Home Blog Page 478

FORD เปิดตัว 2 รุ่นใหม่ RANGER FX4 และ EVEREST SPORT ดีไซน์โดดเด่น พร้อมสมรรถนะเหนือระดับ

0

ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดตัว FORD RANGER FX4 และ FORD EVEREST SPORT สองรุ่นย่อยใหม่สไตล์สปอร์ตเสริมทัพรถยนต์ยอดนิยม ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ที่คงมาตรฐานของฟอร์ด ด้วยความสมรรถนะที่โดดเด่นและเทคโนโลยีทันสมัย พร้อมการตกแต่งใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของผู้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น 
โดยทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งที่มีความโฉบเฉี่ยวและเทคโนโลยีอัจฉริยะ ที่พร้อมสร้างความประทับให้กับลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ที่ชื่นชอบสมรรถนะ และการใช้งานที่หลากหลายของรถฟอร์ด ด้วยรายละเอียดในการออกแบบใหม่ที่สะท้อนความมีเอกลักษณ์ของผู้ขับขี่รถแต่ละรุ่นได้อย่างเฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น 

“ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ สองรุ่นใหม่นี้จะช่วยต่อยอดความสำเร็จให้กับแบรนด์ฟอร์ด ด้วยการมอบตัวเลือกที่หลากหลายยิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้า ทั้งการออกแบบที่โดดเด่นยิ่งขึ้น และยังคงมอบสมรรถนะที่ดีเยี่ยม เหนือชั้นกว่ารถอื่นๆ ในเซ็กเมนต์เดียวกัน” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

FORD RANGER FX4 ใหม่
มาพร้อมรูปลักษณ์ดุดัน และอุปกรณ์เทคโนโลยีอันทันสมัย ยกระดับมาตรฐานกระบะพันธุ์แกร่งให้เหนือชั้นยิ่งขึ้น กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ทรงสี่เหลี่ยมคางหมูสะท้อนพละกำลังและสมรรถนะเหนือชั้น รูปลักษณ์ที่แข็งแกร่งของฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 รถกระบะเกิดมาแกร่งที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวคันนี้ ยังได้รับการสื่อออกมาผ่านรายละเอียดในการออกแบบทั้งภายในและภายนอก อาทิ การตกแต่งสัญลักษณ์แสดงความเป็นฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 ที่ด้านข้างประตูและบนฝาท้ายกระบะ ช่วยตอกย้ำสมรรถนะและความแกร่ง เสริมด้วยชุดล้ออัลลอยด์สีดำ ขนาด 18 นิ้ว กันชนหลังสีดำ และสปอร์ตบาร์สีดำดีไซน์ใหม่เป็นเอกลักษณ์

ภายในห้องโดยสาร นำเสนอความดุดันด้วยการตกแต่งโทนสีดำเงา เสริมความโฉบเฉี่ยวมีสไตล์ด้วยการเดินด้ายสีแดงตั้งแต่แผงคอนโซล เกียร์ ที่วางแขน ขอบประตู และเบาะนั่ง พร้อมประดับสัญลักษณ์ FX4 ที่พรมและเบาะนั่งคู่หน้า เพิ่มความแตกต่างจากรุ่นอื่นๆ

ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 นำเสนอระบบความบันเทิง SYNC ใหม่ ที่มาพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว  รองรับภาษาไทย การใช้งานผ่าน Apple Car Play และ Android Auto รองรับไฟล์ VDO รวมถึงระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน

มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล ดูราทอร์ค 2.2 ลิตร ผสานเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มอบสมรรถนะอันทรงพลังสูงสุด 160 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 385 นิวตันเมตร เทคโนโลยีในการขับขี่ที่เหนือชั้นใน ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 ประกอบด้วย ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control)  ระบบป้องกันล้อล็อก (ABS) และกระจายแรงเบรก (EBD) พร้อมสัญญาณเตือนระยะถอยหลัง ระบบพวงมาลัยพาวเวอร์แบบผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า (EPAS) เหมาะสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการความแข็งแกร่งสมบุกสมบัน สมกับนิยาม ฟอร์ด เรนเจอร์ ‘เกิดมาแกร่ง’  วางจำหน่ายทั้งหมด 3 สี คือ สีขาว Arctic White สีแดง True Red และสีเทา Meteor Grey ในราคา 919,000 บาท

FORD EVEREST SPORT
มาพร้อมดีไซน์ที่เน้นความหรูหราพร้อมเทคโนโลยีช่วยการขับขี่และอุปกรณ์เสริมที่ได้รับการพัฒนาไปอีกขั้น ตอกย้ำตำแหน่งความเป็นผู้นำรถเอสยูวีที่มีสมรรถนะและความปลอดภัยสูงสุดในเซ็กเมนต์ ได้รับการออกแบบใหม่ด้วยอุปกรณ์ตกแต่งสีดำเงา ทั้งกระจังหน้า กระจกมองข้าง และราวหลังคา ประดับสัญลักษณ์รุ่นสปอร์ตทั้งด้านข้างและด้านหลัง กันชนหลังสีดำ พร้อมล้ออัลลอยด์สีดำขนาด 20 นิ้ว  เพิ่มความหรูหรา โดดเด่นด้วยตัวอักษรนูน ‘EVEREST’ บนกระโปรงหน้ารถ 

ภายใน ยังคงความสะดวกสบายกว้างขวาง เพิ่มลูกเล่นและความโฉบเฉี่ยวด้วยการตกแต่งโทนสีดำน้ำเงิน ตั้งแต่แผงคอนโซล ที่วางแขน และเบาะที่นั่ง พร้อมสลักลายคำว่า SPORT บนเบาะนั่งคู่หน้า เพื่อเพิ่มความเป็นเอกลักษณ์ พร้อมตกแต่งลวดลาย Hydrographic เคลือบ 2 ชั้นบนวัสดุที่ทันสมัยบนคอนโซลหน้าและที่เปิดประตู ระบบความบันเทิง SYNC 3 สั่งงานด้วยเสียง รองรับภาษาไทย พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ที่มาพร้อมกับระบบช่วยโทรฉุกเฉินและกล้องมองหลังขณะถอดจอด ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติแยกอิสระซ้ายขวา ระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอบหลังแบบปรับอุณหภูมิแยกได้

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต ยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะและเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยมากมาย อาทิ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) กล้องมองหลังและเซ็นเซอร์ขณะถอยจอด ระบบพวงมาลัยพาวเวอร์แบบผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า (EPAS) ระบบป้องกันล้อล็อก (ABS) และกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Traction Control & Electronic Stability Program)

ไม่เพียงเท่านั้น ยังคงฟีเจอร์ตามมาตรฐานตั้งแต่ ไฟหน้าแบบ LED Projector ไฟวิ่งกลางวันแบบ LED ไฟท้ายแบบ LED ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ระบบปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติ และประตูท้ายเปิด-ปิดไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี  พร้อมตัวเลือกสีภายนอก 3 สี ได้แก่ สีเงิน Aluminium Metallic สีดำ Absolute Black และสีขาว Arctic White ในราคา 1,469,000 บาท

พิเศษสุด สำหรับลูกค้าที่จองและออกรถระหว่างวันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2562 จะได้รับราคาพิเศษช่วงแนะนำกับฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต ในราคา 1,399,000 บาท และฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 ในราคา 899,000 บาท เท่านั้น

All-New Mazda CX-8 พรีเมียม 3-Row Crossover SUV ราคาเริ่มต้นเพียง 1.59 ล้านบาท

0

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ร่วมกับ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น จัดงานเปิดตัวแนะนำ All-New Mazda CX-8 ครอสโอเวอร์อเนกประสงค์เอสยูวีระดับพรีเมียมแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง และ 6 ที่นั่ง ที่ถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของรถยนต์นั่งอย่างแท้จริง ให้การตอบสนองดีเยี่ยมด้วยขุมพลังของ 2 เครื่องยนต์ สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 2.2 ลิตร และสกายแอคทีฟเบนซิน 2.5 ลิตร พร้อมส่งมอบความคุ้มค่าด้วยการรับประกันคุณภาพและฟรีค่าแรงนาน 5 ปี วางราคาจำหน่ายเริ่มต้นเพียง 1.59 ล้านบาท

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดรถยนต์นับตั้งแต่ปี 2558 จนถึงครึ่งปีงบประมาณ 2562 จากผลสำรวจความต้องการของผู้ที่สนใจเลือกซื้อรถอเนกประสงค์แบบ 7 ที่นั่ง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากโครงสร้างพื้นฐานของรถกระบะ หรือ PPV และเมื่อรวมกับ C-SUV แบบ 7 ที่นั่ง นับว่ามีสัดส่วนการขายสูงเป็นอันดับที่ 3 หรือคิดเป็น 8.2% ของปริมาณการขายรถยนต์ทั้งหมด เนื่องจากเป็นรถที่มีขนาดพื้นที่ภายในเหมาะกับการใช้งานสำหรับครอบครัว ตอบโจทย์ทั้งการโดยสารและการขนสัมภาระ
ถึงแม้ว่ารถ PPV จะมีสัดส่วนการขายสูงถึงร้อยละ 88.8% ของปริมาณการขายรถอเนกประสงค์ขนาด 7 ที่นั่ง ทั้งหมด แต่จากผลสำรวจความคิดเห็นของลูกค้าที่สนใจซื้อรถอเนกประสงค์ขนาด 7 ที่นั่ง พบว่า รถ PPV ไม่คล่องตัวสำหรับการขับขี่ในเมือง ผนวกกับช่วงล่างสไตล์รถกระบะ การเปิดตัวมาสด้า CX-8 ในวันนี้จะเข้ามาเติมช่องว่างดังกล่าว โดยเฉพาะราคาขายที่เริ่มต้นเพียง 1,599,000 บาท ประกอบกับการรับประกันคุณภาพ 5 ปี 150,000 กิโลเมตร และค่าบำรุงรักษา 5 ปี จะทำให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า All-New Mazda CX-8 ถูกวางตำแหน่งให้เป็น “New Era of 3-Row Crossover SUV” เป็นครอสโอเวอร์อเนกประสงค์ระดับพรีเมียมแบบ 3 แถว ที่ดีที่สุดในตลาด มาพร้อมแนวคิด “The Precious Moment for All” ทุกช่วงเวลา…มีค่าไม่สิ้นสุด ซึ่งจะเติมเต็มความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นอีกหนึ่งรุ่นเรือธงของมาสด้าในการสร้างเซ็กเม้นต์ใหม่ให้กับตลาดรถยนต์เมืองไทย ด้วยการเป็นรถอเนกประสงค์ขนาด 6-7 ที่นั่ง ที่ถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของรถยนต์นั่งอย่างแท้จริง

All-New Mazda CX-8 มาพร้อม 2 ทางเลือก ประกอบด้วย เครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 2.2 ลิตร (SKYACTIV-D 2.2) ที่ได้รับการปรับปรุงพัฒนาใหม่ พร้อมระบบวาล์วไอเสียแปรผันอัจฉริยะ VVT และระบบเทอร์โบแปรผัน 2 ขั้น ให้การตอบสนองที่รวดเร็วและแม่นยำยิ่งกว่าเดิมในทุกรอบความเร็ว ให้แรงม้าสูงสุดถึง 190 แรงม้า ต่อ 4,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดถึง 450 นิวตัน-เมตร ต่อ 2,000 รอบต่อนาที โดยในรุ่น XDL EXCLUSIVE มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อัตโนมัติ i-ACTIV AWD ที่ช่วยปรับระบบการขับขี่ให้เหมาะสมกับสภาพถนน และประหยัดน้ำมันสูงถึง 17.5 กิโลเมตรต่อลิตร***

และเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.5 ลิตร (SKYACTIV-G 2.5) ที่ได้รับการปรับปรุงพัฒนาใหม่ พร้อมระบบวาล์วแปรผันคู่อัจฉริยะ Dual S-VT ที่ได้รับการพัฒนาให้ตอบสนองดียิ่งขึ้น ให้แรงม้าสูงสุดถึง 194 แรงม้า ต่อ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดถึง 258 นิวตัน-เมตร ต่อ 4,000 รอบต่อนาที ให้ความประหยัดน้ำมัน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และประหยัดน้ำมันสูงถึง 13.5 กิโลเมตรต่อลิตร อีกทั้งในทุกรุ่นยังมีระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ G-Vectoring Control หรือ GVC ที่ช่วยให้การควบคุมขับขี่ทำได้อย่างแม่นยำและสมดุล ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ ผู้โดยสารสะดวกสบายมากขึ้น

       

การออกแบบยังคงความประณีตพิถีพิถัน ภายใต้ปรัชญา KODO design : Soul of Motion ที่เน้นความเรียบง่ายแต่งดงามจากคอนเซ็ปต์ “Less is More” เพื่อลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปเหลือแต่ความสง่างาม ให้ความสำคัญกับพื้นที่ภายในห้องโดยสาร โดยเบาะที่นั่งแถวสามรองรับผู้โดยสารที่มีความสูงได้ถึง 170 ซม. และสามารถปรับพับแยกได้อย่างแบนราบแบบ 50:50 เพื่อมอบพื้นที่ในการวางสัมภาระการตกแต่งภายในห้องโดยสารเลือกใช้สีโทนเข้ม วัสดุตกแต่ง Real Wood ผสมผสานกับสีเงินซาตินโครม มาพร้อมเบาะหนัง Nappa สีแดง Deep Red ตัดเย็บอย่างประณีตด้วยเส้นด้ายสีน้ำตาลเข้ม อีกทั้งยังมีรูปแบบของห้องโดยสารที่นั่งให้เลือก 2 แบบ คือ

       

ห้องโดยสารแบบ 3 แถว 6 ที่นั่ง มาพร้อมเบาะที่นั่งแถวสองแบบ Exclusive Captain Seat 2 ที่นั่ง แยกซ้าย-ขวา อัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกกับคอนโซลกลางที่เป็นทั้งกล่องเก็บของ ที่วางแก้วน้ำ ช่อง USB สำหรับชาร์จไฟ 2 ช่อง และม่านบังแดดที่ประตูคู่หลัง มอบความสบายระดับเอ็กซ์คลูซีฟ ส่วนห้องโดยสารแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง มาพร้อมกับเบาะที่นั่งแถวสองแบบ 3 ที่นั่ง สามารถปรับพับแยกได้แบบ 60:40 พร้อมพนักวางแขน ที่วางแก้วน้ำ และช่อง USB สำหรับชาร์จไฟ 2 ช่อง ตอบโจทย์การใช้งานสำหรับครอบครัวได้เป็นอย่างดี

เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก เบาะนั่งในตำแหน่งคนขับปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง มาพร้อมระบบปรับเบาะดันหลังไฟฟ้า และระบบบันทึกตำแหน่งของเบาะ 2 ตำแหน่ง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Tri Zone  พร้อมแผงควบคุมบริเวณเบาะนั่งแถวที่สอง ระบบเสียงคุณภาพ Bose® รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 10 ตำแหน่ง

       

รองรับการเชื่อมต่อแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนผ่านระบบ Mazda Connect ที่มาพร้อม Apple CarPlay โดยแสดงข้อมูลผ่าน Center Display จอสีแบบสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว ที่ควบคุมด้วยปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander  
 
All-New Mazda CX-8 อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยสุดล้ำ i-Activsense รอบคันที่จะช่วยคาดการณ์และส่งสัญญาณเตือนผู้ขับขี่ให้เพิ่มความระมัดระวังยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันและลดการเกิดอุบัติเหตุ โดยระบบความปลอดภัยที่มีการติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น ได้แก่  ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Advanced Blind Spot Monitoring) และระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (Rear Cross Traffic Alert) นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยอื่นๆ ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ อาทิ ระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง (360° View Monitor), ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Mazda Radar Cruise Control) อีกทั้งยังช่วยลดความเมื่อยล้าของผู้ขับขี่ขณะเดินทางไกล, ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ (Smart Brake Support) และระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติแบบ Advance (Advanced Smart City Brake Support) ที่ได้เพิ่มขีดความสามารถในการตรวจจับคนเดินถนน เพิ่มความปลอดภัยให้ทั้งผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร รวมถึงผู้ใช้ถนน

       

All-New Mazda CX-8 มีให้เลือก 6 สี ดังนี้ สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal), สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray), สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล (Snowflake White Pearl), สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black), สีน้ำเงิน ดีพ คริสตัล บลู (Deep Crystal Blue) และ สีเงิน โซนิค ซิลเวอร์ (Sonic Silver)
สำหรับลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของ All-New Mazda CX-8 มาสด้ามอบสิทธิพิเศษในช่วงเปิดตัวที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ โดยเริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน เป็นต้นไป ฟรีค่าแรงเช็คระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร* ขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร** พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance และอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 1.99% 

ราคาจำหน่าย All-New Mazda CX-8

รุ่นเครื่องยนต์รูปแบบห้องโดยสาร (ที่นั่ง)ราคาจำหน่าย (บาท)
2.5 SSKYACTIV-G 2.571,599,000
2.5 SPSKYACTIV-G 2.571,699,000
XDLSKYACTIV-D 2.271,899,000
XDL EXCLUSIVESKYACTIV-D 2.262,069,000

 

HONDA CIVIC Hatchback ใหม่ สปอร์ตพรีเมียมด้วยชุดแต่ง RS รอบคัน พร้อมท่อไอเสียคู่ตรงกลางสไตล์สปอร์ต

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว HONDA CIVIC Hatchback ใหม่ อีกขั้นของเอกลักษณ์แห่งยนตรกรรมสปอร์ตพรีเมียมแฮทช์แบ็ก 5 ประตู ที่ผสานสปิริตความสปอร์ตโดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยดีไซน์การออกแบบที่ยกระดับความสปอร์ตและโฉบเฉี่ยวทั้งภายนอกและภายใน ด้วยชุดแต่งสไตล์สปอร์ตแบบ RS รอบคัน พร้อมท่อไอเสียแบบคู่ตรงกลางสไตล์สปอร์ต มาพร้อมสีใหม่ สีเทาโซนิค (มุก) จำหน่ายในราคา 1,229,000 บาท พร้อมมอบข้อเสนอพิเศษ ได้แก่ โปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) และร่วมข้อเสนอในแคมเปญ “ฮอนด้า ดีจัดต้องบัด NOW!” รับฟรีจักรยานพับโมดูโล

ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก ใหม่ มาพร้อมความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวและหรูหรา เสริมสปิริตความสปอร์ตให้โดดเด่นและดุดันยิ่งขึ้นด้วยกันชนหน้า-หลังดีไซน์ใหม่ มาพร้อมไฟหน้าพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ชุดแต่งสไตล์สปอร์ตแบบ RS รอบคัน และท่อไอเสียแบบคู่ตรงกลางสไตล์สปอร์ต และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 17 นิ้ว อีกทั้งไฟท้ายรูปทรงตัว C แบบ LED เอกลักษณ์เฉพาะของซีวิคที่ผสานให้ ซีวิค แฮทช์แบ็กเป็นยนตรกรรม 5 ประตูที่โฉบเฉี่ยวโดดเด่นไม่เหมือนใครและสปอร์ตเร้าใจกว่าที่เคย

เพิ่มความมั่นใจในทุกการขับขี่ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ซึ่งประกอบด้วย

  • ระบบเตือนการชนรถและคนเดินถนนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
  • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning : RDM with LDW)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)

     

อีกทั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับพรีเมียม อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera ) ครบครันด้วยมาตรฐานความปลอดภัยอันล้ำสมัย อาทิ ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ Auto Brake Hold และระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) เป็นต้น พร้อมด้วยนวัตกรรมเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ ฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT) เพื่อช่วยให้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยในทุกการเดินทาง

ภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย ยกระดับความสปอร์ตพรีเมียมขึ้นไปอีกขั้นด้วยการตกแต่งดีไซน์สปอร์ตใหม่แบบ RS ด้วยเบาะหนังสีดำเดินด้ายสีแดง มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT สีแดง แป้นเหยียบคันเร่งและเบรกแบบสปอร์ต มาพร้อมกับการตกแต่งคอนโซลสีดำแบบ Piano Black และยังคงยังไว้ซึ่งความสะดวกสบายและกว้างขวาง ด้วยพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายที่เบาะหลังสามารถปรับพับแยกได้แบบ 60:40 เพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่ความจุในการเก็บสัมภาระ พร้อมม่านปิดสัมภาระที่สามารถเลือกปิดเก็บได้ทั้งซ้ายและขวา ตอบรับทุกการใช้งานได้อย่างลงตัว

เร่งให้ถึงขีดสุดความสปอร์ต พร้อมท้าท้ายทุกความเร้าใจด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร DOHC VTEC TURBO 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT ซึ่งทั้งเครื่องยนต์และระบบเกียร์ดังกล่าวให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 220 นิวตัน-เมตร ที่ 1,700-5,500 รอบต่อนาที จากเทคโนโลยีไดเรคอินเจคชัน (Direct Injection) ให้สมรรถนะการขับขี่เทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร แต่มีอัตราการประหยัดน้ำมันเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร

ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ด้วยฟังก์ชันและเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกอันล้ำสมัย อาทิ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Remote Engine Start) ที่สามารถสั่งการได้จากระยะไกล เพื่อช่วยอุ่นเครื่อง พร้อมปรับอุณหภูมิภายในห้องโดยสารล่วงหน้าก่อนออกเดินทาง เป็นต้น

     

ทั้งนี้ สามารถยกระดับสปิริตความสปอร์ตให้โดดเด่นขึ้นอีกขั้นด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งโมดูโล (Modulo) ไอเท็มใหม่ ได้แก่ คิ้วตกแต่งกระจังหน้าสีแดงและสีเงิน ราคา 5,700 บาท คิ้วบันไดสเตนเลส LED ราคา 3,900 บาท (1 ชุดมี 4 ชิ้น/ไฟ LED สีแดงเฉพาะคู่หน้า) อีกทั้งล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ซึ่งมีให้เลือก 3 ดีไซน์ ได้แก่ สีเงิน ราคา 5,100 บาท ขอบสีแดง ราคา 5,250 บาท และสีดำด้าน ราคา 5,900 บาท (ราคาต่อ 1 วง ไม่รวมยาง) 
รายละเอียดอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติม สามารถติดตามได้จาก https://hondaaccess.co.th/line-up/honda-civic-hatchback

             

ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก ใหม่ รุ่น HATCHBACK TURBO RS ราคา 1,229,000 บาท มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีใหม่ คือ สีเทาโซนิค (มุก) สีแดงแรลลี่ สีขาวแพลทินัม (มุก) สีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) และ สีดำคริสตัล (มุก) มาพร้อมข้อเสนอพิเศษ รับโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง อีก 2 ปี หรือ 40,000 กม.
และร่วมข้อเสนอในแคมเปญHonda ดีจัดต้องบัด NOW!” รับจักรยานพับโมดูโล (Modulo Foldable Bicycle) มูลค่า 7,990 บาท เมื่อจองรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 – 11 ธันวาคม 2562 และรับรถยนต์ตั้งแต่ 8 พฤศจิกายน 2562 – 31 ธันวาคม 2562 อีกทั้งมาพร้อมดอกเบี้ย 2.39% เมื่อดาวน์ 25% และผ่อนชำระค่างวดตั้งแต่ 12 – 48 เดือน สำหรับพนักงานบริษัทเอกชนทั่วไป รับส่วนลดดอกเบี้ยพิเศษลดลงจากดอกเบี้ยปกติอีก 0.15% อีกทั้งลูกค้าปัจจุบัน (Honda Loyalty) รับดอกเบี้ยพิเศษลดลงสูงสุด 0.30%

พบกับ ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก ใหม่ ได้ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ณ โชว์รูมและศูนย์บริการฮอนด้า ทั่วประเทศ และที่บูทฮอนด้า (A14) ในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 36 (The 36th Thailand International Motor Expo 2019) ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน  –  10 ธันวาคม 2562 ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี 
ลูกค้าที่สนใจ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th/civichatchback หรือสอบถามที่ปรึกษาการขายได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 หรือลงทะเบียนทดลองขับผ่าน www.honda.co.th/testdrive

TOYOTA YARIS ใหม่ เครื่องยนต์ Dual VVT-iE แรงและประหยัด มาพร้อมชุดแต่ง YARIS CROSS

0

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำ YARIS อีโคคาร์แฮทช์แบ็คยอดนิยม “รุ่นปรับปรุงใหม่” ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ Dual VVT-iE ได้รับการพัฒนาขึ้นไปอีกระดับ ให้สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือใคร ประหยัดน้ำมันขั้นสูงสุด ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยมาตรฐานระดับสากล นอกจากนี้ยังผ่านการรับรองมาตรฐานมลพิษ EURO 5 เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมชุดแต่งพิเศษ YARIS CROSS สไตล์สปอร์ต CROSSOVER โดดเด่น สะดุดตา บ่งบอกตัวตนความเป็นคุณ 

YARIS อีโคคาร์แฮทช์แบ็ค เครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร เปิดตัวในเดือนตุลาคมปี 2556 ด้วยดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ห้องโดยสารกว้างขวาง ตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูง พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย ตอบรับไลฟ์สไตล์ที่เหนือกว่า ครบครันด้วยระบบความปลอดภัย ส่งผลให้ YARIS เป็นรถที่มียอดขายสูงสุดในตลาดรถยนต์อีโคคาร์แฮทช์แบ็ค และเป็นรถยอดนิยมของคนไทยมาอย่างยาวนาน ด้วยยอดขายสะสมมากกว่า 238,000* คัน และมีส่วนแบ่งตลาด 46.3%

     

โดยในปีนี้บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้แนะนำ YARIS “รุ่นปรับปรุงใหม่” ตอบโจทย์ในทุกไลฟ์สไตล์การใช้งานกับเครื่องยนต์ใหม่ Dual VVT-iE พร้อมเทคโนโลยีวาล์วแปรผัน ผสานกับระบบเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i และฟังก์ชัน S Mode เพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ ให้ความรู้สึกคล่องแคล่ว ปราดเปรียว มีอัตราเร่งที่ดีขึ้น มั่นใจในทุกการเร่งแซง และขับสนุกมากยิ่งขึ้น (Fun-To-Drive) โดยมอบกำลังสูงสุดที่ 92 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที  และแรงบิดสูงสุดที่ 109 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที  พร้อมอัตราประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมถึง 23.3 กม./ลิตร  ลดการปล่อยไอเสียและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และผ่านการรับรองมาตรฐานมลพิษ EURO 5 พร้อมด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานเหนือรถระดับเดียวกัน การันตีด้วยการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ ดาว จากอาเซียน เอ็นแคป (ASEAN NCAP)** ให้ความคุ้มค่าในทุกมิติ โดยมีทางเลือกทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ High Mid และ Entry

    

พร้อมแนะนำ ชุดแต่งพิเศษ YARIS CROSS ครั้งแรกกับรถสไตล์ CROSSOVER ในกลุ่มอีโคคาร์ ด้วยดีไซน์ที่แตกต่างกับชุดอุปกรณ์ตกแต่งรอบคัน สเกิร์ตหน้า, สเกิร์ตข้าง (ซ้ายและขวา), สเกิร์ตท้าย, ชุดตกแต่งขอบประตูรถ  โดดเด่น ด้วยหลังคาเคลือบฟิล์มดำ MATT BLACK, ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 16 นิ้ว พร้อมคิ้วซุ้มล้อและสัญลักษณ์ Cross ด้านท้ายรถ นอกจากนี้ยังได้รับการปรับแต่งชุดสปริงและโช้คยกสูง 30 มม. ตอบรับการขับขี่สไตล์สปอร์ตเหนือใคร
Yaris รุ่นปรับปรุงใหม่…ครบครันทุกฟังก์ชันการใช้งาน เหนือกว่าด้วยสมรรถนะการขับขี่
       – เครื่องยนต์ 3NR-FKE 1,200 ซีซี DUAL VVT-iE  4 สูบ DOHC 16 วาล์ว
       – แรงม้าสูงสุด      92 แรงม้า (68 กิโลวัตต์) ที่ 6,000 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด      109 นิวตัน-เมตร ที่ 4,400 รอบต่อนาที
       – ระบบจ่ายน้ำมัน         หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ แบบ EFI
น้ำมันเชื้อเพลิง รองรับสูงสุด E20
       – มาตรฐานไอเสีย         EURO 5
อัตราการประหยัดน้ำมัน      23.3 กม. / ลิตร
– ใหม่…ระบบตัดการทำงานของเครื่องยนต์อัตโนมัติ (Stop & Start System)…เครื่องยนต์จะหยุดการทำงานชั่วขณะเมื่อไม่ได้ใช้งาน ลดมลพิษ ประหยัดมากขึ้น และขณะที่เครื่องยนต์หยุดทำงาน เครื่องปรับอากาศจะยังคงส่งลมเย็นอย่างต่อเนื่อง
– เกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i  พร้อม Shift Lock และฟังก์ชัน S MODE…เทคโนโลยีที่ทำให้ทุกการขับขี่ราบรื่น เปลี่ยนเกียร์ทุกสปีดต่อเนื่องนุ่มนวล ความแรงที่มาพร้อมความประหยัดน้ำมัน
– ระบบ ABS, EBD, BA, VSC, TRC และ HAC…มาตรฐานความปลอดภัยครบครัน ให้คุณอุ่นใจทุกการเดินทาง
– ถุงลมเสริมความปลอดภัย  SRS 7 ตำแหน่ง….คู่หน้า, ด้านข้าง, ม่านด้านข้าง และเข่าด้านคนขับ
YARIS รุ่นปรับปรุงใหม่ 3 รุ่น

– High   เกียร์อัตโนมัติ ราคา 649,000 บาท***
– Mid เกียร์อัตโนมัติ ราคา 589,000 บาท***
– Entry เกียร์อัตโนมัติ ราคา 539,000 บาท***
สำหรับ ชุดแต่งพิเศษ YARIS CROSS ถูกออกแบบให้โดดเด่นไม่ซ้ำใคร บ่งบอกตัวตนความเป็นคุณ ด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งสไตล์ CROSSOVER รอบคัน เติมความเข้ม เต็มความสปอร์ตให้รถได้อย่างเต็มที่
– หลังคาเคลือบฟิล์มดำ MATT BLACK
– สเกิร์ตหน้า
– สเกิร์ตข้าง (ซ้ายและขวา) และชุดตกแต่งขอบประตู
– สเกิร์ตท้าย และสัญลักษณ์ CROSS ท้ายรถ
– ล้ออัลลอย ดีไซน์ใหม่ขนาด 16 นิ้ว และคิ้วซุ้มล้อ
– ชุดสปริง และโช้คยกสูง (ด้านหน้าและหลัง) 30 มม.
* ราคาพิเศษสำหรับชุดอุปกรณ์ตกแต่ง YARIS CROSS ราคา 35,000 บาท****
****สามารถติดตั้งได้กับ YARIS รุ่น High และรุ่น Mid (สินค้ามีจำนวนจำกัด)

อาวดี้ ประเทศไทย เซอร์ไพรส์ปลายปีส่ง “Q3” เปิดรับจองทันที พร้อมส่งโปรโมชั่นแรงรับ Motor Expo 2019

0

อาวดี้ ประเทศไทย เปิดเกมรุกเซอร์ไพรส์ตลาดปลายปี เปิดตัวสุดยอดพรีเมียม คอมแพคท์ครอสโอเวอร์ลุคสปอร์ต “Audi Q3” เป็นครั้งแรก และยังเพิ่มอีกความแรงด้วย “Q3 Sportback” รุ่นที่เพิ่งเปิดตัวและได้รับความนิยมในเยอรมนี เมื่อกลางปีที่ผ่านมา เอาใจลูกค้าที่รอคอยสปอร์ตเอสยูวีสไตล์คูเป้ พร้อมเปิดรับจองทันที ต่อด้วยการส่งโปรโมชั่นแรงที่สุดแห่งปีรับ Motor Expo 2019 เลือกผ่อน 0% สูงสุดนาน 7 ปีหรือข้อเสนอพิเศษสูงสุด 1 ล้านบาท สำหรับ Audi TT Coupé ผ่อนเพียงเดือนละ 28,880 บาท ไม่มีบอลลูน (เมื่อดาวน์ 880,000 บาท) และเมื่อจอง A8 L หรือ Q8 มีสิทธิ์แลกซื้อ A1 Sportback ในราคาเพียงแค่ 1 ล้านบาท พร้อมโปรโมชั่นที่แรงครบทุกรุ่น เริ่ม 6 พฤศจิกายน นี้  ย้ำชัดอย่าเพิ่งตัดสินใจถ้าคุณยังไม่เห็นราคาอาวดี้ที่มาพร้อมข้อเสนอพิเศษครบทุกรุ่น 

นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฯ กล่าวว่า “ตลอดเวลาของการทำตลาดในประเทศไทย หนึ่งในเซ็กเมนต์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงคือกลุ่มพรีเมียม SUV ที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตในเมืองมากขึ้น และต้องการยนตรกรรมที่คล่องตัว  สะดวกสบาย สร้างความมั่นใจในการขับขี่เมื่อต้องเดินทางไกล และนั่นเป็นเหตุผลที่อาวดี้ตัดสินใจนำ The new Audi Q3 และ The new Audi Q3 Sportback เข้ามาเปิดตัวในประเทศไทย เพื่อตอบรับทุกเสียงเรียกร้องที่มีอย่างต่อเนื่องหลังจากที่หลายท่านได้ชมการเปิดตัวครั้งแรกที่เยอรมนีเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา
และเพื่อเพิ่มความเร้าใจในการเป็นเจ้าของยนตรกรรมรุ่นใหม่จากอาวดี้ เรายังจะได้มอบข้อเสนอพิเศษที่สุดแห่งปี ซึ่งเป็นข้อเสนอเดียวกันกับมหกรรมยานยนต์ หรือ   Motor Expo 2019 ให้ลูกค้าได้รับความคุ้มค่าก่อนใคร เริ่ม 6 พฤศจิกายน ถึง 10 ธันวาคม นี้เท่านั้น ”โดยข้อเสนอพิเศษงานมหกรรมยานยนต์ หรือ Motor Expo 2019 ที่จะมอบให้ลูกค้าด้วยแคมเปญผ่อน 0% สูงสุด 7 ปีหรือข้อเสนอพิเศษสูงสุด 1 ล้านบาท ไฮไลท์สำคัญอย่าง Audi TT Coupé ที่ให้คุณผ่อนเพียงเดือนละ 28,880 บาท ไม่มีบอลลูน  เมื่อดาวน์ 880,000 บาท และเมื่อซื้อ Audi A8 L หรือ Audi Q8 รับสิทธิ์แลกซื้อ Audi A1 Sportback ในราคาเพียงแค่ 1 ล้านบาท! ต้องขอย้ำว่าอย่าเพิ่งตัดสินใจถ้าคุณยังไม่เห็นราคาอาวดี้ 

The new Audi Q3 ได้รับการพัฒนาเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 โดยในรุ่นนี้ได้รับการปรับปรุงให้มีความโดดเด่นให้และมีความสมบูรณ์แบบในทุกด้าน ที่เห็นเด่นชัดอย่างแรก คือ ขนาดของตัวถังที่ขยายใหญ่ขึ้นทุกมิติเพิ่มความกว้างขวาง ความสะดวกสบายในการใช้งาน และการเข้าออก โดยตัวรถมีความยาวตัวถังมากกว่ารุ่นก่อนหน้านี้ถึง 96 มม. ความกว้างเพิ่มขึ้น 18 มม. ฐานล้อขยายให้ยาวขึ้นถึง 77 มม. หรือประมาณ 3 นิ้ว ขณะที่ความสูงลดลงเล็กน้อยเพื่อให้เป็นรถที่มีรูปทรงสปอร์ตยิ่งขึ้นสอดรับไปกับตัวถังด้านข้างที่ออกแบบให้ดูมี กล้ามเนื้อ รับกับซุ้มล้อขนาดใหญ่ สะท้อนความแข็งแรงดุดัน ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก DNA ของ Audi quattro และยังส่งผลทำให้รถมีหลักแอโรไดนามิคที่ดีขึ้น ให้ความคล่องตัวในการขับขี่มากขึ้น

ขณะที่การออกแบบด้านหน้า The new Audi Q3  ยังคงอัตลักษณ์อันโดดเด่นของ อาวดี้ ด้วยรูปทรงกระจังหน้าแบบแปดเหลี่ยมดีไซน์ใหม่ ให้ความรู้สึกหรูหราและมั่นคงแข็งแรง และมี air inlet ขนาดใหญ่ ช่วยเสริมอารมณ์สปอร์ตยิ่งขึ้น ด้านหน้าไฟท้าย มีการออกแบบใหม่ทั้งหมด เป็นไฟ LED ทรงลิ่ม ทำให้ดูโฉบเฉี่ยวและทันสมัย พร้อมเพิ่มความสะดวกในการใช้งานด้วยบานประตูท้ายที่เปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า ทำให้การขนสัมภาระขึ้น-ลง ทำได้ง่ายยิ่งขึ้น  ซึ่ง The new Audi Q3  ยังนับเป็นรถที่ให้พื้นที่บรรทุกสัมภาระมากที่สุดถึง 530-1525 ลิตร เมื่อเทียบกับรถในเซ็กเมนต์เดียวกันอีกด้วย
ตำแหน่งที่นั่งทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ได้รับการออกแบบให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด ช่วยให้รู้สึกโปร่งโล่ง ไม่อึดอัด  รวมถึงการออกแบบให้สามารถขึ้นลง เข้า-ออกได้ง่าย ไม่ต้องปีนขึ้น และการนั่งไม่จมลงไปจนอึดอัด นอกจากนี้ยังมีเบาะนั่งแบบสปอร์ต พร้อมสัญลักษณ์ S line  พวงมาลัยไฟฟ้า มัลติฟังก์ชั่นแบบท้ายตัดให้อารมณ์สปอร์ต เร้าใจทุกการขับเคลื่อน

มาพร้อมระบบความปลอดภัยครบครัน  เริ่มจากมาตรวัดแสดงผลแบบ  Virtual Cockpit  แสดงผลข้อมูลสำคัญบนหน้าจอมาตรวัดหลังพวงมาลัยอย่างชัดเจนแม้ขับขี่ในช่วงที่แดดจ้า ทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาไปจากการจราจรด้านหน้า เสริมสร้างความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น  ขณะที่ระบบนวัตกรรมช่วยขับขี่ต่างๆ ทำให้ทุกการเดินทาง ทั้งในเส้นทางลำบาก การเข้าโค้ง หรือในที่ลาดชัน มีความมั่นคงปลอดภัย อาทิ เช่น ถุงลมนิรภัยคู่หน้า 2 ตำแหน่ง สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง ระบบเตือนการคาดเข็มขัดนิรภัย ระบบเบรกมือไฟฟ้า ระบบล็อกเบรกขณะหยุดนิ่ง ระบบเบรก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS ระบบควบคุมการทรงตัว ESC ระบบควบคุมความเร็วรถขณะลงทางลาดชัน เซ็นเซอร์หน้า-หลังช่วยในการนำรถเข้าจอด กล้องแสดงภาพด้านหลัง ขณะถอยจอด จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก ไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED กระจกมองหลังพร้อมระบบตัดแสงอัตโนมัติระบบเปิด-ปิดไฟหน้า และปัดน้ำฝนอัตโนมัติ           
ด้านความบันเทิงในห้องโดยสารควบคุมด้วยระบบ MMI Radio Plus  พร้อมหน้าจอแบบสัมผัส และตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อ Smartphone Interface รองรับ Android  และ  Apple CarPlay

อาวดี้ ประเทศไทย ตอบสนองผู้บริโภคชาวไทยด้วย 3 รุ่นย่อย คือ Q3 35 TFSI รุ่นเริ่มต้นที่สามารถครอบครองรถยนต์รุ่นนี้ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น และสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความสปอร์ต เรายังนำเสนอ Q3 35 TFSI S line ที่ตกแต่งแบบสปอร์ต S line ทั้งภายนอกและภายใน เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจยิ่งขึ้น นอกจากนี้ อาวดี้ ยังนำเข้ายนตรกรรม SUV Sport Coupé ที่เพิ่งเปิดตัวในเยอรมนีล่าสุด เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา นั่นคือ  The new Q3 Sportback

     

สำหรับ The new Q3 Sportback ได้รับการออกแบบให้มีมุมมองที่สปอร์ตมากขึ้นจากรุ่นปกติ ด้วยเส้นแนวหลังคาที่ลาดลงไปยังสปอยเลอร์หลังคาด้านท้าย ทำให้เสา D pillar ดูแบนราบ ซึ่งนอกจากสวยงาม สปอร์ต ยังส่งผลดีต่อการขับขี่ ด้วยหลักแอโรไดนามิคที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังได้รับการตกแต่งแบบ Contrast  โดยกันชนหน้าหลังซุ้มล้อ และช่วงล่างของตัวถังตกแต่งด้วยสี Manhattan Grey ตอกย้ำคาแรคเตอร์ ความสมบุกสมบันของรถ SUV Coupé อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ส่วนอุปกรณ์มาตรฐานต่างๆ ติดตั้งอย่างครบครันเหมือนกับ Audi Q3 รุ่นปกติ ไม่ว่าจะเป็นด้านความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และความบันเทิง

พบกับ Audi Q3 ที่พร้อมสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับตลาด พรีเมียมสปอร์ตเอสยูวีสไตล์คูเป้ ได้แล้ววันนี้ทุกโชว์รูม ทุกแห่งทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Audi Centre Thailand 02 765 8888                         Audi New Petchburi 02 023 4888
Audi Pattaya 038 197 888                                       Audi Phuket 076 646 666
ทั้งนี้รถยนต์อาวดี้ทุกรุ่น เป็นรถนำเข้าทั้งคันจากต่างประเทศ และลูกค้ายังได้รับ Audi Protection การรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร และบริการช่วยเหลือ ฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี

Motor expo 2019 คึกคัก รวมค่ายรถยนต์ จักรยานยนต์ อัดแน่นเต็มพื้นที่

0

“มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36” คึกคัก รวมค่ายรถยนต์ จักรยานยนต์ อัดแน่นเต็มพื้นที่ พร้อมแจกรถคืนกำไรผู้ชม 4 คัน คาดช่วยดันตลาดโตถึง 5 %
ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36” เผยว่า ปีนี้จัดงานภายใต้แนวคิด “โลดแล่นทันใด ทะยานไปด้วยกัน – Ride and Drive Together Now” ซึ่งขณะนี้เตรียมงานพร้อมแล้ว โดยมีค่ายรถยนต์เข้าร่วม 33 ผู้ผลิต จาก 9 ประเทศ และรถจักรยานยนต์ 26 ผู้ผลิต จาก 8 ประเทศ เพื่อเปิดตัวรถรุ่นใหม่ภายในงานจำนวนมาก

รถยนต์ 33 ผู้ผลิต ได้แก่ AUDI, BENTLEY, BMW, CHEVROLET, FORD, HONDA, HYUNDAI, ISUZU, JAGUAR, KIA, LAMBORGHINI, LAND ROVER, LEXUS, MASERATI, MAZDA, McLAREN, MERCEDES-BENZ, MG, MINI, MITSUBISHI, NISSAN, PEUGEOT, PORSCHE, SUBARU, SUZUKI, TATA, TOYOTA, VOLVO รวมถึงชุดแต่งและรถยนต์จากผู้นำเข้าอิสระ ได้แก่ BMW M PERFORMANCE, CARLSSON, MOKE, M’Z SPEED และ SWIFT

รถจักรยานยนต์ 26 ผู้ผลิต ได้แก่ APRILIA, BENELLI, BMW, CF MOTO, DUCATI, GPX, HANWAY, HARLEY-DAVIDSON, HONDA BIGBIKE, HYOSUNG, KAWASAKI, LAMBRETTA, LIFAN, MOTO GUZZI, MV AGUSTA, NKT, PEUGEOT, PIAGGIO, ROYAL ALLOY, ROYAL ENFIELD, RYUKA, SUZUKI, TRIUMPH, VESPA, YAMAHA และ ZONTES
สำหรับกิจกรรมคืนกำไรให้ผู้ชมทั้ง ซื้อรถ…ชิงรถ / ซื้อบัตร…ชิงรถ / ซื้อสินค้า…ชิงรถ / ซื้อมอเตอร์ไซค์…ชิงบิกไบค์ / โหลด MOTOR EXPO APP ชิงรางวัล มีรายละเอียดดังนี้

1. “ซื้อรถ…ชิงรถ” เมื่อจองหรือซื้อรถยนต์ใหม่ภายในงาน มีสิทธิ์ชิงรถยนต์ MINI รุ่น COOPER S COUNTRYMAN ENTRY มูลค่า 1,989,000 บาท จำนวน 1 รางวัล

2. “ซื้อบัตร…ชิงรถ ผู้ซื้อบัตรชมงาน มีสิทธิ์ชิงรถยนต์ ALL NEW MG3 HATCHBACK รุ่น D มูลค่า 554,000 บาท จำนวน 1 รางวัล

3. “ซื้อสินค้า…ชิงรถ” เมื่อซื้อสินค้าภายในงานจากร้านค้าที่ร่วมรายการทุก 3,000 บาท รับโชค 3 ชั้น ดังนี้
ชั้นที่ 1 รับทันทีบัตรชมภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ซีเนเพลกซ์ 1 ใบ แจกวันละ 50 ใบ มูลค่าใบละ 250 บาท (จำกัดสิทธิ์การแลกรับบัตรชมภาพยนตร์ 1 ท่าน/ใบ/วัน) ชั้นที่ 2 รับสิทธิ์ลุ้นรับรางวัล ทั้งหมด 1,847 รางวัลจากผู้จัดงาน (จำกัดสิทธิ์การรับรางวัล 1 ท่าน/ครั้ง/วัน) ชั้นที่ 3 ทุก 3,000 บาท รับ 1 สิทธิ์ ลุ้นชิงรถยนต์ SUZUKI CELERIO รุ่น GX มูลค่า 430,000 บาท จำนวน 1 รางวัล

4. “ซื้อมอเตอร์ไซค์…ชิงบิกไบค์” เมื่อจองหรือซื้อรถจักรยานยนต์ใหม่ในงานมีสิทธิ์ชิงรางวัล รถจักรยานยนต์ HONDA รุ่น CB 1000R มูลค่า 515,000 บาท จำนวน 1 รางวัล

5. “โหลด MOTOR EXPO APP ชิงรางวัล” ดาวน์โหลด Motor Expo Application และกรอกข้อมูลเพื่อลงทะเบียนร่วมชิงรางวัลครบถ้วน และถูกต้องตามความจริงเท่านั้น มีสิทธิ์ชิงรางวัล Smartphone Samsung Galaxy Note 10 256 GB มูลค่า 32,900 บาท จำนวน 3 เครื่อง รวมมูลค่า 98,700 บาท

ส่วนกิจกรรมที่น่าสนใจอื่นๆ ได้แก่ “SKILL DRIVING EXPERIENCE JUNIOR” อบรมขับขี่ปลอดภัย สำหรับเด็กอายุ 4-8 ปี เพื่อปลูกฝังวินัยจราจร ขณะที่โครงการ “ขับเป็น… ขับปลอดภัย กับ สื่อสากล” (SKILL DRIVING EXPERIENCE) จัดอบรมขับขี่ปลอดภัยฟรีให้แก่ผู้สนใจ ติดตามได้จาก Facebook.com/SkillDriving โรงเรียนพัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อนสี่ล้อ หรือ SPIRIT OF THE 4×4 DRIVING SCHOOL จัดพื้นที่ต้อนรับผู้ชื่นชอบรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ยิ่งกว่านั้น ยังมีการจัดแสดงยานพาหนะทางน้ำ ทั้ง เรือขนาดเล็ก สปีดโบท เรือยอชท์ ฯลฯ พร้อมพื้นที่ MOTOR EXPO INTERNATIONAL PAVILLION ให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์พบปะกัน โดยมีผู้ผลิตชุดแต่ง และอะไหล่จากประเทศจีน และอินโดนีเซีย มาเปิดเวทีเจรจาการค้า รวมถึงร่วมสัมมนาในหัวข้อที่น่าสนใจมากมาย

ประธานจัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36” คาดว่าจะมียอดจองรถยนต์ในงาน 50,000 คัน รถจักรยานยนต์ 9,000 คัน และผู้ชมงาน 1.6 ล้านคน สร้างเม็ดเงินสะพัดในงานกว่า 56,000 ล้านบาท และหวังว่าจะส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในไทยปีนี้เติบโตเพิ่มขึ้น 5 % เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
“มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36” จัดขึ้น ณ อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน-10 ธันวาคม 2562 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ motorexpo.co.th

ท่องอัฟริกาใต้ จับรหัสร้อน M ที่ M Town ในงาน The BMW M Festival 2019 งานที่คนรัก BMW รวมตัวกันมากที่สุดในโลก ?!?(ภาพ + คลิป)

0


โยฮันเนสเบอร์ก อัฟริกาใต้ เวลานี้ยังคงสนุกสนาน ปิติ ยินดีกับการคว้าแชมป์โลกรักบี้ของทีม Springbox ฉายาของทีมชาติอัฟริกาใต้ที่โด่งดังเหลือเกินกับกีฬาสุภาพบุรุษคนชนคน หลายปีมาแล้วที่พวกเขาไม่ได้ยินดีกันกับทีมชาติของเขาเท่าปีนี้เพราะห่างความเป็นแชมป์มาหลายปีกว่าจะมาประสบความสำเร็จอีกครั้ง
ก่อนหน้าการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศเพียงหนึ่งสัปดาห์ ผมเดินทางไปเยือนโยฮันเนสเบอร์ก ตามหมายเชิญของ BMW ในหมายเชิญระบุว่า ไปร่วมงาน The BMW M Festival 2019 ซึ่งเป็นงานที่ BMW อัฟริกาใต้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 หลังจากประสบความสำเร็จในการจัดงานครั้งแรกเมื่อปี 2017 มีคนรัก BMW มาร่วมงานกว่า 20,000 คน !!! มากมายอย่างเหลือเชื่อ จนทนเสียงเรียกร้องจากแฟนไม่ไหวต้องจัดใหม่อีกครั้งในปีนี้และครั้งนี้นัยว่ายิ่งใหญ่กว่า คาดว่าจะมีคนมาร่วมงานมากกว่า 30,000 คน เป็นงานที่มีคนคนรัก BMW มาร่วมงานมากที่สุดในโลกอย่างแน่นอน และอย่างน้อยก็มีเพิ่มสื่อมวลชนจากไทยอีก 3 คนรวมผมในนั้นและ จอห์น กฤษฎา อุตตโมทย์ เจ้าสำนักสื่อสารองค์กรของ BMW ไทยด้วยอีกหนึ่ง ที่สำคัญรายการนี้ยังมีโอกาสได้ร่วมขับรถยนต์ BMW ตระกูล M รุ่นใหม่มากมายหลายรุ่น เท่านั้นก็สร้างความตื่นเต้น เร้าใจล่วงหน้าไว้แล้ว เพราะคงไม่มีโอกาสได้เล่นได้ลองของแรงครบสูตรแบบนี้บ่อยๆอย่างแน่นอน
โยฮันเนสเบอร์ก เป็นเมืองใหญ่สุดของ อัฟริกาใต้ เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นธุรกิจใหญ่ๆก็จะอยู่ที่เมืองนี้ รวมทั้งสำนักงานของ BMW และโรงงานประกอบ BMW ที่มีกำลังการผลิตกว่าแสนคันต่อปีที่น่าสนใจคือ  85% ของ BMW ซีรี่ส์ 3 ผลิตที่นี่และส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก ในขณะที่ตลาด BMW ในอัฟริกาใต้เองก็มีขนาดใหญ่กว่า 20,000 คันต่อปี และยังอยู่ในพื้นที่มากว่า 40 ปีแล้วทำให้มีประชากร BMW อยู่จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่สนับสนุนการจัดงาน The BMW M Festival จนมีผู้มาร่วมงานเรือนหมื่นคน อย่างที่กล่าวไว้ว่า เป็นการรวมพลคนรัก BMW ที่มากที่สุดในโลก!!!
แต่ก่อนจะพาไปเข้าสู่ M Town รายการแรกที่เจ้าภาพ BMW อัฟริกาใต้จัดไว้ให้คณะสื่อมวลชนคือ รายการ BMW Driving Experience ที่สนาม BMW X Drive Park อยู่ใกล้กับโชว์รูมและศูนย์บริการของเขานั่นเอง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ออกแบบไว้เพื่อการทดสอบหรือให้ทดลองขับรถ BMW ในประสบการณ์แบบ Off road

Image by Greg Beadle

Image by Greg Beadle

Image by Greg Beadle

Image by Greg Beadle

Image by Greg Beadle

Image by Greg Beadle

Image by Greg Beadle

Image by Greg Beadle

ในครั้งนี้เขาได้เตรียม BMW X3 ไว้ประมาณ 10 คัน ให้ได้ทดลองขับกันครบถ้วนทุกคน ในสนามทดสอบจำลองสภาพผิวถนนหลายรูปแบบ เป็นการแสดงให้เห็นขีดความสามารถด้านการใช้งานในสถานการณ์ Offroad ให้ผ่านสภาพเส้นทางยากๆไปได้อย่างง่ายๆ โดยมีตัวช่วยเช่น ระบบควบคุมความเร็วขณะขึ้นทางลาดชัน Hill-Start Assisant และระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน Hill Descent Control เมื่อขึ้นและลงทางลาดชันกว่า 40 องศา โดยไม่ต้องใช้แรงมากนักในขาขึ้น และปล่อยให้รถเดินลงเองขณะขาลง ระบบจะจัดการรักษาความเร็วและรอบเครื่องยนต์รวมทั้งเบรคเองทั้งหมดโดยเราทำหน้าที่เพียงควบคุมพวงมาลัย เมื่อข้ามโขดหิน สะพานขอนไม้หน้าจอขนาด 10.25 นิ้ว จะแสดงภาพรถจากกล้อง  360 องศา ที่ประมวลภาพทั้งมุมหน้ารถด้านข้างและมุมบน แบบ realtime มาแสดงให้เห็นเพื่อนำทางได้อย่างชัดเจน ตะแคงขึ้นทางชันกว่า 45 องศา และไฮไลท์คือ ผ่านเส้นทาง ทรายร่วนหนากว่า 1 ฟุต ระยะทางประมาณ 50 เมตร ด้วยการออกตัวแบบ Launch control กดคันเร่งจากจุดนิ่งแล้วเลี้ยงพวงมาลัยผ่านเส้นทางนี้ไปได้ในลักษณะเหมือนเรือที่ลอยไปบนผิวทราย ซึ่งดูแล้วน่าจะติดอยู่ในหลุมทรายมากกว่าจะผ่านไปได้อย่างง่ายๆ นั่นเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจมาก และสามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องมีทักษะการขับขี่แบบ offroad มากมายนักกับ BMW X3 ซึ่งรถที่จำหน่ายในบ้านเราก็มีระบบช่วยการขับขี่เช่นนี้ให้ใช้ง่ายเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่า จะมีโอกาสได้ใช้หรือหาสถานที่มาลองใช้งานกันได้หรือไม่เท่านั้น


เอาละได้เวลาพาท่านผู้ชมเข้าสู่สนาม Kyalami Grand Prix Circuit สนามแข่งรถที่มีประวัติเคยใช้สำหรับการแข่งขัน F1 มาแล้วในอดีตและเพิ่งจะปรับปรุงใหม่ สวยงามสภาพดีเยี่ยมใช้งานมาได้ประมาณ 4-5 ปีที่ผ่านมานี้เอง เราเข้ามาในสนามก่อนวันจัดงาน The BMW M Festival หนึ่งวันเพื่อที่จะทำภารกิจสุดเร้าใจตามที่เกริ่นนำไว้เบื้องต้นนั้นคือ ขับบรรดา M ตัวแรงทั้งหลายที่จัดไว้ไล่เรียงไปคือ

M5 ขุมพลังเบนซิน V8 4.4 ลิตร 4,395 ซีซี. Bi-turbo พร้อมเทคโนโลยี M TwinPower Turbo กำลังสูงสุด 600 แรงม้า ที่ 5,600 – 6,700 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 750 นิวตันเมตร ที่ 1,800 – 5,600 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ  M Steptronic

X4M Competition เครื่องยนต์แบบ 6 สูบเรียง 24 วาล์ว ขนาดความจุ 2,993 ซี.ซี. พัฒนาขึ้นมาให้มีกำลังมากมายถึง510 แรงม้าที่ 6,250 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร เริ่มจาก 2,600 ไปจนถึง 5,950 รอบต่อนาที

M340i เครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร 6 สูบ กำลังสูงสุด 374 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 500 นิวตันเมตร รองรับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive

และ M2 Competition เบนซิน 6 สูบเรียง ทวินเทอร์โบชาร์จเจอร์  ความจุ 2,979 ซีซี. กำลังสูงสุด 410 แรงม้า ที่ 5,250 – 7,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตร ที่ 2,350 – 5,200 รอบ/นาที
 
เราใช้เวลากับความสนุกสนานตื่นเต้นไปกับบรรดา M ทั้งหลายนี้ครบทุกคัน หมุนเวียนกันไป คันละ 2 รอบสนามแข่ง โดยมี Instructor แนะนำสนาม บอกline ในการขับและชวนคุย? นั่นเพราะเป็นสนามแข่งที่ไม่เคยขับมาก่อน ความยาวสนามประมาณ 4.5 กม. กับ 16 โค้ง ที่น่าตื่นเต้น บวกกับ ฝูง M  ระดับความแรงต่ำสุด 374 แรงม้า เป็นใคร Heart rate ก็ต้องพุ่งปรี้ดทั้งนั้นละครับ ที่น่าจะประทับใจที่สุดคงต้องเป็น M2 Competition อาจจะเป็นเพราะรอบหมุนเวียนการขับมาตกถึงมือผมเป็นคันสุดท้ายพอดี ทำให้รู้จักสนามแข่งจำโค้งพอได้บ้างแล้ว เลยสนุกกับ M2 ได้มากขึ้น สุ่มเสียงมาก่อนเป็นอันดับแรก คำรามผ่านท่อจริงแบบไม่ได้สังเคราะห์เร้าใจสุดๆ อาการเกรี้ยวกราดแบบดิบๆ พร้อมที่จะลงสนามแข่งขันจริงได้แบบไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่านี้ มันทำให้ต้องเตรียมใจมากกว่า M ตัวอื่น กดคันเร่งเป็นถึงเป้าหมายทุกครั้งไป สมแล้วกับเครื่องยนต์ใหม่ S55B30 เทอร์โบคู่ ที่ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะ มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ภายใน 4.2 วินาที นี่มันซูเปอร์คาร์ไซส์ S ชัดๆ สนุกครับท่านผู้ชม M2 Competition ตัวนี้มีราคาค่าตัวในบ้านเรา 6.299 ล้านบาท ถามหากันได้เลยนะครับ

ของแถมสำหรับวันนี้คือ ได้นั่งในรถแข่ง M4 GT4 โดยนักแข่งสาว Beitske Visser ชาวเนเธอร์แลนด์ มือระดับ GT4 European Series มาขับ Hotlap ให้นั่ง1 รอบสนาม ก็รู้สึกตื่นเต้นสนุกไปกับเธอ แอบชำเลืองมองที่เรือนไมล์ดิจิตอลอยู่ตลอดเวลาเพราะนั่งอยู่ในเบาะที่ต่ำติดพื้นรถแทบจะมองข้างหน้าไม่เห็น สังเกตว่าเธอทำความเร็วไม่มากนักเพียงในโค้งที่ผมเข้าประมาณ 100 กม./ชม.นั้นเธอเข้าเกือบ 200 กม./ชม.เท่านั้นเอง


วันรุ่งขึ้นเรากลับมาที่ Kyalami Grand Prix อีกครั้ง เป็นวันเสาร์ที่นี้สนามแข่งถูกเนรมิตให้เป็นเมืองแห่งมอเตอร์สปอร์ตที่เรียกง่ายๆว่า M Town เข้าสู่บรรยากาศของงาน The BMW M Festival 2019 ผู้คนหลั่งไหลกันเข้าสู่สนามอย่างไม่ขาดสาย ทั้งชวนเพื่อน หอบลูก จูงแฟน พาพ่อแม่มาเข้างานกันมากหน้าหลายตา บัตร VVIP มูลค่าประมาณ 6,000 บาทไทยถูกจองขายหมดไปก่อนหน้าจะถึงวันงานแล้วทั้งสองวันเสาร์อาทิตย์ของการจัดงาน ผู้จัดประเมินว่าปีนี้จะมีผู้เข้าชมรวม 2 วันประมาณ 30,000 คน ที่เป็นเช่นนั้นเพราะแทบจะทุกพื้นที่ของสนามแข่ง Kyalami ถูกใช้เต็ม

แน่นอนในสนามนั้น สามารถจองคิวไปนั่งรถ BMW ตระกูล M ทั้งหลายได้โดยมี Instructor ขับให้นั่ง และ ถ้าโชคดีจะได้นั่งรถแข่ง M4 GT4 หรือ BMW DTM ด้วยก็ได้ และยังมีการแข่งขัน Sprint ระยะควอเตอร์ไมล์แบบสนุกๆแต่เอาจริงของบรรดา ตัว M ทั้งหลายด้วย เรียกความสนใจให้กับผู้ชมได้เป็นอย่างดี

ในขณะที่ส่วนในอาคารมีการจัดแสดงนิทรรศการรถแข่งของ BMW ไว้มากมาย รถBMW ซีรีส์ 5 ที่ประกอบขึ้นในโรงงาน BMW ที่นี่เมื่อ 40 ปีที่แล้ว กลายสภาพเป็นรถผุพังถูกนำกลับมาบูรณะใหม่โดยทีมช่างชุดที่เคยประกอบรถคันนี้ให้กลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์เหมือนออกจากโรงงานใหม่อีกครั้งหนึ่ง รถแข่งอีกหลายคันมีประวัติทางมอเตอร์สปอร์ตอย่างโชกโชน รวมทั้งรถโชว์อย่าง BMW M1 รถแต่งโชว์ในรูปแบบต่างๆ การเปิดตัวรถใหม่ 2 รุ่นด้วยกันคือ X5 M และ X6M  เครื่องยนต์ทรงพลัง V8 M twinPower Turbo Technology 625 แรงม้า พร้อมชุดแตก M เต็มรูปแบบทั้ง 2 คัน  และมุมรถใหม่มีการขนรถทั้งหมดของ BMW มาจัดแบ่งโซนเป็นกลุ่มๆพร้อมจัดโปรโมชั่นพิเศษ ลดราคาเฉพาะในงานนี้ 2 วันน่าสนใจตรงที่ราคารถใหม่ที่นี่ถูกกว่า  ยกตัวอย่าง  320i จะราคา ประมาณ 1.8 ล้านบาท ในขณะที่บ้านเราเครื่องยนต์เบนซิน ก็เริ่มต้นที่ 330 I อยู่ที่ 3.359 ล้านบาท แถมลูกค้าที่จองรถในงานจะมีส่วนลดเงินสดอีกประมาณ 10-15 % ผู้บริหารเขาคาดว่าจะมียอดจองประมาณ 200 คัน ก็ไม่น่าจะผิดไปจากนั้นเว้นแต่จะขายได้มากกว่าเป้าเสียมากกว่าเท่านั้น

อีกส่วนสันทนาการนั้นเขามีทั้งเครื่องเล่นสวนสนุก ออกร้านขายอาหาร ขายของมากมาย ไม่เว้นแม้แต่ร้านตัดผม และ ที่เป็นแม่เหล็กของงานคือเวทีคอนเสิร์ต ศิลปินชื่อดังของเขาซึ่งผมเองก็ไม่ถนัดที่จะรู้จักพวกเขาแต่คงจะระดับแนวหน้าร้อยล้านวิวล้วนๆ เป็นไฮไลท์ดึงดูดผู้คนเข้ามางานไม่ใช่น้อย
จะด้วยเหตุผลความชอบในแบบไหนก็ตาม แฟนๆ BMW ที่ อัฟริกาใต้ ก็ได้ใกล้ชิด BMW ของพวกเขาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะความร้อนแรงของรหัส M นั้นมีเสน่ห์ มีความเร้าใจในตัวเองมากมายเวสียเหลือเกิน จนถึงกับ อิจฉาขึ้นมาทีเดียวที่ไม่ได้เห็น M Town เต็มรูปแบบอย่างนี้เกิดขึ้นในเมืองไทย อย่างน้อยก็ในปีนี้ ปีหน้าหรือปีต่อไป…ไม่แน่ เพราะ ผู้บริหาร BMW ที่ให้กำเนิดงาน The BMW M Festival ที่นี่เมื่อสองปีที่แล้ว บัดนี้นั่งเป็น ประธาน BMW ประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ
ภูวนาถ เผ่าจินดา รายงาน

Jaguar – Range Rover เปิดตัวรถยนต์ SVO พร้อมจำหน่ายในประเทศไทยถึง 3 รุ่น

0

บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เปิดตัวรถยนต์ที่ออกแบบภายใต้ศูนย์ปฏิบัติการด้านยานพาหนะพิเศษ SVO (Special Vehicle Operations) โดยพร้อมจำหน่ายในประเทศไทยถึง 3 รุ่น ได้แก่

กลุ่ม SVR ที่สุดของประสิทธิภาพยานยนต์ ที่นำไปสู่ระดับใหม่ของพลังการขับเคลื่อน และเสถียรภาพในการขับขี่ ประกอบด้วย Jaguar F-Type SVR ราคาจำหน่ายเริ่มต้น 12.999 ล้านบาท และ

       

Range Rover Sport SVR ราคาจำหน่ายเริ่มต้น 13.999 ล้านบาท กลุ่ม SVA การออกแบบอันหรูหรา ผนวกกับโครงสร้างรถระดับพรีเมี่ยม และความสะดวกสบายแบบไม่มีใครเทียบเท่าสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น กับ Range Rover SVAutobiography ราคาจำหน่ายเริ่มต้น 13.999 ล้านบาท

       

พิเศษ สำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์จากัวร์ แลนด์โรเวอร์ SVO สัมผัสประสบการณ์ล่องเรือไพรเวทเที่ยวชมพระอาทิตย์ยามเย็นแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเรือยอช์ตลักชัวรีพรินเซส วี 40 (Princess V40) เรือยอร์ชรุ่นใหม่ล่าสุด ปฎิวัติการออกแบบภายในโดยมุ่งเน้นความโปร่งโล่งสบายหรูหราในแบบ Princess พร้อมมอบสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกบัตรแพลทินัมอเมริกัน เอ็กซ์เพรส เมื่อจองรถยนต์จากัวร์ แลนด์โรเวอร์ SVO ผ่านบัตรแพลทินัมอเมริกัน เอ็กซ์เพรส จำนวนเงิน 2 ล้านบาท รับคะแนนสะสมเม็มเบอร์ชิป รีวอร์ด 1 ล้านคะแนน วันนี้ถึง 30 พฤศจิกายน 2562

นายชาญชัย มหันตคุณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับเลือกเป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์ในประเทศไทย พบว่าตลาดรถยนต์ระดับลักชัวรี่มีการเติบโต และเราได้รับการตอบรับอย่างสูงสุดจากกลุ่มลูกค้าระดับนี้ ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ มีความต้องการพิเศษ ไม่ต้องการเหมือนใคร One of a kind ทำให้ไตรมาสสุดท้ายในปีนี้เราได้เปิดซับแบรนด์ของรถยนต์จากัวร์ แลนด์โรเวอร์ ในประเทศไทย ที่เรียกว่า SVO (Special Vehicle Operations) เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า ด้วยสมรรถนะ ประสิทธิภาพ และความหรูหราอีกระดับ

สำหรับรถยนต์ จากัวร์ แลนด์โรเวอร์ SVO ลูกค้าสามารถเลือกสั่ง customize รถยนต์แบบของตัวเองให้มีเอกลักษณ์ตามความชอบไม่ซ้ำแบบใคร เริ่มตั้งแต่เลือกรุ่นของรถยนต์ เครื่องยนต์ สีของตัวถัง แผ่นหนังหุ้มเบาะ ด้ายเย็บแผ่นหนัง การปักลายหรือเย็บชื่อตัวอักษรประจำตัวก็สามารถทำได้ ยิ่งไปกว่านั้นหากลูกค้าต้องการลองวัสดุใหม่ๆ ในชิ้นส่วนของรถยนต์ก็สามารถทำได้เช่นกัน และเมื่อประกอบเสร็จรถทุกคันจะต้องผ่านการทดสอบและการตรวจสอบคุณภาพตามมาตรฐานการผลิตก่อนส่งมอบลูกค้า ซึ่งเรายังคงมอบแคมเปญ “Worry-Free Program” การรับประกันนาน 5 ปี บริการซ่อมบำรุงฟรี 5 ปี และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี เหมือนรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์ที่จำหน่ายในทุกรุ่น”

Special Vehicle Operations (SVO) ศูนย์ปฏิบัติการด้านยานพาหนะพิเศษของ จากัวร์ แลนด์โรเวอร์ ขนาด 20,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่ใกล้เมืองโคเวนทรี (Coventry) ประเทศอังกฤษ ภายในประกอบด้วย ศูนย์ปรับแต่งรถสไตล์ Formula-1 ศูนย์พ่นสีรถยนต์แบบอัตโนมัติ พร้อมทีมงานทดสอบและปรับแต่งยานยนต์ตามความต้องการจำนวนกว่า 150 คน ที่ได้สร้างรถยนต์อันน่าทึ่งออกมาแล้วหลากหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็นแลนด์โรเวอร์ที่เร็วและทรงพลังที่สุดในรูปลักษณ์ของ Range Rover Sport SVR และ Range Rover SV Autobiography ที่สุดความหรูหราที่มาพร้อมกับตัวเลือกสำหรับวัสดุตกแต่งภายในปรับแต่งได้ตามต้องการ ด้านจากัวร์มีการสร้างรถรูปแบบ F-Type Project 7 อันน่าทึ่งที่มีจำกัดเพียง 250 คันเท่านั้น และ Jaguar C-X75 ที่ปรากฏโฉมในภาพยนตร์แฟรนไชส์ James Bond ภาค Spectre และล่าสุดกับ F-Type SVR ให้พละกำลังถึง 575 แรงม้า ซึ่งเป็นรุ่นต่อยอดที่ขยายขีดความสามารถของการขับขี่แบบสมรรถนะสูงในทุกสภาพอากาศของรถสปอร์ตจากัวร์
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถร่วมสัมผัส Jaguar F-Type SVR และ Range Rover SVAutobiography ได้ที่โชว์รูม จากัวร์ แลนด์โรเวอร์ ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ระหว่างวันที่ 1-31 พฤศจิกายน 2562 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-007-0008

ยามาฮ่า ส่งมอบรถจักรยานยนต์ร่วมในโครงการ “ก้าว – ก้าวต่อไปด้วยพลังเล็กๆ”

0

นายธนะชัย เลขวณิชกุล ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายภาคใต้ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด และผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าในจังหวัด กระบี่ ร่วมกันส่งมอบกองทัพรถจักรยานยนต์ออโตเมติกของยามาฮ่าให้กับ นายอาทิวราห์ คงมาลัย (ตูน บอดี้สแลม) เพื่อใช้เป็นรถออฟฟิเชียลเซอร์วิส อำนวยความสะดวกในโครงการ “ก้าว – ก้าวต่อไปด้วยพลังเล็กๆ เพื่อ 7 โรงพยาบาลในภาคใต้”

       

สำหรับโครงการ ก้าว – ก้าวต่อไปด้วยพลังเล็กๆ ในครั้งนี้จะเป็นการวิ่งระยะสั้น ซึ่งนายอาทิวราห์ คงมาลัย (ตูน บอดี้สแลม) จะออกวิ่งจากจังหวัด ตรัง – กระบี่ – พังงา- ภูเก็ด พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปได้มีส่วนเกี่ยวข้องและเข้าร่วมวิ่งในครั้งนี้
โดยการส่งมอบกองทัพรถจักรยานยนต์ออโตเมติกของยามาฮ่าในครั้งนี้มีขึ้น ณ องค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ เมื่อเร็วๆ นี้

MAZDA CX-5 เสริมทัพ SUV ด้วยเครื่องยนต์ใหม่ SKYACTIV-G 2.5T

0

ครั้งแรกของตลาดรถ SUV ที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ถึง 3 เครื่องยนต์ MAZDA CX-5 ปรับลุคใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ “LIVE THE REMARKABLE LIFE หรือ ให้ชีวิตทุกบท…น่าจดจำ”  โดยปรับราคาขายเพิ่มขึ้นเพียง 10,000 บาทเท่านั้น แต่ใส่อุปกรณ์มาตรฐานเพิ่มเติมเข้ามาอีกพียบ พร้อมฟรีค่าแรงเช็คระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร* ขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร** พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance ดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.99%
MAZDA CX-5
 
นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในครึ่งปีหลังของปีงบประมาณ 2562 มาสด้าเตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่อีกหลายรุ่นเพื่อเติมเต็มความต้องการให้กับลูกค้าให้ครอบคลุมในทุกเซ็นเมนต์ และจะเป็นการทำสถิติใหม่ของมาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ในการเปิดตัวรถรุ่นใหม่มากที่สุดในรอบ 10 ปี
สำหรับ Mazda CX-5 ถูกวางให้เป็นรุ่นเรือธงด้วยการเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่มีเทคโนโลยีสกายแอคทีฟเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2556 ซึ่งได้รับความสนใจจากลูกค้าส่งผลให้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟเป็นที่รู้จักภายในเวลาอันรวดเร็ว และโลดแล่นอยู่บนถนนประเทศไทยกว่า 30,000 คัน 

New Mazda CX-5 ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ SKYACTIV-G 2.5T ให้กำลังสูงถึง 231 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-เมตร มาพร้อมระบบเทอร์โบแบบ Dynamic Pressure เพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าที่ชื่นชอบรถยนต์สไตล์เอสยูวีที่เติมเต็มความสมบูรณ์แบบในการขับขี่ด้วยสมรรถนะความแรง ให้การตอบสนองที่ดีที่สุดในคลาส

       

และอีก 2 ทางเลือกเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 2.2 ลิตร ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นไปอีกระดับ และเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 ลิตร สัมผัสกับการควบคุมขับขี่ที่นุ่มนวลยิ่งขึ้นด้วยระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง หรือ GVC Plus
MAZDA CX-5
ภายในห้องโดยสาร ได้รับออกแบบพัฒนาอย่างพิถีพิถันเพื่อมอบสัมผัสใหม่ให้กับผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร ด้วยคอนเซ็ปต์ “Less is More” เน้นความเรียบง่ายแต่งดงามในทุกรายละเอียด อาทิ ดีไซน์ใหม่ของแผงควบคุมแอร์, ปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander ปุ่มปรับกระจกมองข้างที่พรีเมียมขึ้น กระจกมองหลังปรับลดแสงอัตโนมัติแบบไร้กรอบ

       

เพิ่มความหรูหราให้กับห้องโดยสารด้วยการใช้โทนสีเข้ม เลือกใช้วัสดุแบบ Real Wood ผสมผสานกับสีเงินซาตินโครมในการตกแต่ง สัมผัสกับเบาะหนัง Nappa สีแดง Deep Red มาพร้อมระบบระบายอากาศตำแหน่งเบาะนั่งคู่หน้า Seat Ventilation มาตรวัดแบบความเร็วแบบดิจิตอล TFT LCD พร้อมจอแสดงผลแบบสี ขนาด 7 นิ้ว

        

เชื่อมต่อแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนผ่าน  Mazda Connect ที่รองรับ Apple CarPlay โดยแสดงข้อมูลผ่านหน้าจอสี Center Display แบบสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว เติมเต็มความเพลิดเพลินตลอดการเดินทางด้วยระบบเสียง Bose@ รอบทิศทาง สร้างบรรยากาศที่หรูหราด้วยหลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้า และไฟส่องสว่างที่ได้รับการออกแบบใหม่ในหลายตำแหน่ง
MAZDA CX-5
เพิ่มความสปอร์ตของดีไซน์ภายนอกด้วยด้วยล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 19 นิ้ว และยังคงอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย i-Activsense ที่ได้รับการพัฒนาไปอีกขั้น ช่วยให้สามารถคาดการณ์และส่งสัญญาณเตือนผู้ขับขี่ได้แม่นยำยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง พร้อมมุมกล้องแบบ Top View เพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่

         

มีให้เลือก 6 สี ประกอบด้วย สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal), สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray), สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล (Snowflake White Pearl), สีน้ำเงิน ดีพ คริสตัล บลู (Deep Crystal Blue), สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black) และสีเงิน โซนิค ซิลเวอร์ (Sonic Silver) พร้อมให้สัมผัสและทดลองขับขี่แล้ว ณ โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

ราคา New Mazda CX-5

รุ่นราคา (บาท)
2.0 C1,300,000
2.0 S1,410,000
2.0 SP1,560,000
XD1,570,000
XDL1,790,000
2.5 TURBO SP1,850,000