ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ เตรียมความพร้อมบุคลากรฝ่ายขาย เสริมทักษะและเพิ่มความรู้ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีอย่างเข้มข้น มุ่งรองรับความต้องการและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า ในงาน Motor Expo 2019 พร้อมเปิดบ้านรับลูกค้าเยี่ยมชมโชว์รูม และทดลองขับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ทุกวัน
นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ “เมอร์เซเดส-เบนซ์” และ “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี” อย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36” (Thailand International Motor Expo 2019) จัดขึ้นในวันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง 10 ธันวาคม ศกนี้ ที่อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี นับเป็นอีกงานแสดงรถยนต์ที่ยิ่งใหญ่และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจากผู้บริโภคคนไทย โดยทางบริษัทแม่ “เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)” ได้นำรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี หลากหลายรุ่น ทั้งนำเข้าและประกอบในประเทศร่วมจัดแสดงและจำหน่ายภายในงานดังกล่าว

ทางบริษัทฯ ได้จัดเตรียมความพร้อมสำหรับบุคลากรด้านการขาย ด้วยการเสริมทักษะ เพิ่มพูนความรู้ด้านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยียานยนต์ อย่างเข้มข้น เพื่อการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และชัดเจน สำหรับประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ให้แก่ลูกค้าที่ต้องการเป็นเจ้าของ “เมอร์เซเดส-เบนซ์” และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี” นอกจากนี้ ได้จัดเตรียมบุคลากรฝ่ายขายอีกหนึ่งทีมสำหรับต้อนรับลูกค้าที่เข้ามาเยี่ยมชมและสัมผัสรถยนต์ที่โชว์รูมและศูนย์บริการ บนถนนเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา (ประดิษฐ์มนูธรรม) โดยมีรถทดลองขับในรุ่นต่างๆ สำหรับรองรับความสนใจของลูกค้าอีกด้วย

โชว์รูมและศูนย์บริการ ฝ่ายขาย เปิดให้บริการทุกวัน วันจันทร์ – วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 08.30-19.00 น. วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00-16.00 น. ฝ่ายบริการหลังการขาย เปิดให้บริการ วันจันทร์-วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 08.30-17.30 น. ผู้สนใจที่ต้องการชมและทดลองขับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี หรือนำรถยนต์เข้ารับบริการหลังการขาย สามารถนัดหมายหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 02 095 5555
“ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์” เตรียมความพร้อมต้อนรับงาน Motor Expo 2019
Honda City 2020 เปิดตัวเจนเนอเรชั่น 5 เครื่องยนต์เทอร์โบ ราคาจำหน่ายถูกกว่ารุ่นเดิม
Honda City 2020 ซิตี้คาร์มาตรฐานใหม่ เปิดตัวเจนเนอเรชั่น 5 ครั้งแรกของโลกในเมืองไทย มากับรูปลักษณ์ใหม่และเทคโนโลยีเครื่องยนต์ในรูปแบบ Downsizing 3 สูบ 12 วาล์ว Vtec Turbo ขนาด 1.0 ลิตร 122 แรงม้า พร้อมแรงบิด 173 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์ซีวีที รองรับเชื้อเพลิง E20
ยอดขายสะสมใน 60 ประเทศทั่วโลกกว่า 4 ล้านคัน ตั้งแต่เปิดตัวรุ่นแรกเมื่อปี 1996 และเจนที่ผ่านมาสามารถสร้างยอดขายได้ถึง 100,000 คันในช่วงเวลาของปี 2019 ซึ่งเกิดจากเพียงภูมิภาคเดียวคือเอเซียอาคเนย์และผ่านการผลิตจากโรงประกอบรถยนต์ในเมืองไทย จึงเป็นเหตุให้เจนที่ 5 ใช้เมืองไทยเป็นชาติแรกในโลกในการเปิดตัว

มิติตัวถังมีการปรับปรุงใหม่ทุกมิติ ด้วยความยาว 4,553 มม. เพิ่มขึ้น 113 มม. กว้าง 1,748 มม. เพิ่มขึ้น 53 มม. สูง 1,467 มม. ต่ำลง 10 มม. ฐานล้อเกือบ 1.5 ม.และความสูงจากพื้นถนน 135 มม. รุ่นท๊อพ RS หนัก 1,165 กก. วงเลี้ยวแคบสุด 5 ม.

Honda City 2020 มากับความสวยงามและเฉียบคม ตัวถังด้านหน้าออกแบบให้ยาวขึ้น รุ่นปกติหน้ากระจังเป็นแบบโครเมียม และกระจังหน้าแบบ Glass Black ในรุ่น RS
ไฟหน้าและไฟท้ายเป็นแบบ LED รูปทรงใหม่คล้ายกับของ Civic แต่รุ่นรองลงมาไฟหน้าจะเป็นแบบโปรเจคเตอร์ และรุ่นท๊อพจะใส่ล้อขนาด 16 นิ่ว ส่วนรุ่นรองลงมาอีก 3 รุ่นเป็นขอบ 15 นิ้ว
ภายในห้องโดยสารแต่งสปอร์ต พร้อมติดตั้งวัสดุซับเสียงในทุกมิติ เบาะนั่งออกแบบใหม่เพิ่ม Leg Room Space รุ่นท๊อปเบาะเป็นหนังกลับเย็บด้ายแดง เบาะนั่งหน้าปรับให้เพรียวขึ้นเพิ่มพื้นที่วางขาของผู้โดยสารตอนหลัง

มาตรทรงกลมขนาดใหญ่ 2 วง มีหน้าจอแสดงข้อมูลแบบ Multi-information Display สไตล์สปอร์ต พวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทาง ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติ คอนโซลกลางมีจอจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้วเชื่อมต่อกับ Apple Carplay และระบบสั่งการด้วยเสียง Siri พร้อมติดตั้งระบบ Honda Connect รุ่นปกติลำโพง 4 ตัว แต่รุ่นท๊อพ 8 ตัว

เครื่องยนต์พัฒนาภายใต้แนวคืด Enjoy The Ride เป็นแบบ 3 สูบ 12 วาล์ว VTec Turbo มีระบบหัวฉีดมัลติพอยท์ PGM-FI ขนาดความจุ 988 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้าที่ 5,500 รอบ แรงบิด 173 นิวตันเมตร ที่ 2,000-4,500 รอบ ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ CVT รองรับเชื้อเพลิงอี 20 ประหยัดขึ้นจากเดิม 33% ซึ่งมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเคลมจากบริษัทผู้ผลิตที่ 23.8 กม./ลิตร เทียบเท่าเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร แต่ความแรงเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร

ช่วงล่างหน้าเป็นแบบอิสระแมคเฟอร์สตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง หลังทอร์ชั่นบีม ระบบเบรคหน้าดิส หลังดรัม ในส่วนของระบบความปลอดภัยมากับถุงลมนิรภัยคู่หน้าและม่านด้านข้าง มีระบบ ABS EBD ระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง VSA, ระบบช่วยออกตัวขณะขึ้นทางชัน HSA,สัญญาณไฟฉุกเฉินขณะเบรคกะทันหัน
Honda City 2020 แบ่งออกเป็น 4 รุ่น ได้แก่
| รุ่น S | ราคา 579,500 บาท |
| รุ่น V | ราคา 609,000 บาท |
| รุ่น SV | ราคา 665,000 บาท |
| รุ่น RS | ราคา 739,000 บาท |
มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี สีใหม่คือแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) เฉพาะรุ่น RS สีขาวแพลทตินัม (มุก) เฉพาะรุ่น RS และ SV สีดำคริสตัล (มุก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) สีเทาโมเดริ์นสตีล (เมทัลลิก) และสีขาวทาฟเฟต้าเฉพาะรุ่น V และรุ่น S
บริษัท ฮอนด้าออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เตรียมเปิดตัว Honda City 2020 อย่างเป็นทางการในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 36 ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน- 10 ธันวาคม 2562 และทุกโชว์รูมทั่วไทย 24 ธันวามคมนี้
มอเตอร์ เอ็กซ์โป เริ่มต้นแล้ววันนี้ ที่โชว์รูม เปอโยต์ ทุกสาขา
ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา เปอโยต์ ประเทศไทย ได้แนะนำรถเอสยูวี 2 รุ่นออกสู่ตลาด ได้แก่ รุ่น 3008 เอสยูวี และ 5008 เอสยูวี 7 ที่นั่ง ซึ่งทั้ง 2 รุ่นนี้ โดดเด่นด้วยดีไซน์สไตล์ยุโรป อุปกรณ์ระดับไฮเอนด์ และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย รวมถึงแพ็คเกจการบำรุงรักษาและบริการหลังการขายที่คุ้มค่า
ดร.ยอร์ก บรอยเออร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปอโยต์ ประเทศไทย กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ เปอโยต์ 3008 เอสยูวี และ 5008 เอสยูวี 7 ที่นั่ง ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากผู้บริโภคชาวไทยลูกค้าจะได้รับประโยชน์และความคุ้มค่า จากราคาแนะนำช่วงเปิดตัวที่น่าดึงดูดใจของรถทั้ง 2 รุ่น ถึงสิ้นปีนี้เท่านั้น ซึ่งเปอโยต์ ประเทศไทย สามารถตั้งราคานี้ให้กับรถเอสยูวีทั้ง 2 รุ่นในช่วงแนะนำ เนื่องจากได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากโรงงานผลิต ในช่วงที่เปิดตัวเข้าสู่ตลาด โดยราคาขายปลีกของรถทั้ง 2 รุ่นนี้จะเพิ่มขึ้น เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป”
สำหรับราคาแนะนำช่วงเปิดตัวของ Peugeot 3008 เอสยูวี เริ่มต้นที่ 1,549,000 บาท และ Peugeot 5008 เอสยูวี 7 ที่นั่ง เริ่มต้นที่ 1,749,000 บาท มาพร้อมกับแพ็คเกจการบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กิโลเมตร มูลค่ากว่า 36,000 บาท และบริการช่วยเหลือรถเสียฉุกเฉินทั่วประเทศ เป็นระยะเวลา 3 ปี รวมถึงการรับประกันคุณภาพตามมาตรฐาน เปอโยต์ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร

เปอโยต์ ประเทศไทย ได้ทำการขยายเครือข่ายผู้จำหน่าย เพื่อสนับสนุนการขายและการบริการอย่างรวดเร็ว โดยร่วมมือกับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ เพื่อเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรอย่างต่อเนื่อง ในพื้นที่ เกษตร-นวมินทร์ เยาวราช และสุขุมวิท รวมถึง เออเบิร์น สโตร์ สยามพารากอน ภายในสิ้นปีนี้
สัมผัสและทดลองขับ Peugeot 3008 เอสยูวี และ 5008 เอสยูวี 7 ที่นั่ง ได้ที่ โชว์รูมผู้แทนจำหน่าย ไลอ้อน ออโตโมบิล สาขา เกษตร-นวมินทร์ (แยกนวมินทร์ ซิตี้ อเวนิว) โทร 02-022-1900
Nissan สานต่อโครงการ 'แค่ใจก็เพียงพอ 2562' สร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน
นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย สานต่อโครงการแค่ใจก็เพียงพอ 2562 เพื่อส่งเสริมพัฒนาความก้าวหน้าอย่างยั่งยืนแก่ชุมชน พร้อมทั้งสนับสนุนให้นักศึกษาทั่วประเทศไทย จัดการกับปัญหาวัสดุ ของเหลือใช้ ในท้องถิ่นด้วยนวัตกรรมอัพไซเคิล โซลูชัน เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ปีที่สามของโครงการฯ ได้รับแรงบันดาลใจจากมรดกแห่ง “การให้” ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ มีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศให้ความสนใจ และเข้าร่วมโครงการฯ รวมทั้งสิ้น 138 ทีม จาก 33 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ
นิสสัน ส่งเสริมโอกาสให้นักศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่สามขึ้นไป ได้นำการเรียนรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะการวางแผนอย่างบูรณาการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และยกระดับผลิตภัณฑ์ นักศึกษาสามารถนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ได้กับงานด้านการออกแบบ การตลาด การสร้างแบรนด์ กลยุทธ์การสื่อสาร และการสร้างผลิตภัณฑ์ โดยในโครงการฯ รอบแรกนักศึกษาได้ส่งแผนธุรกิจเพื่อจัดการกับความท้าทายที่ชุมชนท้องถิ่นกำลังเผชิญอยู่

คณะผู้บริหารนิสสันพร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ และนวัตกรรม ได้ทำการคัดเลือกผู้เข้ารอบรองชนะเลิศจำนวน 12 ทีม จากผลงานการวางแผนเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ความเป็นไปได้ของแผนงาน และความยั่งยืนของแผนในระยะยาวที่ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพมหานคร ในรอบสุดท้าย ทีมที่เข้ารอบทั้ง 6 ทีม จะเริ่มต้นทำงานร่วมกับชุมชนจากจังหวัดจันทบุรี จำนวน 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนบ้านน้ำใส ชุมชนบ้านน้ำโจน และชุมชนบ้านตะกาดเหง้า ทุกทีมจะพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและยั่งยืนในการแก้ปัญหาวัสดุ และของเหลือใช้สำหรับชุมชนเหล่านี้ ซึ่งนักศึกษาจะใช้ความรู้ที่ได้รับจากการประชุมเชิงปฏิบัติการ ผู้เชี่ยวชาญ ประสบการณ์จริง และนวัตกรรมของนิสสัน และเตรียมมอบทุนการศึกษา และของรางวัลรวมมูลค่ามากกว่า 500,000 บาท ให้แก่ทีมชนะเลิศ และทีมที่ได้อันดับรองลงมา ในโครงการ “แค่ใจก็เพียงพอ 2562” ซึ่งจะมีการประกาศทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในเดือนมีนาคม 2563

“นักศึกษาที่เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้จะได้รับสิ่งตอบแทนมากกว่ารางวัล พวกเขาจะได้รับทั้งทักษะจากการใช้ชีวิต การอบรมจากผู้เชี่ยวชาญ และโอกาสที่มอบให้แก่ชุมชนจากหัวใจ” กล่าวโดย ราเมช นาราสิมัน ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย โดยเสริมว่า นิสสันรู้สึกขอบคุณจากใจ และยินดีที่ได้เห็นการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายอย่างแท้จริง จากความสำเร็จของโครงการในปีที่ผ่านมา ในปี 2562 นี้ นิสสัน เปิดโอกาสให้แก่มหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ โดยมี 7 ภาควิชาจาก 6 มหาวิทยาลัยได้ทำการบรรจุการแข่งขันครั้งนี้ในหลักสูตรการเรียนด้วย
“ในฐานะที่เป็นบริษัทฯที่มีความยึดมั่นในทุกตลาดที่เราได้เข้าไปดำเนินงาน เรามุ่งมั่นที่จะทำการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นอย่างแข็งขัน” กล่าวโดย นาราสิมัน “เราเชื่อในความหลงใหล ความคิดสร้างสรรค์ และจิตวิญญาณของนักศึกษามหาวิทยาลัยทุกคน การแข่งขันในปี 2562 นี้ เรามองเห็นการมีส่วนร่วมที่ยอดเยี่ยมของนักศึกษาในการพัฒนาอัพไซเคิล โซลูชัน ที่ช่วยชุมชนท้องถิ่นในการจัดการกับวัสดุ และของเหลือใช้ แผนงานที่นักศึกษาได้ส่งเข้ามา เป็นเครื่องยืนยันว่าพวกเขามีใจที่เปิดกว้างและแนวคิดที่แปลกใหม่สำหรับการออกแบบการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน รวมไปถึงการพัฒนาสังคมที่มีมลพิษเป็นศูนย์”

ปีเตอร์ แกลลี่ รองประธานสายงานสื่อสารองค์กร นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าวเกี่ยวกับโครงการที่ให้โอกาสแก่นักศึกษาในการนำทักษะ และความมุ่งมั่นที่จะช่วยสร้างสังคมที่ยั่งยืนว่า “นิสสันรู้สึกประทับใจกับจำนวนนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก ประกอบกับทักษะที่แตกต่างกันจากหลากหลายสาขาวิชา ซึ่งพร้อมที่จะอุทิศเวลาว่างในการเข้าร่วมโครงการที่มีความหมายนี้ นิสสันกำลังดำเนินงานมากกว่าการผลิตและขายรถยนต์ เราใส่ใจกับสิ่งแวดล้อม และให้โอกาส เราภูมิใจ และรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ทำงานร่วมกับนักศึกษาเหล่านี้ เพื่อช่วยกันสร้างสรรค์และพัฒนาชุมชนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ภายใต้มรดกอันล้ำค่าของกษัตริย์ไทยในอดีตจนถึงปัจจุบันทุกพระองค์
นักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รอบต่อไป จะได้เข้าร่วมเวิร์คช็อปการออกแบบทางความคิด สำหรับแนะนำแนวการออกแบบและกลยุทธ์ต่างๆ ที่ไม่เพียงแต่จะช่วยให้นักศึกษาสามารถวางแผนสร้างสรรค์ผลงาน แต่ยังจะช่วยให้พวกเขาสามารถเตรียมตัวสำหรับอาชีพและความก้าวหน้าในอนาคต นักศึกษาจะได้รับประโยชน์จากกิจกรรมและเวิร์คช็อปต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าหลากหลายสาขา อาทิ การตลาด แบรนด์ดิ้ง และการสื่อสารการตลาด กิจกรรมต่างๆ ที่ได้จัดเตรียมไว้ให้กับนักศึกษาจะเป็นโอกาสในการสร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน ผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง เพี่อที่จะเสริมความเป็นเลิศให้กับนักศึกษาสำหรับการทำงานในอนาคต

นิสสันได้ทำการเปิดตัวโครงการ “แค่ใจก็เพียงพอ” ครั้งแรกเมื่อปี 2560 เพื่อให้มั่นใจว่าแนวคิดและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้รับการสืบสานต่อไป โดยในปีนั้นมีบุคคลต้นแบบจำนวน 10 คน ที่ได้น้อมนำคำสอนแนวคิดไปปรับเปลี่ยนทั้งด้านการทำงานและชีวิตส่วนตัว โดยมีพื้นฐานจากคำสอนของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
ในปี 2561 โครงการมุ่งเน้นไปที่แนวคิดของ “การให้” ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่โดดเด่นพระมหากษัตริย์ไทย โดยมีนักศึกษาออกแบบและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปขายได้ จากการรีไซเคิลและอัพไซเคิลวัสดุ และของเหลือใช้ในท้องถิ่นเพื่อสร้างกระแสรายได้สำหรับชุมชนท้องถิ่น
ผู้ที่สนใจ สามารถติดตามข่าวสารของโครงการนี้ ผ่านทางเว็บไซต์ แค่ใจก็เพียงพอ.com, กดไลค์เฟซบุคเพจ “แค่ใจก็เพียงพอ” ได้ที่ Facebook page, หรือกดติดตาม Instagram
Mitsubishi Triton Athlete ใหม่ กระบะ 'เหนือชั้น สายพันธุ์สปอร์ต'
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) พร้อมเปิดตัว Mitsubishi Triton Athlete ‘เหนือชั้น สายพันธุ์สปอร์ต’ ยกระดับสู่ความสปอร์ตเต็มขั้นโดยพัฒนาจากรุ่นสูงสุดของกระบะ มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ เหนือชั้นด้วยสมรรถนะการขับขี่ทั้งบนเส้นทางปกติ และเมื่อฝ่าอุปสรรคไปบนเส้นทางออฟโรดอันสมบุกสมบัน ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบรถกระบะ ที่ต้องการใช้งาน มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ เพื่อไลฟ์สไตล์ที่ท้าทายยิ่งขึ้น

มร. โมะริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ คือการต่อยอดสิ่งที่ยอดเยี่ยมให้ดียิ่งขึ้นไปอีก คุณสมบัติ ‘แกร่ง ลุยทุกอุปสรรค’ ถ่ายทอดจากประสบการณ์มากกว่า 40 ปีของตำนานรถกระบะมิตซูบิชิ เพื่อพัฒนารถกระบะที่ตอบสนองการใช้งานแบบไลฟ์สไตล์ ผสานอีกระดับของความสปอร์ตเข้ากับความแข็งแกร่งทนทาน สมรรถนะการขับขี่ ความเชื่อมั่นไว้วางใจได้ และเทคโนโลยีทันสมัย”

รูปลักษณ์ของ มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ เต็มเปี่ยมด้วยความแกร่งที่โฉบเฉี่ยว พร้อมบุคลิกของรถกระบะระดับพรีเมียมสำหรับไลฟ์สไตล์ในเมืองที่คงความความแข็งแกร่งบึกบึน สมบูรณ์แบบสำหรับการโลดแล่นบนท้องถนนใจกลางเมืองและลุยฝ่าอุปสรรคบนเส้นทางธรรมชาติ
Mitsubishi Triton Athlete ใหม่ โดดเด่นโฉบเฉี่ยวด้วยชุดตกแต่งกันชนหน้าสีดำแบบสปอร์ต ประกอบด้วย กระจังหน้าสีดำพร้อมกรอบกันชนดีไซน์ไดนามิกชิลด์ด้านหน้าสีดำ หลังคาสีดำพร้อมล้ออัลลอยสีดำขนาด 18 นิ้ว ด้านหลังสะดุดตาด้วยดีไซน์ของมือเปิดกระบะท้ายและกันชนหลังสีดำ พร้อมสัญลักษณ์ ‘ATHLETE’ บนฝากระบะท้าย พร้อมชุดปูพื้นกระบะ แกร่งขึ้นไปอีกขั้นด้วยกรอบกระจกมองข้างและสไตล์ลิ่งบาร์สีดำ พร้อมบันไดข้าง รวมถึงสัญลักษณ์ ‘ATHLETE’ บนแถบกราฟฟิกข้างตัวรถ

ภายในห้องโดยสาร ตกแต่งพิเศษด้วยเบาะหุ้มหนังสังเคราะห์ทูโทนสีดำสลับสีส้ม พร้อมสัญลักษณ์ ‘ATHLETE’ เดินด้ายสีส้มที่หัวเกียร์ แผงประตู และเบรกมือ วัสดุบุนุ่มกันกระแทกบริเวณหัวเข่า และฝากล่องเก็บของคอนโซลกลางตกแต่งด้วยสีส้ม พร้อมพรมห้องโดยสารปักสัญลักษณ์ ‘ATHLETE’ สีส้ม

มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ MIVEC Turbo Clean Diesel ขนาด 2.4 ลิตร มอบแรงบิดสูงสุดจากรถกระบะในระดับเดียวกันที่ 430 นิวตันเมตร 181 แรงม้า ระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด สำหรับรุ่น Double-Cab PLUS ATHLETE AT และ Double-Cab 4WD ATHLETE AT พร้อมด้วยเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Super Select 4WD II ประกอบด้วย 4 โหมดการขับขี่ ได้แก่ โหมด 2H ขับเคลื่อน 2 ล้อ (2WD High-Range) โหมด 4H (4WD High-Range) ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบFull-Time All Wheel Control โหมด 4HLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูงพร้อมระบบเซ็นเตอร์ดิฟล็อก (4WD High-Range with Locked Transfer) และ โหมด 4LLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วต่ำพร้อมระบบเซ็นเตอร์ดิฟล็อก (4WD Low-Range with Locked Transfer) พร้อมโหมดออฟโรด 4 รูปแบบ ได้แก่ Gravel, Mud/Snow, Sand และ Rock พร้อมระบบล็อกเฟืองท้ายเพื่อสมรรถนะการขับขี่บนเส้นทางทุรกันดาร

มาพร้อมเทคโนโลยีอันทันสมัยประกอบด้วย ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM) ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตาพร้อมระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน (BSW with LCA) ระบบเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (RCTA) ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (UMS) กล้องมองภาพรอบคันพร้อมเส้นกะระยะ และ ระบบปรับระดับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ ปลอดภัยด้วยโครงสร้างนิรภัยเหล็กกล้า RISE Body

Mitsubishi Triton Athlete ใหม่ มีสีภายนอกให้เลือกประกอบด้วย สีส้ม Sunflare Orange สีขาว White Diamond และสีดำ Jet Black Mica ทุกสีมาพร้อมหลังคาสีดำ วางจำหน่าย 2 รุ่น คือ
รุ่น Double-Cab Plus AT ATHLETE ราคาเริ่มต้น 1,035,000 บาท
รุ่น Double-Cab 4WD AT ATHLETE ราคาเริ่มต้น 1,146,000 บาท
สัมผัสประสบการณ์ ‘เหนือชั้น สายพันธุ์สปอร์ต’ จาก มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ใหม่ ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมมิตซูบิชิ ทั่วประเทศ และที่งาน มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36 (มอเตอร์เอ็กซ์โป) ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2562
Ford Ranger และ Ford Everest รุ่นพิเศษ เตรียมเผยโฉมในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2019
ฟอร์ดเตรียมเผยโฉม Ford Ranger และ Ford Everest รุ่นพิเศษ ในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2019 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคมนี้ ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี พร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษมากมายภายในงานและที่ผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ

ทัพรถยนต์ครบทุกรุ่น
ฟอร์ดเตรียมจัดแสดงรถยนต์ครบทุกรุ่น ตั้งแต่รถกระบะเจ้าของนิยาม ‘เกิดมาแกร่ง’ รุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวไป นั่นคือ ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 ใหม่ ที่มาพร้อมรูปลักษณ์ดุดัน โดดเด่นด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ชุดล้ออัลลอยด์สีดำ ขนาด 18 นิ้ว สปอร์ตบาร์สีดำ และสัญลักษณ์ FX4 เป็นเอกลักษณ์ ผสานการทำงานของขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล ดูราทอร์ค 2.2 ลิตร ที่ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนาน
พิเศษ ภายในงาน ฟอร์ดยังเตรียมเผยโฉม ฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่นพิเศษ เป็นครั้งแรก เพื่อมอบความตื่นเต้นเร้าใจให้กับวงการรถกระบะอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังจัดแสดง ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รถยนต์นั่งแบบอเนกประสงค์ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ พร้อมด้วยสมาชิกใหม่ล่าสุด ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต ใหม่ ที่มาพร้อมดีไซน์โดดเด่นเหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมือง ครบครันด้วยเทคโนโลยีช่วยการขับขี่ เพื่อความปลอดภัยเหนือระดับ มอบสมรรถนะที่ดีเยี่ยมด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ผสานเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด มอบประสิทธิภาพ และสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น โดดเด่นด้วยอุปกรณ์ตกแต่งสีดำเงา ทั้งกระจังหน้า กระจกมองข้าง ราวหลังคา กันชนหลัง และล้ออัลลอยด์สีดำขนาด 20 นิ้ว เพิ่มความหรูหรา สะท้อนตัวตนด้วยตัวอักษรนูน EVEREST บนกระโปรงหน้ารถ
ยิ่งไปกว่านั้น ฟอร์ดยังพร้อมเผยรายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับ Ford Everest ภายในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โปครั้งนี้ เพื่อตอกย้ำตำแหน่งผู้นำใตลาดรถเอสยูวีและความสำเร็จของฟอร์ด เอเวอเรสต์ ในประเทศไทย

ผู้เข้าชมบูธฟอร์ดยังจะได้สัมผัสกับ ฟอร์ด มัสแตง รถสปอร์ตระดับตำนานที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นรถสปอร์ตที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อัจฉริยะ และสุดยอดขุมพลังจากตัวเลือกเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร หรือเครื่องยนต์อีโค่บูสต์ขนาด 2.3 ลิตร มอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนานเร้าใจ

ข้อเสนอสุดพิเศษ และสิทธิประโยชน์มากมายภายในงานและที่ผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ ตลอดช่วงระยะเวลาการจัดงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป ครั้งที่ 36 ดังนี้
- ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 ใหม่: ราคาพิเศษช่วงแนะนำ 899,000 บาท (จากราคาจำหน่าย 919,000 บาท) พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Ford Ensure
- ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต ใหม่: ราคาพิเศษช่วงแนะนำ 1,399,000 บาท (จากราคาจำหน่าย 1,469,000บาท) พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Ford Ensure
- ฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่น Wildtrak: ดอกเบี้ย 0% ผ่อนนาน 48 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Ford Ensure
- ฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่น Limited: ดอกเบี้ย 59% ผ่อนนาน 48 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Ford Ensure
- ฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่น Double Cab XLT: ดอกเบี้ย 0% ผ่อนนาน 48 เดือน หรือเลือกดาวน์เพียง 49,000 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Ford Ensure
- ฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่น Double Cab XLS: ดอกเบี้ย 99% ผ่อนนาน 48 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Ford Ensure
- ฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่น Double Cab XL+: ผ่อนเพียงเดือนละ 7,999 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Ford Ensure
- ฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่น Open Cab XL+: ดาวน์เพียง 9,999 บาท หรือเลือกผ่อนเพียงเดือนละ 6,999 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Ford Ensure
- ฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่น Open Cab XL: ผ่อนเพียงเดือนละ 5,999 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Ford Ensure
- ฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่น STD Cab 4×4: ดอกเบี้ย 0% ผ่อนนาน 24 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Ford Ensure
- ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่น Trend: ดอกเบี้ย 0% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 12 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Ford Ensure หรือ ดอกเบี้ย 1.99% ผ่อนนาน 48 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Ford Ensure
“Mercedes-Benz Certified” เขย่าวงการรถหรูมือสองรุกจำหน่ายผ่านออนไลน์ แพลตฟอร์ม
เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) เขย่าวงการรถหรูมือสองส่งท้ายปี เดินหน้าเสริมแกร่งกลุ่มธุรกิจยูสคาร์ระดับพรีเมี่ยมภายใต้ชื่อ “Mercedes-Benz Certified” รุกจำหน่ายรถผู้บริหารเมอร์เซเดส-เบนซ์ให้กับลูกค้าโดยตรงผ่านออนไลน์ แพลตฟอร์มเป็นครั้งแรกบนเว็บไซต์ www.mercedesbenzcertified.com
เน้นจุดแข็งเป็นรถผู้บริหารไมล์น้อย คุณภาพสูงที่ได้รับการตรวจเช็คสภาพภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก โดยศูนย์ตรวจสอบ คุณภาพรถยนต์ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ อีกทั้งข้อเสนอทางการเงินสุดพิเศษ และบริการหลังการขายที่เป็นเลิศ อาทิ เพิ่มระยะรับประกันสูงสุดถึง 5 ปีไม่จำกัดระยะทาง และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้บริโภคในการซื้อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์มือสองคุณภาพสูง นอกจากการซื้อรถยนต์มือสองผ่านผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั้ง 33 แห่ง ทั่วประเทศ

มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส–เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เพื่อเป็นตอบสนองความต้องการของตลาด และสานต่อความสำเร็จของธุรกิจยูสคาร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ บริษัทฯ จึงได้เสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจยูสคาร์ภายใต้โปรแกรม ‘Mercedes-Benz Certified’ ด้วยการรุกจำหน่ายรถผู้บริหารเมอร์เซเดส-เบนซ์ให้กับลูกค้าโดยตรงผ่านออนไลน์ แพลตฟอร์มเป็นครั้งแรกบนเว็บไซต์ www.mercedesbenzcertified.com เน้นจุดแข็งเป็นรถผู้บริหารคุณภาพสูงที่ได้รับการตรวจเช็คสภาพภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก เพื่อเพิ่มโอกาส และความสะดวกให้กับลูกค้าในการเข้าถึงรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์มือสองคุณภาพสูงได้โดยตรง โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ที่มองหารถเมอร์เซเดส เบนซ์ใช้แล้วคุณภาพระดับพรีเมี่ยม” มร. โรลันด์ กล่าวเพิ่มเติม

ในเฟสแรกของการจำหน่ายรถยูสคาร์บนออนไลน์ แพลตฟอร์ม จะนำร่องด้วยการจำหน่ายรถผู้บริหารจากบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด จำนวนไม่เกิน 30 คัน โดยมีจุดแข็ง คือ รถทุกคันมีอายุการใช้งานเฉลี่ยเพียง 6 เดือนถึง 1 ปี พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังได้เตรียมมอบข้อเสนอสุดพิเศษให้กับลูกค้าคนสำคัญทุกท่านด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง เพื่อให้สามารถเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ง่ายขึ้น บริการหลังการขายแบบจุใจ ประกอบด้วยเพิ่มระยะเวลาการรับประกัน 2 ปี จากระยะเวลารับประกันมาตรฐานโดยไม่จำกัดระยะทาง บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง (Mercedes-Benz Star Assist) และหากเกิดกรณีพบปัญหาระหว่างการใช้งานหลังจากรับรถไปแล้ว สามารถส่งคืนรถภายใน 3 วันทำการ พร้อมรับเงินคืนเต็มจำนวน (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)

“การขยายช่องทางการจำหน่ายรถยูสคาร์ระดับพรีเมี่ยมในครั้งนี้ นับเป็นการเติมเต็มทางเลือกให้กับลูกค้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้มากยิ่งขึ้นต่อจากนี้ลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการได้ทั้งแบบติดต่อเข้าไปที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั้ง 33 แห่งทั่วประเทศ หรือจะเข้าไปที่เว็บไซต์ www.mercedesbenzcertified.com เพื่อเลือกว่าจะซื้อรถยูสคาร์โดยตรงจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย หรือจากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ นับเป็นการนำเสนอบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการ และไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย ได้อย่างครอบคลุม” มร. โรลันด์ กล่าวสรุป
ทดลองขับ เปอโยต์ 3008, 5008 สมรรถนะเกินคาดที่มาของรถล่ารางวัล
เปอโยต์ 3008,5008 ถือเป้นการแจ้งเกิดอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ในสไตล์ของรถเอสยูวี 5 และ 7 ที่นั่ง ซึ่งมาพร้อมดีไซน์อันสง่างาม และขุมพลัง1.6 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 167 แรงม้า แรงบิด 240 นิวตันเมตร ที่รอบต่ำเพียง 1,400 รอบ พร้อมสมรรถนะเกินคาด กวาดรางวัลจากทั่วโลกมาแล้วกว่า 30 รางวัลเป็นการันตี

การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่มาเล่นๆ เพราะบริษัทแม่จากแดนน้ำหอมที่ได้ร่วมมือกับ เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ เปอโยต์ อย่างเป็นทางการ วาดฝันไว้อย่างสวยหรูด้วยการเตรียมรถยนต์อีก 6 โมเดลป้อนสู่ตลาดรถยนต์เมืองไทยและตั้งเป้าไว้ว่าในระยะเวลา 5 ปีจากนี้ไป จะทำยอดจำหน่ายขึ้นนำรถยนต์จากค่ายใบพัดฟ้าขาว

ทีนี้มาดูในส่วนของ 2 ขุนศึกที่ เปอโยต์ ประเทศไทย ส่งลุยตลาดในรูปแบบของรถเอสยูวีในรุ่น 3008 และ 5008 ซึ่งจะว่าไปแล้ว ทั้ง 2 รุ่นนี้มีหลายสิ่งอย่างที่เหมือนกันยังกับแกะ ในรุ่น 3008 มากับสัดส่วนความยาว 4,510 มม. กว้าง 1,850 มม. ความสูง 1,662 มม. ฐานล้อ 2,730 มม. น้ำหนักรถ 1,527 กก. ความจุถังน้ำมัน 53 ลิตร

รุ่น 5008 ยาว 4,670 มม. กว้าง 1,855 มม. สูง 1,655 มม. ในขณะที่มีความยาวฐานล้อ 2,840 มม.และน้ำหนัก 1,611 กก. ความจุถังน้ำมัน 56 ลิตร ซึ่งถ้าเทียบกัน 5008 จะยาวกว่า 160 มม. กว้างกว่า 5 มม. แต่เตี้ยกว่า 51 มม. และหนักกว่า 84 กก. โดยระยะฐานล้อนั้นยาวกว่า 110 มม.

ทั้ง 3008 และ 5008 มากับดีไซน์ภายนอกเฉียบ คม และสง่างาม ตามสไตล์รถจากแดนน้ำหอม กระจังหน้าหรูหราด้วยชิ้นงานโครเมียม โดดเด่นไปกับตราสัญลักษณ์สิงห์ยกขา ไฟหน้าและตัดหมอกเป็นแบบแอลอีดี ดีไซน์โคมไฟหน้า-หลังให้มีลักษณะเหมือนกงเล็บที่ดุดันของสิงห์โตเจ้าป่า

รถทั้ง 2 รุ่นนี้มากับล้อแมกขนาด 18 นิ้วหุ้มยางขนาดเดียวกันนั่นคือซีรีย์ 225/55 และด้านบนหลังคาเป็นแบบพาโนรามิคซันรูฟ ซึงหากมองถึงความแตกต่างระหว่างรถทั้ง 2 รุ่นนี้คือ 3008 จะมีแรคหลังคาที่ใช้ประโยชน์ได้จริง แต่ 5008 นั้นจะเป็นแบบ Built-In

ฝาท้ายเปิดได้หลายรูปแบบทั้งจากกุญแจ,สวิทช์ภายในรถ และที่ฝาท้ายรวมถึงติดตั้งเซนเซอร์ในกรณีที่ใช้เท้าเปิดปิด และตั้งระดับองศาของฝาท้ายเพื่อความปลอดภัยและสะดวกสบาย

ภายในระดับมาสเตอร์พีซ ออกแบบให้มีความหรูหรา ซึ่งมองถึงความแตกต่างคงหนีไม่พ้นในเรื่องของ 5 ที่นั่งและ 7 ที่นั่ง ทุกที่นั่งหุ้มด้วยหนังแท้ คู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้า สำหรับแถว 2 กว้างขวาง นั่งสบาย ส่วนแถว 3 ในรุ่น 5008 อาจไม่เหมาะสำหรับผุ้ใหญ่ตัวสูง ควรปล่อยให้เป็นพื้นที่ของเด็กๆหรือผุ้หญิงตัวเล็กๆ จะดูไม่อึดอัด


พวงมาลัยดีไซน์เฉียบซึ่งทั่วไปมีการตัดขอบล่างหรือที่เรียกว่า D-Shape แต่เปอโยต์มีการตัดขอบทั้งบนและล่างซึ่งอาจต้องสร้างความคุ้นเคยกันสักเล็กน้อย ถัดมาเป็นคันเกียร์แบบแพดเดิล ชิฟท์ แต่ไม่สามารถหมุนตามพวงมาลัย

ที่เด็ดคือ I-Cockpit ในรูปแบบของมาตรวัดดิจิตอลพร้อมจอดิสเพลย์ขนาด 12.3 นิ้วแบบ head-up digital cluster แสดงข้อมูลทั้งมาตรวัดความเร็วและรอบเครื่องยนต์ที่เปลี่ยนได้ 3 รูปแบบ เช่น Dials, Navigation, Driving, Minimal และ Personal ซึ่งรวมไปถึงการแสดงภาพของระบบนำทาง และข้อมุลต่างๆของการใช้งาน

ด้านบนคอนโซลกลางมีจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้วแสดงการทำงานของระบบ Entertainment และระบบนำทางผ่านดาวเทียม รวมถึงเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่านระบบ Apple Car Play

ถัดลงมาด้านล่างเป็นสวิทช์สั่งการแบบ Piano Keys ดีไซน์สวยงาม ใช้สำหรับสั่งการระบบปรับอากาศ เลือกรายชื่อเพลง การเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ และการใช้งานโหมดขับขี่ในรูปแบบต่างๆ

บริเวณคอนโซลเกียร์ดีไซน์สวย มีปุ่มควบคุม Advanced Grip Control ซึ่งมีโหมดการขับขี่ในรูปแบบต่างๆให้เลือกทั้งหมด 5 โหมด นั่นก็คือ Normal สำหรับการขับขี่แบบปกติ , ESP OFF เพื่อปิดระบบควบคุมการทรงตัว, Sand ใช้ในเส้นทางร่วนซุยแบบกรวดหรือทราย , Mud ใช้สำหรับงานลุยที่สภาพเส้นทางทุรกันดาร และ Snow สำหรับขับขี่บนหิมะหรือสภาพเส้นทางที่ลื่น ทั้งยังมีสวิทช์ควบคุมระบบ Hill Desent Control รวมถึงคันเกียร์อัตโนมัติดีไซน์เก๋แบบ Electric Impluse ซึ่งมาพร้อมกับปุ่ม M หรือ Manual Mode นั่นเอง

เครื่องยนต์ได้รับรางวัล Engine of the year Award ซึ่งครองแชมป์มาถึง 3 ปีติดต่อกัน โดยเป็นขุมพลังแบบ 4 สุบ เทอร์โบ ขนาด 1.6 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 167 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ พร้อมแรงบิด 240 นิวตันเมตรที่รอบต่ำเพียง 1,400 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ด้านระบบรองรับหน้าเป็นแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท หลังเป็นคานบิดพร้อมโช๊คอัพคอยล์สปริง และในด้านระบบเบรกเป็นแบบดิสเบรกทั้ง 4 ล้อ

นอกจากนี้ตัวช่วยด้านความปลอดภัยก็มีครบทั้ง ระบบเตือนมุมอับสายตา (Active Bilnd Spot), ระบบเตือนออกนอกเลน (Lane Keeping Assistance), ระบบควบคุมความเร็วแปรผันอัจฉริยะ สัญญาณกะระยะการจอดหน้า-หลัง กล้องมองหลังอัตโนมัติ เป็นต้น
การทดสอบสมรรถนะในครั้งนี้ได้เริ่มขึ้นที่โชว์รูมแห่งแรกของเปอโยต์ ประเทศไทย บริเวณถนน เกษตร-นวมินทร์ เพื่อไปจบที่บริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยเริ่มกันที่ 5008

การใช้งานของรถเอนกประสงค์ถึงแม้ว่ามีขนาดตัวรถที่ค่อนข้างใหญ่ แต่การบังคับควบคุมก็ทำได้ง่าย พวงมาลัยมีความแม่นยำและทัศนวิสัยในการมองก็ไม่ถุกบดบัง ความทันสมัยของระบบ I-Cockpit ถูกออกแบบให้เกิดความตื่นตา เข็มวัดรอบเครื่องยนต์และความเร็วดิจิตอล ทำงานแบบเท่ๆด้วยการดีดขึ้นและลงสลับฝั่ง

เมื่อไหร่ที่กดสวิทช์ M Mode ที่คันเกียร์ รอบเครื่องยนต์จะมีการสวิงตัวสูงขึ้น พร้อมเสียงสังเคราะห์ทั้งจากเครื่องยนต์พร้อมกับลำโพงด้านข้างผู้ขับขี่ เพื่อรับกับความต้องการในการใช้พลังงานเครื่องยนต์ ซึ่งหากใช้งานรวมกับระบบแพดเดิลชิฟท์ ก็จะเกิดการขับขี่ที่สนุกสนานและสนองต่อความแรงได้ตามต้องการ

เครื่องยนต์แม้จะมีขนาดความจุเพียง 1.6 ลิตร แต่ก็ได้ความโหดของเทอร์โบแบบ Twin Scroll ซึ่งทำงานที่รอบต่ำเพียง 1,400 รอบ แต่ให้แรงบิดสูงถึง 240 นิวตันเมตร ก็สามารถนำพานน.ตันกว่าๆของ 3008 และ 5008 ไปได้อย่างสบายๆ ในขณะที่แรงม้าสูงสุด 167 แรงม้า เมื่อสนองต่อแรงกระชากและการเร่งแซงก็ทำให้เอสยูวีทั้ง 2 รุ่นนี้ขับขี่ด้วยสมรรถนะสปอร์ตได้พอสมควร

ระบบช่วงล่างถือว่าช่วยให้การควบคุมรถเป็นไปได้อย่างมั่นใจ สัมผัสได้ถึงความแน่น หนึบ ไม่แข็งกระด้าง และด้วยยางซีรีย์ 225/55 R18 การยึดเกาะถนนจึงทำได้อย่างน่าพอใจ

สัมผัสกับ 5008 มาพักใหญ่ก็มาถึงหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เพื่อทำการสลับรถเป็น 3008 ซึ่งโดยรวมแล้วแทบไม่มีอะไรแตกต่างกันนอกจากเรื่องสำคัญนั่นคือขนาดและน้ำหนักของตัวรถ

ทั้งขนาดตัวรถที่สั้นกว่า และน้ำหนักตัวที่เบากว่า ทำให้ 3008 ขับขี่ได้อย่างสนุก เส้นทางคดเคี้ยว ขึ้นลงเขา ฟิลลิ่งไม่ได้ต่างไปจากกันมาก และในช่วงทดสอบพิเศษสำหรับการทดลองโหมดการขับขี่บนเส้นทางลาดชันทั้ง Hil Dessent Control และ ตัวช่วยอย่างระบบ Advance Grip Control ซึ่งเลือกการใช้งานได้ถึง 5 โหมด

รูปแบบของสถานการณ์อาจจะขาดไปบางอย่าง แต่ก็สามารถทำให้รุ้ว่าอาวุธลับของรถขับเคลื่อนสองล้อหน้าจากเมืองน้ำหอมนั้นไม่ธรรมดา ในโหมด M ซึ่งถ้าทำงานร่วมกับแพดเดิล ชิฟท์ ก็ถือเป็นผลดีในกรณีลงทางลาดชัน เพราะรอบเครื่องยนต์จะลากยาวขึ้น และตำแหน่งเกียร์จะไม่เปลี่ยนเองอัตโนมัติ จึงทำให้เกิด Engine Brake สำหรับสร้างแรงเฉื่อยเพื่อความปลอดภัย
โหมด Mud จะเป็นโหมดที่เสริมแรงตะกุย สร้างแรงลุยโดยถ่ายเทแรงบิดไปยังล้อที่ไม่จับกับสภาพพื้นผิว ซึ่งจะใช้แรงบิดสูงแบบรถขับเคลื่อนสี่ล้อ ส่วนโหมด Sand จะทำหน้าที่กระจายแรงบิดอย่างเหมาะสมไปยังล้อที่หมุนฟรีจากสภาพเส้นทางที่ร่วนซุย
สำหรับ เปอโยต์ 3008 และ 5008 นั้นถือเป็นรถอเนกประสงค์ในกลุ่มเอสยูวีครอสโอเวอร์ที่ครบเครื่องสมกับเป็นรถที่กวาดรางวัลมาแล้วทั่วโลกกว่า 30 รางวัล อาทิ รถใหม่ยอดเยี่ยมปี 2019 ‘New Car of the Year’ โดย Auto Trader New Car Awards, ดีไซน์ภายนอกและห้องโดยสารยอดเยี่ยม 2017 (Red Dot Product Design Award) สำหรับ เปอโยต์ 3008 เอสยูวี, แบรนด์ที่เชื่อถือได้มากสุดในปี 2019 ‘Most Dependable Volume Brand’ โดย J.D. POWER UK Vehicle Dependability Study และรางวัลเครื่องยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี ‘International Engine of the Year’ 4 ปีซ้อน (2015-2018)

เพียงแต่ถ้าแพดเดิลชิฟท์ปรับให้หมุนตามพวงมาลัยและอยู่ใกล้มือมากขึ้น เพื่อการใช้งานที่สะดวก แต่อุปกรณ์มาตรฐานที่ติดตั้งมาให้อย่างล้นเหลือและทันสมัย ทำให้เป็นรถอีก 2 รุ่นที่น่าจับตามอง และผุ้บริหารออกมาประกาศตัวว่าอีก 5 ปี จะสร้างยอดขายให้แซงรถจากค่ายใบพัด ก็ต้องมีกลยุทธ์เด็ดถืงได้มั่นใจกล่าวออกมาอย่างนั้น ทั้งนี้คงต้องติดตามต่อว่า สิงห์ยกขาจะกลับมาแจ้งเกิดอย่างสง่างามตามสไตล์เจ้าป่าได้หรือไม่
มูลนิธิโตโยต้า โมบิลิตี้ ต่อยอดความร่วมมือ ขยายผลสู่ “โครงการพระราม 4 โมเดล”
(*ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2559)































