Home Blog Page 482

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ETRAN KRAF LIMITED EDITION เชื่อมต่อรถผ่านแอปฯ ตั้งเป้า 2 แสนคันใน 10 ปี

0

อีทราน (ไทยแลนด์) ได้รับการสนับสนุนจาก ปตท. ประกาศเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมยานยนต์พลังงานสะอาด พร้อมเปิดตัว “ETRAN KRAF LIMITED EDITION” มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ศักยภาพสูงมาพร้อมเทคโนโลยี Internet of Vehicles (IoV) เชื่อมต่อรถผ่าน ETRAN Mobile application และเตรียมเผยโฉม “ETRAN PROM” เวอร์ชั่น 2 เร็ว ๆ นี้
นายสรณัญช์ ชูฉัตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีทราน (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ออกแบบพัฒนารถจักรยานยนต์ไฟฟ้า อีทราน (ETRAN) เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีรถจักรยานยนต์อยู่กว่า 22 ล้านคัน ซึ่งโดยรวมผู้ใช้งานรถจักรยานยนต์จะผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศทั้งหมด 5 หมื่นตันต่อวัน หรือ18 ล้านตันต่อปี และเพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศโลก จะต้องใช้ต้นไม้สูงใหญ่กว่า 6 เมตร จำนวนถึง 3,000 ล้านต้น ดังนั้น ปัญหามลภาวะทางอากาศที่เกิดจากการใช้รถต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันจะยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ETRAN เริ่มต้นบริษัทด้วยแนวคิด ‘Drive a better world’ ด้วยนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคตที่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้า โดยในปี 2560 ได้เปิดตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าต้นแบบเพื่อการบริการสาธารณะคันแรกของโลก ‘ ETRAN PROM’ โดยออกแบบเบาะผู้โดยสารแยกออกจากผู้ขับขี่ได้เนื่องจากรถไม่ต้องมีเครื่องยนต์
ล่าสุด ETRAN ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และได้มีการลงนามในบันทึก ข้อตกลงความร่วมมือทางรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ร่วมศึกษาตลาดรถไฟฟ้า พัฒนาต้นแบบ แลกเปลี่ยนเทคโนโลยี ปรับปรุงคุณภาพสินค้า และรูปแบบธุรกิจต่าง ๆ รวมทั้งรูปแบบการชาร์จที่จะร่วมสร้างมาตรฐานในการชาร์จ 
               
พร้อมกันนี้ได้เปิดตัว “ETRAN KRAF LIMITED EDITION” รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าศักยภาพสูง สุดยอด สมรรถนะสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในสไตล์ NEO CAFÉ RACER ผลิตในเบื้องต้นเพียง 300 คัน มี 3 Series และมี 7 สีให้เลือก โดยแต่ละคันจะมีหมายเลขเฉพาะที่ตัวถังและโครงเหล็ก สามารถส่งมอบลูกค้าภายในไตรมาสแรกของปี 2563 จำหน่ายในราคา 150,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) มาพร้อมกับคุณลักษณะของ ETRAN ได้แก่ 
ด้านสมรรถนะ (Performance) โดดเด่นด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า In Wheel Dc Motor ขนาด 7 กิโลวัตต์ ส่งแรงบิดสูงสุดที่ 150 นิวตัน-เมตร ขนาด 12 นิ้ว ใช้กระแสไฟฟ้าขับเคลื่อน 72 Vdc สามารถเร่งได้สูงสุด 130 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในโหมดการขับขี่แบบ Turbo ที่จ่ายไฟต่อเนื่อง 350A เหมาะกับการใช้งานโดยเฉพาะในเมือง
สำหรับแบตเตอรี่ LiMn2O4 ขนาดความจุ 2.88 kWh แรงดันไฟ 40A ถือเป็นแบตเตอรี่ที่ทรงพลังที่สุดในปัจจุบัน สามารถขับขี่ต่อเนื่องได้สูงสุด 180 กิโลเมตรต่อการเติมประจุ 1 ครั้ง พร้อมการชาร์ทไฟที่ทำได้ 2 ระบบเป็นครั้งแรกของโลก คือ Type2 และ AC ในเครื่องเดียวกัน สามารถเติมแบตเตอรี่เต็มภายใน 1-2 ชั่วโมงเมื่อใช้กับตู้ที่รองรับที่แรงดันไฟสูงสุด 20A และะสามารถชาร์จปลั๊กไฟบ้านมาตรฐานที่ 8A เต็มภายใน 3-4 ชั่วโมงได้อย่างปลอดภัย

สร้างประสบการณ์สุดล้ำ (Experience) ด้วยระบบ ETRAN IoV (Internet of Vehicle) แสดงผลชัดเจนและปรับแต่งรูปแบบการขับขี่ได้ทันทีพร้อมเชื่อมต่อรถผ่าน ETRAN Mobile application เปลี่ยนประสบการณ์การขับขี่ของรถไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งการยืนยันตัวตน การเริ่มต้นการใช้งาน การแสดงสถานะ บอกตำแหน่ง แจ้งเตือน เมื่อมีการเคลื่อนรถ ค้นหาจุดชาร์จ พร้อมแสดงสถานะจุดชาร์จ และสามารถเรียกบริการฉุกเฉิน ดูประวัติการบริการ พร้อมแจ้งเตือนเมื่อใกล้ครบระยะ และการจองบริการได้ทันที สามารถแชร์ข้อมูลให้ผู้อื่นได้ด้วย พร้อมทั้งรองรับการทำรถเช่าด้วยระบบ Fleet management ที่เชื่อมต่อผ่านระบบ 3G ตลอดเวลา
ความยั่งยืน (Sustainability) บริษัทฯ คว้ารางวัล 2019 APAC25 ของ Cleantech Group ในกลุ่มบริษัทเอกชนที่ใช้นวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนในระดับโลก พร้อมทั้งยังเดินหน้าพัฒนาพลาสติกที่เป็นส่วนหนึ่งของ Circular Economy โดยนำมาจากทะเลของไทย และ Bioplastic ที่ย่อยสลายได้ง่าย เนื่องจากชิ้นส่วนของจักรยานยนต์ที่แตก ไม่สามารถซ่อมได้เหมือนตัวถังรถยนต์ จึงทำให้เกิดขยะจำนวนมาก

ด้านการบริการและการรองรับการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของลูกค้า ETRAN มีแผนธุรกิจด้านที่ชาร์จไฟ ที่จะติดตั้งให้ครอบคลุมตามสถานที่ต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกอาคาร โดยจะใช้เทคโนโลยี Type2 จ่ายไฟสูงสุด 36A รองรับการชาร์จ ETRAN ทุกรุ่นและรถยนต์ไฟฟ้าของลูกค้าได้ด้วย พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ได้ร่วมสร้างมาตรฐานในการชาร์จ โดยพัฒนาร่วมกับ ปตท. สำหรับการบริการหลังการขายจะเป็นรูปแบบ Onsite Service ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตลอด 24 ชั่วโมง
ทั้งนี้ ETRAN ตั้งเป้าหมายยอดขายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจำนวน 200,000 คัน หรือคิดเป็น 1% ของจำนวน จักรยานยนต์ในประเทศไทย ภายใน 10 ปี โดยได้มีการปรับแบรนด์ให้สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ด้วยการเปลี่ยนตราสัญลักษณ์ใหม่ จากแนวคิดเริ่มต้นด้วย ETRAN: Drive a better world มาเป็น ETRAN: Connect the world ผ่านวงกลมสองวงสีแดง เชื่อมต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ETRAN กำลังพัฒนา ETRAN PROM รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าโฉมใหม่เพื่อให้การบริการสาธารณะเวอร์ชั่น 2 และจะเผยโฉมในเร็ว ๆ นี้

พา Mitsubishi Pajero Sport 2019 ไปลุยหนัก พร้อมจัดเต็มกับ Super Select 4WD II

0

Mitsubishi Pajero Sport 2019 พีพีวีที่ได้รับการปรับปรุงในรูปแบบ Minorchange ล่าสุด ที่มาพร้อมการเติมเต็มอุปกรณ์และตัวช่วยการขับขี่ที่ทันสมัย ซึ่งท้าทายการจัดหนักกับบททดสอบเพื่อสัมผัสฟีเจอร์ที่หลากหลาย และตัวช่วยการขับขี่อย่างระบบ Super Select 4WD II บนเส้นทางออฟโรดในป่าแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี
Mitsubishi Pajero Sport 2019 (2)
หลังจากที่ บริษัท มิตซูบิชิ ประเทศไทย จำกัด ได้ทำการเปิดตัว Mitsubishi Pajero Sport ไปเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งทาง www.autoworldthailand.com ได้นำเสนอถึงการเปลี่ยนแปลงของรถยนต์รุ่นนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยและการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้มีอะไรสามารถรับชมได้ที่ลิงค์ https://www.autoworldthailand.com/mitsubishi-pajero-sport-2019/
Mitsubishi Pajero Sport 2019
ถึงเวลาของการทดสอบสมรรถนะเพื่อสัมผัสกับฟีเจอร์ใหม่ๆและลองใช้งานตัวช่วยบนเส้นทางลุยอย่างระบบ Super Select 4WD II เพื่อทำกิจกรรมสร้างโป่งเทียมให้กับสัตว์ป่า บริเวณห้วยคมกฤต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอช.แก่งกระจาน
Mitsubishi Pajero Sport 2019 (1)
เริ่มต้นการเดินทางกันที่ถนนสาธร ออกไปยังถนนพระราม 2 และตัดเข้าอช.แก่งกระจานตามเส้นทางอ.หนองหญ้าปล้อง ก่อนเข้าสู่เส้นทางลุย
Mitsubishi Pajero Sport 2019 (3
มาดูฟีเจอร์ตามการใช้งานจริงกันก่อน ในส่วนของตำแหน่งผู้ขับขี่มีการขยายให้กว้างขึ้นประมาณ 105 มม. ทำให้หัวเข่าและข้อศอกมีพื้นที่กว้างและสะดวกสบายมากขึ้นกว่าเดิม สวิตช์ควบคุมกระจกไฟฟ้าในตำแหน่งของผู้ขับขี่นั้นสามารถควบคุมกระจกทั้ง 4 บาน ในรูปแบบออโตเมติก ซึ่งจะควบคุมได้จากตำแหน่งผู้ขับขี่เท่านั้น
Mitsubishi Pajero Sport 2019 (4)
ฝาท้ายแบบ Hand Free เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์มาใหม่ นอกจากเปิดด้วยการใช้ขาสั่งการตรงไปยังเซ็นเซอร์ใต้มุมกันชนทั้งซ้ายและขวา ยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบ M Connect ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นในการเปิด-ปิด ฝาท้ายจากสมาร์ทโฟน ซึ่งสามารถดาว์นโหลดฟีเจอร์นี้ได้ทั้งระบบ Android Auto และ IOS
Mitsubishi Pajero Sport 2019 (5)
สำหรับ M Connect ยังมีคุณสมบัติเด่นมากมายทั้งการค้นหาตำแหน่งของรถ รวมถึงแจ้งเตือนการทำงานของระบบต่างๆ อาทิ อัตราบริโภคเชื้อเพลิง,ระยะการเดินทาง และหากไฟส่องสว่างยังไม่ได้รับการปิดสวิตช์ แอพพลิเคชั่นนี้ก็จะมีการแจ้งเตือน ทั้งยังสามารถตรวจสอบสถานะของรถ รวมถึงติดต่อไปยังศุนย์บริการรวมถึงหน่วยกู้ภัยหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด
Mitsubishi Pajero Sport 2019 (6)
ชุดมาตรวัดก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กันเพราะเป็นหน้าจอแอลซีดีขนาด 8 นิ้วปรับการแสดงได้ถึง 3 รูปแบบ และยังสามารถแสดงการทำงานของวิทยุและเนวิเกเตอร์ซึ่งมีทีเด็ดคือสัญญาณเตือนกล้องตรวจจับความเร็วซึ่งติดตั้งบนถนนหลวงทุกเส้นทางทั่วไทย
Mitsubishi Pajero Sport 2019 (7)
Mitsubishi Pajero Sport 2019 (8)
Mitsubishi Pajero Sport 2019 (9)
จอทัชสกรีนบริเวณคอนโซลกลางขนาด 8 นิ้วนอกจากแสดงการทำงานของวิทยุและเนวิเกเตอร์ ยังทำหน้าที่เป็นมอนิเตอร์ของระบบกล้องมองภาพ 360 องศา ซึ่งแสดงภาพได้สมจริง ฟีเจอร์นี้จะลิงค์ไปกับระบบ M Connect ซึ่งสามารถแสดงภาพได้ที่สมาร์ทโฟนอีกด้วย
Mitsubishi Pajero Sport 2019 (11)
จอโทรทัศน์ด้านบนหลังคาบริเวณที่นั่งผู้โดยสารแถวที่ 2 เป็นขนาด 12.1 นิ้ว รองรับทั้ง HDMI และ USB รวมถึงสามารถลิงค์ภาพหน้าจอจากสมาร์ทโฟนมาแสดง และยังสามารถแยกส่วนของเสียงเพื่อการรับชมแบบส่วนตัวโดยมี หูฟังและรีโมทคอนโทรลติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อให้ผุ้ขับขี่มีสมาธิมากที่สุด
Mitsubishi Pajero Sport 2019 (12)
ฟีเจอร์ต่างๆที่เกริ่นนำไว้คร่าวๆเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของอุปกรณ์ที่เพิ่มเติมในโมเดลนี้ แต่การใช้งานจริงยังสามารถสัมผัสถึงความแตกต่างของการควบคุมเมื่อเทียบกับโมเดลปี 2018 ซึ่งสมรรถนะการยึดเกาะถนนนั้นมีการปรับแต่งในส่วนของสปริงและน้ำมันในกระบอกโช๊คอัพใหม่ ทำให้การยึดเกาะถนนนั้นแน่น หนึบ กว่ารุ่นเดิมที่ค่อนข้างนุ่ม
Mitsubishi Pajero Sport 2019 (13)
ด้านสมรรถนะของเครื่องยนต์Mivec Clean Diesel ขนาด 2.4 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 181 แรงม้าที่ 3,500 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิด 430 นิวตันเมตรที่ 2,500 รอบต่อนาทีทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะพร้อม Sport Mode และ Paddle Shift ทำงานราบลื่นและนุ่มนวล แต่ในส่วนของระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยนั้นมีขนาดเล็กและไม่หมุนตามพวงมาลัยการเปลี่ยนเกียร์ในขณะที่หมุนพวงมาลัยนั้นลำบากไปสักนิด
Mitsubishi Pajero Sport 2019 (13)
มาถึงการเข้าพื้นที่ทุรกันดาร ซึ่งระบบ Super Select 4WD II จะเข้ามามีบทบาทสำคัญเนื่องจากเป็นระบบอัจฉริยะที่จะปรับรูปแบบการทำงานของเครื่องยนต์ เกียร์ และระบบขับเคลื่อนตามสภาพเส้นทาง ซึ่งมีให้เลือกมากมายทั้ง Gravel ในรูปแบบของทางลูกรัง, Sand สำหรับทางทรายที่มีสภาพพื้นผิวร่วนซุย,Mud/Snow สำหรับทางหิมะหรือโคลนที่ต้องการแรงบิดสูงจากเครื่องยนต์ และ Rock ซึ่งเป็นเส้นทางการปีนหิน
Mitsubishi Pajero Sport 2019 (14)
ระบบขับเคลื่อนให้เลือกถึง 4 รูปแบบ เริ่มจาก 2WD หรือระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง ใช้ขับเคลื่อนในการใช้งานทั่วไป
4H หรือระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบฟูลไทม์ เหมาะสำหรับการเดินทางที่ต้องการเพิ่มการยึดเกาะถนนหรือขับขี่ในขณะที่เส้นทางเปียก ลื่น
4HLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ถ่ายทอดกำลังโดยมีระบบ Center Differential Lock ทำหน้าที่ส่งกำลังไปยังล้อหน้าและหลังแบบ 50/50
4 LLC ระบบนี้ Center Differential Lock ยังคงทำหน้าที่ในการถ่ายกำลังแต่จะเพิ่มอัตราทดให้สูงขึ้น สำหรับสภาพทางโหด มีโคลน เนินสลับและมีความลาดชันมากๆ
สภาพเส้นทางจากปากทางบริเวณอช.แก่งกระจานไปยังปลายทางที่ห้วยคมกฤษ ระยะทางประมาณ 30 กม. แต่ต้องใช้เวลาเดินทางร่วมชั่วโมงเนื่องจากสภาพทางเป็นแบบอ๊อฟโรด หนำซ้ำยังมีเม็ดฝนโปรยปรายตลอดเส้นทาง แน่นอนว่าการเดินทางบนเส้นทางทุรกันดานแบบนี้กว่าจะผ่านไปได้ต้องทุลักทุเลขึ้นเป็นเท่าตัว
Mitsubishi Pajero Sport 2019 (15)
ฝนที่ทำหน้าที่ชะล้างหน้าดินบนสภาพเส้นทางออฟโรดแบบนี้ ทำให้ดินอุ้มน้ำและบางช่วงยังกลายสภาพเป็นโคลน ลำห้วยกว้างประมาณ 10 ม.หลายแห่งที่ได้เดินทางผ่าน ได้เพิ่มระดับน้ำให้สูงและมีความเชี่ยวกราดยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม
Mitsubishi Pajero Sport 2019 (16)
ระบบขับเคลื่อน 2H ซึ่งถูกเปลี่ยนให้เป็น 4H และมีความจำเป็นที่จะต้องปรับเป็น 4HLc เนื่องจากสภาพพื้นดินตามภาษาชาวบ้านที่เรียกว่า “ดินหนังหมุ” มีระยะทางยาวขึ้นกว่าเดิม โหมดนี้ระบบจะปรับเปลี่ยนมาที่ Gravel ซึ่งทำงานอัตโนมัติ ทำให้ผ่านพ้นเส้นทางแบบนี้ไปได้อย่างไม่ยากเย็น
Mitsubishi Pajero Sport 2019 (16)
แต่สถานการณ์บางช่วงนั้นสาหัสเกินกว่าที่จะใช้งาน 4HLc เพราะฉะนั้น ถึงเวลาที่ 4LLc ต้องเป็นระบบขับเคลื่อนหลัก สภาพเส้นทางที่เป็นโคลนเหลว เรียกว่าลงเดินยังลำบาก โหมดการขับขี่อย่าง Mud/Snow ถูกเรียกมาใช้งาน โดยก่อนที่จะเข้าระบบต้องหยุดรถก่อนทุกครั้ง และควรใช้ความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม.เพื่อเป็นการรักษาฟันเฟืองที่อยู่ในเกียร์ฝาก เนื่องจากมีการถ่ายเทกำลังและเพิ่มอัตราทดให้สูงขึ้น
Mitsubishi Pajero Sport 2019 (17)
การขับขี่ในรูปแบบนี้นอกจากห้ามใช้คันเร่งรุนแรง การควบคุมพวงมาลัยต้องคอยหักไปมา เพื่อให้หน้ายางได้สัมผัสกับพื้นผิวได้มากที่สุด การเดินทางในรูปแบบคาราวานแบบนี้ดีอย่างคือหากใครติดหล่มก็จะมีคนคอยช่วยเหลือ และคันหน้าก็จะเปิดเส้นทางให้คันต่อไปได้ขับขี่ตามไลน์เดิม ถ้าผู้ขับขี่ควบคุมคันเร่งให้เนียน ระบบขับเคลื่อนก็จะทำหน้าที่ของมันอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
Mitsubishi Pajero Sport 2019 (17)
แต่ในรุ่นท๊อพ (GT Premium 4WD) ยังมีอาวุธลับอย่าง Rear Differential Lock ที่คอยทำหน้าที่ในการล๊อกเฟืองท้าย พูดง่ายว่าหากล้อฝั่งหนึ่งลอย ระบบก็จะทำหน้าที่ส่งกำลังเครื่องยนต์ไปเท่ากัน ซึ่งปกติกำลังของเครื่องยนต์จะถูกถ่ายเทไปยังล้อฝั่งที่ลอยมากกว่าฝั่งที่ติดพื้น แต่การเดินทางในครั้งนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้อาวุธลับนี้
Mitsubishi Pajero Sport 2019 (17)
การเดินทางสร้างโป่งเทียมให้กับสัตว์ป่าในอช.แก่งกระจานก็สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี แม้สภาพเส้นทางจะทุลักทุเลและตื่นตาตื่นใจขนาดไหน Mitsubishi Pajero Sport 2019 ก็ยังเป็นพาหนะที่นำพาคาราวานบุญไปได้ตลอดลอดฝั่ง และภารกิจลุยหนักก็ปิดทริพได้อย่างปลอดภัย
Mitsubishi Pajero Sport 2019 (22)
บทสรุปของการพิสูจน์สมรรถนะของ Mitsubishi Pajero Sport 2019 นอกจากการเพิ่มเติมในส่วนของฟีเจอร์การใช้งานที่เรียกได้ว่าระบบต่างๆนั้นมาเต็มอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ด้านของ Super Select 4WD II เรียกได้ว่าเป็นระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะที่ทำให้การเดินทางในครั้งนี้ไปได้และกลับถึง แม้สภาพเส้นทางจะสาหัสกว่าที่คิด แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับรถคันนี้ ส่วนการติติงมีเพียงเล็กน้อยในเรื่องของแพดเดิลชิฟท์ที่มีขนาดเล็กและไม่หมุนตามพวงมาลัย รวมถึงกระจกไฟฟ้าที่ควรเป็นแบบอัตมัติทั้ง 4 บาน
Mitsubishi Pajero Sport 2019 (23)
ข้อมูลทางเทคนิค: Mitsubishi Pajero Sport GT Premium 4WD
เครื่องยนต์:      Mivec Clean Diesel Turbo Commonrail
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.):        2,442
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที):         181/3,500
แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที):          430/ 2,500
ระบบส่งกำลัง:  อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อม Sport Mode และ Paddle Shift
ระบบขับเคลื่อน: สี่ล้อ พร้อมระบบ Super Select 4WD II
ระบบกันสะเทือน(หน้า/หลัง): ดับเบิลวิชโบน /ทรีลิงค์ ทอล์คอาร์ม
เบรก(หน้า/หลัง):        ดิสก์/ดิสก์
ยาว/กว้าง/สูง(มม.):       4,785×1,815 x1,805
ราคา (บาท):     1,599,000
ตัวแทนจำหน่าย:          บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
Mitsubishi Pajero Sport 2019 (24)

All-New Chevrolet Captiva ราคาเริ่มต้น 9.99 แสน พร้อมจำหน่ายทั่วประเทศ 4 ตุลาคม นี้

0

All-New Chevrolet Captiva  รถอเนกประสงค์ที่มาพร้อมกับพื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง สไตล์โฉบเฉี่ยว และเทคโนโลยีอัจฉริยะ ด้วยราคาเริ่มต้นต่ำกว่า 1 ล้านบาท พร้อมข้อเสนอพิเศษส่วนลด 40,000 บาท อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.89% และฟรีประกันชั้น 1 นาน 1 ปี 

  • รุ่น LS มีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 999,000 บาท (เพิ่ม 30,000 บาท สำหรับรุ่น 7 ที่นั่ง)
  • รุ่น LT ราคาจำหน่าย 1,099,000 บาท
  • รุ่นสูงสุด Premier ราคาจำหน่าย 1,199,000 บาท


ข้อเสนอพิเศษ สำหรับลูกค้าที่จอง All-New Chevrolet Captiva มอบส่วนลด 40,000 บาท สำหรับลูกค้า 300 ท่านแรกที่จองรุ่น LS และลงทะเบียนรับส่วนลดที่โชว์รูมเชฟโรเลต โปรแกรมเช็คระยะ 50,000 กิโลเมตร หรือ 30 เดือน แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน สำหรับรุ่น LT และ Premier  นอกจากนี้ เชฟโรเลตยังมอบอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.89% และฟรีประกันชั้น 1 นาน 1 ปี สำหรับลูกค้า แคปติวา ใหม่ ทุกรุ่น* ข้อเสนอพิเศษนี้สำหรับลูกค้าที่จอง เชฟโรเลต แคปติวา ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2562 ถึง 6 ตุลาคม 2562 เท่านั้น*

       

ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง อเนกประสงค์ยิ่งขึ้น และตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ทันสมัย
ความกว้างขวาง โอ่โถง พร้อมแนวหลังคาสูง และหลังคาพาโนรามิก ซันรูฟ มอบความรู้สึกโปร่งสบายและมีชีวิตชีวา เปิดรับความงดงามของแสงธรรมชาติจากภายนอกเข้าสู่ภายในห้องโดยสาร พื้นที่กว้างขวางและเบาะนั่งที่สะดวกสบายสำหรับรุ่น 5 ที่นั่ง (รุ่น LS) หรือ 7 ที่นั่ง (รุ่น LT และ Premier) รองรับการบรรทุกและใช้งานหลากหลายรูปแบบ และสามารถจัดเก็บสัมภาระขนาดใหญ่ได้สูงสุดถึง 587 ลิตร
All-New Chevrolet Captiva
โดยรุ่น Premier มาพร้อมพวงมาลัยหุ้มหนัง ปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ Push Start จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ดิจิทัลที่ปรับแต่งได้ อ่านได้ง่ายและเห็นชัดเจน แผงคอนโซลกลางโดดเด่นด้วยหน้าจออินโฟเทนเมนท์ระบบสัมผัสขนาด 10.4 นิ้ว ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน  สามารถแสดงผลจากสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ มีระบบการใช้งานโทรศัพท์แบบแฮนด์ฟรี และทำให้ผู้ขับขี่สามารถพูดคุยโทรศัพท์โดยไม่ต้องละสายตาจากท้องถนน และรองรับแอพพลิเคชั่นต่างๆ (รองรับ Apple CarPlay ต้นปี 2563) 

       All-New Chevrolet Captiva

เชฟโรเลต แคปติวา ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ เบนซิน เทอร์โบชาร์จเจอร์ 1.5 ลิตร ที่ล้ำสมัย มีประสิทธิภาพและพละกำลังในการขับขี่ ทำงานร่วมกับระบบเกียร์แปรผันอัจฉริยะใหม่ ซีวีที 8 สปีด มอบประสบการณ์และสมรรถนะในการขับขี่ที่ลงตัวกับรูปลักษณ์ภายนอกที่มีสไตล์   โดดเด่น และภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ
All-New Chevrolet Captiva
ลูกค้าสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทร 1734 กด 5 หรือที่ผู้จัดจำหน่ายเชฟโรเลตใกล้บ้านท่าน หรือ www.chevrolet.co.th/cars/captiva/suv-captiva.html 

Porsche Taycan ยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าสมบูรณ์แบบ เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่พร้อมกัน 3 ทวีปทั่วโลก 

0

Porsche Taycan ยนตรกรรมสปอร์ต 4 ประตูซาลูนที่เปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมรองรับการใช้งานในทุกกิจกรรมของชีวิตประจำวัน โดยโมเดลแรกสำหรับการเปิดตัวในฐานะยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุด คือ ปอร์เช่ ไทคานน์ เทอร์โบ เอส และ ปอร์เช่ ไทคานน์ เทอร์โบ พลังขับเคลื่อนซึ่งได้รับการถ่ายทอดจากรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของปอร์เช่ หรือ Porsche E-Performance นี่คือรถสปอร์ตที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสายการผลิตปกติของปอร์เช่ ในส่วนของรถสปอร์ตพลังไฟฟ้าขับเคลื่อน 4 ล้อ รุ่นย่อยอื่นๆ กำลังจะทยอยเปิดตัว คือ ปอร์เช่ ไทคานน์ ครอส ทัวริสโม่ ซึ่งจะเผยโฉมในช่วงปลายปีหน้า ทั้งนี้ ก่อนปี 2022 ปอร์เช่จะทุ่มงบลงทุนในส่วนของการพัฒนาคิดยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า เป็นเม็ดเงินจำนวนมากกว่า 6,000 ล้านยูโร สมรรถนะชั้นเลิศที่มาพร้อมประสิทธิภาพเหนือระดับ

Porsche Taycan รถสปอร์ตจากสายการผลิตปกติรุ่นแรกที่ได้รับการติดตั้งระบบไฟฟ้าแรงขับเคลื่อนสูง 800 โวลต์ พร้อมระบบชาร์จพลังงานย้อนกลับ high-power charging network จะทำหน้าที่สะสมพลังงานให้แก่แบตเตอรี่ด้วยไฟฟ้ากระแสตรง direct current (DC) ภายในระยะเวลาเพียง 5 นาที จนสามารถเดินทางได้เป็นระยะสูงสุดกว่า 100 กิโลเมตร (ทดสอบตามมาตรฐาน WLTP)
ในการชาร์จพลังงานตั้งแต่ความจุแบตเตอรี่ 5 – 80 เปอร์เซ็นต์ SoC (state of charge)  ภายใต้สภาพแวดล้อมปกติ และมีกำลังไฟฟ้าสูงสุด (peak) ที่ 270 กิโลวัตต์ ประสิทธิภาพความจุโดยรวมของแบตเตอรี่อยู่ที่ 93.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง ใช้ระยะเวลาเพียง 22.5 นาที นอกจากนี้ ยังสามารถชาร์จพลังงานได้อย่างสะดวกสบายผ่านไฟฟ้ากระแสสลับ alternating current (AC) ขนาด 11 กิโลวัตต์ ที่ใช้อยู่ในที่พักอาศัยทั่วไป

ปอร์เช่ ไทคานน์ เทอร์โบ เอส และ ปอร์เช่ ไทคานน์ เทอร์โบ รถสปอร์ตพลังไฟฟ้าขับเคลื่อน 4 ล้อ all-wheel-drive ทั้ง 2 รุ่น สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในรุ่น เทอร์โบ ให้พละกำลังสูงสุด 680 แรงม้า (500 กิโลวัตต์) ให้อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในระยะเวลา 3.2 วินาที พิสัยการเดินทางสูงสุดในรุ่นโดยทำระยะทางได้กว่า 450 กิโลเมตร (ทดสอบตามมาตรฐาน WLTP)
สำหรับรุ่นเรือธง เทอร์โบ เอส พกพาพละกำลังสูงสุดกว่า 761 แรงม้า (560 กิโลวัตต์) เพิ่มพลังด้วยฟังก์ชัน overboost ทำงานร่วมกับระบบช่วยออกตัว Launch Control ให้อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 2.8 วินาที และทำระยะทางได้สูงสุดที่ 412 กิโลเมตร
     
ปอร์เช่ ไทคานน์ เทอร์โบ เอส และ ปอร์เช่ ไทคานน์ เทอร์โบ พร้อมรับคำสั่งซื้อแล้ววันนี้ ราคาจำหน่ายขึ้นอยู่กับอุปกรณ์มาตรฐาน และภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โชว์รูมปอร์เช่ เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ทุกสาขา

Toyota Altis 2019 เปิดตัวพร้อมราคาเริ่มต้นที่ 829,000 บาท (มีคลิปวีดีโอ)

0

Toyota Altis 2019 ชูจุดเด่นนวัตกรรม TNGA รุ่นที่ 3 ต่อจาก Camry และ CHR เปิดตัวพร้อมกัน 3 เครื่องยนต์ ขนาด 1.6 ลิตร 132 แรงม้า ขนาด 1.8 ลิตร 142 แรงม้า และ และขนาด 1.8 ลิตร ทำงานร่วมกับระบบไฮบริดเจนเนอเรชั่นที่ 4 ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า โดดเด่นด้านการประหยัด โดยจะเข้ามามีบทบาทในฐานะ “ผู้เล่นที่จะมาเปลี่ยนเกมส์ในตลาด C Segment” ได้หรือไม่

 
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด จัดงานเปิดตัว All New Toyota Corolla Altis ตามคอนเซ็ปต์ “Make a New High-ข้ามขีดสุดที่เหนือกว่า ซึ่งมาพร้อมดีไซน์ภายนอกโดดเด่น ภายในกว้างขวาง พร้อมด้วยฟังก์ชันที่สะดวกและครบครัน ระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกรุ่นล่าสุด (Toyota Safety Sense) และถือเป็นครั้งแรกที่มาพร้อมกับระบบไฮบริดรุ่นล่าสุด ในเจเนอเรชั่นที่ 4
Toyota Altis 2019 (2)
Toyota Altis 2019 แบ่งออกเป็น 6 รุ่นได้แก่ Hybrid High, Hybrid Mid, Hybrid Entry,1.8 GR Sport,1.6 G และ Limo ซึ่งแบ่งขุมพลังออกเป็น 3 รุ่น ดังนี้
ในรุ่น 1.6 G และ Limo ใช้เครื่องยนต์รหัส 1ZR-FAE ในรูปแบบของ Dual VVT-i ขนาด 1,598 ซีซี 125 แรงม้าที่ 6,050 รอบ แรงบิด 159 นิวตันเมตรที่ 4,200 รอบ ส่งกำลังผ่านเกียร์อตโนมัติ CVT รองรับเชื้อเพลิงอี 85
Toyota Altis 2019 (3)
ส่วน 1.8 GR Sport เครื่องยนต์รหัส 2 ZR-FE Dual VVT-i ขนาด 1,798 ซีซี 140 แรงม้าที่ 6400 รอบ แรงบิด 173 นิวตันเมตรที่ 4000 รอบ ส่งกำลังผ่านเกียร์ Super CVT-i พร้อม Sequential Shift ซอยเกียร์เป็น 7 จังหวะ รองรับเชื้อเพลิงอี 85
Toyota Altis 2019 (5)
และอีก 3 รุ่น ได้รับการติดตั้งระบบไฮบริดเจน 4 ที่โดดเด่นด้านความเงียบและประหยัด มาจากเครื่องยนต์ 1.8 ลิตรรหัส 2 ZR-FXE ความจุ 1,798 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 98 แรงม้าและแรงบิด 142 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าแรงดัน 600 โวลท์ ให้พลัง 72 แรงม้า แรงบิด 163 นิวตันเมตร เมื่อรวมทั้ง 2 ระบบจะทำให้มีกำลังรวม 122 แรงม้า
Toyota Altis 2019 (5)
ระบบส่งกำลังเป็นแบบเกียร์ E-CVT แบตเตอรี่ใช้ Nickel Metal Hydride แรงดัน 201.6 โวลท์ ทำอัตราสิ้นเปลืองได้สูงสุดถึง 23.3 กม./ลิตร และรองรับเชื้อเพลิงอี 20
Toyota Altis 2019 (6)
Toyota Altis 2019 ถือเป็นการปรับโฉมใหม่ในเจนเนอเรชั่นที่ 12 ซึ่งมาโครงสร้างตัวถังนวัตกรรม TNGA รุ่นที่ 3 ต่อยอดจาก Camry และ CHR มากับมิติตัวรถที่มีความยาว 4,630 มม. กว้าง 1,780 มม. สูง 1,435 มม. หากเทียบกับเจนเดิมจะยาวกว่า 10 มม. กว้างกว่า 5 มม. แต่เตี้ยลง 25 มม. จุดศูนย์ถ่วงลดลง 10 องศา ความแกร่งของตัวถังเพิ่มขึ้น 60%
Toyota Altis 2019 (9)
Toyota Altis 2019 (8)
Toyota Altis 2019 (8)
รูปลักษณ์ภายนอกออกแบบภายใต้แนวคิด “Shooting Robust” กับเส้นสาย ที่โฉบเฉี่ยว ทันสมัย ไฟหน้าเป็นแบบ LED Projector มีระบบเปิด – ปิด อัตโนมัติพร้อมไฟส่องสว่างกลางวันแบบ LED Daytime Running Lights
Toyota Altis 2019 (10)
รุ่นท๊อพ Hybrid High ทำงานไปพร้อมกับระบบเปิด-ปิด ไฟสูงอัตโนมัติ หน้ากระจังตกแต่งด้วยวัสดุสีโครเมียม ในรุ่น Hybrid จะมีการฝังเรดาร์ที่โลโก้ เพื่อประมวลผลการทำงานของระบบระบบเตือนเมื่อผู้ขับขี่เหนื่อยล้า Driver Assist Alert,ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทางพร้อมหน่วงพวงมาลัยอัตโนมัติ,ระบบควบคุมความเร็วแปรผันอัตโนมัติ Dynamic Radar Cruise Control ปรับความเร็วตามคันหน้าจนถึงหยุดนิ่งและระบบความปลอดภัยก่อนการชนซึ่งจะทำหน้าที่ในการเบรกอัตโนมัติ
Toyota Altis 2019 (11)
ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ได้รับการติดตั้งในรุ่น Hybrid High และ 1.8 GR Sport ส่วนที่เหลือเป็นขนาด 16 นิ้ว ยกเว้นในรุ่น Limo ที่เป็นขอบ 15 นิ้วเท่านั้น และยังมีระบบซึ่งได้ทำการติดตั้งระบบเปิดประตูอัจฉริยะ (Smart Entry) สามารถปลดล็อกประตูได้โดยอัตโนมัติ
Toyota Altis 2019 (12)
Toyota Altis 2019 (13)
ด้านหลังออกแบบไฟท้ายใหม่แบบแอลอีดี พร้อมโลโก้ประจำรุ่นติดตั้งบริเวณฝากระโปรงท้ายรถ
Toyota Altis 2019 (14)
ภายในกว้างขวาง เพิ่มวัสดุซับเสียงจากพื้นและห้องเครื่องยนต์เบาะนั่งออกแบบได้ประณีต ติดตั้งมาตรวัดเรืองแสงแบบ Optriton พร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 7 นิ้ว
Toyota Altis 2019 (14)
Toyota Altis 2019 (15)
บริเวณคอนโซลกลางติดตั้งจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว เชื่อมต่อกับระบบนำทางอัตโนมัติและรองรับการเชื่อมต่อกับ Apple Carplay ในรุ่น Hybrid High จะติดตั้งอุปกรณ์พิเศษกว่าทุกรุ่นได้แก่ ระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้าพร้อมนวด เครื่องฟอกอากาศนาโนอิ และ Head Up Display
Toyota Altis 2019 (16)
Toyota Altis 2019 ทุกรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ Hybrid บริเวณคอนโซลเกียร์จะมีการติดตั้งปุ่มควบคุม EV Mode,Tracktion Control และโหมดขับขี่ในรูปแบบต่างๆรวมถึงเบรกมือไฟฟ้า และ Auto brake Hold
Toyota Altis 2019 (17)
ระบบช่วงล่างหน้าแมคเฟอร์สัน หลังมัลติลิงค์ดับเบิลวิชโบน มาพร้อมระบบความปลอดภัยเต็มพิกัดทั้ง ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี Vehicle Stability Control ระบบควบคุมการทรงตัว Anti-lock Brake System ระบบป้องกันล้อล็อก Electronic Brake-force Distribution ระบบกระจายแรงเบรก Brake Assist ระบบเสริมแรงเบรก ถุงลมเสริมความปลอดภัยระบบ SRS 7 ตำแหน่งทุกรุ่น โครงสร้างตัวถังนิรภัย GOA พร้อมคานนิรภัย
Toyota Altis 2019 (18)
Toyota Altis 2019 (20)
Toyota Altis 2019 (21)
ออฟชั่นพิเศษในรุ่นท๊อพ Hybrid High ยังมีกล้องมองภาพขณะถอยจอด ,ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง และ ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถผ่านขณะถอยหลัง ระบบเตือนเมื่อผู้ขับขี่เหนื่อยล้า Driver Assist Alert กล้องรอบคัน 360 องศา และระบบตรวจวัดแรงดันลมยาง
Toyota Altis 2019 (21)
Toyota Altis 2019 (22)
Toyota Altis 2019 (23)
รุ่นพิเศษอย่าง 1.8 GR Sport มาพร้อมชุดแต่งทั้งภายนอกและภายใน นอกจากชุดสเกริ์ตรอบคัน เบาะนั่งคู่หน้าจะเป็นทรงสปอร์ตสีดำขลิบแดง ติดตั้งมาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron จะมาพร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสีขนาด 4.2 นิ้ว ทั้งยังติดตั้ง Back Guide Monitor หรือกล้องมองภาพขณะถอยหลังและแพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัย
Toyota Altis 2019 (24)
Toyota Altis 2019 (25)
Toyota Altis 2019 (26)
Toyota Altis 2019 มีให้เลือกทั้งหมด 7 สีได้แก่ White Pearl,Phantom Brown,Super White II,Attitude Black Mica,Silver Metallic และ Red Mica Metallic
Toyota Altis 2019 (26)
ด้านของราคาจำหน่ายได้แบ่งไว้ทั้งหมด 6 รุ่นดังนี้
รุ่น Hybrid High ราคา 1,099,000 บาท
รุ่น Hybrid Mid ราคา 989,000 บาท
รุ่น Hybrid Entry ราคา 939,000 บาท
รุ่น 1.8 GR Sport ราคา 999,000 บาท
รุ่น 1.6 G ราคา 869,000 บาท
รุ่น Limo ราคา 829,000 บาท
Toyota Altis 2019 (27)
สำหรับแคมเปญช่วงเปิดตัว สามารถเลือกผ่อนดอกเบี้ยต่ำ 1.99% 4 ปี หรือผ่อนเริ่มต้นเพียง 8500 บาท รวมถึงขยายการรับประกันจาก 3 ปีเป็น 5 ปี ซึ่งสามารถสอบถามรายละเอียดได้ทุกโชว์รูมโตโยต้าทั่วไทย

Suzuki Carry 2019 รถเพื่อธุรกิจเคลื่อนที่ ในราคา 385,000 บาท (มีคลิปวีดีโอ)

0

Suzuki Carry 2019 รถบรรทุกเล็กปรับโฉมใหม่ในรูปแบบ Model Change กระบะท้ายเปิดได้ 3 ด้านมาพร้อมรองรับนน.บรรทุกเกือบตัน ภายในปรับใหม่ใหญ่กว่าเดิม เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 97 แรงม้า เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ รองรับเชื้อเพลิง อี 20 โดดเด่นทั้งด้านงานบรรทุกและสานต่อโปรเจ็ค SME ในราคาเพียง 385,000 บาท

 
นับเป็นกระแสแรงไม่น้อยหลังจากเปิดตัวในรูปแบบ Model Change ในงาน Big Motor Sale 2019 ซึ่งใช้ระยะเวลาเพียง 10 วันกับการกวาดยอดจองไปได้กว่า 500 คัน แต่หากย้อนความไปถึงเจนเนอเรชั่นแรกที่เข้ามาสร้างยอดจำหน่ายไปกว่า 50,000 คัน ในระยะเวลา13 ปี ซึ่งถือเป็นการตอบรับจากผู้ประกอบการและนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ผันตัวเองมาประกอบธุรกิจ SME ในรูปแบบของ Food Truck ซึ่งเป็นแผนการตลาดไอเดียเด็ดจากบริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
Suzuki Carry 2019 (2)
Suzuki Carry 2019 กลับมาสู่ตลาดของรถบรรทุกเล็กด้วยการพัฒนาให้มีความใหม่และใหญ่กว่ารุ่นเดิมในทุกมิติ ด้วยขนาดความยาว 4,195 มม. เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม 40 มม. กว้าง 1,765 มม. เพิ่มขึ้น 85 มม. และสูง 1,910 มม. ลดลง 5 มม. และได้ทำการปรับความยาวของฐานล้อตามขนาด 2,205 มม. สั้นกว่าเดิม 420 มม.
Suzuki Carry 2019 (3)
ในส่วนของกระบะหลังนั้นใหญ่ขึ้นอย่างขัดเจน ซึ่งกว้างกว่ารุ่นเดิมถึง 75 มม.และยาวขึ้นอีก 365 มม. ทั้งยังสามารถเปิดกระบะได้ถึง 3 ด้าน รวมถึงรับน้ำหนักบรรทุกได้ถึง 945 กก.
Suzuki Carry 2019 (4)
โคมไฟหน้าเป็นแบบมัลติรีเฟลกเตอร์พร้อมหลอดไฟแบบฮาโลเจน ขนาดล้อและยางคือ 165/80 R 13 ซึ่งรวมกับเรื่องของขนาดฐานล้อที่สั้นลง ทำให้มีวงเลี้ยวที่แคบเพียง 4.4 ม.เท่านั้น และได้รับการติดตั้งโรลบาร์กันกระแทกในกรณีที่ขนสัมภาระจำนวนมาก
Suzuki Carry 2019 (5)
Suzuki Carry 2019 (6)
ภายในได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่เริ่มจากที่นั่งส่วนผู้ขับขี่ที่สามารถปรับเข้า-ออกได้ถึง 105 มม.ในขณะที่รุ่นเดิมเป็นแบบล็อกตายตัว รวมถึงเปลี่ยนตำแหน่งคอนโซลเกียร์ไว้รวมกันที่คอนโซลกลาง ทำให้ภายในที่ออกแบบเป็น 2 ที่นั่ง สามารถเพิ่มผุ้โดยสารคนที่ 2 ได้แบบไม่ติดขัด นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งซุ้มล้อเดิมที่เป็นอุปสรรคในการขับขี่ ปรับตำแหน่งใหม่โดยย้ายไปด้านหน้ามากขึ้น ส่งผลให้การวางขานั้นสะดวกสบายขึ้นทันที
Suzuki Carry 2019 (7)
พวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้ามีน้ำหนักเบา ชุดมาตรวัดความเร็วมีการแสดงผลต่างๆยกเว้นวัดรอบเครื่องยนต์ ที่คอนโซลกลางติดตั้งวิทยุเอ็มพี 3 ที่รองรับการเชื่อมต่อ USB และ AUX มีระบบปรับอากาศแบบมือหมุน พร้อมช่องเก็บของอีกหลายตำแหน่ง
Suzuki Carry 2019 (8)
Suzuki Carry 2019 (9)
ขุมพลังนำมาจาก Suzuki Ertiga ในรูปแบบของเครื่องยนต์รหัส K 15B แบบเบนซิน 4 สูบ 16 วาล์ว ขนาดความจุ 1,462 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 97 แรงม้า เพิ่มขึ้นจากเดิม 5 แรงม้า พร้อมแรงบิด 135 นิวตันเมตรที่ 4,400 รอบต่อนาที รองรับเชื้อเพลิง อี 20 และส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลัง
Suzuki Carry 2019 (10)
ด้านของระบบรองรับด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังใช้คานแข็งพร้อมแหนบแผ่น 5 ชั้น พร้อมระบบเบรก ABS และระบบ Engine Drag Control ทำหน้าที่ช่วยลดอาการล้อฟรีจากถนนลื่นหรือในขณะถอนคันเร่กะทันหันและเปลี่ยนเกียร์ต่ำ
การทดสอบในครั้งนี้ใช้ระยะทางไป-กลับประมาณ 200 กม. จากกทม-บางปะกง โดยมีการบรรทุกพืชผลทางการเกษตรน้ำหนักรวมเกือบ 200 กก.เพื่อสะท้อนการใช้งานจริงผ่านการจราจรหลากรูปแบบ
Suzuki Carry 2019 (11)
ในส่วนของผู้ขับขี่จากเดิมที่ไม่สามารถปรับเบาะนั่งตามสรีระร่างกาย แต่การปรับปรุงใหม่ที่ทำให้เบาะนั่งเลื่อนเข้า/ออกได้ ทำให้ผู้ขับขี่ตัวใหญ่สามารถขับขี่ได้แบบไม่อึดอัด และซุ้มล้อที่ได้รับการปรับตำแหน่งซึ่งเลื่อนไปด้านหน้ามากขึ้นก็ช่วงให้การวางขาไม่ต้องเบียดเสียดเหมือนรุ่นที่ผ่านมา
Suzuki Carry 2019 (8)
การขับขี่โดยความเร็วไม่เกิน 100 กม./ชม.ซึ่งสะท้อนการใช้งานในเมืองดุเหมือนจะตอบโจทย์ให้กับรถรุ่นนี้มากที่สุด และต้นตอของปัญหาก็หนีไม่พ้นเรื่องของล้อและยาง ซึ่งขนาดที่ติดมากับรถนั้นเล็กมาก (165/80 R13) และในส่วนของกระบะหลังที่ค่อนข้างเบาแม้มีนน.บรรทุกเกือบ 200 กก.ก็ตาม ทำให้เมื่อความเร็วเกิน 100 กม./ชม. ตัวรถอาจมีอาการโคลงพอสมควร รวมถึงพวงมาลัยไฟฟ้าที่ปรับเซทมาให้มีน้ำหนักค่อนข้างเบาจึงทำให้เป็นที่มาของอาการดังกล่าว
Suzuki Carry 2019 (12)
ทั้งนี้สเป็คยางที่ติดตั้งมากับตัวรถสามารถรองรับการบรรทุกได้สบาย ซึ่งยาง 1 เส้นนั้นสามารถรับนน.บรรทุกได้ถึง 250 กก. ประเด็นนี้หายห่วง
Suzuki Carry 2019 (13)
การใช้งานของระบบเกียร์ธรรมดาแบบ 5 จังหวะไม่ได้เป็นเรื่องยาก น้ำหนักของคลัทช์นิ่มมากจนทำให้การเดินทางไม่เหนื่อยล้าสักเท่าไหร่แม้ในช่วงการจราจรที่ติดขัด และทางบริษัทผู้ผลิตได้เคลมอัตราสิ้นเปลืองไว้ที่ 13.3 กม./ลิตรในขณะที่รุ่นเดิมนั้นบริโภคเชื้อเพลิงอยู่ที่ 12.2 กม./ลิตร
Suzuki Carry 2019 (13)
บทสรุปการทดสอบในครั้งนี้สำหรับ Suzuki Carry 2019 หากขับขี่ด้วยความเร็วเกิน 100 กม./ชม.อาจมีอาการโคลงเพราะสาเหตุมาจากพวงมาลัยที่เบาและขนาดของวงล้อที่ค่อยข้างเล็ก แต่ตำแหน่งการขับขี่รวมถึงการปรับปรุงภายในห้องโดยสารทำให้ใช้งานได้สะดวกและง่ายขึ้นกว่าเดิม ในด้านของรูปลักษณ์จะมีเหลี่ยมสันที่มากกว่ารุ่นเดิม แต่อรรถประโยชน์จากกระบะหลังที่สามารถรองรับการบรรทุกหนักได้เกือบ 1 ตัน และยังต่อยอดไปเป็นรถบรรทุกเล็กที่สานต่อความฝันของเจ้าของไอเดียบรรเจิดในรูปแบบต่างๆอย่างที่เคยเห็นในรูปแบบ Food Truck ซึ่งหากมาดูที่ราคา 385,000 บาทนั้นคงยากที่จะปฎิเสธ
Suzuki Carry 2019 (14)
ข้อมูลเทคนิค Suzuki Carry 2019
เครื่องยนต์: เบนซินแบบ 4 สูบ รหัส K 15B
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.): 1,462
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 97/5,600
แรงบิดสูงสุด(นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 135 /4,400
ระบบส่งกำลัง: ธรรมดา 5 จังหวะ
ระบบขับเคลื่อน: 2 ล้อหลัง
เบรก (หน้า/หลัง): ดิสก์พร้อมครีบระบายความร้อน ดัมเบรก
ระบบกันสะเทือน (หน้า/หลัง): อิสระแม็กเฟอร์สันสตรัท/ คานแข็งพร้อมแหนบ
ยาว/กว้าง/สูง (มม.): 4,195/1,765/1,910
ราคา (บาท): 3,850,000
ตัวแทนจำหน่าย: บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

เบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็ก เรื่องใหญ่ของเจ้าตัวเล็ก

0

ประเด็นความปลอดภัยของผู้โดยสารที่เป็นเด็กกำลังอยู่ในช่วงการขับเคลื่อน เมื่อรัฐบาลของแต่ละประเทศในอาเซียนมีการพิจารณาออกกฏหมายบังคับใช้อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยสำหรับเด็ก ล่าสุด รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้อนุมัติกฏหมายให้เด็กอายุไม่เกิน 12 ปี ใช้อุปกรณ์ดังกล่าวตลอดเวลาที่อยู่บนรถ รวมถึงห้ามไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี หรือเด็กที่มีความสูงต่ำกว่า 150 เซนติเมตร นั่งบนเบาะข้างคนขับโดยเด็ดขาด ซึ่งในประเทศไทย มีความตื่นตัวเกี่ยวกับเบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็กหรือคาร์ซีทอยู่น้อย

เรื่องคาดไม่ถึง
ถนนในไทยถือว่าเป็นถนนอันตรายที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อุบัติเหตุบนท้องถนนยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กอายุ 5 ถึง 14 ปี เสียชีวิต หลายปีที่ผ่านมา เราใช้หลายมาตรการในการพยายามแก้ปัญหานี้  เช่น การบังคับให้ผู้ขี่รถมอเตอร์ไซค์และผู้โดยสารสวมหมวกกันน็อคเพื่อป้องกันอันตรายในขณะขับขี่ ในขณะที่หลายครอบครัวหันมาใช้รถยนต์มากขึ้น การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความปลอดภัยในการเดินทางสำหรับเด็กจึงเป็นเรื่องสำคัญ
เบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็ก ช่วยลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ในทารก และกว่า 50 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ในเด็กเล็ก อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ดังกล่าวต้องได้รับการติดตั้งอย่างถูกต้องและเหมาะสมกับรูปแบบของรถ จึงจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้แก่เด็กอย่างมีประสิทธิภาพ
เบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็ก
รถฟอร์ดหลายรุ่น มาพร้อมขอเกี่ยวสำหรับ เบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็ก ตามมาตรฐาน (Lower Anchors and Tethers for Children หรือ LATCH)  ที่รองรับเบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็กได้หลายรูปแบบ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ควรตรวจสอบอีกครั้งว่า ติดตั้งเบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็กด้วยการยึดกับตัวล็อคด้านล่างและด้านบนอย่างถูกต้อง อีกทั้งยังควรคำนึงด้วยว่า เบาะนั่งนิรภัยนี้ควรสามารถนำไปใช้กับรถคันอื่นๆ ได้ด้วย
คุณพ่อคุณแม่สามารถขอให้ผู้จำหน่ายช่วยติดตั้งเบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็กให้ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการติดตั้งเบาะนั่งนิรภัยให้ถูกวิธี จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นทั่วโลกหลายครั้ง พบว่ามีการติดตั้งเบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็กไม่ถูกต้อง แม้กระทั่งในประเทศที่มีความตื่นตัวเกี่ยวกับความปลอดภัยบนท้องถนนของเด็กและเยาวชนสูง ตัวอย่างเช่นในสหรัฐอเมริกา ซึ่งพบว่า กว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของเบาะนั่งนิรภัยมีการติดตั้งไม่ถูกต้องอย่างน้อย 1 ตำแหน่ง

หันหน้า หรือ หันหลัง?
เบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็กแบบหันหลังเป็นอุปกรณ์ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับทารกและเด็กเล็ก ฟอร์ดแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ใช้เบาะนั่งนิรภัยประเภทนี้จนเด็กมีส่วนสูงและน้ำหนักเกินมาตรฐานที่บริษัทผู้ผลิตกำหนด ก่อนจะได้เวลาเปลี่ยนไปใช้เบาะนั่งนิรภัยแบบหันหน้า อย่างไรก็ตาม เด็กไม่ควรนั่งเบาะหน้าโดยเด็ดขาด แม้จะนั่งรัดเข็มขัดอยู่บนเบาะนั่งนิรภัยแล้วก็ตาม เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ถุงลมนิรภัยอาจกระแทกใบหน้าเด็ก หรือกระแทกศีรษะหากนั่งแบบหันหลัง ซึ่งอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บร้ายแรง
นอกจากนี้ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า ปรับเอนเบาะนั่งนิรภัยอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ศีรษะของเด็กโน้มเอนไปข้างหน้า โดยเฉพาะในกรณีของเด็กทารก ศีรษะควรเอนไปเพียงข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อให้หายใจสะดวก คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมปรับเบาะอยู่เป็นระยะให้รองรับสรีระของลูกน้อยเมื่อโตขึ้น
เมื่อเด็กโตเกินเบาะนั่งนิรภัยแล้ว จำเป็นจะต้องนำเบาะเสริม หรือบูสเตอร์ มาใช้แทน เพราะถึงเวลานั้นเด็กอาจยังไม่สูงหรือหนักพอสำหรับการใช้เข็มขัดนิรภัยที่มากับรถยนต์ ซึ่งเหมาะกับเด็กที่มีความสูง 150 เซนติเมตรขึ้นไป จึงจะรัดเข็มขัดด้านล่างให้แนบไปกับสะโพกและเชิงกราน และให้เข็มขัดด้านบนอยู่ระหว่างอกกับไหล่ได้พอดี
เบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็ก
เรื่องเล็กที่ไม่ควรเสี่ยง
เบาะนั่งนิรภัยมีวันเสื่อมอายุ จึงต้องหมั่นตรวจเช็คคู่มืออยู่เสมอ คุณพ่อคุณแม่ต้องเปลี่ยนเบาะนั่งนิรภัยหากเกิดอุบัติเหตุ แม้ว่าดูสภาพของเบาะยังดูเหมือนเดิม เพราะระบบภายในอาจมีรอยแตกหักซึ่งจะส่งผลให้เกิดอันตรายต่อลูกน้อยได้ ในทำนองเดียวกัน คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรใช้เบาะนั่งนิรภัยตัวเดิมกับลูกคนที่ 2 หรือซื้อเบาะนั่งนิรภัยมือสองมาใช้ หากไม่ทราบที่มาที่ไป

“เอ.พี. ฮอนด้า ชวนวัยซ่า…กล้า Show Blood“ บริจาคโลหิต 1 ยูนิต ต่อชีวิตได้ถึง 3

0

บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เชิญชวนกลุ่มคนรุ่นใหม่ อายุระหว่าง 17-25 ปี เข้าร่วมบริจาคโลหิต ภายใต้แนวคิด “เอ.พี. ฮอนด้า ชวนวัยซ่า…กล้า Show Blood” บริจาคโลหิต 1 ยูนิต ต่อชีวิตได้ถึง 3 เพื่อร่วมปลูกจิตสำนึกให้กลุ่มวัยรุ่น หันมาสร้างความภูมิใจให้กับตัวเอง ด้วยการเป็น “ผู้ให้” ช่วยต่อชีวิตให้กับเพื่อนมนุษย์ ด้วยวิธีง่ายๆ โดยการดูแลร่างกายให้พร้อม แล้วร่วมบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่องทุก ๆ 3 เดือน ซึ่งประโยชน์ของการบริจาคโลหิต นอกจากการช่วยเหลือสังคมแล้ว ยังเป็นการช่วยกระตุ้นการทำงานของไขกระดูกของ “ผู้ให้” ให้สร้างเม็ดโลหิตใหม่ๆ ที่มีคุณภาพมาหมุนเวียนใช้บำรุงร่างกาย เป็นการเปลี่ยนถ่ายเลือดเก่า เลือดใหม่ได้อย่างมีประโยชน์ และปลอดภัยที่สุด 

Hyundai『45』รถยนต์อีวีต้นแบบ เผยโฉมที่งานแฟรงก์เฟิร์ตมอเตอร์โชว์

0

ฮุนได มอเตอร์ แสดงให้เห็นถึงแนวทางการออกแบบรถยนต์ในอนาคต ในงานแฟรงก์เฟิร์ต มอเตอร์โชว์ ที่กำลังจะจัดขึ้นในวันที่ 10 – 22 กันยายนนี้    “Hyundai 45” ได้รับแรงบันดาลใจจากรถยนต์รุ่นแรกของฮุนไดเมื่อปี พ.ศ. 2513 และจะเป็นรถยนต์ต้นแบบพลังงานไฟฟ้าหนึ่งร้อยเปอร์เซนต์ที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการออกแบบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของฮุนไดในอนาคต
แนวคิดใหม่ของฮุนไดเน้นการออกแบบให้ขับเคลื่อนไปสู่อนาคต ขณะเดียวกันเป็นการเปิดให้ค้นหาวิวัฒนาการของแบรนด์ฮุนได ที่กำลังสื่อสารความเป็น “Sensuous Sportiness”  โดย “Sensuous”  คือการสื่อความหมายของการเพิ่มคุณค่าทางอารมณ์ ที่ลูกค้าสามารถสัมผัสได้ผ่านการออกแบบ  ส่วน “Sportiness” คือความมุ่งมั่นที่จะนำคุณค่าเหล่านั้นมาสร้างการขับเคลื่อนด้านนวัตกรรมยานยนต์  ปรัชญาการออกแบบได้ถอดความซับซ้อนออก และเน้นเส้นสายที่ดูสะอาดตา โครงสร้างที่เรียบง่ายเหมือนรุ่นดั้งเดิมของ ฮุนได โพนี่

รถยนต์ต้นแบบ “Hyundai 『45』” จะเผยโฉมสู่ทั่วโลกในวันที่ 10 กันยายน ที่งานแฟรงก์เฟิร์ต มอเตอร์โชว์ โดยฮุนไดจะนำหลากหลายนวัตกรรมล้ำสมัย  ที่นำมาใช้ในเทคโนโลยียานยนต์และการนำมาใช้ได้ในไลฟ์สไตล์เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงอิสระของการใช้ชีวิต

Mercedes-Benz เปิดตัวยนตรกรรม 5 รุ่นล่าสุดในงาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป ครั้งที่ 36

0

เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) พร้อมเปิดตัว 5 ยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุด ได้แก่ สองยนตรกรรมเอสยูวีแบบ 7 ที่นั่ง “GLS 350 d 4MATIC AMG Premium” ขุมพลังดีเซล และ “GLE 300 d 4MATIC AMG Dynamic” รุ่นประกอบในประเทศ พร้อมส่งครอสโอเวอร์สายพันธุ์แรงจากแบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี อย่าง “AMG GLC 63 S 4MATIC+ Coupé” และ “AMG GLC 43 4MATIC Coupé” รุ่นประกอบในประเทศโฉมใหม่ นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัว “E 300 e” ยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริดภายใต้แบรนด์ EQ พร้อมขนทัพยนตรกรรมหรูรุ่นอื่นๆ รวมกว่า 29 รุ่น มาจัดแสดงภายในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โปครั้งที่ 36 ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2562 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ เมืองทองธานี


มร.โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับงานมอเตอร์ เอ็กซ์โปในครั้งนี้ ภายในบริเวณบูธของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้แบ่งโซนการจัดแสดงรถยนต์ออกเป็น 4 โซน ครอบคลุมรถยนต์ภายใต้แบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ทั้งในกลุ่ม Compact Car, Contemporary Luxury, Dream Car และ SUV รวมถึงแบรนด์รถยนต์หรูระดับอัลตร้า ลักชัวรีอย่าง เมอร์เซเดส-มายบัค แบรนด์รถยนต์สมรรถนะสูงอย่าง เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี และแบรนด์เทคโนโลยีกับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดอย่าง EQ เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสกับยนตกรรมของเมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกกลุ่มได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น”

มร.บีเยิร์น กุซเทรา รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ” นอกจากการเปิดตัว 5 ยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดแล้ว ยังเตรียมข้อเสนอสุดพิเศษอีกมากมายเพื่อมอบให้กับลูกค้าทุกคนที่จองรถยนต์ ภายในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป อาทิ การนำเสนอรถยนต์ Mercedes-Benz E 350 e Final Edition ล็อตสุดท้าย ในราคาสุดพิเศษจำนวนจำกัด ราคาเริ่มต้นที่ 2,900,000 บาท”
“พร้อมกันนี้ ยังได้เปิดตัว LINE Official Account ในชื่อ “Mercedes-Benz Thailand” (@mercedesbenzth) เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสื่อสาร และให้บริการลูกค้าโดยความพิเศษของการเปิด LINE Official Account ในครั้งนี้ คือ การรวมบัญชีของเมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) และเมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง (ประเทศไทย)  เข้าไว้ด้วยกันเพื่อมอบความสะดวกรวดเร็วในการรับข้อมูลข่าวสาร ความเคลื่อนไหวต่างๆ และบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าคนสำคัญ ทั้งนี้ บริษัทฯ มั่นใจว่าการขยายช่องทางการสื่อสารบนดิจิทัลแพลตฟอร์มในครั้งนี้ จะช่วยให้แบรนด์มีความใกล้ชิดกับลูกค้า และกลุ่มเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับทุกคน” มร.บีเยิร์น กล่าวสรุป

Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium ราคา 8,859,000 บาท

Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium คือ ยนตรกรรมอเนกประสงค์พรีเมี่ยม (Large Full-Size SUV) แบบ 7 ที่นั่ง รุ่นใหม่ล่าสุดที่เข้ามาเติมเต็มพอร์ทโฟลิโอรถยนต์ตระกูล เอสยูวีของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งปัจจุบันนับเป็นเจเนอเรชันที่ 3 มาพร้อมขุมพลังดีเซล โดดเด่น ในเรื่องความหรูหราสง่างามที่มาพร้อมความปลอดภัยสูงสุด และความสะดวกสบายเช่นเดียวกับ รถเมอร์เซเดส-เบนซ์ในตระกูล S-Class

ดีไซน์ภายนอก มีจุดเด่นอยู่ที่เทคโนโลยีไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED พร้อมระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeam ที่ประกอบด้วยหลอดไฟ LED จำนวน 112 หลอดต่อโคมไฟหน้า 1 โคม ที่สามารถปรับความเข้มของแสง และความยาวของลำแสงได้อย่างเป็นอิสระจากกัน โดยมีระบบตรวจจับวัตถุที่จะทำการคำนวณความสว่างอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังสามารถปรับ ความยาวของลำแสงไฟหน้าให้ส่องได้ไกลกว่า 150 เมตรโดยอัตโนมัติหากไม่พบรถยนต์ที่ วิ่งสวนทาง และเมื่อรถวิ่งด้วยความเร็วที่สูงกว่า 40 กม./ชม. มาพร้อมกับไฟท้ายแบบ LED และล้ออัลลอยด์น้ำหนักเบาดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ 21 นิ้ว เพิ่มความสะดวกด้วยบันไดสำหรับเข้า และออกห้องโดยสารแบบอัลลูมิเนียมที่มาพร้อมปุ่มยางกันลื่น นอกจากนี้ยังมีหลังคา  พาโนรามิคซันรูฟ (Panoramic sliding sunroof) ที่เลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าช่วยเพิ่มสุนทรียะในการขับขี่อีกด้วย

ดีไซน์ภายในและห้องโดยสาร ได้รับการออกแบบห้องโดยสารให้กว้างขวางโดยสามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุดถึง 7 ท่าน ด้วยระยะฐานล้อที่ยาวขึ้น 60 ม.ม. เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ทำให้มีพื้นที่ภายในห้องโดยสารเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะบริเวณที่นั่งแถวที่ 2 โดยเบาะที่นั่งแถวที่ 2 สามารถปรับได้ด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ และยังสามารถเลื่อนปรับเบาะให้ถอยหลัง ไปได้อีก 10 ซม. เพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับวางขา และพนักพิงสามารถปรับเอนได้มากขึ้นกว่าเดิม และยังมาพร้อมกับระบบ EASY-ENTRY ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับการเข้าสู่ตำแหน่งที่นั่งแถวที่ 3 โดยเบาะและพนักพิงของที่นั่งแถวที่ 2 จะถูกพับขึ้นด้วยระบบไฟฟ้า ทำให้สามารถเข้าสู่แถวที่ 3 ได้อย่างสะดวกสบายและง่ายดาย ส่วนเบาะที่นั่งแถวที่ 3 เป็นที่นั่งแบบเต็มตัว (full size) สามารถรองรับผู้โดยสารที่มีส่วนสูงได้ถึง 194 ซม. นอกจากนี้ เบาะที่นั่งแถวที่ 2 และ 3 ยังสามารถพับเก็บหรือปรับแต่งได้อย่างอิสระเพื่อรองรับการใช้งานได้อย่างหลากหลาย โดยหากพับเบาะที่นั่งแถวที่ 2 และ 3 ให้แบนราบทั้งหมดจะสามารถเพิ่มความจุสำหรับเก็บสัมภาระได้สูงสุดถึง 2,400 ลิตร อีกทั้งยังได้เพิ่มสุนทรียภาพในการเดินทางด้วยระบบไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสารที่ปรับสีได้ถึง 64 สี และระบบปรับอุณหภูมิอัตโนมัติภายในห้องโดยสาร THEMOTRONIC เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ

ระบบความสะดวกและการสื่อสาร Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium มาพร้อมกับระบบมัลติมีเดีย MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ทั้งจอแสดงผลความละเอียดสูงแบบ Digital widescreen cockpit จำนวน 2 จอต่อเนื่องกัน โดยสามารถเปลี่ยนรูปแบบแสดงผลของหน้าจอเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการขับขี่ที่หลากหลาย ที่ใช้ง่ายเพียงแค่               ปลายนิ้วด้วยระบบสัมผัสสำหรับหน้าจอแสดงผลข้อมูลส่วนกลาง รวมถึงระบบสั่งงานด้วยเสียง ซึ่งสามารถประมวลผลประโยคที่ใกล้เคียงกับคำสั่งทั่วไปได้ เพียงพูดว่า ‘Hey Mercedes’ โดยรถยนต์รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up display) ให้คุณเข้าถึงข้อมูลการขับขี่ที่สำคัญโดยไม่ต้องละสายตาจากถนน โดยระบบจะแสดงข้อมูลในระดับสายตาที่ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน และสามารถปรับความเข้มของการแสดงผล ปรับตำแหน่งของการแสดงผล และปิดระบบได้หากไม่ต้องการใช้งาน รวมถึงระบบ  แผนที่นำทาง (Hard Disc Navigation) ที่มีความแม่นยำสูง โดยผู้ขับขี่สามารถป้อนข้อมูลด้วย  การสัมผัส touch screen, touch pad หรือระบบสั่งการด้วยเสียง (LINGUATRONIC) ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® ฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS และ Android (Apple CarPlay™ & Android Auto™) โดยในรถยนต์ GLS 350 d 4MATIC AMG Premium ยังมาพร้อมกับบริการ ‘Mercedes me connect’ ที่มาพร้อมฟีเจอร์ใหม่อันโดดเด่นมากมาย อาทิ

  • Mercedes-Benz emergency call system บริการที่จะคอยช่วยเหลือคุณจากสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือในขณะที่คุณได้รับอุบัติเหตุ รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์จะทำการติดต่อไปยัง Emergency Customer Contact Center ศูนย์บริการฉุกเฉิน ที่จะช่วยประสานงานด้านความปลอดภัย เพื่อช่วยเหลือให้คุณได้รับความปลอดภัยสูงสุด
  • ระบบวิเคราะห์สภาพรถยนต์ Tele diagnostics ด้วยบริการ Remote Retrieval of Vehicle Status ที่จะคอยรายงานสถานะของรถยนต์ไปยัง Mercedes me และด้วยบริการ Tele diagnostics ที่จะคอยส่งข้อมูลและสถานะของรถยนต์ไปยังศูนย์บริการ ที่คุณเลือกเมื่อตรวจพบความเสียหายเพื่อให้คุณได้รับการซ่อมบำรุงที่รวดเร็วและแม่นยำที่สุด
  • ระบบแผนที่นำทาง Navigation System ระบบนำทางพร้อม Live Traffic Information แบบออนไลน์อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และสามารถป้อนข้อมูลที่ต้องการได้ผ่านทัชแพด
  • ระบบตั้งค่ารถยนต์ (Pre-installation for Vehicle Set-up) และระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเปิดระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสารด้วยโทรศัพท์มือถือ
    (Remote Engine Start) ปลอดภัยไปอีกขั้นกับระบบ Remote Door Lock/Unlock ที่ช่วยให้คุณสามารถล็อกรถได้จากทุกที่ทั่วโลก ให้คุณไร้ความกังวลเรื่องความปลอดภัยและมั่นใจได้ว่ารถยนต์ของคุณจะอยู่ในการควบคุมตลอดเวลาเตรียมพร้อมก่อนออกเดินทางกับความสบายในแบบที่คุณควบคุมได้ด้วยระบบ Remote Engine Start ช่วยให้คุณสตาร์ทพร้อมเปิดระบบปรับอากาศและออกเดินทางไปกับความเย็นสบาย ในแบบที่คุณควบคุมได้เอง และในวันที่คุณต้องเดินทางไปยังสถานที่แปลกใหม่ คุณก็จะไม่ต้องกังวลเรื่องตำแหน่งที่จอดรถอีกต่อไปด้วยระบบ Parked Vehicle Locator ที่ช่วยแสดงตำแหน่งของรถยนต์ภายในรัศมี 5 กิโลเมตร เพื่อให้คุณค้นหารถยนต์ที่จอดไว้ได้อย่างง่ายดาย รวมไปถึง Vehicle Tracker ระบบที่ติดตามตำแหน่งรถยนต์ผ่าน GPS และยังมีระบบ Geofencing ฟังก์ชันที่ช่วยจำกัดพื้นที่การขับขี่ เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่ารถยนต์    เมอร์เซเดส-เบนซ์ของคุณจะปลอดภัยและอยู่ในการควบคุมของคุณ

Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium มาพร้อมกับระบบรักษาความปลอดภัยที่ล้ำสมัยมากมาย อาทิ ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดบอดสายตา (Blind Spot Assist) ที่ช่วย  ลดความเสี่ยงจากการชนกับรถยนต์ที่อยู่ในจุดอับสายตาในขณะที่กำลังจะเปลี่ยนช่องจราจร และเมื่อผู้ขับขี่เดินทางถึงที่หมายแล้วระบบจะทำงานต่อเนื่องไปอีก 3 นาทีหลังจากดับเครื่องยนต์ ไปแล้ว เพราะฉะนั้นหากมีการเปิดประตูรถด้านที่มีรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์วิ่งเข้ามาในจุดอับสายตา ผู้ขับขี่จะยังคงได้รับการเตือนจากระบบ, ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในช่องทาง (Active Lane Keeping Assist) ที่ทำหน้าที่เตือนผู้ขับด้วยการสั่นสะเทือน และช่วยดึงรถกลับเข้าสู่ช่องจราจรเดิมโดยอัตโนมัติหากเรดาร์ของระบบตรวจพบความเสี่ยงในการชนกับรถยนต์ที่ตรวจจับได้, ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า (Active Distance Assist DISTRONIC), ระบบกันช่วงล่าง AIRMATIC ที่สามารถตอบสนองต่อความเร็ว สภาพถนน และลักษณะการขับขี่ และปรับตัวรถได้อัตโนมัติ รวมถึงระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist) ระบบรักษาสมดุลของตัวรถเมื่อมีลมมาปะทะด้านข้าง (Crosswind assist) โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP® (Electronic Stability Program) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ASR (Acceleration skid control) ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock braking system) กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง Electronic Traction System 4ETS สำหรับรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ และระบบความปลอดภัยอื่นๆ อีกมากมาย 
นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ 9 จังหวะ (9G-TRONIC) ซึ่งถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นเพื่อให้ได้อัตราเร่งที่ดีที่สุด นุ่มนวลที่สุด และช่วยให้เครื่องยนต์ประหยัดน้ำมันมากขึ้น โดยสามารถลดการใช้น้ำมันลงได้ ถึง 6.5%

รุ่นเครื่องยนต์ปริมาตรกระบอกสูบ (ซีซี)แรงม้าสูงสุด (แรงม้า/รอบต่อนาที)แรงบิดสูงสุด
(นิวตันเมตรที่ความเร็วรอบต่อนาที)
อัตราเร่ง
0-100 กม./ชม.
(วินาที)
ความเร็วสูงสุดโดยประมาณ (กม./ชม.)
GLS 350 d 4MATIC
AMG Premium                  
ดีเซล
6 สูบ
แถวเรียง
2,925286 /
3,400 – 4,600
600 /
1,200 – 3,200
7.0227


Mercedes-Benz GLE 300 d 4MATIC AMG Dynamic รุ่นประกอบในประเทศ
ดีไซน์ภายนอก ของรถยนต์ GLE 300 d 4MATIC AMG Dynamic รุ่นประกอบในประเทศ เป็นผลลัพธ์จากการผสมผสานที่ลงตัวของคุณสมบัติอัจฉริยะและสุนทรียะทางการออกแบบ เพื่อให้รถยนต์รุ่นใหม่นี้มีรูปลักษณ์ที่ปลุกเร้าจิตวิญญาณของผู้เป็นเจ้าของได้ตั้งแต่แรกเห็น โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ให้ความสำคัญด้านงานออกแบบเพื่อขับเน้นเพียงองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของตัวรถเท่านั้น ทั้งการสรรสร้างผลิตภัณฑ์ให้สวยงามเหนือกาลเวลา การใช้เทคโนโลยีงานออกแบบชั้นเลิศ และคุณภาพของงานประกอบ สัดส่วนของตัวรถจะเป็นแบบฐานล้อยาว มีระยะจากกันชนถึงดุมล้อสั้น และใช้ยางขนาดใหญ่ที่เหมาะสมกับการใช้งานในทุกสภาพถนน นักออกแบบของเมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงยึดปรัชญาการออกแบบ Sensual purity โดยมีการปรับส่วนที่เป็นเหลี่ยมมุมต่างๆ ของตัวถังให้มีความโดดเด่นและสอดรับกับทั้งลักษณะตัวถัง และ แพลทฟอร์มของรถมากขึ้น ส่วนหน้าของรถยนต์ The GLE เปี่ยมไปด้วยพลังและความโดดเด่น ด้วยกระจังหน้าลาย 6 เหลี่ยมที่ยกตัวสูง แผ่นกันกระแทกชุบโครเมี่ยมที่ดูสอดรับกับฝากระโปรงหน้าที่มีช่องรับอากาศ powerdomes และชุดไฟหน้าอัจฉริยะแบบ MULTIBEAM LED ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยเสริมความดุดันให้กับรถได้ทั้งขณะเปิดหรือปิดไฟ รวมไปถึงไฟส่องทางบริเวณใต้กระจกมองข้างเป็นรูปตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เมื่อมองจากด้านข้าง ผู้เป็นเจ้าของจะพบกับเสาซีที่มีลักษณะกว้างซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ทางการออกแบบของรถยนต์ตระกูล The GLE ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์พัฒนาให้เป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับการเสริมสมดุลให้กับตัวรถ ดึงดูดสายตาด้วย AMG Bodystyling รอบคัน ทั้งกันชนหน้า-กันชนหลัง-สเกิร์ตข้าง ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ Multi-spoke ขนาด 21 นิ้ว ซึ่งล้อทั้งสี่จะอยู่ในซุ้มล้อที่เป็นวงโค้งสวยงาม ด้านท้ายของรถมีลักษณะแผ่กว้างและดูทรงพลัง โดยมีจุดเริ่มต้นจากเสาซีทอดมาถึงไฟหลัง เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังติดตั้งแผ่นสะท้อนแสงด้านหลังในตำแหน่งที่ต่ำลงกว่าเดิมเพื่อสร้างลูกเล่นให้ไฟหลังดูมีลักษณะราบเรียบยิ่งขึ้น

ดีไซน์ภายใน เป็นการผสานเข้าด้วยกันของความหรูหราและสง่างามตามแบบฉบับของ
เมอร์เซเดส-เบนซ์ และความโฉบเฉี่ยว ดุดัน แข็งแกร่งแบบเอสยูวี ฐานล้อของ Mercedes-Benz GLE 300 d 4MATIC AMG Dynamic รุ่นประกอบในประเทศ มีความยาวถึง 2,995 มิลลิเมตร ซึ่งเพิ่มขึ้น 80 มิลลิเมตรจากรุ่นก่อนหน้า ห้องโดยสารภายในตกแต่งด้วยโครเมียม ด้านบนของคอนโซลหน้า (dashboard) และด้านบนของแผงประตูหุ้มด้วยหนัง ARTICO พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตหุ้มหนัง Nappa พร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch Control เบาะนั่งหุ้มหนัง Nappa โดยเบาะนั่งคู่หน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ พร้อมมอบ          ความสะดวกสบายระดับพรีเมี่ยมด้วยเบาะนั่งแถวที่สองที่สามารถปรับองศาการเอนของพนักพิง และพับเบาะได้ง่าย ด้วยระบบไฟฟ้าแบบ 1/3 และ 2/3 พร้อมทั้งยังสามารถปรับเพิ่มพื้นที่วางขาได้มากถึง 69-1,049 มิลลิเมตร เพื่อสามารถเข้าไปถึงแถวที่สามได้สะดวก ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์นับเป็นแบรนด์แรกของโลกที่นำเสนอฟังก์ชันนี้ในกลุ่มรถยนต์เอสยูวี นอกจากนี้ ความจุของห้องเก็บสัมภาระด้านหลังยังมีสูงถึง 855 ลิตร และเพิ่มได้สูงถึง 2,055 ลิตร เมื่อพับเบาะแถวที่สอง            และแถวที่สามลง รวมถึงหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

ระบบความสะดวกสบายและการสื่อสาร GLE 300 d 4MATIC AMG Dynamic รุ่นประกอบในประเทศ มาพร้อมกับระบบมัลติมีเดีย MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ทั้งจอแสดงผลความละเอียดสูงแบบ Digital widescreen cockpit ขนาดใหญ่พิเศษ 12.3 นิ้ว จำนวน 2 จอต่อเนื่องกัน และระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up display) ให้คุณเข้าถึงข้อมูลการขับขี่ที่สำคัญโดยไม่ต้องละสายตาจากถนน รวมถึงระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® ฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS และ Android (Apple CarPlay™ & Android Auto) ช่อง USB Type C บริเวณที่นั่งทุกแถว ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย Touchpad และไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 64 สี (ambient lighting) นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับบริการ ‘Mercedes me connect’ อีกด้วย
ระบบความปลอดภัย ของ The new GLE ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้าเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น

  • ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า (Active Distance Assist DISTRONIC) ซึ่งทำงานโดยใช้สัญญาณเรดาร์ที่ติดตั้งบริเวณกระจังหน้าในการคำนวณระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้าที่สัมพันธ์กับความเร็วของรถในขณะนั้น และลดความเร็วของรถโดยอัตโนมัติ รวมทั้งช่วยเบรกด้วยระดับแรงเบรกประมาณ 50% ของแรงเบรกปกติ เพื่อรักษาระยะห่างตามที่ผู้ขับขี่กำหนด
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดบอดสายตา (Blind Spot Assist) ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการชนกับรถยนต์หรือจักรยานยนต์คันอื่นที่อยู่ในจุดอับสายตาในขณะที่กำลังจะเปลี่ยนช่องจราจร
  • ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในช่องทาง (Active Lane Keeping Assist) ระบบที่ช่วยลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุที่มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนช่องจราจรโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งระบบนี้จะทำงานโดยการใช้สัญญาณเรดาร์ ในการตรวจจับช่องจราจรและรถยนต์ที่อยู่ในช่องจราจรอื่น หากระบบตรวจพบความเสี่ยงที่จะชนกับรถยนต์คันอื่น ระบบจะช่วยดึงรถกลับเข้าสู่ช่องจราจรเดิมโดยอัตโนมัติด้วยการเบรกล้อฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับรถยนต์ที่ตรวจจับได้

รวมถึงระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist) ระบบรักษาสมดุลของตัวรถเมื่อมีลมมาปะทะด้านข้าง (Crosswind assist) โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP® (Electronic Stability Program) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ASR (Acceleration skid control) ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock braking system) กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง Electronic Traction System 4ETS สำหรับรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ และระบบความปลอดภัยอื่นๆ อีกมากมาย

รุ่นเครื่องยนต์ปริมาตรกระบอกสูบ (ซีซี)แรงม้าสูงสุด (แรงม้า/
รอบต่อนาที)
แรงบิดสูงสุด
(นิวตันเมตรที่
ความเร็วรอบต่อนาที)
อัตราเร่ง 
0-100 กม./ชม.
(วินาที)
ความเร็วสูงสุดโดยประมาณ (กม./ชม.)
GLE 300 d 4MATIC AMG Dynamic รุ่นประกอบในประเทศ                 ดีเซล
แถวเรียง 4 สูบ พร้อมเทอร์โบ และอินเตอร์คูลเลอร์
1,950245 / 4,200500 / 1,600 – 2,4007.2225
  • Mercedes-Benz GLE 300 d 4MATIC AMG Dynamic รุ่นประกอบในประเทศ ราคา 5,190,000 บาท

 
Mercedes-AMG GLC 63 S 4MATIC+ Coupé
Mercedes-AMG GLC 63 S 4MATIC+ Coupé รถยนต์เอสยูวีคูเป้รุ่นล่าสุดจากค่าย Mercedes-AMG ที่มาช่วยเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอของรถยนต์ในตระกูล 63 ได้อย่างลงตัว มาพร้อมความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวในสไตล์คูเป้บวกกับความแข็งแกร่ง ดุดันในแบบรถยนต์เอสยูวี ตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบความแรง และการขับขี่ในทุกๆ สถานการณ์
 
ดีไซน์ภายนอก ด้วยชุดตกแต่ง AMG bodystyling รอบคัน และกระจังหน้าแบบ AMG-specific radiator grille แนวตั้ง ล้ออัลลอยแบบ 5 ก้านคู่ขนาด 20 นิ้วน้ำหนักเบาจากเอเอ็มจี มาพร้อมกับเทคโนโลยีไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ซึ่งประกอบด้วยหลอดไฟ LED ที่ทำงานอิสระจำนวน 84  หลอดต่อโคมไฟหน้า 1 โคมที่สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ดีไซน์ของฝากระโปรงหลังยังมาพร้อมกับปีกแบบ AMG ที่มีโครงสร้างบังคับทิศทางลมที่ดูสะดุดตา เพิ่มลุคความสปอร์ตรวมถึงดิฟฟิวเซอร์สไตล์ใหม่ที่ช่วยพัฒนาการไหลเวียนของอากาศด้านหลังตัวรถ และหลังคาแก้วแบบ sliding sunroof ที่เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า   

ดีไซน์ภายใน โฉบเฉี่ยวด้วยเบาะที่นั่ง AMG Performance seats หุ้มด้วยหนัง AMG nappa leather ผู้ขับขี่ยังจะได้พบกับความเร้าใจของพวงมาลัยแบบ AMG Performance Steering Wheel หุ้มด้วยหนังชนิด DYNAMICA microfibre ที่มีรูปทรงสปอร์ตท้ายตัดที่ออกแบบเป็นวงโค้งอย่างสมบูรณ์แบบ มาพร้อมกับปุ่ม AMG steering wheel button สามารถใช้คำสั่งหรือก้านควบคุมต่างๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น เพิ่มเติมความสะดวกสบายด้วยแผงหน้าปัดแบบดิจิทัลขนาด 10.25 นิ้ว (All-digital instrument display) ที่มีโหมดการแสดงผล 3 แบบในสไตล์เอเอ็มจี คือ Classic, Sport และ Super sports พร้อมระบบปฏิบัติการที่ใช้งานง่าย และมีความยืดหยุ่นสูงในการควบคุม เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกคำสั่งต่างๆ ได้สะดวกรวดเร็ว และสอดคล้องกับสภาพการขับขี่ด้วยความเร็วสูง สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า Mercedes-AMG GLC 63 S 4MATIC+ Coupé มาพร้อมกับระบบมัลติมีเดีย MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ทั้งจอแสดงผลขนาด 12.35 นิ้ว พร้อม Touchpad

ระบบเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัย  Mercedes-AMG GLC 63 S 4MATIC+ Coupé มีระบบกันสะเทือนแบบ air suspension ที่จะทำงานร่วมกับระบบ AMG RIDE CONTROL+ ควบคุมผ่านระบบ AMG DYNAMIC SELECT ด้วยการใช้โครงสร้างปีกนกสองชั้นเพื่อรักษาสมดุลของล้อ และปรับระดับให้เหมาะสมด้วยลม และเทคโนโลยีอีกมากมายเพื่อช่วยเสริมเรื่องความปลอดภัย และยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น อาทิ ระบบ AMG rear axle differential lock ระบบ AMG DYNAMIC SELECT, ระบบ PRE-SAFE®,โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (Electronic Stability Program – ESP®) ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (Anti-lock braking system – ABS) ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill-Start Assist ไฟเบรกกระพริบฉุกเฉิน (Adaptive brake light) ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ ABA (Active Brake Assist system)ระบบรักษาความเร็ว (Cruise Control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC) ระบบเตือนเพื่อนำรถเข้าศูนย์บริการ (ASSYST Service interval indicator) ระบบเตือนแรงดันลมยาง (Tyre pressure monitoring system) ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST) เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด (PARKTRONIC) ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดแบบอัตโนมัติ (Active Parking Assist) และกล้องแสดงภาพรอบคันแบบ 360˚ camera (360˚ camera), ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ Apple CarPlay™, ระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up display) และระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ Bluetooth
 
นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบ AMG DYNAMIC SELECT ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดของเกียร์หลักได้ 5 แบบ คือ “C” (Comfort) สำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลายและสะดวกสบาย, “S” (Sport) และ “S+” (Sport Plus) เน้นความเร้าใจในการขับขี่ให้มากยิ่งขึ้น และ “I” (Individual) ที่สามารถช่วยจดจำรูปแบบการขับขี่ของผู้ขับได้ อีกทั้งยังมีโหมด “RACE” ที่เป็นโหมดเสริมสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการความแรงและเกียร์ที่เปลี่ยนได้รวดเร็วเหมือนอยู่ในสนามแข่งรถ ซึ่งจะมาพร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ที่เร้าอารมณ์ ทั้งนี้ผู้ขับขี่สามารถสร้างข้อกำหนดทั้งหมดในแต่ละโหมดการขับขี่เองได้ด้วยการกดปุ่ม “M” (Manual) ที่อยู่ตรงกลางแผงควบคุม
 
Mercedes-AMG GLC 63 S 4MATIC+ Coupé มาพร้อมกับระบบส่งกำลังแบบ AMG SPEEDSHIFT MCT 9G Sport Transmission ที่ช่วยทำให้รถมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น และช่วยให้อารมณ์ของการขับขี่ทุกครั้งเป็นเสมือนการแข่งขันกีฬามอเตอร์สปอร์ต ผสานกับการตอบสนองของระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ 9 จังหวะ ที่ช่วยในการควบคุมความเร็วอีกด้วย มาพร้อมเครื่องยนต์แบบ V8 ขนาด 4 ลิตร พร้อมเทอร์โบคู่ด้วยเทคนิคการติดตั้งเทอร์โบแบบ Hot inside V

รุ่นเครื่องยนต์ปริมาตร
กระบอกสูบ (ซีซี)
แรงม้าสูงสุด (แรงม้า/
รอบต่อนาที)
แรงบิดสูงสุด
(นิวตันเมตรที่
ความเร็วรอบต่อนาที)
อัตราเร่ง
0-100
กม./ชม.
(
วินาที)
ความเร็วสูงสุด (กม. / ชม.)
Mercedes-AMG GLC 63 S 4MATIC+ Coupéเบนซิน V8 เทอร์โบคู่                  3,982510 /               5,500-6,250700 /
1,750-4,500
3.8280
  • Mercedes-AMG GLC 63 S 4MATIC+ Coupé ราคา 10,790,000 บาท

 
 
 
 
 
 
Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé รุ่นประกอบในประเทศ โฉมใหม่
Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé รถยนต์เอสยูวีคูเป้รุ่นล่าสุดโฉมใหม่ จากค่ายแบรนด์รถยนต์สมรรถนะสูง ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนแบบ AMG Performance 4MATIC และ           ความสปอร์ตโฉบเฉี่ยว
 
ดีไซน์ภายนอก มาพร้อมชุดตกแต่ง AMG bodystyling รอบคัน ลงตัวด้วยกระจังหน้าแบบ   AMG-specific radiator grill ไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ขนาด 20 นิ้ว ตกแต่งด้านท้ายด้วย AMG Spoiler-lip, ปลายท่อไอเสีย 2 ท่อ แบบ  4-pipe look, ท่อไอเสียแบบ AMG Performance exhaust system ดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อน คาลิปเปอร์เบรกสีเทาพร้อมสัญลักษณ์ AMG และระบบกันสะเทือนแบบ     AMG RIDE CONTROL+ air suspension พร้อมการปรับแต่งแบบ AMG sports ซึ่งมาช่วยเสริม           ความดุดันให้กับรถยนต์รุ่นนี้ได้เป็นอย่างดี
 
ดีไซน์ภายใน โดดเด่นด้วยเบาะที่นั่งหุ้มหนังแบบ AMG Sport seat ตัดสลับ DINAMICA microfibre ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง เพิ่มความเร้าใจด้วย AMG Carbon-fibre trim โดยเบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ       ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตท้ายตัดหุ้มด้วยหนัง nappa คุณภาพสูง พวงมาลัยนิรภัยพร้อมพาวเวอร์ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ กาบบันไดสเตนเลส พร้อมสัญลักษณ์ AMG แบบเรืองแสง ระบบกุญแจแบบ KEYLESS-GO รวมถึงไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 64 สี และระบบมัลติมีเดีย MBUX (Mercedes-Benz User Experience) พร้อมหน้าจอระบบสัมผัส หน้าจอเรือนไมล์แบบ All Digital instrument display ขนาด 10.25 นิ้ว และบริการ ‘Mercedes me connect’ นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบแสดงข้อมูลขับขี่บนกระจกบังลมหน้าแบบ AMG Head-up Display ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย touchpad ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Bluetooth) ฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS (Apple CarPlay™)

ด้านเทคโนโลยี มาพร้อมกับระบบปรับรูปแบบขับขี่ AMG DYNAMIC SELECT และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ AMG Performance 4MATIC และระบบความปลอดภัยอันล้ำสมัยมากมาย อาทิ ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า (Distance Pilot DISTRONIC) ซึ่งระบบนี้ทำงานโดยใช้สัญญาณเรดาร์ที่ติดตั้งบริเวณกันชนหน้า  ในการคำนวณระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้าที่สัมพันธ์กับความเร็วของรถในขณะนั้น และ ลดความเร็วของรถโดยอัตโนมัติรวมทั้งช่วยเบรกด้วยระดับแรงเบรกประมาณ 50% ของแรงเบรกปกติ เพื่อรักษาระยะห่างตามที่ผู้ขับขี่กำหนด โดยระบบนี้สามารถตั้งค่าความเร็วของรถที่ผู้ขับขี่ต้องการได้ตั้งแต่ความเร็วที่ 0-200 กม./ชม.

Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé รุ่นประกอบในประเทศ โฉมใหม่ มาพร้อมกับระบบส่งกำลังแบบ AMG SPEEDSHIFT TCT 9G และเครื่องยนต์แบบ V6 เทอร์โบคู่แบบ Biturbo ที่มีจุดเด่นในเรื่องระบบแรงดันเสริมท่อสำหรับนำอากาศของชุดเทอร์โบ (boost pressure) ส่งผลให้สามารถเพิ่มแรงม้าและแรงบิดของเครื่องยนต์รุ่นนี้ได้

รุ่นเครื่องยนต์ปริมาตร
กระบอกสูบ (ซีซี)
แรงม้าสูงสุด (แรงม้า/
รอบต่อนาที)
แรงบิดสูงสุด
(นิวตันเมตรที่ความเร็วรอบต่อนาที)
อัตราเร่ง
0-100
กม./ชม.
(วินาที)
ความเร็วสูงสุด (กม. / ชม.)
Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé รุ่นประกอบในประเทศเบนซิน V6                  เทอร์โบคู่ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์2,996390 / 6,100520 /
2,500-5,000
4.9250
  • Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé รุ่นประกอบในประเทศ ราคา4,990,000 บาท

 
Mercedes-Benz E 300 e รุ่นประกอบในประเทศ
ยนตรกรรมซาลูนอัจฉริยะที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ Mercedes-Benz    E 300 e โดยมาพร้อมกับความโดดเด่นในเรื่องสมรรถนะจากเครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริดผสานกับพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า ควบคู่กับประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นของแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนชนิดใหม่ที่สามารถประจุไฟฟ้าได้มากกว่าเดิม ส่งผลให้ระยะทางสูงสุดสำหรับการขับขี่โดยใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเดียวเพิ่มขึ้นจากเจนเนอเรชั่นก่อนหน้าถึง 60% และช่วยให้อัตราการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงในโหมดไฮบริดเพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยรถยนต์รุ่นนี้นำเสนอทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ได้แก่ E 300 e Avantgarde, E 300 e Exclusive และ E 300 e AMG Dynamic

ดีไซน์ภายนอก ได้รับการออกแบบภายใต้คอนเซ็ปท์ Sensual Purity สง่างามด้วยกระจังหน้า
สีเงินเสริมโครเมียม พร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ปลายท่อไอเสียเสริมโครเมียม 2 ท่อ โดยในรุ่น E 300 e AMG Dynamic มาพร้อมกับล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ 19 นิ้ว สำหรับรุ่น E 300 e Exclusive มาพร้อมกับล้ออัลลอยด์ 10 ก้านขนาด 19 นิ้ว ส่วนรุ่น             E 300 e Avantgarde มาพร้อมกับล้ออัลลอยด์ 5 ก้านคู่ขนาด 18 นิ้ว และมาพร้อมกับไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ในรุ่น E 300 e AMG Dynamic และ E 300 e Exclusive พร้อมระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeam ซึ่งประกอบด้วยหลอดไฟ LED  ที่ทำงานโดยอิสระจำนวน 84 หลอดต่อโคมไฟหน้า 1 โคม ที่สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ อีกทั้งยังสามารถปรับความเข้มแสง โดยใช้ระบบไฟหน้าให้เข้ากับสภาพการจราจรโดยรอบได้ ส่วนรุ่น           E 300 e Avantgarde มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ LED High Performance นอกจากนี้ยังเพิ่มสุนทรียะในการขับขี่ด้วยหลังคาพาโนรามิคซันรูฟที่เลื่อนเปิด-ปิดได้ที่เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้าสำหรับรุ่น E 300 e AMG Dynamic อีกด้วย

ดีไซน์ภายใน มอบความหรูหราและความสะดวกสบายให้คุณตลอดการเดินทาง ด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO ในรุ่น E 300 e Avantgarde และ E 300 e Exclusive และเบาะหุ้มหนัง nappa ในรุ่น E 300 e AMG Dynamic โดยเบาะคู่หน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยความจำสำหรับตำแหน่งที่นั่งพวงมาลัย และกระจกมองข้าง พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง nappa ในรุ่น  E 300 e Avantgarde และ E 300 e Exclusive และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันสไตล์สปอร์ตหุ้มหนัง nappa ในรุ่น E 300 e AMG Dynamic ซึ่งเป็นพวงมาลัยนิรภัยพร้อมเพาเวอร์ปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า และปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ ปุ่มควบคุมแบบสัมผัส (Touch Control button) พร้อมจอแสดงผลความละเอียดสูงแบบแบบ Digital widescreen cockpit ระบบ Audio 20 GPS พร้อมจอแสดงผลขนาด 12.3 นิ้ว พร้อมเพิ่มสุนทรียภาพในการโดยสารด้วยระบบไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสารที่ปรับสีได้ถึง 64 สีอีกด้วย

ระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยี ของ The new E 300 e มาพร้อมกับระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ (PRE-SAFE® system) โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP® (Electronic Stability Program) ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Braking System) ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชัน HOLD และ Hill-Start Assist ระบบรักษาความเร็ว
(cruise control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC) ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST) เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด (PARKTRONIC) ระบบช่วยการนำ
รถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist) และกล้องแสดงภาพด้านหลังขณะถอยรถ รวมถึงระบบปรับรูปแบบการขับขี่ DYNAMIC SELECT
 
โดย Mercedes-Benz E 300 e ยังมาพร้อมกับบริการ ‘Mercedes me connect’ ที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้มากยิ่งขึ้น ด้วยความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า รถยนต์          เมอร์เซเดส-เบนซ์ และผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการได้อย่างง่ายดาย รถยนต์ Mercedes-Benz        E 300 e ใช้แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนรุ่นใหม่ที่มีขนาดความจุ 13.5 kWh มากกว่าเดิมถึง 110% ผสานกับประสิทธิภาพของเซลล์แบตเตอรี่ชนิดใหม่ซึ่งมีส่วนผสมของลิเธียม-นิกเกิล-แมงกานีส-โคบอลต์ (Li NMC) ส่งผลให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่จากความจุ 10% จนเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ภายในระยะเวลา 5 ชั่วโมง หากชาร์จด้วยเครื่องประจุไฟฟ้าวอลล์ดบอกซ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และใช้กำลังไฟฟ้าสูงสุด นอกจากนี้ รถยนต์รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะแบบใหม่ (9G-TRONIC) ที่ช่วยให้ประหยัดเชื้อเพลิงได้มากยิ่งขึ้น ทำให้การขับเคลื่อนมีความนุ่มนวล             และลดเสียงรบกวนได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้สามารถลดระดับเกียร์ลงได้หลายระดับในกรณี              ที่ต้องการเร่งแซงอย่างรวดเร็ว และมาพร้อมด้วยสมรรถนะจากเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง ความจุกระบอกสูบ 1,991 ซีซี ที่ให้ พละกำลังสูงถึง 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที และมีแรงบิด 350 นิวตันเมตรที่ความเร็วรอบ 1,200 – 4,000 ต่อนาที และเมื่อผสานพลังกับมอเตอร์ประสิทธิภาพสูง 122 แรงม้า จะทำให้ได้ System Output สูงสุดถึง 320 แรงม้าที่ 4,500 – 5,500 รอบ/นาที และมีแรงบิดถึง 700 นิวตันเมตรนอกจากนี้ รถยนต์รุ่นนี้ยังมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยเพียง 46 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น

รุ่นเครื่องยนต์ปริมาตรกระบอกสูบ (ซีซี)แรงม้าสูงสุด (แรงม้า/
รอบต่อนาที)
แรงบิดสูงสุด
(นิวตันเมตร)
อัตราเร่ง 
0-100
กม./ชม.
(วินาที)
ความเร็วสูงสุดโดยประมาณ (กม./ชม.)
E 300 e Avantgardeเบนซิน 4 สูบ แถวเรียง1,991320 /
4,500-5,500
7005.7250
E 300 e Exclusiveเบนซิน 4 สูบ แถวเรียง1,991320 /
4,500-5,500
7005.7250
E 300 e
AMG Dynamic
เบนซิน 4 สูบ แถวเรียง1,991320 /
4,500-5,500
7005.7250
  • E 300 e Avantgarde ราคา 3,190,000 บาท
  • E 300 e Exclusive ราคา 3,440,000 บาท

E 300 e AMG Dynamic 3,770,000 บาท