Home Blog Page 484

Honda Accord Hybrid ใหม่ อ๊อฟชั่นครบ จบที่ 1.8 ล้าน (มีคลิปวีดีโอ)

0

Honda Accord Hybrid ซีดานหรูรูปลักษณ์ใหม่ มาพร้อมทางเลือกแห่งความประหยัดจากสมรรถนะเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร 145 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว รวมกำลังสูงสุดได้ 215 แรงม้า เติมเต็มตัวช่วยอัตโนมัติทั้งระบบ Honda Connect และ Honda Sensing รวมถึงฟังค์ชั่นระบบช่วยจอดพร้อมระบบช่วยเบรกอัจฉริยะ ภาพรวมของแฟลกชิพท์ในกลุ่ม D Segment จากค่ายฮอนด้าจะมีความน่าสนใจและสมรรถนะการขับขี่จะคุ้มค่ากับค่าตัวเกือบ 1.8 ล้านบาทหรือไม่
Honda Accord Hybrid 1
บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิลส์ ประเทศไทย จำกัด ได้ส่งซีดานหรูในกลุ่ม D Segment กลับสู่ตลาดอีกครั้ง โดยได้ฤกษ์จำหน่ายในไทยอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ระยะเวลาเพียงแค่ 3 เดือนเศษๆสามารถสร้างยอดจำหน่ายสะสมไปแล้วกว่า 4,500 คันโดยแบ่งเป็นอัตราส่วน 50:50 ระหว่างรุ่น 1.5 Turbo EL กับ Hybrid ซึ่งถือเป็นกระแสตอบรับจากผู้บริโภคที่เกิดการเปลี่ยนแปลงจากเดิมในอัตราส่วน 70:30 ของยอดจำหน่ายในเจนเนอเรชั่นที่ 9
Honda Accord Hybrid 3
ในรุ่น 1.5 Turbo EL นั้นสามารถกล่าวสรุปว่าความโดดเด่นซึ่งเป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภคนอกจากรูปลักษณ์ที่มีความสด ใหม่ สะดุดตา ยังมีในส่วนของสมรรถนะขุมพลังที่มีขนาดเล็กแต่สมรรถนะร้อนแรง ในรูปแบบของเครื่องยนต์ Downsizing แต่หากดูในรายละเอียดของออฟชั่นที่ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานนั้นยังเหมือนว่ายังมีแทงกั๊กอยู่บ้าง ซึ่งรายละเอียดของรุ่น 1.5 Turbo EL สามารถรับชมได้จากลิงค์นี้ครับ https://www.autoworldthailand.com/honda-accord-1-5-turbo-el
ทีนี้มาดูความแตกต่างของ รุ่น 1.5 Turbo EL กับ Honda Accord Hybrid ซึ่งในเจอเนอเรชั่นที่ 10 จะแบ่งออกแป็น 2 รุ่นได้แก่ รุ่น Hybrid และ  Hybrid Tech
Honda Accord Hybrid 2
Honda Accord Hybrid มากับเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น
ไฟหน้าและไฟตัดหมอกเป็นแบบแอลอีดีแต่ภายในโคมจะมีสีอมฟ้า ในขณะที่กันชนหน้าติดตั้งเซ็นเซอร์และเรดาร์ สำหรับประมวลผลการทำงานของระบบ Honda Sesing
Honda Accord Hybrid 4
Honda Accord Hybrid 5
ล้อแม็กมากับขนาดและลวดลายที่แตกต่างพร้อมหุ้มด้วยยางขนาด 235-45 R18 รวมถึงติดตั้ง Sunroof ด้านบนหลังคา และสปอยเลอร์หลัง
Honda Accord Hybrid 6
Honda Accord Hybrid 7
ในรุ่น Honda Accord Hybrid Tech กระจังหน้ามีการติดตั้งกล้องมองภาพที่จะทำงานร่วมกับกล้องอีก 3 ตัวจากกระจกมองข้างทั้งซ้ายและขวา รวมถึงบริเวณฝากระโปรงท้าย เพื่อคอยเก็บภาพสำหรับใช้งานในระบบต่างๆ
Honda Accord Hybrid 8
Honda Accord Hybrid 9
พื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านหลังขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นผลมาจากการย้ายที่อยู่ของแบตเตอรี่ ลิเธียม-ไอออนขนาด 1.3 KWH มาไว้ใต้เบาะนั่งผู้โดยสาร รวมถึงการยกเลิกยางอะไหล่มาเป็นชุดปะยางฉุกเฉิน ทำให้จุได้ถึง 573 ลิตร
Honda Accord 1.5 Turbo EL
เติมเต็มออฟชั่นแบบไม่มีกั๊ก
การเพิ่มเติมในส่วนฟังค์ชั่นการใช้งานในรูปแบบจัดเต็ม เริ่มจากเบาะหนังมีให้เลือก 2 สีคือสีครีมและสีน้ำตาล(ขึ้นอยู่กับสีตัวถัง) นอกจากนี้ทั้ง 2 รุ่นจะมีปุ่มปรับเบาะไฟฟ้าอยู่ข้างพนักพิงเพื่อความสะดวกในการเพิ่มพื้นที่ผู้โดยสารตอนหลัง
Honda Accord Hybrid 10
Honda Accord Hybrid 11
บนกระจกหน้าของ Honda Accord Hybrid Tech จะมีการแสดงผลของระบบ Head-up Display ซึ่งแสดงสถานะทั้งความเร็วและเส้นทางการขับขี่
Honda Accord Hybrid 12
พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่น ฝั่งขวาจะมีปุ่มควบคุมการทำงานของระบบ Honda Sensing ซึ่งประกอบด้วย ระบบเตือนการชนรถและคนเดินถนนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS) และ ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning : RDM with LDW) และเพิ่มเติมระบบความปลอดภัยจากเจเนอเรชันก่อนหน้าได้แก่ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ(Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF) และระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)
Honda Accord Hybrid 13
ส่วนฝั่งซ้ายใช้ควบคุมและสั่งการระบบต่างๆที่แสดงผลผ่านจอ TFT ขนาด 7 นิ้ว ซึ่งเพิ่มเติมในส่วนของการทำงานระบบ i-MMD หรือ Sport Hybrid Intelligent Multi-Mode Drive โดยจะแสดงผลการทำงานควบคู่ไปยังจอทัชกรีนขนาด 8 นิ้วบริเวณด้านบนคอนโซลกลาง
Honda Accord Hybrid 14
จอทัชกรีนขนาด 8 นิ้วนี้ยังสามารถรองรับการสั่งการระบบ Apple Carplay และ ระบบสั่งการด้วยเสียง Siri พร้อมเพิ่มเติมระบบ Honda Connect แบบTelematic เพื่อเชื่อมต่อรถเข้ากับสมาร์ทโฟน ในรูปแบบของแอพลิเคชั่น บอกสถานะของน้ำมัน อุณหภูมิเครื่องยนต์ พิกัดรถยนต์ และความผิดปกติอื่นๆ โดยมีรายละเอียดแจ้งชัดเจน แต่ในรุ่น 1.5 T EL และรถยนต์ฮอนด้ารุ่นอื่นๆสามารถซื้อเพิ่มได้ในราคา 6,900 บาท ณ โชว์รูมและศุนย์บริการทั่วประเทศ
Honda Accord Hybrid 16
สำหรับ Honda Accord Hybrid Tech ยังมีจุดเด่นที่ได้รับการติดตั้งเพิ่มเติมและแสดงการทำงานผ่านจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว คือการแสดงภาพของระบบกล้องมองภาพรอบคัน Multi View Camera System โดยนำภาพจากกล้องมองภาพรอบคันมาแสดง และเมื่อไหร่ที่มีรถเคลื่อนตัวผ่านขณะถอยออกจากซอง ระบบ Cross Traffic Monitor จะเตือนด้วยเสียงพร้อมไฟสัญลักษณ์สีแดงที่จอ TFT บริเวณแดชบอร์ด
Honda Accord Hybrid 17
นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย Wireless Charger ในช่องเก็บของอเนกประสงค์บริเวณด้านล่างของคอนโซลกลาง
Honda Accord Hybrid 18
บริเวณคอนโซลเกียร์จะเพิ่มเติมจากรุ่น 1.5 T EL ซึ่งจะมีแค่เบรกมือไฟฟ้าและ ปุ่มควบคุมการทำงานของระบบ Auto Brake Hold โดยมีปุ่มสั่งงานของโหมดการขับขี่ต่างๆทั่ง Econ, Sport และ EV จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ
Honda Accord Hybrid 19
พัฒนาขุมพลัง ทางเลือกเพื่อความประหยัด
Honda Accord Hybrid ทั้ง 2 รุ่นมาเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 145 แรงม้าที่ 6,200 รอบ พร้อมแรงบิด 175 นิวตันเมตรที่ 3,500 รอบ ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ให้กำลังสูงสุด 135 แรงม้า และ แรงบิด 175 นิวตันเมตร ซึ่งเมื่อนำขุมพลังทั้ง 2 ระบบมารวมกันจะได้กำลังสูงสุดถึง 215 แรงม้า ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ไฟฟ้า E-CVT รองรับเชื้อเพลิงได้สูงสุดคือแก๊ซโซฮอล์อี 20
Honda Accord Hybrid 20
ไฮไลท์คือระบบขับเคลื่อน i-MMD: Sport Hybrid Intelligent Multi-Mode Drive ประกอบไปด้วย 3 โหมดการขับขี่ ได้แก่
โหมดการขับขี่ด้วยไฟฟ้า EV Drive Mode
เป็นการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าโดยรับพลังงานจากแบตเตอรี่ เมื่อไหร่ที่ลดความเร็ว ระบบจะนำแรงเฉื่อยกลับไปแปลงเป็นพลังงานเพื่อชาร์จไฟกลับไปยังแบตเตอรี่ EV Drive Mode สามารถขับขี่ด้วยความเร็วสูงถึง 130 กม./ชม. ในขณะที่รุ่นก่อนหน้า ทำได้เพียง 110-120 กม./ชม.
Honda Accord Hybrid 21
และสำหรับสวิตช์ควบคุม EV Mode บริเวณคอนโซลเกียร์ ซึ่งเป็นการควบคุมการใช้งานระบบมอเตอร์ไฟฟ้าในขณะที่มีพลังงาน การทำงานของระบบนี้จะแสดงสัญลักษณ์ EV สีเขียวที่หน้าจอบริเวณแดชบอร์ด หากการใช้คันเร่งเปลี่ยนไป เช่นกรณีต้องใช้ความเร็วในการเร่งแซง ระบบจะตัดการทำงานไปยังโหมดอื่นๆทันที
โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด Hybrid Drive Mode
โหมดนี้จะใช้พลังงานไฟฟ้าที่มาจากเครื่องยนต์ และแบตเตอรี่ ขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อได้แรงบิดสูงทั้งยังช่วยให้ได้อัตราเร่งตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว เมื่อไหร่ที่เครื่องยนต์หยุดทำงานระบบก็จะชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรี่อย่างมีประสิทธิภาพ
Honda Accord Hybrid 22
โหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ Engine Drive Mode
โหมดนี้เป็นการขับเคลื่อนด้วยพลังจากเครื่องยนต์ โดยมีชุดล๊อกอัพคลัทช์ที่อยู่ในเกียร์ E-CVT ทำหน้าที่เชื่อมต่อกำลังจากเครื่องยนต์ซึ่งจะส่งตรงไปยังล้อโดยเฉพาะ
ระบบขับเคลื่อน i-MMD ใหม่นี้ได้รับการปรับปรุงทั้งในส่วนของการลดน้ำหนักของแบตเตอรี่ และเพิ่มความแข็งแกร่งโดยใช้วัสดุน้ำหนักเบาในการออกแบบชุดมอเตอร์ไฟฟ้า ส่งผลให้มีน้ำหนักเบาลงถึง 67 กก. โดยเคลมอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ที่ 24.4 กม./ลิตร ในขณะที่เจน 9 อยู่ที่ 23.8 กม./ลิตร
Honda Accord Hybrid 23
ระบบช่วงล่างเป็นแบบเดียวกับรุ่น 1.5 T EL ด้านหน้าเป็นแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท ได้รับการพัฒนาจากปีกนกรูปตัว A ให้เป็น L ด้านหลังเป็นแบบอิสระมัลติลิงค์ และติดตั้งเหล็กกันโคลงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงปรับแต่งโช๊คอัพและคอยล์สปริงใหม่
พอรับทราบถึงข้อมูลการพัฒนาเป็นที่เรียบร้อย การทดสอบสมรรถนะในครั้งนี้ได้จัดเส้นทางให้ผู้สื่อข่าวได้ทดสอบสมรรถนะบนเส้นทางจากจ.กระบี่-พังงา ระยะทางรวมกว่า 150 กม. และรถยนต์ที่ใช้นั่นคือ Honda Accord Hybrid Tech ซึ่งผลทดสอบจะเป็นเช่นไรนั้นตามต่อกันได้เลยครับ
Honda Accord Hybrid 27
พิสูจน์สมรรถนะเส้นทางกระบี่-พังงา ระยะทางกว่า 150 กม.
สัมผัสแรกว่ากันด้วยเรื่องของการขับขี่ สิ่งที่ถือว่าเป็นความแตกต่างนั่นคือการตอบสนองของพวงมาลัยที่พัฒนาเรื่องอัตราทดและแปรผันตามรอบความเร็ว ทำให้ได้การควบคุมที่มั่นใจ
การลดเสียงรบกวนภายในด้วยระบบ Active Sound Control ที่มีการติดตั้งลำโพงเสียงสังเคราะห์ถึง 3 จุด และ เทคโนโลยี Laser Blazing ซึ่งช่วยลดรอยต่อระหว่างหลังคา พร้อมกับการฉีดสเปรย์โฟมตาม เสาต่างๆรอบตัวถังถึง 10 จุด รวมถึงการทำงานมอเตอร์ไฟฟ้าที่ไม่เกิดเสียง ทำให้ห้องโดยสารของรถรุ่นนี้เงียบสนิท
Honda Accord Hybrid 28
ช่วงล่างนุ่มนวลตามสไตล์รถผู้บริหาร
ระบบช่วงล่างแม้จะเป็นแบบเดียวกับรุ่น 1.5 T EL โดยได้รับการปรับปรุงในส่วนของปีกนกจากรูปตัว A ให้เป็น L แต่ก็สัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลตามสไตล์ของรถผู้บริหาร นั่งสบาย ซึ่งอาจจะขัดใจวัยรุ่นไปเล็กน้อย ทั้งนี้ตัวช่วยอย่างระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง หรือ VSA:Vehicle Stability Assist จะเข้ามาทำหน้าที่เพื่อให้เกิดการยึดเกาะถนน และป้องกันการลื่นไถล เพื่อการทรงตัวที่มีประสิทิภาพและมั่นใจได้กับทุกการขับขี่
Honda Accord Hybrid 29
การควบคุม EV Mode ทำได้ไม่ยากเย็น
การพัฒนามอเตอร์ไฟฟ้าใหม่ ความดีงามอยู่ที่การออกตัวโดยไม่ต้องรอรอบ มอเตอร์ไฟฟ้าที่มาพร้อมแรงบิด 175 นิวตันเมตร ทำให้รถพุ่งทะยานไปได้อย่างรวดเร็ว ในการควบคุมโหมด EV Drive สามารถทำความเร็วเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเพียงเล็กน้อยประมาณ 10 กม./ชม. แต่การควบคุมระบบ EV Mode ทำได้ไม่ยากนักถ้าไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการขับขี่อย่างกะทันหัน
Honda Accord Hybrid 30
แพดเดิลชิฟท์เดิมที่เคยสร้างความสนุกในการขับขี่สำหรับการลดความเร็วด้วยการใช้อัตราทดของเกียร์ อย่างในรุ่น 1.5 T EL ที่มี 7 จังหวะ แต่ใน Honda Accord Hybrid นั้นใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน ในการลดหรือเพิ่มตำแหน่งอัตราทดจึงออกมาในสไตล์นุ่มนวล และมีเพียง 4 จังหวะเท่านั้น
Honda Accord Hybrid 31
Honda Sensing ตัวช่วยเพื่อความปลอดภัย
มาถึงการใช้งานระบบ Honda Sensing ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยาก พระเอกของระบบนี้อยู่ที่การประมวลผลผ่านกล้องและเรดาห์ที่ติดตั้งอยู่บริเวณด้านหน้ารถ สามารถควบคุมและใช้งานผ่านสวิตช์ที่อยู่บริเวณพวงมาลัย มาดูกันว่าระบบต่างๆ ใช้งานยากหรือง่ายเพียงใด
ระบบเตือนการชนรถและคนเดินถนนพร้อมระบบช่วยเบรก (CMBS:Collision Mitigation Braking System) จะช่วยเตือนผู้ขับขี่ให้ลดความเร็วผ่านหน้าจอแสดงข้อมูลพร้อมกับส่งเสียงเตือนดังขึ้น และจะสั่นพวงมาลัยเตือนเป็นสิ่งสุดท้ายก่อนที่จะช่วยเบรคและเสริมแรงเบรคให้อัตโนมัติในกรณีเมื่อมีรถยนต์คันหน้า หรือคนเดินถนนอยู่ในระยะที่ไม่ปลอดภัย โดยจะทำงานที่ความเร็ว 5-60 กม./ชม.
All-new Honda Accord 16
ระบบช่วยให้รถอยู่ในช่องทาง (Lane Keeping Assist System – LKAS) กล้องด้านหน้าจะทำการตรวจจับเส้นแบ่งช่องทางเดินรถ เมื่อไหร่ที่รถเริ่มเบนออกนอกช่องทางจนกระทั่งล้อไปสัมผัสกับเส้นแบ่งช่องทาง ระบบจะช่วยเพิ่มแรงหน่วงของพวงมาลัย เพื่อควบคุมรถอยู่ภายในช่องทางปกติ
All-new Honda Accord 17
ระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผันตามคันหน้า และปรับความเร็วตามคันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow) พิเศษกว่าระบบล๊อคความเร็วอัตโนมัติตรงที่หากรถคันหน้ามีความเร็วที่ช้า ระบบจะปรับลดความเร็วให้ และถ้าคันหน้ามีการชะลอความเร็วจนถึงขั้นหยุดรถ ระบบก็จะทำการเบรกให้อัตโนมัติ และถ้าคันหน้าเคลื่อนตัวในเวลาไม่เกิน 3 วินาที ระบบก็จะทำการเร่งความเร็วโดยไม่ต้องเหยียบคันเร่งแต่อย่างใด
All-new Honda Accord 17
ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning – RDM with LDW) ระบบนี้จะทำงานคล้ายกับระบบ LKAS แต่ต้องเปิดการใช้งานร่วมกับระบบควบคุมความเร็วแปรผันตามคันหน้า ซึ่งนอกจากจะมีการสั่นเตือนที่พวงมาลัย ระบบจะส่งสัญญาณเตือนที่หน้าจอแสดงข้อมูลและช่วยควบคุมพวงมาลัยเพื่อให้รถกลับเข้าสู่ช่องทาง และหากยังควบคุมไม่ได้ ระบบเบรกจะช่วยชะลอความเร็ว เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ
All-new Honda Accord 18
ระบบไฟสูงอัตโนมัติ (ABH: Auto High-Beam) ทำหน้าที่เปลี่ยนการทำงานระหว่างไฟสูงและไฟต่ำให้อัตโนมัติ ซึ่งระบบนี้จะควบคุมไฟสูงต่อเมื่อไม่มีรถยนต์คันอื่นอยู่ด้านหน้า และไม่มีไฟส่องถนน หากมีรถสวนทางหรือมีรถขวางหน้า ระบบก็จะทำหน้าที่เปลี่ยนตำแหน่งให้เป็นไฟต่ำอัตโนมัติ
All-new Honda Accord 19
Honda Smart Parking Assist System ระบบช่วยจอดอันชาญฉลาด
สุดท้ายเป็นการทดสอบระบบช่วยจอดอัจฉริยะพร้อมระบบช่วยเบรก (Honda Smart Parking Assist System) ในความเป็นจริง ไม่ใช่ว่าจะเป็นครั้งแรกที่บริษัทผุ้ผลิตจะนำมาใช้ ก่อนหน้านี้ใน Honda Odysey ก็เคยติดตั้งมาก่อน แต่การกลับมานำใช้ใหม่ได้มีเสริมในส่วนของระบบช่วยเบรก โดยการใช้งานสามารถสั่งการผ่านจอทัซสกรีน พร้อมเปิดฟังค์ชั่นกล้องมองภาพ หรือเปิดระบบผ่านสวิตช์ควบคุมบริเวณปลายคันโยกระบบปัดน้ำฝน ซึ่งเป็นการประมวลผลผ่านกล้องทั้ง 4 ตำแหน่ง โดยจะบังคับทิศทางให้อัตโนมัติ แต่ผุ้ขับขี่ต้องควบคุมคันเร่งในตำแหน่งเกียร์เดินหน้าไม่เกิน 10 กม./ชม. และถอยหลังไม่เกิน 7 กม./ชม และหากเซนเซอร์ตรวจจับว่าไม่มีการหยุดรถจนถึงระยะ 1 ม. ระบบก็จะสั่งการให้ระเบรคช่วยหยุดรถอย่างทันท่วงที
Honda Accord Hybrid 31

บทสรุปของ Honda Accord Hybrid Gen 10
มาถึงบทสรุปของการทดสอบ อันดับแรกเป็นเรื่องของผลอัตราสิ้นเปลืองจากที่ทางบริษัทผู้ผลิตได้เคลมไว้ที่ 24.4 กม./ลิตร การขับขี่ในครั้งนี้มีค่าแสดงผลอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 14.1 กม./ลิตร ค่าที่ต่างกันนั้นก็มาจากรูปแบบการทดสอบที่แตกต่าง เพราะในครั้งนี้เน้นไปในการเค้นสมรรถนะและทดลองระบบ ซึ่งผลที่ได้ออกมาก็ถือว่าสมน้ำสมเนื้อ และเป็นค่าเฉลี่ยอัตราสิ้นเปลืองที่ค่อนข้างประหยัดในเกณฑ์ของรถยนต์กลุ่ม D Segment แต่หากใช้งานในเมืองเพียงอย่างเดียว แน่นอนว่าการทำงานของมอตอร์ไฟฟ้าจะเป็นพลังงานหลัก ซึ่งเป็นที่มาของความประหยัดเพราะไม่ได้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อน แถมยังทำความเร็วได้สุงถึง 130 กม./ชม.

หากเทียบกับรุ่น 1.5 T EL ที่ยังดูเหมือนกั๊กอ๊อฟชั่นอยู่พอสมควร พอมาถึง Honda Accord Hybrid ต้องบอกว่าอัดแน่นไปด้วยฟังค์ชั่นที่เหลือเฟือ แม้ว่ารุ่น Hybrid tech จะมีเติมเต็มฟังค์ชั่น ระบบช่วยจอดอัจฉริยะพร้อมระบบช่วยเบรก รวมถึง Honda Sensing ซึ่งผลต่างของราคาห่างกันอยู่ถึงเกือบ 1.4 แสนบาท แต่เล่นแล้วก็ควรไปให้สุด เพราะระบบที่ว่าล้วนเป็นตัวช่วยความปลอดภัยสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันทั้งนั้น
Honda Accord Hybrid 33
ด้านของคู่แข่งอย่างเป็นทางการคงต้องยกให้กับ Toyota Camry Hybrid 2.5 HV Premium ซึ่งมีออฟชั่นที่สูสี และยังตั้งราคาจำหน่ายไว้เท่ากันคือ 1.799 ล้านบาท ติดตามกันต่อในอนาคตอันใกล้ Autoworldthailand จะนำรถยนต์ซีดานหรูทั้ง 2 รุ่นนี้มาทดสอบให้แฟนๆได้รับทราบกันอีกครั้งครับ
ข้อมูลทางเทคนิค: Honda Accord Hybrid และ Hybrid Tech
เครื่องยนต์: เบนซิน 4 สูบ 16 วาล์ว I-VTEC ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.): 1,993
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 145/6,200 + 184
แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 175 /3,500 + 315
ระบบส่งกำลัง: E-CVT
ระบบขับเคลื่อน: ล้อหน้า
ระบบกันสะเทือน(หน้า/หลัง): แม็คเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง/มัลติลิงค์พร้อมเหล็กกันโคลง
เบรก(หน้า/หลัง): ดิสก์/ดิสก์
ยาว/กว้าง/สูง(มม.): 4,894 x1,862×1,450 มม
ขนาดล้อและยาง: 235/45R18
ราคา (บาท): 1,639,000 / 1,799,000
ตัวแทนจำหน่าย: บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด

SIENTA ปรับดีไซน์ ขับขี่สนุกพร้อมฟังก์ชั่นความปลอดภัยขั้นสูงสุด

0

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ 5 ประตู 7 ที่นั่ง ประเภท Compact Multi-Purpose Vehicle ตอบรับกับไลฟ์สไตล์การใช้งานที่หลากหลายได้มากกว่าใคร SIENTA รุ่นปรับปรุงใหม่ ภายใต้แนวคิด “คลิก ให้ชีวิตสุดชิค” ให้มีความทันสมัย (Chic) และง่ายต่อการใช้งานแค่เพียงสัมผัส (Click) ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายที่เหนือใคร รูปลักษณ์ภายนอกได้รับการดีไซน์ใหม่ให้มีความทันสมัย ควบคู่ไปกับสมรรถนะการขับขี่ที่สนุกสนาน และฟังก์ชั่นความปลอดภัยขั้นสูงสุด

ดีไซน์ภายนอก ได้รับการปรับเปลี่ยนให้ดูพรีเมียม โดดเด่นสะดุดตา พร้อมสีใหม่ Citrus Mica Metallic สะดวกสบายกว่าใครด้วยประตูข้างสไลด์อัตโนมัติ

ภายใน ห้องโดยสารดีไซน์สปอร์ต ทันสมัย กว้างขวางตอบโจทย์ทุกการใช้งาน ด้วยการปรับเปลี่ยนตำแหน่งเบาะนั่งด้านหลังเพื่อบรรทุกสัมภาระได้หลายรูปแบบ พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและฟังก์ชั่นความปลอดภัยขั้นสูงสุด ด้วยกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา และกล้องบันทึกภาพหน้าและหลังรถ ประกอบกับสมรรถนะการขับขี่ที่คล่องตัว ประหยัดน้ำมัน ตลอดจนระบบมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกที่สมบูรณ์แบบ

ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายที่เหนือใคร
ภายนอก… โดดเด่นสะดุดตากับกระจังหน้า และกันชนด้านหน้า…ดีไซน์ใหม่ สปอร์ต พรีเมียม และไฟหน้าโปรเจคเตอร์ Bi-Beam LED…ส่องสว่างเพิ่มความมั่นใจในทุกการขับขี่

ภายใน… โฉบเฉี่ยว ทันสมัย กว้างขวางสะดวกสบายในทุกรูปแบบการใช้งาน พร้อมจอสัมผัสขนาด 6.8 นิ้ว…ใหม่ พร้อมฟังก์ชัน T-Link เชื่อมต่อแอปพลิเคชันนำทาง และฟังเพลงออนไลน์ชั้นนำ สัมผัสความบันเทิง
เต็มรูปแบบตลอดการเดินทาง

ระบบความปลอดภัย… เหนือใครด้วยมาตรฐานระดับโลกที่สมบูรณ์แบบ พร้อมกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา…ใหม่ เห็นพื้นที่แม้ในมุมอับสายตาผ่านกล้อง 4 จุดรอบคัน จับภาพขณะเคลื่อนไหวจริงให้ความมั่นใจขั้นสูงสุด (ในรุ่น 1.5V)

       

เลือกเป็นเจ้าของ SIENTA รุ่นปรับปรุงใหม่ 2 รุ่น สีใหม่ Citrus Mica Metallic และ 3 สีเดิม Super White II / Silver Metallic / Attitude Black Mica

• 1.5 V เกียร์อัตโนมัติ ราคา 875,000 บาท**
•1.5 G เกียร์อัตโนมัติ ราคา 765,000 บาท**
**ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน

SIENTA
สัมผัสพร้อมทดลองขับ “SIENTA รุ่นปรับปรุงใหม่” ได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ และศูนย์ขับทดสอบรถยนต์ Toyota Driving Experience Park (บางนา กม.3)
SIENTA
ติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที
www.toyota.co.th
Facebook Toyota Motor Thailand
LINE ID: @ToyotaThailand

NEW MG EXTENDER กระบะน้องใหม่จากแดนมังกร (มีคลิปวีดีโอ)

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์–ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย แนะนำรถกระบะรุ่นแรกของเอ็มจี “NEW MG EXTENDER กระบะพันธุ์ยักษ์ ให้มากกว่าความแกร่ง” และจะเปิดตัวต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการในงาน “Big Motor Sale 2019” ระหว่างวันที่ 16-25 สิงหาคม ณ ไบเทค บางนา และที่โชว์รูมเอ็มจี ทั่วประเทศ
   
สมรรถนะเยี่ยม และขับเคลื่อนได้เต็มประสิทธิภาพ 
ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล ไดเร็คอินเจ็คชั่น 2.0 ลิตร เทอร์โบ แปรผัน ให้กำลังสูงสุด 161 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิด 375 นิวตันเมตร พร้อมระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ และแบบธรรมดา 6 จังหวะ ที่สามารถปรับรูปแบบการขับขี่ได้ทั้ง ECO และ POWER เพื่อตอบสนองทุกการใช้งาน โดยในรุ่น Double Cab จะมีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ (2WD) และขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) ซึ่งมีโหมดการขับขี่ให้เหมาะกับสภาพถนน 3 รูปแบบ คือ 2H, 4H และ 4L 
NEW MG EXTENDER
ครั้งแรกของโลกกับสมาร์ทปิคอัพ ที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART
มาพร้อมระบบปฏิบัติการ i–SMART เอกสิทธิ์เฉพาะสำหรับผู้ใช้รถยนต์เอ็มจี ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่กับรถสามารถเชื่อมต่อกันได้ เพื่อความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

  • การสั่งการ หรือ SMART Command ผ่านระบบสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมหรือสั่งการระบบต่างๆ ผ่านหน้าจอทัชสกรีนภายในรถ หรือเลือกสั่งการบนสมาร์ทโฟนผ่าน MG Mobile Application
  • การเชื่อมต่อ หรือ SMART Connect ที่สามารถเลือกฟังเพลงผ่าน Online Music ค้นหาร้านอาหารและที่พัก รวมทั้งเรียกดูข้อมูลข่าวสารและเหตุการณ์ปัจจุบันจากเว็บไซต์ดังได้บนหน้าจอในรถ และ
  • การตรวจเช็กรถ หรือ SMART Check โดยสามารถสั่งล็อกหรือปลดล็อกประตู ตรวจสอบตำแหน่งและค้นหารถ แจ้งความผิดปกติ และแจ้งสถานะการทํางานของรถ รวมถึงระบบช่วยค้นหาศูนย์บริการ นัดหมาย และบันทึกการดูแลรักษารถยนต์ตามระยะ

NEW MG EXTENDER
ระบบความปลอดภัยครบครัน
มาพร้อมโครงสร้างตัวถังแบบ FSF (Full Space Frame) แบบ Ultra-high Strength Body ด้วยโครงสร้างที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง Thermoforming Steel ในบริเวณเสา A ไปจนถึงเสา B และโครงสร้างโดยรวมใช้เหล็กแบบ High Strength Steel ที่มีความแข็งแกร่งสูง ช่วยเพิ่มความปลอดภัย และเสริมความมั่นคงในการขับขี่ พร้อมรับทุกสภาพการใช้งาน และปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยดิสก์เบรก 4 ล้อ และระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป Advanced Synchronized Protection System ที่ทำงานประสานเป็นหนึ่งเดียว

   

นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยรวม 6 ตำแหน่ง พร้อมเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับพร้อมผ่อนแรงอัตโนมัติ รวมถึงกล้องมองภาพรอบทิศทาง สัญญาณเตือนกะระยะด้านหลังและด้านหน้า และกล้องมองหลังช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่

พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ด้วย 9 รุ่นย่อย
มาพร้อมการบริการหลังการขาย “Passion Service” ที่เพิ่มความสะดวกมากขึ้นด้วยการบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องภายใน 1 ชั่วโมง การจัดส่งอะไหล่ภายใน 1 วันทำการ และบริการรถสำรองระหว่างซ่อม ยิ่งไปกว่านั้นยังมีค่าบำรุงรักษาทั้งในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับรถในระดับเดียวกัน คือ ระยะทาง 100,000 กิโลเมตร ไม่เกิน 20,000 บาท

มีให้เลือกทั้งหมด 9 รุ่นย่อย ทั้งแบบกระบะตอนครึ่ง (Giant Cab) และแบบ 4 ประตู (Double Cab) ซึ่งมีทั้งระบบขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อ (2WD) และแบบ 4 ล้อ (4WD) ครอบคลุมทั้งเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อม 5 สีให้เลือก คือ สีขาว Artic WHITE สีดำ BLACK Knight สีเงิน SILVER Metallic สีแดง Scarlet RED และสีเทา Metal Ash GREY โดยมีทั้งหมด 9 รุ่นย่อยดังนี้
NEW MG EXTENDER
NEW MG EXTENDER รุ่น GIANT CAB (กระบะตอนครึ่ง)

• 2.0 C 6MT549,000.-
• 2.0 D 6MT 619,000.-
• 2.0 GRAND D 6MT 659,000.-
• 2.0 GRAND D 6AT  719,000.-
• 2.0 GRAND X 6MT  729,000.-

NEW MG EXTENDER
NEW MG EXTENDER รุ่น DOUBLE CAB (4 ประตู)

• 2.0 GRAND D 6MT  759,000.-
• 2.0 GRAND D 6AT  819,000.-
• 2.0 GRAND X 6AT  879,000.-
• 2.0 GRAND 4WD X 6AT  1,029,000.-

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 หรือที่เว็บไซต์ www.mgcars.com

Subaru Forester (รุ่นประกอบในประเทศ) เติมเต็มความปลอดภัยกับระบบ Eyesight ปรับราคาเพิ่ม 7 หมื่นบาท…คุ้มไหม

0

Subaru Forester รถเอสยูวีรุ่นแรกของค่ายดาวลูกไก่ที่ได้รับการประกอบในไทย โดยการร่วมลงทุนจากกลุ่ม ตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งมีการเติมเต็มในหลายๆส่วนโดยรุ่นท๊อพอย่าง Subaru Forester2.0i-S มากับระบบ Eyesight สุดยอดเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย รวมถึงโครงสร้างตัวถังใหม่ Subaru Global Platform และ ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตร (Symmetrical All-Wheel Drive) ที่ทำงานร่วมกับ X-Mode ทั้งหมดเป็นความโดดเด่นที่ปรับราคาเพิ่มขึ้นจากเดิม 70,000 บาท จะมีความน่าสนใจมากน้อยเพียงใด…หาคำตอบกันได้เลยครับ
Subaru Forester 1
Subaru Forester (รุ่นประกอบในประเทศ) ถือเป็นการพัฒนารุ่นที่ 5 ซึ่งมากับขนาดมิติความยาว 4,625 มิลลิเมตร กว้าง 1,815 มิลลิเมตร สูง 1,730 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,670 มิลลิเมตร ถ้าหากเทียบกับเจนเนอเรชั่นที่ 4 จะมีความยาวกว่า 30 มม. กว้างกว่า 20 มม. และเตี้ยลง 5 มม. ซึ่งอยู่ภายใต้โครงสร้างตัวถังใหม่นั่นคือ Subaru Global Platform ที่มีจุดเด่นในการให้ความยืดหยุ่น แข็งแรง และน้ำหนักเบา รวมถึงซับแรงสั่นสะเทือน
Subaru Forester 2
รูปลักษณ์โดยรวมถือว่ามีการปรับปรุงในรรูปแบบ Big MinorChange โดยชุดไฟระบบ LED จะเข้ามามีบทบาทสำคัญทั้งไฟหน้า ไฟกลางวัน และ ไฟตัดหมอก ซึ่งไฟหน้าจะมีการปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติ รวมถึงมีระบบน้ำฉีดล้างโคมไฟ
Subaru Forester 3
ในขณะที่ความแตกต่างในส่วนของ Subaru Forester2.0i-S Eyesight จะได้รับการติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว และมีซันรูฟติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
Subaru Forester 4
Subaru Forester ได้รับการปรับแต่งมุมมองด้านท้ายรถให้มีความโดดเด่นจากโคมไฟท้ายรูปตัว C และฝาท้ายสามารถเปิด-ปิด ได้ถึง 3 รุปแบบ ทั้งที่บาน จากรีโมทคอนโทรล และสวิตช์ควบคุมในห้องโดยสาร
Subaru Forester 5
ภายในกว้างขวางอัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์ครบครัน โดดเด่นด้วยการออกแบบเพดานสูงให้ความรู้สึกโล่งสบาย เปลี่ยนกระจกรอบคันให้หนาขึ้นพร้อมติดตั้งวัสดุซับเสียงทั่วห้องโดยสาร เบาะนั่งหุ้มด้วยหนังแท้ คู่หน้าปรับระดับได้ด้วยไฟฟ้า ส่วนเบาะหลังสามารถพับได้แบบ 60:40 เพื่อเพิ่มพื้นทีในการบรรทุกสัมภาระ
Subaru Forester 6
ชุดคอนโซลกลางดีไซน์สวยงามด้วยวัสดุสีดำเงาและสีเงิน รวมถึงแผงข้าง และกรอบช่องแอร์ ในส่วนคอนโซลเกียร์ตกแต่งสีดำเงาขลิบขอบสีโครเมียมพร้อมสวิตช์สั่งการเปิด-ปิดระบบ X Mode และอีกหนึ่งตัวช่วยที่ถือว่าเป็นระบบใหม่ของ Subaru อย่าง ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง (Auto Vehicle Hold) จะทำการลอคเบรกค้างไว้ให้ 3 นาที และถ้าไม่มีการใช้คันเร่ง ระบบจะตัดการทำงานมาที่เบรกมือไฟฟ้า ซึ่งหลายๆยี่ห้อเรียกระบบนี้ว่า Auto Brake Hold นั่นเอง
Subaru Forester 7
พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่นปรับได้ 4 ทิศทาง ติดตั้งสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียง การรับสายโทรศัพท์ ครูสคอนโทรล และสวิตช์สั่งการระบบข้อมูลการขับขี่ ชุดแดชบอร์ดเป็นมาตรวัดทรงกลม ออกแบบเรียบหรู ระบบปรับอากาศเป็นแบบแยกส่วนสามารถปรับอุณหภูมิได้ทั้งฝั่งซ้าย และ ขวา
Subaru Forester 8
หน้าจอทัชสกรีนบริเวณคอนโซลกลางขนาด 8 นิ้ว รวมถึงทำหน้าที่ควบคุมระบบนำทางด้วยการแสดงภาพจากกล้องมองหลังแบบมีเส้นกะระยะ ด้านบนของจอคอนโซลกลางยังมีหน้าจอ Multi Information Display ที่บอกสถานะของรถ ดูความลาดชันของพื้นที่ และแสดงการทำงานของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเมื่อใช้งานระบบ X-Mode
Subaru Forester 9
ขุมพลังใช้เป็นแบบเครื่องยนต์เบนซินสูบนอนในชื่อ Subaru Boxer ขนาดความจุ 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 156 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 196 นิวตันเมตร ที่ 4,200 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ LINEARTRONIC CVT แบบพิเศษที่ใช้สายพานโซ่แทนยาง พร้อมโหมด Manual ที่หากทำงานร่วมกับ Paddle Shift จะปรับระบบส่งกำลังได้ถึง 7 จังหวะ
Subaru Forester 10
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเป็นแบบ Full Time Symmetrical AWD จะทำการสั่งงานให้เป็นระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ หน้า หรือ ขับเคลื่อนสี่ล้อตามสถานการณ์และสภาพพื้นผิวถนน โดยมีการเสริมตัวช่วย X MODE และระบบควบคุมการลงทางลาดชันเพื่อใช้ในสถานการณ์คับขัน รองรับด้วยระบบช่วงล่างหน้าแบบอิสระ แม็กเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นอิสระ ปีกนก 2 ชั้น พร้อมเหล็กกันโคลง
มาถึงเทคโนโลยีความด้านความปลอดภัยหรือที่เรียกกันว่า EyeSight Driver Assist ซึ่งได้รับการติดตั้งใน Subaru Forester เป็นครั้งแรก โดยมีผลวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นที่ชี้ชัดว่าหลังจากติดตั้งเทคโนโลยีนี้ทำให้อุบัติเหตุลดลงถึง 61% เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ไม่มีการติดตั้ง ซึ่งระบบ EyeSight เปรียบเสมือนดวงตาคู่ที่สองสำหรับการมองเห็นบนท้องถนน โดยการทำงานของกล้องทั้ง 2 ตัวทำหน้าที่จับภาพสีสามมิติที่มีความละเอียดใกล้เคียงกับสายนตามนุษย์
Subaru Forester 11
ความโดดเด่นของเทคโนโลยีความปลอดภัย EyeSight Driver Assist ประกอบไป 7 ตัวช่วยสำคัญได้แก่
ระบบเบรกอัตโนมัติก่อนการชน (pre-collision braking)
ระบบถอนคันเร่งก่อนการชน (pre-collision throttle management)
ระบบปรับความเร็วรถอัตโนมัติ (adaptive cruise control)
ระบบเตือนเมื่อการจราจรเคลื่อนที่ (lead vehicle start alert)
ระบบเตือนเมื่อออกจากเลนและเมื่อขับรถส่าย (lane departure and lane sway warning)
ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง (Auto Vehicle Hold)
ระบบตรวจจับยานพาหนะด้านหลัง (SVRD) จะแจ้งเตือนคนขับด้วยฟังก์ชั่นหลัก 3 อย่าง ได้แก่ การแจ้งเตือนในจุดบอด,การช่วยเปลี่ยนเลน และแจ้งเตือนเมื่อการจราจรข้างหลังเคลื่อนที่
สำหรับการพิสูจน์ระบบ EyeSight Driver Assist ได้จัดขึ้นในกิจกรรม Ultimate Test Drive เพื่อเป็นการทดสอบสมรรถนะของ Subaru Forester2.0iS-Eyesight โดยเฉพาะ ซึ่งใช้พื้นที่ของสนามปทุมธานีสปีดเวย์ โดยแบ่งออกเป็น 3 สถานีทดสอบ
Subaru Forester 13
สัมผัสแรกกับเทคโนโลยีความปลอดภัย EyeSight
เริ่มต้นกับการทดลองระบบเบรกอัตโนมัติก่อนการชน (Pre-Collision Braking) โดยเป็นการทำงานของกล้องสเตอริโอ ในการตรวจจับวัตถุด้านหน้า หากระบบประมวลผลว่ามีอัตราเสี่ยงต่อการชน จะส่งเสียงเตือนและไฟกระพริบมาที่หน้าปัด และหากไม่มีการตอบสนองต่อการหยุดรถ ระบบจะตัดกำลังเครื่องยนต์พร้อมกับทำการหยุดรถอัตโนมัติ โดยเริ่มทำงานตั้งแต่ความเร็ว 0 – 200 กม./ชม. แต่จะมีประสิทธิภาพสูงสูดที่ความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม.
Subaru Forester 14
ต่อด้วยระบบ (Adaptive Cruise Control) อันที่จริงแล้วฟังค์ชั่นนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ของตัวช่วยการขับขี่ เนื่องจากรถยนต์หลายๆค่ายทั้งฝั่งยุโรปก็ดี หรือแม้แต่รถญี่ปุ่นก็ตาม ต่างติดตั้งฟังค์ชั่นนี้ไว้หลากหลายยี่ห้อ แต่การทำงานของระบบนี้ในรถ Subaru Forester จะมีการปรับตั้งระยะห่างจากรถคันหน้า และมีการติดตามต่อเนื่องแม้รถคันหน้าจะหยุด หรือมีรถคันอื่นมาแทรกกลาง และในกรณีที่คันหน้าหยุดสลับคลื่อนตัวในระยะเวลาไม่เกิน 2 วินาที ระบบก็จะทำการสั่งให้เครื่องยนต์ออกตัวสและรักษาความเร็วตามรถคันหน้าโดยที่ไม่ต้องเหยียบเบรคหรือคันเร่ง
Subaru Forester 15
ทดลองระบบขับเคลื่อน X-Mode บนเส้นทางที่เปียก ลื่น
สถานีนี้ใช้เส้นทางรูปวงกลม และมีการราดน้ำให้เปียก เพื่อให้รถเกิดอาการลื่นไถล ซึ่งนอกจากระบบ X-Mode จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ เทคโนโลยี Subaru Global Phatform ที่แข็งแกร่ง แต่น้ำหนักเบา และให้การซับแรงสั่นสะเทือนมายังพวงมาลัย ทำให้การควบคุมรถทำได้ง่ายดาย
Subaru Forester 16
และในส่วนของระบบ X-Mode นั้นจะควบคุมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยเพิ่มการถ่ายเทกำลังที่เพลาล้อหน้าและล้อหลังซึ่งมีลิมิเต็ดสลิฟทำงานด้วยระบบไฟฟ้า รวมถึงควบคุมระบบ VDC หรือ Vehicle Dynamic Control เมื่อล้อฝั่งใดมีการหมุนฟรีระบบจะสั่งการให้เบรกทำงานที่ล้อนั้นทันที จึงทำให้การควบคุมและแก้อาการของรถทำได้ง่ายยิ่งขึ้น
Subaru Forester 17
การหักหลบฉุกเฉินมาพร้อมกับตัวช่วยที่ทำให้ควบคุมรถได้ง่าย
เสร็จจากเส้นทางวงกลมที่เปียกและลื่น สถานีต่อไปจะเป็นการหักหลบฉุกเฉินและการควบคุมรถในรูปแบบสลาลอม ซึ่งจะเป็นเส้นทางที่ใช้เพื่อสะท้อนการควบคุมรถที่ง่ายดาย รวมถึงอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ถือเป็นตัวช่วยก่อนเกิดการชนนั่นคือ ระบบถอนคันเร่งก่อนการชน (Pre-Collision Throttle Management)
Subaru Forester 18
การขับขี่แบบหักหลบฉุกเฉินจะทำให้ระบบนี้เข้ามามีบทบาทในการตัดกำลังเครื่องยนต์อัตโนมัติ ซึ่งถ้ายังไม่มีการหยุดรถ ระบบจะทำหน้าที่ตัดกำลังเครื่องยนต์ประมาณ 2-3 วินาที เพื่อให้เกิดความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นและอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นก็จะเบาความรุนแรงลงได้
Subaru Forester 19
สลาลอมรูปแบบใหม่ ใช้บอลแทนไพล่อน
การขับขี่ในรูปแบบสลาลอมจะเป็นอีกหนึ่งสถานีที่ทั้ง Subaru Global Phatform และ X-Mode จะทำหน้าที่ร่วมกันเพื่อรักษาเสถียรภาพของตัวรถและถ่ายเทแรงบิดไปยังล้อต่างๆด้วยความพอดี ทำให้การควบคุมรถนั้นทำได้ง่ายยิ่งขึ้น
Subaru Forester 20
Subaru Forester 21
บทสรุปของการทดสอบ Subaru Forester2.0i-S EyeSight
นับว่าเป็นรถเอสยูวีที่ให้การควบคุมที่ดีโดยมีทีเด็ดมากจากการเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ได้รับการออกแบบโครงสร้างตัวถังจาก Subaru Global Phatform ที่ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเป็นแบบ Full Time Symmetrical AWD และมี X-Mode มาช่วยเสริม ทำให้การควบคุมรถทำได้ง่ายดายและโดดเด่นด้านสมรรถนะการยึดเกาะ
Subaru Forester 22
สำหรับ EyeSight อาจจะมีข้อได้เปรียบกว่าคู่แข่งในหลายมิติ เช่น เริ่มต้นทำงานตั้งแต่ 0-200 กม./ชม. ซึ่งถ้าหากใช้ในสภาพการจราจรที่แออัด จะมีประโยชน์และช่วยลดอุบัติเหตุตามที่ญี่ปุ่นได้ทำผลวิจัย แต่ด้วยสัญชาตญาณของผุ้ขับขี่ หากไม่เผลอและมีสมาธิกับการขับขี่อยู่ตลอดเวลานั้นก็จะช่วยให้การหยุดรถกะทันหันทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แต่ในยุคที่สมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทต่อการใช้ชีวิตประจำวัน จนอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ระบบนี้จะเข้ามาช่วยให้การสูญเสียนั้นอ่าจไม่เกิดขึ้นหรืออาจจะเปลี่ยนจากหนักกลายเป็นเบาก็เป็นได้ และที่สำคัญ หากระบบเข้ามาช่วยเหลือเพียง 3 ครั้งต่อการสตาร์ทเครื่องยนต์ 1 ครั้ง หลังจากนี้ต้องรีเซ็ทด้วยการสตาร์ทเครื่องยนต์อีกครั้ง ระบบถึงจะกลับมาทำงานตามปกติ
Subaru Forester 24
ด้านราคาที่ปรับขึ้นจากเดิม Subaru Forester2.0i-S ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 1.38 ล้านบาท ปรับราคามาเป็น 1.45 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลต่างกับสนนราคาของระบบ EyeSight เพียง 70,000 บาท กับการรักษาชีวิตและทรัพย์สิน ต้องบอกว่าสุดคุ้มครับ
ข้อมูลเทคนิค Subaru Forester2.0i-S EyeSight
เครื่องยนต์: เบนซินแบบ 4 สูบนอน
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.): 1,995
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 156/6,000
แรงบิดสูงสุด(นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 196 /4,000
ระบบส่งกำลัง: อัตโนมัติแปรผันต่อเนื่อง Lineartronic พร้อมแพดเดิลชิฟท์
ระบบขับเคลื่อน: 4 ล้อ
เบรก (หน้า/หลัง): ดิสก์พร้อมครีบระบายความร้อน
ระบบกันสะเทือน (หน้า/หลัง): อิสระแม็กเฟอร์สันสตรัท/ ดับเบิลวิชโบน
ยาว/กว้าง/สูง (มม.): 4,625/1,815/1,730
ราคา (บาท): 1,450,000
ตัวแทนจำหน่าย: บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด

GS Trophy Thailand 2019 ได้สามสุดยอดนักบิดนำทีมไทยเข้าชิงแชมป์ระดับโลก

0

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย จัดการแข่งขันมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร่ระดับชาติ GS Trophy Thailand 2019 คัดเลือกตัวแทนประเทศไทยไปพิชิต International GS Trophy 2020 ที่ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 พร้อมนักแข่งสตรีหนึ่งท่านที่ผ่านการทดสอบเพื่อเข้าสู่รอบคัดเลือกสำหรับ Team International Female ในระดับนานาชาติ ที่ประเทศสเปน ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2562  เพื่อเฟ้นหาตัวแทนนักแข่งทีมสุภาพสตรีไปร่วมแข่งขัน International GS Trophy 2020 ที่ประเทศนิวซีแลนด์ ด้วยเช่นกัน

GS Trophy Thailand 2019        GS Trophy Thailand 2019

สำหรับ GS Trophy Thailand 2019 รอบคัดเลือก ผู้เข้าแข่งขันต้องประชันไหวพริบและความสามารถในการทำงานเป็นทีม ฝ่าโจทย์ที่ท้าทายที่ออกแบบมาทดสอบทักษะของสิงห์มอเตอร์ไซค์ในเส้นทางที่กำหนด รวมถึงตัดสินกันที่ความสามัคคีของทีม และกลยุทธ์การวางแผนเพื่อบรรลุภารกิจที่ได้รับมอบหมาย กิจกรรมทั้งหมดสร้างสรรค์และควบคุมโดยทีมเอ็นดูโร พาร์ค ประเทศไทย 

GS Trophy Thailand 2019        GS Trophy Thailand 2019

นอกจากนี้ ยังได้มอบประสบการณ์การขับขี่สุดเร้าใจบนมอเตอร์ไซค์สายลุย บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS และบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure ให้กับลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยู หลังจากที่มอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่นได้เปิดตัวไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสกับมิติใหม่ของการขับขี่บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ทั้งในรูปแบบออฟโรดและออนโรด พร้อมได้ลองขับขี่ในเส้นทางที่ท้าทาย แต่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่มีความปลอดภัย ณ คีรีมายา รีสอร์ท เขาใหญ่

แคร์ ฟอร์ วอเตอร์        แคร์ ฟอร์ วอเตอร์

หลังจากเสร็จสิ้นการแข่งขัน บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ยังได้สานต่อพันธกิจโครงการแคร์ ฟอร์ วอเตอร์ ด้วยการมอบเครื่องกรองน้ำให้กับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ รวมถึงให้ความรู้เจ้าหน้าที่ โดยมุ่งหวังว่าทุกคนจะสามารถนำเครื่องกรองน้ำไปใช้ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อสนับสนุนภารกิจในการพิทักษ์รักษาอุทยานแห่งชาติต่อไป กิจกรรมครั้งนี้นับเป็นการบริจาคระบบกรองน้ำครั้งที่ 2 ให้แก่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ หลังจากที่เหล่าอาสาสมัครได้มาเยือนอุทยานฯ ครั้งแรก ในการแข่งขัน GS Trophy Thailand รอบคัดเลือก เมื่อปี พ.ศ. 2560
GS Trophy Thailand 2019
สำหรับท่านที่สนใจติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมต่างๆ ของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.BMW-Motorrad.co.th และ Facebook fanpage http://www.facebook.com/BMWMotorradTH

Autozkin เปิดตัวนวัตกรรมฟิล์มปกป้องสีรถระดับพรีเมียม เคาะราคาติดตั้งทั้งคันไม่ถึงแสนบาท

0

บริษัท ออโต้ซคิน จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกันรอยปกป้องสีรถ Autozkin พร้อมศูนย์ติดตั้งมาตรฐานเจ้าแรกในประเทศไทย เปิดตัวนวัตกรรม PPF ฟิล์มกันรอยที่มีคุณภาพสูงรุ่นล่าสุด ‘Autozkin High-Premium PPF’ โดยทำการผลิตและพัฒนาร่วมกับบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นที่ได้มาตรฐานสูง  ผ่านการทดสอบเนื้อฟิล์มทั้งในห้องแล็ปและทดลองติดตั้งจริงบนตัวถังรถยนต์ก่อนออกจำหน่ายมากว่า 3 ปี  มุ่งเน้นทำตลาดในกลุ่มรถหรูและรถระดับพรีเมี่ยมทุกรุ่นทุกยี่ห้อ
Autozkin High-Premium PPF
คุณสมบัติพิเศษที่ออโต้ซคินได้นำมาพัฒนาในชั้นของฟิล์มรุ่นใหม่ อาทิ
1. Antifouling  เทคโนโลยีการยับยั้งคราบสิ่งสกปรกไม่ให้ซึมซับบนเนื้อฟิล์มและสีรถปกป้องคราบน้ำ น้ำไม่เกาะ
2. Glossiness & Smoothness  ออโต้ซคินพัฒนาเนื้อฟิล์มให้มีความใส และเงางามมากขึ้นโดยวัดค่าของความเงาหลังติดตั้งอยู่ในระดับสูงถึง 94.9 GU (Gloss Unit )      
3. Softness / Reason of easy to install  พัฒนาเนื้อฟิล์มให้มีความอ่อนนุ่มและยืดหยุ่นสูง ช่วยให้การติดตั้งง่าย รวดเร็วทุกพื้นผิวของตัวรถ   
4. Adhesive strength มีชั้นกาวที่ทนทาน และเนื้อกาวไม่ทิ้งคราบหลังลอกออก

       

คุณลักษณะเฉพาะของฟิล์ม์กันรอยที่พัฒนาโดยออโต้ซคิน

• ป้องกันรอยขูดขีดและสะเก็ดหิน• ป้องกันและลบรอยขนแมว
• ป้องกันคราบน้ำมัน สารเคมี ของเหลวทุกชนิด• ป้องกันละอองจากสีสเปรย์ทุกชนิด
• ป้องกันยางมะตอย ล้างและลบออกได้หมด• ป้องกันคราบน้ำ น้าไม่เกาะ
• ป้องกันรอยด่างจากขี้นก และแมลง• ป้องกันคราบด่างจากยางไม้
• ป้องกันรังสี UV• เนื้อฟิล์มเรียบไม่เป็นผิวเปลือกส้ม
• ให้สีรถเงาฉ่ำ สวยสดใสหลังติดตั้ง


Autozkin เพิ่มความสบายใจให้ลูกค้าด้วยการรับประกันการปกป้องนาน 3 ปี ( 3Years Warranty )  นับจากวันที่ติดตั้งสำหรับฟิล์มรุ่นใหม่ Autozkin High-Premium PPF ที่ใช้บริการจาก Autozkin และไม่ผ่านการปรับแต่งใดๆ เท่านั้น

autozkin        autozkin

สนใจรับบริการติดตั้ง หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที@ศูนย์ติดตั้งออโต้ซคิน ถ.รามอินทรา 14
โทร.02-943-7111  , 086-319-0176  www.autozkin.com       

“Big Motor Sale 2019” ตอบโจทย์ผู้ซื้อรถกลางปี ค่ายรถพร้อมอัดแคมเปญตลอด 10 วันจัดงาน

0

บริษัท ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป ประกาศความพร้อมของงาน Big Motor Sale 2019 (Bangkok International Grand Motor Sale 2019) มหกรรมยานยนต์เพื่อขายแห่งชาติ งานซื้อขายรถยนต์ และมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ที่ใหญ่สุดในไตรมาส 3 ของปี ผู้ซื้อบัตรเข้าชมงานทุกใบร่วมลุ้นรับทองคำแท่งน้ำหนักรวม 100 บาท ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ฮอลล์ 101-107 ระหว่างวันที่ 16 – 25 สิงหาคม 2562
นายจรวย ขันมณี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป และประธานกรรมการอำนวยการจัดงานมหกรรมยานยนต์เพื่อขายแห่งชาติ เผยว่า “เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ ยานยนต์ไทยไม่หยุดนิ่งแม้ว่าจะเป็นช่วงกลางปีซึ่งเป็นหน้าฝน และเรามั่นใจว่าการจัดงานในปีนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันตัวเลขการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศปี พ.ศ. 2562 ตามที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ตั้งเป้าหมายไว้ 1.05 ล้านคันได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้สำหรับ ผู้ซื้อบัตรเข้าชมงานยังได้ลุ้นทองคำแท่งหนัก 100 บาทอีกด้วย”
Porsche Macan
ภายในงานมีผู้ประกอบการเข้าร่วมงานเต็มพื้นที่ทั้งค่ายรถยนต์ และรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ พร้อมการทดลองขับขี่มอเตอร์ไซค์เป็นงานแรกในประเทศไทย เพื่อการตัดสินใจก่อนซื้อ

Mitsubishi Pajero Sport 2019       

ค่ายรถยนต์ ได้แก่ ASTON MARTIN, AUDI, BENTLEY, BMW, FORD, HONDA, HYUNDAI, ISUZU, KIA, MASERATI, MAZDA, MERCEDES-BENZ, MG, MINI, MITSUBISHI, NISSAN, PEUGEOT, PORSCHE, ROLLS-ROYCE, SUBARU, SUZUKI, TATA, TOYOTA,  VOLVO, THAIRUNG
BMW GS
ค่ายรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ ได้แก่ BENELLI, BMW MOTORRAD, HANWAY, HARLEY-DAVIDSON, HONDA, KAWASAKI, MOTO GUZZI, PIAGGIO, ROYAL ENFIELD,  SCOMADI, SUZUKI, TRIUMPH, VESPA, YAMAHA

ทั้งนี้ ผู้เข้าชมงานสามารถพบกับรถยนต์ใหม่ได้ที่ฮอลล์ 101- 104, รถยนต์นำเข้าพรีเมี่ยมใหม่ รถยนต์มือสองพรีเมี่ยม และอุปกรณ์ยานยนต์ จัดเต็มพื้นที่ฮอลล์ 105, มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ และอุปกรณ์มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ จัดเต็มพื้นที่ฮอลล์ 106 พร้อมกันนี้ยังได้เพิ่มเซคชั่นใหม่ “THAILAND IDEMITSU MOTOR SPORT” จัดเต็มพื้นที่ฮอลล์ 107 สำหรับผู้รัก Motor Sports จะได้ชมรถแข่งระดับชาติอย่างใกล้ชิด
ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมงานได้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม – วันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม ศกนี้ รวม 10 วัน แบบจัดเต็ม! พร้อมโบนัสพิเศษ! สำหรับผู้ซื้อบัตรชมงานราคา 100 บาท ทุกท่านมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลทองคำหนัก 100 บาท รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ฮอลล์ 101-107

“เอ.พี.ฮอนด้า” ต้อนรับทัพนักบิดผู้หญิงคนแรก! คว้าแชมป์บิดสุดทรหด “ซูซูกะ 4 ชั่วโมง”

0

เอ.พี.ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ ยอดทีมแข่งไทย 100% ที่นำโดย “มุกข์” มุกข์ลดา สารพืช นักบิดสาวแกร่งและ “ฟิล์ม” ปิยวัฒน์ ประทุมยศ พร้อมด้วยทีมช่างไทยสร้างชื่อกระหึ่มแดนปลาดิบ ด้วยการคว้าแชมป์ศึกรถจักรยานยนต์ทางเรียบมาราธอนนานาชาติสุดหฤโหด รายการ ซูซูกะ 4 ชั่วโมง เอ็นดูรานซ์ เรซ 2019 มาครองได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่สนาม ซูซูกะ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศญี่ปุ่น ได้เดินทางถึงประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย โดยมีคณะผู้บริหาร บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

ยามาฮ่า แกรนด์ ฟีลาโน่ ไฮบริด เปิดตัว 6 สีใหม่! ตอกย้ำกระแสรถออโตเมติคไฮบริด

0

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ผู้นำรถจักรยานยนต์ออโตเมติกตัวจริง ตอกย้ำกระแสความนิยมรถจักรยานยนต์ออโตเมติกระดับพรีเมี่ยมระบบ HYBRID คันแรกของประเทศไทย ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามด้วยยอดขายกว่า 60,000 คัน ในระยะเวลาเพียง 1 ปี ด้วยการเปิดตัว “ยามาฮ่า แกรนด์ ฟีลาโน่ ไฮบริด” สีใหม่! 6 สี 6 สไตล์

ยามาฮ่า แกรนด์ ฟีลาโน่ ไฮบริด        ยามาฮ่า แกรนด์ ฟีลาโน่ ไฮบริด

“ยามาฮ่า แกรนด์ ฟีลาโน่ ไฮบริด” ออโตเมติกแฟชั่นที่ตอบรับชีวิตมีคลาส ไฮเทคด้วยเทคโนโลยีสุดสมาร์ท ระบบไฮบริด ช่วยส่งกำลังในการออกตัว ผสานการทำงานกับเครื่องยนต์ได้อย่างดีเยี่ยมด้วย SMART MOTOR GENERATOR พร้อมเครื่องยนต์บลูคอร์ 125 ซีซี ที่ให้การเผาไหม้เชื้อเพลิงหมดจด ช่วยให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น ได้กำลังแรงให้สมรรถนะในการขับขี่ที่ดี และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ระบบ STOP & START SYSTEM ระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติเมื่อรถจอดหยุดนิ่งเกิน 5 วินาที เสริมความประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น พร้อมระบบ ONE PUSH START ระบบสตาร์ทใหม่ ง่าย เงียบขึ้น ไม่มีเสียงมอเตอร์รบกวน

       

ด้วยสไตลิ่งอันเป็นเอกลักษณ์ ไฮคลาสเรียบแต่หรู ดีไซน์สไตล์โมเดิร์นคลาสสิก ไฟ LED รอบคัน ทั้งไฟหน้า – ไฟท้าย และไฟหรี่ สว่างชัด และปลอดภัยยามขับขี่ หน้าปัดมิเตอร์แบบ TFT หรูหราเต็มขั้น และเป็นรุ่นแรกในอาเซียน

       

สะดวกด้วยที่เก็บของขนาดใหญ่ 27 ลิตร สามารถใส่หมวกกันน็อกได้สบาย พร้อมไฟ LED ส่องสว่างอัตโนมัติเมื่อเปิดเบาะ สะดวกยิ่งขึ้นด้วยช่องต่อไฟสำรอง สามารถชาร์จแบตมือถือได้อย่างสะดวก ช่องเติมน้ำมันด้านหน้า ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานโดยที่ไม่ต้องลงจากรถ

       

ปลอดภัยขึ้นอีกขั้นด้วยระบบเบรก ABS* ควบคุมแรงดันเบรกหน้าอัตโนมัติป้องกันล้อล็อก ระบบกุญแจอัจฉริยะ* Multi Functions SMART KEY แบบในรถยนต์ *ฟังก์ชั่นที่มีเฉพาะในรุ่น ABS เท่านั้น

       

ไฮเทรนด์ด้วยสีสันใหม่สวยสะดุดตาใน รุ่น Standard มี 4 สีสุดไฮด้วย สีแดง สีเขียว สีดำ และสีฟ้า ในราคา 57,500 บาท และรุ่น ABS มี 2 สีสุดหรูให้เลือกด้วย สีดำ และสีขาว ในราคา 62,000 บาท
ยามาฮ่า แกรนด์ ฟีลาโน่ ไฮบริด
พร้อมกันนี้ยังสามารถแต่งเท่ให้หรูหราไฮคลาสไปอีกขั้น ด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งหลากหลายสไตล์ และอะไหล่แท้จากยามาฮ่า สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเป็นเจ้าของได้แล้วที่ ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ

Nissan leaf สัมผัสแรกกับภารกิจเที่ยวทั่วกรุง ระยะทางกว่า 150 กม. ในสภาพการจราจรที่หลากหลาย…จะรอดไหม???

0

Nissan Leaf รถพลังงานไฟฟ้า 100 % ราคา 1.99 ล้านบาท มากับจุดเด่น E-Pedal เทคโนโลยีเพื่อการประหยัด ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้า e-powertrain ในรูปแบบของมอเตอร์อินเวอร์เตอร์ขนาดความจุ 40 กิโลวัตต์ชั่วโมง(kwh) ให้กำลังสูงสุด 140 แรงม้า แรงบิด 320 นิวตันเมตร เร่ง 0-100 ในเวลา 7.9 วินาที สัมผัสแรกกับภารกิจทดสอบสมรรถนะแบบเที่ยวทั่วกรุง ระยะทางกว่า 150 กม. กับสภาพจราจรที่หลากหลาย…จะผ่านพ้นไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่
Nissan Leaf
พัฒนากว่า 70 ปี ก่อนจะต่อยอดเป็นรถยนต์พลังไฟฟ้ากระแสแรง
Nissan Leaf ที่ได้นำมาทดสอบในครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของเจนเนอเรชั่นที่ 2 โดยมีต้นทางจากการสั่งสมประสบการณ์กว่า 70 ปี ในการสร้างรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2490 จากรถยนต์รุ่น ทามา (Tama) ในฐานะรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก
Nissan Leaf
จากนั้น Nissan Leaf รุ่นแรกก็ปรากฏตัวสู่สาธารณชนโลกไปในปี 2553 จวบจนพัฒนาต่อยอดสู่เจนเนอเรชั่นที่ 2 ในปี 2560 จนเป็นกระแสแรงพร้อมเสียงตอบรับในรูปแบบของยอดจำหน่ายสะสมกว่า 400,000 คัน และมีรางวัลการันตีจากทั่วโลกมากกว่า 120 รางวัล
Nissan Leaf
Nissan Leaf มอบความเรียบง่ายแต่น่าอัศจรรย์ สามารถขับได้ไกลมากยิ่งขึ้น พร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดีไซน์ที่ปราดเปรียว มั่นใจและตื่นเต้นมากขึ้นด้วยเทคโนโลยี นิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี (Nissan Intelligent Mobility) ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของนิสสันในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขับขี่ยานยนต์ รวมถึงการทำให้ยานยนต์เป็นพลังขับเคลื่อน และเพิ่มพูนคุณภาพชีวิตของคนในสังคม” คำจำกัดความจาก บริษัท นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ที่มีต่อรถพลังไฟฟ้ารุ่นนี้ ลองมาดูข้อมูลของรถกันว่าจะเป็นจริงหรือไม่
Nissan Leaf
รูปลักษณ์โฉบเฉี่ยว เทคโนโลยี
เริ่มต้นกับข้อมูลของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าคันนี้กันก่อน Nissan Leaf เจนเนอเรชั่นที่ 2 ได้แรงบันดาลใจจากรถต้นแบบ IDS Concept ที่นำเสนอเป็นครั้งแรกในงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ 2015 ตามปรัชญาของการออกแบบที่ต้องการแสดงถึงเส้นสายที่เรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความโฉบเฉี่ยวของการเล่นแสงเงา เส้นสายหลักในแนวนอน กันชน และตัวถังช่วงล่างเน้นย้ำให้เห็นถึงจุดศูนย์ถ่วงต่ำ ทำให้สัมผัสได้ถึงการขับขี่ที่สนุกสนาน และคล่องตัว
Nissan Leaf
ขนาดมิติตัวถังมากับความยาว 4,480 มม. กว้าง 1,790 มม. และสูง 1,540 มม. และในส่วนของความสูงพื้นรถนั้นอยู่ที่ 150 มม. ในส่วนของกระจังหน้าแบบ V-Motion เสริมความโดดเด่นด้วยลวดลายตาข่ายสีน้ำเงินสว่างแบบสามมิติ มากับสีแบบทูโทนภายใต้ตัวถังสีขาว Brilliant White Pearl และด้านบนหลังคาสีดำ Super Black
Nissan Leaf
Nissan Leaf
Nissan Leaf
โคมไฟรูปทรงบูมเมอแรง ติดตั้งไฟหน้าโปรเจ็คเตอร์แบบคู่ รองรับการทำงานทั้งไฟต่ำ และไฟสูง ซึ่งเพิ่มวิสัยทัศน์ในการมองเห็น และเพิ่มความปลอดภัยด้วยการเพิ่มระยะการส่องสว่าง ทั้งยังมีชุดไฟท้ายและสปอยเลอร์ที่โดดเด่นทำให้ผู้คนที่พบเห็นสามารถจดจำลีฟรุ่นใหม่ได้จากระยะไกล ออกแบบใต้ท้องรถ และกันชนท้ายที่มีลักษณะคล้ายดิฟฟิวเซอร์ (Diffuser) ช่วยทำให้ลดแรงต้านอากาศ และอากาศที่ยกตัวรถ ช่วยให้รถมีความมั่นคง ทำให้รถยนต์พลังไฟฟ้าคันนี้มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านทานของอากาศ (drag coefficient) เพียง 0.28
Nissan Leaf
Nissan Leaf
ช่องเสียบสายชาร์จไฟบริเวณด้านหน้ารถออกแบบใหม่เพื่อให้มีความสะดวกในการใช้งาน โดยมี 2 ช่องชาร์จไฟซึ่งสามารถเสียบสายชาร์จโดยไม่ต้องก้มตัวลงมาเหมือนรุ่นก่อน รองรับการอัดประจุไฟฟ้าจากอุปกรณ์ชาร์จไฟที่มากับตัวรถและในรูปแบบของสายชาร์จ Wall Box
Nissan Leaf
ห้องโดยสารกว้างขวาง ครบครันด้วยอุปกรณ์ทันสมัย
Nissan Leaf มีห้องโดยสารกว้างขวาง ยึดหลักการออกแบบของ Nissan Gliding Wing ออกแบบให้หน้าจอและรูปแบบของไฟแสดงข้อมูลดูได้เรียบง่าย มองเห็นได้ชัดเจน บริเวณเบาะนั่ง ด้านข้างประตู ที่วางแขน และพวงมาลัยเย็บตะเข็บด้วยสีฟ้า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของรถยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งการใช้โทนสีน้ำเงินกับปุ่มสตาร์ต และเกียร์ที่ให้ความรู้สึกถึงเทคโนโลยีล้ำสมัย
Nissan Leaf
Nissan Leaf
Nissan Leaf
หน้าจอแสดงข้อมูลออกแบบให้มีการผสมผสานระหว่างมาตรวัดความเร็วแบบอนาล็อกกับหน้าจอแสดงผลแบบ multi-information เป็นจอสีแบบ Thin-film Transistor (TFT) ขนาด 7 นิ้ว สามารถเลือกแสดงข้อมูลตามที่ต้องการ ตรงกลางของหน้าจอมีการแสดงผลแบบ Flush-surface สะดวกต่อการเลือกระบบความบันเทิง ทั้งยังแสดงให้เห็นการทำงานของเทคโนโลยี Safety Shield ซึ่งแสดงระดับการชาร์จไฟ และพลังงานที่เหลืออยู่ รวมถึงระบบเสียง และข้อมูลระบบนำทาง
Nissan Leaf
แม้ว่า Nissan Leaf จะมีความจุพลังงานของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเพิ่มขึ้น แต่ยังคงใช้แบตเตอรี่ขนาดเดิมดังนั้นห้องโดยสารจึงรองรับผู้โดยสาร 5 คนได้อย่างสบาย พื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านหลังยังสามารถเก็บกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ 2 ใบ หรือกระเป๋าเดินทางขนาดกลาง หรือกระเป๋าสัมภาระได้ถึง 3 ใบ
Nissan Leaf
Nissan Intelligent Mobility ผนึก 3 เทคโนโลยีอัจฉริยะ
ในส่วนของจุดด่นจาก Nissan Intelligent Mobility ประกอบด้วย 3 เทคโนโลยีอัจฉริยะได้แก่ เทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Driving) เทคโนโลยีพลังการขับเคลื่อนอัจฉริยะ (Intelligent Power) และเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Intelligent Integration)
Nissan Leaf
เทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Driving)
e-Pedal  จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการออกตัว เร่งความเร็ว ชลอความเร็ว หยุดนิ่งและควบคุมตัวรถให้อยู่กับที่ด้วยการใช้แป้นคันเร่งอย่างเดียว หลังจากเปิดการใช้งาน เพียงยกเท้าออกจากคันเร่ง ตัวรถจะลดความเร็วจนหยุดนิ่ง โดยไม่จำเป็นต้องแตะแป้นเบรก ด้วยอัตราการชะลอความเร็วที่สูงถึง 0.2G
Nissan Leaf
ระบบเกียร์ไฟฟ้า Electric Shift สามารถปรับสไตล์การขับขี่ได้ในทุกสถานการณ์ แบ่งการทำงานออกได้เป็น 4 โหมดได้แก่
-D Mode ใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุดทำให้ได้อัตราเร่งที่รวดเร็ว
-B Mode มีการเพิ่มพลังงานจากการเบรก ให้แรงเบรกประสิทธิภาพสูงและเพิ่มระยะทางในการวิ่ง
-D+Eco ใช้พลังงานจากมอเตอรืแต่ช่วยให้ประหยัดได้ถึง 10% ซึ่งทำให้เพิ่มระยะทาง
-B+Eco ตัดระบบที่ใช้พลังงาน และฟื้นฟูพลังงานจากการเบรกทำให้ประหยัดพลังงานได้ถึง 30%
Nissan Leaf
เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยขั้นสูงซึ่งเป็นตัวช่วยการขับขี่ยังมี เทคโนโลยีเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning: FCW) เทคโนโลยีช่วยเบรกฉุกเฉิน (Forward Emergency Braking: FEB) กล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor: IAVM) พร้อมเทคโนโลยีเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน (Moving Object Detection: MOD) เทคโนโลยีช่วยควบคุมเสถียรภาพขณะเข้าโค้ง (Active Trace Control: ATC) และเทคโนโลยีช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Alert: DAA)
Nissan Leaf
เทคโนโลยีพลังการขับเคลื่อนอัจฉริยะ (Intelligent Power)
พลังแห่งการขับเคลื่อนใน Nissan Leaf คือระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า (e-powertrain) ส่งกำลังที่ 110 กิโลวัตต์ (150 แรงม้า) สูงกว่ารุ่นก่อนถึง 38 % มากับแรงบิด 320 นิวตันเมตร เพิ่มขึ้นจากเดิม 26 % อัตราเร่งจาก 0-100 กม/ชม ใช้เวลา 7.9 วินาที
Nissan Leaf
ชุดแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนแบบใหม่ขนาด 40 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) จะช่วยทำให้เมื่อชาร์จไฟเต็ม 100 % สามารถขับขี่ได้ระยะทางที่มากขึ้น ตามมาตรฐานการวัดค่าไอเสียและอัตราสิ้นเปลือง NEDC (New European Driving Cycle) สามารถทำได้ระยะทางถึง 311 กิโลเมตร
Nissan Leaf
เทคโนโลยีการเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Intelligent Integration)
ระบบ Vehicle-to-grid ของแบตเตอรี่ของนิสสัน ลีฟ ใหม่ สามารถสะสมพลังงานให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้จากพลังงานส่วนเกินในเวลากลางวัน เพื่อนำกระแสไฟฟ้ามาใช้งานภายในบ้านช่วงกลางคืน การเชื่อมต่ออัจฉริยะของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจะเปลี่ยนภูมิทัศน์ด้านพลังงานอย่างสิ้นเชิง ทำให้ได้รับประโยชน์ต่างๆ จากบริษัทพลังงานที่ต้องการสร้างโครงข่ายไฟฟ้าที่มีความเสถียร เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งสามารถชาร์จไฟเข้าสู่แบตเตอรี่ในช่วงเวลากลางคืนที่มีอัตราค่าไฟฟ้าต่ำสุดในบางประเทศ เพื่อนำมาใช้ในช่วงกลางวันเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน
Nissan Leaf
โครงสร้าง และระบบกันสะเทือน
ทีมวิศวกรของนิสสันพัฒนาโครงสร้างใหม่ และปรับเซทพวงมาลัยไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพมากขึ้นเนื่องมาจากการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ใหม่ ระบบควบคุมทำงานเชื่อมต่อกับเซ็นเซอร์วัดองศาการเลี้ยวของพวงมาลัย และระบบกันสะเทือนแบบทอร์สชั่น บาร์ (Torsion Bar) ที่มีอัตราการยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์
Nissan Leaf
นอกจากนี้ชุดยางซับแรงกระแทกใช้วัสดุยูรีเธนสำหรับระบบกันสะเทือนหลัง ถูกแทนที่ด้วยวัสดุใหม่ที่ผลิตจากยางซึ่งช่วยลดแรงกระแทก และแรงสั่นสะเทือน เมื่อต้องขับขี่บนสภาพถนนที่ขรุขระ มาพร้อมเทคโนโลยีควบคุมการขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Ride Control) เพื่อช่วยให้มอเตอร์ไฟฟ้ามีการทำงานที่แม่นยำมากขึ้นในการสร้างแรงบิดที่เหมาะสมเมื่อเข้าโค้ง
Nissan Leaf
รายละเอียดและวิธีการชาร์จไฟ
ชาร์จจากไฟบ้านปกติ (standard outlet charging) เช่นเดียวกับการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จสมาร์ทโฟน ซึ่ง 80-90 เปอร์เซ็นต์ของเจ้าของรถนิสสัน ลีฟ ส่วนใหญ่ เลือกที่จะชาร์จรถยนต์ที่บ้านโดยใช้เคเบิลอเนกประสงค์ (EVSE cable) ที่มาพร้อมกับรถยนต์ โดยส่วนมากเป็นการชาร์จแบบข้ามคืน ใช้เวลาชาร์จประมาณ 12-16 ชั่วโมง
ชาร์จจากเครื่องชาร์จไฟฟ้า (wall box charging) จากที่บ้าน ที่ทำงาน หรือในที่ๆ อื่นๆ ที่มีการติดตั้ง ซึ่งจะสามารถชาร์จไฟฟ้าให้เต็มได้ภายในระยะเวลา 6-8 ชั่วโมง
การชาร์จแบบด่วนหรือที่เรียกว่า (Quick Charge) เป็นการชาร์จไฟฟ้ากระแสตรง โดยใช้เวลาชาร์จเพียงแค่ 40-60 นาทีเพื่อชาร์จให้แบตเตอรี่มีความจุที่ 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งส่วนใหญ่มักมีติดตั้งในพื้นที่ที่ชาร์จสะดวก เช่น ห้างสรรพสินค้า หรือที่สาธารณะต่างๆ
Nissan Leaf
ค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟ
ทางบริษัทผู้ผลิตได้เคลมไว้ว่า Nissan Leaf จะสามารถชาร์จไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ด้วย 3 วิธีหลักดังที่กล่าวไว้ข้างต้น และค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ 50 สต.ต่อ 1 กิโลเมตร เมื่อเทียบกับรถยนต์ในกลุ่มอีโค่คาร์ซึ่งใช้เชื้อเพลิงน้ำมัน จะอยู่ที่กิโลเมตรละ 1.80-2.30 สต. ซึ่งค่าไฟฟ้าเมื่อเทียบกับราคาน้ำมัน ก็ยังประหยัดกว่าถึง 3 เท่าตัว
Nissan leaf
การลุยน้ำ
ปัญหาคาใจของรถยนต์พลังไฟฟ้านั่นคือเรื่องของการลุยน้ำ สำหรับเรื่องนี้ทาง บ. นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้เคลมความสูงของระดับน้ำในขณะที่ใช้รถยนต์พลังไฟฟ้าขับผ่านช่วงที่มีน้ำท่วมขังได้สูงถึง 40 ซม.
Nissan Leaf
แบตเตอรี่อยู่ทนหรือไม่
จะได้รับการประกันคุณภาพรถยนต์เป็นเวลา 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร พร้อมการรับประกันระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร และรับประกันการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่เป็นเวลา 8 ปีหรือ 160,000 กิโลเมตรและมีศูนย์บริการของผู้จำหน่ายฯ ของนิสสัน ที่ผ่านการรับรองจำนวน 32 แห่งทั่วประเทศที่สามารถนำเสนอข้อมูล รวมถึงความพร้อมบริการหลังการขาย โดยช่างเทคนิคที่มีความชำนาญการ
Nissan leaf
สัมผัสแรกกับ Nissan Leaf ใจกลางกรุง
สัมผัสแรกกับ Nissan Leaf เกิดขึ้นใจกลางกรุงเทพมหานครกับการรวมตัวของสื่อมวลชนหลักร้อยที่เข้าร่วมทดสอบสมรรถนะบริเวณ จีแลนด์ พระราม 9 นำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการออกแบบของนิสสัน ลีฟ ใหม่ ระบบขับเคลื่อนของรถยนต์ไฟฟ้า และรูปแบบการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าทั้ง 3 แบบ ภายใต้โซนกิจกรรม ‘rEVolution education’ ได้จัดขึ้นในรูปแบบการจัดสรรพื้นที่แบ่งเป็น 4 โซน ประกอบด้วย นิสสัน ลีฟ Simply Amazing นิสสัน อิเล็คทริค คาเฟ่ บูธถ่ายภาพ นิสสัน อิเล็คทริค และสถานีชาร์จนิสสัน ลีฟ
Nissan Leaf Nissan Leaf
เริ่มการทดสอบในรูปแบบจิมคาน่าที่ไม่เหมือนใคร
หลังจากทำความเข้าใจกับ Nissan Leaf ก็ถึงเวลาที่ได้สัมผัสกันอย่างจริงจังซึ่งการทดสอบในครั้งนี้จะใช้การเดินทางรอบกรุงเทพมหานคร บนระยะทางกว่า 140 กม. และการทดสอบแรกซึ่งถือเป็นการวอร์มอัพกับเทคโนโลยี e-Pedal ในรูปแบบของการขับขี่สไตล์จิมคาน่าที่ไม่เหมือนใครเนื่องจากห้ามใช้แป้นเบรคตลอดการขับขี่
Nissan Leaf
รูปแบบเส้นทางไม่มีอะไรยากเพราะมีกรวยจราจรกำหนดเส้นทางไว้อย่างชัดเจน แต่ความยากอยู่ที่กติกาซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่าห้ามใช้แป้นเบรค หากเผลอไปเหยียบก็จะโดนตัด 5 คะแนน
Nissan Leaf
การใช้งาน e-Pedal ไม่ยากและเหมือนกับที่อธิบายไว้เนื่องจากเมื่อไหร่ก็ตามที่ใช้งานโหมดนี้ และหากยกคันเร่ง จะเกิดการหน่วงจากระบบจนทำให้รถหยุดสนิทแม้จะไม่ได้เหยียบเบรกก็ตาม ปลายทางของการทดสอบจะมีพื้นที่ให้รถหยุดสนิทซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับจุดสตาร์ท หากกะเกณฑ์ไม่ดี รถหยุดนอกพื้นที่ก็จะโดนตัดคะแนน หากใครขับได้เวลาดีและโดนตัดคะแนนน้อยที่สุด ก็จะได้รางวัลติดมือกลับบ้าน แต่ทั้งนี้ต้องไปรวบรวมกับคะแนนกิจกรรมคล้ายคลึงกับแรลลี่ โดยขับขี่ไปยังจุดเช็คอินตามสถานที่ต่างทั่วกรุงเทพมหานคร
Nissan Leaf
5 สถานที่ บนระยะทางกว่า 140 กม.ด้วยสภาพจราจรที่หลากหลาย
เริ่มต้นด้วยโจทย์ที่ต้องพารถ Nissan Leaf ไปเช็คอินตามจุดหมายทั้ง 5 สถานที่ให้ครบแล้วเอาหลักฐานมารวมกับคะแนนจิมคาน่าเพื่อค้นหาผู้ชนะ

จุดหมายแรกมุ่งสู่อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม หลังจากตรวจเช็คสภาพแบตเตอรี่ที่แสดงค่าว่ามีพลังงานเต็ม 100 % แน่นอนว่าการเคลมจากบริษัทผู้ผลิตที่แจ้งไว้ว่าสามารถขับขี่ได้ในระยะทาง 311 กม. แต่ด้วยสภาพการจราจรที่แออัดใจกลางเมืองเป็นตัวแปรอย่างดีที่จะทำให้ระยะทางนั้นถูกลดทอนลง

บนเส้นทางจากพระราม 9 มุ่งหน้าไปยังนครไชยศรีกับจุดเช็คอินที่ร้าน Riva Floating โดยทีมงานได้ใช้สมาร์ทโฟนเชื่อมต่อกับตัวรถโดยผ่านแอพลิเคชั่นนำทาง เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวหลง
Nissan Leaf
การเดินทางยังคงใช้โหมดขับขี่แบบ e-Pedal ให้ได้การประหยัดพลังงานให้ได้มากที่สุด บางช่วงของการขับขี่นั้นได้ลองอัตราเร่ง มอเตอร์ไฟฟ้าตอบสนองต่อการใช้คันเร่งได้ดีและถือเป็นข้อได้เปรียบรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เนื่องจากไม่ต้องรอรอบ รถพุ่งทะยานตามการใช้คันเร่ง แต่เมื่อไหร่ที่ถอนคันเร่ง ระบบก็จะช่วยชลอความเร็วจนทำให้หัวทิ่มได้เหมือนกัน และอีกหนึ่งประเด็นคือเรื่องของการเก็บเสียง เสียงลมที่เร็ดรอดมาในห้องโดยสารนั้นน้อยมาก และในขณะขับขี่ก็จะได้ยินเสียงยางที่เบียดกับพื้นถนนแทนเสียงจากเครื่องยนต์
Nissan Leaf
แต่การใช้งานของโหมดขับขี่แบบ e-Pedal นั้นอาจต้องปรับตัวกับเรื่องนำหนักเบรก เพราะเบรคจะมีน้ำหนักที่สู้เท้ามากขึ้นหรือที่เรียกว่าเบรคแข็ง ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือการหน่วงนั้นมีระยะกระชั้นชิดมากเกินไปจนต้องใช้การหยุดรถด้วยเบรค จะต้องใช้น้ำหนักเท้าที่เพิ่มขึ้นอีกพอสมควร
Nissan Leaf
สภาพการจราจรทีแออัดกับตัวช่วยการขับขี่ที่จำเป็น
เสร็จสิ้นจากจุดเช็คอินแรก ต่อมาคือ “ช่างชุ่ย” ระยะทางห่างจากจุดแรกประมาณ 20 กม. ช่วงนี้ยังไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง แต่หลังจากนี้ สถานที่ที่ต้องไปต่ออยู่ใจกลางเมืองย่านเจริญกรุง สยามสแควร์ และดินแดง สภาพจราจรในเมืองช่วงเวลาเลิกเรียนคงไม่ต้องพูดถึงว่าสาหัสขนาดไหน
Nissan Leaf
Nissan Leaf
นอกจาก e-Pedal ยังมีเทคโนโลยีเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning: FCW) เทคโนโลยีช่วยเบรกฉุกเฉิน (Forward Emergency Braking: FEB) เพราะหากระยะกระชั้นชิดมากเกินไปจนการหน่วงจากระบบทำงานได้ไม่เต็มที่ ทั้ง 2 เทคโนโลยีนี้จะเข้ามาทำหน้าที่ช่วยเติมเต็มการหยุดรถได้อย่างปลอดภัย โดยมีเสียงเตือนให้หยุดรถก่อนที่เบรกฉุกเฉินจะเข้ามาช่วย ซึ่งจะทำงานในย่านความเร็วที่ 10-60 กม./ชม.เท่านั้น
Nissan Leaf
สถานีสุดท้ายที่ต้องเชคอินอยู่ที่บนชั้นดาดฟ้าห้างฟอร์จูน ย่านดินแดง การเดินทางกว่า 5 ชม.ทำให้คุ้นเคยกับ e-pedal ไม่มากก็น้อย ที่นี่ยังมีแบบทดสอบสุดท้ายก่อนกลับสู่เส้นชัย โดยยังคงอยู่ในเรื่องของการหยุดรถ ในรูปแบบของการกะระยะให้จอดสนิทในพื้นที่ที่กำหนดไว้ โดยมีเส้นแบ่งระยะเพื่อเป็นคะแนน
์Nissan Leaf
บทสรุปของการทดสอบ Nissan Leaf
1 วันเต็มๆกับการทดสอบสมรรถนะ Nissan Leaf ในครั้งนี้ไม่แปลกใจเลยสักนิดว่าทำไมถึงมีกระแสตอบรับที่ดีจากผุ้ใช้รถยนต์ทั่วโลก เพราะพลังงานทดแทนในรูปแบบของมอเตอร์ไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีสมรรถนะในการขับขี่ที่ดีกว่ารถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปแน่นอนระยะทางในการใช้งานกว่า 140 กม. กับพลังงานที่ยังเหลือกว่า 30% ย่อมเป็นตัวเลขที่การันตีได้ว่า หากใช้งานในชีวิตประจำวันการชาร์จไฟหนึ่งครั้งอาจทำให้คุณขับขี่ได้เกือบ 1 อาทิตย์ ถ้ามีการวางแผนเส้นทางที่ดีพร้อม
Nissan Leaf
ในด้านของการอัดประจุ นอกจากชาร์จไฟหลังจากเลิกงาน สถานีอัดประจุที่กำลังผุดขึ้นทั่วทุกมุมเมืองจะส่งผลให้รถยนต์พลังไฟฟ้าใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น ประเด็นต่อมาคือเพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัย Head Unit ที่ใช้ควบคุมความบันเทิง รวมถึงแสดงภาพของระบบ Aroud View Monitor ควรจะเป็นแบบทัชกรีนเพื่อง่ายต่อการใช้งาน
Nissan Leaf
e-Pedal ถือเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยในด้านของการประหยัดอย่างแท้จริง แต่หากเปิดใช้งานควรอยู่ในสถานะการขับขี่เพียงผู้เดียว เพราะผู้โดยสารที่ร่วมเดินทางอาจจะเกิดอาการเมารถ เนื่องจากเมื่อไหร่ที่ถอนคันเร่ง ตัวรถจะมีอาการหน้าทิ่ม แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ใช้โหมด D แล้วต้องการเร่งแซง รับรองว่าประเด็นนี้ไม่ผิดหวังแน่นอน
Nissan Leaf
หลังจากออกเดินทางที่ชาร์จพลังไฟมาเต็ม 100 % ระยะทางที่ใช้จนกลับมายังจุดสิ้นสุดการเดินทาง ตัวเลขแสดงที่หน้าจอไว้ที่ประมาณ 150 กม. เหลือพลังงานไฟฟ้าอีกประมาณกว่า 30 % และระยะทางที่เหลือให้ใช้ต่อได้อีกกว่า 100 กม. ถือว่าเป็นสัมผัสแรกกับ Nissan Leaf รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแท้ 100 % ที่ใช้งานได้จริงและประหยัดพลังงาน จึงทำให้การขนานนามว่าเป็นรถยนต์พลังไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในโลกนั้นเป็นไปได้อย่างแน่นอน
Nissan Leaf
ข้อมูลทางเทคนิค: Nissan Leaf
มอเตอร์ไฟฟ้า: ชื่อรุ่น EM57
กำลังขับสูงสุด(แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 150 แรงม้า/3283-9795
แรงบิดสูงสุด(นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 320 /0~3283 rpm
ชนิดแบตเตอรี่: แบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอออนความจุ 40 กิโลวัตต์ชั่วโมง
ระบบส่งกำลัง: Single Speed Gear Reduction
ระบบขับเคลื่อน: ล้อหน้า
ระบบกันสะเทือน(หน้า/หลัง): หน้า แมคเฟอร์สันสตรัท คอยล์สปริง หลัง ทอร์ชั่นบีม คอยล์สปริง
เบรก(หน้า/หลัง): ดิสก์/ดิสก์
ยาว/กว้าง/สูง(มม.): 4,480×1,790 x1,540 มม
ความสูงจากพื้นรถ(มม.): 150
ราคา (บาท): 1,999,000
ตัวแทนจำหน่าย: บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
Nissan Leaf
คู่แข่งในตลาด
MG ZS EV

MG ZS EV คอมแพคเอสยูวีที่หยิบยกเครื่องยนต์สันดาปออก พร้อมแทนที่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ให้กำลังสูงสุดได้ถึง 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร แบตเตอรี่เป็นแบบ Lithium-ion ความจุ 44.5 kWh ทำความเร็ว0-100 กม./ชม.ในเวลาแค่ 8.5 วินาที ชาร์จไฟเต็ม 100% ทำระยะทางได้ 337 กิโลเมตร (เคลมจากบริษัทผู้ผลิต) ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 1.19 ล้านบาท
Hyundai Kona SE

Hyundai Kona SE รถอเนกประสงค์พลังไฟฟ้า 100% ใช้แบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออนโพลิเมอร์ ความจุ 39.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้กำลังสูงสุด 136 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 395 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร ใช้เวลาเพียง 9.7 วินาที ชาร์จไฟเต็ม 100% สามารถใช้งานได้ระยะทาง 312 กิโลเมตร ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 1,849,000 บาท