Home Blog Page 556

BMW M5 ซีดานทรงพลัง เครื่องยนต์ V8 Bi-turbo 4.4 ลิตร 600 แรงม้า 0-100 ใน 3.4 วินาที

0

สมรรถนะร้อนแรงด้วยเครื่องยนต์ V8 Bi-turbo 4.4 ลิตรเวอร์ชั่นที่ปรับปรุงใหม่ทำให้ BMW M5 ใหม่ที่จะเปิดตัวในงานแฟรงค์เฟริ์ตมอเตอร์โชว์ปี 2017 มีพละกำลังแรงม้าสูงถึง 600 แรงม้าระหว่างรอบเครื่องยนต์ที่ 5,600 ถึง 6,700 รอบต่อนาทีขณะที่แรงบิดสูงถึง 750 นิวตันเมตรสามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. หรือ 305 กม./ชม.

หากปลดระบบจำกัดความเร็วสูงสุดออกซึ่งพละกำลังที่ทำให้ M5 ใหม่นี้ถูกจัดว่าเป็นรถยนต์สายพันธ์ M5 ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมาถูกส่งไปยังล้อขับเคลื่อนผ่านเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 สปีดรุ่นใหม่โดยมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 4 โหมด Efficient, Sport และ Sport Plus ส่วนระบบขับเคลื่อนเป็นแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ M xDrive พร้อมโหมดการทำงานแบบ 4WD, 4WD Sport และ 2WD ขณะที่ผู้ขับขี่สามารถเพิ่มประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจมากขึ้นด้วยการยกเลิกการทำงานของระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว

การออกแบบภายนอก BMW M5 ใหม่ยังคงมีกระจังหน้าเป็นแบบไตคู่ที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของรถยนต์ BMW ส่วนไฟหน้าและแผงดิฟฟุสเซอร์ด้านล่างเป็นแบบใหม่สอดคล้องกับรถยนต์สายพันธ์ M ที่จำหน่ายอยู่ในปัจจุบันเช่น M2 ทางด้านหลังไฟท้ายใหม่, แผงดิฟฟุสเซอร์ขยายใหญ่ขึ้นส่วนปลายท่อไอเสียแบบ 4 ท่อมีให้เห็นเหมือนเดิม BMW M5 ใหม่ใช้ล้อขนาด 19 นิ้วเป็นอุปกรณ์ติดตั้งมาตรฐานโดยมีล้อขนาด 20 นิ้วเป็นข้อเสนอพิเศษเช่นเดียวกับเบรกคาร์บอนเซรามิค

ภายในห้องโดยสาร พวงมาลัย, เบาะนั่งและวัสดุหุ้มเบาะแบบใหม่ให้อารมณ์แบบสปอร์ตมากยิ่งขึ้น สำหรับพวงมาลัยและคอนโซลกลางมีการตกแต่งด้วยคาร์บอนไฟเบอร์เน้นความโดดเด่นด้วยการเดินขอบด้วยสีแดง

ทั้งนี้ราคาจำหน่ายของ M5 ใหม่ในยุโรปเริ่มต้นที่ 117,900 ยูโร เริ่มส่งมอบในฤดูใบไม้ผลิปี 2018 สำหรับ BMW M5 First Edition สีแดง BMW Individual Frozen Dark Red Metallic มีจำนวนจำกัดเพียง 400 คันเท่านั้นโดยราคาเพิ่มขึ้นจากรุ่นสแตนดาร์ด 19,500 ยูโร

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (3 กันยายน 2560)

0

AUTO WORLD TV

วันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน 2560
เวลา 11.00 – 11.30 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์

“Ferrari Portofino” ซูเปอร์คาร์หลังคาแข็ง ตัวแทน “Ferrari California T”

0

โมเดลแรกของ Ferrari California เปิดตัวมาในปี 2008 ต่อมาในปี 2014 โดยเครื่องยนต์เทอร์โบเข้ามามีบทบาทในซูเปอร์คาร์ของค่ายม้าลำพอง ทำให้มีการปรับเปลี่ยนชื่อโมเดลใหม่เป็น California T ซึ่ง T หมายถึง Turbo นั่นเอง มาในปี 2017 หน้าที่ของ California T ได้สิ้นสุดลงโดย Ferrari ได้มอบหมายให้โมเดลใหม่ Portofino เข้ามารับหน้าที่สืบสานความเป็นซูเปอร์คาร์หลังคาแข็งที่สามารถพับเก็บได้นี้แทน สำหรับชื่อ Portofino มาจากชื่อเมืองเล็ก ๆ ริมฝั่งทะเลที่มีความสวยงามมีเสน่ห์เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือในประเทศอิตาลี

Ferrari Portofino ใช้โครงสร้างใหม่ที่เบาและแข็งแกร่งกว่าที่ใช้อยู่ใน Califortnia T ซึ่งเมื่อนำมาใช่ร่วมกับเครื่องยนต์ V8 bi-turbo 3.9 ลิตร 600 แรงม้า แรงบิด 760 นิวตันเมตรทำให้สมรรถนะของ Portofino ร้อนแรงสะใจขาซิ่งมากขึ้นโดยสามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.5 วินาที ความเร็วสูงสุดที่ 320 กม./ชม.

นอกจากแชสสีย์ใหม่แล้ว Ferrari Portofino ยังมาพร้อมกับระบบ Electronic Rear Differential เจนเนอเรชั่นที่ 3 และระบบพวงมาลัยไฟฟ้าใหม่เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนและการบังคับควบคุมที่ดีเยี่ยมมากยิ่งขึ้น

ภายในห้องโดยสารมีจอดิสย์เพลย์ขนาด 10.2 นิ้วใหม่ล่าสุดของ Ferrari, พวงมาลัยที่เป็นดีไซน์ใหม่, ระบบปรับอากาศที่พัฒนาขึ้นใหม่ล่าสุด, ระบบแสดงข้อมูลผู้โดยสารและเบาะนั่งปรับได้ 18 ทิศทางด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมการปรับรูปแบบของพนักพิงหลังใหม่เพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับการวางขาของผู้โดยสารในเบาะนั่งด้านหลัง

สำหรับ Ferrari Portofino จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานแฟรงค์เฟริ์ตมอเตอร์โชว์ 2017 เดือนกันยายนนี้

“ฟอร์ด เรนเจอร์” อาสาพาไปแกร่ง พิสูจน์สมรรถนะ ลุยทางโหด โดยผู้ใช้ตัวจริง

0

ฟอร์ด ประเทศไทย จัดกิจกรรมคาราวาน “ฟอร์ด เรนเจอร์ อาสา พาไปแกร่ง” เชิญกลุ่มลูกค้าผู้ขับขี่ ฟอร์ด เรนเจอร์ ตัวจริงเดินทางไปพิสูจน์สมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดและประสิทธิภาพการใช้งานอย่างสมบุกสมบันอันเหนือชั้นของฟอร์ด เรนเจอร์ รถกระบะสายพันธุ์แกร่งที่มาพร้อมเครื่องยนต์อันทรงพลัง เพิ่มขีดสุดของสมรรถนะในการขับขี่แบบออฟโรด ตอบโจทย์การใช้งานที่สมบุกสมบันในทุกรูปแบบ

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ร่วมทดสอบขุมพลังเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร ดีเซลดูราทอร์ค ทีดีซีไอ วีจี เทอร์โบ (Duratorq TDCi VG Turbo) แบบ 5 สูบ ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 200 แรงม้าและแรงบิดสูงถึง 470 นิวตันเมตร รวมถึงประสิทธิภาพการขับขี่แบบออฟโรดอย่างเหนือชั้นจากฟอร์ด เรนเจอร์ ที่มาพร้อมการใช้งานต่างๆ ทั้งคุณสมบัติและเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อช่วยเหลือผู้ขับขี่เมื่อขับอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบออฟโรด อาทิ โหมดการตั้งค่าแบบอัตราทดต่ำ (4×4 Low) และ ระบบล็อคเฟืองท้ายแบบ Electronic Locking Rear Differential (LRD) ที่ช่วยเพิ่มพลังขับเคลื่อนให้ดียิ่งขึ้นบนพื้นผิวเฉพาะที่ขรุขระ และระบบควบคุมความเร็วขณะลงเขา (Hill Descent Control) ที่ช่วยควบคุมการขับลงเขาที่เสริมแรงเบรกในระดับความเร็วต่อเนื่อง เมื่อต้องขับลงเนินที่สูงชัน

นอกจากนั้น ฟอร์ด เรนเจอร์ ยังสามารถลุยน้ำที่มีความลึกสูงสุดถึง 800 มิลลิเมตร โดยช่วงล่างและด้านหน้ารถได้รับการออกแบบให้สามารถกระจายแรงดันจากน้ำได้อย่างดี ผู้ขับขี่จึงสามารถขับรถข้ามแอ่งน้ำใหญ่ได้อย่างไม่ต้องกังวล

วันต่อมาผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เดินทางไปทำกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ ที่เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ เช่น การปั้นลูกกระสุนด้วยดินผสมเมล็ดพันธุ์ เพื่อพลิกฟื้นและสร้างป่าที่อุดมสมบูรณ์ การสร้างฝายธรรมชาติและโป่งเทียม เพื่อคืนความชุ่มชื่นสู่ผืนป่า

หลังจบกิจกรรมอนุรักษ์ธรรมชาติ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันท่ามกลางธรรมชาติ ณ ป่าทุ่งนา เพื่อดื่มด่ำกับอาหารพื้นเมืองท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติอันสงบร่มรื่ม ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพ ตลอดระยะทางกว่า 150 กิโลเมตร ไปกลับกรุงเทพฯ – กาญจนบุรีนั้น คณะเดินทางยังได้ใช้เทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะมากมายที่ติดตั้งมากับรถฟอร์ด เรนเจอร์ อาทิ ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ ระบบการเตือนการชนด้านหน้า ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางและระบบแจ้งเตือนการขับขี่ ซึ่งได้รับการคิดค้นและพัฒนามาเพื่อมอบความปลอดภัยสูงสุด มอบความอุ่นใจบนทุกเส้นทาง

นางสาวศุภรางศุ์ อนุชปรีดา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “ฟอร์ด ประเทศไทย มีความมุ่งมั่นที่จะตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย รวมถึงการใช้งานแบบสมบุกสมบันในทุกรูปแบบ ฟอร์ด มั่นใจว่า ฟอร์ด เรนเจอร์ จะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ชับขี่ที่ชื่นชอบการขับแบบออฟโรดได้อย่างลงตัว สมกับนิยามกระบะเกิดมาแกร่ง นอกจากนี้ ฟอร์ด เรนเจอร์ ยังครบครันทั้งสมรรถนะการขับขี่ ฟังก์ชั่นเพื่อการใช้งาน และเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย”

“BMW Z4 Concept” สปอร์ตคาร์ค่ายใบพัด มาพร้อมความงดงามจากนอกจรดใน

0

BMW ปล่อยให้สาวกรถยนต์ตระกูล Z เฝ้ารอคอยการมาถึง Z เจนเนอเรชั่นใหม่อย่างยาวนานในที่สุดการรอคอยใกล้จะสิ้นสุดลงแล้วโดย BMW ได้นำ Z4 Concept ซึ่งเป็นกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการออกแบบ Z4 เจนเนอเรชั่นใหม่ที่มีกำหนดจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในปี 2018 ที่จะถึงนี้ขึ้นแท่นโชว์ความงดงามเฉียบคมทั้งภายนอกและภายในในงานแฟงค์เฟริ์ตมอเตอร์โชว์ 2017

หลังจากนำไปโชว์ให้แฟน ๆ ในสหรัฐอเมริกาได้ยลโฉมกันไปก่อนหน้านี้ในงาน Pebble Beach Concours d’ Elegance ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดย Adrian van Hooydonk, Senior Vice President BMW Group Design กล่าวถึงคอนเซปท์คาร์คันนี้ว่าจากด้านหน้าที่ดุดันทรงพลังไปจนถึงด้านหลังที่เรียบง่ายแต่แฝงด้วยรูปแบบสปอร์ตที่ชัดเจนเส้นสายเพียงไม่กี่เส้นความงดงามที่เกิดขึ้นบนพื้นผิวเพียงพอที่จะทำให้เกิดการรับรู้ได้ถึงพละกำลังและความเร้าใจ

BMW Z4 Concept ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากรถยนต์โรดสเตอร์ในอดีตที่ผ่านมาของ BMW แต่ทุกสิ่งที่มีอยู่ในคอนเซปท์คาร์คันนี้ไม่ได้เป็นอะไรที่ยึดติดกับรูปแบบย้อนยุคแต่อย่างใดเช่นการออกแบบกรอบไฟหน้าแนวตั้งที่แตกต่างไปจากกรอบไฟหน้าแนวนอนที่เป็นรูปแบบปกติทั่วไปหรือแถบคาดในกระจังหน้ารูปไตคู่ที่เปลี่ยนเป็นรูปแบบของตาข่ายที่สลับซับซ้อนสวยงามเป็นต้น

ขณะที่การออกแบบด้านหน้าให้ความรู้สึกถึงความเป็นสปอร์ตคาร์ที่ดุดันทรงพลังด้วยครีบสปอยเลอร์และช่องดักอากาศขนาดใหญ่มาก ด้านข้างมีครีบระบายอากาศพร้อมแนวเส้นด้านบนและด้านล่างที่แนวเส้นด้านบนเริ่มจากด้านบนของครีบระบายอากาศยกระดับในแนวทะแยงมุมไปจนถึงกรอบไฟท้ายส่วนแนวเส้นด้านล่างทำแนวเชื่อมต่อระหว่างด้านหลังของซุ้มล้อหน้าไปจนถึงด้านหน้าของซุ้มล้อหลัง

ห้องโดยสารภายในระหว่างที่นั่งผู้ขับขี่กับผู้โดยสารด้านหน้าให้ความรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในรถคนละคันโดยด้านผู้ขับขี่ตกแต่งด้วยโทนสีดำและเมทัลลิคที่คอนโซลหน้ามีแผงหน้าปัดดิจิตอลและจอดิสย์เพลย์ระบบอินโฟเทนเม้นท์ที่วางตำแหน่งในระดับความสูงเดียวกันและการทำมุมที่เอียงเข้าหาผู้ขับขี่ทำให้ผู้ขับขี่สามารถรับรู้ถึงรายละเอียดต่างๆ ได้อย่างชัดเจนตกแต่งด้วยโทนสีน้ำตาลเข้ากับสีส้ม Energetic Orange Frozen ของสีตัวรถด้านนอก

อย่างไรก็ตาม BMW ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดด้านวิศวกรรมของคอนเซปท์คาร์คันนี้ออกมาแต่ว่ากันว่าเมื่อขัดเกลาทุกอย่างจนเป็นที่น่าพอใจจนส่งขึ้นสายการผลิตจริงแล้ว กลุ่มเป้าหมายในสหรัฐอเมริกาจะได้รับข้อเสนอทางเลือกของขุมพลังเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ 195 และ 248 แรงม้าหรือเครื่องยนต์ 6 สูบเรียง 335 แรงม้าเช่นเดียวกับระบบส่งกำลังระหว่างเกียร์ธรรมดาหรือเกียร์อัตโนมัติ ส่วนในภาคพื้นอื่น ๆ คงต้องรอจนกว่า BMW จะเปิดเผยรายละเอียดอย่างเป็นทางการต่อไป

“ปอร์เช่ คาเยนน์ เจเนอเรชั่นที่ 3” กับการพิชิตบททดสอบในรูปแบบ “ร้อนสุดขั้ว…หนาวสุดขีด”

0

ปอร์เช่ คาเยนน์ เจเนอเรชั่นที่ 3 พร้อมแล้วสำหรับการเปิดเผยตัวตนเป็นครั้งแรก วิวัฒนาการล่าสุดของ ยนตกรรมสปอร์ต SUV สมรรถนะสูง ที่ประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมมาโดยตลอด พิสูจน์จากยอดจำหน่ายมากกว่า 760,000 คัน นับตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา ในส่วนของทายาทรุ่นใหม่นี้ ได้ผ่านขั้นตอนการทดสอบที่เต็มไปด้วยกรรมวิธีอันสลับซับซ้อนและเปี่ยมไปด้วยความท้าทายในทุกศักยภาพจนถึงขีดสุด ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบใช้งานจริงภายใต้สภาพแวดล้อมแสนหฤโหดในพื้นที่ต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและชื่อเสียงของ SUV สายพันธุ์แกร่งตามบรรทัดฐานระดับสูงสุดของปอร์เช่ พร้อมเผชิญแม้สภาวะอากาศที่มีอุณหภูมิตั้งแต่ -45 องศา จนถึง 50 องศา คาเยนน์รุ่น prototypes และรุ่นทดสอบ สามารถผ่านการใช้งานจริงด้วยระยะทางรวมทั้งหมดกว่า 4.4 ล้าน กิโลเมตร

ปอร์เช่ พร้อมฉลองการเปิดตัว คาเยนน์รุ่นใหม่ล่าสุด ครั้งแรกของโลกในวันที่ 29 สิงหาคม 2560 ทั้งนี้รถยนต์รุ่นดังกล่าวได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่อย่างสมบูรณ์แบบในทุกด้าน ทั้งในแง่ของการขับขี่และระบบตัวถัง รวมทั้งแนวคิดในการควบคุมและแสดงผลการทำงานซึ่งได้รับการออกแบบขึ้นใหม่โดยยึดหลักปรัชญาในการเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดไม่ว่าจะเป็นสมรรถนะสไตล์สปอร์ตและอรรถประโยชน์ในการใช้งานอย่างสะดวกสบาย

วัตถุประสงค์หลักของกระบวนการทดสอบอันแสนพิถีพิถันละเอียดถี่ถ้วนดังกล่าว เพื่อเสริมสร้างให้เกิดดุลยภาพชั้นเลิศระหว่างองค์ประกอบทั้งหมดที่รวบรวมขึ้นเป็นรถยนต์ ทั้งนี้อุปกรณ์บางส่วนได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อติดตั้งลงใน คาเยนน์ โดยเฉพาะโครงการพัฒนา คาเยนน์ เจเนอเรชั่นล่าสุดเป็นการภายในด้วยสมญานามว่า E3 ย้อนกลับไปยังจุดกำเนิดของภารกิจที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสำคัญครั้งนี้ เมื่อปี 2014 ในวันที่รถต้นแบบได้รับการสร้างขึ้น จนต่อเนื่องมาเป็นโปรโตไทป์และรถทดสอบก่อนการผลิต นอกเหนือจากโปรแกรมการจำลองสถานการณ์ที่ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มความแม่นยำ การวิ่งทดสอบบนเส้นทางจริงยังคงมีความหมายและทรงคุณค่าต่อปอร์เช่อยู่เสมอ แน่นอนว่ากระบวนการดังกล่าวคือบททดสอบสุดท้ายที่ยนตกรรมรุ่นใหม่ ทุกคันจากบริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตสัญชาติเยอรมัน จะต้องฟันฝ่าไปให้ได้เสียก่อนที่จะได้รับการอนุมัติขึ้นสายการผลิต

ขั้นตอนการทดสอบอย่างเต็มรูปแบบ ถูกนำมาใช้ในลักษณะของการผสมผสานระหว่างการวัดผลการตอบสนองของชิ้นส่วนแต่ละชิ้น พร้อมกับการทดสอบเสถียรภาพการทำงานและคำนึงถึงอรรถประโยชน์ที่รองรับการใช้งานของผู้ขับขี่เป็นหลัก จุดมุ่งหมายที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความมั่นใจในคุณภาพสูงสุดตามมาตรฐานเฉพาะของปอร์เช่

นอกเหนือจากนั้น การทดสอบดังกล่าวยังรวมไปถึงการตรวจวัดความทนทานระยะยาวของชิ้นส่วนด้วยเครื่องมือ Hydro-puls อุปกรณ์ทดสอบด้วยระบบไฮดรอลิก ทำหน้าที่สร้างแรงสั่นสะเทือนเสมือนให้เกิดขึ้นกับแชสซีสและโครงสร้างตัวถังของรถยนต์ ขอบข่ายของการทดสอบสามารถเปรียบเทียบได้กับการทำงานในสถานการณ์จริงของรถยนต์ที่วิ่งบนท้องถนนปกติและเส้นทาง offroad ปอร์เช่ได้ใช้กรรมวิธีการทดสอบดังกล่าวภายในศูนย์พัฒนา Weissach Development Centre โดยเป็นการทดสอบความแข็งแกร่งทั้งภายในและภายนอกสถานที่ รถยนต์จะถูกกำหนดให้อยู่ภายใต้สถานการณ์จำลองที่สุดแสนทรหด แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการขับขี่จริงในชีวิตประจำวันของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในสภาพการจราจรหนาแน่นของเขต เมืองใหญ่ เส้นทางทุรกันดารในชนบท หรือแม้แต่ถนนความเร็วสูงบนมอเตอร์เวย์ รถยนต์ต้องวิ่งระหว่างการทดสอบเป็นระยะทางรวมมากกว่า 240,000 กิโลเมตร ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น


เพื่อการจำลองสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยแรงกดดันจนถึงขีดสุด รถยนต์ต้นแบบอันเป็นตัวแทนของ คาเยนน์ รุ่นใหม่ทุกคันจะต้องผ่านการทดสอบในสถานที่ต่างๆ รอบโลก และที่จะขาดไปเสียไม่ได้สำหรับยนตกรรมสายพันธุ์สปอร์ตจากปอร์เช่ ทุกคันคือการวิ่งทดสอบบนสนามแข่งความเร็วสูง: ในประเทศเยอรมัน Hockenheimring และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานที่อันเป็นตำนานแห่งโลกความเร็วอย่าง Nürburgring-Nordschleife คือสนามที่ถูกใช้ในการทดสอบ สำหรับประเทศอิตาลี รถทดสอบจะต้องได้รับการทดลองอย่างหนักหน่วงและยาวนานบนเส้นทางวิ่งความเร็วสูงที่มีระยะทาง 12.6 กิโลเมตรของสนาม Nardò อุปกรณ์ตรวจวัด เซนเซอร์ และเครื่องมืออิเล็คทรอนิกส์สารพัดชนิด รับหน้าที่ในการพิสูจน์คุณภาพและเสถียรภาพของรถยนต์ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ตั้งแต่ 50 องศาเซลเซียสในทะเลทรายซึ่งเป็นอาณาบริเวณของดูไบ (สหรัฐอาหรับเอมิเรต) หน้าผาสูงชันซึ่งปกคลุมด้วยฝุ่นควันใน Death Valley (สหรัฐอเมริกา) รวมทั้งความหนาวยะเยือกที่ระดับอุณหภูมิติดลบ 45 องศาเซลเซียส บนพื้นน้ำแข็งและหิมะกว้างใหญ่สุดสายตาใน อลาสก้า (สหรัฐอเมริกา)


ปอร์เช่ คาเยนน์ เจเนอเรชั่นที่ 3 พร้อมรับมือกับสภาพการจราจรและการขับขี่ที่ต้องเคลื่อนตัวสลับกับการหยุดนิ่งตลอดเวลาท่ามกลางอากาศร้อนจัดและเต็มไปด้วยความชื้นของเมืองใหญ่ในประเทศจีน พุ่งทะยานไปบนสนามทดสอบระดับโลกในประเทศสวีเดน ฟินแลนด์ และสเปน บุกตะลุยทุกหนทาง offroad ทั่วทั้ง แอฟฟริกาใต้ ญี่ปุ่นและนิวซีแลนด์ ทั้งหมดนี้คือบททดสอบความแข็งแกร่งเพื่อให้ได้มาซึ่งที่สุดของยนตกรรมสปอร์ต SUV จากปอร์เช่

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (27 สิงหาคม 2560)

0

AUTO WORLD TV

วันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม 2560
เวลา 11.00 – 11.30 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (20 สิงหาคม 2560)

0

AUTO WORLD TV

วันอาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม 2560
เวลา 11.00 – 11.30 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์

“ทาทา ซีนอน” ผ่านบทพิสูจน์ความแกร่ง คว้าอันดับ 3 ประเภททีม ศึก “เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2017”

0

“ทาทา มอเตอร์ส ทีม ไทยแลนด์” ควบ ทาทา ซีนอน 150NX-PLORE 4WD 2 คัน ฝ่าศึกสุดโหด ใน “เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2017” พร้อมคว้ารางวัลอันดับ 3 ประเภททีมได้สำเร็จอีกครั้ง เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่ตอกย้ำความแข็งแกร่ง ทนทานของรถกระบะ ทาทา ซีนอน

ทาทา มอเตอร์ส ทีม ไทยแลนด์ ภายใต้การสนับสนุนของ บริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด สร้างผลงานคว้ารางวัลอันดับ 3 ประเภททีม (Team Award) ในคลาส T1D ศึก เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2017 (AXCR 2017) รายการแข่งขันรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ครอสคันทรี แรลลี่นานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยใช้เส้นทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา-กาญจนบุรี-นครสวรรค์-เพชรบูรณ์-ปากช่อง และสิ้นสุดการแข่งขันที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมระยะทางทั้งสิ้นกว่า 2,000 กิโลเมตร

ทาทา มอเตอร์ส ทีม ไทยแลนด์ เคยคว้ารางวัลอันดับ 3 ประเภททีม ในการแข่งขันรายการนี้เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา และในปีนี้ ราชัน ไตรรัตน์ ที่ขับรถกระบะทาทา ซีนอน หมายเลข 114 พร้อมบุตรชาย ศิณพพงศ์ ไตรรัตน์ ในรถหมายเลข 121 สร้างทีม และพัฒนาผลงานได้ดีขึ้น จากการจบการแข่งขันด้วยอันดับ 7 ของประเภทเดี่ยว คลาส T1D

ราชัน ไตรรัตน์ กล่าวถึงการแข่งขันในปีนี้ว่า “ในปีนี้เรามีความพร้อม มีการเตรียมตัวเตรียมทีมที่ดี และเราค่อนข้างพอใจกับผลของการแข่งขัน แม้อันดับและรางวัลจะเหมือนกับปีที่ผ่านมา แต่ผลงานโดยรวมถือว่าเราพัฒนาขึ้น และผมขอขอบคุณในความตั้งใจทุ่มเทของทั้งนักแข่ง ทีมนำทาง ทีมงานที่เกี่ยวข้องทุกคน รวมทั้ง บริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ที่ให้การสนับสนุนและกำลังใจตลอดการแข่งขัน ขอขอบคุณ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ที่สนับสนุนการแข่งขัน และจากผลงานรวมถึงพัฒนาการด้านต่างๆ ในปีนี้ ทำให้เราเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถทำผลงานได้ดียิ่งขึ้นในปีหน้า”

ในการแข่งขัน ทาทา มอเตอร์ส ทีม ไทยแลนด์ ใช้รถกระบะ ทาทา ซีนอน 150NX-PLORE 4WD ลงสนาม ซึ่งเป็นรถที่ใช้เครื่องยนต์ และชิ้นส่วนมาตรฐานที่จำหน่ายอยู่ในตลาดเกือบทั้งหมด ปรับแต่งเพียงโครงสร้างด้านความปลอดภัยของรถแข่งตามกฎของสมาพันธ์รถยนต์นานาชาติ (FIA)

ด้าน นายซานเจย์ มิชรา กรรมการผู้จัดการบริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงความสำเร็จของ ทาทา มอเตอร์ส ทีม ไทยแลนด์ ในครั้งนี้ว่า “ก่อนอื่นผมขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จของทีมในครั้งนี้ ซึ่งเป็นอีกครั้งที่แสดงให้เห็นถึงสมรรถนะด้านต่างๆ ของรถกระบะทาทา ซีนอน แม้ว่าเราจะใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตร ซึ่งมีขนาดเล็กสุดในกลุ่มของ T1D ยังสามารถต่อสู้ในการแข่งขันกับรถกระบะรุ่นอื่นๆ ที่ใช้เครื่องยนต์ใหญ่กว่าเรามากได้อย่างสูสี และด้วยความโหดของสนามแข่งขันแรลลี่กับการต้องใช้งานรถอย่างหนักหน่วงตลอดระยะเวลา 7 วัน แสดงให้เห็นถึง ประสิทธิภาพความแข็งแกร่งทนทานของตัวรถ ความสะดวกรวดเร็วในการแก้ปัญหาต่างๆ ในเวลาอันจำกัด ที่ทำให้รถแข่งทั้ง 2 คัน สามารถจบการแข่งขันนี้ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าพอใจแล้ว แต่ทีมเรายังประสบความสำเร็จด้วยการคว้าอันดับ 3 ประเภททีมมาครองได้อีกครั้งด้วย จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง”

สำหรับการแข่งขันรถยนต์ เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ เป็นการแข่งขันที่ได้รับการรับรองโดยราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ร.ย.ส.ท.) อีกทั้งรายการนี้ยังอยู่ในการควบคุมของสมาพันธ์รถยนต์นานาชาติ (FIA) และสมาพันธ์กีฬาแข่งรถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย

“อีซูซุคาราวานสัญจร 2017” พาเที่ยวเส้นทาง Unseen กัมพูชา

0

กลุ่มอีซูซุ โดยบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด จัด “อีซูซุคาราวานสัญจร” ประจำปี 2560 “เที่ยวดี ทำดี…ฉลอง 60 ปีอีซูซุ” เส้นทางต่างประเทศ : ไทย (จันทบุรี) – กำปอต – สีหนุวิลล์ สนับสนุนนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศของรัฐบาล รวมถึงการเดินทางโดยรถยนต์สู่ประเทศเพื่อนบ้าน เก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างแดน พร้อมชมวิถีชีวิตและซึบซับวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวกัมพูชา โดยมีสมาชิกประชาคมอีซูซุให้ความสนใจเดินทางจากทั่วประเทศมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง รับฟังการบรรยายสรุปจากคุณพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ผู้อำนวยการจัดคาราวาน พร้อมลุ้นรับรางวัลมากมายจากอีซูซุ ก่อนเข้าพักผ่อนเพื่อต้อนรับการเดินทางไกลที่จะมาถึง ณ โรงแรมแซนด์ ดูนส์ เจ้าหลาว บีช รีสอร์ท จังหวัดจันทบุรี

สมาชิกประชาคมอีซูซุพร้อมพาหนะคู่ใจรวมตัวอีกครั้ง ณ บริษัท ประชากิจมอเตอร์เซลส์ จำกัด สำนักงานใหญ่ จังหวัดจันทบุรี โดยมี มร. เรียวตะ อิมาอิ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายขายดีลเลอร์ บี บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด และ ดร.กานต์เปรมปรีด์ ชิตานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี พร้อมด้วยคุณเกตน์สิรี สมบูรณ์ศิลป์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานระยอง ร่วมให้การต้อนรับและตีธงปล่อยขบวนอีซูซุคาราวานสัญจรทั้ง 21 คัน มุ่งสู่จังหวัดตราด ใช้เวลา 2 ชั่วโมงบนถนนหลวงหมายเลข 3 มุ่งสู่ “ด่านบ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด” เพื่อทำพิธีการผ่านแดนสู่เกาะกง ประเทศกัมพูชาอย่างราบรื่น อิ่มหน่ำกับอาหารกลางวันมื้อแรกในแบบกัมพูชา ณ ห้องอาหารของ “โรงแรมเกาะกงรีสอร์ท”



ออกเดินทางกันต่อแบบยาวๆ ตลอดบ่าย บนเส้นทางกว่า 264 กิโลเมตร กับประสบการณ์การจราจรในแบบกัมพูชา เริ่มจากการขับรถชิดขวา สวนทางกับรถรามากมายทั้งรถเล็กและรถใหญ่ ผ่านหลุมบ่อขนาดใหญ่ที่เกิดจากการซ่อมถนน สายฝนที่โปรยปรายเป็นระยะๆ รวมทั้งเส้นทางปราบเซียน 30 กิโลเมตรสุดท้ายที่แคบและลาดชัน ขึ้นและลงตามไหล่เขา แต่ด้วยสมรรถนะอันสุดยอดของรถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์ บลูเพาเวอร์” และรถอเนกประสงค์ “อีซูซุมิว-เอ็กซ์” ทำให้ขบวนรถทุกคันผ่านพ้นทุกๆ อุปสรรคต่างๆ มาได้สบายๆ ถึงจุดหมายปลายทาง “โบโกร์ ไฮแลนด์” ณ โรงแรมทานซัว โบโกร์ ไฮแลนด์ รีสอร์ท (Thansur Bokor Highland Resort) อย่างภาคภูมิใจ


เช้าอันสดใสกับอากาศที่เย็นสบายท่ามกลางเมฆหมอกลอยต่ำตลอดเส้นทางกับการท่องเที่ยว “โบโกร์ ไฮแลนด์” สถานที่ท่องเที่ยวเก่าแก่ที่สุดของกำปอต ห่างจากใจกลางเมืองกำปอตประมาณ 10 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติมณีวงศ์ มีความสูง 1,080 เมตรจากระดับน้ำทะเล สมาชิกประชาคมอีซูซุแวะเยี่ยมเยือนสถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรก “โบสถ์คาทอลิก” (Old Catholic Church) โบสถ์เก่าแก่ที่สร้างขึ้นโดยชาวฝรั่งเศสในสมัยที่เข้ามาขยายอาณานิคมในกัมพูชา ตัวอาคารถูกปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำสีแดง ดูมีเสน่ห์ ด้านหลังโบสถ์ซึ่งเคยเป็นฐานป้อมปืนใหญ่ ปัจจุบันเป็นจุดชมวิวยอดฮิตที่สามารถมองเห็นวิวพาโนราม่าโดยรอบ ท่ามกลางความสดชื่นและสูดออกซิเจนได้เต็มปอด

ห่างออกไปเพียงเล็กน้อย เป็นที่ตั้งของ “วัดสัมเปาปรัม” (Sampov Pram Temple) หรือวัดสำเภาห้า ตั้งอยู่บนจุดสูงที่สุดของโบโกร์ ไฮแลนด์ เป็นวัดเก่าแก่ของชาวกัมพูชาสำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา สมาชิกได้สักการะพระพุทธรูปภายในโบสถ์และทำบุญร่วมกัน ก่อนแยกย้ายกันถ่ายภาพเซลฟี่บริเวณด้านหลังของวัดที่มองเห็นน้ำทะเลสีฟ้าใสและผืนป่าเขียวขจีที่ล้อมรอบอยู่

ต่อด้วยการเข้าสัมผัสความสดชื่นที่ “น้ำตกโปป๊กวิล” (Popokwil Waterfall) ซึ่งมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาโบโกร์ สมาชิกต่างเพลิดเพลินกับน้ำตกใส เย็นสบาย ชื่นใจกันถ้วนหน้า ปิดท้ายด้วยการสักการะ “อนุสาวรีย์ยายมาว” (Lok Yeay Mao Monument) อนุสรณ์สถานที่มีตำนานเล่าขานมาอย่างยาวนาน ซึ่งชาวกัมพูชาให้การยอมรับและเลื่อมใสศรัทธาในความเชื่อเรื่องการขอพรให้เดินทางด้วยความปลอดภัย ดังนั้นประชาชนตามแนวชายฝั่งและนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปมา มักหยุดรถเพื่อสักการะอยู่เสมอ สมาชิกคาราวานอีซูซุก็เช่นกัน ต่างภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสสักการะยายมาวอันเลื่องลือ พร้อมสนุกสนานกับการถ่ายภาพร่วมกันโดยมีสายหมอกบางๆ ลอยผ่านตลอดเวลา ก่อนอำลาลงจากเทือกเขาโบโกร์เพื่อรับประทานอาหารกลางวันกันที่ “ร้านอาหารตาอัว” (Ta Eou Restaurant)

ช่วงบ่ายตะลุยเส้นทางออกจากเมืองกำปอต ระยะทาง 106 กิโลเมตร สู่ “เมืองสีหนุวิลล์” หรือชื่อเดิม “กำปงโสม” เมืองพักตากอากาศชายทะเลอันมีชื่อเสียงของกัมพูชา เข้าพัก ณ “โรงแรมสุขะ บีช รีสอร์ท” (Sokha Beach Resort) โรงแรมสุดหรูริมชายหาดที่ทอดยาวสุดสายตา สัมผัสเม็ดทรายเล็กละเอียดและน้ำทะเลใสที่ยังคงความเป็นธรรมชาติท่ามกลางแดดอ่อนๆ ก่อนเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรอง พร้อมเผยความประทับใจของสมาชิกกับคาราวานอีซูซุสัญจรในครั้งนี้

สมาชิกรถอีซูซุหมายเลข 06 คุณวุฒิ หลวงพิทักษ์ คุณลุงที่พกอารมณ์ขันมาตลอดทาง บอกว่า “มากัน 4 คนครับ เป็นครั้งแรกที่ได้มาเที่ยวกัมพูชาครับ สถานที่เที่ยวสวย เส้นทางก็ดี มากับอีซูซุทุกครั้ง มีความสุขทุกครั้ง”


สมาชิกรถอีซูซุหมายเลข 07 คุณวาทินี เซอร์นา พลขับสาว กล่าวว่า “มากัน 4 พี่น้องหญิงล้วนกับ 1 หลานชาย ขับมากับขบวนคาราวานอีซูซุแบบสบายๆ เพราะชอบขับรถทางไกลอยู่แล้ว อยากชวนเพื่อนๆ มาร่วมท่องเที่ยวคาราวานอีซูซุด้วยกัน สนุกดีค่ะ”


สมาชิกรถอีซูซุหมายเลข 10 คุณชลวิทย์ จิรประภากร ครั้งแรกกับคาราวานสัญจรอีซูซุ บอกความประทับใจว่า “อยากขับท่องเที่ยวแบบคาราวานไปแถบประเทศเพื่อนบ้านมานานแล้ว เลือกที่จะมากับอีซูซุครับ จึงซื้อรถอีซูซุมิว-เอ็กซ์ เพื่อมาร่วมคาราวานโดยเฉพาะเลย เป็นการฝึกขับรถในต่างแดนไปในตัว ประทับใจทั้งเส้นทางและสมรรถนะการขับขี่ของอีซูซุมากๆ ครับ”


สมาชิกรถอีซูซุหมายเลข 11 คุณสุวิทย์ เชี่ยวนาวิน เผยว่า “ผมประทับใจสีหนุวิลล์ ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศชายทะเลที่สวยงามมาก การมาเที่ยวครั้งนี้สำคัญตรงที่ได้มีโอกาสพาคุณพ่อมาฉลองอายุครบ 100 ปีที่กัมพูชาด้วย ได้พาท่านมาเยือนสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามในขณะที่ท่านยังแข็งแรง ซึ่งคุณพ่อก็ชอบมาก และยิ้มแย้มตลอดการเดินทางเลยครับ”


สมาชิกรถอีซูซุหมายเลข 14 คุณจำรัส สุมาลี กล่าวว่า “ผมชอบขับรถเที่ยวครับ พาลูกสาวคือน้องข้าวหอมมาคาราวานอีซูซุเป็นครั้งแรก อยากปลูกฝังไลฟ์สไตล์แบบนี้ให้น้องครับ” น้องข้าวหอมเสริมว่า “นั่งรถเที่ยวแล้วได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้านของกัมพูชา ได้เห็นธรรมชาติข้างทาง เพลินดีคะ”