Home Blog Page 441

ฟอร์ดร่วมฉลองวันวิศวกรหญิงสากล ผ่านเรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจจากทั่วโลก

0

ฟอร์ดร่วมฉลองวันวิศวกรหญิงสากล (International Women in Engineering Day – #INWED) ด้วยการแบ่งปันเรื่องราวที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจของวิศวกรหญิงแกร่งผู้อยู่เบื้องหลังรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ จากฟอร์ดทั่วโลก

‘แรงขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนโลก’ คือธีมของวันวิศวกรหญิงสากลในปีนี้ สะท้อนเรื่องราวในชีวิตจริงของวิศวกรหญิงหลายคนของฟอร์ด รวมถึงวิศวรหญิงไทยที่ร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้หลายๆ คน เช่นเดียวกับ ดามยันที กุปทา วิศวกรหญิงคนแรกของฟอร์ด

ดามยันที กุปทา จบปริญญาโทด้านวิศวกรรมศาสตร์ และเข้าร่วมงานกับฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ในเมืองเดียร์บอร์น ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2510 ในตำแหน่งวิศวกรหญิงคนแรกของฟอร์ด แม้คนส่วนใหญ่มักมีภาพจำว่าวิศวกรเป็นอาชีพสำหรับผู้ชาย แต่เธอก็ยืนหยัดในการเป็นผู้บุกเบิกเส้นทางนี้และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนมากมายตลอดเวลากว่า 35 ปี จนเกษียณอายุในปี พ.ศ. 2545 นับเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า ผู้หญิงก็สามารถประสบความสำเร็จในสายวิศวกรรมยานยนต์ได้เช่นกัน

จากสิ่งที่ชอบสู่อาชีพที่ใช่

สวานด์ แคท วิศวกรหญิงแกร่งที่คร่ำหวอดในวงการวิศวกรรมยานยนต์มานานกว่า 15 ปี มีชีวิตที่ไม่ต่างจาก กุปทา เธอเข้ารับตำแหน่งวิศวกรหญิงกลุ่มแรกๆ ของฟอร์ดในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยรับผิดชอบงานวิศวกรรมระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ประจำทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

วิศวกรหญิงเก่งชาวจอร์แดนคนนี้เล่าว่าเธอเริ่มหลงใหลเครื่องยนต์กลไกตั้งแต่อายุยังน้อย และไม่เคยรู้สึกว่าการเป็นผู้หญิงเป็นอุปสรรคในการทำสิ่งที่เธอชอบ

“แม้ว่าเส้นทางจะไม่ง่าย แต่ด้วยความพยายาม ความมานะอุตสาหะ และการมีตัวช่วยในระดับองค์กร อย่างเช่นฟอร์ด เราทุกคนจึงมีความเท่าเทียมกัน ฉันภูมิใจที่ได้เดินทางมาถึงจุดนี้ และแน่นอนว่าความฝันของฉันจะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้” สวานด์ กล่าว

“ดิฉันอยากส่งต่อแรงบันดาลใจไปยังวิศวกรหญิงรุ่นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ให้รู้ว่ายังมีโอกาสมากมายสำหรับผู้หญิงที่อยากเติบโตในสาขาอาชีพนี้ ดิฉันรู้สึกภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ทำงานเป็นวิศวกรในบริษัทชั้นนำระดับโลกอย่างฟอร์ด”

งานที่มาพร้อมความภาคภูมิใจ

จุติมาศ สุวรรณเวช วิศวกรฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์แห่งโรงงานฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด (เอฟทีเอ็ม) รับผิดชอบคุณภาพชิ้นส่วนของห้องโดยสารในรถฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ โดยทำงานร่วมกับทีมวิศวกร และทีมผลิตภัณฑ์จากนานาประเทศ เพื่อส่งมอบรถยนต์พร้อมอุปกรณ์ภายในที่เปี่ยมคุณภาพ 

จุติมาศเผยว่าเธอรักงานที่ทำและภาคภูมิใจในตัวเองเป็นอย่างมาก ในฐานะผู้ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สร้างความพึงพอใจให้กับผู้คนทั่วโลก 

“รู้สึกภูมิใจมากๆ เวลาที่มองรถบนท้องถนน แล้วคิดว่าตัวเองมีส่วนในการสร้างสรรค์รถยนต์เหล่านั้น” วิศวกรหญิงชาวไทยกล่าว

 

พฤษภรณ์ อู่เงิน วิศวกรหญิงคนเก่งอีกคนที่ภาคภูมิใจในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เธอต้องคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นอันดับแรกและทุ่มเททำงานเพื่อนำเอาข้อเสนอแนะจากลูกค้ามาพัฒนาคุณภาพของฟอร์ด เรนเจอร์ รถกระบะเรือธงของฟอร์ด 

“ฉันรู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่สามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จ สร้างความแตกต่างให้แก่ลูกค้า ทั้งผู้ใช้รถใช้ถนน ไปจนถึงผู้ที่ทำงานในสายการผลิต” พฤษภรณ์บอกเล่าถึงบทบาทหน้าที่ในปัจจุบัน

 

พลังของผู้หญิงในสายงานวิศวกรรม

วรรณวิสา ทรัพย์สินธ์ ผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรมระบบส่งกำลัง ณ โรงงาน ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (ประเทศไทย) หัวหน้าทีมคนสำคัญที่คอยควบคุมคุณภาพของระบบส่งกำลังในฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ต้องรับผิดชอบการตัดสินใจสำคัญๆ ซึ่งต้องการคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง และนั่นคือตัวตนของวิศวกรหญิงแกร่งคนนี้

“ในการทำงานที่ฟอร์ด ฉันรู้สึกได้ว่าทุกคนรับฟังความคิดเห็นกันจริงๆ ทำให้ฉันมั่นใจเมื่อต้องพูด หรือแสดงจุดยืนในสิ่งคิดว่าถูกต้อง” เธอกล่าว

 

ดอราห์ เอ็มเมกวา วิศวกรระบบคุณภาพการพ่นสี ประจำโรงงานประกอบรถยนต์มาตรฐานระดับโลกของฟอร์ด ณ เมืองพริทอเรีย ประเทศแอฟริกาใต้ กล่าวว่า ความแตกต่างไม่เป็นอุปสรรคในการทำงาน ถึงแม้ว่าสายอาชีพที่เธอเลือกจะมีเพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย แต่ก็ไม่มีผลต่อความก้าวหน้าในสายงาน

“ที่ฟอร์ด เราวัดกันที่ความสามารถและทักษะในการทำงาน” ดอราห์ยืนยัน “ฉันตื่นเต้นทุกครั้งที่เจอความท้าทายระหว่างการทำงาน และความท้าทายนั้นเองที่เป็นพลังขับเคลื่อนให้ฉันเดินทางมาถึงจุดนี้ได้”

 

ด้าน อุมารานี เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อระบบเชื้อเพลิง ตลาดนานาชาติ ซึ่งประจำอยู่ในอินเดีย เสริมว่า “ฟอร์ดให้ความสำคัญกับงานวิศวกรรมและเทคโนโลยีอย่างมาก เน้นการมอบหมายงานให้ตรงกับความถนัด ทั้งยังยอมรับในความสามารถของตัวบุคคล โดยไม่ได้ยึดเรื่องเพศเป็นหลัก ทำให้เราเติบโตในสายงานนี้ได้”

 

สินธุชา วิสวานาธาน วิศวกรอาวุโส ฝ่ายช่วยเหลือทางเทคนิคของผู้ผลิตชิ้นส่วน ฟอร์ด อินเดีย ช่วยผลักดันให้พนักงานหญิงโดดเด่นและประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมที่มักจะรายล้อมไปด้วยผู้ชาย ด้วยการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของแต่ละคน

“ฉันคิดว่าผู้หญิงควรแสดงศักยภาพและพลังด้านบวก เพื่อผลักดันสู่การแก้ปัญหาด้วยวิธีใหม่ๆ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญสู่ความสำเร็จ” สินธุชากล่าว

 

คารา ทง ผู้จัดการกลยุทธ์ทางวิศวกรรม ฟอร์ด ออสเตรเลีย เสริมว่า “ดิฉันหลงใหลในงานด้านวิศวกรรม เพราะโลกของเรามีนวัตกรรมใหม่ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ถ้าเราสร้างสรรค์นวัตกรมใหม่ ๆ ในทุกๆ วัน โลกของเราก็จะก้าวไปข้างหน้าไปในทุกๆ ด้าน ตั้งแต่สิ่งที่เราเห็นไปจนถึงการสื่อสารระหว่างกัน คำว่า ‘นวัตกรรม’ ไม่ได้เป็นเพียงแค่พูดที่คนชอบใช้ แต่ถือเป็นวิถีการดำเนินชีวิตของเราทุกคน”

 

อานา โซซา ผู้จัดการแผนกผลิตภัณฑ์ใหม่ ณ โรงงานประกอบรถยนต์ปาเชโก ในกรุงบัวโนส ไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ผู้ทำงานกับฟอร์ดมาร่วม 16 ปี โดยเริ่มจากงานในสายช่าง ก่อนย้ายมาลงตัวที่สายการผลิต ยกข้อดีของการทำงานเป็นวิศวกรที่ฟอร์ดว่า “ฟอร์ดเป็นบริษัทที่ยอดเยี่ยมสำหรับสายงานวิศวกรรมเพราะเปิดโอกาสให้เราเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพื่อพัฒนาทักษะในสายอาชีพของเราในทุกๆ วัน”

โซซายังให้กำลังใจกับวิศวกรผู้หญิงและผู้ที่กำลังจะก้าวเข้ามาในสายงานนี้ ว่า “การยอมรับความแตกต่าง และการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม เป็นสิ่งสำคัญที่ควรส่งเสริมในวัฒนธรรมองค์กร และเป็นหลักสำคัญที่เราทำให้เราประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร”

 

วิดีโอเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจของ ‘วิศวกรหญิงแกร่ง’ ของฟอร์ดจากทั่วโลก

 

ทดลองขับ BMW 218 I Gran Coupe M Sport และ X 5 Xdrive 45e ในกิจกรรม BMW Driving Experience 2020 ประสบการณ์ใหม่ เร้าใจกว่าที่เคย

0

BMW Driving experience 2020 ได้จัดขึ้นเป็นประจำ และในปีนี้ BMW นำรถยนต์มาให้ร่วมทดสอบถึง 3 รุ่น ทั้ง 218i Gran Coupe M Sport, X5 Xdrive45e และ 330e M sport ซึ่งการทดสอบในครั้งนี้จะขอเก็บข้อมูลของ 330e ไว้ก่อนและจะรีบนำเสนอเร็วๆนี้ รับประกันความน่าสนใจเช่นเคย แต่ตอนนี้ไปติดตามเรื่องราวของกิจกรรมกันก่อนครับ

BMW 218i Gran Coupe M Sport 1

การเปิดประสบการณ์การขับขี่ด้วยยนตรกรรมใหม่ในครั้งนี้เริ่มต้นการเดินทางจากอาคาร All Season ย่านถนนวิทยุเพื่อเดินทางไปยังสนามเอ็นดูโร พาร์ค จังหวัดชลบุรี โดยสัมผัสแรกกับ BMW 218i Gran Coupe M Sport บนระยะร้อยกว่ากิโลเมตร จนได้ข้อสรุปหลายๆอย่างเกี่ยวกับรถคันนี้

BMW 218i Gran Coupe เป็นการผสมผสานของรถคูเป้กับซีดานที่ลงตัว ที่ผ่านมารถในอนุกรมของ Gran Coupe มีมานาน ตั้งแต่Series 6, 4 และ 8 ก่อนจะมาเป็น 2 ซึ่งถือเป็นรุ่นล่าสุด โดยทั่วโลก BMW ขายรถในอนุกรมนี้ไปแล้วรวมกว่า 400,000 คัน

BMW 218i Gran Coupe M Sport 2

BMW 218i Gran Coupe มากับขนาดมิติตัวถังที่ยาว 4,526 มม. กว้าง 1,800 มม. และสูง 1,460 มม. ส่วนความยาวฐานล้อ 2,670 มม. กริวด้านหน้าเป็นชิ่นเดียวซึ่งในอดีต กระจังหน้าทรงไตคู่ได้แยกออกจากกันขัดเจน พร้อมกับเสริมช่องดักลมที่ได้รับออกแบบให้มีความสปอร์ต

BMW 218i Gran Coupe M Sport 3

ชุดไฟหน้าเป็นแบบ Full Led พร้อมไฟเดย์ไทม์ มาพร้อมชุดแต่ง M Sport รอบคันรวมไปถึงโช๊คอัพ และล้อ M Sport ที่มีคุณสมบัติด้านน้ำหนักเบาในขนาด 18 นิ้ว พร้อมยางขาาด 225/40 R18

BMW 218i Gran Coupe M Sport 5

 

ด้านบนมีหลังคาพาโนรามิคเปิดได้หลายระดับและเอกลักษณ์อีกหนึ่งรูปแบบของรถยนต์อนุกรมนี้คือมีกระจกประตูแบบไร้ขอบทั้ง 4 บาน

BMW 218i Gran Coupe M Sport 4

ห้องโดยสารไม่เล็กไม่ใหญ่แต่ภาพรวมคือการออกแบบให้มีอารมณ์สปอร์ต เบาะนั่งดีไซน์สปอร์ตหุ้มหนังแท้ Dakota พร้อมรูระบายอากาศ ตำแหน่งผู้ขับขี่นั้นได้รับการออกแบบให้สามารถควบคุมและสั่งการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆได้ง่าย

BMW 218i Gran Coupe M Sport 6

พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่นพร้อมระบบบังคับเลี้ยวแบบแปรผันตามน้ำหนักและโหมดการขับเคลื่อน รวมถึงปุ่มสั่งการระบบ Speed Limit และ Cruse Control

BMW 218i Gran Coupe M Sport 7
หน้าปัดมีจอ Instrument Cluster ขนาด 5.1 นิ้วที่แสดงผลระบบต่างๆ รวมถึง BMW Live Cockpit Plus สั่งงานผ่านสวิทช์ควบคุมบริเวณพวงมาลัยมัลคิฟังค์ชั่น

BMW 218i Gran Coupe M Sport 8

คอนโซลกลางและข้างตกแต่งด้วย Llluminated Boston มีจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วคอยแสดงการทำงานของระบบ BMW Connectted ระบบปฏิบัติการ BMW os 6 เชื่อมต่อได้กับระบบ Apple Carplay ที่สามารถใช้งานฟังค์ชั่น BMW Connected Drive เพื่อเช็คสถานะของรถ ทั้งยังแสดงภาพจากกล้องมองหลังอีกด้วย

BMW 218i Gran Coupe M Sport 9

บริเวณกระจกมองหลังมีปุ่ม โทรออกฉุกเฉิน Intelligent Emergency Call หากเผลอไปกด ระบบจะชื่อมต่อไปยังCall Center หรือเบอร์ติดต่อที่ได้ลงทะเบียนไว้เพื่อตรวจสอบหาตำแหน่งของรถในกรณีการเกิดอุบัติเหตุ

ฟีเจอร์ที่ได้รับการติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานนั่นคือ Parkking Distance เลือกการเข้าจอดได้ทั้ง 90 องศาหรือแนวขนาน รวมถึง Reverse Assist ที่จดจำเส้นทางในระยะก่อนหยุดรถ เพื่อความสะดวกในกรณีเข้าทางแคบและต้องถอยออกตามเส้นทางเดิม

BMW 218i Gran Coupe M Sport เป็นรถไม่กี่รุ่นที่ใช้่ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า จากขุมพลังเครื่องยนต์ 3 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบคู่ BMW Twin Power Turbo ให้กำลังสูงสุด 140 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 220 นิวตันเมตร

BMW 218i Gran Coupe M Sport 10

ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ Steptronic แบบคลัทช์คู่ อัตราเร่ง 0-100 ในเวลา 8.7 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 215 กม./ชม. และมีอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 16.9 กม./ลิตร ซึ่งขุมพลังนี้พึ่งรับรางวัล Engine of the Year มาหลายสมัย

BMW 218i Gran Coupe M Sport 11

-ระบบช่วงล่างหน้าแบบแมคเฟอร์สัน หลังแบบมัลติลิงค์ พร้อมโช๊คอัพ M Sport และมีดิสเบรกทั้ง 4 ล้อ ถุงลมนิรภัย 8 ตำแหน่งสำหรัยผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า มีทั้งที่คอนโซล ด้านข้าง ซึ่งบริเวณหัวหมอนของทุกที่นั่งจะมีถุงลมนิรภัยติดตั้งให้ด้วย

ระบบช่วยการขับขี่และความปลอดภัยนอกจากสวิทช์ของปุ่มโทรออกฉุกเฉินบริเวณกระจกมองหลัง ยังมีระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (DSC) ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน (DTC) ระบบควบคุมแรงดันเบรคแบบแปรผัน (DBC) และเบรค ABS

นอกจากนี้ยังมีระบบเสริมแรงเบรคอัตโนมัติ ระบบกระจายแรงเบรคขณะเข้าโค้ง (CBC) ระบบป้องกันการกระแทกจากด้านข้าง (Side Impact Protection) และเซนเซอร์ช่วยจอดทั้งหน้าและหลัง

การทดสอบสมรรถนะในครั้งนี้ใช้เส้นทางจากกทม.ไปยังจ.ชลบุรี ต้องบอกว่าถึงแม้เป็นรถคูเป้ซีดานไซส์เล็ก ซึ่งมีขุมพลังขนาดเล็กแต่เด็ดไม่แพ้เครื่องใหญ่ เครื่องยนต์ขนาด 3 สูบ Twin Turbo ขนาด 1.5 ลิตรที่รีดแรงม้าออกมาได้ถึง 140 แรงม้าพร้อมแรงบิด 220 นิวตันเมตร นั้นตอบสนองต่อการใช้ความเร็วที่ค่อนข้างไว

BMW 218i Gran Coupe M Sport 12

อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจคือโหมดการขับขี่ ทั้ง Eco Comfort และ Sport นั้นทำงานต่างรูปแบบ ต่างวาระ ซึ่งจะเป็นการแปรผันทั้งคันเร่งและพวงมาลัย ในโหมด Eco มีการปรับหน่วงคันเร่งให้จนพอสัมผัสได้ และพวงมาลัยก็ค่อนข้างมีน้ำหนักเบา ส่วนโหมด ComFort นั้นพวงมาลัยเริ่มตึงมือมากขึ้น รวมถึงคันเร่งที่เรียกพลังขึ้นมาได้ดีอีกหนึ่งระดับ แต่ในโหมด Sport จะได้รับพลังเต็มๆจากเครื่องยนต์ คันเร่งเรียกใช้งานได้ตามสั่ง และพวงมาลัยแน่นขึ้นเพื่อการควบคุมที่มั่นใจ

BMW 218i Gran Coupe M Sport 13

ถึงแม้ว่า BMW 218i Gran Coupe จะไม่มีแพดเดิล ชิฟท์ แต่ที่คันเกียร์ก็มี +/- สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความสนุกในการขับขี่ และในส่วนของโช๊คอัพที่อัพเกรดเป็นของ M ก็มีการตอบสนองที่แน่น และหนึบ ทำให้เสริมความมั่นใจไปได้อีกทาง

ฟีเจอร์ที่ให้มากับรถอย่าง Speed Limit ยิ่งมีความสำคัญ เพราะเส้นทางหลายๆแห่ง มีการจำกัดความเร็ว อีกเรื่องคือหน้าจอ 5.1 นิ้วบริเวณมาตรวัด ที่คอยเตือนในเรื่องของการใช้เส้นทางรวมถึงช่องทางอย่างละเอียด จึงทำให้การเดินทางสะดวกละรวดเร็วยิ่งขึ้น ยกเว้นก็แต่ไม่ได้อัพเกรดโปรแกรมเส้นทางในปัจจุบัน

BMW 218i Gran Coupe M Sport 14

ระบบตัวช่วยถอยจอดและช่วยจำระยะทาง 2 โหมดนี้ทีงานคล้ายกัน นั่นคือการจอดรถอัตโนมัติที่สามารถจอดได้ทั้งเข้าซองและขนาน ส่วนระบบช่วยจำระยะทาง จะจดจำก่อนรถจอดหยุดนิ่งในระยะ 50 ม. ก็จดจำได้แม่นยำ การถอยออกจากซอยแคบก็ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดการเฉี่ยวชน

BMW 218i Gran Coupe M Sport 15

สำหรับฟีเจอร์ที่น่าชื่นชมนั่นคือ BMW Connected Drive ที่พัฒนาล่าสุด สามารถเปิดดูสถานะผ่านแอพลิเคชั่นและเรียกดูแอพลิเคชั่นต่างๆผ่าน Apple Carplay เท่านั้น ซึ่งประเด็นนี้ไม่ได้ทำการทดสอบเนื่องจากใช้งานสมาร์ทโฟนในระบบ Android Auto

ต่อด้วยการทดสอบสมรรถนะบนทางลุยไปกับ BMW X5 Xdrive 45e ซึ่งถือเป็นรถในระดับราคา 5 ล้านบาทที่มีจุดเด่นจากขุมพลัง Twin Power Turbo แบบ 6 สูบ 3.0 ลิตร 286 แรงม้า System Output 394 แรงม้าโดยรวมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าไปแล้ว
แถมยังมีอัตราสิ้นเปลืองที่ประหยัดถึง 43.5 กม./ลิตร ในระบบ Plugin Hybrid วิ่งได้ 67-87 กม. จากแบตเตอรี่ 24 KWh ซึ่งมากกว่า 330e 1เท่าตัว

BMW 218i Gran Coupe M Sport 16

BMW 218i Gran Coupe M Sport 18

ส่งกำลังตรงไปที่เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Steptronic เจเนอเรชั่นล่าสุดและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive ทำอัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรภายใน 5.6 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งมาพร้อมโหมดการขับขี่ทั้ง Adaptive Eco Hybrid EV Comfort และ Sport ซึ่งถูกปรับแต่งให้มีการทำงานที่แตกต่างต่าง ทั้งน้ำหนักพวงมาลัย คันเร่ง และความสูงของตัวรถ ซึ่งสามารถปรับสูงสุดได้ถึง 40 มม. ซึ่งเป็นตัวช่วยอย่างดีในกรณีเข้าลุยเส้นทางออฟโรด

BMW 218i Gran Coupe M Sport 17

ระบบช่วงล่างก็ไม่ถือว่าน้อยหน้าเพราะใช้ Airsuspention ปรับระดับความสูงต่ำได้ รวมถึงระบบ HDC หรือ Hill Desent Control ที่คอยทำหน้าที่ชะลอความเร็วในกรณีลงทางลาดชันด้วยความเร็วใม่เกิน 7 กม./ชม.

BMW 218i Gran Coupe M Sport 20

 

BMW X5 Xdrive 45e ยังได้รับการติดตั้งระบบ Parking Assistant Plus ที่มาพร้อมกับระบบช่วยถอยรถในทิศทางเดิมแบบอัตโนมัติ ช่วยให้ตัวรถสามารถจดจำทิศทางที่ขับตรงไปข้างหน้าในระยะ 50 เมตรสุดท้าย ด้วยความเร็วไม่เกิน 36 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ และสามารถถอยออกในทิศทางเดิมแบบอัตโนมัติ

นอกจากนี้ยังมีกล้องมองรอบทิศทาง Surround View Camera รวมทั้งวิวด้านบน วิวพาโนรามิค และรีโมท 3D วิวที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อเพื่อดูภาพของรถที่จอดทางโทรศัพท์สมาร์ทโฟนได้ ผ่านระบบ BMW ConnectedDrive

BMW 218i Gran Coupe M Sport 21

สัมผัสแรกบนทางฝุ่นกับการทดลองลงเนินชันซึ่งใช้ระบบ HDC เป็นตัวช่วย และการใช้เบรกบนทางกรวดเพื่อปรับระยะให้เข้ากับเส้นทางลุยที่อยู่ยังสถานีต่อไป

BMW 218i Gran Coupe M Sport 19

เส้นทางลุยที่ว่าเป็นป่ามัน ที่เส้นทางเป็นหลุม บ่อ และดินที่ค่อนข้างร่วนซุย โหมดการขับขี่ปรับมาอยู่ที่ Adaptive เพื่อตัวรถที่จะปรับสุงขึ้นและน้ำหนักพวงมาลัยที่ค่อนข่างเบา รวมถึงระบบขับเคลื่อนแบบ Xdrive ที่ทำหน้าที่กระจายแรงบิดมายังล้อต่างๆได้อย่างเหมาะสม การลุยบนเส้นทางแบบนี้จึงถือว่าเป็นเรื่องกล้วยๆ

BMW 218i Gran Coupe M Sport 22

BMW 218i Gran Coupe M Sport 26

BMW 218i Gran Coupe M Sport 27

สถานการณ์สุดท้ายก่อนจะเสร็จสิ้นการทดสอบของกิจกรรม BMW Driving Experience 2020 นั่นคือการขับในรูปแบบจิมคาน่าบนทางฝุ่นที่สภาพเส้นทางค่อนข้างจะร่วนซุย ระบบทั้งหลายที่มีอยู่ในรถคันนี้ถูกนำมาปลดปล่อย สภาพเส้นทางที่ล้อไม่สามารถสัมผัสกับพื้นถนนหากไม่ใช่ระบบขับเคลื่อนแบบ X Drive และระบบช่วยเหลืออาทิ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว อาจทำให้การทดสอบในครั้งนี้เละไม่เป็นท่า แต่ระบบต่างๆที่กล่าวถึงก็มาช่วยทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้การขับขี่ทำได้ง่ายกว่าที่คิด

BMW 218i Gran Coupe M Sport 25

BMW 218i Gran Coupe M Sport 23

BMW 218i Gran Coupe M Sport 24

บทสรุปของกิจกรรมนี้เป็นที่น่าประทับใจ ทั้งสมรรถนะของเครื่องยนต์ขนาดเล็กที่ขับได้สนุกไม่แพ้เครื่องใหญ่ รวมถึงการยึดเกาะถนนจากโช๊คอัพ M และโหมดการขับขี่ใน BMW 218i Gran Coupe ทำให้รถคันนี้เป็นรถที่ขับสนุกและควบคุมได้ง่าย ซึ่งถือว่าเป็นรถขับเคบื่อนล้อหน้าที่ BMW ผลิตออกมาไม่กี่รุ่น สำหรับ X5 Xdrive 45e กับรูปแบบทดสอบบนทางลุยก็ถีอว่าเป็นการเปิดประสบการณ์การขับขี่ครั้งใหม่ ที่นำรถราคาเกือบ 5 ล้านมาลุยในทางโหด และยังมีดีที่เป็นรถในรูปแบบ Plugin Hybrid ซึ่งหากใช้งานในเมืองแทบขับขี่ด้วยการใช้ไฟฟ้าโดยไม่มีการใช้น้ำมันแต่อย่างใด

Motor Show ครั้งที่ 41 พร้อมปฏิวัติงานจัดแสดงรถยนต์ New Normal-เสริมแพล็ตฟอร์มออนไลน์

0

บริษัทกรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ประกาศความพร้อมการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 ระหว่างวันที่ 15-26 กรกฎาคมนี้ ทีชาเลนเจอร์ ฮฮลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยเตรียมปฏิวัติงานจัดแสดงรถยนต์ตามรูปแบบวิถีชีวิตใหม่-New Normal วางมาตรการคัดกรองผู้เข้าชมงานอย่างเคร่งครัดตามข้อกำหนดของรัฐบาล ค่ายรถยนต์-จักรยานยนต์ชั้นนำเข้าร่วมงานคับคั่งบนพื้นที่กว่า 170,000 ตารางเมตร และเตรียมเปิดประสบการณ์ใหม่ Virtual Motor Show จำลองบรรยากาศงงานสู่โลกออนไลน์เพิ่มทางเลือกให้ผู้ที่ต้องการเลือกซื้อรถยนต์

ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทกรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 เปิดเผยว่า “งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “แรงบันดาลใจ” หรือ “INSPIRATION UNLOCKS THE FUTURE” เพื่อสื่อถึงการที่โลกยุคปัจจุบัน ผู้คนต่างสรรสร้างแนวความคิดใหม่ๆ เพื่อสร้างเรื่องราวสู่ความสำเร็จ ค้นหาแรงบันดาลใจเพื่อเป็นจุดเริ่มต้น และปลดทุกพันธนาการสู่ความสำเร็จ”

“แม้ว่าในช่วงต้นปีที่ผ่านมาประเทศไทย และทั่วโลกเผชิญวิกฤตการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่บริษัทรถยนต์ชั้นนำ และบริษัทจักรยานยนต์ ตอบรับเข้าร่วมงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 อย่างคึกคักเหมือนเดิมบนพื้นที่จัดแสดง 170,960 ตารางเมตร ยืนยันได้ถึงการเป็นงานแสดงรถยนต์ชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ดร.ปราจิน กล่าว

           

สำหรับบริษัทรถยนต์ และจักรยานยนต์ที่เข้าร่วมงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์     ครั้งที่ 41 ประกอบด้วย Ford, BMW, MINI, SUZUKI, Rolls-Royce, Aston Martin, Maserati, Mazda, Nissan, Toyota, Lexus, Honda, Audi, MG, Isuzu, Mitsubishi, Porsche , Volvo, Land Rover, Jaguar, Kia, FOMM, Lamborghini, Subaru, Hyundai Truck& Bus, Takano, Royal Enfield, BMW Motorrad, Vespiario, A.P.Honda, Thai Suzuki, Kawasaki, Yamaha, BAJAJ, KTM, Husquavana และ Triumph

สำหรับมาตรฐานการคัดกรองผู้เข้าชมเพื่อความปลอดภัยด้านสุขภาพจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คุณจาตุรนต์ โกมลมิศร์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการบริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ และรองประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เปิดเผยว่าจำเป็นต้องขอความร่วมมือผู้เข้าชมงานทุกคนสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ในฮอลล์จัดแสดง และใช้สเปรย์แอลกอฮอล์พ่นมือทำความสะอาดทุกครั้งก่อนเข้าไปทดลองนั่งรถยนต์

คุณจาตุรนต์ เปิดเผยถึงขั้นตอนเพื่อคัดกรองผู้จัดแสดงงาน และประชาชนผู้เข้าชมงานตามข้อกำหนดของภาครัฐ “ในตอนนี้ทางอิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่จัดแสดง มีมาตรการตรวจสอบดูแลด้านสุขอนามัยตามข้อกำหนดของภาครัฐอย่างเคร่งครัด การตั้งจุดสแกนแอปพลิเคชั่นไทยชนะ, การวัดอุณหภูมิร่างกาย และซื้ออุปกรณ์เครื่องฉายแสงยูวีฆ่าเชื้อแบบเคลื่อนที่ Germ Saber UVC Sterilizer เพื่อใช้ทำความสะอาดฆ่าเชื้อภายในพื้นที่จัดแสดงเข้ามาเพิ่มเติม โดยทางบริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ ในฐานะผู้จัดงานจะเสริมความมั่นใจให้ผู้เข้าชมด้วยการเตรียมจุดคัดกรองก่อนเข้าสู่ฮอลล์จัดแสดงอีก 1 ครั้ง รวมทั้งจัดเตรียมอุปกรณ์เพื่อวัดอุณหภูมิร่างกายทางดวงตา (Eye Temperature) ที่มีความแม่นยำเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้งานในสนามบินหลายแห่งทั่วโลก”

ในขณะที่มาตรการเสริมเพื่อลดความแออัดของพื้นที่การจัดงาน คุณจาตุรนต์ กล่าวว่ามีการปรับเพิ่มพื้นที่ทางเดินทางกลางจาก 6 เมตรเป็น 10 เมตร และทางเดินระหว่างบูธจาก 3 เมตรเป็น 6 เมตร จัดพื้นที่สำหรับการเจรจาธุรกิจเพื่อรองรับลูกค้าเพิ่มเติมกว่า 3,000–5,000 ที่นั่งให้กับแต่ละแบรนด์รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ เพื่อจะสามารถกระจายลูกค้าที่ทำธุรกรรมต่าง สู่บริเวณพื้นที่โหลดดิ้งด้านหลังของอาคารชาเลนเจอร์ 2

นอกจากนี้บริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ เพิ่มความเชื่อมั่นให้บริษัทรถยนต์ที่ร่วมจัดแสดง และผู้เข้าชมงาน หลังจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มอบตราสัญลักษณ์ Amazing Thailand Safety and Health Administration (SHA)  รับรองว่าการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 มีการจัดเตรียมมาตรการทั้งด้านบริการ และด้านสุขอนามัยเป็นไปตามที่ภาครัฐกำหนด 

ในขณะเดียวกันเพื่อสอดคล้องกับรูปแบบวิถีชีวิตใหม่-New Normal บริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ ร่วมมือกับผู้พัฒนาแพล็ตฟอร์มออนไลน์ เตรียมเปิดประสบการณ์ใหม่ Virtual Motor Show จำลองบรรยากาศของงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 สู่แพล็ตฟอร์มออนไลน์ พร้อมออกแบบ e-Catalog และมีระบบแชตเพื่อพูดคุยโต้ตอบกับเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่แก่ผู้ที่ต้องการเลือกซื้อรถ และรับโปรโมชั่นเหมือนในงานปีนี้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของงานแสดงรถยนต์ในประเทศไทยที่มีการจัดงานแบบ Virtual พร้อมกันไปด้วย

คุณพีระพงศ์ เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการบริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ และรองประธานการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 อธิบายรายละเอียดของแพล็ตฟอร์ม Virtual Motorshow “ในปีนี้จะเป็นครั้งแรกที่เรานำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ในยุค New Normal สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางมาร่วมงาน แต่อยากทราบข้อมูล และมีความประสงค์จะขอรับข้อมูลต่างๆ ของงาน โดยเราได้เปิดบริการ Virtual Motorshow ขึ้นมาผ่านทางเว็บแพล็ตฟอร์ม เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลพื้นฐานของแต่ละผู้จัดแสดงที่มาเข้าร่วมงานในปีนี้ทั้งข้อมูลรถยนต์ โปรโมชั่น และการดาวน์โหลดโบรชัวร์ โดยที่พิเศษจากนี้คือระบบ Live Chat ที่สามารถคุยรายละเอียด และเปิดการจองรถยนต์กับท่านฝ่ายขายของบริษัทนั้นๆ ผ่านช่องทางนี้ ถือเป็นการพัฒนาในด้านบริการของบริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ ในฐานะผู้จัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ในยุค New Normal ที่แม้ว่าจะต้องห่างกันหรือเว้นระยะจากกัน แต่เราก็ยังเชื่อมต่อกันได้ สามารถเข้าถึงบรรยากาศ และบริการในด้านต่างๆ ของงานผ่านทางโลกออนไลน์ที่เราจัดเตรียมเอาไว้ให้ได้”

 สำหรับงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 จัดขึ้นที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 15-26 กรกฎาคม 2563 โดยวันจันทร์-ศุกร์ เปิดให้เข้าชมงานเวลา 12.00-22.00น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดให้เข้าชมงานเวลา 11.00-22.00น. ราคาบัตรเข้าชมงาน 100 บาท

กำหนดการจัดงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41:

วันแขกพิเศษ V.I.P Day: วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2563

วันสื่อมวลชน Press Day: วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม 2563

วันสำหรับประชาชนทั่วไป: วันพุธที่ 15 กรกฎาคม–วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2563 (รวมระยะเวลา 12 วัน)

เวลาเปิดเข้าชม: วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.00-22.00 น.; วันเสาร์-วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 11.00–22.00 น. 

สถานที่จัดงาน: อาคารชาเลนเจอร์ 1-3, อิมแพค เมืองทองธานี

Mercedes-Benz G 350 d Sport รถลุยในฝัน เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วในไทย

0

ยนตรกรรมออฟโรดที่มาพร้อมความแข็งแกร่ง ผสมผสานความหรูหราอันเป็นเอกลักษณ์ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังดีเซล 3.0 ลิตร 286 แรงม้า ให้แรงบิดสูงสุดถึง 600 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะแบบ 9G-TRONIC ทำอัตราเร่ง 0-100 ใน 7.4 วินาที

Mercedes-Benz G 350 d Sport 1

มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “รถยนต์คันนี้คือที่สุดแห่งยนตรกรรมออฟโรดของเมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่น G-Class ที่แฟน ๆ ทั่วโลกชื่นชอบ ติดตาม และรอคอยในทุกครั้งที่มีรุ่นใหม่ เพราะนอกจากจะเป็นรถยนต์พรีเมียมเอสยูวีรุ่นสำคัญที่มาพร้อมความแข็งแกร่งและทนทาน พร้อมเผชิญกับทุกสภาพถนนและพาทุกคนถึงทุกจุดหมายปลายทาง ซึ่งได้สัมผัสจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยที่แท้จริงในแบบฉบับ G-Class

Mercedes-Benz G 350 d Sport 11

 

มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ กล่าวเพิ่มเติม “Mercedes-Benz G 350 d Sport ยังมาพร้อมที่สุดของความหรูหราทั้งในเรื่องของดีไซน์ภายนอกและภายในที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์เหนือกาลเวลา โดยเฉพาะห้องโดยสารที่ถือว่าเป็นการพลิกโฉมการออกแบบในรอบ 40 ปีของรุ่น G-Class ด้วยแนวคิดวิถีแห่งธรรมชาติ ตลอดจนการคัดสรรเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ล้ำหน้าที่สุดมาบรรจุไว้ภายใน จึงไม่น่าแปลกใจที่รถยนต์รุ่นนี้จะประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในตลาดโลก และได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมตลอดมา โดยในปี 2560 โรงงานประกอบรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่เมืองกราซ ประเทศออสเตรีย ได้ฉลองการประกอบรถยนต์รุ่น G-Class คันที่ 300,000 ออกสู่ตลาดได้สำเร็จมาแล้ว”

Mercedes-Benz G 350 d Sport 3

Mercedes-Benz G 350 d Sport มากับสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมของเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2,925 ซีซี และระบบส่งกำลังอัตโนมัติ 9 จังหวะแบบ 9G-TRONIC ที่ให้ประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ทำได้รวดเร็วและนิ่มนวล พร้อมเพิ่มความนุ่มนวลอีกระดับให้กับห้องโดยสารด้วยระบบกันสะเทือนแบบอิสระ Mercedes-Benz G 350 d Sport ให้กำลังสูงสุด 286 แรงม้า และให้แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร พร้อมอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรที่สามารถทำได้ในเวลา 7.4 วินาที

Mercedes-Benz G 350 d Sport 4

โดดเด่นตั้งแต่ภายนอกด้วยไฟหน้าแบบ LED High Performance ที่มอบทัศนวิสัยในการขับขี่ที่เปี่ยมประสิทธิภาพ พร้อมการตกแต่งภายนอกแบบ Stainless Steel Package หลังคาซันรูฟแบบกระจกเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า กระจกมองข้างและกระจกส่องหลังปรับลดแสงอัตโนมัติ และล้ออัลลอย 19 นิ้ว พร้อม

Mercedes-Benz G 350 d Sport 5

Mercedes-Benz G 350 d Sport 6

พลิกโฉมแนวทางการออกแบบรถยนต์ G-Class ด้วยการตกแต่งห้องโดยสารตามแนวคิดวิถีแห่งธรรมชาติ ในพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวางและหรูหราล้ำสมัย ด้วยช่องปรับอากาศดีไซน์ใหม่สีเงินขัดเงา สอดรับกับแผงหน้าปัดอลูมิเนียม ผสานกลิ่นอายความแข็งแกร่งอันเป็นเอกลักษณ์ได้อย่างไร้ที่ติ พร้อมสุดยอดเทคโนโลยีที่รวมทุกสิ่งอำนวยความสะดวกให้คุณตลอดการเดินทางผ่านจอแสดงผลความละเอียดสูง ขนาด 12.3 นิ้ว ทำงานสอดประสานกับ Touchpad with Controller ที่ใช้งานง่ายราวกับสัมผัสบนสมาร์ทโฟน

Mercedes-Benz G 350 d Sport 9

Mercedes-Benz G 350 d Sport 7

Mercedes-Benz G 350 d Sport 8

นอกจากนี้ยังมาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่เผยให้เห็นความเป็นยนตรกรรมที่เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำสมัย และเปี่ยมด้วยเสน่ห์และมนต์ขลังเหนือกาลเวลาอีกมากมาย อาทิ ระบบช่วยในการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติพร้อมกล้อง 360 องศา (Parking package with 360° camera) โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (Electronic Stability Program) ระบบรักษาความเร็ว (Cruise Control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC) ฯลฯ

Mercedes-Benz G 350 d Sport 10

ทั้งยังมีระบบความปลอดภัยขั้นสูงสุดมากมาย เพื่อให้ทุกการขับขี่คือช่วงเวลาของการได้สัมผัสจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยที่แท้จริง

Mercedes-Benz G 350 d Sport วางจำหน่ายในราคา 9,390,000 บาท โดยยังมีอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมรอบคันแบบ AMG Body Styling ทั้งภายนอกและภายในเพื่อเพิ่มความสปอร์ตเร้าใจ ลูกค้าสามารถสั่งซื้อเพิ่มเติมได้ในราคา 300,000 บาท

เอเอเอสฯ จัดแคมเปญพิเศษสำหรับลูกค้าเก่าเมื่อจองรถยนต์ปอร์เช่คันใหม่

0

บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด (AAS) ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย จัดแคมเปญพิเศษเอาใจลูกค้าเก่าผู้เป็นเจ้าของรถยนต์ปอร์เช่ เอเอเอสฯ ด้วยสิทธิพิเศษบัตรกำนัล Porsche Driver’s Selection Voucher เมื่อจองรถปอร์เช่คันใหม่ทุกรุ่น  โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • จอง 718 เคย์แมน (718 Cayman), 718 บ็อกซเตอร์ (718 Boxster) และ มาคันน์ (Macan) รับบัตรกำนัล Porsche Driver’s Selection Voucher มูลค่า 20,000 บาท
  • จอง คาเยนน์ (Cayenne) และ พานาเมร่า (Panamera) รับบัตรกำนัล Porsche Driver’s Selection Voucher มูลค่า 30,000 บาท
  • จอง 911 รับบัตรกำนัล Porsche Driver’s Selection Voucher มูลค่า 50,000 บาท

สำหรับลูกค้าเก่าเอเอเอสฯ ผู้สนใจรับสิทธิพิเศษ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่โชว์รูมปอร์เช่ เอเอเอส ทุกสาขา ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2563

*รถรุ่นไทคานน์ (Taycan) ไม่ร่วมรายการ

เทคโนโลยีความปลอดภัยในรถมาสด้ายุคใหม่ i-Activsense

0

รถยนต์ถือเป็นยานพาหนะที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบัน สิ่งที่ลูกค้ากำลังมองหานอกเหนือจากสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม ตอบสนองการใช้งานทุกรูปแบบ และรูปลักษณ์ที่สวยงามแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่าสิ่งอื่นใด นั่นคือ ระบบความปลอดภัยใส่มากับรถยนต์ในแต่ละคัน ซึ่งรถยนต์ที่มีระบบความปลอดภัยที่ดีนั้นจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ ช่วยลดการบาดเจ็บเมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือช่วยลดความรุนแรงผ่อนหนักให้เป็นเบาได้

มาสด้า เป็นแบรนด์ญี่ปุ่นรายต้นๆ ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร รวมถึงคนเดินถนน จึงได้วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีความปลอดภัยเชิงป้องกัน สำหรับยนตรกรรมสกายแอคทีฟเจเนอเรชั่นใหม่ทุกรุ่น โดยเพิ่มสัญชาตญาณป้องกันตนเองให้แก่รถ ลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเรียกระบบนี้ว่า i-Activsense (ไอ-แอคทีฟเซ้นส์) ระบบที่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าและส่งสัญญาณเตือนให้ผู้ขับขี่เพิ่มความระมัดระวัง เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุรอบทิศทาง

การพัฒนามีพื้นฐานมาจากแนวคิดความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Mazda Proactive Safety) วัตถุประสงค์คือสร้างความมั่นใจในการขับขี่ และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนานให้กับผู้โดยสารทุกคน ตามปรัชญาของมาสด้าในการสร้างสรรค์ยนตรกรรมที่มีสมรรถนะการขับขี่ที่เป็นเลิศและให้ความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งเทคโนโลยี i-Activsense ของมาสด้าสามารถช่วยให้ผู้ขับขี่เกิดความสะดวกสบายและความปลอดภัยขั้นสูง

เทคโนโลยีความปลอดภัยของมาสด้า i-Activsense

 

แม้ว่าเทคโนโลยีความปลอดภัยจะถูกใส่เข้ามาในรถยนต์ยุคปัจจุบันเป็นจำนวนมาก แต่น้อยคนนักที่จะให้ความใส่ใจลงลึกในรายละเอียดว่ารถที่กำลังขับนั้นมีฟังก์ชั่นอะไรติดตั้งมาบ้าง ที่สามารถปกป้องและช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้อย่างไร มาทำความรู้จักกันว่าเทคโนโลยีในแต่ละฟังก์ชั่นทำงานอย่างไร ช่วยปกป้องและเตือนผู้ขับขี่อย่างไรบ้างเมื่อเข้าสู่สถานการณ์ที่คับขัน เรามาเรียนรู้กันว่าระบบต่างๆ มีกระบวนการทำงานอย่างไร

 

ระบบช่วยคุมรถให้อยู่ในเลน

ในกรณีที่ตรวจพบการเบี่ยงออกจากเลนโดยไม่ตั้งใจ ระบบจะส่งสัญญาณเตือนหรือเตือนโดยการสั่นที่พวงมาลัย และช่วยปรับทิศทางพวงมาลัยให้รถกลับสู่เลน ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง

 

 

 

ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกจากเลน

ระบบจะทำงานโดยการส่งสัญญานเตือนไฟกะพริบ พร้อมส่งสัญญาณเสียงเตือน เมื่อตรวจพบการเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ตั้งใจ

 

 

 

 

ระบบควบคุมความเร็วและพวงมาลัยตามรถคันหน้า

ระบบที่ช่วยควบคุมความเร็วและพวงมาลัย เพื่อรักษาระยะห่างที่เหมาะสมและช่วยบังคับพวงมาลัยไปตามทิศทางของรถคันหน้า เพื่อช่วยลดความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่เมื่อต้องขับในเส้นทางที่การจราจรหนาแน่น ทั้งยังช่วยให้ปรับแรงบิดของพวงมาลัยให้ง่ายต่อการรักษาตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับทางโค้ง

 

 

 

ระบบควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติ

ระบบจะทำงานโดยปรับระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้า ซึ่งหากพบว่ารถคันหน้ามีความเร็วช้ากว่า ระบบจะทำการปรับลดความเร็วลงอัตโนมัติ โดยผู้ขับสามารถปรับระยะห่างจากรถคันหน้าได้จากสวิตซ์ที่พวงมาลัย และระบบจะกลับไปใช้ความเร็วเดิมที่กำหนดไว้โดยอัตโนมัติ เมื่อตรวจสอบแล้วว่าไม่มีรถอยู่ด้านหน้า

 

 

ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง

ระบบจะส่งสัญญาณเสียงเตือน พร้อมไฟกระพริบเตือนขณะถอยหลัง หากระบบตรวจพบความเสี่ยงที่อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุกับรถที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาจากด้านหลัง

 

 

 

 

ระบบช่วยหยุดรถเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง

ระบบจะส่งสัญญาณเตือนและเสียงเตือนอย่างต่อเนื่อง ถ้าผู้ขับขี่ไม่ได้ทำการเบรก ระบบจะช่วยเบรกให้โดยอัตโนมัติ เพื่อลดโอกาสในการชนกับรถที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาด้านหลัง

 

 

 

 

ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน

ระบบจะส่งสัญญาณเสียงเตือนพร้อมไฟกระพริบเตือน หากตรวจพบรถในเลนด้านข้างที่กำลังแซงขึ้นมาจากทางด้านหลังและอยู่ในจุดที่ผู้ขับอาจมองไม่เห็น

 

 

 

 

ระบบช่วยเบรกและหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง

ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการชนขณะขับถอยหลังด้วยความเร็วต่ำ

 

 

 

 

ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติแบบ Advance

ระบบจะตรวจจับรถคันหน้า จักรยาน รวมถึงคนเดินถนน โดยหากพบว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากการชน ระบบจะส่งสัญญาณเตือนและส่งเสียงเตือนอย่างต่อเนื่อง และถ้าหากผู้ขับไม่ทำการเบรก ระบบจะเบรกให้โดยอัตโนมัติ

 

 

 

ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ

ระบบถูกพัฒนาให้สามารถทำงานได้ละเอียดยิ่งขึ้น โดยระบบจะปรับการทำงานของไฟสูง-ต่ำ แยกอิสระซ้าย-ขวา โดยอัตโนมัติ ให้เหมาะสมกับสภาพถนน ระยะห่างจากตำแหน่งของรถคันหน้าหรือรถที่วิ่งสวนมา เพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ยามค่ำคืน และช่วยให้การทำงานของไฟสูงไม่ไปรบกวนรถคันอื่น

 

 

 

ระบบช่วยเตือนเมื่อผู้ขับเหนื่อยล้าขณะขับขี่

ช่วยเพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อขับรถทางไกล ระบบจะติดตามพฤติกรรมและสมาธิในการขับขี่ หากตรวจพบความผิดปกติของพฤติกรรมในการขับขี่ หรือขับขี่ติดต่อกันเป็นเวลานาน ระบบจะขึ้นข้อความแนะนำให้หยุดพัก

 

สิ่งเหล่านี้คือเทคโนโลยีความปลอดภัยเชิงป้องกันของมาสด้าที่เรียกว่า i-Activsense ที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารว่าจะได้รับความปลอดภัยตลอดการเดินทาง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่เกิดจากองค์ความรู้ที่สั่งสมมานานหลายปีและผสมผสานกับเทคโนโลยีขั้นสูงอันหลากหลาย เพื่อสร้างสิ่งที่ดีที่สุดลงไปในรถยนต์มาสด้า เพื่อตอบสนองการใช้งานและให้ความปลอดภัยสูงสุด

หลักการทำงานของระบบความปลอดภัยในเทคโนโลยี i-Activsense นับเป็นก้าวแรกในการพัฒนารถยนต์ไปสู่รถกึ่งขับเคลื่อนอัตโนมัติในอนาคต โดยระบบจะช่วยผู้ขับขี่ในการขับเคลื่อนรถและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการขับขี่โดยอัตโนมัติ รวมถึงช่วยลดความเหนื่อยล้าจากการขับขี่ และลดโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงบนท้องถนน ซึ่งอาจเกิดจากความประมาทหรือความไม่ชำนาญในการขับขี่ ซึ่งระบบความปลอดภัยเหล่านี้จะมาเป็นมาตรฐานใหม่ของการขับขี่ที่สะดวกสบายและปลอดภัยสูงสุด

ไม่เพียงเท่านี้ ในการพัฒนาสกายแอคทีฟแพลตฟอร์มเจเนอเรชั่นใหม่นั้น มาสด้ายังมุ่งเน้นความปลอดภัยขึ้นไปอีกระดับ โดยเริ่มตั้งแต่การออกแบบโครงสร้างตัวถังที่เสริมความปลอดภัยจากการชนปะทะ ด้วยการใช้เหล็กกล้าทนแรงดึงสูงพิเศษ (Ultra-High-Tensile Steel) ที่มีความเหนียว ทนทาน มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่ง ทำให้ง่ายต่อการควบคุมการขับขี่ และให้การควบคุมรถที่มั่นคงยิ่งขึ้น รวมถึงยังช่วยลดแรงสะเทือนจากท้องถนน บังคับเลี้ยวได้อย่างกระฉับกระเฉง การวางสมดุลหน้า-หลังทำได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งล้วนเป็นข้อได้เปรียบที่ได้จากรถที่มีน้ำหนักเบากว่า

ตัวถังแบบใหม่ยังใช้โครงสร้างเฟรมที่ดูดซับแรงปะทะจากหลากหลายทิศทาง ที่ช่วยรองรับแรงสั่นสะเทือนและสามารถกระจายแรงปะทะที่จะเข้าสู่ห้องโดยสารในกรณีเกิดอุบัติเหตุ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ขับขี่และผู้โดยสารจะได้รับความปลอดภัยในทุกสถานการณ์การขับขี่ ตั้งแต่คนขับรถมือใหม่ไปจนถึงผู้สูงอายุและผู้โดยสารที่นั่งด้านหลัง อีกด้วย

ทั้งนี้ มาสด้าจะยังคงท้าทายความสามารถและศักยภาพของตนเองต่อไป เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีอันเป็นความปรารถนาของลูกค้า เพื่อส่งมอบประสบการณ์อันล้ำค่าให้กับลูกค้าทุกคน ตามวิสัยทัศน์ “Sustainable Zoom-Zoom 2030” ในการพัฒนายนตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยนานาชาติต่อไปในอนาคต ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นคำมั่นสัญญาของเราว่า เทคโนโลยีความปลอดภัยของมาสด้าจะช่วยดูแลคุณและเสริมสร้างประสบการณ์ที่ดีไปตลอดการเดินทาง

ฮอนด้าระเบิดมหกรรมความสนุกครั้งยิ่งใหญ่ รวมพลชาวสกู๊ปปี้ไอทั่วประเทศร่วมกิจกรรม Honda Scoopy i D-Day วันอาทิตย์ที่ 12 ก.ค.นี้

0

เอ.พี. ฮอนด้า ผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย ร่วมกับเครือข่ายร้านผู้จำหน่ายฯ ทั่วประเทศ เอาใจแฟนคลับรถแฟชั่น เอ.ที. ยอดนิยมอันดับหนึ่งของวัยรุ่นไทย จัดกิจกรรม Honda Scoopy i D-Day ภายใต้คอนเซปต์ “มันส์ ฉ่ำ มว๊ากกก” รวมพลชาวสกู๊ปปี้ไอทั่วประเทศ กว่า 2,000 คน ร่วมสัมผัสประสบการณ์ความสนุกแบบเย็นฉ่ำไปพร้อม ๆ กัน ณ สวนน้ำชั้นนำ 3 แห่ง ได้แก่สวนสยาม, สวนน้ำรามายณะ และสวนน้ำวานา นาวา หัวหิน ในวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคมนี้

ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ Honda Scoopy i ที่สนใจเข้าร่วมมหกรรมความสนุกครั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ร้าน Honda Wing Center ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พร้อมติดตามข่าวสารการจัดกิจกรรมอื่นๆ ตลอดทั้งปี ได้ที่เฟซบุ๊ก fb.com/hondamotorcyclethailand

“CUB House” จับมือผู้นำแฟชั่นเปิดตัวคอลเล็คชั่นใหม่เท่โดนใจคนเมือง

0

CUB House ร้านไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ ภายใต้คอนเซปต์ The First Moto Lifestyle Café and Showroom by Honda เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดเอาใจสายแฟชั่น จาก 2 แบรนด์ชั้นนำที่เป็นไอคอนแห่งวงการอย่าง “Greyhound” และ “Stream Trail” ผนึกกำลังมาร่วมสร้างสรรค์ไอเท็มสุดเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมรองรับไลฟ์สไตล์คนเมืองในแบบที่เป็นตัวเอง

เริ่มที่คอลเล็คชั่นเสื้อผ้า “CUB House x Greyhound New Collection” ครั้งนี้ Greyhound แบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังได้นำไอเดียที่แหวกแนวมา Twist จนเกิดชิ้นงานใหม่ เป็นคอนเล็คชั่นเสื้อผ้าที่เล่าเรื่องการเดินทางอันหลากหลาย เพิ่มความซนด้วยลวดลายของ Monkey ใส่ท่อพ่นไฟ ผสานงานปักกับงานพิมพ์เข้าด้วยกันจนเกิดเป็นชิ้นงานใหม่ในสไตล์ Urban Vintage ที่สามารถหยิบมาสวมใส่ได้ทั้งวันธรรมดาและวันที่พร้อมลุย

ตามมาด้วยคอลเล็คชั่นกระเป๋า “CUB House x Stream Trail New Collection” เท่ไม่เหมือนใครกับกระเป๋าหลากสีหลากไซส์ ที่ผสานความลงตัวของแฟชั่นและฟังก์ชั่น เอาใจคนรักกิจกรรมเอาท์ดอร์ ด้วยคุณสมบัติที่ตอบโจทย์สายลุยตัวจริง เท่ ทนทาน กันน้ำได้ดี สามารถหยิบมาแมทช์ให้เข้ากับทุกลุคได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นวันธรรมดาในเมือง หรือวันสนุกๆ กับการท่องเที่ยวไปนอกเมือง เพิ่มความสนุกให้กับการ Mix & Match ได้อย่างไม่รู้จบ

พบกับคอลเล็คชั่นใหม่ของ “Greyhound” และ “Stream Trail” ได้ที่ร้าน “CUB House The First Moto Lifestyle Café & Showroom” ทั้ง 13 สาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือเข้าไปอัพเดทเทรนด์แฟชั่นเพิ่มเติมได้ที่แฟนเพจเฟซบุ๊ก fb.com/cubhousebyhonda และเว็บไซต์ www.cubhousebyhonda.com

กลุ่มทรู ผนึกกำลัง โตโยต้า สนับสนุน ไฮลักซ์ รีโว่ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และสิ่งของจำเป็น ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

0

กลุ่มทรู โดย คุณขจร เจียรวนนท์ กรรมการบริหาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทรู ลีสซิ่ง จำกัด คุณอาณัติ เมฆไพบูลย์วัฒนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) และคุณพิชิต ธันโยดม หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร พร้อมด้วยบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด โดย มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และคุณสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ร่วมแถลงข่าว “โครงการความร่วมมือ ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ระหว่าง กลุ่มทรู และ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด” ณ ศูนย์ขับทดสอบรถยนต์โตโยต้า (TDEX) บางนา กม.3

โดย โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ได้สนับสนุนรถโตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ จำนวน 22 คัน ให้ทรู ลีสซิ่ง ติดตั้งอุปกรณ์ในรถเพิ่มเติม และจัดทีมปฏิบัติการ เพื่อใช้ประโยชน์ในการขนส่ง อาหาร สิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน ให้ถึงมือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ นอกจากจะสะท้อนพันธกิจที่ตรงกันของทั้งโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย และทรู ในการสร้างสังคมที่มีคุณภาพโดยการทำกิจกรรมที่มีคุณค่าเพื่อสังคม อันนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนแล้ว ยังตอกย้ำความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อกันมาอย่างยาวนาน ทั้งในด้านธุรกิจและด้านกิจกรรมเพื่อสังคม ที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างประโยชน์และความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า ตอบโจทย์เป้าหมายการให้บริการของทั้งทรู และโตโยต้า อีกด้วย

เคลียร์ข้อสงสัย Nissan Kicks e-Power 2020 พร้อมทดสอบสมรรถนะ (ภาพ+คลิปวีดีโอ)

0

ถึงเวลาได้สัมผัส Nissan Kicks e-Power 2020 ในรูปแบบการทดสอบที่หลากหลาย ตามไปดุกันเลยว่า One-Pedel ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด จะดีกว่า e-Pedel ใน Nissan Leaf มากน้อยขนาดไหน รวมถึงปัญหาคาใจต่างๆที่เป็นประเด็นร้อน ซึ่งเราได้หาคำตอบไว้ให้เป็นที่เรียบร้อย ติดตามรับชมกันได้เลยครับ

โอกาสดีมากที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมทดสอบ Nissan Kick e-Power 2020 เป็นกลุ่มแรกของโลกก็ว่าได้ เพราะรถรุ่นนี้นอกจากจะผลิตในประเทศไทย ยังเป็นประเทศแรกของโลกที่วางจำหน่ายรถรุ่นนี้ สำหรับรีวิวรถรุ่นนี้ซึ่งก่อนหน้า Autoworldthailand ได้นำเสนอเป้นที่เรียบร้อยตามนี้ครับ https://www.autoworldthailand.com/nissan-kicks-e-power/

Nissan Kicks e-Power 2020 1

เพราะฉะนั้น การสัมผัสในครั้งนี้จึงเป็นการโฟกัสไปที่ระบบ One-Pedel และตัวช่วยการขับขี่ต่างๆที่เป็นเทคโนโลยีเด่น รวมถึงไขข้อข้องใจกับระบบ e-Power โดยมีคำตอบจาก Product Specialist ของ นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย

รูปแบบการทดสอบที่หลากหลาย
เริ่มทดสอบกับการสัมผัส one-pedel ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดมาจาก e-Pedel ใน Nissan Leaf ซึ่งมีหน้าที่หลักในการช่วยชาร์จไฟรวมถึงชะลอความเร็วจนรถหยุดสนิท หรือพุดง่ายๆว่าทำหน้าที่ในการหยุดรถโดยที่ไม่ต้องใช้เบรก กับโหมดการขับขี่ทั้ง Normal, Eco, และ Smart ในพื้นที่ของสนามปทุมธานี สปีดเวย์

Nissan Kicks e-Power 2020 2

โหมดแรกที่ได้ทำการทดสอบนั่นคือ Normal ซึ่งเปรียบเสมือนการใช้งานปกติ ไม่มีเทคโนโลยี One-Pedel เข้ามาช่วยหน่วงหรือชะลอรถแต่อย่างใด

Nissan Kicks e-Power 2020 3

ซึ่งหากมองต่างมุม โหมดนี้จะสิ้นเปลืองพลังงานที่สุดเนื่องจากไม่มีการช่วยชาร์จไฟกลับไปยังแบตเตอรี่ สถานีทดสอบแรกกับการทดลองขับในรูปแบบ Lane Change ยังทำให้สัมผัสได้ถึงตัวช่วยการขับขี่ที่มาในรูปแบบของ Nissan Intelligent Mobility การช่วยเหลือจากเทคโนโลยีช่วยควบคุมเสถียรภาพขณะเข้าโค้ง (Intelligent Trace Control – ITC) ซึ่งช่วยตรวจสอบและแก้ไขการบังคับเลี้ยวหรือการเร่ง จะช่วยปรับและควบคุมเบรกล้อทั้ง 4 ให้เป็นไปตามพฤติกรรมของผู้ขับ และ เทคโนโลยีควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวอัตโนมัติ (Vehicle Dynamic Control – VDC) คอยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวอัตโนมัติโดยควบคุมการชะลอความเร็ว รวมถึงตอบสนองของพละกำลังเครื่องยนต์ ซึ่งจะช่วยรักษาเสถียรภาพการทรงตัวของรถขณะหักหลบกะทันหัน

Nissan Kicks e-Power 2020 4

 

ความเร็วที่ใช้ในการทดสอบนั่นคือ 60 กม./ชม ในรูปแบบการหักหลบฉุกเฉิน ระบบที่เข้ามาช่วยทำให้การควบคุมรถทำได้ง่ายขึ้น รถเสียอาการน้อยมาก และที่น่าสนใจคือนน.ของพวงมาลัยค่อนข้างจะเบา และแม่นยำ

ต่อด้วยการขับขี่แบบ Slalom เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับการควบคุม Nissan Kicks e-Power ถือเป็นรถที่ควบคุมง่าย ช่วงล่างดีไซน์ออกมาค่อนข้างที่จะนุ่มนวล และทีเด็ดอีก 1 เรื่องคือวงเลี้ยวแคบเพียง 5.1 ม. ทำให้ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายไปได้อีกทาง

Nissan Kicks e-Power 2020 5

ต่อด้วย Eco โหมดนี้จะสัมผัสถึง E-Pedel ได้ชัดเจนที่สุด การใช้คันเร่งจะตอบสนองช้ากว่า Normal แต่เมื่อไหร่ที่ยกคันเร่ง การช่วยเบรกจากระบบ ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมรถได้มั่นใจยิ่งขึ้น ซึ่งการหน่วงแต่ละครั้งถูกปรับให้นุ่มนวลกว่า เมื่อเทียบกับ Nissan Leaf ส่งผลให้การบังคับควบคุมทั้ง Lane Change และ Slalom ทำได้ง่ายและรถเสียอาการน้อยกว่าโหมด Normal

Nissan Kicks e-Power 2020 7

 

สำหรับโหมด Smart เป็นทางเลือกสำหรับใช้ความเร็ว คันเร่งตอบสนองได้ทันใจ แต่การหน่วงเมื่อยกขาออกจากคันเร่งนั้นก็ยังให้ความนุ่มนวล

Nissan Kicks e-Power 2020 6

อีกหนึ่งรูปแบบของการทดสอบคือขับเต็มรอบของสนามปทุมธานี สปีดเวย์ ซึ่งจะได้ใช้ความเร็วและเพิ่มการควบคุมรถขึ้นมาอีกระดับ ด้วยสภาพเส้นทางหลายรูปแบบ ทั้งทางตรง และทางโค้ง Nissan Kicks e-Power 2020 นั้นถือว่าเป็นรถที่ควบคุมได้ง่ายมาก ยิ่งได้คุณสมบัติเด่นจาก One Pedel ที่คอยช่วยชะลอความเร็ว การเข้าโค้งแต่ละครั้ง จึงแทบไม่ต้องเหยียบเบรก และยิ่งถ้าเป็นโหมด Eco ในการชาร์จกำลังกลับไปยังแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ทำได้รวดเร็ว จากพลังงานเหลือ 40 % ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีเพื่อชาร์จพลังงานให้กลับมาเต็มอีกครั้งตามข้อมูลจริงๆ

Nissan Kicks e-Power 2020 8

ช่วงทางตรงกว่า 200 ม. ตรงนี้ใช้เป็นการทดสอบอัตราเร่ง 0-100 ซึ่งก็ทำได้ไม่เกิน 10 วิ อันที่จริง ในโหมด Smart นั้น การตอบสนองของมอเตอร์ไฟฟ้านั้นมีมาก จากแรงบิด 260 นิวตันเมตร ทำให้ตอบสนองค่อนข้างไว และมอเตอร์ชุดนี้ก็เป็นแบบเดียวกับที่อยู่ใน Nissan Leaf

Nissan Kicks e-Power 2020 9

รูปแบบสุดท้ายในการทดลองขับนั่นคือ Double Lane Change เป็นการหักหลบ 2 ครั้ง กติการะบุไว้ที่ความเร็ว 60 กม./ชม. ขอลองเพิ่มอีกสักนิดให้มีความสนุก เพราะเริ่มคุ้นเคยกับรถ แม้รถเสียอาการบ้าง เนื่องจากความเร็วเกินกำหนด แต่ก็ไม่ถึงกับเสียการควบคุม เพราะตัวช่วยที่มีมากมายใน Intelligent Mobility

Nissan Kicks e-Power 2020 10

อีกหนึ่งฟีเจอร์เด่นอย่าง กล้องมองภาพรอบคันหรือ Around View Monitor แสดงภาพได้ชัดเจนและหลายมุมมอง รวมถึงระบบ MOD ก็จะคอยตรวจจับความเคลื่อนไหว ซึ่งทั้ง 2 ระบบนี้เคยเป็นฟีเจอร์เด็ดของทั้ง Terra และ Almera ก็ได้ถูกติดตั้งไว้ร่วมกับเทคโนโลยีอีกหลายรุปแบบที่ Nissan อัดแน่นมาให้เต็มคัน

Nissan Kicks e-Power 2020 11

บทสรุปของการสัมผัส Nissan Kicks e-Power ในสนามทดสอบแห่งนี้ สำหรับเทคโนโลยีใหม่อย่าง One-Pedel ซึ่งถือเป็นการพัฒนาต่อจาก e-Pedel ที่เคยอยู่ใน Nissan Leaf แต่ได้มีการปรับให้นุ่มนวลมากขึ้นอย่างชัดเจน ในโหมดการขับขี่แบบ Normal เป็นแค่การเริ่มต้นใช้งาน แต่ไม่นานหากคุ้นเคยกับ Smart และ Eco แน่นอนว่า Normal อาจจะแทบไม่ค่อยได้ใช้งาน การชาร์จพลังงานกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ทำได้รวดเร็วในเวลาเพียงไม่กี่นาที ซึ่งเป็นแนวทางแห่งความประหยัด เพราะหากใช้พลังงานที่มาจากแบตเตอรี่ เท่ากับว่าเครื่องยนต์ไม่ได้ใช้งาน น้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นต้นทางของพลังงานหลักก็ลดความสิ้นเปลืองไปโดยปริยาย

Nissan Kicks e-Power 2020 14

Nissan Intelligent Mobility ก็ถือเป็นตัวช่วยสำคัญที่ช่วยให้การขับขี่ได้อย่างสนุกและปลอดภัย ส่วน Nissan Connect น่าเสียดายที่ไม่สามารถเชื่อต่อกับระบบ Android Auto ได้ ซึ่งปัญหามาจากระบบปฏิบัติการ แบบเดียวกับที่ค่ายรถอีกหลายยี่ห้อไม่สามารถเชื่อมต่อกับ Android Auto ได้นั่นเอง

Nissan Kicks e-Power 2020 12

อีกเรื่องคือการตกแต่ง คันที่ได้นำมาทดสอบในครั้งนี้จะเรียกได้ว่าเป็นรุ่น Super Top ก็ไม่ผิด เพราะนอกจากสีขาวพิเศษ ที่ต้องเพิ่มเงินอีก 5,000 บาท ยังมีหลังคาสีดำ และเบาะนั่งแบบทูโทน ซึ่งรวมกันก็มีมูลค่าถึง 25,000 บาทเลยทีเดียว อันที่จริง หลังคาทุโทนก็ไม่ได้มีผลกับเรื่องดีไซน์ แต่เบาะนั่งสีส้มที่เห็น หากเป็นสีดำ จะทำให้ภายในของรถคันนี้ ถอดความหรูหราที่มีสไตล์ไปเลยก็ว่าได้

Nissan Kicks e-Power 2020 13

คงไม่ต้องมาเถียงกันว่ารถคันนี้เป็นไฮบริด หรือ ไฟฟ้าอย่างที่เป็นประเด็นสังคม ในยุคที่สถานีบริการเติมปะจุไฟในประเทศไทยที่มีน้อย หากคุณใช้รถไฟฟ้าเดินทางระยะไกลคงต้องวางแผนการเดินทางเป็นอย่างดี หลายคนที่ใช้รถไฟฟ้าจึงมีการใช้งานในชีวิตประจำวันที่ไม่ได้เดินทางเป็นระยะทางไกลสักเท่าไหร่ แต่การแหวกกฎที่นิสสันได้คิดค้นเทคโนโลยีนี้มานั้นทำให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเรื่องสถานีอัดประจุไฟไปได้เลย