Home Blog Page 525

“ปรม” ลั่น “โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2017” สนามแรกฟิตเกิน 100 พร้อมพาทีมบีอาร์จีชิงตั๋วไปญี่ปุ่น

0

ทีมแข่ง “บีอาร์จี เอ็มเอ็มเอส บอร์ช คาร์ เซอร์วิส บาย คาร์ซาโนว่า” (BRG MMS BOSCH CAR SERVICE BY CARZANOVA) พร้อมลุยศึกทางเรียบ ปรับเกมรุก เติมเต็มทีมเซอร์วิส ประกาศยึด “ท็อปไฟว์” โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2017 ทุกสนาม ลั่นปีนี้โชว์ผลงานเจ๋ง คว้าตัวแทนไปแข่ง “เน็ตซ์ คัพ วิตซ์ เรซ” (Nitz Cup Vitz Race) ที่ญี่ปุ่น ประเดิมบู๊สนามแรกที่ จ.ภูเก็ต 10-11 มิย. นี้

ปรม พวงงาม บรรณาธิการบริหาร เว็บไซต์ คาร์ซาโนวา ดอทคอม และ นักแข่งทีมบีอาร์จี เอ็มเอ็มเอส บ็อช คาร์ เซอร์วิส บาย คาร์ซาโนวา กล่าวว่า “มั่นใจกับแข่งขันในปีมากครับ และจะพยายามทำผลการแข่งขันออกมาให้ดีที่สุด โดยจะใช้อดีตเป็นบทเรียนที่สำคัญนำมาปรับปรุงและพัฒนาวันนี้และวันต่อๆ ไปให้ดียิ่งๆ ขึ้น

นายปรม กล่าวเพิ่มเติม “เรามีความเข้าใจในรถโตโยต้า อัลติส ที่นำมาใช้แข่งมากขึ้น ทั้งการเซ็ตอัพ และการขับ โดยเป้าหมายในปีนี้หวังติดท็อปไฟว์ทุกสนาม และคว้าสิทธิ์เป็นตัวแทนนักแข่งไทยไปแข่งขันที่ประเทศญี่ปุ่น ในรายการ Nitz Cup Vitz Race ซึ่งถือเป็นเรื่องท้าทายสำหรับตัวเองมากๆ”

ด้านนายสมศักดิ์ ศรีรัตนประภาส ประธานกรรมการบริหาร บีอาร์จีกรุ๊ป ผู้จำหน่ายรถยนต์นำเข้าระดับชั้นแนวหน้าจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก เปิดเผยว่า “ทีมแข่ง บีอาร์จี เอ็มเอ็มเอส บ็อช คาร์ เซอร์วิส บาย คาร์ซาโนวา ในปีนี้ได้ปรับยุทธศาสตร์การทำทีมใหม่ โดยปรับปรุงทีมเซอร์วิสและการฝึกซ้อมของทีมแข่งและนักแข่งให้เข้าใจสภาพรถและสนามแข่งเป็นอย่างดี ทำให้มั่นใจว่าการแข่งขันทั้ง 5 สนาม ในรายการ โตโยต้า มอเตอร์ สปอร์ต ประจำปี 2017 รุ่นอัลติส วันเมคเรซ นักแข่งของเราจะสามารถก้าวขึ้นโพเดียมติดท็อปไฟว์ได้ทุกสนาม และจะคว้าตำแหน่งตัวแทนประเทศไทยไปร่วมแข่งขัน Toyota Gazoo Racing Netz Cup Vitz Race ที่ประเทศญี่ปุ่น ในช่วงปลายปี”

นายสมศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติม “ปีนี้เรายังคงมีพันธมิตรให้การสนับสนุนอย่างเหนียวแน่น ทั้ง เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส ศูนย์ซ่อมบำรุงรถยนต์หลังหมดอายุรับประกัน, เรือยอชต์หรูแครนชี่ จากประเทศอิตาลี, ฟิล์มกรองแสงรถยนต์-อาคาร “ลามิน่า”, ยางรถยนต์คอนติเนนทอล, รายการ Hotline Thailand, รายการ Z TV และ www.carzanova.com เว็บไซต์วาไรตี้เรื่องยานยนต์ และน้ำมันหล่อลื่น Moty’s ซึ่งเป็นพันธมิตรรายล่าสุดที่เข้ามาให้การสนับสนุน และเราให้ความสำคัญกับทีมเซอร์วิสเป็นพิเศษ มีการให้ทีมช่างไปศึกษาเทคโนโลยีใหม่ๆ ของโตโยต้า เพื่อให้สามารถปรับเซตรถแข่งและดูแลรถแข่งให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”

สำหรับการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2017 ปีนี้ยังได้รับการยกระดับกิจกรรมสู่ระดับสากล ตามปรัชญาของ Toyota Gazoo Racing เพื่อขยายความแพร่หลายของกีฬามอเตอร์สปอร์ตไปในอีกหลายประเทศทั่วภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก โดยจะมีการแข่งขันทั้งสิ้น 5 สนาม ได้แก่ สนามแรกวันที่ 10-11 มิถุนายน บริเวณสวนสาธารณะ สะพานหิน จังหวัด ภูเก็ต, สนามที่ 2 ริมชายหาดบางแสน วันที่ 30 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม, สนามที่ 3 วันที่ 16-17 กันยายน บริเวณสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษ จังหวัด นครราชสีมา สนามที่ 4 วันที่ 7-8 ตุลาคม สนามช้างเซอร์กิต จังหวัด บุรีรัมย์ และสนามสุดท้าย วันที่ 9-10 ธันวาคม สนามกีฬาสมโภช 700 ปี จังหวัด เชียงใหม่

ร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของการแข่งขันรายการ “โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2017” และร่วมเชียร์ทีมแข่ง BRG MMS Bosch Service by Carzanava ได้ทาง www.carzanova.com หรือ www.facebook.com/carzanovathai

“Foton Tunland Double Cab High Premium 4WD” ขับพิคอัพแดนมังกรลุยเส้นทางออฟโรดครั้งแรกในเมืองไทย (คลิปวีดีโอ)

0

“Foton Tunland” พิคอัพน้องใหม่จากจีนแผ่นดินใหญ่ ได้รับการโปรโมทจุดเด่นของเทคโนโลยีแดนมะกันด้วยขุมพลัง Cummins ISF ดีเซลเทอร์โบ ขนาด 2.8 ลิตร 163 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ ออกแบบโดย Getrag จากประเทศเยอรมนี การพิสูจน์สมรรถนะในครั้งนี้สรุปสั้นๆพอได้ใจความว่า ”เกินความคาดหมาย” รายละเอียดต่างๆเชิญรับชมจากคลิปวีดีโอ

Michelin Pilot Sport range เหนือกว่าด้วยนวัตกรรมและความโดดเด่น

0

ซูเปอร์คาร์ สุดยอดยนตรกรรมที่ปรารถณาของใครหลายๆ คน เป็นความหลงใหลในมนต์เสน่ห์เฉพาะตัว โดยเฉพาะการดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รูปลักษณ์ภายนอกที่สวยงาม สะดุดตาในทุกสัดส่วนของตัวรถ ดุดันและปราดเปรียวในตัวเอง เป็นบุคลิกที่แข็งแกร่งซึ่งสามารถพิชิตใจทุกคนได้อย่างแน่นอน

สำหรับหัวใจสำคัญของซูเปอร์คาร์ คือ สมรรถนะของเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง และช่วงล่างที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้การขับเคลื่อนเป็นไปอย่างรวดเร็วและเหนือกว่ารถทั่วไป เพราะซูเปอร์คาร์บางคันสามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาต่ำกว่า 3 วินาที หรือทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 300 กม./ชม. เรียกว่าหลังติดเบาะกันเลยทีเดียว รวมถึงการเกาะถนนที่หนึบแน่นมากกว่าอื่นใด ทั้งหมดนี้เป็นคุณสมบัติพิเศษที่มีเฉพาะซูเปอร์คาร์เท่านั้น

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้ซูเปอร์คาร์ เป็นยนตรกรรมที่เหนือกว่าและน่าหลงใหล นอกเหนือจากเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง และสมรรถนะการขับขี่ที่ร้อนแรงแล้ว ยางรถยนต์ยังเป็นส่วนสำคัญของซูเปอร์คาร์อีกด้วย เพราะเป็นดัชนีชี้ให้เห็นถึงความเป็นเลิศของผู้บริโภค ในการเลือกสรรผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่าและคู่ควรกับซูเปอร์คาร์ ซึ่งพร้อมที่จะพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งยางที่จะรองรับความพิเศษที่เหนือชั้นกว่ารถยนต์ทั่วไปได้ จึงต้องเป็นยางที่เหมาะสมในการปลดปล่อยพละกำลังได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งการทำความเร็วสูงและการเข้าโค้งอย่างดุดัน ทั้งหมดนี้คือคุณสมบัติของยางอัลตร้าไฮเพอร์ฟอร์มานซ์ของมิชลิน ได้แก่ มิชลิน ไพลอต ซูเปอร์ สปอร์ต และมิชลิน ไพลอต สปอร์ต คัพ 2 ฯลฯ จึงทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้เลือกใช้ เพราะความมั่นใจในสมรรถนะของยางมิชลินกลุ่มนี้นั่นเอง

นอกจากนี้บริษัทรถยนต์นำของโลก ทั้งซูเปอร์คาร์และลักชัวรี่คาร์ จำเป็นต้องเลือกยางที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมในทุกด้าน เพื่อสนองตอบความน่าเชื่อถือในการใช้งานที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ จึงทำให้ยางมิชลินเป็นยางติดรถยนต์จากโรงงานผลิตรถยนต์เหล่านี้ Audi, Aston-Martin, BMW, Mercedes-Benz, Porsche, Ferrari, Lamborghini ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และรุ่นต่างๆ ในอนาคต ทำให้ซูเปอร์คาร์และลักชัวรี่คาร์เหล่านี้ ให้ความสำคัญเป็นพิเศษมากกว่ายางมาตรฐานที่ใช้ และต้องมีคุณสมบัติที่ไม่เคยมีมาก่อนอีกด้วย

ซึ่งล่าสุด Porsche และ Aston-Martin ได้เลือกยางมิชลิน ไพลอต สปอร์ต คัพ 2 สำหรับ Porsche GT3 และ Aston-Martin Valkyrie ซูเปอร์คาร์ 2 รุ่นล่าสุดที่เปิดตัวในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ 2017 เนื่องจากความพิเศษของยางที่ออกแบบขึ้นโดยเฉพาะซูเปอร์คาร์ ที่ใช้งานได้ทั้งบนถนนทั่วไปและสนามแข่ง ซึ่งจะทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกได้ถึงความสมดุลของสมรรถนะและความปลอดภัยในการขับขี่ โดยจุดเด่นของยางมิชลิน ไพลอต สปอร์ต คัพ 2 คือ lap time สามารถทำความเร็วได้เร็วกว่าทั้งบนถนนเปียกและถนนแห้ง เมื่อเทียบกับ lap time ที่ใช้ยางยี่ห้ออื่น ด้วยสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของยางไฮเพอร์ฟอร์มานซ์ของมิชลิน เป็นผลมาจากการวิจัยและพัฒนาของมิชลิน โดยใช้มอเตอร์สปอร์ตระดับโลกเป็นห้องทดลอง เช่น ฟอร์มูล่าวัน ฟอร์มูล่าอี ฯลฯ เพื่อให้ได้นวัตกรรมยางที่มีสมรรถนะโดดเด่นหลายด้านพร้อมกัน

ด้วยคุณสมบัติที่เพียบพร้อมทั้งสมรรถนะและความปลอดภัยในการใช้งานของยาง Michelin Pilot Sport range ทำให้มิชลินได้เตรียมเสริมทัพยางสมรรถนะสูงรุ่นใหม่ เป็นยางที่สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มซูเปอร์คาร์ และกลุ่มผู้บริโภคที่ชื่นชอบความเร็ว เพราะด้วยความพิเศษในการออกแบบและเทคโนโลยีในการผลิต จึงมั่นใจได้ว่าจะเป็นยางที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้อย่างแน่นอน

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (28 พฤษภาคม 2560)

0

AUTO WORLD TV

วันอาทิตย์ที่ 28 พฤษภาคม 2560
เวลา 14.30 – 15.00 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์

“บ๊อช” สาธิตเทคโนโลยีช่วยชีวิตสำหรับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์

0

บ๊อชกระชับความร่วมมือกับทางโครงการประเมินความปลอดภัยในรถยนต์ใหม่ (GLOBAL NCAP) เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน โดยสนับสนุนกิจกรรม “Stop the Crash” หรือหยุดการชน ด้วยการสาธิตเทคโนโลยีช่วยชีวิตสำหรับยานยนต์ ได้แก่ ระบบเบรกป้องกันล้อล็อกสำหรับรถจักรยานยนต์ หรือระบบเบรก ABS (Motorcycle Anti-lock Braking System: ABS) และระบบการควบคุมการทรงตัวของรถยนต์ (Electronic Stability Control: ESC) สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ณ สนามแข่งรถปทุมธานีสปีดเวย์

การริเริ่มกิจกรรมนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการทศวรรษแห่งความปลอดภ้ยทางถนน โดยองค์การสหประชาชาติ (United Nation Decade of Action for Road Safety) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนทั่วโลกลงร้อยละ 50 ภายในปี 2563

“บ๊อช” ได้สาธิตการทำงานของระบบเบรกป้องกันล้อล็อกสำหรับรถจักรยานยนต์ หรือระบบเบรก ABS โดยใช้คนขับจริง และสาธิตการทำงานของระบบการควบคุมการทรงตัวของรถยนต์ หรือระบบ ESC สำหรับรถยนต์นั่ง โดยใช้เครื่องจำลองการสาธิต ESC (ESC simulator)

ความต้องการด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการขับขี่กำลังเพิ่มสูงขึ้นในตลาดการค้าเกิดใหม่ต่างๆ เห็นได้ชัดในกรณีของประเทศไทย ที่มีอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนถึง 36.2 คนต่อประชากร 100,000 คนในปี 2558 นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตบนท้องถนนสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยมากกว่าร้อยละ 75 ของอุบัติเหตุบนถนนนั้นเกี่ยวข้องกับรถจักรยานยนต์ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ในปี 2560 มีรายงานอุบัติเหตุถึง 3,690 ครั้งในประเทศไทย เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

มร. โจเซฟ ฮง กรรมการผู้จัดการของบ๊อช ประเทศไทย กล่าวว่า “ในฐานะที่เราเป็นผู้สนับสนุนอย่างจริงจังด้านความปลอดภัยบนท้องถนน ผนวกกับศักยภาพระดับโลกของบริษัท ที่อุทิศให้กับการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อป้องกันการชน (crash-saving technology) เราจึงมีความพร้อมในการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของยานยนต์ และปกป้องทุกชีวิตบนท้องถนนในประเทศไทย เรายินดีที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญและสนับสนุนความคิดริเริ่มด้านความปลอดภัยบนท้องถนน และหวังจะได้เห็นการผนึกความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างไทยกับนานาประเทศในการสนับสนุนการติดตั้งเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุในยานพาหนะทุกชนิด ทั้งในและต่างประเทศ”

ระบบเบรกป้องกันล้อล็อกสำหรับรถจักรยานยนต์ หรือระบบเบรก ABS (Motorcycle Antilock Braking System: ABS)

ในปี 2521 ระบบเบรก ABS ของบ๊อช นับเป็นระบบเบรกป้องกันล้อล็อกรุ่นแรกของโลกที่ได้ทำการผลิตขึ้น การริเริ่มนี้ได้กลายมาเป็นรากฐานในระดับสากลสำหรับระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุในยานยนต์ต่างๆ ในเวลาต่อมา ระบบเบรก ABS จะช่วยป้องกันล้อล็อก ดังนั้นยานยนต์จะยังคงทรงตัวได้ดีแม้ในยามเบรกกะทันหัน ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถแสดงการตอบสนองเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุได้นั่นเอง โดยสั่งการผ่านกล่องควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ระบบเบรก ABS ที่ได้รับการพัฒนาโดยบ๊อช จึงนับเป็นโซลูชั่นที่ทรงประสิทธิภาพและได้รับความเชื่อมั่นให้ติดตั้งในรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รวมทั้งรถจักรยานยนต์รุ่นต่างๆ ปัจจุบัน ในทวีปยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ระบบเบรก ABS เป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ต้องติดตั้งไว้ในยานยนต์ทุกประเภท

นับตั้งแต่ปี 2538 บ๊อชได้ผลิตระบบเบรก ABS สำหรับรถจักรยานยนต์มากกว่า 2 ล้านคัน โดยระบบเบรกรุ่นล่าสุด ABS 10 ของบ๊อช เป็นรุ่นที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดเกิดใหม่ ดีไซน์ที่มีขนาดเล็กลงและน้ำเบาลงกว่าเดิม ช่วยให้บริษัทผู้ผลิตสามารถติดตั้งระบบเบรกนี้ในยานพาหนะสองล้อขนาดเล็กได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น

มร. ฮง กล่าว “เทคโนโลยีอันทันสมัยของบ๊อชได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนให้มากยิ่งขึ้น” มร. ฮง กล่าว “เราหวังว่า นอกเหนือจากประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศในภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยยังได้สร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย อาทิ ระบบเบรก ABS และระบบการควบคุมการทรงตัวของรถยนต์หรือ ESC ในฐานะอุปกรณ์ขั้นพื้นฐาน เพื่อความปลอดภัยที่มากขึ้นบนท้องถนน” มร. ฮง กล่าว

ระบบการควบคุมการทรงตัวของรถยนต์ (Electronic Stability Control: ESC) กำลังก้าวสู่การเป็นมาตรฐานใหม่ด้านความปลอดภัยในระดับสากล


บ๊อชเริ่มต้นการผลิตระบบการควบคุมการทรงตัวของรถยนต์ (Electronic Stability Control: ESC) เป็นครั้งแรกของโลกเมื่อปี 2538 และได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งกลายมาเป็นระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุพื้นฐาน ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลง ทำให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ในไทยสามารถติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวในราคาที่ย่อมเยามากขึ้น

ระบบ ESC ประกอบด้วยอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณอัจฉริยะ ซึ่งตรวจจับด้วยอัตราความเร็ว 25 ครั้งต่อวินาที เพื่อดูข้อมูลการบังคับพวงมาลัยของผู้ขับว่าสัมพันธ์กับทิศทางที่แท้จริงในการเคลื่อนที่ของยานยนต์หรือไม่ หากระบบตรวจพบความไม่สอดคล้องกัน และยืนยันว่ารถยนต์คันนี้กำลังจะสูญเสียการทรงตัว ระบบ ESC จะแทรกแซงการทำงานโดยลดแรงบิดของเครื่องยนต์เพื่อให้สามารถควบคุมการทรงตัวของรถได้อีกครั้ง ในกรณีที่จำเป็น จะมีการกระจายกำลังเบรกไปที่ล้อแต่ละล้อหากประเมินแล้วว่ารถคันนี้ยังอยู่ในสภาวะคับขัน นอกจากนี้ ระบบ ESC ยังรวมการทำงานของระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (traction control) เข้ามาไว้อีกด้วย

“RANGE ROVER EVOQUE CONVERTIBLE” เอสยูวีสุดเท่ในสไตล์เปิดประทุน

0

คอมแพคเอสยูวี โดดเด่นทั้งการใช้งานปกติหรือเปิดประทุน มีโครงหลังคาและผ้าใบน้ำหนักเบา พับเก็บภายใน 18 วินาที ในขณะความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. ห้องโดยสารสะดวกสบายสำหรับ 4 คน มีช่องเปิดเชื่อมระหว่างเบาะหลังกับที่เก็บสัมภาระท้ายรถ ในส่วนระบบอินโฟเทนเม้นท์มากับเทคโนโลยีล่าสุด แสดงผลผ่านจอทัชสกรีนขนาด 10.2 นิ้ว ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2 ลิตร 200 แรงม้า จำหน่ายในราคา 6,299,000 บาท

บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์ เปิดตัว RANGE ROVER EVOQUE CONVERTIBLE รถยนต์คอมแพคเอสยูวีที่ได้รับการออกแบบแตกต่างออกไปจาก อีโวค รุ่นเดิมแต่ยังคงรูปลักษณ์เด่นๆเอาไว้ ด้วยคุณสมบัติที่ครบถ้วนและมีความพิเศษของหลังคาพับเก็บได้สำหรับการขับแบบเปิดประทุนเพื่อให้ตอบสนองต่อทุกรูปแบบการขับขี่ในทุกฤดูกาล

ในฐานะสมาชิกรุ่นที่ 5 RANGE ROVER EVOQUE CONVERTIBLE ถือเป็นรถยนต์เอนกประสงค์ที่หรูหราที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยรวมเอาลักษณะเฉพาะดั้งเดิมทั้งสมรรถนะความแข่งแกร่งที่เป็นเครื่องหมายการค้าในรถยนต์ขนาด 4 ที่นั่ง ของ RANGE ROVER ตลอดจนระบบความปลอดภัยอันสูงสุด เข้ากับประโยชน์การใช้งานที่หลากหลายตามสไตล์รถยนต์เอนกประสงค์

หลังคาผ้าใบเปิดประทุนที่พับเก็บอัตโนมัติได้ภายใน 18 วินาทีและใช้เวลายกกางจนเสร็จสิ้นในเวลาเพียง 21 วินาที ขณะความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. ใช้กลไกการพับเก็บแบบตัว Z ไม่กินพื้นที่การจัดเก็บ ไม่เทอะทะเมื่อกางออกและไม่มีผลต่อความจุพื้นที่เก็บสัมภาระของรถทำให้มุมมองด้านหลังตัวรถดูสวยงามเพรียวบาง

การออกแบบภายในนั้นดูหรูหรามีระดับ ติดตั้งระบบเครื่องเสียงพรีเมี่ยม ระบบอินโฟเทนเม้นท์ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด มีจอแสดงผลแบบทัชสกรีนความละเอียดสูง InControl™ Touch Pro ขนาด 10.2 นิ้ว เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ไร้สาย สมาร์ทโฟน ระบบนำทาง ตลอดจนอินเทอร์เนต 3G ได้อย่างรวดเร็ว

ด้านความปลอดภัยโดย RANGE ROVER EVOQUE CONVERTIBLE ได้ติดตั้งโรลบาร์คู่ซ่อนอยู่ในโครงสร้างด้านหลังของตัวรถเสริมความแข็งแกร่งเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยให้กับผู้โดยสารภายในรถ

ขุมพลังเป็นแบบเบนซิน SI4 ขนาดความจุ 2.0 ลิจร ให้กำลังสูงสุด 240 แรงม้า เคลมอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันไว้ที่ 5.1ลิตร/100กิโลเมตร หรือ 19.6 กิโลเมตร/ลิตร อัตราการปล่อยก๊าซ CO2 ในระดับต่ำเพียง 149 กรัม/กิโลเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด เอกสิทธิ์เฉพาะของ RANGE ROVER

ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีล่าสุดทำให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้ได้ทั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ รวมถึงระบบควบคุมการขับขี่ที่ตอบสนองต่อสภาพภูมิประเทศที่แตกต่าง (Terrain Response® system) ที่จะช่วยเสริมความมั่นใจและตอบสนองในทุกรูปแบบของการขับขี่

อินช์เคป (ประเทศไทย) ตั้งราคาจำหน่าย RANGE ROVER EVOQUE CONVERTIBLE ไว้ที่ 6,299,000 บาท พร้อมจัดแคมเปญ “ผ่อนอัตราดอกเบี้ย 0% นาน 48 เดือน” พร้อม Worry-Free-Program ประกอบด้วย การรับประกันคุณภาพจากโรงงานผู้ผลิต โปรแกรมซ่อมบำรุงตามระยะ และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนถนน 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี

“เวสปิอาริโอ” เปิดตัว “Vespa Primavera 150 Arcobaleno Limited Edition” พร้อมแคมเปญใหม่ “NOT FOR EVERYONE. IS IT FOR YOU?”

0

บริษัท เวสปิอาริโอ (ประเทศไทย) จำกัด ขานรับแคมเปญใหม่ระดับเอเชีย “NOT FOR EVERY ONE. IS IT FOR YOU?” ซึ่งหลังจากที่ประสบความสำเร็จจากแคมเปญก่อนหน้าที่ใช้มาเป็นระยะเวลา 2 ปี และกระแสการตอบรับอย่างดียิ่งจากเวสป้า พีเอ็กซ์ 125 (Vespa PX 125) ทำให้เชื่อว่าการประกาศเปิดตัวแคมเปญระดับภูมิภาคใหม่ในปีนี้จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมาก พร้อมเผยโฉมเวสป้ารุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น “เวสป้า พรีมาเวร่า 150 อาร์โคบาเลโน ลิมิเต็ด อิดิชั่น (Vespa Primavera 150 Arcobaleno Limited Edition) เพียง 120 คัน ด้วยเฉดสีฟ้าพาสเทล (Azzurro Pastello) แรงบันดาลใจจากความสดใสของสายรุ้ง เพื่อเอาใจหนุ่นสาวสไตล์คนเมือง และเดินหน้าสานต่อกิจกรรมเพื่อสังคมด้วยการส่งมอบรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายรถรุ่นนี้ให้กับมูลนิธิ เดอะ เรนโบว์ รูม (The Rainbow Room Foundation)

คุณพรนฎา เตชะไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวสปิอาริโอ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายรถสกู๊ตเตอร์เวสป้าในประเทศไทยมานานกว่า 7 ปี โดยเวสป้าได้รับความนิยมและการตอบรับที่ดีจากลูกค้าคนไทยเป็นอย่างดี โดยในปีที่ผ่านมาเวสป้ามียอดจำหน่ายรวม 12,244 คัน ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 15% รวม 14,000 คัน ปัจจุบันมีผู้ขับขี่เวสป้าทั้งหมด 50,483 คัน จากยอดขายสะสมถึงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นที่น่าพอใจ โดยปัจจัยที่ทำให้ยอดขายเวสป้าโตนั้นมาจากการทำการตลาดแบบครบวงจร การเปิดตัวรถรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเวสป้า พีเอ็กซ์ 125 ที่เปิดตัวไปเมื่อปลายปีที่แล้ว รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในรูปแบบต่างๆ การขยายตลาดและช่องทางการขายให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากขึ้น จากปัจจุบันมีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศกว่า 80 แห่ง ปีนี้ตั้งเป้าขยายศูนย์จำหน่ายเพิ่มขึ้นอีก 10 แห่ง ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่
“โมโตเพล็กซ์” (Motoplex) ไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้สำหรับคนรักสองล้อจากอิตาลี ที่บริษัทฯ ได้เปิดตัวไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ โครงการ เอ สแควร์ ซอยสุขุมวิท 26 เพื่อให้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่สไตล์อิตาเลี่ยนอย่างแท้จริงและเพื่อเข้าถึงทุกความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด”

ล่าสุดบริษัทฯ เปิดตัวแคมเปญใหม่ “NOT FOR EVERYONE. IS IT FOR YOU?” เพื่อตอกย้ำความเป็นแบรนด์ไอคอนในกลุ่มรถพรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์ โดยแคมเปญมุ่งหวังที่จะเข้าถึงกลุ่มคนผู้หลงใหลความโดดเด่นและต้องการที่จะแตกต่างอย่างมีสไตล์ ซึ่งหากคุณชอบที่จะแตกต่างแล้วล่ะก็ เวสป้าคือคำตอบที่ใช่สำหรับคุณ ซึ่งแคมเปญใหม่นี้นอกจากจะเป็นการตอกย้ำความเป็นแบรนด์พรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์ที่ครองใจผู้ขับขี่มายาวนานกว่า 70 ปีแล้ว ยังเป็นแคมเปญใหญ่ระดับภูมิภาคที่จัดขึ้นพร้อมกันทั่วเอเชียเพื่อนำเอกลักษณ์อันโดดเด่นของเวสป้าให้โลดแล่นอย่างสง่างามสมกับความเป็น “ Urban Icon of Mobility”

คุณพรนฎากล่าว “ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การเผยโฉมรถพรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์เวสป้ารุ่น ‘เวสป้า พรีมาเวร่า 150 อาร์โคบาเลโน ลิมิเต็ด อิดิชั่น (Vespa Primavera 150 Arcobaleno Limited Edition)’ ในเฉดสีฟ้าพาสเทล (Azzurro Pastello) แรงบันดาลใจจากสายรุ้งแสนสดใส เอาใจหนุ่มสาวคนเมือง ด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ประจำรุ่น โฉบเฉี่ยวมีสไตล์เฉพาะไม่เหมือนใครทั้งไฟหน้าทรงกลมและรูปทรงที่ปราดเปรียว ตัวรถมาพร้อมตะแกรงหลังสีโครเมี่ยม”

ตัวรถทุกคันประดับด้วยเพลทเหล็ก ลิมิเต็ด อิดิชั่น รวมถึงลูกค้าจะได้รับชุดของพรีเมี่ยมคอลเลคชั่นพิเศษอย่าง หมวกกันน็อคสีขาวสกรีนลายสายรุ้ง กระเป๋าเป้ และผ้าเช็ดตัวชายหาด เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ในการขับขี่ของลูกค้าเวสป้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งรถรุ่นนี้จัดจำหน่ายในจำนวนจำกัดเพียง 120 คัน ในราคา 123,900 บาท

ทั้งนี้รายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายรถรุ่นนี้ จะถูกนำไปสานต่อความสุขให้กับมูลนิธิ เดอะ เรนโบว์ รูม (The Rainbow Room Foundation) ศูนย์ให้ความเข้าใจเรื่องความต้องการพิเศษในด้านพัฒนาการและพฤติกรรม ซึ่งสนับสนุนการช่วยเหลือตนเอง เสริมความมั่นใจและความภาคภูมิใจในความแตกต่างเฉพาะบุคคล และเป็นการสานต่อกิจกรรมเพื่อสังคมและเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคมไทยให้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น”

นอกจากนี้ยังเตรียมงบการตลาดสำหรับแคมเปญใหม่นี้ โดยผ่านการสื่อสารทางการตลาดแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวแคมเปญ จุดแสดงรถพรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์เวสป้าตามจุดสำคัญต่างๆ อีกทั้งยังมีการสื่อสารผ่านตัวแทนคนรุ่นใหม่ นำโดยนักแสดงวัยรุ่นชื่อดัง อาทิ “เจมส์ – ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ” และ “ออกแบบ – ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง” พร้อมด้วยหนุ่มสุดฮอต “เกรท – สพล อัศวมั่นคง” ที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์อันน่าค้นหาและโลดแล่นไปกับความเป็น “Urban Icon of Mobility” รวมถึงยังมีการทำสื่อการตลาดผ่านช่องทางดิจิทัล เพื่อเข้าถึงสาวกเวสป้าที่มีทั่วประเทศและขยายกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่อายุ 18-25 ปี ได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

และภายใต้แคมเปญใหม่ “NOT FOR EVERYONE. IS IT FOR YOU?” ยังมีรถพรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์เวสป้าสีใหม่ให้เลือกอีก 4 รุ่น ได้แก่ Vespa LX 125 i–Get สีเหลือง (Giallo Lime) ราคา 79,900 บาท, Vespa S 125 i–Get สีขาว (Montebianco) ราคา 88,900 บาท, Vespa Primavera 150 i–Get ABS สีแดง (Rosso Dragon) ราคา 119,900 บาท และ Vespa Sprint 150 i–Get ABS สีดำ (Nero Vulcano) ราคา 124,900 บาท

คุณพรนฎากล่าวทิ้งท้าย “บริษัทฯ มั่นใจว่า แคมเปญระดับภูมิภาคนี้จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในตลาดประเทศไทยและในระดับเอเชีย รวมถึงยังเปิดประสบการณ์การขับขี่รถพรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์ที่ได้ผนวกสุดยอดงานดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของเวสป้าเข้ากันกับนวัตกรรมล่าสุดในรถเวสป้าที่ประหยัดน้ำมัน และเปี่ยมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ บริษัทฯ คาดว่า ‘เวสป้า รุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น’ จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากสาวกเวสป้า รวมถึงรถพรีเมี่ยมสกู๊ตเตอร์สีใหม่ที่ได้เปิดตัวภายในวันนี้”

พิสูจน์ความประหยัดของซีดานหรูเสียบปลั๊ก “Mercedes The E 350e” ในทริพคาราวานบุญ

0

หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการเพียง 1 วัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ก็ได้นำ The E 350e เป็น 1 ใน 12 รุ่น ภายใต้แบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” เพื่อให้ผู้สื่อข่าวได้ร่วมทดลองขับในทริพคาราวานบุญมอบเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมด้วยชุดอุปกรณ์เครื่องเขียนให้กับโรงเรียนเยาววิทย์ จ.พังงา ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์ จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า 11 ปี การทดสอบระยะทางไกลจะได้ผลที่น่าทึ่งกับตัวเลขความประหยัดของซีดานหรูเสียบปลั๊กคันนี้มากน้อยเพียงใด ติดตามได้จากรายงาน

1 ใน 12 รุ่นของรถเสียบปลั๊กและเป็นอะไรที่ใหม่ สด เพราะกิจกรรมนี้เกิดขึ้นหลังเปิดตัวสู่สาธารณชนได้ไม่ถึง 1 วัน นั่นคือ Mercedes The E 350e ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงทดลองขับ มาทำความรู้จักกับซีดานหรูเสียบปลั๊กคันนี้ว่ามีอะไรเป็นทีเด็ด

The E 350 e มากับรูปลักษณ์สง่างามตามแบบฉบับของรถยนต์ตระกูลอี-คลาส เปิดตัวทั้งหมด 3 รุ่นได้แก่ Avantgarde, Exclusive และ AMG Dynamic สำหรับรุ่นที่ได้ทำการทดสอบในครั้งนี้เป็นรุ่นท๊อปไลน์ นั่นคือ The E 350 e AMG Dynamic มากับไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ประกอบด้วยหลอดไฟมากถึง 84 หลอด นอกจากนี้ยังมี ระบบส่องสว่างอัจฉริยะ (ILS – Intelligent Light System), ระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย (ALS – Active Light System), ระบบเพิ่มความส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง (cornering light), ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist Plus) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

The E 350 e AMG Dynamic พิเศษด้วยชุดแต่งรอบคันจาก AMG อาทิ ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ต แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว กันชนหน้า หลัง และสเกิร์ตข้าง รวมถึงดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน และสัญลักษณ์ Mercedes-Benz บนคาลิปเปอร์ เบรกหน้า

ห้องโดยสารถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของค่ายรถตราดาวโดยมีรางวัล “Automotive Interiors Expo Awards” ประจำปี 2016 ในด้าน “ห้องโดยสารยอดเยี่ยมสำหรับรถยนต์ที่ผลิตเพื่อการจัดจำหน่ายจริง (the best interior of a standard-production automobile)” และ “นวัตกรรมยอดเยี่ยมแห่งปี” เป็นการันตี

The E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับเบาะนั่งหุ้มหนัง nappa, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ตท้ายตัดหุ้มหนัง nappa พิเศษด้วยการติดตั้งระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up Display)

สำหรับภาคบันเทิงได้รับการติดตั้งระบบเสียงระดับไฮเอนด์ของ Burmester® นอกจากนี้ยังมีระบบ COMAND Online พร้อม Controller, ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย Touchpad, ระบบสั่งการด้วยเสียง (LINGUATRONIC) เฉพาะภาษาอังกฤษ, ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS (Apple CarPlay™) และ Android (Android Auto) รวมถึงเพิ่มสุนทรียภาพในการโดยสารด้วยระบบ Amblient Light ปรับสีได้ถึง 64 สี

The E 350 e ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง ขนาด 1,991 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,200-4,000 รอบต่อนาที และกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ 88 แรงม้า แรงบิดสูงสุดจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ 440 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 6.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. เคลมอัตราสิ้นเปลืองสูงสุดเมื่อเครื่องยนต์ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าได้ถึง 40 – 47.62 กิโลเมตร/ลิตร

ขับเคลื่อนด้วยระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 9 จังหวะ (9G-TRONIC PLUS) ซึ่งมีส่วนช่วยให้รถคันนี้มีการบริโภคเชื้อเพลิงที่ค่อนข้างต่ำ พร้อมเพิ่มความสนุกสนานระหว่างการขับขี่ด้วยระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย

The E 350 e ได้รับการติดตั้งระบบ “Mercedes-Benz Intelligent Drive” เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับความปลอดภัยสูงสุด ด้วยระบบการช่วยเหลือและระบบความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ และระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย ทั้งยังมีกล้องแสดงภาพด้านหลังขณะถอยรถ รวมถึงติดตั้งกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง พร้อมระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า และระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา ซึ่งเป็นระบบที่ติดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกสำหรับซีดานเสียบปลั๊กรุ่นนี้

ขออธิบายการทำงานในส่วนของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าแบบพอสังเขปซึ่งสามารถเลือกรูปแบบการขับขี่เองได้ดังนี้

HYBRID ใช้กำลังเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า โดยเน้นกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลัก เปลี่ยนการทำงานให้สอดคล้องกับสภาพการขับขี่และปริมาณไฟฟ้าในแบตเตอรี่ เมื่อไหร่ที่ปรับรูปแบบการขับขี่มาเป็นโหมดสปอร์ต มอเตอร์ไฟฟ้าจะหยุดทำงานทันที

E-MODE ทำงานด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว โดยสามารถใช้ความเร็วสูงสุดได้ถึง 140 กม./ชม. ในขณะที่แบตเตอรี่เต็มจะใช้งานได้ระยะทางประมาณ 30-33 กิโลเมตร และควบคุมระบบได้ง่ายเนื่องจากมีแรงต้านที่คันเร่ง

E-SAVE เน้นการทำงานของเครื่องยนต์เป็นหลัก เพื่อเอากำลังจากเครื่องยนต์ส่งมาชาร์จแบตเตอรี่ และทุกครั้งที่เลือกโหมดนี้ มอเตอร์ๆไฟฟ้าแทบจะไม่มีการทำงาน หรือ ทำงานน้อยที่สุด

CHARGE โหมดนี้ไม่มีการใช้งานมอเตอร์แต่อย่างใด เป็นการทำงานด้วยเครื่องยนต์เท่านั้น โดยมีการแปรพลังงานจากเครื่องยนต์เพื่อชาร์จไฟเข้าไปที่แบตเตอรี่ระบบไฮบริด และสามารถชาร์จให้เร็วขึ้นด้วยการลดความเร็ว และ เบรก เมื่อแบตเตอรี่เต็มจะปรับไปที่โหมด E-SAVE อัตโนมัติ

มาถึงเรื่องการทดสอบ คณะของเราออกสตาร์ทจากกรุงเทพ มีปลายทางอยู่ที่ โรงเรียนเยาว์วิทย์ จ.พังงา แต่เริ่มสร้างความคุ้นเคยกับ The E 350e ที่จ.ชุมพร เพราะระยะทางที่ผ่านมามีการจับฉลากเลือกรถในกลุ่ม“EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” ซึ่งเป็นรถปลั๊กอินไฟฟ้า จำนวน 12 รุ่น ทั้ง C-Class,S-Class GL-Class และ E-Class โดยมีการแข่งขันแบบประหยัดน้ำมันบนเส้นทางหลวงหมายเลข 44 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ถนนสายเซาท์เทริ์น”

ก่อนเข้าสู่การแข่งขัน ระยะทางประมาณ 100 กม.จากชุมพร มายังจุดสตาร์ทบริเวณปากทางเข้าถนนหลวงหมายเลข 44 ในช่วงนี้ได้มีการพิสูจน์ตัวเลขความประหยัดโดยการใช้งานจาก E-MODE ด้วยความเร็วประมาณ 90 กม./ชม.

ระยะทางที่ทำได้ในการใช้งานด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว สามารถทำได้ใกล้เคียงกับที่ผู้ผลิตเคลมไว้คือระยะทาง 30 กม. หน้าจอที่แสดงถึงความประหยัดนั้นเป็นที่ประจักษ์สู่สายตาของผู้ร่วมเดินทางนั่นคือ 2.9 ลิตร/ ระยะทาง 100 กม. เมื่อคิดเป็นค่าเฉลี่ยจะมีอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ประมาณ 35 กม./ลิตร จากนั้นจึงเปลี่ยนมายังโหมด CHARGE ซึ่งในการชาร์จไฟให้เต็มแบตเตอรี่อยู่ที่เวลาประมาณ 70 นาที หรือใช้ระยะทางประมาณ 60 กม.

จุดสตาร์ทอยู่ที่บริเวณปากทางเข้าทางหลวงหมายเลข 44 กติกามีอยู่ว่า ระยะทางที่จะใช้ในการแข่งขันอยู่ที่ประมาณ 102 กม. มีเวลาให้ 60 นาที ถือเป็นโจทย์ที่ค่อนข้างสาหัสบนสภาพเส้นทางที่ธรรมชาติไม่ค่อยจะอำนวยสักเท่าไหร่ เนื่องจากมีพายุฝนฟ้าคะนอง ทัศนวิสัยไม่เอื้อต่อการแข่งขันเลยแม้แต่น้อย

เมื่อนำระยะทางมาคำนวณกับเวลาที่ใช้แข่งขัน จะมีความเร็วอยู่ประมาณ 130-140 กม./ชม. จึงจะถึงเส้นชัยในเวลาที่กำหนด แต่สภาพอากาศที่ไม่อำนวย ถือว่าการแข่งประหยัดในครั้งนี้เป็นอะไรที่สุดหิน เพราะสามารถมองเห็นเส้นทางข้างหน้าในระยะไม่เกิน 10 ม. และเวลาที่ทำได้ในครั้งนี้คือ 58.30 วินาที ด้วยความเร็วเฉลี่ย 102 กม./ชม. ใช้เชื้อเพลิงเฉลี่ย 7.8 ลิตร / 100 กม. เท่ากับได้ค่าเฉลี่ยอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 13 กม./ลิตร

การพิสูจน์สมรรถนะในครั้งนี้เป็นตัวเลขจริง และขับขี่บนสภาพเส้นทางที่ค่อนข้างจะสาหัสจากพายุฝนฟ้าคะนองตลอดเส้นทาง สิ่งที่น่าทึ่งคือการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ในความเร็วปกติได้ตัวเลขออกมาเป็นที่น่ายอมรับคือ 35 กม./ลิตร และเมื่อต้องใช้ความเร็ว อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 13 กม./ลิตร ก็สามารถบ่งบอกได้ว่า Mercedes The E 350e คันนี้ไม่ได้ตกเป็นรองใครในด้านความประหยัด ทั้งยังตอบสนองการขับขี่ได้ทุกรูปแบบ

เสร็จสิ้นจากกิจกรรมการพิสูจน์สมรรถนะด้านความประหยัดของรถยนต์ภายใต้แบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” อีกหนึ่งกิจกรรมที่ ได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 นั่นคือ การสนับสนุนทางด้านต่างๆให้กับโรงเรียนเยาว์วิทย์ ซึ่งผู้บริหารและพนักงานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษา ถือเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างและผลักดันเยาวชนให้เติบโตมาผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในสังคม

ในโอกาสนี้จึงสนับสนุนในด้านต่างๆ โดยส่งมอบเงินสนับสนุนทางการศึกษาจำนวน 500,000 บาท พร้อมด้วยชุดอุปกรณ์เครื่องเขียน ประกอบด้วย สมุดจดบันทึก ดินสอ ยางลบ และกบเหลาดินสอจำนวน 300 ชุด ซึ่งชุดเครื่องเขียนที่นำมาแจกจ่ายในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดมาจากกิจกรรมจัดทำชุดเครื่องเขียนเพื่อเด็กนักเรียนผู้ยากไร้ที่จัดขึ้นที่ “เมอร์เซเดส มี บ็อกซ์ (Mercedes me BOX)” เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

ความคิดเห็น
แม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกจะไม่ได้เปลี่ยนไปจากรุ่นเดิม( The E 220d) ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่ผ่านมา แต่การตกแต่งภายในรูปแบบใหม่มีรางวัลเป็นการันตีถึงความวิลิศมาหรา และ ทันสมัย สิ่งที่น่าสนใจมากกว่ารูปลักษณ์คือสมรรถนะที่ตอบสนองการขับขี่ได้หลากรูปแบบ ยิ่งถ้ามีการวางแผนเส้นทางที่ดี การใช้งานในชีวิตประจำวันด้วยระบบปลั๊กอินไฮบริด อาจจะทำให้ตลอดระยะเวลา 1 เดือน คุณจะเติมน้ำมันเพียงถังเดียวก็เป็นไปได้

รวบรวมข้อมูลและทดสอบโดย ณัฐเทพ เผ่าจินดา

ข้อมูลเทคนิค

เครื่องยนต์

เบนซิน 4 สูบแถวเรียง เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า

ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.)

1,991

กำลังสูงสุด(แรงม้า/รอบต่อนาที)

211 /5,500

แรงบิดสูงสุด (นิวตันเมตร/รอบต่อนาที)

350 /1,200-4,000

กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า (แรงม้า)

88

แรงบิดจากมอเตอร์ไฟฟ้า (นิวตันเมตร)

440

ระบบส่งกำลัง

เกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ (9 G-Tronic)

0-100 กม./ชม. (วินาที)

6.2

ความเร็วสูงสุด(กม./ชม.)

250

ระบบขับเคลื่อน

ล้อหลัง

เบรก (หน้า/หลัง)

ดิสก์พร้อมครีบระบายความร้อน

กว้าง/ยาว/สูง

4,923 , 1,852,1,468

ราคา(บาท)

4,090,000

ตัวแทนจำหน่าย

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด

 

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (21 พฤษภาคม 2560)

0

AUTO WORLD TV

วันอาทิตย์ที่ 21 พฤษภาคม 2560
เวลา 14.30 – 15.00 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์

“อีซูซุ” จัดคาราวาน “พลังดี…เปลี่ยนโลก” ลุยทางวิบาก ไปบริจาคเงิน สิ่งของ พร้อมมอบ “อีซูซุ วี-ครอส 4×4” ให้กับโรงเรียน ตชด. บ้านทิไล่ป้า สังขละบุรี

0

จากอุดมการณ์อันแรงกล้าของ “ตำรวจตระเวนชายแดน” (ตชด.) ที่เริ่มต้นจากคำว่า “เสียสละ” คำๆ นี้ คอยย้ำให้พวกเขาระลึกตลอดเวลาว่า ความผาสุกของประชาชน และความร่มเย็นของแผ่นดิน อยู่เหนือชีวิตและความเหนื่อยยากของตำรวจตระเวนชายแดนทุกคน เสียงสะท้อนของความดีที่แผ่ขยายมาจากผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวรของเหล่า ตชด.กองร้อยที่ 13 บ้านทิไล่ป้า อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี พื้นที่สุดเขตชายแดนฝั่งตะวันตกของไทยที่แสนทุรกันดาร ทำให้อีซูซุเดินหน้าสานต่อกิจกรรมคาราวาน “พลังดี…เปลี่ยนโลก” ต่อไป

กลุ่มตรีเพชร นำโดย คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด พร้อมด้วยสมาชิกชมรมผู้จำหน่ายอีซูซุรุ่นใหม่ และพนักงานกลุ่มตรีเพชร จัดกิจกรรมคาราวานอีซูซุ วี-ครอส 4×4 “พลังดี…เปลี่ยนโลก” นำอีซูซุ วี-ครอส 4×4 จำนวน 10 คัน ฝ่าฟันเส้นทางสุดยากลำบากของพื้นที่บ้านทิไล่ป้าในเขตป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งได้ชื่อว่าโหดและทรหดที่สุดในยามหน้าฝน ระยะทางกว่า 60 กม.จากตัวอำเภอนั้นต้องใช้เวลาถึง 5 ชั่วโมง ขับผ่านเส้นทางอันแสนวิบาก ทั้งทางฝุ่น ทางหิน ร่องลึก ทางแคบลาดเอียง และข้ามธารน้ำกว่า 20 แห่ง เพื่อไปเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจเหล่า ตชด. ที่ทำหน้าที่เฝ้าระวังรักษาผืนป่าเขตชายแดน ควบคู่ไปกับการทำหน้าที่พัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กๆ และชาวบ้านในชุมชนในฐานะ “ครู” อย่างไม่ย่อท้อ

กิจกรรมในครั้งนี้ยังมีการมอบเงินสนับสนุนการดำเนินงานของโรงเรียน ตชด. กองร้อยที่ 13 บ้านทิไล่ป้า เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของทั้งครูซึ่งเป็นตำรวจตระเวนชายแดน นักเรียนกว่า 200 คน และชุมชนใกล้เคียง โดยการปรับปรุงหลังคาอาคารเรียน สร้างกำแพงรอบอาคารโรงอาหาร จัดสร้างฝายทดน้ำ พร้อมมอบอุปกรณ์สนับสนุนการศึกษา และเลี้ยงอาหารกลางวัน โดยเงินช่วยเหลือโรงเรียนและชุมชนครั้งนี้ ได้รับเงินสนับสนุนจากท่านผู้จำหน่ายอีซูซุทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 874,980 บาท

อีกทั้งยังได้เซอร์ไพรส์มอบรถปิกอัพขับเคลื่อน 4 ล้อ “อีซูซุ วี-ครอส 4×4” พร้อมอุปกรณ์ออฟโรดให้กับทางโรงเรียนเพื่อใช้เป็นประโยชน์ในการขนส่งเด็กนักเรียนและชาวบ้าน ท่ามกลางความปิติตื้นตันใจของทั้งคณะครูตำรวจตระเวนชายแดนและบรรดาเด็กนักเรียน

คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “การเดินทางในครั้งนี้ทำให้พวกเราได้สัมผัสกับความยากลำบากในการใช้ชีวิตของพวกท่านได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะมีใครเดินทางมาถึง และแม้จะเข้ามาในเขตพื้นที่หมู่บ้านแล้ว ก็ยังคงประสบกับความยากลำบากในรูปแบบต่างๆ ทั้งการเดินทางที่เต็มไปด้วยบ่อโคลน ลำธารกลางป่า ขาดแคลนทั้งสิ่งของอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นต่างๆ”

คุณวิชัย กล่าวเสริม “ในนามกลุ่มอีซูซุต้องขอขอบพระคุณและชื่นชมในความเสียสละของเหล่า ตชด. กองร้อยที่ 13 ทุกท่าน การเดินทางด้วยใจของพวกเรากลุ่มอีซูซุครั้งนี้อาจช่วยเหลือทุกความยากลำบากให้หมดไปจากพื้นที่นี้ไม่ได้ แต่พวกเราขอเป็นอีกหนึ่งแรงใจที่สะท้อนพลังความดีและเสียสละของพวกท่าน กลับไปเป็นแรงใจให้พวกท่านได้ปฏิบัติภารกิจต่อไปไอย่างเต็มภาคภูมิ”

บ้านทิไล่ป้า อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี พื้นที่สุดเขตชายแดนมีประชากรทั้งชาวไทย และชนกลุ่มน้อยที่ไม่มีสัญชาติราว 500 คน โดยเป็นเด็กนักเรียนประมาณ 200 คน ทุกคนศึกษาเรียนรู้วิธีการใช้ชีวิต และการเอาตัวรอดจากครู ตชด. ในพื้นที่ที่มีเพียง 6 คน และเจ้าหน้าที่ประจำสุขศาลาอีกเพียง 1 คน ที่ทำหน้าที่เปรียบเสมือนสถานีอนามัยกลางของชุมชนเท่านั้น ในฤดูฝนหรือหน้าน้ำหลาก ชาวบ้านที่นี่มีวิถีชีวิตที่ยากลำบากมาก เส้นทางคมนาคมตัดขาดจากความสุขสบายทั้งมวล มีเพียงโรงเรียน ตชด. บ้านทิไล่ป้าแห่งนี้เป็นศูนย์รวมของทุกอย่าง หน้าที่ของตำรวจตระเวนชายแดนจึงมิใช่เพียงแค่จับปืนเพื่อปกป้องผืนป่าตามเขตชายแดนเท่านั้น หากยังจับชอล์คเขียนกระดานดำเพื่อให้ความรู้ เป็นพ่อครัวให้แก่โรงเรียน และถือเข็มฉีดยาเพื่อบรรเทาความทุกข์ยากให้แก่คนในพื้นที่ที่น้อยคนนักจะเข้าถึง รถปิกอัพขับเคลื่อน 4 ล้อ “อีซูซุ วี-ครอส 4×4” จะช่วยให้คุณภาพชีวิตของคนที่นี่ดีขึ้น

เพื่อส่งเสริมพลังความดี ไม่ให้จางหายไปจากสังคมไทย กลุ่มอีซูซุได้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางจัดทำและเผยแพร่ภาพยนตร์สั้น ชุด “วีรบุรุษ…ชายแดน” เรื่องราวความเสียสละของตำรวจตระเวนชายแดนแห่งพื้นที่ชายแดนไทย ผ่านสื่อโซเซียลเน็ตเวิร์ค ภายใต้แนวคิด “พลังดี…เปลี่ยนโลก” โดยทุกท่านที่สนใจสามารถติดตามเรื่องราวความดีครั้งนี้ ได้ที่ www.isuzu-tis.com