผยเดือนพฤษภาคม 2563 ผลิตรถยนต์ 56,035 คัน ลดลงร้อยละ 69.1 ขาย 40,418 คัน ลดลงร้อยละ 54.12

0

นายสุรพงษ์  ไพสิฐพัฒนพงษ์  รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนพฤษภาคม 2563 ดังนี้

การผลิต

จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนพฤษภาคม 2563 มีทั้งสิ้น 56,035 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2562 ร้อยละ 69.1 จากการผลิตเพื่อส่งออกลดลงร้อยละ 61.93 และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศลดลงร้อยละ 76.89 แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2563 ร้อยละ 126.76 เนื่องจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ส่วนใหญ่กลับมาเปิดทำการ และโรงงานเริ่มเปิดสายการผลิตรถยนต์

จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 มีจำนวนทั้งสิ้น 534,428 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2562 ร้อยละ 40.16

รถยนต์นั่ง เดือนพฤษภาคม 2563 ผลิตได้ 20,110 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2562 ร้อยละ 71.81
ยอดผลิตของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 มีจำนวน 202,767 คัน เท่ากับร้อยละ 37.94 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2562 ร้อยละ 43.36

รถยนต์โดยสารขนาดต่ำกว่า 10 ตัน และมากกว่า 10 ตัน ขึ้นไป ในเดือนพฤษภาคม 2563 ผลิตได้ 20 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2562 ร้อยละ 51.22 รวมเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ผลิตได้ 92 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2562 ร้อยละ 51.06

รถยนต์บรรทุก เดือนพฤษภาคม 2563 ผลิตได้ทั้งหมด 35,905 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2562   ร้อยละ 67.34  และตั้งแต่เดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ผลิตได้ทั้งสิ้น 331,569 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2562 ร้อยละ 38.01

รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนพฤษภาคม 2563 ผลิตได้ทั้งหมด 35,257 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2562 ร้อยละ 67.13  และตั้งแต่เดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ผลิตได้ทั้งสิ้น 323,462 คัน เท่ากับร้อยละ 60.52 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2562 ร้อยละ 38.12 โดยแบ่งเป็น

  • รถกระบะบรรทุก 82,886 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2562 ร้อยละ 39
  • รถกระบะดับเบิลแค็บ 196,889 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2562 ร้อยละ 17
  • รถกระบะ PPV 43,687 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2562 ร้อยละ 26

รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน – มากกว่า 10 ตัน เดือนพฤษภาคม 2563 ผลิตได้ 648 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2562 ร้อยละ 75.96  รวมเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ผลิตได้ 8,107 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2562 ร้อยละ 33.44

ผลิตเพื่อส่งออก

เดือนพฤษภาคม 2563 ผลิตได้ 35,965 คัน เท่ากับร้อยละ 64.18 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2562 ร้อยละ 61.93  ส่วนเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 303,582 คัน เท่ากับร้อยละ 56.8 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากปี 2562 ระยะเวลาเดียวกัน ร้อยละ 35.85

รถยนต์นั่ง เดือนพฤษภาคม 2563 ผลิตเพื่อการส่งออก 8,365 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2562 ร้อยละ 73.58  และตั้งแต่เดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 98,974 คัน เท่ากับร้อยละ 48.81 ของยอดผลิตรถยนต์นั่ง ซึ่งลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2562 ร้อยละ 40.37

รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนพฤษภาคม 2563 มียอดการผลิตเพื่อการส่งออก 27,600 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2562 ร้อยละ 56.06  และตั้งแต่เดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 204,608 คัน เท่ากับร้อยละ 63.26 ของยอดการผลิตรถกระบะ ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2562 ร้อยละ 33.42 โดยแบ่งเป็น

  • รถกระบะบรรทุก 23,308 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2562 ร้อยละ 89
  • รถกระบะดับเบิลแค็บ 147,733 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2562 ร้อยละ 28
  • รถกระบะ PPV 33,567 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2562 ร้อยละ 87

ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ

เดือนพฤษภาคม 2563 ผลิตได้ 20,070 คัน เท่ากับร้อยละ 35.82 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2562 ร้อยละ 76.89  และเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2562 ผลิตได้ 230,846 คัน เท่ากับ   ร้อยละ 43.2 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2562 ร้อยละ 45.01

รถยนต์นั่ง เดือนพฤษภาคม 2563 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 11,745 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2562 ร้อยละ 70.41  ยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ผลิตได้ 103,793 คัน เท่ากับร้อยละ 51.19 ของยอดการผลิตรถยนต์นั่ง โดยเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2562 แล้ว ลดลงร้อยละ 45.95

รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนพฤษภาคม 2563 มียอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 7,657 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2562 ร้อยละ 82.77  และตั้งแต่เดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 ผลิตได้ทั้งสิ้น 118,854 คัน เท่ากับร้อยละ 36.74 ของยอดการผลิตรถกระบะ ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2562 ร้อยละ 44.82 ซึ่งแบ่งเป็น

  • รถกระบะบรรทุก 59,578 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2562 ร้อยละ 29
  • รถกระบะดับเบิลแค็บ 49,156 คัน  ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2562 ร้อยละ 7
  • รถกระบะ PPV 10,120 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2562 ร้อยละ 43

รถจักรยานยนต์

เดือนพฤษภาคม 2563 ผลิตรถจักรยานยนต์ได้ทั้งสิ้น 78,949 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2562    ร้อยละ 62.42 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 66,669 คัน ลดลงจากปี 2562 ร้อยละ 60.74 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 12,280 คัน ลดลงจากปี 2562 ร้อยละ 69.5

ยอดการผลิตรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 มีจำนวนทั้งสิ้น 787,648 คัน ลดลงจากปี 2562 ร้อยละ 25.27 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 606,696 คัน ลดลงจากปี 2562 ร้อยละ 25.74 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 180,952 คัน ลดลงจากปี 2562 ร้อยละ 23.63

 

ยอดขาย

ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนพฤษภาคม 2563 มีจำนวนทั้งสิ้น 40,418 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว ร้อยละ 54.12 แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2563 ร้อยละ 34.24 ยอดขายภายในประเทศเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อยู่ในสถานการณ์ที่ดีขึ้นและการช่วยเหลือของรัฐบาลต่อผู้ได้รับผลกระทบจาก COVID-19

ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 97,348 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2562 ร้อยละ 39.53 แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2563 ร้อยละ 23.42

ตั้งแต่เดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 รถยนต์มียอดขาย 270,591 คัน ลดลงจากปี 2562 ในระยะเวลาเดียวกัน ร้อยละ 38.18  ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 606,951 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2562 ร้อยละ 18.36

การส่งออก

รถยนต์สำเร็จรูป

เดือนพฤษภาคม 2563 ส่งออกได้ 29,894 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2562 ร้อยละ 68.64 โดยส่งออกลดลงเกือบทุกตลาด ยกเว้นตลาดตะวันออกกลาง เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัวลง รวมถึงผลกระทบจากปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มีมูลค่าการส่งออก 17,503.12 ล้านบาท ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2562 ร้อยละ 64.02

  • เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 1,039.95 ล้านบาท ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2562 ร้อยละ 79
  • ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 5,043.51 ล้านบาท ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2562 ร้อยละ 62
  • อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 1,116.71 ล้านบาท ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2562 ร้อยละ 83

รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนพฤษภาคม 2563 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 24,703.29 ล้านบาท ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2562 ร้อยละ 64.34

เดือนมกราคม พฤษภาคม 2563 ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 300,501 คัน โดยส่งออกลดลงจากปี 2562 ในระยะเวลาเดียวกัน ร้อยละ 35 มีมูลค่าการส่งออก 158,740.70 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม2562 ร้อยละ 32.12

  • เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 9,914.68 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2562 ร้อยละ 14
  • ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 58,936.81 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม2562 ร้อยละ 03
  • อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 8,753.34 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2562 ร้อยละ 85

รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนมกราคม พฤษภาคม 2563 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 236,345.53 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2562 ร้อยละ 30.07

รถจักรยานยนต์

เดือนพฤษภาคม 2563 มีจำนวนส่งออก 27,370 คัน (รวม CBU + CKD) ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2562 ร้อยละ 62.63 โดยมีมูลค่า 2,575.33 ล้านบาท ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2562 ร้อยละ 54.09

  • ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 42 ล้านบาท ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2562 ร้อยละ 64.48
  • อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 32 ล้านบาท ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2562 ร้อยละ 28.79

รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์ เดือนพฤษภาคม 2563 ชิ้นส่วนและอะไหล่รถจักรยานยนต์ 2,703.07 ล้านบาท ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2562 ร้อยละ 53.92

เดือนมกราคม พฤษภาคม 2563 รถจักรยานยนต์ มีจำนวนส่งออก 315,760 คัน (รวม CBU + CKD) ลดลงจากปี 2562 ร้อยละ 19.99 โดยมีมูลค่า 26,351.46 ล้านบาท ลดลงจากปี 2562 ร้อยละ 8.29

  • ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 40 ล้านบาท ลดลงจากปี 2562 ร้อยละ 40.64
  • อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 77 ล้านบาท ลดลงจากปี 2562 ร้อยละ 9.7

รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม พฤษภาคม 2563 ชิ้นส่วนและอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 27,522.62 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2562 ร้อยละ 9.52

เดือนพฤษภาคม 2563 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่น ๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 27,406.36 ล้านบาท ลดลงจากปี 2562 ร้อยละ 63.52

เดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 263,868.15 ล้านบาท ลดลงจากปี 2562 ร้อยละ 28.37

บางจาก เปิดตัวแก๊สโซฮอล์ S EVO FAMILY ดีที่สุดในตลาด คุณภาพพรีเมียมในราคาเดิม

0

บางจากฯ เปิดตัวผลิตภัณฑ์กลุ่มแก๊สโซฮอล์ S EVO FAMILY ยกระดับ E20 S EVO เป็นน้ำมันคุณภาพพรีเมียมแต่จำหน่ายราคาเดิม เพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ผู้บริโภคในช่วงวิกฤติโควิด-19  สอดคล้องกับความต้องการใช้ E20 ที่เติบโตต่อเนื่องและคาดว่าจะเป็นน้ำมันพื้นฐานของประเทศไทย    

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ด้วยวิสัยทัศน์ Evolving Greenovation ของบริษัทฯ ที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจึงได้ใช้นวัตกรรมพัฒนายกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค อาทิเช่น บางจากไฮพรีเมียมดีเซล S ที่มีค่าซีเทนสูงสุด  น้ำมันหล่อลื่น  Furio ที่มีค่า API สูงสุด ผ่านการทดสอบในสนามแข่งระดับโลก

ล่าสุดบางจากฯ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มแก๊สโซฮอล์ S EVO FAMILY ได้แก่ แก๊สโซฮอล์ 91, 95, E20 และ E85 โดยเฉพาะ E20 ที่มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่องตามความต้องการของรถยนต์รุ่นใหม่ๆ  รวมทั้งเป็นน้ำมันที่มีความคุ้มค่าสำหรับผู้บริโภค  คาดการณ์ว่าน้ำมัน E20 จะเป็นน้ำมันพื้นฐานของประเทศไทยในอนาคตซึ่งสอดคล้องกับนโยบายกระทรวงพลังงาน ประกอบกับเป็นเชื้อเพลิงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้มากกว่า บางจากฯ จึงเน้นการยกระดับ E20 S EVO  ให้เป็นน้ำมันคุณภาพพรีเมียมแต่จำหน่ายราคาเดิมเพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้คนไทยในช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่ต้องใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า

นอกจากนั้นปัจจุบันแนวโน้มเครื่องยนต์ได้พัฒนาจากระบบ PFI (Port Fuel Injection – เครื่องฉีดพอร์ตธรรมดา) เป็นระบบ GDI (Gasoline Direct Injection – ฉีดน้ำมันตรงเข้าห้องเผาไหม้)  คาดว่าในอนาคตรถรุ่นใหม่ๆ จะเปลี่ยนมาเป็นเครื่องยนต์ระบบ GDI  ทั้งหมด บางจากฯ จึงพัฒนา E20S EVO ให้รองรับเครื่องยนต์ระบบ GDI  และยังใช้ได้ดีกับรถเบนซินทุกรุ่น ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ด้วย

บางจาก แก๊สโซฮอล์ S EVO FAMILY ได้เพิ่มสารเพิ่มคุณภาพ S Dual Purifier และ S Turbo Modifier ที่ทำความสะอาดหัวฉีดได้ดีเยี่ยม เครื่องยนต์จึงเผาไหม้ได้สมบูรณ์ ทำให้เครื่องยนต์เดินลื่น แรงสุดพลังสะอาด จากการทดสอบ E20 S EVO กับรถยนต์รุ่นใหม่ระบบ GDI ช่วยให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้น ดังนี้

• ทำความสะอาดหัวฉีดเครื่องยนต์ระบบ GDI ได้ 100 % ทำให้เผาไหม้ได้อย่างสมบูรณ์ ป้องกันหัวฉีดอุดตัน รถจึงวิ่งได้แรงขึ้น

• อัตราเร่งมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจากเดิม 56.7 %   เป็นผลจากการที่แรงม้าและแรงบิดสูงขึ้น จึงเร่งแรงได้ในทุกสถานการณ์

• ป้องกันสนิมและการกัดกร่อนได้ในระดับ A Rating  ช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ให้ยาวนานขึ้น

• ได้รับมาตรฐาน Euro 5 เป็นรายแรกในเอเชีย ซึ่งมีค่ากำมะถันต่ำกว่า 10 PPM ดีต่อสิ่งแวดล้อม และยังลดมลภาวะจากการเผาไหม้ โดยลดคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ 14% และลดไนโตรเจนออกไซด์ได้ถึง 50% ซึ่งเป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อนและฝนกรด

วันนี้สามารถเติมแก๊สโซฮอล์ S EVO ได้แล้วที่สถานีบริการน้ำมันบางจากทั่วประเทศ  และเพื่อให้ผู้บริโภคได้ทดลองใช้และพิสูจน์คุณภาพ บริษัทฯ จึงได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ เติมบางจาก E20 S EVO เต็มถัง จ่ายเพียง 20 บาท ในวันที่ 20 มิถุนายน 2563  ณ สถานีบริการน้ำมันบางจาก 20  สาขาๆ ละ 100 คัน  โดยจะมีการจัดการให้มีระยะห่างของผู้ร่วมกิจกรรม (social distancing) และสำหรับสมาชิกบางจากเมื่อเติมบางจาก E20 S EVO ครบทุก 600 บาท รับน้ำดื่มขวดใหญ่ขนาด 1.5 ลิตร สองขวด มูลค่า 30 บาท ตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2563 ถึง 31 สิงหาคม 2563

Mercedes-Benz C 300 e AMG Sport ซีดานปลั๊กอินไฮบริด ดีไซน์สปอร์ต

0

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว “Mercedes-Benz C 300 e AMG Sport” รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่พร้อมดีไซน์สปอร์ตและสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมภายใต้แบรนด์ EQ Power

 Mercedes-Benz C 300 e 1

Mercedes-Benz C 300 e AMG Sport คือรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ดีไซน์สปอร์ตที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า EQ Power เจเนอเรชันที่ 3 ที่มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมจากเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1,991 ซีซี พร้อมระบบส่งกำลังอัตโนมัติ 9 จังหวะแบบ 9G-TRONIC ที่ให้กำลังสูงสุด 320 แรงม้า ให้แรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตร

และเมื่อผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุดดีขึ้นอีกที่ 122 แรงม้า (90 กิโลวัตต์) จึงช่วยมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นที่สุด ทั้งการช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถขับขี่ด้วย E-Mode ได้ไกลกว่าเดิมถึง 30% และมอบอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร ที่สามารถทำได้ในเวลาเพียง 5.4 วินาที

 Mercedes-Benz C 300 e 2

รูปลักษณ์ภายนอกโดดเด่นด้วยไฟ LED ทั้งด้านหน้าและด้านหลังจึงทำให้มองเห็นรถยนต์คันนี้ได้ชัดขึ้น และช่วยเพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น พร้อมชุดตกแต่งภายนอกแบบ AMG Body styling พร้อม Night Package สีดำเงาที่ช่วยเติมสัมผัสของความสปอร์ตให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

 Mercedes-Benz C 300 e 3

 Mercedes-Benz C 300 e 4

ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อสะท้อนให้เห็นส่วนผสมอันหรูหราของการนำเสนอความสะดวกสบายและเทคโนโลยีภายใต้ดีไซน์ที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะระบบความบันเทิง Audio 20 ที่พร้อมตอบรับทุกความต้องการ สามารถใช้งานได้ทั้งบนหน้าจอสัมผัสขนาด 10.25 นิ้วและบนพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น

 Mercedes-Benz C 300 e 5

 Mercedes-Benz C 300 e 6

นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชันการเชื่อมต่อสมาร์ตโฟน พร้อมระบบ Apple CarPlay พร้อมไฮไลต์ของการปรับเปลี่ยนแสงในห้องโดยสารได้สูงสุดถึง 64 สี เติมเต็มบรรยากาศของห้องโดยสารที่ผู้ขับขี่ชอบและเติมเต็มอารมณ์การขับขี่ที่ต้องการได้ทุกครั้ง

 Mercedes-Benz C 300 e 7

Mercedes-Benz C 300 e AMG Sport วางจำหน่ายในราคา 2,699,000 บาท

ฟอร์ด เผยความคืบหน้าโครงการระดมทุนต้านภัยโควิด-19 ช่วยชาวบ้านกว่า 50 ครอบครัวพ้นวิกฤต

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ประกาศความคืบหน้าโครงการระดมทุนต้านภัยโควิด-19 ของกองทุนฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (Ford Motor Company Fund) ที่เปิดตัวในเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยร่วมกับสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน (Population and Community Development Association หรือ PDA) ใช้เงินทุนเริ่มต้นโครงการที่ได้รับจากกองทุนฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการจ้างงานในจังหวัดขอนแก่นกว่า 50 คนให้มีรายได้จุนเจือครอบครัวจากการเย็บหน้ากากผ้า

ปัจจุบัน ผู้ได้รับผลกระทบจากการจ้างงานที่ได้รับความช่วยเหลือได้เย็บหน้ากากอนามัยแล้วเสร็จเป็นจำนวน 6,000 ชิ้น โดยพีดีเอ ได้เริ่มแจกจ่ายหน้ากากอนามัยดังกล่าวให้แก่หน่วยงานแนวหน้า อาทิ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำงาน ณ จุดคัดกรองและควบคุมโรค ในจังหวัดมหาสารคาม ขอนแก่น และบุรีรัมย์ โดยหน้ากากอนามัยส่วนหนึ่งยังได้รับการแจกจ่ายให้แก่ชาวบ้านในชุมชนที่ขาดแคลนอีกด้วย นอกจากการสร้างรายได้ในระยะสั้นโดยการเย็บหน้ากากผ้า ฟอร์ดยังมีแผนให้ความช่วยเหลือแก่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการจ้างงานในระยะยาวด้วยการจัดฝึกอบรมอาชีพเกษตรแบบเร่งด่วนเพื่อจุนเจือการบริโภคในครัวเรือนและสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวอย่างยั่งยืนต่อไป

โครงการระดมทุนนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง กองทุน ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี และการบริจาคทุนส่วนตัวของ  มร. บิล ฟอร์ด ประธานกรรมการบริหาร ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี เพื่อนำเงินบริจาคสมทบกับเงินบริจาคที่ได้รับตามจริงจากพนักงานทั่วโลกและผู้ที่สนใจ โดยเปิดตัวกิจกรรมระดมทุนผ่านช่องทางออนไลน์ในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยรายได้ทั้งหมดจากโครงการเงกล่าวจะนำไปมอบให้แก่องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ได้รับการคัดเลือกจากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก

ผู้สนใจร่วมบริจาคสามารถดูรายชื่อประเทศและโครงการในชุมชนต่างๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือภายใต้โครงการนี้ รวมถึงโครงการในประเทศไทย ได้ที่เว็บไซต์ https://www.globalgiving.org/projects/pda-covid-19-response/

 

วีดีโอเกี่ยวกับความคืบหน้าของโครงการระดมทุนต้านภัยโควิด-19 ของกองทุนฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนีและสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ในประเทศไทย

 

มาสด้า รุกหนักเปิดโชว์รูมใหม่อีก 10 แห่ง เร่งเครื่องงานบริการเปิดเลนด่วนพิเศษ FAST TRACK เช็คระยะเพียง 60 นาที

0

มาสด้า เปิดโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่เพิ่มอีก 10 แห่ง พร้อมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ด้วยบริการเลนด่วนพิเศษ FAST TRACK ตรวจเช็คระยะรถแบบเร่งด่วนเพียง 60 นาที เปิดให้บริการแล้ว 8 แห่ง เร่งขยายศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังให้เพียงพอกับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันพร้อมให้บริการแล้ว 41 แห่ง ตั้งเป้าเปิดเพิ่มอีก 11 แห่งภายในปีงบประมาณนี้ ด้วยมาตรฐานงานซ่อมเทียบเท่าโรงงานผลิต เพื่อส่งมอบรถคืนให้ลูกค้าเสมือนได้รถคันใหม่ เร่งยกระดับความพึงพอใจบริการหลังการขายหลังวิกฤต COVID-19 เริ่มคลี่คลาย

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า วันนี้ประเทศไทยได้ผ่านจุดที่ยากลำบากที่สุดของวิกฤตไวรัส COVID-19 มาแล้ว นับเป็นหนึ่งบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งของธุรกิจว่าจะสามารถประคับประคองให้ผ่านพ้นสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกลยุทธ์ใด ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามาสด้ายังคงขับเคลื่อนธุรกิจอย่างไม่มีวันหยุด มีนักลงทุนทั้งปัจจุบันและนักธุรกิจรายใหม่ที่เชื่อมั่นและมองเห็นโอกาสในการเติบโตไปพร้อมกับแบรนด์มาสด้าตกลงร่วมเป็นพันธมิตรในการสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากในการเพิ่มงบประมาณในการลงทุน แต่ทุกคนก็ร่วมมือช่วยกันฟันฝ่าวิกฤตครั้งนี้ด้วยการเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่จนเสร็จสมบูรณ์พร้อมให้บริการมากถึง 9 โชว์รูม และในเร็วๆ นี้ กลุ่มพิจิตรเพชร ที่เข้าไปลงทุนในจังหวัดบึงกาฬ เตรียมเปิดให้บริการช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้

สำหรับโชว์รูมมาสด้าแห่งใหม่ล่าสุดที่เริ่มเปิดให้บริการ ประกอบด้วย

ลำดับบริษัทจังหวัด
1บริษัท พระนคร เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด สาขารัชโยธินกรุงเทพฯ
2บริษัท บีเคเค ออโตโมบิล จำกัด สาขาซาฟารีเวิลด์กรุงเทพฯ
3บริษัท ชูเกียรติยนต์ หาดใหญ่ จำกัด สาขาระโนดสงขลา
4บริษัท ดรีมคาร์เซ็นเตอร์ จำกัด สาขาเชิงเนินระยอง
5บริษัท ไฮ-คลาส ออโต้ จำกัด @บายพาส ชลบุรีชลบุรี
6บริษัท ศรีสะเกษทีที ออโตโมบิล จำกัด สาขากันทรลักษ์ศรีสะเกษ
7บริษัท อุบลพิจิตรเพชร มอเตอร์คาร์ จำกัด สาขาเดชอุดมอุบลราชธานี
8บริษัท อารีมิตร มาสด้า จำกัดกาฬลินธุ์
9บริษัท ออโต้ แกลลอรี่ เน็กซ์ทู จำกัด สาขาวังน้อยพระนครศรีอยุธยา

นอกจากนี้ มาสด้ายังยกระดับบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง ดร.ปณัสย์ บุญค้ำ รองประธานบริหารฝ่ายบริการหลังการขาย งานอะไหล่ และบริการภูมิภาค กล่าวว่า ด้วยปริมาณลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลให้การบริการไม่ทันกับความต้องการของลูกค้า วันนี้มาสด้าได้เปิด บริการแบบเร่งด่วน หรือ MAZDA FAST TRACK ที่ให้บริการตรวจเช็คระยะและทำความสะอาดรถเพียง 60 นาทีเท่านั้น* ด้วยเจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญพิเศษ 2 คน พร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัย มีความแม่นยำสูง เพียงลูกค้าโทรนัดหมายวันและเวลาที่ต้องการนำรถเข้าเช็คระยะ จากนั้นนำรถส่งให้กับเจ้าหน้าที่ตามนัดหมาย และรอรับรถที่ศูนย์บริการ ใช้เวลาไม่เกิน 60 นาที ในกรณีที่ไม่มีงานซ่อมบำรุงเพิ่มเติม สำหรับนโยบายการเปิดช่องซ่อมเร่งด่วนถือเป็นหนึ่งในแผนการยกระดับด้านบริการหลังการขาย ที่ช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และลดระยะเวลาการรอคิวของลูกค้าได้อย่างเห็นผล ในปัจจุบันมีผู้จำหน่ายที่นำร่องเปิดเลนด่วนพิเศษ FAST TRACK เปิดให้บริการแล้ว 8 แห่ง และเตรียมเพิ่มจำนวนต่อเนื่อง ตั้งเป้าภายในปีงบประมาณ 2563 นี้ (เดือนมีนาคม 2564) จะพร้อมเปิดให้บริการทั้งสิ้น 23 แห่ง ทั่วประเทศ

ศูนย์บริการที่เริ่มให้บริการ MAZDA FAST TRACK

ลำดับบริษัทจังหวัดเบอร์ติดต่อ
1บริษัท มาสด้า ชลบุรี จำกัด (มหาชน) สาขาประดิษฐ์มนูธรรมกรุงเทพฯ063 464 5185
2บริษัท พระนคร เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด สาขาเกษตร-นวมินทร์กรุงเทพฯ02 092 7555
3บริษัท ไซม์ ดาร์บี้ มาสด้า (ประเทศไทย) จำกัด สาขาพาราไดซ์ พาร์คกรุงเทพฯ02 398 2222
4บริษัท ดรีมคาร์เซ็นเตอร์ จำกัด สาขาเชิงเนินระยอง038 613 545-9
5บริษัท ดรีมคาร์เซ็นเตอร์ จำกัด สาขาปลวกแดงระยอง038 891 930-2
6บริษัท ไฮ-คลาส ออโต้ จำกัด @บายพาส ชลบุรีชลบุรี038 193 555
7บริษัท มาสด้า ชลบุรี จำกัด (มหาชน) สาขาพัทยาพัทยา038 223 646-7
8บริษัท ไทยธาดา ออโตโมบิล จำกัดลพบุรี036 780 786

ดร.ปณัสย์ ได้กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถัง” เป็นอีกหนึ่งบริการหลังการขายที่มาสด้าเร่งมือพัฒนาเช่นกัน เพื่อให้สอดรับกับจำนวนรถที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและแปรผันตามยอดขาย โดยมาสด้าจะให้สิทธิ์ในการเปิดศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังที่มีอยู่อย่างจำกัดให้กับผู้จำหน่ายที่มีศักยภาพสูง เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นการเพิ่มช่องทางการลงทุนร่วมกันระหว่างมาสด้าและผู้จำหน่ายอีกหนึ่งช่องทาง โดยปักหมุดจากพื้นที่ที่มีจำนวนผู้ใช้บริการค่อนแออัดจนเกิด WAITING LIST และกระจายไปสู่พื้นที่อื่นๆ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเดินทางมาใช้บริการของลูกค้า โดยเป้าหมายของการพัฒนานั้นไม่ใช่เพียงแค่จำนวนศูนย์บริการที่เพิ่มขึ้น แต่ต้องการงานซ่อมที่มีคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานโรงงานผลิต เราจึงให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอนการซ่อม เลือกใช้เฉพาะเครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีความแม่นยำ และประสิทธิภาพสูง อาทิ แท่นดึงตัวถังแรงดึงสูงที่สามารถวัดและดึงตัวถังรถยนต์ได้ 3 มิติ โดยยังคงความแข็งแรงของโครงสร้างตัวถังให้กลับสู่มาตรฐานได้เหมือนเดิม

แท่นดึงตัวถังแรงดึงสูงหน้าจอแสดงผลวัดตัวถังด้วยระบบคอมพิวเตอร์

ระบบตรวจวัดตัวถังด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่ทำสามารถวัดตัวถังและระบุจุดที่เกิดความเสียหายได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้การซ่อมตัวถังได้อย่างตรงจุด ซึ่งจะมีผลต่อสมรรถนะการขับขี่ การควบคุมรถและความปลอดภัยในการขับขี่ และก่อนที่รถทุกคันจะถูกส่งมอบคืนให้กับลูกค้าจะต้องผ่าน “อุโมงค์ไฟ” เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยรอบคัน ขั้นตอนนี้เป็นหนึ่งในขั้นตอนของโรงงานผลิตรถยนต์ที่ถูกยกมาใช้ที่ศูนย์ซ่อมสีและตัวถังของมาสด้า ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างมาตรฐานงานซ่อมให้เทียบเท่ากับโรงงานผลิตรถยนต์ อีกทั้งมีการตรวจสอบมาตรฐานเป็นประจำทุกปีเพื่อควบคุมคุณภาพงานซ่อม โดยถือความปลอดภัยในการขับขี่ของลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด ปัจจุบันมาสด้ามีศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังที่พร้อมให้บริการแล้วกว่า 41 แห่ง ตั้งเป้าเตรียมเปิดเพิ่มอีก 11 ภายในปีงบประมาณ 2563 (เดือนมีนาคม 2564) เพื่อซ่อมรถยนต์ให้มีมาตรฐานและส่งมอบรถคืนให้กับลูกค้าได้รวดเร็วขึ้นในสภาพเสมือนได้รถคันใหม่

หมายเหตุ

*ระยะในเวลาการเช็คระยะขึ้นอยู่กับระยะทางหรือระยะเวลาที่ครบกำหนด 60 นาที สำหรับการบำรุงรักษาระยะคี่ (10,000 / 30,000 / 50,000 / 70,000 / 90,000)

เชฟโรเลต ประเทศไทย ชูศักยภาพของศูนย์กระจายอะไหล่ ตอกย้ำคำมั่นด้านบริการหลังการขายเต็มรูปแบบ

0

เชฟโรเลต ประเทศไทย ตอกย้ำคำมั่นด้านการบริการหลังการขายเต็มรูปแบบแก่ลูกค้าของเชฟโรเลต ชูศักยภาพของศูนย์กระจายอะไหล่ขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 17,500 ตารางเมตร ที่สามารถตอบสนองทุกความต้องการด้านอะไหล่รถยนต์ พร้อมการบริการหลังการขายในปัจจุบันและอนาคต ทั้งยังเผยแผนขยายคลังอะไหล่ให้มีขนาดเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว เป็นขนาด 30,000 ตารางเมตร เพื่อรองรับคำสั่งซื้อสินค้าจากทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

คลังอะไหล่และศูนย์กระจายอะไหล่ของเชฟโรเลตที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาสร้างขึ้นตามมาตรฐานระดับโลกของจีเอ็ม ประกอบด้วยอะไหล่แท้ของเชฟโรเลตและเอซีเดลโก้ (ACDelco) ที่ครบครันและครอบคลุมทุกชิ้นส่วนของรถยนต์ ดำเนินการโดยพนักงานที่มีความชำนาญ จึงเปี่ยมประสิทธิภาพในการจัดเตรียมอะไหล่ พร้อมส่งออกได้อย่างรวดเร็วและตรงเวลา ลดต้นทุนในการดำเนินงานโดยกำจัดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนออกไป ทำให้ราคาอะไหล่สมเหตุสมผลขึ้น นอกจากนั้น คลังอะไหล่แห่งนี้ได้รับการพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพในการจัดการอะไหล่เพื่อรองรับลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยระบบคลังสินค้าระดับโลก ระบบสั่งสินค้าออนไลน์ และระบบขนส่งสินค้าจากมืออาชีพ ทำให้ผู้ใช้รถยนต์เชฟโรเลตมั่นใจว่าจะไม่เกิดความล้าช้าในการซ่อมบำรุง ขณะเดียวกันตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เชฟโรเลตทั่วประเทศก็สามารถตรวจสอบสินค้าที่มีในคลังอะไหล่ สั่งสินค้า หรือติดตามกระบวนการส่งมอบได้ตามเวลาจริง

นายวันชนะ อูนากูล ผู้อำนวยการทั่วไปฝ่ายบริการหลังการขายและตลาดส่งออก, เจนเนอรัล มอเตอร์ส ประเทศไทย กล่าวว่า “จีเอ็ม ประเทศไทย มีคลังสินค้าขนาดใหญ่ที่เก็บสต๊อกอะไหล่แท้มาตรฐานสำหรับรถยนต์เชฟโรเลตทุกรุ่นทั้งเก่าและใหม่ไว้ครบถ้วน เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ พรั่งพร้อมด้วยอะไหล่แท้คุณภาพสูงจำนวนหลายพันรายการ และมีแผนที่จะขยายคลังอะไหล่เพื่อเสริมประสิทธิภาพในด้านบริการหลังการขายในประเทศไทยของเรา โดยเฉพาะในด้านการบำรุงรักษารถยนต์ให้ได้รับความพึงพอใจสูงสุด และแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของเชฟโรเลตในการรักษาคำมั่นสัญญาที่มอบให้กับลูกค้าทุกท่านต่อไป”

“ถึงแม้ว่าเชฟโรเลตกำลังจะยุติการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทยภายในปีนี้ แต่ผมและทีมงานเชฟโรเลตยังคงมุ่งมั่นที่จะให้บริการหลังการขายและช่วยเหลือเจ้าของรถยนต์เชฟโรเลตทุกท่าน ผ่านศูนย์บริการมาตรฐานและศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์เชฟโรเลต ทีมงานมืออาชีพของเราพร้อมดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่องทั้งในวันนี้และในอนาคตข้างหน้า” นายวันชนะกล่าวเพิ่มเติม

เชฟโรเลตยังคงให้บริการหลังการขายและศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์เพื่อคอยดูแลและให้บริการต่างๆ แก่ลูกค้าเช่นเดิม ได้แก่

  • การรับประกัน 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร หรืออย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน ครอบคลุมค่าแรง
    ช่างซ่อม อะไหล่แท้มาตรฐานเชฟโรเลต และการรับประกันคุณภาพรถยนต์
  • บริการตรวจและซ่อมบำรุงโดยช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการรับรองจากเชฟโรเลต
  • บริการจัดหาอะไหล่แท้มาตรฐานและสินค้าที่ได้รับการรับประกันคุณภาพ เช่น น้ำมันหล่อลื่นประสิทธิภาพสูงของจีเอ็มและผลิตภัณฑ์คุณภาพของเอซีเดลโก้
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง โดยช่างผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้บริการตรวจเช็คและ
    ให้คำปรึกษาทุกปัญหาเรื่องรถ
  • ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์เชฟโรเลต โทร 1734 ให้บริการทุกวัน ระหว่างเวลา 07:00 – 20:00 น.

ลูกค้าเชฟโรเลตสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทร 1734   หรือที่ www.chevrolet.co.th/

เผยโฉมแล้ว All-New Mazda BT-50 โดยร่วมมือพัฒนากับอีซูซุ ครั้งแรกในรอบ 9 ปี

0

มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประกาศเผยโฉมรถปิกอัพใหม่ล่าสุด All-New Mazda BT-50 เป็นครั้งแรกของโลก หรือ เวิลด์ พรีเมียร์ โดยเป็นรถปิกอัพเจเนอเรชั่นใหม่ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ทั้งหมดเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี ผลิตโดย อีซูซุ มอเตอร์ ซึ่งมาสด้าจะเริ่มออกวางจำหน่ายรถปิกอัพเจเนอเรชั่นใหม่นี้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2020 โดยจะเริ่มวางจำหน่ายเฉพาะประเทศออสเตรเลียเป็นตลาดแรก สำหรับประเทศไทยยังไม่มีแผนกำหนดการเปิดที่ชัดเจนและยังอยู่ในแผนงานระยะยาว

All-New Mazda BT-50 (ดับเบิ้ลแค็บ รุ่นที่จำหน่ายในประเทศออสเตรเลีย)
นับตั้งแต่มาสด้าแนะนำรถปิกอัพ BT-50 (บีที-ห้าสิบ) เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2006 และออกวางจำหน่ายในหลายภูมิภาคหลัก ทั้งในกลุ่มประเทศในแถบโอเชียเนีย อาเซียน อเมริกากลางและอเมริกาใต้ ตะวันออกกลาง และ แอฟริกา โดยเป็นรถปิกอัพที่ให้เป็นความสปอร์ตและทรงพลัง ให้สมรรถนะการขับขี่ที่เป็นเลิศ ตอบสนองทุกสถานการณ์ของการขับขี่ รวมถึงอุปกรณ์ฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบครัน จึงได้รับการยอมรับจากบรรดาผู้ใช้งานรถปิกอัพเป็นอย่างมาก

All New Mazda BT-50 1

การเปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งหมดนี้ถือเป็นครั้งที่สอง ด้วยความมุ่งหมายที่จะตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดในการขับขี่ นอกจากพื้นฐานที่มาจากการเป็นรถปิกอัพที่ผลิตโดยอีซูซุ ยังได้รับการออกแบบให้มีรูปลักษณ์ภายนอกที่สวยงามโฉบเฉี่ยว ตอบสนองการใช้งานที่หลากหลายและสร้างความสุขให้กับผู้ที่ได้ครอบครอง

ออกแบบภายใต้ปรัชญาและแนวคิดการออกแบบ ”โคโดะ” หรือจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหวอันงดงามของมาสด้า “Kodo – Soul of Motion” ผลลัพธ์ที่ได้ คือ รูปลักษณ์ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างความแข็งแกร่งดุดันตามสไตล์ของรถปิกอัพผนวกกับคุณภาพที่เป็นเลิศ เติมเต็มความสง่าเฉกเช่นงานศิลปะที่มาสด้าบรรจงสรรสร้างขึ้น เพื่อส่งมอบความพึงพอใจสูงสุดในระหว่างการเดินทางและตลอดช่วงเวลาที่โดยสารอยู่บนรถ

All New Mazda BT-50 2

แนวคิดของการออกแบบอยู่บนพื้นฐานของการใช้งานที่เรียบง่ายสะดวกสบาย เพื่อตอบสนองกับความต้องการที่หลากหลายตามสไตล์ในการใช้งานสำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบรถปิกอัพ และตอบโจทย์ตรงตามวัตถุประสงค์ของการใช้งานในสถานการณ์ต่างๆ

ข้อมูลเทคนิค (รุ่นที่จำหน่ายเฉพาะในประเทศออสเตรเลีย)
ความยาว x ความกว้าง x ความสูง 5,280 มม. x 1,870 มม. × 1,790 มม.
ระยะฐานล้อ 3,125 มม.
รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 6.1 ม.
จำนวนที่นั่ง 5
น้ำหนักบรรทุกสูงสุด 1,065 กก.
ความสามารถในการลากจูง 3,500 กก.
ขนาดยาง 265/60R18
เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร 2,999 ซีซี
กำลังสูงสุด 190 แรงม้า/3,600 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร/1,600 – 2,600 รอบต่อนาที

Aston Martin DBX เอสยูวีรุ่นแรกในประวัติศาสตร์ เปิดตัวครั้งแรกในไทย

0

Aston Martin DBX เอสยูวีรุ่นแรกในประวัติศาสตร์ของ แอสตัน มาร์ติน มากับดีไซน์สวย ล้ำสมัย ฉีกภาพลักษณ์เอสยูวีแบบเดิมๆ ขุมพลังเบนซินทวินเทอร์โบ วี8 สูบ 4.0 ลิตร 550 แรงม้า ห้องโดยสารตกแต่ง ด้วยอะลูมิเนียมและหนังแท้ full natural grain ‘Caithness’

Aston Martin DBX 1

ฉัตรชัย แก้วผ่องศรี ผู้จัดการทั่วไป แอสตัน มาร์ติน แบงคอก เผยว่า “Aston Martin DBX นับเป็นเอสยูวีรุ่นแรกของแบรนด์ที่เราภาคภูมิใจ เปรียบได้กับการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของ แอสตัน มาร์ติน ผมขอเรียนเชิญลูกค้าและผู้สนใจมาสัมผัสคันจริงได้ที่งาน MGC-ASIA AUTOFEST 2020 ระหว่างวันที่ 18-28 มิถุนายน ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน”

Aston Martin DBX 2

Aston Martin DBX เอสยูวีรุ่นแรกในประวัติศาสตร์ เป็นรถรุ่นที่ 4 ภายใต้กลยุทธ์ ‘Second Century Plan’ ซึ่งประกอบด้วยรถยนต์ 7 รุ่นภายใน 7 ปี (7 years 7 products) นับเป็นแผนงานที่มีความท้าทายสำหรับผู้ผลิตยนตรกรรมสัญชาติอังกฤษ

Aston Martin DBX 3

รูปลักษณ์ผ่านการออกแบบให้ฉีกหนีตัวถังทรงกล่องของเอสยูวีทั่วไป ด้วยเส้นสายตัวถังพลิ้วไหว ดูเซ็กซี่และหรูหรา ผสานเสน่ห์อันมีมนต์ขลังด้วยโลโก้สัญลักษณ์รูปปีก หรือ ‘wing badge’ ซึ่งเป็นงานแฮนด์เมดจากผู้ผลิตจิวเวลรี่สุดหรู ประสบการณ์กว่า 200 ปี

Aston Martin DBX 4

เดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ดีไซน์โฉบเฉี่ยวแฝงความสปอร์ต พร้อมช่องดักอากาศเพื่อระบายความร้อนจานเบรก ประตูปีกหงส์แบบ wrap around ป้องกันเสื้อผ้าเปื้อนขณะก้าวจากลงรถ สัดส่วนหน้า-หลังสมดุล 50:50 ลงตัวกับล้อแม็กของ 22 นิ้ว จับคู่ยางพิเรลลี่ P ZERO หน้า 285/40 R22 หลัง 325/35 R22

Aston Martin DBX 5

Aston Martin DBX 6

ห้องโดยสารยังคงบุคลิกที่เป็นเอกลักษณ์ของ แอสตัน มาร์ติน ด้วยการดีไซน์ที่ประณีตและพิถีพิถัน กว้างขวางหรูหรา เพิ่มแสงสว่างในห้องโดยสาร ด้วยหลังคาพาโนรามิกซันรูฟและประตูไร้กรอบกระจก ตกแต่งด้วยอะลูมิเนียมและหนังแท้ full natural grain ‘Caithness’ ที่มีกลิ่นหอมและผิวเรียบเนียน

Aston Martin DBX 7

คอนโซลกลางออกแบบอย่างงดงาม มีลักษณะคล้ายสะพาน เชื่อมต่อไปยังส่วนกลางของแดชบอร์ด เพิ่มความสะดวกสบายผ่านจออเนกประสงค์ขนาด 10.25 นิ้ว รองรับ Apple Car Play พร้อมกล้องมองภาพ 360 องศา และไฟเพิ่มบรรยากาศในห้องโดยสาร ที่สามารถปรับได้ถึง 64 เฉดสี

Aston Martin DBX 8
เครื่องยนต์ที่ใช้เป็นเบนซินทวินเทอร์โบ วี8 สูบ 4.0 ลิตร 550 แรงม้า (PS) แรงบิด 700 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ พร้อมโหมด Sport เพิ่มการตอบสนอง ด้วยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 4.5 วินาที ท็อปสปีด 291 กม./ชม. มั่นใจในเรื่องประสิทธิภาพการขับ ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เฟืองท้ายควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ผสานช่วงล่างดับเบิลวิชโบนและถุงลม Adaptive Triple Air Suspension ปรับความสูงได้หลายระดับ พร้อม 5 โหมดการขับ คือ Terrain+, Terrain, GT, S และ S+

Aston Martin DBX 10

 

Aston Martin DBX ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 19.9 ล้านบาท พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษ ที่งาน MGC-ASIA AUTO FEST 2020 ซึ้งเป็นยนตรกรรมสปอร์ตสุดหรูจาก แอสตัน มาร์ติน หลากหลายรุ่น อาทิ ดีบีเอ็กซ์, วานเทจ ใหม่, ดีบี11 และ ดีบีเอส พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ อาทิ เพิ่มมูลค่ารถเทรด-อิน สูงสุดถึง 1,000,000 บาท สำหรับลูกค้าที่จองรถในงานและส่งมอบภายในเวลาที่กำหนด อีกทั้งยังมีการร่วมมือกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่ สยามพารากอน มอบ Siam Paragon Gift Card มูลค่าสูงสุด 200,000 บาท ลูกค้าธนาคารไทยพาณิชย์ รับคะแนนสะสม SCB Rewards 40 เท่า และยังมีคูปองรถเช่าทั่วไทย รวมไปถึง ซิกท์ ลิมูซีน เซอร์วิส อีกด้วย แล้วพบกันที่ Hall of fame ชั้น M ศูนย์การค้าสยามพารากอน ตั้งแต่วันที่ 18-28 มิถุนายน 2563

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ได้รับคำชื่นชมที่ดีเยี่ยมจากผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์

0

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ผ่านบททดสอบพร้อมสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าและผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ต่างกล่าวคำชื่นชมและตอบรับอย่างดีเยี่ยม

มร. โมะริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ความนิยมของ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในเดือนสิงหาคม 2561 โดยปัจจุบัน มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ มียอดจำหน่ายสะสมรวมทุกรุ่นมากกว่า 26,000 คัน”

“มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ดึงดูดลูกค้าผู้ที่ต้องการรถเอสยูวีที่ใช้งานในเมืองและสามารถขับขี่ได้อย่างสะดวกสบาย เราได้ใช้ความเชี่ยวชาญในการพัฒนารถเอสยูวีระดับโลกเพื่อยกระดับ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ให้มีรูปลักษณ์ที่แข็งแกร่งและสามารถขับขี่ได้บนทุกเส้นทางด้วยความสูงใต้ท้องรถที่สูงถึง 225 มม.” มร. ชกกิ กล่าวเพิ่มเติม

ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ต่างเห็นพ้องและประทับใจในความโดดเด่นของดีไซน์ทั้งภายนอกและภายในของ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ด้วยรูปลักษณ์ที่แข็งแกร่ง โฉบเฉี่ยว โดดเด่นด้วยดีไซน์ด้านหน้าใหม่แบบ Advanced ‘Dynamic Shield’ เวอร์ชั่นล่าสุด ผสานเอกลักษณ์การออกแบบเชิงเรขาคณิตที่ช่วยเพิ่มมิติด้านหน้ารถให้กว้างขึ้นอีก 50 มม. และยังเพิ่มความสปอร์ต ความแกร่ง และความทันสมัยในแบบรถเอสยูวี

นอกจากการดีไซน์ที่แข็งแกร่งและหรูหราแล้ว ลูกค้าและผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ต่างชื่นชอบในความเงียบและการซับแรงสั่นสะเทือนภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ รวมทั้งความประทับใจในการขับขี่ที่มีทัศนวิสัยที่ชัดเจนด้วยกระจกหน้าขนาดใหญ่และจากความสูงใต้ท้องรถที่เพิ่มขึ้น โดยลูกค้ายังชื่นชอบในความกว้างของห้องโดยสาร ความอเนกประสงค์ที่พร้อมรองรับทุกการใช้งาน และความสะดวกสบายของเบาะนั่งแถวที่ 3 ที่สามารถตอบสนองทุกการเดินทางอย่างมีสไตล์ด้วยแนวคิด “อีกขั้นกับ SUV ที่เป็นคุณ

ภายในห้องโดยสารที่ถ่ายทอดแนวคิด โอโมเตะนาชิของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่มุ่งเน้นความประณีต พิถีพิถัน และใส่ใจในทุกรายละเอียด ภายในตกแต่งด้วยวัสดุบุนุ่มช่วยเพิ่มสัมผัสที่หรูหราสะดวกสบาย พร้อมดีไซน์สีทูโทน สีดำและน้ำตาล ที่แผงคอนโซลและเบาะนั่ง ห้องโดยสารกว้างขวางสามารถรองรับผู้โดยสาร 7 ที่นั่ง เบาะแถวที่ 2 สามารถปรับพับได้แบบ 60:40 และเบาะแถวที่ 3 ปรับพับได้แบบ 50:50 โดยเบาะทั้ง 2 แถวยังสามารถปรับพับเก็บเพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บสัมภาระ

 มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ยังได้รับการยกย่องด้านระบบความปลอดภัยที่ครบครัน อาทิ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) ระบบป้องการลื่นไถล (TCL) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) ระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) ระบบเสริมแรงเบรก (BA) ระบบไฟกระพริบฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS) ถุงลมนิรภัยสำหรับคนขับและผู้โดยสารตอนหน้าพร้อมกล้องมองภาพด้านหลังขณะถอยจอด

ผลตอบรับที่ดีเยี่ยมของ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ส่วนหนึ่งมาจากความแข็งแกร่งของเครือข่ายผู้จำหน่าย และบริการหลังการขายที่มีคุณภาพ ด้วยค่าบำรุงรักษาที่ไม่แพง ภายใต้สโลแกน เราดูแล คุณแค่ขับ ประกอบด้วย คุณภาพสินค้าและบริการที่ดี อะไหล่แท้ที่ตอบโจทย์ การให้บริการโดยผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกฝนอบรม การดูแลและเข้าใจในสินค้าและการบริการเพื่อมอบความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า ตลอดจนการเข้าถึงบริการและเครือข่ายได้อย่างสะดวกสบาย เพื่อให้รถมิตซูบิชิ ทุกคันมีประสิทธิภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ

ผู้ที่ชื่นชอบรถเอสยูวีอาจรู้สึกชื่นชอบและมั่นใจใน มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ เมื่อได้อ่านบทความ หรือ ดูคลิปรีวิวการทดสอบ แต่ลูกค้าควรที่จะทดลองขับเพื่อสัมผัสกับประสบการณ์การขับขี่ด้วยตัวคุณเอง โดยท่านสามารถติดต่อที่ปรึกษาการขาย มิตซูบิชิ เพื่อการนัดหมายและขอทดลองขับ พร้อมรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และข้อเสนอพิเศษต่างๆ

สัมผัส มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ได้ที่โชว์รูมมิตซูบิชิทั่วประเทศ พิเศษสำหรับช่วงแนะนำด้วยราคาจำหน่าย 899,000 บาท จนถึง 30 มิถุนายน 2563 นี้ เมื่อรับรถภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 พร้อมรับฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งนาน 1ปี ฟรีรับประกันคุณภาพนาน 5 ปี หรือ100,000 กิโลเมตร และ ฟรีค่าแรงเช็กระยะนาน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร

พร้อมกันนี้ลูกค้าที่ซื้อ Mitsubishi Xpander Cross ใหม่ และ Mitsubishi Xpander ภายใน 30 มิถุนายน 2563 และรับรถภายใน 31 กรกฎาคม 2563 นี้ จะได้รับข้อเสนอสุดพิเศษ ขับฟรี 90 วัน เมื่อทำสัญญาเช่าซื้อกับสถาบันการเงินที่ร่วมรายการ

พิเศษยิ่งขึ้นสำหรับลูกค้า Mitsubishi Xpander สามารถเลือกรับข้อเสนอพิเศษ ‘ดาวน์ 0% และ มิตซูบิชิช่วยผ่อนนาน 10 เดือน’ หรือ เลือกรับดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% พร้อมรับ แพคเกจ 5 ปีดูแลดีถึงใจ ประกอบด้วย ฟรีค่าบำรุงรักษาตามระยะ 5 ปี และ ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงนาน 5 ปี

มินิ ประเทศไทย มอบรายได้จากการประมูลเลขลำดับการผลิตรถยนต์ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ จีพี ให้กองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด-19

0

มินิ ประเทศไทย มอบรายได้โดยไม่หักค่าใช้จ่ายจากการประมูลเลขลำดับการผลิตรถยนต์ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ จีพี เจเนอเรชั่นที่ 3 ผ่านช่องทางออนไลน์ เป็นจำนวนเงินกว่า 282,000 บาท เพื่อสมทบทุนให้กับกองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด-19 (และโรคระบาดต่างๆ) ในการช่วยเหลือโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้ทำงานอย่างไม่ลดละเพื่อเยียวยาผู้ป่วยและควบคุมโรคระบาด

คุณปรีชา นินาทเกียรติกุล ผู้จัดการทั่วไป มินิ ประเทศไทย กล่าวว่า “กิจกรรมประมูลเลขลำดับการผลิตรถยนต์ในครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ลูกค้ามินิได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนทุกภาคส่วนที่มีบทบาทในการควบคุมและบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาด เราขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่เข้าร่วมการประมูลในโอกาสนี้ เพื่อร่วมเป็นอีกแรงใจในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ฟันฝ่าความท้าทายนี้ไปได้”

การประมูลเลขลำดับการผลิตรถยนต์ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ จีพี เจเนอเรชั่นที่ 3 ถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยมีลูกค้าเข้าร่วมการประมูลออนไลน์ทั้งหมด 12 ท่าน โดยมีเลขลำดับการผลิต ‘0555’ ทำสถิติปิดราคาประมูลสูงสุดที่ 100,000 บาท และมียอดรวมเพื่อสมทบทุนให้กับกองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด-19 (และโรคระบาดต่างๆ) เป็นจำนวนเงิน 282,000 บาท