Home Blog Page 479

เทคโนโลยีช่วยขับขี่ ฟอร์ด โคไพล็อต360™ อัจฉริยะสุดล้ำ ช่วยลดเสียงบ่นจากคนนั่ง

0

เทคโนโลยีช่วยขับขี่ ฟอร์ด โคไพล็อต360™ อาจช่วยลดพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์จากผู้โดยสารลง เพราะผลวิจัยล่าสุดของฟอร์ดและนักสังคมวิทยา เจสส์ คาร์บิโน พบว่า ผู้ขับขี่รถยนต์ 68 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่า เทคโนโลยีช่วยขับขี่จะช่วยลดพฤติกรรมจอมติของ “คนขับจากเบาะหลัง” ที่ทำให้ผู้ขับขี่เสียสมาธิได้
เทคโนโลยีช่วยขับขี่ ฟอร์ด โคไพล็อต360™ นอกจากจะทำให้ผู้ขับขับขี่ได้อย่างมั่นใจมากขึ้นเมื่ออยู่บนท้องถนน ยังมาพร้อมเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยต่างๆ ที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการชนและช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมทุกสถานการณ์ในทุกสภาพถนนได้อย่างเต็มที่และปลอดภัย อาทิ

  • ระบบตรวจจับรถในจุดบอด (BLIS – Blind Spot Information System)
  • ระบบตรวจจับรถขณะออกจากซองจอด (Cross Traffic Alert) 
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้า
  • ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ Autonomous Emergency Braking (AEB) 


“สำหรับผู้ขับขี่ การที่ต้องทนฟังคำสั่งหรือคำวิพากษ์วิจารณ์จากผู้โดยสารตลอดทาง ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความรำคาญ แต่ยังสร้างบรรยากาศการเดินทางที่ตึงเครียด ฟอร์ด โคไพล็อต360™ เป็นเทคโนโลยีสำคัญที่เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ให้กับผู้ขับขี่ยิ่งขึ้น ทำให้คนนั่งรู้สึกวางใจ ส่งผลให้เกิดบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ช่วยให้ผู้ขับขี่สัญจรได้อย่างง่ายดายและปลอดภัยกว่าเดิม” ดร. คาร์บิโน กล่าว
แม้ว่าผลการวิจัยดังกล่าวจะขัดกับความเชื่อที่ว่า เทคโนโลยีทำให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ลดลง ในทางกลับกัน ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยนี้เผยให้เห็นว่า พฤติกรรมเจ้ากี้เจ้าการของผู้โดยสารเป็นสาเหตุให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนในรถแย่ลง แต่เทคโนโลยีช่วยขับขี่จะเป็นตัวช่วยที่ลดการถกเถียงกันโดยไม่จำเป็น เนื่องจากฟีเจอร์นี้ช่วยมอบความปลอดภัยสูงสุดในทุกการเดินทาง ส่งผลให้ทั้งคนขับและคนนั่งร่วมทางกันได้อย่างปลอดภัยและสบายใจ สามารถพูดคุยกันได้อย่างมีความสุข ทำให้การเดินทางสนุกสนานยิ่งขึ้น

ข้อมูลจากการวิจัยยังแสดงให้เห็นว่า เมื่อกลุ่มตัวอย่างมีความมั่นใจในเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยที่มาพร้อมกับรถยนต์ ก็จะยิ่งส่งผลให้ผู้โดยสารมั่นใจในการขับขี่ของพวกเขามากขึ้นไปด้วย
 

Mercedes-AMG เปิดตัวสปอร์ตพันธุ์แรงโฉมใหม่ 2 รุ่น

0

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวรถยนต์สายพันธุ์แรงโฉมใหม่พร้อมกันสองรุ่นอย่าง Mercedes-AMG GT C Roadster นำเสนอในราคา 17,190,000 บาท และ Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4-Door Coupé นำเสนอในราคา 14,990,000 บาท 
Mercedes-AMG GT C Roadster โฉมใหม่ รถยนต์สปอร์ตโรดสเตอร์ที่มีสมรรถนะดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี จากการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากรถยนต์ Mercedes-AMG GT R กับระบบช่วงล่าง AMG RIDE CONTROL Sports Suspension

       

ดีไซน์ภายนอก  มีการเสริมสปอยเลอร์หลังที่ใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับการขับขี่ในสนามแข่งรถยนต์ที่มีช่องทางวิ่งกว้าง, ล้อหลังถูกปรับให้ใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับนวัตกรรมต่างๆ ที่เพลาหลัง และเพิ่มประสิทธิภาพขณะเข้าโค้งและเสริมการยึดเกาะ, กระจังหน้าแบบ AMG-specific radiator trim เอเอ็มจี มีวัสดุบังคับลมชุบโครเมี่ยม 15 ซี่เช่นเดียวกับรถแข่งรุ่น Mercedes-AMG GT 3, ฝากระโปรงหน้ายาวและทรงพลัง ทำให้รถดูกว้างขวาง อีกทั้งยังมีช่องรับอากาศที่กว้าง ช่วยให้อากาศไหลผ่านเข้าสู่ระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนั้นยังมีหลังคาผ้าใบ 3 ชั้นที่มีผิวสัมผัสนุ่ม  มีโครงสร้างเป็นโลหะผสมแมกนีเซียมและอะลูมิเนียมที่มีน้ำหนักเบาโดยสามารถกางเปิดหรือเลื่อนปิดได้อัตโนมัติภายในเวลา 11 วินาที และใช้งานได้แม้ขณะรถวิ่งที่ความเร็วสูงสุดที่ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ดีไซน์ภายใน  มาพร้อมกับเบาะหนัง Nappa ที่อยู่ต่ำเพื่อช่วยโอบล้อมผู้ขับขี่ให้รู้สึกราวกับอยู่ในรถแข่ง, พวงมาลัยเอเอ็มจีเพอร์ฟอร์มานซ์หุ้มหนัง Nappa และ เส้นใย DINAMICA Microfibreพร้อมหน้าจอแสดงผลบนพวงมาลัยจำนวน 2 หน้าจอแบบ AMG steering wheel buttons ลงตัวด้วยหน้าจอเรือนไมล์แบบ all-digital instrument display ขนาด 12.3 นิ้ว  

       

หรือสามารถสร้างความโดดเด่นให้มากยิ่งขึ้นด้วยชุดเบาะเสริมแบบเอเอ็มจีเพอร์ฟอร์มานซ์ ที่สามารถปกป้องร่างกายของผู้ขับขี่และผู้โดยสารทั้งด้านหน้าและด้านหลังได้มากขึ้นด้วย พนักพิงหลังที่มีความโค้งและเสริมด้วยวัสดุเพื่อความนุ่มสบายที่ด้านข้างมากกว่าเบาะที่นั่ง แบบมาตรฐาน, แผงหน้าปัดกว้างดีไซน์ใหม่ด้วยอัตราส่วนแบบ 16:9 ขนาด 10.15 นิ้ว ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการแบบ COMAND Online แผงควบคุมตรงกลางมีหน้าจอแสดงผลมากถึง 8 จอบริเวณคอนโซลกลางแบบ AMG DRIVE UNIT ที่ออกแบบตามลักษณะเครื่องยนต์แบบ V8 ทำให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารรู้สึกราวกับถูกโอบล้อมด้วยปีกนก และห้องโดยสารที่สามารถเปลี่ยนสีได้หลากหลายเพื่อเพิ่มสุนทรียะในการขับขี่

นวัตกรรมและเทคโนโลยี ฝากระโปรงหน้าผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์และวัสดุ SMC (Sheet Moulding Compound) ที่ถูกพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษโดยทีมงานของ Mercedes-Benz TEC (เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทีอีซี) และผู้เชี่ยวชาญของเอเอ็มจี ทำให้ฝากระโปรงรถมีน้ำหนักเบา แต่ยังคงไว้ซึ่งความทนทานและแข็งแรง, ระบบช่วงล่างเอเอ็มจีไรด์คอนโทรลแบบสปอร์ต (AMG RIDE CONTROL Sports Suspension) ของทั้ง 4 ล้อมีทั้งปีกนก แกนบังคับเลี้ยว และโครงฐานคุมล้อ (hub carrier) ที่หล่อจากอะลูมิเนียมเพื่อลดน้ำหนักที่ไม่จำเป็น โดยล้อทั้ง 4 จะถูกควบคุมโดยกลไกปีกนกแบบ 2 ชั้น เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการหมุนของล้อ และการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง

Mercedes-AMG GT C Roadster โฉมใหม่ มาพร้อมกับระบบ AMG DYNAMIC SELECT ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดของเกียร์หลักได้ 5 แบบ คือ “C” (Comfort) สำหรับการขับขี่ ในชีวิตประจำวัน ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลายและสะดวกสบาย, “S” (Sport) และ “S+”(Sport Plus) เน้นความเร้าใจในการขับขี่ให้มากยิ่งขึ้น และ “I” (Individual) ที่สามารถช่วย จดจำรูปแบบการขับขี่ของผู้ขับได้ อีกทั้งยังมีโหมด “RACE” ที่เป็นโหมดเสริมสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการความแรงและเกียร์ที่เปลี่ยนได้รวดเร็วเหมือนอยู่ในสนามแข่งรถ ซึ่งจะมาพร้อมกับ เสียงเครื่องยนต์ที่เร้าอารมณ์ 

Mercedes-AMG GT C Roadster โฉมใหม่ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ความจุกระบอกสูบ 4 ลิตร ระบบไดเรค อินเจคชั่น และระบบเกียร์แบบคลัทช์คู่ 7 สปีด (seven-speed dual clutch transmission) ที่ช่วยทำให้รถมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น และการตอบสนองของระบบเกียร์จะดีขึ้นตามจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ของผู้ขับขี่

รุ่นเครื่องยนต์ปริมาตร
กระบอกสูบ
(ซีซี)
แรงม้าสูงสุด
(แรงม้า/รอบต่อนาที)
แรงบิดสูงสุด
(นิวตันเมตรที่ความเร็วรอบต่อนาที)
อัตราเร่ง
0-100
กม./ชม.
ความเร็วสูงสุด
(กม. / ชม.)
Mercedes-AMG
GT C Roadster
เบนซิน V8 
Biturbo
3,982557 /
5,750 – 6,750
680 /
2,100-5,500
3.7316

Mercedes-AMG GT C Roadster ราคาเริ่มต้นที่ 17,190,000 บาท


Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4-Door Coupé โฉมใหม่ รถสปอร์ต 4 ประตูรุ่นแรกที่เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีพัฒนาเองภายใต้แนวคิด “ชีวิตคือการแข่งขัน – Life is a race” เป็นส่วนผสมที่ลงตัวของความสะดวกสบาย ความเร้าใจ และสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมเพื่อการขับขี่ในทุกสถานการณ์ รวมถึงตัวเลือกเพื่อการปรับแต่งได้ตามรสนิยม และนวัตกรรมยานยนต์รุ่นล่าสุดเพื่อความสปอร์ตในทุกจังหวะ

ดีไซน์ภายนอก  รถสปอร์ต 4 ประตูที่มีรากฐานมาจากทั้งรถยนต์ตระกูล SLS และ AMG GT, กระจังหน้าแบบ AMG-Specific radiator grille พร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์, aerofoil ที่สามารถยืดและหดได้ด้วยระบบไฟฟ้า, หลังคาซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

อีกทั้งยังมีดิสก์เบรก AMG high-performance ท่อไอเสียคู่แบบ Two round twin tailpipe เฉพาะของ AMG และล้ออัลลอย AMG น้ำหนักเบาขนาด 20 นิ้ว 5 ก้านคู่ และระบบไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ที่มีหลอดไฟ LED 84 หลอดต่อข้างเทคโนโลยีขั้นสูงที่ช่วยให้ทัศนวิสัยการขับขี่ยามค่ำคืนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด

ดีไซน์ภายใน  เหมาะสมกับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ หน้าจอแบบ Widescreen cockpit  ขนาด 12.3 นิ้ว จำนวน 2 หน้าจอ ที่มาพร้อมกับระบบ COMAND Online ที่มีฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ Apple CarPlay™ และ Android Auto, พวงมาลัยแบบ AMG Performance สปอร์ตท้ายตัดหุ้มหนัง nappa และ Touchpad แบบใหม่ที่สะดวกสบาย ยิ่งกว่าเดิม และระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® surround sound system

       

มาพร้อมเบาะที่นั่งด้านหน้าแบบ AMG Performance seats ที่สามารถปรับให้กระชับกับสรีระ เพิ่มความสบายแต่แฝงด้วยความสปอร์ตอย่างลงตัว เบาะด้านหลังตกแต่งด้วยหนังสุดหรูระดับไฮ-คลาส พร้อมที่นั่งเดี่ยวที่ให้ความรู้สึกสบายและผ่อนคลาย เสมือนนั่งอยู่บนเครื่องบินชั้นธุรกิจ

นวัตกรรมและเทคโนโลยี  ของ Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4-Door Coupé ใช้เครื่องยนต์เบนซินแบบ V8 BITURBO ที่ให้พละกำลังสูงสุดถึง 639 แรงม้ายังมาพร้อมกับระบบควบคุมการเลี้ยวด้วยล้อหลัง (AMG Rear Axle Steering) AMG DYNAMIC PLUS package ที่ช่วยเสริมพลศาสตร์ยานยนต์และลักษณะรถยนต์แบบสปอร์ต นอกจากยางรองแท่นเครื่องยนต์และที่ยึดเกียร์แบบไดนามิกแล้ว แพ็กเกจดังกล่าวยังมีระบบกันสะเทือนแบบสปอร์ตที่ปรับให้แน่นขึ้น สามารถปรับได้ 3 ระดับตามสไตล์การขับขี่และสภาพถนน,  ระบบ AMG DYNAMIC SELECT ที่สามารถปรับได้ 3 โหมด คือ Sport, Sport+ และ Individual, ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist Plus), ระบบ Active Braking Assist ที่ช่วยหลีกเลี่ยงการชนกับรถยนต์คันอื่น หรือคนเดินถนนในบริเวณทางแยก, ระบบกุญแจรถยนต์แบบ KEYLESS-GO และระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Active Parking Assist) ที่มาพร้อมกับกล้อง 360 องศา

Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4Door Coupé โฉมใหม่ ใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติ AMG SPEEDSHIFT TCT 9-speed ที่มีชุดคำสั่งเฉพาะที่ช่วยให้ระยะทดกำลังเมื่อเปลี่ยนเกียร์สั้นที่สุด ซึ่งทำให้ความเร็วของรถเพิ่มขึ้นได้เร็วกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อขับขี่ในโหมด Sport+ และโหมดกำหนดเอง

รุ่นเครื่องยนต์ปริมาตร
กระบอกสูบ
(ซีซี)
แรงม้าสูงสุด
(แรงม้า/รอบต่อนาที)
แรงบิดสูงสุด
(นิวตันเมตรที่ความเร็วรอบต่อนาที)
อัตราเร่ง
0-100
กม./ชม.
ความเร็วสูงสุด
(กม. / ชม.)
Mercedes-AMG
GT 63 S 4MATIC+ 

4-Door Coupé
เบนซิน V8 
Biturbo
3,982639 /
5,500-6,500
900 /
2,500-4,500
3.2315

Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4-Door Coupé ราคา 14,990,000 บาท

 

New ADV150 สตรีทแอดเวนเจอร์ เอ.ที. เปิดตัวครั้งแรกของไทย พร้อมเปิดให้ทดลองขับขี่รอบพิเศษ

0

เอ.พี. ฮอนด้า เปิดตัว New ADV150 โมเดลใหม่ล่าสุด ภายใต้คอนเซปต์ “Discover New Excitement ชีวิตมีสองด้าน ใช้มันส์ซะ” ครั้งแรกของไทยกับสตรีทแอดเวนเจอร์ เอ.ที. ดีไซน์เฉียบคมรอบคัน สมรรถนะโดดเด่น เทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมเบรก ABS รองรับไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ที่มีความหลากหลายและชอบความท้าทายวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป ด้วยราคาแนะนำ 97,900 บาทที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ 

มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า “ด้วยแนวคิดที่มุ่งมั่นของฮอนด้าภายใต้แบรนด์คอนเซปต์ “What Stops You? มุ่งไป อย่าให้อะไรมาหยุด” เราได้พัฒนารถรุ่นใหม่เพื่อส่งมอบสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายของลูกค้าอีกครั้ง กลายเป็นที่มาของ New ADV150 รถสตรีทแอดเวนเจอร์ เอ.ที. รุ่นแรกของเมืองไทย ที่หลายคนตั้งตารอคอย”
“เราสร้างสรรค์ New ADV150 ให้เป็นรถที่ผสมผสานความเป็นไลฟ์สไตล์แบบออนแอนด์ออฟอย่างลงตัว ด้วยดีไซน์ที่ดูแข็งแกร่งมีมัดกล้าม สมรรถนะที่โดดเด่น อีกทั้งยังเพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีแห่งการขับขี่เหนือระดับ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ใหม่ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนให้กับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนเมืองแต่ชอบความท้าทายในการค้นหาสิ่งใหม่ ๆ”

New ADV150 คือรถสตรีทแอดเวนเจอร์ เอ.ที. (Street Adventure A.T.) ได้รับการพัฒนาภายใต้คอนเซปต์ “Discover New Excitement ชีวิตมีสองด้าน ใช้มันส์ซะ” ดีไซน์โฉบเฉี่ยว แข็งแกร่งบึกบึน ด้วยการออกแบบภายนอกให้ถ่ายทอด DNA จาก X-ADV สกู๊ตเตอร์รุ่นใหญ่สายลุยออกมาอย่างชัดเจน ติดตั้งระบบไฟรอบคันแบบ Full LED ดีไซน์พรีเมียม พร้อมระบบไฟ DRL (Daytime Running Light) สว่างทันทีที่สตาร์ท พร้อมระบบ ESS (Emergency Stop Signal) ไฟสัญญาณกะพริบอัตโนมัติ
       
เรือนไมล์ Full LCD ถอดแบบความพรีเมียมจากรถบิ๊กไบค์ แยกส่วนข้อมูลจำเป็นที่ระบุได้ถึงวันที่และอุณหภูมิ และส่วนแจ้งเตือนออกจากกันเพื่อการมองเห็นที่ชัดเจน แฮนด์แบบแทปเปอร์บาร์ให้ความมั่นคงแข็งแรงตามสไตล์แอดเวนเจอร์ กระจกบังลมหน้าปรับได้สองระดับช่วยลดแรงปะทะของลม เบาะนั่งสูง 795มม. ให้ทัศนวิสัยที่ชัดเจนกว่าแต่นั่งสบาย พร้อมที่เก็บสัมภาระใต้เบาะขนาด 28 ลิตร สามารถใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบหรือสัมภาระได้อย่างเต็มที่

       

มาพร้อมเครื่องยนต์ทรงพลัง eSP ขนาด 150 ซีซี 4 จังหวะ ระบบหัวฉีด PGM-FI ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้สมรรถนะดีเยี่ยม อัตราเร่งแรงเร้าใจ ขี่สนุก มาพร้อมท่อไอเสียสไตล์แอดเวนเจอร์ที่ได้รับการออกแบบให้ช่วยรีดอัตราเร่งและให้เสียงที่หนักแน่น ล้อหน้ามีขนาดใหญ่กว่าล้อหลังตามแบบฉบับรถสายลุย เสริมความปลอดภัยด้วยระบบเบรก ABS พร้อมด้วยจานดิสก์เบรกหน้า-หลังแบบคลื่นขนาด 240มม. และ 220มม. และหน้ายางใหญ่พิเศษพร้อมดอกยางที่ออกแบบให้สามารถยึดเกาะได้ดีทั้งทางเรียบและทางขรุขระ

พร้อมติดตั้งระบบกันสะเทือนหลังแบบทวินซับแท็งก์คู่จากแบรนด์ Showa ช่วยดูดซับแรงกระแทกได้เร็วและนุ่มนวลกว่า ให้การยึดเกาะที่ดี ตอบโจทย์การใช้งานบนสภาพถนนทุกรูปแบบทั้งในเมืองและนอกเมือง และยังมอบความสะดวกสบายด้วยที่ชาร์จไฟสำรองในกล่องคอนโซลขนาดใหญ่ด้านหน้า และกุญแจรีโมทแบบสมาร์ทคีย์ที่สามารถระบุตำแหน่ง ทำหน้าที่สัญญาณกันขโมย และเปิดปิดสัญญาณรีโมทได้ในตัวเดียวกัน

เอ.พี. ฮอนด้า พร้อมวางจำหน่าย New ADV150 ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป ด้วยราคาแนะนำ 97,900 บาทที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ เลือกเท่ได้ 3 เฉดสี 3 สไตล์ ได้แก่ สีแดงแอดวานซ์เร้ด สีดำทัฟแม็ตแบล็ค และสีน้ำตาลทัฟแม็ต

       

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความแตกต่าง ฮอนด้ายังได้สร้างสรรค์ชุดแต่งแบรนด์ H2C ในธีม Explorator และ Road Fighter พร้อมวางจำหน่ายเร็วๆนี้

       

นอกจากนี้ ยังขนทัพสื่อมวลชนร่วมทดสอบสมรรถนะ นำโดย มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร และ ดร.อารักษ์ พรประภา รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ที่ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า กรุงเทพฯ ถนนรามคำแหง 

       

สำหรับผู้ที่สนใจยังสามารถร่วมขอทดลองขับขี่รอบพิเศษได้ระหว่างวันที่ 2-3 พฤศจิกายน ที่ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า กรุงเทพฯ ถนนรามคำแหง ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.aphonda.co.th และเฟซบุ๊กแฟนเพจ www.fb.com/hondamotorcyclethailand

NISSAN เผยโฉมรถยนต์ต้นแบบ Ariya Concept ที่งานโตเกียว มอเตอร์โชว์ 2019

0

Nissan เผยโฉม รถยนต์ต้นแบบ อริยะ คอนเซ็ปต์ (Ariya Concept) ครอสโอเวอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า มาพร้อมมอเตอร์คู่ที่ให้อัตราเร่งทรงพลัง และเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่การันตีด้วยรางวัลต่างๆ รวมถึงรูปลักษณ์ที่ส่งสัญญาณถึงแนวทางการออกแบบใหม่ทั้งหมดของแบรนด์

อริยะ คอนเซ็ปต์ โดดเด่นด้วยความกว้างขวาง ห้องโดยสารระดับพรีเมียมพร้อมฟีเจอร์ล้ำสมัย และรูปทรงที่ถ่ายทอดความบริสุทธิ์ และสะอาดในแบบของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หลอมรวมวิสัยทัศน์ของการเดินทางส่วนบุคคลของ นิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี (Nissan Intelligent Mobility) ซึ่งระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าและความอัจฉริยะของยานยนต์จะมอบประสบการณ์การเดินทางที่ราบรื่นและปรับเปลี่ยนได้โดยปราศจากอุบัติเหตุหรือมลพิษที่เป็นอันตราย

อริยะ คอนเซ็ปต์ ออกแบบภายใต้การรวมเสาหลัก 3 ด้านของนิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี ได้แก่ ความก้าวล้ำของระบบขับเคลื่อน ความก้าวล้ำของการขับขี่ และความก้าวล้ำของการผสานเทคโนโลยี บูรณาการร่วมกับเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าระดับสูงที่ก้าวล้ำหน้าเข้ากับอีกระดับของอินเตอร์เฟซการเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์และเครื่องจักร ซึ่งมอบประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่อย่างแท้จริง

คอนเซ็ปต์คาร์คันนี้ มาพร้อมระบบขับขี่อัตโนมัติแบบโปรไพลอต 2.0 (ProPILOT 2.0) ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่รุ่นใหม่ล่าสุดของนิสสันที่ได้รับรางวัลต่างๆ และเพื่อความมั่นใจยิ่งขึ้นกับความสะดวกสบายในการขับขี่ ระบบนี้ได้ผนวกการขับขี่แบบมีระบบนำทางบนทางด่วน เข้ากับความสามารถในการขับขี่บนถนนแบบเลนเดียวโดยไม่ต้องจับพวงมาลัย

       

รูปลักษณ์ภายนอก สะท้อนถึงแนวคิดการออกแบบใหม่ ทั้งซุ้มล้อหน้าที่กว้าง พร้อมล้ออลูมิเนียมแบบ 5 แฉกขนาด 21 นิ้วพร้อมยางแบบคัสตอม ไฟหน้า LED ที่เพรียวบาง รวมถึงกระจังหน้า ที่สง่างามด้วยโลโก้พิเศษแบบเรืองแสงของนิสสัน ส่วนท้ายรถที่บึกบึน แถบไฟท้ายแบบชิ้นเดียวพร้อมโคมสีดำสนิทพาดเต็มความกว้างของด้านท้าย ซุ้มบังโคลนล้อหลังและสปอยเลอร์ที่ติดตั้งในตำแหน่งสูง มอบรูปลักษณ์อันทรงพลังให้แก่ตัวรถได้อย่างชัดเจน

       

ถึงแม้จะเป็นเพียงรถยนต์ต้นแบบ แต่ด้วยสไตล์ที่สวยงามของครอสโอเวอร์พลังงานไฟฟ้ารุ่นนี้ และภายในห้องโดยสารที่แตกต่างจากรถทั่วไป รวมถึงองค์ประกอบต่างๆของรูปลักษณ์ภายนอก รถยนต์รุ่นนี้มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาเพื่อผลิตจำหน่ายจริงในอนาคตอันใกล้

Mazda MX-30 เผยโฉมครั้งแรกในงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ 2019

0

มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น เผยโฉมรถไฟฟ้าที่จะผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นครั้งแรกภายใต้ชื่อ Mazda MX-30 ภายในงาน โตเกียว มอเตอร์ โชว์ 2019
Mazda MX-30 เป็นอีกหนึ่งในยนตรกรรมรุ่นใหม่ นับเป็นรถยนต์เจเนอเรชั่นใหม่ รุ่นที่ 3 ของมาสด้า ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่เกิดจากความความมุ่งมั่นตั้งใจ เพื่อนำเสนอประสบการณ์ที่ให้ลูกค้ารู้สึกถึงความผ่อนคลาย เป็นตัวของตัวเอง และสร้างความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคนกับรถให้มากขึ้น โดยเป็นรถยนต์ที่มุ่งสร้างช่วงเวลา และพื้นที่อันเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ จากการใช้งานรถยนต์ในรูปแบบที่หลากหลาย

ภายใต้ปรัชญา “Car as Art” Mazda MX-30 ถูกออกแบบโดยคำนึงถึงความสำคัญของการยกระดับคุณค่าทางด้านศิลปะ และถูกพัฒนาเพื่อต่อยอดแนวทางการออกแบบที่สะท้อนผ่านภาษาการออกแบบที่มีสไตล์ในแบบฉบับของมาสด้า KODO design — Soul of Motion ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Human Modern” จึงมุ่งเน้นการออกแบบบนพื้นฐานความสง่างาม เสมือนงานที่ทำด้วยมือในแบบฉบับของ Kodo แต่ยังสอดคล้องกับค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ๆ

พื้นที่ภายใน และบริเวณคอนโซลกลาง ทำให้ห้องโดยสารดูกว้างขวางมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการคัดสรรวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ วัสดุลายไม้  และผ้าที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล โดยดึงเอาจุดเด่นด้านความเป็นธรรมชาติ เพื่อออกแบบพื้นที่ภายในที่ให้ความรู้สึกสบาย นอกจากนี้ Mazda MX-30 ยังเลือกใช้ประตูแบบ Free Style เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งานในรูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างหลากหลาย

เพื่อให้สอดคล้องกับปรัชญา “Human Centric Philosophy” ที่คำนึงถึงการใช้งานและประโยชน์ใช้สอยของมนุษย์เป็นศูนย์กลาง วิศวกรของมาสด้ามุ่งมั่นที่จะส่งมอบความสนุกสนานในการขับขี่ตามปรัชญาการขับขี่ จินบะ-อิไต ในรถมาสด้าทุกคัน เช่นเดียวกับในรถไฟฟ้า Mazda MX-30 นี้ ซึ่งใช้เทคโนโลยีการขับขี่ด้วยไฟฟ้าของมาสด้า e-Skyactiv ผสานการตอบสนองที่ดีเยี่ยม กับการขับขี่ได้อย่างนุ่มนวล เพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่ผู้ที่ให้ความเพลิดเพลินและเป็นธรรมชาติ
 

BMW Motorrad ส่งข้อเสนอพิเศษ ‘ดาวน์น้อย ผ่อนสบาย’

0

BMW Motorrad Thailand จัดเต็มข้อเสนอทางการเงินสุดพิเศษ สำหรับผู้ที่กำลังมองหามอเตอร์ไซค์สมรรถนะเหนือชั้น ให้เป็นเจ้าของได้ง่าย ๆ กับแคมเปญ ‘ดาวน์น้อย ผ่อนสบาย’ สำหรับมอเตอร์ไซค์หลากหลายรุ่นที่พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การขับขี่ อาทิ

มอเตอร์ไซค์โรดสเตอร์รุ่นเล็ก บีเอ็มดับเบิลยู G 310 R,

สกู๊ตเตอร์สุดหรู บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT,

มอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร่สายลุย บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS,

บิ๊กไบค์ซูเปอร์สปอร์ตสไตล์โรดสเตอร์ บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 XR,

บิ๊กไบค์ดีไซน์สไตล์ Heritage บีเอ็มดับเบิลยู R nineT

หรือบีเอ็มดับเบิลยู K 1600 B (Grand America) มอเตอร์ไซค์ทัวริ่งสุดดุดัน

       

นอกจากนี้ ยังเอาใจลูกค้าด้วยข้อเสนอทางการเงินสุดพิเศษ ให้ได้เลือกผ่อนยืดหยุ่นตามความต้องการ เช่น บีเอ็มดับเบิลยู R 1200 GS และบีเอ็มดับเบิลยู R 1200 GS Adventure ที่มาพร้อมข้อเสนอเงินดาวน์เริ่มต้นที่ 243,750 บาท และผ่อนเบา ๆ ที่ 8,099 บาท / 60 เดือน ด้วยทางเลือกอิสระด้วยสินเชื่อแบบบอลลูน [1] เพื่อการผ่อนชำระรายเดือนที่ลดลง หรือสามารถเลือกข้อเสนอสุดพิเศษ สุดคุ้มอีก 3 ต่อ ดังนี้

  • ฟรีแพ็คเกจ BMW Motorrad Service Inclusive ระยะเวลา 3 ปี
  • ฟรี Aluminum Panniers 3 ใบ
  • ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งนาน 3 ปี [2]


ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bmw-motorrad.co.th หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ
[1] สินเชื่อแบบบอลลูนสำหรับลูกค้า บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส และ มอเตอร์ไซค์รุ่นที่ไม่รองรับสินเชื่อแบบบอลลูน คือ บีเอ็มดับเบิลยู G 310 R, บีเอ็มดับเบิลยู G 310 R (Special Color), บีเอ็มดับเบิลยู G 310 GS และ บีเอ็มดับเบิลยู G 310 GS (Special Color)
[2] ประกันภัยชั้นหนึ่งเป็นของบริษัท AXA เท่านั้น

ทดลองขับ Toyota Altis 2019 รุ่นท๊อพไฮบริด ยังคงเด่นเรื่องความประหยัด (มีคลิปวีดีโอ)

0

Toyota Altis 2019 ซีดาน C Segment รุ่นธง พัฒนาสู่เจนเนอเรชั่นที่ 12 สำหรับรุ่นท๊อพ Hybrid ย่างเข้าสู่เจนเนอเรชั่นที่ 4 ที่ยังคงโดดเด่นด้านความประหยัด ทดสอบผ่านระยะทางกว่า 250 กม. อัตราสิ้นเปลืองยังทำได้ถึง 20 กม./ลิตร รวมถึงความใหม่ สด ของนวัตกรรม TNGA ส่งผลให้ได้มาซึ่งการขับขี่ที่นุ่มนวล พร้อมอัดแน่นด้วยระบบช่วยขับขี่ต่างๆอีกเพียบ รายละเอียดต่างๆจะเป็นเช่นไรนั้นติดตามได้จากรายงาน

 
การกลับมาสู่เจนเนอเรชั่นที่ 12 ของซีดานรุ่นธงในกลุ่ม C Segment โดย บ.โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้เปิดตัวสู่สาธารณชนไปเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการชูจุเด่นด้วยรูปลักษณ์ที่ใหม่ สด พร้อมนวัตกรรมโครงสร้างแบบ TNGA รุ่นล่าสุดพัฒนามาจาก Toyota C-HR ซึ่งรายละเอียดต่างๆลองรับชมได้จากลิงค์นี้ครับ https://www.autoworldthailand.com/toyota-altis-2019/
Toyota Altis 2019 (2)
สำหรับ Toyota Corolla Altis Hybrid High ซึ่งเป็นรถยนต์ที่เราได้นำมาทดสอบสมรรถนะคันนี้ต้องบอกว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นต่อในด้านราคาจำหน่ายเมื่อเทียบกับอ๊อฟชั่นที่ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ทั้งภายนอกและภายใน มาดูกันแบบสรุปรวมๆอีกครั้งว่ามีอะไรบ้าง
Toyota Altis 2019 (4)
รูปลักษณ์ใหม่ต้อนรับเจนเนอเรชั่นที่ 12 ซึ่งมากับโครงสร้างตัวถังนวัตกรรม TNGA รุ่นที่ 3 ต่อยอดจาก Camry และ CHR มิติตัวรถมีความยาว 4,630 มม. กว้าง 1,780 มม. สูง 1,435 มม. หากเทียบกับรุ่นเดิมจะยาวกว่า 10 มม. กว้างกว่า 5 มม. แต่เตี้ยลง 25 มม. จุดศูนย์ถ่วงลดลง 10 องศา ความแกร่งของตัวถังเพิ่มขึ้น 60%
Toyota Altis 2019 (3)
Toyota Altis 2019 (5)
ในรุ่น Hybrid จะมีโคมไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์เลนส์แอลอีดี มีไฟกลางวันในตัว ทำงานไปพร้อมกับระบบเปิด-ปิด ไฟสูงอัตโนมัติ และฝังเรดาร์ที่โลโก้ เพื่อประมวลผลการทำงานของระบบระบบเตือนเมื่อผู้ขับขี่เหนื่อยล้า Driver Assist Alert,ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทางพร้อมหน่วงพวงมาลัยอัตโนมัติ,ระบบควบคุมความเร็วแปรผันอัตโนมัติ Dynamic Radar Cruise Control ปรับความเร็วตามคันหน้าจนถึงหยุดนิ่งและระบบความปลอดภัยก่อนการชนซึ่งจะทำหน้าที่ในการเบรกอัตโนมัติ
Toyota Altis 2019 (6)
ไฟท้ายมีการคาดแถบโครเมียมเพิ่มความหรูหรา ล้อแมกเดิมขนาด 16 นิ้วเปลี่ยนเป็นขนาด 17 นิ้ว
Toyota Altis 2019 (7)
Toyota Altis 2019 (8)
บริเวณรอบๆคันมีการเติมเต็มในส่วนของระบบตัวช่วยการขับขี่มากมาย ซึ่งพื้นที่รอบๆตัวรถจะมีการฝังเรดาร์และกล้องมองภาพรอบๆคันติดตั้งไว้อย่างปราณีต
Toyota Altis 2019 (9)
ด้านแบตเตอรี่นิกเกิลเมทัลไฮดรายขนาดเล็กลงแต่มีการแบ่งย่อยอกเป็น 28 โมดูล 168 เซลส์ ซึ่งสามารถถอดซ่อมแยกเป็นโมดูลได้ และย้ายที่อยู่จากด้านหลังมาเป็นใต้เบาะนั่งผู้โดยสารเพื่อความลงตัว
Toyota Altis 2019 (10)
ภายในห้องโดยสารมีการติดตั้งวัสดุซับเสียงในทุกมิติเพื่อความเงียบยิ่งกว่ารุ่นเดิมรวมถึงกระจกบานหน้าแบบ Acoustic Glass มาตรวัดเป็นแบบเรืองแสง Optriton ตรงกลางมีจอขนาด 7 นิ้ว แสดงการทำงานของระบบไฮบริดในรูปแบบของภาพสามมิติและข้อมูลการขับขี่ต่างๆ
Toyota Altis 2019 (11)
Toyota Altis 2019 (12)
คอนโซลกลางติดตั้งจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว เชื่อมต่อกับระบบนำทางอัตโนมัติและรองรับการเชื่อมต่อกับ Apple Carplay ซึ่งทำหน้าที่แสดงข้อมูลการทำงานของระบบ Hybrid ได้อีกหนึ่งช่องทาง รวมถึงระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย สำหรับระบบปรับอากาศมีเครื่องฟอกอากาศนาโนอิสามารถตรวจจับฝุ่นละออง PM 2.5 เพื่ออากาศที่บริสุทธิ์
Toyota Altis 2019 (13)
Toyota Altis 2019 (14)
Toyota Altis 2019 (15)
บริเวณคอนโซลเกียร์จะมีการติดตั้งปุ่มควบคุม EV Mode,Tracktion Control และโหมดขับขี่ในรูปแบบต่างๆรวมถึงเบรกมือไฟฟ้า และ Auto brake Hold
Toyota Altis 2019 (17)
ตัวช่วยการขับขี่จัดเต็มมาครบ มีกล้องมองภาพขณะถอยจอด ,ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง และ ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถผ่านขณะถอยหลัง ระบบเตือนเมื่อผู้ขับขี่เหนื่อยล้า Driver Assist Alert กล้องรอบคัน 360 องศา และระบบตรวจวัดแรงดันลมยาง
Toyota Altis 2019 (18)
ในส่วนของระบบไฮบริดเป็นการพัฒนาสู่เจนเนอเรชั่น 4 เป็นการทำงานระหว่างเครื่องยนต์ 1.8 ลิตรรหัส 2 ZR-FXE ความจุ 1,798 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 98 แรงม้าและแรงบิด 142 นิวตันเมตร ร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าแรงดัน 600 โวลท์ ให้พลัง 72 แรงม้า แรงบิด 163 นิวตันเมตร เมื่อรวมทั้ง 2 ระบบจะทำให้มีกำลังรวม 122 แรงม้า ระบบส่งกำลังเป็นแบบ E-CVT
Toyota Altis 2019 (19)
ระบบรองรับด้านหน้าใช้แบบแมคเฟอร์สัน หลังมัลติลิงค์ดับเบิลวิชโบน มาพร้อมระบบความปลอดภัยเต็มพิกัดทั้ง ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี Vehicle Stability Control ระบบควบคุมการทรงตัว Anti-lock Brake System ระบบป้องกันล้อล็อก Electronic Brake-force Distribution ระบบกระจายแรงเบรก Brake Assist ระบบเสริมแรงเบรก ถุงลมเสริมความปลอดภัยระบบ SRS 7 ตำแหน่งทุกรุ่น โครงสร้างตัวถังนิรภัย GOA พร้อมคานนิรภัย
Toyota Altis 2019 (20)
ก่อนเริ่มการเดินทางได้มีการสร้างความคุ้นเคยและทำการทดสอบรูปแบบต่างๆใน Toyota Driving Experience Park เริ่มด้วยการควบคุมพวงมาลัยในรูปแบบการขับขี่สลาลอม การปรับเซ็ทพวงมาลัยค่อนข้างเบามือและมีช่วงฟรีบ้างเล็กน้อย แต่ก็สร้างความคุ้นเคยได้ไม่ยากนัก
Toyota Altis 2019 (22)
ต่อด้วยการทดสอบระบบเบรค ABS และ Tracktion Control ด้วยการใช้ความเร็ว 60 กม./ชม. บนสภาพพื้นผิวที่เปียกและลื่น ทั้ง 2 ระบบทำงานได้สอดคล้องกัน เมื่อมีการเบรกด้วยความรุนแรงจนรถลื่นไถล Tracktion Control จะทำหน้าที่ช่วยลดความเร็วของล้อฝั่งในโดยการลดกำลังจากเครื่องยนต์พร้อมกับระบบเบรค ABS ช่วยไม่ให้ล้อล๊อค ส่งผลให้ควบคุมรถผ่านสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างไม่ลำบาก
Toyota Altis 2019 (23)
มาถึงการสัมผัสกับนวัตกรรม TNGA ซึ่งสะท้อนผ่านการทดสอบในรูปแบบของการขับขี่สลาลอมด้วยความเร็วพร้อมเปลี่ยนช่องทางฉุกเฉินในรูปแบบ Lane Change จากการที่ออกแบบให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำลง พร้อมกับปรับเซทระบบช่วงล่างใหม่ที่ค่อนข้างนุ่มนวล ทำให้แรงเหวี่ยงที่เกิดขึ้นนั้นน้อยลง และการโคลงตัวของรถก็ลดลงตาม จึงทำให้ควบคุมรถได้ง่ายยิ่งขึ้น สภาพเส้นทางทั้งแบบคอสะพานและพื้นผิวขรุขระ อาการสะท้านมาที่พวงมาลัยก็ลดลงเช่นกัน
Toyota Altis 2019 (24)
LTA หรือระบบช่วยควบคุมให้รถอยู่กลางเลน หากรถออกนอกเส้นทาง ระบบจะช่วยดึงพวงมาลัยกลับมาบริเวณกลางช่องทางเพื่อความปลอดภัย และ Dynamic Radar Cruise Control หากรถจอดหยุดนิ่งไม่เกิน 3 วินาทีแล้วรถข้างหน้าเคลื่อนตัว ระบบก็จะพาให้รถไต่ความเร็วตามรถคันหน้าโดยที่ไม่ต้องเหยียบคันเร่งเพิ่ม ซึ่งระบบนี้จะทำงานไปจนถึงความเร็วสูงสุด และถ้ารถคันหน้าลดความเร็วลง ระบบก็จะชะลอความเร็วพร้อมตั้งระยะห่างจากรถคันหน้าได้อีกด้วย
Toyota Altis 2019 (25)
ทดลองขับในสนามทดสอบพอหอมปากหอมคอก็ได้เวลาเดินทางไปยังพัทยาใต้ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ Veranda Resort ด้วยระยะทางรวมกว่า 200 กม. เพื่อใช้ทดสอบสมรรถนะการขับขี่แบบเดียวกับที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
Toyota Altis 2019 (26)
จากการสัมผัสระยะยาวพอที่จะสรุปได้หลายๆประเด็น เริ่มกันที่เรื่องของการเก็บเสียงภายในห้องโดยสาร ในขณะขับขี่ด้วยความเร็วไม่เกิน 120 กม./ชม.เสียงลมที่เร็ดลอดเข้ามาในห้องโดยสารนั้นค่อนข้างเงียบ ซึ่งเป็นข้อดีของการใช้วัสดุซับเสียงรวมถึงกระจกหน้าแบบ Acoustic Glass แต่หากมีการเร่งกำลังเครื่องยนต์ในรูปแบบคิ๊กดาวน์ เสียงแผดของเครื่องยนต์ยังคงมีเสียงให้ได้ยินค่อนข้างชัดเจน
Toyota Altis 2019 (27)
ด้านจอ Headup Display นอกจากแสดงความเร็ว เข็มทิศ และเส้นทางจากการใช้งานระบบเนวิเกเตอร์ ระบบ LTA หรือเตือนรถออกนอกช่องทางก็จะมีแสดงที่จอบริเวณกระจะบังลมหน้านี้ด้วย
สำหรับช่วงล่างกับการขับขี่ระยะยาว ฟิลลิ่งออกไปทางนุ่มนวลขับสบายตามสไตล์รถไฮบริดที่เน้นเรื่องความประหยัด ซึ่งหากต้องการสมรรถนะแบบสปอร์ตนั้นจะถุกปรับเซ็ทในรุ่น GR Sport ซึ่งจะได้เปรียบด้านขุมพลังที่มีแรงม้าสูง แน่นอนว่าการปรับเซทช่วงล่างนั้นจะสนองอารมณ์สปอร์ตได้ดีกว่า
Toyota Altis 2019 (28)
การทำงานของระบบไฮบริดเจนเนอเรชั่นที่ 4 จะช่วยในการประหยัดได้สูงถึง 50 % เทียบง่ายๆคือหากระยะทาง 500 กม. จะใช้เชื้อเพลิงเพียงแค่ 250 กม. ที่เหลือจะเป็นกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า ด้านอัตราสิ้นเปลืองจาก Eco Sticker เคลมไว้ที่ 23.3 กม./ลิตร แต่ในครั้งนี้ขับขี่หลากรูปแบบความเร็ว ตัวเลขที่ทำได้คือประมาณ 20.0 กม. ลิตร การทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวจะทำความเร็วได้ถึง 60 กม./ชม. ส่วนการทำงานแบบลูกผสมของเครื่องยนตืและมอเตอร์ไฟฟ้าสามารถทำความเร็วได้ถึงความเร็ว 120 กม./ชม.
Toyota Altis 2019 (31)
 
บทสรุปของการทดสอบสมรรถนะ Toyota Altis 2019 รุ่น Hybrid High นั้นมีหลายสิ่งที่น่าชื่นชมทั้งด้านของความประหยัด และตัวช่วยการขับขี่ที่เรียกได้ว่าจัดเต็ม และราคาจำหน่ายเพียง 1,099,000 บาทก็ยังถือว่าถุกกว่าคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกัน แต่ส่วนที่ควรปรับปรุงคือเรื่องของสียงเครื่องยนต์ที่แผดดังขณะที่คิ๊กดาวน์หรือต้องการใช้ความเร็ว หากปรับปรุงประเด็นนี้ก็ถือน่าจะเป้นผู้เล่นที่เข้ามาพลิกเกมส์ในตลาด C Segment ได้อย่างไร้ที่ติ
Toyota Altis 2019 (29)
ข้อมูลเทคนิค Toyota Altis Hybrid High 2019
เครื่องยนต์: เบนซินแบบ 4 สูบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.): 1,798
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 98/5,200
แรงบิดสูงสุด(นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 142/3,600
มอเตอร์ไฟ้ฟ้า (แรงม้า): 72
รวมกำลังขับ(แรงม้า): 122
ระบบส่งกำลัง: E-CVT
ระบบขับเคลื่อน: ล้อหน้า
เบรก (หน้า/หลัง): ดิสก์พร้อมครีบระบายความร้อน
ระบบกันสะเทือน (หน้า/หลัง): อิสระแม็กเฟอร์สันสตรัท/ ดับเบิลวิชโบน
ยาว/กว้าง/สูง (มม.): 4,620/ 1,775/ 1,460
ความจุถังน้ำมัน (ลิตร): 43
ราคาจำหน่าย (บาท): 1,099,000

Mitsubishi MI-Tech Concept เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งาน Tokyo Motor Show 2019

0

Mitsubishi MI-Tech Concept เป็นรถครอสโอเวอร์เปิดประทุน 2 ที่นั่งขนาดเล็ก เน้นดีไซน์ที่ถูกบึกบึกแข็งแรง มาพร้อมขุมพลังกึ่งไฮบริดแบบ Quad Motor พร้อมระบบ Dial Motor Active Yaw Control โดยจะติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าไว้ที่ล้อแต่ละข้าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่แบบออฟโรด

       

ขณะที่เครื่องยนต์สันดาปภายในจะถูกใช้สำหรับปั่นกระแสไฟฟ้าไปเก็บไว้ยังแบตเตอรี่เท่านั้น แต่ปัจจุบันยังไม่มีรายละเอียดสมรรถนะของรถต้นแบบคันนี้แต่อย่างใด

นอกจากนี้ MI-Tech ยังถูกติดตั้งระบบความปลอดภัย MI-Pilot ซึ่งสามารถแจ้งสัญญาณเตือนและข้อมูลการขับขี่ไปยังกระจกบังลมหน้า และสามารถควบคุมพวงมาลัยและระบบเบรกเพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้อัตโนมัติอีกด้วย

       

ไม่เพียงเท่านี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ยังเตรียมเผยโฉมรถต้นแบบอีกหนึ่งรุ่นเรียกว่า Super Height K-Wagon ซึ่งเป็นรถยนต์ต้นแบบ Kei-car ขนาดเล็ก ที่มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ระบุว่าได้แรงบันดาลใจมาจากรถครอสโอเวอร์และรถออฟโรดของทางค่าย

อาวดี้ ประเทศไทย เปิดตัว 2 ยนตรกรรมหรู Audi A1 Sportback และ Audi A6 Avant Black Edition 2.0L

0

อาวดี้ ประเทศไทย เปิดตัวยนตรกรรมรุ่นใหม่ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ให้ครอบคลุมทุกตลาด ส่ง The New Audi A1 Sportback 35 TFSI S line มาพร้อมเทคโนโลยีแบบจัดเต็ม และอีก 1 ทางเลือกกับ “The new Audi A6 Avant 45 TFSI quattro S line Black Edition” ยนตรกรรม Avant ที่สมบูรณ์แบบทั้งความหรูหรา ปราดเปรียว สปอร์ต อัจฉริยะ ทุกรุ่นสามารถส่งมอบได้ภายในสิ้นปีนี้
Audi A1,Audi A6 Avant (01)
Audi A1,Audi A6 Avant (02)
นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาวดี้ ประเทศไทย เผยว่า “ปี 2562 นับเป็นปีที่ 3 ของ แบรนด์อาวดี้ ในประเทศไทย พบว่าภาพรวมของ Audi ดีเกินคาด จากการที่ลูกค้าให้ความสนใจต้อนรับ และที่สำคัญคือ ความเชื่อมั่นต่อแบรนด์อาวดี้ ส่งผลให้รถที่นำเข้ามาทำตลาดมียอดจองอย่างต่อเนื่องทุกรุ่น และภายใต้กลยุทธ์เชิงรุกตั้งแต่เริ่มต้นเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ด้วยการเพิ่มความหลากหลายของสินค้า (Product Variety) ตอบสนองลูกค้าให้ครบทุกกลุ่ม”
Audi A1,Audi A6 Avant (03)
นายกฤษณะกร กล่าวต่อ “อีกหนึ่งการเฝ้ารอครั้งสำคัญของยนตรกรรม ในเซ็กเมนท์คอมแพคท์ คาร์ ครั้งนี้จึงถือโอกาสเปิดตัว The New Audi A1 Sportback 35 TFSI S line เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นอีกรุ่นที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าทั่วโลกอย่างล้นหลามในทันทีที่เปิดตัว จากความโดดเด่นทั้งการดีไซน์ รูปลักษณ์ที่สวยเท่ สปอร์ตทั้งภายนอก ภายใน มาพร้อมเทคโนโลยีครบครัน ด้วยราคาเพียง 2,149,000 บาท”
Audi A1,Audi A6 Avant (04)
The New Audi A1 Sportback เป็นพรีเมียมคอมแพคท์ คาร์ 5 ประตู อารมณ์สปอร์ต ความโฉบเฉี่ยว ที่ตัวถังภายนอกดูมีมัดกล้าม เส้นสายคมชัดเพิ่มความดุดันมากขึ้นด้วยชุดแต่ง S line อันเป็นเอกลักษณ์ของอาวดี้ ซึ่งมีขนาดยาวขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า 56 มม. โดยมีความยาวทั้งสิ้น 4.03 เมตร
Audi A1,Audi A6 Avant (05)
ความสะดวกสบายในห้องโดยสารมากขึ้น พร้อมความกว้าง 1.74 เมตร ความสูง 1.41 เมตร ช่วยให้รถมีบุคลิกสปอร์ต และยังมีผลดีต่อเรื่องของหลักอากาศพลศาสตร์ นอกจากนี้การมีฐานล้อกว้าง โอเวอร์แฮงก์สั้น กระจังหน้าแบบชิ้นเดียวที่กว้างเท่ากับช่องใต้ฝากระโปรง ซึ่งได้รับแนวคิดการผสมผสานการออกแบบของรถยนต์ Audi ในรุ่น Ur-quattro และ Sport quattro เข้าไว้ด้วยกันเพิ่มมุมมองอารมณ์สปอร์ต และแน่นอนมีผลดีอย่างยิ่งต่อด้านสมรรถนะการขับขี่เช่นกัน
Audi A1,Audi A6 Avant (10)
ขณะที่ภายในห้องโดยสาร ยังคงเอกลักษณ์ของ Audi A1 Sportback มาพร้อมกับเทคโนโลยีแบบ fully digital ที่ออกแบบโดยมีผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง ไม่เพียงแค่ความสะดวกในการควบคุมรถ แต่ยังมีความเพลิดเพลินในการเดินทาง จอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ virtual cockpit ขนาดใหญ่ 10.25 นิ้ว ระบบ MMI Radio plus พร้อมจอแสดงผลแบบสัมผัสขนาด 8.8 นิ้ว และที่สำคัญมาพร้อมระบบ Audi smartphone interface รองรับ Android Auto และ Apple CarPlay นอกจากนั้นแล้วยังรองรับการเชื่อมต่อบลูทูธ รองรับ MP3 ช่องเชื่อมต่อ USB 2 ตำแหน่ง ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ แยกอิสระ 2 โซน พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน เป็นต้น
Audi A1,Audi A6 Avant (06)
The New Audi A1 Sportback ยังมีจุดเด่นภายในห้องโดยสาร คือ พื้นที่ที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมช่วยให้การเดินทางสะดวกสบาย บรรทุกสัมภาระได้มากขึ้น โดยพื้นที่เก็บสัมภาระตอนหลังมีความจุ 335 ลิตร และเพิ่มเป็น 1,090 ลิตร เมื่อพับเบาะหลังลง
Audi A1,Audi A6 Avant (07)
ด้านขุมพลังเป็นเครื่องยนต์ TFSI 4 สูบ แถวเรียง แบบฉีดตรง พร้อมเทอร์โบชาร์จ ขนาด 1,498 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ S tronic 7 สปีด ให้อัตราเร่งที่ร้อนแรงจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 7.7 วินาที เท่านั้น และทำความเร็วสูงสุดได้ 222 กม./ชม.
Audi A1,Audi A6 Avant (08)
 
จากความโดดเด่นของ Audi A1 Sportback และเรื่องราวของความสำเร็จของรถในตระกูลนี้เชื่อว่าจะทำให้โชว์รูมอาวดี้ มีความคึกคักในทันทีที่ The New Audi A1 Sportback มาถึงโชว์รูม โดยการเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยนี้ ซึ่งทาง อาวดี้ ประเทศไทย ใช้พื้นที่ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ เป็นสถานที่เปิดตัว เพื่อเข้าถึงทุกสัมผัสรสนิยมของไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ โดยลูกค้าสามารถมาชมและสัมผัสจริงได้อย่างใกล้ชิด และเปิดให้จองเป็นเจ้าของก่อนใครได้ตั้งแต่วันที่ 21-27 ตุลาคมนี้
 
นอกจากนี้ อาวดี้ ประเทศไทย ยังตอกย้ำกระแสร้อนแรงด้วยการเปิดตัว The new Audi A6 Avant 45 TFSI quattro S line Black Edition เอกลักษณ์แห่งสมรรถนะและดีไซน์ของอาวดี้ ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจาก Audi A4 Avant โดยครั้งนี้ได้คัดเลือกออปชั่นที่จัดเต็มตรงกับความต้องการของคนไทยให้มากที่สุด
Audi A1,Audi A6 Avant (12)
การตกแต่งเต็มอารมณ์สปอร์ตด้วยชุดแต่งแบบ Black Edition อาทิ กระจังหน้า ราวหลังคา กระจกมองข้าง แถบข้างตัวรถ ที่ตกแต่งด้วยสีดำ เพิ่มความคมเข้ม สปอร์ตดุดัน และหลังคาพาโนรามิคเลื่อนเปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า ยังคงให้ความสะดวกสบายด้วยพื้นที่จัดเก็บสัมภาระกว้างขวางขนาด 565-1680 ลิตร
Audi A1,Audi A6 Avant (13)
เพียบพร้อมทั้งด้านความสะดวกสบาย สมรรถนะ เทคโนโลยี และความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นถุงลมด้านหน้า ด้านข้าง ม่านนิรภัยด้านข้าง ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS (Traction control system) ระบบควบคุมการทรง-ตัว ESC (Electronic control system with stabilization function) เซ็นเซอร์หน้า – หลังช่วยในการนำรถเข้าจอด กล้องแสดงภาพด้านหลังขณะถอยจอด ช่วงล่างแบบสปอร์ต ระบบเลือกโหมดการขับขี่ (Audi drive select)
Audi A1,Audi A6 Avant (15)
เบาะนั่งหุ้มหนัง Valcona และเบาะนั่งคู่หน้าแบบ Sports พร้อมสัญลักษณ์ S line เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้า พร้อมฟังก์ชันบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งผู้ขับขี่ ระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมียม Bang & Olufsen พร้อมระบบเสียง 3 มิติ จอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Virtual cockpit plus ขนาด 12.3 นิ้ว ระบบ MMI Navigation plus with MMI touch response พร้อมจอแสดงผลแบบสัมผัส ขนาด 10.1 นิ้วระบบ Audi smartphone interface จอควบคุมมัลติฟังก์ชันแบบสัมผัสพร้อมตอบสนองการสั่งงาน (haptic feedback) ขนาด 8.6 นิ้ว เป็นต้น
Audi A1,Audi A6 Avant (16)
The new Audi A6 Avant 45 TFSI quattro S line Black Edition มาพร้อมระบบขับเคลื่อนแบบไมล์ด ไฮบริด (mild hybrid) ที่ให้ทั้งสมรรถนะ ความประหยัด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบฉีดตรง พร้อมเทอร์โบชาร์จ ให้กำลังสูงสุด 245 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 370 นิวตันเมตร ทำงานผสานกับเกียร์อัตโนมัติ S tronic 7 สปีด ได้อย่างลงตัว อีกทั้งเสริมสมรรถนะการขับขี่ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 6.2 วินาที เท่านั้น และทำความเร็วสูงสุดได้ 250 กม./ชม. ทั้งนี้ยังมาพร้อมกับราคาสุดเซอร์ไพรส์ ให้ลูกค้าเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น ด้วยราคา 4,299,000 บาทเท่านั้น
Audi A1,Audi A6 Avant (18)
นายกฤษณะกร กล่าวเพิ่มเติม “รุ่นที่มีการเปิดตัวในครั้งนี้มีรถพร้อมส่งมอบให้ลูกค้าตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นไป จะเห็นว่าจากการทำงานร่วมกับ AUDI AG อย่างใกล้ชิด และจากผลการตอบรับแบรนด์อาวดี้ ในประเทศไทย ปีนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมในทุกด้านของอาวดี้ ซึ่งจากทิศทางของลูกค้า ไม่เพียงต้องการยนตรกรรมที่ตอบสนองสมรรถนะการขับขี่ ยังต้องการยนตกรรมที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ที่มีเอกลักษณ์ ความแตกต่าง ทัศนคติ และความสำเร็จ จึงไม่รีรอที่จะนำเสนอยนตกรรมรุ่นใหม่ๆ มาตอบโจทย์ลูกค้าและการเพิ่มยนตรกรรมในกลุ่มคอมแพคท์ คาร์ เชื่อมั่นว่าจะเติมเต็มและทำให้ลูกค้ามีความสุขกับอาวดี้มากยิ่งขึ้น”
อาวดี้ ประเทศไทย มียนตรกรรมครบทุกเซกเมนท์ โดยยนตรกรรมสปอร์ต Audi TT Coupé สปอร์ตไอคอนคูเป้แห่ง Audi ยังคงเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุด รองลงมาคือ Audi Q7, Audi Q5 และ Audi A4 Avant ที่ไม่ว่ารุ่นใดที่ได้ลองหลายคนก็ต่างติดใจในสมรรถนะและดีไซน์ ซึ่งการเปิดตัวในครั้งนี้มาพร้อมโปรโมชั่นครบทุกรุ่นสำหรับลูกค้าที่จองระหว่างวันที่ 21-27 ตุลาคม นี้ ที่ The EmQuartier และโชว์รูมอาวดี้ ทุกแห่งทั่วประเทศ ข้อเสนอพิเศษส่วนลดสูงสุด 800,000 บาท และผ่อนสบายๆ 0% สูงสุด 10 เดือน ผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ (เมื่อดาวน์ 1,000,000 บาท) (เงื่อนไขและรุ่นรถเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)
Audi A1,Audi A6 Avant (20)

เอ.พี. ฮอนด้า ผนึกมาร์เก็ตเธียร์ เปิดตัวโครงการ MC Plan Contest by A.P. Honda

0

เอ.พี. ฮอนด้า เปิดตัวโครงการประกวดแผนสื่อสารการตลาด IMC Plan Contest by A.P. Honda ครั้งที่ 12 โดยความร่วมมือจากมาร์เก็ตเธียร์ (Marketeer) สำนักข่าวและสื่อออนไลน์ทางการตลาดชื่อดังของเมืองไทย วางเป้าหมายพัฒนานักศึกษารุ่นใหม่สู่การเป็นนักการตลาดมือดีที่เก่งทั้งทฤษฏีและปฏิบัติ

มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า “ในปีนี้ เราได้เปลี่ยนชื่อการประกวดจาก Marketing Plan Contest สู่การเป็น IMC Plan Contest หรือการแข่งขันแผนสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ เพราะต้องการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้คิดมุ่งเน้นในการใช้เครื่องมือทางการตลาดให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย ภายใต้โจทย์การทำตลาดเชิงไลฟ์สไตล์มาร์เก็ตติ้ง ด้วยสินค้าที่มีอัตลักษณ์แตกต่างกว่าสินค้าทั่วไป นั่นคือรถจักรยานยนต์ภายใต้แบรนด์ CUB House ของฮอนด้า ซึ่งประกอบไปด้วย Monkey และ C125 จุดเด่นของโครงการคือ นักศึกษาจะไม่ถูกจำกัดอยู่แค่เพียงการคิดเท่านั้น แต่จะได้ลงมือปฏิบัติจริงบนพื้นฐาน 3 จริง นั่นคือสินค้าจริง ลูกค้าจริง และสถานที่จริง”

ดร.ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ นักกลยุทธ์การตลาดไอเอ็มซีชื่อดัง และที่ปรึกษาโครงการ เปิดเผยว่า “IMC Plan Contest by A.P. Honda เป็นโครงการประกวดที่น่าสนใจ โดดเด่นในแง่ของแผนงาน เน้นเจาะไปที่การสื่อสารการตลาดเชิงบูรณาการ (Integrated Marketing Communication) เป็นการประกวดที่ไม่ได้พิจารณาเพียงแค่แผนงาน แต่นักศึกษามีโอกาสได้นำแผนของตนเองไปปฏิบัติจริง ทำให้เกิดความเข้าใจและได้รับประสบการณ์จริง จึงอยากเชิญชวนให้นักศึกษาสมัครเข้ามาประกวดกันเยอะ ๆ ครับ”

สำหรับการประกวดแผนสื่อสารการตลาด IMC Plan Contest by A.P. Honda ครั้งที่ 12 เปิดโอกาสให้นิสิต และนักศึกษาที่สนใจงานด้านการสื่อสารการตลาด ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์มาประชันความสามารถ กับการประกวดวางแผนการสื่อสารการตลาดสำหรับ Monkey และ C125 จากแบรนด์ CUB House เพื่อนำความรู้มาต่อยอดความคิด วิเคราะห์ วางแผน นำเสนอ และทำให้เกิดขึ้นจริง ภายใต้โจทย์ “การสร้างแผนการสื่อสารการตลาดระหว่างปี 2020-2022 สำหรับรถ Monkey และ C125” ภายใต้แบรนด์ CUB House เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ด้วยงบประมาณสมมุติ 100 ล้านบาท

การประกวดจะแบ่งออกเป็น 3 รอบได้แก่
รอบที่ 1 (Presentation) เปิดรับแผนงานจากนิสิต นักศึกษาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 พฤศจิกายน 2562 ก่อนคัดให้เหลือ 140 แผนงาน ที่จะได้สิทธิ์ในการนำเสนอแผนงานต่อหน้าคณะกรรมการที่จะเดินสายไปตัดสินใน 5 ภูมิภาคทั่วประเทศในช่วงเดือนธันวาคม 2562 เพื่อคัดให้เหลือ 36 แผนงานที่จะได้เข้าสู่รอบต่อไป
รอบที่ 2 (Semi Final) ทีมที่ผ่านการคัดเลือกในรอบแรกทั้ง 36 ทีม จะต้องนำแผนงานบางส่วนมาปฏิบัติจริงในพื้นที่ร้าน CUB House ทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศในช่วงเดือนมกราคม 2563 ก่อนคัดเหลือเพียง 12 ทีมเข้าสู่รอบสุดท้าย
รอบที่ 3 (Final) 12 ทีมสุดท้ายที่เข้ารอบมาในฐานะตัวแทนของ CUB House แต่ละสาขา จะต้องนำเสนอไฮไลท์หรือความโดดเด่นของ Monkey และ C125 ในแบบที่ทีมได้วางแผนไว้ในแบบฉบับของ CUB House แต่ละสาขา โดยนำเสนอในพื้นที่สำคัญหรือแลนด์มาร์คใจกลางกรุงเทพฯในช่วงเดือนมีนาคม 2563

ทีมชนะเลิศอันดับ 1 จะได้รับทุนการศึกษา 150,000 บาท, อันดับ 2 จะได้รับทุนการศึกษา 100,000 บาท, อันดับ 3 จะได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท และรางวัลทุนการศึกษาชมเชยในรอบ Final ตามลำดับ นอกจากนี้ ทีมชนะเลิศ 3 อันดับแรกยังจะได้รับรางวัลพิเศษ เข้าร่วมทริปบินไปสัมผัสตำนานของรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ที่ Honda Collection Hall ประเทศญี่ปุ่นในช่วงเดือนพฤษภาคม 2563 รวมมูลค่ารางวัลในการแข่งขันรายการนี้สูงถึงกว่า 2,000,000 บาท
นิสิต นักศึกษาที่สนใจเข้าร่วมการแข่งขัน IMC Plan Contest by A.P. Honda สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.imcplancontest.com