Home Blog Page 455

ไทยธาดา มอเตอร์ นครนายก เปิดตัวอย่างเป็นทางการ

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด สร้างความแข็งแกร่งในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งมั่นขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายเพื่อมอบการบริการที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้า โดยได้เปิด บริษัท ไทยธาดา มอเตอร์ จำกัด (สาขานครนายก) อย่างเป็นทางการ โดยมี นายเอกอธิ รัตนอารี ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคลและบริหารทั่วไป บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด นำคณะผู้บริหารร่วมแสดงความยินดีในพิธีดังกล่าว

บริษัท ไทยธาดา มอเตอร์ จำกัด (สาขานครนายก) เป็นเครือข่ายผู้จำหน่ายมิตซูบิชิแvห่งที่ 10 ภายใต้การบริหารของ ไทยธาดา (กลุ่มอยุธยา) ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผู้จำหน่ายมิตซูบิชิที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นที่สุดทั้งด้านยอดจำหน่าย ดัชนีด้านบริการงานขาย (SSI) และดัชนีความพึงพอใจของลูกค้า (CSI) จากการประเมินของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย

เครือข่ายผู้จำหน่ายแห่งใหม่นี้ตกแต่งด้วยดีไซน์ที่มีมาตรฐานเดียวกัน ทั่วโลกของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส โดดเด่นด้วย ‘ไดนามิค สโลป’ เพื่อให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ (CI) และกลยุทธ์แบรนด์ในระดับโลก ‘Drive your Ambition’

บริษัท ไทยธาดา มอเตอร์ จำกัด (สาขานครนายก) พร้อมให้บริการแบบครบวงจรเพื่อความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า ตั้งอยู่ที่ 99/10 หมู่ 8 ตำบลพรหมณี อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก
โทร. 037-349-333

มาสด้า ปลื้มโกยยอดขายกว่า 52,000 คัน มาสด้า2 รั้งเบอร์หนึ่ง 3 ปีติด เน้นเจาะตลาดออนไลน์ตอบโจทย์ลูกค้า

0

บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยความสำเร็จการดำเนินธุรกิจประจำปีงบประมาณ 2019 หรือ Fiscal Year 2019 ซึ่งสิ้นสุดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ด้วยยอดขายรถยนต์ใหม่กว่า 52,000 คัน โดยเฉพาะมาสด้า2 ยังฮอตสุด ด้วยยอดขายสูงเกือบ 37,000 คัน ครองเบอร์หนึ่งรถเก๋งเล็ก 3 ปีติดต่อกัน ตามติดมาด้วย Mazda3 ยอดขายเกือบ 5,000 คัน และที่กำลังมาแรงมากที่สุดคือ CX-30 และ CX-8 จากความสำเร็จที่เกิดขึ้นถือเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของมาสด้า เพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีสกายแอคทีฟที่ทันสมัยมากที่สุด ให้สมรรถนะแรงขับขี่ที่เร้าใจแต่ประหยัดน้ำมัน ประกอบกับการออกแบบดีไซน์ที่เน้นความเรียบง่ายแต่คงความงดงาม จนสามารถก้าวขึ้นแท่นความเป็นที่สุดของยนตรกรรมชั้นนำที่สามารถครองใจลูกค้าชาวไทยและคนทั่วโลก ปีนี้เตรียมกลยุทธ์เด็ดมากยิ่งขึ้น เพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้วยการบุกตลาดรถครอสโอเวอร์และลุยตลาดรถปิกอัพ ชูกลยุทธ์การบริหารงานแบบครบวงจร เปิดเกมรุกการสื่อสารและการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ SKY booking ที่สามารถเข้าถึงลูกค้าให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น มุ่งเป้ายอดขายรวมที่ 60,000 คัน

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย กล่าวถึงความสำเร็จของมาสด้าในปีงบประมาณ 2019 (ระหว่างเดือนเมษายน 2562 – มีนาคม 2563) ที่ผ่านมาว่า แม้ตลาดรถยนต์ในช่วงปีที่ผ่านมาจะมีการแข่งขันที่สูงมาก อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกรอบทิศทาง แต่มาสด้าก็ยังสามารถทำยอดขายรวมได้ถึง 51,702 คัน ขยายตัวลดลง 27% ครองส่วนแบ่งการตลาด 5.5% ในขณะที่อุตสาหกรรมโดยรวมลดลง 11% ด้วยตัวเลข (ประมาณการ) อยู่ที่ 944,000 คัน

สรุปยอดขายรถยนต์มาสด้าประจำปีงบประมาณ 2019 อยู่ที่ 51,702 คัน แบ่งออกเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลด้วยจำนวนที่สูงถึง 41,035 คัน โดย Mazda2 ยังคงมาแรงฮิตต่อเนื่องด้วยยอดขายเกินกว่าครึ่งเป็นจำนวนถึง 36,260 คัน ตามมาด้วยรถเก๋ง Mazda3 อีกจำนวน 4,775 คัน ในขณะที่รถปิกอัพบีที-50 โปร ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กันด้วยยอดขายกว่า 4,679 คัน ส่วนรถยนต์อเนกประสงค์ตระกูล CX Series อันได้แก่ รถยนต์ครอสโอเวอร์ CX-5, CX-3 และ CX-8 ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2562 ก็ยังคงฮิตติดตลาดและมียอดขายรวมทั้งสิ้นกว่า 5,966 คัน และสุดท้ายรถยนต์ MX-5 รถสปอร์ตเปิดประทุนแบรนด์ไอคอนระดับตำนานของมาสด้า มียอดขายรวมอีก 22 คัน

สถานการณ์ตลาดรถยนต์ไตรมาสแรกของปี 2563 แม้จะมีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่ออุตสหกรรมในภาพรวม โดยเฉพาะจากการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจเป็นวงกว้างอย่างเห็นได้ชัดเจน ส่งผลต่อภาพรวมด้านเศรษฐกิจในปีนี้เกิดการชะลอตัวลง แต่รถยนต์มาสด้ายังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า อันเนื่องมาจากการวางแผนกลยุทธ์การตลาด และการยกระดับมาตรฐานการให้บริการหลังการขายให้ดียิ่งขึ้น ล้วนทำให้ได้รับความเชื่อมั่นจากทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ จึงทำให้มาสด้าสามารถปิดยอดขายในไตรมาสแรกสูงถึง 10,152 คัน

โดยรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยังคงความแรงด้วยยอดขายรวม 7,678 คัน นำโดยมาสด้า2 ด้วยยอดขาย 6,733 คัน และมาสด้า3 จำนวน 945 คัน ตามมาด้วยรถปิกอัพมาสด้า บีที-50 โปร มียอดขายรวม 667 คัน ในส่วนรถอเนกประสงค์มียอดขายรวมที่ 1,805 คัน ซึ่งรถยนต์ CX-8 ครอสโอเวอร์ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าแบบครอบครัว ก็ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีโดยมียอดขายรวมมาเป็นอันดับหนึ่งในเซ็กต์เมนต์นี้ จำนวน 575 คัน ตามมาติดด้วย CX-5 จำนวน 467 คัน ที่ร้อนแรงสุดเพิ่งเปิดตัวได้เพียงเดือนเดียว คือ CX-30 มียอดขายในเดือนแรกสูงถึง 441 คัน ส่วน CX-3 ครอสโอเวอร์น้องเล็กสุด จำนวน 322 คัน  และรถสปอร์ตเปิดประทุน MX-5 จำนวน 2 คัน

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ยังได้แสดงวิสัยทัศน์เพิ่มเติมเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจในปีนี้ว่า แม้ว่าจะยังมองไม่เห็นทิศทางที่สดใส อันเนื่องมาจากการชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศและทั่วโลก ซึ่งเป็นผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ทั้งทางด้านอุตสาหกรรม ภาคการส่งออก และการท่องเที่ยว ซึ่งคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะชะลอตัวลงและต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น มากกว่าที่ประเมินไว้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทั้งนี้เรายังมีความหวังว่าด้วยแรงสนับสนุนจากมาตรการต่างๆ ของทางภาครัฐที่จะเข้ามาช่วยบรรเทาปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงิน และจากความร่วมแรงร่วมใจกันจากทุกภาคส่วนเชื่อว่าจะช่วยประคับประคองให้เศรษฐกิจของประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้

สำหรับกลยุทธ์มาสด้าในปี 2563 นี้ มาสด้าจะยังคงเดินหน้าสื่อสารวิสัยทัศน์ Sustainable zoom-zoom 2030 ที่มุ่งมั่นในการแก้ปัญหาเพื่อให้โลกของเรายังคงสวยงามและเพื่อให้ผู้คนและสังคมน่าอยู่ เนื่องในปีนี้เป็นปีที่ Mazda Motor Corporation ครบรอบ 100 ปี เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา ทางมาสด้ายังคงเตรียมความพร้อมในการจัดกิจกรรมมากมายตลอดทั้งปี ที่สำคัญมาสด้าจะยังคงมุ่งมั่นในการมองไปถึงอีก 100 ปีข้างหน้า พร้อมสานต่ออุดมการณ์ในการให้ความสำคัญกับผู้คนเป็นอันดับแรก โดยยึดมั่นในแนวคิด “การสร้างสรรค์ระหว่างความเป็นเอกลักษณ์ของพวกเราร่วมกับผู้อื่น” และจะยังคงท้าทายความสามารถและศักยภาพของตนเองต่อไป เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์อันเป็นความปรารถนาของลูกค้า เพื่อส่งมอบให้กับลูกค้าทุกคนจนเกิดเป็นความผูกพันต่อไปในระยะยาว

ด้านกลยุทธ์ทางผลิตภัณฑ์ มาสด้าวางแผนงานเพื่อพิ่มศักยภาพการทางการแข่งขัน ด้วยการเตรียมเปิดตัวทั้งรถยนต์โมเดลรุ่นใหม่ๆ  และไมเนอร์เชนจ์ตลอดทั้งปีงบประมาณ 2563 โดยเฉพาะการบุกตลาดรถครอสโอเวอร์เอสยูวีและตลาดรถปิกอัพ ทั้งจากตระกูล CX Series และจากรถปิกอัพ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและเพิ่มความคุ้มค่าให้กับรถยนต์มาสด้ามากยิ่งขึ้น ทั้งยังเพิ่มความครอบคลุมทั้งรถยนต์นั่งและรถยนต์อเนกประสงค์ ให้ตรงกับสิ่งที่ลูกค้ามองหามากที่สุด นายชาญชัย กล่าวเสริม

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมามาสด้าให้ความสำคัญในเรื่องของการให้บริการหลังการขาย โดยเฉพาะการปรับภาพลักษณ์ของโชว์รูมต่างๆ ที่แล้วเสร็จ 100% ไปเมื่อปลายปี 2562 ซึ่งลูกค้าได้สัมผัสภาพลักษณ์ที่แปลกใหม่และโดดเด่นของโชว์รูมมาสด้าในทุกแห่ง สำหรับปีนี้ มาสด้ามุ่งเน้นกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ Mazda Digital Platform เป็นหลัก เนื่องจากเราได้เล็งเห็นว่าสื่อออนไลน์ได้เข้ามามีบทบาทที่สำคัญกับวิถีชีวิตของมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้เราได้พัฒนาแพล็ตฟอร์มของเราให้เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วและสามารถรองรับการใช้งานได้ 100% เราเชื่อว่าการมุ่งเน้นการสื่อสารออนไลน์นี้ จะสามารถช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพและเข้าถึงทุกความต้องการของลูกค้าในแต่ละบุคคลได้ดียิ่งขึ้น ไม่เพียงเท่านี้ เรายังมุ่งเน้นการจำหน่ายรถยนต์ผ่านช่องทางออนไลน์ SKY booking อีกด้วย ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะทำให้สามารถวางแผนการผลิตได้ดี ช่วยอำนวยความสะดวกและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ การให้บริการและคุณภาพหลังการขายถือเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญอย่างมาก เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น รวมถึงด้านอะไหล่และการจัดส่ง ที่มาสด้าได้ปรับราคาให้มีความใกล้เคียงหรือถูกกว่าท้องตลาด และอำนวยความสะดวกรวดเร็วให้ลูกค้าด้วยการจัดส่งอะไหล่ไปยังศูนย์บริการ 2 รอบต่อวัน ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และ 1 รอบต่อวันในต่างจังหวัด ซึ่งส่วนนี้จะช่วยทำให้ลูกค้ามั่นใจขึ้นว่า เราจะอำนวยความสะดวกและใส่ใจดูแลลูกค้าไปตลอดระยะเวลาที่ได้ครอบครองรถยนต์มาสด้า จนเกิดเป็นความผูกพันระยะยาวกับแบรนด์ นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ กล่าวเสริม

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกลยุทธ์ของมาสด้ารถยนต์พรีเมียมสัญชาติญี่ปุ่น ที่จะมาเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมรถยนต์ในปี 2563 และมาสด้าพร้อมเดินหน้าอย่างเต็มกำลัง เพื่อจะให้รถยนต์มาสด้าได้เข้าไปครองใจลูกค้าชาวไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

สรุปยอดจำหน่ายรถยนต์มาสด้าประจำปีงบประมาณ 2562 เทียบกับปีงบประมาณ 2561

ข้อมูลการขายรถเมษายน 2561 – มีนาคม 2562เมษายน 2560 – มีนาคม 2561% เปลี่ยนแปลง
MAZDA236,26048,119– 25
MAZDA34,7754,852– 2
MAZDA CX-31,7393,132– 44
MAZDA CX-30441nana
MAZDA CX-52,4666,834– 64
MAZDA CX-81,320nana
MAZDA BT-50 PRO4,6797,500– 38
MAZDA MX-52231– 29
ยอดรวม51,70270,468– 27

ฟอร์ด มอบความสะดวกสบาย คุ้มค่า ปลอดภัย ส่งตรงถึงบ้านในช่วงสถานการณ์โควิด-19

0

ฟอร์ด ประเทศไทย นำเสนอบริการพิเศษสำหรับลูกค้าเพื่อรับมือกับสถานการณ์แพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส (โควิด-19) ในปัจจุบัน ด้วยการนำนวัตกรรมด้านบริการผ่านช่องทางออนไลน์ และแอปพลิเคชันต่างๆ ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการต่างของฟอร์ดได้ง่ายๆ เพียงปลายนิ้ว โดยมอบบริการหลากหลาย ที่คำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของลูกค้า เปี่ยมด้วยความคุ้มค่า และสะดวกสบายแบบส่งตรงถึงบ้าน สร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการมอบประสบการณ์การครอบครองรถฟอร์ดที่เหนือระดับ

“สุขภาพและความปลอดภัยของพนักงาน ผู้จำหน่าย คู่ค้า และ ลูกค้าเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุด นอกเหนือไปกว่านั้น เรามุ่งมั่นดูแลลูกค้าครอบครัวฟอร์ด ด้วยบริการที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยนำนวัตกรรมด้านบริการมาใช้ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการที่ต้องการได้อย่างสะดวกรวดเร็วโดยไม่ต้องออกจากบ้าน นอกจากนี้ ฟอร์ดยังจัดให้มีมาตรการด้านสุขอนามัยต่างๆ ที่โชว์รูมและศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกค้าครอบครัวฟอร์ดทุกคนในการเข้ามาใช้บริการได้อย่างมั่นใจ” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

นวัตกรรมด้านบริการและมาตรการด้านสุขอนามัยที่ ฟอร์ด ได้จัดเตรียมเป็นพิเศษให้กับลูกค้าในช่วงนี้  มีดังนี้

 

บริการรับรถเข้าศูนย์บริการและส่งคืนถึงบ้าน

ลูกค้าฟอร์ดสามารถติดต่อศูนย์บริการฟอร์ด เพื่อนัดหมายการเข้ารับบริการ โดยพนักงานของผู้จำหน่าย จะเดินทางไปรับรถยนต์ของลูกค้ามาเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการ และส่งมอบรถยนต์คืนถึงบ้าน โดยรถที่เข้ารับบริการทุกคัน จะได้รับบริการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อด้วยผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการแนะนำโดยฟอร์ดว่าไม่มีผลกระทบต่ออายุการใช้งานของวัสดุต่างๆ ในรถยนต์ฟอร์ดก่อนส่งมอบให้กับลูกค้า

 

หน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Service)

หน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Service) ของฟอร์ด จะให้การบริการที่ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษ เช่น การตรวจสภาพเบื้องต้น การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามระยะ การเปลี่ยนแบตเตอรี่ ใบปัดน้ำฝนและหลอดไฟ โดยลูกค้าสามารถติดต่อศูนย์บริการฟอร์ด เพื่อขอใช้บริการจากหน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Service) จากผู้จำหน่ายได้ โดยหน่วยบริการเคลื่อนที่ พร้อมให้บริการลูกค้าถึงบ้านตามเวลานัดหมาย

เลือกซื้อรถยนต์จากผู้จำหน่ายพร้อมบริการจัดส่งรถทดลองขับถึงบ้าน

ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารล่าสุดของฟอร์ด เช่น ข้อมูลสินค้าและบริการต่างๆ ตลอดจนกิจกรรมส่งเสริมการขาย ผ่านช่องออนไลน์และสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็วโดยที่ไม่ต้องออกจากบ้าน โดยสามารถนัดหมายกับผู้จำหน่ายเพื่อทดลองขับรถ และรับรถยนต์ใหม่ได้ที่บ้าน

ช่องทางการชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน

ลูกค้าสามารถชำระค่าสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์ หรือแอปพลิเคชัน โดยการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของผู้จำหน่าย เพื่อลดการสัมผัส มอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยสูงสุดแก่ลูกค้า

ข้อเสนอในการแบ่งเบาภาระทางการเงินให้กับลูกค้า

เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินของลูกค้า ฟอร์ดร่วมกับ บมจ. ธนาคารทิสโก้จัดแคมเปญให้ลูกค้าสามารถเริ่มชำระค่างวดงวดแรก หลังจากได้ทำการส่งมอบรถไปแล้ว 90 วัน เมื่อซื้อฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ทุกรุ่น ตั้งแต่วันที่1 ถึง 30 เมษายน 2563

สิทธิ์การใช้บริการต่อเนื่อง 2 เดือนสำหรับคูปองฟรีค่าแรงเช็กระยะ โปรแกรมชุดน้ำมันเครื่องสุดคุ้ม และโปรแกรมบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะ

ลูกค้าครอบครัวฟอร์ดที่มีคูปองฟรีค่าแรงเช็กระยะ โปรแกรมชุดน้ำมันเครื่องสุดคุ้ม (Oil Save Pack) และโปรแกรมบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะ (Scheduled Service Plan) ที่ครบกำหนดเข้ารับบริการ หรือสัญญาหมดอายุ สามารถใช้บริการต่อเนื่องได้อีก 2 เดือน หรือ 4,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) โดยนับตั้งแต่วันที่สัญญาหมดอายุ

มาตรการด้านสุขอนามัยและการป้องกันโรคสำหรับผู้จำหน่ายฟอร์ด

นอกจากนี้ ฟอร์ดยังมีมาตรการด้านสุขอนามัยที่โชว์รูมและศูนย์บริการฟอร์ด เพื่อเป็นการเฝ้าระวังสถานการณ์การแพร่กระจายของโคโรนาไวรัส (โควิด-19) โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. เตรียมจุดล้างมือ หรือ น้ำยาล้างมือ หรือ เจลแอลกอฮอล์ ไว้อย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในบริเวณที่มีการใช้งานร่วมกันจำนวนมาก เช่น ห้องรับรองลูกค้า ห้องสุขา จุดชำระเงิน จุดบริการอาหารและเครื่องดื่ม
  2. ทำความสะอาดอุปกรณ์ และบริเวณที่มีผู้สัมผัสปริมาณมาก เช่น ราวบันได ลูกบิดประตู มือจับประตู ประตูห้องน้ำ ด้วยน้ำยาทำความสะอาด หรือแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้น 70% ขึ้นไปอย่างสม่ำเสมอ
  3. ทำความสะอาดรถยนต์ โดยเฉพาะบริเวณที่มีผู้สัมผัสปริมาณมาก เช่น มือจับประตู พวงมาลัย และปุ่มกดต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ
  4. คัดกรองพนักงานทุกคน โดยการวัดไข้ทุกวัน และให้พนักงานหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศเสี่ยง ตามประกาศของกรมควบคุมโรค

 

“ในสถานการณ์เช่นนี้ ฟอร์ดยังคงทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้จำหน่าย ในการพัฒนาบริการ เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าครอบครัวฟอร์ดด้วยความใส่ใจ โดยมุ่งเน้นให้ลูกค้าอุ่นใจจากการดูแล และช่วยเหลือในทุกช่วงเวลา” นายวิชิต กล่าวปิดท้าย

ลามิน่า ชูนวัตกรรมฟิล์มกรองแสงระดับโลก จัดทำเฟซชิลด์คุณภาพสูง มอบให้กับบุคลากรทางการแพทย์

0

นางสาวจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคารลามิน่า ฟิล์มกลุ่มพิเศษลูมาร์ ผลิตโดยซีพีฟิล์ม อิงค์ มาตรฐานไอเอสโอ 9001 ในเครือบริษัท อีสท์แมน เคมิคัล จากประเทศสหรัฐอเมริกา ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย

ลามิน่า ได้ทำการจัดทำหน้ากากปกป้องอนามัย หรือ เฟซชิลด์ คุณภาพสูง เพื่อส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์ และบุคลากรด้านอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยเล็งเห็นว่าเฟซชิลด์จะเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญในการช่วยเหลือให้บรรดานักรบแถวหน้า สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเข้มแข็งมากขึ้น

“ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรทางการแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องทำงานอย่างเข้มแข็งเพื่อควบคุมสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งลามิน่าได้ทำการประดิษฐ์เฟซชิลด์คุณภาพสูงขึ้นจากฟิล์มนิรภัยมาตรฐานระดับโลก เพื่อติดอาวุธเพิ่มเติมให้กับเจ้าหน้าที่ทุกนายในการรับมือกับโรคร้ายในครั้งนี้”

เฟซชิลด์ ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อให้กับเจ้าหน้าที่ในส่วนงานต่างๆ เนื่องจากสามารถปกป้องผู้ปฏิบัติการได้ทั่วทั้งใบหน้า และลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อผ่านทางดวงตา ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน และลามิน่ามองว่า การผลิตด้วยวัสดุที่มีคุณภาพสูงและมีความเหมาะสมที่แท้จริง จะช่วยเพิ่มศักยภาพของเฟซชิลด์มากขึ้น

บริษัทฯ ได้ทำการศึกษาร่วมกับอีสท์แมนฯ อย่างเร่งด่วน และพบว่าความหนาที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการผลิตเฟซชิลด์จะอยู่ที่ 8 มิล (Mil) หรือ 200 ไมครอน เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการปกป้องอย่างเต็มที่ จึงดัดสินใจเดินหน้าการผลิตในประเทศไทยจำนวน 700 ชิ้น และจะทำการส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ เฟซชิลด์ที่ลามิน่าทำการผลิตออกมาจะประกอบไปด้วย 2 รูปแบบที่มีความเหมาะสมในการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป เนื่องจากบริษัทได้ทำการสำรวจความต้องการในการใช้งานของเจ้าหน้าที่ และพบว่าในกลุ่มผู้ปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน จะใช้งานหน้ากากปกป้องอนามัยกันคนละรูปแบบ ทำให้มีการพัฒนาและผลิตออกมาให้ตรงกับความใช้งานมากที่สุด

ประกอบไปด้วย เฟซชิลด์แบบใส สำหรับผู้ปฏิบัติงานในอาคารทั่วไป เน้นไปที่กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ โดยการผลิตจะใช้ฟิล์มนิรภัยแบบใส รุ่น SCLSRPS8 ที่มีความหนา 8 มิล หรือ 200 ไมครอน ซึ่งเป็นฟิล์มที่มีความหนาที่เหมาะสม และความใสที่เหมาะกับการใช้งานที่เกี่ยวข้อง ตามมาตรฐานและการแนะนำของโรงงานผู้ผลิต

ด้วยคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมของฟิล์มนิรภัยแบบใส ที่ผลิตจากโพลีเอสเตอร์คุณภาพเยี่ยม นอกจากจะให้ความคมชัดเหมาะกับการปฏิบัติงานแล้ว ยังสามารถลดความร้อนได้ 16% พร้อมทั้งกันรังสียูวีได้เกือบ 100%  โดยจะนำไปมอบให้กับโรงพยาบาลราชวิถี,  โรงพยาบาลหลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินธโร อุทิศ และโรงพยาบาลแห่งอื่น ๆ ที่ยังขาดแคลนอยู่

ขณะที่เฟซชิลด์แบบที่ 2 ได้แก่ เฟซชิลด์แบบกันความร้อนจากแสงแดด ซึ่งเน้นการใช้งานไปที่กลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติการนอกสถานที่เป็นหลัก โดยเลือกใช้ฟิล์มกรองแสงนิรภัยรุ่น N1040SRPS8 ที่มาพร้อมกับความหนา 8 มิลหรือ 200 ไมครอน และผลิตจากโพลีเอสเตอร์คุณภาพสูง เพื่อให้ได้มาตรฐานในการใช้งานสูงสุดตามที่โรงงานผู้ผลิตแนะนำ

ความพิเศษของฟิล์มนิรภัยรุ่นนี้ อยู่ที่การลดความร้อนได้ถึง 47% ซึ่งถือว่าเป็นฟิล์มนิรภัยที่มีค่ากันความร้อนสูงมาก และสามารถกันรังสียูวีได้เกือบ 100% จึงมีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้งานกับการปฏิบัติการนอกสถานที่หรือการทำงานกลางแจ้ง โดยจะนำไปมอบให้กับสถานีตำรวจธรรมศาลา, สถานีตำรวจตลิ่งชัน, สถานีตำรวจศาลาแดง บุคลากรทางการแพทย์ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกล่าวสรุปว่า “ด้วยความห่วงใยเจ้าหน้าที่และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดูแลควบคุมการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 ลามิน่าขอเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบอุปกรณ์ป้องกันคุณภาพสูง ที่ได้รับการพัฒนาและผลิตด้วยฟิล์มนิรภัยมาตรฐานสูง และหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงความห่วงใย ที่ลามิน่าในฐานะองค์กรหนึ่งในสังคมไทยจะส่งต่อไปยังเจ้าหน้าที่ทุกคน”

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ลามิน่าดำเนินการต่อเนื่องมาจากแคมเปญความห่วงใยใกล้ตัวคุณ ที่ต้องการให้ประชาชนชาวไทยเลือกใช้ฟิล์มกรองแสงคุณภาพสูงที่ได้มาตรฐานระดับสากล ผ่านแนวคิด #ก็เค้าห่วง #ฟิล์มอะไรก็ได้ไม่ได้ และลามิน่าก็จะเดินหน้ากิจกรรมดีดีเคียงคู่สังคมไทยอย่างต่อเนื่องไปในอนาคต

มาเซราติ ประเทศไทย เปิดตัว Levante รุ่นพิเศษ ‘Grigio Matte Edition’

0

มาเซราติ ประเทศไทย ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ Maserati อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เปิดตัว เลอวานเต้ รุ่นพิเศษ ‘Grigio Matte Edition’ (กริจิโอ แมท อิดิชั่น) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ให้ผู้สนใจได้จับจองในจำนวนจำกัด เพียง 50 คันทั่วโลก

ปิยะเทพ ศิวากาศ, ผู้จัดการทั่วไป มาเซราติ ประเทศไทย เผยว่าMaserati Levante นับเป็นเอสยูวีรุ่นแรกในประวัติศาสตร์กว่า 106 ปี ของค่ายตรีศูล และได้เสียงตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เราจึงได้นำ เลอวานเต้ รุ่นพิเศษ ‘Grigio Matte Edition’ มาให้ลูกค้าในไทยได้จับจองแบบลิมิเต็ด อิดิชั่น”

ตัวถังพ่นสีพิเศษ เสริมชุดแต่งรอบคัน ขุมพลัง 350 แรงม้า

เลอวานเต้ เอสยูวียอดนิยมของ มาเซราติ เปิดตัวรุ่นพิเศษ ‘กริจิโอ แมท อิดิชั่น’ ผลิตจำกัด 50 คันทั่วโลก ตัวถังสีเทาด้าน Grigio Lava พร้อมชุดแต่ง Nerrissimo Pack ประกอบด้วย กระจังหน้าและโลโก้สัญลักษณ์โครเมียมรมดำ เพิ่มความสปอร์ตด้วยมือจับประตูสีเดียวกับตัวถัง กรอบหน้าต่างสีดำเงา Glossy Black ไฟท้ายสีเข้ม Dark Look พร้อมปลายท่อไอเสียแบบ Burnished และประตู Soft Close ขับเคลื่อนอย่างเร้าใจด้วยเครื่องยนต์เบนซิน วี6 สูบ ทวินเทอร์โบ 350 แรงม้า ส่งกำลังสู่ล้อทั้ง 4 ผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ

ห้องโดยสารสปอร์ตเต็มพิกัด ติดตั้งเบาะปรับไฟฟ้าทรงสปอร์ต หุ้มหนังแท้ Pieno Fiore บริเวณหมอนรองศีรษะปักโลโก้ พวงมาลัยหุ้มหนังแท้ และแต่งด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ พร้อมแพดเดิลชิฟต์ ระบบเครื่องเสียง Bower & Wilkins Premium Sound System ปิดท้ายความสปอร์ตด้วยคาลิเปอร์เบรกพ่นสีแดง จับคู่กับล้อแม็กผิวด้าน Helios ขอบ 21 นิ้ว มาพร้อม warranty 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และ Premium Maintenance Program 3 ปี หรือ 60,000 กิโลเมตร

 

ผู้สนใจสามารถสัมผัส เลอวานเต้ ‘กริจิโอ แมท อิดิชั่น’ ได้อย่างใกล้ชิดได้แล้ววันนี้ ที่โชว์รูมมาเซราติ โครงการเอ-สแควร์ สุขุมวิท 26

มาร์เกซผู้น้องเฉือนพี่ชายคว้าโพเดี้ยม MotoGP Virtual Race สนามสอง

0

ยอดนักบิดสองพี่น้องเลือดกระทิง มาร์ค และ อเล็กซ์ มาร์เกซ จากทีมแข่งเรปโซล ฮอนด้า มอบความสุขและความตื่นเต้นให้กับแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก หลังทำศึกสายเลือดเพื่อแย่งชิงตำแหน่งบนโพเดี้ยม ในเกมดวลความเร็วแบบออนไลน์ MotoGP Virtual Race สนามสอง สุดท้ายเป็นน้องชายที่เฉือนคว้าชัยชนะในอันดับที่ 3 ไปครอง

การแข่งขัน MotoGP Virtual Race หรือโปรเจกต์ #StayAtHomeGP ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเวลาที่ไวรัสโคโรนา โควิด-19 กำลังระบาดและส่งผลกระทบต่อโปรแกรมการแข่งขันโมโตจีพี ฤดูกาล 2020 อย่างหนักหน่วง โดยเกมชิงชัยสนามที่สอง มีขึ้นที่เรดบูล ริง เซอร์กิต ประเทศออสเตรีย เมื่อช่วงหัวค่ำของวันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน ที่ผ่านมาไฮไลต์ของการแข่งขันเรซนี้อยู่ที่การดวลเดือดกันเอง ระหว่างยอดนักบิดดีกรีแชมป์โลก มาร์ค และอเล็กซ์ สองพี่น้องยอดนักบิดตระกูลมาร์เกซ สังกัดทีมแข่งเรปโซล ฮอนด้า ที่ต่างโชว์ทักษะการขับขี่แบบเสมือนจริงเพื่อต่อสู้แย่งชิงพื้นที่บนโพเดี้ยมแบบไม่มีใครยอมใคร

หลังดวลความเร็วครบ 10 รอบ ผลปรากฏว่าเป็นน้องชายที่สามารถพารถแข่ง Honda RC213V หมายเลข 73 รับธงตราหมากรุกในอันดับที่ 3 เฉือนเอาชนะพี่ชายในสายเลือด ซึ่งตามหลังเข้าวินในอันดับที่ 4 เพียง 3 วินาที ขณะที่ยอดนักบิดญี่ปุ่นอย่าง ทาคาอากิ นาคากามิ จากทีมแข่งแอลซีอาร์ ฮอนด้า ที่มาร่วมแจมสนามนี้ด้วย จบเรซในอันดับที่ 8อเล็กซ์ มาร์เกซ กล่าวว่า “นี่คือการแข่งขันที่น่าตื่นเต้น! ผมมีความสุขที่ได้กลับมายืนบนโพเดี้ยมหลังจบศึกอันดุเดือดที่เรดบูล ริง หลังจากชนถึงสองครั้ง แต่ยังจบเรซบนโพเดี้ยมถือเป็นสิ่งที่พิเศษมาก ผมมีความสุข และหวังว่าแฟนๆ ที่ติดตามรับชมจะมีช่วงเวลาที่ดีและสนุกกับการแข่งขันเช่นเดียวกัน”

ทางด้าน มาร์ค มาร์เกซ กล่าวว่า “เหมือนกับศึก MotoGP Virtual Race สนามแรก ผมสนุกมากที่ได้แข่งขันกับทุกคน เราจบเรซในตำแหน่งท็อปไฟว์เป็นสิ่งที่เราต้องการ และขอแสดงความยินดีกับ อเล็กซ์ ที่สามารถคว้าโพเดี้ยมได้อีกครั้ง สำหรับสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การที่เราได้ส่งมอบความสุขให้กับแฟนมอเตอร์สปอร์ตอีกครั้ง”

CUB House เผยคอนเซปต์ใหม่ Classy Crazy สะท้อนความคลาสสิกเหนือกาลเวลาของ C125

0

CUB House – The First Moto Lifestyle Café and Showroom by Honda ร้านไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ ภายใต้แบรนด์ฮอนด้า เปิดตัวคอนเซปต์ใหม่ Classy Crazy ให้กับรถ C125 รถจักรยานยนต์สุดคลาสสิกที่ให้กลิ่นอายของอดีต สื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่สายอาร์ตที่หลงใหลในเสน่ห์และความเป็นตำนานที่ไม่มีวันสิ้นสุดของรถตระกูล C

ในปี 2018 CUB House เปิดตัว C125 เป็นครั้งแรกในประเทศไทยด้วยคอนเซปต์ The Originality เพื่อสื่อถึงความเป็นออริจินัลในยุคเริ่มต้นของ C Series ช่วงปี 1950s ที่ครองใจคนทั่วโลกในเวลาต่อมายาวนานหลายทศวรรษ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มแฟนชาวไทยที่ชื่นชอบและกำลังรอคอย

และในปี 2020 นี้ CUB House ได้ขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบศิลปะ หลงไหลในความงามของอดีต ให้มาสัมผัสกับเสน่ห์ของรถในตระกูล C ที่เต็มไปด้วยเรื่องราว ความร่วมสมัยระหว่างนิยามของคำว่าคลาสสิกกับโมเดิร์น เปรียบ C125 เสมือนผลงานศิลปะที่สัมผัสได้ สะท้อนรสนิยมที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะของผู้ที่ได้ครอบครอง

สำหรับคอนเซปต์ Classy Crazy มีจุดเริ่มต้นมาจากความเป็นพิถีพิถันของฮอนด้าในการถ่ายทอดความเป็นตำนานผ่านตัวรถ C125 ในทุกรายละเอียด จนทำให้รถ C125 กลายเป็นรถคลาสสิกที่อยู่ในใจของทุกผู้ทุกวัย โดยคอนเซปต์นี้จะถูกนำมาใช้ในการสื่อสารการตลาดของ C125 ตั้งแต่เดือนเมษายน 2020 เป็นต้นไป ผ่านชุดภาพใหม่ที่แสดงให้เห็นถึงความคลาสสิกน่าหลงไหลของ C125

พบกับ C125 ที่มีให้เลือกถึง 4 สีได้แก่ สีน้ำเงิน เทา แดง ดำ วันนี้ที่คับเฮ้าส์ทุกสาขาทั่วประเทศ และติดตามความอาร์ตในแบบ Classy Crazy เพิ่มเติมได้ที่

แฟนเพจเฟซบุ๊ก www.fb.com/cubhousebyhonda

เว็บไซต์ www.aphonda.co.th/cubhouse

เอ็มจี ย้ำความมั่นใจให้ลูกค้า NEW MG EXTENDER รองรับน้ำมันไบโอดีเซล B10

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ยืนยันรถกระบะพันธุ์ยักษ์ NEW MG EXTENDER ทุกรุ่น รองรับการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10 พร้อมสนับสนุนให้ลูกค้า หันมาใช้น้ำมันดีเซล B10 ตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน เพื่อลดค่าใช้จ่ายและลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 รวมทั้งช่วยสนับสนุนเกษตรกรไทย

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตามที่กระทรวงพลังงานได้มีมาตรการในการเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซลในภาคพลังงานให้เพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันกรมธุรกิจพลังงานได้ออกประกาศและกำหนดให้น้ำมันดีเซล B10 เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐานสำหรับรถดีเซลทั่วไปนั้น ทางเอ็มจี ในฐานะผู้จำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทยก็พร้อมตอบสนองมาตรการดังกล่าวอย่างเต็มที่ โดยขอยืนยันว่า รถกระบะ NEW MG EXTENDER ซึ่งเป็นรถกระบะรุ่นแรกของเอ็มจี ที่เปิดตัวสู่ตลาดเมืองไทยเมื่อปีที่ผ่านมานั้น สามารถรองรับการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10 รวมทั้งขอเชิญชวนลูกค้ารถกระบะ NEW MG EXTENDER ทุกท่านหันมาใช้น้ำมันดังกล่าว เพราะนอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงได้กว่า 3 บาทต่อลิตรแล้ว ยังช่วยลดมลพิษ รวมทั้งยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน และช่วยในการสร้างสมดุลปาล์มน้ำมันทั้งระบบของประเทศได้เป็นอย่างดี”

ทั้งนี้ นายพงษ์ศักดิ์กล่าวต่อไปว่า “นอกเหนือจากการสนับสนุนการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10 แล้ว ปัจจุบันรถยนต์นั่ง (Passenger Car) ไม่ว่าจะเป็น NEW MG 3 และ NEW MG ZS รวมไปถึง NEW MG HS สามารถรองรับน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์ E85 ในขณะที่ NEW MG ZS EV มาพร้อมพลังงานทางเลือกด้วยการเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100%  สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับการพัฒนารถยนต์ที่นอกจากจะมาพร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัยแล้ว เรายังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปด้วย”  

จุดเด่นและสเปกของกระบะพันธุ์ยักษ์ NEW MG EXTENDER

NEW MG EXTENDER มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบโมเดิร์นดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเอ็มจี พร้อมมิติตัวถังขนาดใหญ่ รวมถึงกระบะท้ายใหญ่กว่า ช่วยเพิ่มปริมาณการบรรทุกได้มากยิ่งขึ้น ช่วงล่าง แบบ EURO TUNING SUSPENSION พร้อมโครงสร้างตัวถังที่แข็งแกร่งและสร้างด้วยเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง ปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยดิสก์เบรก 4 ล้อ และระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป Advanced Synchronized Protection System ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 161 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิด 375 นิวตันเมตร พร้อมความอัจฉริยะด้วยระบบปฏิบัติการ i–SMART เอกสิทธิ์เฉพาะสำหรับผู้ใช้รถยนต์เอ็มจี

มีให้เลือกทั้งแบบกระบะตอนครึ่ง (Giant Cab) และแบบ 4 ประตู (Double Cab) ซึ่งมีทั้งระบบขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อ (2WD) และแบบ 4 ล้อ (4WD) ครอบคลุมทั้งเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด  พร้อม 5 สีให้เลือก คือ สีขาว Artic WHITE สีดำ BLACK Knight สีเงิน SILVER Metallic สีแดง Scarlet RED และสีเทา Metal Ash GREY โดยมีทั้งหมด 9 รุ่นย่อย ในราคาที่ดีที่สุด และให้ Option ครบที่สุด ดังนี้

NEW MG EXTENDER รุ่น GIANT CAB (กระบะตอนครึ่ง) 
• NEW MG EXTENDER GC 2.0 C 6MT ราคาจำหน่าย 549,000 บาท
• NEW MG EXTENDER GC 2.0 D 6MT ราคาจำหน่าย 619,000 บาท
• NEW MG EXTENDER GC 2.0 GRAND D 6MT ราคาจำหน่าย 659,000 บาท
• NEW MG EXTENDER GC 2.0 GRAND D 6AT ราคาจำหน่าย 719,000 บาท
• NEW MG EXTENDER GC 2.0 GRAND X 6MT ราคาจำหน่าย 729,000 บาท

NEW MG EXTENDER รุ่น DOUBLE CAB (4 ประตู) 
• NEW MG EXTENDER DC 2.0 GRAND D 6MT ราคาจำหน่าย 759,000 บาท
• NEW MG EXTENDER DC 2.0 GRAND D 6AT ราคาจำหน่าย 819,000 บาท
• NEW MG EXTENDER DC 2.0 GRAND X 6AT ราคาจำหน่าย 879,000 บาท
• NEW MG EXTENDER DC 2.0 GRAND 4WD X 6AT ราคาจำหน่าย 1,029,000 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจรถยนต์เอ็มจีหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand

ฮอนด้าเปิดตัว New MSX125SF สตรีทไบค์ยอดนิยม โฉมใหม่สไตล์ซูเปอร์ฮีโร่

0

เอ.พี. ฮอนด้า ผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย เอาใจวัยรุ่นทั่วประเทศ ด้วยการปล่อยสีสันใหม่เท่ขึ้นกว่าเดิมสไตล์ซูเปอร์ฮีโร่ให้กับ New MSX125SF รถสปอร์ต 125 ซีซียอดนิยมอันดับหนึ่งของเมืองไทย ส่งมอบความมันส์ภายใต้คอนเซปต์ “Clutch Me If You Can ตามมาสิคลัทช์” สะท้อนความสนุก คล่องตัว ควบคุมง่ายดั่งใจคิด ทั้งยังเร้าใจกว่าด้วยคลัทช์มือ

New MSX125SF โฉมใหม่ มาพร้อมคุณสมบัติอันโดดเด่น ตอกย้ำความเป็นสตรีทไบค์เบอร์หนึ่งอย่างครบถ้วน สะดุดตาด้วยชุดสีใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากซูเปอร์ฮีโร่ ไฟหน้าแบบ LED แผงหน้าปัดแบบฟูลดิจิตอลแสดงสถานะชัดเจน ฝาถังน้ำมันติดกับตัวถังแบบรถบิ๊กไบค์ ให้ความเท่ ใช้งานสะดวกและลงตัว กุญแจแบบพับได้ พกพาง่าย สะดวกสบายทุกครั้งที่ขับขี่

ด้านสมรรถนะการควบคุม บิดสนุกรวดเร็วทันใจด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ 4 จังหวะ ขนาด 125 ซีซี. ระบบหัวฉีด PGM-FI ผ่านมาตรฐานไอเสียระดับ 6 และรองรับน้ำมัน E20 ตัดต่อการส่งกำลังด้วยระบบคลัทช์มือ ให้ประสิทธิภาพการขับขี่ที่สนุก เร้าใจ คล่องตัว และควบคุมได้ง่าย (Controllable) ระบบช่วงล่างสไตล์สปอร์ต โช้คหน้าแบบหัวกลับ ยึดเกาะถนนมั่นใจด้วยยางหน้ากว้างแบบ Tubeless ขนาด 12 นิ้ว พร้อมดิสก์เบรกหน้า-หลัง เสริมความปลอดภัยด้วยระบบเบรก ABS with G-Sensor หรือเซนเซอร์อัจฉริยะที่ช่วยส่งสัญญาณไปที่ ECU เพื่อสร้างสมดุลขณะเบรก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในรถบิ๊กไบค์ระดับท็อป

เอ.พี. ฮอนด้า พร้อมวางจำหน่าย New MSX125SF โฉมใหม่ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ โดยมีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น Standard มีให้เลือก 3 เฉดสี ได้แก่ แดง-น้ำเงิน เร้ดสไปดี้ สีเหลือง-ดำ เยลโลว์สตอร์ม และสีขาว-แดง ไวท์สการ์เล็ต ราคาแนะนำที่ 70,940 บาท เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2563 และ รุ่น ABS with G-Sensor สีดำ-ม่วง แบล็กไทเกอร์ ราคาแนะนำ 78,480 บาท เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

พนักงานฟอร์ด ประเทศไทยร่วมผลิตหน้ากากป้องกันใบหน้า 100,000 ชิ้น เพื่อบุคลากรทางการแพทย์

0

ฟอร์ด ประเทศไทย เผยว่า อาสาสมัครพนักงานฟอร์ดจากโรงงานฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด (เอฟทีเอ็ม) และออโต้ อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (เอเอที) ในจังหวัดระยอง ได้ใช้โรงงานเอฟทีเอ็มเป็นฐานการปฏิบัติงานเพื่อร่วมกันผลิตหน้ากากป้องกันใบหน้า (Face shields) ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการอย่างเร่งด่วนของบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศไทย โดยการผลิตเริ่มต้นขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และเริ่มส่งมอบให้แก่กระทรวงสาธารณสุข เมื่อเร็วๆนี้

ในเบื้องต้น ฟอร์ดสามารถผลิตหน้ากากป้องกันใบหน้าได้จำนวน 2,000 ชิ้นต่อวัน และตั้งเป้าผลิตหน้ากากอีกอย่างน้อย 10,000 ชิ้น เพื่อส่งมอบให้กับหน่วยงานทางการแพทย์ผ่านช่องทางของกระทรวงสาธารณสุขภายในสัปดาห์นี้ และจะมอบหน้ากากที่จะผลิตได้เพิ่มเติมให้แก่ทั้งกระทรวงสาธารณสุข และกระจายไปยังหน่วยงานระดับจังหวัดที่มีความต้องการใช้ผ่านทางผู้แทนจำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศไทย

“ในขณะที่เชื้อไวรัส โควิด- 19 ยังคงแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว บุคลากรทางการแพทย์กำลังเผชิญกับปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์เวชภัณฑ์ พนักงานฟอร์ดจึงอาสาเป็นส่วนหนึ่งในการเร่งออกแบบ และลงมือผลิตหน้ากากป้องกันใบหน้าเพื่อสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์และบุคลากรที่เป็นแนวหน้าในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรค” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย  กล่าว

“สำหรับฟอร์ด เราตระหนักถึงความจำเป็นในการเป็นส่วนหนึ่งของความช่วยเหลือยามที่สังคมต้องการ เรามีทรัพยากร มีความเชี่ยวชาญ และที่สำคัญ มีพนักงานที่มีจิตอาสา พร้อมร่วมมือร่วมใจกันให้ความช่วยเหลือผลิตอุปกรณ์ที่จำเป็นอย่างเร่งด่วนในครั้งนี้”  นายวิชิต กล่าว

โครงการผลิตหน้ากากป้องกันใบหน้าในประเทศไทย เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของฟอร์ดที่จะสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น รวมถึงประเทศต่างๆ ที่ฟอร์ดดำเนินธุรกิจ เพื่อช่วยยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19

ในประเทศสหรัฐอเมริกา ฟอร์ดได้ผลิตและส่งมอบหน้ากากป้องกันใบหน้าแล้วกว่า 1 ล้านชิ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และปัจจุบัน ฟอร์ดสามารถผลิตหน้ากากป้องกันใบหน้าได้ 1 ชิ้นในทุกๆ 10 วินาที 

นอกจากนี้ ฟอร์ดได้ร่วมมือกับบริษัท 3M และ จีอี เฮลธ์แคร์  เพิ่มความสามารถในการผลิตอุปกรณ์ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนให้แก่บุคลกรทางการแพทย์ ซึ่งรวมถึงการร่วมมือกับจีอี เฮลธ์แคร์ ผลิตเครื่องช่วยหายใจ 50,000 เครื่องภายใน 100 วัน และเพิ่มการผลิตให้ได้ 30,000 เครื่องต่อเดือน เพื่อสนองต่อความต้องการในอนาคต  

ฟอร์ดยังทำงานร่วมกับ 3M เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตเครื่องช่วยหายใจแบบใช้อากาศบริสุทธิ์ (PAPR) รุ่นปัจจุบัน และร่วมกันออกแบบเครื่องรุ่นใหม่โดยใช้ชิ้นส่วนที่มีใช้อยู่แล้วในทั้งสองบริษัท เพื่อสนองต่อความต้องการของบุคลากรทางการแพทย์ให้ฉับไวยิ่งขึ้น 

ในสหราชอาณาจักร ฟอร์ดกำลังประเมินรายละเอียดต่างๆ ร่วมกับรัฐบาลอังกฤษ เพื่อผลิตเครื่องช่วยหายใจเพิ่มเติม ขณะที่ในประเทศออสเตรเลีย ฟอร์ดกำลังพัฒนาหน้ากากป้องกันใบหน้าจากวัสดุในประเทศเพื่อแจกจ่ายให้แก่บุคลากรทางการแพทย์เช่นกัน

นอกจากนี้ กองทุน ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ซึ่งเป็นหน่วยงานเพื่อสังคมของฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ยังได้ประกาศโครงการ โควิด-19 โดเนชั่น แมช เปิดโอกาสให้พนักงานและบุคคลทั่วไป ร่วมระดมทุนสนับสนุนองค์กรไม่แสวงผลกำไรและองค์กรเพื่อชุมชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 20 ประเทศ รวมถึงในประเทศไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไว้รัส โควิด-19 ในครั้งนี้ด้วย