Home Blog Page 580

“Lamborghini Esperienza” กิจกรรมดับซ่าส์ฝูงกระทิงดุ ณ สนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

0
คงมีไม่กี่ครั้งนักกับกิจกรรมการทดสอบรถที่ตราตรึงใจ เพราะสิ่งที่ได้ไปสัมผัสนั้นเป็น รถสปอร์ตในฝันที่ใครหลายคนถวิลหา เมื่อโอกาสมาถึง ผมก็ไม่พลาดที่จะน้อมรับเพื่อสัมผัสซุปเปอร์คาร์ในฝันกับกระทิงพันธุ์ดุ Lumborghini Huracan ที่บริษัท นิชคาร์  จำกัด เข้ามาจำหน่าย พร้อมชวนให้ผู้สื่อข่าวได้เข้าร่วมกับกิจกรรม “Lamborghini Esperienza”

แน่นอนว่ากิจกรรมนี้เป็นการทดสอบรถยนต์ที่ไม่ธรรมดาแถมยังจัดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทย ซึ่งมีสาวกกระทิงดุและผู้สื่อข่าวจากหลายสำนักเข้าร่วมสัมผัสกับรถสปอร์ตในฝันที่ติดตั้งสมรรถนะอันทรงพลังของเครื่องยนต์วี 10 สูบ ในพิกัดทะลุ 600 แรงม้า พร้อมฟังค์ชั่นการขับขี่หลากรูปแบบใน Lumboghini Huracan แบบไม่มีกั๊ก บนพื้นที่ของสนามแข่ง ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

Lamboghini Huracan LP 610-4 และ Huracan LP 580-2

2 พิกัดความแรง…พระเอกประจำงาน

ซุปเปอร์คาร์ที่เป็นพระเอกในงานนี้ถูกนำมาทดสอบสมรรถนะด้วยกันถึง 2 รุ่น ได้แก่ Huracan LP 610-4 และ Huracan LP 580-2 รหัสตัวเลขด้านหลังเป็นเรื่องของแรงม้าและระบบขับเคลื่อน อธิบายง่ายๆ คือ 610-4 ให้กำลัง 610 แรงม้า พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ส่วน 580-2 มีกำลัง 580 แรงม้า และเป็นระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง

รถทั้ง 2 รุ่นมากับสัดส่วนอันน่าพิศมัย ด้วยความยาว  4,459 ม.ม. กว้าง 1,924 มม. สูง 1,165 มม. ออกแบบด้วยโครงสร้างแชสซีไฮบริดรูปแบบใหม่ที่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่งด้วยการผสานวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์และอะลูมิเนียมเข้าด้วยกัน หากมองที่รูปลักษณ์ภายนอกและห้องโดยสารแทบไม่มีอะไรแตกต่างจากกันสักเท่าไหร่ Huracan LP 580-2 มีเพียงกันชนหน้าที่ใหญ่กว่า Huracan LP 610-4  จากการดีไซน์ช่องดักลมขนาดใหญ่เพื่อสร้างแรงกด พร้อมรับอากาศเพื่อช่วยในเรื่องแอโร่ไดนามิก มุมมองด้านหลังของทั้ง 2 รุ่นโชว์ท่อคู่ออกสองด้านสไตล์ดุดันพร้อมดิฟฟิวเซอร์แบบโหดดิบ

ล้ออัลลอยใช้ขนาด 19 นิ้ว พิเศษตรงที่ร่วมมือกับยางรถยนต์ชั้นนำยี่ห้อ Pirelli รุ่น Zero ซึ่งออกแบบและผลิตมาเพื่อ Lumboghini โดยเฉพาะ สังเกตได้จาก อักษร “L” บริเวณแก้มยาง

คอกพิทประดุจดังรถแข่งผสมกับเครื่องบินรบ เบาะนั่งทั้ง 2 เป็นแบบบักเกตซีทใช้โครงคาร์บอนไฟเบอร์ น้ำหนักเบา ชุดแดชบอร์ดพร้อมสวิตช์สั่งการระบบต่างๆ ถูกติดตั้งให้ใช้งานสะดวก ซึ่งรวมถึงแป้นแพดเดิลชิฟท์ขนาดใหญ่ที่อยู่หลังพวงมาลัย ที่เด็ดของเทคโนโลยีอยู่ที่โหมดขับขี่ที่ใช้ชื่อเรียกว่า “ANIMA” หรือ”จิตวิญญาณ” ซึ่งสามารถสั่งการได้จากพวงมาลัย แบ่งออกเป็น  3 รูปแบบ ได้แก่ Strada , Sport และ Corsa

ข้อมูลเทคนิคของ Lamborghini Huracan LP 610-4 ใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Hydraulic multi-plate cluth ควบคุมอัตโนมัติ  มาพร้อมขุมพลังจากเครื่องยนต์ V10 ขนาดความจุ 5.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 610 แรงม้า ที่ 8,250 รอบ แรงบิดสูงสุด 560 นิวตันเมตร ที่ 6,500 รอบ ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์คลัตช์คู่ LDF 7 สปีด ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.2 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 325 กม./ชม.

ส่วน Lamborghini Huracan LP 580-2 ใช้ระบบขับเคลื่อนสองล้อหลัง ใช้เครื่องยนต์บลอคเดียวกับ Huracan LP 610-4 มาพร้อมน้ำหนักตัวรถเพียง 1,389 กก. เบากว่ารุ่นขับ 4 ล้อถึง 33 กก. ให้กำลังสูงสุด 580 แรงม้า ที่ 8,000 รอบ แรงบิดสูงสุด 540 นิวตันเมตร ที่ 6,500 รอบ ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์คลัตช์คู่ LDF 7 สปีด  อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ภายใน 3.4 วินาที และทำความเร็วสูงสุด  320 กม./ชม.

“Lamborghini Esperienza”

การทดสอบรถยนต์ระดับอินเตอร์โดยผู้ฝึกสอนดีกรีนักแข่งระดับโลก

อย่างที่บอกไว้ในช่วงแรก กิจกรรมการทดลองขับที่ไม่ธรรมดาของการทดสอบ Lamborghini Huracan นอกจากเรียนรู้ถึงตัวรถและอุปกรณ์ต่างๆ ยังรวมไปถึงการขับขี่ในรูปแบบเรซซิ่งโปรแกรม ซึ่งถ่ายทอดผ่านประสบการณ์ของวิทยากรที่เป็นนักแข่งดังชาวอิตาลี รวมถึงนักแข่งรถชื่อดังชาวไทย

การเรียนรู้ครั้งนี้ถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ส่งตรงจากวิทยากรที่มากด้วยความสามารถ เริ่มกันจากท่านั่งขับที่ถูกต้องปลอดภัยเพื่อให้การควบคุมรถเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนรายละเอียดต่างๆและเทคโนโลยีที่ติดมากับซุปเปอร์คาร์ทั้ง 2 รุ่น เมื่อเรียนรู้จนกระจ่าง ก็ถึงเวลาลงสนามพิสูจน์ความซ่าส์ของกระทิงดุ

Lamborghini Huracan LP 610-4 และ LP 580-2 จอดตระหง่านรุ่นละ 3 คันบริเวณพิทเลนส์ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คันนำจะเป็นการเปิดเส้นทางการขับขี่โดยวิทยากร ส่วนอีก 2 คันจะเป็นรถที่ผู้เข้าร่วมได้ทดลองโดยขับขี่ทั้งหมดรุ่นละ 3 รอบ เท่ากับว่าการทดลองขับครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมทุกท่านจะได้ขับ Huracan LP 610-4 แบบขับเคลื่อนสี่ล้อ และ Huracan LP 580-2 ขับเคลื่อน 2 ล้อ รุ่นละ 3 รอบ รวม 6 รอบสนาม

รอบแรกก่อนขับเองจะเป็นการนั่งชมไลน์สนามโดยวิทยากรเป็นผู้ขับขี่ซึ่งนอกจากจะสอนวิธีการควบคุมรถ ยังบอกทริคต่างๆแบบหมดเปลือก ต่อจากนั้นจึงได้เวลาที่ผู้ขับร่วมกิจกรรมเป็นผู้ขับขี่ด้วยตนเอง

กำหลาบฝูงกระทิงในรูปแบบเรซซิ่งโปรแกรม

แรง เร้าใจ ในพิกัดความเร็วทะลุ 200 กม./ชม.

สำหรับการเข้าสู่ห้องโดยสารในฐานะผู้ขับ อาจจะดูลำบากไปสักนิด เพราะค๊อกพิทแบบ 2 ที่นั่งเป็นการออกแบบเฉพาะด้วยเบาะนั่งโอบกระชับ ไม่ต่างจากรถแข่งที่มีโรลบาร์เป็นสิ่งขวางกั้น แต่เมื่อเข้าไปภายในรวมถึงปรับท่านั่งให้เหมาะสมตามหลักสูตรการเรียนการสอนของคอร์สนี้ ทัศนวิสัยที่โล่งสบายและสามารถเล็งทิศทางได้อย่างแม่นยำทุกมุมมอง เป็นอะไรที่น่าสนใจไม่น้อย ทั้ง 3 รอบในการขับแต่ละรุ่น ถือเป็นการพิสูจน์โหมดขับขี่ทั้ง 3 รูปแบบซึ่งแตกต่างกันคนละสไตล์

STRADA เป็นโหมดที่ควบคุมรถได้ง่ายตามการใช้งานบนท้องถนน ขุมพลังบิ๊กบลอคแบบ V10 สูบ ที่มีฝูงม้าซ่อนอยู่หลายร้อยตัวส่งเสียงคำรามลั่นสนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต สำหรับผู้ขับขี่ ไม่ต้องห่วงว่าเสียงที่เร้าใจจะทำให้อะดรีนารีนพุ่งเต็มร่างขนาดไหน หนำซ้ำเป็นเครื่องแบบวางกลางที่ติดตั้งอยู่หลังเบาะนั่ง เวลาแผดเสียงมันจะเข้าไปดังก้องอยู่ในโสตประสาท

เมื่อถึงเวลาเข้าโค้งจะชะลอรถด้วยเบรกก็อาจจะหาอารมณ์ดิบๆในสไตล์การขับบนสนามแข่งได้ยากอยู่ การลดตำแหน่งเกียร์เพื่อใช้เอนจิ้นเบรคซึ่งเป็นวิธีการชะลอรถได้อย่างปลอดภัย และแม่นยำ รวมถึงได้เบรกแบบเซรามิคสมรรถนะสูงแบบ 8 พอต มาช่วยหยุดความห้าวหาญของกระทิงดุได้อย่างชะงัก

ถึงคราวที่กระทิงดุสำแดงเดชบริเวณช่วงทางตรงที่ยาวที่สุดของสนามแห่งนี้ ระยะทางประมาณ 1 กม.เศษ ความเร็วบนแผงแดชบอร์ดโชว์อยู่ที่ประมาณ 210 กม./ชม. ความเร็วระดับนี้ถือว่าสูงสุดตั้งแต่ที่ผมเคยขับรถมา

รอบต่อมาถึงเวลาของโหมด SPOT คอมพิวเตอร์จะสั่งการให้เครื่องยนต์ตอบสนองได้ดีกว่าโหมด STRADA ทั้งเกียร์ที่สนองต่อการใช้งานและช่วงล่างที่แข็งขึ้น การบังคับควบคุมพวงมาลัยที่มีระยะฟรีน้อยลง ทำให้มั่นใจยิ่งกว่าเดิม การเข้าโค้งทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากปรับลดเกียร์เพื่อใช้เอนจิ้นเบรค รถอาจจะดึงจนทำให้ตกใจเล็กน้อย สาเหตุจากเครื่องที่วางกลาง การบาลานซ์ของรถจึงทำให้ผู้ขับต้องเรียนรู้ใหม่เพื่อปรับเข้ากับรถให้ได้ เมื่อทุกอย่างเริ่มคุ้นชิน กระทิงดุฝูงนี้ก็เชื่องขึ้นอย่างผิดวิสัย

โหมดนี้เริ่มดำเนินหลังจากที่ขับขี่มาได้สักระยะ จนพอจับอาการของรถได้ว่าเป็นอย่างไร โค้งสุดท้ายก่อนเข้าทางตรงยาว ผมตัดสินใจที่จะใช้ความเร็วในโค้งให้มากขึ้น พอรถเริ่มเข้าสู่ทิศทางที่ต้องการ คันเร่งถูกกระแทกจนจมผนัง ละสายตาจากพื้นถนนมาดูที่ความเร็ว ปาเข้าไปเกือบ 230 กม./ชม. สถิติในรอบแรกถูกทำลายไปอย่างราบคาบ

รอบที่ 3 สัมผัสกับโหมด CORSA ทุกอย่างไม่มีกลไกมาช่วยแต่อย่างใด เกียร์ต้องเปลี่ยนเอง ช่วงล่างแข็งแต่ให้ความยึดเกาะสูง อัตราเร่งมาไวขึ้นจนสัมผัสได้ พวงมาลัยหนักและแน่นขึ้นชัดเจน โหมดนี้ต้องอาศัยทักษะการควบคุมที่สูงมาก เรียกได้ว่าถ้าไม่มีสกิวการขับรถในสนามแข่ง อาจจะทำให้หมุนเป็นลูกข่างเวลาเข้าโค้ง ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายกับรถในราคาเฉียด 30 ล้านได้แน่นอน ผมเองก็กล้าๆกลัวๆที่จะลองเพราะตระหนักถึงราคาค่าตัวของเจ้ากระทิงดุที่ได้ทำการปราบพยศอยู่

ปฎิบัติการดับซ่าส์กระทิงดุดำเนินไปในรูปแบบของการทดลองโหมดขับขี่ทั้ง 3 รูปแบบใน Lamborghini Huracan LP 610-4 ขับเคลื่อน 4 ล้อ และ LP 580-2 ขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งให้อารมณ์แตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน 6 รอบสนามที่ได้ควบคุมบังเหียรบนระยะทางต่อรอบกว่า 4 กม. พูดได้เลยอารมณ์ของแต่ละโหมดนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เรื่องพละกำลังคงไม่ต้องพูดถึง เพราะความแรงระดับ 580 แรงม้า กับ 610 แรงม้า ที่ทางผู้ผลิตได้เคลมความเร็วสูงสูดไว้กว่า 320 กม./ชม. สำหรับผม 250 กม./ชม. เป็นตัวเลขที่ทำได้สูงสุดและจะเก็บไว้ในความทรงจำว่าครั้งหนึ่งเคยมีลูกบ้าที่ทำให้ขับขี่ด้วยความเร็วขนาดนี้ แถมยังมีบุญได้ขับในสนามแข่งระดับโลกอีกต่างหาก

ความใจใหญ่ของทีมงานเป็นอะไรที่ได้ใจสื่อมวลชน เนื่องจากเวลายังพอมีเหลือ ทีมงานจึงให้ไปคะนองกับกระทิงต่ออีกคนละ 2 รอบ สำหรับผมนั้นเลือกแบบขับสองในรุ่น Huracan LP 580-2 ถึงแม้ว่าแรงม้าจะน้อยกว่า Huracan LP 610-4 แต่การบังคับควบคุมของรถขับหลัง ส่วนตัวผมว่าคิดว่าควบคุมง่ายกว่าเยอะ หากหลุดไลน์หรือเสียการทรงตัวยังพอจะแก้ไขกลับมาอยู่ในทิศทางที่ต้องการได้อย่างไม่ยากเย็น

2 รอบสุดท้ายที่ได้คะนองไปกับกระทิงดุ หลังจากสร้างความคุ้นเคยกันมาสักพักใหญ่ โหมด SPOT คือระบบที่ได้จัดเต็ม ความโหด ดิบ แต่พอความสนิทสนมเข้ามาแทนที่ ความสนุกสนานในฐานะผู้ขับขี่ก็ดำเนินไปอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยและไม่อยากให้กิจกรรมนี้ต้องสิ้นสุดลง

Testdrive: The New Mercedes-Benz E 220 D AMG Dynamic ชายกลางค่ายตราดาว…เนี๊ยบทุกกระเบียดนิ้ว

0
ซีดานหรูรุ่นกลาง มาพร้อมรูปลักษณ์ใหม่ทั้งภายนอกและภายใน จัดเต็มเรื่องเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อความสะดวกสบายอาทิระบบ Active Light System โดยมีไฟแอลอีดี 84 ดวง ควบคุมการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์    ระบบ Amblient Light เลือกสีสันภายในห้องโดยสารมากถึง 64 เฉดสี และฟังค์ชั่น Active Parking Assist อันชาญฉลาด ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังดีเซลและเกียร์ 9G Tronic ที่ใช้ทุนพัฒนากว่าแสนล้านบาท

The New Mercedes-Benz E 220 D AMG Dynamic  การเปลี่ยนแปลงครั้งที่ 10 แห่งยนตรกรรมซีดานขนาดกลางของค่ายดาวสามแฉก มาพร้อมดีไซน์ทันสมัยผสมรวมกับเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อความสะดวกสบาย ภายใต้รหัสบอดี้ W  213 ด้วยมิติตัวรถตามขนาดความยาว 4,923 มม. กว้าง 1,852 มม. และสูง 1,468 มม. ใช้โครงสร้างตัวถังแบบอลูมิเนียมแข็งแกร่งและน้ำหนักเบา ออกแบบฝากระโปรงหน้าให้ยาวขึ้น 55 มม. รวมถึงฐานล้อที่กว้างกว่ารุ่นก่อน ทำให้มีวงเลี้ยวแคบเพียง 5.82 ม.

รูปลักษณ์ได้รับการออกแบบให้โฉบเฉี่ยว ผสมผสานความหรูหรา มีค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานต่ำเพียง 0.24  เติมเต็มความสปอร์ตด้วยชุดแต่งแอโร่พาร์ทจาก AMG เริ่มจากหน้ากระจังติดตั้งโลโก้ตราดาวสามแฉกขนาดใหญ่ รวมถึงกันชนหน้า-หลัง พร้อมสเกิร์ตรอบคัน บนหลังคาเป็นแบบพาโนรามิคซันรูฟเลื่อน เปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า

ด้านหลังออกแบบให้ซุ้มล้อดูกว้างกว่าด้านหน้า โคมไฟท้ายเป็นแบบชิ้นเดียวซึ่งภายในโคมแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่งผลให้ด้านท้ายสง่างาม ทั้งยังดุดันด้วยปลายท่อคู่ขอบโครเมี่ยม รวมถึงฝากระโปรงท้ายติดตั้งระบบไฟฟ้าเปิด-ปิดได้แบบอัตโนมัติ

ของแต่งเสริมหล่อของชายกลางจาก AMG ยังรวมไปถึงล้อลายสปอร์ตขอบ 19 นิ้ว หุ้มด้วยยาง Run Flat 8 คู่หน้าขนาด 245/40 19 ส่วนคู่หลังขนาด 275/35 R19 หากมองทะลุไปยังคาลิปเปอร์เบรกจะมีคำว่า “Mercedes-Benz” ที่เบรกคู่หน้า

อุปกรณ์มาตรฐานซึ่งขาดไม่ได้จนต้องพูดถึง คือ ระบบไฟหน้าแบบ Multi Beam LED ซึ่งติดตั้งหลอดไฟมากถึง 84 ดวง ทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์สั่งการ รวมถึงระบบ Active Light System เพื่อปรับโคมไฟหน้าตามการเลี้ยวของพวงมาลัย และ Cornering Light เพิ่มการส่องสว่างขณะเข้าโค้ง

ภายในออกแบบหรูหรา เบาะนั่งเป็นหนังแท้ตัดเย็บประณีต เบาะคู่หน้าปรับระดับโดยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำที่เก็บรายละเอียดไปถึงทิศทางของกระจกมองข้าง ในส่วนของผู้โดยสารตอนหลังพับได้ทั้งแบบ 1/3 และ 2/3 ติดตั้งม่านบังแดดในส่วนประตูหลังและกระจกหลังใช้ระบบไฟฟ้าคอยอำนวยความสะดวก

ส่งความเย็นกระจายทั่วห้องโดยสารผ่านระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ Thermatic แบบ 2-Zone พร้อมฟังค์ชั่น Air Balance Package ช่วยปรับสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร

เสริมสุนทรีย์แห่งการขับขี่ด้วยไฟห้องโดยสารแบบ Amblient Light มีให้เลือกมากถึง 64 เฉดสี พร้อมขับกล่อมเสียงเพลงจากระบบเครื่องเสียง MB Audio 20 ผ่านลำโพงระดับไฮเอนด์จาก Burmester

พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่นแบบสปอร์ตท้ายตัด ติดตั้งระบบ Touch Pad ด้านซ้ายควบคุมจอ Command บริเวณเหนือคอนโซนกลาง ส่วนด้านขวาควบคุมจอแสดงผลแบบ Wild Screen Cockpit บริเวณแดชบอร์ด รวมถึงมีก้านเปลี่ยนเกียร์แบบแพดเดิลชิพท์

ความโดดเด่นภายในรถคันนี้ คือ จอแสดงผลหลัก Widescreen Display ขนาด 12.3 นิ้ว แบ่งเป็น 2 จอ ในรูปแบบของ TFT-Thin film transistor ความละเอียด 1,920 x 720 พิกเซล ทำหน้าที่ประมวลผล และแจ้งข้อมูลรายละเอียดต่างๆของรถ สามารถเลือกแสดงผลได้ถึง 3 รูปแบบ ได้แก่ Classic Sport และ Progressive ซึ่งแตกต่างกันในด้านกราฟิก ทั้งนี้ยังรองรับการเชื่อมต่อระบบ Apple Car Play และ Android Auto มาพร้อมระบบนำทางในตัว และมีช่องเสียบ USB, SD Card, Bluetooth และฟังก์ชั่นสั่งงานด้วยเสียง

The New Mercedes-Benz E 220 D AMG Dynamic  ติดตั้งขุมพลังดีเซลเทอร์โบพร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ซึ่งทุ่มทุนไปด้วยงบประมาณกว่าแสนล้านบาท ในรหัส OM 645 ขนาดความจุ 1,950 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 194 แรงม้าที่ 3,800 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,600-2,800 รอบต่อนาที

กำลังทั้งหมดถูกส่งผ่านมายังระบบเกียร์แบบใหม่ 9G Tronic พัฒนากลไกภายในจนทำให้ได้ความประหยัดเพิ่มขึ้น 6.5 % ถ้าเทียบกับเกียร์รุ่นเดิม  อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ใช้เวลา 7.3 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 240 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 25.6 กม./ลิตร และคายไอเสีย 102 กรัม/กม.

ระบบช่วงล่าง Agility Control Suspension แบบโช๊คอัพสปริงปรับความหนืดได้ในตัว และทำตัวรถเตี้ยลงมา 15 มม. มาพร้อมกับ 5 โหมดการขับขี่ ได้แก่ Eco Comfort Sport Sport Plus และ Manual

ระบบความปลอดภัยอัดแน่นในสไตล์รถหรู นอกจากถุงลมนิรภัย ซึ่งติดตั้งมาให้ทั้งหมด 9 ใบ กระจายทั่วห้องโดยสาร ยังมีระบบอีกหลายรูปแบบ รวมถึงระบบช่วยเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ และที่เป็นทีเด็ดคือ ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ Active Parking Assist อันชาญฉลาด

ทดลองขับชายกลาง

เส้นทางกรุงเทพ-เขาใหญ่

การเดินทางทดลองขับ The New Mercedes-Benz E 220 D AMG Dynamic ทาง บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ได้จัดเส้นทางทดสอบโดยมีจุดเริ่มต้นจากโรงแรมสุโขทัย ย่านถนนสาทร โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ Atta Resort Khao Yai จ.นครราชสีมา ระยะทางไปกลับร่วม 600 กม. ตามสภาพเส้นทางที่สะท้อนการใช้งานจริงได้อย่างสมบูรณ์

รูปลักษณ์ของ The New Mercedes-Benz E 220 D AMG Dynamic อาจจะให้อารมณ์แตกต่างไปจากรุ่นก่อนที่คงไว้ในรูปแบบของไฟหน้าคู่ แต่มารุ่นที่ 10 ดีไซน์ได้เปลี่ยนไปในรูปแบบคล้ายคลึงกับ ซี คลาสส์ ซึ่งหากดูผิวเผินอาจจะแยกไม่ออกด้วยซ้ำ

อัตลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้มีส่วนช่วยเติมเต็มจากเทคโนโลยีไฟหน้าอัจฉริยะแบบ Multi Beam LED อัดแน่นไปด้วยหลอดไฟแอลอีดีถึง 84 หลอด เมื่อทำงานร่วมกับระบบ Active Light System และ ระบบ Cornering Light ซึ่งรับคำสั่งและประมวลผลจากคอมพิวเตอร์โดยใช้เซนเซอร์ที่ติดตั้งจากด้านหน้าตัวรถ อย่างเช่นในกรณีที่เปิดไฟสูงแล้วมีรถสวนมา ระบบจะตัดการทำงานของไฟบางดวงเพื่อตัดลำแสงที่จะส่องไปยังรถเลนสวน โดยไม่สร้างความบรำคาญหรือบดบังทัศน์วิสัยต่อผู้ใช้รถใช้ถนน

ห้องโดยสารยังคงความโอ่โถง อลังการงานสร้างกับ Ambient Light ที่เลือกสีสันแห่งความสุนทรีย์ได้ถึง 64 เฉดสี พร้อมขับกล่อมบทเพลงผ่านลำโพง จาก Burmester ให้คุณภาพเสียงชัดเจนสมจริง สิ่งอำนวยความสะดวกอย่างระบบ Touch Pad ที่พวงมาลัย ใช้งานง่ายแต่ต้องทำความเข้าใจสักนิด ถึงจะเลือกเมนูและสั่งการระบบต่างๆได้ตามใจต้องการ สำหรับ Widescreen Display ขนาด 12.3 นิ้ว แสดงผลด้วยภาพที่คมชัด หากทำความคุ้นชินสักพัก ระบบต่างๆก็สามารถควบคุมได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส

เครื่องยนต์และระบบเกียร์ที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า เมอร์เซเดส ใช้ทุนในการพัฒนาไปกว่าแสนล้านบาท แรงม้าทั้ง 194 ตัว และแรงบิด 400 นิวตันเมตร จากเครื่องยนต์ตัวนี้อาจน้อยไปสักนิด แต่ก็เพียงพอต่อการใช้งาน และที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือเสียงเครื่องยนต์เงียบมาก ต่างจากเครื่องยนต์ดีเซลที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด พูดได้ว่าเงียบจนต้องตั้งใจฟังเสียงว่าเครื่องยนต์รุ่นนี้เป็นดีเซลหรือเบนซินกันแน่

จุดเด่นอีกเรื่องคือระบบเกียร์ 9GTronic พัฒนามาได้อย่างลงตัว การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ที่นุ่มนวล แทบจะไร้รอยต่อคล้ายคลึงกับรูปแบบของเกียร์ซีวีที ทั้งหมดถูกควบคุมโดยระบบ Agility Control โดยเลือกโหมดการขับขี่ได้ถึง 5 รูปแบบ ถ้าอยากขับสบายๆและประหยัดต้องเป็นโหมด Eco ช่วยให้ทั้งเครื่องยนต์ เกียร์ และพวงมาลัย ทำงานอย่างราบรื่น ซึ่งถ้าอยากซ่าต้องปรับไปโหมด Sport Plus ระบบจะเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์และเกียร์ อย่างเต็มประสิทธิภาพ รอบเครื่องถูกสั่งการให้มารอการเติมคันเร่งเพื่อทะยานอย่างห้าวหานในทุกรอบความเร็ว

นอกจากการปรับโหมดการใช้งาน ยังมีแยกย่อยในส่วนของระบบ Dynamic Steering ได้ 2 รูปแบบ คือ Comfort และ Sport ซึ่งจะปรับน้ำหนักของพวงมาลัยตามการปรับโหมด Comfort จะให้ความสะดวกสบาย น้ำหนักพวงมาลัยค่อนข้างเบา แต่ถ้าเลือกโหมด Sport พวงมาลัยจะให้ความรู้สึกกระชับ มีระยะฟรีน้อย ทั้งนี้เพื่อรองรับการใช้งานที่ดุดันเรียกได้ว่าซิ่งได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น

ทีเด็ดสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีอัจฉริยะทำให้ The New Mercedes-Benz E 220 D AMG Dynamic มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น นั่นคือ ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ พร้อมเซ็นเซอร์ช่วยจอด ผมขอเรียกสั้นๆว่า”ระบบกุมารทอง” ฟังค์ชั่นนี้ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายเพียงกดปุ่มเปิดการทำงานบริเวณคอนโซลกลาง ระบบช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องบังคับควบคุมทิศทางรวมถึงเบรคและเข้าเกียร์แต่อย่างใด โดยระบบจะประมวลผลผ่านเซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอดและกล้องแสดงภาพรอบทิศทางซึ่งสามารถรับชมภาพได้ทุกมุมมอง ทั้งจอดขนาน และจอดเข้าซอง เมื่อเซนเซอร์ตรวจ พบพื้นที่ว่าง ผู้ขับขี่เพียงแค่เข้าเกียร์ถอยหลังเพียงครั้งเดียว ที่เหลือปล่อยหน้าที่ให้ระบบจัดการ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยนำรถออกจากที่จอดแบบอัตโนมัติได้อีกด้วย

The New Mercedes-Benz E 220 D AMG Dynamic ถือเป็นคำตอบให้กับผู้ที่ต้องการความหรูหรา สะดวกสบาย มาพร้อมกับฟังค์ชั่นการใช้งานแบบจัดเต็ม ทั้งรูปลักษณ์ความสง่างาม แต่ถูกลบภาพของไฟ 2 ดวง สัญลักษณ์ประจำรถรุ่นนี้ แต่ก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ภายในห้องโดยสารอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะในรูปแบบต่างๆซึ่งเติมเต็มสำหรับสุนทรีย์แห่งการขับขี่และให้ความเพลิดเพลินกับผู้โดยสาร ในด้านของสมรรถนะถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งาน แต่สำหรับผม ระบบช่วงล่างอาจจะนุ่มนวลไปสักนิดเมื่อต้องใช้ความเร็วสูง ในมุมกลับกัน ความสะดวกสบายเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ให้กับผู้บริหารสมัยใหม่ รวมถึงทาร์เก็ตกรุ๊ปซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ค่ายตราดาวไม่ได้ชี้ชัดไปในส่วนของวัยมัน

“Mazda skyactiv asean caravan” #ตอนจบ เรื่องโดย : ภูวนาถ เผ่าจินดา

0
รายงานไตรภาคชุด Mazda skyactiv asean caravan ขบวนคาราวานเปิดเส้นทางท่องเที่ยวด้วยรถยนต์ในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยใช้รถยนต์ Mazda เทคโนโลยี่ Skyactiv ล้วนๆตั้งแต่ Mazda 2 , Mazda 3 , Mazda CX3 ,Mazda CX5 และ  Mazda BT-50 เป็นพาหนะในการเดินทาง และจากนี้เป็นรายงานการเดินทางช่วงสุดท้ายเป็นช่วงที่ 3 ต่อเนื่องจากการรายงานช่วงแรกจาก กรุงเทพ ผ่าน ลาว ไปจบที่ ฮานอย ของ เวียดนาม โดย อัฒฐา นายเรือ ช่วงที่สองอยู่ในเวียดนามตลอดเส้นทางจาก ฮานอยลัดเลาะลงมาทางใต้สิ้นสุดที่ โฮจิมินห์ โดยเป็นการรายงานของ วินิจจัย ชลานุเคราะห์

ช่วงสุดท้ายผมร่วมกับคณะสุดท้าย บินตรงจากกรุงเทพ ไปลงโฮจิมินห์ รับไม้ต่อเป็นช่วงที่3  เดินทางต่อจาก โฮจิมินห์ เข้ากัมพูชา ผ่านพนมเปญไปพักที่ สีหนุวิลล์เมืองเมืองท่าชายทะเล ก่อนที่จะเดินทางต่อผ่านด่านที่ เกาะกง ของ กัมพูชา เข้าสู่ไทยด้านจ.ตราด สิ้นสุดการเดินทางที่กรุงเทพ เป็นอันปิดขบวนการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์รวมระยะทาง 4,120 กม.โดยประมาณกับการเดินทาง 8 วันเต็มจากวันที่ 27 มิถุนายน – 5 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา

 

ผมเดินทางมาถึง โฮจิมินห์ วันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา และในค่ำวันเดียวกันนั้น คณะเดินทางกลุ่มที่ 2 ที่เดินทางเริ่มต้นมาจาก ฮานอย ก็มาถึง ทั้งสองกลุ่มที่ต้องส่งไม้ต่อให้กันในงานเลี้ยงรับและลา ดูเหมือนคณะกลุ่ม 2 ยังคงกระชุ่มกระชวยกันเป็นอย่างดี ทั้งๆที่ผ่านการเดินทางกันมาถึง เกือบ 1,400 กม.

ทุกคนบอกเล่าความสนุกสนานตื่นเต้น และความประทับใจระหว่างเส้นทางอย่างออกรสออกชาด วินิจจัย ผู้เขียนรายงานตอนที่ 2 บอกว่า เวียดนามมีอะไรมากกว่าที่คิดไว้มากมาย โดยเฉพาะภูมิประเทศที่หลากหลาย สภาพ วิถี ความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันระหว่างทางเหนือและทางใต้

ที่สำคัญสภาพการจราจรในเมืองใหญ่ทั้งฮานอย และ โฮจิมินห์ ที่จะคราคร่ำไปด้วยรถมอเตอร์ไซค์มากมายมหาศาล พร้อมกับทิ้งท้ายไว้ว่า “พรุ่งนี้พี่ขับรถออกจากโฮจิมห์พี่จะรู้ว่ามากขนาดไหน” แต่ก็แอบเปรยไว้ก่อนว่า ประชากรผู้ใช้รถมอเตอร์ไซค์ในเวียดนามมีประมาณ 40 ล้านคัน มากขนาดไหนให้นึกภาพเอาเอง

เวลานัดหมายออกเดินทาง 7 โมงตรง รถพร้อมคนพร้อม เริ่มต้นการเดินทางในรูปแบบขบวนคาราวานเช่นเดิม ทันทีที่ออกจากที่พัก บนเส้นทางผ่านตัวเมืองเพื่อออกไปเข้าทางด่วน เป็นเส้นทางคู่ขนาด 4 เลน ขบวนของเราเดินทางออกนอกเมืองสวนทางกับรถที่วิ่งเข้าเมืองในเช้าวันจันทร์ ไม่ต้องนึกภาพให้ไกลเกินไปนัก คิดว่าออกจากดินแดงไปรังสิตประมาณนั้นครับ

รถสวนเข้าเมืองเต็มพื้นที่ แต่ 80% เป็นรถมอเตอร์ไซค์ครับ ภาพตอนที่รถติดไฟแดงเหมือนกับหน้าขบวนเปิดงานวิ่งมาราธอน เพียงแต่ทุกคนนั่งอยู่บนรถมอเตอร์ไซค์ของตัวเอง ครับเป็นอย่างนั้นจริงๆ เป็นอย่างที่ วินิจจัย เปรยให้ฟังเมื่อคืนและมาเห็นภาพจริงในตอนนี้เลย และคงไม่มีประเทศไหนในโลกที่ใช้รถมอเตอร์ไซค์มากมายขนาดนี้อีกแล้ว แต่ทุกคนจะเดินทางไปบนเส้นทางของตัวเองพร้อมกับกดแตรเป็นระยะ ปี้นแป้นดังลั่นกันไปหมด รถก็ไหลไปเรื่อยๆ ไม่เห็นชนเฉี่ยวกันอย่างที่น่าจะเป็นก็แปลกดี

กระทั่งเข้าสู่ทางพิเศษซึ่งก็ไม่ใช่จะพิเศษอะไรมากมาย ไม่ได้ยกระดับ ไม่ได้เก็บเงินค่าผ่าน แต่กันเลนข้างแบบใช้แท่นปูนวางเป็นแนวให้มอเตอร์ไซค์วิ่ง และห้ามเข้าในเลนรถยนต์ ช่วงนี้ขบวนของเราก็ไหลลื่นไปได้มากขึ้นจนถึงชายแดนกัมพูชา ใช้เวลากับพิธีการตรวจคนเข้าเมืองไม่นานนัก ด้วยความเป็นมืออาชีพของผู้จัดการนำขบวน ทีมงานของ ทรานเอเซีย เราก็ชักขบวนผ่านด่านมาได้อย่างรวดเร็ว

เข้าสู่กัมพูชา สภาพถนนเมื่อเข้ามากัมพูชาจะเป็นแบบลาดยางสองเลนวิ่งสวนทางกัน การจัดการจราจรยังคงเป็นแบบวิ่งไปเลนขวาใช้รถพวงมาลัยซ้าย สลับกับที่บ้านเรา แต่รถMazda ทั้งหมดเป็นรถบ้านเราเป็น พวงมาลัยขวา เวลาจะแซงต้องให้เพื่อนที่นั่งไปด้วยคอยส่งสัญญาณนิดนึงก่อนว่ามีรถสวนหรือไม่ แต่ก็ไม่เป็นปัญหาเพราะเราเดินทางผ่านมาแล้วเกือน 200 กม.เริ่มชินกับการขับขี่แล้วจึงไม่มีปัญหาอะไร

สภาพเส้นทางในกัมพูชา ส่วนใหญ่จะผ่านทุ่งนา ที่รกร้าง มีชุมชนเป็นระยะ จะว่าไปก็เหมือนเส้นทางหลวงชนบทเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้วของบ้านเรา มีช่วงหนึ่งเส้นทางผ่านแม่น้ำโขงมีสะพานสร้างใหม่ ผู้นำขบวนเล่า ผ่านวิทยุสื่อสารประจำรถให้ได้ความรู้ว่าเป็นสะพานใหม่เพิ่งสร้างเสร็จเพียง 1 ปีมีความยาวเกือบ 2 กม.โดยรัฐบาลญี่ปุ่นมาสร้างให้แบบให้เปล่า เป็นสะพานที่มีความสวยงามประมาณหนึ่งทีเดียว

ไม่นานนักเราก็เข้าสู่เมืองพนมเปญสังเกตจากอาคารบ้านเรือนเริ่มหนาแน่นมีตึกสูงขึ้นบ้างพอได้เห็น แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนจะอยู่คู่กับหลายเมืองในกัมพูชาคือ ฝุ่น และ แดด เหมือนกันไปหมด เราเพียงแค่มาแวะมื้อเที่ยงแล้วก็ไปต่อ เท่านั้นก็พอแล้วสำหรับพนมเปญ

จุดหมายปลายทางสำหรับวันแรกของช่วงสุดท้ายคือ สีหนุวิลล์ เมืองท่าชายทะเลที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นเป้าหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจ เพราะนอกจากเป็นเมืองชายทะเลแล้วยังเป็น ที่ตั้งท่าเรือน้ำลึกแห่งเดียวของประเทศ เส้นทางจากพนมเปญไปยังสีหนุวิลล์ประมาณ 250 กม. สภาพเส้นทางสองเลนสวนเช่นเดิม มีบางช่วงที่ทำความเร็วได้บ้าง บางช่วงผ่านเนินผ่านเขา ยิ่งเข้าใกล้สีหนุวิลล์ จะมีรถใหญ่ คอนเทนเนอร์วิ่งมากขึ้น

ช่วงเวลาที่ผมได้สนุนกับการขับ Mazda  CX-3 มากเป็นพิเศษ ทีมงาน Mazda จัดแต่รถที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินมาให้ทั้งหมด คุณธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ (ผอ.ฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร) อธิบายให้ฟังว่า แรกเริ่มตั้งใจจะเอารถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลมาด้วยแต่ติดปัญหา น้ำมันดีเซลในลาว เวียดนามและ กัมพูชา ยังเป็นเกรดยูโร 2 อยู่ คงมีปัญหากับเครื่องยนต์ SkyactivD ของเขาแน่เพราะมาตรฐานสูงไปถึงยูโร5 แล้ว 

Mazda CX-3 ที่ทำให้เราประทับใจมากเหลือเกินนั้น ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2ลิตร เป็นเครื่องยนต์ SkyactivG ที่ใช้ร่วมกันในหลายรุ่นคือ ทั้ง 3 และ CX 5 แต่ผมชอบที่อยู่กับ CX 3 นี่ละครับ เพราะกำลัง 165 แรงม้า ที่มีมาพร้อมแรงบิด 210 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียรอัตโนมัติ 6 สปีดได้อย่างกลมกลืน เข้าจังหวะกันอย่างฉลาดล้ำ อย่างที่บอกว่าเส้นทางที่เราใช้นั้นมีความหลากหลาย แต่เหมือนกันคือ ต้องระมัดระวัง การแซงทุกครั้งต้องอาศัยอัตราเร่งที่ดี ตอบสนองทันที CX 3 ไม่ทำให้รู้สึกอึดอัด

อาการที่บอกว่า ไปได้ และคุมอยู่ สะท้อนออกมาจากอัตราเร่งที่ดีของ CX 3 นั่นเอง และ การตอบสนองของช่วงล่างก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม บอกตามตรงว่ามีบางครั้งที่ผม นิสัยไม่ดี แซงในจังหวะคับขันต้องออกและเข้าอย่างเร็ว ไม่เพียงแต่อัตราเร่งที่ดีเท่านั้นที่ให้โอกาสกับเรา แต่อาการของรถแทบจะไม่มียวบทรุดให้เห็น CX 3 ตอบสนองให้เป็นไปตามการควบคุมพวงมาลัยอย่างแม่นยำ ทุกอย่างดูจะลงตัวไปหมด และทำหน้าที่ได้มากเท่าที่เราต้องการจริงๆครับ

ยังมีเรื่องของเทคโนโลยี่ใหม่ๆที่มาช่วยทำหน้าที่เตือนต่างๆในระหว่างการเดินทาง เช่น LDWS มีเสียงเตือนทันทีที่ขับรถคร่อมเลน ABSM เตือนด้วยเสียงและภาพสัญลักษณ์ที่กระจกมองข้างเมื่อเปิดไฟเลี้ยวไปด้านใดด้านหนึ่งแล้วมีรถเข้ามาในจุดบอดนั้น SCBS ช่วยหยุดรถอัตโนมัติป้องกันไม่ให้ชนรถคันหน้าในระยะกระชั้นชิด HBC ตัดไฟสูงอัตโนมัติไม่ให้เข้าตาผู้ขับรถสวน เหล่านี้ได้ใช้งานช่วนเหลือในการเดินทางเป็นอย่างดี

วันรุ่งขึ้นการเดินทางในวันสุดท้ายกลับเข้าสู่ประเทศไทยที่รัก ฝูงบิน Skyactiv ทั้งหมดตั้งขบวนเดินทางแต่เช้าเช่นเคย ภารกิจปิดจ๊อบมีเส้นทาง 670 กม.โดยประมาณรออยู่ช่วงแรกจากสีหนุวิลล์ไปยัง เกาะกง ถนนค่อนข้างดีและสวยส่วนมากผ่านเทือกเขาไม่สูงมากนัก มีรายงานว่าถนนเส้นนี้ยังใหม่อยู่เสร็จมาไม่เกิน 5 ปี และมีรถใช้งานไม่มากนัก

ภารกิจวันนี้มีฝนมาเติมความท้าทายในการเดินทางเกือบจะตลอดทั้งวันหนักบ้างเบาบ้างสลับกันไป แต่ก็เป็นโอกาสให้เราทรมานรถ Mazda ให้หนักเพื่อที่จะหาคำตอบว่า ไหวมั้ย สุดท้าย Mazda ทุกคันก็ให้คำตอบชัดเจนเหมือนกันหมดคือ สบายมาก เอาอยู่ และ พร้อมจะทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างสนุกสนานเพลิดเพลินไม่ต้องมาเครียดกับพวกเขา(ฝูง Skyactiv)ทั้งหมด

ฝูงบิน Skyactiv ทั้งหมดกลับเข้าสู่ประเทศไทย สู่จุดหมายปลายทางโดยสวัสดิภาพ ครบถ้วน เสร็จสิ้นภารกิจอย่างสมบูรณ์ แบบ บนเส้นทางกว่า 4,120 กม. ผ่าน ไทย ,ลาว,เวียดนาม,กัมพูชา

บรรทัดนี้ขอขอบคุณ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้เปิดเส้นทางคาราวานอาเซียน เปิดประสบการณ์ใหม่ในการเดินทาง และเปิดโอกาสให้ได้รู้จักกับ ความสนุกสนานเพลิดเพลินกับการเดินทางไปกับ Mazda Skyactiv

 

“MAZDA SKYACTIV ASEAN CARAVAN” #2 เรื่องโดย วินิจจัย ชลานุเคราะห์

0
ผมได้รับการติดต่อเชิญให้เข้าร่วม ทริปครั้งประวัติศาสตร์ ครั้งหนึ่งของไทยจากทาง MAZDA  ทริปนี้ชื่อว่า MAZDA SKYACTIV ASEAN CARAVAN ที่ใช้เส้นทางเป็นวงแหวนจาก กรุงเทพ  สู่เวียงจันทร์ ในลาว ขึ้นไปฮานอน ของเวียดนามทางเหนือ เลาะชายฝั่งตะวันออกติดมหาสมุทรแปซิฟิก ลงมาทางใต้ เข้าสู่โอจิมินห์ (ตามเสียงชาวเวียด “โฮจิมิงห์”) ตัดเข้ากำพูชา สู่พนมเปญ สีหนุวิลล์ วนกลับเข้าด่านบ้านหาดเล็ก จ.ตราด ย้อนขึ้นมากรุงเทพ ระยะทางรวมราว 4000 กม. ซึ่งในครั้งนี้มีสื่อมวลชนจากทาง มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนิเชีย และฟิลิปปินส์ เข้ารวมด้วย ในช่วงแรก กรุงเทพ สู่ฮานอย

ผมรับช่วงวิ่งจาก ฮานอน เมืองหลวงของเวียดนาม สู่โฮจิมินห์ ซึ่งน่าจะดูชิวๆ สบายๆ 1,740 กม. ใน 4 วัน จิ๊บๆ 400 กม. นิดๆ ต่อ วัน ไม่ระคายเคืองสื่อสายยานยนต์ของไทย แต่เอาเข้าจริง โอ๊ะโอ๊ย กลายเป็นระยะทางรวม 1,940 กม. ไปได้ บางวัน 400 บางวัน 500 ปลาย วันสุดท้ายล่อเข้าไป 600 ต้นๆ  นอนคางเหลืองกันแทบทุกวัน งานนี้ผมทั้งข่มขืน ทั้งปู้ยี่ปู้ยำ เจ้า MAZDA SKYACTIV แบบไม่ยั้งเลย เพื่อให้ทันต่อเวลาอาหารค่ำของทุกวัน 1 ทุ่ม ครึ่ง

ความมหาโหดของกองทัพมอไซค์ในเวียดนามพอได้รับทราบมาบ้างแล้ว และได้สัมผัสด้วยตา เมื่อก้าวออกจากสนามบินฮานอยนั้น ขนาดเวลาหลังเข้างานไปจนหมดแล้ว ฝูงรถเครื่องก็ยังเกลื่อนถนนอยู่ดี ฮานอยยังขนาดนี้ แล้วที่โฮจิมินห์จะขนาดไหน ระบบการขับเป็นแบบพวงมาลัยซ้าย ชิดขวา แต่เจ้า MAZDA SKYACTIV ทั้ง Mazda 2 Mazda 3 CX3 และ CX5 ที่ไปพวงมาลัยขวาล้วนๆ “เมืองที่แสนจะหนาแน่ แต่ไม่ยักกะติด มันใหลไปเลยๆ บีบแตรเอาไว้” ชาวเวียดสอนไว้

เช้าวันแรกเข้าสู่สายธารแห่งมอไซค์ จากฮานอย ไปเมื่อ ดองฮอย ระยะทางตามสคลิป 495 กม. แวะรับประทานอาหารกลางวันที่ เมืองวินห์ ทั้งๆที่ชุด A เข้าวิ่งจาก เมืองวินห์ มาถึง ฮานอย เกือบ 1 ทุ่น แล้วให้เราขับจาก ฮานอนไปวินห์เพื่อกินอาหารเที่ยง โอ๊ะแม่เจ้า แบบนี้ก็ต้องซัดกันหน่อย

พอเราเริ่มทำความเร็ว มีเสียงวิทยุเตือนจากหัวแถวทันที ที่เวียดนาม นอกเมืองห้ามเกิน 100 กม./ชม. ในเมือง 60 กม./ชม. ทุกคนรับผิดชอบค่าปรับเอง คือ 10,000 บาท และจับจริง ปรับจริง เทศกาลฉกฉวยโอกาสก็เริ่มขึ้น สังเกตกล้องจับความเร็ว สังเกตป้อมตำรวจ ถ้าไม่มีก็กดทำเวลาเอา

ออกเดินทาง 8:00 น. กินข้างกลางวัน บ่าย 2 ถึงด็องฮอยตอน 1 ทุ่ม ระยะทางรวม 510 กม. ก็ถือว่าทำเวลาดี กับการแวะชักภาพกับแซนดูนส์ (Sand Dunes) ที่มีประปรายจากเมืองวินห์ ถึงดองฮอย ถนนทั้งหมดกว่า 80% เป็น 2 สวนกัน มี 4 เลนบ้าง แต่ก็ทำความเร็วไม่ได้…เพราะตำรวจเพียบ

 

วันที่ 2 มุ่งลงใต้ ผ่านเส้นขนาดที่ 17 อดีตเส้นแบ่งระหว่างเวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ ที่แม่นำเบนฮาย แวะชมอุโมงค์วินห์ม็อก อุโมงค์ที่ชาวเวียดนามเหนือใช้ต่อสู้กับกองทัพสหรัฐ

วันนี้ชิวๆครับ การขึ้นแซงทั้งขบวน ที่ความเร็ว 100 ทำได้ไม่ยาก เพราะรถที่นั้นขับกันอยู่ 80 เวลานอกเมือง แต่ในเมือง ที่ต้องขับกัน 60 ต้องยอมตามๆเขาไป ไปถึงเมืองดานัง เมืองชายทะเลต่างอากาศ ที่มีชื่อของเวียดนาม ขับลัดเลาะชายหาดที่ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก ไปมากกว่า 30 กม. แล้วเข้าสู่จุดหมายเมืองฮอยอัน เมื่อที่มีประวัติ์ศาสตร์อันเก่าแก่ ของอาณาจักรจามปา เมื่อกว่า 1000 ปี มาแล้ว

วันที่ 3 และ วันที่ 4 ถือว่าหนักหนาสาหัสจริงๆ เข้าสูงเวียดนามทางตอนใต้ เข้าไปมากขึ้นทั้งรถเก๋งและรถบรรทุกก็แยะขึ้น รถมอเตอร์ไซด์ขับขี่ตามแบบฉบับเวียดนามมากขึ้น และเส้นทางเริ่มมีทางขึ้นเขา ลงเขา แบบคดเคี้ยว การแซงขบวนรถบรรทุก จึงต้องใช้กำลังเครื่องยนต์อย่างที่สุด มีม้าเท่าไหร่ มีแรงบิดเท่าไหร่ เรียกออกมาใช้กันเต็มที่

แม้ในบางเส้นทาง จะมีการเจาะเป็นอุโมงทะลุเขาแล้ว แต่โดยมาก ก็ยังต้องขึ้นเขาลงเขา ไอ้ที่แย่คือ เส้นทางเหล่านี้ 2 เลนสวนกัน เสียส่วนใหญ่ เครื่องยนต์ SKYACTIV G เจ้า GDi ที่เป็นเบนซินทั้งหมด ไม่ว่าจะ 1.3 ลิตร 2.0 ลิตร มันสำแดงพลัง ออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ ระบบเกียร์ออโต้ SKYACTIV DRIVE ตอบสนองได้ทุกโหมดการทำงาน โดยเฉพาะโหมด Sport ที่ทำให้การขึ้นเขาลงเขา ทำได้อย่างยอดเยี่ยม และปลอดภัย  จากฮอยอัน สู่ ตุยฮัว และจาก ตุยฮัย สู่ โฮจิมิงห์ เป็นช่วงของความหฤโหดที่สุดในคาราวานครั้งนี้

วันที่ 4 นี่เอง เมื่อเราย่างเข้าเขตโฮจิมินห์ ซิตี้ พี่ไกด์ชาวเวียดของเราก็บอกว่า วันอาทิตย์ตอน 6 โมง ถึง 1 ทุ่มครึ่ง คือวันที่รถออกมามากที่สุดของสัปดาห์ แล้วเราก็ได้เจอกับอัครมหาสายธารมอเตอร์ไซค์ บอกไม่ถูกจริงๆ มันเยอะมากๆ ในขณะนั้นคติการขับรถแบบชาวเวียด ก็เกิดขึ้นทันที บีบแตรให้มากๆเขาไว้ แต่ก็แปลกที่ผมขับรถมา 4 วัน ไม่เห็นอุบัติเหตุสักราย จะบีบแตรสะท้านโลกอย่างไร เขาก็ไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิด 4 วัน 1,940 กม. มันโคตรมหาสนุกแห่งการขับรถจริงๆ เหนื่อย แต่ชอบ ผมว่าผมบ้าขับรถแน่ๆ

วันสุดท้ายผมได้ขับเจ้า Mazda CX5 ลงมาจากตุยฮัว สู่โฮจิมินห์ และผมทำหน้าที่เป็นสวิปเปอร์ ท้ายขบวน คอยดันหลัง เวลาใครขับช้า และบางที่ก็ขึ้นไปกลางขบวน เรียกว่าทุกวัน รถที่ผมใช้เจออะไรที่หนักหนาสาหัสตลอด CX 5 มันสมที่จะเป็นรถสวิปเปอร์มากๆ แม้ขนาดดูน่าจะอุ้ยอ้าย แต่จริงแล้วมันกลับไม่ใช้เลย

เครื่องยนต์ SKYACTIV G ขนาด 2.0 ลิตร แรงม้า 155 ตัว แรงบิด 210 Nm. มันไม่น่าจะ Shoot ตัวรถอย่าง CX5 ให้กระโจนไปข้างหน้าได้อย่างใจ ซึ่งแน่นอนมันมีผลมาจากเจ้าระบบเกียร์ ออโต้ 6 สปีด SKYACTIVE DRIVE ระบบจะเลือกอัตราทดที่สัมพันธ์กับกำลังสูงสุดเมื่ออยู่ในโหมด Sport และจะหาอัตราทดให้เหมาะสมเพื่อความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงในโหมดปกติ

วัฏการทำงานจาก OTTO Cycle เป็นกลวัฏ Atkinson Cycle ได้ด้วย ทำให้อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง ในช่วงนี้เท่ากับเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตรเท่านั้น และเมื่อผสมผสาน กับการจ่ายเชื้อเพลิงแบบ GDI ในช่วง  Ultra lean born การขับทางใกล้ๆ แบบความเร็วคงที่ ลอยตัวๆ อัตราสิ้นเปลืองจะอยู่ที่ 14 – 14.5 กม./ลิตร เป็นเรื่องธรรมดาๆ

ตอนที่ขึ้นและลงเขา ใช้รอบเครื่องระหว่าง 4,000 – 6,000 รอบ/นาที ตลอดเวลา อัตราสิ้นเปลืองระดับ 8.5 – 9 กม./ลิตร ผมถือว่าดีมากแล้ว ส่วนเรื่องระบบรองรับ และกันสะเทือนไม่ต้องไปห่วงอะไร Mazda CX5 ตัว Minor Change นี้ ทำได้ดีกว่าตัวแรกมาก เรียกว่าให้สัดส่วนของความหนึบ กับความนุ่มนวลมาพอดี

นี่เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งของผม ที่คงต้องเก็บใว้ในความทรงจำ ในการขับรถจากฮานอย สู่โฮจิมินห์ เพราะแม้แต่คนเวียดนามเองมีน้อยมาที่จะทำ จะมีก็แต่พวกขับรถบรรทุกที่ขับแบบนี้ ขอขอบคุณ MAZDA ประเทศไทย ที่ชวนผมไปในทริปนี้ด้วย ขอโทษที่ข่มขืน ปู้ยี่ปู้ยำ  MAZDA SKYACTIV ถ้าทนมือทนเท้าผมได้ ก็ผ่านแล้วหละครับ

“MAZDA SKYACTIV ASEAN CARAVAN # 1 เรื่องโดย : อัฐฒา นายเรือ

0
มาสด้าสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งวงการยานยนต์ จัดคาราวานทดสอบรถยนต์ บนเส้นทางสายอารยธรรมอาเซียน ไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา กว่า 4,000 กิโลเมตร

บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด จับมือมาสด้า คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในการเดินทางด้วยรูปแบบคาราวานเพื่อพิสูจน์สมรรถนะรถมาสด้ากับเทคโนโลยีสกายแอคทีฟทุกรุ่น บนเส้นทางสายอารยธรรมอาเซียนกับกิจกรรม “MAZDA SKYACTIV ASEAN CARAVAN” นำร่องเปิดประตูสู่อาเซียน AEC

คาราวานในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รศ. ดร. ชวนี ทองโรจน์ มาเป็นประธานเปิดงานฯ พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติจากภาครัฐและเอกชน ร่วมพิธีปล่อยคาราวานครั้งยิ่งใหญ่ ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน – 5 กรกฎาคม 2559 เดินทางกันด้วยรถยนต์มาสด้า2, มาสด้า3, มาสด้า ซี-เอ็กซ์ 3 และมาสด้า ซี-เอ็กซ์ 5

การเดินทางเริ่มจาก กทม. มุ่งหน้าสู่จังหวัดนครพนม – ผ่านแขวงคำม่วน ของประเทศลาว – เข้าสู่เมืองวินห์ – ฮานอย – ฮอยอัน – นาตรัง – โฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ผ่านเข้าสู่ประเทศกัมพูชา และกลับสู่ประเทศไทยทางจังหวัดตราด รวมเป็นเวลา 9 วัน

แบ่งคณะผู้สื่อข่าวออกเป็น 3 ทริพกับเส้นทางสุดท้าทายกว่า 4,000 กิโลเมตร พร้อมเยี่ยมชมสถานที่อันเป็นประวัติศาสตร์สำคัญของแต่ละประเทศ โดยมีผู้ร่วมเดินทางเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ในครั้งนี้กว่า 140 คน จาก 5 ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์

ถือเป็นครั้งแรกของวงการยานยนต์ไทยที่ได้รับการตอบรับจากประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนในการเข้าร่วมพิสูจน์สมรรถนะของรถมาสด้าในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่มาสด้าได้เป็นส่วนหนึ่งในการเปิดประตูประเทศในการต้อนรับประเทศสมาชิก และเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ได้นำร่องการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเต็มตัว พร้อมทั้งเรียนรู้อารยะธรรมแต่ละประเทศ และเผยแพร่อารยธรรมไทยให้แก่สมาชิก โดยมีรถมาสด้าจากประเทศไทยเป็นพาหนะนำไปสู่เส้นทางแห่งประวัติศาสตร์

ออกสตาร์ทกันจากบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ในเวลา 7 โมงตรง มุ่งหน้าสู่ทางด่วนยมราชวิ่งไปลงดินแดงต่อโทลเวย์เพื่อหนีการจราจรไปลงรังสิต วันแรกเราได้มาสด้า 3 สีแดง สปอร์ทแฮทช์แบค เป็นยานพาหนะพาเราไปยังชายแดนไทยที่ จ.นครพนม เป็นระยะทางกว่า 700 กม. โดยแวะพักรับประทานอาหารกลางวันกันแถวขอนแก่น

ช่วงบ่ายเราใช้เวลากันค่อนข้างมาก วิ่งผ่านเส้นทางคดเคี้ยวบนเทือกเขาอันสวยงามแถวภูพานก่อนเข้าสู่ จ.นครพนม เราพักกันที่โรงแรมริมฝั่งแม่น้ำโขงที่มองเห็นประเทศลาวอยู่แค่เอื้อม พรุ่งนี้เราจะขับรถข้ามพรมแดนไปหาเพื่อนบ้านที่เปี่ยมไปด้วยมิตรภาพในแถบ ตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศไทยกัน

วันที่ 2 ขับรถผ่านถึง 3 ประเทศด้วยกัน คือ ไทย ลาว และไปจบวันเข้าพักผ่อนกันที่เวียตนาม ช่วงเช้าหลังจากที่ขบวนคาราวานทำพิธีการผ่านแดนที่ชายแดนไทย ข้ามสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว ซึ่งเป็นสะพานข้าม ม.โขงแห่งที่ 3 จากทั้งหมด 4 แห่ง เข้าไปสู่ประเทศลาว

ที่นี่เป็นประเทศขับรถชิดขวา แต่การที่เราเอารถจากไทยที่เป็นพวงมาลัยขวาไปวิ่งก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด วันนี้เราได้ มาสด้า ซีเอกซ์5 เบนซิน 2.0 ลิตร มาเป็นพาหนะที่จะขับกันถึง 3 ประเทศ ซึ่งเหมาะมากกับเส้นทางในวันนี้ที่ค่อนข้างโหดหินทีเดียว สมาชิกเรายังคงมี 3 ท่านเช่นเดิมลุยกันไปจนจบทริพแรกที่ฮานอย

ในสปป.ลาวบนถนนลาดยาง 2 เลนสวนสภาพปานกลาง มีเพื่อนร่วมทาง รวมไปถึงสัตว์เลี้ยงต่างๆ ที่ทำให้เราต้องเพิ่มความระมัดระวังอยู่บ้าง แต่พวกเราก็ผ่านไปด้วยความเรียบร้อย แวะรับปะทานอาหารกลางวันกันบริเวณเกือบถึงชายแดนลาวห่างไปแค่อีกราว 35 กม.เท่านั้นเองก็จะเข้าเขตเวียตนาม

ลังจากผ่านกระบวนการผ่านแดนไปยังประเทศเวียตนามอันเป็นประเทศสุดท้ายของทริพเรา เส้นทางช่วงนี้ส่วนใหญ่จะวิ่งกันบนเทือกเขาที่เต็มไปด้วยโค้ง ถนนค่อนข้างแคบ อุปสรรคที่ต้องระมัดระวังคือ คอนวอยรถบรรทุกสินค้าที่วิ่งระหว่างประเทศไทย ลาว เวียตนาม กัมพูชา จีน มีรถพ่วงเทรลเลอร์ที่ค่อนข้างยาว การแซงบนโค้งตามเนินเขาเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างมาก

ช่วง 100 กม. สุดท้ายก่อนจะเข้าเมือง วินน์ (VINH) ซึ่งเป็นจุดพักในค่ำคืนนี้ของพวกเรา ใช้เวลากันกว่า 2 ชม. จากสภาพการจราจรและมีกำหนดควบคุมความเร็วในแต่ละช่วง โดยเฉพาะในเมืองเราวิ่งได้เพียง 50 กม./ชม. เมืองนี้มีความสำคัญคือ เป็นบ้านเกิดของ โฮจิมินห์ อดีตนายก รมต.และประธานาธิบดีเวียตนาม เป็นผู้ปลดแอกเวียตนามให้หลุดพ้นจากการเป็นอาณานิคมจนได้รับเอกราชมาจนทุกวันนี้ และวันรุ่งขึ้นเราก็จะไปถ่ายภาพกับอนุสาวรีย์ของโฮจิมินห์เพื่อเป็นการระลึกถึงท่านกัน

เช้าวันที่ 3 ได้ มาสด้า 2 ที่มีขนาดตัวกะทัดรัดเป็นพาหนะพาเราไปสู่ ฮานอย เมืองหลวงของเวียตนาม เราค่อนข้างโชคดีที่ได้รถเหมาะกับการเดินทางในแต่ละวัน การเดินทางสู่ฮานอยไม่ง่ายนักแม้มีระยะทางเพียงแค่ 300 กว่า กม. แต่ต้องผ่านเข้าเมืองอยู่หลายครั้งซึ่งโดนจำกัดความเร็วอย่างเข้มงวด

เมื่อผ่านออกนอกเมืองเราเพิ่มความเร็วให้กับเจ้าตัวเล็กสีแดงสดใส เครื่องยนต์แค่ 1.3 ลิตร ที่มีกำลัง 94 แรงม้า พาเราผ่านความวุ่นวายไปได้อย่างคล่องตัวแถมอัตราเร่งที่จัดจ้านสามารถเกาะกลุ่มรถมาสด้าหลากหลายรุ่นซึ่งล้วนแต่ใช้เครื่องเบนซิน 2.0 ลิตร ไปได้อย่างสบาย การเร่งแซงในช่วงที่เราต้องกระชับเวลาทำได้อย่างน่าประทับใจ

การยึดเกาะถนนที่ความเร็วสูงทำได้ดี ถ่ายทอดพละกำลังได้อย่างนุ่มนวลจากเกียร์อัตโนมัติที่มีถึง 6 จังหวะ นอกเหนือจากข้อดีที่กล่าวมาแล้วคือความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ไม่ทำให้เราผิดหวัง ประมาณได้ว่าโดยเฉลี่ยทำได้ไม่ต่ำกว่า 17 กม./ลิตร

ยิ่งเราขับเข้าใกล้เมืองฮานอยเข้าไปเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งพบกับความวุ่นวายจากปริมาณรถมอเตอร์ไซค์ที่ในประเทศนี้มีอยู่ถึง 45 ล้านคัน เราไม่ค่อยพบเห็นภาพมอเตอร์ไชค์มากมายเต็มถนนเช่นนี้บ่อยครั้งนัก แต่เสน่ห์ของเมืองฮานอยยังคงเต็มไปด้วยกลิ่นอายวัฒนธรรมเก่าแก่อันเป็นเอกลักษณ์มาช้านานโดยเฉพาะการแต่งตัวและสวมหมวกแบบเวียตนาม

สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ที่ร่มรื่น มีสวนสาธารณะที่มีสระน้ำขนาดใหญ่ให้ผู้คนได้พักผ่อนหย่อนใจ แม้ว่าการจราจรจะวุ่นวายอย่างหนักเต็มไปด้วยเสียงแตรที่จะพาให้เราเครียด แต่แทบไม่ค่อยพบอุบัติเหตุกันเลย ทุกคนรู้จังหวะหลบหลีกกันเป็นอย่างดี ถ้อยทีถ้อยอาศัย บางครั้งเราเห็นมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวกันคนขับกลับลงจากรถมาจับมือยิ้มแย้มแล้วเดินทางกันต่อ ซึ่งเราประทับใจกับความเอื้ออาทรที่มีให้กันบนท้องถนนที่วุ่นวายยุ่งเหยิงที่สุดตั้งแต่ผมเคยขับรถมาเลยก็ว่าได้

เราสิ้นสุดการเดินทางช่วง 1,400 กม.ของทริพแรก ณ รร.ใจกลางเมืองฮานอย ไม่ไกลนักจากสถานทูตไทย ส่งไม้ต่อให้กับการเดินทางของกลุ่มที่ 2 ที่รอเราอยู่ที่ รร.

งานเลี้ยงยามค่ำคืนสำหรับคณะเดินทางที่มีต่างชาติมาร่วมทริพนี้ถึง 5 ประเทศ มิตรภาพแห่งอาเซียนอันอบอุ่นได้ก่อตัวขึ้นแล้วจากการเดินทางที่น่าประทับใจในครั้งนี้โดยมีมาสด้าเป็นผู้เชื่อมโยงให้พวกเราได้มาพบและรับรู้ประสบการณ์ร่วมกัน

เช้าวันรุ่งขึ้นเราเดินทางกลับสู่ประเทศไทยในช่วงสายโดยสายการบินไทยพาเรากลับสู่บ้านเกิดเมืองนอนโดยสวัสดิภาพเก็บความประทับใจให้ได้เล่าขานกันต่อไปอีกยาวนาน

BMW 330 e M Sport ซีดานหรูพลังไฟฟ้า ทันสมัย และ ประหยัด สไตล์วิถีคนเมือง

0
นวัตกรรมที่พัฒนาจากรถต้นแบบของแต่ละค่ายผู้ผลิตซึ่ง ณ วันนี้ค่ายใบพัดฟ้าขาวได้นำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาใส่ในรถที่จำหน่ายตามท้องตลาด หลายคนคงคาดเดากันได้ว่าสิ่งที่กำลังจะพูดถึง นั่นคือ “เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด” โดยเริ่มจากการติดตั้งกับสปอร์ตคาร์ในรุ่น I8 จากนั้นจึงต่อยอดมายัง X 5 xDrive 40e M Sport และตามติดๆด้วย BMW 330 e M Sport รถซีดานรุ่นธงที่เราได้นำมาทดลองระบบต่างๆจากการใช้งานจริง

คำถามที่ติดอยู่ในใจและผลการทดสอบจะเป็นอย่างไรนั้น หาคำตอบได้ในบทความที่ทุกท่านกำลังจะได้อ่านต่อไปนี้เลยครับwww.autoworldthailand.com จัดให้

รถคันที่เราได้นำมาทดสอบในครั้งนี้คือ BMW 330e Msport ซึ่งมีมิติตัวรถแบบเดียวกับซีรีส์ 3 โฉมปัจจุบัน แต่ได้รับการตกแต่งใหม่จากค่ายผู้ผลิต โดยนำชุดแต่ง M Sport ในรูปแบบของบอดี้พาร์ท มาเสริมความสปอร์ตรอบคัน สิ่งที่ให้ความหรูยังคงไว้เช่นเดิมคือ ไฟหน้าทรงเฉี่ยวพร้อมไฟตัดหมอกแบบแอลอีดีซึ่งมากับระบบไฟหน้าและใบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ โหด ดุด้วย ล้ออัลลอย M แบบ Double Spoke ขนาด 18 นิ้ว

รูปลักษณ์ภายนอกที่แตกต่างกันชัดเจนกับซีรีส์ 3 โฉมปัจจุบันคือที่แก้มซ้าย มีช่องสำหรับเสียบที่ชาร์จไฟ และเสาซี มีโลโก้ eDrive

BMW 330e Msport ให้ความสะดวกสบายในการเข้าออกห้องโดยสารด้วยระบบ Comfort Access เพียงแค่เดินเข้าไปใกล้รถ เซ็นเซอร์ที่รีโมทจะส่งข้อมูลไปยังกล่องสมองกลเพื่อสั่งการปลดล๊อคโดยอัตโนมัติ รวมถึงสามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ทีนที

ห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูง ภายในกว้างขวางมาพร้อมพื้นที่ใช้สอยที่สามารถเก็บของได้อย่างเป็นระเบียบ คอนโซล แผงข้าง และเบาะนั่ง หุ้มด้วยหนังแท้ Dekota ในส่วนเบาะนั่งปรับได้ด้วยไฟฟ้า เบาะคู่หน้าเป็นแบบสปอร์ตกึ่งบัคเกตซีท ส่วนแถวหลังพับได้ทุกที่นั่ง เบาะผู้ขับขี่มาพร้อมหน่วยความจำซึ่งสามารถบันทึกลงแฟลชไดรฟ์ไปใช้กับรถบีเอมดับเบิลยูคันอื่นได้

พวงมาลัยติดตั้งระบบมัลติฟังค์ชั่นจับกระชับมือและหุ้มหนังแท้พร้อมสัญลักษณ์ M รวมถึงมีระบบแพดเดิลชิพท์ ในส่วนของแดชบอร์ดเป็นแบบทรงกลมแสดงการใช้งานของระบบต่างๆทั้งความเร็ว รอบเครื่องยนต์ รวมถึงการใช้งานระบบeDrive ที่ทำความเข้าใจได้ไม่ยาก

คอนโซลกลางติดตั้งจอภาพขนาด 8.8 นิ้ว นอกจากต้นทางในการสั่งการระบบความบันเทิงและการสื่อสาร รวมถึงแสดงภาพจากล้องมองหลัง ยังมีหน้าที่แสดงสถานการณ์ทำงานของระบบ eDrive และระบบแผนที่นำทางรุ่น Professional ซึ่งมีส่วนช่วยให้การทำงานของระบบ eDrive มีประสิทธิผลยิ่งขึ้นเนื่องจากเป็นการคำนวณเส้นทางล่วงหน้า

ขุมพลังหลักของ BMW 330 e M Sport คือเครื่องยนต์ที่ได้รับรางวัล International Engine of the Year มาแล้วถึง 2 ครั้ง เป็นเพราะสมรรถนะอันทรงพลังและประหยัดน้ำมันเป็นเลิศด้วยเทคโนโลยี iPerformance ในรูปแบบของเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร แบบเบนซิน 4 สูบ BMW TwinPower Turbo ให้กำลังสูงสุดที่ 184 แรงม้า และแรงบิด 290 นิวตันเมตร รวมกับในส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังเพิ่มอีก 65 กิโลวัตต์ หรือ 88 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ค่ายผู้ผลิตเคลมอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร ในเวลา 6.1 วินาที และความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 225 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลียที่ 41.7 กิโลเมตร ต่อลิตร รวมถึงลดระดับมลภาวะในการขับขี่กับอัตราการปล่อย CO2 ที่ 57 กรัมต่อกิโลเมตร

ขับเคลื่อนด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ แบบ Steptronic มากับความอัจฉริยะที่ปรับรูปแบบให้เหมาะกับสไตล์ของแต่ละบุคคล ซึ่งเลือกสนุกกับการขับขี่ได้โดยสามารถเปลี่ยนเกียร์ได้เองตลอดเวลา โดยเลือกปรับบริเวณคันเกียร์หรือก้านเปลี่ยนเกียร์แบบแพดเดิลชิพท์ที่พวงมาลัย

เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยมาในรูปแบบ Passive Safety ได้แก่ ถุงลมนิรภัยและถุงลมนิรภัยด้านข้างสำหรับคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า ถุงลมนิรภัยศรีษะสำหรับผู้โดยสารตอนหน้าและหลัง ระบบป้องกันการกระแทะด้านข้าง ระบบความปลอดภัยเมื่อเกิดการชน รวมถึงติดตั้งตัวช่วยการขับขี่ อาทิ ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน ระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ ระบบป้องกันล้อล๊อค และ ระบบช่วยเพิ่มแรงเบรกอัตโนมัติ

แล้วก็ถึงเวลาของการทดสอบ เมื่อชาร์จไฟเต็มและเข้าใจการใช้งาน มอเตอร์ไฟฟ้าเริ่มเคลื่อนตัวออกเดินทาง การทดลองขับในครั้งนี้เน้นไปที่การใช้งานในเมืองเป็นหลัก ตามขุมพลังของมอเตอร์ไฟฟ้าซึ่งสามารถใช้งานได้ในระยะทางเพียง 40 กม. ระยะทางที่เคลมจากผู้ผลิตในการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจะเป็นจริงตามตัวเลขที่แจ้งหรือไม่

หลังจากที่ใช้เวลาในการชาร์จไฟ 4 ชั่วโมงโดยประมาณ ข้อควรระวังของการชาร์จไฟ ห้ามเด็ดขาดที่จะนำปลั๊กพ่วงมาใช้ เนื่องจากสายไฟของปลั๊กพ่วงมีขนาดเล็ก การเติมประจุไฟเข้าแบตเตอรี่ลิเธียมแต่ละครั้งจะมีความร้อนสะสม หากสายไฟไม่ได้ขนาดอาจเกิดความร้อนจนทำให้สายไฟละลายได้ ด้วยเหตุนี้จึงสามารถใช้เพียงปลั๊กหลักของบ้านเท่านั้น

เส้นทางที่เลือกใช้คือย่านชานเมืองแถบถนนบางนาตราด เพื่อเข้าไปยังใจกลางกรุงเทพฯ การทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าจะถูกแบ่งออกเป็น 3 โมหด ได้แก่ Auto eDrive, Max eDrive และ Safe Mode แต่ละระบบทำงานยังไง…น่าสนใจครับ

Auto eDrive

โหมดนี้ได้รับการเซทค่ามาจากโรงงาน ซึ่งเป็นการทำงานของเครื่องยนต์หลักและระบบไฮบริดแบบพาราเรล ทำงานสลับเปลี่ยนตามความเหมาะสม ในช่วงออกตัวจนถึงความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม.มอเตอร์ไฟฟ้าจะทำงานเพียงอย่างเดียว หากใช้ความเร็วเกิน ระบบจะสั่งการให้เครื่องยนต์ทำงาน และในขณะถอนคันเร่งหรือเหยียบเบรก ระบบจะนำพลังงานจากการหมุนของเพลาแปรสภาพเป็นการปั่นไฟเพื่อเก็บไว้ในแบตเตอรี่ลิเธียม รูปแบบเดียวกับเครื่องยนต์ไฮบริดทั่วไป

Max eDrive

โหมดนี้ใช้พลังงานจากไฟฟ้าล้วนๆ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพลังงานจากเครื่องยนต์แต่อย่างใด ต่อให้พฤติกรรมการเหยียบคันเร่งเปลี่ยนไปในรูปแบบใด ระบบก็จะใช้พลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว

Safe Mode

เป็นการจัดการพลังงานให้กลับเข้ามาสู่แบตเตอรี่ ระหว่างการขับขี่เครื่องยนต์ทำงานทั้งด้านการขับเคลื่อนและปั่นกระแสไฟเพื่อเก็บไว้ในแบตเตอรี่ ขณะเดียวกันมอเตอร์ไฟฟ้าจะลดหน้าที่เพื่อรักษาประจุในแบตเตอรี่ ในโหมดนี้ไม่สามารถชาร์จไฟให้เต็มได้ซึ่งสามารถนำกระแสไฟกลับไปยังแบตเตอรี่เพียงประมาณ 60 % เท่านั้น

ระยะทางที่บริษัทผู้ผลิตเคลมไว้ว่าสามารถใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเดียวได้ที่ความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถือว่าเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับการใช้งานจริงเป็นอย่างมาก แต่ในประเด็นที่แบตเตอรี่เต็มจะสามารถขับได้ในระยะทาง 40 กิโลเมตร สำหรับการทดสอบในครั้งนี้ทำได้ระยะทางได้ประมาณ 31 กม.เพราะมีสภาพตัวแปรคือเรื่องของการจราจรที่ค่อนข้างจะแออัด

เมื่อเทียบอัตราสิ้นเปลืองระหว่างการใช้เชื้อเพลิง น้ำมัน  และ พลังไฟฟ้า การชาร์จไฟให้เต็มต่อครั้งใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง ใช้ไฟประมาณ 10 หน่วย ในราคาหน่วยละ 4 บาท มีค่าใช้จ่ายต่อวันประมาณ 40 บาท หากใช้งานประจำวันในเส้นทางไปกลับระยะทางประมาณ 40 กม. ในเวลา 1 อาทิตย์ จะใช้ระยะทางทั้งหมดประมาณ 280 กม. คิดเป็นเงินค่าไฟเฉลี่ยประมาณ 280 บาทเศษ สำหรับการใช้กำลังงานจากเครื่องยนต์ล้วนๆ จะมีอัตราเชื้อเพลิงเฉลี่ย(ในเมือง) อยู่ที่ 16 กม./ลิตร ราคาเชื้อเพลิงแก๊สโซฮอลล์ 95 (ลิตรละ 25 บาท)  จะต้องจ่ายเป็นเงินประมาณ 440 บาท จากการใช้เชื้อเพลิงทั้งหมด 17 ลิตร โดยประมาณ

ในการใช้งานจริง อันดับแรกที่ต้องคำนึงถึงคือเรื่องของการวางแผนเส้นทางและหลีกเลี่ยงสภาพการจราจรแออัด ตัวเลขที่ทำได้อาจใกล้เคียงกับการเคลมจากโรงงานผู้ผลิต แต่ถ้าเส้นทางที่คุณเลือกใช้ในชีวิตประจำวันมีระยะทางประมาณ 30 กม. ระบบนี้สามารถช่วยคุณได้จริง และจะยิ่งดีถ้าในจุดจอดรถมีปลั๊กไฟเพื่อให้คุณเติมกำลังไฟกลับเข้าไปที่แบตเตอรี่ หลังจากทำธุระเสร็จหรือปฏิบัติงานเสร็จในระยะเวลา 3-4 ชั่วโมงโดยประมาณ

แต่หากอยากให้การเติมกำลังไฟเข้าระบบทำได้รวดเร็วกว่าเดิม  BMW มีตัวเลือกเพื่อเติมเต็มประสิทธิภาพการชาร์จด้วยอุปกรณ์ BMW iWallbox Pure ซึ่งเป็นออฟชั่นเสริมในรูปแบบของควิกชาร์จที่รวดเร็วและใช้งานง่าย ด้วยกำลังไฟถึง 3.7 กิโลวัตต์ สามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มในเวลาเพียง 2 ชั่วโมงเศษ

เรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาคือการขับขี่ หากยังมีพฤติกรรมการขับขี่ที่ยังเป็นสายซิ่ง เติมคันเร่งด้วยความแรง ขับขี่ไม่นุ่มนวล ระบบจะแจ้งเตือนสถานะมาทั้งที่บริเวณแดชบอร์ด และจอกลาง การขับขี่คงไม่สบายและขาดสมาธิ หากคุณต้องหมั่นมองหน้าจออยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการขับขี่รถยนต์เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดที่มีประสิทธิภาพและให้ได้มาซึ่งความประหยัด ทุกสิ่งอย่างคงต้องเริ่มจากพฤติกรรมการขับขี่ของตัวผู้ใช้รถเป็นอันดับแรก

สำหรับสมรรถนะของเครื่องยนต์ BMW TwinPower Turbo ถ้าจะพูดถึงความแรงคงไม่ต้องเป็นห่วงอะไรมาก เพราะแรงม้ากว่า 180 ตัว และแรงบิด 290 นิวตันเมตร ทำให้รถคันนี้สามารถซิ่งบนถนนได้สบาย เมื่อนำมารวมกับระบบช่วงล่างและชุดแต่งสไตล์ Msport ทำให้ได้มาซึ่งสมรรถนะอันเร้าใจ และการยึดเกาะถนนที่ยอดเยี่ยม

อย่างไรก็ตามทั้งหมดย่อมเป็นไปตามสัจธรรม เพราะถ้าอยากได้มาซึ่งความแรง คงต้องมองข้ามเรื่องประหยัดเชื้อเพลิงไปได้เลย เอาเป็นว่า BMW 330 e M Sport ตอบโจทย์ให้กับการใช้งานทุกรูปแบบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวคุณว่าจะเลือกประหยัดกับระบบไฟฟ้าด้วยการวางแผนเส้นทาง หรืออยากซิ่งกับเครื่องยนต์ BMW TwinPower Turbo 

New Chevrolet Corolado 2017 รถกระบะกระแสแรง ปรับลุคใหม่พร้อมสมรรถนะเด็ดดวง

0
ถึงเวลาที่ค่ายเชฟโรเลตส่งรถกระบะหวนคืนสู่ตลาดอีกครั้ง หลังจากปล่อยให้หลายค่ายได้นำโปรดักส์ใหม่เปิดตัวพร้อมจำหน่ายอย่างแพร่หลาย การกลับมาในครั้งนี้ถือว่าเป็นการทำการบ้านที่หนักหน่วง เพื่อต่อกรกับคู่แข่งที่ชิงเปิดตัวก่อนหน้าถึงแรมปี

กระบะสไตล์อเมริกันพันธุ์แกร่งในนาม New Chevrolet Corolado 2016 จะเกิดการพัฒนาในด้านใด และสมรรถนะที่ติดตั้งใหม่จะเข้าทางกลุ่มเป้าหมายได้ขนาดไหน ทั้งหมดเกิดขึ้นในกิจกรรมการทดสอบซึ่งทาง บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดขึ้นเพื่อให้สื่อมวลชนได้ลองขับก่อนที่รถรุ่นนี้จะขึ้นโชว์ตัวทุกโชว์รูมทั่วประเทศเร็วๆนี้ เรื่องราวทั้งหมดติดตามได้จากรายงาน

New Chevrolet Corolado 2017 เป็นการสานต่อตำนานความสำเร็จของรถกระบะเชฟโรเลตที่มีประวัติยาวนานเกือบ 100 ปี การพัฒนาในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากทีมวิศวกรของประเทศไทย ออสเตรเลีย บราซิล รวมถึงสหรัฐอเมริกา ผ่านการทดสอบสมรรถนะการขับขี่ในระหว่างการพัฒนามากกว่า 360,000 กิโลเมตร พร้อมจำลองการทดสอบเป็นระยะทางประมาณ 12 ล้านกิโลเมตร เพื่อให้แน่ใจว่ากระบะพันธุ์แกร่งตอบสนองต่อความต้องการของตลาด

New Chevrolet Colorado 2017 ได้รับการออกแบบใหม่ให้แข็งแกร่ง ตัวถังรูปทรงบึกบึนเสริมภาพลักษณ์แห่งความสมบุกสมบัน มากับขนาดตัวรถ ยาว 5,408 มม. กว้าง 2,132 มม. และสูง  1,858 มม. พร้อมยางรองแท่นเครื่องแบบใหม่ที่ลดเสียงและการสั่นสะเทือน

ดีไซน์เส้นสายสวยงาม ชัดเจน จากการประยุกต์ดีเอ็นเอของกระบะอเมริกันพันธุ์แท้ผ่านการออกแบบด้านหน้าใหม่ที่เน้นความสปอร์ตทั้งแผงกันชน กระจังหน้า ฝากระโปรง และไฟหน้า สะดุดตาด้วยไฟส่องสว่างขณะขับขี่กลางวันแอลอีดีรูปทรงเรียวบางรวมไว้ในโคมเดียวกับไฟหน้า

ในส่วนของมุมมองจากท้ายรถยังใกล้เคียงกับรุ่นเดิม แต่ได้รับการพัฒนามือเปิดกระบะหลังซึ่งฝังกล้องบันทึกภาพขณะถอยจอด รวมถึงล้อแมกขอบ 18 นิ้ว

ห้องโดยสารเน้นไปที่จุดเด่นด้านความเงียบ ได้รับการพัฒนาให้มีเสียงรบกวนลดลง 8 เปอร์เซ็นต์หรือ 4 เดซิเบล จากการเปลี่ยนกระจกหน้าที่หนาขึ้น รวมถึงขอบยางเกรดพรีเมี่ยม การปรับปรุงด้านการลดเสียงลมยังทำให้เพิ่มความลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ขึ้นอีก 12 เปอร์เซ็นต์

ภายในตกแต่งใหม่ทั้งหมดเพื่อความสะดวกสบาย และกว้างขวาง เลือกใช้วัสดุคุณภาพสูงให้ผิวสัมผัสนุ่มนวลพร้อมการตัดเย็บที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ เบาะนั่งถูกยกระดับในสไตล์พรีเมียมเพื่อตอบสนองการใช้งานของผู้ขับขี่และผู้โดยสารโดยเฉพาะ

ชุดแดชบอร์ดแสดงการทำงานของระบบต่างๆไว้ครบครัน ทั้งมาตรวัดความเร็ว รอบเครื่องยนต์ และสัญลักษณ์ของระบบความปลอดภัยอื่นๆ รวมถึงระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง

คอนโซลกลางปรับแต่งให้ใช้งานง่าย มีหน้าจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว และระบบ Chevrolet My link รุ่นล่าสุด ทั้งยังเป็นรถกระบะรุ่นแรกที่รองรับการเชื่อมต่อ Apple Carplays และ Android Auto ที่มากับฟังก์ชั่นSiri Eyes Free ทำให้ผู้ขับขี่สามารถสั่งงานด้วยเสียงโดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย

New Chevrolet Colorado 2017 ติดตั้งขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซลดูราแม็กซ์แบบ 4 สูบ ขนาด 2.5 ลิตร พร้อมระบบเทอร์โบแปรผันหรือ VGT (Variable Geometry Turbocharger) ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที และ แรงบิด 440 นิวตันเมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที ควบคุมโดยกล่องอีซียูซึ่งเจเนอรัล มอเตอร์ เป็นผุ้พัฒนา รวมถึงติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงรบกวนบริเวณหัวฉีด เพื่อให้ทำงานได้เงียบขึ้น

ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ และ เกียร์ธรรมดา 6 สปีด ได้รับการปรับแต่งอัตราทดเกียร์ใหม่ เพื่อช่วยเพิ่มสมรรถนะและความประหยัดน้ำมัน

ระบบกันสะเทือนชุดใหม่ซึ่งเป็นโช๊คอัพแบบไดเกรสซีฟ มีระยะยุบและคืนตัวแข็งขึ้นพร้อมเปลี่ยนค่าเคของสปริงใหม่ และปรับขนาดเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังยังเป็นแบบแหนบแผ่นซ้อนลดจำนวนจาก 5 แผ่นเหลือเพียง  4 แผ่น แหนบชิ้นล่างมีความยาวกว่าเดิม พร้อมเปลี่ยนขนาดของกระบอกโช๊คอัพหลังใหม่ซึ่งใหญ่และแข็งแรงขึ้น ช่วยให้การขับขี่สะดวกสบายและมีเสถียรภาพการทรงตัวที่น่าประทับใจ

 

จัดเต็มกับระบบความปลอดภัยแบบแอคทีฟและแพสซีฟ อาทิ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีทั้งขณะออกตัวและในโค้ง Traction Control System (TCS), ระบบรองรับการเบรกกะทันหัน Panic Brake Assist (PBA), ระบบกระจายแรงเบรก Electronic Brake Force Distribution (EBD), ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Electronic Stability Control (ESC), ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน Hill Descent Control (HDC) และระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางชัน Hill Start Assist (HSA) พร้อมกับถุงลมนิรภัยคู่หน้าสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ตลอดจนถุงลมนิรภัยป้องกันหัวเข่าสำหรับผู้ขับขี่

นอกจากนี้ยังอัดแน่นด้วยระบบช่วยเหลือการขับขี่ ได้แก่ ระบบแจ้งเตือนเมื่อออกจากช่องจราจร ระบบเตือนการชนด้านหน้า ระบบช่วยเหลือการจอดด้านหน้าและหลัง และระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง และเซ็นเซอร์ตรวจจับน้ำฝน ไฟหน้าเปิด/ปิดอัตโนมัติ ทั้งยังมีฟังก์ชั่นรีโมทสตาร์ท รวมถึงระบบช่วยเหลือการจอดด้านหน้าและกล้องมองหลังช่วยให้การขับขี่ในที่คับแคบมีความสะดวกง่ายดายมากขึ้น

มาถึงกิจกรรมการทดสอบที่บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดขึ้นโดยนำพาคณะสื่อมวลชนไปทดลองสมรรถนะการขับขี่ของ New Chevrolet Colorado เริ่มต้นจากถนนสาธรไปยังบริเวณชายแดนไทย-พม่า แถบเทือกเขาตะนาวศรี ในส่วนเส้นทางออฟโรดรอบๆอ่างเก็บน้ำโป่งแห้ง  อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี

ขับขี่แบบออนโร๊ด ที่มาของการสัมผัสสมรรถนะแกร่ง

ช่วงเริ่มต้นเป็นการขับขี่ในรูปแบบออนโร๊ดบนถนนลาดยาง ระบบแรกที่ได้ลองคือ Remote Engine Start   หรือการสตาร์ทเครื่องยนต์จากกุญแจ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับรถยนต์ที่เตรียมจำหน่ายในปีนี้ และเป็นครั้งแรกที่นำระบบดังกล่าวมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถกระบะ พร้อมทั้งการันตีตัวเลขการทำงานของสัญญาณได้ไกลหลายสิบเมตร เมื่อระบบทำงานกระจกทั้ง  4  บานจะลดตำแหน่งลงอัตโนมัติเพื่อถ่ายเทความร้อนในห้องโดยสาร แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่จับมือเปิดประตู กระจกคู่หน้าจะลดระดับลงประมาณ 5 ซม. เพื่อปิดประตูสะดวกขึ้น ทั้งนี้ระบบดังกล่าวต้องนำกุญแจมาเสียบเพื่อสตาร์ทรถก่อนออกเดินทางอีกครั้งและหากไม่มีการเคลื่อนตัวหรือสตาร์ท ระบบจะหยุดการทำงานในระยะเวลาประมาณ 20 นาที

เบาะนั่งผู้โดยสารมีระบบไฟฟ้าที่ช่วยในการปรับเซทท่านั่งได้สบายขึ้น แต่มีปัญหาเล็กน้อยอยู่ที่การปรับระดับพวงมาลัย ซึ่งปรับได้เพียงขึ้นและลง แต่ไม่สามารถยืดและหดให้เข้ารับกับสรีระได้ ในด้านของพวงมาลัยไฟฟ้าได้รับการพัฒนาใหม่ สัมผัสได้ถึงน้ำหนักการหมุนที่ค่อนข้างเบาลงกว่าเดิม ประเด็นนี้ทางผู้บริหารได้ไขข้อข้องใจว่า “ปัจจุบันมีผู้หญิงให้ความสนใจซื้อรถกระบะเพิ่มขึ้นทำให้น้ำหนักของพวงมาลัยเบาลงตามผลการวิจัย แต่ในย่านความเร็วสูงจะแปรผันให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพื่อการควบคุมรถที่แม่นยำและมั่นใจได้”

ฟังค์ชั่นที่น่าสนใจอีกหนึ่งระบบคือ Chevrolet My link  พร้อมรองรับการเชื่อมต่อระบบ Apple Car play  และ  Android Auto  บนหน้าจอขนาด   8   นิ้ว ที่มาพร้อมฟีเจอร์ SIRI EYES FREE ซึ่งเป็นการสั่งงานด้วยระบบเสียงภาษาไทย ไม่ต้องออกเอกเซ็นเหมือนรุ่นก่อนๆที่ทำงานบ้างไม่ทำงานบ้างตามสำเนียงภาษาที่เปล่งออกไป

มาถึงไฮไลท์เด่นคือเรื่องของขุมพลัง จากเดิมที่เป็นเครื่องยนต์ดีเซลดูราแม็กซ์แบบ 4 สูบขนาด 2.8 ลิตร ได้ถูกยกออกพร้อมพัฒนาเครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตรเข้าไปแทนที่ ถึงแม้ว่ามีขนาดความจุที่ลดลงจากรุ่นเดิม แต่ก็สามารถสร้างแรงม้าได้ถึง 180 แรงม้าที่3,600 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงถึง 440 นิวตันเมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที สนองความต้องการของวัยมันได้เป็นอย่างดี ในย่านความเร็ว 100-120 กม./ชม. ใช้รอบเครื่องยนต์ไม่เกิน 2,000 รอบต่อนาที

รถทุกคันที่ได้นำมาทดสอบในครั้งนี้ล้วนเป็นระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 จังหวะทั้งสิ้น รอยต่อของเกียร์ยังคงสัมผัสได้ ไม่ถึงกับนุ่มและไหลลื่นแบบรถซีดาน แต่ก็ไม่ได้กระตุกจนหัวทิ่มเหมือนรถกระบะเกียร์อัตโนมัติในอดีต และเมื่อผ่อนคันเร่งจะมีตำแหน่งเกียร์จะลดลงพร้อมมี Engine Brake เข้ามาเสริม ทั้งนี้เป็นผลพวงจากเรื่องความปลอดภัยเพราะจะช่วยลดทอนแรงเบรคขณะที่เกิดเหตุการณ์คับขัน

ในส่วนของระบบช่วงล่างกับความเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสได้ถึงความนุ่มหนึบ ตลอดเส้นทางที่ใช้ความเร็วในการเข้าโค้งของถนนหลวง ลืมระบบช่วงล่างแบบกระบะรุ่นเดิมๆไปก่อนเพราะการพัฒนาในครั้งนี้ วิศวกรผู้ออกแบบค่อนข้างจริงจังกับปัญหาความแข็งกระด้างของระบบช่วงล่างรถกระบะและต้องการให้เกิดความแตกต่าง ทั้งดีไซน์กระบอกโช๊คอัพใหม่ ค่าเคของขดสปริง และแหนบที่ถูกถอดออกไปหนึ่งแผ่น

ความอัจฉริยะของระบบความปลอดภัยใน New Chevrolet Colorado ที่สัมผัสได้ตลอดการขับขี่คือระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องจราจร รูปแบบการทำงานคือจะส่งเสียงเตือนแต่ไม่มีการหักพวงมาลัยกลับมาในช่องทางเดิม แต่ถ้าคุณมั่นใจในการขับขี่หรือไม่ต้องการตัวช่วยระบบนี้ สามารถปิดการควบคุมได้จากสวิตช์ที่อยู่ใต้คอนโซลกลาง

ระบบช่วยเหลืออีกหนึ่งรูปแบบคือ ระบบแจ้งเตือนการชนจากด้านหน้าที่จะคอยส่งเสียงพร้อมไฟสัญญาณมาที่ชุดแดชบอร์ด โดยมีเซนเซอร์ตรวจจับอยู่ที่บริเวณกระจกหน้า

เส้นทางออฟโร๊ด ลุยได้สบายทุกสภาพพื้นผิว

มาถึงการลุยในรูปแบบออฟโร๊ดสำหรับขาลุยกันดูบ้างว่าไหวหรือไม่ ความสนุกเกิดขึ้นหลังจากที่จบการทดสอบบนถนนลาดยาง เส้นทางต่อจากนี้ไปคือการทดสอบในรูปแบบออฟโร๊ดล้วนๆ โดยใช้พื้นที่รอบๆอ่างเก็บน้ำโป่งแห้ง ที่อยู่ติดกับชายแดนไทย-พม่า โดยมีเพียงแนวเทือกเขาตะนาวศรีกั้นกลางระหว่างพื้นที่ทั้ง 2 ประเทศ สภาพเส้นทางคงไม่ต้องพูดถึงว่าตะเข็บชายแดนมีความกันดานมากน้อยเพียงไร

ก่อนทำการทดลองขับในทางลุย มีการโชว์ศักยภาพของระบบ Remote Engine Start  แม้ว่าตัวรถจะอยู่ห่างกุญแจรีโมทที่กะคร่าวๆด้วยสายตาไม่ต่ำกว่า 100 เมตร ในที่โล่งของยอดเขา ความสามารถของระบบนี้ทำงานได้แบบน่าอัศจรรย์ พร้อมกับโชว์สมรรถนะเครื่องยนต์โดยการลากจูงรถบ้านจากค่าย Air Straem ที่มีน้ำหนักกว่า 3 ตันได้อย่างสบาย

กิจกรรมในช่วงนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม รถทั้งหมดที่ถูกนำมาทดสอบในครั้งนี้เป็น New Chevrolet Colorado HighCountry ซึ่งแบ่งเป็นรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ 6 คัน และรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูงอีก 6 คัน กลุ่มแรกไปลุยด้วยรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ โดยการบิดสวิตช์สำหรับใช้งานระบบขับเคลื่อนสีล้อที่อยู่บริเวณหลังคันเกียร์ให้ไปอยู่ในตำแหน่ง 4 LOW

สภาพเส้นทางค่อนข้างสมบุกสมบัน ทั้งทางชันมีร่องลึก เรียกว่าถ้าตกร่องหรือผิดไลน์ น่าจะสร้างความเสียหายให้กับรถได้พอสมควร บางช่วงของเส้นทางเป็นแอ่งน้ำขังที่มีสภาพพื้นผิวเป็นดินโคลน แต่ด้วยกติกาของการใช้งานเครื่องยนต์ให้อยู่ไม่เกิน 2,500 รอบต่อนาที ซึ่งถือเป็นการทดลองแรงบิด 440 นิวตันเมตร เป็นอะไรที่น่าลุ้น แต่ทั้งคณะก็ผ่านอุปสรรคต่างๆมาได้ด้วยดี

ช่วงทางลงเขายังได้มีการทดลองระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชันหรือ Hill Descent Control ซึ่งเป็นระบบช่วยเหลือเพื่อให้การควบคุมรถทำได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องสัมผัสกับแป้นเบรคตลอดเวลา กล่าวคือระบบจะใช้ Engine Brake จากเครื่องยนต์มาช่วยควบคุมความเร็วเพื่อให้สัมพันธ์กับองศาความลาดชันของสภาพเส้นทาง

เสร็จภารกิจลุยช่วงแรก ถึงเวลาเปลี่ยนมาลุยในรูปแบบขับเคลื่อน 2 ล้อดูบ้าง สภาพเส้นทางอาจมีความลาดชันน้อยกว่าช่วงทดสอบแรก เพราะมีระบบขับเคลื่อนเป็นตัวแปร แต่ก็ใช่ว่าจะขับขี่กันได้อย่างสบาย เพราะบางช่วงยังมีเนินชันซึ่งถ้าหากว่าแรงบิดน้อยกว่านี้คงไม่สามารถข้ามยอดเนินไปได้ หนำซ้ำยังมีทางบังคับที่ต้องลุยผ่านลำห้วย พอให้ได้ลุ้น ตามการเคลมจากผู้ผลิตว่า New Chevrolet Colorado HighCountry สามารถลุยน้ำในระดับ 800 มม. แต่ช่วงนี้ระดับน้ำยังไม่สูงมากนัก วัดจากสายตาไม่น่าเกิน 500 มม. จึงทำให้กิจกรรมสำหรับช่วงทดสอบที่ 2 ผ่านฉลุย

บทสรุปการทดสอบ New Chevrolet Colorado HighCountry 2017 นอกจากรูปลักษณ์สง่างามและลงตัวขึ้นกว่ารุ่นเดิม สิ่งที่โดดเด่นนั่นคือเรื่องของเครื่องยนต์ซึ่งปรับลดขนาดลงจากเดิมให้เหลือเพียง 2,500 ซีซี แต่ให้กำลังถึง 180 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงถึง 440 นิวตันเมตร โดยผ่านการพิสูจน์สมรรถนะทุกรูปแบบการใช้งาน รวมถึงระบบช่วงล่างที่โดดเด่นจนสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในด้านความนุ่มหนึบและยึดเกาะถนน อีกหนึ่งเรื่องคือระบบช่วยเหลือการขับขี่และระบบความปลอดภัยที่ถือเป็นการยกระดับกระบะจากค่ายโบว์ไทพ์สีทองได้อย่างน่าภูมิใจ

การกลับมาของกระบะเรือธงในครั้งนี้ผู้บริหารเชฟโรเลตได้ประกาศไว้ว่าจะมาแย่งชิงตลาดรถกระบะในประเทศไทยให้ได้ คงต้องมาดูอีกครั้งว่าการกลับมาในครั้งนี้ จะแบ่งเค๊กก้อนโตในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์ของเมืองไทยได้ขนาดไหน อ่านกันมาจนถึงช่วงท้ายชักสงสัยแล้วใช่หรือไม่ครับว่าค่าตัวของ New Chevrolet Colorado HighCountry 2017 จะมีสนนราคาเท่าไหร่ คำตอบนี้ผมไม่มีให้ รอกันอีกสักนิดภายในเดือนกรกฏาคมนี้พร้อมโชว์ตัวและประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการแน่นอน

New Ford Focus 1.5L Ecoboost Turbo Sport(ภาพ+วีดีโอ) แฮทแบครูปลักษณ์ใหม่ มาพร้อมความแรง อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ

0
New Ford Focus 1.5L Ecoboost Turbo Sport รถเด่นที่ถือเป็นประเด็นร้อนกับกระแสแรง ซึ่งได้พัฒนาเพื่อนำมาสู่การปรับเปลี่ยนเป็นครั้งที่ 5 หลังจากโมเดลแรกขึ้นแท่นการผลิตในปี 1998 การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้ได้มาซึ่งรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยว พร้อมสมรรถนะเร้าใจแต่ยังคงไว้ในเรื่องของความประหยัด รวมถึงเทคโนโลยีอัจฉริยะอีกมากมายที่ต่อยอดมาจากระบบ Active Park Assist ที่โด่งดังจากอดีตสู่ปัจจุบัน

หลายคนกำลังจับตามองความเคลื่อนไหวของรถยนต์จากค่ายฟอร์ดว่าจะมาสร้างกระแสอะไรให้กับวงการยานยนต์ และ New Ford Focus 1.5L Ecoboost Turbo Sport จะให้ความคุ้มค่าขนาดไหน www.autoworldthailand.com นำคำตอบมาให้ทุกท่านพิจารณาครับ

 

New Ford Focus 1.5L Ecoboost Turbo Sport ใช้เวทีแจ้งเกิดในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 37 ด้วยรูปลักษณ์สไตล์แฮทช์แบค 5 ประตู โฉบเฉี่ยว โดดเด่น และดูทันสมัยกว่ารุ่นก่อน โดยเน้นการออกแบบที่ปราณีต กระโปรงหน้าดีไซน์ใหม่เชื่อมต่อไปหน้ากระจังแบบสี่เหลี่ยมคางหมูอันเป็นเอกลักษณ์

ไฟหน้าดูยาวกว่ารุ่นเดิมและเรียวขึ้น มาพร้อมไฟตัดหมอกดูโดดเด่น กันชน ฝากระโปรงท้ายและไฟท้ายก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่ทำให้ดีไซน์ดูแปลกตาไปกว่าเดิม ทั้งยังเติมแต่งความสปอร์ตด้วยสปอยเลอร์หลังออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์

ภายในดูแตกต่างไปจากรุ่นเดิม โดยออกแบบให้ดูเรียบง่าย ห้องโดยสารติดตั้งวัสดุซับเสียงคุณภาพสูงเพื่อความเงียบ กระจกไฟฟ้าทุกบานเป็นแบบอัตโนมัติ พวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทางพร้อมปุ่มมัลติฟังค์ชั่นและระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์แบบ Paddle Shift

เบาะนั่งหุ้มหนังแท้สีดำ มีระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยกอิสระทั้งซ้ายและขวา จุดเด่นอยู่ที่ระบบสั่งงานด้วยเสียงเวอร์ชั่นล่าสุด SYNC 3 พร้อมการเชื่อมต่อ Bluetooth และ Wi-fi รองรับแอพพลิเคชั่น Apple Car Play และ Siri Eyes Free สำหรับไอโฟน รวมถึง แอนดรอยด์ ออโต้ เพื่อเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนระบบเอนดรอยด์

ไฮไลท์อันดับแรกของรถคันนี้เป็นเรื่องของขุมพลัง NEW FORD FOCUS มากับเครี่องยนต์ Ecoboost Turbo ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที และ แรงบิดสูงสุดที่ 240 นิวตันเมตรที่ 1,600-5,000 รอบต่อนาทีมาพร้อมระบบส่งกำลังที่เปลี่ยนจาก Dual Cluth มาเป็นแบบอัตโนมัติ 6 จังหวะ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ได้รับการปรับปรุงนอกจากระบบเทอร์โบชาร์จและหัวฉีดแบบไดเรคอินเจคชั่น ยังมีแคมชาฟท์แบบอิสระคู่ รวมถึงในส่วนของเสื้อสูบแบบอลูมิเนียมช่วยลดน้ำหนักและเพิ่มสมรรถนะให้ดียิ่งขึ้น โดยทางค่ายผู้ผลิตเคลมไว้ว่า เครื่องยนต์ตัวนี้ให้พละกำลังที่ดีกว่าเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร แถมประหยัดน้ำมันสูงสุด 14 กม./ลิตร

สมรรถนะด้านการยึดเกาะ ด้านหน้าใช้แบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นแบบอิสระคอนโทรลเบรด มัลติลิงค์และคอยล์สปริง โดยมีล้อแมกหุ้มยางขนาด 215/50R17 ทำหน้าที่สัมผัสกับพื้นถนน

จุดเด่นต่อมาซึ่งสามารถพูดได้ว่าเป็นผู้นำเรื่องของเทคโนโลยีอัจฉริยะตัวจริง ซึ่งจะช่วยให้ทั้งความสะดวกสบายและปลอดภัยต่อผู้ใช้รถใช้ถนน มาดูกันเลยครับว่าระบบทำงานอย่างไรและมีอะไรน่าสนใจ

ระบบปรับสมดุลความเร็วล้อ(Torque Vectoring Control)

ทำงานโดยเบรคล้อด้านในอัตโนมัติขณะเข้าโค้ง เพื่อลดอาการ Under Steer ที่มักเกิดขึ้นกับรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้าทำหน้าที่ควบคู่ไปกับ Traction Control เพื่อให้การบังคับควบคุมรถไปตามทิศทางที่ต้องการได้อย่างปลอดภัย

ระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะแบบ ถอยเข้าซอง (Perpendicular Park Assist)

เป็นระบบที่ได้รักการพัฒนาเพิ่มเติมจาก ระบบช่วยจอดอัจฉริยะแบบเทียบข้าง (Parallel Park Assist) ใน ฟอร์ด โฟกัส รุ่นก่อน ทำงานด้วยเซ็นเซอร์แบบอัลตราโซนิคสองจุด ติดตั้งอยู่ด้านท้ายของตัวรถ ทำหน้าที่สแกนหาที่ว่างรอบๆ ตัวรถสำหรับจอด และช่วยควบคุมการหมุนพวงมาลัยเพื่อนำรถเข้าจอด โดยผู้ขับขี่เพียงควบคุมการเข้าเกียร์และเหยียบเบรค โดยไม่ต้องใช้มือบังคับพวงมาลัย

ระบบช่วยออกตัวจากช่องจอด (Park Out Assist)

ระบบนี้คอยอำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่เพียงควบคุมเบรกและคันเร่ง ระบบจะควบคุมพวงมาลัยเพื่อช่วยให้ออกจากช่องจอดแบบคู่ขนาน โดยควบคุมการหมุนของพวงมาลัย เพื่อช่วยนำรถออกจากช่องจอด ในขณะที่ผู้ขับขี่ควบคุมเพียงเบรคและคันเร่งเท่านั้น

ระบบช่วยเบรกในความเร็วต่ำ (Active City Stop)

ช่วยชะลอการชน สำหรับขับขี่ในสภาวะการจราจรที่เคลื่อนตัวในความเร็วต่ำ ทำงานที่ความเร็วไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้เซ็นเซอร์ที่ติดอยู่บริเวณกระจกหน้ารถช่วยตรวจจับรถด้านหน้า ในกรณีที่รถเข้าใกล้รถคันหน้าเร็วเกินไปโดยผู้ขับขี่ไม่สามารถควบคุมรถได้ทันท่วงที ระบบจะลดแรงบิดของเครื่องยนต์และทำการเบรกอัตโนมัติเพื่อชะลอการชน

ระบบกำหนดค่าต่างๆของรถ( Mykey)

ช่วยกำหนดค่าการใช้งานต่างๆของรถ เช่น ระดับความเร็วสูงสุด และกำหนดระดับความดังจากเครื่องเสียง เพื่อป้องกันการใช้งานที่เกินความจำเป็นจากวัยซิ่งในครอบครัว

ทีนี้ก็ถึงเวลาของการทดลองขับกับกิจกรรมการทดสอบ New Ford Focus 1.5L Ecoboost Turbo Sport ซึ่ง บริษัท ฟอร์ด ประเทศไทย จำกัด ได้จัดขึ้นเพื่อสะท้อนการใช้งานจริง ช่วงทดสอบแรกอยู่ใน สนามแข่งพีระ เซอร์กิต โดยแบ่งออกเป็น 3 สถานี

Torque Vectoring Control

ตัวช่วยการขับขี่สัมผัสได้จากการลองของในสนามแข่ง

เริ่มกันด้วยการทดลองระบบ Torque Vectoring Control โดยใช้การทดสอบในสนามแข่งซึ่งทีมผู้จัดงานได้ใช้ไพลอนบังคับรูปแบบเส้นทางเพื่อได้ทดลองระบบกันอย่างจริงจัง ระบบนี้มีการเบรคล้อฝั่งด้านในเพื่อลดการเกิดอาการ Understeer จากเซ็นเซอร์อัตโนมัติในการจับมุมล้อและประมวลผลจากพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า ทำให้เข้าโค้งได้ง่ายขึ้นจนสัมผัสได้อย่างชัดเจน

ในส่วนของการยึดเกาะ ช่วงล่างที่ติดตั้งมากับ New Ford Focus 1.5L Ecoboost Turbo Sport ให้การยึดเกาะที่ดี ไม่ถึงกับแข็งกระด้าง แต่ก็ยังให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลไปสักนิดเมื่อต้องเติมคันเร่งออกจากโค้งแบบรวดเร็วตามสไตล์การขับขี่ในสนามแข่ง

ระบบ Torque Vectoring Control จะทำหน้าที่ได้ดีในทุกย่านความเร็วรวมถึงทุกองศาในการหักพวงมาลัย หากใช้ความเร็วเกินหรือไม่สัมพันธ์กับการหักเลี้ยวพวงมาลัย ก็ใช่ว่าเซนเซอร์จะหยุดล้อให้กลับมาในทิศทางที่ต้องการ ในส่วนนี้ผู้ขับขี่จะต้องใช้วิจารณญาณในการขับขี่ด้วยเช่นกัน

ช่วงทางตรงของสนามพีระฯ ได้มีการนำไพลอนไปวางในรูปแบบสลาลอม เพื่อทดลองความแม่นยำของพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า (Electric Power Assisted Steering – EPAS) ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของรถคันนี้ เพราะให้การบังคับควบคุมที่แม่นยำและเมื่อรวมกับระบบ Torque Vectoring Control ส่งผลให้การบังคับควบคุมเป็นไปตามทิศทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Active Park Assist

หลากรูปแบบกับระบบช่วยจอดอัจฉริยะ

ระบบช่วยจอดอัจฉริยะที่ได้รับชมจากภาพเคลื่อนไหวด้านบน อาทิ ระบบช่วยจอดอัจฉริยะแบบเทียบข้างและถอยเข้าซอง รวมถึงระบบช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ ระบบทั้งหลายเหล่านี้ได้รับการพัฒนาจาก ฟอร์ด โฟกัส รุ่นก่อนที่มีเพียงการถอยจอดแบบเทียบข้าง

มีทั้งระบบช่วยจอดแบบถอยเข้าซอง Perpendicular Park Assist และ ระบบช่วยออกตัวจากช่องจอด (Park Out Assist) ซึ่งผู้ขับขี่ไม่ต้องบังคับหรือควบคุมพวงมาลัยแต่อย่างใด เพียงแค่กดสวิทช์ควบคุม เข้าเกียร์และหยุดรถ ระบบจะทำการค้นหาช่องจอดให้อัตโนมัติพร้อมกับควบคุมพวงมาลัยเพื่อให้รถเข้าในพื้นที่จอดได้อย่างแม่นยำ โดยแสดงการทำงานไปที่จอทัชสกรีนที่อยู่บริเวณคอนโซลกลาง

จากการที่ฟอร์ดได้พัฒนาระบบนี้ขึ้นมา ใช่ว่าผุ้ขับขี่จะไม่ต้องทำอะไรเลย อันที่จริงแล้วเซนเซอร์ที่ตรวจจับช่องจอดรวมถึงระบบสั่งการเพียงแค่ควบคุมพวงมาลัย อย่างไรก็ตามการเข้าเกียร์และเบรกผู้ขับขี่ก็ยังต้องสั่งการด้วยตัวเอง ไม่เช่นนั้นอาจเกิดความสูญเสียและอุบัติเหตุตามมาก็เป็นได้

SYNC 3

ใช้เสียงสั่งการเพื่อความปลอดภัย

การทดสอบระบบสั่งการด้วยเสียง ซิงค์ 3(SYNC 3) ควบคุมความบันเทิงภายในรถซึ่งเชื่อมต่อกับการใช้งานโทรศัพท์มือถือด้วยคำสั่งเสียง แสดงข้อมูลผ่านหน้าจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว พร้อมปุ่มเมนูลัดที่ด้านใต้ของหน้าจอ และสามารถรองรับแอพพลิเคชั่น แอปเปิ้ล คาร์เพลย์ (Apple Car Play) และ Siri Eyes Free สำหรับไอโฟน รวมถึง แอนดรอยด์ ออโต้ (Android Auto) ที่เร็วๆ นี้จะสามารถเปิดใช้งานได้ ข้อดีนอกจากการใช้งานระบบความบันเทิงที่ลิงค์ผ่านโทรศัพท์ ยังมีผลพลอยได้จากการใช้กูเกิลแมพที่อัพเดทข้อมูลตลอดเวลา

ลองของกับการใช้งานจริง

ห้องโดยสารเงียบ เครื่องยนต์แรง อัตราเร่งดี

เสร็จจากกิจกรรมของ 3 สถานีแรก การทดสอบรูปแบบต่อไปคือการใช้งานบนถนนจริงกับระยะทางเกือบ 100 กม. ซึ่งเส้นทางที่ใช้นั้นมีทุกรูปแบบ สิ่งที่สังเกตได้ชัดเจนคือความเงียบของห้องโดยสารที่มาจากการใช้กระจกบานหน้าใหม่ที่มีความหนาขึ้น รวมถึงขอบยางและวัสดุซับเสียงคุณภาพสูง

ด้านของขุมพลังจากเครื่องยนต์อีโค่บูสต์ เทอร์โบ ขนาด 1.5 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 180 แรงม้า พร้อมแรงบิด 240 นิวตันเมตร รวมถึงการพัฒนาระบบเกียร์แบบ Torque Converter แบบ 6 จังหวะ ต้องบอกว่าเป็นขุมพลังที่จัดจ้าน แต่เกียร์อาจจะมีรอยต่อจนทำให้รู้สึกได้ในบางขณะ ทางทีมวิศวกรของฟอร์ดจึงชดเชยด้วยการติดตั้งระบบแพดเดิลชิพท์ที่พวงมาลัย ทำให้ในด้านของการขับขี่สนุกสนาน เพลิดเพลินในแบบของเกียร์ธรรมดา ซึ่งเพียงยกคันเร่ง ระบบจะตัดการทำงานไปเป็นเกียร์อัตโนมัติอย่างรวดเร็ว

สำหรับอัตราเร่ง เครื่องยนต์รุ่นนี้มีแรงบิดถึง 240 นิวตันเมตร ที่มาตั้งแต่รอบต่ำเพียง 1,600-5,000 รอบ ทำได้ทันใจและไม่ต้องเป็นกังวล การควบคุมส่งผ่านมายังพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้าแปรผันตามความเร็ว ทำให้บังคับไปตามทิศทางที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ

จากการที่ได้คลุกคลีกับ New Ford Focus 1.5L Ecoboost Turbo Sport เกือบหนึ่งวันเต็ม รถคันนี้มีทีเด็ดอยู่หลายด้านทั้งสมรรถนะและฟังค์ชั่นอัจฉริยะที่ติดตั้งมากับรถ มีสิ่งที่อยากให้ปรับคือระบบช่วงล่างที่อาจจะนุ่มไปสักนิดทั้งที่เป็นรถที่มีสมรรถนะสูง ทั้งนี้ทางผู้ผลิตเน้นไปสำหรับการใช้งานที่สะดวกสบาย หากสมรรถนะช่วงล่างที่กระด้างไปกว่านี้อาจจะไม่ตอบโจทย์การใช้งานของกลุ่มเป้าหมายก็เป็นได้ อีกเรื่องที่ผมและหลายๆคนกำลังจับตามองถึงการพัฒนาเรื่องบริการหลังการขายซึ่งตกเป็นรองคู่แข่งอีกหลายค่าย แต่นโยบายที่จะพัฒนาเริ่มเป็นนามธรรมจากหลายๆด้าน ซึ่งผู้บริหารก็ตระหนักถึงปัญหานี้อยู่พอสมควร แล้วเมื่อไหร่ที่ปัญหาเหล่านี้หมดไป ผมเชื่อว่าฟอร์ดจะเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่คู่แข่งค่ายรถญี่ปุ่นมองข้ามไม่ได้แน่นอน

YOKOHAMA ท้าพิสูจน์สมรรถนะยางเก๋งและเอสยูวีรุ่นใหม่ ตอบโจทย์ทุกรูปแบบการใช้งานจริง

0
YOKOHAMA เชิญสื่อมวลชนสายยานยนต์ และกลุ่ม Car Club ร่วมกิจกรรมทดสอบสมรรถนะยางรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด ทั้ง YOKOHAMA GEOLANDAR A/T G015 (จีโอแลนด้า เอที จี 015) ยางเพื่อรถ SUV, PPV, PICK-UP ที่มีให้เลือกใช้ 22 ขนาด ขอบตั้งแต่ 15-20 หน้ากว้าง 205-275 มม. ซีรีส์ 55-75 และยาง YOKOHAMA ADVAN FLEVA V701 (แอดแวน เฟรว่า V701) ยาง SPORTY รองรับกลุ่มรถคอมแพ็คคาร์จนถึงซีดานขนาดใหญ่ มีให้เลือกใช้ 43 ขนาด ขอบ 15-20, หน้ากว้าง 195-265 mm, ซีรีส์ 30-55 ภายใต้รูปแบบ “ขับจริง ลุยจริง ถนนจริง” ด้วยการเดินทาง..เติมธรรมชาติ…เติมกำลังให้กับ ตชด.ฐาน137 บนยอดเขากระโจมชายแดนไทย-พม่า” โดยยางรถยนต์ทั้ง 2 รุ่นนี้ จะวางจำหน่ายพร้อมกันตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมนี้เป็นต้นไป ณ ร้านค้าผู้แทนจำหน่ายกว่า 340 แห่ง และศูนย์บริการยางรถยนต์มาตรฐาน YOKOHAMA Club Network  (YCN) ทั้ง 48 แห่งทั่วประเทศไทย

มร.ทาเคโตชิ โมริตะ (Mr.Taketoshi Morita) กรรมการผู้จัดการ บริษัท โยโกฮามา ไทร์ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าจากการที่บริษัทได้แนะนำยางรถยนต์รุ่นใหม่พร้อมกัน 2 รุ่น คือ GEOLANDAR A/T G015 (จีโอแลนด้า เอที จี 015) ยางรถ SUV, PPV, PICK-UP และยาง ADVAN FLEVA V701 (แอดแวน เฟรว่า V701) ยาง SPORTY รองรับกลุ่มรถยนต์ตั้งแต่ขนาดคอมแพ็คคาร์จนถึงซีดานขนาดใหญ่นั้น จึงถือโอกาสเชิญชวนสื่อมวลชนสายยานยนต์ Car Club ชั้นนำ และนักทดสอบยางรถยนต์ มาร่วมสัมผัสคุณสมบัติพิเศษของยางรถยนต์ทั้ง 2 รุ่นนี้ ภายใต้การทดสอบที่ไร้ข้อจำกัดจากรูปแบบเดิมๆ ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมทดสอบทุกท่านได้รับประสบการณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจอย่างแท้จริง ภายใต้รูปแบบ “ขับจริง ลุยจริง ถนนจริง” ด้วยการเดินทาง..เติมธรรมชาติ…เติมกำลังให้กับ ตชด.ฐาน137 บนยอดเขากระโจมชายแดนไทย-พม่า” ในรูปแบบการท่องเที่ยว พร้อมทั้งทำกิจกรรมในพื้นที่เส้นทางทุรกันดารและถนน Asphalt ที่ใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ภายในพื้นที่ อำเภอสวนผึ้ง และจุดชายแดนไทย-พม่า ส่งผลให้ผู้ทดสอบทุกท่านรับรู้ถึงสมรรถนะยางรถยนต์ YOKOHAMA ได้ดีในทุกมิติ

สำหรับกิจกรรมทดสอบยางรถยนต์ YOKOHAMA ทั้ง 2 รุ่นในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทีมเทคนิคของ YOKOHAMA ได้เตรียมรถยนต์นั่งยอดนิยม อาทิ New Toyota Yaris, New Honda Jazz, New Honda Civic และ New Toyota Altis จำนวน 10 คัน เพื่อใช้ในการทดสอบสมรรถนะยางรุ่น ADVAN FLEVA V701 (แอดแวน เฟรว่า V701) ยาง SPORTY รวมทั้งได้เตรียมรถยนต์กลุ่ม SUV, PPV และ Pick-up อาทิ Isuzu MU-X, New Toyota Fortuner, New Mitsubishi Pajero Sport เป็นต้น จำนวน 10 คัน เพื่อใช้ในการทดสอบยาง GEOLANDAR A/T G015 (จีโอแลนด้า เอที จี 015) พร้อมทั้งแบ่งการทดสอบสมรรถนะยางออกเป็น 2 ช่วงด้วยกัน

ช่วงแรกคาราวานทดสอบออกสตาร์ตจาก The Scenary Farm ขับรถที่ติดตั้งยางทั้ง 2 รุ่น รุ่นละกว่า 10 กิโลเมตร เส้นทางทดสอบในช่วงนี้ เป็นถนนหลวงที่มีสภาพเส้นทางหลากหลายรูปแบบ เช่น ทางคดโค้ง สลับทางโค้งลาดชันขณะขับไต่ขึ้นทิวเขาตะนาวศรี ส่งผลให้ผู้ทดสอบรับรู้ถึงคุณสมบัติและจุดเด่น GEOLANDAR A/T G015 (จีโอแลนด้า เอที จี 015) และยาง ADVAN FLEVA V701 (แอดแวน เฟรว่า V701) ทั้งการยึดเกาะและการทรงตัวที่ดีขึ้น ความนุ่มนวลและความเงียบ โดย GEOLANDAR A/T G015 สามารถลดเสียงรบกวนได้ดีกว่า 22% เนื้อยางมีความทนทานสูงกว่า 17% และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากขึ้น เมื่อเทียบกับยางรุ่นเดิม

ขณะที่ ADVAN FLEVA V701 เป็นกลุ่มยางใหม่ตระกูล ADVAN ที่ได้รับ DNA มาจากเทคโนโลยีการผลิตยางรถแข่ง คอมปาวน์เนื้อยางมีน้ำมันส้มมาใช้เป็นส่วนผสม (ลิขสิทธิ์เฉพาะของ YOKOHAMA) ซึ่งโดยปกติยางรถสปอร์ตมักจะมีเสียงรบกวนที่ดัง และเมื่อนำไปเทียบกับยางที่มีความใกล้เคียงกันแต่อยู่กันคนละเซกเมนท์อย่างรุ่น  S.Drive (เอสไดรฟ์) ให้การยึดเกาะดีทั้งบนถนนแห้งและเปียก นอกจากนี้ยังเป็นยางที่ให้การบังคับควบคุมและตอบสนองที่ดี ให้เสียงรบกวนต่ำกว่า ลายดอกยางและแก้มยางเท่ดึงดูดสายตา

ช่วงที่ 2 จุดเปลี่ยนรถ ณ ลานกว้างตรงข้ามโรงแรม La Toscana ผู้ทดสอบทุกคนเปลี่ยนมาขับรถ SUV และ PPV ที่ติดตั้งยาง GEOLANDAR A/T G015 (จีโอแลนด้า เอที จี 015) ความตื่นเต้นในการทดสอบในแบบ “ขับจริง ลุยจริง ถนนจริง” เดินทาง..เติมธรรมชาติ…เติมกำลังให้กับ ตชด.ฐาน137 บนยอดเขากระโจมชายแดนไทย-พม่า” ทวีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเส้นทางเบื้องหน้าที่มุ่งสู่ยอดเขากระโจมนั้น เริ่มลัดเลาะไต่ขึ้นทางชัน ทางคดโค้ง อีกทั้งสภาพเส้นทางถนนหลวงดีๆ ก็ค่อยๆ เลือนหายกลายเป็นทางลูกรัง ทางรกร้าง และสมบุกสมบันแบบออฟโรดยิ่งขึ้น

ด้วยสภาพเส้นทางที่ทุรกันดารแบบออฟโรด นอกเหนือจากจะต้องใช้สมรรถนะรถยนต์ผสานกับทักษะความสามารถการขับขี่ของผู้ทดสอบแล้ว GEOLANDAR A/T G015 (จีโอแลนด้า เอที จี 015) ยังอวดสมรรถนะความแกร่ง ความนุ่มนวล ความเงียบ การยึดเกาะที่ดีขึ้นบนถนนเปียกและทางออฟโรด ให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสในทุกมิติ เนื่องจากเส้นทางมีทั้งแอ่งน้ำ ร่องน้ำธรรมชาติ เส้นทางที่เต็มไปด้วยหินหยาบหินกรวดที่อาจทิ่มแทงยางให้ทะลุ ให้บุกตะลุยพร้อมปีนไต่ก้อนหินใหญ่ ขับเลาะทางโค้งในรูปแบบต่างๆ จนไปถึงจุดสูงสุดของยอดเขากระโจม และต้องขับลัดเลาะกลับมายังที่พักโรงแรม La Toscana

ระหว่างเส้นทาง YOKOHAMA ยังส่งมอบสิ่งดีๆ พร้อมเติมกำลังเติมรอยยิ้มให้กับชาวบ้านและเยาวชนในพื้นที่ โดยชวนสมาชิกคาราวานทดสอบยางแวะด่านตรวจน้ำตกผาแดง เพื่อมอบป้ายจุดตรวจอันใหม่ให้เจ้าหน้าที่เพื่อใช้ทดแทนป้ายอันเก่าที่ชำรุด พร้อมกับมอบเครื่องมือช่าง บันไดและสิ่งของจำเป็นให้โรงเรียนตระเวนชายแดน-ตะโกปีกทอง ใช้ซ่อมบำรุงรักษาอาคารเรียน และยังร่วมสนับสนุนสร้างเขื่อนกันน้ำป่าเซาะเส้นทาง

ขณะที่น้องๆ จากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนแห่งนี้ ได้ตอบรับน้ำใจ YOKOHAMA ด้วยการแสดงโชว์แบบท้องถิ่น ซึ่งสามารถเรียกรอยยิ้มให้แก่ผู้บริหาร YOKOHAMA, สื่อมวลชน และ Car Club ทุกท่าน และสุดท้ายบนยอดเขากระโจม ทาง YOKOHAMA ยังได้มอบยางรถยนต์ YOKOHAMA พร้อมอุปกรณ์ไฟส่องสว่าง โซล่าร์เซลล์ ให้แก่หน่วยงานราชการ เพื่อใช้ปฏิบัติงานในพื้นที่ รวมถึงสนับสนุนพันธุ์กล้าไม้จำนวน 200 ต้น เพื่อปลูกขยายพื้นที่ป่าอีกด้วย

หลังเสร็จสิ้นการทดสอบ ทาง YOKOHAMA ได้จัดปาร์ตี้เพื่อเป็นการขอบคุณสื่อมวลชนและ Car Club ชั้นนำ ที่เข้าร่วมกิจกรรมทดสอบยาง GEOLANDAR A/T G015 (จีโอแลนด้า เอที จี 015) ยางเพื่อรถ SUV, PPV PICK-UP และยาง YOKOHAMA ADVAN FLEVA V701 (แอดแวน เฟรว่า V701) ซึ่งจะวางจำหน่ายพร้อมกันตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมนี้เป็นต้นไป ณ ร้านค้าผู้แทนจำหน่ายกว่า 340 แห่ง และศูนย์บริการยางรถยนต์มาตรฐาน YOKOHAMA Club Network  (YCN) ทั้ง 48 แห่งทั่วประเทศไทย

New TR TRANSFORMER II รถตรวจการณ์พันธุ์แกร่ง กับการผสมผสานที่ลงตัว

0
การปรับปรุงที่ไม่หยุดนิ่งของรถดัดแปลงแบรนด์ไทยทำกับผลงานล่าสุด TR TRANSFORMER II โฉมใหม่ ที่ได้นำสัญลักษณ์จากซุปเปอร์ฮีโร่ “IRON MAN” มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้โดดเด่นต่อสายตาผู้ใช้รถผู้ใช้ถนนเป็นอย่างมาก นอกจากในด้านของการดีไซน์ที่แข็งแกร่งและดุดัน ห้องโดยสารดีไซน์ใหม่เป็นแบบหลังคาสูง กว้าง โปร่ง จัดรูปแบบการใช้งานได้ตั้งแต่ 5-11 ที่นั่ง ทั้งยังดัดแปลงให้ใช้ในภารกิจต่างๆได้หลากรูปแบบ

หลายๆคนเริ่มอยากรู้ถึงสมรรถนะการขับขี่ การทดสอบในครั้งนี้ บริษัท ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ จำกัด (มหาชน) จึงได้สรรสร้างเส้นทางมีความหลากหลายซึ่งสะท้อนการใช้งานในทุกรูปแบบให้สื่อมวลชนได้ทดสอบ มาติดตามกันได้เลยครับwww.autoworldthailand.com ยินดีจัดให้ทุกท่านรับชม

สำหรับรูปลักษณ์ของ New TR Transformer II โฉมใหม่ บริษัท ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ จำกัด ได้ออกแบบให้มีคุณสมบัติเหนือกว่ารถ PPV ทั่วไปในประเทศ โดยร่วมกับนักออกแบบชั้นแนวหน้า (Designer) จากอังกฤษ Mr.Steve Harper สุดยอด Car Designer จาก Shado Car Design ซึ่งเป็นการรับแรงบันดาลใจจากสุดยอดซุปเปอร์ฮีโร่ IRON MAN

New TR Transformer II พัฒนาขึ้นบนโครงสร้างของ Toyota Hilux Revo มาพร้อมมิติตัวรถขนาดกว้าง 1,852 มม. ยาว 5,150 มม. และสูง 2,180 มม. พร้อมด้วยการยกสูงให้ตัวถังซึ่งลุยน้ำได้เกินกว่า 50 ซม.

รูปลักษณ์ใหม่ที่โฉบเฉี่ยวและโดดเด่นในด้านความแข็งแรงในรูปแบบสไตล์เฉพาะตัว ด้านหน้าออกแบบใหม่หมดพร้อมกันชนหน้า – หลัง  เพิ่มความดุดันด้วยไฟหน้าใหม่แบบไบซีนอน (Bi-Xenon) ขนาด 3.5 นิ้ว ซึ่งมีไฟ Daytime Running พร้อมฝังไฟเลี้ยวในตัว ทั้งยังเสริมความปลอดภัยในการขับขี่ด้วยไฟตัดหมอก หน้า หลัง รวมถึงกล้องมองหลังที่แสดงผลผ่านจอเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง

กระจกมองข้างมีไฟเลี้ยวในตัว รวมถึงทางผู้ออกแบบไม่ลืมที่จะติดตั้งบันไดข้าง และ บันไดขึ้นลงทางด้านท้ายเพื่อเข้าออกห้องโดยสารได้อย่างสะดวกสบาย ทั้งยังมีล้อแมกลายใหม่หุ้มด้วยยางออเทอร์เรนสำหรับรองรับการลุยขนาด 265/65 R17

ห้องโดยสารดีไซน์หลังคาทรงสูงแบบ Hi Roof ที่กว้างขวาง โปร่ง โล่งสบาย ปรับรูปแบบที่นั่งโดยสารได้ ตั้งแต่ 5 – 11 ที่นั่ง พร้อมมีพื้นที่บรรทุกสัมภาระมากกว่า รถ PPV ทั่วไป ตกแต่งภายในด้วยสีเมทัลลิก ชุดแดชบอร์ดเป็นจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ MID ขนาด 4.2 นิ้ว

คอนโซลฝั่งผู้โดยสารมีช่องเก็บของพร้อมระบบรักษาความเย็น ขับกล่อมความบันเทิงด้วยเครื่องเสียงพร้อมระบบนำทางผ่านดาวเทียมผ่านหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว กระจายความเย็นทั่วห้องโดยสารจากระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมแอร์บนเพดาน

ขุมพลังของ New TR Transformer II เป็นเครื่องยนต์ดีเซลแบบ 4 สูบ พร้อมติดตั้งระบบอัดอากาศแบบ VN TURBO ที่หยิบยกมาจาก Toyota มีมาให้เลือก 2 ขนาด ได้แก่รุ่น 2.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 177 แรงม้า ที่ 3,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตร ที่ 1,400-2,600 รอบต่อนาที และขนาด 2.4 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 3,400 รอบต่อนาที  ระบบส่งกำลังมีทั้งแบบเกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ ยกสูงระบบช่วงล่างหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกคู่พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง ด้านท้ายเป็นแบบแหนบซ้อนในส่วนของระบบความปลอดภัยติดตั้งถุงลมนิรภัย 3 ตำแหน่ง ลดโอกาสบาดเจ็บจากแรงกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุแบ่งเป็นด้านหน้า 2 ตำแหน่ง เข่าคนขับอีก 1 ตำแหน่ง รวมถึงติดตั้งระบบเบรก ABS และเข็มขัดนิรภัยพร้อมระบบดึงกลับและผ่อนแรงดึงอัตโนมัติ

ข้อมูลสำคัญส่วนที่กล่าวไว้ข้างต้นเป็นอุปกรณ์หลักที่ติดตั้งมาจากทางค่ายผู้ผลิต และสำหรับการทดสอบในครั้งนี้ ผู้จัดงานได้นำ New TR Transformer II มาให้ผู้เข้าร่วมทดสอบได้ทดลองขับหลากรุ่น ได้แก่

TR Transformer II  แบบ 5 ที่นั่ง ขับเคลื่อน 2 ล้อ เครื่องยนต์ 2.4 ลิตร 150 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด 

TR Transformer II  แบบ 5 ที่นั่ง ขับเคลื่อน 4 ล้อ  เครื่องยนต์ 2.8 ลิตร 177 แรงม้า เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ

TR Transformer Max แบบ 9 ที่นั่ง ขับเคลื่อน 4 ล้อ  เครื่องยนต์ 2.8 ลิตร 177 แรงม้า เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ

TR Transformer Maxi  แบบ 11 ที่นั่ง มีทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ เครื่องยนต์ 2.4 ลิตร 150 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ

TR Transformer Maxi  แบบ 11 ที่นั่ง แบบขับเคลื่อน 4 ล้อ  เครื่องยนต์ 2.8 ลิตร 177 แรงม้า เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ

ผมเลือกจะขอลองรถลุยที่มาพร้อมชุดแต่งจัดเต็มในรุ่น TR Transformer Maxi  แบบ 11 ที่นั่ง แบบขับเคลื่อน 4 ล้อ  เครื่องยนต์ 2.8 ลิตร 177 แรงม้า เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ มาดูกันเลยครับว่ารถดัดแปลงแบรนด์ไทยทำคันนี้จะให้สมรรถนะการขับขี่เป็นเช่นไร

เส้นทางที่ใช้ในการทดสอบครั้งนี้เริ่มจากโชว์รูมไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ สาขา บางนา ทีมผู้จัดงานได้สะท้อนรูปแบบการใช้งานผ่านเส้นทางในหลายรูปแบบทั้งทางเรียบบนถนนหลวงสลับกับทางลุยบางช่วงของทางหลวงชนบทโดยมีปลายทางอยู่ที่ Brookside Valley Resort จ.ระยอง

การทดสอบเป็นไปในรูปแบบของขบวนคาราวานบนเส้นทางหลวงมอเตอร์เวย์ แน่นนอนว่ารถดัดแปลงขนาดใหญ่อย่าง  TR Transformer II เมื่อนำมาเดินทางในรูปแบบนี้ ชาวบ้านผู้ใช้รถใช้ถนนต่างมองเป็นตาเดียว ทุกครั้งที่จอดพักรถหรือรับประทานอาหาร มักจะมีผู้คนให้ความสนใจและสอบถามข้อมูลของรถรุ่นนี้

TR Transformer II  แบบ 11 ที่นั่ง ซึ่งผมได้เลือกเป็นพาหนะ นอกจากอุปกรณ์มาตรฐานที่มาจากโรงงานผู้ผลิต ยังมีกันชนหน้า-หลัง เหล็กกันโคลง รวมถึงวินซ์ขนาด 9,000 ปอนด์ เสริมความดุ ดิบ และยังเป็นอุปกรณ์ช่วยเหลือในการใช้งานบนพื้นที่ทุรกันดานได้เป็นอย่างดี นอกจานี้ยังเสริมเท่ด้วยล้อแมกลวดลายทันสมัย หุ้มยางออเทอเรน ทำให้รถทั้งคันดูลงตัวขึ้นทุกมิติ

การตกแต่งภายในไม่แตกต่างไปจาก TOYOTA Hilux Revo อรรถประโยชน์ที่เพิ่มมาคือความกว้างขวาง และอลังการของห้องโดยสาร รถหนึ่งคันจะจัดให้นักทดสอบรถยนต์จากสื่อต่างๆร่วมเดินทางคันละ 4 คน ก็ยังดูหลวมไม่อึดอัด  ที่สำคัญภายในที่กว้างขวาง หากระบบปรับอากาศทำงานไม่ดีหรือกระจายความเย็นได้ไม่ทั่วห้องโดยสาร การเดินทางในครั้งนี้อาจจะเสียหยาดเหงื่อซึ่งแลกมากับคราบขี้เกลือบนเสิ้อผ้าก็เป็นได้

ประเด็นที่ต้องขอชมคือระบบปรับอากาศที่มีมาถึง 2 ตำแหน่ง ทั้งด้านหน้าและบนเพดาน แต่ต้องแอบติเล็กน้อยเพราะสวิตช์ปรับอากาศบนเพดานนั้นยังเป็นแบบสวิตช์ระบบเดิมๆไม่ได้เป็นแบบดิจิตอลเหมือนสวิตช์ควบคุมความเย็นบริเวณคอนโซลกลาง อีกเรื่องคือความสะดวกสบายของเบาะนั่งแถว 2 ที่สามารถปรับและพับได้ไม่ต่างไปจากเบาะนั่งผู้โดยสารตอนหน้า

สมรรถนะการขับขี่ต้องบอกว่าดีกว่ารุ่นที่ผ่านมา พละกำลังจากเครื่องยนต์ดีเซล VN Turbo ขนาด 2,982 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 343 นิวตันเมตร ที่ 1,400-3,400 รอบ/นาที ถูกเปลี่ยนมาเป็นขนาด 2.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 177 แรงม้า ที่ 3,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตร ที่ 1,400-2,600 รอบต่อนาที เข้ามาประจำการแทนที่

แน่นอนว่าเครื่องยนต์รุ่นใหม่มีสมรรถนะสูงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ทั้งแรงม้า และแรงบิด รวมถึงขนาดความจุที่เล็กลงส่งผลให้น้ำหนักของเครื่องยนต์ลดลง ร่างใหญ่ยักษ์ของ TR Transformer II ที่มาพร้อมน้ำหนักตัวกว่า 2 ตัน จึงไม่เป็นปัญหา หนำซ้ำยังมีส่วนช่วยให้บริโภคน้ำมันลดลง

ผลพวงของน้ำหนักตัวเมื่อนำมาผสมรวมกับระบบช่วงล่างแบบใหม่ ทำให้การยึดเกาะดีขึ้นคนละอารมณ์จากรุ่นเดิม รวมถึงการติดตั้งเหล็กกันโคลงที่เป็นชุดแต่งเสริมทำให้สัมผัสได้ถึงความหนึบแน่น แม้ตัวรถจะมีรูปร่างที่ต้านลมมากกว่ารถเอนกประสงค์ในรูปแบบอื่นก็ตาม

ด้วยความเป็นรถที่มากไปด้วยเหลี่ยมสันในสไตล์รถทรงกล่อง สิ่งที่สัมผัสได้เมื่อการขับขี่ในย่านความเร็วสูงคือเรื่องของเสียงลมที่ปะทะกับตัวรถ โดยจะเริ่มเร็ดรอดเข้ามาในความเร็วที่สูงกว่า 100 กม./ชม. ในจุดนี้มาจากเรื่องของดีไซน์ตัวรถที่ยากจะหลีกเลี่ยง

ระยะทางกว่า 500 กม. ที่ได้ทดลองขับ แน่นนอนว่ารถดัดแปลงขนาดใหญ่อย่าง  TR Transformer II เมื่อนำมาเดินทางในรูปแบบคาราวาน ชาวบ้านผู้ใช้รถใช้ถนนต่างมองเป็นตาเดียว ทุกครั้งที่จอดพักรถหรือรับประทานอาหาร มักจะมีผู้คนให้ความสนใจและสอบถามข้อมูลอย่างไม่ขาดสาย

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ในรูปแบบรถตรวจการณ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รถคันนี้เป็นคำตอบให้การใช้งานแบบสมบุกสมบันได้อย่างแน่นอน รวมถึงสามารถนำไปดัดแปลงเพื่อภาระกิจสำคัญต่าง ๆ เช่นรถพยาบาลฉุกเฉินภาคสนาม รถบรรเทาสาธารณภัย และรถควบคุมระบบสื่อสาร ก็ถือเป็นตัวเลือกสำคัญที่มองข้ามไม่ได้

แต่ถ้าจะนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน อาจดูไม่เหมาะสมนักเพราะความใหญ่อลังการของตัวรถ อาจทำให้หาที่จอดรถในเมืองลำบากสักหน่อย ในด้านหลังการขายประเด็นนี้หายห่วงเพราะสามารถรับบริการได้จากศูนย์บริการ Toyota ทั่วประเทศ