Home Blog Page 110

“อีซูซุ” จัดเต็มกับโปรโมชันสุดคุ้มในแคมเพจ์น “ยิ่งใช้นานยิ่งเฮ! อีซูซุเปย์ 4 ต่อ!” ทั้งประหยัด ทั้งมั่นใจทุกการเดินทาง!

0
อีซูซุ 1

กลุ่มตรีเพชรโดย คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เชิญชวนเจ้าของรถอีซูซุใช้บริการที่ศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุกับโปรโมชันสุดคุ้มเพื่อลูกค้าคนสำคัญในแคมเพจ์น “ยิ่งใช้นานยิ่งเฮ! อีซูซุเปย์ 4 ต่อ!” พร้อมรับสิทธิพิเศษความคุ้ม 4 ต่อ ที่คุณไม่ควรพลาด ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2568 – 31 สิงหาคม 2568

อีซูซุ 2

รถปิกอัพอีซูซุทุกรุ่น และรถยนต์นั่งอเนกประสงค์อีซูซุทุกรุ่น
•ต่อที่ 1 เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง 7 ลิตร เกรดมาตรฐาน ในราคาเพียง 1,199 บาท (รวมค่าแรงและภาษีมูลค่าเพิ่ม)
•ต่อที่ 2 แพ็กเกจคืนความฟิต จะรถปีไหนก็ฟิตเหมือนใหม่ได้ คืนความมั่นใจให้รถคุณ
oแพ็กเกจเปลี่ยนแผ่นกันความร้อนฝากระโปรง เริ่มต้น 1,199 บาท
oแพ็กเกจเปลี่ยนยางแท่นเครื่องและแท่นเกียร์ เริ่มต้น 5,699 บาท
oแพ็กเกจเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ออโต้ พร้อมไส้กรองเกียร์และท่อยางน้ำมันเกียร์ออโต้ เริ่มต้น 5,999 บาท (รวมค่าแรงและภาษีมูลค่าเพิ่ม)
•ต่อที่ 3 ยิ่งใช้นาน ยิ่งลดเยอะ!
oรถอายุ 7 ปีขึ้นไป รับส่วนลดอะไหล่สูงสุดถึง 20%
oรถอายุน้อยกว่า 7 ปี รับส่วนลด 5%
•ต่อที่ 4 ยิ่งซ่อม ยิ่งคุ้ม!
oคูปองส่วนลดมูลค่า 500 บาท สำหรับใช้ในครั้งถัดไป (เฉพาะลูกค้ารถอายุ 7 ปีขึ้นไป ที่มีค่าใช้จ่ายหลังหักส่วนลดและรวมภาษี 5,000 บาทขึ้นไป)

สิทธิพิเศษเพิ่มเติม ฟรี! ตรวจเช็กสภาพรถ ผ่อน 0% นาน 9 เดือน รับประกันงานซ่อม 6 เดือน หรือ 10,000 กม. ส่วนลดยางยี่ห้อบริดจสโตน สูงสุด 2,000 บาท

รถบรรทุกอีซูซุขนาดใหญ่ (2 ตันขึ้นไปทุกรุ่น)
•ต่อที่ 1 แพ็กเกจเปลี่ยนจาระบีลูกปืนล้อ เริ่มต้นเพียง 3,500 (รวมจาระบี ซีลล้อ ค่าแรงและภาษีมูลค่าเพิ่ม) เปลี่ยนจาระบีทันใจ ภายใน 4 ชั่วโมง
•ต่อที่ 2 ส่วนลดอะไหล่ สูงสุด 15% อาทิเช่น ช่วงล่าง เบรก คลัตช์ ซีลล้อ ลูกปืนล้อ อุปกรณ์ดักจับความชื้น อะไหล่บำรุงรักษาเชิงป้องกัน
•ต่อที่ 3 ส่วนลดยางบริดจสโตน สำหรับรถบรรทุก รุ่น NLR และ NLR Lite เมื่อเปลี่ยนครบ 4 เส้น
oส่วนลดสูงสุด 1,200 บาท
oฟรี! ค่าแรง
•ต่อที่ 4 ฟรี! ตรวจเช็กสภาพรถ (ครอบคลุม 50 รายการ)

ผ่อน 0% นาน 9 เดือน รับประกันงานซ่อม 6 เดือน หรือ 10,000 กม.

กลับมาเติมความมั่นใจให้รถคู่ใจวันนี้ พร้อมรับความคุ้มที่มากกว่าเดิมจากอีซูซุ ให้รถของคุณได้รับการดูแลอย่างดีจากมืออาชีพที่คุณไว้ใจ ท่านสามารถรับสิทธิพิเศษทั้งหมดนี้ได้ที่แอพพลิเคชัน my-ISUZU (ดาวน์โหลดผ่าน Google play store และ App store)

เข้ารับบริการได้ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2568 – 31 สิงหาคม 2568 สอบถามเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุทั่วประเทศ หรือ สายด่วนลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 0-2118-0777 และติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

#ศูนย์อีซูซุวางใจได้ #ศูนย์บริการอีซูซุวางใจได้ตลอดการใช้งาน

“ฮอนด้า” ประกาศแต่งตั้ง “โคจิ อิวานามิ” ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ ตั้งเป้ามัดใจลูกค้าด้วยการส่งมอบประสบการณ์ขั้นกว่าที่เชื่อมโยง ในทุกทัชพอยต์ (Touchpoint) ผ่านการสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ พร้อมผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย

0
Honda 1

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศแต่งตั้ง นายโคจิ อิวานามิ ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 เป็นต้นไป ด้วยประสบการณ์ที่แข็งแกร่งอย่างรอบด้าน ทั้งการวิจัยและพัฒนายานยนต์ การพัฒนาธุรกิจและกลยุทธ์ โดยการเข้ารับตำแหน่งฯ ของนายโคจิ อิวานามิ ในครั้งนี้ พร้อมที่จะผลักดันและขับเคลื่อนคุณค่าหลักของฮอนด้าไปอีกขั้น เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ อีกทั้งมุ่งมั่นที่จะยกระดับผลิตภัณฑ์ให้สร้างความผูกพันกับลูกค้า โดยทำให้ฮอนด้ากลายเป็นเพื่อนคู่ใจที่ลูกค้าไว้วางใจด้วยบริการหลังการขายที่อุ่นใจไร้กังวลในทุกเส้นทาง

Honda 2

นายโคจิ อิวานามิ มีความหลงใหลในรถยนต์มาตั้งแต่สมัยเรียนชั้นประถมศึกษา โดยได้รับแรงบันดาลใจจากรถยนตร์สูตรหนึ่ง หรือ ฟอร์มูลาวัน (Formula One) ที่ฮอนด้าเป็นผู้ผลิตเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เขาศึกษาต่อด้านวิศวกรรมเครื่องกล ด้วยเป้าหมายที่แน่วแน่ในการร่วมงานกับฮอนด้า เพื่อสร้างสรรค์รถยนต์ในแบบที่เขาใฝ่ฝัน
ในปีพ.ศ. 2546 นายโคจิ อิวานามิ เริ่มต้นเส้นทางอาชีพกับฮอนด้าในตำแหน่งวิศวกรออกแบบระบบปรับอากาศ ณ บริษัท ฮอนด้า อาร์แอนด์ดี จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนารถยนต์อย่างเต็มรูปแบบ เขาจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์รถยนต์ฮอนด้า รุ่นต่าง ๆ รวมถึงมีบทบาทเป็นผู้ช่วยหัวหน้าทีมวิศวกรผู้พัฒนา ฮอนด้า เอชอาร์-วี (พ.ศ.2557) ที่เป็นรถยนต์อีกรุ่นหนึ่งที่ประสบความสำเร็จ และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในระดับโลกและประเทศไทย จากประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างรอบด้าน จึงได้รับโอกาสก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าทีมวิศวกรผู้พัฒนารถยนต์ โดยได้รับผิดชอบในกระบวนการพัฒนารถยนต์ ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผน การออกแบบ การวิจัยและพัฒนา การผลิต และการขาย

ผลงานที่สร้างคุณค่าให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง นายโคจิ อิวานามิ จึงได้รับความไว้วางใจในการนำฮอนด้าไปสู่การเติบโตอีกขั้น โดยเขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการหน่วยธุรกิจ ส่วนงานยานยนต์ บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด และต่อมาได้รับโอกาสให้บริหารงานธุรกิจของฮอนด้าในต่างประเทศ โดยได้ดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการอาวุโสฝ่ายธุรกิจ บริษัท อเมริกัน ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงและเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของฮอนด้า โดยดูแลทั้งด้านกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ การวิจัยและพัฒนา และแผนการขายสำหรับรถยนต์รุ่นหลัก เริ่มจากรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ก่อนที่จะขยายไปดูแลเทคโนโลยียานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า (BEV) และvยังได้ขยายบทบาทการบริหารจัดการในการดูภาพรวมกลยุทธ์ทางธุรกิจตลอดจนการพัฒนาแบรนด์ทั่วตลาดสหรัฐอเมริกา

ประสบการณ์ที่ครอบคลุมรอบด้านกว่า 20 ปี การเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารและซีอีโอในครั้งนี้ สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของฮอนด้า โดยมีนายโคจิ อิวานามิ ที่พร้อมนำทัพฮอนด้าสู่การแข่งขันที่เข้มข้นในตลาด ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่

นายโคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอของ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฮอนด้า คือเพื่อนคู่ใจที่ไว้วางใจได้ในทุกเส้นทาง สร้างความผูกพันเชื่อมโยงกับลูกค้า ควบคู่ไปกับการส่งมอบยนตรกรรมอันยอดเยี่ยมที่เสริมสร้างแรงบันดาลใจและความมั่นใจ เพื่อก้าวสู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ แห่งการขับเคลื่อน โดยเรามุ่งมั่นที่จะส่งมอบคุณค่าแก่ลูกค้าในทุกทัชพอยต์ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกเชื่อมั่นและไว้วางใจได้ในผลิตภัณฑ์และบริการหลังการขายของเรา ในขณะที่ก้าวเข้าสู่ยุคการขับเคลื่อนแห่งอนาคต เป้าหมายของผมคือการยกระดับและตอกย้ำความแข็งแกร่งของฮอนด้าในประเทศไทย เพื่อที่จะนำเสนอประสบการณ์ที่ตอบโจทย์และเหนือความคาดหมายของลูกค้าไปอีกขั้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและส่งมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจตลอดการเป็นเจ้าของรถยนต์ฮอนด้า”

ด้วยความรู้และประสบการณ์ที่แข็งแกร่ง นายโคจิ อิวานามิ พร้อมนำ ฮอนด้า ก้าวไปข้างหน้าโดยให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าระยะยาวแก่ลูกค้า ผ่านผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ บริการที่ไร้รอยต่อและความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับตัวแทนเครือข่ายผู้จำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยยึดมั่นในคุณค่าหลักของแบรนด์โดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลางในการดำเนินงาน ฮอนด้า ตั้งเป้าที่จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดอนาคตยานยนต์ในประเทศไทย พร้อมเติบโตเคียงข้างคนไทยอย่างต่อเนื่อง และสานต่อพันธกิจในฐานะองค์กรที่สังคมต้องการให้ดำรงอยู่ตลอดไปอย่างยั่งยืน

มาสด้ายกระดับการบริการหลังการขายปรับค่าแรงมาตรฐานใหม่ พร้อมเปิดตัวโปรแกรมพิเศษ Mazda Warranty Plus

0

มาสด้าตอกย้ำความมุ่งมั่นในการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดด้านบริการหลังการขาย ด้วยนโยบายการปรับค่าแรงมาตรฐานใหม่ทั่วประเทศ เป็น 600 บาท/ชม. สำหรับต่างจังหวัด และ 680 บาท/ชม. สำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อมอบความสบายใจไร้กังวลให้กับลูกค้า Mazda Family เมื่อนำรถมาเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ พร้อมเปิดตัวโปรแกรมพิเศษ Mazda Warranty Plus ต่อความคุ้มครอง เพื่อคนแคร์รถ ด้วยการขยายการรับประกันคุณภาพอะไหล่รถยนต์จาก 3 ปี เป็น 5 ปี* อันเป็นสิทธิพิเศษที่จัดขึ้นภายใต้โปรแกรม Mazda Family และตอกย้ำถึงการนำปรัชญาใหม่ Joy Drives Lives เข้ามาพัฒนาและปรับปรุงแผนการดำเนินธุรกิจมาสด้าตามแนวทาง Customer-Centric โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับลูกค้าในทุก ๆ ประสบการณ์ เพื่อเป็นการคุ้มครองดูแลรถยนต์มาสด้าคันโปรดของลูกค้าให้เป็นไปอย่างราบรื่นตลอดอายุการใช้งาน

นายศราวุฒิ บรรยงค์กุล ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาสด้ามีความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นและเป็นไปอย่างครบวงจรให้กับลูกค้า เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายสูงสุด คือ การเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งด้าน Customer Retention ตามความมุ่งมั่นของเรา โดยในงบประมาณ 2568 นี้ มาสด้าจะขับเคลื่อนงานบริการหลังการขายด้วยกลยุทธ์หลัก 4C ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการคำนึงถึงสิทธิประโยชน์สูงสุดของลูกค้าที่จะได้รับ อันประกอบด้วย

  • Credibility ความน่าเชื่อถือ เพื่อลดความกังวลใจให้กับลูกค้าในการครอบครองรถยนต์มาสด้า ด้วยการยกระดับความสามารถด้านการจ่ายอะไหล่ การซ่อมบำรุง และปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์
  • Convenience ความสะดวกสบาย เพื่อเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการเข้ารับบริการที่โชว์รูม
  • Customer Care การดูแลเอาใจใส่ เพื่อสร้างประสบการณ์และความสัมพันธ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า
  • Cost of Ownership ลดภาระค่าใช้จ่ายในการครอบครองรถยนต์มาสด้าที่สมเหตุสมผล เพื่อช่วยลดความกังวลใจในเรื่องค่าใช้จ่ายของลูกค้าตลอดระยะเวลาที่ครอบครองรถยนต์มาสด้า

เพื่อผลักดันนโยบายเหล่านี้ให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นและเพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า มาสด้าจึงได้นำเอาข้อเสนอแนะของลูกค้ามาพัฒนาคุณภาพการให้บริการ และได้ออกแบบนโยบายหลังการขายใหม่ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด สำหรับลูกค้า Mazda Family เมื่อนำรถมาเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ ลูกค้าจะได้รับความสบายใจในเรื่องของค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการบำรุงรักษา ด้วยสิทธิพิเศษเหล่านี้

  • นโยบายการปรับค่าแรงใหม่ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ค่าแรง 600 บาท/ชม. สำหรับโชว์รูมต่างจังหวัด* และค่าแรง 680 บาท/ชม. สำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑล* โดยลูกค้าสามารถตรวจสอบข้อมูลค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถตามระยะ และเช็กพื้นที่ศูนย์บริการมาตรฐานมาสด้า และอัตราค่าแรงมาตรฐานใหม่ได้ที่เว็บไซต์มาสด้า https://www.mazda.co.th/th/maintenance
  • มอบความมั่นใจในทุกการดูแล โดยช่างผู้เชี่ยวชาญ พร้อมอะไหล่แท้คุณภาพจากมาสด้า
  • เปิดตัวโปรแกรมพิเศษ Mazda Warranty Plus ต่อความคุ้มครอง เพื่อคนแคร์รถ เมื่อนำรถเข้าเช็กระยะต่อเนื่องตามกำหนด*

 

“สำหรับโปรแกรมพิเศษ Mazda Warranty Plus เป็นโปรแกรมที่มาสด้าริเริ่มขึ้นใหม่ เพื่อมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้า Mazda Family ด้วยการขยายการรับประกันคุณภาพอะไหล่รถยนต์จาก 3 ปี เป็น 5 ปี* สำหรับชิ้นส่วนเครื่องยนต์ท่อนตรง เกียร์อัตโนมัติและเกียร์ธรรมดา เทอร์โบชาร์จเจอร์ และคาปาซิเตอร์ โดยมีเงื่อนไขเพิ่มเติมเล็กน้อยคือเป็นรถยนต์ที่มีอายุไม่เกิน 5 ปี หรือไม่เกิน 150,000 กม. (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และมีประวัติการเข้าเช็กตามระยะครบตามกำหนดทุก 6 เดือน หรือทุก 10,000 กม. (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) ครบทุกระยะ ซึ่งลูกค้าสามารถลงทะเบียนและตรวจสอบสิทธิพิเศษนี้ได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ที่ https://m.mazda.co.th/WarrantyPlusRegistration” นายศราวุฒิ กล่าว

มาสด้ายังคงมุ่งมั่นสร้างสรรค์ประสบการณ์ให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมแผนงานในการนำเสนอโปรแกรมเพื่อมอบสิทธิพิเศษดี ๆ เช่นนี้ให้กับลูกค้าต่อไป สำหรับลูกค้า Mazda Family ที่ต้องการรับข้อมูลข่าวสารและสิทธิพิเศษที่จัดขึ้นเพื่อลูกค้าก่อนใคร สามารถเพิ่มเพื่อนผ่านแพลตฟอร์มไลน์ Mazda Sky Journey (Line Official Account: @skyjourney) นอกจากจะสามารถเช็กสิทธิพิเศษนี้ได้ก่อนใครแล้ว ลูกค้ายังสามารถทำการจองนัดหมายล่วงหน้า เพื่อนำรถเข้ารับบริการได้ที่ศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศผ่านแพลตฟอร์มนี้ได้เช่นกัน

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.mazda.co.th

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย” และ “มิตซูคำวาลุย ออโต้ ไทยแลนด์” จับมือ “วิทยาลัยเทคโนโลยีช่างกลพณิชยการนครราชสีมา (ช.พ.น.)” เปิดศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยียานยนต์มิตซูบิชิ สนับสนุนการศึกษาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11

0
Mitsubishi Motor1

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ วิทยาลัยเทคโนโลยีช่างกลพณิชยการนครราชสีมา (ช.พ.น.) จับมือเปิดศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยียานยนต์มิตซูบิชิ อย่างเป็นทางการพร้อมมอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เชิงปฏิบัติและการฝึกอบรมด้านเทคนิค ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการศึกษาและพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ อีกทั้ง การเสริมสร้างทักษะและเตรียมความพร้อมให้นักเรียนสำหรับการทำงานจริงในอุตสาหกรรมยานยนต์

Mitsubishi Motor 2

ในโอกาสที่มีการเปิดศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยียานยนต์มิตซูบิชิและการมอบเครื่องยนต์ ยังมีการฝึกอบรมภาคปฏิบัติจากผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษาและฝึกอบรม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และช่างเทคนิคจาก บริษัท คำวาลุย ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด โดยการฝึกอบรมครั้งนี้ มอบประสบการณ์ทำงานจริงให้นักเรียนได้สัมผัสเทคโนโลยียานยนต์ที่ล้ำสมัย ได้แก่ เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบรหัส 4N16 รุ่นใหม่ที่ล้ำสมัยซึ่งเป็นขุมพลังขับเคลื่อนในนิว มิตซูบิชิ ไทรทัน เครื่องยนต์ 4N15 ชุดเกียร์ธรรมดา รุ่น R6M5A เฟืองท้าย และชุดแร็คพวงมาลัยเพาเวอร์

Mitsubishi Motor 4นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขายและบริการหลังการขาย บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และ บริษัท คำวาลุย ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ในสายงานยานยนต์ สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของเราในการมีส่วนร่วมส่งเสริมการศึกษาของไทยภายใต้วิสัยทัศน์ ‘สรรค์สร้าง เคียงข้าง สังคมไทย’ โดยให้โอกาสนักเรียนเข้าถึงเทคโนโลยียานยนต์ที่ทันสมัยและการเรียนรู้เชิงปฏิบัติงานจริง เป้าหมายของเราคือการพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและสนับสนุนระบบนิเวศของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างยั่งยืน”

Mitsubishi Motor 5

ผศ.ดร.ณัฐวัฒม์ วงษ์ชวลิตกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล ผู้จัดการ/ผู้ได้รับใบอนุญาต ช.พ.น. กล่าวแสดงความขอบคุณว่า “ความร่วมมือระหว่าง มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และ บริษัท คำวาลุย ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อนักเรียนของเรา ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยียานยนต์มิตซูบิชิ และเครื่องยนต์ที่เราได้รับมอบจะช่วยให้นักเรียนได้รับประสบการณ์จริง และทักษะทางเทคนิคที่จำเป็น เพื่อความสำเร็จในการประกอบอาชีพในอุตสาหกรรมยานยนต์ การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยจะช่วยสร้างความพร้อมให้นักเรียนสามารถปรับตัวเข้ากับภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ เพิ่มโอกาสและเส้นทางอาชีพของพวกเขา”

Mitsubishi Motor 6

นายจิระศักดิ์ พันธ์สายเชื้อ ประธานกรรมการ บริษัท คำวาลุย ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะศูนย์บริการที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง การแข่งขันประเภทช่างเทคนิควิเคราะห์ปัญหา จากการแข่งขันทักษะการบริการระดับโลกประจำปี 2024 ที่ประเทศญี่ปุ่น บริษัท คำวาลุย ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด ให้ความสำคัญกับการเพิ่มทักษะทั้งของช่างเทคนิคของเราและบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนี้ เราภูมิใจที่ได้สนับสนุนโครงการนี้ด้วยการจัดฝึกอบรมภาคปฏิบัติและการแบ่งปันความรู้ เพื่อช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้ทักษะที่มีคุณค่า การร่วมมือกับมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ไม่เพียงช่วยสนับสนุนภารกิจของวิทยาลัยเท่านั้น แต่ยังมอบประสบการณ์การทำงานจริงให้กับนักเรียน พร้อมกับแสดงให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมของรถยนต์และเทคโนโลยีของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส”

Mitsubishi Motor 8

บริษัท คำวาลุย ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด ยังจัดแสดงรถยนต์มิตซูบิชิ รุ่นใหม่ ได้แก่ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต รุ่นปี 2024 มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท ขับเคลื่อน 4 ล้อ และ มิตซูบิชิ แอททราจ สมาร์ท ซึ่งรถยนต์ทุกรุ่นพร้อมให้ผู้สนใจทดลองขับและสัมผัสอย่างใกล้ชิด

โครงการมอบเครื่องยนต์ให้แก่สถาบันการศึกษา ได้ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2558 สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในการส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับปณิธานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการดำเนินกิจกรรม 3 ด้านหลัก ได้แก่ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ

 

“GEELY EX5” คว้าคะแนนความปลอดภัยระดับ 5 ดาวจากทั้ง Euro NCAP และ ANCAP พร้อมส่งมอบความคุ้มค่าให้แก่ลูกค้าทั่วโลก

0
Geely EX5 1

บริษัท ธนบุรีนอยสเติร์น จำกัด บริษัทในเครือกลุ่มธนบุรี และ GEELY มีความยินดีอย่างยิ่งในการประกาศว่า GEELY EX5 รถยนต์ SUV พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ล่าสุดได้รับคะแนนความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จากทั้ง Euro NCAP (European New Car Assessment Programme) และ ANCAP (Australasian New Car Assessment Program) ซึ่งถือเป็นความสำเร็จระดับสากลที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ GEELY ในการคิดค้นพัฒนายานยนต์ที่มีความปลอดภัยสูง พร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เพื่อส่งมอบความคุ้มค่าที่เหนือความคาดหมายให้แก่ลูกค้าทั่วโลก

GEELY EX5 2

ทั้ง Euro NCAP และ ANCAP ถือเป็นองค์กรระดับโลกด้านการประเมินความปลอดภัยของยานยนต์ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยดำเนินการทดสอบการชนและการประเมินด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ครอบคลุมตั้งแต่การปกป้องผู้โดยสารทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ตลอดจนผู้ร่วมใช้ถนน และประสิทธิภาพของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ (ADAS) โดย GEELY EX5 ได้รับคะแนนความปลอดภัยในระดับสูงสุด 5 ดาวจากทั้งสององค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคะแนนระดับความปลอดภัย 5 ดาว ของ ANCAP ยังครอบคลุมทุกรุ่นย่อยที่วางจำหน่ายในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อีกด้วย

GEELY EX5 ได้รับการพัฒนาบนแพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ (GEA) พร้อมติดตั้งระบบความปลอดภัยอัจฉริยะระดับ 2 (L2 ADAS) ที่ติดตั้งฟังก์ชันความปลอดภัยที่ล้ำสมัย 16 รายการ อาทิ ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB), ระบบช่วยควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC), และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (LKA) โดยระบบความปลอดภัยเหล่านี้ได้รับการออกแบบเพื่อปกป้องความปลอดภัยให้ทั้งผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และผู้ร่วมใช้ถนน เพื่อให้ผู้ขับขี่มีความมั่นใจสูงสุดในทุกการขับขี่

พร้อมกันนี้ ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีโครงสร้างตัวถังที่เสริมความแข็งแรงในระดับสูง ผสานกับเทคโนโลยีการกระจายแรงกระแทกแบบ “Cloverleaf” ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ GEELY โดยระบบดังกล่าวสามารถช่วยดูดซับและกระจายแรงกระแทกจากการชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยปกป้องห้องโดยสารและลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บของผู้โดยสารในกรณีที่รถเกิดอุบัติเหตุได้อย่างมั่นใจ

GEELY EX5  3

ความสำเร็จในครั้งนี้ยังได้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ GEELY ในฐานะผู้นำด้านระบบความปลอดภัยและนวัตกรรมเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะระดับโลก เสมือนเป็นตัวแทนของแบรนด์ GEELY ในการสะท้อนศักยภาพและขีดความสามารถในการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าคุณภาพสูงสู่เวทีสากลที่เพียบพร้อมด้วยมาตรฐานระดับโลกในทุกมิติ

สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 02-081-9999 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.thonburineustern.com และ เฟสบุ๊ค Geely Thonburi Thailand

 

“ซูซูกิ” เปิดศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานเพิ่ม 3 แห่ง ยกระดับบริการแบบ S-SOLUTION ครบครัน มุ่งสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้า พร้อมตั้งเป้าขยายครบ 50 แห่ง ในปี 2568

0
ซูซูกิ 1

นายทาดาโอะมิ ซูซูกิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ซูซูกิยังคงยึดมั่นในปรัชญา “SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาและยกระดับงานบริการอย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันทางธุรกิจ แต่ซูซูกิก็ยังคงรักษาคุณภาพของสินค้าและบริการไว้ได้อย่างมั่นคง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคมาโดยตลอด

ซูซูกิ 2

ในช่วงปีที่ผ่านมา ซูซูกิได้ร่วมมือกับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศพัฒนาแนวทางการบริการแบบ S-Solution โดยมุ่งหวังที่จะยกระดับประสบการณ์การบริการลูกค้าอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและความมั่นใจให้กับลูกค้าในการใช้บริการ ทั้งในด้านการจัดการข้อมูลลูกค้าแบบ Real-Time ผ่านระบบ Dealer Management System (DMS) ซึ่งช่วยให้ผู้จำหน่ายสามารถตรวจสอบประวัติการเข้ารับบริการและประเมินค่าใช้จ่ายได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังได้พัฒนาแอปพลิเคชัน Hello Suzuki เพื่อเชื่อมต่อการบริการระหว่างลูกค้าและศูนย์บริการได้อย่างราบรื่น ครอบคลุมตั้งแต่การนัดหมายเข้ารับบริการ การติดตามสถานะ ไปจนถึงการตรวจสอบข้อมูลรถ พร้อมทั้งมอบสิทธิพิเศษผ่านระบบสะสมคะแนนจากการเข้ารับบริการที่ศูนย์ซูซูกิทั่วประเทศ

อีกหนึ่งความสำคัญคือการเดินหน้าขยายศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐาน เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น พร้อมยกระดับมาตรฐานการบริการให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยในปีนี้ ซูซูกิเตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่ถึง 2 รุ่น และเพื่อรองรับความคาดหวังของลูกค้า จึงเร่งเพิ่มศักยภาพการบริการในทุกมิติ

ซูซูกิ 3

“ล่าสุดเราขยายศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานเพิ่มอีก 3 แห่ง และมีแผนจะทยอยเปิดเพิ่มในปีนี้ เพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่บริการทั่วประเทศ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของซูซูกิในการให้บริการที่ได้มาตรฐานสูงสุด และสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าชาวไทยอย่างยั่งยืน” นายทาดาโอะมิ กล่าว

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การขยายงานบริการศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานซูซูกิ ถือเป็นหนึ่งในแผนงานสำคัญที่บริษัทให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เราเชื่อมั่นว่าความใส่ใจในงานบริการและการดูแลลูกค้าอย่างจริงใจ ผ่านความร่วมมือกับผู้จำหน่ายซูซูกิทั่วประเทศ คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ลูกค้าสัมผัสได้ถึงมาตรฐานการบริการที่ดีเยี่ยม

ซูซูกิ  4

เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าในหลายจังหวัดได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ซูซูกิได้จัดพิธีแต่งตั้งศูนย์บริการซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานซูซูกิอย่างเป็นทางการเพิ่มเติมอีก 3 แห่ง เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2568 ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต ได้แก่

ซูซูกิ 6

ลำดับ ชื่อบริษัทผู้จำหน่าย บริหารงานโดย จังหวัด ภูมิภาค
1 บริษัท ซูซูกิสุโขทัย ออโต้โมบิล จำกัด (สำนักงานใหญ่) คุณธนพร ซองเหลี่ยม สุโขทัย ภาคเหนือ
2 บริษัท ซูซูกิสุโขทัย ออโต้โมบิล จำกัด (สาขาสวรรคโลก) คุณธนพร ซองเหลี่ยม สุโขทัย ภาคเหนือ
3 บริษัท ซูซูกิเจียงอุดร จำกัด คุณกิตติพงษ์ สกุลคู อุดรธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 

ทั้งนี้ ผู้จำหน่ายทั้ง 3 แห่งผ่านการรับรองมาตรฐานงานบริการจากบริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ส่งผลให้ปัจจุบันซูซูกิมีศูนย์บริการซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานรวมทั้งสิ้น 44 แห่งทั่วประเทศ โดยทุกศูนย์ที่ผ่านมาตรฐานจะต้องมี 5 จุดแข็งสำคัญ ดังนี้

อะไหล่แท้ซูซูกิ – เชื่อมั่นในคุณภาพของอะไหล่แท้ที่ได้รับรองมาตรฐานของซูซูกิ

บริการอย่างมืออาชีพ : มั่นใจในบริการและการให้คำปรึกษาอย่างมืออาชีพเป็นมิตรและใส่ใจทุกรายละเอียดการซ่อมโดยช่างผู้มีความชำนาญที่ผ่านการรับรองมาตรฐานการอบรมในการซ่อมรถยนต์ซูซูกิ

เครื่องมือมาตรฐานซูซูกิ : ใช้เครื่องมือเฉพาะทางที่ได้รับการรับรองจากซูซูกิ ช่วยให้การซ่อมมีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมั่นใจในคุณภาพงานซ่อม

สีซ่อมรถยนต์ที่ได้รับรองมาตรฐานซูซูกิ : ใช้สีซ่อมรถยนต์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานของซูซูกิ ทำให้สีรถสวยงามและทนทาน เหมือนใหม่จากโรงงาน

ซูซูกิ 7

การรับประกันงานซ่อม : รับประกันงานซ่อมว่ามีคุณภาพและมาตรฐานสร้างความอุ่นใจและความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า โดยจะรับประกันงานซ่อม 1 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และอะไหล่รับประกัน 1 ปี หรือ 20,000 กม. (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

นายวัลลภยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ซูซูกิมีแผนขยายศูนย์บริการซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานให้ครบ 50 แห่งภายในปี 2568 เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ และมุ่งมั่นส่งมอบประสบการณ์การบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า โดยยึดถือคุณภาพและความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ ทั้งในด้านงานขายและหลังการขาย เพื่อขอบคุณและตอบแทนความไว้วางใจที่ลูกค้ามีให้กับซูซูกิอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ซูซูกิยังเดินหน้าสานต่อปรัชญา “SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนาบริการและผลิตภัณฑ์คุณภาพ เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านมั่นใจว่าซูซูกิมุ่งหวังจะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน พร้อมอยู่เคียงข้างลูกค้าและชุมชนในทุกช่วงเวลาอีกด้วย

“ฟอร์ด” แนะ 5 จุดเช็กสำคัญหลังเดินทางไกล พร้อมโปรแกรมดูแลรถสุดคุ้ม เพื่อให้รถพร้อมลุยต่อทุกเส้นทาง

0
ฟอร์ด 1

เทศกาลสงกรานต์จบลงแล้ว แต่ภารกิจของคนรักรถยังไม่จบ หลังจากรถพาคุณ ครอบครัวและคนสนิทลุยเส้นทางไกล สร้างความทรงจำดีๆ มาแล้ว ก็ถึงเวลาที่คุณจะตอบแทนรถคันโปรดด้วยการดูแลอย่างถูกวิธี เพื่อให้พร้อมใช้งานได้เต็มสมรรถนะในทุกการเดินทางครั้งต่อไป

ฟอร์ด 2

ฟอร์ด แนะนำ 5 จุดเช็กสำคัญที่เจ้าของรถไม่ควรมองข้ามหลังเดินทางไกล พร้อมนวัตกรรมและแพ็กเกจบริการหลังการขายที่ช่วยมอบความอุ่นใจเรื่องค่าใช่จ่ายที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว ตอกย้ำความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว

5 จุดสำคัญที่ควรตรวจสอบหลังการเดินทางไกล ได้แก่
1.อย่ามองข้ามน้ำมันเครื่อง: สภาพอากาศร้อนและการเดินทางต่อเนื่องหลายชั่วโมง ทำให้ระบบเครื่องยนต์ทำงานหนัก ควรตรวจสอบทั้งปริมาณและคุณภาพของน้ำมันเครื่อง เพื่อยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์
2.ของเหลวต่างๆ ต้องพร้อม: ตรวจสอบและเติมน้ำยาหล่อเย็น น้ำมันเบรก และน้ำฉีดกระจกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้พร้อมสำหรับการเดินทางครั้งหน้า
3.เช็กเบรกให้มั่นใจ: ตรวจสอบผ้าเบรกและน้ำมันเบรก โดยเฉพาะหากขับผ่านเส้นทางขึ้นเขาหรือการจราจรที่คับคั่ง ทั้งนี้การขับขี่ที่ใช้เบรกบ่อยหรือขับรถเร็ว อาจทำให้ผ้าเบรกหรือยางสึกหรอเร็วกว่าปกติ
4.ช่วงล่างต้องพร้อมลุย: ตรวจสอบโช้คอัพและชิ้นส่วนช่วงล่างหลังผ่านเส้นทางขรุขระหรือการบรรทุกสัมภาระหนัก
5.เช็กลมยางและดอกยาง: เช็คความดันลมยางและสภาพดอกยาง เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่และช่วยประหยัดเชื้อเพลิง

ฟอร์ด 4

เทคโนโลยีการตรวจสอบรถยนต์ฟอร์ดอัจฉริยะเพื่อให้ลูกค้าวางแผนเข้ารับบริการได้อย่างแม่นยำและเหมาะสม
การตรวจเช็ก 5 จุดข้างต้นหลังการเดินทางไกลจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญด้วยเครื่องมือมาตรฐาน เจ้าของรถฟอร์ดสามารถมั่นใจในมาตรฐานการบริการจากศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศ ด้วยทีมช่างที่มีความเชี่ยวชาญและผ่านการฝึกอบรมตามมาตรฐานระดับโลก และอุปกรณ์วิเคราะห์ที่ทันสมัยและมีความแม่นยำ โดยฟอร์ดมีระบบ Intelligent Oil-Life Monitor (IOLM) ที่คอยตรวจวัดคุณภาพน้ำมันเครื่องแบบเรียลไทม์ ซึ่งหากระบบแจ้งเตือนที่ระดับ 5% เจ้าของรถควรนำรถเข้าตรวจเช็กภายใน 2 สัปดาห์ หรือ 800 กิโลเมตร ช่วยให้ลูกค้ารถฟอร์ดวางแผนการเข้ารับบริการได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งยังมีแอปพลิเคชัน FordPass ที่ให้ลูกค้าตรวจสอบสถานะของรถยนต์ได้ด้วยตนเองผ่านโทรศัพท์มือถือได้อย่างง่ายดาย

ฟอร์ด 5

คุ้มค่ากว่า ด้วยโปรแกรมดูแลรถที่คิดมาเพื่อเจ้าของรถตัวจริง
รถยนต์ฟอร์ดมีระยะการเข้าศูนย์บริการที่นานกว่ารถทั่วไป โดยกำหนดไว้ที่ทุก 15,000 กิโลเมตรหรือ 12 เดือน พร้อมโปรแกรม ‘น้ำมันเครื่องสุดคุ้ม (Oil Save Pack – OSP)’ ที่ช่วยประหยัดเพิ่มขึ้นถึง 11% เมื่อซื้อเป็นแพ็กเกจสำหรับการเข้ารับบริการเช็กระยะที่ศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศ พร้อมใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ 100% ที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ได้ดียิ่งขึ้น

สำหรับรถที่หมดระยะรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่แล้ว ฟอร์ดยังมอบข้อเสนอสุดคุ้มด้วยโปรแกรม ‘ชุดน้ำมันเครื่องราคาประหยัด (Eco OSP)’ เพิ่มทางเลือกน้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ แพ็กเกจ 3 ครั้ง เริ่มต้นเพียง 4,007 บาท พร้อมไส้กรองและค่าแรง

ฟอร์ด 6

พิเศษ! โปรแกรมเด็ดต้อนรับหน้าร้อน ฟอร์ดจัดแคมเปญส่วนลดชุดน้ำมันเครื่องสูงสุด 400 บาท และส่วนลดโปรแกรมบำรุงรักษาตามระยะสูงสุด 700 บาท พร้อมโปรโมชั่นยางรถยนต์ ซื้อ 3 แถม 1 พร้อมบริการตรวจเช็กสภาพรถฟรี 30 รายการ และสำหรับลูกค้าที่มีใช้จ่าย 5,000 บาทขึ้นไป รับฟรีเก้าอี้สนาม รุ่น ฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ โปรโมชั่นพิเศษนี้ถึง 30 มิถุนายน 2568

Ford Care มั่นใจยิ่งขึ้นในระยะยาว
Ford Care คือ โปรแกรมขยายระยะการรับประกันคุณภาพรถยนต์ ที่ช่วยให้คุณวางแผนการถือครองรถในระยะยาวได้อย่างอุ่นใจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาหลังหมดระยะรับประกันจากโรงงาน มีระยะความคุ้มครองที่หลากหลาย ตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้รถและความต้องการของลูกค้า โดยมีให้เลือก 2 แพ็กเกจ
•โกลด์ แพ็กเกจ (Gold Package) ครอบคลุมชิ้นส่วนอะไหล่ตัวรถกว่า 1,000 รายการ
•ไดร์ฟไลน์ แพ็กเกจ (Driveline Package) เน้นความคุ้มครองในส่วนเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง

นายสุรวัฒน์ จึงสมประสงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ฟอร์ด ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ฟอร์ดให้ความสำคัญกับประสบการณ์ลูกค้าในทุกช่วงเวลาการใช้งาน เรามุ่งมั่นสร้างความคุ้มค่าในการถือครองรถระยะยาว ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมอันทันสมัยที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงบริการได้สะดวก และวางแผนการดูแลรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมด้วยแพ็คเกจต่างๆ ที่ออกแบบเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าอย่างแท้จริง ทำให้การเป็นเจ้าของรถฟอร์ดนั้นมีความคุ้มค่าและแข่งขันได้ในตลาด สะท้อนความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัวและมอบความอุ่นใจตลอดการใช้งาน”

ผู้สนใจดูข้อมูลและเงื่อนไขข้อเสนอพิเศษของแคมเปญส่งเสริมการขายจากฟอร์ดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th และช่องทางโซเชียลมีเดียของฟอร์ด ประเทศไทย ทั้ง Facebook ฟอร์ด YouTube Ford Thailand TikTok Ford Thailand และ Line @FordThailand

“OMODA” & “JAECOO” ผนึกกำลังจัดทัพผู้บริหารระดับแนวหน้า พร้อมนำแบรนด์ “Chery” มุ่งสู่การแข่งขันในตลาดไทยอย่างเต็มตัว

0
Omada & Jaecco 1

ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคต OMODA & JAECOO (อ่านว่า โอโมด้า แอนด์ เจคู่) ภายใต้บริษัท Chery Automobile ผู้นำเทคโนโลยียานยนต์ชั้นนำระดับโลก ประกาศความพร้อมเต็มร้อยในการนำทัพยนตรกรรมชั้นนำมาสู่ตลาดประเทศไทย ด้วยวิสัยทัศน์จากผู้บริหารระดับแนวหน้า นำโดย นายฉี เจี๋ย ประธานบริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมเปิดตัวทีมผู้บริหารใหม่อย่างเป็นทางการ เตรียมผลักดันแบรนด์ OMODA & JAECOO และ Chery สู่การแข่งขันอย่างเต็มตัว

หลังจากที่ได้ประกาศความพร้อมในการขยายเข้าสู่ตลาดรถยนต์ประเทศไทย ในงาน Bangkok International Motor Show 2025 ที่ผ่านมา ล่าสุด OMODA & JAECOO และ Chery ได้ผนึกกำลังโดยทีมผู้บริหารระดับแนวหน้า ร่วมขับเคลื่อนแบรนด์สู่การแข่งขันอย่างเต็มศักยภาพ นำทัพโดย ฉี เจี๋ย ประธาน บริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและประสบการณ์มากมายในการขยายตลาดยานยนต์ไปยังประเทศในภูมิภาคต่างๆ พร้อมด้วย พิชญุตม์ วงศ์พัฒนาสิน รองประธาน บริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) จำกัด ขุนพลคู่ใจที่จะเข้ามาร่วมวางกลยุทธ์การตลาดและกำหนดทิศทางของแบรนด์ เสริมกำลังด้วย บิล จาง ผู้อำนวยการ แบรนด์ โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) ผู้นำที่ได้สั่งสมประสบการณ์ในวงการยานยนต์ในประเทศจีนมาอย่างยาวนาน และ จิม ลี ผู้อำนวยการ แบรนด์ เชอรี ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ผู้เพียบพร้อมด้วยประสบการณ์การทำงานกับ Chery International มาอย่างยาวนาน

Chery Automobile คือตัวอย่างที่แท้จริงของการพัฒนานวัตกรรมยนตกรรมอย่างไร้ขีดจำกัด จากการก่อตั้งในปีค.ศ. 1997 จนกลายเป็นผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก บริษัทฯไม่เพียงแต่ผลิตรถยนต์ หากแต่สร้างสรรค์อนาคตด้วยปรัชญาที่มุ่งเน้นนวัตกรรม ความยั่งยืน และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยพนักงานกว่า 25,000 คน กับการดำเนินงานใน 110 ประเทศ และผู้ใช้มากกว่า 15 ล้านคน Chery ได้พิสูจน์แล้วว่า รถยนต์สัญชาติจีนสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดและสร้างอิทธิพลในระดับสากลได้อย่างแท้จริง การันตีด้วยความสำเร็จจากการส่งมอบรถยนต์ 2.6 ล้านคันทั่วโลกในปีพ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา โดยสำหรับประเทศไทย Chery Automobile ได้ส่งมอบนวัตกรรมผ่านแบรนด์ลูกอย่าง OMODA และ JAECOO เพื่อบุกเบิกตลาดเป็นการนำร่อง โดยเฉพาะการเปิดตัว OMODA C5 EV, JAECOO 6 EV (หรือ iCAR 03 ในประเทศจีน) ที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างเกินความคาดหมาย ตลอดจน JAECOO 7 SHS (Super Hybrid System) ที่เปิดตัวล่าสุดในงาน Motor Show 2025 นับเป็นยนตรกรรมที่จะมาพลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งภูมิภาค ซึ่งในช่วงระหว่างงาน Bangkok Motor Show 2025 ที่ผ่านมา OMODA & JAECOO ได้รับการสนับสนุนและไว้วางใจ ด้วยยอดจองถึง 2,568 คัน ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวความสำเร็จ ตามที่แบรนด์ได้รับยกย่องว่า OMODA & JAECOO เป็นแบรนด์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก การเสริมทีมผู้บริหารระดับแนวหน้า

ในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า การก้าวเข้าสู่ประเทศไทยของ OMODA & JAECOO ไม่เพียงแต่เป็นการขยายตลาดเท่านั้น แต่ยังเป็นการกรุยทางให้ Chery กลับมาทำตลาดในไทยอีกครั้ง ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นสร้างอนาคตแห่งการขับเคลื่อนอย่างล้ำสมัยและยั่งยืน

“วันนี้ เราไม่เพียงแค่รวมตัวกัน แต่เรากำลังปฏิวัติอนาคตแห่งยานยนต์ OMODA, JAECOO และ Chery เชื่อในพลังของการทำงานร่วมกัน จึงได้รวบรวมนักคิด นวัตกร และผู้เชี่ยวชาญหลากหลายแขนงจากทั่วโลกมาร่วมบุกเบิกอนาคต หลอมรวมความคิด พลังสร้างสรรค์ และวิสัยทัศน์ เราเชื่อในพลังของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการท้าทายขีดจำกัดเดิมๆ เรามีเป้าหมายที่ชัดเจน เราพร้อมที่จะสร้างประสบการณ์การเคลื่อนที่แห่งอนาคตที่ไร้ขีดจำกัด ด้วยความมุ่งมั่น นวัตกรรม และความกล้าที่จะคิดนอกกรอบ เราพร้อมพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า OMODA, JAECOO และ Chery ไม่ใช่แค่แบรนด์ แต่เป็นขุมพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง” ฉี เจี๋ย ประธาน บริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) กล่าว

การผนึกกำลังครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของ OMODA & JAECOO และ Chery ในการขยายตลาดสู่ประเทศไทย พร้อมนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยียานยนต์ระดับโลก ด้วยความสำเร็จที่ผ่านมา บริษัทมุ่งหวังที่จะสร้างความประทับใจและมอบประสบการณ์ใหม่ให้กับตลาดรถยนต์ไทยอย่างแท้จริง

“GWM” รุกตลาดส่งออกเต็มพิกัด สู่อาเซียน ลาตินอเมริกา และออสเตรเลีย เพิ่มกำลังการผลิตในไตรมาสสอง เดินหน้าผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับโลก

0
เกรทวอลล์ ไทยแลนด์ 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” ล่าสุด เดินหน้าขับเคลื่อนแผนการผลิตรถยนต์หลากหลายรุ่นครอบคลุมทุกประเภทพลังงานจากโรงงานอัจฉริยะ (GWM Smart Factory) ในจังหวัดระยอง เพื่อขยายการส่งออกสู่ตลาดโลก โดยในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 นี้ GWM (Thailand) เตรียมเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อส่งออกไปยังกลุ่มประเทศต่าง ๆ ทั้งในอาเซียน ออสเตรเลีย และลาตินอเมริกา โดยจะส่งรถยนต์เอสยูวีระดับพรีเมียม GWM TANK 500 HEV ไปยังประเทศมาเลเซีย ในขณะที่จะยังคงส่งออกรถยนต์ GWM TANK 300 HEV สู่ประเทศอินโดนีเซีย และ GWM HAVAL H6 HEV รวมถึงเจ้าสิงโตอารมณ์ดี GWM HAVAL JOLION HEV ไปรุกตลาดในประเทศเวียดนามอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น ในเดือนเมษายนนี้ GWM (Thailand) เตรียมส่งออกเจ้าเหมียวไฟฟ้า NEW GWM ORA Good Cat รถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นแรกที่ผลิตในประเทศไทยสู่ตลาดโลกเป็นครั้งแรก โดยจะส่งออกไปยังประเทศบราซิล ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์อีกด้วย ก่อนหน้านี้ GWM (Thailand) ได้มีการส่งออกรถยนต์เอสยูวีไปยังประเทศอินโดนีเซียและเวียดนามมาแล้ว โดยได้ส่งออกรถยนต์รุ่น GWM TANK 300 HEV, GWM TANK 500 HEV และ GWM HAVAL H6 HEV ไปยังประเทศอินโดนีเซีย ในขณะที่ประเทศเวียดนาม ได้ส่งออกรถยนต์ทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ GWM HAVAL H6 HEV และ GWM HAVAL JOLION HEV ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากประเทศดังกล่าว ทั้งหมดนี้ คือ การสะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจของ GWM (Thailand) ในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการผลิตและส่งออกรถยนต์ที่ครอบคลุมทุกพลังงานสู่ตลาดโลก สร้างงาน สร้างรายได้ และนำความภาคภูมิใจกลับมาสู่คนไทย ด้วยการผลิตรถยนต์คุณภาพที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่ผลิตในประเทศไทย โดยคนไทย สู่การมอบประสบการณ์เพื่อการเดินทางที่ “เหนือกว่า” ให้แก่ผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ผ่านกลยุทธ์ “GWM Go With More”

เกรทวอลล์ ไทยแลนด์ 2

เจมส์ หยาง รองประธาน GWM ตลาดต่างประเทศ กล่าวว่า “GWM และทีมงานชาวไทยทุกคนล้วนภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ร่วมสร้างการเติบโตให้แก่เศรษฐกิจประเทศไทยด้วยการผลิตและส่งออกรถยนต์ GWM หลากหลายรุ่น ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานสู่ผู้ใช้งานทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และลาตินอเมริกา ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในฐานะที่เป็นฐานการผลิตประจำภูมิภาคอาเซียน โดยการส่งออกรถยนต์ GWM ในไตรมาส 2/2568 นี้ สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพการผลิตและมาตรฐานระดับโลกของโรงงานของเราที่จังหวัดระยอง โดยผลิตภัณฑ์ภายใต้ GWM TANK ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคในประเทศอินโดนีเซีย ส่วน GWM HAVAL ก็ได้รับการสนับสนุนที่ดีจากประเทศเวียดนาม ที่สำคัญในปีนี้จะเป็นครั้งแรกที่เราจะส่งออก NEW GWM ORA Good Cat ซึ่งถือเป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจจากโรงงานผลิตขนาดใหญ่ของเรา โดยโรงงานที่จังหวัดระยองถือเป็นโรงงานการผลิตเต็มรูปแบบแห่งที่ 2 ของ GWM นอกประเทศจีน (ถัดจากประเทศรัสเซีย) ทั้งนี้ GWM จะมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องในประเทศไทยเพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ระดับโลกของ GWM เราพร้อมเติบโตไปในระยะยาวกับลูกค้ารวมถึงพาร์ทเนอร์ชาวไทย และสังคมไทยอย่างยั่งยืน”

เกรทวอลล์ ไทยแลนด์ 3

ปัจจุบัน โรงงานอัจฉริยะของ GWM ในจังหวัดระยองสามารถรองรับกำลังการผลิตสูงสุดถึง 80,000 คันต่อปี โดย GWM (Thailand) ได้เพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับการจำหน่ายในประเทศและการส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยรถยนต์ทุกรุ่นและทุกคันที่จำหน่ายในประเทศไทยล้วนผลิตจากโรงงานในประเทศไทยโดยฝีมือคนไทยทั้งสิ้น (ยกเว้นรุ่น GWM ORA 07 ที่นำเข้าจากประเทศจีน) โดยล่าสุด ALL NEW GWM HAVAL H6 ทั้งรุ่นไฮบริด และปลั๊กอิน-ไฮบริด และ NEW GWM TANK 300 DIESEL ที่เพิ่งเปิดตัวที่งานมอเตอร์โชว์ 2025 เมื่อปลายเดือนมีนาคม ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟน ๆ ชาวไทยและเริ่มส่งมอบให้กับลูกค้าชาวไทยไปแล้วนั้น ก็ผลิตจากสายการผลิตที่โรงงาน GWM จังหวัดระยองเช่นเดียวกัน โดยมีพนักงานผู้มีความเชี่ยวชาญกว่า 1,100 คน ซึ่งปฏิบัติงานภายใต้มาตรฐานการผลิตระดับสากล พร้อมทั้งใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (Local Content) ในสัดส่วนประมาณ 45 – 50% ซึ่งในอนาคต GWM (Thailand) ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการบริหารจัดการซัพพลายเชน รวมถึงการบริหารจัดการอะไหล่สำหรับการบริการหลังการขายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้ลูกค้าทั่วทุกมุมโลกได้สามารถเข้าถึงยนตรกรรมอัจฉริยะในทุกรูปแบบพลังงานของ GWM ได้ง่ายขึ้น คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น พร้อมรับประสบการณ์การเดินทางที่เหนือกว่าในทุกด้านอย่างแท้จริง

เกรทวอลล์ ไทยแลนด์  5

GWM (Thailand) เดินหน้าอย่างมั่นคงและต่อเนื่องในการผลิตรถยนต์ที่ครอบคลุมทุกพลังงานในหลากหลายเซกเมนต์จากหลากหลายตระกูล ครอบคลุม GWM TANK, GWM HAVAL และ GWM ORA เพื่อจำหน่ายในประเทศไทยและส่งออกสู่ตลาดโลก และจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านดีไซน์ สมรรถนะ และระบบขับเคลื่อนที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั่วโลก และส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่เวทีระดับโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ

“เอเอเอสฯ” สร้างปรากฏการณ์ขับขี่แห่งปี 2025 ทุบสถิติความเร้าใจใน ‘Porsche Driving Experience’ พร้อมเสริมสร้างความมั่นใจใน ‘Porsche Driver’s Safety Training’ ณ สนามปทุมธานี สปีดเวย์

0
Porsche Experience 1

เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแห่งแรกในประเทศไทย จัดกิจกรรม ‘Porsche Experience’ ครั้งแรก ประจำปี 2025 เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับแบบปอร์เช่ โดยกิจกรรมสุดยิ่งใหญ่นี้ประกอบไปด้วย กิจกรรมทดลองขับ ‘Porsche Driving Experience’ และกิจกรรมฝึกการขับขี่อย่างปลอดภัย ‘Porsche Driver’s Safety Training’ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-9 มีนาคม 2568 ณ สนามปทุมธานี สปีดเวย์

Porsche Experience 2

เปิดหัวงานอย่างเร้าใจด้วยกิจกรรมทดลองขับ ‘Porsche Driving Experience’ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 มีนาคม 2568 โดยในกิจกรรมนี้ ผู้เข้าร่วม หรือว่าที่สมาชิกครอบครัวเอเอเอสฯ ได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ในหลากหลายสถานีที่ทดสอบสมรรถนะอันเหนือชั้นของรถยนต์ปอร์เช่ อาทิ การทดสอบการควบคุมรถและการทรงตัวที่สถานี Handling, การทดสอบระบบเบรกที่สถานี Braking และการทดสอบความแม่นยำในการหลบสิ่งกีดขวางที่สถานี Slalom โดยได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอย่าง Porsche Instructor และ Porsche Pro เพื่อให้ผู้เข้าร่วมทุกท่านได้คำตอบว่ายนตรกรรมปอร์เช่นั้น ตอบโจทย์ในทุกมิติมากเพียงใด และพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวปอร์เช่ของเอเอเอสฯ ‘AAS The Name You Can Trust’

Porsche Experience 3

ในครั้งนี้ เอเอเอสฯ ได้นำทัพปอร์เช่ครบทุกรุ่นมาให้ผู้เข้าร่วมได้ทดลองขับ ณ สนามปทุมธานี สปีดเวย์ ไม่ว่าจะเป็น 718 เคย์แมน สไตล์ เอดิชั่น (718 Cayman Style Edition), 911 คาร์เรร่า โมเดล 992.2 (911 Carrera), 911 คาร์เรร่า เอส (911 Carrera S), ไทคานน์ 4 เอส (Taycan 4S), พานาเมร่า 4 อี ไฮบริด เจเนอเรชันที่ 3 (Panamera 4 E-Hybrid), พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด แพลทตินั่ม อิดิชั่น (Panamera 4 E-Hybrid Platinum Edition), มาคันน์ เอส (Macan S), คาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupe) และไฮไลท์อย่าง มาคันน์ 4 (Macan 4) และ ไทคานน์ จีทีเอส (Taycan GTS) ที่ยังไม่เคยเปิดโอกาสให้ทดลองขับในสนามมาก่อน

Porsche Experience 4

ต่อเนื่องด้วยกิจกรรมฝึกการขับขี่อย่างปลอดภัย ‘Porsche Driver’s Safety Training’ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-9 มีนาคม 2568 โดยในกิจกรรมนี้ ผู้เข้าร่วม หรือสมาชิกครอบครัวเอเอเอสฯ ได้รับการฝึกอบรมจากผู้เชี่ยวชาญอย่าง Porsche Instructor และ Porsche Pro เริ่มต้นจากการปรับท่านั่งขับขี่ที่ถูกต้อง (Seating Position) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการขับขี่อย่างปลอดภัย และเสริมสร้างทักษะการขับขี่ใน 3 สถานีหลักเดียวกับในกิจกรรม ‘Porsche Driving Experience’ ไปกับรถยนต์ปอร์เช่คู่ใจ เพื่อเปิดเผยประสิทธิภาพของตัวรถและความสามารถในการขับขี่เฉพาะตัว อีกทั้งยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีต่าง ๆ และวิธีการควบคุมรถในสถานการณ์และสภาพถนนที่แตกต่างกัน เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในการขับขี่ประจำวันได้อย่างมั่นใจ เอเอเอสฯ ยังได้มีการมอบรางวัลสำหรับผู้ที่ทำเวลาได้ดีที่สุดในสถานี Slalom และผู้ที่มีสไตล์การขับขี่ที่ดีและโดดเด่นที่สุด พร้อมทั้งการมอบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้เข้าร่วมงานทุกท่านอีกด้วย

Porsche Experience 5

กิจกรรมในครั้งนี้ เอเอเอสฯ ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าบนเส้นทางสู่ความยั่งยืน โดยมอบเสื้อโปโลจากเส้นใยรีไซเคิลให้แก่สมาชิกครอบครัวทุกท่านได้สวมใส่ตลอดกิจกรรม ‘Porsche Driver’s Safety Training’ เสื้อโปโลนี้ผลิตจากขวดน้ำพลาสติกของปอร์เช่ที่ให้บริการในโชว์รูมของเอเอเอสฯ ซึ่งมีทั้งหมด 4 สาขา ได้แก่ Porsche Centre Bangkok, Porsche Centre Pattanakarn, Porsche Studio Siam Paragon และ Porsche Studio Bangkok ICONSIAM เพื่อนำมาทำเป็นเส้นใยพลาสติกรีไซเคิลและถักทอร่วมกับเส้นใยผ้า โดยเสื้อโปโล 1 ตัว ใช้ขวดน้ำพลาสติกจำนวน 15 ขวด ภายในงานยังได้จัดจุดรับบริจาคขวดน้ำเพื่อให้ทุกคนภายในงานมีส่วนร่วมในการก้าวสู่ความยั่งยืนไปกับครอบครัวเอเอเอส-กรุ๊ป

Porsche Experience 7

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงยนตรกรรมปอร์เช่ อาทิ 911 จีที 3 (911 GT3), 911 คาร์เรร่า เอส (911 Carrera S) และ ไทคานน์ เทอร์โบ (Taycan Turbo) อีกทั้งอัครยนตรกรรม เบนท์ลีย์ ฟลายอิ้ง สเปอร์ สปีด (Flying Spur Speed) เนื่องจากเอเอเอสฯ ยังเป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการเพียงผู้เดียวในประเทศไทย พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมมือกับบริษัท เอเอเอส โมโต คลับ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายมอเตอร์ไซค์ฮาร์ลีย์-เดวิดสันในเครือเอเอเอส-กรุ๊ป ในการจัดแสดง ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน สตรีท ไกลด์ (Street Glide) เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการนอกเหนือจากสปอร์ตคาร์ และแสดงความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์อีกด้วย

Porsche Experience 8

หลังจากเข้าร่วมกิจกรรมสุดท้าทายในสนาม และชมรถยนต์ที่จัดแสดงแล้ว ผู้เข้าร่วมทุกท่านยังได้เพลิดเพลินไปกับอาหารและเครื่องดื่มสุดพรีเมียม รวมถึงบูธมากมาย อาทิ สินค้าลิขสิทธิ์แท้ ปอร์เช่ ไลฟ์สไตล์ (Porsche Lifestyle) และ เบนท์ลีย์ คอลเลกชั่น (Bentley Collection) พร้อมส่วนลดพิเศษเฉพาะในงานนี้, AAS Auto Detailing Centre ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ดูแลและทำความสะอาดรถยนต์ระดับพรีเมียมจากประเทศอังกฤษ ออโต้กริม (Autoglym) และผลิตภัณฑ์เคลือบเซรามิกแท้จากประเทศญี่ปุ่น อูโก้ (ULGO), ปราชญา เวลเนส (Prachya Wellness) ตำนานแห่งศาสตร์การแพทย์แผนไทย-จีน ที่นำเครื่องดื่มชามาบริการลูกค้าภายในงาน, โอซิม (OSIM) ผู้นำด้านนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ ที่นำเก้าอี้นวดมามอบความผ่อนคลายให้แก่ผู้เข้าร่วม, บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัทพลังงานไทยที่ดำเนินงานเคียงคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม พร้อมพรีเมียมแก๊สโซฮอล์สูตรที่ดีที่สุดจากบางจาก (Hi Premium 97), เติมความสดชื่นตลอดงานด้วยเครื่องดื่ม est (เอส) และเครื่องดื่มสุขภาพสกัดจากเคล Vital Health (ไวทัล เฮลท์) นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ชั้นนำที่ช่วยเสริมความยิ่งใหญ่ อาทิ โมบิลวัน (Mobil1) น้ำมันเครื่องสูตรสังเคราะห์แท้ขั้นสูง และ ไมดาส (Midas) ฟิล์มกรองแสงและฟิล์มปกป้องสีรถระดับพรีเมียมนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

Porsche Experience 10

เอเอเอสฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟและยิ่งใหญ่แห่งปีนี้จะยิ่งเติมเต็มประสบการณ์ในทุกมิติให้แก่ผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน อีกทั้งยังสะท้อนความเป็นครอบครัวเอเอเอส-กรุ๊ปที่มุ่งมั่นส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับที่เปี่ยมไปด้วยความเอาใจใส่ สมกับการเป็นผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย และผู้ให้บริการหลังการขายในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ได้รับการยอมรับอย่างภาคภูมิ