Home Blog Page 481

Mercedes-Benz เปิดตัว GLC และ GLC Coupé พลังดีเซลโฉมใหม่ รุ่นประกอบในประเทศ

0

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอรถยนต์เอสยูวี (SUV) รุ่นประกอบในประเทศ นำเสนอสองยนตรกรรมพลังดีเซลโฉมใหม่ Mercedes-Benz GLC สองรุ่นย่อย ได้แก่ GLC 220 d ราคา 3,239,000 บาท และ GLC 220 d AMG Dynamic ราคา 3,699,000 บาท และ Mercedes-Benz GLC Coupé นำเสนอในรุ่น GLC 220 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic ราคา 4,040,000 บาท 
ทั้ง 2 รุ่น มีกลุ่มเป้าหมายหลักคือ คนรุ่นใหม่ และครอบครัวยุคใหม่ที่ชื่นชอบความสะดวกสบายในการขับขี่ และในขณะเดียวกันก็ต้องการพื้นที่ในการจัดเก็บสัมภาระใช้สอยภายในรถ ซึ่งรถยนต์กลุ่มนี้นอกจากจะมีสมรรถนะที่ทรงพลังแล้ว ยังมีรูปลักษณ์ และดีไซน์ที่ดูเรียบง่าย แต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราและทันสมัยตามหลักปรัชญา Sensual Purity ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ไว้ได้อย่างลงตัว พร้อมระบบมัลติมีเดียแบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) และบริการ ‘Mercedes me connect’

Mercedes-Benz GLC โฉมใหม่ รุ่นประกอบในประเทศ
Mercedes-Benz GLC 220 d เป็นรถยนต์ครอบครัวที่เหมาะสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ และเกียร์อัตโนมัติ แบบ 9G-TRONIC ความจุกระบอกสูบ 1,950 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 194 แรงม้า ที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิด 400 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,600 – 2,800 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 7.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 217 กม./ชม มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยมเฉลี่ยเพียง 5.1 ลิตร/100 กม. พร้อมกันนี้ ยังได้เพิ่มอุปกรณ์ใหม่อย่าง ชุดอุปกรณ์ปะยางฉุกเฉินแบบ TIREFIT เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ในยามคับขันอีกด้วย อีกด้วย

ดีไซน์ภายนอก
GLC 220 d มาพร้อมกับระบบไฟหน้าแบบ LED High Performance headlamps และล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว 5 ก้าน ในขณะที่รุ่น GLC 220 d AMG Dynamic มาพร้อมชุดไฟหน้าอัจฉริยะแบบ MULTIBEAM LED ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยเสริมความดุดันให้กับรถได้ ทั้งขณะเปิดหรือปิดไฟ พร้อมระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeam ซึ่งประกอบ ด้วยหลอดไฟ LED ที่ทำงานโดยอิสระจำนวน 84 หลอดต่อโคมไฟหน้า 1 โคม มาพร้อมกับล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ขนาด 19 นิ้ว แบบ 5 ก้านคู่ นอกจากนี้ยังมีหลังคาพาโนรามิคซันรูฟที่เลื่อนเปิด-ปิด ได้ด้วยระบบไฟฟ้าอีกด้วย

ดีไซน์ภายใน ถูกออกแบบเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครอบครัวโดยเฉพาะ มีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้าย 550 ลิตร และสามารถบรรจุได้ถึง 1,600 ลิตรเมื่อพับเบาะที่นั่งด้านหลังลง
GLC 220 d  จะตกแต่งด้วยลายไม้แบบ Open-pore brown ash wood พร้อมเบาะหนัง ARTICO สีดำแบบ Comfort ที่ง่ายต่อการดูแลรักษา และพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน นอกจากนี้ยังมีระบบปฏิบัติการหน้าจอแบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ขนาด 10.25 นิ้ว ซึ่งเป็นหน้าจออินโฟเทนเมนต์ที่ใช้ระบบสัมผัส (Touchscreen) เพื่อใช้ในการควบคุมระบบต่างๆ ของรถ
GLC 220 d AMG Dynamic จะเป็นระบบ All-Digital instrument display หน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว ที่สามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้ 3 รูปแบบ คือ Classic, Sporty และ Progressive และมีระบบกุญแจแบบ KEYLESS-GO เสริมเข้ามาด้วย

ด้านเทคโนโลยี และระบบความปลอดภัย  มาพร้อมกับระบบ DYNAMIC SELECT ที่มีโหมดการขับขี่ 5 แบบ คือ ECO ที่ช่วยปรับการขับขี่เข้าสู่ระบบประหยัดน้ำมัน, INDIVIDUAL ที่สามารถบันทึกรูปแบบการขับขี่ที่ผู้ขับขี่กำหนดไว้ได้, COMFORT ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลาย สะดวกสบายเหมือนขับรถซาลูน, SPORT และ SPORT+ เน้นการเพิ่มความเร้าใจให้กับการขับขี่มากยิ่งขึ้น มีระบบช่วยในการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติพร้อม PARKTRONIC เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขับขี่ที่มาพร้อมกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง รวมถึงติดตั้งระบบกันสะเทือน AGILITY CONTROL ที่ช่วงล่างของรถยนต์เพื่อเสริมความนุ่มนวลในการขับขี่อีกด้วย

ในรุ่น GLC 220 d AMG Dynamic ยังได้ติดตั้งระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® รวมถึงระบบความปลอดภัยที่ได้รับการพัฒนาขึ้นให้ดียิ่งขึ้น อาทิ ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า (Active Distance Assist DISTRONIC) ระบบแจ้งเตือนขณะเปลี่ยนช่องจราจร (Blind Spot Assist) เป็นต้น

Mercedes-Benz GLC Coupé ฉมใหม่ รุ่นประกอบในประเทศ
Mercedes-Benz GLC Coupé โฉมใหม่ รุ่นประกอบในประเทศไทยนำเสนอในรุ่น GLC 220 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ  และเกียร์อัตโนมัติ แบบ 9G-TRONIC ความจุกระบอกสูบ    1,950 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 194 แรงม้าที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิด 400 นิวตันเมตรที่ความเร็วรอบ 1,600 – 2,800 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 7.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 217 กม./ชม. 

ดีไซน์ภายนอก  มาพร้อมฝากระจังหน้าแบบ diamond radiator grille มีสัญลักษณ์โลโก้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ขนาดใหญ่ตรงกลาง โคมไฟหน้าแบบ LED High-performance ที่มาพร้อมไฟสูงอัตโนมัติ Adaptive Highbeam Assist และไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED fibre-optic ด้านท้ายเพิ่มความแข็งแกร่งดุดันด้วยปลายท่อไอเสียเสริมโครเมียม 2 ท่อ พร้อมด้วยชุดแต่ง AMG bodystyling (กันชนหน้า-หลัง), ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ขนาด 19 นิ้ว 5 ก้านคู่ สีเงินสลับดำ, ระบบกันสะเทือนแบบSports suspension, หลังคาซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

ดีไซน์ภายใน  แผงหน้าปัดฝั่งผู้ขับขี่เป็นระบบ All-Digital instrument display หน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิทัลขนาด 12.35 นิ้ว สามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้ 3 รูปแบบ คือ Classic, Sporty และ Progressive นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับพวงมาลัยนิรภัยพร้อมเพาเวอร์ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ พร้อมเสริมความรู้สึกสปอร์ตให้มากขึ้น ด้วยระบบกันสะเทือน แบบ Sports suspension, ระบบกุญแจแบบ KEYLESS-GO, ฟังก์ชัน ECO start/stop,ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMATIC แบบ 2 โซน
นอกจากนี้ยังมีระบบปฏิบัติการหน้าจอแบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ขนาด 10.25 นิ้ว ซึ่งเป็นหน้าจออินโฟเทนเมนต์ที่ใช้ระบบสัมผัส (Touchscreen) เพื่อใช้ในการควบคุมระบบต่างๆ ของรถ, ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester®, ตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนังแบบสปอร์ตพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตท้ายตัด ชุดคันเร่ง และแป้นเบรกแบบสปอร์ต เบาะนั่งหุ้มหนังแบบสปอร์ต พรมปูพื้นพร้อมสัญลักษณ์ AMG และระบบไฟส่องสว่างในห้องโดยสาร

รุ่นเครื่องยนต์ปริมาตร
กระบอกสูบ (ซีซี)
แรงม้าสูงสุด
 (แรงม้า/
รอบต่อนาที)
แรงบิดสูงสุด
(นิวตันเมตรที่ความเร็วรอบ
ต่อนาที
)
อัตราเร่ง
0-100
กม./ชม.
(
วินาที)
ความเร็ว
สูงสุด
(กม./ชม.)
อัตราการ
สิ้นเปลือง
น้ำมัน
(ลิตร/กม.)
GLC 220 dดีเซล 4 สูบ
แถวเรียง 
1,950194 / 3,800400 /
1,600 – 2,800
7.72175.1 – 5.3 / 100
GLC 220 d
AMG Dynamic
ดีเซล 4 สูบ
แถวเรียง              
1,950194 / 3,800400 /
1,600 – 2,800
7.72175.1 – 5.3 / 100
GLC 220 d 4MATIC Coupé AMG Dynamicดีเซล 4 สูบ แถวเรียง              1,950194 / 3,800400 /
1,600 – 2,800
7.92175.2 – 6.0 / 100

Mercedes-Benz GLC 220 d รุ่นประกอบในประเทศ ราคา 3,239,000 บาท

Mercedes-Benz GLC 220 d AMG Dynamic รุ่นประกอบในประเทศ ราคา 3,699,000 บาท

Mercedes-Benz GLC 220 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic รุ่นประกอบในประเทศ ราคา 4,040,000 บาท

“Life Crossover Lifestyle Trip” ตะลุยเขาใหญ่ทดสอบสมรรถนะ BR-V และ HR-V

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เชิญสื่อมวลชนร่วมกิจกรรม “Life Crossover Lifestyle Trip” สัมผัสประสบการณ์ขับขี่ยนตรกรรมอเนกประสงค์ เอสยูวี ของฮอนด้า 2 รุ่น ได้แก่ “ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่” และ “ฮอนด้า เอชอาร์-วี” บนเส้นทางกรุงเทพฯ – เขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา รวมระยะทางกว่า 426 กิโลเมตร และลุยไปกับกิจกรรมสุดท้าทายสไตล์สปอร์ต ปั่นจักรยานท่ามกลางธรรมชาติเขาใหญ่ ที่จะปลุกความกล้าในตัวคุณขึ้นมาอีกครั้ง

ในช่วงเช้า คณะสื่อมวลชนพบกัน ณ ซีค คาเฟ่ (Seek Café) ร้านอาหารฟิวชั่นสุดชิค บรรยากาศชิลๆ ย่านบางนา เพื่อรับฟังข้อมูลผลิตภัณฑ์ยนตรกรรมอเนกประสงค์ทั้ง 2 รุ่น คือ ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ ยนตรกรรมแอคทีฟสปอร์ตครอสโอเวอร์ ที่มาพร้อมดีไซน์ภายนอกสปอร์ต แกร่งในทุกมิติ โดดเด่นทุกมุมมองกับกระจังหน้าใหม่ ไฟหน้าโปรเจคเตอร์พร้อมไฟหรี่และไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ไฟตัดหมอกดีไซน์ใหม่โฉบเฉี่ยว ให้พร้อมลุยทุกความท้าทาย  และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตกว่าที่เคย มาพร้อมสีใหม่ สีแดงแพสชั่น (มุก)

และ ฮอนด้า เอชอาร์-วี  โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกและภายในที่สปอร์ตโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น บ่งบอกสไตล์ตัวตนอีกด้านของคุณด้วยการออกแบบภายในใหม่ เสริมภาพลักษณ์ความสปอร์ตพรีเมียมไปอีกขั้น กับภายในสีแดงออกซ์บลัด ในรุ่น RS และสีทูโทน ไอเวอรี่/ดำ ในรุ่น EL แต่ยังคงความกว้างเกินใคร และยังมาพร้อมสีภายนอกใหม่  สีขาวแพลทินัม (มุก) และสีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก)

ในระหว่างเส้นทางมุ่งหน้าสู่ เขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา มีถนนหลายรูปแบบทั้งทางตรงและทางโค้งสลับกันตลอดเส้นทาง สื่อมวลชนจะได้สัมผัสสมรรถนะการขับขี่ พร้อมทั้งฟังก์ชันและเทคโนโลยีอันล้ำสมัยของรถยนต์เอสยูวีทั้ง 2 รุ่น กันอย่างเต็มที่ ทั้ง ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ ที่ขับเคลื่อนเต็มสมรรถนะไปกับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร SOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว 117 แรงม้า  และฮอนด้า เอชอาร์-วี ที่ผสานความสปอร์ต   เร้าใจ ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร SOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว 141 แรงม้า โดยทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมกับระบบเกียร์ CVT นุ่มนวลทุกการขับขี่ ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม เปี่ยมไปด้วยขุมพลังเต็มสมรรถนะเพื่อการขับขี่และการใช้งานที่หลากหลายและให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม อีกทั้งยังรองรับพลังงานทางเลือก E85 พร้อมด้วยมาตรฐานความปลอดภัยอันล้ำสมัยที่ครบครัน ให้คุณออกไปสัมผัสทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว

       

จุดหมายปลายทางแรกของการเดินทางครั้งนี้อยู่ที่ เขาใหญ่ ฟาร์มวิลเลจ แหล่งเรียนรู้ท่องเที่ยวเชิงเกษตรรูปแบบใหม่ ที่เน้นการเกษตรแบบผสมผสาน โดยสื่อมวลชนได้เรียนรู้ตั้งแต่ขั้นตอนการทำก้อนเห็ด เพาะเห็ด ไปจนถึงวิธีการดูแลและเก็บเห็ด ก่อนลงมือเพาะเห็ดด้วยตัวเองกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งเห็ดที่ได้จากการทำกิจกรรมในครั้งนี้ได้มอบให้แก่นักเรียนโรงเรียนบ้านบุ่งเตย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

หลังจากนั้น ทั้งคณะพากันเดินทางเข้าเช็คอินที่ โรงแรม ทอสคาน่า วัลเล่ย์ เขาใหญ่ และพักผ่อนตามอัธยาศัยเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมลุยกับกิจกรรมสุดท้าทายสไตล์สปอร์ตในวันถัดไป เช้าวันรุ่งขึ้นสื่อมวลชนร่วมกิจกรรมปั่นจักรยานท่ามกลางธรรมชาติบริเวณหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ที่โอมล้อมไปด้วยทิวเขาอันเขียวขจี และสูดอากาศบริสุทธิ์กันอย่างเต็มปอด ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

       

สำหรับลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ หรือ ฮอนด้า เอชอาร์-วี สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 หรืออ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง www.honda.co.th ทั้งนี้ สำหรับลูกค้าที่สนใจทดลองขับรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่น สามารถลงทะเบียนเพื่อร่วมกิจกรรมทดลองขับได้ผ่านทางเว็บไซต์ www.honda.co.th/testdrive

“New Honda Scoopy i” เปิดตัวพร้อมดึง เดอะทอยส์-เจ้านาย ร่วมถ่ายทอดคาแรคเตอร์

0

เอ.พี. ฮอนด้า เปิดตัว “New Honda Scoopy i” รูปลักษณ์ใหม่ 3 สไตล์ ทั้งรุ่นล้อแม็ก 12 นิ้ว และรุ่นล้อ 14 นิ้ว พร้อมดึง 2 พรีเซนเตอร์ใหม่ขวัญใจวัยรุ่น “เดอะทอยส์-ธันวา บุญสูงเนิน” และ “เจ้านาย-จินเจษฎ์ วรรธนะสิน” เป็นผู้ถ่ายทอดคาแรคเตอร์ พร้อมวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2562 ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ

New Honda Scoopy i ได้รับการออกแบบใหม่ให้มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร เริ่มจากรุ่น Club12 ล้อ 12 นิ้ว ภายใต้คอนเซปต์ Remarkable-ME เท่ใหม่…โลกไม่ลืม กับกราฟิกใหม่ทันสมัยด้วยเทคนิคการใช้สีแบบพิเศษให้อารมณ์ 2 สี ในมุมที่ต่างกัน (Special Flip Flop Color) ทั้งสีดำ-ชมพู สีขาว-แดง สีเทา-แดง และสีน้ำเงิน-ฟ้า

ตามด้วยรุ่นล้อ 14 นิ้ว ได้แก่รุ่นเพรสทีจ (Prestige) มากับคอนเซปต์ Shine Your Way เน้นความเรียบหรู ด้วยเส้นสายสีโรสโกลด์ บนตัวรถสีขาว แดง และดำ และรุ่นเออร์เบิร์นทีม (Urban Team) มาพร้อมคอนเซปต์ #โดนYOUNG สีสันสดใสโดนใจวัยรุ่นกับ 2 สีใหม่ ชมพู-เทา และ ฟ้า-เทา

พร้อมกันนี้ เพื่อถ่ายทอดคาแรคเตอร์ของนิวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นวัยรุ่น เอ.พี.ฮอนด้า ยังได้เปิดตัวสองพรีเซนเตอร์ใหม่ประกอบด้วย “เดอะทอยส์” ธันวา บุญสูงเนิน ศิลปินสุดแนวขวัญใจวัยรุ่นเป็นพรีเซนเตอร์รุ่นนิวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอ คลับทเวลฟ์ และ “เจ้านาย” จินเจษฎ์ วรรธนะสิน ดาวรุ่งมากความสามารถที่กำลังมาแรงในวงการบันเทิงเป็นพรีเซนเตอร์ในรุ่นนิวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอ เออร์เบิร์นทีม โดยทั้งคู่ถือเป็นผู้นำทางความคิดของวัยรุ่นในปัจจุบันด้วยคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร

นิวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอ ให้สมรรถนะทันใจด้วยเครื่องยนต์ eSP ขนาด 110 ซีซี 4 จังหวะ ระบบหัวฉีด PGM-FI มาพร้อมระบบ Idling Stop System ช่วยหยุดและเดินเครื่องอัตโนมัติ ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 62.5 กม./ลิตร มั่นใจด้วยระบบกระจายแรงเบรค Combi Brake System เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยค่าไอเสียที่สะอาดถึงระดับ 6 อีกทั้งยังรองรับน้ำมัน E20 มาพร้อมกับฟังก์ชันที่เชื่อมต่อไลฟ์สไตล์วัยรุ่นเข้ากับตัวรถ นำโดยฟีเจอร์ AC Socket สำหรับชาร์จไฟสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ต่างๆ และกล่อง U-Box ขนาดใหญ่ที่ใส่หมวกกันน็อคแบบเต็มใบได้อย่างสบาย

       

เอ.พี. ฮอนด้าพร้อมวางจำหน่าย “New Honda Scoopy i” ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2562 เป็นต้นไป ที่ศูนย์จำหน่ายและบริการ Honda Wing Center ทั่วประเทศ ด้วยราคาแนะนำดังต่อไปนี้ Club12 ราคาแนะนำ 51,700 บาท Prestige ราคาแนะนำ 48,600 บาท และUrban Team ราคาแนะนำ 48,100 บาท ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.aphonda.co.th และติดตามข่าวสารจากรถจักรยานยนต์ฮอนด้าได้ที่ fb.com/hondamotorcyclethailand

MG HS เปิดตัวด้วยราคาสนั่นวงการ รุ่นเริ่มต้นเพียง 919,000 บาท

0

MG HS เอสยูวี C Segment รุ่นล่าสุดที่มาพร้อมความทันสมัยและอัดแน่นด้วยตัวช่วยความปลอดภัยถึง 25 ระบบ เปิดตัวสนั่นวงการในราคาสุดว๊าว รุ่นเริ่มต้น (c)มากับค่าตัว 919,000 บาท รุ่นกลาง (D) ราคา 1,019,000 บาท และรุ่นท๊อพ (X) ราคา 1,119,000 บาท พร้อมอัดแคมเปญ 1,000 คันแรก รับส่วนลดเพิ่ม 34,000 บาท
MG HS (01)
บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เปิดตัวยนตรกรรมหรูในกลุ่มเอสยูวีรุ่นล่าสุดภายใต้ชื่อ MG HS ซึ่งถือเป็นสปอร์ตี้พรีเมี่ยมเอสยูวีที่ใหญ่กว่าเดิมที่เคยมีพร้อมฟีเจอร์อัดแน่นเต็มๆคัน
MG HS (02)
ลุยหนักอย่างต่อเนื่องหลังจากแนะนำยนตรกรรมถึง 3 รุ่นเข้าสู่ตลาดเมืองไทยเริ่มที่ MG V80 ในรูปแบบของรถตู้อเนกประสงค์ ตามด้วย MG ZS EV รถไฟฟ้าในรูปแบบของเอสยูวีในกลุ่ม B Segment รวมถึง MG EXTENDER ในรูปแบบของรถกระบะ และล่าสุดกับ MG HS ซึ่งรถยนต์ทั้ง 4 รุ่นถือเป็นการเปิดตัวแบบเขย่าวงการรถยนต์เมืองไทยด้วยราคาจำหน่ายที่ถูกสุดๆ
MG HS (03)
สำหรับ MG HS มากับจุดขายหลัก ในด้านการเน้นเรื่องดีไซน์ที่เหนือระดับ พร้อมพลังขับเคลื่อนที่ตอบโจทย์ทุกรูปแบบ และตอบสนองการใช้งานของคนรุ่นใหม่ด้วยฟีเจอร์ที่อัดแน่น โดยมากับมิติตัวรถที่มีขนาดใหญ่ในสัดส่วนความยาว 4,574 มม. กว้าง 1,876 มม. และ สูง 1,664 มม. ในขณะที่มีระยะช่วงล้อยาวถึง 2,720 มม.ส่งผลให้ห้องโดยสารมีขนาดใหญ่โตและกว้างขวาง
MG HS (04)
MG HS (05)
รูปลักษณ์ภายนอกโฉบเฉี่ยวด้วยเส้นสายที่โค้งมน โดดเด่นด้วยกระจังหน้าดีไซน์หรูซึ่งดูคล้าย ZS แต่จะใหญ่กว่า ไฟหน้าเน้นการใช้งานจากแอลอีดีโปรเจคเตอร์ ที่มีไฟเลี้ยววิ่งแบบรถยุโรปและเดย์ไทม์ในโคมเดียวกัน ซึ่งในรุ่นท๊อพ (X) มากับระบบเปิด-ปิด ไฟสูงอัตโนมัติ Intelligent High-Beam Control และล้อแมกเป็นขนาด 18 นิ้วแบบเดียวกับรุ่นกลาง (D) ส่วนรุ่นเริ่มต้น (C) จะเป็นขนาด 17 นิ้ว
MG HS (06)
MG HS (07)
ในส่วนของไฟท้ายยังคงใช้แอลอีดีสีแดงสด พร้อมติดตั้งฝาท้ายแบบ Electric Tell Gauge เปิดได้ง่ายด้วยสวิตช์ควบคุมที่กุญแจ พร้อมติดตั้งท่อไอเสียคู่ ที่มุมกันชนหลังทั้งฝั่งซ้ายและขวา
MG HS (08)
MG HS (09)
หลังคาพาโนรามิคซันรูฟขนาดใหญ่ได้รับการติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานยกเว้นรุ่นเริ่มต้น (C)
MG HS (10)
MG HS (11)
ห้องโดยสารแต่งด้วยสีแดงสดทั้งคอนโซลและแผงข้างรวมถึงเบาะนั่งที่ออกแบบมาในสไตล์บักเก็ทซีทหุ้มหนังเดินด้ายสีแดงและตกแต่งด้วยหนัง Alcantara แบบเดียวกับรถหรูจากฝั่งยุโรป
MG HS (13)
ในรุ่นกลาง (D) และรุ่นท๊อพ (X) เติมเต็มความโดดเด่นด้วยไฟ Amblient Light ซึ่งปรับเปลี่ยนได้ถึง 64 เฉดสีและยังปรับตามโหมดการขับขี่ ทั้ง Eco Normal และ Super Sport mode และ โดยเน้นการใช้หลอดไฟแอลอีดีเป็นตัวให้แสงสว่างในหลายส่วนทั้งคอนโซลกลาง และแผงข้าง
MG HS (12)
ทั้งนี้บริเวณมาตรวัดมีจอแสดงผล Interactive Multi-Function Display ขนาด 7 นิ้วที่แสดงผลของระบบเอนเตอร์เทนเมนท์ซิสเต็ม และการทำงานของระบบ Advance Driver System ในรูปแบบของภาพกราฟฟิกสีสดใส
MG HS (14)
พวงมาลัยเป็นแบบท้ายตัดติดตั้งระบบมัลติฟังค์ชั่นใช้สั่งการระบบต่างๆ และในรุ่นท๊อพ (X) จะมีปุ่มควบคุมโหมด Super Sport สีแดงสดแยกออกมาอย่างโดดเด่น
MG HS (15)
MG HS (16)
จอกลาง 10 นิ้วติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นซึ่งใช้ในการแสดงผลระบบบันเทิง ส่วนเทคโนโลยี i-Smart ทั้ง Smart Command หรือการสั่งงานด้วยเสียง Smart Check ตรวจสอบสถานะของรถผ่านสมาร์ทโฟน Smart Connect อัพเดทเรื่องราวของความบันเทิงทั้งเพลง ข่าว ร้านอาหารดัง และล่าสุดในด้านการรายงานสภาพอากาศ จะเป็นฟีเจอร์ที่ติดตั้งมาในรุ่นกลาง (D) และรุ่นท๊อพ (X) เท่านั้น
MG HS (17)
และในรุ่นท๊อพ (X) จะมาพร้อมกับฟีเจอร์กล้อง Around View Camera เลือกมุมมองของภาพได้รอบคันซึ่งถือเป็นนวัตกรรมล่าสุด ซึ่งสามารถเลือกเปิดการใช้งานจากสวิตช์บริเวณคอนโซลเกียร์ รวมถึงยังมีสวิตช์ควบคุมโหมดการขับขี่ เบรคมือไฟฟ้า ฝาท้าย ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรคค้าง Auto Vehicle Hold และ Hill Desent Control
MG HS (18)
MG HS (20)
เครื่องยนต์ที่ได้รับการติดตั้งมากับรถรุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบดับเบิลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว ขนาดความจุ 1,490 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 162 แรงม้าที่ 5,600 รอบ พร้อมแรงบิด 250 นิวตันเมตรที่ 1,700-4,400 รอบ ทำความเร็ว 0-100 กม./ชม.ได้ในเวลาต่ำกว่า 10 วินาที และรองรับเชื้อเพลิงได้ถึง E85 ซึ่งทางบริษัทผู้ผลิตเคลมอัตราสิ้นเปลืองไว้ถึง 16.1 กม./ลิตร
MG HS (19)
ระบบเกียร์เป็นแบบ Twin Clutch Sportronic 7 Speed ซึ่งมีบวก/ลบ ที่คันเกียร์และในรุ่นท๊อพ (X) จะเพิ่มเติมระบบแพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัย
MG HS (21)
ระบบช่วงล่างตามแบบฉบับของ Euro Tuning Suspension ซึ่งเป็นแบบอิสระทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้าใช้เป็นแมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงค์พร้อมเหล็กกันโคลง นอกจากนี้ระบบเบรกจะเป็นแบบดิสเบรกทั้ง 4 ล้อด้วยเช่นกัน
MG HS ยังคงจัดเต็มและอัดแน่นไปด้วยความปลอดภัย ทั้งระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย FSF (Full Space Frame) ที่แข็งแกร่งพร้อมติดตั้งระบบความปลอดภัยเหนือระดับตามมาตรฐานยุโรป หรือ Advanced Synchronized Protection System มากถึง 25 ระบบ ประกอบด้วยระบบ Synchronized Protection System ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดอุบัติเหตุที่ช่วยทั้งเรื่องระบบเบรกและช่วยรักษาเสถียรภาพในการขับขี่ 14 ระบบ อาทิ ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control) ระบบลดความเสี่ยงที่จะทำให้รถพลิกคว่ำ ARP (Anti Rolling Program) ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System) และมีอีก 4 ระบบที่ช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากมุมอับสายตา ประกอบด้วย
-ระบบช่วยเตือนการเปิดประตู DOW (Door Open Warning)
-ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA (Lane Change Assist)
-ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD (Blind Spot Detection)
-ระบบช่วยเตือนขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ Advanced Driver Assistance Systems (ADAS) มากถึง 7 ระบบประกอบด้วย
-ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (Intelligent High-Beam Control)
-ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าในขณะขับขี่ FCW (Forward Collision Warning)
-ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control)
-ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning)
-ระบบช่วยควบคุมรถเมื่อรถจะออกนอกเลน LDP (Lane Departure Prevention)
-ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA (Lane Keep Assist)
-ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist)
MG HS (23)
นอกจากนี้ ยังเสริมความปลอดภัยให้อีกขั้นด้วยถุงลมนิรภัย 6 จุดติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถทุกรุ่น
MG HS (24)
MG HS มีให้เลือกถึง 4 สี ได้แก่ แดง Scarlet Red
MG HS (25)
ขาว Arctic White
MG HS (26)
ดำ Black Knight
MG HS (27)
บรอนซ์ Silver Metallic
MG HS (28)
MG HS เปิดราคาจำหน่ายได้อย่างสุดว๊าวด้วยรุ่นเริ่มต้น (C) ในราคา 919,000 บาท รุ่นกลาง (D) ราคา 1,019,000 บาท และรุ่นท๊อพ (X) 1,119,000 บาท ซึ่งแคมเปญช่วงเปิดตัวสำหรับ 1000 คันแรกสำหรับลูกค้าที่จองรถทุกรุ่นรับส่วนลดพิเศษ 34,000 บาท และพร้อมขึ้นโขว์ตัวทุกโชว์รูมในวันเสาร์ที่ 28 กันยายนนี้
MG HS (30)

The New Lexus RX ยนตรกรรมครอสโอเวอร์หรู พร้อมสะกดทุกสายตา สมรรถนะเหนือระดับ

0

เลกซัสกรุ๊ป บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำ The New Lexus RX ยนตรกรรมครอสโอเวอร์หรูระดับโลก ที่ได้รับความไว้วางใจและอยู่ในใจของลูกค้าทั่วโลกมาตลอดระยะเวลากว่า 21 ปี ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด Progressive Sophistication พัฒนาช่วงล่างใหม่ พร้อมระบบมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก Lexus Safety System Plus เจเนอเรชั่นล่าสุด ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี BladeScan Adaptive High-beam System ซึ่งเป็นครั้งแรกของโลก สะท้อนอัตลักษณ์แห่งยนตรกรรมครอสโอเวอร์ที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง
เลกซัส RX ใหม่…สะกดทุกสายตากับดีไซน์โฉบเฉี่ยว ทรงพลัง พร้อมสมรรถนะที่เหนือระดับ

I. ภายนอก…สง่างาม ทรงพลังด้วยรูปลักษณ์แห่งผู้นำ
กระจังหน้า Spindle Grille ดีไซน์ใหม่เอกลักษณ์เฉพาะของเลกซัส ที่ออกแบบให้มีความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด ดูหรูหราและดุดัน 
ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากไฟหน้าของเลกซัส LC ต้นแบบของภาพลักษณ์แห่งสายพันธุ์สปอร์ตของเลกซัส 
ขอบกระจังหน้ารมดำ… สะท้อนความสปอร์ตที่มีระดับ 

ฟท้ายดีไซน์ใหม่พร้อมไฟเลี้ยวแบบ LED Sequential… ไฟแสดงสัญญาณจะกระพริบจากด้านในเลื่อนสู่ด้านนอกของโคมไฟหน้า ดูหรูหรา มีระดับ 
กันชนด้านหลังตกแต่งด้วยอลูมินัม… สปอร์ต ดุดัน สะท้อนตัวตนที่เป็นเอกลักษณ์อย่างแท้จริง

       

II. ภายใน…หรูหรา ก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยีของการใช้ชีวิตที่เหนือระดับ
จอแสดงผลข้อมูล Electro Multi Vision (EMV) ขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว… แสดงข้อมูลการขับขี่อย่างเด่นชัด ช่วยให้ควบคุมฟังก์ชั่นต่างๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้นทั้งจากตำแหน่งผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า (เฉพาะรุ่น Premium และ F Sport) 
ระบบควบคุมส่วนกลาง Remote Touch Interfaceสั่งงานได้อย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัสเสมือนควบคุมสมาร์ทโฟน มอบความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง 

       

รองรับ Apple Car Play และ Android Auto… สะดวกกับการควบคุมสมาร์ทโฟนของคุณผ่านหน้าจอทัชสกรีนของเลกซัส
ระบบเปิดฝาท้ายไฟฟ้าพร้อม Kick Sensorเปิดท้ายรถได้อย่างง่ายดาย แม้มีสัมภาระเต็มมือ โดยสอดเท้าเข้าไปใต้กันชนเพื่อเปิด-ปิดประตูท้ายได้อย่างอัตโนมัติ

       

III. เทคโนโลยีความปลอดภัยเหนือระดับ Lexus Safety System Plus…มาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก
ระบบปรับไฟสูง-ต่ำอัจฉริยะ BladeScan Adaptive High-beam System (AHS)…ครั้งแรกของโลกกับเทคโนโลยีปรับไฟสูง-ต่ำอัจฉริยะ มาพร้อมกับเทคโนโลยี BladeScan ช่วยกระจายลำแสงไฟหน้ากับวัตถุด้านหน้ารถอย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ดียิ่งขึ้นในเวลากลางคืน และไม่รบกวนสายตาเพื่อนร่วมทาง 

       

ระบบช่วยรักษาช่องทางวิ่ง Lane Tracing Assist (LTA)…ระบบจะทำการส่งสัญญาณสั่นเตือนที่พวงมาลัย พร้อมกับแจ้งเตือนบนจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ในทันที เมื่อตรวจพบว่ารถยนต์มีการขับข้ามเลนโดยไม่เปิดสัญญาณไฟเลี้ยว และยังช่วยประคองพวงมาลัยเพื่อไม่ให้รถออกนอกเลน 


ระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผัน Dynamic Radar Cruise Control…ระบบควบคุมความเร็วให้คงที่ โดยไม่ต้องเหยียบคันเร่ง โดยระบบจะตรวจวัดระยะห่างจากรถคันหน้าด้วยเรดาร์และกล้องบริเวณหน้ารถพร้อมลดและเพิ่มความเร็วอัตโนมัติให้สอดคล้องกับรถคันหน้า เพื่อคงระยะห่างที่ปลอดภัยอยู่เสมอ

เลือกเป็นเจ้าของยนตรกรรมครอสโอเวอร์ระดับหรู 3 รุ่นให้คุณเลือกครอบครอง

RX 300รุ่น Luxuryขับเคลื่อนล้อหน้าราคา 4,230,000  บาท
รุ่น Premiumขับเคลื่อนล้อหน้าราคา 4,740,000  บาท
 รุ่น F SPORTขับเคลื่อนสี่ล้อราคา 5,350,000  บาท

RX 350h* และ RX 450h* สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ หรือสอบถามได้ที่ผู้แทนจำหน่ายเลกซัสอย่างเป็นทางการ

สำหรับลูกค้าที่จอง The New RX ภายในเดือนกันยายน จะได้รับสิทธิพิเศษ Lexus Exclusive Package ทันที ซึ่งจะขยายระยะเวลาการรับประกันจากปกติ 4 ปี เป็น 5 ปีไม่จำกัดระยะทาง พร้อมกับรับสิทธิประโยชน์อื่นๆ มากมายอาทิ Lexus Concierge Service บริการเลขาส่วนตัวให้กับลูกค้า RX ทุกท่าน และพิเศษสุดสำหรับลูกค้าปัจจุบันของเลกซัสจะได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติม Lexus Exclusive PLUS ซึ่งจะครอบคลุมเรื่องการบำรุงรักษารวมถึงค่าอะไหล่ตลอดระยะเวลา 5 ปี นอกจากนี้ยังมีแคมเปญฟรีเงินดาวน์พร้อมรับดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% 


เชิญสัมผัสยนตรกรรมครอสโอเวอร์หรูระดับโลก Lexus RX ใหม่ วันที่ 20 – 22 กันยายน 2562 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี กรุงเทพฯ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.lexus.co.th , www.facebook.com/lexussociety

ALL-NEW MAZDA3 สกายแอคทีฟเจเนอเรชั่นใหม่ เปิดราคาจำหน่ายเริ่มต้น 9.69 แสนบาท

0

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย แนะนำ ALL-NEW MAZDA3 สกายแอคทีฟเจเนอเรชั่นใหม่ SKYACTIV-VEHICLE ARCHITECTURE ผสานระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง GVC Plus อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย i-ACTIVSENSE ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทั้งผู้ขับขี่และผู้ใช้ถนน มีให้เลือก 2 สไตล์ ทั้งแบบซีดาน 4 ประตู และฟาสท์แบค 5 ประตู ราคาจำหน่าย เริ่มต้น 969,000 บาท ฟรีค่าแรงเช็คระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร* ขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร** พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย กล่าวว่า การเปิดตัว ALL-NEW MAZDA3 ในวันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นยานยนต์เจเนอเรชั่นใหม่ของมาสด้าอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ได้เตรียมวางกลยุทธ์การตลาด และดำเนินการไปพร้อมๆ กันในทุกมิติ เพื่อถ่ายทอดภาพลักษณ์ใหม่ของแบรนด์ในทุกองค์ประกอบ ทั้งภาพลักษณ์ใหม่ของโชว์รูม และมอบนโยบายการให้บริการ การวางรูปแบบการสื่อสารใหม่ในช่องทางต่างๆ เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่กำลังทยอยลงสู่ตลาด เพื่อก้าวสู่ความเป็น “มาสด้า พรีเมียม” 

       

ALL-NEW MAZDA3 มาพร้อมแนวคิด “A New Era Begins” รถยนต์เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาใหม่ทั้งคัน ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Less is More” เน้นความเรียบง่ายแต่งดงาม ยึดหลักปรัชญามนุษย์เป็นศูนย์กลาง นำเอาท่วงท่าการเดินที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์มาเป็นต้นแบบในการพัฒนา เกิดเป็นรถยนต์ที่สามารถควบคุมการขับขี่ได้อย่างแม่นยำและสมดุลในทุกสถานการณ์ ซีดาน 4 ประตู เน้นความเรียบหรูใส่ใจในทุกรายละเอียด ดูมีเสน่ห์ น่าค้นหา ตอบโจทย์ลูกค้าชื่นชอบความหรูหรา ส่วนฟาสท์แบค 5 ประตู โดดเด่นด้วยความสปอร์ต เน้นความเรียบง่ายแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยขุมพลัง แม้จะใช้ชื่อรุ่นเดียวกัน แต่คอนเซ็ปต์การออกแบบ และรูปลักษณ์ที่แสดงออกมาแตกต่างกันอย่างชัดเจน

เครื่องยนต์ สกายแอคทีฟเบนซิน SKYACTIV-G ขนาด 2.0 ลิตร ถูกพัฒนาให้สมรรถนะความแรง และประหยัดน้ำมัน ด้วยเทคโนโลยีที่ฉีดเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้โดยตรง ผนวกกับหัวฉีดดีไซน์ใหม่ ส่งผลให้มีอัตราส่วนกำลังอัดสูง แรงบิดเพิ่มขึ้น ประหยัดน้ำมันมากขึ้น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยอัตราส่วนกำลังอัด 13.0:1 ให้กำลังสูงสุด 165 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 213 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ประหยัดน้ำมันสูงสุด 15.9 กิโลเมตรต่อลิตร*

เทคโนโลยีใหม่ ที่มาพร้อมแพลตฟอร์มเจเนอเรชั่นใหม่ SKYACTIV-VEHICLE ARCHITECTURE ได้รับการพัฒนาจากท่วงท่าการเดินของมนุษย์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติและมีสมดุล โดยพัฒนาตั้งแต่ยางรถยนต์ที่ซับแรงกระแทกจากพื้นถนน ขึ้นมาสู่ระบบช่วงล่างที่ได้รับการออกแบบใหม่ให้สามารถตอบสนองต่อแรงกระทำจากพื้นถนนได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระจายแรงออกไปสู่โครงสร้างตัวถังอย่างมีประสิทธิภาพ และต่อเนื่องไปถึงผู้ขับขี่และผู้โดยสารผ่านเบาะนั่งที่ได้รับการออกแบบใหม่ เพื่อรักษาความสมดุลให้ใกล้เคียงกับท่วงท่าการเดินของมนุษย์ และช่วยลดความอ่อนล้าจากการขับขี่

ระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง หรือ G-Vectoring Control Plus (GVC Plus) โดยระบบจะปรับแรงบิดของเครื่องยนต์ตามการหักเลี้ยวพวงมาลัยของผู้ขับขี่ ควบคู่ไปกับการเบรกที่เหมาะสม เพื่อให้รถสามารถขับเคลื่อนไปอย่างนุ่มนวล มีเสถียรภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนของล้อทั้ง 4 ให้ดียิ่งขึ้น ผู้ขับขี่แก้พวงมาลัยน้อยลง ควบคุมรถง่าย และแม่นยำยิ่งขึ้น สามารถเข้าโค้งและออกจากโค้งได้นุ่มนวล ลดอาการเมื่อยล้าสะสมจากการขับรถทางไกลของผู้ขับขี่ และการโคลงตัวไปมาของผู้โดยสาร

         

ห้องโดยสารหรูหรา ด้วยวัสดุเกรดพรีเมียมครบครันทุกฟังก์ชั่นการใช้งาน เบาะดีไซน์ใหม่ที่โอบกระชับ รองรับสรีระช่วยให้กระดูกเชิงกรานตั้งตรง แนวกระดูกสันหลังคงรูปตัว S เหมือนขณะเดิน เพื่อให้การขับขี่ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติและสมดุล ช่วยลดความเมื่อยล้าจากการขับขี่ สะดวกยิ่งขึ้นด้วยเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ได้ 2 ตำแหน่ง

แผงหน้าปัดและมาตรวัดดิจิตอลแบบ TFT LCD หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสีบนกระจกหน้า ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนน การเชื่อมต่อสื่อสารแบบไร้ขีดจำกัดด้วย Mazda Connect ที่มาพร้อม Apple CarPlay โดยแสดงข้อมูลผ่านหน้าจอสี Center Display แบบ Widescreen ขนาด 8.8 นิ้ว ควบคุมด้วยปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนน สัมผัสกับห้องโดยสารที่เงียบขึ้น และระบบเสียงคุณภาพ Bose® รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง

     

ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี i-ACTIVSENSE ได้รับการคิดค้นและพัฒนาขีดความสามารถอย่างจริงจัง โดยเน้นการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุประกอบด้วย

  • ระบบควบคุมความเร็วและพวงมาลัยตามรถคันหน้า CTS (Cruising & Traffic Support) ที่สามารถควบคุมความเร็วของรถ ช่วยลดความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติแบบ Advance หรือ Advanced SBS (Advanced Smart Brake Support) ที่สามารถตรวจจับรถคันหน้า จักรยาน รวมถึงคนเดินถนน
  • ระบบช่วยหยุดรถเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง SBS-RC (Smart Brake Support-Reverse Crossing)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
  • ระบบช่วยเบรกและหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง SBS-R (Smart Brake Support-Reverse) ที่สามารถตรวจจับวัตถุในวงกว้างและสูงขึ้น ด้วยจำนวนเซ็นเซอร์ที่มากขึ้น
  • ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ ALH (Adaptive LED Headlamps) ที่ได้รับการพัฒนาให้ลำแสงละเอียดยิ่งขึ้น
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring)
  • ระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง (360° View Monitor)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LAS (Lane Keep Assist System)
  • ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน LDWS (Lane Departure Warning System)
  • ระบบเตือนเมื่อเกิดความอ่อนล้าขณะขับขี่ DAA (Driver Attention Alert)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ MRCC (Mazda Radar Cruise Control)
  • และปกป้องทันทีจากอุบัติเหตุด้วยถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย และถุงลมบริเวณหัวเข่าด้านคนขับ รวม 7 ตำแหน่ง

ALL-NEW MAZDA3
ALL-NEW MAZDA3 มีให้เลือก 7 สี ประกอบด้วย

  • สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal)
  • สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray)
  • สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล (Snowflake White Pearl)
  • สีเงิน โซนิค ซิลเวอร์ (Sonic Silver)
  • สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black)
  • สีน้ำตาล ไททาเนียม แฟลช (Titanium Flash)
  • สีเทาใหม่ โพลีเมทัล เกรย์ (Polymetal Gray) เฉพาะรุ่นฟาสท์แบค 5 ประตู (และจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์เท่านั้น

ALL-NEW MAZDA3      ALL-NEW MAZDA3

ราคาจำหน่าย ALL-NEW MAZDA3 ทั้งรุ่นฟาสท์แบค 5 ประตู และซีดาน 4 ประตู จำหน่ายในราคาเดียวกัน

• ALL-NEW MAZDA3 รุ่น 0 Cราคา  969,000  บาท
• ALL-NEW MAZDA3 รุ่น 0 S  ราคา  1,069,000 บาท
• ALL-NEW MAZDA3 รุ่น 0 SPราคา 1,198,000 บาท

หมายเหตุ   
* ฟรีค่าแรงการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 10 ครั้ง ทุก 6 เดือน หรือ ทุก 10,000 กม. ตั้งแต่ 10,000 – 100,000 กม.
** ขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม. อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อนตามเงื่อนไขโปรแกรม Mazda Added Protection

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว The V-Class โฉมใหม่ สะดวกสบาย พร้อมดีไซน์เหนือระดับ

0

เมอร์เซเดสเบนซ์ ประเทศไทย แนะนำ The V-Class โฉมใหม่ โดดเด่นด้วยตัวถังใหม่แบบ Extra Long ช่วยให้มีพื้นที่ในห้องโดยสารเพิ่มมากขึ้น และระบบความปลอดภัยอันล้ำสมัยเพื่อมอบความมั่นใจใทุกขณะการเดินทาง โดยนำเสนอทั้งหมด 2 รุ่นย่อย ได้แก่ V 220 d Avantgarde Premium ราคา 5,790,000 บาท และ V 220 d Business ราคา 3,990,000 บาท 
ดีไซน์ภายนอก ของ The V-Class ได้รับการออกแบบให้มีลายเส้นสวยงาม แสดงให้เห็นถึงความกว้างขวางของตัวรถ พร้อมด้วยกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ที่มาพร้อมกับช่องระบายความร้อน โดยรุ่น V 220 d Avantgarde Premium มาพร้อมกับล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ไฟคู่หน้าแบบ LED Intelligent Light System ระบบไฟหน้าที่ทำงาน และปรับลำแสงอัตโนมัติตามสภาพการขับขี่ กระจกมองหลังและมองข้างฝั่งคนขับที่สามารถปรับลดแสงสะท้อนแบบอัตโนมัติ และระบบกันสะเทือนแบบ AGILITY CONTROL และรุ่น V 220 d Business มาพร้อมกับล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ไฟหน้าแบบฮาโลเจนที่ทำงานโดยอัตโนมัติ และระบบกันสะเทือนแบบ Comfort และทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับประตูเลื่อนอัตโนมัติระบบไฟฟ้าซ้าย-ขวา ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขึ้น-ลงรถด้วยปุ่มสัมผัสเพียงปุ่มเดียว

ดีไซน์และห้องผู้โดยสารภายใน ได้รับการออกแบบให้มีพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางมากขึ้นด้วยตัวถังรถแบบ Extra Long และดีไซน์ที่มอบความรู้สึกความหรูหราอย่างมีระดับ The V-Class มาพร้อมกับพวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน พร้อมแป้นควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ (Direct Select Gearshift Paddles)

  • V 220 d Avantgarde Premium มาพร้อมกับห้องโดยสารสีเบจ เบาะหุ้มหนัง Lugano สีเบจ และจัดเรียงที่นั่งแบบ 2-2-3 ที่นั่งคนขับและผู้โดยสารด้านหน้าสามารถปรับได้ด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ 3 ตำแหน่ง อีกทั้งยังมาพร้อมกับที่นั่งแบบ Luxury Captain Chair 1 คู่สำหรับที่นั่งผู้โดยสารตอนหลังแถวที่ 1 ที่สามารถปรับหัวหมอน พนักพิงและที่รองน่องด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ 2 ตำแหน่ง มีระบบระบายอากาศและอุ่นเบาะ 3 ระดับ และฟังก์ชันนวดหลังที่ปรับได้ 3 โปรแกรม วัสดุตกแต่งคอนโซลหน้าแบบ pinstripe effect วัสดุบุเพดานสี porcelain และระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC ในห้องคนขับและระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ TEMPMATIC ในห้องโดยสารตอนหลัง และเครื่องเสียงแบบ Audio 20 CD ที่มาพร้อมแป้นควบคุมแบบสัมผัสเพื่อเพิ่มสุนทรียในการเดินทางให้มากขึ้นไปกว่าเดิม
  • V 220 d Business มาพร้อมกับห้องโดยสารสีเทา เบาะผ้า Santiago สีดำ และจัดเรียงที่นั่งแบบ 2-2-2 วัสดุตกแต่งคอนโซลหน้าแบบ black piano-lacquer ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ TEMPMATIC ทั้งในห้องคนขับและในห้องโดยสารตอนหลัง และเครื่องเสียงแบบ Audio 20 USB

V-Class โฉมใหม่
ความปลอดภัยและเทคโนโลยี ของ The V-Class โฉมใหม่ได้รับการออกแบบเพื่อมอบความปลอดภัยสูงสุด ไม่ว่าจะเป็น โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ADAPTIVE ESP® (Electronic Stability Program), ระบบป้องกันล้อล็อค ABS (Anti-lock Braking System),ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ASR (Acceleration Skid Control), ระบบรักษาการทรงตัวกรณีมีลมขวางปะทะตัวรถด้านข้าง (Crosswind Assist), ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill-Start Assist), ระบบรักษาระดับความเร็ว (Cruise Control), ไฟเบรกกระพริบอัตโนมัติเมื่อเบรกฉุกเฉิน (Adaptive Brake Light), ถุงลมนิรภัยด้านหน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยสำหรับคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า, ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST) โดยในรุ่น V 220 d Avantgarde Premium จะมาพร้อมกับระบบความปลอดภัยเพิ่มเติม ได้แก่ ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist), ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ (PRE-SAFE® system), ระบบช่วยเตือนจุดบอดสายตา (Blind Spot Assist), ระบบช่วยเตือนให้ขับรถในช่องทาง (Lane Keeping Assist), ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติพร้อมกล้องแสดงภาพด้านหลัง (Active Parking Assist with 360˚camera)

เมอร์เซเดส-เบนซ์ The V-Class โฉมใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ เทอร์โบ ความจุกระบอกสูบ 2,143 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 163 แรงม้า ที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิด  380 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,400-2,400 รอบ/นาที และเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 7 จังหวะ (7G-TRONIC PLUS) ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 33 แห่งทั่วประเทศ

  • V 220 d Avantgarde Premium ราคา 5,790,000 บาท
  • V 220 d Business ราคา 3,990,000 บาท

Riding Passion Year 2 คัดสุดยอดไบเกอร์ตะลุยญี่ปุ่นและนิวซีแลนด์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ

0

เอ.พี.ฮอนด้า เปิดตัวแคมเปญ Honda BigBike Riding Passion Year 2 ด้วยคอนเซปต์ “มี Passion มันส์ต้อง…สักครั้ง”เชิญชวนลูกค้ารถจักรยานยนต์ฮอนด้า ร่วมสนุกลุ้นเป็นผู้โชคดีเข้าร่วมทริปเปิดประสบการณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟด้วย Honda CB1100 และ Honda Africa Twin บนเส้นทางที่สวยงามและท้าทายในประเทศญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์
สำหรับกิจกรรมนี้ จะคัดเลือกผู้ชนะจำนวน 8 ท่าน ประกอบด้วยผู้ชนะเพื่อร่วมทริปที่ญี่ปุ่น 4  ท่าน และผู้ชนะเพื่อร่วมทริบที่นิวซีแลนด์อีก 4 ท่าน โดยคัดเลือกผู้ผ่านรอบแรกทั้งหมด 60 ท่าน แบ่งเป็นกลุ่มทริปญี่ปุ่นและนิวซีแลนด์กลุ่มละ 30 ท่าน จากนั้นจะคัดเลือกผู้เข้ารอบของทั้ง 2 กลุ่มเข้าสู่รอบสุดท้ายโดยการสอบสัมภาษณ์ทัศนคติ และสอบทักษะการขับขี่ ทั้งนี้ จะมีการคัดเลือกผู้ชนะทริปประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 10 ตุลาคม 2562 และคัดเลือกผู้ชนะทริปประเทศนิวซีแลนด์ในวันที่ 11 มกราคม 2563

ผู้ชนะ 4 ท่านสำหรับทริปญี่ปุ่นจะออกเดินทางเพื่อตามหา Passion ระหว่างวันที่ 18-24 ตุลาคม 2562 นอกจากการขับขี่รถHonda CB1100 บนเส้นทางสุดพิเศษแล้ว ยังจะได้ร่วมชมการแข่งขัน MotoGP รายการ Japanese Grandprix 2019 พร้อมเยี่ยมเยือนความยิ่งใหญ่ของฮอนด้าที่ Honda Collection Hall อีกด้วย 
สำหรับผู้ชนะอีก 4 ท่านจากทริปนิวซีแลนด์ จะได้ขับขี่ Honda Africa Twin สัมผัสเส้นทางสุดท้าทายบนภูมิประเทศที่สวยงามแห่งหนึ่งของโลก เริ่มออกเดินทางช่วงกลางเดือนมีนาคม 2563
ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรม Honda BigBike Riding Passion Year 2 ได้ง่ายๆ เพียงแค่มีรถจักรยานยนต์ฮอนด้ารุ่นใดก็ได้ และส่งข้อความแสดงถึงแพสชั่นในการขับขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้าในรูปแบบคอมเมนต์ใต้วีดีโอประชาสัมพันธ์กิจกรรมตั้งแต่วันที่ 11 กันยายนนี้เป็นต้นไป ในช่องทาง facebook fanpage : Honda BigBike Thailand, CUB House by Honda และ Honda Motorcycle Thailand หรือเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/HondaBigBikeTH

ฟอร์ด ร่วมรณรงค์เดินทางด้วย “คาร์พูล”

0

ปัจจุบันคนเมืองมากกว่า 65 เปอร์เซ็นต์เลือกใช้รถยนต์ส่วนบุคคลในการเดินทางในชีวิตประจำวัน มีเพียง 35 เปอร์เซ็นต์ที่ใช้บริการขนส่งสาธารณะ นั่นหมายความว่า รถยนต์จำนวนมากบนท้องถนน คือสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหารถติด หากผู้ใช้รถใช้ถนนไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางของตนเอง กรุงเทพฯ ก็ยังคงต้องเผชิญกับปัญหาเรื้อรังนี้ไปอีกหลายปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เวลา และค่าใช้จ่าย หนึ่งวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยบรรเทาปัญหารถติดแสนสาหัสในช่วงนี้ไปได้ คือการลดจำนวนรถบนท้องถนน ด้วยการร่วมโดยสารแบบ “คาร์พูล” ร่วมโดยสารไปด้วยกันในเส้นทางเดียวกัน 
แม้ว่าคนไทยอาจยังไม่คุ้นเคยแนวคิดของการร่วมโดยสาร ถ้าไม่ใช่คนรู้จักหรือสนิทกัน หลายคนอาจรู้สึกไม่สะดวกใจร่วมทางไปกับคนอื่น การเลือกรถที่เหมาะสมอาจช่วยทำให้คุณสนุกกับการเดินทางกับกลุ่มเพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงานที่คุ้นเคย หรือแม้แต่กับคนแปลกหน้าได้อย่างสบายใจยิ่งขึ้น

เลือกรถที่ใช่
ในการร่วมโดยสารแบบคาร์พูล แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พื้นที่ในห้องโดยสารและความปลอดภัย คุณควรใช้รถที่มีพื้นที่กว้างเพียงพอที่จะให้เพื่อนๆ และครอบครัวนั่งไปด้วยกันได้แบบสบายๆ รถที่เลือกใช้ควรมีระบบความปลอดภัยที่ครบถ้วนทันสมัย รถเอสยูวีจึงเป็นรถที่ตอบโจทย์ครบครัน 
สำหรับการเดินทางระยะไกล รถยนต์อเนกประสงค์ขนาดกลาง 7 ที่นั่งอย่าง ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ที่มาพร้อมห้องโดยสารที่หรูหราและสะดวกสบายยิ่งขึ้น สามารถพาคุณและเพื่อนร่วมทางติดรถไปด้วยกันในวันทำงานและยังพร้อมพาคุณไปเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วยสมรรถนะการขับขี่อันเหนือชั้น นอกจากนี้ ยังมอบห้องโดยสารที่ปราศจากเสียงรบกวน ด้วยระบบตัดเสียงรบกวนจากภายนอก (Active Noise Cancellation) และเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะ ไม่ว่าจะเป็นระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System) ระบบเบรกแบบ Autonomous Emergency Braking (AEB) พร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนนและยานพาหนะอื่นๆ รอบตัวรถ ก็ยิ่งทำให้เพื่อนร่วมทางสบายใจเมื่อได้ร่วมเดินทางไปกับคุณ

สารพัดข้อดีของ คาร์พูล
ข้อดีที่เห็นได้ชัดที่สุดจากการร่วมโดยสารกันไปในเส้นทางเดียวกัน คือการช่วยลดจำนวนรถยนต์บนท้องถนน ส่งผลให้ช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดได้อีกทาง ผลการวิจัยของบอสตัน คอลซัลติ้ง กรุ๊ป พบว่า หากคนกรุงเทพฯ ใช้รถร่วมกันมากขึ้น จะช่วยลดการจราจรในชั่วโมงเร่งด่วนได้มากถึง 92 เปอร์เซ็นต์ นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาด้านการเดินทาง คาร์พูลยังส่งผลดีต่อทั้งชีวิตประจำวันและสิ่งแวดล้อม ดังนี้
1. ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม
เมื่อมีรถบนท้องถนนน้อยลง การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศก็จะลดลงเช่นกัน มลพิษจากการจราจรก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจ อาการทางประสาท รวมถึงโรคภูมิแพ้ การลดการปล่อยก๊าซดังกล่าวจึงช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพอนามัยของตนเองและคนอื่นๆ ในสังคม
2. ประหยัดค่าใช้จ่าย
ยิ่งคุณพาเพื่อนร่วมทางติดรถไปด้วยมากเท่าไร ก็ยิ่งช่วยประหยัดค่าน้ำมันมากขึ้นเท่านั้น จากที่เคยเติมน้ำมันเดือนละหลายพันบาท คุณอาจช่วยกันแชร์น้ำมัน และถ้าคุณและเพื่อนๆ ผลัดกันใช้รถเพื่อคาร์พูล ก็ยังช่วยลดการใช้งานรถ ส่งผลให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรถยนต์ และยังเพิ่มอายุการใช้งานของรถให้ยาวนานขึ้น
 3. มีเวลามากขึ้น
วันที่คุณเป็นผู้โดยสาร แทนที่จะต้องจดจ่ออยู่กับการขับรถ คุณก็สามารถทำงาน อ่านหนังสือ หรือแม้แต่งีบเพื่อรีชาร์จได้ระหว่างเดินทาง
 

MG ZS EV รถยนต์ไฟฟ้าราคาไม่ถึง 1.2 ล้านบาท คุ้มค่ากับการใช้งานสไตล์คนเมือง

0

MG ZS EV รถยนต์พลังไฟฟ้า 100 % ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลัง 110 KWH หรือเทียบเท่า 150 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงถึง 350 นิวตันเมตร ชาร์จไฟ 1 ครั้งด้วย Home Charge ในเวลา 6.5 ชั่วโมง และ Quick Charge เพียง 30 นาที จะได้พลังงานกลับมาถึง 80 % เปิดตัวสนั่นวงการด้วยราคาเพียง 1.19 ล้านบาท พร้อมของแถม Home Charge และติดตั้งฟรี ความคุ้มค่าขนาดนี้สมรรถนะในการใช้งานจะมีความสนใจมากน้อยเพียงใด ติดตามได้จากรายงาน
Test MG ZS EV (1)
กระแสดังจากการเป็นรถยนต์พลังไฟฟ้าที่เปิดราคาจำหน่ายได้อย่างสุดว๊าว โดย บริษัท เอ็มจี เซลส์ ประเทศไทย จำกัด ตั้งค่าตัวของ MG ZS EV ไว้เพียง 1.99 ล้านบาทพร้อมแถม Home Chart ติดตั้งฟรี (มูลค่ากว่า 80,000 บาท) เฉพาะ 1000 คันแรก ซึ่งรายละเอียดของรถคันนี้ Autoworldthailand ได้ทำการรีวิวไปเรียบร้อยเมื่อครั้งเปิดตัวและสามารถรับชมเพิ่มเติมได้ตามลิงค์นี้ครับ  https://www.autoworldthailand.com/mg-zs-ev/
Test MG ZS EV (2)
ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องราวของการทดสอบสมรรถนะมาดูความโดดเด่นของรถคันนี้กันก่อน
เริ่มจากขนาดตัวรถนั้นเท่ากับ MG ZS ในทุกมิติ แต่สีฟ้า Copenhagen Blue จะเรียกว่าเป็นสีเฉพาะของ MG ZS EV ก็ว่าได้ กระจังหน้าเป็นตำแหน่งของการเสียบปลั๊กชาร์จ โดยจะเปิดออกเมื่อกดสวิตช์จากภายในตัวรถ ใต้กระจังจะมีการติดตั้งเรดาร์ซึ่งเป็นศูนย์รวมการประมวลผลของตัวช่วยการขับขี่อีกหลายระบบ รวมถึงล้อแมกของ 17 นิ้วดีไซน์เฉพาะรุ่น และยังมีโลโก้บริเวณฝาท้ายที่บ่งบอกว่าเป็นรถยนต์พลังไฟฟ้า
Test MG ZS EV (3)
Test MG ZS EV (4)
Test MG ZS EV (5)
ในด้านของห้องโดยสารไม่ได้มีอะไรผิดแปลกไปจากรุ่นปกติและยังคงโดดเด่นด้วย Panoramic Sunroof ที่มีขนาดใหญ่กินพื้นที่กว่า 70% ของหลังคารถ
Test MG ZS EV (5)
การตกแต่งภายในเน้นวัสดุ Soft Touch กว่า 80 % ทั้งแผงคอนโซลและแผงข้าง ในส่วนของเบาะนั่งหุ้มด้วยหนังสังเคราะห์ เช่นเดียวกับพวงมาลัยซึ่งเป็นแบบท้ายตัดสไตล์สปอร์ต
Test MG ZS EV (6)
สำหรับพวงมาลัยยังคงมาพร้อมระบบมัลติฟังค์ชั่น ซึ่งใช้ควบคุมอีกหลายระบบ ทั้งวิทยุ เนวิเกเตอร์ รวมถึงระบบ i-Smart ที่ใช้เสียงภาษาไทยในการสั่งการทั้งการเปิด/ปิด ซันรูฟ การปรับตั้งระบบปรับอากาศและวิทยุ เป็นต้น
Test MG ZS EV (7)
นอกจากนี้สวิตช์ควบคุมฝั่งขวามือจะมีหน้าที่ในการปรับเซ็ทระบบเพื่อความสะดวกสบายและปลอดภัยอีกเพียบ ทั้งระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา Blind Sport Detection ติดตั้งที่กระจกมองข้างทั้ง 2 ฝั่ง ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control), ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist),ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าขณะขับขี่ FCW (Forward Collision Warning), ระบบควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA (Lane Keep Assist), ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning), ระบบช่วยควบคุมรถเมื่อรถออกนอกเลน LDP (Lane Departure Prevention) และระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA (Lane Change Assist)
Test MG ZS EV (9)
ชุดแดชบอร์ดเป็นแบบเดียวกับรุ่นธรรมดา บริเวณตรงกลางจะมีจอมัลติฟังค์ชั่นดิสเพลย์แสดงการทำงานระบบตัวช่วยต่างๆ และข้อมูลการใช้งานระบบมอเตอร์ไฟฟ้า มาในรูปแบบของภาพกราฟฟิกที่ทันสมัย
Test MG ZS EV (11)
คอนโซลกลางติดตั้งจอทัชกรีนขนาด 8 นิ้ว มีหน้าที่ในการแสดงผลของทุกระบบตัวช่วยการขับขี่ วิทยุ ระบบปรับอากาศ รวมไปถึงการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า และระบบ Smart Connect ซึ่งสามารถตรวจเช็ค รวมถึงตรวจสอบสถานะของรถยนต์ ระดับพลังงานแบตเตอรี่ ระยะเวลาการชาร์จไฟ การค้นหาสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้า ผ่านสมาร์ทโฟนเพียงแค่โหลดแอพลิเคชั่น
Test MG ZS EV (12)
ความหรูหราที่เกิดการเปลี่ยนแปลงมาจากบริเวณคอนโซลเกียร์ ซึ่งสามารถสั่งงานระบบเกียร์ด้วยการใช้มือหมุน ใกล้กันจะมีสวิตช์สั่งงานระบบเบรกมือไฟฟ้าและ Auto Hold เหนือระบบเกียร์จะมีสวิทช์ควบคุมโหมดการขับขี่ที่ปรับเลือกได้ถึง 3 รูปแบบ ประกอบด้วยโหมด Eco Normal และ Sport และระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) ที่สามารถชาร์จพลังงานในระหว่างการขับขี่กลับเข้าแบตเตอรี่ (Regenerative) ซึ่งเลือกการชาร์จพลังงานได้ถึง 3 ระดับ
Test MG ZS EV (14)
MG ZS EV ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แบบ Permanent Magnet Synchronous Motor โดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่แบบ Lithium-ion ความจุ 44.5 kWh ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ซึ่งได้รับการเคลมจากผู้ผลิตว่าสามารถเร่งจาก 0-50 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ด้วยระยะเวลาเพียง 3.1 วินาที และทำความเร็ว0-100 กม./ชม.ในเวลาแค่ 8.5 วินาที และหากชาร์จไฟเต็ม 100% จะสามารถใช้งานได้ไกลถึง 337 กิโลเมตร
Test MG ZS EV (15)
ขอเพิ่มเติมข้อมูลเรื่องแบตเตอรี่ก่อนพาไปถึงการทดสอบอีกสักเล็กน้อย ในส่วนของแบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุ 44.5 kWh สามารถอัดประจุไฟฟ้าได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ สายชาร์จที่ติดมากับรถ วีธีการนี้ควรเป็นทางออกในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น เพราะอาจเกิดอันตรายเนื่องจากการชาร์จแบบนี้ไม่ควรมีการต่อปลั๊กพ่วง และสายไฟที่ใช้ต้องมีขนาดใหญ่กว่าปกติ สำหรับเวลาในการชาร์จจะสูงถึง 11 ชั่วโมงกว่าพลังงานจะกลับมาเต็ม 100 %
Test MG ZS EV (16)
การชาร์จไฟด้วย Home Charge อย่างที่เกริ่นนำ ผู้ที่สั่งจอง 1000 รายแรก จะได้รับอุปกรณ์ชิ้นนี้ฟรีพร้อมติดตั้ง แต่หากหมดโปรโมชั่น ต้องเสียค่าใช้จ่ายพร้อมติดตั้งราว 80,000 บาท เวลาในการชาร์จประจุไฟฟ้าให้เต็ม 100 % จะใช้เวลาเพียง 6.5 ชั่วโมง
Test MG ZS EV (16)
วิธีสุดท้ายคือแบบ Quick Charge เป็นการชาร์จไฟแบบเร่งด่วนด้วยเวลาเพียง 30 นาที จะได้พลังงานกลับมา 80% ซึ่งวิธีนี้สามารถอัดประจุจากสถานีบริการของภาครัฐหรือหน่วยงานเอกชนที่พอมีให้เห็นหลายที่ในเมืองกรุงและตามหัวเมืองของจังหวัดใหญ่ๆเท่านั้น
Test MG ZS EV (17)
ในส่วนของการทดสอบนั้นเริ่มที่สนามMG Driving Experience ซึ่งประกอบไปด้วยการขับขี่ 3 รูปแบบ อันดับแรกเป็นการลองพลังของมอเตอร์ไฟฟ้าด้วยการใช้ความเร็ว 0-100 กม./ชม. การทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นไปตามการเปิดคันเร่งโดยไม่มีการรอรอบแม้แต่น้อย
Test MG ZS EV (18)
ต่อด้วยการขับขี่ในเส้นทางโค้ง ก่อนหน้านี้ในรุ่นปกติ ระบบช่วงล่างนั้นนุ่มนวลจนออกอาการให้ตัวเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็ว แต่พอมาถึงคิวของรุ่นที่ใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้า แม้น้ำหนักตัวรถจะเบากว่ารุ่นปกติที่ใช้เครื่องยนต์ แต่อาการให้ตัวกลับดีขึ้น และช่วงล่างที่เคยนุ่มก็แน่นและหนึบขึ้นกว่ารุ่นเดิม
Test MG ZS EV (18)
สถานีสุดท้ายเป็นการทดสอบแบบหักหลบฉุกเฉินด้วยความเร็วประมาณ 50-60 กม./ชม. การควบคุมรถในสถานีนี้ค่อนข้างน่าประทับใจ เพราะพวงมาลัยมีอัตราทดที่แม่นยำ ระบบช่วงล่างที่แน่นขึ้น ส่งผลให้อาการโยนตัวนั้นลดน้อยลง
Test MG ZS EV (19)
อุ่นเครื่องเบาๆในสนามทดสอบเป็นที่เรียบร้อย มาถึงการใช้งานจริงโดยเริ่มเดินทางจากถ.ศรีนครินทร์ไปถึงปลายทางที่พัทยาใต้ บริเวณ ถ.เทพประสิทธิ์ ซึ่งผ่านการใช้งานหลากหลายรูปแบบทั้งการจราจรที่พลุกพล่าน สู่การเดินทางไกลบนไฮเวย์ที่ต้องใช้ความเร็ว แต่น่าแปลกใจตรงที่หากใช้ความเร็ว ระบบช่วงล่างอาจมีการโยนตัวมากขึ้นกว่าที่ลองในสนามทดสอบ
Test MG ZS EV (20)
ว่ากันด้วยเรื่องโหมดขับขี่ที่มีมาให้ถึง 3 รูปแบบ โหมด Eco เป็นโหมดเพื่อการประหยัด พลังขับเคลื่อนจากมอเตอร์ไฟฟ้าจะปล่อยออกมาไม่มากนักเพื่อการประหยัดพลังงานจากแบตเตอรี่ เหมาะสมกับการใช้งานในเมืองที่ต้องการความประหยัด
Test MG ZS EV (22)
Normal เป็นโหมดที่ใช้ขับขี่ทั่วไป พลังงานจากมอเตอร์จะปลดปล่อยมาให้เพียงพอต่อการใช้คันเร่ง และพวงมาลัยจะหนืดขึ้นเพื่อเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น

Sport โหมดนี้สำหรับสายซิ่งที่ต้องการการตอบสนองต่อคันเร่งซึ่งเรียกพลังได้อย่างรุนแรง แต่ทั้งนี้อาจติดขัดนิดหน่อยตรงที่มีการล๊อคความเร็วไว้ที่ไม่เกิน 160 กม./ชม. และพลังงานจากแบตเตอรี่ก็หมดไวขึ้นเป็นทวีคูณ
Test MG ZS EV (24)
ระบบที่คอยเรียกพลังกลับมายังแบตเตอรี่อย่าง KERS (Kinetic Energy Recovery System) จะทำหน้าที่ในการรีชาร์จพลังด้วยการแปรแรงเฉื่อยจากล้อให้กลับมาเป็นพลังงานเพื่อส่งกลับไปยังแบตเตอรี่ ระบบนี้จะมีให้เลือกถึง 3 ระดับ โดยที่ระดับ 3 จะช่วยทำให้การสรางกำลังกลับไปยังแบตเตอรี่เร็วยิ่งขึ้น ในขณะที่แรงเฉื่อยนั้นรับรู้ได้จากอาการดึงทุกครั้งที่มีการถอนคันเร่ง
Test MG ZS EV (25)
ตัวช่วยการขับขี่อย่างระบบ ACC หรือ Adaptive Cruise control ถือเป็นตัวช่วยที่ดี เมื่อทำงานร่วมกับระบบช่วยคุมรถให้อยู่ในช่องทาง รวมถึงเมื่อทำงานร่วมกับระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ หรือ Traffic Jam System ทำให้การขับขี่ของรถคันนี้เป็นแบบเกือบอัตโนมัติ เพราะหากความเร็วต่ำกว่า 30 กม./ชม. ระบบ Traffic Jam System จะช่วยให้รถขับเคลื่อนไปได้ ถ้าความเร็วสูงกว่า 30 กม./ชม. ก็จะเป็นหน้าที่ของระบบ ACC
Test MG ZS EV (27)
เมื่อไหร่ก็ตามที่คันหน้าเบรก ระบบเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนจะทำงาน และหากรถคันหน้าเคลื่อนตัวในเวลาไม่เกิน 3 วินาที ระบบ Traffic Jam System ก็จะสั่งการให้รถเคลื่อนตัวไปต่อได้ ทั้งนี้หากต้องการพลังงานเพื่อขับเคลื่อนให้ได้ระยะทางที่ยาวนานมากยิ่งขึ้น ระบบเหล่านี้จะกลายเป็นตัวแชร์พลังงานทันที เพราะมอเตอร์จะเรียกใช้พลังงานเป็นจังหวะไม่นุ่มนวลเหมือนการควบคุมด้วยตัวเอง
Test MG ZS EV (27)
ระยะทางที่ผู้ผลิตเคลมไว้ว่าการชาร์จไฟเต็ม 100 % นั้นทำระยะทางในการขับขี่ได้ถึง 337 กม.อาจจะสูงไปสักหน่อย เพราะหากการเดินทางมีตัวแปรทั้งสภาพการจราจรที่พลุกพล่านหรือเมื่อไหร่ที่ขับขี่ด้วยความเร็ว
Test MG ZS EV (28)
จากถ.ศรีนครินทร์ไปยัง ถ.เทพประสิทธิ์ย่านพัทยาใต้ เพื่อไปอัดประจุไฟฟ้าในรูปแบบ Quick Charge เพื่อใช้เป้นพลังงานในการเดินทางกลับกทม.ที่สถานีอัดประจุไฟฟ้าของ 7-11 สาขาธารา ใช้ระยะทางไปทั้งสิ้น 136 กม.ด้วยความเร็วเฉลี่ยไม่ถึง 70 กม./ชม. เหลือพลังงานจากแบตเตอรี่เพียง 37% แน่นอนว่าถ้าไป-กลับโดยไม่มีการแวะชาร์จ คงกลับไม่ถึงจุดเริ่มต้น ซึ่งถ้าคิดระยะทางรวมจะอยู่เพียง 272 กม.เท่านั้น และถ้าให้แบตเตอรี่หมดจนรถดับ ระยะทางที่ทำได้คงไม่ถึง 200 กม.
Test MG ZS EV (30)
ตัวแปรสำคัญอยู่ที่พฤติกรรมการขับขี่ เพราะการทดสอบในครั้งนี้ได้ลองหลายโหมดซึ่งในโหมด Sport นั้นมีการพิสูจน์ในด้านความแรง และยังมีบางช่วงที่รถติดซึ่งทั้งหมดถือเป็นตัวแปรที่ทำให้ระยะทางผิดไปจากตัวเลขที่เคลมจากผู้ผลิต และหากคิดเป็นค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่กม.ละ 40 – 50 สต. โดยคำนวณจากค่า FT ปัจจุบัน ประเด็นนี้ยังไงก็ถูกกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง หรือลูกผสมแบบไฮบริด
Test MG ZS EV (31)
บทสรุปการทดสอบสมรรถนะ MG ZS EV ในด้านระบบตัวช่วยการขับขี่และความปลอดภัยอัดแน่นเต็มๆคัน รวมถึงสมรรถนะของพลังขับเคลื่อนในรูปแบบของมอเตอร์ไฟฟ้าสอบผ่านอย่างไร้ข้อกังขา แต่ด้านสมรรถนะช่วงล่างแทบไม่ต่างไปจากรุ่นปกติมากนัก ยิ่งใช้ความเร็วสูงก็จะสัมผัสได้ถึงอาการโยนตัว
Test MG ZS EV (31)
และหากคุณอยากใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะต้องปรับพฤติกรรมการขับขี่เพื่อให้ได้มาซึ่งความประหยัด และต้องวางแผนเส้นทางเพื่อหาทีสถานีอัดประจุในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งถ้าเป็นตามหัวเมืองใหญ่หรือในกรุงเทพมหานครจะมีสถานีบริการอัดประจุอยู่พอสมควร ส่วนต่างจังหวัดนั้น
Test MG ZS EV (32)
ในด้านการของความคุ้มค่าและการประหยัดค่าใช้จ่าย รถยนต์ไฟฟ้าคันนี้ตอบโจทย์ได้อย่างแน่นอน เพราะการบำรุงรักษาตลอดระยะการใช้งาน 100,000 กม. จะเสียค่าใช้จ่ายเพียง 8,454 บาท ซึ่งเมื่อเทียบค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟจะอยู่ไม่เกิน 50 สต./กม. หนำซ้ำของแถมในรูปแบบของ Home Charge ก็ไม่ต้องควักกระเป๋าจ่าย ซึ่งหากหมดโปรโมชั่นช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ คุณอาจจะต้องควักเงินกว่า 80,000 บาทเพื่อติดตั้งที่ชาร์จไฟในบ้านก็เป็นได้
Test MG ZS EV (34)
ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับเริ่มต้นใช้รถไฟฟ้ารวมถึงการติดตั้งเครื่องชาร์จไฟฟ้าในรูปแบบ Home Charge
1.สำหรับสายชาร์จที่แถมมากับตัวรถควรใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น และไม่ควรใช้ปลั๊กชาร์จพ่วงกับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ
2.สายไฟที่ใช้ติดตั้ง Home Charge ควรเป็นขนาดใหญ่และรองรับกระแสไฟในรูปแบบ 30/100 ซึ่งการไฟฟ้าจะเป็นผุ้รับหน้าที่ในการเดินไฟมายังตัวบ้าน
3.ควรหลีกเลี่ยงการลุยน้ำท่วมที่มีความสูงเกิน 50 ซม.เพราะน้ำอาจเข้าไปทำความเสียหายต่อระบบไฟฟ้าภายในรถ
Test MG ZS EV (32)
ข้อมูลทางเทคนิค: MG ZS EV
ประเภทมอเตอร์ไฟฟ้า: แบบ Permanent Magnet Synchronous Motor
ประเภทของแบตเตอรี่: Lithium-ion
กำลังสูงสุด (แรงม้า): 150
แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร): 350
ระบบส่งกำลัง: อัตโนมัติ
ระบบขับเคลื่อน: ล้อหน้า
ระบบกันสะเทือน(หน้า/หลัง): แม็คเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง/ทอร์ชั่นบีมพร้อมเหล็กกันโคลง
เบรก(หน้า/หลัง): ดิสก์/ดิสก์
ยาว/กว้าง/สูง(มม.): 4,314 x1,809×1,624 มม
ขนาดล้อและยาง: 215/50R17
ราคา (บาท): 1,190,000
ตัวแทนจำหน่าย: บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด