Home Blog Page 456

ALL-NEW MAZDA3 คว้ารางวัลรถยนต์ที่ออกแบบยอดเยี่ยมแห่งปี WORLD CAR DESIGN OF THE YEAR 2020

0

มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่ายนตรกรรม ALL-NEW MAZDA3 เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดที่ออกแบบภายใต้ KODO design ต้นแบบแห่งศิลปะความสง่างาม คว้ารางวัลชนะเลิศรถยนต์ที่ออกแบบยอดเยี่ยมของโลกประจำปี 2020 หรือ World Car Design of the Year 2020 จากเวที “WORLD CAR AWARD” ซึ่งเป็นเวทีการประกวดรถยนต์ในระดับสากลเพื่อมอบรางวัลให้กับรถยนต์ที่มีความเป็นที่สุดและมีคุณลักษณะโดดเด่นที่สุดแห่งปี โดยมาสด้า3 ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้เป็นรุ่นที่ 2 ถัดจาก MX-5 ที่เคยได้รับรางวัลนี้มาแล้วเมื่อปี 2016

รางวัล World Car Award ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2004 โดยสื่อมวลชนผู้ทรงคุณวุฒิสายยานยนต์จำนวน 86 ท่าน จาก 25 ประเทศทั่วโลก ซึ่งได้ทดลองขับและทำการลงคะแนนเพื่อมอบรางวัลให้แก่รถยนต์ที่มีความเป็นที่สุดและมีคุณลักษณะเหมาะสมมากที่สุด เพื่อสะท้อนถึงความเป็นจริงของตลาดโลก ตลอดจนถึงเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเสริมสร้างความเป็นเลิศ ความเป็นผู้นำ และผลักดันการพัฒนานวัตกรรมของอุตสาหกรรมรถยนต์ให้ดียิ่งขึ้นการตัดสินรอบสุดท้ายในครั้งนี้ ได้ถูกจัดขึ้นที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยรถยนต์รุ่นต่างๆ ได้ถูกพิจารณาและผ่านการคัดเลือก

รถยนต์นั่ง ALL-NEW MAZDA3 คว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้มาด้วยความเป็นเอกลักษณ์ด้านความสง่างาม เพราะปรัชญาการออกแบบมาสด้า รถยนต์เปรียบเสมือนงานศิลปะชิ้นเอก “Car As Art” ที่ถูกบรรจงสรรสร้างขึ้นด้วยความเอาใจใส่พิถีพิถันในทุกรายละเอียด ด้วยแนวคิดที่คำนึงถึงความเรียบง่าย Less is More แต่คงไว้ซึ่งความงดงามในการออกแบบ ภายใต้ปรัชญา KODO design “Soul of Motion” หรือจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อไหวอันสง่างาม ทั้งดีไซน์ภายนอกและภายใน รวมถึงสมรรถนะการขับขี่ที่ให้ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถตามหลัก Human Centricity และนวัตกรรมเทคโนโลยี SKYACTIV ที่ได้รับการพัฒนาให้มีสมรรถนะแรงแต่ประหยัดน้ำมัน ตลอดจนพรั่งพร้อมด้วยเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย i-ACTIVSENSE ที่ให้ความอุ่นใจกับผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้เพลินเพลินไปตลอดเส้นทาง ตามแนวคิด “Feel the Drive” ขับเคลื่อนชีวิตให้มีความหมาย จึงทำให้รถยนต์ ALL-NEW MAZDA3 สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรติประจำปีนี้มาครองได้สำเร็จ

การคว้ารับรางวัลชนะเลิศในครั้งนี้นับเป็นความภาคภูมิใจและเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนายนตรกรรมให้ดีขึ้นไปอีกขั้นของชาวมาสด้า ทั้งยังเป็นแรงผลักดันให้มาสด้ามุ่งมั่นในการพัฒนารถยนต์ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศในการส่งมอบรถยนต์ที่เปี่ยมคุณภาพทั้งด้านสมรรถนะและดีไซน์เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าต่อไปในอนาคต

นอกจากนี้ยนตรกรรมเจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดจากมาสด้าที่เปิดตัวแนะนำในประเทศไทยไปเมื่อเร็วๆ นี้ ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง ALL-NEW MAZDA3 และครอสโอเวอร์เอสยูวี ALL-NEW MAZDA CX-30 ยังได้เข้าไปติด 2 ใน 3 คันสุดท้ายที่เข้าชิงรางวัล 2020 World Car of the Year Award หรือ รางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมของโลกประจำปีนี้ ซึ่งมาสด้าถือเป็นค่ายรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นเพียงค่ายเดียว ที่ติด 3 อันดับสุดท้าย (Top Three in the World) ในการเข้าชิงรางวัลรอบสุดท้ายครั้งนี้

เนื่องในโอกาสที่ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ได้ครบรอบ 100 ปี ในปีนี้ เราได้มุ่งมั่นพัฒนายนตรกรรมที่จะนำมาซึ่งสุนทรียภาพในการขับขี่อย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อสร้างชีวิตของผู้คนในทุกมิติให้มีชีวิตชีวาและมีความหมายยิ่งขึ้น และมาสด้าจะยังคงมุ่งมั่นในการมองไปถึงอีก 100 ปีข้างหน้า พร้อมสานต่ออุดมการณ์ในการให้ความสำคัญกับผู้คนเป็นอันดับแรก โดยยึดมั่นในแนวคิด “การสร้างสรรค์ระหว่างความเป็นเอกลักษณ์ของพวกเราร่วมกับผู้อื่น” และจะยังคงท้าทายความสามารถและศักยภาพของตนเองต่อไป เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์อันเป็นความปรารถนาของลูกค้า เพื่อส่งมอบให้กับลูกค้าทุกคนจนเกิดเป็นความผูกพันต่อไปในระยะยาว

TOYOTA C-HR BY KARL LAGERFELD แม่แบบผู้นำเทรนด์แฟชั่นด้านดีไซน์อันโดดเด่น

0

บริษัท  โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด จับมือ Karl Lagerfeld ดีไซน์เนอร์ตำนานแห่งวงการแฟชั่นระดับโลก นำเสนอ Toyota C-HR BY KARL LAGERFELD รุ่น LIMITED EDITION ที่มีจำนวนจำกัด เพื่อสร้างสรรค์ปรากฏการณ์ใหม่ในด้านการออกแบบที่ผสมผสานศาสตร์แห่งยนตรกรรมเข้าไว้กับศิลปะในด้านแฟชั่นได้อย่างลงตัว ตอกย้ำความเป็นต้นแบบของผู้นำเทรนด์ในด้านดีไซน์อย่างแท้จริง ลูกค้าที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่  https://www.toyota.co.th/c-hr และจองสิทธิ์ผ่านทางแอปพลิเคชัน “Toyota Privilege More”

อีกบทบาทแห่งการเข้าสู่การเป็น “องค์กรแห่งการขับเคลื่อน” (Mobility Company) หนึ่งในแนวคิดที่ท้าทาย คือ การผลิตยนตรกรรมที่ดียิ่งกว่าของโตโยต้า (Ever-better Cars) ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ “ยานพาหนะ” แห่งความสมบูรณ์แบบที่เหนือความคาดหมาย ส่งผลให้ Toyota C-HR มีการออกแบบที่เต็มไปด้วยความประณีต โดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร มาพร้อมกับ 4 เทคโนโลยี ที่ถือได้ว่าเป็นมาตรฐานระดับโลกของรถยนต์โตโยต้า นอกจากนี้ Toyota C-HR คือรถซับคอมแพคเอสยูวีรุ่นแรกและรุ่นเดียวในประเทศไทย ที่ได้รับรางวัลการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จากการทดสอบการชนรถใหม่ในอาเซียน หรืออาเซียน เอ็นแคป (ASEAN NCAP) ภายใต้การประเมินผลแบบใหม่สำหรับปี พ.ศ. 2560 – 2563  ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ Toyota C-HR ประสบความสำเร็จมียอดขายสะสมตั้งแต่เปิดตัวในเดือนมีนาคม 2561 ถึงกุมภาพันธ์ของปีนี้ มากกว่า 28,700*  คัน

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ในปัจจุบันลูกค้ากลุ่ม SUV มีความต้องการรถยนต์ที่มีความโดดเด่น แฟชั่น และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ให้ความมั่นใจในการขับขี่ และการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ โตโยต้าจึงให้ความสนใจในการพัฒนารถยนต์ในกลุ่ม SUV ให้มีสไตล์ที่สะท้อนภาพลักษณ์ บุคลิกของผู้ขับขี่ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะ Toyota C-HR ที่ได้รับการออกแบบให้มีดีไซน์โดดเด่น ทันสมัย มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน พร้อมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ระบบความปลอดภัยและสมรรถนะการขับขี่ที่มั่นใจ ซึ่งสามารถสะท้อนความเป็นผู้นำทั้งด้านดีไซน์และเทคโนโลยีได้เป็นอย่างดี จึงเป็นที่มาของการ จับมือกับแบรนด์แฟชั่นระดับโลกที่มีแนวคิดในการนำเสนอผลงานเหมือนกันอย่าง KARL LAGERFELD ที่มีความกล้าในการสร้างสรรค์เทรนด์ใหม่ๆเสมอ”

TOYOTA C-HR BY KARL LAGERFELD LIMITED EDITION

Toyota C-HR ก่อเกิดจากแนวคิดในการที่จะกล้าเปลี่ยนแปลงและพัฒนายนตรกรรมให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งได้รับการออกแบบให้มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่น น่าหลงใหล ด้วยเส้นสายที่เฉียบคม ภายใต้ความท้าทายในทุกข้อจำกัดของการดีไซน์ มาพร้อมกับเทคโนโลยีอันเป็นที่สุดตามมาตรฐานระดับโลกของโตโยต้า ผ่านประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมเหนือใคร สอดคล้องกับแนวคิดของ KARL LAGERFELD ดีไซน์เนอร์ผู้เป็นตำนานแห่งวงการแฟชั่น ซึ่งอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์แฟชั่นชั้นนำระดับโลกมากมาย ที่มีความกล้าสร้างสรรค์เทรนด์ใหม่ๆ รวมทั้งมีเอกลักษณ์ในการออกแบบ และไม่เคยล้าสมัย เหมาะกับทั้งหญิงและชาย และใส่ใจในความประณีตและคุณภาพ ดังคำที่เคยกล่าวไว้ว่า “แฟชั่น…นั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของเสื้อผ้า แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้กับทุกสิ่งทุกอย่าง”

ด้วยความเชื่อ และ DNA ที่คล้ายกันของทั้ง 2 แบรนด์ในการสรรสร้างสิ่งที่ดีที่สุด ก่อเกิดเป็นความร่วมมือที่จะปฏิวัติทุกการดีไซน์ โดยการผสมผสานศาสตร์ของการผลิตยนตรกรรมเข้าไว้กับศิลปะในด้านแฟชั่น จึงเป็นที่มาของ Toyota C-HR BY KARL LAGERFELD รุ่น LIMITED EDITION ที่ถูกยกระดับความโดดเด่นให้มากยิ่งขึ้น จากการคิดค้นอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อให้ได้มาซึ่งการผสมผสานอย่างลงตัวที่สุดของสีขาวและสีดำ ด้วยวัสดุเกรดพรีเมี่ยมที่ดีที่สุดเฉพาะรุ่นนี้เท่านั้น กับการออกแบบทั้งภายนอกและภายใน รวมทั้งหมด 12 จุดด้วยกัน ได้แก่

ดีไซน์ภายนอก

  • หลังคาสีขาวมุกพร้อมชุดตกแต่งหลังคาสีดำ
  • กระจกมองข้างสีขาวมุก
  • ไฟตัดหมอกหน้าแบบ LED
  • ชุดสเกิร์ตข้างสีขาวมุก

  • ชุดสปอยเลอร์กันชนหน้าสีขาวมุกพร้อมชุดตกแต่งกันชนหน้าสีดำ
  • ชุดสปอยเลอร์กันชนหลังสีขาวมุกพร้อมชุดตกแต่งกันชนหลังสีดำ
  • ล้ออัลลอย 17 นิ้วสีดำเงา
  • สติ๊กเกอร์สีขาวมุกตกแต่งข้างรถ Logo KARL LAGERFELD
  • สัญลักษณ์ KARL LAGERFELD บริเวณท้ายรถ

ดีไซน์ภายใน

  • ภายในตกแต่งสีทูโทน พร้อมสัญลักษณ์ KARL LAGERFELD
  • เบาะหนังสีทูโทนเกรดพรีเมียมพร้อมสัญลักษณ์ KARL LAGERFELD
  • สคัฟเพลท C-HR by KARL LAGERFELD

Mr. Pier Paolo Righi, ประธานกรรมการบริหาร ของแบรนด์  KARL LAGERFELD กล่าวเพิ่มเติมว่า   นี่คือความร่วมมือครั้งสำคัญของสองทีมงานด้านการออกแบบที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และศักยภาพ โดยดีไซน์ของ Toyota C-HR สามารถเข้ากับตัวตนของ KARL ได้อย่างน่าทึ่ง โดยความเป็นขาวดำถูกถ่ายทอดลงไปในตัวรถได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งเราเรียกว่า การออกแบบสไตล์ปารีส (Parisian Rock Chic) ที่มีมากกว่าความสวย แต่เต็มไปด้วยความหมายที่เล่าถึงจิตวิญญาณของ ที่สุดของยนตรกรรมแห่งปัจจุบัน ที่สะท้อนอนาคต (Embracing the present, Invention the future)”

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน กล่าวปิดท้ายว่า “Toyota C-HR คือยนตรกรรมซับคอมแพคเอสยูวีที่สมบูรณ์แบบที่สุดในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านดีไซน์ที่โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร รวมไปถึงสมรรถนะในการขับขี่ที่เหนือระดับ จากทีมงานโตโยต้าและ KARL LAGERFELD ผู้ที่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในศาสตร์ด้านยนตรกรรมและแฟชั่นที่ร่วมสร้างสรรค์ผลงานชิ้นสำคัญให้เป็น Limited Edition จำนวนจำกัด สำหรับผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่น และยนตรกรรมชั้นนำต้องไม่พลาดเป็นเจ้าของ TOYOTA C-HR BY KARL LAGERFELD คันนี้

พร้อมเป็นเจ้าของ TOYOTA C-HR BY KARL LAGERFELD LIMITED EDITION (เฉพาะรุ่น HV Hi)

  • ราคา 1,219,000 บาท**

**ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน รวมราคาชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ

เอกสิทธิ์พิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อ TOYOTA C-HR BY KARL LAGERFELD LIMITED EDITION วันนี้  รับฟรี! C-HR BY KARL LAGERFELD LIMITED EDITION SET ที่ออกแบบโดยทีมงานของ KARL LAGERFELD มูลค่ากว่า 50,000 บาท

โดยในเซ็ตประกอบไปด้วย 

  • กระเป๋าเดินทาง
  • กระเป๋าถือ                   
  • หมวก          
  • พวงกุญแจ

โดยลูกค้าที่สนใจสามารถดูรายละเอียดและทำการจองผ่านแอปพลิเคชัน Toyota Privilege More ได้ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2563 ติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.toyota.co.th/c-hr  

Facebook Toyota Motor Thailand

LINE ID: @ToyotaThailand

New Subaru Forester GT Edition l Beyond the Extraordinary ชุดแต่งดีไซน์พิเศษ เปิดตัวแล้วในประเทศไทย

0

บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ซูบารุในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ประกาศเปิดตัว ชุดแต่ง จีที เอดิชั่น สำหรับ นิว ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ อายไซต์ (New Subaru Forester GT Edition) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ชุดแต่งรุ่นนี้ ถือเป็นรุ่นที่ 2 ของชุดแต่ง จีที เอดิชั่น ที่มอเตอร์ อิมเมจ ร่วมมือผลิตอย่างใกล้ชิดกับบริษัทวิศวกรรมชื่อดัง Giken Co. Ltd และ มาซาฮิโกะ โคบายาชิ หรือ แจ็ค (Mr. Masahiko “Jack” Kobayashi) โดยมี ชุดแต่ง จีที เอดิชั่น สำหรับซูบารุ เอ็กซ์วี (XV GT Edition) เป็นชุดแต่งรุ่นแรก

Giken เป็นบริษัทวิศวกรรมที่ได้รับรางวัลมากมาย ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2507 และถือครองสิทธิบัตรจำนวนมากในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา Giken ได้กลายเป็นผู้นำอุตสาหกรรมในด้านการออกแบบ การผลิตวัสดุและเทคโนโลยีสำหรับระบบควบคุม และยังเป็นซัพพลายเออร์ระดับโลกในด้านชิ้นส่วนอากาศยานยนต์ และชิ้นส่วนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลอื่นๆ ให้กับซูบารุและแบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่นรายใหญ่อื่นๆ ด้วย

มร. โคบายาชิ เป็นอดีตหัวหน้านักออกแบบ (หัวหน้าทีม Global Advanced Design Studio) ของซูบารุ คอร์ปอเรชั่น (Subaru Corporation) และรับผิดชอบด้านการออกแบบภายนอกของรถยนต์ซูบารุกว่า 12 รุ่น รวมถึงซูบารุ WRX STI รถแรลลี่ในตำนาน

เดิมที มร. โคบายาชิ ได้รับการศึกษาและฝึกฝนในฐานะนักออกแบบแฟชั่นในโตเกียว ก่อนจะสำเร็จการศึกษาด้านการออกแบบคมนาคม ตลอดระยะเวลา 25 ปีในอาชีพของเขากับซูบารุ เขาเป็นที่รู้จักในนาม ‘hit maker’ เนื่องจากออกแบบรถยนต์ที่ได้รับความสำเร็จมากมาย เช่น Outback,  Legacy และ Impreza หลายรุ่น, WRX รุ่นปัจจุบัน, WRX STI, Levorg และ XV รุ่นแรก

ชุดแต่ง จีที เอดิชั่น สำหรับ นิว ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ อายไซต์ (New Subaru Forester GT Edition) รุ่นพิเศษนี้ได้รับการออกแบบรูปลักษณ์เพื่อชาวเอเชียโดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยให้ฟอเรสเตอร์ที่แข็งแกร่งนี้มีความโฉบเฉี่ยวและสปอร์ตยิ่งขึ้น โดยชุดแต่งภายนอกประกอบด้วย

สเกิร์ตด้านหน้า  สเกิร์ตด้านหลัง
สเกิร์ตด้านข้าง (ซ้าย-ขวา)สปอยเลอร์หลังคา

ล้ออัลลอยสั่งทำพิเศษขนาด 18 นิ้ว

นอกจากชุดแต่งภายนอกแล้ว ภายในยังมีเบาะที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากห้องโดยสารของแกรนด์ ทัวร์เรอร์สมรรถนะสูงจากเยอรมนีและอังกฤษ ปิดท้ายด้วยระบบเสียงและจอแสดงผลขนาด 8 นิ้วใหม่และระบบกล้องมองรอบคันรถ 360° (Superview Around Recognition Three-sixty System) ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่จอดรถและหลบหลีกได้อย่างง่ายดายและปลอดภัยยิ่งขึ้น

“ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) มีความภูมิใจที่ได้นำชุดแต่ง จีที เอดิชั่น สำหรับ นิว ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ อายไซต์ มาสู่กลุ่มลูกค้าในประเทศไทย เพราะชุดแต่งนี้ถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่มีความแตกต่าง ไม่เหมือนใคร และมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง คงไว้ซึ่งความปลอดภัยและความเอนกประสงค์ที่มีเฉพาะในรถยนต์ซูบารุเท่านั้น และนี่เป็นเพียงแค่หนึ่งในตัวอย่างที่เรา ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) หยิบยื่นทางเลือกใหม่ๆ ให้กลุ่มผู้บริโภค และเรายังมุ่งมั่นสร้างแรงบันดาลใจให้ตลาด และผลักดันผลิตภัณฑ์ของเรา ให้มีความตื่นเต้น มีชีวิตชีวาอย่างต่อเนื่องในช่วงปีนี้ครับ” ตวัน คำฤทธิ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

เพราะความปลอดภัยรอไม่ได้

ชุดแต่ง จีที เอดิชั่น สำหรับ นิว ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ อายไซต์ (New Subaru Forester GT Edition) นี้ ยังคงไว้ซึ่งเทคโนโลยีหลักอันเป็นเอกลักษณ์ 4 อย่างของซูบารุ คือ เครื่องยนต์บ๊อกเซอร์ (Boxer Engine)  ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตร (Symmetrical All-Wheel Drive) ซูบารุ โกลบอล แพลตฟอร์ม (Subaru Global Platform) และ เทคโนโลยีเสริมความปลอดภัยอายไซต์ (EyeSight Driver Assist Technology) ซึ่งทั้งหมดนี้มีคุณสมบัติในเรื่องความปลอดภัยมากกว่า 100 รายการ

ในปี พ.ศ. 2562 The  All-New Subaru Forester ได้รับคะแนนสูงสุดในการประเมินความปลอดภัยการชนของรถยนต์ญี่ปุ่น (JNCAP) โปรแกรมการประเมินความปลอดภัยของการชนซึ่งดำเนินการโดยรัฐบาลญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังได้รับคะแนน Advanced Safety Vehicle Triple Plus (ASV +++) ซึ่งเป็นคะแนนสูงสุดใน 2018-2019 JNCAP ประสิทธิภาพความปลอดภัยเชิงป้องกัน

ในปี พ.ศ. 2563 The All-New Subaru Forester ที่ติดตั้งเทคโนโลยีเสริมความปลอดภัยอายไซต์ได้รับรางวัล SAFETY PICK + (TSP +) จากสถาบันประกันภัยเพื่อความปลอดภัยบนทางหลวง (IIHS) ความสำเร็จนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความหลงใหลและความมุ่งมั่นของซูบารุ ที่มีต่อความปลอดภัย

ชุดแต่ง จีที เอดิชั่น สำหรับ นิว ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ อายไซต์ (New Subaru Forester GT Edition) สามารถแต่งเข้าได้กับ Subaru Forester 2.0i-S EyeSight ทั้ง 7 สี ได้แก่ – Crystal White Pearl, Ice Silver Metallic, Jasper Green Metallic, Horizon Blue Pearl, Sepia Bronze Metallic, Dark Grey Metallic and Crystal Black Silica

  • ชุดแต่ง GT Edition ราคา – 100,000 บาท

สัมผัสชุดแต่ง จีที เอดิชั่น สำหรับ นิว ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ อายไซต์ ได้ที่โชว์รูมซูบารุทั่วประเทศตั้งแต่เดือนเมษายน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโทร 02 725 1888 หรือ http://www.subaru.asia/th

Porsche 911 Turbo S ที่สุดแห่ง 911 ยกระดับความสปอร์ตขึ้นอีกขั้น

0

ปอร์เช่ภูมิใจนำเสนอ 911 เทอร์โบ เอส (911 Turbo S) เจเนอเรชันล่าสุด ขีดสุดแห่งยนตรกรรมสปอร์ต สายพันธุ์แท้ระดับตำนาน เพียบพร้อมด้วยพละกำลังเหนือระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ประสิทธิภาพการบังคับควบคุมสไตล์ สปอร์ตเต็มขั้น รวมไปถึงความสะดวกสบาย รถสปอร์ตรุ่นเรือธงของตระกูล 911 กำลังจะปรากฎโฉมให้เป็นที่ประจักษ์แก่ สายตาทั้งในรูปแบบตัวถัง 2 ประตูคูเป้และเปิดประทุนคาบริโอเล็ต ดุดันด้วยขุมพลังเครื่องยนต์บ็อกเซอร์สูบนอนใหม่ ขนาดความจุ 3.8 ลิตร ติดตั้งระบบอัดอากาศ VTG เทอร์โบคู่ (VTG turbochargers) ให้พละกำลังสูงสุดกว่า 650 แรงม้า (478 กิโลวัตต์) เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิมถึง 70 แรงม้า (51 กิโลวัตต์) เร้าใจด้วยแรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตร (เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม 50 นิวตันเมตร) ยนตรกรรมสปอร์ตสุดคลาสสิกรุ่นเทอร์โบคันนี้ถ่ายทอดพลังมหาศาลผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ อัจฉริยะ  8 จังหวะ Porsche Doppelkupplung (PDK) ให้อัตราเร่ง จากจุดหยุดนิ่งไปยังความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 2.7 วินาที (เร็วขึ้นกว่ารุ่นเดิม 0.2 วินาที) ขณะที่ความเร็วสูงสุดยังคงไม่เปลี่ยนแปลงที่ 330 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง

มิติตัวถังของปอร์เช่ 911 เทอร์โบ เอส (Porsche 911 Turbo S) ได้รับการขยายสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อยกระดับสมรรถนะการขับขี่ให้ดุดันเร้าใจมากยิ่งขึ้น ตัวถังด้านหน้ากว้างขึ้น 45 มิลลิเมตร (ความ กว้างตัวถังด้านหน้ารวม 1,840 มิลลิเมตร) สำหรับตัวถังด้านหลังมีความกว้างรวม 1,900 มิลลิเมตร (เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม 20 มิลลิเมตร) ในส่วนระยะฐานล้อได้รับการปรับแต่งใหม่เช่นเดียวกัน ทั้งนี้เป็นการปรับเพื่อเสริมประสิทธิภาพด้านอากาศ พลศาสตร์ รวมทั้งรองรับการติดตั้งยางรถยนต์แบบ mixed-size เพิ่มเสถียรภาพการยึดเกาะ และเติมเต็มอารมณ์สปอร์ต อย่างเต็มพิกัด: ระยะฐานล้อหน้ากว้างขึ้น 42 มิลลิเมตร ส่วนระยะฐานล้อหลังกว้างขึ้น 10 มิลลิเมตร ระบบอากาศพลศาตร์ adaptive aerodynamics ได้รับการติดตั้งสำหรับควบคุมการทำงานของครีบดักอากาศ cooling air flaps ด้านหน้าตัวรถ ขณะที่ปีกหลังที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ถูกออกแบบเพื่อสร้างแรงกดระดับมหาศาลเช่นเดียวกัน นับเป็นครั้งแรกสำหรับปอร์เช่ 911 เทอร์โบ เอส (Porsche 911 Turbo S) ที่การถ่ายทอดพละกำลังลงสู่พื้นถนนเกิดขึ้นผ่านยางรถยนต์แบบต่างขนาด ล้อคู่หน้าขนาด 20 นิ้ว ล้อมรอบด้วยยางสมรรถนะสูง 255/35 และล้อคู่หลังขนาด 21 นิ้ว พร้อมยาง 315/30 สามารถเลือก ติดตั้งอุปกรณ์พิเศษเพื่อเสริมภาพลักษณ์สปอร์ตให้ 911 รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ all-wheel drive คันนี้ให้เหนือชั้นยิ่งขึ้น ประกอบด้วย ระบบ Porsche Active Suspension Management (PASM) ลดระดับความสูงของช่วงล่างลงอีก 10 มิลลิเมตร หรือจะเป็นระบบระบายไอเสียแบบสปอร์ตที่มาพร้อม adjustable flaps รับประกันถึงเสียงคำรามจากเครื่องยนต์ ที่แตกต่างอย่างชัดเจน

เครื่องยนต์ 6 สูบนอนใหม่ ได้รับการประจุอากาศด้วยระบบที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งเป็นผลสำเร็จจากการปรับปรุงกระบวน การลำเลียงอากาศ และเปลี่ยนแปลงระบบ charge air cooling แบบยกชุด: เส้นทางเดินของไอดี ถูกออกแบบให้ไหล ผ่านเทอร์โบจากด้านหลัง ซึ่งติดตั้งอยู่ก่อนเสื้อกรองอากาศ นอกจากนี้ในส่วนของปีกหลัง ยังทำหน้าที่รับอากาศผ่าน ท่ออีก 2 ตำแหน่ง รวมทั้งอากาศที่ไหลผ่านกระจังบนฝาท้ายอีกหนึ่งจุด นั่นหมายความว่าปอร์เช่ 911 เทอร์โบ เอส ใหม่ (The new Porsche 911 Turbo S) สามารถรับไอดีเข้าสู่เครื่องยนต์ได้ถึง  4 ช่องทาง พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพด้วยหน้าตัดขนาด ใหญ่ขึ้นและลดแรงต้านอากาศให้น้อยลง ส่งผลต่อสมรรถนะเครื่องยนต์ที่ดีเยี่ยม ระบบอัดอากาศเทอร์โบคู่แบบสมมาตร (Two symmetrical turbochargers) พร้อมครีบแปรผันหรือ variable turbine geometry (VTG) ซึ่งได้รับการขยายขนาด ใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นเดิม การหมุนของกังหันในฝั่งคอมเพรสเซอร์ และฝั่งเทอร์ไบน์มีทิศทางตรงข้ามกัน เส้นผ่านศูนย์กลาง ของกังหันเทอร์ไบน์เพิ่มขึ้น 5 มิลลิเมตร รวมเป็น 55 มิลลิเมตร ในส่วนของกังหันคอมเพรสเซอร์มีขนาด 61 มิลลิเมตร ที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม 3 มิลลิเมตร ครีบอากาศของชุดเวสเกตต์ ได้รับการควบคุมด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า

งานออกแบบที่ลงตัว สะท้อนสุนทรียภาพแห่งการขัยขี่ที่สมบูรณ์แบบ แข่งแกร่งดุดันด้วยความสปอร์ตเต็มพิกัด รองรับ การใช้งานในชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่การประลองความเร็วในสนาม  สมรรถนะชั้นเลิศที่บ่งบอกถึงการพัฒนาใน เจเนอเรชั่นล่าสุด สังเกตได้อย่างชัดเจนด้วยอัตราเร่งจากจุดหยุดนิ่งไปจนถึงระดับความเร็วที่ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 8.9 วินาทีเท่านั้น ปอร์เช่ 911 เทอร์โบ เอส ใหม่ (The new Porsche 911 Turbo S) นี้ วิ่งได้เร็ว กว่ารุ่นเดิมถึง 1 วินาทีเต็ม ทั้งหมดข้างต้นเกิดขึ้นจากการทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ Porsche Traction Management (PTM) all-wheel drive ชุดทรานสเฟอร์สามารถกระจายแรงบิดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้แรงบิดสูงสุดกว่า 500 นิวตันเมตร จะได้รับการถ่ายทอดไปสู่ล้อขับเคลื่อนคู่หน้าอย่างทันท่วงที ระบบควบคุมเสถียร ภาพการทรงตัว Porsche Active Suspension Management (PASM) เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ส่งมอบอารมณ์การขับขี่ สุดสปอร์ต ตอบสนองรวดเร็วและแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนที่ของตัวถังในแนวระนาบ การยึดเกาะ การควบคุม พวงมาลัย และการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง

ชิ้นส่วนตัวถังด้านหน้าใหม่ พร้อมช่องรับอากาศที่มีขนาดกว้างขึ้น เสริมบุคลิกโฉบเฉี่ยวดุดัน สไตล์ Turbo-look ขนาบข้าง ด้วยไฟส่องสว่างคู่หน้าแบบ LED matrix รมดำภายใน ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน สปอยเลอร์ใต้กันชน หน้าปรับระดับอัตโนมัติด้วยระบบนิวแมติก และปีกหลังทรงสูงที่สามารถสร้างแรงกดเพิ่มขึ้นถึง 15 เปอร์เซ็นต์ พร้อมช่องรับ อากาศที่ช่วยขับเน้นบุคลิกความแข็งแกร่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของปอร์เช่ 911 เทอร์โบ เอส (Porsche 911 Turbo S) ปิดท้ายอย่างสมบูรณ์ด้วยปลายท่อไอเสียทรงเหลี่ยมสีดำเงา high-gloss Black :ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่มีในรุ่นเทอร์โบ เท่านั้น

การตกแต่งภายในห้องโดยสารเต็มไปด้วยชิ้นงานคุณภาพสูง และวัสดุที่เน้นอารมณ์สปอร์ต อุปกรณ์มาตรฐานหลากหลาย รายการ อาทิ หนังแท้ และคาร์บอนที่ผสมผสานกับโทนสีภายใน Light Silver อย่างลงตัว เบาะนั่งแบบสปอร์ต ปรับระดับด้วยไฟฟ้า 18 ทิศทาง ตัดเย็บด้วยตะเข็บแบบย้อนยุคที่สะท้อนเอกลักษณ์ของปอร์เช่ 911 เทอร์โบ รุ่นแรก รหัสตัวถัง 930 (Porsche 911 Turbo type 930) แผงหน้าปัทม์ลายกราฟิก ประทับตราสัญลักษณ์ปอร์เช่เป็นอีกหนึ่ง เอกลักษณ์เฉพาะรุ่นเทอร์โบ หน้าจอสัมผัสความละเอียดสูงของระบบ Porsche Communication Management (PCM) ขยายขนาดเพิ่มขึ้นเป็น 10.9 นิ้ว ควบคุมได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ด้วยการวางตำแหน่งหน้าจออย่างเหมาะสม สามารถเลือกติดตั้งอุปกรณ์พิเศษอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพวงมาลัย GT sports ชุดแต่งเสริมสมรรถนะ Sport Chrono package พร้อมแอปพลิเคชัน Porsche Track Precision และระบบเครื่องเสียงรอบทิศทาง BOSE® Surround Sound system

 

ปอร์เช่ 911 เทอร์โบ เอส คูเป้ (911 Turbo S Coupé) และ ปอร์เช่ 911 เทอร์โบ เอส คาบริโอเลต (911 Turbo S Cabriolet) เปิดรับคำสั่งซื้อแล้ววันนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โชว์รูมรถยนต์ปอร์เช่ บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ทุกสาขา

อัตราการการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยและอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้รับการตรวจสอบตามมาตรฐาน สากล ที่สอดคล้องกับวิธีการ Light Vehicle Test Procedure (WLTP) ล่าสุด สำหรับค่าการตรวจวัดอัตราการบริโภค น้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรฐาน NEDC ที่ระบุในบทความนี้ ใช้อ้างอิงได้เฉพาะสภาพการทดสอบในช่วงเวลาเดียวเท่านั้น ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบ กับค่าการตรวจวัดอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงของ NEDC ที่ได้จากวิธีการอื่นใด ก่อนหน้าการทดสอบนี้

9 เคล็ดลับเตรียมรถให้พร้อม เมื่อต้องจอดเป็นเวลานาน ในช่วงเว้นระยะห่างทางสังคม

0

เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาหรือโรคโควิด-19 ทำให้ต้องงดออกจากบ้านโดยไม่จำเป็น เพื่อลดความเสี่ยงในการติดโรคโควิด-19 และให้ความร่วมกับนโยบาย “อยู่บ้าน-หยุดเชื้อ-เพื่อชาติ” ส่งผลให้หลายคนต้องจอดรถทิ้งไว้ที่บ้านนานกว่าปกติ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าการจอดรถทิ้งไว้นานอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อรถได้ อย่างไรก็ตาม การรับมือกับระหว่างที่จอดรถเป็นเวลานานไม่ยากอย่างที่คิด ควิกเลนมีข้อปฏิบัติง่ายๆ ที่สามารถช่วยรักษาสภาพรถของคุณให้ยังอยู่ในสภาพดีในช่วงที่ต้องเว้นระยะห่างทางสังคม ดังนี้

  1. ล้างรถ เอาคราบสกปรกที่อาจติดแน่นและทำร้ายพื้นผิวรถยนต์หากต้องจอดรถทิ้งไว้เป็นเวลานาน โดยอาจลงแว็กซ์เคลือบสีรถเพื่อเพิ่มการรักษาและการป้องกันพื้นผิวที่มากขึ้น
  2. เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง หากคิดว่าจะจอดรถนานเป็นเดือน ซึ่งการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องใหม่ลงไปจะช่วยรักษาสภาพเครื่องยนต์ได้หากต้องจอดรถนานเป็นเดือนๆ โดยไม่ขับ เนื่องจากน้ำมันเครื่องที่ใช้แล้วมักมีสิ่งปนเปื้อน และมีสภาพเป็นกรด ซึ่งอาจทำร้ายชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ได้
  3. ไม่ควรดึงเบรคมือ เพราะเบรคอาจติดได้ และอาจเจอปัญหาขยับรถไม่ได้เมื่อต้องการเคลื่อนรถ หากต้องการไม่ให้รถไหลให้ใช้บล็อกไม้หรือวัสดุอื่นที่ไม่ทำความเสียหายให้กับยางรถยนต์วางไว้ที่ล้อแทนการดึงเบรคมือ
  4. เติมน้ำมันเต็มถัง สามารถป้องกันความชื้นที่จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำได้ และช่วยป้องกันการเกิดสนิมภายในถังน้ำมัน (กรณีถังเป็นโลหะ)
  5. เช็คและเติมลมยาง ให้ได้ค่าตามที่ผู้ผลิตรถกำหนดโดยดูได้จากเสาประตูข้างคนขับ หรือ ในฝาปิดถังน้ำมัน หรือในคู่มือการใช้รถ ควรตรวจเช็คลมยางอาทิตย์ละครั้ง เพื่อรักษาลมยางให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมช่วยคงสภาพและรูปทรงของยางได้
  6. หาที่จอดรถที่เหมาะสม เพราะแสงแดดและฝนหรือความชื้นส่งผลกระทบต่อสภาพและอุปกรณ์ของรถ เช่น อุปกรณ์ที่เป็นยางเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร สีตัวรถซีดเร็ว การเกิดเชื้อราและสนิม ผู้ขับขี่จึงควรจอดรถในโรงรถหรือในอาคารที่ร่ม หรือใช้ผ้าคลุมรถกันน้ำแทนในกรณีที่ต้องจอดในที่แจ้ง อีกทั้ง ยังควรหลีกเลี่ยงการจอดใต้ต้นไม้ใหญ่เนื่องจากกิ่งหรือยางไม้อาจหักหรือหล่นมาโดนรถ และการจอดในบริเวณพงหญ้าและจุดทิ้งขยะเพราะมีโอกาสที่หนูจะเข้าไปอาศัยหรือทำรังใต้กระโปรงรถ
  7. สตาร์ตรถเป็นระยะ เพราะการจอดรถทิ้งไว้โดยไม่มีการสตาร์ตเครื่องยนต์เป็นเวลานาน ส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพและแบตเตอรี่อาจหมดได้ เพราะระบบของรถ เช่น ระบบกันขโมย วิทยุ กล่องควบคุมอีเลคโทรนิค ยังคงดึงไฟจากแบตเตอรี่อยู่ตลอดเวลาแม้ในเวลาที่ไม่ได้สตาร์ตเครื่องยนต์ก็ตาม ดังนั้น จึงควรหมั่นสตาร์ตเครื่องยนต์เป็นระยะ ความถี่ขึ้นอยู่กับความสะดวกและสภาพของรถแต่ละคัน ตั้งแต่ทุก 2 วัน ไปจนถึงทุก 2 อาทิตย์ โดยควรสตาร์ตเครื่องประมาณ 15 นาที และถ้าเป็นไปได้ควรนำรถออกไปขับประมาณ 15–30 นาที เพื่อชาร์จไฟคืน พร้อมทั้งช่วยให้เครื่องยนต์และชิ้นส่วนต่างๆ ได้ยืดเส้นยืดสาย ให้ได้รับการหล่อลื่น และช่วยไม่ให้เกิดการติดขัดเฉพาะจุด นอกจากนี้ ให้เปิดแอร์ในขณะที่สตาร์ตรถด้วย เพื่อช่วยให้ชิ้นส่วนในระบบได้ทำงานบ้าง
  8. ขยับรถเพื่อรักษาสภาพยาง เนื่องจากการจอดรถอยู่กับที่นานๆ จะทำให้เกิดการยุบตัวของยางส่วนที่สัมผัสกับพื้น เนื่องจากน้ำหนักของรถทั้งหมดจะตกไปอยู่ที่จุดเดียวของยางแต่ละเส้น ส่งผลให้ยางโครงยางเสียรูปและไม่กลม จึงควรขับเคลื่อนรถเพื่อให้ยางได้หมุนบ้าง โดยอาจจอดห่างจากจุดเดิมประมาณ 50 เซนติเมตร เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งจุดรับน้ำหนักของยาง
  9. ป้องกันไม่ให้สัตว์เข้ารถ ตามช่อง ซอก และรูของรถ เช่น ท่อไอเสีย ช่องลม เป็นต้น เพราะนอกจากจะส่งกลิ่นเหม็นแล้ว สัตว์พวกนี้อาจเข้าไปกัดชิ้นส่วนต่างๆ ซึ่งรวมไปถึงสายไฟได้ ผู้ขับขี่จึงควรหาวิธีเพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เข้า

ก่อนที่จะนำรถออกมาใช้อีกครั้ง ผู้ขับขี่ควรตรวจเช็คสภาพรถทั้งภายนอก ภายใน ระบบไฟ เครื่องยนต์และชิ้นส่วนต่างๆ ซึ่งรวมถึงสภาพยางปัดน้ำฝน แบตเตอรี่ ลมยาง ไปจนถึงระดับของเหลว เช่น น้ำมันเบรค น้ำมันเครื่อง น้ำในหม้อน้ำ ให้อยู่ในปริมาณและสภาพที่เหมาะสมพร้อมใช้งาน หากผู้ขับขี่ต้องการเพิ่มความอุ่นใจว่ารถอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ก็สามารถนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจเช็คและบำรุงรักษาจากผู้เชี่ยวชาญ อย่าง ควิกเลน ผู้นำธุรกิจศูนย์บริการยางและรถยนต์มาตรฐานระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ที่พร้อมให้บริการบำรุงรักษารถยนต์ทุกยี่ห้อด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ครอบคลุมลักษณะงานมากถึง 14 ประเภท เช่น การตรวจเช็คสภาพรถยนต์ เปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรอง ตรวจซ่อมระบบเบรค โช๊คอัพและระบบช่วงล่าง และแบตเตอรี่รถยนต์ โดยควิกเลนทุกสาขาทั่วประเทศ ยังคงเปิดให้บริการทุกวัน เพื่อให้บริการดูแลรถยนต์ของลูกค้าเพื่อเตรียมให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือมีความจำเป็น และยังมาพร้อมกับมาตรการด้านสุขอนามัยเพื่อความปลอดภัยของลูกค้าที่เข้ารับบริการในช่วงนี้

 

ลูกค้าสามารถโทรสอบถามข้อมูลสินค้า ราคาและโปรโมชั่น ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการให้บริการ ได้ที่ ‘Quick Line’  ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ควิกเลน ที่หมายเลข 02-039-5798 ให้บริการตลอด 7 วัน ระหว่าง 8.00-20.00 น.

สรยท. กดปุ่มมอบเงินช่วยเหลือสมาชิกกรณีไวรัสโควิด-19 จำนวน 3,000 บาท

0

นายภูวนาถ เผ่าจินดา นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ Thailand Automotive Journalists Association : TAJA ร่วมกับนายรังสรรร ทองภู และนายศักดิ์ณรงค์ ฉันทศาสตร์ กรรมการบริหารสมาคมฯ ร่วมกันกดปุ่มมอบเงินช่วยเหลือสมาชิกกรณีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ซึ่งสมาคมฯ ได้ตระหนักถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระความเดือดร้อนให้กับสมาชิกเป็นจำนวนเงิน 3,000 บาท/ท่าน

 

ดังนั้น เพื่อเป็นการขานรับนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด-19 ตามมาตรการ Social Distancing และเพื่อความปลอดภัยของสมาชิกสมาคมฯ คณะกรรมการบริหารสมาคมฯ จึงมีมติโอนเงินให้กับสมาชิกผ่านบัญชีธนาคารที่แจ้งไว้กับทางสมาคมในเบื้องต้น

 

“MOTOR EXPO” สมทบ “มูลนิธิชัยพัฒนา” ร่วมสู้ภัยโควิด-19

0

สุกานดา ปภัสร์พงษ์ ผู้อำนวยการกองสื่อสารองค์กร บริษัท สื่อสากล จำกัด ผู้จัดงาน “มหกรรมยานยนต์” หรือ “Thailand International Motor Expo” มอบเงิน 100,000 บาท แก่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการ และเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อร่วมสมทบ “กองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด-19 (และโรคระบาดต่างๆ)” ช่วยเหลือโรงพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ และสิ่งของจำเป็นในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ณ มูลนิธิชัยพัฒนา เมื่อเร็วๆ นี้

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย คว้ารางวัล Thailand Zocial Awards 2020

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับการประกาศให้เป็นสุดยอดแบรนด์ที่มีผลงานบนสื่อดิจิตอลและสังคมออนไลน์ยอดเยี่ยม ด้วยการคว้ารางวัล The Best Performance on Social Media สาขากลุ่มธุรกิจยานยนต์ ที่งานประกาศรางวัล Thailand Zocial Awards 2020 จัดขึ้นโดย บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านยนตรกรรมที่ได้ดำเนินกิจกรรมทางการตลาด บนสื่อดิจิตอลและสังคมออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของแบรนด์ และพัฒนาความพึงพอใจลูกค้า พร้อมนำเสนอคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์ ภายใต้กลยุทธ์แบรนด์ระดับโลก ‘Drive your Ambition’

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด  โดยมี นายยอดชาย  ซื่อวัฒนากุล ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักสื่อสารการตลาด (ที่ 3 จากซ้าย) เป็นผู้แทนรับมอบรางวัลจาก นายกล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด (ที่ 2 จากซ้าย) โดยมีผู้ชนะรางวัลสุดยอดแบรนด์ในอีก 27 สาขาธุรกิจพร้อมด้วยอินฟลูเอนเซอร์ระดับแนวหน้าร่วมงานประกาศรางวัลดังกล่าว 

 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มุ่งมั่นยกระดับความพึงพอใจลูกค้า โดยบริษัทฯ ขอเชิญชวนลูกค้าและผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ติดตามข้อมูลข่าวสารและข้อเสนอพิเศษจาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ผ่านทางสื่อดิจิตอลและสังคมออนไลน์ต่างๆ ดังนี้

Website:www.mitsubishi-motors.co.th
Facebook  :www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH
Instagram:@MitsubishiMotorsTh
Youtube Channel:Mitsubishi Motors Thailand
Line Official Account/ ID:Mitsubishi Motors Th / @MitsubishiMotorsTh

Subaru ประกาศปรับโครงสร้างราคาอะไหล่ซ่อมบำรุงพื้นฐาน มุ่งพัฒนาบริการหลังการขาย

0

เพื่อตอกย้ำความพร้อมในการบริการหลังการขาย บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ซูบารุอย่างเป็นทางการประกาศปรับโครงสร้างราคาอะไหล่ซ่อมบำรุงพื้นฐาน

ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 เป็นต้นไป โชว์รูมและศูนย์บริการซูบารุทุกสาขาพร้อมปรับโครงสร้างราคาอะไหล่ซ่อมบำรุงพื้นฐาน โดยราคาอะไหล่ที่มีการปรับโครงสร้างราคาลดลงสูงสุด 40% ได้แก่น้ำมันเกียร์ออโต้ (Subaru CVTF) รวมทั้งอะไหล่อื่นๆ เช่น ไส้กรองอากาศ, ผ้าเบรกหน้า, ไส้กรองน้ำมันเครื่อง และน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ (Subaru Oil)

น้ำมันสังเคราะห์แท้ (Subaru Oil) ออกแบบมาให้ตรงตามข้อกำหนด API SN ด้วยเทคโนโลยีล่าสุดเพื่อเสริมความทนทานของระบบควบคุมการปล่อยไอเสีย และยังมีสารเติมแต่งประสิทธิภาพสูงซึ่งช่วยลดแรงเสียดทานและป้องกันการสึกหรอของเครื่องยนต์ภายใน ทำให้อายุการใช้งานของเครื่องยนต์ยาวนานขึ้น

ทั้งนี้ บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด มุ่งมั่นที่จะมอบบริการหลังการขายพร้อมผลิตภัณฑ์อะไหล่แท้ที่มีคุณภาพ ภายใต้มาตรฐานเดียวกันทุกโชว์รูมและศูนย์บริการทั่วประเทศ

MG บริการฆ่าเชื้อโรคภายในรถฟรีให้กับลูกค้าทั่วประเทศ พร้อมมาตรการป้องกันไวรัสโควิด-19 ทุกศูนย์บริการกว่า 125 แห่ง

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย มอบความห่วงใยจากใจและพร้อมก้าวไปด้วยกันกับคนไทยในสถานการณ์ การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เปิดบริการรักษาความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคภายในรถฟรีให้กับลูกค้าเอ็มจี และมอบส่วนลดค่าบริการ 50% สำหรับรถยนต์ทุกยี่ห้อ โดยสามารถเข้ารับบริการได้ที่ตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการกว่า 125 แห่งทั่วประเทศ หรือผ่านบริการ Mobile Service ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 เมษายนนี้

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ทางบริษัทฯ ได้คำนึงถึงความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยของลูกค้าเป็นสำคัญ อีกทั้งเพื่อเป็นการตอบสนองมาตรการของภาครัฐในการลดหรือชะลอการแพร่ระบาดของไวรัสดังกล่าว ทางบริษัทฯ จึงได้จัดทำแคมเปญบริการหลังการขาย Wow! Service ด้วย “บริการรักษาความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคภายในรถยนต์” ให้กับลูกค้าเอ็มจีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ และสำหรับรถยนต์ยี่ห้ออื่นๆ ทางบริษัทฯ มอบส่วนลดสูงสุดถึง 50% ในการเข้าใช้บริการดังกล่าว ที่โชว์รูมและศูนย์บริการเอ็มจีทั้ง 125 แห่งทั่วประเทศ”

สำหรับขอบข่ายในการให้บริการรักษาความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคภายในรถยนต์ ประกอบด้วย

  • ฟรี บริการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อโรค สำหรับลูกค้าเอ็มจีที่เข้ามารับบริการ ณ ศูนย์บริการรถยนต์เอ็มจี ครอบคลุมทั้งลูกค้าที่นำรถเข้ารับบริการปกติและลูกค้าที่ต้องการรับเฉพาะบริการฆ่าเชื้อโรค
  • ฟรี บริการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อโรค และค่าบริการนอกสถานที่* สำหรับลูกค้าเอ็มจีที่นัดหมายใช้บริการผ่านโมบายเซอร์วิส (Mobile service)
  • ส่วนลด 50% ค่าบริการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อโรค สำหรับรถยนต์ต่างยี่ห้อที่นัดหมายนำรถเข้ารับบริการ ณ ศูนย์บริการรถยนต์เอ็มจี

ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์มอบบริการสำหรับลูกค้ารถยนต์เอ็มจีฟรี 1 ครั้งต่อคันเท่านั้น โดยผู้ที่สนใจเข้ารับบริการดังกล่าวจะต้องทำการนัดหมายล่วงหน้ากับศูนย์บริการเอ็มจีใกล้บ้าน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ MG CALL CENTRE 1267 หรือทาง Line @MGThailand

* สงวนสิทธิ์ให้ค่าบริการนอกสถานที่ ฟรี 10 กิโลเมตรแรก สำหรับลูกค้าเอ็มจี ที่มียอดการใช้จ่ายตั้งแต่ 1,000 บาท ขี้นไปรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า “ปัจจุบันศูนย์บริการและโชว์รูมเอ็มจีทั้ง 125 แห่งทั่วประเทศยังเปิดให้บริการตามปกติ โดยทางบริษัทฯ ได้ร่วมมือกับผู้แทนจำหน่ายในการเพิ่มมาตรการอย่างเต็มขั้น เพื่อป้องกันและลดความกังวลในการรับบริการของลูกค้า โดยคำนึงถึงสุขอนามัยและความปลอดภัยสูงสุดของทั้งลูกค้าและผู้ให้บริการทุกฝ่ายเป็นสำคัญ ซึ่งมีแนวทางการปฏิบัติงานและให้บริการ ดังนี้

  • เมื่อลูกค้าติดต่อนัดหมายผ่าน MG Call Centre 1267 เจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ลูกค้าสวมใส่หน้ากากอนามัย ในวันที่นำรถเข้ารับบริการ เพื่อเป็นการป้องกันและลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อโรค ทั้งนี้ หากลูกค้ามีอาการเป็นไข้ในวันที่นัดหมาย ทางบริษัทฯ จะแนะนำให้เลื่อนวันรับเข้าบริการออกไปก่อน
  • เมื่อลูกค้าเดินทางถึงศูนย์บริการ จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจคัดกรองเบื้องต้น ได้แก่ วัดอุณหภูมิร่างกาย โดยผู้เข้ารับบริการจะต้องมีอุณหภูมิไม่เกิน 37.5 องศาเซลเซียส และตอบแบบสอบถามความเสี่ยงในการสัมผัสโรค เพื่อบันทึกเป็นข้อมูลอ้างอิง
  • เจ้าหน้าที่รับรถจะเช็คทำความสะอาดเบื้องต้นก่อนปฏิบัติงาน โดยจะทำความสะอาดในจุดที่ต้องสัมผัสกับรถลูกค้า เช่น มือเปิดประตู พวงมาลัย และคันเกียร์ เป็นต้น โดยเจ้าหน้าที่จะสวมหน้ากากอนามัยและถุงมืออนามัยตลอดการปฏิบัติงานตั้งแต่ขั้นตอนการรับรถ การดูแลและซ่อมบำรุงรักษา จนถึงการส่งมอบรถ
  • เจ้าหน้าที่ดูแลลูกค้าจะสวมหน้ากากและถุงมืออนามัยตลอดระยะเวลาในการให้บริการ และรักษาระยะห่างกับลูกค้าประมาณ 2 เมตร
  • เพิ่มมาตรฐานการรักษาความสะอาดผ่านการเช็ดพื้น ทำความสะอาดที่จับประตู ประตู เก้าอี้ และโต๊ะรับรองลูกค้าภายในศูนย์บริการฯ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทุก 30 นาที และมีจุดบริการเจลแอลกอฮอล์ตามจุดต่างๆ พร้อมกำหนดจุดที่นั่งสำหรับลูกค้าในห้องรับรองลูกค้า

 

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อเข้ารับ “บริการรักษาความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคภายในรถยนต์” ได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการเอ็มจีทั่วประเทศ รวมทั้งบริการนอกสถานที่ผ่านโมบายเซอร์วิส ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 เมษายนนี้ โดยสามารถนัดหมายล่วงหน้า ที่ศูนย์บริการฯ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ MG CALL CENTRE 1267