Home Blog Page 524

ทดลองขับ “Honda Jazz RS+” แฮทช์แบ็กปรับโฉมเฉี่ยว พาเที่ยวทั่วกรุง

0

ปรับหน้าตาพร้อมเปิดตัวเป็นที่เรียบร้อยกับ ฮอนด้า แจ๊ส ไมเนอร์เชนจ์ โดยสร้างกระแสใหม่ให้กับงานเปิดตัวรถยนต์ในบ้านเราด้วยการใช้โซเชียลเนตเวิร์คเป็นช่องทางหลัก หลังจากเปิดตัวไปไม่นาน ค่ายฮอนด้าจึงได้จัดการทดสอบรถรุ่น RS+ พร้อมพาสื่อมวลชนเข้าร่วมทำกิจกรรมสุดชิค ตามไลฟ์สไตล์คนเมือง รูปแบบจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น ติดตามได้จากรายงาน

สำหรับ Honda Jazz RS+ ถือเป็นแฮทช์แบ็กรุ่นท๊อฟของค่ายฮอนด้าที่ได้รับการปรับปรุงในด้านรูปลักษณ์ให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น ตามแนวคิด Low Wide Gravity ซึ่งให้ความโฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ต มาพร้อมความปราดเปรียวตามหลักอากาศพลศาสตร์ และเป็นครั้งแรกที่ฮอนด้า ออโตโมบิลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ปลดล๊อคจากเดิมที่เคยเป็นชุดแต่ง นำมาบรรจุให้อยู่ในรุ่นมาตรฐานตามเอกลักษณ์เฉพาะแบบ RS รอบคัน

Honda Jazz RS+ มากับกระจังหน้าดีไซน์ใหม่พร้อมสัญลักษณ์ RS ติดตั้งไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน (Daytime Running Light – DRL) รวมไว้ในโคมไฟแบบ LED มากับไฟตัดหมอกไว้ที่มุมกันชนทั้งสองฝั่ง พร้อมทำกระจกมองข้างทำสีดำ

ด้านท้ายรถมากับรูปทรงใกล้เคียงแบบเดิม ไฟท้ายเป็นแนวตั้ง เติมเต็มความสปอร์ตในส่วนกันชนหลัง พร้อมตราสัญลักษณ์ RS ที่ฝากระโปรง ส่วนของล้ออัลลอยปรับปรุงรูปแบบในสไตล์ 5 ก้าน ขนาด 16 นิ้ว

ห้องโดยสารดีไซน์จากแนวคิด Futuristic Cockpit ให้อารมณ์ทันสมัย และยังคงสไตล์สปอร์ตด้วยการเดินด้ายคู่สีส้มที่เบาะนั่งและแผงข้าง ทั้งยังเพิ่มเติมในส่วนของการบรรทุกสัมภาระด้วยการพับเบาะได้หลากรูปแบบ พร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งช่องเก็บของ กล่องเก็บแท็บเล็ต และที่วางแก้วน้ำสูงสุดถึง 9 ตำแหน่ง

พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่นติดตั้งระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์แบบแพดเดิลชิฟท์ 7 จังหวะ รวมถึงระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ และสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงพร้อมปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์

ในส่วนของมาตรวัดเป็นแบบเรืองแสงมากับหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID ใกล้กันจะมีระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แบบอัจฉริยะ One Push Ignition System และระบบ Honda Smart Key System ซึ่งใข้ในการควบคุมประตู

Honda Jazz RS+ ได้รับการเติมเต็มเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในขณะขับขี่ ควบคุมทุกการใช้งานง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส อาทิ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 6.8 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อโทรศัพท์ไร้สาย (Bluetooth) (ทุกรุ่น) ซึ่งสามารถเชื่อมต่อภาพและเสียงผ่าน HDMI พร้อมระบบปรับอากาศอัตโนมัติติดตั้งแผงควบคุมแบบสัมผัส

ขุมพลังยังใช้แบบเดิมเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 16 วาล์ว i-VTEC ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 117 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 146 นิวตัน-เมตรที่ 4,700 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ CVT ที่ได้รับการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม พร้อมระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบแพดเดิลชิฟท์ 7 จังหวะ มีโหมดช่วยประหยัดในรูปแบบ ECO Assist ทั้งยังรองรับพลังงานทางเลือก E85

Eco Coaching เป็นอีกหนึ่งระบบที่ได้รับการติดตั้งใน Honda Jazz RS+ ทำหน้าที่แสดงผลการขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน ด้วยการเปลี่ยนสีที่มาตรวัดเรืองแสง และ Econ Mode ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยลดการใช้พลังงานสิ้นเปลือง โดยระบบจะปรับการทำงานของเครื่องยนต์ ลิ้นปีกผีเสื้อและเกียร์ให้ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งปรับการทำงานของระบบปรับอากาศและการหมุนเวียนอากาศภายในห้องโดยสารให้เหมาะสม ช่วยให้เครื่องยนต์ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ด้านความปลอดภัยยังคงมั่นใจได้กับโครงสร้างตัวถังนิรภัย G-Force Control (G-CON) ช่วยปกป้องห้องโดยสารจากการชนรอบทิศทาง ทั้งยังเติมเต็มเทคโนโลยีความปลอดภัยของรถระดับพรีเมียม อาทิ ถุงลม 6 ตำแหน่ง ได้แก่ ถุงลมคู่หน้า Dual SRS (ทุกรุ่น) ถุงลมด้านข้างคู่หน้าแบบอัจฉริยะ i-Side Airbags (เฉพาะรุ่น RS+) และม่านถุงลมด้านข้าง Side Curtain Airbags

นอกจากนี้ยังมีระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (Anti-Lock Brake System – ABS) พร้อมระบบกระจายแรงเบรกควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (Vehicle Stability Assist – VSA) ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (Hill Start Assist – HSA) สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (Emergency Stop Signal – ESS) รวมถึงติดตั้งกล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมองได้ 3 รูปแบบ ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการถอยจอด โดยสามารถเลือกดูมุมกล้องที่แตกต่างกันได้ทั้งแบบ 130 องศา 180 องศา และมุมมองจากด้านบน

การทดสอบในครั้งนี้ ผู้จัดงานได้ใช้เส้นทางรอบกรุงเทพมหานคร ระยะทางโดยรวมประมาณ 100 กม. เริ่มต้นจากถนนสุขุมวิท ไปพักรถอีกครั้งที่ร้าน Tanwa Desigh & Food Projet บริเวณถนนรัตนาธิเบศร์

ช่วงแรกจะใช้การเดินทางบนทางด่วนเป็นหลัก ฟิลลิ่งการขับขี่เป็นไปตามสไตล์รถซิตี้คาร์ แต่ให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ดี มองได้ไกล เครื่องยนต์ I-VTEC ขนาด 1.5 ลิตร 117 แรงม้า เหมาะสมกับการใช้งานในเมือง ซึ่งตอบโจทย์ให้กับรูปแบบการจัดทดสอบได้เป็นอย่างดี หากใช้งานในรูปแบบเดินทางไกลอาจจะต้องเค้นขุมพลังสักนิด แต่ก็สนุกและเพลิดเพลินกับการขับขี่ได้ด้วยระบบแพดเดิลชิฟท์ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการเร่งแซง

 

สมรรถนะด้านการยึดเกาะยังคงความโดดเด่น ระบบช่วงล่างไม่นุ่มจนยวบยาบ แถมได้ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (Vehicle Stability Assist – VSA) ทำให้การขับขี่ทำได้อย่างมั่นใจ พวงมาลัยอาจมีช่วงฟรีเล็กน้อยและน้ำหนักเบาไปสักนิด แต่ประเด็นนี้ไปตอบโจทย์ให้กับคุณผู้หญิงที่เข้าร่วมทดสอบหลายๆท่าน ทั้งยังได้ความสะดวกสบายจากกล้องมองหลัง ทำให้การถอยจอดสะดวกยิ่งขึ้น

กิจกรรมแรกที่เข้าร่วม ณ ร้าน Tanwa Desigh & Food Projet คือการทำที่เก็บของภายในรถ ในรูปแบบของงาน DIY โดยมีเนตไอดอลที่มีความสามารถด้านการประดิษฐ์และประยุกต์ใช้สิ่งของใกล้ตัว มาอธิบายอย่างใกล้ชิด

จบภารกิจแรกก็ถึงเวลาเดินทางต่อไปยังคลองสานเพื่อรับประทานอาหารกลางวันบริเวณร้าน The Jam Factory ร้านอาหารไทยประยุกต์ที่บรรจงเสริฟ์หลากเมนูหากินยากในสไตล์อาหารชาววัง

คณะของเราใช้เวลาในการรับประทานอาหารกลางวันประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนจะเดินทางต่อเหลือบตาไปมองอัตราสิ้นเปลือง ซึ่งปรับเซทไว้ตั้งแต่ก่อนออกเดินทางในช่วงเช้า โดยการทดสอบในครั้งนี้ไม่ได้ใช้ระบบ Eco Coaching และ Econ Mode ตัวเลขแสดงไปยังหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID ประมาณ 12 กม./ลิตร ซึ่งถือเป็นเกณฑ์มาตรฐานกับการใช้งานในเมือง

สถานที่ต่อไปคือร้านกาแฟ Nikko Café ย่านทองหล่อ เพื่อมาจิบกาแฟพร้อมรับประทานอาหารว่างยามบ่าย ก่อนที่จะนำรถทดสอบกลับมายังบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งถือว่าเป็นการเสร็จสิ้นกิจกรรมการทดสอบ Honda Jazz RS+

ความคิดเห็น
สำหรับการปรับโฉม Honda Jazz RS+ ในส่วนของรูปลักษณ์ภายนอกนั้นดูมีความสง่างามในสไตล์สปอร์ตมากยิ่งขึ้นจากกระจังหน้าที่มีตราสัญลักษณ์ RS รวมถึงได้รับการติดตั้งไฟหน้าแบบแอลอีดี และเป็นครั้งแรกที่ ฮอนด้า ได้เพิ่มรุ่นนี้ซึ่งก่อนหน้าเคยเป็นเพียงแค่ชุดแต่ง ภายในเติมเต็มความสปอร์ตด้วยการเย็บด้ายคู่สีส้มทั้งเบาะนั่งและแผงข้าง ถึงแม้ว่าเครื่องยนต์จะเป็นแบบเดิม แต่แพดเดิลชิฟท์ยังคงทำหน้าที่ในการเพิ่มความสนุกในการขับขี่ และพระเอกด้านการยึดเกาะอย่างระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (Vehicle Stability Assist – VSA) มีส่วนช่วยให้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ

เรียบเรียงและทดสอบโดย ณัฐเทพ เผ่าจินดา

ข้อมูลเทคนิค
ผู้จัดจำหน่าย บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิลส์ ประเทศไทย จำกัด

ยี่ห้อ,รุ่นHonda Jazz RS+
เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 16 วาล์ว SOHC I-VTEC
ความจุ (ซีซี)1,497 ซีซี
กำลังสูงสุด (แรงม้า/รตน.)117 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด (นิวตันเมตร./รตน.)146 นิวตันเมตร ที่ 4,700 รอบต่อนาที
ระบบถ่ายทอดกำลัง (จังหวะ)เกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อมแพดเดิลชิฟท์
ขับเคลื่อน (ล้อ)ล้อหน้า
ระบบรองรับ(หน้า/หลัง)แมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง /ทอร์ชั่นบีม
ยาว กว้าง สูง (มม.)4,035/1,695/1,525
ระยะฐานล้อ(มม.)2,530
ความสูงจากพื้น (มม.)135
ระบบห้ามล้อดิสก์ แบบมีครีบระบายความร้อน/ดุม
ราคา(บาท)754,000

 

 

บุกไต้หวัน ไปลองขับ “the All-New Subaru XV 2017” สาวกดาวลูกไก่มีเฮ เข้าไทยปลายปีแน่นอน

0

กระแสตอบรับอย่างท่วมท้นจากยอดจำหน่ายของ Subaru XV โมเดลแรก ที่เข้าไปครองใจสาวกรถยนต์ครอสโอเวอร์เครื่องสูบนอนทั่วโลก บริษัท มอเตอร์ อิมเมจ จำกัด ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีเครือข่ายครอบคลุม 9 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย ได้ประกาศเปิดตัวพร้อมเชิญให้ร่วมสัมผัสและทดลองขับ “the All-New Subaru XV 2017” ณ ประเทศไต้หวัน ซึ่งมาพร้อมจุดเด่นที่ได้รับการพัฒนาภายใต้โครงสร้างตัวถัง Subaru Global Phatform เจ้าของรางวัล Grand Prix Award จากการประเมินความปลอดภัยด้านการชนของประเทศญี่ปุ่น (JNCAP) เรื่องราวหลังจากทดลองขับในต่างแดนพร้อมที่จะให้ทุกท่านได้รับชม ก่อนพบตัวจริงได้ในงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 34” ปลายปีนี้แน่นอน

หลังจากปี 2555 ที่ SUBARU ได้เปิดตัวรถครอสโอเวอร์รุ่น XV ซึ่งทำให้วงการยานยนต์โลกได้สัมผัสถึงนิยามใหม่ของรถยนต์ครอสโอเวอร์ที่เปี่ยมไปด้วยสมรรถนะแห่งการขับขี่และสะดวกสบายจากระบบขับเคลื่อนสี่ล้อในรูปแบบ Symmetrical All-Wheel Drive โดยทำงานควบคู่ไปกับเครื่องยนต์บอกเซอร์ ซึ่งถือเป็นซิกเนเจอร์ของรถค่ายดาวลูกไก่ พร้อมออกแบบรูปลักษณ์ที่ทันสมัยและมากด้วยอรรถประโยชน์

ระยะเวลาเกือบ 5 ปีเต็มที่ XV ได้เป็นหนึ่งในรถครอสโอเวอร์ซึ่งมีสาวกทั่วโลกให้การตอบรับและครอบครองเป็นเจ้าของจนถือเป็นรถธงอีกหนึ่งรุ่น แล้วก็ถึงเวลาพัฒนา XV โมเดลที่ 2 ซึ่งถือกำเนิดพร้อมกันถึง 2 รุ่นย่อยได้แก่รุ่น 2.0i ละ 2.0i-S โดยปรุงแต่งรูปลักษณ์ให้มีความทันสมัย และชูจุดเด่นในด้านโครงสร้างตัวถังในรูปแบบของ Subaru Global Phatform มีน้ำหนักเบาลงแต่ให้ความแข็งแรงมากกว่ารุ่นก่อนถึง 70 % รวมถึงติดตั้งฟังค์ชั่น X-Mode ที่โดดเด่นด้านประสิทธิภาพของการยึดเกาะถนน และลุยได้ในสถานการณ์คับขัน ทั้งยังโมดิฟายเครื่องยนต์ให้มีแรงม้าและแรงบิดเพิ่มขึ้นเพื่อให้เป็นรถครอสโอเวอร์ที่ขับสนุกและสมบูรณ์แบบยิ่งกว่ารุ่นที่ผ่านมา

 

 

สิ่งที่ชูโรงสำหรับ “the All-New Subaru XV 2017” นั่นคือการเป็นทายาทอันดับที่ 2 ซึ่งได้นำ Subaru Global Platform มาเสริมสมรรถนะ ทำให้โครงสร้างตัวรถมีขนาดใหญ่ และกว้างขึ้นกว่าเดิม ด้วยการปรับระยะฐานล้อเพิ่มขึ้น 30 มม. ตัวรถมีความยาวกว่ารุ่นเดิม 15 มม. และกว้างขึ้น 20 มม. รวมไปถึงโครงสร้างของตัวรถมีความแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมถึง 70% และมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำลง

ด้านรูปลักษณ์ “the All-New Subaru XV 2017” ได้รับการออกแบบให้โฉบเฉี่ยวภายใต้แนวคิด Dynamic x Solid เพื่อเสริมความสปอร์ตที่ดูลงตัวกว่ารุ่นเดิม เติมความโดดเด่นให้สด ใหม่ รอบคัน เริ่มจาก หน้ากระจังแบบ 6 เหลี่ยม ติดตั้งด้านบนกันชนหน้าซึ่งออกแบบให้มีความโค้งมน โคมไฟเป็นแบบแอลอีดี ออกแบบให้เรียวยาวไปยังด้านข้าง มีไฟกลางวันรวมไว้ในโคมเดียวกัน สำหรับรุ่น 2.0i-S พิเศษด้วยการนำเทคโนโลยี High Beam Assist มาติดตั้งในรูปแบบของกล้องบันทึกภาพที่กระจกมองหลัง ทำหน้าที่ตรวจจับรถยนต์หรือวัตถุที่กำลังเคลื่อนเข้ามาจากด้านหน้ารถ พร้อมปรับระดับความสูง-ต่ำของลำแสงไฟหน้าอัตโนมัติ และปรับทิศทางของลำแสงตามการหมุนพวงมาลัย

เส้นสายด้านข้างปรับปรุงตามหลักอากาศพลศาสตร์ พร้อมติดตั้งราวหลังคา และสปอยเลอร์รอบคัน ลวดลายและขนาดของล้ออัลลอย ในรุ่น 2.0i-S ติดตั้งเป็นขอบ 18 นิ้ว ส่วนรุ่น 2.0i จะเป็นขอบ 17 นิ้ว ซึ่งล้ออัลลอยของรถทั้ง 2 รุ่น ได้รับการออกแบบให้ต่างไปจาก XV โมเดลแรกอย่างชัดเจน

ไฟท้ายเป็นอีกหนึ่งการออกแบบที่เปลี่ยนไปจากเดิม คือดีไซน์ในรูปทรงของสี่เหลี่ยมผืนผ้า ติดตั้งที่มุมรถทั้งสองฝั่งยาวต่อเนื่องมาจนถึงฝากระโปรงท้าย

ห้องโดยสารดีไซน์ใหม่ออกแบบการใช้งานทุกฟังค์ชั่นให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น รวมถึงทัศนวิสัยของการมองได้รอบห้องโดยสารไปจนถึงด้านท้ายรถ ตกแต่งภายในด้วยวัสดุคุณภาพสูง รุ่น 2.0i หุ้มเบาะนั่งและแผงข้างด้วยผ้า ส่วนรุ่น 2.0i-S เป็นเบาะหนังแท้เดินด้ายสีส้ม ขยายพื้นที่ในการบรรทุกสัมภาระด้วยการติดตั้งเบาะหลังพับได้ในรูปแบบ 60/40 ในรุ่น 2.0i-S พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่นพร้อมแผงแดชบอร์ดทรงกลมหุ้มขอบด้วยสีเงิน พร้อมติดตั้งหน้าจอแสดงผลของระบบ X-Mode ไว้ที่ด้านบนคอนโซล และติดตั้งหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ซึ่งมากับฟังค์ชั่น Apple Car Play

บริเวณคอนโซลกลาง นอกจากคันเกียร์ ยังมีสวิตช์เปิดปิดระบบ X-Mode รวมถึงระบบเบรกมือไฟฟ้าซึ่งติดตั้งเป็นครั้งแรก ใกล้กันจะมีกล่องเก็บสัมภาระที่สามารถเป็นที่พักแขนได้ในตัว

หากเทียบความแตกต่างของห้องโดยสารรุ่น 2.0i-S และ 2.0i นอกจากวัสดุที่ใช้หุ้มเบาะนั่งและแผงข้าง รวมถึงพวงมาลัยมัลติฟังค์ชั่น อีกหนึ่งจุดที่ชัดเจนนั่นคือหน้าจอซึ่งรุ่น 2.0iจะมีขนาดเพียง 6.5 นิ้วและระบบปรับอากาศที่ในรุ่น 2.0i-S สามารถแยกส่วนการควบคุมอุณหภูมิได้ทั้งซ้ายและขวา

ขุมพลังเป็นอีกหนึ่งส่วนที่ได้รับการพัฒนา “the All-New Subaru XV 2017” ทั้ง 2 รุ่น ใช้เครื่องยนต์สูบนอนขนาด 2.0 ลิตร ออกแบบให้มีน้ำหนักเบาลงอีก 12 กิโลกรัม พร้อมระบบหัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงโดยตรง ให้กำลังสูงสุด 156 แรงม้าที่ 6,000 รอบ และแรงบิด 196 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ระบบเกียร์เป็นแบบ Lineartronic CVT พัฒนาให้เบากว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 7.8 กิโลกรัม มาพร้อมมีระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ (auto-step shift control) และโหมดควบคุมความเร็วด้วยตนเอง 7 สปีด (7-speed manual mode) ทั้งยังเพิ่มความสนุกในการขับขี่ด้วยระบบแพดเดิลชิฟท์บริเวณพวงมาลัย

ฟังค์ชั่นที่ยังคงสร้างชื่อในด้านการขับขี่และเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน นั่นคือ ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตร (Symmetrical All-Wheel Drive) ทำให้ “the All-New Subaru XV 2017” มีความโดดเด่นในด้านการยึดเกาะ และเป็นครั้งแรกที่ได้นำระบบ X-Mode มาติดตั้งเสริมศักยภาพในด้านการบุกตะลุยเพื่อสนองไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้ใช้งาน

นอกจากนี้ยังได้รับการติดตั้ง Subaru Rear View Detection เพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัย โดยติดตั้งเซนเซอร์รอบคัน ช่วยตรวจจับจุดบอดและแจ้งเตือนผู้ขับในการเปลี่ยนเลน รวมถึงมีระบบ Hill Descent Control ที่ช่วยให้การขับขี่แบบสมบุกสมบันบนเส้นทางออฟโรดทำได้ง่ายขึ้น

มาถึงในด้านของการทดสอบสมรรถนะกับรูปแบบการขับขี่ 3 สไตล์ที่ผู้จัดงานได้เตรียมไว้ให้ผู้สื่อข่าวทั้ง 9 ประเทศได้ร่วมลองของครั้งแรกในเอเซีย

“SAWD Test Drive”
สถานีว่าด้วยเรื่องของระบบขับเคลื่อน

เริ่มกันที่ SAWD Test Drive เป็นการจำลองสถานการณ์ของการทดสอบระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตร (Symmetrical All-Wheel Drive) พร้อมเปิดการใช้งานระบบ X-Mode ออกสตาร์ทมายังเนินชัน ซึ่งฝังโรลเลอร์ไว้ที่พื้นเพื่อให้รถเกิดอาการลื่นไถล จนสัมผัสได้ถึงการทำงานของระบบ ซึ่งเพิ่มแรงบิดไปยังล้อเพื่อความสามารถในการปีนป่าย ทั้งยังทำงานร่วมกับ Hill Start Assist ทำหน้าที่เพิ่มแรงเฉื่อยสำหรับลงพื้นที่ลาดชัน

ต่อด้วยเส้นทางในรูปแบบเนินสลับ ทั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตรและ X-Mode ยังคงทำงานร่วมกันโดยเป็นการกระจายแรงไปยังทุกล้อ แม้จะมีล้อที่ติดพื้นเพียงแค่ 2 ล้อ ก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ จบสถานีแรกด้วยการปีนเนินเอียง 45 องศา ระบบทั้ง 2 ก็ทำงานร่วมกันได้อย่างดีเยี่ยม


SGP Test Drive – Sandy Track
ขับขี่บน 2 สภาพพื้นผิว ทั้ง โคลน และทราย

รุปแบบเป็นไปตามชื่อของสถานี โดยสภาพผิวมีทั้งทราย และ โคลน ซึ่งผู้ร่วมทดสอบจะได้สัมผัสกับสมรรนถะทั้งใน the All-New Subaru XV 2017 และรถจากค่ายคู่แข่ง

ด้านการยึดเกาะดูเหมือนรถจากค่ายดาวลูกไก่จะเป็นต่ออยู่หลายขุม เพราะระบบขับเคลื่อนสี่ล้อยังทำงานได้อย่างไม่บกพร่อง การควบคุมรถในช่องทางแคบยังคงให้ความมั่นใจและควบคุมได้แม่นยำ ต่างจากรถที่นำมาเปรียบเทียบซึ่งค่อนข้างควบคุมยากและมีการลื่นไถลค่อนข้างสูงจนต้องแก้อาการของรถ

อีกหนึ่งระบบที่เข้ามาเป็นพระเอกนั่นคือ Vehicle Dynamics Control System (VDC) ทำหน้าที่ในการควบคุมล้อที่ลื่นไถลพร้อมกับลดกำลังของล้อนั้นๆไปในขณะเดียวกัน ส่งผลให้การควบคุมรถเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

SGP Test Drive – Steel Plates
จัดเต็มกับสมรรถนะ 4 สูบนอนยัน

สถานีทิ้งทวนที่มีรูปแบบของเส้นทางทั้งสลาลอม และ โค้งแคบ โดยมีแผ่นอลูมิเนียมผิวลื่นไว้คอยดักตั้งแต่โค้งแรก เพื่อได้ทดลองทั้งระบบช่วงล่าง รวมถึงสมรรถนะของเครื่องยนต์ที่ได้รับการพัฒนาให้ได้มาทั้งแรงม้า และ แรงบิดที่สูงขึ้นกว่าเดิม

พละกำลังที่เพิ่มเข้ามาในเครื่องยนต์ของ the All-New Subaru XV 2017 ถึงแม้ไม่ได้เป็นตัวเลขที่สูงมากนัก (มีแรงม้าเพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิมเพียง 6 ตัว) แต่เมื่อสะท้อนมายังการขับขี่ ก็ทำให้สนุกมากยิ่งขึ้น และแม้ว่าระบบเกียร์จะเป็นรูปแบบของ Lineartronic CVT แต่ทีมผู้ออกแบบได้พ่วงระบบแพดเดิลชิฟท์ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

เมื่อทั้งหมดทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ แน่นอนว่าการควบคุมรถทำได้ง่าย และแม่นยำตามทิศทางที่ต้องการ 156 แรงม้าในเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร อาจเป็นตัวเลขที่ไม่ได้สูงนัก แต่ด้วยคุณสมบัติของระบบต่างๆรวมถึงโครงสร้างตัวถังแบบ Subaru Global Phatform ที่โดดเด่นในด้านน้ำหนักเบา รวมถึงเครื่องยนต์และเกียร์ได้ทำการปรับลดน้ำหนักลง ทำให้ยังคงการขับขี่ที่สนุกสนาน ในสไตล์ของรถค่ายดาวลูกไก่ แม้จะเป็นรถยนต์ในเซกเมนต์ครอสโอเวอร์ก็ตาม

นี่คือการทดลองขับรถใหม่ในต่างแดนกับ the All-New Subaru XV 2017 ซึ่งเป็นที่แน่นอนแล้วว่าจะนำเข้ามาโชว์ตัวพร้อมจำหน่ายในเมืองไทยช่วงปลายปี สำหรับรายละเอียดออฟชั่นอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างไม่มากก็น้อย ส่วนในเรื่องราคานั้น ผุ้บริหารจาก มอเตอร์ อิมเมจ จำกัด ได้แง้มไว้ว่าคงไม่หนีห่างจากราคาจำหน่ายเดิม รอกันอีกไม่นานครับ

ความคิดเห็น

the All-New Subaru XV 2017 ทายาทรุ่นที่ 2 ของโครงสร้างตัวถัง Subaru Global Phatform ทำออกมาโดดเด่นทั้งรูปลักษณ์ และ สมรรถนะ สิ่งสำคัญคือการลดทอนน้ำหนักและเพิ่มความแกร่งให้กับตัวรถซึ่งมาพร้อมกับความสวยงาม และ สะดุดตา ด้านสมรรถนะการขับขี่ต้องบอกว่าหมดห่วง เพราะระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตร เมื่อทำงานร่วมกับ X-Mode ส่งผลให้ควบคุมรถแม่นยำ เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร ยังให้พละกำลังที่เพียงพอ แม้ระบบเกียร์จะเป็นแบบ Lineartronic CVT แต่หากขับขี่ระยะทางไกลก็มีแพดเดิลชิฟท์มาคอยเติมเต็มให้เกิดความสนุกสนานต่อการใช้งาน

เรียบเรียงและทดสอบโดย ณัฐเทพ เผ่าจินดา

ข้อมูลเทคนิค

ยี่ห้อ,รุ่น

The All-New Subaru XV 2017

เครื่องยนต์แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว วางนอน หัวฉีดตรง Direct Fuel Injection
ความจุ (ซีซี)1,995 ซีซี
กำลังสูงสุด (แรงม้า/รตน.)156 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด (นิวตันเมตร./รตน.)196 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที
ระบบถ่ายทอดกำลัง (จังหวะ)เกียร์อัตโนมัติ Lineartronic CVT พร้อมระบบขับเคลื่อน X-Mode
ขับเคลื่อน (ล้อ)สี่ล้อแบบสมมาตร (Symmetrical All-Wheel Drive)
ระบบรองรับ (หน้า/หลัง)แมคเฟอร์สันสตรัท /ดับเบิ้ล วิชโบน
ยาว/กว้าง/สูง (มม.)4,465/1,800/1,615
ระยะฐานล้อ2,665 mm.
ความสูงจากพื้น (มม.)220
ระบบห้ามล้อดิสก์เบรกหน้า-หลัง แบบมีครีบระบายความร้อน

 

“Yamaha Grand Filano New” เสน่ห์ของสีสันสไตล์ไฮคลาส

0

ยามาฮ่า แกรนด์ ฟีลาโน่ รถจักรยานยนต์ออโตเมติกหัวฉีดพรีเมี่ยมสไตล์แฟชั่นที่มีกระแสการตอบรับเป็นอย่างมากมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดตัวจนถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นการตอกย้ำความแรงของกระแสนิยมพร้อมตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ตรงใจมากยิ่งขึ้น บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด จึงได้ปรับโฉม “ยามาฮ่า แกรนด์ ฟีลาโน่ ใหม่” ให้มีสีสันใหม่ภายใต้แนวคิด NEW CHARM of HIGH STYLE…เสน่ห์ของสีสันใหม่สไตล์ไฮคลาส…ที่สะท้อนถึงความมีสไตล์ของผู้ขับขี่อย่างมีระดับมากยิ่งขึ้น

Yamaha Grand Filano New สีสันใหม่ ของชีวิต Live High เพิ่มเสน่ห์ด้วยสีใหม่ที่มีให้เลือกด้วยกัน 3 สไตล์ คือ SUPREMO…หรู สมาร์ท ให้ความรู้สึกถึงความสุขุม นุ่มลึกอย่างมีสไตล์SPORTIVO…สปอร์ตตี้ โฉบเฉี่ยว ตอบโจทย์ผู้ขับขี่ที่เต็มไปด้วยความแอ็คทีฟ และ CLASSICO… คลาสซี่ สุดฮิป ที่บ่งบอกความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนได้อย่างลงตัว

พละกำลังมาพร้อมกับที่สุดของเครื่องยนต์ออโตเมติกพิกัด 125 ซีซี พร้อมเทคโนโลยีเครื่องยนต์ BLUE CORE เทคโนโลยีแห่งความแรง และความประหยัด ด้วยระบบหัวฉีดอัจฉริยะ และกระบอกสูบไดอะซิลที่ออกแบบครีบระบายความร้อนใหม่ เผาไหม้สมบูรณ์ขึ้น อัตราส่วนกำลังอัดสูงถึง 11:1 จุดระเบิดดีขึ้น ลดแรงเสียดทาน และระบายความร้อนได้ดีขึ้น ตอบสนองอัตราเร่งดีด้วยแรงบิดสูงสุด 9.9 นิวตันเมตร ที่ 5,000 รอบ/นาที เครื่องยนต์สั่นสะเทือนน้อยลง และยังเป็นเทคโนโลยีอัจฉริยะช่วยที่ลดการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง เพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ ลดมลพิษ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขับขี่สนุกและประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 60 กม./ลิตร โดยสามารถเติมน้ำมันเบนซิน และแก๊สโซฮอล์ได้ทุกประเภทจนถึง E85

Yamaha Grand Filano New จะมีสมรรถนะเครื่องยนต์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยียุคใหม่แล้ว ยังโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเพียบพร้อมไปด้วยออฟชั่นต่างๆ อีกมากมาย เริ่มตั้งแต่ ไฟหน้าฮาโลเจนทรงโมเดิร์น และไฟท้าย LED สะกดทุกสายตา สว่างเจิดจ้า พร้อมไฟหรี่ LED Daylight สุดหรู ไฟเลี้ยวเลนส์ใสดีไซน์สุดคลาส ไฟท้ายดีไซน์ลงตัวกับบอดี้ช่วงท้าย หน้าปัดเรือนไมล์ดีไซน์หรู พร้อมมาตรวัด LCD บอกทั้งเวลา ระยะทาง และอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน พร้อมฟังก์ชั่นอัจฉริยะครบครัน

เบาะนั่งขนาดใหญ่ ปรับใหม่นั่งสบายขึ้น พร้อมกล่องเก็บของใต้เบาะ GRAND BOX 27 ลิตร จุได้ดังใจ ใส่หมวกกันน็อคได้ถึง 2 ใบ พร้อมไฟ LED ส่องสว่างอัตโนมัติ สะดวกสบายแม้ในที่มืด ช่องเติมน้ำมันด้านหน้า ไม่ต้องลงจากรถ เติมง่าย สะดวกสบาย ดีไซน์ลงตัว พร้อมปุ่มกดเปิดฝาถังน้ำมันอัตโนมัติ

Yamaha Grand Filano New เพิ่มความหรูหราอย่างมีระดับด้วย กุญแจรีโมทอัจฉริยะ Answer Back System ส่งสัญญาณบอกตำแหน่งรถ และเปิดช่องกุญแจอัตโนมัติพร้อมไฟเรืองแสง สะดวกสบายด้วยปุ่มกดเปิดเบาะที่นั่ง และเปิดฝาถังน้ำมัน ล้อแม็ก 12” แบบ 6 ก้าน พร้อมยาง Tubeless หน้ายางกว้าง เกาะถนนเยี่ยม ใต้ท้องรถสูง จะหลุมหรือเนินก็ผ่านสบาย ที่วางเท้า One Push เพียงกด ก็พร้อมใช้งาน พร้อมแถบกันลื่น พื้นที่วางเท้าของคนขี่กว้าง นั่งสบาย และขาตั้งข้างแบบ Side Stand Switch ช่วยตัดการทำงานเครื่องยนต์ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยระบบบำบัดไอเสียเหนือมาตรฐานระดับ 6 พร้อมแผงกันความร้อนดีไซน์หรู ช่วยให้ปลอดภัยจากไอร้อน

สำหรับ Yamaha Grand Filano New มีสีสันใหม่ให้เลือกตามสไตล์ที่แตกต่างกันถึง 3 สไตล์ คือ รุ่น SUPREMO ที่มาพร้อมกับสีทูโทน ฟ้า/ดำ และ เทา/ดำ รุ่น SPORTIVO มี 2 สีให้เลือก แดง และน้ำเงิน ที่โดดเด่นสะดุดตา โดย 2 รุ่นนี้ ราคาแนะนำอยู่ที่ 52,000 บาท และรุ่น CLASSICO คลาสสิคสไตล์ทูโทน เขียว/เทา และ เหลือง/เทา ในราคาแนะนำที่ 51,500 บาท อีกทั้งยังมาพร้อมกับอุปกรณ์ตกแต่ง CUSTOMIZED HIGH in STYLE ที่แต่งหรูเติมเสน่ห์ให้มีคลาส…สมาร์ทสไตล์คุณ ด้วยอุปกรณ์ตกแต่งราคาพิเศษจากยามาฮ่า

สามารถเลือกเป็นเจ้าของ “ยามาฮ่า แกรนด์ ฟีลาโน่ ใหม่” NEW CHARM of HIGH STYLE…เสน่ห์ของสีสันใหม่สไตล์ไฮคลาส…ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Yamaha Call Center โทร. 02-263-9999 พร้อมติดตามข้อมูลข่าวสารทางออนไลน์ได้ที่
Website: www.yamaha-motor.co.th
Facebook: www.facebook.com/yamahasocietythailand
Instagram: @yamahasocietythailand
Youtube: Yamaha Society Thailand

SPECIFICATION: Grand Filano

เครื่องยนต์                                  แบบ 4 จังหวะ สูบเดี่ยว SOHC 2 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยอากาศ
ปริมาตรกระบอกสูบ                    125 ซีซี
อัตราส่วนกำลังอัด                      11.0:1
กระบอกสูบ x ระยะชัก                52.4 x 57.9 มม.
ชนิดหัวเทียน                              NGK/CR6HSA
ระบบจ่ายน้ำมัน                          แบบหัวฉีด
ระบบจุดระเบิด                           T.C.I.
ระบบคลัตช์                                คลัตช์แห้ง ชนิดแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางอัตโนมัติ
ระบบสตาร์ท                              สตาร์ทมือด้วยระบบไฟฟ้า และสตาร์ทเท้า
น้ำมันเชื้อเพลิง                         น้ำมันแก๊สโซฮอล์ ค่าออกเทน 91 ขึ้นไป จนถึง E85
ความจุน้ำมันเชื้อเพลิง              4.4 ลิตร
ความจุน้ำมันเครื่อง                   0.8 ลิตร
ระบบส่งกำลังขับ                       ออโตเมติก แบบสายพานตัววี (V-Belt)
อัตราทดอัตโนมัติ(หน้า/หลัง)  2.561-0.829:1
อัตราทดเฟืองท้าย                    7.773:1
กรองอากาศ                              แบบกระดาษเคลือบน้ำมัน (แบบเปียก)

โครงรถ
ชนิดของเฟรม                           อันเดอร์โบน
มุมคาสเตอร์/ระยะเทล             26.65◦/74 มม.
กว้าง x ยาว x สูง                      685 x 1,820 x 1,145 มม.
ความสูงจากพื้นถึงเบาะ           790 มม.
ระยะห่างจากพื้นถึงเครื่อง        125 มม.
ช่วงศูนย์กลางระหว่างล้อ         1,280 มม.
รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด                  1,870 มม.
น้ำหนักรวมน้ำมันเครื่อง           99 กก.
และน้ำมันเชื้อเพลิงเต็มถัง

ระบบไฟฟ้า
ไฟหน้า                                     12 V 35W/35W x 1
แบตเตอรี่                                 12 V, 3.0 Ah/GTZ4V(MF)

ระบบกันสะเทือน
หน้า                                          เทเลสโคปิค

หลัง                                         ยูนิตสวิง

ระบบเบรก
เบรกหน้า                                 ดิสก์เบรกลูกสูบเดี่ยว
เบรกหลัง                                 ดรัมเบรก

ล้อ
หน้า-หลัง                                ล้อแม็ก

ยาง
ล้อหน้า                                    110/70-12 47L
ล้อหลัง                                    110/70-12 47L

“Nissan Sylphy 2017” ปรับโฉมใหม่ เสริมความหรู และ สปอร์ต พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน

0

บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสร้างความตื่นเต้นเร้าใจอย่างต่อเนื่อง แนะนำรถยนต์นิสสัน ซิลฟี รุ่นปี 2017 เสริมความสปอร์ตพรีเมี่ยม ด้วยชุดแต่งดีไซน์ใหม่ ตอบสนองผู้บริโภคที่ต้องการรถยนต์ที่สามารถใช้งานได้หลากหลาย

นางสาว สุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “Nissan Sylphy เป็นรถยนต์ซีดานที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ตั้งแต่เปิดตัวมีการต่อยอดผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง อาทิ Nissan Sylphy DIG Turbo ที่มีสมรรถนะสูงให้อารมณ์การขับขี่สไตล์สปอร์ต และ พัฒนาให้รองรับน้ำมันเชื้อเพลิง อี85 เพื่อความคุ้มค่า ล่าสุด Nissan Sylphy 2017 มีการปรับดีไซน์ใหม่ เสริมความสปอร์ตโดยเน้นเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวปราดเปรียวรอบคัน เสริมความพรีเมี่ยมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่เพิ่มขึ้น แต่ยังมาพร้อมความคุ้มค่าคุ้มราคา จากอุปกรณ์ความปลอดภัยที่ครบครัน”

Nissan Sylphy 2017 ได้รับการปรับโฉมด้วยการดีไซน์สปอร์ตใหม่รอบคัน อาทิ กันชนหน้าพร้อมไฟตัดหมอก กันชนหลัง สเกิร์ตข้าง และ สปอยเลอร์หลัง เสริมภาพลักษณ์ที่ให้ความโฉบเฉี่ยวและโดดเด่นมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงผสมผสานกับความหรูหราตามสไตล์ได้อย่างลงตัว

ดีไซน์ภายในออกแบบให้ใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย จากพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวาง ตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูง ใช้โทนสีดำพร้อมวัสดุสีเงินเสริมความสปอร์ตและหรูหรา ส่งผลให้ห้องโดยสารมีความเงียบแม้ขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง อุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายมีมาให้ครบครัน เช่น ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกปรับอุณหภูมิซ้าย-ขวา และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง สวิชต์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย ระบบนำทาง (เฉพาะรุ่น) กล้องมองหลังและระบบสัญญาณ พร้อมวัสดุบุนุ่ม (Soft pad) เพื่อให้ทุกสัมผัสนุ่มนวล เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่รื่นรมย์ทุกขณะ และเพิ่มหน้าจอ LCD เป็นขนาด 7.0 นิ้ว

ด้านขุมพลังพร้อมตอบสนองกับลูกค้าได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์สมรรถนะสูงในรุ่นเทอร์โบ ขนาด 1.6 ลิตร หัวฉีด ไดเร็ค อินเจคชั่น มาพร้อมกับระบบวาล์วแปรผันคู่ เทอร์โบชาร์จเจอร์ ที่สามารถรีดกำลังได้สูงสุดถึง 190 แรงม้า หรือ เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร โดยมาพร้อมระบบหัวฉีดคู่ (Dual Injection) ซึ่งเป็นครั้งแรกในรถยนต์ระดับเดียวกัน ช่วยให้ระบบเผาไหม้สมบูรณ์ขึ้น และระบบเกียร์อัจฉริยะ Xtronic CVT เพื่อสมรรถนะการขับขี่ที่ดี นุ่มนวลและประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น


Nissan Sylphy 2017 จำหน่ายในราคา 859,000 บาท ทั้งยังสามารถเลือกรับข้อเสนอพิเศษมากมาย ไม่ว่าจะเป็น อัตรดอกเบี้ยพิเศษ 0% หรือ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 8,088 บาท กับ Nissan Easy Pay** พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Nissan Premium Protection 1 ปี

สามารถทดลองขับ รวมทั้งสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการนิสสันที่มีอยู่กว่า 200 แห่ง ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ หรือติดต่อ Call Center หมายเลข 02 401 9600 หรือ www.nissan.co.th

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (11 มิถุนายน 2560)

0

AUTO WORLD TV

วันอาทิตย์ที่ 11 มิถุนายน 2560
เวลา 14.30 – 15.00 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์

“โตโยต้า มอเตอร์ สปอร์ต 2017” FAST FUN FEST “LIVE EXPERIENCE” สนุกสุดมันส์กับสนามแรก ณ จังหวัดภูเก็ต

0

การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรายการ “โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2017 … FAST FUN FEST ‘LIVE EXPERIENCE’ เริ่มประเดิมการแข่งขัน สนามที่ 1 เมื่อวันที่ 10 – 11 มิถุนายน ที่ผ่านมา ณ สวนสาธารณะสะพานหิน จังหวัดภูเก็ต โดยมี นายสุรศักดิ์ สุทองวัน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วย นายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายกวี ตันสุคตานนท์ รองนายกเทศมนตรีนครภูเก็ต นายวิรัช พาที ผู้อำนวยการการกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดภูเก็ต และ ผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าจังหวัดภูเก็ต ร่วมเปิดการแข่งขันท่ามกลางพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดภูเก็ต ที่ให้ความสนใจเข้าร่วมชมการแข่งขันอย่างเนืองแน่น

ผลการแข่งขัน “ไกรวุธ จันทะคำแพง” จาก “KYB SUPERCLUB RACING” โชว์ฟอร์มเยี่ยม คว้าแชมป์ “วีออส วันเมคเรซ ดิวิชั่น 1” ขณะที่ “กำพล จันทร์เพ็ญประสาน” ครองแชมป์ “วีออส วันเมคเรซ ดิวิชั่น 2” ในส่วนของทางด้าน “วีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ” “ธัญชนก เจริญสุขะวัฒนะ” สามารถประเดิมตำแหน่งแชมป์ประจำสนามแรกนี้ได้สำเร็จ รวมถึง “ธีรเวทย์ พุกพิบูลย์” ที่คว้าแชมป์รายการ “โคโรลล่า อัลติส วันเมคเรซ” และ “โสภณ ภุมรินทร์” คว้าแชมป์ในรายการ “ไฮลักซ์ รีโว่ วันเมคเรซ” ไปครองได้สำเร็จ

“วีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ”

เปิดฉากการแข่งขันเป็นรุ่นแรกกับนักแข่งสาวสวยทั้ง 10 คน กับ 20 รอบการแข่งขัน เริ่มต้นออกสตาร์ทโดย “ธัญชนก เจริญสุขะวัฒนะ” ที่ทำคะแนนได้ดีในรอบคัดเลือกและสามารถขับนำม้วนเดียวจบเข้าเส้นชัย ทำให้ประเดิมตำแหน่งแชมป์สนามจังหวัดภูเก็ตได้สำเร็จ โดยมี “กมลชนก บุญคร่ำ” ตามมาในอันดับ ที่ 2 ส่วนอันดับที่ 3 ตกเป็นของนักแข่งสาวชาวญี่ปุ่น “Rina Ito”

ผลการแข่งขัน “วีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ” สนามที่ 1

อันดับหมายเลขชื่อนักแข่งทีม
139ธัญชนก เจริญสุขะวัฒนะ
299กมลชนก บุญคร่ำ
324Rina ItoADVICS RACING TEAM CEF
491นิสาธร กุละปาลานนท์
538ทิพวรรณ ภู่ระยับ

 “วีออส วันเมคเรซ ดิวิชั่น 1 ”

“วีออส วันเมคเรซ ดิวิชั่น1” กับการแข่งขัน 22 รอบสนาม โดยแชมป์สนามแรกนี้ ตกเป็นของ “ไกรวุธ จันทะคำแพง” จากทีม“KYB SUPERCLUB RACING” ในขณะที่อันดับ 2 เป็นของ “พุทธมนต์ ธนะพาสุข” นักแข่งจาก “C FON RACING TEAM” และอันดับที่ 3 เป็นของ “จักรพันธ์ ภัทรธาดาพงษ์” จากทีม“KYB SUPERCLUB RACING”

ผลการแข่งขันรุ่น โตโยต้า วีออส ดิวิชั่น1

อันดับหมายเลขชื่อนักแข่งทีม
131ไกรวุธ จันทะคำแพงKYB SUPERCLUB RACING
296พุทธมนต์ ธนะพาสุขC FON RACING TEAM
328จักรพันธ์  ภัทรธาดาพงษ์KYB SUPERCLUB RACING
425Shohei OdaADVICS RACING TEAM CEF
543Victor Conrad Spliid Jensen

“วีออส วันเมคเรซ ดิวิชั่น 2 ”

ในขณะที่รุ่น “วีออส วันเมคเรซ ดิวิชั่น2” กับการแข่งขัน 20 รอบ มีรถร่วมเข้าแข่งขันบนจุดสตาร์ทถึง10คัน โดย ”กำพล จันทร์เพ็ญประสาน” คว้าแชมป์อันดับ1 โดยมี “รุสลี เจ๊ะอุบง”คว้าอันดับที่ 2 ในขณะที่อันดับที่3 ตกเป็นของ “Clement Leung”

ผลการแข่งขันรุ่น โตโยต้า วีออส ดิวิชั่น2

อันดับหมายเลขชื่อนักแข่งทีม
124กำพล จันทร์เพ็ญประสาน
233รุสลี เจ๊ะอุบง
339Clement Leung
466รัฐพงษ์ วัฒนาพร
588อมรเทพ มีสุข

“โคโรลล่า อัลติส วันเมคเรซ”

สนุกเร้าใจไปกับ “โคโรลล่า อัลติส วันเมคเรซ ” มีรถลงแข่งขันทั้งสิ้น 10 คัน แข่งขัน 22 รอบสนาม โดยแชมป์ตกเป็นของ “ธีรเวทย์ พุกพิบุลย์” นักแข่งอิสระ โชว์ฟอร์มสุดเฉียบ ขึ้นนำตั้งแต่ออกสตาร์ทจนจบการแข่งขัน คว้าแชมป์ไปครอง โดยมี “สุพงศ์ ขำต้นวงษ์” ตามมาในอันดับ 2 และอันดับที่ 3 ตกเป็นของ “Kentaro Chiba”

ผลการแข่งขัน “โคโรลล่า อัลติส วันเมคเรซ”

อันดับหมายเลขชื่อนักแข่งทีม
138ธีรเวทย์ พุกพิบุลย์
236สุพงศ์ ขำต้นวงษ์SIRISHIN BLAZE RACING TEAM
33Kentaro ChibaADVICS RACING TEAM TEAM
433ชนินชา ปัญญารุ่งเรือง33 AUTO เงากลการ
569โชคชัย จารุนงคราญ

“ไฮลักซ์ รีโว่ วันเมคเรซ”

ปิดท้ายด้วยรุ่นไฮไลท์ของการแข่งขันที่ทุกคนรอคอยกับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ในการแข่งขันรถกระบะทางเรียบ “ไฮลักซ์ รีโว่ วันเมคเรซ” กับเครื่องยนต์ 2,400 ซีซี บทพิสูจน์ของกระบะสายพันธุ์แกร่ง กับช่วงล่างที่หนึบและสมรรถนะที่แรงสุดขีด ที่มีรถลงแข่งขันทั้งสิ้น 10 คัน กับ 22 รอบ เริ่มต้นการแข่งขันหลังจากสัญญาณไฟออกสตาร์ทดับลง เหล่านักแข่งก็ต่างเร่งเครื่องเพื่อแย่งชิงไลน์ในการเข้าโค้งแรก ด้วยความหนึบจากช่วงล่างของไฮลักซ์ รีโว่ ทำให้ทุกคนผ่านเข้าไลน์ได้อย่างยอดเยี่ยม โดย “โสภณ ภุมรินทร์” สามารถยึดครองตำแหน่งผู้นำ พร้อมคว้าแชมป์ไปได้ในที่สุด ตามมาด้วย “ศุภชัย คงมั่น” ในอันดับที่ 2 และ “ชินวุฒิ เหล่าชินชาติ” ในอันดับ 3

ผลการแข่งขันรุ่น โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ วันเมคเรซ

อันดับหมายเลขชื่อนักแข่งทีม
136โสภณ ภุมรินทร์
210ศุภชัย คงมั่น
323ชินวุฒิ เหล่าชินชาติ
455เพิก เลิศวังพง
598ธกร โชควนิชSIRISHIN BLAZE RACING TEAM

นอกเหนือจากการแข่งขันสุดเร้าใจแล้ว กิจกรรมของ โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต 2017 ยังมีทั้งความสนุกและความบันเทิงหลากหลายรูปแบบภายใต้แนวคิด Fast Fun Fest อาทิเช่น กิจกรรมอบรมขับขี่ปลอดภัยโดย TOYOTA RACING SCHOOL / Car Performance Show การโชว์จากนักดริฟท์ดีกรีแชมป์ประเทศญี่ปุ่น / การแสดง WAKUDOKI DANCE CONTEST และ กิจกรรม MEET&GREET TOYTA RACING STAR TEAM พร้อมปิดท้ายด้วยคอนเสิร์ตสุดมันส์โดนใจวัยรุ่นจากศิลปินวง Cocktail

สนามหน้าพบกับความมันส์เต็มรูปแบบอีกครั้งที่ “ณ ริมหาดบางแสน จังหวัดชลบุรี” 1- 2 กรกฎาคม ศกนี้

“ต๊อด ปิติ” พาทีม “ทีพี12 เคซเซล” เข้าวิน บลองแปง ที่เบลเยี่ยม ซิวแชมป์ยุโรปครั้งแรก

0

ปิติ ภิรมย์ภักดี นักขับชาวไทยคว้าแชมป์โปรแอมบนแผ่นดินยุโรป หลังควงคู่ คาร์โล แวน แดม เพื่อนร่วมทีมชาวเนเธอร์แลนด์ ช่วยกันพาทีมเคซเซล เรซซิ่ง ทีพี 12 เข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่งในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบชิงแชมป์ยุโรป บล็องค์แปง จีที ซีรีส์ สปรินท์คัพ รอบควอลิฟายเรซ ที่เซอร์กิต โซลเดอร์ ในประเทศเบลเยี่ยม 

การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบจีที 3 ที่เซอร์กิต โซลเดอร์ ในประเทศเบลเยี่ยม นับเป็นสนามที่ห้าของศึกบล็องค์แปง จีที ซีรีส์ และเป็นสนามที่สามของบล็องค์แปง จีที ซีรีส์ สปรินท์คัพ ซึ่งสองนักขับจากทีมเคซเซล เรซซิ่ง ทีพี 12 ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นทั้งๆที่เพิ่งลงขับในเวทียุโรปเป็นฤดูกาลแรก

 

ประเดิมควอลิฟายเรซในรุ่นโปรแอมคัพ คาร์โล แวน แดม ที่ขับเฟอร์รารี 488 จีที 3 หมายเลข 39 ออกสตาร์ทในตำแหน่งโพลโพซิชั่นสามารถรักษาการนำของเขาเอาไว้ได้จนกระทั่งช่วงเข้าพิทมาเปลี่ยนตัวนักขับปรากฏว่า เฟอร์รารี หมายเลข 39 สะกิดกับ เบนลีย์ ทำให้เสียเวลาไปพอสมควร

จากอุบัติเหตุดังกล่าวทำให้ระยะห่างของ ปิติ ภิรมย์ภักดี ที่ลงมาขับเป็นมือที่สองลดช่องว่างลงมา และประมาณ 15 นาทีสุดท้ายจากการแข่งขันทั้งหมด 1 ชั่วโมง เคซเซล เรซซิ่ง ทีพี 12 ก็โดน อเล็กซานเดอร์ แมทชุลล์ นักขับชาวเยอรมนีในรถเฟอร์รารี 488 จีที 3 หมายเลข 333 ของทีมรินัลดี้แซงหน้าขึ้นไป

ทว่าในช่วงสองสุดท้าย นักขับชาวไทย ที่ตั้งเป้าจะคว้าแชมป์ในสนามนี้ก็สามารถแซงขึ้นมาสำเร็จก่อนควบเฟอร์รารี หมายเลข 39 เข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่งสำเร็จ โดยเฉือนชนะ เฟอร์รารีหมายเลข 333 ที่ขับโดย แมทชุลล์ และ แดเนียล คีลวิทซ์ เพียง 1.110 วินาที อันดับสาม ทีมเคซเซล เรซซิ่ง ในรถเฟอร์รารี 488 จีที 3 หมายเลข 11 ที่ขับโดย มิชาเอล โบรนิสซิวสกี และ จิอาโคโม ปิคซินี

หลังคว้าชัยชนะเรซแรกบนสังเวียนทางเรียบระดับยุโรป ปิติ ภิรมย์ภักดี นักขับชาวไทยโพสต์รูปหมวกแก๊ปอันดับหนึ่งของการแข่งขันผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว พร้อมบรรยายใต้ภาพว่า “หมวกใบนี้สำหรับพ่อ พรุ่งนี้ขออีกใบจะได้มีคู่กัน ขอบคุณสำหรับ 13,600 กว่าวันและตลอดไปครับ”

ด้าน คาร์โล แวน แดม นักขับชาวเนเธอร์แลนด์ เผยว่า “พวกเรามีความสุขมากกับความคืบหน้าที่พวกเราทำกันมาในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา พวกเราใหม่มากกับการแข่งขันในยุโรปแต่สามารถจบการแข่งขันในอันดับสองได้ ซึ่งนั่นสร้างความมั่นใจให้กับพวกเรามาก และเมื่อ ปิติ บอกกับผมว่า พวกเราจะไปคว้าชัยชนะกันที่ โซลเดอร์ นั่นทำให้ผมพร้อมเต็มที่แล้วผลการแข่งขันก็อย่างที่เห็น”

ส่วนรุ่นใหญ่ในการแข่งขันควอลิฟายเรซที่โซลเดอร์นั้น นับเป็นหนึ่งในการแข่งขันบล็องค์แปล จีที ซีรีส์ ที่ใกล้เคียงกันมากที่สุดก่อนที่ชัยชนะจะตกเป็นของทีมดับเบิ้ลยูอาร์ที ในรถออดี้ อาร์8 แอลเอ็มเอส หมายเลข 17 ที่ขับโดย โรบิน ฟรินส์ นักขับชาวเนเธอร์แลนด์ และ สจ๊วต เลียวนาร์ด นักขับจากสหราชอาณาจักร ออดี้ อาร์8 แอลเอ็มเอส ของทีมดับเบิ้ลยูอาร์ที สามารถไล่แซงขึ้นมาได้หลายคันในช่วงครึ่งหลังของการแข่งขัน ก่อนเข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่ง โดยใช้เวลาไปทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 40.964 วินาที เฉือนอันดับสองเพียง 0.798 วินาที โดยอันดับสองเป็น เมอร์เซเดส เอเอ็มจี จีที3 หมายเลข 90 ของทีมเอเคเคเอ เอเอสพี ที่ขับโดย ไมเคิ้ล เมโดวส์ และ ราฟาเอล มาร์เซียลโล ส่วนอันดับสามเป็น ออดี้ อาร์8 แอลเอ็มเอส หมายเลข 2 ของทีมดับเบิ้ลยูอาร์ที โดยรถ 5 คันแรกเข้าเส้นชัยห่างกันไม่ถึง 3 วินาทีเท่านั้น

ฝ่าฝนฟ้าคะนอง ลองของ 2 ขุมพลัง ใน “ฮอนด้า ซีอาร์-วี” ใหม่

0

ความร้อนแรงของ ฮอนด้า ซีอาร์-วี การันตีด้วยยอดจำหน่ายที่เป็นไปอย่างไหลลื่น ทะลุ 4,000 คัน หลังจากเปิดตัวเพียง 2 เดือนเศษ แน่นอนว่าอีกไม่นานตัวเลขคงพุ่งพรวด เพราะสาวกและกลุ่มเป้าหมายอีกหลายท่านกำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจ คำตอบของคุณคือรุ่นไหน ระหว่างเครื่องยนต์ เบนซิน 2.4 ลิตร หรือ ดีเซล เทอร์โบ I-DTEC 1.6 ลิตร ลองดูข้อมูลและผลทดสอบบนระยะทางกว่า 300 กม. ที่ Autoworldthailand พร้อมนำเสนอเพื่อประกอบการตัดสินใจครับ

สำหรับ ฮอนด้า ซีอาร์-วี เป็นการพัฒนาสู่เจอเนอเรชั่นที่ 5 โดยมีความหรูหรา และ แข็งแกร่ง เป็นโจทย์หลัก หากมองจากรูปลักษณ์ภายนอกคงไม่เห็นถึงความแตกต่างของรถทั้ง 2 รุ่น มิติตัวรถมากับขนาดความยาว 4,587 มม. กว้าง 1,855 มม. และ สูง 1,689 มม. ระยะฐานล้อ 2,660 มม. เมื่อนำมาเทียบกับโมเดลที่ผ่านมาจะยาวขึ้น 5 มม.กว้างขึ้น 35 มม. และสูงขึ้น 39 มม. ขณะที่ฐานล้อได้รับการขยายให้กว้างกว่าเดิมถึง 40 มม.

ด้านความโดดเด่นของรูปลักษณ์เริ่มจากดีไซน์ไฟหน้าและไฟท้ายใหม่ในแบบ LED พร้อมไฟ Daytime Running Light เสริมความแข็งแกร่งด้วยกระจังหน้าแบบพรีเมียมออกแบบเส้นสายที่เฉียบคม มาพร้อมลวดลายของล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 18 นิ้ว ทั้ง 2 รุ่น

ห้องโดยสารใช้วัสดุหุ้มเบาะนั่งและแผงข้างเป็นหนังแท้ ชูจุดเด่นของเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง ปรับเปลี่ยนการใช้งานได้หลายรูปแบบ แต่หากผู้โดยสารมีส่วนสูงประมาณ 170 ซม.ขึ้นไป อาจเป็นปัญหาในการเดินทางได้ เพราะต้องนั่งชันเข่าทำให้กล้ามเนื้อส่วนขาตึงและล้าในเวลาไม่นานนัก ถ้าจะให้ดี ยกให้เป็นที่นั่งประจำของน้องๆหนูๆ น่าจะเป็นทางออกที่สะดวกกว่า

ในส่วนของแถว 2 สามารถเลื่อนและพับเบาะนั่งเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้า/ออกเบาะนั่งแถว 3 ได้ง่ายขึ้น พร้อมติดตั้งช่องปรับอากาศไปยังผู้โดยสารแถว 2 และ 3 ทำให้กระจายความเย็นได้ทั่วถึง

ตกแต่งภายในด้วยโทนสีดำ Piano Black ผสมรวมกับลายไม้ พวงมาลัยติดตั้งระบบมัลติฟังค์ชั่น มีปุ่มควบคุมเครื่องเสียงและระบบครูสคอนโทรล

มาตรวัดมาพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ซึ่งแสดงผลฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย สามารถแสดงการทำงานของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ E-DPS รวมถึงระบบช่วยเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Monitor) ซึ่งหากระบบตรวจพบความเสี่ยงอุบัติเหตุที่เกิดจากความเหนื่อยล้า ระบบจะทำการแจ้งเตือนด้วยเสียง และสั่นไปยังพวงมาลัยเพื่อป้องกันการหลับในของผู้ขับขี่

แผงคอนโซลหน้าขนาดใหญ่ ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับดันหลังไฟฟ้า 4 ทิศทาง ติดตั้งระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ i-Dual Zone และ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay

ความแตกต่างที่ชัดเจนอยู่ในด้านของขุมพลังที่ได้รับการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม ได้แก่ เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO 4 สูบ ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตัน-เมตรที่ 2,000 รอบต่อนาที

นวัตกรรมใหม่ที่นำมาใช้ในเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นนี้คือการผสมผสานระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ซึ่งเป็นระบบเกียร์ไฟฟ้าควบคุมและสั่งการด้วยสวิตช์ (Shift by Wire) พร้อมระบบแพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัย เคลมอัตราสิ้นเปลืองไว้ที่ 18.9 กิโลเมตร/ลิตร

อีกหนึ่งรุ่นเป็นเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC 4 สูบ ให้กำลังสูงถึง 173 แรงม้าที่ 6,200 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 224 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที

สำหรับในรุ่นเครื่องยนต์เบนซินจะทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT พร้อมรองรับพลังงานทางเลือก E85 เคลมอัตราสิ้นเปลืองไว้ที่ 12.2 กิโลเมตร/ลิตร

ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ติดตั้งระบบช่วงล่างแบบอิสระ ด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังใช้มัลติลิงค์ แต่มีการปรับปรุงจุดยึดของระบบรองรับใหม่เพื่อสมรรถนะการขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น

ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ แบบ E-DPS ถือเป็นอีกหนึ่งอรรถประโยชน์ที่รถทั้ง 2 รุ่นใช้งานร่วมกัน ทำงานโดยเปลี่ยนการควบคุมระบบส่งกำลังไปยังล้อหลังด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมกับให้แรงบิดที่ล้อหลังสูงขึ้น และเพิ่มความแม่นยำของการปรับแรงบิดที่ล้อหน้าและล้อหลังอย่างสมดุล

ฟังค์ชั่นต่างๆในรถทั้งสองรุ่นถือว่าอัดแน่นเต็มระบบ ตัวชูโรงสำหรับรองรับไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม ได้แก่ ฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดอัตโนมัติแบบไฟฟ้าด้วยระบบแฮนด์ฟรี (Hands-free Power Tailgate) พร้อมควบคุมการเปิด-ปิดด้วยรีโมท หนึ่งในฟังค์ชั่นหลักที่เหนือกว่าคู่แข่งในท้องตลาด ระบบนี้สามารถกำหนดระยะความสูงของฝากระโปรงได้ตามความสะดวก และ สภาพพื้นที่ ควบคุมการทำงานโดยไม่ต้องใช้มือ เซนเซอร์ถูกติดตั้งอยู่ใต้กันชนหลัง ทำงานโดยการตรวจจับความเคลื่อนไหว สามารถเอาเท้าแกว่งเข้าไปหาเซนเซอร์ เมื่อตรวจจับการเคลื่อนไหวได้ระบบจะทำงานทันที

การใช้งานฟังค์ชั่นนี้ทุกครั้งกุญแจรถจะต้องอยู่กับตัวผู้ใช้งานเท่านั้น และจะทำงานร่วมกับระบบป้องกันการหนีบในรูปแบบ Jam Protection กรณีที่ฝาท้ายเปิดออกและกระทบสิ่งของกีดขวาง ระบบจะสั่งการให้ดีดตัวกลับอัตโนมัติ

ด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยมีให้ครบ อาทิ ระบบตรวจจับความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ (Driver Attention Monitor) ผ่านการควบคุมพวงมาลัยและแจ้งเตือนผ่านหน้าจอ TFT พร้อมการสั่นเตือนที่พวงมาลัย ระบบเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ (Agile Handling Assist) ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) และระบบ Auto Brake Hold (Automatic Brake Hold)

การทดสอบในครั้งนี้ใช้เส้นทางไปและกลับ จาก จ.ภูเก็ต สู่จ.พังงา ระยะทางจวบจนเสร็จสิ้นการทดสอบอยู่ที่ประมาณ 300 กม. มาดูกันว่าสมรรถนะและความแตกต่างของ ฮอนด้า ซีอาร์วี ทั้ง 2 รุ่น จะมีส่วนไหนที่โดนใจคุณ

เริ่มต้นทดสอบด้วยรุ่น เครื่องยนต์ i-DTEC DIESEL TURBO ในขณะที่สภาพอากาศไม่ค่อยจะเอื้อต่อการขับขี่สักเท่าไหร่ หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า เครื่องยนต์ดีเซลจะส่งเสียงดังรบกวนภายในห้องโดยสารเหมือนเครื่องยนต์ดีเซลคู่แข่งต่างแบรนด์ที่คุ้นเคยกันในเซกเมนต์ของรถพิคอัพหรือไม่ ถ้าคุณจะนำเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นนี้ไปเทียบ ผมออกตัวไว้ก่อนเลยว่าเป็นความคิดที่ผิด หากเทียบควรนำไปเทียบกับเครื่องยนต์ดีเซลที่ติดตั้งในรถยนต์จากทวีปยุโรป สิ่งสำคัญคือเสียงที่เร็ดรอดเข้ามาในห้องโดยสารนั้นน้อยมาก เพราะผู้ออกแบบได้ทำการใส่วัสดุซับเสียงทั้งที่เครื่องยนต์ และ ห้องโดยสาร คำตอบของเรื่องนี้คือ “เงียบกว่าที่หลายๆคนคิดไว้”

ขนาดความจุอันน้อยนิดเพียง 1.6 ลิตร จะสามารถพานน.ตัวกว่า 1.7 ตันไปได้ดีขนาดไหน เรื่องนี้เราได้ความกระจ่างจากตัวเลขที่แสดงบนเครื่อง P-Box ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดอัตราเร่งโดยใช้ดาวเทียมเป็นตัวประเมินผล สำหรับอัตราเร่ง 0-60 กม./ชม. ใช้เวลาไป 4.6 วินาที และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลา 10.5 วินาที ในส่วนของอัตราสิ้นเปลืองแสดงค่าบนจอ TFT อยู่ที่ประมาณ 15 กม./ลิตร ในความเร็วเฉลี่ยไม่เกิน 120 กม./ชม.

ระบบส่งกำลังนวัตกรรมใหม่ในรูปแบบของเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ซึ่งเป็นระบบเกียร์ไฟฟ้าควบคุมและสั่งการด้วยสวิตช์ (Shift by Wire) จุดเด่นอยู่ที่การเรียงเกียร์ค่อนข้างชิดส่งผลให้การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์แต่ละครั้งทำได้นุ่มนวล รูปแบบที่แตกต่างอยุ่ที่เกียร์ 5-9 ซึ่งทีมผู้ออกแบบลงความเห็นว่าเป็นช่วงเกียร์ที่ใช้งานบ่อยครั้ง ส่งผลให้ในการใช้เกียร์ช่วงจังหวะดังกล่าวทำได้อย่างต่อเนื่อง หนำซ้ำความอัจฉริยะยังมาในรูปแบบก้าวกระโดด จากเกียร์ 9 หากรอบหรือความเร็วไม่สัมพันธ์กัน ระบบจะตัดกลับมาที่เกียร์ 5 ทันที เช่นเดียวกับเกียร์ 7 หากเกิดอาการดังกล่าว สมองกลของเกียร์ก็จะสั่งการให้เปลี่ยนอัตราทดมายังเกียร์ 4 ทันทีเช่นกัน

ระบบช่วงล่างเปลี่ยนไปจาก ฮอนด้า ซีอาร์วี เจนเนอเรชั่นที่ 4 อย่างชัดเจน ทั้งด้านหน้า และ หลัง เป็นแบบอิสระ แต่ได้มีการปรับจุดยึดระบบช่วงล่างใหม่ และ ดีไซน์ชอคอัพ รวมถึงคอยสปริงให้มีการยึดเกาะถนนที่แน่นขึ้น ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ E-DPS มาเสริม ส่งผลให้มั่นใจได้กับทุกสภาพเส้นทาง

อีกหนึ่งฟังค์ชั่นที่ทำงานร่วมกับระบบช่วงล่างนั่นคือ ระบบเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ (Agile Handling Assist) หรือ AHA ทำงานด้วยการเพิ่มแรงเฉื่อยและลดกำลังของล้อด้านในโค้งเพื่อเติมเต็มสมรรถนะการยึดเกาะ ตัวช่วยนี้ได้รับการติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับ ฮอนด้า ซีอาร์วี ทั้ง 2 รุ่น

เสร็จจากการทดสอบเครื่องยนต์ i-DTEC DIESEL TURBO ถึงเวลาได้ลองสมรรถนะของเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือก และสามารถรองรับเชื้อเพลิง อี 85 รวมถึงจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติซีวีที ในด้านความจัดจ้านอาจไม่เทียบเท่ากับขุมพลังดีเซล เทอร์โบ

สำหรับการทดสอบด้วยเครื่อง P-Box แสดงค่าที่ความเร็ว 0-60 กม./ชม.ด้วยเวลา 5.6 วินาที ในส่วนอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาไป 11.3 วินาที ขณะที่อัตราสิ้นเปลืองแสดงค่าบนจอ TFT อยู่ประมาณ 11.7 กม./ลิตร ในความเร็วเฉลี่ยไม่เกิน 120 กม./ชม.

ในส่วนของเกียร์อัตโนมัติซีวีทีอาจจะทำให้ ฮอนด้า ซีอาร์วี รุ่นเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร ดูเรียบร้อยไปสักนิด เพราะเป็นระบบเกียร์ที่ไม่มีอัตราทด แต่สิ่งที่น่าสนใจอยู่ที่ระบบช่วงล่าง เพราะสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวล แต่ไม่นุ่มหนึบเหมือนรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล คำถามมีอยู่ว่า เพราะอะไร ทั้งที่เป็นชิ้นส่วนอะไหล่เดียวกัน

ในเรื่องนี้ทางหัวหน้าวิศวะกรออกแบบจากแดนซามูไรได้ไขข้อข้องใจว่าเป็นเพราะค่าเคของสปริงที่ต่างไปจากรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล เหตุจากนน.ตัวรถที่ต่างกันถึงกว่า 70 กก. ด้วยเหตุนี้จึงเป็นส่วนที่ทำให้ระบบช่วงล่างของรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร ตกเป็นรอง แต่ด้วยการช่วยเหลือของระบบ AHA และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ E-DPS ก็ทำให้การยึดเกาะถนนยังคงประสิทธิภาพ แม้จะนุ่มนวลไปสักหน่อยก็ตาม

สรุป
ผลการทดสอบรถยนต์ฮอนด้า ซีอาร์วี ทั้ง 2 รุ่น บนระยะทางประมาณ 300 กม. ซึ่งทำให้ได้ลองทั้งอัตราเร่งและสมรรถนะ เสมือนเป็นการยืนยันว่ารถเครื่องเล็กที่มาพร้อมนวัตกรรมใหม่ในรุ่นเครื่องยนต์ i-DTEC DIESEL TURBO นั้นไม่ได้ด้อยเหมือนที่หลายๆท่านคิด ทั้งยังขับขี่ได้สนุก ตอบสนองฉับไวกว่ารุ่นเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC แต่ความต่างในด้านราคาจำหน่ายที่รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร ถูกกว่าถึง 150,000 บาทเป็นอะไรที่น่าคิด ถ้าถามความคิดเห็นส่วนตัว ผมยอมที่จะเพิ่มเงินจำนวนนี้เพื่อเลือกรถที่ตอบโจทย์การใช้งานตามสไตล์ที่ตัวเองต้องการในรูปแบบเครื่องยนต์ดีเซล แต่อีกหลายท่านอาจมองว่า ในเมื่อออฟชั่นเหมือนกันแทบทุกรูปแบบ จะไปเสียเงินเพิ่มเพื่ออะไร คำตอบเหล่านี้คุณต้องตอบเองครับ

ทดสอบโดย ณัฐเทพ เผ่าจินดา

ข้อมูลเทคนิค
ผู้จัดจำหน่าย บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด โทร. 02-341-7888

ยี่ห้อ,รุ่น

HONDA CR-V DT EL 4WD

HONDA CR-V 2.4 EL 4WD

เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 16 วาล์ว DOHC I-DTECเบนซิน 4 สูบ 16 วาล์ว DOHC I-VTEC
ความจุ (ซีซี)1,5972,356
กำลังสูงสุด (แรงม้า/รตน.)160/4,000173/6,200
แรงบิดสูงสุด (กก.-ม./รตน.)35.7/2,00022.8/4,000
ระบบถ่ายทอดกำลัง (จังหวะ)อัตโนมัติ 9CVT
ขับเคลื่อน (ล้อ)4 อัตโนมัติ (REAL TIME AWD)4 อัตโนมัติ (REAL TIME AWD)
ระบบรองรับ (หน้า/หลัง)แมคเฟอร์สันสตรัท เหล็กกันโคลงมัลทิลิงค์เหล็กกันโคลง
ยาว/กว้าง/สูง (มม.)4,571/1,855/1,6674,571/1,855/1,667
น้ำหนัก (กก.)1,7421,670
ระบบห้ามล้อดิสเบรก 4 ล้อ ทำงานร่วมกับ

เอบีเอส และ อีบีดี

ดิสเบรก 4 ล้อ ทำงานร่วมกับ

เอบีเอส และ อีบีดี

ราคา (บาท)1,699,0001,549,000

 

“Volvo XC60 Dynamic Edition” รูปลักษณ์ใหม่ดีไซน์สปอร์ต มาพร้อมอัตราดอกเบี้ย 0% และฟรีบำรุงรักษา 5 ปี

0

วอลโว่” นำ XC60 เอสยูวีหรูแปลงโฉมพร้อมเติมเต็มความโฉบเฉี่ยวที่ดูสปอร์ตยิ่งขึ้น ให้ความแรงและเร็วคู่กับความมั่นใจในทุกการเดินทาง

บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ Volvo XC60 Dynamic Edition รูปโฉมใหม่สไตล์สปอร์ตใช้โทนสีดำเข้ามาตกแต่งตัวรถทั้งภายในและภายนอก พร้อมติดตั้งชุดแต่งเพิ่มสมรรถนะทั้งความแรงและความเร็ว

Volvo XC60 Dynamic Edition มากับรูปลักษณ์สไตล์สปอร์ตกแต่งภายนอกใหม่ ทั้งกันชนและกระจังหน้า พร้อมติดตั้งตราสัญลักษณ์ “Dynamic Edition” ด้านท้ายรถติดตั้งแผ่นรองใต้กันชน และ ท่อไอเสียแบบทรงกลม รวมถึงล้ออัลลอยแบบใหม่ ขนาด 18 นิ้วสีดำเงา (Leda Glossy)


เน้นการตกแต่งภายในตกแต่งภายในให้หรูหราและโฉบเฉี่ยว โดยตกแต่งด้วยสีดำ ตั้งแต่พวงมาลัยทรงสปอร์ต แผงประตู และเบาะหนัง กลางคอนโซลตกแต่งแผงด้วยอลูมิเนียม

ขุมพลังที่ใช้มาจากเครื่องยนต์ขนาด 1,969 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้าที่ 4,250 รอบต่อนาที แรงบิด: 400 นิวตันเมตรที่ 1,750 – 2,500 รอบต่อนาที ส่งวกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะพร้อมระบบเกียร์ทรอนิค (Geartronic) ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ในเวลาเพียง 8.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยในเมืองและนอกเมือง 16.4 กม./ลิตร

Volvo XC60 Dynamic Edition มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ ดำ (Onyx Black) ขาว (Ice White) และ เทา (Osmium Grey) ตั้งราคาไว้ที่ 3,179,000 บาท พร้อมข้อเสนอพิเศษ อัตราดอกเบี้ย 0% และบริการบำรุงรักษาฟรี 5 ปี

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (4 มิถุนายน 2560)

0

AUTO WORLD TV

วันอาทิตย์ที่ 4 มิถุนายน 2560
เวลา 14.30 – 15.00 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์