Home Blog Page 571

Michelin Primacy Suv ยางสำหรับรถเอสยูวี และ พีพีวี ที่ให้ความปลอดภัยสูงสุด

0

บริษัท สยามมิชลิน จำกัด จัดกิจกรรมทดสอบพร้อมเปิดตัวยางรถยนต์รุ่น Michelin Primacy Suv สำหรับรถเอสยูวี และพีพีวี ที่เพิ่มเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยจากการควบคุมและหยุดรถได้อย่างแม่นยำ พร้อมป้องกันการลื่นไถลบนสภาพพื้นผิวที่เปียกได้อย่างดีเยี่ยม เพื่อตอบโจทย์ให้กับผู้บริโภคในกลุ่มของรถเอสยูวี และพีพีวี ที่มีการขยายตัวเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน

อเล็กซองด์ อองนิยง ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจรถยนต์นั่งและรถปิกอัพ บริษัท สยามมิชลิน จำกัด เผยว่า “Michelin Primacy Suv ถูกคิดค้นและผลิตขึ้นเพื่อรองรับตลาดรถเอสยูวีที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับตลาดยางของรถเอสยูวีซึ่งมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นและจะขยายตัวต่อเนื่องไปในระยะเวลาอีก 5 ปี แนวโน้มการเติบโตที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว มิชลินจึงไม่หยุดพัฒนายางให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อตอบสนองการใช้งานของผู้บริโภคที่ใช้รถในกลุ่มเอสยูวี”

อเล็กซองด์ กล่าวต่อว่า “มิชลินได้ทำการวิจัยกลุ่มผู้ใช้รถเอสยูวีด้วยเหตุผลที่ว่า กลุ่มผู้บริโภคเลือกใช้รถเอสยูวีเพราะต้องการความปลอดภัยสูงสุดสำหรับตนเองและครอบครัว ทั้งรูปแบบการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางไกล ด้วยจุดเด่นของตัวรถที่มีขนาดใหญ่ แข็งแกร่ง มาพร้อมวิสัยทัศน์การขับขี่ที่ดีกว่า ในขณะเดียวกันการบังคับควบคุมและการหยุดรถซึ่งทำได้ยากกว่ารถยนต์นั่งทั่วไปโดยเฉพาะบนสภาพพื้นผิวที่เปียกและมีน้ำขัง จากสาเหตุหลักเหล่านี้ จึงทำให้ Michelin Primacy Suv พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานซึ่งปกป้องผู้ขับขี่และครอบครัวให้ได้รับความปลอดภัยสูงสุด”

Michelin Primacy Suv พัฒนาต่อยอดมาจากเทคโนโลยีขั้นสูงที่ทีมวิศวกรออกแบบมาสำหรับรถยนต์ในกลุ่ม เอสยูวี และ พีพีวี โดยเฉพาะ เทคโนโลยีที่สะท้อนให้เห็นถึงวัตถุประสงค์ต่างๆมีอะไรบ้าง

Flex Max 2.0

ออกแบบลายดอกยางเพื่อสมรรถนะด้านความปลอดภัย

เทคโนโลยี FlexMax2.0 ให้การขับขี่ปลอดภัยด้วยการประสาน 2 คุณลักษณะหลัก คือ บล๊อกดอกยางที่มีความยึดหยุ่นสูง เพื่อการสัมผัสและยึดเกาะกับความหยาบของผิวถนน ในขณะที่การหักมุม (Chamfer) ของขอบบล็อกดอกยางซึ่งช่วยลดการบิดเบี้ยวที่มักเกิดขึ้นภายใต้แรงกดที่เกิดจากการขับขี่

Stabiligrip

มั่นใจในความปลอดภัยทุกสภาพอากาศ

ปุ่มเซลฟ์ล๊อกด้านในร่องเล็กๆของดอกยาง ช่วยลดอาการบิดตัวของบล๊อกดอกยาง ทำให้การควบคุมและหยุดรถบนนถนนแห้งดีขึ้น รวมถึงให้การรีดน้ำอย่างมีประสิทธิภาพบนถนนเปียก ลายดอกยางที่เหมาะสมและร่องบากจำนวนมากออกแบบมาเพื่อเป็นการตัดฟิลม์น้ำ ในขณะที่ร่องดอกยางที่กว้างและลึกเป็นส่วนช่วยให้ระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งหมดนี้เป็นการเพิ่มผิวสัมผัสกับถนน ทำให้ยึดเกาะถนน และให้ความปลอดภัยในการขับขี่

Evenpeak

เงียบกว่า ด้วยการลดเสียงรบกวนจากยาง

การออกแบบดอกยางสำคัญต่อการขับขี่ปลอดภัย ซึ่งก็ยังมีผลในเรื่องเสียงรบกวน แต่ Michelin ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยออกแบบดอกยางมีขนาดและตำแหน่งที่แตกต่างกันอย่างมาก จึงช่วยการกระจายความถี่ของเสียงที่เกิดจากดอกยางให้กว้างขึ้น ทำให้เป็นยางที่เงียบ และ ไม่ลดทอนสมรรถนะด้านการควบคุมหรือการเบรกของยางแต่อย่างใด

CushionGuard

ให้การขับขี่ที่ราบรื่น…นุ่มสบายเมื่อหน้ายางสัมผัสถนน สูตรเนื้อยาง FlexMax2.0 จะช่วยกรองความสั่นสะเทือน เทคโนโลยี CushionGuard อาศัยเนื้อยางที่ยึดหยุ่นและแก้มยางที่สามารถดูดซับแรงกระแทก นอกจากนี้ยังมีชั้นยางดูดซับเสียง ที่ช่วยดูซับแรงสั่นสะเทือน คุณลักษณะทั้งหมดนี้ ทำให้การขับขี่ราบรื่นและ นุ่มสบาย

ลองของจริงกับ Michelin Primacy Suv

หลากรูปแบบการทดสอบ สะท้อนการใช้งานจริง

สำหรับกิจกรรมการทดสอบยางรถยนต์ Michelin Primacy Suv  ทางผู้จัดงานได้เตรียมสถานการณ์จำลองไว้หลากรูปแบบเพื่อสะท้อนถึงการใช้งานจริง โดยให้ผู้ทดสอบได้สัมผัสถึงประสิทธิภาพของยางรถยนต์ที่พัฒนาให้ตอบโจทย์ผู้ใช้รถเอสยูวีและพีพีวีโดยเฉพาะ

Rally Station

การทดสอบในรูปแบบแรลลี่ระยะสั้น สะท้อนการใช้งานที่หลากหลาย

เริ่มการทดสอบกับกิจกรรมแรกในรูปแบบของการแข่งขันแรลลีระยะสั้นที่มีเกมส์สนุกๆกับการหาป้ายและเติมคำ โดยใช้เส้นทางจากชาญวี รีสอร์ท เขาใหญ่ – เขายายเที่ยง ระยะทางประมาณ 40 กม. นอกจากเกมส์สนุก สภาพเส้นทางถือเป็นการได้ทดสอบไปในตัว เพราะนอกจากทางลาดยางที่ทำให้รับรู้ได้ว่า เป็นยางที่นุ่ม เงียบ และ ไม่มีเสียงรบกวนขณะขับขี่ สภาพเส้นทางบางช่วงบางตอนที่เป็นดินลูกรังและทางขึ้นเขาที่ลาดชัน ก็บ่งบอกให้รู้ได้ว่า Michelin Primacy Suv สามารถใช้ในทางลุยได้ในระดับหนึ่งด้วยลวดลายของดอกยางที่ออกแบบมาให้ใช้กับสภาพเส้นทางหลากรูปแบบ

Comfort Station

สถานีที่ว่าด้วยเรื่องของเสียงที่เกิดขึ้นในขณะขับขี่

หลังจากลองทดสอบบนถนนหลวงและเส้นทางลูกรังในสไตล์แรลลี่ Comfort Station เป็นการเรียนรู้ในเรื่องของเสียงที่เกิดขึ้นจากการขับขี่ เช่นเสียงสัมผัสของรอยต่อพื้นถนน และเสียงที่เกิดจากการใช้ความเร็ว โดยนำรถเอสยูวี 2 คัน เปลี่ยนยางมาใช้ Michelin Primacy Suv และ ยางชั้นนำที่เป็นคู่แข่งทางการตลาด ผลที่ได้จากการทดสอบค่อนข้างชัดเจน เพราะเสียงที่เร็ดรอดจาก Michelin Primacy Suv เงียบสนิท ผิดจากยางของค่ายคู่แข่ง ที่มีเร็ดรอดออกมาให้ได้ยิน จุดเด่นประเด็นนี้ต้องยกให้เทคโนโลยีทั้งหมดที่ได้พัฒนาขึ้นเพื่อคอยดูดซับเสียงและรองรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี

Dry Station

การควบคุมรถทำได้ดี มีระยะเบรกที่สั้นกว่าคู่แข่งอย่างน้อย 2 เมตร

Dry Station เป็นสถานีที่จำลองการขับขี่ไว้ 2 รูปแบบ ได้แก่ การควบคุมรถ และ เรื่องของระยะเบรก ในหัวข้อแรกเรื่องการควบคุมรถ ใช้วิธีการขับขี่แบบ Slalom เพื่อให้สัมผัสความรู้สึกการควบคุมระหว่างรถที่ใช้ยาง Michelin Primacy Suv กับยางของคู่แข่ง ประเด็นนี้ยังไม่ชัดเจนสักเท่าไหร่ เพราะประเด็นของการควบคุมรถในทิศทางที่ผู้จัดกำหนดไว้อาจจะไม่หนีหรือแตกต่างกับคู่แข่งมากนัก แต่เรื่องของการหยุดรถ ตัวเลขเชิงประจักษ์ทำให้เห็นว่า เทคโนโลยี Stabiligrip ซึ่งมีปุ่มเซลฟ์ล๊อกด้านในร่องเล็กๆของดอกยางช่วยลดอาการบิดตัวของบล๊อกดอกยาง ส่งผลให้ Michelin Primacy Suv มีระยะเบรกที่สั้นกว่าคู่แข่งมากกว่า 2 เมตร แน่นอนว่าเทคโนโลยีนี้ช่วยให้เกิดความปลอดภัยกับผู้บริโภคแน่นอน

Wet Station

ควบคุมและหยุดรถในสภาพพื้นผิวที่เปียก

มาถึงสถานีทดสอบแห่งสุดท้าย ด้วยรูปแบบการทดสอบที่จัดไว้ 2 วิธี แบบแรกคือการหยุดรถบนสภาพพื้นผิวที่เปียกแฉะ ระยะทางในการหยุดรถก็ยังต้องยกให้กับ Michelin เพราะยังทำระยะได้สั้นกว่าคู่แข่งกว่า 2 เมตรเช่นกัน ส่วนในเรื่องของการควบคุมทางผู้จัดได้เตรียมพื้นที่ให้ขับทดสอบแบบวงกลม โดยเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆจนกว่าจะเสียการควบคุม จากที่ได้ทดสอบ การควบคุมรถที่ใช้ยาง Michelin Primacy Suv ทำได้ง่ายกว่าและรถเสียอาการน้อยกว่ายางคู่แข่งอย่างชัดเจน อาการ Under Steer ที่จะเกิดขึ้นเมื่อรถเสียการควบคุม สามารถแก้ไขให้รถกลับมาอยู่ในทิศทางที่ต้องการอย่างง่ายดาย

การทดสอบในครั้งนี้ได้จำลองการใช้งานจริงไว้หลากหลายรูปแบบ ทั้งในเรื่องของการควบคุม ระยะทางในการหยุดรถ รวมถึงเสียงและความนุ่มเงียบ บอกไว้เลยว่าทีมวิศวกรออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆซึ่งอยู่ใน Michelin Primacy Suv เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้ผู้ขับขี่สะดวกสบาย ไร้เสียงรบกวน รวมถึงควบคุมรถได้ง่ายและปลอดภัย

Michelin Primacy Suv มีให้เลือกใช้กับล้อขอบ 15-18 นิ้ว พร้อมตัวเลือกถึง 9 ขนาด ตั้งแต่ 205/70 R15 จนถึง 265/60 R18 ในราคาเริ่มต้นเส้นละ 3,650 บาท

Tata Xenon Double Cab 150NX-PLORE 4WD รถปิกอัพจากแดนภารตะที่มีจุดขายเป็นของตัวเองเสมอ

0
รถปิกอัพจากแดนภารตะ ยังมีจุดขายของตัวเองเสมอ จาก ปิกอัพพลังงาน CNG รายแรก ปิกอัพ กระบะหลังเรียบไม่ติดซุ้มล้อ รายเดียว ครั้งนี้ทดลองตลาดบนแบบ Double Cab 4×4 ราคาไม่ถึง 7 แสนต้นๆ ตลาดออฟโรดถึงกับอึ้ง

ไม่บ่อยครั้งที่รถยนต์ TATA จะมีโอกาสให้เราได้ทำความรู้จัก นั่นเพราะ… หนึ่งเดียวจากอินเดียรายนี้ มีรถยนต์หลักเป็นปิกอัพเพียงอย่างเดียวและยังต้องทำตลาดสู้กับแบรนด์ที่แข็งแรงอย่างยิ่งจากญี่ปุ่นและอเมริกัน ด้วยส่วนแบ่งตลาดไม่ถึง 1% แต่ส่วนแบ่งเพียงน้อยนิดนั้นก็หมายถึง ยอดขายหลักแตะพันคัน ซึ่งได้มากจากผู้บริโภคที่จงใจเลือกปิกอัพ  TATA ไปใช้ด้วยจุดขายเฉพาะตัวที่มีความน่าสนใจในตัวของตัวเอง และเหมาะกับความต้องการของเขาเอง เช่น เป็นปิกอัพรายแรกที่ติดตั้งเชื้อเพลิงระบบ CNG มาให้จากโรงงานในยุคที่น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 30 บาทต่อลิตร และมีทีท่าจะขยับขึ้นตลอดเวลา

ในขณะที่ CNG 10 บาทต้นๆ เมื่อทำให้ต้นทุนค่าขนส่งต่ำได้กว่าครึ่ง TATA ก็เดินหน้าได้ดี ต่อมาด้วยกระบะแบบเรียบไม่มีซุ้มล้อทำให้มีพื้นที่ขนของได้มากขึ้นสะดวกขึ้น และที่สำคัญ คือ ราคาที่ถูกกว่าปิกอัพคู่แข่งเฉลี่ยกว่า 20% เป็นอีกปัจจัยที่กลายเป็นตัวเลือก ปิกอัพ TATA รุ่น Xenon ทำตลาดมาตั้งแต่ปี 2551 ปรับเปลี่ยนแบบ Minor  Change มาเรื่อยๆ จนล่าสุดเสริมตลาดใหม่อีกครั้งด้วยรุ่นพิเศษ Xenon Double Cab 150NX-PLORE 4WD เป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ TATA ก้าวขึ้นมาจับตลาดบนสุดของปิกอัพ และหวังจะเรียกความสนใจจากนักนิยมออฟโรดให้ได้บ้าง เป็นความพยายามที่จะเจาะกลุ่มย่อยของผู้บริโภคที่ TATA ทำได้มาแล้วก่อนหน้านี้

การเดินทางไปกับTATA Xenon DoubleCab 150NX-PLORE 4WD นั้น เราสำรวจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใหม่ก็จะพอได้เห็นว่าภายนอกนั้น เขาเติมความโดดเด่นสะดุดตาด้วยชุดแต่งสปอร์ตรอบคัน  พร้อม Daytime Running Light ช่วงล่างยกสูงสไตล์ออฟโรด เข้ากันดีกับคอนเซ็ปต์ 4WD ในขณะที่เมื่อเข้ามาภายใน มุมที่เห็นจากตำแหน่งผู้ขับ เขาบอกว่า TATA นั้นออกแบบบนพื้นฐานการใช้งานจริง     มีสไตล์รถยุโรป ซึ่งมีมุมที่เห็นด้วยอยู่บ้างตรงที่ความเรียบง่ายจนบางครั้งอาจรู้สึกว่าเรียบเกินไปด้วยซ้ำ แต่ก็มีตัวช่วยอยู้บ้างเช่น จอเครื่องเสียง 2DIN แบบtouch screen ขนาด 7 นิ้ว ที่กลางคอนโซล เบาะที่นั่งใหม่โทนสีดำ เป็นต้น

ในช่วงของการเดินทาง เราใช้งานในโหมดขับเคลื่อน 2 ล้อทั่วไป ซึ่ง เครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล ไดเร็กอินเจ็คชั่นใหม่ ขนาด 2.2 ลิตร  เทอร์โบแปรผันพร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ที่ได้รับการพัฒนาให้มีทั้งพละกำลังมากขึ้นและประหยัดน้ำมันขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม  ให้กำลังสูงสุด150แรงม้าที่ 4,000  รอบ/นาที  (เพิ่มขึ้นจากเครื่องยนต์ตัวเดิม 10 แรงม้า) พร้อมให้แรงบิดสูงสุดคงที่อย่างต่อเนื่องในรอบเครื่องยนต์ที่ต่ำลง 320 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500-3,000 รอบ/นาที (จากเครื่องยนต์ตัวเดิม
320 นิวตัน-เมตร ที่ 1,700-2,700 รอบ/นาที) ทำงานร่วมกับ ชุดเกียร์ใหม่ GBS-76 MK-II แบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ที่ส่งกำลังได้นุ่มนวลและไหลลื่นยิ่งขึ้น  ทำให้การเดินทางในย่านความเร็วปกติที่ควรเดินทางไม่มีปัญหาแต่อย่างใด รวมทั้งในการเร่งแซงก็สามารถทำได้ดีพอสมควร

ความน่าสนใจของ150NX-PLORE 4WD คงจะอยู่ที่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Shift-on-the-fly ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเลือกใช้งานได้ทั้งแบบ ขับเคลื่อน  2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ ทั้งแบบ 4H และ แบบ 4L นั่นเอง ซึ่งเราได้ทดลองใช้งานภารกิจออฟโรดกันเต็มที่ ในสนามที่เซ็ตไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะที่ กรังด์ปรีซ์ กอล์ฟคลับ กาญจนบุรี เริ่มด้วยการปรับระบบขับเคลื่อนจาก 2 ล้อมาเป็น 4 ล้อ การปรับระบบนี้จะมีปุ่มที่คอนโซลตำแหน่งขวามือใต้พวงมาลัย เป็นปุ่มเล็กๆ ไม่ใหญ่โต ใช้วิธีเลื่อนหาตำแหน่ง ขับ 2 ขับ 4 และ 4H 4L แล้วสังเกตอักษรนั้นจะขึ้นที่หน้าปัด เมื่อได้ตำแหน่งที่ต้องการซึ่งสามารถทำงานแบบ Shift-on-the-fly ได้ด้วย เราเลือกใช้ 4H วิ่งบนทางลูกรังเรียบและมีคลื่นเป็นระยะ

ภารกิจนี้ต้องบอกว่า ช่วงล่างสามารถซับแรงสะเทือนได้เป็นอย่างดีถึงดีมาก ไม่มีอาการกระเด็งกระดอนออกมาให้เกิดอาการปวดหลังแม้แต่น้อย และเมื่อเข้าสู่สนามออฟโรด เราเลื่อนมาใช้ 4L ไต่ระดับความชันประมาณ 40 องศาระยะกว่า  20 เมตร 150NX-PLORE 4WD พาเดินขึ้นอย่างนุ่มนวล ไม่มีอาการสะดุด หรือแม้แต่จะต้องการกำลังเพิ่ม จึงไม่ได้เดินคันเร่งส่งก็สามารถผ่านภารกิจได้อน่างสบายมาก นั่นเป็นเพราะแรงบิด 320 นิวตัน-เมตร เริ่มมีผลที่รอบเครื่องยนต์ตั้งแต่ 1,500 รอบ/นาที รวมทั้งในอีกหลายสถานีจำลองที่โหด เอียงซ้ายขวา 45องศาก็ผ่านได้ง่ายๆ การกลับมาของTATA Xenon ในครั้งนี้ ก็ยังมีความรู้สึกที่ดีให้กันอยู่ โดยเฉพาะกับภารกิจออฟโรดที่ ทำได้ดีเกินกว่าคาดคิด ยิ่งเมื่อต้องปิดจ๊อบที่ราคา 734,900 บาท ยิ่งทำให้ 150NX-PLORE 4WD เป็นตัวเลือกสำหรับแฟนออฟโรดอย่างดี

All New Mitsubishi Pajero Sport GT-Premium พีพีวีที่มากับความคุ้มค่าพร้อมตัวช่วยความปลอดภัยเหนือระดับ

0
ถึงเวลาลองของจริงกับ All New Mitsubishi Pajero Sport หลังจากที่เปิดตัวและได้ทดสอบแบบกระมิดกระเมี้ยนกับระบบความปลอดภัยบางส่วนเมื่อครั้งที่จัดขึ้นในสนามทดสอบ ณ อ.ศรีราชา การทดลองขับในครั้งนี้ถือว่าเป็นการสัมผัสกับรถอเนกประสงค์ที่ใช้แพลทฟอร์มเดียวกันกับ Triton แบบเจาะลึกถึงสมรรถนะและตัวช่วยต่างๆอย่างเต็มรูปแบบ  จนทำให้พอจะนิยามสั้นๆว่า…”ดีเกินความคาดหวัง” หลายคนคงอยากรู้ว่านิยามนี้ได้มาจากอะไรบ้าง ผมพร้อมที่จะเล่าให้ฟังครับ

เริ่มเรื่องกันที่เส้นทางในการทดสอบ ครั้งนี้ ทาง มิตซูบิชิ มอเตอร์ ประเทศไทย ได้จัดกิจกรรมการขับขี่ทั้งในรูปแบบของ Onroad และ Offroad บนเส้นทางกรุงเทพฯ-เขาค้อ ลองจินตนาการถึงสภาพเส้นทางก็แล้วกันครับว่าตัวแปรเรื่องเส้นทางจะเป็นโจทย์ที่ All New Pajero Sport ตอบคำถามนี้ได้โดนใจขนาดไหน ทางหลวงหมายเลข 21 ที่หลายคนคงเคยได้สัมผัสในการไปเยือน”เขาค้อ”หรือ สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ หลุม บ่อ และ ผิวทางที่เสียไปกับการหลั่งไหลของคลื่นมหาชนในช่วงเทศกาล จนทำให้เสน่ห์ของเมืองในหุบเขาแห่งนี้หายไป แต่แล้วทางการก็ได้ซ่อมบำรุงเส้นทางให้มีสภาพที่พร้อมใช้งาน ซึ่งถือเป็นเรื่องดีเพราะการขับขี่ระยะทางไกลขนาดนี้คงได้เห็นทีเด็ดต่างๆที่ผู้ผลิตได้อัดแน่นไว้ในรถคันนี้แน่นอน

รูปโฉมคงไม่ต้องสาธยายอะไรให้มากมายเพราะเชื่อว่าหลายๆท่านที่ติดตามข่าวสารของรถรุ่นนี้คงจะหลับตานึกถึง All New Pajero Sport ว่ามีรูปพรรณสัณฐานสะดุดตาขนาดไหน เอาเป็นว่าความคิดเห็นต่างๆที่กล่าวถึง ผมจะโฟกัสไปที่ ห้องโดยสาร เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง รวมถึงตัวช่วยขับขี่ และระบบความปลอดภัย ซึ่งถือว่าเป็นที่สุดแห่งเทคโนโลยีของค่ายมิตซูบิชิ

ห้องโดยสารของรถพีพีวีคันนี้เป็นแบบ 7 ที่นั่ง เน้นดีไซน์ไปทางด้านของความหรูหราและสะดวกสบายเป็นหลัก อีกหนึ่งประเด็นที่ค่ายผู้ผลิตให้ความสำคัญคือความเงียบของห้องโดยสาร โดยใช้วัสดุซับเสียงคุณภาพดีมาติดตั้ง ประเด็นเรื่องเสียงที่เกิดขึ้นในขณะขับขี่จะเล็ดรอดเข้ามาในห้องโดยสารบอกได้เลยว่าหายห่วง ต่อมาเป็นเรื่องของที่นั่งทั้ง 7 ตำแหน่ง เบาะนั่งทุกพื้นที่นั่งสบายและหุ้มด้วยหนังแท้ เบาะคู่หน้าปรับได้ด้วยไฟฟ้า แถวที่สองมีปุ่มพับเบาะที่ด้านบนพนักพิงหลังใช้ดึงง่ายๆเพียงครั้งเดียว เบาะส่วนนี้ก็จะพับทั้งส่วนรองนั่งและพนักพิงเพื่อให้ผุ้โดยสารเข้าไปนั่งในเบาะแถวที่ 3 เข้า-ออก ได้สะดวก จะให้ติคงเป็นเรื่องของเบาะนั่งแถวที่ 3 ซึ่งผู้โดยสารร่างใหญ่จะให้นั่งสบายตลอดการเดินทางคงจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องนัก แต่ถ้าเป็นเด็กๆหรือผู้ที่มีส่วนสูงต่ำกว่า 170 ซม. คอนเฟริ์มไว้ว่าสามารถนั่งได้โดยที่เข่าไม่ติดกับพนักพิงของเบาะนั่งแถว 2

ความสะดวกสบายต่อมาคือช่องแอร์ที่เดินทางลมไว้บนเพดานโดยมีช่องแอร์ส่งความเย็นไปถึงยังที่นั่งทั้ง 7 ตัว พวงมาลัยติดตั้งระบบ Multi-Function Steering Wheel โดยรวมสวิตช์ควบคุมการทำงานระบบต่างๆไว้เพียบนอกจาก ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ และ ระบบควบคุมความบันเทิง ยังมีสวิตช์ควบคุมกล้องมองภาพรอบคันซึ่งสามารถเลือกใช้งานโดยแสดงภาพผ่านจอของระบบ Entertainment and Navigation System ซึ่งอยู่บริเวณคอนโซลกลาง ใกล้กันจะเป็นระบบ Paddle Shift สำหรับปรับเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ในเวลาที่มีอารมณ์อยากสนุกกับการขับขี่

คอนโซลกลางออกแบบในสไตล์ T-Shape High Console ออกแบบให้ปุ่มควบคุมต่างๆอยู่ใกล้ตัวซึ่งจะไม่ทำให้เสียสมาธิการขับขี่และยังใช้งานง่าย ระบบปรับอากาศเป็นแบบแยกส่วนการทำงานของผู้โดยสารตอนหน้าและตอนหลังอย่างชัดเจน โดยในส่วนของผู้โดยสารแถวที่ 2 และ 3 จะมีแผงควบคุมระบบปรับอากาศแบบแยกอิสระ Rear Climate Control with Air Ventilation Outlet นอกจากนี้ยังแยกส่วนภาคบันเทิงไว้กับ Roof Monitor พร้อมเครื่องเล่น DVD และ หูฟังอินฟราเรด เพื่อไว้ใช้ดูหนังฟังเพลงสำหรับผู้โดยสาร

ใกล้กับคอนโซลกลางจะเป็นที่อยู่ของชุดคอนโซลเกียร์และสวิทช์ควบคุมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Super Select 4WD II มีให้เลือกระบบขับเคลื่อนถึง 4 แบบ  รวมถึงสวิทช์ควบคุมเบรกมือที่ใช้ไฟฟ้า Eletric Parking Brake สั่งการด้วยการใช้นิ้วดึงขึ้นเบาๆ เบรกมือก็จะทำงานทันที

ถึงเวลาที่ได้ลองสมรรถนะของเครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล รหัส 4N15 ขนาด 2.4 ลิตร 181 แรงม้า ผสานเทคโนโลยี Mivec Clean Diesel และ ระบบส่งกำลังเป็นแบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ มากับระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยไฟฟ้า ยังมี Super Selection 4WD Generation 2 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ทางมิตซูบิชิได้ทำการพัฒนาขึ้นมาใหม่ ต้องบอกว่าการทดสอบครั้งนี้เป็นแบบล้วงลึกกันเลยทีเดียว ด้วยความสมบูรณ์ของเส้นทางที่ได้รับการซ่อมบำรุง บางช่วงเป็นทางตรงยาวๆที่สามารถเรียกพละกำลังจากเครื่องยนต์แบบเต็มสมรรถนะ เมื่อใช้ความเร็วสูง การควบคุมรถทำได้อย่างแม่นยำในทิศทางที่ต้องการ เผลอมองไปที่ค่าเฉลี่ยอัตราสิ้นเปลืองป้วนเปี้ยนอยู่ที่ประมาณ 12 กม./ลิตร ก็ถือว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างประหยัด แต่เรื่องของความประหยัดไม่ใช่ประเด็นหลักในการทดสอบครั้งนี้ จุดเด่นอีกเรื่องอยู่ที่การถ่ายทอดสมรรถนะผ่านระบบเกียร์ลูกใหม่ซึ่งเน้นไปทางเรื่องของความนุ่มนวลเป็นหลัก ประเด็นนี้สัมผัสได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมี Ultrasonic Misacceleration Mitigation System ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว โดยส่งเสียงเตือนเข้าไปยังห้องโดยสาร และที่ขาดไม่ได้คือระบบช่วยขับขี่ในชื่อ Hill Descent Control System ตัวช่วยนี้ทำงานก็ต่อเมื่อแตะเบรคเบา ระบบจะสั่งการไปยังสมองกลเพื่อประมวลความเร็วและองศาความลาดชันของเส้นทาง ส่งไปยังสมองกลของระบบเกียร์ ส่งผลให้เกียร์ปรับลดตำแหน่งเพื่อให้ความเร็วเหมาะสมกับสภาพความลาดชัน แน่นอนว่าการขับขี่ทำได้อย่างสบายและปลอดภัยขึ้น ซึ่งจะทำงานชัดเจนก็ต่อเมื่อเจอสภาพเส้นทางในรูปแบบของทางหลวงหมายเลข 21 ที่มีทั้งความลาดชัน ทางโค้งคดเคี้ยวขึ้น/ลงภูเขา เมื่อทำงานร่วมกับ Hill Start Assisst System ซึ่งเป็นระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน ลองคิดดูแล้วกันว่าการเดินทางระยะไกลกว่า 400 กม.จะสะดวกสบายขนาดไหน

ผ่านช่วงทดสอบบนถนนหลวง ก็ถึงเวลาของการลองระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Super Select 4WD II ในรูปแบบของการขับขี่สไตล์ออฟโรด บอกไว้ก่อนเลยว่าระบบขับเคลื่อนนี้เป็นแบบเดียวกับที่ติดตั้งอยู่ใน Pajero รุ่นใหญ่ที่ขายต่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นความโชคดีของผู้บริโภคที่ได้ความคุ้มค่ากับระบบขับเคลื่อนที่ใช้เทคโนโลยีสูงสุดในรูปแบบของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบพาร์ทไทม์ ซึ่งสามารถเลือกรูปแบบการขับเคลื่อนได้ด้วยการปรับสวิตซ์ที่อยู่ใต้คันเกียร์ โดยมีความพิเศษกว่าคู่แข่งเพราะสามารถเลือกได้ใช้ถึง 4 รูปแบบ

สาธยายถึงระบบนี้กันก่อนว่าระบบขับเคลื่อนทั้ง 4 รูปแบบ เหมาะสมกับสภาพเส้นทางแบบไหน หากขับขี่บนถนนหลวงปกติ ทุกคนคงเลือกใช้แบบ 2H: 2WDHigh-Range ซึ่งกำลังเครื่องยนต์จะส่งไปที่ล้อหลัง 100% เติมความพิเศษไปอีกนิดสำหรับการขับขี่บนถนนหลวงในกรณีที่เกิดฝนฟ้าคะนองด้วย 4H: 4WD High-Range  ระบบจะส่งกำลังไปที่ล้อหน้า 40% ล้อหลัง 60% บนถนนแห้ง และ ล้อหน้า 50% ล้อหลัง 50% เมื่อถนนเปียกลื่น ถ้าเลือกใช้ระบบขับเคลื่อนในตำแหน่งนี้ระบบจะทำงานในรูปแบบการขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full-Time All Wheel Control ซึ่งทั้ง 2 รูปแบบของระบบขับเคลื่อนสามารถปรับตำแหน่งได้ทันทีโดยไม่ต้องจอดรถให้เกิดความยุ่งยากและเสียเวลา แต่ถ้าขับขี่บนสภาพพื้นผิวที่เป็นดินลูกรัง ที่เปียก ลื่น ให้ปรับไปที่ 4HLc: 4WD High-Range With Locked Transfer ระบบนี้จะปรับการส่งกำลังไปที่ล้อทั้ง 4 โดยมี Center Differential Locked คอยถ่ายกำลังไปที่ล้อหน้า 50% ล้อหลัง 50% แบบเท่ากันตลอดเวลา

และระบบที่ขาลุยพลาดไม่ได้ 4LLc :4WDLow-Range with Locked Transfer ใช้การส่งกำลังเช่นเดียวกับใน 4HLc แต่เพิ่มอัตราทดเกียร์ให้สูงขึ้น ทำให้มีพละกำลังในการบุกตะลุยเส้นทางทุรกันดาร รวมถึงเส้นทางที่เป็นเนินชัน ออกตัวไว้อีกนิดว่าใช้ความเร็วไม่ได้ 60 กม./ชม.เท่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถเลือกการส่งกำลังเครื่องยนต์ให้เหมาะกับสภาพเส้นทางได้ถึง 4 รูปแบบ คือ Gravel (ทางลูกรัง ทางกรวดลอย), Mud/Snow (โคลน/หิมะหนา), Sand (ทราย) และ Rock (ทางหินขรุขระ) คิดดูง่ายๆว่าระบบนี้จะมีอยู่ในระดับล้านต้นๆได้อย่างไร มันควรอยู่ในรถหรูจากค่ายผู้ผลิตฝั่งยุโรปด้วยซ้ำ แต่มิตซูบิชิ มอเตอร์ได้ชิงความได้เปรียบคู่แข่งด้วยการนำระบบขับเคลื่อน Super Select 4WD II มาใส่ไว้ใน  All New Mitsubishi Pajero Sport เป็นที่เรียบร้อย

ระบบความปลอดภัยจัดเต็มในแบบที่ไม่ธรรมดา เริ่มจาก Forward Collision Mitigation System ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว การทำงานของระบบนี้จะส่งสัญญาณจากเรดาห์ที่อยู่หลังกระจังหน้าโดยทำการประเมินระยะห่างจากรถคันหน้า เมื่อเรดาห์ตรวจพบและประเมินผลความเสี่ยงที่อาจเกิดอุบัติเหตุ ระบบจะเตือนด้วยสัญญาณไฟกะพริบที่มอนิเตอร์ขนาดเล็กบริเวณมาตรวัดความเร็วและจะส่งเสียงเตือนรวมถึงช่วยชะลอความเร็วพร้อมเพิ่มแรงดันน้ำมันเบรกเพื่อให้ประสิทธิในการหยุดรถทำได้ทันท่วงที

ในกรณีจุดอับสายตาขณะขับขี่ All New Pajero Sport มีตัวช่วยชื่อว่า Blind Spot Warning แสดงผลการทำงานในรูปแบบของไฟเตือนบนกระจกมองข้าง ทำให้ผู้ขับรับรู้ได้ว่ามีรถอยู่ในจุดอับสายตา ที่ไม่สามารถมองเห็นได้จากกระจกมองข้าง และเมื่อเปิดสัญญาณไฟเลี้ยว ระบบจะส่งเสียงเตือนพร้อมส่งสัญญาณไฟกะพริบที่กระจกมองข้าง ระบบนี้จะทำงานตั้งแต่ความเร็ว 20-140 กม./ชม.

ตัวช่วยการขับขี่ทั้งหมดที่กล่าวมาจะขาดไม้ได้กับไม้ตายที่เป็นระบบกล้องมองภาพรอบคัน Multi Around Monitor ระบบจะทำงานผ่านกล้องทั้ง 4 ตำแหน่งที่ติดตั้งอยู่รอบตัวรถ ต่อจากนั้นจะประมวลผลและแสดงภาพในรูปแบบ Bird’s Eye View ผ่านหน้าจอมอนิเตอร์บริเวณคอนโซลกลางรวมถึงส่งภาพจากมุมสูง เพื่อความสะดวกสบายในการเข้าจอดรถ

การทดสอบในครั้งนี้เป็นไปในแบบจัดเต็มทุกระบบทั้งเครื่องยนต์ ชุดส่งกำลัง และตัวช่วยการขับขี่ที่อัดแน่นไว้ใน All New Mitsubishi Pajero Sport GT-Premium ซึ่งเป็นตัวทอพและถือเป็นรุ่นเรือธงของค่ายมิตซูบิชิ แถมยังมีข่าวมาว่าแคมเปญเปิดตัวกับราคาที่ยั่วตาล่อใจเพียง 1,399,000 บาท ซึ่งทางผู้บริหารได้ฟันธงให้ยืดระยะเวลาของโปรโมชั่นนี้ต่อไป ส่งผลให้ ณ เวลานี้ All New Mitsubishi Pajero Sport มียอดจองทะลุ 6,000 คันเป็นที่เรียบร้อย สำหรับผู้ที่มองหารถพีพีวีซึ่งตอบโจทย์การเดินทางด้วยความสะดวกสบายและปลอดภัยในทุกเส้นทางคงไม่ลังเลที่จะจับจองเป็นเจ้าของ เตือนไว้สักนิดว่า”อย่าช้า” เพราะถ้าพลาด รถดีราคาถูกอาจจะปรับราคาขึ้นไปอีกเกือบๆ 50,000 บาทเลยทีเดียว

นิยามแกร่งที่เราได้กำหนดไว้บนประเทศมองโกเลียด้วย Mazda BT-50

0
รอยล้อของกระบะ Mazda BT-50 ที่ฝากไว้ในประเทศมองโกเลีย แผ่นดินที่มีอดีตอันยิ่งใหญ่และเกรียงไกรจากมหาบุรุษที่มีชื่อว่า “เจงกิสข่าน” รอยล้อและความประทับใจในการเดินทาง ตลอดระยะเวลา 3 วันกับระยะทางกว่า 1,400 กิโลเมตร เป็นอะไรที่สุดแสนพิเศษที่ยากจะลืมกลับจำทีเดียว เพราะทุกๆ เมตรของระยะทาง หญ้าทุกๆ เส้นที่ผ่านไปและก้อนหินทุกๆ ก้อนที่วิ่งผ่าน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นภารกิจพิชิตฝันของผู้มาเยือนอย่างแท้จริง

ทุกสัมผัสที่ได้รับจากการเดินทางบนแผ่นดินมองโกเลีย ด้วยรถกระบะ Mazda BT-50 ไม่ธรรมดาเลยในทุกเส้นทางที่ผ่านไป ทั้งหมดเป็นไปด้วยความแข็งแกร่งในการตะลุย สะดวกสบายในการใช้งาน และให้กำลังที่เพียงพอต่อทุกเส้นทางที่ต้องการไป ซึ่งสามารถควบคุมได้ตามที่กำหนด ไม่มีปัญหาหรือสร้างความกังวลใจแต่อย่างใด ทุกๆ อย่างดูเป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบาย เมื่อกระบะ Mazda BT-50 มาถึงและจากไป

เรื่องราวจากกระบะ Mazda BT-50 บนเส้นทางกว่า 1,400 กิโลเมตร ที่ไม่ใช่ทางเรียบสีดำให้ได้วิ่งใช้งาน แต่เป็นทางกรวดทรายมีก้อนหินและเนินเล็กๆ กับร่องน้ำ สลับไปมาตลอดเส้นทางของการเดินทางครั้งนี้ มีเส้นทางสายสีดำราบเรียบให้ได้วิ่งบ้าง เพื่อคลายอารมณ์และสร้างกำลังให้ฮึกเหินกับเส้นทางที่รอข้างหน้า

คณะ Mazda BT-50 กรุ๊ปสองเดินทางถึงสนามบินเจงกิสข่าน ประเทศมองโกเลีย และเดินทางเที่ยวชมเมือง Ulaanbataar เมืองหลวงใหม่ของผืนแผ่นดินแห่งนี้ ทุกอย่างๆ เหมือนกับประเทศเกิดใหม่ มีวัฒนธรรมใหม่ๆ หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอาหารประเภทฟาสต์ฟู๊ดมีให้เห็นทุกๆ มุม ตึกรามบ้านช่องเป็นแบบสมัยใหม่ ผสมผสานกับตึกเก่าๆ ที่เรียงรายสลับกัน ตลอดสองเส้นทางที่เรานั่งรถผ่านไป เราใช้เวลาประมาณเกือบชั่วโมงกว่าจะผ่านการตราจรที่หนาแน่น เหมือนกับอยู่บนถนนรัชดาภิเษก รถยนต์คับคั่งทั้งแบรนด์จากญี่ปุ่นและเกาหลี มีน้อยนิดสำหรับแบรนด์จากยุโรป รถมอเตอร์ไซค์แทบจะไม่เห็น ในที่สุดก็มาถึงจตุรัสซัคบาทาร์ซึ่งเป็นที่ตั้งของรูปปั้นของซัคบาทาร์ ผู้ประกาศอิสรภาพให้กับมองโกเลียในปี 1921 จากนั้นไปชมพิพิธภัณฑ์ของเมืองแห่งนี้ และเคารพกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของมองโกเลีย คือ เจงกิสข่าน อูเกไดข่าน และกุบไลข่าน ซึ่งเป็นรูปปั้นขนาดใหญ่ชัดเจน บริเวณจัตุรัสยังเป็นสถานีพักผ่อนของชาวมองโกลเลียอีกด้วย  มีครอบครัวพาลูกหลานมาวิ่งเล่นและขี่จักรยานในบริเวณนี่เป็นจำนวนมาก

วันนี้จะเป็นการเดินทางตะลุยมองโกเลียกับ Mazda BT-50 อย่างแท้จริง เพราะเราจะเดินทางจากเมืองหลวงใหม่ Ulaanbataar เพื่อไปรำลึกถึงอดีตในเมืองหลวงเก่า Kharakhorum ด้วยระยะทางกว่า  400 กิโลเมตร หนทางข้างหน้ามิอาจคาดเดาได้ว่าเป็นเช่นไร จะง่ายดายหรือยากลำบากแค่ไหน เราจะทำให้ได้เหมือนกับที่ท่านข่าน “เจงกิสข่าน” ได้ทำสำเร็จไว้เมื่อ 1,000 ปีก่อนหน้านี้

เราเคลื่อนพลออกจากเมืองหลวงใหม่ เพื่อย้อนอดีตไปเมืองเก่า Kharakhorum ที่ซึ่ง “เจงกิสข่าน”เคยใช้เป็นสถานที่พำนัก ตัวเลขระยะ 400 กิโลเมตรอาจธรรมดาเมื่ออยู่ในกรุงเทพฯ หรือใช้เวลาไม่นานในการเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง หากแต่บนเส้นทางของการเดินทางครั้งนี้ไม่ธรรมดา เพราะเป็นเส้นทางทุรกันดาร สลับทรายและก้อนหิน ต้องมีอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 6-7 ชั่วโมง หรืออาจมากกว่านั้นแล้วแต่สภาพอากาศและสภาพถนนที่ต้องเดินทางไป นั่นเป็นคำบอกกล่าวจากไกด์ชาวมองโกเลีย

ขบวนรถกระบะ Mazda BT-50 จำนวน 11 คัน พร้อมแล้วสำหรับการพิชิตมองโกเลีย เราเคลื่อนพลด้วยรถกระบะ Mazda BT-50 แบบฟรีสไตล์แค็ปและดับเบิ้ลแค็ป ด้วยเครื่องยนต์ 2.2 ลิตร 150 แรงม้ากับแรงบิด 375 นิวตัน-เมตร และระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีดกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดเช่นกัน ทั้งหมดเป็นระบบขับเคลื่อน 2 ล้อแบบยกสูง Hi-Racer เราพร้อมแล้วสำหรับการพิชิตมองโกเลียในครั้งนี้

รถกระบะ Mazda BT-50 ที่ผมใช้เป็นรุ่นฟรีสไตล์แค็ป Hi-Racer กับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด เราออกจากเมืองหลวงใหม่ในเวลา 8.30 น. เดินทางผ่านการจราจรที่หนานแน่นในตอนเช้าไม่ต่างจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีเราจึงออกจากตัวเมืองมาได้กับระยะทางเพียง 10 กม. เท่านั้น ออกจากตัวเมืองแล้วภาพที่เห็นเบื้องหน้า เป็นเส้นทางของรอยล้อบนทุ่งหญ้าและขอบฟ้าสีฟ้าพร้อมปุยเมฆบางๆ ล่องลอยอย่างสบายใจบนท้องฟ้า เป็นความสวยงามที่ไม่อาจบรรยายได้ด้วยตัวอักษร และไม่สามารถมองหาได้ที่ไหน นอกจากเบื้องหน้าผมและเพื่อนร่วมขบวนเท่านั้น

ทำไมหรือครับ เพราะด้วยเส้นทางแบบนี้ไม่มีรถบัสให้คุณโดยสารเข้ามา นอกเหนือจากรถส่วนตัวที่ชำนาญทาง หรือคนบ้าอย่างขบวนรถกระบะ Mazda BT-50 เท่านั้น ไม่มีจุดหมายบอกเป้าหมาย ไม่มีป้ายบอกทางหรือทิศทางหรือระยะทางที่จะไป ไม่มีจุดสังเกตหรือจุดแลนด์มาร์กให้คุณได้ปักหมุดลงบนสมาร์ทโฟนของคุณ เพราะที่นี่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ให้ใช้งานสื่อสาร นอกจากสัญญาณ GPS และความเชี่ยวชาญชำนาญทางจากผู้นำทางท้องถิ่นเท่านั้น เพียงแค่นี้ก็ทำให้คุณสนุกและระทึกไปพร้อมๆ กัน

“ท้องฟ้ากับทุ่งหญ้า” ภาพเหล่านี้ผ่านสายตาแบบไม่รู้จักจบสิ้น ผ่านมาแล้วก็ผ่านมาตลอดระยะทางที่เราเดินทาง ไม่มีรถสวนทางให้ต้องกังวล นอกจากความกลัวว่าจะหลงฝูงเท่านั้นเอง หากพลาดกับขบวนคาราวานครั้งนี้ เพราะหากคุณทิ้งช่วงห่างไปเพียงเล็กน้อย สันเหลี่ยมเนินหญ้าที่ทอดรออยู่ข้างหน้า จะเป็นเหมือนผ้าปิดตาสำหรับคุณ ทำให้คุณไม่สามารถเห็นเพื่อนร่วมทางของคุณได้เลย นอกเสียจากเสียงวิทยุที่คอยบอกทางและรายงานเส้นทางให้คุณทราบ มากกว่าการรายงานของ จส.100 เสียด้วยซ้ำ จึงเป็นที่มาของคำว่า ถ้าคุณหลุดหรือไม่เห็นขบวน ให้คุณจอดรถอยู่ตรงจุดนั้น ไม่ต้องตามหาขวนแต่ขบวนจะตามหาคุณเอง

เพราะด้วยเส้นทางที่ไม่รู้จบและไม่เห็นจุดหมายปลายทาง ทำให้ต้องพึงสัญญาณ GPS เป็นหลัก แต่กระนั้นก็มีการออกนอกเส้นทางบ้าง เนื่องจากการขาดหายของสัญญาณ อย่างไรก็ตามด้วยความชำนาญและประสบการณ์ของความเป็นคนมองโกเลีย คนพื้นที่ทำให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางได้เหมือนเดิม เรามีจุดแวะพักดื่มน้ำถ่ายของเบาของหนักตามอัธยาศัย โดยไม่มีร่มเงาไม้ใหญ่หรือพุ่มไม้คุณได้ปิดบัง ลมที่แรงยังเป็นปัญหาในการถ่ายของเบา อากาศที่หนาวเย็นระดับ 9 องศา ทำให้เราไม่อยากออกจากรถกระบะ Mazda BT-50 นานเท่าไร

เรามาถึงเมืองหลวงเก่าซึ่งเป็นครึ่งทางของการเดินทางครั้งนี้ ทานอาหารกลางวันแบบพื้นเมือง ด้วยซุปร้อนๆ และแกงมองโกเลียที่คล้ายกับแกงกระหรี่ มีข้าวแบบเม็ดเล็กๆ เหมือนข้าวญี่ปุ่น เสริฟ์พร้อมขนมปังกับเนยและชีส อาหารพอทานได้สำหรับคนที่ไม่ชอบรสจัด ที่ขาดไม่ได้เป็นน้ำร้อนเสริฟ์พร้อมชา ไม่มีน้ำเย็นกลั้วคอให้ชื่นใจ มีแต่เติมความอบอุ่นเข้าร่างกายให้มากที่สุด ในทุกสุดมื้อกลางวันแบบชาวมองโกเลียเสร็จสิ้น

เราออกเดินทางกันต่อเพราะยังเหลือระยะทางให้ได้ลุ้นอีกไม่ต่ำกว่า 200 กม. แม้จะรู้ว่าข้างหน้ามีรอยล้อกับขอบฟ้าและทุ่งหญ้าเหมือนเดิม แต่เราอยากรู้ว่าทำไมถึงจะไปถึงที่พักได้ แม้ว่าเราจะเชื่อใจในสมรรถนะของรถกระบะ Mazda BT-50 ด้วยกำลังของเครื่องยนต์และระบบเกียร์ที่ใช้งานง่าย ทำให้ทุกอย่างอยู่ในการควบคุม ซึ่งสามารถใช้ได้จนหมดถึงเกียร์ 6 แต่นั่นเป็นเพียงช่วงสั้นๆ ก่อนที่จะต้องดึงลงเกียร์ 3 เพราะร่องน้ำและเนินหินเล็กๆ ที่ทำให้เราต้องเหยียบเบรกและเชนจ์เกียร์ลง ประสิทธิภาพเบรกไว้ใจได้ พวงมาลัยแม่นยำควบคุมได้อย่างคล่องมือ

ไม่ทันไรเราได้ใช้ศักยภาพของการควบคุมพวงมาลัยทันที เพราะรถนำขบวนเปลี่ยนเส้นทางแบบทันที จากเส้นทางที่มีรอยล้อกลายเป็นทุ่งหญ้าที่เราเห็นมาตลอด วิ่งมาได้สักระยะเราก็กลับสู่เส้นทางรอยล้ออีกครั้ง แม้เพียงช่วงสั้นๆ แต่แปลกใจเหมือนกัน ถึงแม้ว่าช่วงล่างของ BT-50 จะเอาอยู่ในทุกสถานการณ์ก็ตาม มีความแข็งและความนุ่มเล็กให้ได้สัมผัส ทำให้เราไม่สะเทือนบั้นท้ายมากเกินไป และไม่ทำให้เราเสียการควบคุมรถอีกด้วย และในที่สุดเราก็ผ่านขอบฟ้าและทุ่งหญ้ามาถึงที่พักแรมในคืนนี้ ซึ่งเรียกว่า Monkh Tenger Camp ไม่ใช่แคมป์แต่เป็นกระโจมทรงกลมขนาดใหญ่สีขาว เรียงรายอยู่เบื้องหน้าเราชาว BT-50 คืนนี้เราขอเป็นชาวมองโกเลีย

กระโจมที่เรียงรายอยู่ข้างหน้าประมาณ เกือบ 20 หลัง สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับเราเป็นอย่างมาก เพราะจะได้สัมผัสกลิ่นอายความเป็นมองโกเลียอย่างใกล้ชิด สักครั้งหนึ่งของชีวิตซึ่งไม่มีใครที่จะได้ใช้ชีวิตแบบนี้ เหมือนเช่นที่เราได้ผ่านมาทั้งตลอดวันของการเดินทางในวันแรก

กระโจมที่เราใช้นอนพักเป็นรูปทรงกลม มีกรวยสูงอยู่ด้านบนพร้อมปล่องไฟ ตัวคุมกระโจมเป็นผ้าที่มีความหนาแต่มีความนุ่มผสมด้วย ดูแล้วไม่น่าจะทนความหนาวได้เลย ตัวกระโจมมีความสูงประมาณ 3-4 เมตร มีช่องเปิดรับอากาศภายนอกและปล่องไฟ ภายในกระโจมมีความกว้างประมาณ 5 เมตร พอสำหรับครอบครัวใหญ่ 5-6 คน แต่ที่นี่คือโรงแรมจึงมีเพียง 2 เตียงซ้ายขวา ซึ่งไม่ได้เป็นฟูกหนานุ่มแต่อย่างใด เป็นเพียงที่นอนธรรมดาและผ้าห่มพอดีตัว ไม่หนาไม่บาง โดยมีเตาเหล็กขนาดกลางตั้งอยู่ตรงกลางห้อง อันเป็นแหล่งพลังงานความร้อน เพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับเราคืนนี้

กลางคืนที่นี่อากาศเย็นยะเยือกจริงๆ ประมาณ 1-3 องศา บวกกระแสลมและฝนตกอีกด้วย ยิ่งทำให้ทุกอย่างเย็นยะเบือกสะท้านกายจริง เสื้อผ้าที่เตรียมไปไม่พอกับอากาศเย็นแบบนี้ ไม่มีถุงมือไม่มีหมวกใส่ เราจึงใช้ชีวิตอยู่ในกระโจมรับแขกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นสถานที่ทานอาหารเย็นและสังสรรค์เล็กๆ เมื่อทุกอย่างลงตัวได้เวลาพักผ่อนกันเสียที พนักงานกระโจมเข้ามาติดไฟให้กับห้องกระโจมของเรา ไม้สนกระดาษดูจะเป็นอะไรที่เข้ากันดี ไม่ช้าทุกอย่างก็เรียบร้อย เตาไฟพร้อมกับควันไม้อบอวลเล็กๆ ในห้อง แต่นั่นไม่ได้สร้างความอบอุ่นให้เราทันที ต้องรอสักระยะประมาณ 10 นาที ความร้อนจากไม่สนกระจายความร้อนออกมานอกเตา ทำให้เรารับรู้ได้ถึงไอร้อนที่สัมผัสตัวเรา

เผลอหลับแบบไม่รู้ตัวจากความอ่อนล้าในการเดินทาง หรือการสังสรรค์ไม่อาจบอกได้ แต่ก็ต้องตื่นเมื่อร่างกายรู้สึกได้ถึงความเย็นที่ปกคลุมในห้อง ซันรูฟบนหลังคาที่เปิดไว้ระบายอากาศ กลายเป็นหน้าต่างรองรับสายลมที่กระหน่ำเข้ามาอย่างเต็มๆ ระบบเปิด-ปิดหลังคาไม่ทำงาน และไม่สามารถแก้ไขได้ในชั่วโมงนี้ คืนนี้จึงต้องฟังเสียงลมและสัมผัสไอเย็นกันแบบเต็มๆ ดั่งเช่นที่ชาวมองโกเลียดำเนินชีวิตในอดีตและปัจจุบันนี้

วันที่สองของเดินทางเรามีจุดหมายปลายทางคือ เมือง Baga gazriin chuluu กับระยะทาง 350 กิโลเมตร ผู้นำทางบอกว่าวันนี้จะผ่านทุ่งหญ้าและวิวสวยงาม ทั้งหมดนี้เป็นกำลังใจให้เราอยากเดินทางไปเห็นด้วยตาของเรา และสัมผัสกลิ่นอายเหล่านั้นด้วยสรีระของเราเอง

ระยะทาง 350 กม. ไม่ใช่ปัญหาสำหรับกระบะ BT-50 แต่อย่างใด แม้จะกรำศึกมาตลอด 400 กม. เมื่อวานนี้ เสียงเครื่องยนต์ยังคงเดินเรียบและให้พลังเหมือนเดิม เมื่อยามที่เราห้อตะบึงในทุ่งกว้างที่ไม่มีที่สิ้นสุด ปีนไต่ทางลาดชันและเนินก้อนหินที่ผุดขึ้นเป็นหย่อมในเส้นทาง ช่วงล่างตอบรับการใช้งานได้ค่อนข้างดี มีการดูดซับแรงสะเทือนได้อย่างเหมาะสม ทำให้เราเดินทางไปถึงจุดชมวิวและจุดแวะพักได้อย่างรวดเร็ว แม้จะใช้เวลาเกือบ 2 ชม. กับระยะทางเกือบ 200 กม.ก็ตาม แต่เราก็สึกสนุกและท้าทายเป็นอย่างมาก

ทุ่งหญ้าเขียวพร้อมทะเลสาบเบื้องหน้า เป็นอะไรที่สวยงามบรรเจิดตาเป็นอย่างมาก ลองนึกภาพสนามหลวงรวมกันกว่า 100 สนามหลวง โดยมีแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ด้านหน้า พร้อมกับท้องฟ้าขนาดใหญ่เป็นองค์ประกอบ ทั้งหมดนี้รวกันเป็นภาพความประทับใจบนทุ่งหญ้ามองโกเลียแห่งนี้ จากนั้นเราเดินทางต่อโดยมีจุดหมายปลายทางคือที่พัก ซึ่งเรียกว่า Erdene Ukhaa Camp ที่พักยังเป็นกระโจมเหมือนเดิม แต่มีขนาดเล็กกว่าเดิมและไม่มีเตาไฟให้ความอบอุ่นอีกด้วย เพียงแต่คืนนี้ทุกอย่างปิดสนิท ซันรูฟไม่มีการเปิดประตูปิดสนิท มีเพียงช่องระบายลมจากรอยต่อของพื้นกับตัวกระโจมเท่านั้น คืนนี้หลับกันอย่างสบาย

วันที่สามเราเดินทางไปในทุ่งหญ้าเช่นเดิม วันนี้เราเดินทางเบาะแค่ 400 กม. เท่านั้น เราพร้อมและ Mazda BT-50 ก็พร้อมเช่นกัน  ยังคงเป็นเส้นทางเดิมๆ ของรอยล้อกับทุ่งหญ้าและเนินหิน วันนี้เราทำงานได้ค่อนข้างดี ถ้าไม่เจอบ่อทรายที่ซึมซับน้ำไว้เล็กน้อย จึงทำให้มีรถติดหล่มทรายกันเล็กๆ แต่นั่นก็ทำให้ได้รู้จักและสังเกตเส้นทางที่แปรเปลี่ยนไป ทุ่งหญ้าเริ่มเปลี่ยนสีดอกไม่กอเล็กเริ่มหายไป ใกล้ฤดูหนาวเข้ามาแล้วสินะ เพราะที่นี่จะเริ่มประมาณเดือนธันวาคม มีหิมะตกหนาสูงมากกว่า 1 ฟุต อุณหภูมิเบาๆ แค่ -40 องศา ไม่เท่าไรขนาดแค่ 3 องศายังหนาวเกือบตาย แล้วถ้าเป็น 40 องศาจะเป็นเช่นไร ไม่อยากคิด แต่คนที่นี่สามารถใช้ชีวิตกันได้อย่างเป็นปกติ วันนี้เราพักที่กระโจมที่เรียกว่า Gobi Sunrise Camp

ซึ่งก่อนที่เราจะเข้าพักเราได้เห็นทะเลทรายโกบี ซึ่งมองเห็นไกลๆ แต่มีขนาดใหญ่ จากที่พักเราหากจะไปที่ทะเลทรายโกบีมีระยะทางประมาณ 100 กม. เพียงเท่านี้ก็ถอดใจแล้วครับ ขอชมภาพความเวิ้งว้างว่างเปล่าของทะเลทรายโกบี ด้วยสายตาที่มองเห็นก็แล้วกันครับ

เราออกเดินทางเหมือนเช่นเดิมเพื่อไปรับพลังงานจากธรรมชาติ หรือที่เรียกว่า Energy Place เนื่องจากมีพระธุดงด์เดินทางและได้หยุดพักผ่อนสถานที่แห่งนี้ พอตื่นขึ้นมาเหมือนมีพลังงานในตัวมากมาย ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ถูกถ่ายทอดบอกกล่าวกันต่อๆ ไป ทำให้ทุกวันนี้สถานที่แห่งกลายเป็นสถานที่สำคัญของชาวมองโกเลีย และจะมีการเฉลิมฉลองเป็นประจำทุกๆ ปีในช่วงเดือนกันยายน

พวกเราซึบซับขนบธรรมเนียมประเพณีของสถานที่แห่งนี้พอสมควร และเดินทางไปนอนรับพลังงานบนหินสีแดง ที่ซึ่งชาวมองโกเลียเชื่อว่าเป็นแหล่งที่ถ่ายทองพลังงาน เมื่อเรานอนจะรับรู้ถึงความเย็นของหินที่ซึมผ่านร่างกายเข้ามา เหมือนได้นอนพักในห้องนอนที่แสนสบาย ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีทุกอย่างเป็นอันเสร็จสิ้น เราลองหยับหินสีแดงเพื่อเปรียบเทียบกันหินอันอื่นในที่เดียวกัน พบว่าหินสีแดงมีความเย็นในตัวแต่หินสีอื่นไม่มีอะไรเลย อยากให้ได้ลอง ซึ่งผมสบายตัวและมีพลังงานเต็มเปี่ยม เพื่อที่จะเดินทางต่อไปยังจุงดปลายทางชายแดนมองโกเลียวันนี้

เราใช้เวลาไม่นานเพราะวันนี้ใช้เส้นทางสีดำมากกว่า มีทางขรุขระเล็กน้อย ถนนยางมะนอยสีดำราบเรียบแบบไม่รอยต่อ ทำให้ใช้ความเร็วก้นได้พอสมควร จึงมาถึงชายแดนได้อย่างรวดเร็ว ประมาณ 2 ชม.นิดๆ กับระยะทาง 100 กม. วันสุดท้ายในมองโกเลีย ยังคงมีภาพความประทับใจในทุ่งหญ้าและท้องฟ้าเช่นเคย ภาพเหล่านี้ตรึงตราและถูกฝังในความทรงจำของเราอย่างมิรู้ลืม ตราบนานเท่านานในความเป็นซูม…ซูม

New Chevrolet Cruze MY 2015 มากับลุคส์หรู เพิ่มฟังค์ชั่นเพื่อความสะดวกสบาย

0
New Chevrolet Cruze MY 2015
มากับลุคส์หรู เพิ่มฟังค์ชั่นเพื่อความสะดวกสบาย

คอมแพคซีดานแห่งค่ายโบว์ไทพ์ ที่ได้รับการปรับโฉมให้สง่างาม พร้อมกับความสะดวกสบาย รวมถึงปรับแต่งโปรแกรมใหม่ให้เกียร์อัตโนมัติ เพื่อสมรรถนะที่ดียิ่งขึ้นกว่ารุ่นเดิม ทดสอบรอบกรุงกับกิจกรรมแรลลีในรูปแบบกิ๊บเก๋

เงียบหายไปพักใหญ่กับ CHEVROLET CRUZE คอมแพคซีดานขนาดกลางแห่งค่ายโบว์ไทพ์ การกลับมาครั้งนี้ เชฟโรเลต์ เซลส์ ประเทศไทย ได้ใช้ชื่อใหม่กับ Amazing New Chevrolet Cruze ซึ่งเป็นการปรับปรุงสไตล์ไมเนอร์เชนจ์ รวมถึงจัดงานต้อนรับการหวนกลับเข้าสู่สังเวียนของรถซีดานด้วยกิจกรรมทดสอบรถยนต์ในรูปแบบแรลลีรอบกรุงเทพ เพื่อพิสูจน์สมรรถนะการใช้งานหลากหลายรูปแบบทั้งในเมืองที่มีการจราจรคับคั่ง ตลอดจนได้มีการกำหนดเส้นทางให้ขับขี่ในเขตปริมณฑล เพื่อสัมผัสกับ Cruze โฉมใหม่ที่ยกระดับความหรูหราในด้านการออกแบบภายนอกและภายในที่ทันสมัยยิ่งขึ้น

Amazing New Cruze มากับสีเทา Silver Stell Gray ปรับเปลี่ยนกระจังหน้าชุดใหม่เป็นแบบดูอัลพอร์ท ติดตั้งไฟส่องสว่างขณะขับขี่กลางวัน (Day Time Running Light) ทั้งยังดีไซน์กันชนหลังและไฟท้ายที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก Camero เติมเต็มความสปอร์ตด้วยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วลายใหม่ล่าสุด ห้องโดยสารเป็นอีกหนึ่งส่วนที่ได้รับการปรับลุคส์ให้มีความหรูหราด้วยการใช้ สีดำ-น้ำตาลแดง ตามชื่อที่ใช้เรียกว่า “Saddle Up” สวิทช์ควบคุมระบบต่างๆ จัดวางเพื่อใช้งานได้สะดวก พร้อมทั้งติดตั้งหน้าจอทัชสกรีนสีขนาด 7 นิ้วรองรับระบบอินโฟเทนเมนท์ เชฟโรเลต มายลิงค์ มากับเทคโนโลยีแอพพลิเคชั่นในตัว เพิ่มประสิทธิภาพการสั่งงานด้วยเสียง และการเชื่อมต่อระบบเสียงผ่านบลูทูธ

Cruze โฉมใหม่ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทั้งระบบเข้าออกห้องโดยสารและสตาร์ทเครื่องยนต์โดยไม่ต้องใช้กุญแจหรือ PEPS (Passive Entry Passive Start) ที่พวงมาลัยมีสวิทช์ควบคุมเครื่องเสียงและควบคุมความเร็ว รวมถึงระบบปัดน้ำฝนและระบบเปิด-ปิดไฟหน้าแบบอัตโนมัติ

ขุมพลังยังคงใช้เครื่องยนต์ ECOTECH รหัส F18D4 แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว ขนาดความจุ 1.8 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 141 แรงม้าที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 177 นิวตันเมตรที่ 3,800 รอบ ปรับจูนซอฟต์แวร์และกล่องควบคุมอีซียู (Electronic Control Uni) โดยระบบสมองกลคอมพิวเตอร์จะทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์หลายตัว รวมถึงปรับเปลี่ยนหัวฉีดให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เช่นเดียวกับระบบจ่ายเชื้อเพลิงที่มีประสิทธิภาพในการตรวจจับปริมาณเอทานอล ทำให้รองรับเชื้อเพลิง E85 ได้ ส่งผลให้ Cruze เป็นรถแบบ “เอฟเอฟวี” (Flex-Fuel Vehicle) ซึ่งรองรับเชื้อเพลิงเบนซินทุกรูปแบบ นอกจากการลดมลพิษที่จะเกิดกับสภาพแวดล้อม ยังทำให้ลูกค้ามีทางเลือกเพิ่มมากขึ้นในการเติมเชื้อเพลิงที่มีหลายระดับราคา ทั้งยังมีการปรับแต่งระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด GF6 เจนเนอเรชั่นที่ 2

นอกจากการปรับแต่งรูปโฉมรวมถึงขุมพลัง ทีมผู้ออกแบบยังคงระบบความปลอดภัยทั้งแบบแอคทีฟและแบบแพสซีฟ ได้แก่ ถุงลมนิรภัยคู่หน้าและด้านข้าง ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS ระบบกระจายแรงเบรกอิเลกทรอนิก EBD ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP ระบบป้องกันการลื่นไถลและกุญแจนิรภัยอิมโมบิไลเซอร์ ระบบความปลอดภัยแบบแพสซีฟครอบคลุมถึงตัวถังเหล็กกล้า คานนิรภัยด้านข้างที่ออกแบบมาเพื่อต้านทานแรงกระแทกพลังงานสูง

การทดสอบในครั้งนี้เป็นไปในรูปแบบของกิจกรรมแรลลี่ทั่วกรุงเทพฯ ทั้งถนนบนทางด่วนและถนนในเมือง นอกจากการเปลี่ยนแปลงรูปโฉมให้มีความหรูหรา สิ่งอำนวยความสะดวกในรูปแบบของระบบมายลิงค์ ที่ใช้เสียงคำพูดเป็นคำสั่งการใช้งาน ทำให้ไม่การขับขี่ไม่เสียสมาธิ และอีกหนึ่งเรื่องที่เด่นชัดคือระบบส่งกำลังที่ได้รับการปรับแต่งให้สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนเกียร์ที่นุ่มนวลมากขึ้นและตอบสนองการขับขี่ได้ดีกว่าเดิม แถมยังประหยัดเงินในกระเป๋ากับการปรับจูนกล่องอีซียูและระบบหัวฉีดให้รองรับกับเชื้อเพลิง E 85 ที่น่าเสียดายคือ Amazing New Chevrolet Cruze เปิดตัวพร้อมจำหน่ายเพียงรุ่น LT และ LTZ เท่านั้น ส่วนในรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลยังคงต้องรอลุ้นกันต่อไป เพราะไม่มีคำตอบว่าจะผลิตออกจหน่ายเมื่อไหร่

Amazing New Chevrolet Cruze ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 946,000 บาท สำหรับรุ่น LT และ 998,000 บาท ในรุ่นสูงสุด หรือ LTZ

Mazda CX-3 รถที่สร้างขึ้นมา โดยไม่มีข้อจำกัด ก้าวสู่มาตรฐานสำหรับยุคใหม่

0
Mazda CX-3 รถที่สร้างขึ้นมา โดยไม่มีข้อจำกัด ก้าวสู่มาตรฐานสำหรับยุคใหม่
พบกันแน่นอนปลายปีนี้ สำหรับ Mazda CX-3 ที่จะเป็นดาวจรัสแสงบนเวทีงาน Motor Expo ครั้งที่ 32 เมืองทองธานี

CX-3 ถือได้ว่าเป็นรถในเซกเมนต์ ครอสโอเวอร์ ที่แสดงให้เห็นถึงวิธีการสื่อสารการออกแบบตาม KODO ของมาสด้าในแฟชั่นที่ทันสมัยที่สุดเท่าที่มันจะใช้เวลาเพื่อความท้าทายของความรู้อิสระและก้าวข้ามผ่านออกมาอยู่แถวหน้า CX-3 เหมาะสำหรับผู้ที่มุ่งมั่นที่จะนำไปสู่ชีวิตที่น่าตื่นเต้นที่เหมาะสมกับสไตล์ส่วนตัว และผู้ที่มองหาสิ่งใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

ทีมงานออกแบบของมาสด้าได้สร้างสรรความงามและการจัดแต่งรูปลักษณ์ภายนอก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายกับวิธีการที่ไม่ย่อท้อต่อการกำจัดชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นที่จะปฏิเสธความผูกพันในยุคต่างๆ ในขณะที่ภายในได้เลือกที่จะใช้ธีมตกแต่งที่ประสานงานกับภายนอกเพื่อเป้าหมายในการแสดงออกอย่างลึกซึ้งของมุมมองที่มีคุณภาพสูงและทันสมัย

ภายใต้ Key Values ที่ต้องการให้ CX-3 บรรลุสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้นั้น ประกอบไปด้วย Design/Styling , Packaging , Driving Dynamics และ Class-defying features จึงไม่น่าแปลกใจที่ CX-3 คันนี้จะรวบรวมเอาความโดดเด่นของพี่น้องในตระกูลอย่าง Mazda 2 , 3 , 6 , CX-5 และ MX-5 มาใส่ไว้ในรถคันนี้ ซึ่งเมื่อดูภาพโดยรวมแล้ว ยากที่จะปฏิเสธเจ้า CX-3 คันนี้ได้ว่ามันมีความโดดเด่นในทุกมุมมอง

ด้านข้างตัวถังที่เต็มไปด้วยความพลิ้วไหวของเส้นสายที่อาจดูแข็งเทียบเมื่อเทียบกับห้องโดยสารที่ลื่นไหลและยิ่งขึ้นกว่าที่เคยเป็นในการสร้างส่วนที่ยื่นออกมาจากตัวถังที่สั้นและโดดเด่นเหมือนรถต้นแบบ โดยผ่านการกลั่นกรองและพัฒนาความมีชีวิตชีวาตามแบบฉบับที่ถ่ายทอด DNA ของการออกแบบตาม KODO และโดยการสร้างรูปแบบที่คมชัดกอปรกับความเร็วที่เพิ่มขึ้น โดยที่ทีมออกแบบมุ่งเน้นการเคลื่อนไหวตามวัตถุประสงค์ รูปแบบพื้นฐานที่มุ่งเน้นไปที่สามส่วนไม่ว่าจะเป็นในส่วนของครึ่งด้านหน้าของตัวถังที่มีรูปร่างสั้น ในส่วนของครึ่งหลังของตัวถังที่บ่งบอกถึงลักษณะของความเข้มแข็งและพลัง และส่วนของห้องโดยสารที่มีการจัดรูปลักษณ์ให้ดูเพรียวบาง โดยการย้ายเสาเอและเสาดีไปด้านหลัง

ในส่วนของด้านหน้านั้น กระจังหน้าที่ดูค่อนขช้างสูงนั้นเพื่อรับกับอากาศที่เข้ามาปะทะ กับครีบรูปตัว V สีเงิน 7 ครีบซ้อนกัน ตำแหน่งของไฟหน้ามีไฟเลี้ยวอยู่นอกกรอบโคมไฟหน้า ซึ่งเป็นการออกแบบให้แคบและคมชัดที่คล้ายนัยน์ตาของสัตว์ที่จ้องมองเหยื่อ ชุดโคมไฟหน้าเป็น LED จำนวน 4 ดวงที่ให้ลำแสงขนาดเล็ก โดยที่ไฟเลี้ยวติดตั้งอยู่ส่วนล่างของกันชนหน้าในแนวเดียวกับไฟตัดหมอก ส่วนบนของกันชนหน้าถูกขยับไปด้านหลัง ให้อยู่ด้านล่างของฐานของเสาเอ  เพื่อหลักอากาศพลศาสตร์ที่ก่อให้เกิดความลื่นไหลที่เน้นในเรื่องของกำลังทำให้เกิดความรู้สึกถึงความเร็ว

ในส่วนของด้านหลังนั้น แผ่นป้ายทะเบียนได้รับการติดตั้งอยู่ในส่วนบนของกันชนหลัง ที่มีสีเดียวกับฝากระโปรงหลัง ทำให้ระยะที่ยื่นออกมาจากท้ายรถมีระยะที่สั้น และเมื่อติดตั้งกล้องมองหลัง สวิตช์ และชิ้นส่วนการทำงานอื่นๆ ที่ซ่อนอยู่ที่ฝากระโปรงหลัง ทำให้รู้สึกถึงการออกแบบด้านท้ายที่ราบเรียบที่มองดูแล้วมีความต่อเนื่อง ปลายท่อไอเสียแบบคู่แยกซ้าย/ขวา เสมือนบ่งบอกถึงความแรงที่พร้อมพุ่งทะยานไปเบื้องหน้า

ด้วยรูปทรงที่ดูเป็น Sport Cross Over กับหุ่นทรงที่พกพาเรือนร่างในความยาวโดยรวม 4,275 มม. และระยะฐานล้อ 2,570 มม. กับความกว้าง 1,765 มม. โดยมีการวางตำแหน่งของล้อให้ใกล้กับมุมรถทั้งสี่มุมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้นั่นส่งผลให้เกิดระยะห่างล้อหน้าที่ 1,525 มม. และระยะห่างล้อหลัง 1,520 มม.  กับความสูง 1,550 มม. เมื่อนับรวมกับเสาอากาศครีบฉลาม และความสูงใต้ท้องรถ 160 มม. ที่ดูเหมือนจะเพียงพอที่จะขับใช้งานบนท้องถนนทั่วไป ดังนั้นแล้วจากการออกแบบในสัดส่วนมิติต่างๆ กับความสูงที่ดูต่ำและลำตัวรถที่กว้างตลอดจนจุดศูนย์ถ่วงของรถที่ต่ำทำให้ CX-3 มีเสถียรภาพที่ยอดเยี่ยมเมื่อเข้าโค้งหรือขับรถด้วยความเร็วสูง รวมถึงยังช่วยลดการยกของล้อเมื่อมีการเลี้ยวอย่างกระทันหันอีกด้วย

สำหรับการออกแบบในส่วนของภายในห้องโดยสารนั้น ยังคงยึดติดกับแนวคิดการออกแบบตาม KODO โซนคอกพิทมีการวางตำแหน่งมิเตอร์และมาตรวัด จอแสดงผล และหน่วยควบคุมสั่งการจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิด Head-up Cockpit ตามปรัชญาพื้นฐานการเชื่อมต่อประสานกันระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร HMI ของมาสด้า ซึ่งไม่น่าแปลกใจเมื่อก้าวเข้าสู่ภายในห้องโดยสารในตำแหน่งของผู้ขับขี่ เราจะพบว่า ทุกสิ่งทุกอย่างถูกจัดวางในตำแหน่งที่ใช้งานง่ายเพื่อลดการเบี่ยงเบนความสนใจเช่น การคิด การมอง และการสัมผัส ที่นั่งในส่วนของตำแหน่งผู้ขับขี่นั้นจะแบ่งเป็นสองโซน โดยที่โซนหนึ่งนั้นสำหรับข้อมูลที่จำเป็นเพื่อการทำงานอย่างปลอดภัยของตัวรถ และอีกโซนหนึ่งนั้นสำหรับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของข้อมูลคนขับ อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการควบคุมการแสดงผลให้อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด CX-3 มาพร้อมกับระบบ MZD Connect ซึ่งเป็นระบบการเชื่อมต่อในรถที่ง่ายต่อการใช้ประโยชน์จากฟังก์ชันรวมถึงการเชื่อมต่ออินเตอร์เนตและการเข้าถึงบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์  และการเชื่อมต่อโทรศัพท์ไร้สาย

เทคโนโลยี SKYACTIV ที่สร้างชื่อให้กับรถยนต์ของมาสด้ายังคงสร้างความประทับใจในทุกๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเครื่องยนต์ที่ในครั้งนี้กับการลองเจ้าตัวเบนซิน 2.0 ที่เมื่อมองมาที่หุ่นทรงแล้วต้องบอกว่า มันเป็นขุมพลังที่ให้มามากกับความจุของกระบอกสูบที่ 1,998 ซีซี. 165 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 210 นิวตัน-เมตร ที่ต้องบอกว่าเจ้าเครื่องยนต์ตัวนี้มันพร้อมตอบสนองในทุกอัตราเร่ง ไม่ว่าจะทำงานควบคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด หรือ เกียร์ธรรมดา 6 สปีด โดยที่ในตัวเกียร์อัตโนมัตินั้นยังมีโหมดสปอร์ตให้เลือกใช้อีกด้วย ในขณะที่ตัวเกียร์ธรรมดานอกจากการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์จะเข้าง่ายแล้ว ยังมีตัวเลขบ่งบอกตำแหน่งของเกียร์ที่หน้าปัดอีกด้วย

เบาะนั่งที่ออกแบบมาให้ดูสปอร์ต รวมถึงในส่วนของแผงข้างประตู และการออกแบบเส้นสายบริเวณที่แผงประตูที่ดูมีมิติไปกับลายเส้นที่พริ้วไหวต่อเนื่องมาจากฝากระโปรงหน้า พื้นที่ภายในกว้างขวางและไม่เป็นอุปสรรคต่อการก้าวเข้าสู่ห้องโดยสารหรือนั่งในประจำตำแหน่งผู้ขับขี่ที่การเข้าออกสะดวกสบาย และมีพื้นที่มากเพียงพอต่อการปรับเลื่อนเบาะสำหรับคนรูปร่างสูงใหญ่ บนเส้นทางนอกเมืองและทางโค้งที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เป็นเส้นทางที่เหมาะสำหรับการรับรู้ถึงความแม่นยำและความเสถียรในการบังคับควบคุมพวงมาลัย

ระบบรองรับการสั่นสะเทือนของ CX-3 มีการปรับปรุงเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน โดยที่ด้านหน้าที่เป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัทนั้น ได้มีการปรับระยะคาสเตอร์ให้สูงขึ้น 30 มม. และมุมคาสเตอร์ให้เอียงมากขึ้น 5.0 องศา ที่ส่งผลให้ CX-3 มีประสิทธิภาพทั้งการขับขี่ในเมือง ถนนที่คดเคี้ยว และการวิ่งทางตรงในย่านความเร็วสูง ซึ่งจะลดความแตกต่างของมุมตามระยะชักของตัวหน่วงด้านหน้าและการตะกุยของล้อหน้า ในขณะที่ระบบรองรับด้านหลังนั้น ใช้แนวคิด SKYACTIV-CHASSIS ในการจัดการกับตำแหน่งติดตั้งของคานบิดที่อยู่สูง ด้วยการทำจุดยึดหัวโช้คให้สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการสั่นสะเทือนจากผิวถนนสู่ตัวถังรถ และเพิ่มเสถียรภาพในการวิ่งทางตรง

ระบบ i-Stop ถูกติดตั้งเป็นอุปกรณ์ ซึ่งใน CX-3 นั้น ใช้ระบบควบคุมใหม่เหมือนที่ใช้ใน Mazda 2 โดยระบบนี้จะหยุดเครื่องยนต์โดยอัตโนมัติเมื่อผู้ขับขี่เหยียบแป้นเบรกและหยุดรถ และเมื่อมีการปล่อยคันเบรกหรือเหยียบคลัตช์เพื่อเคลื่อนที่เชื้อเพลิงจะถูกฉีดเข้าไปในห้องเผาไหม้โดยตรงและเป็นการรีสตาร์ทเครื่องยนต์อัตโนมัติภายในเวลา0.35 วินาทีสำหรับเครื่องยนต์เบนซินและ 0.4 วินาทีสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งระบบนี้มีมาให้ทั้งในตัวเกียร์อัตโนมัติและเกียร์ธรรมดา

ในส่วนของระบบความปลอดภัยนั้น  CX-3 มีมาให้ด้วยระบบ i-ACTIVSENSE ซึ่งเป็นเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงที่ใช้อุปกรณ์ตรวจจับ เช่น หน่วยเรดาร์ความยาวคลื่นสั้นและกล้องที่จะสนับสนุนคนขับรถในการตระหนักถึงอันตรายเพื่อหลีกเลี่ยงการชนและลดความเสียหายในกรณีที่อุบัติเหตุเกิดขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติ SCBS ,ระบบเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนช่องจราจร BSM , ระบบปรับการทำงานไฟหน้าสูง-ต่ำอัตโนมัติ HBC , ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกข่องจราจร LDWS

สำหรับในเมืองไทยแล้วนั้น CX-3 พร้อมที่จะเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้ โดยในช่วงแรกอาจจะมีเพียงเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ก่อน จากนั้นเครื่องยนต์ดีเซล 1.5 อาจจะตามมาในภายหลัง

Ford Ranger ถ่ายทอดพันธุกรรมความแกร่ง สู่ความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีสำหรับกระบะวันนี้

0
Ford Ranger
ถ่ายทอดพันธุกรรมความแกร่ง สู่ความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีสำหรับกระบะวันนี้

มีโอกาสได้ลองเจ้ากระบะพันธุ์แกร่งของฟอร์ดทั้งการใช้งานจริง ในเมือง และวิ่งนอกเมือง รวมถึงบททดสอบโหดๆ ในรูปแบบของสมรรถนะการใช้งานในสไตล์ออฟโรดที่ต้องบอกว่า ของเค้าดีจริงๆ แต่จะไปได้สวยแค่ไหน ผู้ใช้ในบ้านเราเป็นผู้ตัดสินที่จะนำมาเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ หรือไม่

สำหรับ Ranger ตัวใหม่แล้ว ยังคงมีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 ขนาดด้วยกัน หากชอบความแรง ม้าเยอะๆ แรงบิดสำหรับการลากจูงสูงๆ เค้ามีเครื่องยนต์ดีเซล ดูราทอร์ค ทีดีซีไอ วีจี เทอร์โบ ขนาด 3.2 ลิตร แบบ 5 สูบ ให้พละกำลังถึง 200 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 470 นิวตัน-เมตร กันเลยทีเดียว และหากชอบในเรื่องของความประหยัด ก็ยังมีเครื่องยนต์ดีเซล ดูราทอร์ค ทีดีซีไอ วีจี เทอร์โบ ขนาด 2.2 ลิตร แบบ 4 สูบ ให้พละกำลังถึง 160 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 385 นิวตัน-เมตร เป็นทางเลือก ซึ่งเครื่องยนต์ทั้งสองตัวนี้ยังถูกใช้ใน Everest อีกด้วย

ว่ากันถึงเรื่องหน้าตาแล้ว อาจจะไม่ดุดันแต่ดูหรูหรากระเดียดไปทาง SUV เสียด้วยซ้ำ กระจังหน้าทรงสี่เหลี่ยมคางหมู พร้อมแนวเส้นบนกระโปรงหน้าที่ช่วยขับเน้นให้ดูบึกบึนขึ้น ในส่วนของภายในห้องโดยสารนั้น ฟอร์ดเลือกที่จะใช้วัสดุที่ดูดีและให้ความทนทาน หน้าจอควบคุมแบบทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว ในขณะที่แผงหน้าปัดควบคุมเป็นแบบหน้าจอคู่ TFT ที่คอยแสดงข้อมูลการขับขี่ ข้อมูลด้านความบันเทิง การควบคุมระบบปรับอากาศ รวมถึงบลูทูธ

ในการลองขับครั้งนี้ ส่วนที่สร้างความประทับใจให้มากที่สุด คงต้องหันไปให้ความสำคัญกับระบบพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า (EPAS)  ที่ช่วยทำให้ความรู้สึกยามเมื่อกุมบังเหียนแล้วให้ความแม่นยำ นุ่มนวล ทั้งนี้ระบบ (EPAS) จะปรับให้พวงมาลัยมีน้ำหนักเบาเมื่อขับในความเร็วต่ำ และปรับเน้นความแม่นยำเมื่อขับที่ความเร็วสูง โดยมีการตั้งค่าที่แตกต่างกันไปตามความเร็วของรถ มุมเลี้ยวของแรงเหวี่ยงพวงมาลัยขณะเข้าโค้ง และอัตราการเร่งหรือลดความเร็ว

อัตราเร่งและความเร็วที่ต้องบอกว่าพร้อมตอบสนองในทุกตำแหน่งเกียร์ ความนุ่มนวลของจังหวะในการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ทั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ ที่พร้อมตอบสนองได้ทันท่วงที รอบเครื่องยนต์ที่เดินขึ้นอย่างต่อเนื่องไปพร้อมๆ กับความเร็วที่ไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ในขณะที่ช่วงล่างใน Ranger คันนี้ยังคงให้ความนุ่มนวลและดูดีกว่ารุ่นเดิม

เทคโนโลยีต่างๆ ที่ถูกนำมาติดตั้งไว้นั้น แทบจะทำให้ความรู้สึกว่ากำลังขับรถกระบะหายไป เพราะระบบต่างๆ ที่มีมาให้นั้น ช่วยในเรื่องของการอำนวยความสะดวกในเรื่องของการขับขี่ได้เป็นอย่างดี มีการนำเอาระบบสั่งงานด้วยเสียงใหม่ SYNC2  ที่เป็นระบบเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารภายในตัวรถ ทำให้สามารถที่จะควบคุมระบบต่างๆ ของตัวรถผ่านคำสั่งเสียง ทั้งในส่วนของระบบความบันเทิง ระบบปรับอากาศ ที่มาพร้อมหน้าจอแบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ที่จอแสดงคำสั่งการใช้งานแต่ละเมนูจะแยกสีต่างกันใช้งานได้ง่าย นอกจากนั้นแล้วยังมีเรื่องของระบบสัญญาณเซ็นเซอร์ช่วยจอดหน้าหลัง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ตรวจจับสิ่งกีดขวางขณะจอดรถ และสั่งสัญญาณเสียงเตือนเมื่อรถเข้าใกล้สิ่งกีดขวาง ที่ความเร็วต่ำ โดยกล้องมองหลังช่วยทำให้การถอยจอดเป็นงานที่ง่ายดาย

ฟอร์ดเลือกที่จะนำเอาระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP พร้อมระบบลดความเสี่ยงจากการพลิกคว่ำ Rollover Mitigation และระบบลดอาการส่ายขณะลากจูงเทรลเลอร์ Trailer Sway Control มาใช้ใน Ranger นี้ด้วย รวมถึงระบบช่วยการออกตัวขณะจอดรถบนทางลาดชัน ระบบควบคุมความเร็วขณะลงเขา ระบบควบคุมการบรรทุก และระบบเบรกฉุกเฉิน

ในขณะที่รุ่น WildTrak ที่ถือเป็นรุ่นท้อปของฟอร์ด นอกจากห้องโดยสารภายในที่ได้รับการออกแบบให้ดูสปอร์ต โฉบเฉี่ยวและทันสมัยแล้ว ยังมีของเล่นมาให้อีกมากมายไม่ว่าจะเป็น Wi-Fi Hotspot ที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เนตได้แม้ระหว่างเดินทาง ช่องต่อไป 230 โวลต์ ที่สามารถชาร์จโน๊ตบุ๊คได้ ไฟส่องสว่างกระบะหลัง  และระบบกุญแจ MyKey ที่สามารถจัดการคุณลักษณะของรถสำหรับครอบครัวที่ใช้รถร่วมกัน ที่จะช่วยควบคุมดูแลรถและส่งเสริมพฤติกรรมการขับขี่ที่ดี

หากจะว่าไปแล้ว Ranger ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถกระบะในเมืองไทย ที่แน่นอนว่าสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายต่างๆ ในเรื่องของเทคโนโลยีที่ทางฟอร์ดจัดมาให้นั้น ก็ต้องยอมควักกระเป๋าสำหรับความสบายๆ เหล่านี้ด้วยหลักล้านขึ้นไป ซึ่งในรุ่นท้อปสุดนั้นตัวเลขจบที่ 1,139,000 บาท อย่างไรก็ตาม Ranger มาในครั้งนี้มีให้เลือกใช้งานด้วยกันมากถึง 19 รุ่น โดยราคาเริ่มต้นที่ 549,000 บาท ซึ่งความสะดวกสบายและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ย่อมต้องแตกต่างกันไปตามราคาเช่นกัน

Mercedes-AMG GT S สวย ดุ ดิบ

0
Mercedes-AMG GT S
สวย ดุ ดิบ

ด้วยความสวยโฉบเฉี่ยวกับรูปลักษณ์ที่สะกดใจ ดุดันด้วยเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง เร้าใจด้วยเสียงกระหึ่มในทุกช่วงเวลา แข็งแกร่งด้วยช่วงล่างที่หนึบแน่น นี่คือคุณสมบัติของสปอร์ตแบรนด์หรูที่อยากให้คุณรู้จัก จริงเท็จประการใด ขอเชิญทุกท่านไปสัมผัสราชันเจ้าเสน่ห์ Mercedes-AMG GT S ด้วยกัน

14.9 ตัวเลขนี้อาจธรรมดาไปสำหรับคนกระเป๋าหนัก เพราะนี่คือราคาเริ่มต้นของ Mercedes AMG GT S และไม่ใช่คันสีเหลืองที่ปรากฏตรงหน้าท่านผู้อ่านด้วยนะครับ เพราะนี่เป็นสีพิเศษเฉพาะคนพิเศษ รวมถึงล้ออัลลอยลายสวยดุวงนี้อีกด้วย ซึ่งทำให้มูลค่ารถสปอร์ตสีเหลีองตราดาวสามแฉก โดดขึ้นเป็น 17 ล้านบาทเลยทีเดียว ส่งผลให้คุณเป็นดาวจรัสแสงบนถนนเมืองไทยทันที

ด้วยความเจิดจรัสของสีเหลืองและรูปลักษณ์ภายนอกที่โฉบเฉี่ยว ด้านหน้ายาวเหยียดเหมือนเรือหางยาว มัดกล้ามที่แข็งแกร่งและเหลี่ยมสันของความเป็นชายงาม เบ่งบานบนฝากระโปรงหน้าอย่างชัดเจน กระจังหน้ารูปแบบเดียวกับโมเดลอื่น ไฟหน้าขนาดใหญ่ชัดเจนพร้อมไฟ daylight ที่สวยงามและใช้ประโยชน์ได้ เมื่อมองด้านข้างจะเห็นคอกพิทเล็กๆ ช่องระบายอากาศพร้อมอักษรความแรง V8 Bi-Turbo เสา C ที่ลาดเอียงยาวไปถึงด้านท้าย จึงได้เห็นบั้นท้ายสั้นๆกะทัดรัดเพียง 1 ใน 3 ของด้านหน้า ไฟท้ายเรียวยาวขนานไปกับกันชนหลัง โดยรวมต้องบอกว่าทุกอย่างลงตัวในความเป็นสปอร์ตพันธ์แท้

ห้องโดยสารเรียบง่ายแต่แฝงความหรูไว้เล็ก ด้วยวัสดุที่สายตาจับจ้องและสัมผัสได้ ทำให้เห็นแสงแวววาวจากอลูมิเนียมในส่วนต่างๆมากเป็นพิเศษ เบาะนั่งแบบเข้ารูปกระชับตัวหุ้มด้วยหนังแบบ Nappa ไม่มีความนุ่มให้รู้สึกแต่ได้อารมณ์สปอร์ตเต็มๆ คอนโซลหน้าเรียบง่ายมีเพียงอุปกรณ์จำเป็นเท่านั้น เพียงแต่จัดให้อย่างพิเศษกับระบบเครื่องเสียงรอบทิศทางจาก Burmester และจอภาพ คอนโซลกลางเป็นเหมือนกำแพงกั้นฝั่งซ้าย-ขวา พร้อมอาวุธติดตั้งอย่างพร้อมสรรพ ทั้งการเปลี่ยนบุคลิกใหม่ให้เร้าใจขึ้นในโหมดสปอร์ต ซึ่งสอดคล้องกับปุ่มปรับโช๊คอัพตามสมรรถนะการขับขี่ ระบบ Start/Stop และอื่นๆ คันเกียร์ขนาดเล็กถูกติดตั้งไว้ที่ปลายทาง รวมถึงปุ่ม P เพื่อการจอดรถ ซึ่งอยู่ต่อจากระบบควบคุมและสั่งงานด้วย touchpad เรียกว่าครบที่จะใช้งาน

Mercedes-AMG GT S ใช้เครื่องยนต์เบนซิน V8 Bi-Turbo ขนาด 4.0 ลิตร 510 แรงม้ากับแรบิด 650 นิวตันเมตรที่ 1,750-4,750 รอบต่อนาที พอเพียงหรือเพียงพอกับน้ำหนักตัว 1,645 กก.ระบบเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ ไม่ต้องรอให้รำคาญไปลองของกันดีกว่า ทันทีที่กดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ สุ้มเสียงกระหึ่มเหมือนต้องการแสดงศักยภาพ ดึงคันเกียร์เล็กๆจุ๋มจิ๋มลง สัญญาณไฟลงไปที่อักษร D แสดงว่าทุกอย่างพร้อมจะโลดแล่น รอเพียงเท้ากดคันเร่งเท่านั้น พร้อมกันหรือยังครับ

ทันทีที่ปล่อยเท้าออกจากเบรกและกระแทกคันเร่ง ตัวรถกระโจนเหมือนม้าศึกที่พร้อมออกลุย กดคันเร่งต่อเนื่องตัวพุ่งทะยานหนีรถคันหลังแบบไม่เห็นเงา จึงเป็นที่มาของความเร็วจาก 0-100 กม./ชมภายในเวลาเพียง 3.8 วินาที สุ้มเสียงจากเครื่องยนต์กึกก้องทะลวงโสตประสาทได้อย่างเร้าใจ กระตุ้นต่อมอะดรีนาลีนให้ร้อนแรงยิ่งขึ้น เมื่อเห็นตัวเลขความเร็วทะลุหลัก 150 กม./ชม.แบบไม่รู้สึกตัว นี่แค่เพียงบทเริ่มต้นเท่านั้นเอง เราสานต่อกันอย่างไม่ลดทอนด้วยการเรียกอัตราเร่งมาใช้งาน ขุมพลังตอบสนองอย่างรวดเร็วและกระชับ แต่มีความดุดันให้ได้อารมณ์ตลอดการเร่งแซง จะได้ยินเสียงคำรามจากเครื่องยนต์ พร้อมพละกำลังที่ออกมาอย่างใหญ่โตในทุกๆรอบ แต่ให้ความสงบในจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ มีกระตุกเล็กๆให้ได้อารมณ์สปอร์ตกันบ้าง

พละกำลังของเครื่องยนต์เหลือเฟือที่จะสร้างอารมณ์สปอร์ต อัตราเร่งแซงหายห่วงและเริ่มต้นอย่างรวดเร็วด้วย เพียงคุณกดคันเร่งระหว่าง 1,700-2,000 รอบต่อนาที เจ้า GT S จะทำหน้าที่รถสปอร์ตเต็มขั้น โดยไม่ต้องกังวลหรือวิตกว่าจะไม่ผ่านรถคันหน้าแต่ประการใด ขอเพียงมีระยะทางสั้นๆเท่านั้นเป็นพอ เพราะด้วยกำลังของเครื่องยนต์ 510 แรงม้ากับแรงบิด 650 นิวตันเมตร เท่านี้ก็เพียงพอสำหรับการเร่งแซงรถทุกคันที่ขวางทางด้านหน้า

ไม่เพียงเท่านั้น GT S ยังมีความหนึบแน่นในการเกาะถนน และออกจะแข็งเอาเรื่องเสียด้วยซ้ำ เพราะคุณจะไม่รู้จักคำว่านุ่มนวลเมื่ออยู่ในรถคันนี้ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องดีในการขับขี่แบบโฉบเฉี่ยว ในความเร็วสูงให้ความรู้สึกที่เรียบและเงียบ เหมือนล้อถูกดด้วยแม่เหล็กขนาดใหญ่กับถนน เหมือนกับเมื่อต้องเข้าโค้งทุกอย่างเอาอยู่ และให้ความนิ่งเหมือนรถจอดนิ่งขนานไปโค้ง ลงตัวในการควบคุมของพวงมาลัย ที่สั่งการได้อย่างแม่นยำในการใช้งาน ระบบเบรกทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไว้ใจได้อย่างปลอดภัย

ไม่มีอะไรมากมายสำหรับ GT S สปอร์ตพันธ์ดุคันใหม่ของดาวสามแฉก นอกจากความหลงใหลและความทรงจำที่ประทับใจ เมื่อได้โลดแล่นอย่างเร้าใจเต็มอารมณ์สปอร์ตในรถคันนี้

Toyota All New Fortuner พัฒนาการเพื่อให้เป็นรถที่สามารถวิ่งไปได้ในทุกที่

0
Toyota All New Fortuner
พัฒนาการเพื่อให้เป็นรถที่สามารถวิ่งไปได้ในทุกที่

หลังจากที่ปล่อยให้รอคอยกันมานาน ในที่สุด All New Fortuner ก็ได้เผยโฉมพร้อมให้จับจองกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในความใหม่ของเจ้ารถคันนี้ มีหลายสิ่งที่น่าสนใจและบ่งบอกให้รู้ถึงความตั้งใจที่จะให้เป็นรถอเนกประสงค์ที่พร้อมตอบสนองต่อการเดินทางไปไหนมาไหนได้ในทุกที่่ แม้ว่าจะต้องต่อสู้กับคู่แข่งในตลาดที่แต่ละคันต่างก็มีจุดดีจุดเด่นที่คล้ายๆ กันและต่างกันไปตามแนวทางของรถแต่ละคัน และแน่นอนว่า สำหรับ Toyota All New Fortuner มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเก่า เรามาดูกันครับว่า มีอะไรที่น่าสนใจสำหรับรถคันนี้กันบ้าง

ว่ากันถึงเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว ต้องบอกว่ามีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่หน้าจรดท้าย ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของกระจังหน้าที่ออกแบบให้รับกับกันชนหน้าได้อย่างลงตัวดูโฉบเฉี่ยว และดุดันขึ้น Bumperหนาขึ้น  ในส่วนของไฟหน้าเป็นแบบ Bi-Beam LED โปรเจคเตอร์ กระจกมองข้างมาพร้อมไฟเลี้ยวและระบบ Welcome Light ไฟตัดหมอกมีมาให้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังรวมไปถึงไฟท้าย LED แบบ Light Guiding สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED และเสารับสัญญาณวิทยุแบบ Shark Fin

สำหรับภายในนั้น มีการออกแบบให้ดูหรูหราขึ้น ทั้งในส่วนของวัสดุที่นำมาใช้ รวมไปถึงอุปกรณ์ที่ช่วยให้การขับขี่สะดวกสบายขึ้น เบาะนั่งเป็นแบบหนังสีน้ำตาลช่วยทำให้ดูภูมิฐาน ในส่วนของเบาะนั่งด้านผู้ขับขี่ปรับตำแหน่งด้วยไฟฟ้า 8 ทิศทาง มีระบบ Push Start  รวมไปถึงระบบ Start/Stop ที่จะตัดการทำงานของเครื่องยนต์อัตโนมัติเมื่อรถจอดนิ่งสนิท และจะติดเครื่องยนต์เมื่อมีการเหยียบคันเร่งเพื่อเดินหน้า โดยเมื่อเครื่องยนต์หยุดการทำงานเครื่องปรับอากาศจะยังคงส่งลมเย็นอย่างต่อเนื่อง มาตรวัดเป็นแบบเรืองแสง Optitron พร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID โดยที่หน้าจอเป็นแบบ TFT พวงมาลัยหุ้มหนังพร้อมสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงและข้อมูลการขับขี่ ช่องให้ความเย็นสำหรับแช่เครื่องดื่มบริเวณคอนโซลหน้าฝั่งผู้โดยสาร นอกจากนั้นแล้วยังมีระบบนำทาง พร้อมเครื่องเล่น DVD หน้าจอแบบสัมผัสขนาด  7 นิ้ว รองรับ T-Connect และการเชื่อมต่อแบบบลูทูธ ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติแยกอิสระหน้า/หลัง รวมไปถึงช่องเสียบอุปกรณ์ USB/iPOD และ AUX รวมถึงช่องต่ออุปกรณ์ไฟฟ้ากระแสไฟฟ้า DC 12 Volte และกระแสไฟฟ้า AC 220 Volte

ความสะดวกสบายในส่วนของการใช้งานอรรถประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเบาะนั่งที่พับและปรับได้อย่างอิสระตามรูปแบบการใช้งาน ทั้งแบบ L-Space แบบ Tuble & Space-Up และแบบ Rear Space ในขณะที่ประตูท้ายสามารถเปิด/ปิดด้วยไฟฟ้าที่มาพร้อมกับระบบป้องกันการหนีบ ที่สามารถสั่งงานได้จากรีโมท/สวิตช์ภายในบริเวณที่นั่งคนขับ และบริเวณประตูท้าย นอกจากนั้นยังมีระบบควบคุมไฟหน้า เปิด/ปิด อัตโนมัติ พร้อมระบบไฟส่องสว่างขณะถึงที่หมาย Follow Me Home กล้องมองหลังช่วยในการถอยจอด ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย Paddle Shift และระบบควบคุมความเร็วคงที่

บนเส้นทางสายเซาท์เทิร์นซีบอร์ดกับทางตรงๆ ยาวๆ ที่สามารถลองหาอัตราเร่งและสมรรถนะของ All New Fortuner ได้อย่างเต็มที่ สำหรับตัวที่ได้ลองนั้นเป็นรุ่น 2.8 V 4WD AT รุ่นท้อปนั่นเอง และด้วยโหมดการขับขี่ที่มีให้เลือกทั้งแบบ โหมด eco และโหมด power ให้เลือก จึงสามารถที่จะลองกันได้อย่างเต็มที่ แน่นอนว่าในโหมด eco นั้นการออกตัวหรือการเร่งแซงอาจจะดูอืดๆ ไปนิดในช่วงของการออกตัว แต่เมื่อความเร็วเริ่มไปแตะที่ 120 กม./ชม. ขึ้นไปความเร็วจะไหลลื่นขึ้นไปตามน้ำหนักของเท้าที่เหยียบลงไปบนคันเร่ง และเจ้ารถคันนี้สามารถที่จะทำความเร็วได้มากกว่า 190 กม./ชม. กับเครื่องยนต์ในตระกูล 1GD-FTV 4 สูบแถวเรียง 16วาล์ว DOHC VN Turbo Intercooler ที่มีกำลังสูงสุด 177 แรงม้าที่ 3,400 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุดที่ 450 นิวตัน-เมตร ในรอบกว้าง Flat Torque ที่ 1,600-2,400 รอบ/นาที กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และ Paddle Shift ที่หลังพวงมาลัยสำหรับปรับขึ้น/ลง ตำแหน่งเกียร์ตามต้องการ

แชสซีส์ที่ใหญ่ขึ้น และระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระปีกนกคู่พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง รวมถึงระบบกันสะเทือนหลังแบบโฟร์ลิงค์คอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมในทางตรง การยึดเกาะถนนทำได้ดี รวมถึงในทางโค้ง ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นสมรรถนะที่สามารถแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ดีนั้น มีองค์ประกอบในเรื่องของระบบป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ Active Safety คอยทำหน้าที่อยู่ด้วย โดยเฉพาะระบบ VSC (Vehicle Stability Control) ที่ทำหน้าที่คอยตรวจวัดระดับการทรงตัวของรถ และควบคุมรถให้ทรงตัวอย่างมั่นคง แม้ในทางโค้งหรือถนนที่เปียกลื่น ซึ่งหากพบจะสั่งการให้เครื่องยนต์ลดความเร็วอัตโนมัติ และเพิ่มแรงดันน้ำมันเบรกไปยังล้อเพื่อประคองการทรงตัวที่ลื่นไถลให้กลับสู่การทรงตัวที่สมดุล

ในทางออฟโรดก็เช่นกัน All New Fortuner ได้ใส่ระบบช่วยการขับขี่มาให้เพื่อช่วยให้สามารถเดินทางไปได้ในทุกที่ โดยในครั้งนี้ได้มีการทำสนามออฟโรดจำลองเพื่อให้ได้เห็นการทำงานของระบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบซิกม่า โฟร์ โดยที่เมื่อต้องการเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจากสองล้อเป็นสี่ล้อสามารถที่จะหมุนสวิตช์เปลี่ยนระบบได้เลย shift on the fly ในความเร็วไม่เกิน 100 กม./ชม. และเมื่อต้องการปรับจาก 4H เป็น 4L ต้องหยุดรถและเลื่อนตำแหน่งเกียร์ไปที่ N แล้วเลื่อนสวิตช์

สนามออฟโรดจำลองได้สร้างเส้นทางให้ใกล้เคียงกับเส้นทางออฟโรดหนักๆ ไม่ว่าจะเป็นทางลาดชัน ทางเลน ทางเอียง เนินสลับซ้าย/ขวา และลูกระนาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบ A-TRC (Active Traction Control) ซึ่งระบบนี้จะทำหน้าที่ตรวจจับเมื่อพบว่ามีล้อใดเริ่มสูญเสียแรงขับเคลื่อน ระบบจะเพิ่มแรงเบรกในล้อที่ลื่นไถลและกระจายแรงขับเคลื่อนไปยังล้อที่มี Traction ที่ดีกว่าเพื่อการควบคุมฝ่าอุปสรรคไปได้ รวมถึงระบบ DAC (Down Hill Assist Control) ที่จะมีในรุ่นที่เป็นเกียร์อัตโนมัติเท่านั้น โดยที่ระบบนี้จะช่วยให้สามารถลุยไปในเส้นทางที่ลาดชัน โดยระบบจะควบคุมแรงดันเบรกอัตโนมัติทั้ง 4 ล้อ ทำให้ควบคุมรถในความเร็วต่ำ โดยไม่ต้องแตะเบรก

ในส่วนของระบบ Active Safety นั้นยังมีระบบ HAC (Hill-start Assist Control) ซึ่งระบบนี้จะเพิ่มแรงดันเบรกไปยังล้อทั้งสี่อัตโนมัติ ป้องกันรถไหลในจังหวะออกตัวบนทางลาดชัน ระบบควบคุมการส่ายของส่วนพ่วงท้าย TSC (Trailer Sway Control) โดยที่เซ็นเซอร์จะปรับแรงดันเบรก และกำลังของเครื่องยนต์ให้เหมาะสม เมื่อวิ่งบนทางขรุขระ หรือใช้งานลากจูง ระบบ TRC ระบบ VSC เบรก ABS , BA , EBD

สำหรับราคาในรุ่นนี้ อยู่ที่ 1,599,000 บาท ซึ่งน่าจะยืนราคานี้จนถึงปลายปี และถ้าต้องการสี White Pearl ต้องจ่ายเพิ่มอีก 12,000 บาท

MITSUBISHI ALL NEW PAJERO SPORT พีพีวีกระแสร้อน…สุดคุ้ม

0
เรื่องที่ทุกท่านกำลังจะรับชมยังคงเกาะกระแสร้อนของรถพีพีวีกับ MITSUBISHI ALL NEW PAJERO SPORT ที่หลังจากเปิดตัวสู่สาธารณชนเพียง 9 วัน สามารถกวาดจำหน่ายไปกว่า 2,200 คัน แน่นอนว่าการตอบรับจากผู้บริโภคที่ดีเกินคาด ต้องมาจากปัจจัยหลายๆอย่าง ที่ทำให้คำตอบของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ ประเทศไทย โดนใจผู้บริโภคชาวไทยเข้าอย่างจัง  ชักเริ่มอยากรู้กันแล้วใช่หรือไม่ครับว่ารถคันนี้มีทีเด็ดอะไร เรายินดีที่จะไปหาข้อมูลพร้อมการทดลองระบบต่างๆที่เป็นอาวุธลับมาให้รับชม…ติดตามไปพร้อมๆกันครับ

ถือเป็นครั้งแรกของโลกเลยก็ว่าได้ที่ได้เปิดให้มีการทดลองขับอย่างเป็นทางการกับ MITSUBISHI ALL NEW PAJERO SPORT การขับขี่ในครั้งนี้ได้จัดขึ้นที่ MITSUBISHI PROVING GROUD สนามทดสอบรถยนต์ของค่ายมิตซูบิชิ ที่สร้างไว้เพื่อพัฒนารถยนต์แห่งแรกนอกประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจัดการทดสอบเรื่องระบบต่างๆที่เป็นอาวุธลับเด็ดๆ ไว้ถึง 3 สถานี แต่ก่อนที่จะเข้าเรื่องการทดสอบ มาชมตัวรถกันก่อนว่ามีอะไรเด่น

ALL NEW PAJERO SPORT เป็นรถที่มีดีไซน์โฉบเฉี่ยวตามคอนเซปท์ DYNAMIC SHIELD สะดุดตาด้วยกันชน หน้ากระจัง และ โคมไฟ ที่ออกแบบไว้อย่างกลมกลืน สะท้อนให้เห็นถึงความสปอร์ตที่ทันสมัย เติมแต่งความหรูหราอลังการด้วยไฟหน้าแบบ   Bi-LED  ที่มากับระบบปรับระดับลำแสงอัตโนมัติ พร้อมไฟกลางวัน เส้นสายด้านข้างจากโป่งล้อหน้าถึงด้านหลัง แสดงถึงมัดกล้ามที่ให้ความแข็งแกร่ง จุดเด่นอีกหนึ่งแห่งมาจากด้านท้ายรถที่เป็นเอกลักษณ์ กับไฟท้ายแนวตั้งที่ส่องสว่างชัดเจนจากหลอด SPECTRUM LED

ห้องโดยสารกว้างขวางและนั่งสบาย เบาะนั่งออกแบบตากสรีระร่างกายในสไตล์ ERGO DESIGH เบาะนั่งคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง ในรุ่น GLS-LTD จะหุ้มเบาะด้วยผ้าสีดำ ส่วนรุ่น GT และ GT PREMIUM จะหุ้มด้วยหนังแท้ ถึงแม้ว่าเบาะนั่งแถวที่สามจะเป็นจุดบกพร่องของรถพีพีวี แต่การแก้ไขปัญหานี้ขอชื่นชมทีมผู้ออกแบบที่ทำให้ทุกอย่างลงตัว เพราะนอกจากการเข้าไปยังตำแหน่งนี้จะทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยากเพียงดึงปุ่มที่อยู่บริเวณพนักพิง เบาะนั่งแถวที่ 2 ก็จะทำการพับขึ้นเพื่อให้สะดวกต่อการเข้าออก ออกแบบเบาะนั่งแถวที่สามก็ไม่ถึงกับอึดอัดแต่อย่างใด ผมสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็นรถเอนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ซึ่งนั่งสบายๆในทุกตำแหน่ง แถมยังเย็นฉ่ำตลอดการเดินทางเพราะมีช่องปรับอากาศส่งตรงไปทุกที่นั่ง

ถ้าคุณคิดว่าภายในของคันนี้ใช้รูปแบบร่วมกับกระบะร่วมค่าย ผมบอกได้เลยว่าคิดผิด เพราะไม่ได้มีส่วนละม้ายกับ TRITON เลยสักนิด ALL NEW PAJERO SPORT ยังต่อยอดอารมณ์สปอร์ต ความหรูหรา และ ทันสมัย จากภายนอกสู่ภายใน คอนโซลและแผงข้างเป็นสีดำเคลือบขอบวัสดุสีเทา พวงมาลัยเป็นแบบ 4 ก้าน ในรุ่น GT และ GT-PREMIUM ติดตั้งระบบควบคุมต่างๆไว้มากมาย ทั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ สวิทช์ควบคุมเครื่องเสียง และ สวิทช์ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์แบบแพดเดิลชิฟท์  นอกจากนี้ยังมีระบบปรับอากาศแยกการทำงาน ซ้าย-ขวา พร้อมให้ความบันเทิงจากจอทัชสกรีนขนาด   7   นิ้ว ซึ่งสามารถเล่น  CD และไฟล์ MP3 รวมถึงเชื่อมต่อผ่านข่อง   USB  และระบบ   Bluetooth  ทั้งยังติดตั้งระบบนำทางผ่านดาวเทียม นอกจากนี้ยังมีจอภาพแบบ WILD SCREEN  พร้อมเครื่องเล่น CD และ รีโมท รวมถึงระบบหูฟังแบบอินฟราเรด 2 ชุด สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

All New Mitsubishi Pajero Sport  ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล ขนาด 2.4 ลิตร 181 แรงม้า ที่มากับเทคโนโลยี Mivec Clean Diesel โดดเด่นด้วยเสื้อสูบและฝาสูบอลูมินัมอัลลอย น้ำหนักเบา ทนทาน แข็งแกร่ง ทั้งยังมีระบบวาล์วแปรผัน MIVEC ช่วยให้เครื่องยนต์มีแรงบิดดีขึ้นในรอบต่ำ เพิ่มแรงม้าขึ้นด้วยขุมพลังของ VG Turbo ระบบส่งกำลังเป็นแบบเกียร์อัตโนมัติ 8 Speed automatic transmission with Sport mode + Idle Neutral Control (INC) and G Censor  พร้อมระบบขับเคลื่อนแบบ Super Selection 4WD Generation 2 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ทางมิตซูบิชิได้ทำการพัฒนาขึ้น ในรูปแบบปุ่มหมุน ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนได้อย่างสะดวกสบาย จาก 2WD เป็น 4WD แบบ Full-time All Wheel Control และเมื่อต้องการขับขี่บนเส้นทางแบบ Off-road ยังสามารถเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนเป็น 4HLC หรือ 4LLC ได้ตามความต้องการ

เกริ่นนำสำหรับข้อมูลคร่าวๆกันมาพอประมาณ ถึงเวลาที่จะได้ลองของจริงกับ ALL NEW PAJERO SPORT กันครับ ผมออกตัวไว้ก่อนว่าการทดลองขับครั้งนี้ยังไม่ได้เป็นการทดลองขับทางไกลแบบเต็มรูปแบบ แต่ก็พอเพียงสำหรับการเรียนรู้ถึงสมรรถนะเครื่องยนต์ ระบบช่วงล่าง และตัวช่วยเรื่องความสะดวกสบาย รวมถึงฟังค์ชั่นความปลอดภัยที่เป็นอาวุธลับ ซึ่งพอจะนิยามสั้นๆได้ว่า”เด็ด” พร้อมแล้วก็รับชมกันเลย

STATION PERFORMANCE

สำแดงสมรรถนะเครื่องยนต์และการยึดเกาะ

เริ่มต้นกันด้วยเรื่องของความเร็ว จากที่ได้พูดคุยกับผู้ฝึกสอนถึงกติกาสำหรับสถานีนี้ที่ได้จำกัดความเร็วไว้ไม่เกิน 100 กม./ชม. ไม่ต้องห่วงว่าความเร็วเพียงแค่นี้จะสัมผัสได้ถึงแก่นแท้ของเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรลขนาด 2.4 ลิตร 181 แรงม้า จับความรู้สึกกันง่ายๆหลังจากกระแทกคันเร่ง อาการพุ่งทะยานจากพละกำลังของเครื่องยนต์ทำได้ค่อนข้างจะชัดเจน ระหว่างการทดสอบยังมีอีกเรื่องซึ่งถือว่าเด่นไม่แพ้เรื่องอื่นๆ นั่นคือ การเก็บเสียงจากภายนอกที่เข้ามายังห้องโดยสารถึงแม้จะมีเสียงเร็ดรอดเมื่อครั้งเพิ่มรอบเครื่องยนต์แต่ก็ยังเป็นอะไรที่พอรับได้ และอีกเรื่องที่ชัดเจน คือระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ซึ่งปรับเปลี่ยนได้นุ่มนวล การใช้งานระบบแพดเดิลชิฟท์ทำได้ง่ายและสะดวก หากต้องการออกจากระบบ ทำแค่เพียงกดปุ่มบวกค้างไว้ ระบบจะตัดการทำงานไปยังระบบเกียร์อัตมัติทันที

การเข้าโค้งด้วยความเร็วเป็นอีกรูปแบบของการทดสอบ หลายคนยังสงสัยกันว่ารถรูปทรงนี้อาจจะมีการโคลงหรือร่อนบ้างหรือไม่ตามหลักของแอโรไดนามิก การเข้าโค้งด้วยความเร็ว 70 กม./ชม. ไม่ได้ถือว่าเป็นความเร็วสูง แต่องศาและเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้ถือว่ายากเอาการ การถ่ายสมดุลจากระบบช่วงล่างของ ALL NEW PAJERO SPORT ทำได้อย่างลงตัว รวมถึงการควบคุมจากพวงมาลัยไปยังระบบรองรับทำได้แม่นยำตามทิศทางที่กำหนด

STATION SAFETY

เรียนรู้เรื่องอาวุธลับ

จากที่ทำความคุ้นเคยจากการขับขี่ สถานีที่ 2 เป็นเรื่องของระบบตัวช่วยความปลอดภัยที่ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา ไม่หนีรถยุโรปแบรนด์ดังสักเท่าไหร่ เริ่มต้นด้วยระบบ   BLIND SPOT WARNING หรือระบบสัญญาณเตือนจุดอับ ทดลองกันโดยมีรถอีกคันขับขนาบข้าง หากเปิดไฟเลี้ยวในขณะนั้น ระบบจะแสดงภาพขึ้นที่มุมกระจกมองข้างและส่งเสียงร้องมาในห้องโดยสาร ต่อด้วยระบบ FORWARD COLLISION MITIGATION SYSTEM คอยทำหน้าที่เตือนการชนทางด้านหน้าและช่วยชะลอความเร็ว หากเซ็นเซอร์ตรวจจับกับชิ้นส่วนโลหะ หรือ กระจกที่ทำมุมตั้งฉาก โดยจะส่งเสียงเตือนและทำการหยุดรถทันที (ระบบนี้จะทำงานในกรณีที่ใช้ความเร็วไม่เกิน 30 กม./ชม.) รวมถึงระบบ ULTRASONIC MISACCELERATION MITIGATION SYSTEM ซึ่งคอยทำหน้าที่ตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว

นอกจากนี้ยังมีตัวช่วยเรื่องความสะดวกสบายกับระบบ MULTI AROUND MONITOR ซึ่งเป็นกล้องมองภาพรอบคันพร้อมแสดงเส้นทิศทางการเคลื่อนที่ของรถโดยใช้กล้องที่ติดตั้งไว้รอบตัวรถทั้ง 4 จุด ประมวลผลและส่งภาพมาที่จอทัชสกรีนในมุมมองแบบ   Bird Eye View

STATION COMFORTABLE

ออกรสชาติของระบบรองรับและเกียร์ขับสี่

อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่แรกว่าสนามทดสอบแห่งนี้มีไว้พัฒนารถยนต์นอกประเทศญี่ปุ่นแห่งแรก เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงว่าสภาพพื้นผิวของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ที่แห่งนี้ได้จำลองไว้ทุกรูปแบบ สถานีนี้จึงเป็นเรื่องของการรับรู้ถึงสมรรถนะของระบบช่วงล่างโดยเฉพาะ สภาพพื้นผิวของเส้นทางที่ได้ทำการจำลองไว้ทั้ง ลาดยางเรียบและเป็นลอน พื้นผิวขรุขระหลากหลายรูปแบบมีให้ลองครบ อาการที่สัมผัสได้ขณะอยู่หลังพวงมาลัยบอกได้อย่างไม่อายคือรับรู้ได้ทุกจังหวะ แต่ก็ไม่ใช่ในรูปแบบของม้ากระโดด โยกเยกไปมา ต้องยกยอดความดีให้กับระบบรองรับอิสระปีกนกสองชั้นพร้อมคอยย์สปริงและเหล็กกันโคลงที่ประจำการอยู่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังใช้แบบทรีลิงค์ทอร์คอาร์ม พร้อมสปริงและเหล็กกันโคลง ที่รอบรับการกระแทกได้อย่างดีและแน่นหนึบในขณะเดียวกัน

ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อถือเป็นพระเอกอีกหนึ่งเรื่อง ถึงแม้ไม่ได้จำลองรูปแบบการลุยในสไตล์ออฟโร๊ด แต่การใช้งานระบบนี้ทำได้ไม่ยาก เพียงเอามือบิดสวิทช์ควบคุมที่อยู่บริเวณคอนโซลเกียร์จากตำแหน่ง 2H มาเป็น 4H 4HLC และ 4LLC ซึ่งสามารถทำได้ในขณะขับขี่ด้วยความเร็วไม่เกิน 100 กม./ชม. แถมอีกนิดกับทีเด็ดสุดท้ายคือเรื่องของวงเลี้ยว สำหรับผู้ที่เคยใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อแบบพาร์ทไทม์ เมื่อเข้าระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเมื่อไหร่ ผมที่ได้อย่างที่ไม่ต้องคาดหวังคือวงเลี้ยวที่กว้างขึ้นกว่าเดิม แต่สำหรับ ALL NEW PAJERO SPORT ระบบขับเคลื่อน 2H และ 4H จะมีวงเลี้ยวที่แคบเท่ากันเพียง 5.6 ม.