Home Blog Page 557

Volvo V40 T5 R-Limited แรงได้อย่างสบายใจ

0
จากวันวานของสโลแกน “ทุกชีวิตปลอดภัยในวอลโว่” ถูกเพิ่มเติมด้วยคำว่า “แรงเกินพิกัดแต่ไร้ซึ่งมลภาวะ” เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค โดยไม่ทิ้งจุดยืนและความมุ่งมั่นในการผลิตรถยนต์ ส่งผลให้วันนี้เราได้เห็นของใหม่ที่ไม่ใช่เพียงความปอลดภัยเท่านั้น แต่ยังเต็มเปี่ยมด้วยพละกำลังที่มากล้นในโมเดลต่างๆ

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ คือ  Volvo V40 T5 R-Limited โมเดลนี้ได้รับการปรุงแต่งอย่างพิเศษ ทั้งภายนอกและภายใน รวมถึงพละกำลังที่ได้รับการโมดิฟายเพิ่มขึ้นจากสำนักแต่ง Polestar ทั้งหมดนี้ทำให้เราได้ยลโฉมความแปลกใหม่ในรูปลักษณ์ภายนอก และพละกำลังที่เพิ่มขึ้นเป็น 245 แรงม้า ในราคาเพียง 1,999,000 บาท ซึ่งคุณเป็นเจ้าของได้อย่างสบายใจที่สุด ในความพิเศษนี้มีเพียง 28 คันเท่านั้น

เราได้นำความพิเศษของ V40 T5 R-Limited มานำเสนอกับผู้อ่านโดยเฉพาะ โดยทั้งหมดนี้จะเป็นจริงตามรายละเอียดหรือไม่ และความร้อนแรงของสมรรถนะเครื่องยนต์จะเป็นเช่นไร คำตอบอยู่ที่การทดสอบในครั้งนี้

V40 T5 R-Limited แตกต่างจากรุ่นปกติด้วยแผงกันกระแทกสีดำใต้กันชนหลัง พร้อมท่อไอเสียแบบคู่ ล้ออะลูมิเนียม Midir 7.5×18 นิ้ว Diamond Cut สีดำมันวาวขนาด 225/40 R18 ชุดฝาครอบกระจกมองข้างสีดำ สติ๊กเกอร์ข้ารถลายสปอร์ต สีภายนอกเป็นสีขาว ice white และติดสัญลักษณ์ R-Limited รวมถึงโลโก้ของ Polestar ด้วย ส่วนภายในเสริมด้วยแป้นคันเร่งแบบสปอร์ต และให้คุณเชื่อมต่อกับโลกอินเตอร์เนตแบบไม่ขาดตอนด้วย Sensus Connect เปลี่ยนเป็นระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดพร้อมสปอร์ตโหมด และ Paddle Shift สุดท้ายกับใบการันตีความพิเศษนี้อีกด้วย

เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร ที่เคยมีกำลัง 220 แรงม้า ถูกเปลี่ยนเป็น 245 แรงม้า คุณคิดว่าไงครับ พละกำลังที่เพิ่มขึ้นย่อมทำอะไรได้ดีขึ้น เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เราได้ยินบ่อยครั้ง แต่สำหรับคันนี้ต้องบอกว่าพิเศษจริงๆ เพราะร้อนแรงได้ใจตั้งแต่เริ่มต้นเลยทีเดียว กดคันเร่งแต่ละครั้งเหมือนโดนแรงผลักอย่างรุนแรง เป็นการจัดเต็มที่เร้าใจอย่างมาก รุนแรงตั้งแต่เริ่มต้นออกตัวเลยทีเดียว และในรอบปลายยังให้คุณได้ร้อนแรงอย่างไม่ลดทอนอีกด้วย เรียกว่าครบสูตรความแรงเกินพิกัดจริงๆ ทำให้คุณเร่งแซงคันหน้าได้อย่างสบายและหายห่วง

ทั้งหมดนี้ทำให้คุณกดคันเร่งได้ตลอดเวลาเมื่ออยากเร่งแซง ซึ่งเครื่องยนต์ตอบสนองอย่างทันใจโดยไม่รอช้า นับเป็นการสั่งงานที่รอรับผลงานได้เลย ไม่เพียงเท่านั้นเสียงเครื่องยนต์ที่คำรามอย่างดุดัน แสดงความแข็งแกร่งให้ได้เห็นตลอดเวลาในการขับขี่ เมื่อรวมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ซึ่งทำงานได้ค่อนข้างชัดเจนและแม่นยำ ทำให้ทุกการเร่งแซงหรือเปลี่ยนจังหวะ จากรุกเป็นรับทำได้อย่างแน่นอน ส่งผลให้ทุกอย่างเป็นเรื่องที่ดี จึงเป็นอะไรที่ไม่ธรรมดาในการขับขี่อย่างแท้จริง

พละกำลังที่ค่อนข้างพิเศษนี้ คุณสามารถควบคุมได้ตามอารมณ์ เพราะมีโหมดให้คุณเลือกใช้งานตามสภาวะการณ์ต่างๆ ตั้งแต่โหมด Elegance ซึ่งหน้าจอจะแสดงผลเป็นสีดำ เป็นโหมดการขับขี่แบบทั่วไป ส่วนโหมด Eco จอแสดงผลด้วยโทนสีเขียว เพื่อช่วยให้คุณประหยัดมากขึ้น และหากต้องการความร้อนแรง จัดไปด้วยโหมด Performance จอแสดงผลจะเป็นสีแดง กระตุ้นต่อมอดรีนาลีนคุณให้เพิ่มขึ้นได้แน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นยังมี Paddle Shift ที่หลังพวงมาลัย ช่วยให้คุณปรับเปลี่ยนเกียร์ได้ง่ายและปลอดภัยมากขึ้น

ช่วงล่างจัดเต็มในเรื่องของอารมณ์สปอร์ต เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพียงแต่การดูดซับแรงสะเทือน อาจจะทำงานไม่ประทับใจในความเร็วต่ำ เพราะยังมีความกระด้างที่สะเทือนให้ได้รู้สึก แต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่สาระสำคัญของสิ่งที่เกิดขึ้น นั่นคือความไว้ใจได้ในการเกาะถนน โดยเฉพาะในช่วงของการเข้าโค้ง รถคันนี้ทำได้อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพจริงๆ

เมื่อรวมถึงความแม่นยำของพวงมาลัย เป็นอะไรที่ช่วยให้การขับขี่ง่ายและสะดวกขึ้น เพราะการปรับตัวของระบบพวงมาลัย จะเป็นไปตามหมวดการขับขี่ของแต่ละคน จะเร็วหรือเข้าโค้งหนักแน่น ทุกอย่างมีความสบายและแน่นอนในการควบคุม เพียงแต่ความเร็วต่ำอาจไม่คล่องตัวเท่าที่ควร ทำให้จังหวะการเปลี่ยนเลนหรือถอยรถเข้าจอด เป็นเรื่องที่ต้องออกแรงเพิ่มอีกสักนิด

เพียง 28 คันเท่านั้นสำหรับความพิเศษครั้งนี้ ซึ่งจะทำให้คุณแตกต่างจากคนอื่นอย่างชัดเจน และสร้างความร้อนแรงให้กับชีวิตได้อย่างเร้าใจเป็นที่สุด หากคุณได้ขับขี่ Volvo V40 T5 R-Limited คันนี้

 

Nissan X-Trail 2.0 Hybrid เพิ่มทางเลือก เปิดทางประหยัด กับสมรรถนะที่สูงขึ้น

0
เมื่อเครื่องยนต์ 2.0 เดิม ได้รับการปรุงแต่งให้ทำงานประสานสัมพันธ์กับมอเตอร์ไฟฟ้า จึงเป็นอะไรที่ดูน่าใช้ขึ้นกว่าเดิม แต่ด้วยความที่เป็นรถยนต์อเนกประสงค์พันธุ์แท้ ในราคาที่สมเหตุสมผล ทำให้ X-Trail เป็นหนึ่งในรถคลาส SUV น่าใช้และน่าสนใจ มันเป็นยานยนต์ที่ขับง่าย ไม่ว่าจะเป็นขุมพลังของเครื่องยนต์ ภายในที่ผ่านการออกแบบมาอย่างดี อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ใช้งานง่าย และเมื่อ X-Trail ถูกนำมาทำงานแบบลูกผสมในราคาที่ต้องร้อง ว้าว … มันจึงเป็นอะไรที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

ในความเป็นรถยนต์แบบไฮบริด ที่ค่ายนิสสันเคลมว่า เจ้า X-Trail Hybrid คันนี้มันเป็น Hybrid SUV ที่ล้ำสายพันธุ์ญี่ปุ่น และยังแรงเต็มสมรรถนะที่ให้พลังที่ดีเยี่ยม แม้ว่าจะเป็นเพียงเครื่องยนต์ 2.0 กับพละกำลังสูงสุด 144 แรงม้า แต่เมื่อมารวมเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Synchronous Electric Motor ที่ให้กำลังสูงสุด 41 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 160 นิวตัน-เมตรเมื่อมันทำงานร่วมกันแล้วสามารถที่จะถ่ายทอดกำลังสูงสุดได้มากถึง 179 แรงม้ากันเลยทีเดียว โดยที่มอเตอร์ไฟฟ้าตัวนี้จะทำงานผ่านแบตเตอรี่ไฮบริดแบบ Li-ion ที่ให้แรงดันไฟฟ้า 202 โวลต์ และความจุไฟฟ้า 887 วัตต์-ชั่วโมง

เป็นเรื่องธรรมดาของรถในระบบไฮบริด ที่เมื่อทำการสตาร์ทติดเครื่องยนต์จะให้เสียงที่เงียบ และเมื่อเหยียบคันเร่งลงไปการถ่ายทอดพละกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าจะปรับเปลี่ยนไปที่เครื่องยนต์ พละกำลังและอัตราเร่งของเจ้า X-Trail Hybrid คันนี้สามารถตอบสนองต่อการขับขี่ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ All Mode 4×4-i ที่สามารถจะเลือกระบบการขับเคลื่อนได้ 3 รูปแบบ ด้วยสวิตช์แบบโรเตอร์ ที่ตอบสนองได้ฉับไว ผ่านการส่งกำลังด้วยเกียร์ XTRONIC CVT พร้อมระบบ Manual Mode 7 สปีด

ในความเป็นอัจฉริยะของความเป็นไฮบริดใน X-Trail Hybrid นั้น จะมีเรื่องของระบบควบคุมแบบคลัตช์คู่ (คลัตช์สองตัวแยกกันทำงาน) ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพียง 1 ชุด (หนึ่งมอเตอร์ สองคลัตช์) แต่ทำหน้าที่อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมเป็นตัวกำเนิดไฟฟ้า โดยที่ระบบจะควบคุมความเร็วของมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว ช่วยให้การส่งถ่ายกำลังเป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งนี้ในส่วนของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานแยกอิสระจากกัน และแน่นอนว่าเมื่อใดที่ต้องการอัตราเร่งกันแบบเต็มกำลัง ระบบไฮบริดจะผสานการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์เข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้อัตราเร่งสูงสุด เช่นเดียวกันในขณะที่แบตเตอรี่มีระดับพลังงานที่ต่ำ ระบบจะทำการชาร์จแบตเตอรี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจากการทำงานของเครื่องยนต์  รวมถึงระบบชาร์จไฟกลับในขณะที่ลดความเร็ว

แม้ X-Trail Hybrid จะไม่มีโหมด EV แต่กระนั้นก็ตามยามที่ถอนคันเร่งในความเร็วสูงตั้งแต่ 120 กม./ชม. ลงมา ระบบไฮบริดจะใช้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าให้ทำงานแทนเครื่องยนต์ ซึ่งสามารถสังเกตุได้จากแผงหน้าปัดแสดงการหมุนเวียนของพลังงาน หรืออาจจะสังเกตได้จากรอบเครื่องยนต์ที่เข็มจะตกลงมาที่ 0 และมีตัวอักษร EV สีเขียวปรากฎขึ้นที่หน้าจอ ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ระบบไฟฟ้าจะทำงานกันตั้งแต่เข็มไมล์บอกความเร็วเริ่มที่ 0 ไปจนถึง 120 กม./ชม. แต่จะทำงานเมื่อความเร็วจาก 120 กม./ชม. ลดลงมา ซึ่งถ้าเหยียบคันเร่งลงไประบบ EV ก็จะกลับไปทำงานที่เครื่องยนต์

อย่างไรก็ตามการขับรถในระบบไฮบริดนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพการขับขี่ของผู้ขับขี่เป็นสำคัญ ซึ่งในความคุ้มค่าคุ้มราคาและดูน่าใช้นั้น นอกจากระบบไฮบริดที่มีมาให้แล้ว ในเรื่องของระบบความปลอดภัย Advanced Chassis Control เป็นระบบที่ช่วยทำให้การขับขี่ง่ายขึ้นและมั่นใจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ARC, AEB, ATC, VDC, HAS และ HDC

จัดเต็มกับ SUBARU WRX STI สปอร์ตซีดานพันธุกรรมรถแข่งแรลลี่โลก

0
ต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า SUBARU WRX STI คันนี้ ไม่ใช่รุ่น IMPREZA  อย่างที่หลายๆคนเข้าใจ  แต่มีพื้นฐานที่ใกล้เคียงกันมากพอสมควร การจัดวางตำแหน่งทางการตลาดของรถคันนี้อาจจะคลุมเครือไปสักนิด ถ้าอยู่ในเซกเมนต์ของรถซีดานก็จะพูดได้ไม่เต็มปากเพราะอรรถประโยชน์นั่นมีเกินตัว ทั้งจากการออกแบบที่ดุดัน รวมถึงเครื่องยนต์สำแดงสมรรถนะดิบจนเลื่อนชั้นไปต่อกรกับรถสปอร์ตจากหลายๆค่ายได้อย่างสบายๆ

WRX STI เปิดตัวอย่างเป็นทางการในในบ้านเราเมื่อปีที่ผ่านมา  ด้วยรูปลักษณ์ที่เป็นการเรียกเรตติ้งคืนจาก IMPREZA 5 ประตู ซึ่งออกจะดูเรียบร้อยไปสักนิดหากนำมาเทียบกับ WRX โมเดลล่าสุด ที่ต้องหยิบยกมาพูดเพราะภาพลักษณ์ของ IMPREZA ยังคงวนเวียนทำให้คิดไม่ตกว่าทำไมถึงต้องแยกโมเดลนี้ออกมาโดยเฉพาะ แต่ก็ใช่ว่า IMPREZA จะหายไปจากไลน์ผลิตเพราะได้ข่าวมาว่ารถรุ่นเรือธงแห่งค่ายดาวลูกไก่กำลังอยู่ในช่วงขั้นตอนการผลิตก่อนที่จะมาเป็น Production Car ส่วน WRX STI คันนี้ทางทีมผู้สร้างถือเป็นการนำ DNA ของรถแข่งแรลลี่โลก มาถ่ายทอดให้กลุ่มเป้าหมายได้สัมผัสถึงประสบการณ์การขับขี่ในสไตล์ดุดันอย่างไร้ข้อกังขา

WRX STI ค่อนข้างจะแตกต่างไปจากรุ่นมาตรฐานซึ่งแน่นอนว่าเป็นสิ่งวิเศษและตอบโจทย์ให้กับขาซิ่งได้ดีเลยทีเดียว สิ่งที่ถูกปรับแต่งใหม่มาในรูปแบบของชุดแอโร่พาร์ทรอบคัน เริ่มตั้งแต่กันชนและกระจังหน้าในสไตล์ดุดัน โป่งข้างซุ้มล้อแบบมีช่องระบายความร้อน สัญลักษณ์ STIที่ด้านข้างรถ สปอยเลอร์หลังขนาดใหญ่ โชว์ดุด้วยปลายท่อไอเสียคู่ทั้งซ้ายและขวาพร้อมดิฟฟิวเซอร์ รวมถึงล้ออัลลอยด์ขนาด 18 นิ้วสี Dark Gun Metalic พูดง่ายๆถ้ามีสติกเกอร์คาดด้านข้าง รถคันนี้แทบจะไม่ต่างไปจากตัวแข่งที่อยู่ในรายการ World Rally Championship

ห้องโดยสารให้อารมณ์สปอร์ตอย่างชัดเจน ตกแต่งด้วยการผสมผสานของหนังแท้และกำมะหยี่เข้าไว้ด้วยกัน แฝงความดุดันกับด้ายสีแดงพร้อมปักสัญลักษณ์ STI ไว้หลายส่วนทั้งเบาะนั่ง พวงมาลัย และที่คอนโซล ในส่วนของเบาะนั่งเป็นแบบบักเกตซีทที่ไม่อึดอัด พวงมาลัยเป็นแบบ flat bottom (หรือ D-Shape) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ติดตั้งมาจากโรงงาน ชุดแดชบอร์ด อุปกรณ์ภาคบันเทิง ใช้สีแดงเพื่อให้สอดคล้องกับสไตล์การตกแต่ง รวมถึงจอมัลติฟังก์ชั่นสามารถแสดงข้อมูลของตัวรถได้หลากหลายซึ่งใช้งานเป็นเกจวัดบูสต์เทอร์โบแบบดิจิตอลไปในตัว

ขุมพลังแห่งความแรงมาในรูปแบบของเครื่องยนต์เบนซินแบบ BOXER ขนาด 4 สูบ ความจุ 2.5 ลิตร อัดอากาศด้วยเทอร์โบพร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 300 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 41.5 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาทีส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ short throw พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ  Symmetrical All-Wheel-Drive

ระบบช่วงล่างด้านหน้าใช้เป็นแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นมัลติลิงค์ ติดตั้งเหล็กกันโคลงไว้ทั้งด้านหน้าและหลัง ในส่วนของโช๊คอัพและสปริงตกแต่งมาจากสำนัก STI แน่นอนว่าทุกอย่างต้องพิเศษกว่าปกติทั้งเพิ่มค่าความแข็งของสปริงและปรับเซทโช๊คอัพให้หนึบขึ้น ทั้งหมดถูกปรุงแต่งเพื่อให้เหมาะสมกับเครื่องยนต์สมรรถนะสูงรวมถึงการใช้งานระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งได้รับการออกแบบมาให้มีการยึดเกาะถนนกว่ารุ่นมาตรฐาน

มาถึงช่วงลองของกับการทดสอบบนสนามแข่งซึ่งเตรียมการไว้ถึง 2 รูปแบบในสไตล์ GYMKANA และ QUARTERMILE

ช่วงทดสอบแรกในสถานี GYMKANA เสมือนเป็นการจำลองรูปแบบการขับขี่ที่เน้นไปในด้านของการควบคุมรถ แน่นอนว่าวิธีขับขี่รูปแบบนี้คือการเค้นสมรรถนะของช่วงล่างและควบคุมรถให้ได้ตามทิศทางที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งต้องมีความแม่นยำในการบังคับรถมิฉะนั้นจะไปโดนอุปสรรคต่างๆที่กีดขวางเส้นทางอยู่ รูปแบบการขับขี่ในสไตล์สลาลอมต้องบอกว่าพวงมาลัยของ WRX STI ดีไซน์ออกแนวแมนๆ ถ้าใช้ความเร็วต่ำถือว่าค่อนข้างหนักเลยทีเดียว แต่การควบคุมก็ยังทำได้แม่นยำตามทิศทางที่สายตาพาไป พอหลุดจากช่วงสลาลอม จะเป็นการควบคุมแบบหมุนรอบไพล่อน ตรงนี้ค่อนข้างจะกลัวรถอันเดอร์สเตียร์ครับ ผมเลยดึงเบรกมือช่วยให้ท้ายออกไว้ก่อน แต่ก็ยังถือว่าทำค่อนข้างลำบาก เนื่องจากระบบ DCCD:Driver’s Control Differential นั้นฉลาดมาก พยายามปิดโหมดนี้ทั้งหมด แต่ระบบก็ยังช่วยให้รถไม่เสียอาการอยู่ดี ผลที่ออกมาก็คือยังไงก็มีอาการหน้าดื้ออยู่จนได้ ในมุมกลับกันถ้าหากใช้รถบนถนนหลวง DCCD จะช่วยเหลือในด้านความปลอดภัยเพราะการควบคุมจะทำได้ง่ายดายและแม่นยำ สำหรับในกรณีลงสนามแข่ง ผมถือว่ารถคันนี้ดูถูกความสามารถผมไว้ค่อนข้างมากทีเดียว

มาต่อกันสำหรับสถานีควอเตอร์ไมล์ ฟังค์ชั่น DCCD ยังไม่ได้รับการปลดล๊อคกลับเพิ่มระดับให้สุดความสามารถของระบบนี้ รวมถึงอาวุธลับอย่างระบบ SI DRIVE ที่ปรับให้เป็นโหมด Sport การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดทั้งซุ่มเสียงของขุมพลังบอกเซอร์ รวมถึงระบบช่วงล่างที่แน่นขึ้น รอบแรกที่ได้วิ่งบนแทร็ค เอาเป็นว่าขอลองขับแบบธรรมดาเพื่อทำความคุ้นเคยกับสภาพพื้นผิวและจับจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ก่อนที่จะลองของแบบจัดเต็มไปจนถึงปลายเส้นชัย

ระหว่างรอสัญญาณไฟบริเวณจุดสตาร์ท เครื่องยนต์ถูกเร่งไปที่ 4,500 รอบต่อนาที พอไฟแดงกระพริบก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นไฟเขียว จังหวะชิงไหวชิงพริบจากสัญญาณไฟเพื่อให้ได้มาซึ่งตัวเลขที่ผมหวังว่าจะทำให้ดีที่สุด คลัชที่เหยียบไว้ได้ปล่อยออกตอนช่วงสัญญาณไฟเปลี่ยนสี ในขณะนั้น Symmetrical All-Wheel-Drive เมื่อทำงานร่วมกับฟังค์ชั่น DCCD การกระโจนออกจากจุดสตาร์ทจึงไม่ค่อยรุนแรงตามที่คิดไว้ แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีเพราะทำให้การออกตัวไม่เสียเวลาไปกับการฟรีทิ้งของยางที่สัมผัสกับพื้นแทรค เข็มวัดรอบไปฟาดที่เรดไลน์อย่างรวดเร็วพร้อมกับอาการสะดุดเพราะรอบตัด ทันใดนั้นจึงสับมาที่เกียร์ 2 ต่อด้วย 3 และ 4 จวบจนไปจบที่เกียร์ 5 ณ ปลายเส้นชัย เวลาที่ทำได้โดยการตรวจจับของเครื่องมือจับเวลาแสดงไว้ว่าความเร็ว 0-100 ทำได้ในเวลาเพียง 6.37 วินาที ส่วนระยะควอเตอร์ไมล์ 402 เมตร WRX STI ทำไว้ได้ 14.47 วินาที

อันที่จริงเวลาน่าจะออกมาดีกว่าตัวเลขที่กล่าวไว้ ตัวแปรนอกจากความสัปเพร่าที่เปลี่ยนเกียร์ไม่ตรงกับรอบความเร็ว ยังจะมีเรื่องของยางซึ่งผ่านการใช้งานอย่างหนักมาระยะหนึ่ง จนเป็นเหตุให้เวลาที่ได้ออกมาไม่ดีเท่าที่ควร แต่สำหรับผม การทดสอบทั้ง 2 รูปแบบ ที่นำมาพิสูจน์ถึง DNA ของรถแข่งแรลลี่โลก แค่นี้ก็เป็นอะไรที่สนุกสนาน ควบคุมง่าย เร็ว และ แรง ไปกับขุมพลัง 300 แรงม้า จะแค้นก็แต่ระบบต่างๆที่คอยดูถูกไม่ให้แสดงลวดลายการขับขี่ได้ตามแบบที่ต้องการ สำหรับการแก้ทางของรถคันนี้คงต้องกลับไปทำการบ้านมาใหม่ โอกาสหน้าผมสัญญาว่าจะหาโปรเจคสนุกๆมาลองพิสูจน์เจ้าเสือร้าย SUBARU WRX STI แน่นอน

ลองของใหม่กับ Mazda CX-3 เครื่องยนต์แรง..ช่วงล่างแน่น..เทคโนโลยีอัจฉริยะ

0
หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปได้ไม่นาน มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ก็ได้จัดกิจกรรมทดสอบสมรรถนะ Mazda CX-3 เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร ขึ้นเพื่อเป็นการตอกย้ำถึงประสิทธิภาพของรถยนต์อเนกประสงค์ในรูปแบบของ Freestyle Crossover ผ่านการขับขี่โดยสื่อมวลชนกว่า 100 ชีวิต ซึ่งในครั้งนี้  AUTOWORLDTHAILAND ก็ได้รับเกียรติให้เข้าร่วมสัมผัสและทดลองขับรถใหม่จากค่าย Zoom-Zoom ด้วยเช่นกัน

การทดสอบในครั้งนี้เป็นการขับขี่จากตัวเมืองเชียงใหม่ขึ้นสู่ยอดดอยอินทนนท์ แน่นอนว่าเส้นทางหลากหลายรูปแบบสะท้อนการใช้งานทั้งในเมืองและนอกเมืองถือเป็นบทพิสูจน์ความแกร่งของ Mazda CX3 ได้เป็นอย่างดี มาดูกันครับว่าคันนี้จะมีอะไรโดดเด่น

Mazda CX3 ออกแบบสไตล์ Kodo Desigh ด้วยคอนเซ็ปต์ “See The World In New Angle” หรือ “มองโลกมุมใหม่…อิสระไร้ขีดจำกัด” ได้รับแรงบันดาลใจมากจากการเคลื่อนไหวที่ทรงพลังของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ มีรูปลักษณ์สง่างาม ปราดเปรียว แสดงออกถึงพละกำลัง เป็นรถยนต์ในเซกเมนต์ครอสส์โอเวอร์ที่มากับนิยาม “Freestyle Crossover” ด้วยมิติความยาว 4,275 ม. กว้าง 1,765 ม. และ สูง 1,550 ม. กระจังหน้าโดดเด่นด้วยการติดครีบรูปตัววี โคมไฟหน้า ไฟกลางวัน และไฟตัดหมอก เป็นแบบแอลอีดี มาพร้อมระบบเปิด/ปิดอัตโนมัติ ตกแต่งให้ดูสปอร์ตด้วยสเกริ์ตข้างสีโครเมียม สปอยเลอร์หลัง และ ปลายท่อไอเสียคู่ สำหรับรุ่นมาตรฐานในรหัส E และ C จะติดตั้งล้อแมกขนาด 16 นิ้ว ส่วนรหัส S และ SP จะเป็นล้อแม็กขอบ 18 นิ้ว

ห้องโดยสารออกแบบด้วยความประณีตสไตล์รถยุโรป ดีไซน์ใกล้เคียงกับรุ่น 2 เป็นอย่างมาก ทีมวิศวกรใส่ใจให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารโดยมุ่งเน้นไปที่ความสะดวกสบายและลดอาการเหนื่อยล้าจากการขับขี่ระยะไกล ออกแบบให้เบาะนั่งของผู้ขับขี่สูงขึ้นเล็กน้อย ส่งผลให้มีทัศน์วิสัยการขับขี่ที่ชัดเจน ห้องโดยสารขนาดกะทะรัดตอบโจทย์ตามคอนเซปต์ที่ใช้ออกแบบได้ค่อนข้างตรงตามวัตถุประสงค์ ตกแต่งภายในด้วยหนังแท้เย็บด้ายแดง แผงข้างและคอนโซลกลางหุ้มด้วยหนังแท้สีดำและแดง สะท้อนถึงความหรูหราที่ผสมรวมกับความสปอร์ตเข้าไว้ด้วยกัน

อุปกรณ์และฟังค์ชั่นการใช้งานเป็นอีกหนึ่งอย่างที่ถือว่าเด็ด ดีไซน์ตามแบบ Human-Machine Interface สอดคล้องกับสรีระศาสตร์เพื่อให้การใช้งานสะดวกสบาย ชุดมาตรวัดมีวัดรอบแบบอนาลอกและแสดงความเร็วแบบดิจิตอล บนคอนโซลมีระบบ Active Driving Display ติดตั้งเหนือพวงมาลัยในระดับสายตา แสดงข้อมูลความเร็ว และ ระบบนำทาง

คอนโซลกลางมีจอทัชสกรีนขนาด 7 นิ้วเรียกว่า Center Display ลิงค์กับระบบสั่งการ MZD Connect  เทคโนโลยีที่ให้ทั้งความบันเทิงและสามารถสื่อสารผ่านทางโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย ซึ่งยังเรียกดูข้อมูลผ่านระบบสั่งการด้วยเสียง Voice Recognition หลังตำแหน่งเกียร์ของระบบ Center Commander ที่ใช้งานง่ายเพียงหมุนหาเมนูที่ต้องการซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาเนื่องจากจะแสดงผลไปยัง Center Display

มาถึงสมรรถนะเรื่องของพละกำลัง MAZDA CX3 ที่ทำการทดสอบในครั้งนี้ใช้เครื่องยนต์ Skyactive G ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 156 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 204 นิวตันเมตรที่ 2,800 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านระบบ Skyactive Drive ซึ่งเป็นเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 จังหวะพร้อมแมนนวลโหมด

เข้าเรื่องกันเลยครับ เส้นทางที่ใช้ในการทดสอบในครั้งนี้ถือว่าจำลองการขับขี่มาไว้ครบถ้วน จากตัวเมืองเชียงใหม่ขึ้นยอดดอยอินทนนท์ ระยะทางไป-กลับ รวม 200 กม. การใช้งานที่หลากหลายนำไปสู่คำตอบว่า CX-3 จะตอบโจทย์ให้กับผู้ขับขี่ได้ประทับใจในด้านใดบ้าง…บทความต่อจากนี้ไปคือการรีวิวแบบจัดเต็ม

เรื่องของรูปลักษณ์เกริ่นนำกันไปพอหอมปากหอมคอ หลายๆท่านคงได้เห็นตามสื่อต่างๆว่า CX-3 มีความงดงามมากเพียงใด สิ่งที่ผมชื่นชอบรถคันนี้เริ่มจากการดีไซน์เบาะนั่งคนขับ โจทย์นี้วิศวกรแห่งค่าย ZOOM-ZOOM ให้คำตอบไว้อย่างแจ่มแจ้งและสัมผัสได้จริง ในการปรับเซทท่านั่งผมให้ความสำคัญมาเป็นอันดับต้นๆเพราะระยะทางที่ใช้ในการทดสอบถึง 200 กว่ากม. หนำซ้ำยังมีเส้นทางคดโค้ง ขึ้น/ลง ภูเขา แน่นอนว่าอาการเมื่อยล้าต้องมีแน่นอน รถหลายๆคันที่ผ่านมือผมไปอาจจะเซทท่านั่งกันบ่อยครั้งเพราะปรับเซทให้ลงตัวค่อนข้างที่จะลำบาก แต่ความใส่ใจในรายละเอียดตรงนี้ขอยกความดีให้กับทีมออกแบบที่สะท้อนความสะดวกสบายที่มาพร้อมกับทัศน์วิสัยในการขับขี่ที่กว้างไกล

ต่อจากเรื่องท่านั่งมาถึงเรื่องการบังคับควบคุม ต้องบอกว่าพวงมาลัยทำงานได้แม่นยำครับไม่ต้องห่วงว่าการพิสูจน์สมรรถนะครั้งนี้ผมจะละเลยประเด็นนี้ไป ลองคิดง่ายๆดูว่าทางโค้งขึ้นยอดดอยอินทนนท์มีมากขนาดไหน การบังคับรถให้ไปยังทิศทางที่ต้องการทำได้ดีและแม่นยำ น้ำหนักพวงมาลัยเมื่อใช้ความเร็วต่ำค่อนข้างเบา แต่หากใช้ความเร็วสูงพวงมาลัยจะปรับน้ำหนักให้หนักขึ้นเพื่อให้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ ยังมีอีกเรื่องที่ต้องพ่วงมาในหัวข้อนี้ นั่นคือ  LDWS (Lane Departure Warning System) ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจ ระบบนี้จะทำงานต่อเมื่อเซนเซอร์อัจฉริยะตรวจจับว่ารถมีการเบี่ยงออกนอกเลน โดยจะส่งเสียงเตือนเข้ามายังห้องโดยสารซึ่งสามารถปรับความดังได้เพื่อเตือนในกรณีผู้ขับขี่เผลอเบี่ยงเลนโดยไม่เจตนาและป้องกันเมื่อผู้ขับขี่เกิดอาการเมื่อยล้าจนเป็นที่มาของการหลับใน

เทคโนโลยีอัจฉริยะซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่ปลอดภัยในการใช้งาน เริ่มกันด้วย I Stop System ระบบนี้จะช่วยหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ในขณะที่เหยียบแป้นเบรคและรถติดซึ่งจะกลับมาใช้งานได้ใหม่อีกครั้งเมื่อยกขาออกมาจากแป้นเบรค ถ้าไม่ชอบระบบนี้ สามารถปิดการทำงานโดยสวิทช์ควบคุมอยู่ใต้ช่องแอร์ด้านขวามือ

อีกหนึ่งระบบที่ถือเป็นที่เด็ดคือ LDWS (Lane Departure Warning System) คอยเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ประเมินผลจากกล้องด้านหน้ารถ หากคาดการณ์ว่ารถกำลังออกจากช่องทาง เสียงเตือนจะดังผ่านมาที่ลำโพงซึ่งสามารถปรับระดับความดังได้ตามต้องการ นอกจากนี้ยังมี SCBS (Smart City Brake Support) ระบบช่วยหยุดรถอัจฉริยะ ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุเมื่อขับด้วยความเร็วต่ำหรือในกรณีที่ขับรถในเมือง เซนเซอร์จะทำงานเมื่อความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งจะหยุดรถอัตโนมัติเมื่อวิเคราะห์แล้วว่ามีอัตราเสี่ยงที่จะเกิดการชนสูง นอกจากนี้ยังมีระบบ ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring ระบบจะส่งสัญญาณเตือนหากตรวจพบรถที่อยู่ด้านข้างที่กำลังเร่งแซงและอยู่ในจุดบอดที่ผู้ขับขี่อาจมองไม่เห็น

มาถึงเรื่องการตอบสนองของขุมพลัง เครื่องยนต์ที่ใช้ในการทดสอบเป็นแบบ Sky Active G ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 156 แรงม้าให้กำลังสูงสุด 156 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 204 นิวตันเมตรที่ 2,800 รอบต่อนาที ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกันกับรุ่น 3 คือมีอัตราส่วนกำลังอัด 14:1 สูงสุดในกลุ่มของรถที่อยู่ในเซกเมนต์เดียวกันรวมถึงมีระบบระบายไอเสียแบบ 4-2-1 การตอบสนองต่อการใช้งานค่อนข้างดีพอสมควร บนทางลาดชันสามารถขับขี่ได้อย่างมั่นใจ พละกำลังเหลือใช้ ตัวแปรอยู่ที่ระบบส่งกำลังที่ไม่จำเป็นต้องไปตามเทรนด์โลกอย่างเกียร์ CVT ระบบ Skyactive Drive  ของ Mazda เป็นเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 จังหวะที่มาพร้อมแมนนวลโหมด นิสัยของระบบส่งกำลังนี้ตอบสนองต่ออัตราเร่งได้ดีและมีการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ที่นุ่มนวล แต่ถ้าให้เบ่งพลังแบบรถเครื่องยนต์ใหญ่ๆคงจะไม่ใช่อย่างที่หลายๆคนคิด เนื่องจากวัตถุประสงค์ของการออกแบบที่มุ่งเน้นไปที่ความสะดวกสบาย แต่หากนำทั้งกำลังจากเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังมาผสมรวมกับระบบกันสะเทือนใช้ชื่อเรียกว่า Skyactive-Chassis ประกอบด้วยช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นแบบกึ่งอิสระทอร์ชั่นบีม จุดเด่นที่ได้มาจากการขับขี่คือความแน่น หนึบ และ นุ่มนวล ฟิลลิ่งจะไม่ออกไปในแนวสปอร์ต แต่ก็มั่นใจได้ บางช่วงบางตอนต้องเข้าโค้งด้วยความเร็วเกิน 100 กม./ชม. เพื่อพิสูจน์ถึงการขับขี่ที่สนุกสนาน การควบคุมก็ยังทำได้อย่างมั่นใจ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการเซตระบบช่วงล่างรวมถึงการติดตั้งล้อและยางขนาด 18 นิ้วซึ่งมีหน้าสัมผัสที่กว้าง รวมถึงมิติของรถที่ดีไซน์ใม่ให้สูงจนเกินไป จึงทำให้การควบคุมทำได้ง่าย ขับสนุก และมั่นใจได้

สำหรับบทบาทของผู้โดยสาร เมื่อเจอสภาพถนนที่ผ่านทางโค้งคดเคี้ยว อาการเหวี่ยงของรถที่ส่งผลมายังผู้โดยสารน้อยมาก เพราะอาการโยนตัวจากภายในห้องโดยสารเป็นดีเทลที่ทีมผู้ออกแบบให้ความสำคัญและแสดงออกมาตามคอนเซปท์ Skyactiv-Body ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้ลดการเมื่อยล้าแถมยังทำให้อาการเมารถสำหรับเส้นทางในรูปแบบนี้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

สำหรับ Mazda CX-3 ที่ได้ทดสอบในครั้งนี้ถือว่ามีจุดเด่นหลายอย่างซึ่งทั้งหมดทำงานสอดคล้องกันได้เป็นอย่างดีทั้งในเรื่องของการดีไซน์และสมรรถนะของขุมพลัง หากนำไปเทียบกับคู่แข่งที่อยู่ในเซกเมนต์เดียวกันอาจตกเป็นรองในเรื่องของขนาดห้องโดยสารที่ค่อนข้างจะกะทัดรัดไปสักนิด และขาดสิ่งอำนวยความสะดวกอย่าง Paddle Shift และ Cruise control แต่ถ้าเปรียบมวยกันแล้วค่อนข้างได้เปรียบในเรื่องของเทคโนโลยีอัจฉริยะที่นำพามาซึ่งความปลอดภัย และ สะดวกสบาย ในส่วนของพละกำลัง แม้จะไม่ออกในแนวสปอร์ตมากนัก แต่ก็ตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างสอดคล้องทั้งเครื่องยนต์และระบบช่วงล่าง การควบคุมรถทำได้ง่ายและแม่นยำ ทั้งหมดนี้คือการถ่ายทอดนิยามของ KODO DESIGH ที่ MAZDA ได้ทำการบ้านมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของกลุ่มเป้าหมายได้ตรงตามคอนเซปท์ที่ว่า”สร้างมารตรฐานสำหรับยุคใหม่”ได้อย่างโดนใจและตรงประเด็น

Nissan Sylphy 1.6 DIG TURBO คอมแพคซีดานซิ่งได้

0

ซีดานจากค่ายผู้ผลิตแดนอาทิตย์อุทัยด้วยการนำระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จเจอร์มาสร้างพลัง แต่ยังคงเกาะกระแสไปกับการนำเครื่องยนต์ที่มีขนาดเล็ก จับมาทำการรีดแรงม้าจนได้ออกมาเกือบถึง 200 ตัว ชักเริ่มน่าสนใจแล้วใช่มั้ยครับว่า Nissan Sylphy 1.6 DIG TURBO จะมีหมัดเด็ดอะไรไว้คอยดึงดูด ผมออกตัวล้อฟรีเลยว่า ซีดานจากค่ายนิสสันคันนี้เป็นอะไรที่ไม่ธรรมดา

Nissan Sylphy DIG TURBO ยังคงรูปลักษณ์ของคอมแพคซีดานไว้เต็มคราบ แต่ได้รับการปรุงแต่งให้ดูสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยกันชนหน้าแบบใหม่มากับกระจังรมดำ ไฟหน้าใช้เป็นโปรเจคเตอร์เลนส์ซีนอนพร้อมไฟหรี่แอลอีดี และมีระบบทำความสะอาดโคมไฟหน้า (Headlight washer) เสริมความดุดันด้วย side molding และกระจกมองข้างลายคาร์บอนเคฟลาร์ติดตั้งไฟเลี้ยวแบบแอลอีดี ด้านหลังมีสปอยเลอร์และกันชนหลังแบบสปอร์ตที่ประดับสัญลักษณ์ DIG Turbo พร้อมเปลี่ยนล้อขนาด 16 นิ้ว ให้เป็น 17 นิ้ว ลาย 5 ก้าน หยิบยืมมาจาก PULSAR

ภายในไม่แตกต่างไปจากรุ่นเดิมสักเท่าไหร่ เติมแต่งโทนสีดำให้อารมณ์สปอร์ต เสริมเท่ด้วยซันรูฟไฟฟ้า ตกแต่งห้องโดยสารด้วยสีเงิน เช่น ชุดแป้นคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต พรมปูพื้นลายใหม่ สะดวกสบายไปกับจอทัชสกรีนที่ควบคุมความบันเทิงพร้อมแสดงภาพจากกล้องมองหลัง เพิ่มฟังค์ชั่นเนวิเกเตอร์ซึ่งอัพเดทโปรแกรมแผนที่รุ่นล่าสุด คอยช่วยเหลือการเดินทางให้เป็นไปในแบบไม่ต้องกลัวหลง รวมถึง Nissan Connect แอพพลิเคชั่นอัจฉริยะที่เชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนเพื่อให้ท่องโลกออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว

มาถึงหมัดเด็ดของ Sylphy DIG TURBO แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องของขุมพลัง เครื่องยนต์ที่ประจำการในรถคันนี้เป็นแบบเดียวกับ PULSAR แฮทช์แบคร่วมค่าย ในรหัส MR16DDT ขนาด 1.6 ลิตร จ่ายเชื้อเพลิงผ่านหัวฉีด ไดเร็ค อินเจคชั่น ระบบวาล์วแปรผันคู่  พร้อมเทอร์โบชาร์จ ให้กำลังได้สูงสุด 190 แรงม้าที่ 5,600 รอบ/นาที มากับแรงบิดต่อเนื่องแบบ Flat Torque ให้กำลังสูงสุดถึง 240 นิวตัน เมตร ที่ 2,400 – 5,200 รอบต่อนาที นอกจากนั้นยังมีเทคโนโลยีเคลือบผิวนาโน (Nano-Finish Coat) ซึ่งช่วยลดแรงเสียดทานระหว่างผิวเพลาลูกเบี้ยวและตัวยกวาล์ว การใช้วาล์วไอเสียหล่อโซเดียม (Sodium Filled Valve) ที่ช่วยให้การระบายความร้อนของห้องเครื่องผ่านวาล์วไอเสียทำให้ดีขึ้น รวมถึงการออกแบบลูกสูบให้มีช่องหล่อเย็นพิเศษ (Piston with Cooling Channel) ช่วยลดอุณหภูมิของลูกสูบ ลดการน็อคของเครื่องยนต์

ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์ XTRONIC CVT ที่ได้เพิ่มระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยตัวเอง (Manual Mode) แบบ 6 สปีด ขณะที่ช่วงล่างได้รับการปรับแต่งให้รองรับสมรรถนะของเครื่องยนต์ที่สูงขึ้น ทำงานร่วมกับระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวขณะเข้าโค้ง VDC (Vehicle Dynamic Control) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS (Traction Control System) ควบคู่ไปกับระบบเบรกป้องกันล้อล้อค ABS, ระบบการจายแรงเบรก EBD และ ระบบเสริมแรงเบรก BA ที่สำคัญ “ซิลฟี ดีไอจี เทอร์โบ” ยังเพิ่มอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยอื่นๆ ตาม Nissan Safety Shield Philosophy หรือแนวคิดยานยนต์ปกป้องชีวิตของนิสสัน  เช่น ถุงลมนิรภัย 6 จุดโดยเพิ่ม ถุงลมนิรภัยด้านข้าง (Side Airbags) และ ม่านนิรภัยด้านข้าง (Curtain Airbags) พร้อมระบบล็อคประตูอัตโนมัติ

“ทีนี้ก็มาถึงการทดสอบซีดานซิ่งได้” ที่กล่าวไว้เช่นนี้ก็เพราะ Sylphy 1.6 DIG TURBO แสดงอานุภาพให้ประจักษ์จริงๆครับ ตั้งแต่ทำการบ้านกับสเปคเครื่องยนต์ก็ยังแอบฉงนอยู่เล็กน้อย แต่ก็ยังพอที่จะจำความได้เมื่อครั้งที่ได้ลอง PULSAR TURBO คำถามเกิดขึ้นตรงที่ว่า รูปลักษณ์และน้ำหนักตัวที่เป็นภาระให้เครื่องยนต์ขนาดเพียง 1.6 ลิตร…จะไหวมั้ย ประเด็นเหล่านี้กระจ่างขึ้นเมื่ออยู่หลังพวงมาลัย แรงม้าที่มากถึง 190 ตัว ได้สำแดงให้เห็นอย่างน่าทึ่งแต่ไม่ถึงกับห้าวหาน อาจเป็นเพราะว่าโจทย์ที่ถูกสร้างขึ้นกับรถคอมแพคซีดาน จึงไม่ออกมาจี๊ดจ๊าดเหมือน PULSAR ในมุมกลับกันถ้านำมาเทียบกับขุมพลังของคู่แข่งที่อยู่ในเซกเมนต์เดียวกัน Sylphy 1.6 DGI TURBO เป็นต่ออยู่หลายขุม ทั้งนี้อาจะเป็นเพราะเกียร์ XTRONIC CVT ที่สร้างขึ้นเพื่อให้มีความโดดเด่นในด้านของความนุ่มนวลสำหรับเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ ทำให้สยบความเกรี๊ยวกราดของเครื่องยนต์เทอร์โบไปได้ในระดับหนึ่ง การจัดระเบียบความซ่าส์จึงตอบโจทย์ให้กับ Sylphy DIG TURBO ซึ่งยังคงไว้ในรูปแบบของรถซีดานแอบซิ่ง แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่อยากสนุก ก็สามารถปรับโยกคันเกียร์มาที่ Manual Mode ซึ่งให้อารมณ์ใกล้เคียงกับระบบเกียร์แบบธรรมดาแต่สะดวกสบายเพราะไม่ต้องเหยียบคลัชท์ให้ปวดขา

อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่แรกว่าเครื่องยนต์ทรงพลังหากจะหวังพึ่งพาความแรงเพียงอย่างเดียวแต่ไม่ได้ปรับแต่งระบบรองรับให้ทำงานร่วมกันได้อย่างกลมกลืนคงขับขี่แบบกังวลใจไม่น้อย ประเด็นนี้หายห่วงเพราะระบบช่วงล่างของ Sylphy 1.6 DIG TURBO ทางค่ายผู้ผลิตได้ทำการปรับเซทใหม่เพื่อให้สมรรถนะการยึดเกาะถนนแต่ไม่แข็งกระด้างแบบสมรรถนะของช่วงล่างสไตล์สปอร์ตทั่วไป นอกจากการเพิ่มขนาดล้อจาก 16 เป็น 17 นิ้ว การยืด-ยุบของโช๊คอัพและค่าKของสปริงได้ถูกปรุงแต่งใหม่โดยทีมผู้ออกแบบแห่งค่ายนิสสัน ยังคงอยู่ในนิยามของความนุ่มสบายในสไตล์คอมแพคซีดาน

สิ่งที่น่าชื่นชมก็ได้ชี้แจงไปแบบหมดเปลือก…ทีนี้มาถึงเรื่องที่ควรติติง หลักใหญ่ๆคือการปรับแต่งห้องโดยสารที่แทบจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่างไปจากรุ่นเดิม อีกเรื่องที่ชัดเจนคือน้ำหนักของพวงมาลัยที่เบาไปสักนิดเมื่อเทียบกับสมรรถนะที่เพิ่มเติมเข้ามา แต่ถ้าทำความเข้าใจถึงแก่นแท้ของการปรับแต่งสมรรถนะที่เกิดขึ้นกับรถคันนี้ ทิศทางที่ทีมออกแบบวางคอนเซปท์ไว้ต้องการให้โดดเด่นในด้านความสะดวกสบายแถมยังแอบซิ่งได้ในบางขณะ ถ้าคอนเซปท์ฺของ NISSAN Sylphy 1.6 DIG TURBO ตรงตามที่คุณต้องการ รถคันนี้ตอบโจทย์ได้แน่นอน

Michelin Primacy Suv ยางสำหรับรถเอสยูวี และ พีพีวี ที่ให้ความปลอดภัยสูงสุด

0

บริษัท สยามมิชลิน จำกัด จัดกิจกรรมทดสอบพร้อมเปิดตัวยางรถยนต์รุ่น Michelin Primacy Suv สำหรับรถเอสยูวี และพีพีวี ที่เพิ่มเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยจากการควบคุมและหยุดรถได้อย่างแม่นยำ พร้อมป้องกันการลื่นไถลบนสภาพพื้นผิวที่เปียกได้อย่างดีเยี่ยม เพื่อตอบโจทย์ให้กับผู้บริโภคในกลุ่มของรถเอสยูวี และพีพีวี ที่มีการขยายตัวเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน

อเล็กซองด์ อองนิยง ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจรถยนต์นั่งและรถปิกอัพ บริษัท สยามมิชลิน จำกัด เผยว่า “Michelin Primacy Suv ถูกคิดค้นและผลิตขึ้นเพื่อรองรับตลาดรถเอสยูวีที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับตลาดยางของรถเอสยูวีซึ่งมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นและจะขยายตัวต่อเนื่องไปในระยะเวลาอีก 5 ปี แนวโน้มการเติบโตที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว มิชลินจึงไม่หยุดพัฒนายางให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อตอบสนองการใช้งานของผู้บริโภคที่ใช้รถในกลุ่มเอสยูวี”

อเล็กซองด์ กล่าวต่อว่า “มิชลินได้ทำการวิจัยกลุ่มผู้ใช้รถเอสยูวีด้วยเหตุผลที่ว่า กลุ่มผู้บริโภคเลือกใช้รถเอสยูวีเพราะต้องการความปลอดภัยสูงสุดสำหรับตนเองและครอบครัว ทั้งรูปแบบการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางไกล ด้วยจุดเด่นของตัวรถที่มีขนาดใหญ่ แข็งแกร่ง มาพร้อมวิสัยทัศน์การขับขี่ที่ดีกว่า ในขณะเดียวกันการบังคับควบคุมและการหยุดรถซึ่งทำได้ยากกว่ารถยนต์นั่งทั่วไปโดยเฉพาะบนสภาพพื้นผิวที่เปียกและมีน้ำขัง จากสาเหตุหลักเหล่านี้ จึงทำให้ Michelin Primacy Suv พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานซึ่งปกป้องผู้ขับขี่และครอบครัวให้ได้รับความปลอดภัยสูงสุด”

Michelin Primacy Suv พัฒนาต่อยอดมาจากเทคโนโลยีขั้นสูงที่ทีมวิศวกรออกแบบมาสำหรับรถยนต์ในกลุ่ม เอสยูวี และ พีพีวี โดยเฉพาะ เทคโนโลยีที่สะท้อนให้เห็นถึงวัตถุประสงค์ต่างๆมีอะไรบ้าง

Flex Max 2.0

ออกแบบลายดอกยางเพื่อสมรรถนะด้านความปลอดภัย

เทคโนโลยี FlexMax2.0 ให้การขับขี่ปลอดภัยด้วยการประสาน 2 คุณลักษณะหลัก คือ บล๊อกดอกยางที่มีความยึดหยุ่นสูง เพื่อการสัมผัสและยึดเกาะกับความหยาบของผิวถนน ในขณะที่การหักมุม (Chamfer) ของขอบบล็อกดอกยางซึ่งช่วยลดการบิดเบี้ยวที่มักเกิดขึ้นภายใต้แรงกดที่เกิดจากการขับขี่

Stabiligrip

มั่นใจในความปลอดภัยทุกสภาพอากาศ

ปุ่มเซลฟ์ล๊อกด้านในร่องเล็กๆของดอกยาง ช่วยลดอาการบิดตัวของบล๊อกดอกยาง ทำให้การควบคุมและหยุดรถบนนถนนแห้งดีขึ้น รวมถึงให้การรีดน้ำอย่างมีประสิทธิภาพบนถนนเปียก ลายดอกยางที่เหมาะสมและร่องบากจำนวนมากออกแบบมาเพื่อเป็นการตัดฟิลม์น้ำ ในขณะที่ร่องดอกยางที่กว้างและลึกเป็นส่วนช่วยให้ระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งหมดนี้เป็นการเพิ่มผิวสัมผัสกับถนน ทำให้ยึดเกาะถนน และให้ความปลอดภัยในการขับขี่

Evenpeak

เงียบกว่า ด้วยการลดเสียงรบกวนจากยาง

การออกแบบดอกยางสำคัญต่อการขับขี่ปลอดภัย ซึ่งก็ยังมีผลในเรื่องเสียงรบกวน แต่ Michelin ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยออกแบบดอกยางมีขนาดและตำแหน่งที่แตกต่างกันอย่างมาก จึงช่วยการกระจายความถี่ของเสียงที่เกิดจากดอกยางให้กว้างขึ้น ทำให้เป็นยางที่เงียบ และ ไม่ลดทอนสมรรถนะด้านการควบคุมหรือการเบรกของยางแต่อย่างใด

CushionGuard

ให้การขับขี่ที่ราบรื่น…นุ่มสบายเมื่อหน้ายางสัมผัสถนน สูตรเนื้อยาง FlexMax2.0 จะช่วยกรองความสั่นสะเทือน เทคโนโลยี CushionGuard อาศัยเนื้อยางที่ยึดหยุ่นและแก้มยางที่สามารถดูดซับแรงกระแทก นอกจากนี้ยังมีชั้นยางดูดซับเสียง ที่ช่วยดูซับแรงสั่นสะเทือน คุณลักษณะทั้งหมดนี้ ทำให้การขับขี่ราบรื่นและ นุ่มสบาย

ลองของจริงกับ Michelin Primacy Suv

หลากรูปแบบการทดสอบ สะท้อนการใช้งานจริง

สำหรับกิจกรรมการทดสอบยางรถยนต์ Michelin Primacy Suv  ทางผู้จัดงานได้เตรียมสถานการณ์จำลองไว้หลากรูปแบบเพื่อสะท้อนถึงการใช้งานจริง โดยให้ผู้ทดสอบได้สัมผัสถึงประสิทธิภาพของยางรถยนต์ที่พัฒนาให้ตอบโจทย์ผู้ใช้รถเอสยูวีและพีพีวีโดยเฉพาะ

Rally Station

การทดสอบในรูปแบบแรลลี่ระยะสั้น สะท้อนการใช้งานที่หลากหลาย

เริ่มการทดสอบกับกิจกรรมแรกในรูปแบบของการแข่งขันแรลลีระยะสั้นที่มีเกมส์สนุกๆกับการหาป้ายและเติมคำ โดยใช้เส้นทางจากชาญวี รีสอร์ท เขาใหญ่ – เขายายเที่ยง ระยะทางประมาณ 40 กม. นอกจากเกมส์สนุก สภาพเส้นทางถือเป็นการได้ทดสอบไปในตัว เพราะนอกจากทางลาดยางที่ทำให้รับรู้ได้ว่า เป็นยางที่นุ่ม เงียบ และ ไม่มีเสียงรบกวนขณะขับขี่ สภาพเส้นทางบางช่วงบางตอนที่เป็นดินลูกรังและทางขึ้นเขาที่ลาดชัน ก็บ่งบอกให้รู้ได้ว่า Michelin Primacy Suv สามารถใช้ในทางลุยได้ในระดับหนึ่งด้วยลวดลายของดอกยางที่ออกแบบมาให้ใช้กับสภาพเส้นทางหลากรูปแบบ

Comfort Station

สถานีที่ว่าด้วยเรื่องของเสียงที่เกิดขึ้นในขณะขับขี่

หลังจากลองทดสอบบนถนนหลวงและเส้นทางลูกรังในสไตล์แรลลี่ Comfort Station เป็นการเรียนรู้ในเรื่องของเสียงที่เกิดขึ้นจากการขับขี่ เช่นเสียงสัมผัสของรอยต่อพื้นถนน และเสียงที่เกิดจากการใช้ความเร็ว โดยนำรถเอสยูวี 2 คัน เปลี่ยนยางมาใช้ Michelin Primacy Suv และ ยางชั้นนำที่เป็นคู่แข่งทางการตลาด ผลที่ได้จากการทดสอบค่อนข้างชัดเจน เพราะเสียงที่เร็ดรอดจาก Michelin Primacy Suv เงียบสนิท ผิดจากยางของค่ายคู่แข่ง ที่มีเร็ดรอดออกมาให้ได้ยิน จุดเด่นประเด็นนี้ต้องยกให้เทคโนโลยีทั้งหมดที่ได้พัฒนาขึ้นเพื่อคอยดูดซับเสียงและรองรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี

Dry Station

การควบคุมรถทำได้ดี มีระยะเบรกที่สั้นกว่าคู่แข่งอย่างน้อย 2 เมตร

Dry Station เป็นสถานีที่จำลองการขับขี่ไว้ 2 รูปแบบ ได้แก่ การควบคุมรถ และ เรื่องของระยะเบรก ในหัวข้อแรกเรื่องการควบคุมรถ ใช้วิธีการขับขี่แบบ Slalom เพื่อให้สัมผัสความรู้สึกการควบคุมระหว่างรถที่ใช้ยาง Michelin Primacy Suv กับยางของคู่แข่ง ประเด็นนี้ยังไม่ชัดเจนสักเท่าไหร่ เพราะประเด็นของการควบคุมรถในทิศทางที่ผู้จัดกำหนดไว้อาจจะไม่หนีหรือแตกต่างกับคู่แข่งมากนัก แต่เรื่องของการหยุดรถ ตัวเลขเชิงประจักษ์ทำให้เห็นว่า เทคโนโลยี Stabiligrip ซึ่งมีปุ่มเซลฟ์ล๊อกด้านในร่องเล็กๆของดอกยางช่วยลดอาการบิดตัวของบล๊อกดอกยาง ส่งผลให้ Michelin Primacy Suv มีระยะเบรกที่สั้นกว่าคู่แข่งมากกว่า 2 เมตร แน่นอนว่าเทคโนโลยีนี้ช่วยให้เกิดความปลอดภัยกับผู้บริโภคแน่นอน

Wet Station

ควบคุมและหยุดรถในสภาพพื้นผิวที่เปียก

มาถึงสถานีทดสอบแห่งสุดท้าย ด้วยรูปแบบการทดสอบที่จัดไว้ 2 วิธี แบบแรกคือการหยุดรถบนสภาพพื้นผิวที่เปียกแฉะ ระยะทางในการหยุดรถก็ยังต้องยกให้กับ Michelin เพราะยังทำระยะได้สั้นกว่าคู่แข่งกว่า 2 เมตรเช่นกัน ส่วนในเรื่องของการควบคุมทางผู้จัดได้เตรียมพื้นที่ให้ขับทดสอบแบบวงกลม โดยเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆจนกว่าจะเสียการควบคุม จากที่ได้ทดสอบ การควบคุมรถที่ใช้ยาง Michelin Primacy Suv ทำได้ง่ายกว่าและรถเสียอาการน้อยกว่ายางคู่แข่งอย่างชัดเจน อาการ Under Steer ที่จะเกิดขึ้นเมื่อรถเสียการควบคุม สามารถแก้ไขให้รถกลับมาอยู่ในทิศทางที่ต้องการอย่างง่ายดาย

การทดสอบในครั้งนี้ได้จำลองการใช้งานจริงไว้หลากหลายรูปแบบ ทั้งในเรื่องของการควบคุม ระยะทางในการหยุดรถ รวมถึงเสียงและความนุ่มเงียบ บอกไว้เลยว่าทีมวิศวกรออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆซึ่งอยู่ใน Michelin Primacy Suv เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้ผู้ขับขี่สะดวกสบาย ไร้เสียงรบกวน รวมถึงควบคุมรถได้ง่ายและปลอดภัย

Michelin Primacy Suv มีให้เลือกใช้กับล้อขอบ 15-18 นิ้ว พร้อมตัวเลือกถึง 9 ขนาด ตั้งแต่ 205/70 R15 จนถึง 265/60 R18 ในราคาเริ่มต้นเส้นละ 3,650 บาท

Tata Xenon Double Cab 150NX-PLORE 4WD รถปิกอัพจากแดนภารตะที่มีจุดขายเป็นของตัวเองเสมอ

0
รถปิกอัพจากแดนภารตะ ยังมีจุดขายของตัวเองเสมอ จาก ปิกอัพพลังงาน CNG รายแรก ปิกอัพ กระบะหลังเรียบไม่ติดซุ้มล้อ รายเดียว ครั้งนี้ทดลองตลาดบนแบบ Double Cab 4×4 ราคาไม่ถึง 7 แสนต้นๆ ตลาดออฟโรดถึงกับอึ้ง

ไม่บ่อยครั้งที่รถยนต์ TATA จะมีโอกาสให้เราได้ทำความรู้จัก นั่นเพราะ… หนึ่งเดียวจากอินเดียรายนี้ มีรถยนต์หลักเป็นปิกอัพเพียงอย่างเดียวและยังต้องทำตลาดสู้กับแบรนด์ที่แข็งแรงอย่างยิ่งจากญี่ปุ่นและอเมริกัน ด้วยส่วนแบ่งตลาดไม่ถึง 1% แต่ส่วนแบ่งเพียงน้อยนิดนั้นก็หมายถึง ยอดขายหลักแตะพันคัน ซึ่งได้มากจากผู้บริโภคที่จงใจเลือกปิกอัพ  TATA ไปใช้ด้วยจุดขายเฉพาะตัวที่มีความน่าสนใจในตัวของตัวเอง และเหมาะกับความต้องการของเขาเอง เช่น เป็นปิกอัพรายแรกที่ติดตั้งเชื้อเพลิงระบบ CNG มาให้จากโรงงานในยุคที่น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 30 บาทต่อลิตร และมีทีท่าจะขยับขึ้นตลอดเวลา

ในขณะที่ CNG 10 บาทต้นๆ เมื่อทำให้ต้นทุนค่าขนส่งต่ำได้กว่าครึ่ง TATA ก็เดินหน้าได้ดี ต่อมาด้วยกระบะแบบเรียบไม่มีซุ้มล้อทำให้มีพื้นที่ขนของได้มากขึ้นสะดวกขึ้น และที่สำคัญ คือ ราคาที่ถูกกว่าปิกอัพคู่แข่งเฉลี่ยกว่า 20% เป็นอีกปัจจัยที่กลายเป็นตัวเลือก ปิกอัพ TATA รุ่น Xenon ทำตลาดมาตั้งแต่ปี 2551 ปรับเปลี่ยนแบบ Minor  Change มาเรื่อยๆ จนล่าสุดเสริมตลาดใหม่อีกครั้งด้วยรุ่นพิเศษ Xenon Double Cab 150NX-PLORE 4WD เป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ TATA ก้าวขึ้นมาจับตลาดบนสุดของปิกอัพ และหวังจะเรียกความสนใจจากนักนิยมออฟโรดให้ได้บ้าง เป็นความพยายามที่จะเจาะกลุ่มย่อยของผู้บริโภคที่ TATA ทำได้มาแล้วก่อนหน้านี้

การเดินทางไปกับTATA Xenon DoubleCab 150NX-PLORE 4WD นั้น เราสำรวจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใหม่ก็จะพอได้เห็นว่าภายนอกนั้น เขาเติมความโดดเด่นสะดุดตาด้วยชุดแต่งสปอร์ตรอบคัน  พร้อม Daytime Running Light ช่วงล่างยกสูงสไตล์ออฟโรด เข้ากันดีกับคอนเซ็ปต์ 4WD ในขณะที่เมื่อเข้ามาภายใน มุมที่เห็นจากตำแหน่งผู้ขับ เขาบอกว่า TATA นั้นออกแบบบนพื้นฐานการใช้งานจริง     มีสไตล์รถยุโรป ซึ่งมีมุมที่เห็นด้วยอยู่บ้างตรงที่ความเรียบง่ายจนบางครั้งอาจรู้สึกว่าเรียบเกินไปด้วยซ้ำ แต่ก็มีตัวช่วยอยู้บ้างเช่น จอเครื่องเสียง 2DIN แบบtouch screen ขนาด 7 นิ้ว ที่กลางคอนโซล เบาะที่นั่งใหม่โทนสีดำ เป็นต้น

ในช่วงของการเดินทาง เราใช้งานในโหมดขับเคลื่อน 2 ล้อทั่วไป ซึ่ง เครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล ไดเร็กอินเจ็คชั่นใหม่ ขนาด 2.2 ลิตร  เทอร์โบแปรผันพร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ที่ได้รับการพัฒนาให้มีทั้งพละกำลังมากขึ้นและประหยัดน้ำมันขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม  ให้กำลังสูงสุด150แรงม้าที่ 4,000  รอบ/นาที  (เพิ่มขึ้นจากเครื่องยนต์ตัวเดิม 10 แรงม้า) พร้อมให้แรงบิดสูงสุดคงที่อย่างต่อเนื่องในรอบเครื่องยนต์ที่ต่ำลง 320 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500-3,000 รอบ/นาที (จากเครื่องยนต์ตัวเดิม
320 นิวตัน-เมตร ที่ 1,700-2,700 รอบ/นาที) ทำงานร่วมกับ ชุดเกียร์ใหม่ GBS-76 MK-II แบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ที่ส่งกำลังได้นุ่มนวลและไหลลื่นยิ่งขึ้น  ทำให้การเดินทางในย่านความเร็วปกติที่ควรเดินทางไม่มีปัญหาแต่อย่างใด รวมทั้งในการเร่งแซงก็สามารถทำได้ดีพอสมควร

ความน่าสนใจของ150NX-PLORE 4WD คงจะอยู่ที่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Shift-on-the-fly ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเลือกใช้งานได้ทั้งแบบ ขับเคลื่อน  2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ ทั้งแบบ 4H และ แบบ 4L นั่นเอง ซึ่งเราได้ทดลองใช้งานภารกิจออฟโรดกันเต็มที่ ในสนามที่เซ็ตไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะที่ กรังด์ปรีซ์ กอล์ฟคลับ กาญจนบุรี เริ่มด้วยการปรับระบบขับเคลื่อนจาก 2 ล้อมาเป็น 4 ล้อ การปรับระบบนี้จะมีปุ่มที่คอนโซลตำแหน่งขวามือใต้พวงมาลัย เป็นปุ่มเล็กๆ ไม่ใหญ่โต ใช้วิธีเลื่อนหาตำแหน่ง ขับ 2 ขับ 4 และ 4H 4L แล้วสังเกตอักษรนั้นจะขึ้นที่หน้าปัด เมื่อได้ตำแหน่งที่ต้องการซึ่งสามารถทำงานแบบ Shift-on-the-fly ได้ด้วย เราเลือกใช้ 4H วิ่งบนทางลูกรังเรียบและมีคลื่นเป็นระยะ

ภารกิจนี้ต้องบอกว่า ช่วงล่างสามารถซับแรงสะเทือนได้เป็นอย่างดีถึงดีมาก ไม่มีอาการกระเด็งกระดอนออกมาให้เกิดอาการปวดหลังแม้แต่น้อย และเมื่อเข้าสู่สนามออฟโรด เราเลื่อนมาใช้ 4L ไต่ระดับความชันประมาณ 40 องศาระยะกว่า  20 เมตร 150NX-PLORE 4WD พาเดินขึ้นอย่างนุ่มนวล ไม่มีอาการสะดุด หรือแม้แต่จะต้องการกำลังเพิ่ม จึงไม่ได้เดินคันเร่งส่งก็สามารถผ่านภารกิจได้อน่างสบายมาก นั่นเป็นเพราะแรงบิด 320 นิวตัน-เมตร เริ่มมีผลที่รอบเครื่องยนต์ตั้งแต่ 1,500 รอบ/นาที รวมทั้งในอีกหลายสถานีจำลองที่โหด เอียงซ้ายขวา 45องศาก็ผ่านได้ง่ายๆ การกลับมาของTATA Xenon ในครั้งนี้ ก็ยังมีความรู้สึกที่ดีให้กันอยู่ โดยเฉพาะกับภารกิจออฟโรดที่ ทำได้ดีเกินกว่าคาดคิด ยิ่งเมื่อต้องปิดจ๊อบที่ราคา 734,900 บาท ยิ่งทำให้ 150NX-PLORE 4WD เป็นตัวเลือกสำหรับแฟนออฟโรดอย่างดี

All New Mitsubishi Pajero Sport GT-Premium พีพีวีที่มากับความคุ้มค่าพร้อมตัวช่วยความปลอดภัยเหนือระดับ

0
ถึงเวลาลองของจริงกับ All New Mitsubishi Pajero Sport หลังจากที่เปิดตัวและได้ทดสอบแบบกระมิดกระเมี้ยนกับระบบความปลอดภัยบางส่วนเมื่อครั้งที่จัดขึ้นในสนามทดสอบ ณ อ.ศรีราชา การทดลองขับในครั้งนี้ถือว่าเป็นการสัมผัสกับรถอเนกประสงค์ที่ใช้แพลทฟอร์มเดียวกันกับ Triton แบบเจาะลึกถึงสมรรถนะและตัวช่วยต่างๆอย่างเต็มรูปแบบ  จนทำให้พอจะนิยามสั้นๆว่า…”ดีเกินความคาดหวัง” หลายคนคงอยากรู้ว่านิยามนี้ได้มาจากอะไรบ้าง ผมพร้อมที่จะเล่าให้ฟังครับ

เริ่มเรื่องกันที่เส้นทางในการทดสอบ ครั้งนี้ ทาง มิตซูบิชิ มอเตอร์ ประเทศไทย ได้จัดกิจกรรมการขับขี่ทั้งในรูปแบบของ Onroad และ Offroad บนเส้นทางกรุงเทพฯ-เขาค้อ ลองจินตนาการถึงสภาพเส้นทางก็แล้วกันครับว่าตัวแปรเรื่องเส้นทางจะเป็นโจทย์ที่ All New Pajero Sport ตอบคำถามนี้ได้โดนใจขนาดไหน ทางหลวงหมายเลข 21 ที่หลายคนคงเคยได้สัมผัสในการไปเยือน”เขาค้อ”หรือ สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ หลุม บ่อ และ ผิวทางที่เสียไปกับการหลั่งไหลของคลื่นมหาชนในช่วงเทศกาล จนทำให้เสน่ห์ของเมืองในหุบเขาแห่งนี้หายไป แต่แล้วทางการก็ได้ซ่อมบำรุงเส้นทางให้มีสภาพที่พร้อมใช้งาน ซึ่งถือเป็นเรื่องดีเพราะการขับขี่ระยะทางไกลขนาดนี้คงได้เห็นทีเด็ดต่างๆที่ผู้ผลิตได้อัดแน่นไว้ในรถคันนี้แน่นอน

รูปโฉมคงไม่ต้องสาธยายอะไรให้มากมายเพราะเชื่อว่าหลายๆท่านที่ติดตามข่าวสารของรถรุ่นนี้คงจะหลับตานึกถึง All New Pajero Sport ว่ามีรูปพรรณสัณฐานสะดุดตาขนาดไหน เอาเป็นว่าความคิดเห็นต่างๆที่กล่าวถึง ผมจะโฟกัสไปที่ ห้องโดยสาร เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง รวมถึงตัวช่วยขับขี่ และระบบความปลอดภัย ซึ่งถือว่าเป็นที่สุดแห่งเทคโนโลยีของค่ายมิตซูบิชิ

ห้องโดยสารของรถพีพีวีคันนี้เป็นแบบ 7 ที่นั่ง เน้นดีไซน์ไปทางด้านของความหรูหราและสะดวกสบายเป็นหลัก อีกหนึ่งประเด็นที่ค่ายผู้ผลิตให้ความสำคัญคือความเงียบของห้องโดยสาร โดยใช้วัสดุซับเสียงคุณภาพดีมาติดตั้ง ประเด็นเรื่องเสียงที่เกิดขึ้นในขณะขับขี่จะเล็ดรอดเข้ามาในห้องโดยสารบอกได้เลยว่าหายห่วง ต่อมาเป็นเรื่องของที่นั่งทั้ง 7 ตำแหน่ง เบาะนั่งทุกพื้นที่นั่งสบายและหุ้มด้วยหนังแท้ เบาะคู่หน้าปรับได้ด้วยไฟฟ้า แถวที่สองมีปุ่มพับเบาะที่ด้านบนพนักพิงหลังใช้ดึงง่ายๆเพียงครั้งเดียว เบาะส่วนนี้ก็จะพับทั้งส่วนรองนั่งและพนักพิงเพื่อให้ผุ้โดยสารเข้าไปนั่งในเบาะแถวที่ 3 เข้า-ออก ได้สะดวก จะให้ติคงเป็นเรื่องของเบาะนั่งแถวที่ 3 ซึ่งผู้โดยสารร่างใหญ่จะให้นั่งสบายตลอดการเดินทางคงจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องนัก แต่ถ้าเป็นเด็กๆหรือผู้ที่มีส่วนสูงต่ำกว่า 170 ซม. คอนเฟริ์มไว้ว่าสามารถนั่งได้โดยที่เข่าไม่ติดกับพนักพิงของเบาะนั่งแถว 2

ความสะดวกสบายต่อมาคือช่องแอร์ที่เดินทางลมไว้บนเพดานโดยมีช่องแอร์ส่งความเย็นไปถึงยังที่นั่งทั้ง 7 ตัว พวงมาลัยติดตั้งระบบ Multi-Function Steering Wheel โดยรวมสวิตช์ควบคุมการทำงานระบบต่างๆไว้เพียบนอกจาก ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ และ ระบบควบคุมความบันเทิง ยังมีสวิตช์ควบคุมกล้องมองภาพรอบคันซึ่งสามารถเลือกใช้งานโดยแสดงภาพผ่านจอของระบบ Entertainment and Navigation System ซึ่งอยู่บริเวณคอนโซลกลาง ใกล้กันจะเป็นระบบ Paddle Shift สำหรับปรับเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ในเวลาที่มีอารมณ์อยากสนุกกับการขับขี่

คอนโซลกลางออกแบบในสไตล์ T-Shape High Console ออกแบบให้ปุ่มควบคุมต่างๆอยู่ใกล้ตัวซึ่งจะไม่ทำให้เสียสมาธิการขับขี่และยังใช้งานง่าย ระบบปรับอากาศเป็นแบบแยกส่วนการทำงานของผู้โดยสารตอนหน้าและตอนหลังอย่างชัดเจน โดยในส่วนของผู้โดยสารแถวที่ 2 และ 3 จะมีแผงควบคุมระบบปรับอากาศแบบแยกอิสระ Rear Climate Control with Air Ventilation Outlet นอกจากนี้ยังแยกส่วนภาคบันเทิงไว้กับ Roof Monitor พร้อมเครื่องเล่น DVD และ หูฟังอินฟราเรด เพื่อไว้ใช้ดูหนังฟังเพลงสำหรับผู้โดยสาร

ใกล้กับคอนโซลกลางจะเป็นที่อยู่ของชุดคอนโซลเกียร์และสวิทช์ควบคุมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Super Select 4WD II มีให้เลือกระบบขับเคลื่อนถึง 4 แบบ  รวมถึงสวิทช์ควบคุมเบรกมือที่ใช้ไฟฟ้า Eletric Parking Brake สั่งการด้วยการใช้นิ้วดึงขึ้นเบาๆ เบรกมือก็จะทำงานทันที

ถึงเวลาที่ได้ลองสมรรถนะของเครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล รหัส 4N15 ขนาด 2.4 ลิตร 181 แรงม้า ผสานเทคโนโลยี Mivec Clean Diesel และ ระบบส่งกำลังเป็นแบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ มากับระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยไฟฟ้า ยังมี Super Selection 4WD Generation 2 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ทางมิตซูบิชิได้ทำการพัฒนาขึ้นมาใหม่ ต้องบอกว่าการทดสอบครั้งนี้เป็นแบบล้วงลึกกันเลยทีเดียว ด้วยความสมบูรณ์ของเส้นทางที่ได้รับการซ่อมบำรุง บางช่วงเป็นทางตรงยาวๆที่สามารถเรียกพละกำลังจากเครื่องยนต์แบบเต็มสมรรถนะ เมื่อใช้ความเร็วสูง การควบคุมรถทำได้อย่างแม่นยำในทิศทางที่ต้องการ เผลอมองไปที่ค่าเฉลี่ยอัตราสิ้นเปลืองป้วนเปี้ยนอยู่ที่ประมาณ 12 กม./ลิตร ก็ถือว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างประหยัด แต่เรื่องของความประหยัดไม่ใช่ประเด็นหลักในการทดสอบครั้งนี้ จุดเด่นอีกเรื่องอยู่ที่การถ่ายทอดสมรรถนะผ่านระบบเกียร์ลูกใหม่ซึ่งเน้นไปทางเรื่องของความนุ่มนวลเป็นหลัก ประเด็นนี้สัมผัสได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมี Ultrasonic Misacceleration Mitigation System ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว โดยส่งเสียงเตือนเข้าไปยังห้องโดยสาร และที่ขาดไม่ได้คือระบบช่วยขับขี่ในชื่อ Hill Descent Control System ตัวช่วยนี้ทำงานก็ต่อเมื่อแตะเบรคเบา ระบบจะสั่งการไปยังสมองกลเพื่อประมวลความเร็วและองศาความลาดชันของเส้นทาง ส่งไปยังสมองกลของระบบเกียร์ ส่งผลให้เกียร์ปรับลดตำแหน่งเพื่อให้ความเร็วเหมาะสมกับสภาพความลาดชัน แน่นอนว่าการขับขี่ทำได้อย่างสบายและปลอดภัยขึ้น ซึ่งจะทำงานชัดเจนก็ต่อเมื่อเจอสภาพเส้นทางในรูปแบบของทางหลวงหมายเลข 21 ที่มีทั้งความลาดชัน ทางโค้งคดเคี้ยวขึ้น/ลงภูเขา เมื่อทำงานร่วมกับ Hill Start Assisst System ซึ่งเป็นระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน ลองคิดดูแล้วกันว่าการเดินทางระยะไกลกว่า 400 กม.จะสะดวกสบายขนาดไหน

ผ่านช่วงทดสอบบนถนนหลวง ก็ถึงเวลาของการลองระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Super Select 4WD II ในรูปแบบของการขับขี่สไตล์ออฟโรด บอกไว้ก่อนเลยว่าระบบขับเคลื่อนนี้เป็นแบบเดียวกับที่ติดตั้งอยู่ใน Pajero รุ่นใหญ่ที่ขายต่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นความโชคดีของผู้บริโภคที่ได้ความคุ้มค่ากับระบบขับเคลื่อนที่ใช้เทคโนโลยีสูงสุดในรูปแบบของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบพาร์ทไทม์ ซึ่งสามารถเลือกรูปแบบการขับเคลื่อนได้ด้วยการปรับสวิตซ์ที่อยู่ใต้คันเกียร์ โดยมีความพิเศษกว่าคู่แข่งเพราะสามารถเลือกได้ใช้ถึง 4 รูปแบบ

สาธยายถึงระบบนี้กันก่อนว่าระบบขับเคลื่อนทั้ง 4 รูปแบบ เหมาะสมกับสภาพเส้นทางแบบไหน หากขับขี่บนถนนหลวงปกติ ทุกคนคงเลือกใช้แบบ 2H: 2WDHigh-Range ซึ่งกำลังเครื่องยนต์จะส่งไปที่ล้อหลัง 100% เติมความพิเศษไปอีกนิดสำหรับการขับขี่บนถนนหลวงในกรณีที่เกิดฝนฟ้าคะนองด้วย 4H: 4WD High-Range  ระบบจะส่งกำลังไปที่ล้อหน้า 40% ล้อหลัง 60% บนถนนแห้ง และ ล้อหน้า 50% ล้อหลัง 50% เมื่อถนนเปียกลื่น ถ้าเลือกใช้ระบบขับเคลื่อนในตำแหน่งนี้ระบบจะทำงานในรูปแบบการขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full-Time All Wheel Control ซึ่งทั้ง 2 รูปแบบของระบบขับเคลื่อนสามารถปรับตำแหน่งได้ทันทีโดยไม่ต้องจอดรถให้เกิดความยุ่งยากและเสียเวลา แต่ถ้าขับขี่บนสภาพพื้นผิวที่เป็นดินลูกรัง ที่เปียก ลื่น ให้ปรับไปที่ 4HLc: 4WD High-Range With Locked Transfer ระบบนี้จะปรับการส่งกำลังไปที่ล้อทั้ง 4 โดยมี Center Differential Locked คอยถ่ายกำลังไปที่ล้อหน้า 50% ล้อหลัง 50% แบบเท่ากันตลอดเวลา

และระบบที่ขาลุยพลาดไม่ได้ 4LLc :4WDLow-Range with Locked Transfer ใช้การส่งกำลังเช่นเดียวกับใน 4HLc แต่เพิ่มอัตราทดเกียร์ให้สูงขึ้น ทำให้มีพละกำลังในการบุกตะลุยเส้นทางทุรกันดาร รวมถึงเส้นทางที่เป็นเนินชัน ออกตัวไว้อีกนิดว่าใช้ความเร็วไม่ได้ 60 กม./ชม.เท่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถเลือกการส่งกำลังเครื่องยนต์ให้เหมาะกับสภาพเส้นทางได้ถึง 4 รูปแบบ คือ Gravel (ทางลูกรัง ทางกรวดลอย), Mud/Snow (โคลน/หิมะหนา), Sand (ทราย) และ Rock (ทางหินขรุขระ) คิดดูง่ายๆว่าระบบนี้จะมีอยู่ในระดับล้านต้นๆได้อย่างไร มันควรอยู่ในรถหรูจากค่ายผู้ผลิตฝั่งยุโรปด้วยซ้ำ แต่มิตซูบิชิ มอเตอร์ได้ชิงความได้เปรียบคู่แข่งด้วยการนำระบบขับเคลื่อน Super Select 4WD II มาใส่ไว้ใน  All New Mitsubishi Pajero Sport เป็นที่เรียบร้อย

ระบบความปลอดภัยจัดเต็มในแบบที่ไม่ธรรมดา เริ่มจาก Forward Collision Mitigation System ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว การทำงานของระบบนี้จะส่งสัญญาณจากเรดาห์ที่อยู่หลังกระจังหน้าโดยทำการประเมินระยะห่างจากรถคันหน้า เมื่อเรดาห์ตรวจพบและประเมินผลความเสี่ยงที่อาจเกิดอุบัติเหตุ ระบบจะเตือนด้วยสัญญาณไฟกะพริบที่มอนิเตอร์ขนาดเล็กบริเวณมาตรวัดความเร็วและจะส่งเสียงเตือนรวมถึงช่วยชะลอความเร็วพร้อมเพิ่มแรงดันน้ำมันเบรกเพื่อให้ประสิทธิในการหยุดรถทำได้ทันท่วงที

ในกรณีจุดอับสายตาขณะขับขี่ All New Pajero Sport มีตัวช่วยชื่อว่า Blind Spot Warning แสดงผลการทำงานในรูปแบบของไฟเตือนบนกระจกมองข้าง ทำให้ผู้ขับรับรู้ได้ว่ามีรถอยู่ในจุดอับสายตา ที่ไม่สามารถมองเห็นได้จากกระจกมองข้าง และเมื่อเปิดสัญญาณไฟเลี้ยว ระบบจะส่งเสียงเตือนพร้อมส่งสัญญาณไฟกะพริบที่กระจกมองข้าง ระบบนี้จะทำงานตั้งแต่ความเร็ว 20-140 กม./ชม.

ตัวช่วยการขับขี่ทั้งหมดที่กล่าวมาจะขาดไม้ได้กับไม้ตายที่เป็นระบบกล้องมองภาพรอบคัน Multi Around Monitor ระบบจะทำงานผ่านกล้องทั้ง 4 ตำแหน่งที่ติดตั้งอยู่รอบตัวรถ ต่อจากนั้นจะประมวลผลและแสดงภาพในรูปแบบ Bird’s Eye View ผ่านหน้าจอมอนิเตอร์บริเวณคอนโซลกลางรวมถึงส่งภาพจากมุมสูง เพื่อความสะดวกสบายในการเข้าจอดรถ

การทดสอบในครั้งนี้เป็นไปในแบบจัดเต็มทุกระบบทั้งเครื่องยนต์ ชุดส่งกำลัง และตัวช่วยการขับขี่ที่อัดแน่นไว้ใน All New Mitsubishi Pajero Sport GT-Premium ซึ่งเป็นตัวทอพและถือเป็นรุ่นเรือธงของค่ายมิตซูบิชิ แถมยังมีข่าวมาว่าแคมเปญเปิดตัวกับราคาที่ยั่วตาล่อใจเพียง 1,399,000 บาท ซึ่งทางผู้บริหารได้ฟันธงให้ยืดระยะเวลาของโปรโมชั่นนี้ต่อไป ส่งผลให้ ณ เวลานี้ All New Mitsubishi Pajero Sport มียอดจองทะลุ 6,000 คันเป็นที่เรียบร้อย สำหรับผู้ที่มองหารถพีพีวีซึ่งตอบโจทย์การเดินทางด้วยความสะดวกสบายและปลอดภัยในทุกเส้นทางคงไม่ลังเลที่จะจับจองเป็นเจ้าของ เตือนไว้สักนิดว่า”อย่าช้า” เพราะถ้าพลาด รถดีราคาถูกอาจจะปรับราคาขึ้นไปอีกเกือบๆ 50,000 บาทเลยทีเดียว

นิยามแกร่งที่เราได้กำหนดไว้บนประเทศมองโกเลียด้วย Mazda BT-50

0
รอยล้อของกระบะ Mazda BT-50 ที่ฝากไว้ในประเทศมองโกเลีย แผ่นดินที่มีอดีตอันยิ่งใหญ่และเกรียงไกรจากมหาบุรุษที่มีชื่อว่า “เจงกิสข่าน” รอยล้อและความประทับใจในการเดินทาง ตลอดระยะเวลา 3 วันกับระยะทางกว่า 1,400 กิโลเมตร เป็นอะไรที่สุดแสนพิเศษที่ยากจะลืมกลับจำทีเดียว เพราะทุกๆ เมตรของระยะทาง หญ้าทุกๆ เส้นที่ผ่านไปและก้อนหินทุกๆ ก้อนที่วิ่งผ่าน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นภารกิจพิชิตฝันของผู้มาเยือนอย่างแท้จริง

ทุกสัมผัสที่ได้รับจากการเดินทางบนแผ่นดินมองโกเลีย ด้วยรถกระบะ Mazda BT-50 ไม่ธรรมดาเลยในทุกเส้นทางที่ผ่านไป ทั้งหมดเป็นไปด้วยความแข็งแกร่งในการตะลุย สะดวกสบายในการใช้งาน และให้กำลังที่เพียงพอต่อทุกเส้นทางที่ต้องการไป ซึ่งสามารถควบคุมได้ตามที่กำหนด ไม่มีปัญหาหรือสร้างความกังวลใจแต่อย่างใด ทุกๆ อย่างดูเป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบาย เมื่อกระบะ Mazda BT-50 มาถึงและจากไป

เรื่องราวจากกระบะ Mazda BT-50 บนเส้นทางกว่า 1,400 กิโลเมตร ที่ไม่ใช่ทางเรียบสีดำให้ได้วิ่งใช้งาน แต่เป็นทางกรวดทรายมีก้อนหินและเนินเล็กๆ กับร่องน้ำ สลับไปมาตลอดเส้นทางของการเดินทางครั้งนี้ มีเส้นทางสายสีดำราบเรียบให้ได้วิ่งบ้าง เพื่อคลายอารมณ์และสร้างกำลังให้ฮึกเหินกับเส้นทางที่รอข้างหน้า

คณะ Mazda BT-50 กรุ๊ปสองเดินทางถึงสนามบินเจงกิสข่าน ประเทศมองโกเลีย และเดินทางเที่ยวชมเมือง Ulaanbataar เมืองหลวงใหม่ของผืนแผ่นดินแห่งนี้ ทุกอย่างๆ เหมือนกับประเทศเกิดใหม่ มีวัฒนธรรมใหม่ๆ หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอาหารประเภทฟาสต์ฟู๊ดมีให้เห็นทุกๆ มุม ตึกรามบ้านช่องเป็นแบบสมัยใหม่ ผสมผสานกับตึกเก่าๆ ที่เรียงรายสลับกัน ตลอดสองเส้นทางที่เรานั่งรถผ่านไป เราใช้เวลาประมาณเกือบชั่วโมงกว่าจะผ่านการตราจรที่หนาแน่น เหมือนกับอยู่บนถนนรัชดาภิเษก รถยนต์คับคั่งทั้งแบรนด์จากญี่ปุ่นและเกาหลี มีน้อยนิดสำหรับแบรนด์จากยุโรป รถมอเตอร์ไซค์แทบจะไม่เห็น ในที่สุดก็มาถึงจตุรัสซัคบาทาร์ซึ่งเป็นที่ตั้งของรูปปั้นของซัคบาทาร์ ผู้ประกาศอิสรภาพให้กับมองโกเลียในปี 1921 จากนั้นไปชมพิพิธภัณฑ์ของเมืองแห่งนี้ และเคารพกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของมองโกเลีย คือ เจงกิสข่าน อูเกไดข่าน และกุบไลข่าน ซึ่งเป็นรูปปั้นขนาดใหญ่ชัดเจน บริเวณจัตุรัสยังเป็นสถานีพักผ่อนของชาวมองโกลเลียอีกด้วย  มีครอบครัวพาลูกหลานมาวิ่งเล่นและขี่จักรยานในบริเวณนี่เป็นจำนวนมาก

วันนี้จะเป็นการเดินทางตะลุยมองโกเลียกับ Mazda BT-50 อย่างแท้จริง เพราะเราจะเดินทางจากเมืองหลวงใหม่ Ulaanbataar เพื่อไปรำลึกถึงอดีตในเมืองหลวงเก่า Kharakhorum ด้วยระยะทางกว่า  400 กิโลเมตร หนทางข้างหน้ามิอาจคาดเดาได้ว่าเป็นเช่นไร จะง่ายดายหรือยากลำบากแค่ไหน เราจะทำให้ได้เหมือนกับที่ท่านข่าน “เจงกิสข่าน” ได้ทำสำเร็จไว้เมื่อ 1,000 ปีก่อนหน้านี้

เราเคลื่อนพลออกจากเมืองหลวงใหม่ เพื่อย้อนอดีตไปเมืองเก่า Kharakhorum ที่ซึ่ง “เจงกิสข่าน”เคยใช้เป็นสถานที่พำนัก ตัวเลขระยะ 400 กิโลเมตรอาจธรรมดาเมื่ออยู่ในกรุงเทพฯ หรือใช้เวลาไม่นานในการเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง หากแต่บนเส้นทางของการเดินทางครั้งนี้ไม่ธรรมดา เพราะเป็นเส้นทางทุรกันดาร สลับทรายและก้อนหิน ต้องมีอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 6-7 ชั่วโมง หรืออาจมากกว่านั้นแล้วแต่สภาพอากาศและสภาพถนนที่ต้องเดินทางไป นั่นเป็นคำบอกกล่าวจากไกด์ชาวมองโกเลีย

ขบวนรถกระบะ Mazda BT-50 จำนวน 11 คัน พร้อมแล้วสำหรับการพิชิตมองโกเลีย เราเคลื่อนพลด้วยรถกระบะ Mazda BT-50 แบบฟรีสไตล์แค็ปและดับเบิ้ลแค็ป ด้วยเครื่องยนต์ 2.2 ลิตร 150 แรงม้ากับแรงบิด 375 นิวตัน-เมตร และระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีดกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดเช่นกัน ทั้งหมดเป็นระบบขับเคลื่อน 2 ล้อแบบยกสูง Hi-Racer เราพร้อมแล้วสำหรับการพิชิตมองโกเลียในครั้งนี้

รถกระบะ Mazda BT-50 ที่ผมใช้เป็นรุ่นฟรีสไตล์แค็ป Hi-Racer กับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด เราออกจากเมืองหลวงใหม่ในเวลา 8.30 น. เดินทางผ่านการจราจรที่หนานแน่นในตอนเช้าไม่ต่างจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีเราจึงออกจากตัวเมืองมาได้กับระยะทางเพียง 10 กม. เท่านั้น ออกจากตัวเมืองแล้วภาพที่เห็นเบื้องหน้า เป็นเส้นทางของรอยล้อบนทุ่งหญ้าและขอบฟ้าสีฟ้าพร้อมปุยเมฆบางๆ ล่องลอยอย่างสบายใจบนท้องฟ้า เป็นความสวยงามที่ไม่อาจบรรยายได้ด้วยตัวอักษร และไม่สามารถมองหาได้ที่ไหน นอกจากเบื้องหน้าผมและเพื่อนร่วมขบวนเท่านั้น

ทำไมหรือครับ เพราะด้วยเส้นทางแบบนี้ไม่มีรถบัสให้คุณโดยสารเข้ามา นอกเหนือจากรถส่วนตัวที่ชำนาญทาง หรือคนบ้าอย่างขบวนรถกระบะ Mazda BT-50 เท่านั้น ไม่มีจุดหมายบอกเป้าหมาย ไม่มีป้ายบอกทางหรือทิศทางหรือระยะทางที่จะไป ไม่มีจุดสังเกตหรือจุดแลนด์มาร์กให้คุณได้ปักหมุดลงบนสมาร์ทโฟนของคุณ เพราะที่นี่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ให้ใช้งานสื่อสาร นอกจากสัญญาณ GPS และความเชี่ยวชาญชำนาญทางจากผู้นำทางท้องถิ่นเท่านั้น เพียงแค่นี้ก็ทำให้คุณสนุกและระทึกไปพร้อมๆ กัน

“ท้องฟ้ากับทุ่งหญ้า” ภาพเหล่านี้ผ่านสายตาแบบไม่รู้จักจบสิ้น ผ่านมาแล้วก็ผ่านมาตลอดระยะทางที่เราเดินทาง ไม่มีรถสวนทางให้ต้องกังวล นอกจากความกลัวว่าจะหลงฝูงเท่านั้นเอง หากพลาดกับขบวนคาราวานครั้งนี้ เพราะหากคุณทิ้งช่วงห่างไปเพียงเล็กน้อย สันเหลี่ยมเนินหญ้าที่ทอดรออยู่ข้างหน้า จะเป็นเหมือนผ้าปิดตาสำหรับคุณ ทำให้คุณไม่สามารถเห็นเพื่อนร่วมทางของคุณได้เลย นอกเสียจากเสียงวิทยุที่คอยบอกทางและรายงานเส้นทางให้คุณทราบ มากกว่าการรายงานของ จส.100 เสียด้วยซ้ำ จึงเป็นที่มาของคำว่า ถ้าคุณหลุดหรือไม่เห็นขบวน ให้คุณจอดรถอยู่ตรงจุดนั้น ไม่ต้องตามหาขวนแต่ขบวนจะตามหาคุณเอง

เพราะด้วยเส้นทางที่ไม่รู้จบและไม่เห็นจุดหมายปลายทาง ทำให้ต้องพึงสัญญาณ GPS เป็นหลัก แต่กระนั้นก็มีการออกนอกเส้นทางบ้าง เนื่องจากการขาดหายของสัญญาณ อย่างไรก็ตามด้วยความชำนาญและประสบการณ์ของความเป็นคนมองโกเลีย คนพื้นที่ทำให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางได้เหมือนเดิม เรามีจุดแวะพักดื่มน้ำถ่ายของเบาของหนักตามอัธยาศัย โดยไม่มีร่มเงาไม้ใหญ่หรือพุ่มไม้คุณได้ปิดบัง ลมที่แรงยังเป็นปัญหาในการถ่ายของเบา อากาศที่หนาวเย็นระดับ 9 องศา ทำให้เราไม่อยากออกจากรถกระบะ Mazda BT-50 นานเท่าไร

เรามาถึงเมืองหลวงเก่าซึ่งเป็นครึ่งทางของการเดินทางครั้งนี้ ทานอาหารกลางวันแบบพื้นเมือง ด้วยซุปร้อนๆ และแกงมองโกเลียที่คล้ายกับแกงกระหรี่ มีข้าวแบบเม็ดเล็กๆ เหมือนข้าวญี่ปุ่น เสริฟ์พร้อมขนมปังกับเนยและชีส อาหารพอทานได้สำหรับคนที่ไม่ชอบรสจัด ที่ขาดไม่ได้เป็นน้ำร้อนเสริฟ์พร้อมชา ไม่มีน้ำเย็นกลั้วคอให้ชื่นใจ มีแต่เติมความอบอุ่นเข้าร่างกายให้มากที่สุด ในทุกสุดมื้อกลางวันแบบชาวมองโกเลียเสร็จสิ้น

เราออกเดินทางกันต่อเพราะยังเหลือระยะทางให้ได้ลุ้นอีกไม่ต่ำกว่า 200 กม. แม้จะรู้ว่าข้างหน้ามีรอยล้อกับขอบฟ้าและทุ่งหญ้าเหมือนเดิม แต่เราอยากรู้ว่าทำไมถึงจะไปถึงที่พักได้ แม้ว่าเราจะเชื่อใจในสมรรถนะของรถกระบะ Mazda BT-50 ด้วยกำลังของเครื่องยนต์และระบบเกียร์ที่ใช้งานง่าย ทำให้ทุกอย่างอยู่ในการควบคุม ซึ่งสามารถใช้ได้จนหมดถึงเกียร์ 6 แต่นั่นเป็นเพียงช่วงสั้นๆ ก่อนที่จะต้องดึงลงเกียร์ 3 เพราะร่องน้ำและเนินหินเล็กๆ ที่ทำให้เราต้องเหยียบเบรกและเชนจ์เกียร์ลง ประสิทธิภาพเบรกไว้ใจได้ พวงมาลัยแม่นยำควบคุมได้อย่างคล่องมือ

ไม่ทันไรเราได้ใช้ศักยภาพของการควบคุมพวงมาลัยทันที เพราะรถนำขบวนเปลี่ยนเส้นทางแบบทันที จากเส้นทางที่มีรอยล้อกลายเป็นทุ่งหญ้าที่เราเห็นมาตลอด วิ่งมาได้สักระยะเราก็กลับสู่เส้นทางรอยล้ออีกครั้ง แม้เพียงช่วงสั้นๆ แต่แปลกใจเหมือนกัน ถึงแม้ว่าช่วงล่างของ BT-50 จะเอาอยู่ในทุกสถานการณ์ก็ตาม มีความแข็งและความนุ่มเล็กให้ได้สัมผัส ทำให้เราไม่สะเทือนบั้นท้ายมากเกินไป และไม่ทำให้เราเสียการควบคุมรถอีกด้วย และในที่สุดเราก็ผ่านขอบฟ้าและทุ่งหญ้ามาถึงที่พักแรมในคืนนี้ ซึ่งเรียกว่า Monkh Tenger Camp ไม่ใช่แคมป์แต่เป็นกระโจมทรงกลมขนาดใหญ่สีขาว เรียงรายอยู่เบื้องหน้าเราชาว BT-50 คืนนี้เราขอเป็นชาวมองโกเลีย

กระโจมที่เรียงรายอยู่ข้างหน้าประมาณ เกือบ 20 หลัง สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับเราเป็นอย่างมาก เพราะจะได้สัมผัสกลิ่นอายความเป็นมองโกเลียอย่างใกล้ชิด สักครั้งหนึ่งของชีวิตซึ่งไม่มีใครที่จะได้ใช้ชีวิตแบบนี้ เหมือนเช่นที่เราได้ผ่านมาทั้งตลอดวันของการเดินทางในวันแรก

กระโจมที่เราใช้นอนพักเป็นรูปทรงกลม มีกรวยสูงอยู่ด้านบนพร้อมปล่องไฟ ตัวคุมกระโจมเป็นผ้าที่มีความหนาแต่มีความนุ่มผสมด้วย ดูแล้วไม่น่าจะทนความหนาวได้เลย ตัวกระโจมมีความสูงประมาณ 3-4 เมตร มีช่องเปิดรับอากาศภายนอกและปล่องไฟ ภายในกระโจมมีความกว้างประมาณ 5 เมตร พอสำหรับครอบครัวใหญ่ 5-6 คน แต่ที่นี่คือโรงแรมจึงมีเพียง 2 เตียงซ้ายขวา ซึ่งไม่ได้เป็นฟูกหนานุ่มแต่อย่างใด เป็นเพียงที่นอนธรรมดาและผ้าห่มพอดีตัว ไม่หนาไม่บาง โดยมีเตาเหล็กขนาดกลางตั้งอยู่ตรงกลางห้อง อันเป็นแหล่งพลังงานความร้อน เพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับเราคืนนี้

กลางคืนที่นี่อากาศเย็นยะเยือกจริงๆ ประมาณ 1-3 องศา บวกกระแสลมและฝนตกอีกด้วย ยิ่งทำให้ทุกอย่างเย็นยะเบือกสะท้านกายจริง เสื้อผ้าที่เตรียมไปไม่พอกับอากาศเย็นแบบนี้ ไม่มีถุงมือไม่มีหมวกใส่ เราจึงใช้ชีวิตอยู่ในกระโจมรับแขกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นสถานที่ทานอาหารเย็นและสังสรรค์เล็กๆ เมื่อทุกอย่างลงตัวได้เวลาพักผ่อนกันเสียที พนักงานกระโจมเข้ามาติดไฟให้กับห้องกระโจมของเรา ไม้สนกระดาษดูจะเป็นอะไรที่เข้ากันดี ไม่ช้าทุกอย่างก็เรียบร้อย เตาไฟพร้อมกับควันไม้อบอวลเล็กๆ ในห้อง แต่นั่นไม่ได้สร้างความอบอุ่นให้เราทันที ต้องรอสักระยะประมาณ 10 นาที ความร้อนจากไม่สนกระจายความร้อนออกมานอกเตา ทำให้เรารับรู้ได้ถึงไอร้อนที่สัมผัสตัวเรา

เผลอหลับแบบไม่รู้ตัวจากความอ่อนล้าในการเดินทาง หรือการสังสรรค์ไม่อาจบอกได้ แต่ก็ต้องตื่นเมื่อร่างกายรู้สึกได้ถึงความเย็นที่ปกคลุมในห้อง ซันรูฟบนหลังคาที่เปิดไว้ระบายอากาศ กลายเป็นหน้าต่างรองรับสายลมที่กระหน่ำเข้ามาอย่างเต็มๆ ระบบเปิด-ปิดหลังคาไม่ทำงาน และไม่สามารถแก้ไขได้ในชั่วโมงนี้ คืนนี้จึงต้องฟังเสียงลมและสัมผัสไอเย็นกันแบบเต็มๆ ดั่งเช่นที่ชาวมองโกเลียดำเนินชีวิตในอดีตและปัจจุบันนี้

วันที่สองของเดินทางเรามีจุดหมายปลายทางคือ เมือง Baga gazriin chuluu กับระยะทาง 350 กิโลเมตร ผู้นำทางบอกว่าวันนี้จะผ่านทุ่งหญ้าและวิวสวยงาม ทั้งหมดนี้เป็นกำลังใจให้เราอยากเดินทางไปเห็นด้วยตาของเรา และสัมผัสกลิ่นอายเหล่านั้นด้วยสรีระของเราเอง

ระยะทาง 350 กม. ไม่ใช่ปัญหาสำหรับกระบะ BT-50 แต่อย่างใด แม้จะกรำศึกมาตลอด 400 กม. เมื่อวานนี้ เสียงเครื่องยนต์ยังคงเดินเรียบและให้พลังเหมือนเดิม เมื่อยามที่เราห้อตะบึงในทุ่งกว้างที่ไม่มีที่สิ้นสุด ปีนไต่ทางลาดชันและเนินก้อนหินที่ผุดขึ้นเป็นหย่อมในเส้นทาง ช่วงล่างตอบรับการใช้งานได้ค่อนข้างดี มีการดูดซับแรงสะเทือนได้อย่างเหมาะสม ทำให้เราเดินทางไปถึงจุดชมวิวและจุดแวะพักได้อย่างรวดเร็ว แม้จะใช้เวลาเกือบ 2 ชม. กับระยะทางเกือบ 200 กม.ก็ตาม แต่เราก็สึกสนุกและท้าทายเป็นอย่างมาก

ทุ่งหญ้าเขียวพร้อมทะเลสาบเบื้องหน้า เป็นอะไรที่สวยงามบรรเจิดตาเป็นอย่างมาก ลองนึกภาพสนามหลวงรวมกันกว่า 100 สนามหลวง โดยมีแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ด้านหน้า พร้อมกับท้องฟ้าขนาดใหญ่เป็นองค์ประกอบ ทั้งหมดนี้รวกันเป็นภาพความประทับใจบนทุ่งหญ้ามองโกเลียแห่งนี้ จากนั้นเราเดินทางต่อโดยมีจุดหมายปลายทางคือที่พัก ซึ่งเรียกว่า Erdene Ukhaa Camp ที่พักยังเป็นกระโจมเหมือนเดิม แต่มีขนาดเล็กกว่าเดิมและไม่มีเตาไฟให้ความอบอุ่นอีกด้วย เพียงแต่คืนนี้ทุกอย่างปิดสนิท ซันรูฟไม่มีการเปิดประตูปิดสนิท มีเพียงช่องระบายลมจากรอยต่อของพื้นกับตัวกระโจมเท่านั้น คืนนี้หลับกันอย่างสบาย

วันที่สามเราเดินทางไปในทุ่งหญ้าเช่นเดิม วันนี้เราเดินทางเบาะแค่ 400 กม. เท่านั้น เราพร้อมและ Mazda BT-50 ก็พร้อมเช่นกัน  ยังคงเป็นเส้นทางเดิมๆ ของรอยล้อกับทุ่งหญ้าและเนินหิน วันนี้เราทำงานได้ค่อนข้างดี ถ้าไม่เจอบ่อทรายที่ซึมซับน้ำไว้เล็กน้อย จึงทำให้มีรถติดหล่มทรายกันเล็กๆ แต่นั่นก็ทำให้ได้รู้จักและสังเกตเส้นทางที่แปรเปลี่ยนไป ทุ่งหญ้าเริ่มเปลี่ยนสีดอกไม่กอเล็กเริ่มหายไป ใกล้ฤดูหนาวเข้ามาแล้วสินะ เพราะที่นี่จะเริ่มประมาณเดือนธันวาคม มีหิมะตกหนาสูงมากกว่า 1 ฟุต อุณหภูมิเบาๆ แค่ -40 องศา ไม่เท่าไรขนาดแค่ 3 องศายังหนาวเกือบตาย แล้วถ้าเป็น 40 องศาจะเป็นเช่นไร ไม่อยากคิด แต่คนที่นี่สามารถใช้ชีวิตกันได้อย่างเป็นปกติ วันนี้เราพักที่กระโจมที่เรียกว่า Gobi Sunrise Camp

ซึ่งก่อนที่เราจะเข้าพักเราได้เห็นทะเลทรายโกบี ซึ่งมองเห็นไกลๆ แต่มีขนาดใหญ่ จากที่พักเราหากจะไปที่ทะเลทรายโกบีมีระยะทางประมาณ 100 กม. เพียงเท่านี้ก็ถอดใจแล้วครับ ขอชมภาพความเวิ้งว้างว่างเปล่าของทะเลทรายโกบี ด้วยสายตาที่มองเห็นก็แล้วกันครับ

เราออกเดินทางเหมือนเช่นเดิมเพื่อไปรับพลังงานจากธรรมชาติ หรือที่เรียกว่า Energy Place เนื่องจากมีพระธุดงด์เดินทางและได้หยุดพักผ่อนสถานที่แห่งนี้ พอตื่นขึ้นมาเหมือนมีพลังงานในตัวมากมาย ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ถูกถ่ายทอดบอกกล่าวกันต่อๆ ไป ทำให้ทุกวันนี้สถานที่แห่งกลายเป็นสถานที่สำคัญของชาวมองโกเลีย และจะมีการเฉลิมฉลองเป็นประจำทุกๆ ปีในช่วงเดือนกันยายน

พวกเราซึบซับขนบธรรมเนียมประเพณีของสถานที่แห่งนี้พอสมควร และเดินทางไปนอนรับพลังงานบนหินสีแดง ที่ซึ่งชาวมองโกเลียเชื่อว่าเป็นแหล่งที่ถ่ายทองพลังงาน เมื่อเรานอนจะรับรู้ถึงความเย็นของหินที่ซึมผ่านร่างกายเข้ามา เหมือนได้นอนพักในห้องนอนที่แสนสบาย ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีทุกอย่างเป็นอันเสร็จสิ้น เราลองหยับหินสีแดงเพื่อเปรียบเทียบกันหินอันอื่นในที่เดียวกัน พบว่าหินสีแดงมีความเย็นในตัวแต่หินสีอื่นไม่มีอะไรเลย อยากให้ได้ลอง ซึ่งผมสบายตัวและมีพลังงานเต็มเปี่ยม เพื่อที่จะเดินทางต่อไปยังจุงดปลายทางชายแดนมองโกเลียวันนี้

เราใช้เวลาไม่นานเพราะวันนี้ใช้เส้นทางสีดำมากกว่า มีทางขรุขระเล็กน้อย ถนนยางมะนอยสีดำราบเรียบแบบไม่รอยต่อ ทำให้ใช้ความเร็วก้นได้พอสมควร จึงมาถึงชายแดนได้อย่างรวดเร็ว ประมาณ 2 ชม.นิดๆ กับระยะทาง 100 กม. วันสุดท้ายในมองโกเลีย ยังคงมีภาพความประทับใจในทุ่งหญ้าและท้องฟ้าเช่นเคย ภาพเหล่านี้ตรึงตราและถูกฝังในความทรงจำของเราอย่างมิรู้ลืม ตราบนานเท่านานในความเป็นซูม…ซูม

New Chevrolet Cruze MY 2015 มากับลุคส์หรู เพิ่มฟังค์ชั่นเพื่อความสะดวกสบาย

0
New Chevrolet Cruze MY 2015
มากับลุคส์หรู เพิ่มฟังค์ชั่นเพื่อความสะดวกสบาย

คอมแพคซีดานแห่งค่ายโบว์ไทพ์ ที่ได้รับการปรับโฉมให้สง่างาม พร้อมกับความสะดวกสบาย รวมถึงปรับแต่งโปรแกรมใหม่ให้เกียร์อัตโนมัติ เพื่อสมรรถนะที่ดียิ่งขึ้นกว่ารุ่นเดิม ทดสอบรอบกรุงกับกิจกรรมแรลลีในรูปแบบกิ๊บเก๋

เงียบหายไปพักใหญ่กับ CHEVROLET CRUZE คอมแพคซีดานขนาดกลางแห่งค่ายโบว์ไทพ์ การกลับมาครั้งนี้ เชฟโรเลต์ เซลส์ ประเทศไทย ได้ใช้ชื่อใหม่กับ Amazing New Chevrolet Cruze ซึ่งเป็นการปรับปรุงสไตล์ไมเนอร์เชนจ์ รวมถึงจัดงานต้อนรับการหวนกลับเข้าสู่สังเวียนของรถซีดานด้วยกิจกรรมทดสอบรถยนต์ในรูปแบบแรลลีรอบกรุงเทพ เพื่อพิสูจน์สมรรถนะการใช้งานหลากหลายรูปแบบทั้งในเมืองที่มีการจราจรคับคั่ง ตลอดจนได้มีการกำหนดเส้นทางให้ขับขี่ในเขตปริมณฑล เพื่อสัมผัสกับ Cruze โฉมใหม่ที่ยกระดับความหรูหราในด้านการออกแบบภายนอกและภายในที่ทันสมัยยิ่งขึ้น

Amazing New Cruze มากับสีเทา Silver Stell Gray ปรับเปลี่ยนกระจังหน้าชุดใหม่เป็นแบบดูอัลพอร์ท ติดตั้งไฟส่องสว่างขณะขับขี่กลางวัน (Day Time Running Light) ทั้งยังดีไซน์กันชนหลังและไฟท้ายที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก Camero เติมเต็มความสปอร์ตด้วยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วลายใหม่ล่าสุด ห้องโดยสารเป็นอีกหนึ่งส่วนที่ได้รับการปรับลุคส์ให้มีความหรูหราด้วยการใช้ สีดำ-น้ำตาลแดง ตามชื่อที่ใช้เรียกว่า “Saddle Up” สวิทช์ควบคุมระบบต่างๆ จัดวางเพื่อใช้งานได้สะดวก พร้อมทั้งติดตั้งหน้าจอทัชสกรีนสีขนาด 7 นิ้วรองรับระบบอินโฟเทนเมนท์ เชฟโรเลต มายลิงค์ มากับเทคโนโลยีแอพพลิเคชั่นในตัว เพิ่มประสิทธิภาพการสั่งงานด้วยเสียง และการเชื่อมต่อระบบเสียงผ่านบลูทูธ

Cruze โฉมใหม่ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทั้งระบบเข้าออกห้องโดยสารและสตาร์ทเครื่องยนต์โดยไม่ต้องใช้กุญแจหรือ PEPS (Passive Entry Passive Start) ที่พวงมาลัยมีสวิทช์ควบคุมเครื่องเสียงและควบคุมความเร็ว รวมถึงระบบปัดน้ำฝนและระบบเปิด-ปิดไฟหน้าแบบอัตโนมัติ

ขุมพลังยังคงใช้เครื่องยนต์ ECOTECH รหัส F18D4 แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว ขนาดความจุ 1.8 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 141 แรงม้าที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 177 นิวตันเมตรที่ 3,800 รอบ ปรับจูนซอฟต์แวร์และกล่องควบคุมอีซียู (Electronic Control Uni) โดยระบบสมองกลคอมพิวเตอร์จะทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์หลายตัว รวมถึงปรับเปลี่ยนหัวฉีดให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เช่นเดียวกับระบบจ่ายเชื้อเพลิงที่มีประสิทธิภาพในการตรวจจับปริมาณเอทานอล ทำให้รองรับเชื้อเพลิง E85 ได้ ส่งผลให้ Cruze เป็นรถแบบ “เอฟเอฟวี” (Flex-Fuel Vehicle) ซึ่งรองรับเชื้อเพลิงเบนซินทุกรูปแบบ นอกจากการลดมลพิษที่จะเกิดกับสภาพแวดล้อม ยังทำให้ลูกค้ามีทางเลือกเพิ่มมากขึ้นในการเติมเชื้อเพลิงที่มีหลายระดับราคา ทั้งยังมีการปรับแต่งระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด GF6 เจนเนอเรชั่นที่ 2

นอกจากการปรับแต่งรูปโฉมรวมถึงขุมพลัง ทีมผู้ออกแบบยังคงระบบความปลอดภัยทั้งแบบแอคทีฟและแบบแพสซีฟ ได้แก่ ถุงลมนิรภัยคู่หน้าและด้านข้าง ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS ระบบกระจายแรงเบรกอิเลกทรอนิก EBD ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP ระบบป้องกันการลื่นไถลและกุญแจนิรภัยอิมโมบิไลเซอร์ ระบบความปลอดภัยแบบแพสซีฟครอบคลุมถึงตัวถังเหล็กกล้า คานนิรภัยด้านข้างที่ออกแบบมาเพื่อต้านทานแรงกระแทกพลังงานสูง

การทดสอบในครั้งนี้เป็นไปในรูปแบบของกิจกรรมแรลลี่ทั่วกรุงเทพฯ ทั้งถนนบนทางด่วนและถนนในเมือง นอกจากการเปลี่ยนแปลงรูปโฉมให้มีความหรูหรา สิ่งอำนวยความสะดวกในรูปแบบของระบบมายลิงค์ ที่ใช้เสียงคำพูดเป็นคำสั่งการใช้งาน ทำให้ไม่การขับขี่ไม่เสียสมาธิ และอีกหนึ่งเรื่องที่เด่นชัดคือระบบส่งกำลังที่ได้รับการปรับแต่งให้สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนเกียร์ที่นุ่มนวลมากขึ้นและตอบสนองการขับขี่ได้ดีกว่าเดิม แถมยังประหยัดเงินในกระเป๋ากับการปรับจูนกล่องอีซียูและระบบหัวฉีดให้รองรับกับเชื้อเพลิง E 85 ที่น่าเสียดายคือ Amazing New Chevrolet Cruze เปิดตัวพร้อมจำหน่ายเพียงรุ่น LT และ LTZ เท่านั้น ส่วนในรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลยังคงต้องรอลุ้นกันต่อไป เพราะไม่มีคำตอบว่าจะผลิตออกจหน่ายเมื่อไหร่

Amazing New Chevrolet Cruze ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 946,000 บาท สำหรับรุ่น LT และ 998,000 บาท ในรุ่นสูงสุด หรือ LTZ