Home Blog Page 475

“เวสป้า เอส 125 ไอ-เก็ต (Vespa S 125 i-Get)” โฉมใหม่

0

  “เวสป้า เอส 125 ไอ-เก็ต (Vespa S 125 i-Get)” โฉมใหม่ หนึ่งในสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมยอดนิยม ซึ่งครั้งนี้กลับมาพร้อมกับโฉมใหม่ที่สปอร์ตกว่าเดิม แต่ยังคงความคลาสสิคตามแบบฉบับ VESPA  S ด้วยจุดเด่นที่ผสมผสานดีไซน์รถสกู๊ตเตอร์ใหม่เข้ากับการอัพเกรดเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองการขับขี่ให้เป็นมากกว่าเพียงยานพาหนะ พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของผู้ขับขี่มากขึ้น โดยอัตลักษณ์ที่สะท้อนตัวตนของ VESPA S โฉมใหม่อันดับแรก คือ ไฟหน้าทรงสี่เหลี่ยมที่ถูกปรับดีไซน์ใหม่ให้กลายเป็นทรงหกเหลี่ยมแบบแอลอีดีและไฟหลังดีไซน์ใหม่แอลอีดี เพิ่มมุมมองทันสมัย โฉบเฉี่ยว พร้อมกรอบสีดำให้ความรู้สึกสปอร์ตพรีเมี่ยมมากยิ่งขึ้น ด้าน  บังลมมาพร้อมกับดีไซน์เนกไทใหม่ โดยเฉพาะบังแตรที่เพิ่มลูกเล่นด้วยสีดำโดดเด่นตัดกับสีของตัวรถ สำหรับหน้าปัดเรือนไมล์แสดงมาตรวัดความเร็วที่ผสานความทันสมัยของเทคโนโลยีเข้ากับความคลาสสิคของ VESPA S บนจอแสดงผลอยู่ด้านล่างที่ให้ข้อมูลสำคัญ อาทิ ระยะทาง รอบไมล์ ระดับเชื้อเพลิง เป็นต้น โดยจิตวิญญาณความสปอร์ตแห่งสีดำนี้ ยังได้นำมาตกแต่งในส่วนของพาร์ทและอุปกรณ์ต่างๆ บนตัวรถ อาทิ ล้อแม็กซ์ คิ้วบังลม กระจกมองหลังทรงกลม ฝาครอบท่อไอเสียสีดำ 

นอกจากนี้ ยังเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่ เวสป้า เอส 125 ไอ-เก็ตโฉมใหม่ ด้วยการปรับดีไซน์ที่พักเท้าใหม่ให้รองรับการทรงตัวที่ดีขึ้น โดยการลดความกว้างของพื้นที่วางเท้าให้เหมาะสมกับสรีระของผู้ขับขี่และผู้ซ้อน เพื่อให้สามารถวางเท้าลงบนพื้นขณะรถจอดได้ง่าย อีกทั้งเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่มากขึ้น พร้อมเพิ่มดีไซน์ฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์การใช้งานใหม่ๆ ด้วยช่องสายชาร์ต USB สำหรับโทรศัพท์ แท็บเลต หรือเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก ทำให้ผู้ขับขี่หมดกังวลเรื่องการติดต่อสื่อสารตลอดทุกเส้นทาง

 

ด้านสมรรถณะเครื่องยนต์ยังคงโดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ i-Get (ไอ-เก็ต) ขนาด 125 ซีซี. 4 จังหวะ 3 วาล์ว ประสิทธิภาพสูง มาพร้อมมอเตอร์สตาร์ทใหม่และจุดยึดเครื่องยนต์ที่เพิ่มชุดยางแท่นเครื่องแบบคู่ช่วยลดการสั่นสะเทือน ทำให้เสียงเงียบลงกว่า 15% ขับขี่นุ่มนวลและทรงประสิทธิภาพขึ้น ประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดย เวสป้า เอส 125 ไอ-เก็ตโฉมใหม่ พร้อมสร้างปรากฎการณ์ให้สะดุดสายตาทุกเส้นทางกับสีสันใหม่ 5 เฉดสี นำโดย สีเหลือง (Yellow Sole) และ สีดำ (Black Vulcano) สีขาว (White Innocenza) สนนราคาที่ 96,900 บาท พร้อมทั้ง สีน้ำเงิน (Blue Vivace) และสีเทา (Grey Titanio) สนนราคาที่ 97,900 บาท

 

 

ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ คว้ามาตรฐานความปลอดภัย ASEAN NCAP ระดับ 5 ดาว

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความสำเร็จ  อีกขั้นในการสร้างสรรค์ยนตรกรรมที่มีมาตรฐานความปลอดภัยในระดับสูง โดยล่าสุด ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชันที่ 10 ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จากการทดสอบการชนของ ASEAN NCAP ซึ่งเป็นการทดสอบเพื่อวัดสมรรถนะด้านความปลอดภัยของยานยนต์รุ่นใหม่ที่วางจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (New Car Assessment Program for Southeast Asia) ตอกย้ำความมุ่งมั่นของฮอนด้าในการสร้างสรรค์ยนตรกรรมที่มีคุณภาพ ครบครันด้วยเทคโนโลยีด้านการขับเคลื่อนและเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย มอบความมั่นใจและความปลอดภัยสูงสุดให้กับลูกค้าและผู้ใช้ถนนทุกคน

ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชันที่ 10 ยนตรกรรมสปอร์ตพรีเมียมซีดาน เปิดตัวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคม 2562 ตามมาด้วยอินโดนีเซีย ในเดือนกรกฎาคม 2562 ฟิลิปปินส์ ในเดือนกันยายน 2562 สิงคโปร์และเวียดนาม ในเดือนตุลาคม 2562 โดยในประเทศไทย ภายหลังจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในระยะเวลาเพียง 5 เดือน ก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้าชาวไทยด้วย  ยอดจองกว่า 6,300 คัน (ข้อมูล ณ เดือนตุลาคม 2562)

โดย ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชันที่ 10 ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวด้วยคะแนนรวม 91.79 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 คะแนน จากเกณฑ์การประเมินที่ประกอบด้วย การทดสอบการชนจากด้านหน้า การชนจากด้านข้าง และการประเมินเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย โดยได้รับคะแนนในส่วนการปกป้องผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ (Adult Occupant Protection: AOP) สูงถึง 49.07 คะแนน การปกป้องผู้โดยสาร  ที่เป็นเด็ก (Child Occupant Protection: COP) 23.28 คะแนน  และเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย (Safety Assist Technologies: SATs) 19.44 คะแนน
All New Honda Accord
นอกจากนี้ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชันที่ 10 รุ่นไฮบริด ยังมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ที่ผสานการทำงานของเรดาร์กับกล้องด้านหน้าในการตรวจจับสภาวะแวดล้อมบนท้องถนน ช่วยแจ้งเตือนและช่วยควบคุมรถในสถานการณ์การขับขี่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ประกอบด้วย

  • ระบบเตือนการชนรถและคนเดินถนนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
  • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)

All-new Honda Accord 20
อีกทั้งยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยอันล้ำสมัยระดับพรีเมียม อาทิ ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-View Camera System: MVCS) ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor: CTM) ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ พร้อมระบบช่วยเบรก (Honda Smart Parking Assist System) เป็นต้น

ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชันที่ 10 ได้รับการออกแบบตัวถังนิรภัยด้วยเทคโนโลยี ACE (Advanced Compatibility Engineering) ที่ใช้โครงสร้างตัวถังนิรภัยแบบ G-CON (G-Force Control) มาพร้อมเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยที่ครบครัน อาทิ ถุงลม 6 ตำแหน่ง พร้อมด้วยมาตรฐานความปลอดภัยอันล้ำสมัยอื่นๆ ที่ครบครัน อาทิ ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (Vehicle Stability Assist: VSA) ระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บน  ทางลาดชัน (Hill Start Assist: HSA) สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (Emergency Stop Signal: ESS) กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera) ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ Auto Brake Hold และ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) เป็นต้น
ทั้งนี้ นอกจากเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยที่ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย ASEAN NCAP ระดับ 5 ดาวแล้ว สำหรับ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชันที่ 10 รุ่นไฮบริด ที่ผลิตในประเทศไทย ยังได้มีการส่งออกเพื่อจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันให้เห็นถึงคุณภาพการผลิตที่ครบครันภายใต้มาตรฐานเดียวกับฮอนด้าทั่วโลก และสะท้อนถึงการยอมรับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยพนักงานชาวไทยได้เป็นอย่างดี

จากความสำเร็จดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นของฮอนด้า ในการนำเสนอยนตรกรรม   ที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ครบครันด้วยเทคโนโลยีด้านการขับขี่และด้านความปลอดภัยอันล้ำสมัย เพื่อมอบความมั่นใจและความปลอดภัยสูงสุดให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกคนในทุกการเดินทาง เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดอุบัติเหตุให้เกิดขึ้นในอนาคตต่อไป

อีซูซุ ทุ่มกว่า 4,000 ล้านปรับโชว์รูมและศูนย์บริการใหม่ ชูคอนเซ็ปต์ “The TOUCH” เพื่อลูกค้าคนสำคัญ

0

กลุ่มตรีเพชร โดย คุณปนัดดา เจณณวาสิน กรรมการรองผู้จัดการ  บริษัท ตรีเพชร อีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า  กลุ่มตรีเพชรได้ร่วมมือกับผู้จำหน่ายอีซูซุทั่วประเทศดำเนินการปรับโฉมโชว์รูมและศูนย์บริการอีซูซุคอนเซ็ปต์ใหม่ ภายใต้แนวคิด “The TOUCH”  ซึ่งไม่เพียงเป็นการเปลี่ยนแปลงด้าน “ฮาร์ดแวร์” คือตัวโชว์รูมและศูนย์บริการรูปแบบใหม่เท่านั้น แต่สิ่งที่เราให้ความสำคัญไม่แพ้เรื่องสถานที่คือเรื่องของ “ซอฟต์แวร์” ซึ่งเรามุ่งเน้นที่จะยกระดับการบริการด้านต่าง ๆ โดยนำเอาเอกลักษณ์การบริการตามแบบฉบับอีซูซุที่สั่งสมมาตลอดระยะเวลา 62 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย มาสร้างประสบการณ์สุดประทับใจให้กับลูกค้าเมื่อมาที่อีซูซุ รวมทั้งได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการอำนวยความสะดวกและช่วยประหยัดเวลาของลูกค้ามากยิ่งขึ้น 

ปัจจุบันการปรับโฉมโชว์รูมและศูนย์บริการคอนเซ็ปต์ใหม่เริ่มทยอยปรับปรุงเสร็จเรียบร้อยจำนวน 16 แห่งทั่วประเทศ โดยเริ่มต้นจากอาคารสำนักงานใหญ่และศูนย์บริการของบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เพื่อเป็นต้นแบบให้กับผู้จำหน่ายทั่วประเทศ หลังจากนี้คาดว่าภายในปี 2565 จะแล้วเสร็จมากกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ รวมมูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้น 4.3 พันล้านบาท นับเป็นเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย”

สำหรับความหมายที่แฝงผ่านตัวอักษร T-O-U-C-H  มีดังนี้
T มาจาก Trust” หรือ “ความเชื่อมั่น”  ที่ผู้ใช้รถชาวไทยมีให้กับ “อีซูซุ” ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “แบรนด์ที่คุ้มค่าเงินสูงสุด” (Best Value for Money) นั่นคือคุณภาพดีที่สุด ประหยัดน้ำมันที่สุด เครือข่ายการจำหน่ายและการบริการหลังการขายดีที่สุด และราคาขายต่อดีที่สุด ทำให้     “อีซูซุ” เป็นแบรนด์รถยนต์ที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นเสมอมา จนเกิดคำกล่าวของผู้ใช้รถชาวไทยที่ว่า“รถบรรทุก ต้องอีซูซุ” “รถปิกอัพ ต้องอีซูซุ”
O มาจาก Omotenashi” หรือ “วัฒนธรรมการบริการเหนือระดับ” ซึ่งเป็นแนวคิดของวัฒนธรรมการบริการของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงว่าคนมีจิตบริการเป็นเลิศ    อีซูซุถือเป็นเจ้าแรกในแวดวงธุรกิจเมืองไทย ไม่เฉพาะแต่ในวงการรถยนต์เท่านั้น ที่นำวัฒนธรรมการบริการนี้มาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยยกระดับจากโครงการ “ยิ้มจากใจ” หรือ Hearty Smile ซึ่งผู้จำหน่ายอีซูซุทุกแห่งได้ปฏิบัติเป็นมาตรฐานเรียบร้อยแล้ว
U มาจาก Understanding” หรือ “ความเข้าใจในความต้องการของลูกค้า”   โดยอีซูซุมุ่งมั่นพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์หรือบริการต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเสมอ โดยยึดจากความต้องการของลูกค้าเป็นหลักตลอดมา
C มาจาก Community” หรือ “เพื่อชุมชน” เป็นสถานที่ที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่สมาชิกในชุมชนต่าง ๆ ของสังคมไทย
H มาจาก Hi-tech” หรือ “เทคโนโลยีล้ำสมัย”   อีซูซุคือผู้นำด้านนวัตกรรมในวงการรถยนต์ของไทยที่สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ๆ มาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์” พลานุภาพ…พลิกโลก! ที่พัฒนาตามแนวคิด “ยนตรกรรมที่เหนือคำว่าปิกอัพ” (Beyond the Pickup)  สำหรับการบริการหลังการขายในยุคดิจิตอลนี้ อีซูซุได้นำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้ามากขึ้น เช่น เว็บแอพลิเคชั่น “my-ISUZU” , Line official และ Social media ต่าง ๆ เป็นต้น

บีเอ็มดับเบิลยู ยกทัพยนตรกรรมสุดพรีเมียมและเทคโนโลยีล้ำสมัย มุ่งสู่เวทีมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย พร้อมยกทัพยนตกรรมระดับพรีเมียม ทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์จากบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด มุ่งหน้าสู่งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 36 ซึ่งจะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน ถึง 10 ธันวาคม 2562 ที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี นำขบวนโดยบีเอ็มดับเบิลยู X3 M ใหม่ และ บีเอ็มดับเบิลยู X4 M ใหม่ สมาชิกใหม่ในตระกูล M ที่ผสมผสานมิติรถที่กว้างขวางในสไตล์รถยนต์เอนกประสงค์ รวมถึงความโฉบเฉี่ยวกับทรวดทรงแบบรถสปอร์ตคูเป้ เข้ากับขุมพลังในแบบฉบับบีเอ็มดับเบิลยู M ได้อย่างลงตัว พร้อมด้วยการเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู M5 รุ่นฉลองครบรอบ 35 ปี (Edition 35 Years) ที่มาพร้อมชุดแต่ง BMW Individual เสริมความสปอร์ตแบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟ และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 2 ของบีเอ็มดับเบิลยู X5 ที่มาพร้อมกับการขับเคลื่อนระบบไฟฟ้า นอกจากนี้ มินิ ยังต้อนรับแฟน ๆ ด้วยรถยนต์มินิ คลับแมน ใหม่ พร้อมกับการเปิดตัวเจ้าสนามแข่งอย่าง มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คลับแมน ใหม่ และ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ใหม่

มร.อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36 สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของเราที่มีต่อโลกของการขับขี่และการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิด “โลดแล่นทันใด ทะยานไปด้วยกัน” ซึ่งสอดรับกับสภาพการณ์ที่ปรับตัวเข้าสู่ยุคใหม่ของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์  อันเห็นได้ชัดเจนจากกระแสตอบรับของช่องทางการจองผ่านออนไลน์ของบีเอ็มดับเบิลยู X3 M ใหม่ และบีเอ็มดับเบิลยู X4 M ใหม่ ซึ่งทั้งสองรุ่นจะเปิดตัวสู่สาธารณชนอย่างเป็นทางการในงานนี้ โดยบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย พร้อมยกทัพยนตรกรรมที่หลากหลาย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การขับขี่มานำเสนอภายในงาน เพียบพร้อมไปด้วยรถยนต์รุ่นใหม่จากทั้งตระกูล M และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ไปจนถึงมินิ เชื่อมั่นว่าจะถูกใจสาวกบีเอ็มดับเบิลยูและมินิที่มาร่วมชมบูธของเราภายในงานมหกรรมยานยนต์อย่างแน่นอน”
ไฮไลท์รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36
 
บีเอ็มดับเบิลยู X3 M ใหม่
ราคาจำหน่าย: 7,699,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)
ครั้งแรกในประวัติศาสตร์กับรถยนต์ในตระกูลบีเอ็มดับเบิลยู M ที่เปิดตลาดใหม่ จับกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์เอนกประสงค์ในเซ็กเมนต์ Mid-Size Sports Activity Vehicle (SAV) ควบด้วยความทรงพลังแบบบีเอ็มดับเบิลยู M เข้าไว้ด้วยกัน บีเอ็มดับเบิลยู X3 M ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังใหม่ เครื่องยนต์ M TwinPower Turbo แบบ 6 สูบเรียง ที่มอบพละกำลังสูงสุด 353 กิโลวัตต์ / 480 แรงม้า สามารถเร่งความเร็วจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 4.2 วินาที โลดแล่นสู่ความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมผนวกสุดยอดโครงสร้างแชสซีในสไตล์รถแข่งสุดดุดัน และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ M xDrive ที่ส่งพละกำลังอย่างเหนือชั้นและแม่นยำบนทุกสภาพท้องถนน
มิติของตัวรถ มีความยาว 4,726 มิลลิเมตร กว้าง 1,897 มิลลิเมตร สูง 1,667 มิลลิเมตร และฐานล้อมีขนาด 2,864 มิลลิเมตร ภายนอกรถยนต์ได้รับการปรับปรุงช่องดักลมด้านหน้าเพื่อประสิทธิภาพในการส่งลมเย็นเข้าไประบายความร้อนในเครื่องยนต์ ตามหลักอากาศพลศาสตร์ ส่วนภายในห้องโดยสารตกแต่งในสไตล์ M อันเป็นเอกลักษณ์ เบาะนั่งปรับไฟฟ้าสไตล์ M บุด้วยหนังแท้ Merino ทรงสปอร์ตพร้อมเข็มขัดนิรภัยสไตล์ M พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นและหัวเกียร์ในสไตล์ M เสริมความสปอร์ตและสง่างามในห้องโดยสาร ด้วยหัวใจของการเป็นรถเอนกประสงค์ บริเวณห้องโดยสารด้านหลังจึงมีพื้นที่กว้างขวาง ให้ความรู้สึกโปร่งสบายแก่ผู้โดยสาร และมาพร้อมกับปริมาตรในการบรรจุของ 550-1,600 ลิตร
อุปกรณ์พื้นฐานอื่น ๆ ของบีเอ็มดับเบิลยู X3 M ใหม่ สำหรับรุ่นที่ขายในประเทศไทย ยังมีล้ออัลลอย M ขนาด 21 นิ้ว หลังคาแก้ว Panorama glass roof ไฟหน้าแบบ Adaptive LED ชุดระบบเครื่องเสียง Harman Kardon พร้อมด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่สุดทันสมัยทั้ง Driving Assistant, Parking Assistant Plus และบริการดิจิทัลครบวงจรภายใต้บริการ BMW ConnectedDrive อีกมากมาย
บีเอ็มดับเบิลยู X3 M ใหม่ มีสีตัวถังให้เลือก 2 สีด้วยกันคือสีเทา Donington Grey และสีน้ำเงิน Phytonic Blue มาพร้อมกับแพคเกจ BSI Standard ซึ่งประกอบด้วยการบริการบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กม. และการรับประกัน 3 ปีไม่จำกัดระยะทาง

บีเอ็มดับเบิลยู X4 M ใหม่
ราคาจำหน่าย: 7,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

รถยนต์ Sports Activity Coupe (SAC) ทรงสปอร์ตคูเป้สุดโฉบเฉี่ยว ที่ผสานขุมพลังบีเอ็มดับเบิลยู M ไว้อย่างสมบูรณ์แบบ บีเอ็มดับเบิลยู X4 M ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังใหม่ เครื่องยนต์ M TwinPower Turbo แบบ 6 สูบเรียง ที่มอบพละกำลังสูงสุด 353 กิโลวัตต์ / 480 แรงม้า สามารถเร่งความเร็วจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 4.2 วินาที โลดแล่นสู่ความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมผนวกสุดยอดโครงสร้างแชสซีในสไตล์รถแข่งสุดดุดัน และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ M xDrive ที่ส่งพละกำลังอย่างเหนือชั้นและแม่นยำบนทุกสภาพท้องถนน
มิติของตัวรถ มีความยาว 4,758 มิลลิเมตร กว้าง 1,927 มิลลิเมตร สูง 1,618 และฐานล้อมีขนาด 2,864 มิลลิเมตร ภายนอกรถยนต์ได้รับการปรับปรุงช่องดักลมด้านหน้าเพื่อประสิทธิภาพในการส่งลมเย็นเข้าไประบายความร้อนในเครื่องยนต์ ตามหลักอากาศพลศาสตร์ ส่วนภายในห้องโดยสารตกแต่งในสไตล์ M อันเป็นเอกลักษณ์ เบาะนั่งปรับไฟฟ้าสไตล์ M บุด้วยหนังแท้ Merino ทรงสปอร์ตพร้อมเข็มขัดนิรภัยสไตล์ M พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นและหัวเกียร์ในสไตล์ M เสริมความสปอร์ตและสง่างามในห้องโดยสาร นอกจากนี้บริเวณห้องโดยสารด้านหลังมีพื้นที่กว้างขวางสะดวกสบาย พร้อมปริมาตรในการบรรจุของ 525-1,430 ลิตร
อุปกรณ์พื้นฐานอื่น ๆ ของบีเอ็มดับเบิลยู X4 M ใหม่ สำหรับรุ่นที่ขายในประเทศไทย ยังมีล้ออัลลอย M ขนาด 21 นิ้ว หลังคาแก้ว Panorama Glass roof ไฟหน้าแบบ Adaptive LED ชุดระบบเครื่องเสียง Harman Kardon พร้อมด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่สุดทันสมัยทั้ง Driving Assistant, Parking Assistant Plus, และบริการดิจิทัลครบวงจรภายใต้บริการ BMW ConnectedDrive อีกมากมาย
บีเอ็มดับเบิลยู X4 M ใหม่ มีสีตัวถังให้เลือก 3 สีด้วยกันคือสีเทา Donington Grey สีน้ำเงิน Phytonic Blue และสีแดง Toronto Red มาพร้อมกับแพคเกจ BSI Standard ซึ่งประกอบด้วยการบริการบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กม. และการรับประกัน 3 ปีไม่จำกัดระยะทาง

บีเอ็มดับเบิลยู M5 รุ่นฉลองครบรอบ 35 ปี (Edition 35 Years)
ราคาจำหน่าย: 13,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)
บีเอ็มดับเบิลยู M5 รุ่นฉลองครบรอบ 35 ปีตอกย้ำถึงคาแร็คเตอร์สุดโฉบเฉี่ยวอันเป็นเอกลักษณ์ของรถสปอร์ตซีดานสมรรถนะสูง ในรูปลักษณ์สุดพิเศษที่ผลิตขึ้นเพียง 350 คันเท่านั้น บีเอ็มดับเบิลยู M5 รุ่นนี้ พัฒนาต่อยอดขึ้นจากบีเอ็มดับเบิลยู M5 Competition ที่ได้สร้างความเร้าใจด้วยประสิทธิภาพเทียบชั้นรถแข่ง โดดเด่นเหนือรถยนต์สปอร์ตซีดานรุ่นอื่น ๆ ด้วยเครื่องยนต์ V8 พร้อมเทคโนโลยี M TwinPower Turbo โลดแล่นด้วยพละกำลังสูงสุด 460 กิโลวัตต์ / 625 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 750 นิวตันเมตร พร้อมส่งพลังสู่พื้นถนนอย่างเต็มสมรรถนะ เทคโนโลยีช่วงล่างได้รับการตั้งค่ามาโดยเฉพาะ ทำงานร่วมกันระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ M xDrive และระบบเฟืองท้าย Active M สมรรถนะที่คงความทรงพลังในแบบฉบับบีเอ็มดับเบิลยู M5 Competition สะท้อนให้เห็นจากความแรงอันเร้าใจ ความสามารถในการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยม และประสิทธิภาพในการควบคุมที่แม่นยำในทุกเลี้ยวโค้ง โดยสามารถเร่งความเร็วจากหยุดนิ่งไปถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.3 วินาที และ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 10.8 วินาที
รูปโฉมภายในและภายนอกของบีเอ็มดับเบิลยู M5 รุ่นฉลองครบรอบ 35 ปี สร้างความโดดเด่นทรงพลังเช่นเดียวกับสมรรถนะการขับขี่ โดยมาพร้อมชุดแต่งในสไตล์ M ที่ทำจากวัสดุพรีเมียมและได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับรุ่นพิเศษนี้ ยกระดับความเอ็กซ์คลูซีฟยิ่งขึ้นด้วยชุดแต่ง BMW Individual พร้อมสีตัวถังพิเศษ Frozen Dark Grey II metallic สะดุดตาด้วยพิ้นผิวแบบด้าน พร้อมล้ออัลลอย M ลาย Y spoke ขนาด 20 นิ้ว สี Graphite Grey ในดีไซน์ใหม่เฉพาะสำหรับรุ่นฉลองครบรอบ 35 ปี นอกจากนี้ คาลิเปอร์ของระบบเบรกแบบ M ยังมาในสีดำเงาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน หรือสามารถเลือกเสริมความพิเศษยิ่งขึ้นด้วยคาลิเปอร์เบรกคาร์บอนเซรามิก M ในสีทอง
 
บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M Sport ใหม่
ราคาจำหน่าย: 4,900,000-5,000,000 บาท
เจเนอเรชั่นที่ 2 ของบีเอ็มดับเบิลยู X5 ในรูปแบบปลั๊กอินไฮบริดผสานขุมพลังการขับเคลื่อนระบบไฟฟ้าเข้ากับความคล่องตัวในแบบฉบับรถยนต์ Sports Activity Vehicle (SAV) ซึ่งบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M Sport ใหม่ มีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ 43.5 กิโลเมตรต่อลิตร ตาม ECO Sticker โดยเมื่อขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว จะสามารถทำความเร็วสูงสุดที่ 135 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากเดิมสูงสุดที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และวิ่งด้วยไฟฟ้าได้ไกลสูงสุด 67-87 กิโลเมตรตามมาตรฐานการทดสอบ WLTP ของยุโรป
บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M Sport ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง 3.0 ลิตร TwinPower Turbo ที่มอบพลังถึง 210 กิโลวัตต์ / 286 แรงม้า ควบคู่ไปกับความปราดเปรียวที่ได้จากเทคโนโลยี
บีเอ็มดับเบิลยู EfficientDynamics และเจเนอเรชั่นที่ 4 ของเทคโนโลยีบีเอ็มดับเบิลยู eDrive สุดล้ำ มอเตอร์ไฟฟ้าส่งกำลังสูงสุดที่ 83 กิโลวัตต์ / 113 แรงม้า ตัวแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจุพลังงานไฟฟ้าได้กว่า 24 กิโลวัตต์ชั่วโมง โดยระบบไฟฟ้าทั้งหมดได้รับการพัฒนามาเพื่อให้มีการจัดการพลังงานอย่างชาญฉลาด ซึ่งส่งผลให้ระบบปลั๊กอินไฮบริดของบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M Sport มีประสิทธิภาพการทำงานที่เป็นโดดเด่น ประหยัดพลังงานและเชื้อเพลิงสูงสุด
เมื่อมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ทำงานร่วมกัน จะมอบพละกำลังสูงสุดที่ 290 กิโลวัตต์ / 394 แรงม้า พร้อมแรงบิด 600 นิวตันเมตร ส่งกำลังโดยตรงไปที่เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Steptronic เจเนอเรชั่นล่าสุดและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive ที่มอบสมรรถนะบนถนนในสไตล์สปอร์ต พร้อมกับสมรรถนะแบบออฟโรดที่เหนือชั้น ให้อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรภายใน 5.6 วินาที ทำความเร็วได้ดีกว่ารุ่นก่อนหน้ากว่า 1.2 วินาที ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M Sport มาพร้อมช่วงล่างแบบถุงลมที่สามารถปรับระดับอัตโนมัติและระบบควบคุมความนุ่มนวลโช้กอัพแบบแปรผัน นอกเหนือไปจากระบบการเชื่อมต่อครบวงจร ยังติดตั้งบริการดิจิทัลรูปแบบใหม่ที่สอดรับกับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ยังได้รับการพัฒนามาเพื่อให้เข้ากับรถยนต์ในสไตล์ SAV เพื่อยกระดับความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่เหนือชั้นให้แก่ผู้ขับขี่
บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M Sport ใหม่ มีให้เลือกใน 4 สีด้วยกัน ได้แก่สีดำ Black Sapphire สีขาว Mineral White สีน้ำเงิน Phytonic Blue และสีเทา Arctic Grey Brilliant Effect
 
ไฮไลท์รถยนต์มินิในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36

มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน 306 แรงม้า ใหม่
ราคาจำหน่าย: 3,648,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)
มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน และ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คลับแมน ใหม่ มาพร้อมขุมพลังความแรงที่โดดเด่นในเซกเมนต์พรีเมียมคอมแพค และเป็นหนึ่งในรุ่นที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์กว่า 60 ปีของ
มินิ ด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบ พร้อมเทคโนโลยี MINI TwinPower Turbo ส่งกำลัง 225 กิโลวัตต์ / 306 แรงม้า แรงบิดเพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า 100 นิวตันเมตร อยู่ที่ 450 นิวตันเมตร จึงสามารถส่งพละกำลังในการเร่งได้อย่างทันใจยิ่งขึ้น ส่งมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คลับแมน ใหม่ ให้พุ่งทะยานจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 4.9 วินาที และภายใน 5.1 วินาทีสำหรับมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน ซึ่งเร็วกว่ารุ่นก่อนหน้า 1.4 และ 1.5 วินาทีตามลำดับ เสริมความแรงด้วยการทำงานเข้าจังหวะกับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 จังหวะแบบสปอร์ต พร้อมระบบล็อกเฟืองท้ายในเพลาหน้า ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ALL4 โครงสร้างหลักได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของตัวถัง รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับการทำงานของเครื่องยนต์ และการยึดติดกับโครงสร้างตัวถัง ทำให้มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ใหม่ทั้งสองรุ่นสามารถมอบความเร็วเร้าใจด้วยสมรรถนะในอีกขั้นที่เหนือกว่า
ความทรงพลังและปราดเปรียวในแบบฉบับของจอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ได้รับการเติมเต็มด้วยองค์ประกอบด้านการดีไซน์ที่แตกต่างกันไปในทั้งสองรุ่น เช่น รูปโฉมภายนอกที่ออกแบบมาเพื่อเสริมประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นช่องดักอากาศหน้ารถที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อลดอุณหภูมิของระบบขับเคลื่อนและระบบเบรก ชุดแต่งสเกิร์ตด้านข้างและท้ายรถที่ช่วยให้อากาศไหลผ่านตัวรถได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งราวหลังคาที่มีส่วนช่วยในการยึดเกาะถนนขณะขับขี่ที่ความเร็วสูง นอกจากนี้ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ใหม่ทั้งสองรุ่นยังมาพร้อมฝาครอบกระจกข้างที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ด้วยเช่นกัน
ความเร้าใจสไตล์รถแข่งก็ได้รับการยกระดับให้ผู้โดยสารและคนขับทั้ง 5 ที่นั่งสามารถสัมผัสได้อย่างเต็มที่ยิ่งขึ้น ทั้งด้วยอุปกรณ์ภายในห้องโดยสารที่มาในลุคสปอร์ตยิ่งขึ้น เช่น เบาะนั่งจอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์แบบสปอร์ตพร้อมพนักพิงศีรษะ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นและคันเกียร์ในสไตล์จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ และเพดานสีดำ Anthracite
อุปกรณ์พื้นฐานของทั้งมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน และ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คลับแมน ใหม่ ยังประกอบไปด้วยไฟหน้า LED ระบบ Keyless Ride โหมดการขับขี่รูปแบบต่าง ๆ และจอแสดงผลระบบสัมผัสขนาด 8.8 นิ้ว พร้อมกราฟฟิกแบบใหม่ ในส่วนของระบบการเชื่อมต่อมาพร้อมบริการ MINI Connected ที่หลากหลาย พร้อมด้วยความสะดวกสบายจากฟีเจอร์อย่าง Apple CarPlay และแท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย

มินิ คูเปอร์ คลับแมน ใหม่
ราคาจำหน่าย: 2,430,000 (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)
มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน ใหม่
ราคาจำหน่าย: 3,130,000 (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)
มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Yours Edition ใหม่
ราคาจำหน่าย: 3,330,000 (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)
มินิ คลับแมน ใหม่ ได้รับการพัฒนาทั้งในด้านดีไซน์ นวัตกรรมการขับขี่ และเทคโนโลยีการเชื่อมต่อใหม่ล่าสุด มีความเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำใครในเซกเมนต์พรีเมียมคอมแพค ผสานความสนุกสนานในการขับขี่ตามแบบเฉบับมินิเข้าไว้กับการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางไกลไว้ได้อย่างลงตัว เสริมความโดดเด่นที่แปลกใหม่ทั้งภายในและภายนอก เติมเต็มไลฟ์สไตล์ทุกรูปแบบด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่ทันสมัยอย่าง MINI Connected
มินิ คลับแมน ใหม่ มาพร้อมไฟท้าย LED ในขอบโครเมียมที่ฝังเข้ากับประตูท้ายบานคู่เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยมาในดีไซน์ใหม่ทรงแนวนอน รูปทรงและเส้นไฟ LED ลายธงยูเนียน แจ็คแห่งสหราชอาณาจักร แสดงถึงคาแรคเตอร์รถยนต์สัญชาติอังกฤษที่เด่นชัดยิ่งขึ้น โฉบเฉี่ยวสะดุดตาทั้งกลางวันและกลางคืน และสามารถเลือกเสริมไฟหน้า LED หรือ Adaptive LED เพื่อเพิ่มความล้ำสมัยยิ่งขึ้น
ความสะดวกสบาย พื้นที่กว้างขวาง และการใช้งานที่หลากหลาย แสดงถึงความอเนกประสงค์ของมินิ คลับแมนใหม่ สร้างนิยามร่วมสมัยให้แก่ตัวถังทรง shooting brake สุดคลาสสิกที่แตกต่างจากรถรุ่นอื่น ๆ ในเซกเมนต์เดียวกัน นอกจากนี้ พื้นที่เก็บสัมภาระที่กว้างขวางพร้อมประตูท้ายแบบคู่ยังแสดงถึงการออกแบบพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของมินิ คลับแมน
สำหรับตลาดประเทศไทย มินิ คลับแมน ใหม่จะมาใน 3 รุ่นย่อย ได้แก่ มินิ คูเปอร์ คลับแมน มาพร้อมพละกำลัง 100 กิโลวัตต์ / 136 แรงม้า สามารถเร่งจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 9.2 วินาที ที่ความเร็วสูงสุด 205 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 6.0 ลิตร / 100 กิโลเมตร (16.7 กิโลเมตร / ลิตร) ระดับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 138 กรัม / กิโลเมตร มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน มาพร้อมพละกำลัง 141 กิโลวัตต์ / 192 แรงม้า สามารถเร่งจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 7.2 วินาที ที่ความเร็วสูงสุด 228 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 6.2 / 100 กิโลเมตร (16.1 กิโลเมตร / ลิตร) ระดับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 141 กรัม / กิโลเมตร และ มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Yours Edition ที่มาในตัวถังสีดำ MINI Yours Enigmatic Black metallic ล้ออัลลอย MINI Yours ลาย British Spoke สองสี พร้อมตัวเลือกชุดแต่งสร้างความพิเศษที่แตกต่างให้แก่มินิ คลับแมนใหม่
มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Yours Edition มาพร้อมชุดแต่งที่สามารถเลือกเป็นอุปกรณ์เสริมเพิ่มความโดดเด่นเช่น พวงมาลัย MINI Yours สไตล์สปอร์ต เบาะหนังแท้สีดำตัดเย็บพิเศษ Leather Lounge Carbon Black พร้อมเบาะรองศีรษะในลายธงยูเนียน แจ็ค เพิ่มความพิเศษด้วยชุดแต่งภายในห้องโดยสาร MINI Yours Interior Styles ใน 3 ตัวเลือกด้วยกัน ได้แก่ Piano Black illuminated, Frozen Blue illuminated และ Fibre Alloy illuminated ซึ่งแต่ละสไตล์จะมาพร้อมลูกเล่นไฟสะท้อนแสงในสีเดียวกันที่บริเวณมือจับประตู แผงหน้าปัด ไฟตกแต่งห้องโดยสาร และแผงคอนโซล โดยลูกค้าสามารถเลือกเสริมอุปกรณ์ MINI Yours เฉพาะอย่างได้ และนอกจากนี้ยังรวมถึงพื้นพรม MINI Yours ขอบสีดำ พร้อมลายตะเข็บสีอะลูมิเนียม และสัญลักษณ์ MINI Yours บนหน้าต่างด้านข้าง
มินิ คลับแมน ใหม่ มาให้เลือกในตัวถัง 3 สี 3 สไตล์ด้วยกัย ได้แก่ สีแดง Indian Summer Red metallic สีเขียว British Racing Green metallic และสีดำ MINI Yours Enigmatic Black metallic โดยสามารถเลือกเสริมลูกเล่นบริเวณหลังคาและฝาครอบกระจกในสีดำ สีขาว หรือสีเงิน
 
ข้อเสนอพิเศษในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36
ลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูและมินิที่จองรถยนต์ภายในงานและมีกำหนดรับส่งมอบรถยนต์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562 จะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ดังนี้
สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู: สามารถเลือก BSI ได้ 2 แบบ

  • สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถบีเอ็มดับเบิลยูทุกรุ่น ยกเว้นบีเอ็มดับเบิลยู i เมื่อซื้อโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Ultimate ที่ให้ระยะเวลาบำรุงรักษา 5 ปี / 100,000 กิโลเมตร และการรับประกันเป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง จะสามารถเลือกอัพเกรดอย่างใดอย่างหนึ่ง
  • ทางเลือกที่ 1: ยกระดับระยะเวลาบำรุงรักษาเป็นเวลา 6 ปี / 120,000 กิโลเมตร และการรับประกัน รวมทั้งสมาชิกภาพ BMW Mobility Service เป็นระยะเวลา 6 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
  • ทางเลือกที่ 2: ยกระดับระยะเวลาบำรุงรักษาเป็นเวลา 10 ปี / 100,000 กิโลเมตร และการรับประกัน รวมทั้งสมาชิกภาพ BMW Mobility Service เป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

*ยกเว้นบีเอ็มดับเบิลยู i
ข้อเสนอราคาพิเศษและข้อเสนอพิเศษทางการเงินจากบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียลเซอร์วิส ประเทศไทย

  • ราคาพิเศษสำหรับ BMW 320d ที่ 2,499,000 บาท
  • ฟรีประกันภัยชั้น 1 สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู X1
  • ผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 27,999 บาท สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 5
  • สำหรับมินิ: การยกระดับโปรแกรมบำรุงรักษา MSI (MINI Service Inclusive) 
  • สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ทุกรุ่น (ยกเว้นมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ รุ่น 306 แรงม้า), มินิ คูเปอร์ เอส และคูเปอร์ เอส ไฮทริม รุ่นแฮทช์ 3 ประตู และ 5 ประตู, มินิ คูเปอร์ เอส คอนเวอร์ทิเบิล, มินิ คูเปอร์ เอส และคูเปอร์ เอส ไฮทริม คลับแมน ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2562 จะได้รับการยกระดับ MSI Standard ฟรี จากระยะเวลาบำรุงรักษา 3 ปี / 60,000 กิโลเมตร เป็น 10 ปี / 100,000 กิโลเมตร**
  • รับฟรี เครื่องกรองฝุ่น PM 2.5 สำหรับรถยนต์ MINI Fine Dust Filter ร่ม MINI และหมอนรูปกุญแจรถ MINI สุดเก๋ สำหรับการจองรถทุกรุ่น

**ครอบคลุมการบริการดูแลบำรุงรักษา 10 ปี / 100,000 กม. และครอบคลุมการรับประกันและสมาชิกภาพ MINI Mobility Service เป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

CUB House เปิดตัว Monkey Dragon Ball Limited Edition ทั่วโลกแค่ 100 คัน

0

 
ครั้งแรกในวงการรถจักรยานยนต์ไทย CUB House by Honda จับมือ Toei Animation ผู้ถือลิขสิทธิ์ “ดราก้อนบอล” ร่วมสร้างตำนานบทใหม่ ระหว่างรถจักรยานยนต์ Monkey กับ อนิเมะยอดฮิตตลอดกาลของญี่ปุ่น เปิดตัว Monkey รุ่น Dragon Ball Limited Edition ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 คันทั่วโลก มาเป็นเซ็ตพร้อมแจ็คเกตลาย Monkey x Dragon Ball จากแบรนด์ Naked & Famous



มร.ชิเกโต คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย เปิดเผยว่า “เป้าหมายของคับเฮ้าส์คือการเติมเต็มความต้องการให้กับคนรุ่นใหม่ด้วยการส่งมอบคุณค่าสามอย่าง อย่างแรกคือ Fun หรือความสนุกที่ลูกค้าสัมผัสได้จากทุกส่วนของร้าน รวมถึงสินค้าในร้าน อย่างที่สองคือ Proud หรือความภาคภูมิใจเมื่อลูกค้าได้เป็นเจ้าของรถ และอย่างที่สามคือ Me หรือสิ่งสะท้อนความเป็นตัวตนที่แท้จริงของลูกค้า ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นผ่านประสบการณ์ที่คับเฮ้าส์ส่งมอบให้กับลูกค้าซึ่งตลอดสองปีที่ผ่านมาที่นี่ได้กลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่สนุกสนาน และการเดินทางที่ไม่มีที่สิ้นสุด”



“ล่าสุดนี้ เราขอส่งมอบความสนุกครั้งใหม่และครั้งแรกของวงการรถจักรยานยนต์ไทยกับการรวมตัวกันครั้งสำคัญของสองตำนาน นั่นคือตำนานของรถ Monkey ที่มีจุดกำเนิดตั้งแต่ปี 1961 จากการประดิษฐ์รถเพื่อขี่เล่นของพนักงานในโรงงานฮอนด้าแห่งหนึ่ง แต่ด้วยรูปลักษณ์ที่แปลกไม่เหมือนใครทำให้ Monkey กลายเป็นรถที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกโดยเฉพาะในหมู่นักสะสม และอีกตำนานเกิดขึ้นในปี 1984 เมื่อดราก้อนบอลได้ถือกำเนิดขึ้นในญี่ปุ่นและได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ได้รับการเผยแพร่ไปถึงกว่า 80 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย จนกลายเป็นอนิเมะยอดฮิตตลอดกาลของโลก”




“ในปี 2019 นี้ เมื่อสองตำนานได้มารวมตัวกันก็ก่อให้เกิดรถจักรยานยนต์ Monkey Dragon Ball Limited Edition ภายใต้คอนเซปต์ ความสนุกในความทรงจำ กลับมาให้คุณได้ซนอีกครั้ง ซึ่งจะถูกผลิตจำนวนจำกัดเพียงแค่ 100 คันทั่วโลก โดยรถพิเศษรุ่นนี้ได้รับการออกแบบโดยทีมดีไซน์เนอร์จาก H2C ซึ่งเป็นสำนักแต่งรถของเอ.พี. ฮอนด้า ที่มีความหลงใหลใน Monkey และ Dragon Ball อย่างมากจนเกิดเป็นรถที่มีความลงตัว มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร”
Monkey Dragon Ball Limited Edition เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง เอ.พี. ฮอนด้า และ Toei Animation ผู้ถือลิขสิทธิ์ดราก้อนบอลอย่างเป็นทางการ ตัวรถได้รับการออกแบบให้มีความโดดเด่นลงตัวทุกมุมมอง โดยการนำเอาเอกลักษณ์สามอย่างของดราก้อนบอลมาอยู่บนตัวรถ Monkey อย่างแรกคือลูกแก้วมังกรสี่ดาวของโงกุน อย่างที่สองคือเทพเจ้ามังกรอันศักดิ์สิทธิ์ ทั้งสองอย่างถูกตกแต่งอยู่บนถังน้ำมันที่หุ้มด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ โดยตัวลูกแก้วมังกรทำจากอะลูมิเนียม CNC และอย่างที่สามคือสัญลักษณ์สำนักเต่าของผู้เฒ่าเต่าอันเลื่องชื่อที่โดดเด่นอยู่บนครอบกรองอากาศสีส้ม ในขณะที่ฝาครอบหุ้มข้างเป็นแบบคาร์บอนไฟเบอร์พร้อมสัญลักษณ์ Monkey



Monkey Dragon Ball Limited Edition ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 คันทั่วโลก มาเป็นเซ็ตพร้อมแจ็คเกตลาย Monkey x Dragon Ball จากแบรนด์ Naked & Famous (มูลค่า 8,500 บาท) วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำ 119,900 บาท ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปชมรถจริงและจองได้ที่ CUB House ทั้ง 13 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ สาขาเอกมัย สาขาอุดรธานี สาขาขอนแก่น สาขาชลบุรี สาขาสุราษฎร์ธานี สาขาหาดใหญ่ สาขาเพชรบุรี สาขาเชียงราย สาขาภูเก็ต สาขาเชียงใหม่ สาขานครปฐม สาขาศรีนครินทร์ และล่าสุดสาขาอุบลราชธานี และที่บูธ CUB House หมายเลข G 09 ในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2019 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 29 พ.ย. – 10 ธ.ค. 2019 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ fb.com/cubhousebyhonda

Mazda3 พิชิตรางวัลอันทรงเกียรติคว้ารถยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย Thailand Car of The Year 2019

0

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย สุดปลื้ม All-New Mazda3 คว้ารางวัลอันทรงเกียรติ Thailand Car of the Year 2019 ด้วยคุณสมบัติความโดดเด่นของสมรรถนะการขับขี่ เทคโนโลยีล้ำสมัย ความสวยงาม ความสะดวกสบาย ความปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และความคุ้มค่าคุ้มราคาจากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย จัดกิจกรรมเพื่อมอบรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2562 โดยรถยนต์ที่ผ่านเข้ามาทั้งหมด 14 คัน และคัดเลือกเข้ารอบสุดท้าย 7 คัน โดยมีผู้ทรงคุณด้านการทดสอบรถยนต์ และสมาชิกผู้คร่ำหวอดในการทดสอบรถยนต์

สำหรับรางวัล “รถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี” หรือ THAILAND CAR OF THE YEAR เริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2558 มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยกระดับและพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้มีความก้าวหน้าทัดเทียมกับนานาประเทศ รวมถึงต้องการให้สมาชิกได้นำเสนอรายละเอียดต่างๆ เพื่อผู้บริโภคใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ที่มีคุณภาพ โดยรางวัลดังกล่าวของสมาคมฯ ได้รับเกียรติจากคณะกรรมการสักขีพยานผู้ทรงคุณวุฒิด้านยานยนต์ และสื่อมวลชนผู้เชี่ยวชาญด้านทดสอบรถยนต์ คอลัมน์นิสต์ ผู้สื่อข่าว บรรณาธิการข่าวสายยานยนต์ ซึ่งเป็นสมาชิกสมาคมฯ โดยรอบแรกนั้นสมาชิกทั้งหมดได้คัดเลือกรถยนต์ที่เปิดตัวแนะนำในปี 2562 ทั้งหมด 14 คัน และเข้ารอบสุดท้าย 7 คัน แล้วจัดการทดสอบขึ้นที่สนามสุวรรณภูมิ มอเตอร์สปอร์ต พาร์ค โดยมีคณะกรรมเข้าร่วมทำการทดสอบครั้งนี้กว่า 60 คน เพื่อเฟ้นหารถยนต์ที่ดีที่สุดแห่งปี
โดยรถยนต์ที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายและได้เข้าชิงรางวัลในปีนี้มีทั้งหมด 7 รุ่น ประกอบด้วย Mazda3, MG HS, BMW X3, Subaru Forester, Honda Accord, Toyota Corolla Altis และ Toyota Camry การตัดสินของคณะกรรมการได้แบ่งออกเป็น 2 รอบ ได้แก่ รอบแรก คณะกรรมการเลือกรถยนต์ที่เข้าคุณสมบัติ (Qualify) ครึ่งหนึ่งของจำนวนที่เข้ารอบมาทั้งหมด (ปีนี้มีรถยนต์เข้ารอบสุดท้าย 14 คัน ให้เลือกเพียง 7 คัน)

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาสด้าให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับกิจรรมต่างๆ ของทางสมาคมฯ และสมาชิกทุกคน การที่มาสด้า3 ซึ่งเป็นเจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ ถือเป็นบทพิสูจน์เทคโนโลยีสกายแอคทีฟอันล้ำสมัยของมาสด้านั้นเป็นที่ยอมรับจากผู้ทรงคุณวุฒิจากสื่อมวลชนสายยานยนต์ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่สามารถพิสูจน์ได้จริงในกลุ่มลูกค้าชาวไทยและทั่วโลก ด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ ที่ให้ทั้งสมรรถนะแรงและประหยัดน้ำมัน รวมทั้งรูปลักษณ์การออกแบบใหม่ ภายใต้ โคโดะ ดีไซน์ Soul of Motion หรือจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหวอันงดงาม ความทันสมัยของ Mazda Connect และเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับโลกที่จับต้องได้ของ i-ACTIVSENSE โดยมาสด้า3 นั้นมีจุดเด่นที่รูปลักษณ์โดดเด่นล้ำสมัย สะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ที่ชัดเจนของคนรุ่นใหม่ เป็นรถที่ไม่เพียงแต่มีบุคลิกภาพอันโดดเด่นเท่านั้นแต่ยังให้คุณภาพที่เหนือชั้นทั้งการขับขี่ การประหยัดน้ำมัน และความปลอดภัยอีกด้วย

มาสด้า3 เปิดตัวครั้งแรกของโลกในงาน Los Angeles Auto Show เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 ถือเป็นรถยนต์รุ่นแรกในบรรดารถยนต์มาสด้าเจนเนอเรชั่นที่ 7 ที่มีความโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟและรูปลักษณ์สวยงามลุ่มลึกแบบ KODO – จิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหว โดยในรถมาสด้า3 รูปโฉมของ โคโดะ ดีไซน์ ที่สื่อออกมาได้รับการปรับให้เฉียบคมขึ้นเพื่อเน้นความรู้สึกถึงสปีดของรถมาสด้า3 ประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซินสกายแอคทีฟ 2.0 เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อเดือนกันยายน 2562 จนถึงปัจจุบันได้รับการยอมรับอย่างล้นหลามมียอดขายไปแล้วกว่า 3,000 คัน
มาสด้า3 ไม่ได้ประสบความสำเร็จเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น นับตั้งแต่เปิดตัว ความสวยงามโดดเด่นและสมรรถนะของรถยนต์มาสด้า3 ก็เป็นที่ยอมรับในวงการรถยนต์ทั่วโลก ได้รับรางวัลระดับโลกมาแล้วมากมาย อาทิเช่น
นี่คือเหล่ารางวัลระดับโลกซึ่งการันตีความยอดเยี่ยมของมาสด้า3 ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก จากชัยชนะอันงดงามของมาสด้า3 กับรางวัล Thailand Car of The Year 2019 (รถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย ประจำปี 2562) ที่ได้รับในวันนี้ จึงเป็นข้อพิสูจน์ถึงความสำเร็จอีกขั้นของมาสด้า3 ที่ได้รับการยอมรับจากทั้งสื่อมวลชน ผู้ทรงคุณวุฒิชาวไทยเพื่อสร้างมาตรฐานไปสู่เวทีระดับโลก

Hyundai H-1 ใหม่ และ Grand Starex ใหม่ เปิดตัวและรับจองครั้งแรกในงาน Motor Expo 2019

0

บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด แนะนำรถยนต์อเนกประสงค์ H-1 และ Grand Starex รุ่นปรับโฉมใหม่ปี 2020 เปิดตัวและรับจองครั้งแรกในงาน มหกรรมยานยนต์ 2019 โดยปรับโฉม ทั้งภายนอกและภายใน ภายใต้แนวคิด ทันสมัยและพรีเมี่ยม รวมทั้งยังเพิ่มและปรับปรุงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่น ๆ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและความสุขให้กับทุกการเดินทาง

        

ฮุนได เอชวัน และแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ รุ่นปี 2020 ได้รับการดีไซน์กระจังหน้าด้วยการเพิ่มรายละเอียดให้มีมิติมากขึ้น เพิ่มความสปอร์ต อเนกประสงค์ด้วยชุดแต่งโครเมี่ยมดีไซน์ใหม่รอบคัน ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์เลนส์ และไฟวิ่งเวลากลางวัน พร้อมล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้วและขนาด 17 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ ให้ความลงตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ส่วนภายใน ได้มีการเพิ่มอุปกรณ์เพื่อความสะดวกและความบันเทิง รวมทั้งเพิ่มฟังค์ชั่นการเชื่อมต่อ Apple CarPlay การรองรับ USB/HDMI และ Mirror Link ของจอ LCD ในส่วนห้องผู้โดยสาร ระบบการชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย และที่ชาร์จอุปกรณ์สื่อสารอื่นๆ ระหว่างการเดินทาง เบาะตำแหน่งที่นั่งคนขับ ปรับความเย็นและอุ่นได้

ฮุนได เอชวัน และแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลประสิทธิภาพสูง ขนาด 2.5 ลิตร พร้อมระบบ คอมมอน เรล ไดเร็ค อินเจ็คชั่น  ให้กำลังสูงสุด 175 แรงม้า ที่แรงบิด 441 นิวตันเมตร ตอบสนองการขับขี่ได้ดั่งใจ ขับง่ายเพราะรัศมีวงเลี้ยวที่แคบสุดเพียง 5.6 เมตร และขนาดความสูงของรถยนต์ที่ 1.9 เมตร ทำให้ไม่ต้องกังวลเมื่อต้องเดินทางเข้า- ออก อาคารที่จอดรถ พร้อมระบบความปลอดภัยและอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็น Smart View Monitor กล้องมองรอบทิศทาง เพิ่มความมั่นใจมากขึ้นโดยเฉพาะเมื่อต้องขับหรือจอดในบริเวณที่แคบ

        

นอกจากนี้ ยังมีถุงลมนิรภัยทั้งด้านหน้า และด้านข้าง ปกป้องผู้โดยสารด้านหน้า และระบบควบคุมเสถียรภาพ ESP และระบบเบรค ABS ที่ให้ความมั่นใจได้ทุกการขับขี่ และพิเศษในรุ่นแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ได้มีการปรับปรุงระบบช่วงล่างใหม่ เพิ่มความนุ่มนวล มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เอชวัน รุ่นอีลิท ยังมีสีใหม่ เทา กราฟไฟต์ Steel Graphite และรุ่นทัวริ่ง ยังได้เพิ่มสีดำ Timeless Black และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานให้อีกด้วย

ในส่วนของแคมเปญการสื่อสาร ของเอชวัน รุ่นปี 2020 บริษัท ฯ ได้เปิดตัว แคมเปญ การสื่อสาร ใหม่ “เพราะความสุขของครอบครัวสำคัญที่สุด” ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากการสำรวจการใช้งานของลูกค้าที่เลือกใช้รถยนต์รุ่นนี้ การเล่าเรื่องผ่านภาพยนตร์และภาพถ่ายโฆษณา เป็นการจำลองสถานการณ์ของบรรยากาศการใช้งานและความรู้สึกจริงๆ ของลูกค้าที่เลือกใช้รถยนต์เอชวัน ที่ต้องการใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุข ความต้องการเดินทางด้วยกันทั้งครอบครัว แบ่งปันช่วงเวลาดี ๆ ด้วยกันตลอดการเดินทาง โดยเฉพาะเมื่ออยู่บนรถ เพราะรถยนต์เอชวัน ไม่เพียงแต่เป็นพาหนะที่พาทุกคนไปถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย แต่เอชวัน ยังเป็นรถยนต์ที่ให้พื้นที่ในการใช้เวลาและแชร์ความสุขได้ตลอดการเดินทาง

แม้ว่าฮุนได เอชวัน จะได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงและมียอดขายสูงสุดในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่เป็นเวลาติดต่อกันหลายปี แต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มความสะดวก และความคุ้มค่าให้กับผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญมากที่ฮุนไดใส่ใจมากที่สุด ดังนั้น รถยนต์ฮุนได เอชวัน และ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ รุ่นปรับโฉมใหม่ปี 2020 ที่มีการออกแบบและเพิ่มอุปกรณ์หลายอย่างแต่จะไม่มีการปรับเพิ่มราคาจากรุ่นเดิม ถือเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นในคุณภาพของเอชวัน ตลอดระยะเวลากว่าสิบปี

ลูกค้าที่สนใจ สามารถชมและทดลองขับ Hyundai H-1 และ Grand Starex รุ่นปี 2020 ได้แล้ว ที่งานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โป และโชว์รูมฮุนได ทั่วประเทศ

อีซูซุ ระเบิดความมัน… ในการแข่งขัน Isuzu Race Spirit 2019 รอบชิงชนะเลิศ

0

บริษัท ตรีเพชรอีซูซูเซลส์ จำกัด จัดแข่งขัน “Isuzu Race Spirit 2019” รอบชิงชนะเลิศ ครั้งยิ่งใหญ่ของเมืองไทย เฟ้นหาสุดยอดรถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์” ที่แรงและเร็วที่สุดแห่งปี นำเหล่านักแข่งสุดยอดแชมป์จากสนามรอบคัดเลือกมาร่วมประลองความเร็วทางตรงแบบควอเตอร์ไมล์ ระยะทาง 402 เมตร ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 1.2 ล้านบาท พร้อมถ้วยเกียรติยศ และกิจกรรมความบันเทิงสุดเร้าใจอีกมากมายสำหรับผู้รักความเร็วตัวจริง ณ สนามบางกอกแดร็ก อเวนิว คลอง 5 ปทุมธานี

กลุ่มตรีเพชร โดย คุณวิชัย สินอนันพัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “การแข่งขัน Isuzu Race Spirit เป็นการจัดการแข่งขันรถยนต์ทางตรงแบบควอเตอร์ไมล์ ระยะทาง 402 เมตร ที่จัดการแข่งขันในรอบคัดเลือกเพื่อเก็บคะแนนรวมทั้งหมด 4 สนาม ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อนำผู้ชนะในแต่ละสนามมาชิงชัยความเป็นเจ้าแห่งความเร็วตัวจริงในรอบชิงชนะเลิศ รวมทั้งหมด 6 รุ่น ชิงเงินรางวัลรวมทั้งสิ้นกว่า 1.2 ล้านบาท ซึ่งการแข่งขัน Isuzu Race Spirit นั้นเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมด้านมอเตอร์สปอร์ตที่อีซูซุได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และประสบความสำเร็จอย่างสูงตั้งแต่ครั้งแรก จนถึงปัจจุบันจัดมาเป็นปีที่ 7 โดยรวมเหล่าสุดยอดรถแข่งเครื่องยนต์อีซูซุจากสำนักแต่งชั้นนำของเมืองไทยไว้อย่างครบถ้วน อาทิ หนุ่ย&เป๋อ สุพรรณ  เบิร์ดหลัก 5  มนตรีดีเซล  เอ้ ปลาทู  เอ๋เทอร์โบ นครปฐม  เจี๊ยบ เซอร์วิส นครปฐม  เบิร์ด เหม่ง Pro Garage รวมถึงนักแข่งรถที่ร่วมส่งรถอีซูซุเข้าร่วมการแข่งขันเพื่อทำลายสถิติของตัวเอง และชิงความเป็นที่หนึ่งของเครื่องยนต์อีซูซุ ประจำปี 2019”

ทั้งนี้ผลการแข่งขันชิงความเป็นหนึ่งด้านความเร็วเฉือนกันแบบวินาทีของ “อีซูซุดีแมคซ์” ในรอบชิงชนะเลิศที่มีเงินรางวัล 100,000 บาท 50,000 บาท และ 30,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศสำหรับผู้ชนะทั้ง 3 อันดับในแต่ละรุ่น รวม 6 รุ่น ได้แก่

  • Isuzu D-Max Pro 1.9 Ddi Blue Power

ชนะเลิศ                 ฐาปกรณ์ เข็มกลัด                   ทีม เอ้เรซซิ่งการาจ  (10.768 วินาที)
รองอันดับ 1           จาตุรนต์ เอี่ยมรอด                   ทีม แบ่งปันเรซซิ่ง 
รองอันดับ 2           ศุภพรพงศ์ ทรัพย์ศิริ                ทีม กำนันสไลออน ช่างจิว หลัก 5  

  • All-New Isuzu Turbo 46mm.

ชนะเลิศ                 ชัยวัฒน์ อนุรักษ์ชาติ                ทีม อู่ช่างวัฒน์ 
รองอันดับ 1           ศุภทัศน์ บุญเรือง                     ทีม พิเชษยนต์ สมหมายเซอร์วิส
รองอันดับ 2           อนุวัฒน์  มณีอินทร์                  ทีม หนุ่ยเป๋อ

  • All-New Isuzu F55 Pro

ชนะเลิศ                 พิเชษฐ์ สัยยะนิฐี            ทีม ป.ออโต้แม็กซ์ ช่างพีเสนา Alpahtech Team (9.212 วินาที)
รองอันดับ 1           อนุวัฒน์  มณีอินทร์         ทีม ดาอะไหล่สด หนุ่ย+เป๋อ
รองอันดับ 2           ธรรมรัช  เพิ่มสุข              ทีม รักษ์ดีเซล ช่างน้อยมีนบุรี D-Fast

  • All-New Isuzu Pro Modify

ชนะเลิศ                 พิจารณ์  วงษ์สมบูรณ์      ทีม จ๊อบมนตรี มนตรีดีเซล ECU Shop (7.640 วินาที)
รองอันดับ 1           อนุวัฒน์ มณีอินทร์           ทีม โชคกุ้งทองคำ หนุ่ยเป๋อ
รองอันดับ 2         ศุภเวช อชิระกุนทร           ทีม หนุ่ยเป๋อ ศักดิ์เทอร์โบ

  • All-New Isuzu Open Unlimited

     ชนะเลิศ                  อนุวัฒน์ มณีอินทร์                   ทีม หนุ่ยเป๋อ นพพิจิตร (7.172 วินาที)
รองอันดับ 1           ธนพล ชูเจริญผล                     ทีม เบิร์ดหลักห้า  
รองอันดับ 2           ชูเกียรติ แซ่ตัน                         ทีม วราศักดิ์อะไหล่ยนต์ Prospeed  

  • Dragster Diesel

ชนะเลิศ                 อนุวัฒน์ มณีอินทร์                   ทีม หนุ่ยเป๋อ เสี่ยแซม 3P (7.000 วินาที)
รองอันดับ 1           พิจารณ์ วงษ์สมบูรณ์               ทีม จ๊อบมนตรี ECU Shop สยามเซ็นทรัลก๊าซ
รองอันดับ 2           ธนพล  ชูเจริญผล                    ทีม เบิร์ดหลักห้า

นอกจากนี้ อีซูซุยังได้จัดกิจกรรมสุดมันภายในงานให้แฟนอีซูซุได้สัมผัสกับ “ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์” พลานุภาพ…พลิกโลก! (The “All-New Isuzu D-Max…Infinite Potential”) ยนตรกรรมที่เหนือกว่าคำว่าปิกอัพ ภายใต้แนวคิด BOLD, EMOTIONAL and SMART ดีไซน์ใหม่หมดทุกมิติจากภายนอกจรดภายใน แรงสะใจกับขุมพลังเครื่องยนต์ใหม่ แพลตฟอร์มใหม่เพื่อดุลยภาพของการขับขี่ พร้อมระบบความปลอดภัยใหม่เต็มรูปแบบ พบกับรถ “ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์” แต่งซิ่งจากสำนักแต่งชั้นนำ พร้อมกิจกรรมความบันเทิงเต็มรูปแบบ อาทิ การขับ Drift Performance Show โดย Pop Drift King, Sexy Wash สุดเซ็กซี่โดยนางแบบจาก Penthouse Thailand พร้อมความสนุกสุดมันกับ DJ Lady และบูธผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ตกแต่งคุณภาพชั้นนำ อาทิ ECU Shop, Alpha Tech, Caltex, PTT, BRC Clutch, Monzashop, Akana Carbon มาร่วมสร้างสีสันในงานอย่างคับคั่ง จัดเต็มสำหรับแฟนอีซูซุโดยเฉพาะ
 ร่วมติดตามและอัพเดทข่าวสาร และกิจกรรมสุดมันสำหรับคนรักปิกอัพอีซูซุตัวจริงได้ทาง www.isuzu-tis.com

โตโยต้า จัดแข่ง “ทักษะการบริการลูกค้าโตโยต้า” ย้ำผู้นำด้านการบริการหลังการขาย

0

หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน นายธวัช เบญจาทิกุล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายสง่า แต่เชื้อสาย ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายฐากูร ชวนะพงศ์ ปลัดจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมด้วย มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง และผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า ร่วมเป็นเกียรติในพิธีปิดและมอบรางวัลการแข่งขัน “ทักษะการบริการลูกค้าโตโยต้า” ครั้งที่ 43 (43rd Toyota Dealer Customer Service Skills Contest) รอบชิงชนะเลิศ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 ณ ศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมโตโยต้า ถนนสุวินทวงศ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา
โตโยต้า แข่งทักษะ 1
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มุ่งมั่นพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบรับกับภาคอุตสาหกรรมที่มีการปรับตัวจากการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้อย่างแพร่หลายและรวดเร็ว โดยริเริ่มการจัดการแข่งขันทักษะการบริการลูกค้าโตโยต้า (Toyota Dealer Customer Service Skills Contest) ขึ้นในพ.ศ. 2519 ด้วยวัตถุประสงค์ในการเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถของบุคลากร เพื่อยกระดับคุณภาพในการให้บริการ และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า โดยตลอดระยะเวลากว่า 43 ปี ในการจัดการแข่งขัน สามารถพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพมากกว่า 1,200 คนต่อปี
โตโยต้า แข่งทักษะ 10
โตโยต้า แข่งทักษะ 2
มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า “ที่โตโยต้า บุคลากรคือทรัพยากรที่มีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เรามั่นใจว่าการพัฒนาบุคลากรคือกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จและด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงเชื่อว่าผู้ที่เข้าร่วมการแข่งขันทักษะการบริการลูกค้าโตโยต้าทุกท่านในวันนี้ต่างก็ยึดมั่นในวิถีโตโยต้าเหมือนๆ กัน ซึ่งค่านิยมนี้ประกอบไปด้วยสองเสาหลัก นั่นคือ “การพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง” (Continuous Improvement) และ “การยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน” (Respect for People) จะใช้เป็นแนวทางที่ทั้งบริษัทและผู้แทนจำหน่ายโตโยต้ายึดถือมาโดยตลอด ทั้งนี้เพื่อมอบสินค้าและบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพเหนือความคาดหมายของลูกค้า”
โตโยต้า แข่งทักษะ 3
การจัดการแข่งขันทักษะการบริการลูกค้าโตโยต้าในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Start Your Impossible เพื่อเสริมศักยภาพและความเชี่ยวชาญด้านการบริการให้กับบุคลากรของศูนย์บริการโตโยต้าทั่วประเทศ และเน้นย้ำด้านการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านยานยนต์และการบริการที่มีมาตรฐานสูงสุด ตามปณิธานที่มุ่งมั่นจะเป็นบริษัทที่ลูกค้าพึงพอใจและไว้วางใจ ซึ่งแยกออกเป็น 8 ประเภท รวมถึงเพิ่มรางวัลประเภททีมบริการตัวถังและสี และทีมบริการรถยนต์ ซึ่งประกอบด้วย
1) ผู้บริหารงานสีและตัวถังรถยนต์
โตโยต้า แข่งทักษะ 4
2) ช่างซ่อมตัวถังรถยนต์
โตโยต้า แข่งทักษะ 5
3) ช่างซ่อมสีรถยนต์
โตโยต้า แข่งทักษะ 6
4) พนักงาน Call Center
โตโยต้า แข่งทักษะ 7
5) พนักงานลูกค้าสัมพันธ์
โตโยต้า แข่งทักษะ 8
6) พนักงานอะไหล่
โตโยต้า แข่งทักษะ 9
7) ผู้บริหารงานบริการ
โตโยต้า แข่งทักษะ 11
8) ช่างเทคนิค
โตโยต้า แข่งทักษะ 12
ทั้งนี้มีผู้ผ่านเข้ารอบคัดเลือกทั้งสิ้น 80 คน จาก 51 ผู้แทนจำหน่ายและการแข่งขันแบ่งออกเป็น ประเภททีม 2 ประเภท และประเภทเดี่ยว 8 ประเภท โดยผู้ชนะเลิศมีดังนี้
โตโยต้า แข่งทักษะ 13
ประเภททีม
– ประเภททีมบริการตัวถังและสี ได้แก่ บริษัท โตโยต้าไทยเย็น จำกัด
โตโยต้า แข่งทักษะ 14
– ประเภททีมบริการรถยนต์ ได้แก่ บริษัท โตโยต้า เค. มอเตอร์ส ผู้จำหน่ายโตโยต้า
โตโยต้า แข่งทักษะ 15
ประเภทเดี่ยว
– ผู้บริหารงานตัวถังและสีรถยนต์ ได้แก่ บริษัท โตโยต้าขอนแก่น ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด
โตโยต้า แข่งทักษะ 16
– พนักงานคอลเซ็นเตอร์ ได้แก่ บริษัท โตโยต้าวิชั่น จำกัด
โตโยต้า แข่งทักษะ 17
– พนักงานลูกค้าสัมพันธ์ ได้แก่ บริษัท โตโยต้ามุกดาหาร (1993) ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด
โตโยต้า แข่งทักษะ 17
– ช่างซ่อมตัวถังรถยนต์ ได้แก่ บริษัท โตโยต้าสุราษฎร์ธานี ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด
โตโยต้า แข่งทักษะ 18
– ช่างซ่อมสีรถยนต์ ได้แก่ บริษัท โตโยต้าไทยเย็น จำกัด
โตโยต้า แข่งทักษะ 19
– พนักงานอะไหล่ ได้แก่ บริษัท โตโยต้าเมืองเลย จำกัด
โตโยต้า แข่งทักษะ 20
– ผู้บริหารงานบริการ ได้แก่ บริษัท โตโยต้าขอนแก่น ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด
โตโยต้า แข่งทักษะ 21
– ช่างเทคนิค ได้แก่ บริษัท โตโยต้าเค. มอเตอร์ส ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด
โตโยต้า แข่งทักษะ 22
มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กล่าวต่อ “เราได้คิดค้นระบบการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของโตโยต้าขึ้น เพื่อใช้ผลักดันศักยภาพขององค์กรให้สามารถก้าวทันและเอาชนะความท้าทายในปัจจุบันและอนาคตได้ ซึ่งการแข่งขันทักษะการบริการลูกค้าโตโยต้าก็นับได้ว่าเป็นหนึ่งในโครงการหลักที่สำคัญโครงการหนึ่งที่เราดำเนินการภายใต้แนวคิดของการสรรหาบุคลากร (Recruitment) การฝึกอบรม (Re-train) และ การรักษาบุคลากร (Retention) มาต่อเนื่องยาวนานกว่า 40 ปี ยิ่งไปกว่านั้นเรายังได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เพื่อพัฒนาบุคลากรเชี่ยวชาญเทคโนโลยียานยนต์ (Mobility Technologist) อีกด้วย
โตโยต้า แข่งทักษะ 23
มร.มิจิโนบุ กล่าวปิดท้าย “ผมขอแสดงความยินดีอีกครั้งกับผู้เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ ตลอดจนผู้ชนะในการแข่งขันทักษะการบริการลูกค้าโตโยต้า ประจำปี 2562 ซึ่งเป็นผู้ที่ได้แสดงทักษะการทำงานและลงมือปฏิบัติจริงได้อย่างยอดเยี่ยม ผมเชื่อมั่นว่าบุคลากรที่มีศักยภาพสูงทุกท่านจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ ทุกท่านคือความภาคภูมิใจอย่างแท้จริงของทั้งภาครัฐและเอกชน ยิ่งไปกว่านั้น ผมขอแสดงความขอบคุณจากใจจริงต่อรัฐบาลไทยสำหรับการส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรมาโดยตลอด นอกจากนี้ ผมขอขอบคุณสื่อมวลชนทุกท่านเป็นอย่างสูงสำหรับการช่วยสนับสนุนประชาสัมพันธ์ข่าวโครงการในวันนี้ และสุดท้าย ผมต้องขอขอบคุณท่านเจ้าของผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทุกท่านด้วย “ขอบคุณสำหรับผลงานที่ดีเยี่ยม!”
โตโยต้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของเรา จะเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรภายในประเทศ และเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยให้สามารถแข่งขันในระดับสากลได้เป็นอย่างดี

15 ปี ความร่วมมือ ปตท.- โตโยต้า เดินหน้าพัฒนาพลังงานสะอาด ก้าวนำเทคโนโลยีเชื้อเพลิงโลก

0

นายวิทวัส สวัสดิ์-ชูโต  ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีและวิศวกรรม  บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (TMT) นายยูคิโอะ โยชิดะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า ไดฮัทสุ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (TDEM) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงาน ปตท.  และกลุ่มบริษัท โตโยต้า ประกอบด้วย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย และ บริษัท โตโยต้า ไดฮัทสุ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง 
ร่วมเฉลิมฉลองในงานPTT-Toyota 15th Anniversary of Collaborative Research – Moving towards clean energy for Thailand’s Sustainability” เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปี แห่งความร่วมมือด้านงานวิจัยและพัฒนาเชื้อเพลิงในยานยนต์ ระหว่าง สถาบันนวัตกรรม ปตท. และกลุ่มบริษัท โตโยต้า โดยทั้ง 2 พันธมิตรได้มีความร่วมมือกันอย่างยาวนานในการร่วม ค้นคว้า-วิจัยและพัฒนา เชื้อเพลิงที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย  เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนร่วมสนับสนุนผลักดันนโยบายด้านพลังงานของภาครัฐ ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนไทย