Home Blog Page 485

Nissan LEAF Nismo RC แสดงสุดยอดสมรรถนะของรถยนต์ไฟฟ้า

0

นิสสันได้พัฒนารถแข่งไฟฟ้ารุ่นใหม่ ลีฟ นิสโม อาร์ซี (LEAF NISMO RC) ซึ่งรวบรวมเทคโนโลยีจากประสบการณ์ด้านการแข่งขันของ นิสสัน มอเตอร์ สปอร์ต หรือ นิสโม (NISMO) โดยเข้าร่วมแข่งขันฟอร์มูลา E (FIA Formula E) ซึ่งเป็นกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตที่สร้างสรรค์สำหรับรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า การมีส่วนร่วมของนิสสันถือเป็นครั้งแรกของโลกสำหรับผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่น และยังเป็นการนำเสนอแนวคิดของ นิสสัน อินเทลลิเจ้นท์ โมบิลิตี้ (Nissan Intelligent Mobility) 

นิสสันได้จัดการทดสอบขึ้นที่หาดโออิโสะ (Oiso Long Beach) โดยมี โมโตฮิโร มัทซูมูระ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ นิสสัน มอเตอร์ สปอร์ต (Motohiro Matsumura, NISMO COO) หัวหน้าทีมที่รับผิดชอบในการพัฒนา Nissan LEAF NISMO RC,  ซึจิโอะ มัทซูดะ (Tsugio Matsuda) นักแข่งจากทีม NISMO ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมพัฒนาและนักขับทดสอบ มานาบุ คาวากูชิ (Manabu Kawaguchi) สื่อมวลชนสายยานยนต์ ร่วมพูดคุยกับสื่อมวลชนสายยานยนต์และสายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

“ผมมีส่วนร่วมในการพัฒนา Nissan LEAF รุ่นแรก การทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้ามีส่วนให้รถยนต์ไฟฟ้านี้มีความโดดเด่น โดยจากจุดที่หยุดนิ่งรถยนต์ไฟฟ้าได้รับประโยชน์จากแรงบิดสูงสุดที่เหนือกว่ารถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายใน ส่งผลให้เกิดอัตราเร่งความเร็วที่เหนือกว่า ดังเช่นที่ผู้ขับขี่หลายคนกำลังสนุกไปกับการเดินทางด้วยรถยนต์นิสสัน ลีฟ และ โน้ต (Note e-Powers)” โมโตฮิโร มัทซูมูระ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ นิสสัน มอเตอร์ สปอร์ต (Motohiro Matsumura, NISMO COO) กล่าว

แต่ไม่ว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะมีสมรรถนะดีแค่ไหนก็ตาม ยังมีคนจำนวนไม่มากที่มองว่ารถยนต์ไฟฟ้านี้มีความเป็นรถยนต์แบบสปอร์ต ซึ่ง นิสสัน ลีฟ นิสโม อาร์ซี (Nissan LEAF NISMO RC) แสดงให้เห็นถึงแนวคิดที่เป็นไปได้ทางมอเตอร์สปอร์ต จากการนำสุดยอดเทคโนโลยีของ นิสสัน อินเทลลิเจ้นท์ โมบิลิตี้ ร่วมกับการใช้แบตเตอรี่และมอเตอร์ของ Nissan LEAF รุ่นที่จำหน่ายอยู่ในตลาด ในอนาคตข้างหน้าเราหวังว่าจะเห็นกีฬามอเตอร์สปอร์ตที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่งนิสสัน ลีฟ นิสโม อาร์ซี จะเติมเต็มความสำเร็จนั้นได้

สำหรับ นิสสัน ลีฟ นิสโม อาร์ซี เจนเนอร์เรชันแรก เป็นรถขับเคลื่อนล้อหลัง แบบเครื่องยนต์แบบวางกลาง (mid-engine) พร้อมมอเตอร์เดี่ยว และเจนเนอร์เรชันที่สองนี้ มาพร้อมมอเตอร์สองตัวและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ด้วยแรงบิดขนาด 640Nm ซึ่งปัญหาหลักที่รถยนต์ไฟฟ้าต้องเผชิญ คือ น้ำหนักของแบตเตอรี่ แต่นิสสัน ลีฟ นิสโม อาร์ซี ถูกจำกัดน้ำหนักโดยรวมที่ 1,220 กิโลกรัม ส่งผลให้เร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กม. / ชม. เร็วกว่ารุ่นแรกถึงครึ่งหนึ่งที่ 3.4 วินาที เป็นข้อพิสูจน์ว่าการทำให้แชสซีเบาขึ้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของรถยนต์ไฟฟ้า 

       

ปัจจุบันมี นิสสัน ลีฟ นิสโม อาร์ซี อยู่ในญี่ปุ่นและเอเซีย 2 คัน ในยุโรป2 คัน  และในสหรัฐอเมริกา 2 คัน ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นสปอร์ตของรถยนต์ไฟฟ้า โดยนิสสัน มอเตอร์ สปอร์ต หรือ นิสโม (Nismo) รับหน้าเผยแพร่แนวคิด นิสสัน อินเทลลิเจ้นท์ โมบิลิตี้ (Nissan Intelligent Mobility) ให้กับลูกค้าภายใต้กิจกรรมในรูปแบบ มอเตอร์สปอร์ต

AMG Driving Academy หลักสูตรขับรถแรงควบคุมโดยแชมป์รายการมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก ครั้งแรกในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

0

AMG Driving Academy หลักสุตรการขับขี่รถยนต์สมรรถนะสูง ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต โดยใช้รถตระกูล AMG ครบทั้งพอร์ตโฟลิโอทั้ง 14 รุ่น ขุมพลังรวมกว่า 5,000 แรงม้า ควบคุมโดยผู้ฝึกสอนมืออาชีพดีกรีแชมป์มอเตอร์สปอร์ตระดับโลก แบรนด์แอมบาสเดอร์ของเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ร่วมให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด
 
AMG Driving Academy
หลายปีที่ผ่านมา บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดกิจกรรมอบรมการขับขี่รถยนต์ให้กับผู้สื่อข่าวและลูกค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำในกลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูง เช่นเดียวกันกับกิจกรรมในปีนี้ แต่ความแตกต่างของกิจกรรมนั้นคนละเรื่องกับหลายครั้งที่ผ่านมา เพราะรถยนต์ที่ใช้ในการขับขี่ของหลักสูตรนี้ล้วนแต่เป็นรถยนต์สมรรถนะสูงในกลุ่มของ AMG ซึ่งหลักสูตรการเรียนการสอนนั้นได้ถูกปรับเปลี่ยนเพื่อให้ผู้ขับขี่นั้นได้เสริมทักษะการขับและควบคุมรถในรูปแบบต่างๆรวมถึงสัมผัสสมรรถนะของขุมพลังจาก AMG
AMG Driving Academy
รถยนต์สมรรถนะสูงทั้ง 14 รุ่น ทั้งแบบประกอบในประเทศ และนำเข้า ได้แก่ Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+ 4-Door Coupé รถสปอร์ต 4 ประตูตระกูล AMG GT และ Mercedes-AMG E 53 4MATIC+ รถยนต์นั่ง 4 ประตูในสไตล์เอเอ็มจี พร้อมด้วย Mercedes-AMG GT C Roadster, Mercedes-AMG E 63 S 4MATIC+, Mercedes-AMG E 53 4MATIC+ Coupé, Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+, Mercedes-AMG A 45 4MATIC, Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC, Mercedes-AMG CLA 45 4MATIC, Mercedes-AMG GLE 43 4MATIC Coupé, Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé, Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé, Mercedes-AMG C 43 4MATIC, Mercedes-AMG SLC 43 รวมถึง Mercedes-AMG C 63 S Coupé ขอออกตัวไว้ตรงนี้เลยว่าแต่ละคันนั้นไม่ธรรมดา ผมขอหยิบยกรถยนต์เพียงแค่ 2 รุ่นที่ถือเป็นไฮไลท์ของงานนี้ก็ว่าได้ เอาแค่สนนราคาก็ปาไปเกือบ 30 ล้านบาท
AMG Driving Academy
คันแรกได้แก่ Mercedes-AMG GT R สมาชิกใหม่ของตระกูล AMG GT และเป็นรถสปอร์ตรุ่นแรกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำสมัยของรถแข่งมาประยุกต์ใช้ ซึ่งถือเป็นการยกระดับการขับขี่ที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพและความเร้าใจ สปอร์ตคาร์รุ่นนี้เป็นการผสมผสานระหว่างสมรรถนะของรถสปอร์ตกลุ่ม AMG GT 3 กับการใช้งานในชีวิตประจำวันของ AMG GT เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดให้กับผู้เป็นเจ้าของที่ชื่นชอบความเร็ว
AMG Driving Academy
หลังคารถผลิตจากวัสดุคาร์บอน เสริมให้ตัวรถมีสีสันตัดกันสวยงาม พร้อมติด ระบบเบรกแบบ AMG high-performance composite brake สีเหลืองที่เป็นสีพิเศษสำหรับรถยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะ รวมถึงท่อไอเสียเอเอ็มจีเพอร์ฟอร์มานซ์รูปทรงหกเหลี่ยมขนาดใหญ่ที่ใช้ท่อเก็บเสียงที่ผลิตจากไทเทเนี่ยมและเหล็กกล้าไร้สนิม
AMG Driving Academy
ห้องโดยสารของ Mercedes-AMG GT R ได้รับอิทธิพลมาจากกีฬามอเตอร์สปอร์ต โดยเบาะนั่งถูกปรับให้ต่ำลงเพื่อให้ผู้ขับขี่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถ อีกทั้งยังเป็นเบาะที่นั่งแบบเอเอ็มจีเพอร์ฟอร์มานซ์ มาพร้อม ชุดเข็มขัดนิรภัยสีเหลือง ชุดแผงหน้าปัดสีเหลือง และชุดแต่งห้องโดยสาร AMG Interior Piano Lacquer
AMG Driving Academy
AMG Driving Academy
Mercedes-AMG GT R ใช้เครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ความจุกระบอกสูบ 4 ลิตร ระบบไดเรค อินเจคชั่น ให้กำลังสูงสุด 585 แรงม้าที่ 6,250 รอบ พร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 680 นิวตันเมตร ที่ 1,900 – 5,500 รอบ ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์แบบคลัทช์คู่ 7 สปีด (seven-speed dual clutch transmission)
AMG Driving Academy
Mercedes-AMG GT R มีระบบกันสะเทือนที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับรถยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะ โดยจะทำงานร่วมกับระบบ AMG RIDE CONTROL (เอเอ็มจีไรด์คอนโทรล) ด้วยการใช้โครงสร้างปีกนกสองชั้นเพื่อรักษาสมดุลของล้อ และติดสปริงไว้ด้านบน, ใช้นวัตกรรม AMG Lightweight Performance (เอเอ็มจีไลท์เวทเพอร์ฟอร์มานซ์) ที่เลือกสรรวัสดุน้ำหนักเบามาใช้ในการผลิต ทำให้โครงสร้างของรถมีน้ำหนักเบา มีความยืดหยุ่นสูง แต่แข็งแกร่งและสามารถกระจายแรงได้เป็นอย่างดี, ระบบควบคุมการยึดเกาะเอเอ็มจีแบบ 9 ระดับ หรือ AMG TRACTION CONTROL รถรุ่นนี้สามารถจำลองค่าแรงเสียดทานภายในระยะเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อเตรียมระบบต่างๆ ให้สอดคล้องกับสภาพพื้นถนน โดยมีกลไกชุดหม้อเพลาท้ายรถแบบ LSD เป็นตัวช่วย
AMG Driving Academy
อีกหนึ่งรุ่นซึ่งถือเป็นรุ่นล่าสุดที่ออกมาทำตลาดนั่นคือ Mercedes-AMG C 63 S Coupé ซึ่งปรับปรุงให้โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้า AMG specific radiator grille แบบด้าน สเกิร์ตข้างดีไซน์ให้เข้ากับล้ออัลลอยแบบ 5 ก้านคู่ขนาด 19 นิ้วน้ำหนักเบาจากเอเอ็มจี โดยช่องลมและองศาก้านล้อได้รับการปรับปรุงอย่างละเอียด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาด้านอากาศพลศาสตร์ดีไซน์ของฝากระโปรงหลังยังมาพร้อมกับปีกแบบ AMG ตกแต่งรอบคันด้วย AMG Bodystyling (กันชนหน้า-หลังและสเกิร์ตข้าง) เทคโนโลยีไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED พร้อมระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeam และยังมาพร้อมกับหลังคาแก้วแบบ panoramic sliding sunroof ที่เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า
AMG Driving Academy
AMG Driving Academy
ห้องโดยสารภายในมากับชุดเบาะที่นั่ง AMG Performance seats วัสดุหุ้มหนังแท้กับคุณสมบัติการอุ่นเบาะที่ปรับได้ 3 ระดับ แผงหน้าปัดแบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว พวงมาลัยรุ่นใหม่แบบ AMG Performance Steering Wheel หุ้มด้วยหนัง Nappa leather ตัดสลับกับ DYNAMICA microfibre ที่มีรูปทรงสปอร์ตมาพร้อมกับปุ่ม AMG steering wheel button สามารถใช้คำสั่งหรือก้านควบคุมต่างๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น หน้าจอมัลติมีเดียขนาด 10.25 นิ้ว ทำงานร่วมกับ COMAND Online พร้อม Touchpad และ Controller ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester®
AMG Driving Academy
AMG Driving Academy
Mercedes-AMG C 63 S Coupé ได้พละกำลังจากเครื่องยนต์เบนซิน V8 ขนาด 4 ลิตร พร้อม Bi-turbo ให้กำลังสูงสุด 510 ที่ 5,500-6,250 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 700 นิวตันเมตรที่ 2,000 – 4,500 รอบต่อนาที ด้วยเทคนิคการติดตั้ง turbo แบบ Hot inside V เพื่อให้การระบายความร้อน และการกระจายน้ำหนักของเครื่องยนต์ที่ดีขึ้น ระบบเกียร์แบบสปอร์ต AMG SPEEDSHIFT MCT 9-SPEED Sports Transmission ให้การตอบสนองของรถในระหว่างที่มีการเปลี่ยนเกียร์รวดเร็วและราบรื่น พร้อมระบบ AMG DYNAMIC SELECT 5 โหมด คือ Comfort, Sport, Sport+, Race และ Slippery เพื่อช่วยกระจายกำลังให้เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ
AMG Driving Academy
มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด โต้โผใหญ่ของการจัดงานกล่าวว่า “กิจกรรม AMG Driving Academy คือการทดสอบการขับขี่ที่จะทำให้ผู้เข้าร่วมทุกท่านได้ปลดล็อคขีดจำกัดของตัวเอง พร้อมสัมผัสประสบการณ์อันทรงพลังจากการขับขี่ยนตกรรมสมรรถนะสูง ด้วยการเสริมทักษะการขับขี่ โดยทีมผู้ฝึกสอนจากเมอร์เซเดส-เอเอ็มจีมาร่วมสอนเทคนิค และให้คำแนะนำต่างๆ ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นการฝึกทักษะทุกฐานแล้ว ผู้ขับขี่จะมีความเข้าใจ สามารถใช้ประโยชน์จากสมรรถนะ และเทคโนโลยีอันทันสมัยที่มาพร้อมกับตัวรถได้อย่างเต็มที่ โดยผู้เข้าร่วมอบรมทุกท่านที่ผ่านการฝึกอบรมฯ จะได้รับประกาศนียบัตรรับรองจาก ทางบริษัทฯ อีกด้วย”
AMG Driving Academy
สำหรับกิจกรรม AMG Driving Academy เป็นการฝึกอบรมขับขี่รถยนต์สมรรถนะสูงครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเรียนรู้เทคนิคการขับขี่แบบเต็มสมรรถนะ โดยทีมผู้ฝึกสอนมืออาชีพจากเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ดีกรีแชมป์การแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตรายการระดับโลก และมร. เบิร์น ชไนเดอร์ (คนกลาง) แบรนด์แอมบาสเดอร์ของเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี นักแข่งรถสัญชาติเยอรมัน เจ้าของตำแหน่งแชมป์ DTM ห้าสมัย และแชมป์สองสมัยจากสนามนูร์เบอร์กริงสุดโหด ร่วมให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์
AMG Driving Academy
รูปแบบของการขับขี่ในกิจกรรม AMG Driving Academy มีทั้งหมด 6 สถานี โดยในแต่ละสถานียังไม่ทิ้งของเดิมไปมากนัก เพียงแต่ความเร็วซึ่งถือเป็นข้อบังคับนั้นเปลี่ยนไป หากใครทำผลงานเข้าตาทีมผู้ฝึกสอน จะไดรับสิทธิพิเศษเพื่อนั่งในรถ Mercedes-AMG C 63 S Coupé โดยมี มร. เบิร์น ชไนเดอร์ แบรนด์แอมบาสเดอร์ของเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี นักแข่งรถสัญชาติเยอรมัน เจ้าของตำแหน่งแชมป์ DTM ห้าสมัยเป็นผู้ขับขี่แบบ Fast Track
AMG Driving Academy
Car Control
เริ่มกันที่การทดสอบแรกกับความสามารถในการควบคุมรถของผู้ขับขี่ เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงและรถเสียการควบคุม ซึ่งรถที่ใช้ในสถานีนี้คือ Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé และ Mercedes-AMG C 43 4MATIC ที่มีการหุ้มล้อหลังด้วยปลอกพลาสติกเพื่อลดการยึดเกาะถนนจำลองเหตุการณ์ถนนลื่น
AMG Driving Academy
ผู้ขับขี่จะได้ลองฝึกทักษะการควบคุมรถในโหมดระบบความปลอดภัย ESP® ที่แตกต่างกัน ทั้งเปิด ปิด และในโหมด Sport พร้อมกับแก้อาการของรถที่เสียการควบคุมไปในขณะเดียวกัน
AMG Driving Academy
Drag Race
ต่อด้วย Drag Race เป็นสถานีที่เปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสถึงสมรรถนะความแรงของรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีได้อย่างเต็มที่ ด้วยการจำลองการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต พร้อมฝึกทักษะการตอบสนองของผู้ทดสอบ
AMG Driving Academy
รถยนต์สมรรถนะสูงในสถานีนี้มีมากกว่า 5 รุ่น และที่โดดเด่นสุดตกเป็นของ Mercedes-AMG GT C Roadster กับพละกำลังของเครื่องยนต์ V8 สูบ ให้กำลังถึง 557 แรงม้า แต่ใช่ว่าสถานีนี้จะเค้นสมรรถนะของเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว
AMG Driving Academy
การขับขี่จะเป็นไปในรูปแบบของ Battle รถทั้งสองคันจะถูกปล่อยตัวพร้อมกันเมื่อสัญญาณไฟแดงดับลง และผู้ทดสอบจะต้องเบรกเมื่อถึงจุดที่กำหนดไว้ ผู้ที่สามารถหยุดรถให้อยู่ในจุดที่กำหนดได้จะถือว่าชนะการแข่งขัน
AMG Driving Academy
Brake & Lane Change
สถานีนี้เป็นการทดสอบการควบคุมเบรกฉุกเฉิน และทดสอบความเร็วในการตอบสนองต่อสิ่งเร้าของตัวผู้ขับขี่ โดยผู้ขับขี่จะได้ทดสอบระบบความปลอดภัย ESP® และไฟเบรกกระพริบฉุกเฉิน (Adaptive brake light)
AMG Driving Academy
วิธีการคือขับรถออกจากจุดเริ่มต้นด้วยความเร็วประมาณ 100-110 และ 120 กม./ชม. และเมื่อเห็นสัญญาณไฟกระพริบจากทางซ้ายหรือขวา ผู้เข้าร่วมทดสอบต้องเหยียบเบรกและหักเลี้ยวตามทิศทางของสัญญาณไฟ
AMG Driving Academy
Auto-X Practice & Competition
สำหรับสถานีนี้คือการจำลองการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตในรูปแบบการแข่งขันจิมคาน่า โดยที่ผู้ทดสอบจะได้ใช้ทักษะการควบคุมรถ พร้อมเพิ่มความตื่นเต้นเร้าใจให้ผู้ทดสอบทุกคนด้วยการจับเวลาการแข่งขัน ผู้ที่ทำเวลาได้เร็วที่สุดจะเป็นผู้ชนะ
AMG Driving Academy
รถที่ใช้สำหรับสถานีนี้ถือว่ามีความดุดันไม่ใช่น้อยกับ Mercedes-AMG A 45 4MATIC, Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC, Mercedes-AMG CLA 45 4MATIC โดยผู้ขับขี่จะใช้รถรุ่นเดียวในการจับเวลานั่นคือ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC ซึ่งมาพร้อมขุมพลังจากเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ เทอร์โบชาร์จเจอร์ขนาด 1,991 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 381 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 475 นิวตัน-เมตร ที่ 2,250-5,000 รอบต่อนาที ซึ่งถือเป้นเล้กพริกขี้หนูประจำกิจกรรมนี้ก็ว่าได้
AMG Driving Academy
การควบคุมรถไซส์เล็กแต่สมรรถนะเผ็ดร้อน หากเร่งรีบมากเกินไปจนความเร็วของรถกับยางไม่สามารถแสดงประสิทธิภาพการยึดเกาะออกมาได้หรือเรียกอีกอย่างว่า Over Speed ซึ่งถ้าเกิดในรุปแบบการขับขี่ในสถานีสั้นๆแบบนี้ เวลาที่ออกมาจะช้ากว่าย่านความเร็วที่สอดคล้องไปกับประสิทธิภาพของเนื้อยางรวมถึงการบังคับเลี้ยวที่ต้องมีความแม่นยำ เพราะหากเลี้ยวเกิน หรือหักพวงมาลัยผิดองศา การควบคุมรถก็จะไม่อยู่ในทิศทางที่ต้องการให้ไปและผลสุดท้ายเวลาที่ได้ก็จะไม่ดีตาม แต่ในสถานีนี้โชคเข้าข้างแบบฟลุคๆ เวลาที่ทำได้ถือว่าดีสุดในกลุ่ม ทำให้รับสิทธินั่งในรถ Mercedes-AMG C 63 S Coupé โดยมี มร. เบิร์น ชไนเดอร์ เป็นผู้ขับขี่ในรูปแบบ Fast Track
AMG Driving Academy
Cornering Exercise
หลังจากที่ผ่านการขับขี่ในรูปแบบต่างๆมาถึง 4 สถานี Cornering Exercise ก็ถือเป็นการวอร์มอัพกับการใช้ความเร็วตามสมรรถนะของรถและรูปแบบของการสังเกตรวมถึงวิธีควบคุมพวงมาลัยลัดเลาะไปตามทางโค้งของสนามช้างอย่างแม่นยำและได้ความเร็วตามที่ต้องการตามองสาของการหักพวงมาลัย
AMG Driving Academy

Cornering Exercise ถือเป็นการทดสอบการเข้าโค้ง โดยจะใช้พื้นที่โค้งในสนามที่มีความกว้างแตกต่างกันไป ทำให้ผู้ทดสอบสามารถฝึกทักษะที่จำเป็นในการขับขี่ ได้แก่ การเบรก การบังคับทิศทางรถ และการมองเห็นได้อย่างเต็มที่ โดยผู้ฝึกสอนจะเป็นผู้นำขบวน ทำให้ผู้ทดสอบได้ฝึกการขับขี่ในเส้นทางการแข่งรถจริงๆพร้อมทั้งยังได้เรียนรู้เทคนิคการขับขี่ของนักแข่งรถอีกด้วย

Lead & Follow
สถานีสุดท้ายของหลักสูตร AMG Driving Academy มีชื่อว่า Lead & Follow โดยใช้วิธีการขับขี่ตามหลังผู้ฝึกสอนที่จะขับขี่ไปตามไลน์ที่ใช้ในการแข่งขันจริงรวมถึงได้สัมผัสกับรถไฮไลท์ของกิจกรรมนี้อย่าง Mercedes-AMG GT R ซึ่งจะผลัดเปลี่ยนผู้ขับขี่ครั้งละ 2 รอบสนาม

AMG Driving Academy
การขับขี่ในสถานีนี้กับรถที่มีความแรงระดับทะลุ 580 แรงม้านั้นเป็นอะไรที่ถูกใจสุดๆ ช่วงทางตรงสุดของสนามช้างสามารถทำความเร็วได้ทะลุ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถคันนี้เป็นรถสปอร์ตที่สามารถเป็นรถที่ใช้ในการแข่งขันได้เลยโดยที่ไม่ต้องตกแต่งอะไรมากมายนัก ฟิลลิ่งของรถที่ว่าดิบ โหด ก็ยังให้การควบคุมที่ค่อนข้างง่าย โดยมีระบบ AMG TRACTION CONTROL ที่สามารถปรับการใช้งานได้ถึง 9 ระดับ เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์การขับขี่นั้นๆ
AMG Driving Academy
ผ่านพ้นไปกับ 6 สถานีที่รวมเป็นหลักสูตร AMG Driving Academy ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ทำให้การขับขี่รถยนต์สมรรถนะสูงนั้นเต็มไปด้วยความเร้าใจและปลอดภัย เพิ่มทักษะการควบคุมรถของผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เป็นอย่างดี แต่ความมันยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะยังเหลือการใช้สิทธิพิเศษที่จะเป็นผู้โดยสารโดยมีมร. เบิร์น ชไนเดอร์ แบรนด์แอมบาสเดอร์ของเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี เป็นผู้ขับขี่ในรูปแบบ Fast Track เต็มๆสมรรถนะของรถ Mercedes-AMG C 63 S Coupé ที่มีพละกำลังมากกว่า 500 แรงม้า พร้อมการขับขี่แบบไม่มีกั๊กของแบรนด์แอมบาสเดอร์ท่านนี้
AMG Driving Academy
1 รอบสนามช้างฯ กับการโชว์ฝีมือการขับขี่ของ มร. เบิร์น ชไนเดอร์ ไม่น่าสงสัยเลยว่า เจ้าของตำแหน่งแชมป์ในรายการ DTM 5 สมัย ซึ่งยังมีดีกรีเป็นผู้ออกแบบรถในตระกูล AMG หลากหลายรุ่นนั้นจะมีฝีมือระดับพระกาฬขนาดนี้ ทางตรงยาวความเร็วที่ทำได้คือ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แถมบางโค้งยังมีการดริฟรถโดยไม่สนใจไลน์สนาม Traction Control หรือตัวช่วยที่ไม่ให้รถเสียการควบคุม นักขับผู้นี้ปิดหมด ความดุดันของขุมพลังกว่า 500 แรงม้าใน Mercedes-AMG C 63 S Coupé แกก็สยบให้เชื่องราวกับคุ้นมือกันมานาน การเบรกแต่ละครั้งไม่เคยเอาเท้าขวามาช่วย น้ำหนักเท้าซ้ายแม่นยำทุกโค้ง แถมการแก้อาการรถช่วงที่ท้ายสะบัดนี้ทำได้อย่างมั่นใจ ซึ่งทั้งหมดถือว่าเป็นประสบการณ์ที่น้อยคนจะได้สัมผัสแม้ว่าจะเป็นระยะทางเพียง 4 กิโลเมตรเศษ เต็ม 1 รอบสนามช้างฯเท่านั้น
AMG Driving Academy
บทสรุปของหลักสูตร AMG Driving Academy ในครั้งนี้นอกจากการสัมผัสความแรงของรถยนต์ที่จัดเต็มครบพอร์ตโฟลิโอทั้ง 14 รุ่น กับความแรงที่รวมไว้กว่า 5,000 แรงม้า ประสบการณ์การขับรถแรงระดับทะลุ 500 แรงม้าทั้ง Mercedes-AMG GT R และ Mercedes-AMG C 63 S Coupé ก็ถือเป็นเรื่องไม่ง่ายมที่ใครจะได้สัมผัส รูปแบบการขับขี่ในแต่ละสถานีถุกปรับปรุงให้ผู้ขับนั้นเสริมทักษะการควบคุมรถได้ดีขึ้นไม่มากก็น้อย แต่การนั่งในรถที่มีความแรงกว่า 500 แรงม้าโดยนักขับดีกรีแชมป์รายการ DTM 5 สมัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะได้สัมผัส สุดท้ายผู้เข้าร่วมกิจกรรมก็ฟันฝ่าสถานีทดสอบต่างๆและคว้าประกาศนียบัตรเป็นตัวการันตีฝีมือของนักขับไปครองกันได้ทุกคน
AMG Driving Academy
AMG Driving Academy

BMW X7 Pick-up !!! กระบะพันธุ์หรูคันใหม่แจ้งเกิดแล้ว

0

ในยุคที่รถยนต์ถูกแตกไลน์ออกไปตามความต้องการของผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มมากขึ้นๆ จนแทบจะผลิตเพื่อความต้องการเฉพาะกลุ่มเฉพาะคนกันแล้ว ล่าสุดผลงานจากค่ายใบพัดฟ้าขาว BMW X7 Pick-Up ก็ทำให้โลกตะลึงไปชั่วขณะ เมื่อคิดไปถึงกรณีที่ Mercedes พลักดัน X Class Pick up ของเขาออกสู่ตลาดไปก่อนหน้านี้แล้ว และนี่คงเป็นแผนการของ BMW ที่จะต้องมี Pick up ของเขาลงสู่ตลาดบ้าง

       

BMW X7 Pick up เป็นผลงานที่ยังคงเป็นรถต้นแบบ แนวคิดที่เกิดจากกลุ่มบุคลากรฝึกหัดสายอาชีพ โครงการ BMW Group vocational trainees ร่วมกับแผนก Concept Vehicle Construction and Model Technology พัฒนาขึ้นมา โดยกลุ่มบุคลากรฝึกหัดสายอาชีพนี้เข้ามารับการอบรมเทคโนโลยี่ของรถยนต์ BMW ก่อนที่จะเข้าทำงานในโอกาสต่อไป
BMW X7 Pick-up
ส่วนหนึ่งของการอบรมนั้นจะต้องต่อยอดความคิดในการพัฒนารถยนต์ BMW ไปด้วย และในช่วงนั้นมี BMW X7 SUV คันใหม่ล่าสุดที่เป็นรถ Preproduction ใช้ในการอบรม จึงมีแนวคิดที่จะนำ X7 มาพัฒนาเป็นปิกอัพ โดยการเปลี่ยนโฉมรถ BMW X7  SUV ขนาดเจ็ดที่นั่งให้กลายเป็นรถปิกอัพ ห้าที่นั่ง

       

ในส่วนด้านหน้ารถทั้งหมดจนถึง เสา C คงเดิมไว้ ปรับด้านท้ายให้เป็นกระบะ แต่คงความหรูหราให้สมกับความเป็น BMW ด้วยการจัดกระบะท้ายให้เป็นงานฝีมือปูพื้นไม้ขัดเงาเหมือนเรือยอชท์กันทีเดียว
BMW X7 Pick-up
ความยาวทั้งหมดของส่วนบรรทุกสินค้าครอบคลุมตั้งแต่ 1.4 เมตร ถึง 2.0 เมตร เมื่อเปิดฝาหลังออกมา BMW อธิบายว่ามันใช้วัสดุ CFRP สำหรับส่วนประกอบบางส่วนบนหลังคาประตูด้านหลังและการบรรทุกสินค้าทำให้น้ำหนักลดลงประมาณ 200 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับรุ่นX7

       

ส่วนเครื่องยนต์จะเหมือนกับ BMW X7 xDrive40i คือเครื่องยนต์เบนซิน แบบ 6 สูบเรียง ขนาด 3.0 ลิตร เทอร์โบ กำลังสูงสุด 340 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 447 นิวตันเมตร เช่นเดียวกับการตกแต่งภายในห้องโดยสารคาดว่าจะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด และไม่ได้มีการระบุลายละเอียดในส่วนนี้

ถึงแม้โครงการ BMW X7 Pick up จะหยุดอยู่เพียงการนำออกมาแสดงพร้อมกับมี F 850 GS ในส่วนของ Motorrad บิ๊กไบค์มาเป็นพรอพ  เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ความเป็นรถที่ไม่มีขอบเขตจำกัดในการเดินทางไปด้วยกันของBMWทั้งรถยนต์และจักรยานยนต์ โดยที่ไม่มีการพูดถึงแผนงานที่จะผลิตออกจำหน่ายจริง

        BMW X7 Pick-up

แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ถ้ามีความต้องการเกิดขึ้น แต่ดูจากต้นแบบ BMW X7 Pick-up คันนี้ถ้าผลิตจริงจะต้องปรับเปลี่ยนอีกมากมายหลายรายการ ไม่เช่นนั้นจะเป็น Pick up ที่แพงที่สุดในโลกอย่างแน่นอน เทียบจากราคา BMW X7 ที่ 8,999,000 บาท ได้เลย

New Suzuki CIAZ GL Plus การกลับมาพร้อมเติมเต็มออพชั่นเพื่อความลงตัว

0

New Suzuki CIAZ GL Plus รถอีโค่คาร์ในรูปแบบซีดานที่ได้รับการเติมเต็มอุปกรณ์อำนวยความสะดวก มากับชุดแต่งเสริมความสปอร์ตรอบคัน ในขณะที่ราคาจำหน่ายปรับขึ้นเพียง 9,000 บาท พร้อมสัมผัสสมรรถนะในการทดสอบแบบ 1 Day Trip บนเส้นทาง กรุงเทพ-เพชรบุรี
New Suzuki Ciaz GL Plus
สำหรับ Suzuki Ciaz เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ด้วยการชูจุดเด่นเป็น ซีดาน อีโคคาร์ ระดับพรีเมียม ที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้รถยนต์ทั่วประเทศด้วยยอดขายรวมกว่า 37,000 คัน และในครั้งนี้ บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำการกระตุ้นตลาดรถอีโคคาร์ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ด้วยการแนะนำ New Suzuki Ciaz GL Plus ซีดาน อีโคคาร์ ระดับพรีเมียม ที่ได้รับการปรับปรุงให้มีความสดใหม่ และโดนใจในทุกรายละเอียดมากยิ่งขึ้น

New Suzuki Ciaz GL Plus รูปลักษณ์ภายนอกตกแต่งสไตล์สปอร์ตรอบคัน ซึ่งประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า, สเกิร์ตข้าง, สเกิร์ตหลัง และสปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 เสริมด้วยความโดดเด่นจากอุปกรณ์มาตรฐาน เช่น กระจังหน้าแบบโครเมี่ยม, ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ กระจกบังลมหน้าแบบสีตัดแสง และกระจกบังลมหลังพร้อมระบบไล่ฝ่าตลอดจนกระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถปรับด้วยระบบไฟฟ้า
New Suzuki Ciaz GL Plus

New Suzuki Ciaz GL Plus
New Suzuki Ciaz GL Plus
ห้องโดยสารของ New Suzuki Ciaz GL Plus ยังคงเปี่ยมด้วยความกว้างขวาง ตกแต่งด้วยวัสดุผ้า พร้อมด้วยอุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครัน เช่น มาตรวัดความเร็ว, รอบเครื่องยนต์, ระบบน้ำมัน และอุณหภูมิน้ำยาหล่อเย็น ซึ่งจะมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลที่สามารถแจ้งอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง, ค่าเฉลี่ยการใช้น้ำมันต่อระยะทาง, ระยะการเดินทาง และอุณหภูมิภายนอก พร้อมอัพเกรดอุปกรณ์มาตรฐานใหม่ โดยติดเครื่องเล่นวิทยุ CD MP3 จอระบบสัมผัสขนาด 6.2 นิ้ว พร้อมระบบเชื่อมต่อบลูทูธซึ่งสามารถเชื่อมต่อบทเพลงผ่านระบบได้สูงสุดถึง 5 เครื่อง รวมถึงช่องเชื่อมต่อ USB พร้อมกล้องมองหลัง
New Suzuki Ciaz GL Plus
New Suzuki Ciaz GL Plus
New Suzuki Ciaz GL Plus
 
New Suzuki Ciaz GL Plus ได้ขุมพลังจากเครื่องยนต์รหัส K12B ขนาด 1.25 ลิตร แบบ 4 สูบ 6 วาล์ว ซึ่งให้พละกำลังสูงสุด 91 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 118 นิวตันเมตรที่ 4,800 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนล้อหน้าด้วยชุดเกียร์อัตโนมัติ CVT ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบแม็คเฟอร์สันตรัท พร้อมคอยล์สปริง และด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีม พร้อมคอยล์สปริง ซึ่งมีระบบดิสก์เบรกด้านหน้า และดรัมเบรกด้านหลัง
New Suzuki Ciaz GL Plus
ในขณะที่สิ่งอำนวยความสะดวกประกอบไปด้วย กุญแจรีโมทพร้อมไฟกระพริบตอบรับ, พวงมาลัยสปอร์ตแบบ 3 ก้านปรับระดับสูง-ต่ำได้, กระจกไฟฟ้าฝั่งคนขับปรับขึ้น-ลงอัตโนมัติ ระบบเซ็นทรัลล็อค พร้อมปุ่มควบคุมบริเวณคนขับ, ที่เปิดฝาท้ายรถแบบไฟฟ้า ซึ่งมากับไฟส่องสว่างห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ ด้านอุปกรณ์ความปลอดภัยติดตั้งมาให้ครบครัน เช่น โครงสร้างตัวถังที่มาพร้อมคานกันกระแทกด้านข้าง, ถุงลมนิรภัยคู่หน้า SRS ทำงานร่วมกับพวงมาลัยแบบยุบตัว และเข็มขัดนิรภัยด้านหน้าแบบ ELR 3 จุด พร้อมระบบดึงกลับอัตโนมัติ และปรับระดับสูงต่ำได้ โดยมีด้านหลังเป็นแบบ ELR 3 จุด 2 ตำแหน่ง และ 2 จุด 1 ตำแหน่ง เสริมด้วยระบบล็อคนิรภัยป้องกันเด็กเปิดประตูหลัง, ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรกอิเล้กทรอนิกส์ EBD, ระบบช่วยเบรก BA ตลอดจนระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer, ระบบเตือนภัย Security Alarm และชุดซ่อมยางฉุกเฉิน
การทดสอบสมรรถนะในครั้งนั้เป็นไปในรูปแบบของกิจกรรม 1 Day Trip บนเส้นทางกรุงเทพ-เพชรบุรี ซึ่งเริ่มต้นการเดินทาง ณ โพธาลัย เลเชอร์ ปาร์ค บนถนนประดิษฐ์มนูธรรม ย่านเลียบทางด่วนรามอินทรา มุ่งหน้าสู่ถนนพระราม 2 อันคุ้นเคยในการเดินทางสู่ภาคใต้ ที่สามารถใช้งานได้ทั้งความเร็วต่ำ และความเร็วสูง เสมือนการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยมีการเติมเต็มความสะดวกสบายด้วย เครื่องเล่นวิทยุ CD MP3 จอระบบสัมผัสขนาด 6.2 นิ้ว ส่งผลให้เพลิดเพลินตลอดการเดินทาง
New Suzuki Ciaz GL Plus

จุดหมายแรก “ปั๊มเอสโซ่วัฒนา-วังมะนาว” แห่งใหม่ ที่มีจุดเด่นเป็น ร้านกาแฟชื่อดังให้แวะพักจิบเครื่องดื่มกันอย่างเพลิดเพลิน โดยได้ใช้ฟังค์ชั่นกล้องมองหลัง เพื่อความสะดวกและปลอดภัยในการถอยจอด


จากนั้นค่อยเดินทางย้อนกลับมายัง อำเภออัมพวา ในจังหวัดสมุทรสงคราม แหล่งท่องเที่ยวที่ยังคงครึกครื้นด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ เพื่อรับประทานอาหารมื้อกลางวันกันริมน้ำที่ “รัญจวน อัมพวา” ร้านอาหารไทยพื้นบ้าน บรรยากาศอบอุ่นริมเขื่อนอัมพวา เติมพลังใส่ร่าง
New Suzuki Ciaz GL Plus
ต่อจากนั้นเดินท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์กันต่อ โดยเริ่มจาก “อุทยานพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หรือ อุทยาน ร.2” ต่อด้วยการทำบุญไหว้พระ และตามรอยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกันที่ “ค่ายบางกุ้ง (วัดบางกุ้ง)” จนอิ่มบุญ สุขใจ แล้วจึงเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร
New Suzuki Ciaz GL Plus
New Suzuki Ciaz GL Plus
สำหรับ New Suzuki Ciaz GL Plus ซึ่งใช้เป้นพาหนะเดินทางในครั้งนี้นอกจากขุมพลังที่โดดเด่นด้านการประหยัดโดยมีอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ประมาณ 16 กม./ลิตร การตกแต่งภายนอกด้วยชุดสเกริต์รอบคัน ทำให้มีรูปลักษณืที่ดูดุดันมากยิ่งขึ้น ส่วนอุปกรณ์มาตรฐานอย่างจอทัวสกรีนขนาด 6.2 นิ้ว และกล้องมองหลังก็ให้ทั้งความเพลินเพลิน สะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
New Suzuki Ciaz GL Plus
ข้อมูลเทคนิค New Suzuki Ciaz GL Plus
เครื่องยนต์: เบนซินแบบ 4 สูบ
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.): 1,242
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 91/6,000
แรงบิดสูงสุด(นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 118 /4,800
ระบบส่งกำลัง: อัตโนมัติซีวีที
ระบบขับเคลื่อน: 2 ล้อหน้า
เบรก (หน้า/หลัง): ดิสก์พร้อมครีบระบายความร้อน,ดรัมเบรก
ระบบกันสะเทือน (หน้า/หลัง):อิสระแม็กเฟอร์สันสตรัท/ ทอร์ชั่นบีม
ยาว/กว้าง/สูง (มม.):4,490/1,730/1,475
ความจุถังน้ำมัน (ลิตร): 42
ราคา (บาท): 568,000
ตัวแทนจำหน่าย: บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

ฟอร์ด ขยายไลน์อัพ เรนเจอร์ เอเวอเรสต์ เสริมทัพความแกร่ง

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ตอกย้ำตำแหน่งความเป็นผู้นำรถกระบะและรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดกลาง ขยายไลน์อัพ ฟอร์ด เรนเจอร์ และ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไทเทเนี่ยม พลัส รุ่นย่อยใหม่ โดยเปิดรับจองที่โชว์รูมและศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศ และพร้อมส่งมอบให้กับลูกค้าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ฟอร์ด เรนเจอร์ โอเพนแค็บ 2.2L XL+ สปอร์ต 4x2 Hi-Rider เกียร์ธรรมดา 6 สปีด
ต่อยอดความแกร่งมาจาก ฟอร์ด เรนเจอร์ โอเพนแค็บ 2.2L XL+ 4×2 Hi-Rider เกียร์ธรรมดา 6 สปีด ให้มีความสปอร์ตปราดเปรียวแต่ยังคงเอกลักษณ์กระบะพันธุ์แกร่ง ด้วยขุมพลังขนาด 2.2 ลิตร ดีเซล 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว VG เทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ มอบกำลังสูงสุดถึง 160 แรงม้า และแรงบิด 385 นิวตันเมตร พร้อมซับแรงสะเทือนด้วยระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริง และระบบกันสะเทือนหลังแบบแหนบซ้อน
ตกแต่งกระจังหน้าและกันชนหลัง เป็นสีดำแบบมันเงา (Glossy Black Paint) ที่สะท้อนความเป็นรถกระบะพันธุ์แกร่งสไตล์สปอร์ตสุดโฉบเฉี่ยวได้อย่างแท้จริง พร้อมล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว มีสีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีขาวอาร์กติก ไวท์ และสีแดงทรู เรด จำหน่ายในราคา 669,000 บาท

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ยกระดับความหรูหราด้วยสีภายในสุดพิเศษ
พิเศษเฉพาะในฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่นไทเทเนี่ยม พลัส เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ไบเทอร์โบ ขับเคลื่อน 4 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ภายนอกสีขาวอาร์กติก ไวท์ ปรับลุคภายในด้วยเบาะหนังสีน้ำตาลคอนยัค (Cognac) เพื่อยกระดับความหรูหรา สะท้อนตัวตนอันเป็นเอกลักษณ์ขึ้นไปอีกขั้น โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อัจฉริยะ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัย ที่มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่อย่างเหนือชั้นทั้งบนทางเรียบและแบบออฟโรด วางจำหน่ายในราคา 1,799,000 บาท

พาชม "Bangkok Auto Salon 2019"

0

Bangkok Auto Salon 2019 งานจัดแสดงรถแต่งปีละครั้ง ซึ่งสายซิ่งท่านใดที่พลาดรับชมและอยากรู้ว่างานนี้มีอะไรเด็ด เกริ่นนำเล็กน้อยกับ 8 รถไฮไลท์ อิมพอร์ตจากแดนซามูไรและค่ายรถยนต์ที่ขนทัพรถแต่งซิ่งทุกคันที่เข้าร่วมงาน สามารถรับชมได้เลยครับ

Chevrolet Colorado เผยโฉมรุ่นพิเศษ 4th of July Edition พร้อมรุ่นย่อยใหม่ล่าสุด Trail Boss

0

เชฟโรเลต ประเทศไทย เชิญแขกพิเศษและสื่อมวลชนร่วมเฉลิมฉลองวันชาติสหรัฐอเมริกา พร้อมเผยโฉมรถกระบะและชุดอุปกรณ์ตกแต่งรุ่นใหม่สู่ตลาดประเทศไทย ได้แก่ รถกระบะรุ่นพิเศษ โคโลราโด โฟร์ท ออฟ จูลาย อีดิชั่น (Chevrolet Colorado 4th of July Edition), รถกระบะรุ่นย่อยใหม่ล่าสุด โคโลราโด เทรล บอส (Chevrolet Colorado Trail Boss) และชุดอุปกรณ์ตกแต่ง เพอร์เฟค อีดิชั่น ทู (Perfect Edition II) สำหรับรถอเนกประสงค์เทรลเบลเซอร์ รุ่น LTZ
Chevrolet Colorado
นางสาวปิยะนุช จตุรภัทร์ ผู้อำนวยการทั่วไปฝ่ายขาย เชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “เชื่อมั่นว่ารถกระบะทั้ง 2 รุ่นนี้ จะมาเสริมทัพและช่วยกระตุ้นยอดขายของเชฟโรเลตในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะ เทรล บอส กระบะสุดแกร่ง สายพันธุ์ลุย ซึ่งเป็นรุ่นย่อยใหม่ในรถกระบะโคโลราโด ควบคู่กับการเตรียมเปิดตัวรถอเนกประสงค์ แคปติวา รุ่นใหม่ ในช่วงปลายปีนี้ และเป็นการเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้าเพื่อมาร่วมเป็นสมาชิกของครอบครัวเชฟโรเลต”

Chevrolet Colorado        Chevrolet Colorado

โคโลราโด โฟร์ท ออฟ จูลาย อีดิชั่น (Colorado 4th of July Edition) รถกระบะรุ่นพิเศษ 4 ประตู ไฮ คันทรี่ ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 50 คัน รถกระบะรุ่นพิเศษรุ่นนี้มอบความแข็งแกร่งพร้อมเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใครสำหรับผู้ที่หลงใหลในวัฒนธรรมและกระบะสไตล์อเมริกัน ให้คุณเร้าใจไปกับสมรรถนะของเครื่องยนต์ดูราแมกซ์ 2.5 ลิตร ที่ทรงพลัง มีทั้งระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ

       

ตกแต่งภายนอกด้วยลายธงชาติอเมริกันพร้อมตราสัญลักษณ์โฟร์ท ออฟ จูลาย (4th of July) รวมทั้งสติ๊กเกอร์โคโรลาโดที่ฝากระโปรงท้ายและกระโปรงหน้า (แบบสามมิติ) ไฟท้ายแอลอีดีดีไซน์ใหม่ มาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะและระบบความปลอดภัยเพื่อให้คุณมั่นใจพร้อมลุยทุกเส้นทาง ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 1,009,000 บาท

โคโลราโด เทรล บอส (Colorado Trail Boss) รุ่นย่อยใหม่ล่าสุดของรถกระบะโคโลราโด กระบะแกร่งคู่ใจสายพันธุ์ลุย ปลุกเร้าทุกโสตสัมผัสความท้าทายแบบฉบับอเมริกัน ด้วยเครื่องยนต์ดูราแมกซ์ 2.5 ลิตร เสริมความเท่และโฉบเฉี่ยวด้วยชุดแต่งสปอร์ตบาร์ดีไซน์พิเศษ พร้อมกระจังหน้าและตราสัญลักษณ์เชฟโรเลตสีดำ

       

ซุ้มล้อสไตล์สปอร์ต ล้ออัลลอยสีดำขนาด 18 นิ้ว เพิ่มความดุดันและเข้มเกินใคร สะกดทุกสายตาด้วยสติกเกอร์ เทรล บอส และสติกเกอร์สีดำสำหรับตกแต่งฝากระบะท้ายพร้อมสัญลักษณ์โคโลราโด รถรุ่นนี้ช่วยให้คุณพุ่งทะยานออกไปพบเส้นทางใหม่ๆ และสัมผัสความท้าทายในราคาที่คุณจับต้องได้ ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 859,000 บาท

ในงานนี้เชฟโรเลตยังเปิดตัวชุดแต่งใหม่ เพอร์เฟค อีดิชั่น ทู (Perfect Edition II) สำหรับรถอเนกประสงค์เทรลเบลเซอร์ รุ่น LTZ ซึ่งเป็นการต่อยอดความสำเร็จของชุดแต่งเพอร์เฟค อีดิชั่น เพิ่มทางเลือกให้กับผู้ที่ชื่นชอบการตกแต่งรถและเพิ่มความโดดเด่นให้กับรถเทรลเบลเซอร์ตามสไตล์คุณ ชุดอุปกรณ์ตกแต่งนี้ประกอบด้วย กันชนด้านหน้าและด้านหลัง สปอยเลอร์หลังที่ช่วยเพิ่มความสปอร์ต อย่างมีระดับ ยางบังโคลนและซุ้มล้อสีดำเข้ม ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง เพอร์เฟค อีดิชั่น ทู ราคา 23,855 บาท (รวม VAT)

Chevrolet Colorado        Chevrolet Colorado

รถกระบะรุ่นใหม่และชุดอุปกรณ์ตกแต่งใหม่จะพร้อมจำหน่ายที่โชว์รูมผู้จัดจำหน่ายเชฟโรเลต ทั่วประเทศ ในวันที่ 18 กรกฎาคมนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทร 1734  ผู้จัดจำหน่ายเชฟโรเลตใกล้บ้านท่าน หรือเข้าชมเว็บไซต์ www.chevrolet.co.th

New Honda Click ดีไซน์สีใหม่ ประกบพรีเซนเตอร์ “มาริโอ้” ตอกย้ำความฮอต

0

เอ.พี. ฮอนด้า เปิดตัว New Honda Click Series สปอร์ต เอ.ที. รุ่นยอดนิยมอันดับ 1 นำโดยรุ่นเรือธง New Click 150i ที่กวาดยอดขายเป็นอันดับ 1 ในเซกเมนต์รถสปอร์ต เอ.ที. อย่างต่อเนื่อง พร้อมรุ่นยอดนิยม New Click125i ประกบพรีเซนเตอร์สุดฮอต “มาริโอ้ เมาเร่อ” ตอกย้ำภาพลักษณ์สไตล์สปอร์ตของรถเอ.ที.ที่ฮอตที่สุดในวงการ 
New Honda Click
มร.ชิเกโตะ คิมุระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า รถจักรยานยนต์เกียร์อัตโนมัติ หรือรถแบบเอ.ที. เป็นเซ็กเมนต์ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดเกือบ 40% จากยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ทั้งหมด ซึ่งรถเอ.ที. ที่ได้รับความนิยมและครองแชมป์ยอดขายอันดับ1 มายาวนานคือ “ฮอนด้า คลิก ไอ” ล่าสุดเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำ เอ.พี.ฮอนด้า ได้นำเสนอ

New Click150i ภายใต้คอนเซปต์ “ดุ แรง แซงทุกสปีด” ดีไซน์สายพันธุ์ดุ โฉบเฉี่ยวแบบไฮเปอร์สปอร์ต พร้อมปรับสีสันใหม่โดยนำสีส้มมาตัดกับสีดำและสีขาว ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ eSP 150 ซีซี ระบบจ่ายน้ำมันหัวฉีด PGM-FI

       

หรูหราด้วยไฟ LED ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ดุดันด้วยท่อไอเสียและล้อแม็กสไตล์สปอร์ต มั่นใจด้วยดิสก์เบรกหน้า พร้อมระบบคอมบายเบรก

       

ฟังค์ชั่นของรถยังล้ำสมัย อาทิ แผงหน้าปัดแบบดิจิทัลแสดงอัตราการใช้น้ำมัน นาฬิกา ไฟเตือนการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ไฟบอกระดับแบตเตอรี่ บอกระยะทางและจับระยะทางทริป รวมถึง Honda Smart Key เทคโนโลยีกุญแจรีโมทอัจฉริยะ สตาร์ทเครื่องยนต์โดยไม่ใช้กุญแจ พร้อมฟังก์ชั่นระบุตำแหน่งรถ และป้องกันการโจรกรรม  

ส่วนรุ่นยอดนิยม New Click125i มาพร้อมคอนเซปต์ “หล่อ ล้ำ เร้าใจ สไตล์สปอร์ต เอ.ที.” ดีไซน์สีใหม่ เท่ยิ่งกว่าเดิม เร้าใจด้วยขุมพลัง eSP 125 ซีซี ระบบจ่ายน้ำมันหัวฉีด PGM-FI ซิงเกิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม

ด้านการสื่อสารการตลาดยังสร้างปรากฎการณ์ด้วยการดึงนักแสดงหนุ่มสุดฮอต “มาริโอ้ เมาเร่อ” มาเป็นพรีเซนเตอร์ ผ่านการนำเสนอที่แตกต่างกันใน 2 บุคลิก โดย New Honda Click 150i ภายใต้คอนเซปต์ Speed Overtaker “ดุ แรง แซงทุกสปีด” มาริโอ้มากับบุคคลิก ดุ เข้ม แรง แต่แฝงไว้ด้วยความเซ็กซี่ ส่วน New Honda Click 125i กับคอนเซปต์ Powerful Sport A.T. “หล่อล้ำเร้าใจ สไตล์สปอร์ตเอ.ที.” มาริโอ้จะมาในมาดของหนุ่มหล่อ เร้าใจ มีเสน่ห์ที่รอยยิ้ม
พร้อมชมอันซีนชอตฟิล์ม Speed Overtaker ผ่านช่องทางสื่อสารออนไลน์ “ยูทูบ” Youtube Channel : HondaMotorcycleTHA และ “เฟสบุค” www.facebook.com/hondamotorcyclethailand

New Click 150i ล้อแม็ก สีสันใหม่ ดำ-ส้ม และขาว-ส้ม ราคาขายปลีกแนะนำ 60,700 บาท New Click125i มีให้เลือก 5 สี คือ ขาว-ดำ สีดำ แดง-ดำ ในรุ่นล้อแม็ก ราคาขายปลีกแนะนำ 54,700 บาท  และน้ำเงิน-ดำ เหลือง-ดำ ในรุ่นล้อซี่ลวด 51,000 บาท พร้อมวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคมนี้ เป็นต้นไป

       

สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าไปชมรถจริงได้ที่ศูนย์จำหน่ายและบริการ Honda Wing Center ทั่วประเทศ และติดตามข่าวสาร โปรโมชั่นพิเศษได้ที่ www.aphonda.co.th รวมถึงช่องทางออนไลน์ www.facebook.com/hondamotorcyclethailand  และ  Youtube Channel : HondaMotorcycleTHA
 

“Ranger Raptor Adventure” ทริปผจญภัยท่องธรรมชาติสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

0

ฟอร์ด ประเทศไทย จัดทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Ranger Raptor Adventure” พาชาวเรนเจอร์ แร็พเตอร์ สายลุย จำนวนกว่า 64 ท่าน และแร็พเตอร์คู่ใจทั้งสิ้น 26 คัน ท่องขบวนคาราวาน ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ กระตุ้นอะดรีนาลีนให้หัวใจสูบฉีดไปกับการขับรถออฟโรดสมรรถนะสูง ผจญภัยกับธรรมชาติอันน่าตื่นตาตื่นใจตลอด 8 วัน 7 คืนของการเดินทาง ณ ประเทศลาวและเวียดนาม รวมระยะทางกว่า 2,225 กิโลเมตร

Ranger Raptor        

คาราวาน เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเดินทางเข้าประเทศลาวผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองช่องเม็ก และมุ่งหน้าไปยังเมืองปากซองดินแดนแห่งที่ราบสูงโบโลเวน ก่อนจะเดินทางไปยังแขวงอัตตะปือ ระหว่างทางชาวคณะมีโอกาสดื่มด่ำกับบรรยากาศสุดอันซีนของน้ำตกตาดแซพระ น้ำตกล้านปีที่ไหลลงมาตามธารลาวาจากปากปล่องภูเขาไฟสุดอลังการ ซึ่งคณะจะต้องขับผ่านถนนลูกรังที่เป็นหลุมเป็นบ่อ ระยะทางกว่า 90 กิโลเมตร บนเส้นทางปากซอง-สนามไชย-อัตตะปือ      

Ranger Raptor        Ranger Raptor

แต่ด้วยโช้คอัพคู่ด้านหน้าและหลังของ FOX Shock ที่ช่วยซับแรงกระแทกจากการขับขี่ออฟโรด ใน ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ทำให้การเดินทางของคณะเป็นไปอย่างง่ายดาย ปลอดภัย และนิ่มนวล สร้างความประทับใจให้กับชาวเรนเจอร์ แร็พเตอร์ที่ไม่เคยนำรถมาผจญภัยบนเส้นทางโหดมาก่อน

Ranger Raptor

ในวันที่สี่ของทริป คาราวานเรนเจอร์ แร็พเตอร์พาผู้ร่วมเดินทางเข้าชมลําธารนางฟ้า หินทรายขนาดใหญ่ที่ถูกน้ำกัดเซาะจนเป็นร่องขนาดกว้างกว่า 20 เมตร เผยให้เห็นชั้นสีอันสวยงามของหินตัดกับสีน้ำลำธารที่พัดตะกอนแดงไหลผ่าน ก่อนเดินทางไปสัมผัสกับความอลังการของทะเลทรายขาวมุยเน่ บนพื้นที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา เพื่อทดสอบสมรรถนะของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โหมดบาฮา ที่ใช้ในการขับขี่แบบออฟโรดความเร็วสูง

       

ต่อจากนั้นคณะเดินทางต่อไปยังเมืองดาลัด เที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวประจำเมืองดาลัด เริ่มต้นด้วยการชมทุ่งไฮเดรนเยีย ดอกไม้ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองดาลัด หลังจากนั้นได้เข้าชมพระราชวังตากอากาศของจักรพรรดิเบ๋าได๋ ซึ่งตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมตะวันตกและตะวันออกที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ต่อด้วยการเข้าชมวัดตั๊กลัม วัดนิกายเซนที่ตั้งอยู่บนเนินเขารายล้อมด้วยสวนดอกไม้ผลิบาน ก่อนที่จะแวะชม Crazy House บ้านดีไซน์แปลกตาเหมือนบ้านในจินตนาการที่หลุดออกมาจากเทพนิยาย และเดินเที่ยวเลือกซื้อสินค้าพื้นเมืองที่ตลาดดาลัด

       

ในวันถัดมา คาราวานเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ยกขบวนออกจากเมืองดาลัดเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย โดยมุ่งหน้าไปยังเมืองเปลกูและพักค้างคืน ก่อนจะเดินทางต่อไปยังประเทศลาว ผ่านด่านช่องเม็กเพื่อกลับเข้าสู่แผ่นดินสยามและเดินทางต่อถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ นับเป็นการจบทริปผจญภัย “Ranger Raptor Adventure” อย่างน่าประทับใจ
Ranger Raptor
ตลอดทริปการเดินทางครั้งนี้ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้พิสูจน์ให้ชาวเรนเจอร์ แร็พเตอร์ สัมผัสกับสุดยอดสมรรถนะของรถคู่ใจและการทำงานของขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร แบบ Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) และเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด เทคโนโลยีเปี่ยมสมรรถนะของฟอร์ด ที่มอบพละกำลัง 213 แรงม้า และแรงบิดสูงถึง 500 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่งและการตอบสนองที่ดีขึ้น เปลี่ยนเกียร์ได้อย่างฉับไวและราบรื่นกว่าที่เคย พร้อมทั้งระบบ Terrain Management System (TMS) ที่มาพร้อมกับโหมดการขับขี่ถึง 6 รูปแบบ ได้แก่ โหมดปกติ โหมดสปอร์ต โหมดหญ้า/กรวด/หิมะ หมวดหิน หมวดโคลน/ทราย และโหมดบาฮา (Baja)  โหมดการขับขี่ออฟโรดความเร็วสูงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในเรนเจอร์ แร็พเตอร์เท่านั้น

       

ทำให้สามารถพิชิตได้ทุกเส้นทางหฤโหด พร้อมระบบกันสะเทือนที่มาพร้อมโช๊ค FOX Shock ซับแรงกระแทกตลอดการเดินทาง นอกจากนี้ เรนเจอร์ แร็พเตอร์มีระบบเบรกอันทรงพลังโดยการใช้ชิ้นส่วนพิเศษที่ทำขึ้นเฉพาะรุ่น คาลิปเปอร์เบรกคู่หน้าเป็นแบบลูกสูบคู่ มาพร้อมกับจานเบรกคู่หน้าแบบมีครีบระบายความร้อนที่มีขนาดใหญ่ ส่วนด้านหลังมาพร้อมกับดิสก์เบรกที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเบรกให้ดียิ่งขึ้น ทำให้การเดินทางไทย – ลาว – เวียดนาม ในครั้งนี้ผ่านไปอย่างได้อย่างราบรื่น
 

ยามาฮ่า ปล่อยแคมเปญ “ฟรี 4 ฟินน์” มอบความฟินน์สุดคุ้ม!

0

ยามาฮ่า ตอกย้ำความ “ฟินน์” ปล่อยแคมเปญ “ฟรี 4 ฟินน์” ดึง 2 น้อง “นิกกี้-เม้าส์” มอบความฟินน์สุดคุ้ม! ฟรีทุกคัน ฟินน์ทุกคน
บริษัท ไทยยามาฮ่า มอเตอร์ จำกัด จัดแคมเปญส่งเสริมการตลาด ภายใต้รถครอบครัวพรีเมียม ยามาฮ่า ฟินน์ โดยดึง 2 พี่น้องสายฟินน์  นิกกี้-ณฉัตร จันทพันธ์ พร้อมด้วยน้องชาย เม้าส์ – ณัฐชา จันทพันธ์ เป็นตัวแทนมอบความฟินน์ ภายใต้แคมเปญ “ฟรี 4 ฟินน์”
ยามาฮ่า ฟินน์
สำหรับโปรโมชั่นพิเศษมอบให้กับลูกค้าที่ซื้อรถจักรยานยนต์ ยามาฮ่า ฟินน์ ทุกคัน รับฟรี! หมวกกันน็อกฟินน์ 2 ใบ ตะกร้าหน้าแบบตาข่ายสีดำ 1 ชุด และกันลายแบบตาข่ายสีดำ 1 ชุด รวมมูลค่าถึง 1,488 บาท สัมผัสความ “ฟินน์” ได้ที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 30 กันยายน 2562 นี้
ยามาฮ่า ฟรี 4 ฟินน์
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ยามาฮ่าสแควร์ และร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ หรือที่ Yamaha Call Center : 02-2639999  / facebook: yamahasocietythailand ภายใต้เงื่อนไขตามที่บริษัทฯกำหนด และทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า