Home Blog Page 581

HYUNDAI H-1 & Grand Starex เติมเต็มตัวช่วยแห่งสุนทรีย์สำหรับการเดินทาง

0
ฮุนได ค่ายรถยนต์แบรนด์เกาหลี รุกตลาดเอมพีวีอีกครั้งด้วยการนำรถยนต์เอนกประสงค์รุ่นเรือธงทั้ง H-1 และ Grand  Starexตกแต่งใหม่โดยเติมเต็มความหรูหรา และสะดวกสบาย พร้อมจัดทริพทดสอบสมรรถนะเพื่อสะท้อนการใช้งานจริงบนเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง

การเปลี่ยนแปลงใหม่ของทั้ง H-1 และ Grand Starex ผมขอเน้นไปที่ตัวท๊อพ ในชื่อรุ่น H-1 Deluxe และ Grand StarexVIP ซึ่งเป็นการตกแต่งและเติมเต็มอุปกรณ์เพื่อความหรูหรา และสะดวกสบาย ออกแบบรูปโฉมใหม่ในลักษณะของการแต่งหน้า ทาปาก เริ่มที่กระจังหน้าพร้อมไฟกลางวัน รวมถึงไฟส่องพื้นใต้กระจกมองข้างสำหรับอำนวยความสะดวกในยามค่ำคืน ในรุ่น H-1 Deluxe มากับล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่พร้อมยางขนาด 215/70 R16 ส่วนรุ่น Grand Starex VIP ใช้ขนาด 235/60 R17 นอกจากนี้ ทั้ง 2 รุ่นยังติดตั้งประตูสไลด์ไฟฟ้า เข้า-ออก ได้สบายทั้งฝั่งซ้าย และ ขวา ซึ่งมีสวิตช์ควบคุมการเปิด-ปิด ด้านข้างผู้ขับขี่

ห้องโดยสารถูกชูให้เป็นจุดเด่น ออกแบบเบาะนั่งและพนักพิงใหม่ในรุ่น H-1 Deluxe รวมถึงติดตั้งม่านบังแดดรอบคันและจอแอลอีดีสำหรับผู้โดยสารตอนหลังเป็นขนาด 13.3 นิ้ว พร้อมระบบ HDMI เพื่อความบันเทิงเต็มพิกัด สำหรับรุ่น Grand Starex VIP ออกแบบที่วางเท้า รวมถึงติดตั้งไฟห้องโดยสารแบบ Ambient Light ที่เคาน์เตอร์กลาง เปลี่ยนสีได้ทั้ง ขาว แดง และ ฟ้า

อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ได้รับการติดตั้งใหม่คือระบบปรับอากาศแบบดิจิตอล และเทคโนโลยีที่ถือเป็นครั้งแรกซึ่งมีมากกว่าในรถระดับเดียวกัน นั่นคือการติดตั้งระบบ Smart View System ซึ่งเป็นกล้องขณะถอยหลังแบบ 360 องศา แสดงภาพผ่านจอทัชสกรีนบริเวณคอนโซลกลาง

ทั้งรุ่น H-1 Deluxe และ Grand StarexVIP ใช้เครื่องยนต์รุ่นเดิมในรหัส DC4B เป็นแบบดีเซลคอมมอนเรลเทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์  4 สูบ 16 วาล์ว ขนาดความจุ 2,497 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 175 แรงม้าที่ 3,600 รอบ พร้อมแรงบิด 441 นิวตันเมตรที่ 2,000-2,250 รอบต่อนาทีส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ  5 จังหวะพร้อม Sequential shift

ระบบกันสะเทือนเป็นแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัทที่ด้านหน้า และ ด้านหลังเป็นแบบ 5-ลิ้งก์ ริจิด แอ็กเซิล คอยล์สปริง รวมถึงติดตั้งระบบความปลอดภัยแห่งยุคสมัย ทั้ง ระบบเบรกเอบีเอส ถุงลมนิรภัยคู่หน้า

เส้นทางทดสอบรถยนต์ Hyundai  H-1 Deluxe และ Grand StarexVIP ในครั้งนี้ ทางผู้จัดงานได้นำสื่อมวลชนเดินทางจากกรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าสู่เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นการทดสอบรถยนต์บนถนนที่มีความหลากหลายของเส้นทาง ทั้งทางตรงและยาวที่สามารถทำความเร็วได้ เพื่อทดสอบอัตราเร่ง รวมถึงความสะดวกสบายขณะขับขี่และโดยสาร รวมไปถึงทางโค้ง ที่สามารถทดสอบการเกาะถนนจากระบบช่วงล่าง เส้นทางลักษณะเนินเขาของภาคตะวันออกยังทำให้ได้ทดสอบพละกำลังของครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบได้เป็นอย่างดี

สำหรับการทดสอบยังมีไฮไลท์เด็ดในการทดลองระบบ Smart View System ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการติดตั้งเป็นครั้งแรก ในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ โดยทำการประมวลภาพจากกล้องทั้ง 4 จุดรอบคันรถ แล้วจึงแสดงผลบนจอด้านหน้า ที่มีความคมชัด และมีขนาดใหญ่ขึ้น ส่งผลให้ได้รับความสะดวก และปลอดภัย

อีกหนึ่งเรื่องที่ต้องขอชื่นชมและน่าทึ่งเป็นเรื่องของวงเลี้ยวที่แคบเพียง 5.6 ม.และสุนทรีย์ในความเงียบของห้องโดยสารซึ่งมีลูกเล่นคือแบบไฟ Ambient Light ที่เคาน์เตอร์กลาง เปลี่ยนสีได้ทั้ง ขาว แดง และ ฟ้า แต่ในรุ่น Grand StarexVIP ยังมีข้อติติงนิดหน่อยในด้านออฟชั่นที่ติดตั้งมาใหม่ เช่น ม่านบังแดดรอบคัน ที่มีเสียงรบกวนให้รำคาญใจเป็นระยะ แต่ถ้าเปิดระบบเอนเตอร์เทนเมนท์เพื่อดูหนังหรือฟังเพลงถึงจะทำให้กลบเสียงเหล่านั้น

Hyundai  H-1 Deluxe และ Grand StarexVIP เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ที่ได้รับการออกแบบให้ตอบสนองความต้องการในการใช้งานที่หลากหลายของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานเพื่อไลฟ์สไตล์ส่วนตัว หรือจะเป็นการใช้งานเพื่อธุรกิจ โดยสอดคล้องกับแนวคิดที่ใช้ในการสื่อสาร “For Life Experience” ในด้านสมรรถนะเครื่องยนต์และระบบช่วงล่างถือว่าเป็นรถที่ขับสนุก มีอัตราเร่งที่ทันใจ ในเซกเมนต์ของรถเอมพีวียังหาคู่แข่งที่นำมาเปรียบได้ยาก 

Nissan Almera Nismo จะช่วยเติมเต็มช่องว่างได้มากน้อยแค่ไหน

0
Nissan Almera ขายดีเป็นเบอร์หนึ่งในตลาด EcoCar และเป็นที่ชื่นชอบของคนไทยอย่างมาก เป็นเพราะความสามารถเฉพาะตัวอย่างแท้จริง และด้วยเหตุผลนี้ทำให้ค่ายนิสสันต้องสร้างบุคลิกใหม่ เพื่อปลุกกระแสความนิยมอีกครั้ง ด้วยอารมณ์สปอร์ตที่เร้าใจยิ่งขึ้นภายใต้แบรนด์ Nismo

การนำเสนอนวัตกรรมที่สร้างความตื่นเต้นเร้าใจ ถูกถ่ายทอด DNA ลงสู่ผลิตภัณฑ์ Almera เป็นรุ่นแรกในรูปแบบของแพ็คเกจที่มีให้เลือก 2 แบบ คือ Almera Nismo Performance Package ทั้งหมด 3 รุ่นในเราคาเริ่มต้นที่ 634,000-751,000 บาท (ไม่รวมค่าติดตั้ง) และ Almera Nismo Aero Package อีก 3 รุ่นกับราคาเริ่มต้นที่ 538,000-655,000 บาท และมีให้เลือก 3 สี คือ ขาว, เงินและดำ

ความแตกต่างระหว่าง Almera Nismo Performance Package และ Almera Nismo Aero Package จะเป็นเรื่องของชุดแต่งและการเซ็ตช่วงล่าง โดยรุ่น Aero Package จะประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า ด้านข้างและด้านหลังสีเทา/แดง ติดตั้งใต้กระจังหน้า ชายล่างด้านข้างตัวรถ และใต้กันชนหลัง พร้อมโลโก้ Nismo สปอยเลอร์หลังติดตั้งบนฝากระโปรงท้ายสีเทา และแถบสีแดงบนฝาครอบกระจกมองข้าง


สำหรับ Performance Package เพิ่มเติมจากแอโรแพ็คเกจ ด้วยช่วงล่างที่ปรับเปลี่ยนสปริง และโช้กอัพให้เหมาะสม ลดความสูงด้านหน้าและด้านหลัง เพื่อช่วยลดแรงต้านและแรงยกของตัวรถ เพิ่มขนาดล้อและยางใหม่เป็นขนาด 16 นิ้ว พร้อมยางที่ใหญ่ขึ้นจากเดิม 185/65R15 เป็น 205/50R16 รวมถึงท่อไอเสียแบบ S-Flow ทั้งหมดนี้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่ให้เด่นชัดยิ่งขึ้น

 


ซึ่งในรุ่น Performance Package จะเป็นรุ่นที่เรามาทดสอบกัน เพื่อจะได้รู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงมากแค่ไหน ได้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้นจากของเดิมมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะเรื่องของการขับขี่และประสิทธิภาพของช่วงล่าง การปรุงแต่งใหม่จะเพิ่มความน่าสนใจได้มากน้อยแค่ไหน แม้ว่าของเดิมจะถูกใจอยู่แล้ว แต่การเป็น Almera Nismo Performance Package จะสร้างสีสันให้ตื่นตาและเร้าใจมากแค่ไหน AUTO BILD มีคำตอบ

Almera Nismo Performance Package มองภายนอกจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง จากชุดแต่งที่มาจากแบรนด์ Nismo ได้อารมณ์อีกแบบหนึ่ง ชัดเจนในความสปอร์ตที่เพิ่มขึ้น เพียงแต่ภายในห้องโดยสารไม่มีการเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงอะไร ยังคงเป็นของเดิมที่มาจากโรงงาน รวมถึงเครื่องยนต์ก็เป็นตัวเดิม 1.2 ลิตร 79 แรงม้ากับระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT


การขับขี่  Almera Nismo Performance Package ให้ความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่จากกำลังของเครื่องยนต์ แต่เป็นเรื่องของช่วงล่างที่หนึบแน่นมากขึ้น กระชับในการเกาะถนนในทุกสถานการณ์ของการขับขี่ เข้าโค้งได้มั่นใจมากขึ้น ไม่มีอาการโยนตัวของรถให้รู้สึกเหมือนของเดิม เด่นชัดในความมั่นคงของตัวถังเมื่อใช้ความเร็วสูง มีความนิ่งที่ไว้ใจได้ ทำให้ทุกอย่างอยู่ในการควบคุม สามารถผ่านด่านความยากในการเข้าโค้ง หรือออกจากโค้งอย่างมั่นคงและแน่นอน โดยไม่กังวลว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น เรียกว่าเอาอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น พวงมัยหนักแน่นและกระชับมากขึ้น ให้การควบคุมที่แม่นยำในการขับขี่

น่าเสียดายที่กำลังเครื่องยนต์ไม่เดินชัดเหมือนกับช่วงล่าง ทำให้เสียอารมณ์พอสมควรเมื่อจากโค้ง หรือสร้างอัตราเร่งในแต่ละครั้ง เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร 79 แรงม้าทำหน้าที่ได้ดีในระดับหนึ่ง ตอบสนองการขับขี่ในความเป็น EcoCar ได้ แต่ยังไม่เหมาะสมที่รองรับความเป็น Nismo ได้ดีเท่าไร เพราะเมื่อต้องกดคันเร่งออกจากโค้ง กำลังเครื่องยนต์ไม่ตอบสนองเท่าที่ควร ทำให้เสียอารมณ์ในการขับขี่พอสมควร เมื่อเทียบกับอารมณ์สปอร์ตของช่วงล่าง ที่จัดเต็มแบบเป็นไปได้ แต่นั่นแหละ Nissan ไม่สามารถเพิ่มอะไรได้มากนักในความเป็น EcoCar ของ Almera แต่เพียงเท่านี้ก็ทำคุณสนุกได้เพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง

เริ่มต้นกับสิ่งที่เป็นตำนานกับผลิตภัณฑ์ตัวขายอย่าง Almera ซึ่งเป็นก้าวแรกของการแนะนำตัว ซึ่งในอนาคตจะมีของใหม่ที่เร้าใจตามมากในอนาคต จะเป็นอย่างไรคงต้องรอพิสูจน์กันอีกครั้ง เพราะของใหม่ที่พ่วงท้ายกับ Nismo มีอะไรที่ร้อนแรงมากขึ้นอย่างแน่นอน

BMW Driving Experience 2016 กิจกรรมทดสอบซีดานหรูหลากรุ่นจากค่ายใบพัดฟ้าขาว

0
การทดสอบรถในครั้งนี้มีตัวเลือกที่หลากหลายและทั้งหมดเป็นรถซีดานสมรรถนะสูงจากค่ายใบพัดฟ้าขาว โดยมีการเชื้อเชิญจาก บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด ให้เข้าร่วมกิจกรรม BMW Driving Experience 2016 ณ สนามปทุมธานีสปีดเวย์ จ.ปทุมธานี เพื่อทดสอบสมรรถนะรถซีดานหลากรุ่น อาทิ เป็น BMW 118i M Sport, BMW  320d Luxury, BMW 320d Sport, BMW 525d M Sport และตบท้ายด้วยตัวแรงรุ่นเสียบปลั๊ก  BMW 330e M Sport ที่พ่วงเทคโนโลยีทันสมัยกับระบบปลั๊กอิน ไฮบริด 

เหล่ารถหรูจากค่ายใบพัดฟ้าขาวผมมั่นใจว่าหลายคนอยากได้ทดลองสมรรถนะและขุมพลังอันเร้าใจ งานนี้บีเอมดับเบิลยูกรุ๊ป ได้นำรถหลากรุ่นมาให้ทดลอง ผมพร้อมที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ใหม่ให้ทุกท่านได้ติดตามเช่นเคยครับ

กองทัพรถซีดานจากค่ายบีเอมดับเบิลยูจอดคอยให้สื่อมวลชนหลากสำนักได้สัมผัสสมรรถนะอันเร้าใจจากความหลากหลายของเครื่องยนต์ที่ติดตั้งมาในบีเอมดับเบิลยูแทบทุกรุ่น โดยมีทีมงานได้จำลองสถานการณ์ต่างๆไว้เต็มพื้นที่ และแบ่งออกเป็นสถานีทดสอบออกเป็น 6 รูปแบบ ตามหลักสูตรของ BMWDRIVING EXPERIENCE DRIVING COURSE

วัตถุประสงค์ของการจัดงานนี้คือการทดลองรถและระบบการขับขี่ในรูปแบบต่างๆของโหมด Sport,ComFort,และ ECOPRO  วถึงความแตกต่างด้านสมรรถนะ ผมเลือกรถที่จะใช้ทดสอบไว้ทั้งหมด 3 รุ่น ตัวแรงทั้งนั้น!!!

เริ่มจากน้องเล็ก BMW 118i M Sport เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ เทคโนโลยี บีเอ็มดับเบิลยู ทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 136 แรงม้า

ต่อด้วย BMW 320d Sport ขุมพลังดีเซลเทอร์โบระดับ 190 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังผ่านระบบ เกียร์อัตโนมัติ Steptronic Sport 8 สปีด พร้อมก้านเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย

BMW 525d M Sport เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 16 วาล์ว เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo กำลังสูงสุด 218 แรงม้า

งานนี้โจทย์ตั้งมาค่อนข้างหินกับสถานีทดสอบ 6 รูปแบบ ที่ทีมอินสตรัคเตอร์ได้จัดไว้ แต่ก็มีบางช่วงที่พอจะทำความเร็วให้ได้ขับขี่แบบสนุก มาดูแต่ละสถานีที่ว่าหินนั้นมีรูปแบบอย่างไร

สถานี SLALOM

ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทดลองขับกับกิจกรรม BMW Driving Experience 2016 สถานีนี้มีการจัดฉากให้เกิดอุปสรรคที่ต้องขับรถหักหลบทุ่นจราจรโดยใช้ความเร็วไม่เกิน 40 กม./ชม. BMW ทุกคันที่ทางผู้จัดงานได้เตรียมไว้ให้ผู้สื่อข่าวทุกคนต้องผ่านสถานนีนี้เป็นอันดับแรกเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับตัวรถ และวอร์มอัพระบบช่วงล่างถือเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนไปยังสถานีถัดไป

สถานี DOUBLE CIRCLE

เส้นทางถูกบังคับให้มายังสถานี  DOUBLE CIRCLE ทุ่นจราจรถูกวางเป็นวงกลม 2 วง ขับไปตามทิศทางในรูปแบบของเลข 8 ช่วงล่างและระบบต่างๆของรถ ถูกใช้งานหนักขึ้น หลังจากวอร์มเบาๆ ที่สถานีแรก ความเร็วที่ใช้ไม่มีกำหนด ขึ้นอยู่กับความสามารถส่วนบุคคลว่าจะมีควบคุมรถได้ขนาดไหน

40 กม./ชม.คือความเร็วที่ผมตั้งเอาไว้เพื่อเป็นโจทย์ แต่ขณะขับจริง 30 กม./ชม. ก็ถือว่าสาหัส เพราะเสียงยางที่บดกับพื้นถนนเริ่มลั่นเข้าไปหู แต่ถึงอย่างไร ระบบ DSC : DYNAMIC STABILITY CONTROL ที่ติดตั้งมากับรถยังคอยช่วยแก้อาการที่รถเสียการควบคุมได้ในระดับหนึ่ง

สถานี OVER/UNDER STEERING

สถานีนี้สนุกครับ ทุ่นจราจรจัดเป็นวงกลม เส้นผ่านศูนย์กลางกะจากสายตาน่าจะประมาณ 10 ม.น่าจะได้ การขับขี่จะอ้อมทุ่นเป็นวงกลมไปเรื่อยๆ เพื่อสังเกตรถว่าเกิดอาการท้ายปัด และ หน้าดื้อ ในช่วงความเร็วเท่าไหร่ จากที่มองผ่านชุดมาตรวัดของ รถทั้ง 3 คัน พอทำความเร็วทะลุ 30 กม./ชม. เริ่มออกอาการบ้างในบางครั้ง แต่ยากหน่อยเพราะมี ระบบDTC: DYNAMIC TRACTION CONTROL คอยจะแก้อาการให้ตลอด  ปิดระบบทั้งหมดก็ไม่ได้ ตรงนี้เป็นเรื่องของความปลอดภัย ทางวิศวกรผู้ผลิตกำหนดมาให้ปิดระบบได้เพียง 50 % อาการเสียหลักที่ว่าจะออกไปในรูปแบบของหน้าดื้อเสียส่วนใหญ่ ในทางเทคนิคแก้อาการได้ง่ายกว่าแบบท้ายปัด

สถานี HANDLING

มาถึงการจัดเต็ม HANDLING เป็นสถานีที่ใช้ความเร็วได้สูง จำลองเส้นทางโค้งทั้งกว้าง แคบ และโค้งยูเทริ์นไว้ในระยะทางหลาย 100 ม. รูปแบบการขับขี่ที่สนองความซ่าถูกปรับให้อยู่ในโหมด Sport ทันที การเลี้ยงรอบเครื่องยนต์ทั้ง 3 สถานีที่ผ่านมา ถูกเพิ่มกำลังไปที่ความเร็วกว่า 100 กม./ชม. ในช่วงทางโค้งกว้าง และลดลงมาเกือบถึง 40 กม./ชม.ในโค้งยูเทริ์น

สิ่งที่รถทั้ง 3 คันสัมผัสได้นั่นคือเสียงเครื่องยนต์ที่คำราม รวมถึงช่วงล่างที่แข็งและหนึบขึ้นโดยปริยาย  แน่นอนว่าถ้าสมองกลถูกปรับให้ปลดปล่อยพลังเครื่องยนต์ แต่ระบบช่วงล่างถ้ายังเป็นแบบเดิม การขับขี่ก็จะเสี่ยงอันตรายยิ่งขึ้น สรุปง่ายๆว่าสมรรถนะการขับขี่ในรูปแบบ Sport ให้ความรู้สึกมั่นใจขึ้นในขณะที่ต้องใช้ความเร็ว

สถานี ABS PLANIC BRAKE

เป็นการทดสอบอัตราเร่ง 0-100 กม.ชม. และให้ลดความเร็วก่อนเลี้ยวไปหาทุ่นจราจรที่เปิดไว้แบบเลนสลับ โดยจะเบรคหรือไม่ขึ้นอยู่กับความสามารถ  หลายๆรอบที่ผ่านช่องทางเลนสลับจากรถทั้งสามคัน สิ่งที่ประทับใจคือพวงมาลัยที่แม่นยำ ควบคุมได้ตามทิศทางที่อยากให้ไป

เมื่อความแม่นยำไปทำงานร่วมกับ DTC และ DSC ความสนุกก็บังเกิด กี่รอบต่อกี่รอบ ไม่เคยได้ใช้เบรก เพียงแค่ควบคุมความเร็วและบังคับทิศทาง ก็สามารถขับผ่านอุปสรรคไปได้อย่างสนุกและมีลุ้นตลอดว่าจะกวาดทุ่นจราจรหรือไม่ เอาเป็นว่ารอดครับแม้บางครั้งอาจเฉี่ยวแบบเฉียดฉิวก็ตาม

สถานี EVASON BLOCK

“หมดลายที่ปลายทาง” กล่าวไว้อย่างนี้ความหมายตรงกันไม่มีผิดเพี้ยน ถือว่าเป็นสถานีสุดท้ายที่ปราบเซียน เรียกเสียงฮาได้ดีทีเดียว กับรูปแบบของการขับรถพุ่งเข้าไปหาอินสตรัคเตอร์ซึ่งคอยบอกทิศทางให้หักเลี้ยว ในความเร็ว 40 กม./ชม. มีทุ่นจราจรตั้งเป็นกำแพงดักให้ต้องบังคับเลี้ยวและห้ามชนทุ่น

นอกจากการควบคุม “สติ” มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะต้องคอยสังเกตุว่าธงจะชี้ให้เลี้ยวขวา หรือ ซ้าย ในระยะกระชั้นชิด ตรงนี้มีสิ่งผิดพลาดเกิดขึ้น รอบไหนที่เลี้ยวถูกฝั่งก็สบายหน่อย ไร้เสียงฮา แต่ถ้ารอบไหนเลี้ยวผิด จะมีทั้งเสียงฮาและอาจจะโดนทับถมจากเพื่อนสื่อมวลชนร่วมอาชีพ ตามภาษาคนคุ้นเคย

ปิดท้ายกิจกรรมด้วยการทดสอบตัวแรงพลังไฟฟ้า ในรุ่น BMW 330e M Sport รถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด รุ่นถัดจาก BMW i8 พร้อมทดสอบระบบ iPerformance โดยฝ่ายเทคนิคจากบีเอมดับเบิลยูมาอบรมและให้ความรู้ทั้งด้านการใช้งาน การชาร์จไฟ รวมถึงระบบการทำงานของมอเตอร์ ที่โดดเด่นด้านการประหยัดพลังงาน แต่ให้สมรรถนะจัดจ้าน ซึ่งอาจจะไม่ได้เจาะลึกไปกับระบบต่างๆมากนักเนื่องจากตัวแปรเรื่องเวลา เอาเป็นว่าขอติดไว้ก่อน แล้วจะหาโอกาสหยืบยืมรถเสียบปลั๊กจากค่ายใบพัดมาทดสอบแบบจริงจังอีกครั้งแบบฟูลรีวิวครับ

หลังจากที่ทดสอบแบบไม่มีหยุดสำหรับรถทั้ง 3 คันนี้ดำเนินไปกว่า 1 ชม. พอทำให้ได้ข้อสรุปว่าคาแรคเตอร์ของรถแต่ละคันเป็นอย่างไร ผมนิยามไว้สั้นๆว่าถ้าชอบ หล่อ สุขุมและแฝงความดุ ดิบ จากขุมพลังแรง น่าจะเหมาะสมกับ BMW 525d M Sport ถ้าหากเลือกซ่า ขับสนุก ต้องยกให้ BMW 320d Sport

แต่สำหรับผม ขอแค่น้องเล็ก BMW 118i M Sport ก็เพียงพอจากเหตุผลที่ว่าราคาไม่ไกลเกินเอื้อม และควบคุมง่าย เพราะมีมิติตัวถังขนาดเล็กกะทัดรัด การใช้งานของชีวิตคนเมืองน่าจะเป็นไลฟ์สไตล์ที่เหมาะกับรถคันนี้ที่สุด 

ALL NEW HONDA CIVIC 1.8 EL VS 1.5 TURBO RS ซีดานขวัญใจมหาชนรุ่นไหนโดนใจคุณ

0
หลังจากเปิดตัวใหม่ในโมเดลที่ 10 เมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ณ วันนี้ ALL NEW HONDA CIVIC ได้กวาดยอดจำหน่ายกว่า 10,000 คัน และส่งตรงถึงมือลูกค้าไปเกินครึ่งหรือราวๆ 6,000 คัน หลายคนที่กำลังจะจับจองรถซีดานขวัญใจมหาชนยังมีข้อสงสัยและอาจยังอยู่ในช่วงตัดสินใจไม่ได้ว่าจะคว้ารุ่นไหนมาครอง เพราะตีโจทย์ความต้องการของใจตัวเองไม่แตก

มาดูกันครับว่า รถซีดานเรือธงจากค่ายฮอนด้าทั้ง 2 รุ่นนี้ แบบไหนจะให้ความคุ้มค่าที่มาพร้อมสมรรถนะโดนใจในสไตล์เดียวกับตัวคุณ www.autoworldthailand.com มีรายงาน

สำหรับที่มาที่ไปของ  ALL NEW HONDA CIVIC ผมคิดว่าแทบทุกท่านที่หมายปองรถรุ่นนี้คงทราบกันดีและคงไม่ต้องสาธยายอะไรให้มากมาย การประชันในครั้งนี้เราได้นำตัวทอพของทั้ง 2 เครื่องยนต์ได้แก่รุ่น 1.8 EL  และ 1.5 TURBO RS มาเป็นโจทย์ ในด้านของมิติตัวรถไม่มีความแตกต่างตามขนาดความยาว 4,630 มม. กว้าง 1,799 มม. และสูง 1,416 มม. ทั้งยังมีความสูงใต้ท้องรถเท่ากันคือ 125 มม. รูปลักษณ์เริ่มเห็นความแตกต่างบริเวณหน้ากระจัง รุ่น 1.8 EL จะหรูหราด้วยสีโครเมียม โคมไฟใช้แบบโปรเจคเตอร์เลนส์ ส่วนรุ่น 1.5 TURBO RS นั้นรมดำเงา โคมไฟใช้หลอดแอลอีดี มาพร้อมกับสเกริ์ตล่างสไตล์ RS (Racing Sport)

มุมมองด้านข้างใกล้เคียงกันแต่ถ้าสังเกตให้ดี ชุดแต่งที่เป็นสเกริ์ตรอบคันทำให้รุ่น 1.5 Turbo RS ดูสปอร์ตและแลดูเตี้ยกว่ารุ่น 1.8 EL จุดต่างอีกหนึ่งแห่งคือกล้องที่กระจกมองข้างด้านซ้ายในรุ่น 1.5 Turbo RS  และอีกหนึ่งจุดคือล้ออัลลอยลาย 5 ก้านต่างขนาด รุ่น 1.8 EL เป็นขนาด 16 นิ้วหุ้มยาง 215/55 และ 1.5 Turbo RS เป็นขนาด 17 นิ้ว หุ้มยางขนาด 215/50

ด้านหลังของรถทั้ง 2 รุ่นให้ความสปอร์ตจนเห็นได้ชัด รุ่น 1.8 EL ดีไซน์บั้นท้ายได้โดดเด่นและงดงาม ไฟท้ายโค้งรูปตัวซีใช้แผงทับทิมและหลอดแอลอีดี ส่วนรุ่น 1.5 Turbo RS มีทุกอย่างเฉกเช่นเดียวกับ 1.8 EL แต่มีสปอยเลอร์หลังบนฝากระโปรงพร้อมพร้อมโลโก้ “RS” สีแดง รวมถึงท่อไอเสียคู่ที่ใช้งานได้จริงทั้งฝั่งซ้ายและขวา เสริมมาดดุดันได้อย่างลงตัว

ALL NEW CIVIC มากับห้องโดยสารกว้างขวาง สะดวกสบาย ใกล้เคียงกับรถในระดับ D-Segment เน้นภายในสีดำและใช้วัสดุหุ้มเบาะนั่งเป็นหนังแท้ เบาะนั่งผู้ขับขี่สามารถปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง ส่วนผู้โดยสารตอนหน้าปรับได้ 4 ทิศทางซึ่งมีเฉพาะรุ่น 1.5 Turbo RS เท่านั้น วัสดุตกแต่งคอนโซลแบบ Piano Black ชุดแดชบอร์ดเป็นมาตรวัดและจอแสดงข้อมูลแบบ TFT  รุ่น 1.8 EL จะใช้ไฟหน้าจอสีฟ้า ส่วน 1.5 Turbo RS จะเป็นสีแดง

พวงมาลัยเป็นอีกหนึ่งส่วนที่แตกต่าง พื้นฐานเดิมจะเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่นมีทั้งปุ่มควบคุมเครื่องเสียงซึ่งพิเศษด้วยการปรับระดับเสียงแบบ SWIPE ปรับลดเสียงได้ด้วยการสัมผัส ติดตั้งระบบสวิทช์ควบคุมและสังการระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ รุ่น 1.5 TURBO RS มีออฟชั่นพิเศษคือระบบแพดเดิลชิฟท์ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์

คอนโซลกลางติดตั้งระบบปรับอากาศอัตโนมัติ รุ่น 1.5 TURBO RS สามารถปรับอุณหภูมิแยกอิสระทั้ง ซ้าย และ ขวา  ทั้ง 2 รุ่นมีหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้วแบบ ADVANCED TOUCH รองรับระบบ APPLE CARPLAY รวมถึงการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนและระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI ถ่ายทอดเสียงผ่านลำโพงถึง 8 ตัว ในรุ่น 1.5 TURBO RS มีฟังค์ชั่น HONDA LANE WATCH ที่แสดงภาพทุกครั้งเมื่อยกก้านไฟเลี้ยวซ้าย ส่วนรุ่น 1.8 EL มีแค่ฟังต์ชั่นกล้องมองหลังขณะเข้าเกียร์ถอยหลัง

ขุมพลังซึ่งถือเป็นจุดเด่นของ ALL NEW HONDA CIVIC รุ่น 1.8 EL ใช้เครื่องยนต์เบนซินซิงเกิลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ SOHC i-VTEC แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว ขนาดความจุ 1,799 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 141 แรงม้า ที่ 6,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 174 นิวตัน-เมตร ที่ 4,300 รอบต่อนาที  พร้อมระบบส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT ที่ได้รับการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม ให้การขับขี่ที่เร้าใจและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันทั้งยังรองรับพลังงานทางเลือก E85

พลังขับเคลื่อนของรุ่น 1.5 TURBO RS ทางวิศวกรของฮอนด้าเคลมว่าเครื่องยนต์รุ่นนี้ทำงานทัดเทียมกับเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร โดยใช้เครื่องยนต์เบนซินดับเบิลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ DOHC VTEC TURBO แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมระบบ Dual-VTC แปรผันเวลาการเปิด-ปิดวาล์วทั้งฝั่งไอดีและไอเสีย ความจุ 1,498 ซีซี อัดอากาศด้วยเทอร์โบชาร์จแบบ Single-Scroll  เซทบูสต์เทอร์โบไว้ที่ 1.1 บาร์ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิด 22.4 กก.-ม. ที่ 1,700-5,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT แบบเดียวกับรุ่น 1.8 EL แต่ได้รับการปรับเซทเพื่อสนองต่อความต้องการของเครื่องยนต์เทอร์โบ ทั้งนี้ในรุ่น 1.5 TURBO RS รองรับได้สูงสุดเพียงเชื้อเพลิงแบบ อี20

ในส่วนของช่วงล่างใช้ระบบกันสะเทือนแบบอิสระพร้อมเหล็กกันโคลงทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้าเป็นแม็คเฟอร์สันสตรัต ส่วนด้านหลังใช้มัลติลิงก์ รายละเอียดแบบเจาะลึกคือการ ใช้โช๊คอัพด้านหน้าที่ให้ค่าความหนืดเท่ากัน ส่วนด้านหลังปรับตั้งค่าความหนืดไว้คนละแบบ รวมถึงค่าเคและขนาดสปริงต่างกัน เพื่อสนองฟิลลิ่งการขับขี่แบบ RACING SPORT ในรุ่น 1.5 TURBO RS

ตัวช่วยการขับขี่และระบบความปลอดภัยในรุ่น 1.5 TURBO RS มีถุงลมและม่านถุงลมด้านข้าง ส่วนระบบเบรคเอบีเอสและกระจายแรงเบรค อีบีดี รวมถึงระบบช่วยควบคุมขณะเข้าโค้งและระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชันติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ก้าวข้ามไปอีกขั้นด้วยความปลอดภัยเหนือกว่ารถยนต์รุ่นอื่นในระดับเดียวกัน อาทิ ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ Auto Brake Hold และระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) และความสะดวกสบายล่าสุดกับเทคโนโลยี Engine Remote Start ซึ่งทำหน้าที่สตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเปิดระบบปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมทซึ่ง ALL NEW HONDA CIVIC ทั้ง 2 รุ่น มีให้ทัดเทียมกัน

 

3 วัน 2 คืน กับการลองของแบบจริงจัง

พอทราบถึงข้อมูลของตัวรถ อุปกรณ์ และฟังค์ชั่นการใช้งานที่มีความแตกต่างกันไปแล้ว ทีนี้ก็ได้เวลาลองของ ผมนำรถทั้ง 2 คันนี้มาทดสอบการใช้งานในเมืองและปริมณฑลระยะเวลา 3 วัน 2 คืน รวมเส้นทางที่ใช้กว่า 200 กม. เพื่อหาข้อเปรียบเทียบถึงการตอบโจทย์การใช้งานว่า ALL NEW HONDA CIVIC รุ่นไหนจะมีความคุ้มค่ามากที่สุด

เอาเป็นว่าผมรวมทั้ง 2 รุ่นโดยแบ่งแยกความแตกต่างไว้ชัดเจน ก่อนที่จะเข้าไปภายในตัวรถถือโอกาสลองระบบ ENGINE REMOTE START ต้องบอกว่าเทคโนโลยีนี้ทำขึ้นมาเพื่อความสบายของผู้ใช้รถอย่างแท้จริง เพราะสามารถสตาร์ทเครื่องยนต์รวมถึงเป็นการเปิดระบบปรับอากาศโดยไม่จำเป็นที่จะต้องเอาตัวคนขับเข้าไปในรถที่จอดตากแดดและเป็นฟังค์ชั่นนี้ติดตั้งมาให้ใน ALL NEW HONDA CIVIC ทุกรุ่น

หลังจากเปิดแอร์เย็นฉ่ำทั่วห้องโดยสารก็ได้เวลาลองขับเพื่อหาความแตกต่าง ฟังค์ชั่นเพื่อความปลอดภัยในรุ่น 1.5 TURBO RS คือระบบเตือนการคาดเข็มขัดนิรภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้าส่งเสียงอันไพเราะ “กรุณาคาดเข็มขัดนิรภัยด้วยค่ะ” เพราะมัวแต่คุยเพลินๆกับผู้ร่วมเดินทางแล้วเผลอออกตัวขณะที่ยังไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย ระบบจะมีหน้าที่ในการตรวจจับน้ำหนักที่กดทับบนเบาะนั่ง อีกฟังค์ชั่นที่น่าสนใจคือ HONDA LANE WATCH โดยประมวลผลผ่านกล้องบริเวณกระจกมองข้างด้านซ้าย แสดงภาพมายังหน้าจอสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว ทุกครั้งที่เปิดไฟเลี้ยวซ้าย ส่วนในรุ่น 1.8 EL ไม่มีทั้ง 2 ระบบที่กล่าวไว้

โดยปกติแล้วระบบเกียร์ซีวีทีเป็นอะไรที่ผมไม่ปลื้มมาแต่ไหนแต่ไร และยังไงก็เป็นอคติอยู่ในใจว่าความดิบ โหด จากเครื่องยนต์ถูกลดทอนลงเพราะเกียร์อัจฉริยะระบบนี้ แต่ผมคงต้องปรับทัศนคติใหม่ เพราะการที่ได้ลองแบบจริงจัง ทำให้รู้ว่าเกียร์ซีวีทีที่มาจากเทคโนโลยี EARTH DREAMS ของฮอนด้า นอกจากให้ความนุ่มนวลแบบไร้รอยต่อ ในขณะที่คิกดาวน์ความชาญฉลาดของระบบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ได้อย่างแม่นยำ ไม่ต้องมาสร้างความคุ้นเคยอย่างระบบเกียร์ซีวีทีจากรถยนต์ของค่ายคู่แข่งหลายๆค่าย

อย่างที่ผมบอกไว้ว่าการทดสอบครั้งนี้ไม่ได้ใช้แบบการขับขี่ทางไกลเพื่อหาอัตราสิ้นเปลือง กลับกันผมได้ใช้เส้นทางในเมืองที่มีสภาพการจราจรที่หลากหลายโดยใช้เส้นทางเดียวกันทั้ง 2 รุ่น เพื่อขจัดปัญหารบกวนต่างๆ อาทิ รูปแบบการทำความเร็ว และ สภาพการจราจร ส่วนใหญ่ตัวแปรอยู่ที่ความแออัดจากจำนวนผู้ใช้รถบนถนน ความเร็วที่ใช้คงไม่ได้เร็วมากนัก พอมีบางช่วงถนนโล่งบนทางด่วนถึงได้กระแทกคันเร่งเพื่อลิ้มลองความแรงจากเครื่องยนต์ทั้ง 2 รุ่น ซึ่งทั้งหมดเป็นการสะท้อนใช้งานในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้น 100 กม./ชม.น่าจะเป็นโจทย์สำหรับการใช้งานจริง และค่าที่ได้ซึ่งแสดงในหน้าจอ TFT ของรถทั้ง 2 คันนี้มีความต่างกันประมาณ 1 กม./ลิตร รุ่น 1.8 EL แสดงไว้ 11.6 กม./ลิตร ที่รอบเครื่องยนต์ประมาณ 1,700 รอบ ต่อนาที และในรุ่น 1.5 TURBO RS แสดงไว้ที่ 10.7 กม./ลิตร โดยใช้รอบเครื่องยนต์ใกล้เคียงกันคือไม่เกิน 1,800 รอบต่อนาที

ฟิลลิ่งการขับขี่ถือว่าต่างกันชัดเจน ประเด็นนี้เป็นผลจากการปรับค่ายืดยุบของโช๊คอัพโดยมีวัตถุประสงค์จากการเป็น RACING SPORT ที่เซทค่าการเกาะถนนหนึบในรุ่น 1.5 TURBO RS แต่รุ่น 1.8 EL ระบบรองรับยังคงให้ความนุ่มนวลจนสัมผัสได้ และในประเด็นนี้ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่จะต้องคิดให้หนัก

3 วัน 2 คืน ที่ผมได้อยู่กับ ALL NEW HONDA CIVIC ทั้งรุ่น 1.8 EL และ 1.5 TURBO RS ผมขอสรุปไว้อย่างนี้ครับ ในด้านของรูปลักษณ์นั้นหากดูผิวเผินแทบไม่ต่างกัน จุดที่ชัดเจนคือชุดแต่งบอดี้พาร์ทที่ทำให้ 1.5 TURBO RS ดูดุดัน ซึ่งฮอนด้ามีทางเลือกในส่วนของชุดแต่ง MODURO ถือเป็นตัวช่วยสำหรับผู้ที่ชอบการตกแต่ง ออฟชั่นสำคัญที่แตกต่างระหว่างรถทั้ง 2 คันนี้ได้แก่ HONDA LANE WATCH ที่แสดงภาพทุกครั้งเมื่อยกก้านไฟเลี้ยวซ้าย ปลายท่อไอเสียคู่ซ้าย-ขวา ระบบนำทางเนวิเกเตอร์ ระบบเปลี่ยนเกียร์แบบแพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัย นอกจากนี้ยังมีเรื่องของม่านถุงลมด้านข้างซึ่งเป็นการป้องกันความปลอดภัยได้อีกระดับ

6 ออพชั่นที่มีในรุ่น 1.5 TURBO RS อาจมีบางอย่างติดตั้งได้ตามร้านตกแต่งรถยนต์หรือจากโชว์รูมผู้จำหน่าย แต่อีกหลายๆอย่างคงหาไม่ได้และไม่มีจำหน่ายทั้งโชว์รูมและร้านตกแต่ง ถ้าถามกลับว่า ระบบเหล่านั้นมีความจำเป็นต่อการใช้งานมากน้อยเพียงใด ส่วนตัวผมเองนั้นต้องบอกว่าถ้าจะมีก็แต่ระบบเกียร์แพดเดิลชิฟท์ที่ให้สนุกและเร้าใจไปกับการขับขี่ ส่วน HONDA LANE WATCH ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ ยังไงก็ต้องมองประกอบไปกับกระจกมองข้าง

อย่างไรก็ตามความแตกต่างด้านราคาจำหน่ายซึ่งห่างกันอยู่เกือบ 250,000 บาท โดยรุ่น 1.8 EL ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 959,000 บาท และรุ่น 1.5 TURBO RS จำหน่ายในราคา 1,199,000 บาท น่าจะทำให้ขบคิดได้ไม่มากก็น้อย เพราะผลต่างในด้านราคาหากนำไปซื้อชุดบอดี้พาร์ทรอบคัน รวมถึงโช๊คอัพและสปริงจากสำนักแต่งชื่อดังที่มีกลาดเกลื่อนเมืองไทย อาจจะทำให้คุณเลือกแต่งรถได้ตามใจชอบเรียกว่าหล่อได้แถมยังมีเงินเหลือ

หากคลั่งไคล้ในความเร็ว และเร้าใจ รุ่น 1.5 TURBO RS น่าจะตอบโจทย์ให้คุณแบบไร้ข้อกังขา ทั้งสมรรถนะที่จัดจ้านมากับออฟชั่นจัดเต็มจนไม่จำเป็นต้องไปตกแต่งอะไรเพิ่ม เพียงเท่านี้ก็หล่อได้อย่างมีสไตล์

ถ้าถามว่าผมเลือกรุ่นไหน คำตอบคือรุ่น 1.8 EL สมรรถนะอาจตกเป็นรองในด้านความจื๊ดจ๊าดและเร้าใจ แต่ก็ใช้ว่าจะต่างกันราวฟ้ากับเหว ที่ออกตัวเช่นนี้เพราะตอนแอบกระแทกคันเร่งเหลือบไปดูความเร็วที่ค่อยทะยานทะลุ 180 กม./ชม.เป็นอะไรที่เพียงพอต่อความต้องการอยู่แล้ว เหลือเงินเอาไว้แต่งรถได้กว่า 200,000 บาท ผมคงไปเลือกหาชุดแอโรพาร์ท ล้อแมก และโชคอัพซิ่งตามสไตล์ตัวเอง แล้วคุณล่ะครับเลือกได้หรือยังว่า ALL NEW HONDA CIVIC รุ่นไหนตอบโจทย์ความต้องการให้กับคุณ

Isuzu MU-X 1.9 DDi BluePower พีพีวีเจ้าสำอาง สุขุม นุ่มลึก สะดวกสบายหลายมิติ

0
หลังจากค่าย Isuzu พัฒนาเครื่องยนต์ใหม่1.9 DDi BluePower ใส่ในรถปิกอัพ D Max เปิดตัวไปเมื่อปลายปีที่แล้วก่อนจะปรับโครงสร้างภาษีใหม่ ทำให้โชว์รูม Isuzu รับลูกค้ากันหัวบันไดไม่แห้งทีเดียว เพราะ ได้ทั้งเรื่องราคา และการขับขี่ที่มีประสิทธิภาพไม่ด้อยไปกว่าเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ โกยยอดขายใส่กระเป๋าจนผลิตไม่ทัน วันนี้เครื่องยนต์ตัวพระเอก 1.9 DDi BluePower เข้ามาอยู่ใน MU-X เป็นที่เรียบร้อยอีกรุ่นหนึ่งและมีคำถามตามมาอีกว่าจะขับเคลื่อน PPV คันใหญ่ที่มีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นไหวหรือไม่ วันนี้มีคำตอบมาให้พิจารณา

MU-X ที่แนะนำกันครั้งนี้เป็นรุ่น 1.9 DA รุ่นท๊อปที่มีการเปลี่ยนแปลงหลักคือ เครื่องยนต์ใหม่ 1.9 DDi BluePower   ในส่วนอื่นๆไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรที่จะเป็นสาระใหญ่ไปกว่านี้ โดยยังเอาใจ ในเรื่องความสะดวกสบายเป็นสำคัญรูปทรง หน้าตาโดยรวมจึงเหมือนเดิมของ MU-Xที่รู้จักกันดีแล้ว

ภายนอกเห็นจะมีล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วลายใหม่ Dynamic Black ดูทันสมัยขึ้น เข้ามาในห้องโดยสารเขาเรียกการออกแบบของเขาว่าModern Art Deco โทนห้องโดยสารสีเข้มเติมด้วยวัสดุ Hi-gloss Black และ Chromium  ไปกันได้ดี เบาะนั่งผู้ขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง มีกุญแจ Isuzu Genius Entry ระบบกุญแจควบคุมการเปิด-ปิดประตูทุกบานด้วยระบบไฟฟ้า มีระบบ Push Start  คือพกกุญแจไว้ในกระเป๋าเท่านั้น เปิดประตูรถได้เพียงกดปุ่มที่มือจับ เข้ารถแล้วก็กดปุ่มสตาร์ทได้เลย

ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติที่แป้นกลมตรงกลางคอนโซลดูเป็นแบบเฉพาะของ Isuzu   มีช่องแอร์ให้ความเย็นทั้งที่นั่ง 3 ตอน และสวิตช์แยกควบคุมแรงลมสำหรับตอนหน้า และตอนหลัง ที่เปลี่ยนไปอีกจุดคือ Isuzu Connect World    พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ขึ้น 8 นิ้ว และจอภาพบนเพดานแบบ Built-in ขนาด 10.5 นิ้ว  เอาใจทุกคนในครอบครัว เพราะต้องชาร์จแบตเตอรี่มือถือ ดูหนังฟังเพลง   สามารถเชื่อมต่อผ่าน Smartphone รองรับทั้งระบบ IOS และ Android  ระบบเสียงแบบ Surround Sound System 8 ลำโพงเป็นชุดคุณภาพสูงระดับ Hi-end จาก Kenwood และมีช่องต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าแบบ 220v และจุดเชื่อมต่อ USB ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญไปแล้วสำหรับการเดินทาง

เอาเป็นว่าเรื่องราวในห้องโดยสารสำหรับ MU-X สอบผ่านสบายมาก มาเรื่องการขับขี่ กำลังเครื่องยนต์ขนาดเล็ก ที่มีอยู่ 150 แรงม้า น่าสนใจตรงที่มีแรงบิด 350 นิวตันเมตรมาตั้งแต่รอบต่ำเพียง 1,800-2,600 รอบต่อนาที ถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด การเดินทางครั้งนี้ต้องมาทำหน้าที่แบกน้ำหนักรถเปล่า 1,910 กก. บวกน้ำหนักผู้โดยสารรวมสัมภาระแล้ว น่าจะอีกประมาณ 250 กก.รวมแล้ว 2 ตันเศษ สิ่งที่ได้รับรู้เป็นอันดับแรกคือความสะดวกสบาย นั่งสบาย ทัศนวิสัยดีมุมมองกว้างขวาง กระจกมองหลังนอกจากจะตัดแสงอัตโนมัติ ยังมีกล้องหน้าติดแบบ Built-in   บันทึกวิดีโอขณะขับขี่  ไม่ต้องไปเสียเงินติดเพิ่ม พวงมาลัย เบามือ นุ่มนวล ขับในเมืองสบายมาก ถึงแม้เดินทางถ้าไม่ใช้ความเร็วสูงมากเกินกำหนดก็ไม่ต้องกังวล เพราะจะรู้สึกเบาเกินไปก็เมื่อความเร็วเกิน 130 กม./ชม.ไปบ้าง และด้วยน้ำหนักภาระที่มากขึ้นดังกล่าว MU-X 1.9 DDi ก็ยังพาขึ้นไปได้ถึง 180 กม./ชม. ถึงแม้ช่วงเลย 160 กม./ชม.ขึ้นไปจะหนืดไปบ้าง แต่ช่วงก่อนหน้าก็เร่งขึ้นได้อย่างทันใจ ด้วยแรงบิดที่มีมาให้มากมายนั่นเอง

ในขณะเดียวกันที่ความเร็วสม่ำเสมอคงที่ 100 กม./ชม.เครื่องยนต์ไม่ได้ทำงานหนักเลย ยังคงอยู่ที่ประมาณ 1,600 รอบต่อนาที เพิ่มความเร็วมาที่110 กม./ชม.ก็ขยับขึ้นมาประมาณ 1,800 รอบต่อนาที สมกับที่ได้ชื่อว่าเครื่องเล็กกำลังใหญ่ ให้ความประหยัดดี ขนาดขับแบบสลับสับเปลี่ยนกัน 3 ผู้ขับ และ ทุกคนตั้งอกตั้งใจที่จะไม่ยั้งมือ ในการลองอัตราเร่ง ลากกันแบบทั้งสั้นทั้งยาวตลอดระยะทางกว่า 200 กม. อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ขึ้นแสดงบนหน้าปัดเฉลี่ยอยู่ที่ 11 กม./ลิตร ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก เพราะถ้าขับเดินทางปกติควรจะได้ไม่ต่ำกว่า 15-16 กม./ลิตร หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้ขับขี่และที่น่าสนใจอีกด้านหนึ่งคือการทรงตัวจากน้ำหนักที่หายไปประมาณ 50 กก.เทียบกับรุ่นเดิมที่ใช้เครื่องยนต์ 2.5 ลิตร และการจัดวางเครื่องยนต์ให้มีสมดุลย์มากขึ้นเป็นผลให้การทรงตัวดีขึ้น ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น นี่เป็นอีกจุดเด่นหนึ่งของ MU-X 1.9 DDi

ทั้งหมดทั้งมวลผสมกลมกลืนทำให้ MU-X 1.9 DDi มีความสุขุม มีความนุ่มนวล ดีพอที่จะรองรับการใช้งานแบบสบายใจ ไม่ต้องไปคิดว่า เครื่องยนต์เล็กจะไม่มีกำลัง มันไม่ใช่อย่างนั้นแน่นอน

5 ฟีเจอร์ใหม่ ใน FORD EVEREST และ RANGER สุดยอดเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อความสะดวกและปลอดภัยเหนือระดับ(ภาพ+คลิบวีดีโอ)

0
ค่าย FORD ไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆเพื่อนำมาติดตั้งในรถรุ่นต่างๆ ซึ่งให้ได้มาเพื่อความปลอดภัยและคุ้มค่ากับผู้บริโภคจนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ FORD EVEREST คว้ารางวัล Thailand Car Of The Year 2015 ที่จัดขึ้นโดยสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย(สรยท.) ได้สำเร็จ

ก่อนหน้าการตัดสินรางวัลนี้ FORD ถือโอกาสเอาเวทีในงานมหกรรมยานยนต์ MOTOR EXPO ที่จัดขึ้นเมื่อปลายปี เปิดตัวยนตรกรรมใหม่ในโมเดลปี 2016 กับรุ่น FORD EVEREST 3.2 TITANIAM PLUS และ RANGER 3.2 WILDTRAK ซึ่งได้รับการติดตั้ง 5 ฟีเจอร์เด็ดที่เป็นประโยชน์ในด้านความสะดวกสบาย ทั้งยังปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน  

ในวันนี้กิจกรรมการทดลองฟังค์ชั่นใหม่ได้ดำเนินขึ้นเพื่อเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนารถยนต์มาตรฐานระดับโลกที่มาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะเหนือระดับ เริ่มอยากรู้แล้วใช่ไหมครับว่า 5 ฟีเจอร์ใหม่ที่ผมพูดถึงนั้นมีอะไร และจะเด็ดสะระตี่ขนาดไหน www.autoworldthailand.com มีรายงาน

ก่อนอื่นต้องขอบอกไว้ก่อนว่าภายนอกและภายในรวมถึงฟังค์ชั่นหลักของทั้ง FORD EVEREST 3.2 TITANIAM PLUS และ RANGER 3.2 WILDTRAK รุ่นปี 2016 ไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงอะไร ที่เพิ่มเติมและทำให้กิจกรรมการทดสอบในครั้งนี้เกิดขึ้นคือเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ฟอร์ดใช้ชื่อเรียกว่า ADVANCED DRIVING ASSIST TECHNOLOGY ซึ่งเป็นการรังสรรเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยและสะดวกสบายไปกับ 5 ฟีเจอร์พิเศษ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ได้นำเอาระบบอัจฉริยะมาติดตั้งในรถพีพีวี และ กระบะ โดยเทคโนโลยีเหล่านั้นจะมีก็แต่ในรถระดับราคามากกว่า 2-3 ล้านบาท ถือว่าเป็นความใจกว้างของทีมนักออกแบบและผู้บริหารที่อยากให้ผู้บริโภคได้ใช้ของดีและมีประโยชน์…มาดูกันเลยครับ

ADAPTIVE CRUISE CONTROL

ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ

ระบบนี้ได้นำมาติดตั้งเพื่อลดความเร็วอัตโนมัติในการรักษาความห่างจากรถคันหน้าให้อยู่ในระยะที่ปลอดภัย โดยใช้เรดาร์วัดระยะห่างระหว่างรถคันหน้าเริ่มต้นทำงานตั้งแต่ความเร็ว 30 กม./ชม. ตั้งค่าระบบตามการความเร็วที่ปรับเซท ผู้ขับขี่ไม่ต้องเหยียบคันเร่งหรือเบรคตามคันหน้า หากรถคันหน้าเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่ต่ำลง ระบบจะลดความเร็วลงอัตโนมัติเพื่อรักษาระยะห่างในระยะที่ปลอดภัย เมื่อคันหน้าเร่งความเร็ว ระบบจะเร่งความเร็วตามความคล่องตัวของสภาพการจราจรและกลับมาที่ความเร็วตามที่ได้ตั้งค่าไว้

LANE KEEPING SYSTEM

ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง

ช่วยให้รถอยู่ในช่องทางเหมาะสมในกรณีที่เผลอละมือจากพวงมาลัยและรถเบี่ยงออกนอกช่องทาง ระบบจะทำงานอัตโนมัติเพื่อหมุนพวงมาลัยกลับมาอยู่ในช่องทางซึ่งทำงานร่วมกับกล้องที่ติดตั้งบริเวณหน้ารถในการตรวจจับหาเส้นแบ่งถนน โดยสามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ขับขี่กำลังเบนรถออกจากเลนโดยตั้งใจหรือไม่ จากนั้นจึงประมวลผลจากกล้องเพื่อประเมินผ่านมุมและแรงบิดของพวงมาลัย หากตรวจพบว่าผู้ขับขี่กำลังเปลี่ยนเลนโดยไม่ตั้งใจ ระบบจะทำหน้าที่ควบคุมพวงมาลัยเพื่อดึงรถกลับเข้าสู่เส้นทางเดิม หากรถยังคงเคลื่อนออกช่องทาง สัญญาณเตือนจะแจ้งไปยังผู้ขับขี่ด้วยวิธีการสั่นที่พวงมาลัย ซึ่งสามารถทำงานได้ในความเร็วเกิน 65 กม./ชม.และสามารถตั้งระดับการสั่นสะเทือนที่พวงมาลัยได้ วิธียกเลิกระบบเพียงแค่เปิดไฟเลี้ยวก่อนเบี่ยงช่องทาง เพียงเท่านี้ระบบก็จะตัดการทำงานทันที

FORWORD COLLISION WARNING SYSTEM

ระบบเตือนการชนด้านหน้า

ติดตั้งมาเพื่อป้องกันการชนที่ความเร็วสูงกว่า 5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้เรดาร์บริเวณหน้ารถวัดระยะห่างของรถกับวัตถุที่เคลื่อนที่อยู่ด้านหน้า ระบบจะทำการคำนวณเวลาก่อนชนหากได้ต่ำกว่าที่กำหนดไว้ จะส่งสัญญาณเตือนพร้อมกระพริบไฟบนกระจกหน้าและแสดงข้อความเตือนที่หน้าจอแสดงข้อมูล กรณีที่ผู้ขับขี่ไม่ตอบสนองต่อสัญญาณเตือน ระบบจะตุนแรงเบรกเตรียมไว้และเพิ่มแรงดันน้ำมันเบรคขนาด 0.3 กรัมเพื่อทำให้การหยุดรถมีประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถหยุดรถได้อย่างรวดเร็วเพื่อลดความเสียหายจากการกระแทกหรือหลีกเลี่ยงโอกาสในการชน

DRIVER ALERT SYSTEM

ระบบแจ้งเตือนการขับขี่

ระบบดังกล่าวทำงานโดยใช้กล้องที่ติดตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของกระจกมองหลัง ทำหน้าที่ระบุและบันทึกตำแหน่งช่องทางที่รถวิ่งอยู่ซึ่งเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ เริ่มทำงานในความเร็วเกิน 64 กม./ชม. หากระบบตรวจพบว่าผู้ขับขี่มีอาการเหนื่อยล้าจะทำการส่งสัญญาณเตือนไปที่หน้าจอแสดงข้อมูล เมื่อรถเคลื่อนตัวระบบจะคาดการณ์ตำแหน่งที่รถควรจะอยู่โดยอ้างอิงจากตำแหน่งของช่องทางที่มีการบันทึกไว้ จากนั้นจึงหาตำแหน่งที่แท้จริงของรถ

หากระบบตรวจพบว่ามีค่าความแตกต่างมากเกินไป จะทำการส่งสัญญาณเตือนบนหน้าจอควบคุม และถ้าผู้ขับขี่ยัไม่มีการตอบสนองก็จะแสดงสัญญาณที่หน้าจอแสดงข้อมูล เพื่อให้ทราบว่าควรหยุดพัก ขณะเดียวกันระบบจะไม่ส่งสัญญาณเตือนเมื่อมีการเปลี่ยนช่องทางเพื่อเร่งแซง เนื่องจากสามารถรับรู้ได้ว่าผู้ขับขี่บังคับรถออกนอกช่องทางโดยตั้งใจซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางนั่นเอง

Auto High Beam Control

ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ

ระบบนี้ใช้กล้องที่ติดตั้งอยู่หน้ารถตรวจสอบสภาวะต่างๆอย่างต่อเนื่องเพื่อนำมาประมวลผลว่าเมื่อใดต้องเปิดหรือปิดไฟสูงและต้องใช้งานในโหมดการเปิดไฟแบบอัตโนมัติเท่านั้น โดยจะทำงานที่ความเร็วสูงกว่า 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและทำงานในระยะไกลถึง 762 เมตร ซึ่งจะเปิดไฟสูงเมื่อเส้นทางนั้นมืดมากพอและไม่มีแสงไฟจากรถคันอื่นๆมาเป็นตัวแปร

กิจกรรมการทดลองฟีเจอร์ใหม่ได้จัดขึ้นบนทางระยะสั้นๆ จากกทม.-บางปะอิน เพื่อทดลอง 5 ฟีเจอร์ใหม่รวมถึงยังมีทดสอบเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยที่มีมาก่อนหน้าในรถยนต์ซีดานรุ่นโฟกัและถูกนำมาติดตั้งในฟอร์ด เอเวอเรสต์ 3.2 ลิตร ไทเทเนี่ยม พลัส รุ่นปี 2016 ได้แก่

Active Park Assist &

ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ

ช่วยให้การนำรถเข้าจอดเทียบข้างทำได้ง่ายดายด้วยการเหยียบคันเร่ง เข้าเกียร์ และเบรก โดยไม่จำเป็นต้องบังคับพวงมาลัย เซนเซอร์จะตรวจหาช่องว่างและควบคุมความเร็วให้อยู่ไม่เกิน 10 กม./ชม. จากนั้นจึงเริ่มเข้าจอดแบบอัตโนมัติ

Cross Traffic Alert & Blind Spot Information System

ระบบตรวจจับรถขณะออกจากซองจอดทำงานร่วมกับระบบตรวจจับรถในจุดบอด

ทำหน้าที่แจ้งเตือนผู้ขับขี่ในกรณีที่มีรถคันอื่นอยู่ในจุดบอดหรือเมื่อมีรถตัดผ่านในขณะถอยออกจากซองจอด ช่วยให้การถอยรถออกจากช่องจอดได้เป็นได้ง่ายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันกับระบบตรวจจับรถในจุดบอด Blind Spot Information System ที่ทำงานร่วมกับกล้องมองหลังขณะถอยจอดและสัญญาณเตือนระยะจอดด้านหน้า

ทั้ง 5 ฟีเจอร์ใหม่ที่ฟอร์ดได้ติดตั้งมาในรถโมเดลปี 2016 ทั้ง 2 รุ่นนี้ ถือเป็นการเติมเต็มมาตรฐานของรถกระบะ และ พีพีวี ซึ่งในส่วนของคู่แข่งจากเซกเมนต์เดียวกันยังไม่มีนโยบายสักเท่าไหร่ ในส่วนของเทคโนโลยีนั่นอาจเป็นต่อ แต่เรื่องรองคือการบริการหลังการขาย แต่นโยบายใหม่จากผู้บริหารของทางค่ายที่เน้นไปในเรื่องของมาตรฐานการให้บริการคือ เปิดให้บริการทุกวันไม่มีวันหยุด รวมถึงขยายศุนย์บริการให้มากขึ้นกว่าเดิมจากที่มีอยู่ทั่วประเทศทั้งหมดกว่า 140  แห่ง ทั้งนี้เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายมีความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์และงานบริการหลังการขาย

ในส่วนของราคาจำหน่ายหลังจากปรับโครงสร้างภาษี ฟอร์ด ประเทศไทย ยืนยันที่จะจำหน่ายในราคาเดิมจากที่เปิดตัวในงานมหกรรมยานยนต์เมื่อปลายปีที่ผ่านมา FORD EVEREST 3.2 TITANIAM PLUS จำหน่ายในราคา 1,749,000 บาท และ RANGER3.2 WILDTRAK จำหน่ายในราคา 1,189,000 บาท

Subaru Forester 2.0i-P รถเอนกประสงค์เครื่องสูบนอนขับสี่ล้อ พร้อมบทสัมภาษณ์ผู้บริหารเรื่องการปรับราคาขาย

0
การกลับมาของเอสยูวีรุ่นเรือธงแห่งค่ายดาวลูกไก่ ในรูปแบบไมเนอร์เชนจ์ที่ได้รับการปรับแต่งรูปลักษณ์และเติมเต็มความสะดวกสบาย ติดตั้งขุมพลังสูบนอนขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลัง 150 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติซีวีที พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Full Time Symmetrical AWD และระบบ X MODE ซึ่งเป็นตัวช่วยอัจฉริยะที่ใช้ในการลุย

ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องราวของการทดสอบ ปัญหาคาใจหลังจากมีข่าวการปรับลดราคาจำหน่ายของรถยนต์ซูบารุ สำหรับเรื่องนี้ผู้บริหาร บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) ได้ไขข้อข้องใจว่าเพราะเหตุใดถึงได้มีการปรับลดราคาและ จะไม่ถือเป็นการเอาเปรียบกลุ่มลูกค้าที่ซื้อไปก่อนหน้า คำตอบทั้งหมด เราได้เจาะลึกข้อมูลมาให้ทุกท่านครับ

คุณตะวัน คำฤทธิ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า “ราคาที่ปรับลดลงมาในขณะนี้เป็นโปรโมชั่นสำหรับรถเอสยูวี 2 รุ่นได้แก่ XV และ Forester  สำหรับ XV ปีก่อนเราได้เปิดตัวและซึ่งในเวลาไม่นานนักรถรุ่นนี้ได้เป็นโปรดักซ์ไฮไลต์  ขณะเดียวกัน ตันจง กรุ๊ป ในฐานะบริษัทแม่ได้มีการปรับโครงสร้างราคาทั้งหมดของรถยนต์ทุกรุ่น รวมถึงมีนโยบายสนับสนุนการขายร่วมกับ Fuji Heavy Industries ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิต ทำให้ ทีซี ซูบารุ(ประเทศไทย) จำกัด จำหน่ายรถรุ่นนี้ในราคาที่เหมาะสมกับตลาด และแข่งขันกับคู่แข่งได้มากขึ้น แต่ปีนี้ประเทศไทยมีการเปลี่ยนโครงสร้างภาษี ทำให้ XV รับผลกระทบโดยตรงจากราคาที่ปรับขึ้นตามโครงสร้างภาษี รุ่นเริ่มต้นปรับเพิ่ม 100,000 บาท จากราคา 998,000 บาทกลายเป็น 1,098,000 บาท ในส่วนของ Forester เปิดตัวในราคา 1,398,000 บาท และ 1,498,000 บาท ซึ่งทั้ง 2 รุ่นมาในรูปแบบของรถ CKD (CAR KNOCK DOWN) โดยเป็นรถที่ประกอบมาจากโรงงานในประเทศมาเลเซียจึงทำให้ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าและยังมีราคาจำหน่ายห่างจากรุ่นทอพ ซึ่งเป็นรถนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นหลายแสนบาท”

คุณตะวัน กล่าวเพิ่มเติมว่า “สถานการณ์ตลาดแบบนี้ กลุ่มตันจง กรุ๊ป ในฐานะของบริษัทแม่จึงให้เงินสนับสนุนพร้อมให้นโยบายจัดโปรโมชั่นช่วงแนะนำทั้ง XV และ Forester เพื่อให้ผู้บริโภคได้ซื้อในราคาเดิม สำหรับ XV ไมเนอร์เชนจ์รุ่น 2.0 i AWD ที่จำหน่ายในราคา 1,198,000 บาท รุ่น 2.0 i-P AWD ราคา 1,298,000 บาท ได้ทำการปรับราคาใหม่เหลือแค่ 2.0 I AWD ราคา 998,000 บาท และ2.0 i-P AWD1,098,000 บาท ส่วนราคาเดิมของ Forester รุ่น 2.0 i AWD 1,398,000 บาท และ 2.0 i-P AWD ราคา 1,498,000 บาท สำหรับราคาใหม่ รุ่น2.0 i AWD ลดลงเหลือ 1,198,000 บาท และรุ่น2.0 i-P AWD เหลือเพียง 1,398,000บาท ซึ่งถ้าเทียบกับราคาตอนเปิดตัวมีทั้งโปรแกรมส่งเสริมการขายในเรื่องอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ประกันชั้น1 ฟรีแมนทาแนนซ์ แพคเกจ ทั้งหมดนี้รวมมูลค่าประมาณ 1 แสนบาท แต่ส่วนของการปรับลดราคาจะไม่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการขาย เพราะราคาที่ปรับลงมาอยู่ตอนนี้คือราคาตัวรถอย่างเดียวไม่มีโปรโมชั่น กรณีที่ลูกค้าซื้อราคาใหม่และต้องการโปรแกรมส่งเสริมการขายจะต้องซื้อแพคเกจเพิ่มเติม ซึ่งบางโปรแกรมจะไม่มีการแยกขาย”

คุณตะวัน ทิ้งท้ายว่า “ปัจจุบันลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายทุกท่านรู้กันดีว่าราคาจริงอยู่ที่เท่าไหร่ อย่าง XV ก็กลับไปขายในราคาเก่าก่อนที่จะมีการปรับโครงสร้างภาษี ฉะนั้นราคาจะไม่มีการเหวี่ยงขึ้น ลง  และจะคงโปรโมชั่นนี้เอาไว้เพื่อให้ลูกค้าได้รถยนต์ที่มีคุณภาพในราคาที่ไม่ไกลเกินเอื้อม อย่างไรก็ตามสำหรับลูกค้าเก่า ได้มีการสื่อสารไปยังเจ้าของรถทุกท่านโดยทยอยติดต่อจากฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ ซี่งยอมรับว่าอาจไม่ทันใจและมีฟิตแบคกลับมาพอสมควร แต่เราก็จะพยายามดำเนินการให้เร็วที่สุด เพราะเชื่อว่าเราเป็นแบรนด์เดียวที่ออกแคมเปญใหม่และไม่ทิ้งลูกค้าเก่าแน่นอน”

คลายข้อข้องใจไปแล้วก็กลับมาที่เรื่องของการทดสอบ The New Subaru Forester 2.0i-P เป็นเอสยูวีที่สร้างชื่อให้ค่ายดาวลูกไก่มาเป็นเวลานาน สำหรับรุ่นนี้ยังคงเป็นการปรับแต่งรูปแบบไมเนอร์เชนจ์ซึ่งมาจากพื้นฐานเดิมของเจนเนอเรชั่นที่ 4 ในคอนเซปต์ “Is there Anything You Can’t Do?”เพื่อตอบสนองความต้องการของครอบครัวผู้รักการทำกิจกรรม ด้วยการออกแบบภายใต้แนวคิด Good Visibility ที่ให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมีทัศนวิสัยกว้างทุกมุมมองสามารถมองเห็นภายนอกตัวรถได้อย่างชัดเจน

The New Forester ยังคงใช้มิติตัวรถเดียวกับรุ่นที่ผ่านมาด้วยขนาดความยาว 4,595 มม., กว้าง 1,795 มม. และสูง 1,735 มม. มากับน้ำหนัก 1,535 กก. รูปลักษณ์ภายนอกได้รับการตกแต่งใหม่ให้ทันสมัย ดุดัน ด้วยการออกแบบกระจังหน้าและโคมไฟให้ดูโฉบเฉี่ยว ไฟหน้ามีระบบ SRH หรือ Steering Responsive Headlights โดยจะปรับลำแสงไปตามทิศทางและความเร็วของการหมุนพวงมาลัยและสามารถเปิด-ปิดการทำงานได้ รวมถึงติดตั้งที่ฉีดน้ำล้างไฟหน้าซึ่งทำงานสัมพันธ์กับที่ปัดน้ำฝน เพิ่มไฟกลางวันหรือไฟDaytime แบบแอลอีดีที่มุมด้านล่างของกันชน พร้อมสปอตไลต์ทรงกลม

ด้านบนติดตั้งราวแรคหลังคามาเสร็จสรรพ ท้ายรถมีสปอยเลอร์ติดตั้งไฟเบรกดวงที่ 3 คล้ายคลึงกับโมเดลปี 2012 พร้อมปรับปรุงในส่วนของกรอบไฟท้ายที่เน้นการใช้หลอดไฟแอลอีดี รวมถึงล้อแมกลายใหม่หุ้มด้วยยางขนาด 225/60/17

ภายในกว้างขวางอัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์ครบครัน โดดเด่นด้วยการออกแบบเพดานสูงให้ความรู้สึกโล่งสบาย เปลี่ยนกระจกรอบคันให้มีความหนาขึ้นพร้อมติดตั้งวัสดุซับเสียงทั่วห้องโดยสารเพื่อลดเสียงรบกวน ชุดคอนโซลลางออกแบบใหม่ให้สวยงามด้วยวัสดุสีดำเงาและสีเงินที่คอนโซลกลาง แผงข้าง และกรอบช่องแอร์ ในส่วนของคอนโซลเกียร์ตกแต่งสีดำเงาขลิบขอบสีโครเมียมพร้อมสวิตช์สั่งการเปิด-ปิดระบบ X Mode

พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่นปรับได้ 4 ทิศทาง ติดตั้งสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียง การรับสายโทรศัพท์ ครูสคอนโทรล และสวิตช์สั่งการระบบข้อมูลการขับขี่ ชุดแดชบอร์ดเป็นมาตรวัดทรงกลม ออกแบบเรียบหรู คอนโซลกลางมีระบบปรับอากาศแยกส่วนสามารถปรับอุณหภูมิได้ทั้งฝั่งซ้าย และ ขวา มีหน้าจอสัมผัสซึ่งปรับแต่งเสียงสำหรับระบบให้ความบันเทิงทำงานร่วมกับระบบ Siri Eyes Free ซึ่งเชื่อมต่อกับเครือข่ายของสมาร์ทโฟนจากแอปเปิ้ล รวมถึงทำหน้าที่ควบคุมระบบนำทางด้วยการแสดงภาพจากกล้องมองหลังที่มีเส้นกะระยะ

ฟังค์ชั่นที่ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับ The New Forester เริ่มตั้งแต่ระบบ Easy Entry ทำงานร่วมกับรีโมทคอนโทรลเพื่อล็อกและปลดล็อกรถ ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า ฝั่งผู้ขับมีหน่วยความจำ 2 ตำแหน่ง รวมถึงหน้าจอเอนกประสงค์แบบใหม่ที่แสดงข้อมูลของระบบขับเคลื่อน อัตราสิ้นเปลือง ซึ่งสามารถปรับตั้งค่าได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส กระจกมองข้างมีลูกเล่นเป็นไฟรูปลูกศรกะพริบเมื่อเปิดไฟเลี้ยว ทั้งยังมีเบาะหลังแยกพับได้ 60:40 ควบคุมและสั่งการด้วยสวิตช์แยกส่วนซ้าย-ขวา ซึ่งจะช่วยขยายพื้นที่ในการบรรทุกสัมภาระเป็น 1,592 ลิตรทันทีเมื่อพับพนักพิงเบาะหลัง ประตูบานท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ ซึ่งสั่งการจากสวิตช์ในรถและที่รีโมทคอนโทรล

ขุมพลังใช้เป็นแบบเครื่องยนต์เบนซินสูบนอนในชื่อ Subaru Boxer ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของรถจากค่ายนี้ มากับขนาดความจุ 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้าที่ 6,200 รอบต่อนาที แรงบิด 198 นิวตันเมตร ที่ 4,200 รอบต่อนาที พร้อมระบบเกียร์ LINEARTRONIC CVT แบบพิเศษที่ใช้สายพานโซ่แทนยาง มากับโหมด Manual +/- 6 จังหวะ และระบบ SI-Drive ให้เลือก 2 โหมดการขับ ได้แก่ I-Intelligent เน้นความราบเรียบและประหยัด และ S-Sport ให้การตอบสนองที่ฉับไวขึ้น คงตำแหน่งเกียร์ไว้แม้ผ่อนคันเร่ง

ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเป็นแบบ Full Time Symmetrical AWD เสริมตัวช่วย X MODE และระบบควบคุมการลงทางลาดชันเพื่อใช้ในสถานการณ์คับขัน รองรับด้วยระบบช่วงล่างหน้าแบบอิสระ แม็กเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นอิสระ ปีกนก 2 ชั้น พร้อมเหล็กกันโคลง

ลองของจริงทั้งบนถนนหลวงและเส้นทางออฟโรด

กิจกรรมทดลองขับ The New Subaru Forester จัดขึ้นบนเส้นทางกรุงเทพฯ–กาญจนบุรี โดยเป็นการทดสอบทั้งแบบการใช้งานในชีวิตประจำวันบนถนนหลวงและในเส้นทางลุยสไตล์ออฟโรด เพื่อสะท้อนถึงการใช้งานจริงว่าระบบต่างๆที่ติดตั้งมากับรถคันนี้ว่าจะมีทีเด็ดขนาดไหน…ติดตามกันต่อได้เลยครับ

หากรถคันนี้เปรียบเป็นคน ผมให้อยู่ในช่วงวัยของวัยรุ่นตอนปลายที่ดูแลตัวเองอย่างดีในด้านของผิวพรรณและทรวดทรง ด้วยรูปลักษณ์ปราดเปรียว สุขุม ปรับเปลี่ยนลุคส์ให้มีความทันสมัย มีความใจใหญ่ที่จะนำพาครอบครัวขนาดกลางไปเที่ยวทุกหนแห่ง จากห้องโดยสารที่กว้างขวาง นอกจากนั้นยังอุ่นใจและสบายอารมณ์ไปกับการเดินทางซึ่งนอกจากจอทัชสกรีนที่ใช้ควบคุมความบันเทิงและเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ด้วยฟังค์ชั่น Siri Eyes Free โดยใช้งานผ่านสมาร์ทโฟนของแอพเปิล ยังเสริมด้วยอุปกรณ์ที่ติดตั้งเป็นมาตรฐานทั้งระบบ Easy Entry ทำงานหน้าที่ล๊อคและปลดล็อครถ เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้าปรับเซทท่านั่งได้แม่นยำตามหน่วยความจำ หน้าจอเอนกประสงค์ประสิทธิภาพสูงบ่งบอกถึงการเข้ากับยุคสมัยซึ่งแสดงข้อมูลการใช้งานได้หลากหลาย ทั้งระบบขับเคลื่อนและอัตราสิ้นเปลือง ซึ่งสามารถปรับตั้งค่าได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ลูกเล่นเล็กๆที่ทำให้ดูหวือหวาไปสักนิดแต่ก็ดูเท่ห์ไปอีกแบบอย่างไฟเลี้ยวในกระจกมองข้าง ซึ่งเป็นไฟรูปลูกศรกะพริบจะทำงานทุกครั้งเมื่อเปิดไฟเลี้ยว

กำลังวังชาของชายหนุ่มตอนปลายส่งผ่านเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร เดิมทีเป็นรหัส EJ ถูกโยกย้ายมาเป็น FB 20 ที่หยิบยกมาจาก Subaru XV แต่ยังคงรูปแบบของเครื่องยนต์สูบนอนที่เป็นซิกเนเจอร์ของทางค่าย  สร้างพลังออกมาได้ 150 แรงม้าที่ 6,200 รอบ และแรงบิด 198 นิวตันเมตร ที่ 4,200 รอบ น่าสนใจที่ทีมออกแบบสยบความเกรี้ยวกราดด้วยเกียร์อัตโนมัติ เกียร์ LINEARTRONIC CVT ซึ่งมีนิสัยนุ่มนวล ปรับเปลี่ยนเกียร์ได้ราบลื่น ไร้รอยต่อ ถ้าถึงเวลาซ่าส์ยังเลือกสนุกในรูปแบบแอบห้าวเล็กๆด้วยการปรับเกียร์ในโหมด M และแพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัย รวมถึง SI-Drive เมื่อเลือกใช้โหมด S-Sport ซึ่งตอบสนองได้รวดเร็ว

ถึงแม้ว่าในเชิงเทคนิคจะมีการปรับแต่งระบบรองรับ ในส่วนของโช๊คอัพและค่าKของขดสปริง โดยทางทีมวิศวกรออกแบบได้เน้นไปที่ความนุ่มนวลและสะดวกสบาย ไม่แข็งกระด้างอย่างที่รถลุยควรจะเป็น แต่ผลพลอยได้จากตำแหน่งการวางเครื่องยนต์ให้ต่ำลง และอีกหนึ่งความโดดเด่นของเครื่องยนต์สูบนอนคือมีการสั่นสะเทือนน้อยกว่าเครื่องยนต์แบบสูบเรียง ส่งผลให้ The New Forester เกิดเสถียรภาพการทรงตัวดีกว่าเครื่องยนต์ที่วางรูปแบบอื่นๆ

เมื่อมาถึงทางวิบากที่ทีมงานได้จัดเส้นทางไว้ใกล้กับที่พักในจ.กาญจนบุรี ตัวช่วยการลุยอย่างระบบ X-MODE อันชาญฉลาดจะเป็นอาวุธลับในการนำพาให้คุณเดินทางไปได้ทุกหนแห่ง แม้ในสถานะการณ์ที่คับขันบนเส้นทางทุรกันดาร ด้วยการควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ เกียร์ เบรก และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ โดยทำงานที่ความเร็วประมาณ 20-40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งควบคุมระบบหลักของรถ ได้แก่ คันเร่ง ซึ่งทำหน้าที่หน่วงไม่ให้ลิ้นปีกผีเสื้อเปิดเร็วกว่าที่กล่องสมองกลสั่งการ เพื่อให้ขับขี่ได้ง่ายบนทางวิบาก, ควบคุมระบบส่งกำลังให้อยู่ในเกียร์ต่ำ เพื่อสร้างแรงบิดในการลุย, ควบคุมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยเพิ่มการถ่ายเทกำลังที่เพลาล้อหน้าและล้อหลังซึ่งมีลิมิเต็ดสลิฟทำงานด้วยระบบไฟฟ้า, ควบคุมระบบ VDC หรือ Vehicle Dynamic Control เมื่อล้อฝั่งใดมีการหมุนฟรีระบบจะสั่งการให้เบรกทำงานที่ล้อนั้นทันที  รวมไปถึงตัวช่วยอย่าง Hill Descent Control ระบบช่วยลงทางลาดชันจะทำงานที่ความเร็วต่ำกว่า 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อให้ผู้ขับมีสมาธิในการควบคุมพวงมาลัย

การทดลองขับ The New Subaru Forester ในครั้งนี้มีสิ่งที่น่าสนใจอย่างระบบ X MODE ซึ่งเป็นตัวช่วยการขับขี่ที่ดีในเส้นทางทุรกันดาร และมีฟังค์ชั่นหลากหลายติดตั้งมาใหม่โดยเน้นไปที่ความสบายของผู้ใช้เป็นหลัก เรื่องของพละกำลังอาจตกเป็นรอง ทั้งยังถูกดรอปความจัดจ้านด้วยระบบเกียร์ซีวีที แต่การที่ Forester ได้ถูกปรับปรุงมาใหม่เพื่อวัตถุประสงค์ในการเป็นรถเอสยูวีที่ใช้งานสะดวกสำหรับการเดินทางของครอบครัวนักกิจกรรมสมัยใหม่ เพียงเท่านี้ก็น่าจะตอบโจทย์ให้สาวกดาวลูกไก่ และผู้ที่กำลังมองหารถเอนกประสงค์ได้ตามรสนิยมและความต้องการ

TESTDRIVE MG GS สัมผัสสมรรถนะพิกัด 218 แรงม้า สะดวกและคุ้มค่ากับฟังค์ชั่น INKANET

0
สปอร์ตเอสยูวีรุ่นล่าสุดจากเมืองผู้ดี รูปลักษณ์เฉียบคม ภายในนั่งสบายพร้อมเพลิดเพลินไปกับการเชื่อมต่อโลกออนไลน์จากระบบ INKANET ขับสนุกด้วยสมรรถนะทรงพลังของเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร 218 แรงม้า ช่วงล่างเกาะถนนแน่นหนึบสไตล์ BRIT DYNAMIC

ตลาดรถเอนกประสงค์ยังร้อนระอุหลังจากหลายค่ายรถยนต์เริ่มมุ่งประเด็นไปที่โปรดักส์ในกลุ่มรถเอสยูวีซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของผู้บริโภค เช่นเดียวกับค่ายเอมจี ซึ่งหลังจากป้อนผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง จาก MG 6 มาสู่ MG 3 ตามด้วย MG 5 และล่าสุดกับ MG GS สปอร์ตเอสยูวีที่ต้องการให้เป็นเรือธงของเซกเมนต์นี้เพื่อสนองความต้องการของตลาดที่กำลังขยายตัวรวดเร็ว โดยตั้งค่าตัวไว้เพื่อท้ารบกับคู่แข่งในราคา 1,210,000 บาท รุ่น 2.0 TD 2WD และ 1,310,000 บาท ในรุ่น 2.0 AWD

สนนราคาเย้ายวนขนาดนี้เริ่มอยากรู้แล้วใช่ไหมครับว่า MG GS จะมีจุดเด่นอะไรน่าสนใจ สมรรถนะเครื่องยนต์รวมถึงฟิลลิ่งการขับขี่จะคุ้มค่า คุ้มราคา มากน้อยขนาดไหน www.autoworldthailand.com ขอคลี่คลายปัญหาที่ทุกท่านกำลังสงสัยครับ

MG GS

ความแตกต่างของรถ 2 รุ่นในรูปแบบขับ 2 และ 4 ล้อ

ก่อนที่จะเข้าสู่การทดสอบ ผมขอแนะนำให้ทุกท่านมาทำความรู้จักกับที่มาของ MG GS ทั้ง 2 รุ่น ในรหัส 2.0 TD 2WD และ 2.0 TX AWD กันก่อน ความแตกต่างนอกจากระบบขับเคลื่อน ยังมีบางส่วนที่ต้องเจาะลึก ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้น เชิญรับชมได้จากรายงาน

NEW MG GS ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด บริท ไดนามิค (Brit Dynamic) เช่นเดียวกับรถเอ็มจีทุกรุ่น ถ่ายทอดผ่าน DNA มาจากศูนย์ออกแบบรถยนต์ ยูเค เทคนิคคอล เซนเตอร์ (UK Technical Centre) ณ เมืองเบอร์มิงแฮม ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากโคมไฟใน ยูเค พาวิลเลี่ยน เวิลด์ เอ็กซ์โป (UK Pavilion World Expo) ประเทศอังกฤษ ด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวสะท้อนเอกลักษณ์แบบไม่ตามใคร (Follow No Others) ผสมกับคอนเซปต์การออกแบบ Diamond Flow Design เพื่อเน้นความสปอร์ตและปราดเปรียว

MG GS มากับมิติความยาว 4,500 มม. กว้าง 1,855 มม. และสูง 1,699 มม.ในรุ่น 2.0 TX AWD ส่วนรุ่น  2.0 TD 2WD มีมิติกว้าง ยาว เท่ากันแต่จะมีความสูงเพียง 1,675 มม. ส่วนน้ำหนักของรถทั้ง 2 รุ่น แตกต่างกันถึง 100 กก. รุ่น 2.0 TD 2WD มีน้ำหนัก1,542 กก. ส่วนรุ่น 2.0 TX AWD หนัก 1,642 กก.

รูปลักษณ์เน้นการออกแบบให้กระจังหน้าทรงเรียวเชื่อมต่อกับกรอบไฟ รุ่น2.0 TD 2WD ใช้ไฟหน้าโปรเจคเตอร์เลนส์แบบฮาโลเจน ส่วนรุ่น 2.0 TX AWD จะใช้ HID พ่วงฟังค์ชั่นปัดน้ำฝนอัตโนมัติและหัวฉีดน้ำล้างไฟหน้า รถทั้ง 2 รุ่นติดตั้งไฟส่องสว่างขณะขับขี่ในเวลากลางวัน (Daytime Running Lights) และกระจกมองข้างติดตั้งไฟเลี้ยว รวมถึงมีระบบไฟหน้าเปิด-ปิดและปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติ ซึ่งมากับไฟตัดหมอกหน้าและหลังบนฝากระโปรงมีเส้นสันคมที่เน้นย้ำโลโก้ MG ให้โดดเด่น กรอบไฟตัดหมอกทรงเหลี่ยมสอดรับกับแผงกันกระแทกรอบคันช่วยเติมความบึกบึน เสริมบุคลิกสปอร์ตด้วยปลายท่อไอเสียทรง 4 เหลี่ยม ไฟท้ายแอลอีดีให้ความสว่างชัดเจนพร้อมไฟเบรกดวงที่สาม และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตสีทูโทนขนาด 18 นิ้ว ในรุ่น 2.0 TX AWD  ด้านบนมีรางหลังคาและซันรูฟปรับไฟฟ้า

ห้องโดยสารกว้างขวาง นั่งสบาย ออกแบบและตกแต่งภายในดีไซน์สปอร์ต ทันสมัย ใช้วัสดุหนังระดับพรีเมียมสีดำ ทั้งยังเน้นเหลี่ยมคมแบบโมเดิร์นสลับกับเส้นสายโค้งมน ในรุ่น 2.0 TX AWD  เบาะผู้ขับขี่และเบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า มาพร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นและระบบความคุมความเร็วอัตโนมัติหรือครูสคอนโทรล รวมถึงติดตั้งระบบแพดเดิลชิฟท์ ส่วนรุ่น 2.0 TD 2WD ปรับไฟฟ้าได้เฉพาะส่วนผู้ขับขี่และไม่มีแพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัย    เบาะนั่งด้านหลังปรับและพับแยกส่วนได้แบบ 60:40 และปรับเอนได้ถึง 14 องศา สะดวกสบายด้วยกุญแจอัจฉริยะ ปุ่ม Push Start ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และกระจกมองหลังปรับแสงอัตโนมัติ

อีกหนึ่งความโดดเด่นของ MG GS ทั้ง 2 รุ่นคือเทคโนโลยีการสื่อสารอัจฉริยะ inkaNet (อินคาเน็ต) โดยสามารถโหลดแอพพลิเคชั่นมาไว้ในสมาร์ทโฟนทั้งระบบ ANDROID และ IOS ซึ่งมี 12 ฟังก์ชั่น ประกอบด้วย การโทรออก-รับสาย การรับ-ส่งข้อความ หรือแม้กระทั่งการแชร์สัญญาณอินเทอร์เน็ตไร้สายผ่านหน้าจอวิทยุ ตลอดจนระบบการนำทางรถยนต์ ระบบขอบเขตอิเล็กทรอนิกส์ การตรวจสอบสถานะของรถยนต์ การแจ้งอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน พร้อมการวางแผนการเดินทาง การควบคุมการทำงานของรถยนต์ การตรวจวิเคราะห์รถยนต์ การเตือนความผิดปกติของรถยนต์ และระบบเลขาฯส่วนตัว ระบบนำทางเนวิเกชั่นแสดงผลผ่านหน้าจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว และระบบเครื่องเสียงตอบสนองความบันเทิงผ่านลำโพง 8 ตัว รองรับมัลติมีเดียและการเชื่อมต่อไร้สายผ่านบลูทูธ พร้อมยูเอสบี (USB) และเอยูเอ็กซ์ (AUX) นอกจากนี้ยังเติมเต็มความสะดวกด้วยกล้องมองหลังและเซ็นเซอร์ถอยจอด

ตอบสนองการขับขี่ไปกับขุมพลังจากเครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ 2.0 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว ไดเรคอินเจคชั่น ให้กำลังสูงสุด 218 แรงม้าที่ 5,300 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตรที่ 2,500 – 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ TST – Twin Clutch Sportronic Transmission แบบ 6 สปีด ซึ่งสามารถรองรับเชื้อเพลิง E85 ได้ ในรุ่น 2.0 TX AWD ติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตโนมัติ (AWD) ทำอัตราเร่ง 0-100 ในเวลา 8.9 วินาที ส่วนรุ่น 2.0 TD 2WD มากับระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า ทำอัตราเร่ง 0-100 ในเวลา 8.2 วินาที

ระบบช่วงล่างใช้เป็นแบบเดียวกันทั้ง 2 รุ่น ด้านหน้าเป็นแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบอิสระมัลติลิงค์พร้อมเหล็กกันโคลง แต่ปรับแต่งในรุ่น 2.0 TX AWD ให้มีความหนืดในส่วนของน้ำมันโช๊คอัพและเพิ่มความแข็งให้กับค่า K ของขดสปริงเพื่อรองรับน้ำหนักตัวรถ รวมถึงมีโครงสร้างตัวถังนิรภัยซึ่งแข็งแกร่งด้วยเทคโนโลยี FSF – Full Space Frame
มาตรฐานความปลอดภัยในรถคันนี้ไม่เป็นรองใครกับ 13 เทคโนโลยีภายใต้ระบบ SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM ที่ทำงานประสานเป็นหนึ่งเดียว ตั้งแต่การป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน (ABS – Anti-lock Braking System) พร้อมระบบช่วยกระจายแรงเบรก (EBD – Electronic Brake Force Distribution) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (TCS – Traction Control System) ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง (CBC – Curve Brake Control) ระบบควบคุมการทรงตัว (SCS – Stability Control System) ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง (AVH – Auto Vehicle Hold) ระบบทำความสะอาดจานเบรกอัจฉริยะ (BDC – Intelligent Brake Disc Cleaning) ระบบเพิ่มแรงดันไฮดรอลิคเบรกให้เหมาะสม (OHBV – Optimized Hydraulic Brake Servo) ระบบป้องกันการลื่นไถล เมื่อเกียร์ลดต่ำอย่างฉับพลัน (MSR – Motor Control Slide Retainer) ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (EBA – Electronic Brake Assist System) ตลอดจนระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน (HAS – Hill-Start Assist) ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง (TPMS – Tire Pressure Monitor System) และระบบเบรกมือไฟฟ้า (EPB – Electronic Parking Brake)

ถึงเวลาลองของจริง

600 กม. เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ปราณบุรี

การพิสูจน์สมรรถนะของ MG GS ในครั้งนี้ ทางบริษัท เอมจี เซลส์(ประเทศไทย) จำกัด จัดเส้นทางให้สื่อมวลชนได้ลองสัมผัสกับสปอร์ตเอสยูวี พิกัด 218 แรงม้าไว้บนเส้นทาง กรุงเทพ-ปราณบุรี ระยะทางไปกลับกว่า 600 กม. โดยนักทดสอบรถยนต์ทุกท่านมีโอกาสที่จะได้ทดสอบทั้งในรุ่น 2.0 TD 2WD และ และรุ่น 2.0 TX AWD อย่างเต็มอรรถรส ถึงเวลาควบสปอร์ตเอสยูวีรุ่นแรกจากค่ายรถผู้ดีอังกฤษพร้อมการเจาะลึกสมรรถนะแบบหมดเปลือก

จากความแตกต่างของรูปลักษณ์ภายนอกที่แทบจะไม่รู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลงดั่งเช่นข้อมูลที่ได้นำเสนอไปในช่วงแรก เพราะฉะนั้นฟังค์ชั่นภายในเป็นอะไรที่น่าสนใจ ห้องโดยสารของ MG GS โปร่ง โล่งสบายและเก็บเสียงได้ดี ระบบที่โดดเด่นอย่าง INKANET ซึ่งรถทั้ง 2 รุ่นนี้ติดตั้งมาจากโรงงานถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ผู้ใช้งานต้องทำความเข้าใจและสร้างความคุ้นชินกับฟังค์ชั่นนี้ก่อน ซึ่งถ้าทำความเข้าใจครบทั้งหมด ความอัจฉริยะอันชาญฉลาดของระบบนี้จะทำให้ผู้ใช้งานสะดวกสบายยิ่งขึ้นทั้งในด้านการใช้งานบนโลกออนไลน์ผ่านหน้าจอขนาด 8 นิ้ว รวมถึงการทำหน้าที่ EQUALIZER ในการปรับแต่งเสียงเพลงผ่านลำโพงทั้ง 8 ตัว นอกจากนี้ยังสามารถตรวจเชคสถานะของรถผ่านแอพพลิเคชั่นทั้งในเรื่องความผิดปกติ รวมถึงระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายของเหลวที่อยู่ภายในเครื่องยนต์ พลาดไม่ได้กับระบบนำทางผ่านดาวเทียมเวอร์ชั่นล่าสุดที่จะไม่ทำให้คุณเสียเวลาจากการหลงทาง อีกหนึ่งจุดเด่นของระบบนี้คือสามารถรับรู้และตรวจสอบว่ารถจอดอยู่บริเวณไหนในกรณีสำหรับการป้องกันการโจรกรรม เบาะนั่งผู้โดยสารแถวที่ 2 เพิ่มความสบายในการปรับองศาพนักพิงได้อีก 14 องศา ทำให้สามารถเอนนอนและปรับอิริยาบถได้อย่างสะดวก

เมื่อทำหน้าที่เป็นพลขับ มุมมองของกระจกมองหลังเป็นส่วนหนึ่งที่ดูขัดๆ เนื่องจากท้ายรถลาดเท ทำให้พื้นที่กระจกหลังมีมุมที่แคบ แต่ก็ใช่ว่าจะบดบังทัศนวิสัยในการขับขี่ เพียงแค่อาจดูแปลกตาไปสักนิด ส่วนการถอยจอดวิศวกรผู้ออกแบบได้ติดตั้งทั้งเซนเซอร์และกล้องมองหลังไว้เพื่อเป็นตัวช่วย จึงไม่ได้เป็นข้อเสียของการใช้งานในขณะถอยเข้าจอดในที่แคบ

หัวข้อของขุมพลังผ่านฉลุย เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตรติดเทอร์โบในพิกัด 218 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตรที่ 2,500 – 4,000 รอบต่อนาที ซึ่งถือว่าเป็นแรงบิดที่ดีในช่วงกลางแต่เรียกใช้งานได้ตลอดเวลา ส่วนหนึ่งอาจเป็นการช่วยเหลือของอัตราทดเกียร์ซึ่งดีไซน์ออกมาได้จัดจ้านและช่วงรอยต่อของเกียร์นุ่มนวล เปลี่ยนตำแหน่งรวดเร็ว ระบบส่งกำลังที่ว่านี้เป็นแบบเกียร์อัตโนมัติ ในชื่อ TST – Twin Clutch Sportronic Transmission 6 สปีด เลือกขับสนุกได้ใน S MODE โดยสามารถปรับเปลี่ยนแบบรถเกียร์ธรรมดาซึ่งควบคุมได้จากคันเกียร์  ในรุ่น 2.0 TX AWD พิเศษในส่วนของแพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัย แต่จะทำงานก็ต่อเมื่อเลื่อนตำแหน่งเกียร์มาอยู่ที่ S MODE เท่านั้น

ระบบช่วงล่างเกาะหนึบ เส้นทางที่สะท้อนการทำงานของระบบช่วงล่างอยู่บริเวณช่วงปราณบุรี-สามร้อยยอด ซึ่งเป็นทางคดเคี้ยว หลายโค้งที่เข้าด้วยความเร็วเพื่อให้รับรู้ถึงฟิลลิ่งระบบช่วงล่างของรถคันนี้ ผมออกตัวไว้เลยว่าหายห่วง เพราะการยึดเกาะที่แน่นหนึบและส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหน้าสัมผัสของยางที่กว้างซึ่งมีขนาด 235-50 R18 จะลดทอนความเร็วก็เพียงแต่ลดตำแหน่งเกียร์เพื่อให้สัมพันธ์กับโค้ง วิธีการนี้ไม่แนะนำให้ทำนะครับ เพราะต้องฝึกฝนจนชำนาญ หากลอกเลียนแบบอาจจะลื่นไถลไปนอนแน่นิ่งในคูน้ำข้างทางก็เป็นได้

ฟิลลิ่งระบบช่วงล่างของรถทั้ง 2 รุ่นค่อนข้างแตกต่างกันชัดเจน จากที่วิศวกรได้ให้ข้อมูลเรื่องการปรับเซทความแข็ง-อ่อน ของโช๊คอัพและสปริงในรถทั้ง 2 รุ่น ซึ่งเป็นจริงดั่งที่ว่า เพราะรุ่น 2.0 TX AWD ให้ความรู้สึกในการควบคุมรถง่ายกว่ารุ่น 2.0 TD 2WD ที่เน้นความนุ่มนวลเป็นหลัก

อัตราสิ้นเปลืองประมวลผลและวัดเป็นค่าเฉลี่ยบนจอแดชบอร์ดแสดงตัวเลขไว้ที่ ประมาณ 8.0-8.5 ลิตร ต่อ 100 กม. หรือเกือบ 12 กม./ลิตร ในรุ่น  2.0 TX AWD ส่วนในรุ่น 2.0 TD 2WD บริโภคเชื้อเพลิงน้อยกว่าประมาณ 10-15 % ตัวเลขแสดงไว้ที่ประมาณ 7.3-7.8 ลิตร/100 กม. หรือประมาณ 13 กม./ลิตรเลยทีเดียว

สำหรับตลาดในกลุ่มเอสยูวีถือว่ามีคู่แข่งหลากยี่ห้อ จุดเด่นของ MG GS ต้องบอกว่าพอสู้กับคู่แข่งได้สนุกแถมบางประเด็นยังถือว่าได้เปรียบอย่างในเรื่องของเครื่องยนต์และระบบช่วงล่าง นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นในด้านความทันสมัยของการให้บริการระบบ INKANET ซึ่งเหมาะกับผู้คนในยุคเจน Y เป็นอย่างยิ่ง การมาในรูปแบบของสปอร์ตเอสยูวีโมเดลแรกของค่ายเอมจี ถือว่าเรียกกระแสตอบรับจากผู้บริโภคได้เกินคาด เพราะตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือนที่เปิดตัวมา MG GS ทำยอดจองท่วมท้นจากงานมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 37 กว่า 350 คัน และยังคงตามเก็บลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง การเสริมเรื่องหลังการขายเป็นอีกหนึ่งแผนการที่ทีมบริหารของบริษัท เอมจี (ประเทศไทย) จำกัด ได้รุกหนัก ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนขยายตัว จากศูนย์บริการทั่วประเทศทั้ง 40 แห่ง โดยจะเพิ่มขึ้นให้ครบ 80 แห่งภายในปีนี้ ตอกย้ำถึงความสำคัญสำหรับตลาดรถยนต์ในประเทศเพื่อสร้างความมั่นใจกับผู้บริโภค ถึงอย่างไรภายใต้การบริหารในเครือซีพีกรุ๊ป แน่นอนว่าต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณ ว่าจะเปิดโอกาสลองคบกับรถค่ายนี้มากน้อยแค่ไหน

HONDA BR-V VS SUZUKI ERTIGA DREZA 2 คู่แข่งแย่งชิงตลาดรถเอนกประสงค์ไซส์เล็กแบบ 7 นั่ง

0
รถยนต์เพื่อการเดินทางถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับครอบครัวสมัยใหม่ รวมถึงการใช้งานที่หลากหลายซึ่งเป็นปัจจัยหลักเพื่อผู้บริโภคจะพิจารณาเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันรถยนต์เอนกประสงค์แบบ 7 ที่นั่ง คงมีรถไม่กี่รุ่นที่ตอบโจทย์ให้กับความคุ้มค่าต่อการลงทุนด้วยเม็ดเงินในหลักหลายแสนบาท คำตอบนี้ www.autoworldthailand.com ได้นำข้อมูลและบทสรุปของรถยนต์จาก 2 ค่ายผู้ผลิตมาให้ท่านผู้อ่านได้วิเคราะห์แบบหมัดต่อหมัด ตาต่อตา และฟันต่อฟัน

การนำเสนอครั้งนี้เป็นรถยนต์ที่มากด้วยอรรถประโยชน์ในรูปแบบของรถ 7 ที่นั่ง ได้แก่ HONDA BR-V  และ SUZUKI ERTIGA DREZA ซึ่งมีความเป็นรถอเนกประสงค์ที่คุ้มค่าและกำลังได้รับความนิยม เพราะใช้งานได้หลากหลายทั้งในชีวิตประจำวันและเพื่อการท่องเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์

สถานการณ์ตลาดรถยนต์ปัจจุบัน ถ้ากล่าวถึงความต้องการของผู้บริโภคที่กำลังเลือกซื้อรถแบบ 7 ที่นั่ง ตัวเลือกในตลาดไม่ได้มีมากเหมือนรถยนต์ในเซกเมนต์อื่น โดย 2 ตัวเลือกที่เรานำข้อมูลรวมถึงการทดลองขับในครั้งนี้ ทั้งHONDA BR-V และ SUZUKI ERTIGA DREZA ล้วนแต่จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันทั้งในเรื่องรูปลักษณ์ สมรรถนะ รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆที่ติดตั้งมาจากโรงงานผู้ผลิต มาไล่เรียงกันทีละหัวข้อว่ารถจากค่ายไหนมีอะไรเด็ดกันดีกว่าครับ

รูปลักษณ์แบบไหนโดนใจคุณ

อย่างที่ได้เกริ่นไว้ตั้งแต่ตอนต้นว่ารถทั้ง2คันนี้ เราหยิบยกประเด็นในการนำเสนอจากหัวข้อเรื่องการเดินทางในสไตล์ครอบครัวทันสมัย รูปลักษณ์ถือเป็นปัจจัยแรกที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย เพราะฉะนั้นในส่วนนี้เริ่มเกิดความแตกต่าง

HONDA BR-V

รถอเนกประสงค์สไตล์ครอสโอเวอร์ขนาดซับคอมแพค ใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกับ Jazz ละ City มากับความยาว 4,456 มม. กว้าง 1,735 มม. และสูง 1,666 มม. ออกแบบตามแนวคิด Active Solid Motion สะท้อนถึงความแข็งแกร่ง และทรงพลัง ด้วยเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวรอบคัน โดดเด่นด้วยช่วงล่างยกสูงในรูปแบบของรถเอสยูวี ซึ่งมีความสูงใต้ท้องรถถึง 201 มิลลิเมตร

ไฟหน้าเป็นแบบโปรเจคเตอร์เลนส์ พร้อมไฟหรี่ และไฟท้ายแบบ LED ดีไซน์รูปตัว C ด้านบนมีราวหลังคาสไตล์สปอร์ต (Roof Rail) ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น มาพร้อมล้ออัลลอยลาย 5 ก้าน หุ้มด้วยยางขนาด 195/60 R16

SUZUKI ERTIGA DREZA

รถคันนี้จัดอยู่ในหมวดหมู่ของ MINI MPV ใช้โครงสร้างเดิมจาก Swift มากับความยาว 4,325 มม. กว้าง 1,695 มม. สูง 1,685 มม. เป็นการไมเนอร์เชนจ์จากรุ่นก่อนซึ่งทีมผู้ออกแบบปรับเปลี่ยนแผงหน้าใหม่ยกชุด

โคมไฟ หน้ากระจัง และกันชน รวมถึงสเกริต์ข้างและสปอยเลอร์ดีไซน์ใหม่ มีไฟกลางวันและสปอร์ทไลท์ติดอยู่ที่กันชน สลัดภาพเดิมๆในรุ่นที่แล้วออกไปอย่างสิ้นเชิง

เค้าโคลงของรุ่นก่อนเพียงแค่ชิ้นส่วนไฟท้าย แต่ก็ได้เติมแต่งด้วยแผงทับทิมและสัญลักษณ์แถบโครเมียม พร้อมล้ออัลลอยดีไซน์แนวสปอร์ต หุ้มด้วยยาง 185/65 R15

ห้องโดยสาร 7 ที่นั่ง แต่ละคันมีอะไรที่น่าสนใจ

นอกจากรูปลักษณ์ ทั้ง HONDA BR-V และ SUZUKI ERTIGA DREZA มีวัตถุประสงค์เดียวกันนั่นคือห้องโดยสารแบบ 7 ที่นั่ง แต่ความแตกต่างของรถทั้ง 2 คันอยู่ที่การออกแบบภายในและฟังค์ชั่นการใช้งานที่ติดตั้งมากับตัวรถซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักที่ผู้บริโภคต้องนำไปพิจารณา…ความชอบส่วนบุคคลเป็นสิ่งที่ทำให้คุณต้องตัดสินใจ

HONDA BR-V

มาพร้อมเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง โดยเบาะนั่งแถวที่ 2 พนักพิงปรับเอนได้ถึง 2 ระดับ สามารถปรับเลื่อน หน้า-หลัง เพื่อช่วยให้ผู้โดยสารแถวที่ 3 เข้า-ออกได้สะดวก เบาะนั่งแถวที่ 3 มีพื้นที่วางขาที่กว้างขวาง พนักพิงสามารถพับแยกแบบ 50:50 หรือพับตลบไปด้านหน้า 2 จังหวะ เพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้าย มาพร้อมระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง เพื่อกระจายความเย็นได้อย่างทั่วถึง

BR-V เน้นความสะดวกสบายด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานระดับพรีเมี่ยม ติดตั้งมาตรวัดเรืองแสงสีขาว พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID ไฟแสดงผลการขับขี่แบบประหยัด และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ใช้งานง่าย เช่น ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ และระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ(Honda Smart Key System) พร้อมระบบปรับอากาศอัตโนมัติและระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 6.1 นิ้ว ที่รองรับระบบ iOS และ Android ซึ่งเชื่อมต่อภาพและเสียงได้อย่างง่ายดายผ่านช่องเชื่อมต่อ HDMI, USB และ AUX อีกทั้งระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth)

SUZUKI ERTIGA DREZA

ห้องโดยสาร 7 ที่นั่ง ตกแต่งเรียบง่ายสไตล์ทูโทน หุ้มเบาะนั่งด้วยผ้าสีเทา เบาะนั่งแถวที่ 2 ปรับเลื่อนหน้า-หลังได้กว้างและพับได้แบบ one touch walk-in จึงง่ายในการใช้งานและสะดวกในการขึ้น-ลง แถวสามพับได้ 50:50 พร้อมติดตั้งระบบปรับอากาศให้กับผู้โดยสารบริเวณแถว 2 และ 3

ชุดคอนโซลและแผงมาตรวัดยังคงรูปแบบของรุ่นก่อนจะมีก็แต่ส่วนที่ได้รับการตกแต่งเพิ่มอย่างลายไม้ที่แผงข้างและขอบล่างชายคอนโซล สำหรับอุปกรณ์เพื่อความสะดวกสบาย อาทิ ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ ระบบเครื่องเสียงแบบ 2 DIN พร้อมเครื่องเล่นวิทยุ ซีดี รวมถึงกุญแจรีโมท และกระจกไฟฟ้า

สมรรถนะเครื่องยนต์ ระบบรองรับ และตัวช่วยด้านความปลอดภัย

หัวข้อนี้สำคัญหากมีการโดยสารซึ่งเป็นตัวแปรของน้ำหนักบรรทุก การใช้งานสำหรับการเดินทางจะไหวมั้ย ขุมพลังจะนำพาร่างท้วมๆของแต่ละคันไปได้ขนาดไหนและบริโภคน้ำมันเท่าไหร่

HONDA BR-V

ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร SOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว 117 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 146 นิวตันเมตรที่ 4,700 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ CVT ใหม่ พัฒนาภายใต้เอิร์ธดรีมเทคโนโลยี เคลมอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยนอกเมืองและในเมืองจากโรงงานผู้ผลิตอยู่ที่ 16.4 กม./ลิตร รองรับพลังงานทางเลือก E85 มาพร้อมมาตรฐานความปลอดภัย อาทิ ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA) ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA) ถุงลมคู่หน้า (Dual SRS)

ระบบรองรับพัฒนาต่อยอดมาจาก MOBILIO ด้านหน้าเป็นแมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ออกแบบมุมล้อสำหรับรถยกสูงสไตล์เอสยูวี ส่วนด้านหลังใช้ทอร์ชั่นบีมแบบ H Shape

SUZUKI ERTIGA DREZA

Ertiga Dreza ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินรหัส K14B แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว ขนาดความจุ 1,373 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 92 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 130 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ 4 จังหวะพร้อมทปุ่มโอเวอร์ไดรฟ์ เคลมอัตราสิ้นเปลืองจากบริษัทผู้ผลิตไว้ที่ 15.4 กม./ลิตร รองรับน้ำมัน อี 20ติดตั้งระบบความปลอดภัย อาทิ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบป้องกันล้อล๊อค ABS และ กระจายแรงเบรค EBD มารพ้อมเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง และสัญญาณเตือน

ช่วงล่างหน้าใช้ระบบแมคเฟอร์สันสตรัทพร้อมคอยล์สปริง ส่วนด้านหลังเป็นระบบทอร์ชั่นบีม ทำงานร่วมกับคอยล์สปริงเช่นกัน

ได้เวลาเปรียบมวย

สมรรถนะในการขับขี่สำหรับรถสไตล์อเนกประสงค์ทั้งสองคันนี้คงไม่มีใครทำออกมาในรูปแบบของความแข็งกระด้าง ในมุมกลับกันความนุ่มนวลเป็นคำตอบที่รถทั้ง 2 รุ่นต้องการสื่อให้สาธารณชนได้รับทราบ เพื่อการเดินทางที่สะดวกสบาย

Honda BR-V มากับรูปแบบสไตล์รถครอสสโอเวอร์ซึ่งเนื่องจากความสูงของตัวรถ ค่ายผู้ผลิตจึงเลือกที่จะผสมผสานความแข็งกับความนุ่มในแบบ 60:40 การขับขี่ให้เสถียรภาพที่ดีและมั่นคง มีความหนึบในการเกาะถนน เข้าโค้งหรือทำความเร็วได้อย่างสบายแต่ก็ถูกลดทอนความห้าวหาญไปด้วยระบบเกียร์ซีวีที พวงมาลัยสัมพันธ์กับความเร็วและควบคุมได้แม่นยำ แถมยังมีฟังค์ชั่นต่างๆที่มาแบบจัดเต็มพร้อมตัวช่วยการขับขี่ที่จะทำให้ผ่อนคลายและเกิดสุนทรียแห่งการเดินทาง

Suzuki Ertiga Dreza ยังคงรูปลักษณ์ในสไตล์มินิเอมพีวี ปรับเซทช่วงล่างที่เหมาะสมกับการขับขี่และโดยสาร สามารถขับขี่อย่างมั่นคง ถึงแม้ว่าระบบเกียร์จะเป็นแบบอัตโนมัติ 4 จังหวะที่มาพร้อมกับปุ่มโอเวอร์ไดรฟ์แต่กลับให้อารมณ์สปอร์ตดุดัน การเข้าโค้งทำได้มั่นใจ การยึดเกาะอาจตกเป็นรองเนื่องจากรูปลักษณ์แบบรถทรงกล่องซึ่งจะทำให้มีลมปะทะมากกว่าคู่แข่งเล็กน้อย การควบคุมรถทำได้ไม่แพ้กัน เรื่องที่เสียเปรียบคือฟังค์ชั่นและระบบต่างๆที่ติดตั้งมากับตัวรถยังดูน้อยไปสักนิดสำหรับยุคสมัยนี้     

การต่อกรระหว่างรถ 7 ที่นั่งทั้ง 2 คันนี้ Honda BR-V จะได้เปรียบในเรื่องของความใหม่ สด รวมถึงพละกำลังและตัวช่วยการขับขี่ แต่ก็ใช่ว่า Suzuki Ertiga Dreza จะไม่มีจุดแข็งในการต่อกรกับคู่แข่ง เพราะจริงๆแล้วฟังค์ชั่นการใช้งานที่ไม่ได้มีมามากมาย แต่ทั้งหมดที่มีภายในรถคันนี้ล้วนเป็นระบบที่จำเป็นต่อการใช้งาน และอีกเรื่องที่ต้องคิดหนักเพราะราคาค่าตัวที่ตั้งไว้ต่ำกว่า Honda BR-V ประมาณ 100,000 บาท เป็นปัจจัยที่ทำให้คุณต้องครุ่นคิดไม่มากก็น้อย

ส่วนในเรื่องของรูปลักษณ์ ผมคงไม่สามารถฟันธงให้ได้ว่ารถคันไหนสวยกว่ากัน เพราะเป็นเรื่องของความชอบแต่ละบุคคล ซึ่งคุณคงต้องพิจารณาอีกครั้งเพื่อให้คุ้มกับการแลกมาด้วยเม็ดเงินที่ต้องเสียไป

The New Porsche 911 Carrera ครั้งแรกกับการทดลองขับเจ้าชายกบรุ่นล่าสุด

0
รถสปอร์ตคูเป้ 2+2 ที่นั่ง ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  ติดตั้งเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยทันสมัย สมรรถนะโดดเด่นจากขุมพลังบอกเซอร์ 6 สูบนอนขนาด 3.0 ลิตรพ่วงระบบอัดอากาศ Bi-turbo charging ให้กำลังสูงสุด 370 แรงม้า พร้อมระบบเกียร์Porsche Doppelkupplung และแพ็คเกจ Sport Chrono Package อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพียง 4.2 วินาที

THE NEW PORSCHE 911 CARRERAเผยโฉมครั้งแรกในประเทศไทย ณ งาน บางกอก อินเอตร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 37 ที่ผ่านมา และเป็นครั้งแรกที่สื่อมวลชนจะได้ทดลองขับปอร์เช่ 911 คาร์เรร่า ใหม่ล่าสุด (The new 911 Carrera) เพื่อพิสูจน์สมรรถนะเครื่องยนต์สมรรถนะสูง พร้อมสัมผัสเทคโนโลยีชั้นนำ และระบบความปลอดภัย ในกิจกรรมงาน  “The New 911 Carrera Driving Experience 2016” ซึ่ง บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ในฐานะผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ปอร์เช่อย่างเป็นทางการ ได้จัดขึ้นที่ ลาน อเนกประสงค์ กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์

ว่าแล้วก็มาดูกันครับว่า สุดยอดรถสปอร์ตในฝันที่ใครหลายคนหมายปองจะมีสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจขนาดไหน www.autoworldthailand.com จัดให้ด้วยความเต็มใจ

THE NEW PORSCHE 911 CARRERA มีความโดดเด่น ตั้งแต่ไฟหน้าติดตั้งไฟ Daytime แบบ 4 ดวง (Four point daytime running lights) จนไปถึงที่จับประตูและฝากระโปรงหลังได้รับการออกแบบใหม่รับกับไฟท้ายแบบใหม่ล่าสุดได้อย่างลงตัว พร้อมไฟเบรกแบบ 4 ดวง (Four point daytime brake lights) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ในส่วนของล้อเป็นแมกลาย 5 ก้านคู่ขอบ 19 นิ้ว มีสปอยเลอร์หลังที่สังการเปิด/ปิด และท่อไอเสียคู่ออกกลางที่เลือกซุ้มเสียงดุดันได้จากสวิทช์ควบคุมบริเวณคอนโซลเกียร์

ห้องโดยสารดีไซน์ประณีต เบาะนั่งและพวงมาลัยเป็นงานแฮนด์เมด มาพร้อมระบบ PCM:Porsche Communication Management ซึ่งเป็นระบบสัมผัสและง่ายต่อการใช้งาน ทั้งยังมี Sport Chrono Package ฟังค์ชั่นเสริมที่สามารถเลือกติดตั้งได้ พร้อมกับโหมด Switch on บนพวงมาลัย ปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้ 4 ระดับ คือ Normal, Sport, Sport Plus และ Individual พร้อม “Sport Respone button” ซึ่งจะทำให้เร่งเครื่องยนต์ถึง RED LINE ได้นานถึง 20 วินาที สำหรับการแซงด้วยความเร็วสูง สมองกลอิเลคทรอนิคส์จะควบคุมระบบเกียร์ให้ทำงานร่วมกับการจัดการเครื่องยนต์ เพื่อปรับเปลี่ยนพร้อมตอบสนองได้ในเวลาที่รวดเร็ว

อีกหนึ่งฟังค์ชั่นที่โดดเด่นของระบบ PCM คือช่วยค้นหาเส้นทางแบบออนไลน์ สั่งการได้ด้วยเสียงหรือ Voice Control ใช้งานผ่านระบบหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว คล้ายกับการใช้งานบนสมาร์ทโฟน

THE NEW PORSCHE 911 CARRERA ได้รับการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ในรูปแบบวางหลังที่เป็นเอกลักษณ์ ความจุ 3 ลิตร ติดตั้ง Bi-turbo charging ให้กำลังสูงสุด 370 แรงม้า พร้อมแรงบิด 450 นิวตันเมตรที่ 1,700-5,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ Porsche Doppelkupplung:PDK อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในระยะเวลาเพียง 4.2 วินาที และประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น 12% โดยอัตราสิ้นเปลืองจะลดลง 1 ลิตรต่อ 100 กม. บริโภคเชื้อเพลิงเพียง 7.4 ลิตรต่อ 100 กม. หรือประมาณ 13.51 กม./ลิตร

ระบบความปลอดภัยและตัวช่วยในการขับขี่จัดเต็มในระดับพรีเมียม อาทิ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (automatic speed control), ระบบ Adaptive Cruise Control (ACC) ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริม มาพร้อมกับฟังก์ชั่น Coasting ทำงานร่วมกับระบบเกียร์ PDK เมื่อต้องขับขี่ในสถานการณ์รถติด คลัทซ์จะหยุดทำงานเพื่อประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ไม่สูญเสียกำลังเครื่องยนต์ นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งระบบเสริมที่สามารถเลือกติดตั้ง คือระบบช่วยเหลือในการเปลี่ยนช่องทาง (lane change assistant) ตรวจสอบรถด้านหลังด้วยตัวจับสัญญาณและใช้ไฟ LED ทั้งด้านซ้ายและขวาเพื่อเป็นการเตือนผู้ขับขี่ให้ระวังรถที่อาจวิ่งเข้ามาในระยะจุดบอดได้  ทั้งยังเพิ่มความปลอดภัยด้วยระบบหยุดวงจรไฟหรือเครื่องยนต์ ที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้หรือความเสียหายหลังเกิดการชน (the post-collision braking system) ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

ถึงเวลาลองของแรง

แม้ว่ากิจกรรมนี้จะไม่ใด้จัดขึ้นในสนามทดสอบรถยนต์ แต่การประยุกต์ใช้พื้นที่ของลานอเนกประสงค์ในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ก็สามารถทำให้ THE NEW PORSCHE 911 CARRERA ปลดปล่อยสัญชาตญาณของความเป็นรถสปอร์ตได้อย่างไม่มีข้อกังขา รูปแบบของการทดสอบในสถานการณ์ต่างๆถูกจำลองมาไว้บริเวณลานกว้างที่มีระยะทางตรงซึ่งทำความเร็วได้กว่า 120 กม.ชม. รูปแบบเส้นทางถ่ายทอดการควบคุมรถได้ไม่ต่างกับสถานการณ์จริงที่พบเจอในสนามแข่ง

ก่อนทำการทดสอบ INSTRUCTOR ผู้ฝึกสอนชี้แจงระบบต่างๆของรถคันนี้อย่างคร่าวๆก่อนที่จะพาไปสัญจรบนเส้นทางจริง รวมถึงรูปแบบการขับขี่ที่ถูกต้อง พร้อมขับให้สื่อมวลชนได้ทำความคุ้นเคยกับรถทั้งหมด 2 รอบสนาม

เมื่อเข้าใจรูปแบบและวิธีการทดสอบก็ถึงเวลาได้ลองของจริงไปกับรถสปอร์ตคูเป้ในตำนาน ก่อนอื่นที่ผมประทับใจมากก็คือเบาะนั่งแบบบักเก็ตซีท งานแฮนด์เมดซึ่งทำออกมาได้เนี๊ยบราวกับใช้เครื่องจักร ก่อนลองขับต้องทำความเข้าใจกับสวิทช์ควบคุมระบบต่างๆภายในห้องโดยสารว่าปุ่มไหนสำหรับใช้งานอะไร ทีเด็ดของความมันอยู่ที่สวิทช์ควบคุมเสียงจากท่อไอเสีย สามารถปรับการใช้งานได้ทั้งเสียงเบาแบบรถสแตนดาร์ด และซุ้มเสียงโหดดิบราวกับรถแข่ง รวมถึงแอบซ่าได้กับสวิทช์ควบคุมสปอยเลอร์หลังที่สั่งการได้แบบออโตเมติค ซึ่งจะดีดตัวออกจากด้านหลังเพื่อกดท้ายรถให้นิ่งตามหลักอากาศพลศาสตร์ หรือจะเปิดค้างไว้ตลอดเพื่อเพิ่มเติมในความสปอร์ตให้ตัวรถดูดุดัน

เริ่มขับอยากจริงจังคนละ 2 รอบสนาม จะมีใครบ้างที่จัดเต็มตั้งแต่ในรอบแรกที่ทำการทดสอบ ผมตอบได้เลยว่าคงไม่มี ซึ่งผมเองก็เป็นแบบนั้นเช่นกัน รูปแบบของสนามจากจุดสตาร์ทเป็นทางตรง มีจุดสกัดแบบสลับเลนก่อนจะไปยังจุดเบรคที่มีระยะค่อนข้างสั้น จากนั้นเป็นทางโค้งกว้างๆที่พอจะเติมคันเร่งให้รถพุ่งทะยานไปยังไพล่อนที่วางขวางก่อนจะหักหลบ และต่อไปยังโค้งๆแคบๆ ซึ่งมาจบยังจุดสตาร์ทพอดีถือเป็นการทดสอบเต็มหนึ่งรอบสนาม

หลังจากขับชิวๆเพื่อสำรวจเส้นทางจากรอบแรกเพื่อให้แน่ใจว่าจุดไหนอันตราย และช่วงไหนที่จัดได้เต็ม ก็ได้เวลาจัดเต็มกับ THE NEW PORSCHE 911 CARRERA จากจุดสตาร์ทผมกระแทกคันเร่งเต็มแรง รถพุ่งทะยานไปข้างหน้าแบบที่ว่าไม่สามารถยกหลังขึ้นจากเบาะได้ การถ่ายเทน้ำหนักไปยังล้อทั้ง 4 ทำได้อย่างน่าทึ่ง ฟิลลิ่งการออกตัวไม่ผิดแปลกไปจากรถขับเคลื่อนสี่ล้อสักเท่าไหร่ ความเร็วที่ออกจากจุดสตาร์ทจนถึงช่วงสลับเลน ผมเหลือบตาไปดูเกือบๆ 150 กม./ชม. พอมาถึงช่วงนี้ต้องถอนเท้าออกจากคันเร่งมาแตะที่เบรคเบาๆเพื่อควบคุมรถผ่านไพล่อน แล้วเติมคันเร่งอีกนิดเพื่อมุ่งไปหาจุดเบรก ผลที่ได้ออกมาน่าทึ่ง เพราะการหยุดรถทำได้ในระยะทางที่สั้นมาก สั้นแบบน่าใจหาย ก่อนที่จะเติมคันเร่งเพื่อเข้าโค้งกว้าง แล้วเดินคันเร่งต่อไปยังสิ่งกีดขวางเพื่อหักหลบ พอออกจากพื้นที่บริเวณนี้ได้ ความเร็วถูกเพิ่มขึ้นอีกครั้งเพื่อไปยังโค้งรูปตัวยูแคบๆ สังเกตไปที่มาตรวัด เข็มความเร็วชี้ไปที่ประมาณ 120 กม./ขม. แล้วจึงถอนคันเร่งเพื่อเข้าโค้งแคบ และแอบฟังเสียงยางที่สัมผัสกับพื้นถนนว่าจะมีเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด อย่างที่ควรจะเป็นไหม แต่ผลลัพธ์ออกมากลับเงียบกริบ และควบคุมไปตามทิศทางที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ

การทดสอบในครั้งนี้ใช้เวลาสำรวจและสัมผัสสมรรถนะเพียงน้อยนิด แต่สิ่งที่ผมได้คือการเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับตัวเองในการขับขี่และควบคุมความซ่าส์ของเจ้าชายกบคันล่าสุด ก่อนหน้าเคยได้ยินแต่คนพูดถึงว่า “ก่อนขับต้องไปเรียนรู้ว่า PORSCHE นั้นขับยังไง ถ้าไม่เคยขับหรือไม่คุ้นกับรถ จะทำให้ควบคุมได้อยาก” เริ่มแรกก็เกิดอาการประหม่าเล็กน้อย แต่พอได้นั่งหลังพวงมาลัยและลองขับ การปราบพยศของรถคันนี้ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่เคยได้ฟังมา และถ้าคุณคุ้นเคยเมื่อไหร่ แน่นอนว่าความสนุกสุดมัน จากการเค้นขุมพลังบอกเซอร์ขนาด 3.0 ลิตร Bi-turbo charging จะทำให้หลังคุณยกไม่ขึ้นจากเบาะนั่ง ซุ้มเสียงเครื่องยนต์ที่คำรามผ่านท่อไอเสียพร้อมเสียงการจุดระเบิดแบบแบคไฟร์ในรถแข่ง แค่นี้ก็สามารถทำให้อะดีนารีนหลั่งออกอย่างท่วมท้นแล้วครับ